TRU

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
Post Reply
User avatar
ครรชิต ไพศาล
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4598
Joined: Tue Feb 04, 2003 7:58 pm

TRU บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน)

Posts by ครรชิต ไพศาล » Thu Jul 15, 2004 8:41 am

Code: Select all

NAME	งบปี	สินทรัพย์	หนี้สิน	ผู้ถือหุ้น	ทุน	รายได้	กำไรก่อน	กำไรสุทธิ	ROA(%)	ROE(%)	PM(%)	หนี้/ผู้ถือหุ้น
TRU	2004	3,540.70	935.91	2,527.64	500.00	1,053.12	303.89	210.32	23.33	23.12	19.97	0.37
TRU	2003	3,284.79	900.71	2,317.32	500.00	3,326.15	475.84	334.74	15.43	14.55	10.06	0.39
TRU	2002	2,882.92	548.46	2,282.57	500.00	2,992.64	513.60	402.91	17.49	17.90	13.46	0.24
TRU	2001	2,988.56	708.07	2,219.66	400.00	2,971.26	700.70	563.29	26.44	27.50	18.96	0.32
TRU	2000	2,311.17	395.75	1,876.37	400.00	1,672.89	364.48	254.38	16.93	14.06	15.21	0.21
TRU	1999	1,995.00	217.25	1,741.99	400.00	1,130.13	176.69	130.98	9.43	7.81	11.59	0.12
TRU	1998	1,751.79	107.88	1,611.02	400.00	687.72	7.33	-15.43	0.40	-0.94	-2.24	0.07
TRU	1997	1,932.44	212.15	1,686.44	400.00	1,167.03	190.52	147.87	8.89	8.54	12.67	0.13
TRU	1996	2,351.61	542.15	1,778.57	400.00	2,079.38	618.64	419.15	27.95	25.11	20.16	0.30
TRU	1995	2,075.46	498.26	1,559.43	400.00	1,624.99	888.24	331.38	46.93	22.56	20.39	0.32
TRU	1994	1,709.94	323.06	1,378.04	400.00	1,482.08	401.48	259.38	46.96	37.64	17.50	0.23
												
NAME	งบปี	EPS	ปันผล	epsQ4	epsQ3	epsQ2	epsQ1	PAR	ราคาปิด	P/E	P/BV	D/P%
TRU	2004	1.12	????	????	????	????	0.42	1	15.90	14.20	3.15	4.21
TRU	2003	0.67	0.40	0.41	0.26	0.03	-0.03	1	14.8	22.09	3.19	2.70
TRU	2002	0.81	0.60	0.04	0.17	0.24	0.36	1	7.65	9.44	1.68	7.84
TRU	2001	1.41	0.85	0.26	0.39	0.34	0.42	1	8.8	6.24	1.59	9.66
TRU	2000	0.64	0.55	0.13	0.19	0.18	0.14	1	3.2	5.00	0.68	17.19
TRU	1999	0.33	0.30	0.12	0.1	0.08	0.03	1	3	9.09	0.69	10.00
TRU	1998	-0.04	0.00	-0.01	0.04	-0.07	0.00	1	2.5	-62.50	0.62	0.00
TRU	1997	0.37	0.15	-0.05	0	0.19	0.23	1	1	2.70	0.24	15.00
TRU	1996	1.05	0.60	0.20	0.28	0.31	0.26	1	9.5	9.05	2.14	6.32
TRU	1995	0.83	0.50	0.32	0.19	0.17	0.15	1	6.5	7.83	1.67	7.69
TRU	1994	0.78	3.75	0.24	0.21	0.22	0.11	1	8	10.26	2.32	46.88
ข้อมูล งบดุลย้อนหลัง ข้างบนนี้ ผมเก็บตัวเลขมาจาก ประกาศงบดุล ของบริษัท
โดยปรับ EPS และ เงินปันผล ให้เป็นไปตามราค พาร์ ปัจจุบันแล้ว
ถ้าใครมีเวลา ตรวจสอบ สอบทาน เจอข้อผิดพลาด โปรดแจ้งให้แก้ไขด้วย จะขอบพระคุณยิ่ง

วิธี คัดลอกข้อมูลไปเก็บ ในแฟ้ม Excel ทำดังนี้
copy ขอมูลหุ้น จากในเวบนี้ไป แล้วเข้าใปใน excel
เข้าไปสู่ worksheet ที่ต้องการ แล้วไปที่ cell ที่ต้องการ
เลือก menu <แก้ไข> <วางพิเศษ> <text> <ตกลง> ก็จะได้ ข้อมูลในรูปตาราง Excel

ถ้าหากมันยังเป็น Text ใน ฃ่องสดมภ์เดียวก็ใช้วิธีต่อไปนี้ เพื่อให้ข้อมูล แยกเป็นตารางข้อมูล Excel
เลือก menu <ข้อมูล> <ข้อความเป็นสดมภ์> <ตัวคั้น> <ช่องว่าง> <เสร็จ>

ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN

User avatar
สุมาอี้
Verified User
Posts: 4576
Joined: Sat Feb 12, 2005 1:51 pm

Posts by สุมาอี้ » Wed Sep 21, 2005 11:58 am

ทำไมวันนี้พุ่ง 25% ครับ

เห็นมีแต่ข่าวกรรมการท่านหนึ่งลาออก

http://dekisugi.net
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ narin@dekisugi.net จะชัวร์กว่าครับ

handbag

Posts by handbag » Thu Sep 29, 2005 2:37 am

Online Proxy Checker: check HTTP proxies, check socks 4 / 5 proxies, socks proxy checker: http://www.socksproxylist.com


art1234
Verified User
Posts: 32
Joined: Sun May 01, 2005 11:24 am

อัพเดท ผลประกอบการไตรมาส 3

Posts by art1234 » Fri Oct 21, 2005 12:20 pm

หลังจากที่ได้ไปชมกิจการ ได้มีโอกาสถามถึงผลประกอบการไตรมาส 3 ที่กำลังจะประกาศออกมาคาดว่าผลประกอบการคงยังทรงเมื่อเทียบกับไตมาส 2 แต่สัดส่วนรายได้จากการขายรถและรถดัดแปลงจะลดลงเนื่องจากการแข่งขันที่สูงและบริษัทเองก็ยอมรับว่าคงจะสู้กับค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า ฮอนด้า ไม่ได้ โดยหลังจากนี้บริษัทจะหันมาเน้นประกอบรถประเภทพิเศษเช่นรถโรงพยาบาลและรถโรงเรียน ซึ่งค่ายรถยนต์อื่นไม่ได้ให้ความสนใจนักผลประกอบการไตรมาส 3 น่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วแต่คงดูแย่ไปเลยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    แนวโน้มของกิจการคาดว่าบริษัทจะเน้นไปที่ผลิตชิ้นส่วนยายนต์เป็นหบักเนื่องจากแนวโน้มยอดขายรถยังเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจะสัดส่วนรายได้ของชิ้นส่วนให้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโครงการดัดแปลงรถยนต์เป็นแท็กซี่ปัจจุบันกำลังคืบหน้าอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าไตรมาส 3 จะมียอดขายรถได้ประมาณ 140 คัน ส่วนไตรมาส 4 บริษัทตั้งเป้าจะขายให้ได้ 200 คัน

ในเรื่องความคืบหน้าของการร่วมมือกับ TATA MOTOR  ยังไม่มีความคืบหน้านักแต่บริษัทคิดว่ารูปแบบการร่วมมือคงมี 2 แบบคือ

1. TATA จ้างบริษัทผลิตรถกระบะโดยไม่ได้ร่วมทุนกัน
2. จัดตั้ง cap. venture ลงทุนคนละ 50:50 ตั้งรงงานผลตใหม่ขึ้นมา
2.


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Apr 03, 2007 11:32 pm

ขุดหุ้นก้นบุหรี่อีกรายมาดูกันครับ

ในอดีตเคยเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยม ปัจจุบันย่ำแย่ เพราะถูกรายใหญ่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น Toyota และ ISUZU และค่ายรถอื่น  ๆ ตีตลาดจนทำให้ยอดขายลดลงไปมาก

มาวันนี้เปิดตัวกลยุทธ์ใหม่มาให้ดูกันว่าจะฟื้นหรือไม่ เดี๋ยวจะขุดเรื่องราวมาให้อ่านกันครับ

เริ่มฉากแรกครับ เป็นปีแรกที่ขาดทุนในรอบ 7 ปีครับ

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
                           บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน)

                                                                       ตรวจสอบ
                                                                (หน่วย : พันบาท)
                                                   สิ้นสุดวันที่  31 ธันวาคม
                                                          งวด 1 ปี
              ปี                                     2549            2548

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                             (26,160)        119,783
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)                     (0.05)           0.24

 ประเภทของความเห็นของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน :
     ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต


 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

      "ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้
       จัดส่งงบการเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้น
       ฉบับให้กับสำนักงาน ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว"

                                        ลงลายมือชื่อ _______________________
                                                    ( นายศักดิ์ชัย  คมกฤส )
                                                    ตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป
                                                  ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Apr 03, 2007 11:37 pm

มาต่อกันด้วยกลยุทธ์การจัด Positioning ของสินค้าใหม่ เพื่อลดเกรดลงมาเจาะกลุ่มลูกค้าปิคอัพ ที่ต้องการ Upgrade รถยนต์บรรทุกของตนเอง แต่ไม่อยากจ่ายแพงเกิน 1 ล้านบาทครับ

ไทยรุ่งฯหั่นราคาพีพีวีทุบปิกอัพดับเบิ้ลแค็บ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มีนาคม 2550 11:01 น.


      ข่าวในประเทศ - ไทยรุ่งฯ ดิ้น ส่งรถพีพีวี ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ทู รุ่นใหม่ ดั้มราคาเหลือ 8 แสนกว่าบาท ท้าชนปิกอัพดับเบิ้ลแค็บ ตั้งเป้า 120 150 คันต่อเดือน พร้อมเปิดตัว ทีอาร์ ออลโรดเดอร์ รถพีพีวีใหม่ที่พัฒนาจากปิกอัพรุ่นโคโลรา เพิ่มทางเลือก เผยเศรษฐกิจซบแต่ยันลงทุน300 ล้านบาทขยายโรงงานปีนี้ ซื้อเครื่องจักร ตามแผนเดิม วาดเป้า 3.4 พันล้านบาทหรือเติบโต30%
     
      นายสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทฯไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่มาหลายปี ล่าสุดได้เปิดตัวพีพีวี หรือรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งรุ่นใหม่ ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ทู (TR ADVENTURE II) ซึ่งพัฒนามาจากรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ โดยรุ่นต่ำสุดตั้งราคาเพียง 8 แสนกว่าบาท ถูกกว่าทีอาร์ แอดเวนเจอร์ รุ่นเก่าที่เริ่มต้นกว่า 9 แสนบาทแล้ว

เดิมเรามุ่งเน้นไปที่ตลาดระดับบน ซึ่งต้องไปชนกับ อีซูซุ มิว 7,ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รวมถึงโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่ราคาเฉียดล้านไปจนถึงล้านกว่าบาท แต่ตลาดยังมีความต้องการรถอเนกประสงค์ราคาประมาณ 8 แสนบาทอยู่มาก ดังนั้นเราจึงเปิดตัว ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ทู เพื่อเสริมช่องว่างตรงนี้ และน่าจะดึงผู้บริโภคในกลุ่มรถปิกอัพ ดับเบิ้ลแค็บ ที่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 7 8 แสนบาท มาได้
     
      ทั้งนี้ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ทู วางตำแหน่งสินค้าให้เป็นรถครอบครัว ใช้งานได้อเนกประสงค์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งมีที่นั่งทั้งหมด 7 ที่นั่งและสามารถนั่งได้จริง โดยแบ่งเป็น 4 เกรด ในรุ่น สปอร์ต และ เอลลิแกนซ์ ขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ราคาประมาณ 8.5 แสนบาท 1.2 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน บองกอก อินเตอร์เนชั่นเนล มอเตอร์โชว์ ระหว่าง 30 มีนาคม 8 เมษายนนี้ ที่ไบเทค บางนา
     
      นายสมพงษ์กล่าวถึงการสนับสนุนปิกอัพจากอีซูซุ สำหรับนำมาดัดแปลงเป็นรถอเนกประสงค์ ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ว่า อีซูซุยังตัดรถออกมาให้เรื่อยๆ เพียงแต่ต้องมีจำนวนลูกค้าชัดเจน ซึ่งลูกค้าที่สั่งจองรถทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ทู ในงานมอเตอร์โชว์ จะต้องรอรถประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ 120 150 คัน ต่อเดือน โดยรุ่นสปอร์ตขับเคลื่อน 2 ล้อ น่าจะขายดีสุด

นอกจากนี้บริษัทฯยังเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคด้วยการส่ง รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งรุ่นล่าสุด ทีอาร์ ออลโรดเดอร์ (TR ALLROADER) ซึ่งพัฒนามาจากรถ เชฟโรเลต โคโรลาโด แบ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์ 3. 0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาประมาณ 1.2 ล้านบาท และรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน2ล้อ ราคาประมาณ 9 แสนบาท โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมอเตอร์โชว์นี้เช่นกัน
     
      สำหรับ ทีอาร์ ออลโรดเดอร์ มีรูปลักษณ์บึกบึน ดุดัน สไตล์อเมริกัน โดยบริษัทฯตั้งเป้าไว้ 80 100 คันต่อเดือน แล้วจะใช้ช่องทางจำหน่ายของไทยรุ่งฯเอง รวมถึงผู้แทนจำหน่ายของเชฟโรเลตที่สนใจ ซึ่งขั้นแรกตกลงเรียบร้อยแล้ว 15 แห่ง ตามจังหวัดใหญ่ๆทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีแผนร่วมกันจัดกิจกรรมแนะนำตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
     
      นายสมพงษ์ กล่าวว่า ถึงแม้เศรษฐกิจ-การเมืองจะผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ในประเทศบ้าง แต่ในส่วนของบริษัทฯยังลงทุนตามแผนที่ประกาศไว้ในปีที่แล้ว โดยปีนี้จะใช้เงินประมาณ 300 ล้านบาท ขยายโรงงาน และซื้อเครื่องจักร เพื่อทำแม่พิมพ์ รวมถึงผลิตชิ้นส่วนเพิ่ม ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนที่โรงงานในกรุงเทพฯ 100 ล้านบาท และโรงงานจังหวัดระยอง 200 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดชิ้นส่วนโรงงานประกอบรถยนต์ (OEM.) ทั้งนี้จากทุกแผนงานในปี 2550 จะส่งผลให้บริษัทฯบรรลุเป้ารายได้ 3.4 พันล้านบาท โต30% จากปี 2549 ที่ทำได้ 2.6 พันล้านบาท อย่างแน่นอน


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Apr 03, 2007 11:44 pm

จับมือ พันธมิตรใหม่ GM ครับในงานมอเตอร์โชว์ 30 มีนาคม ถึง 8 มีนาคม 50 ที่ไบเทค บางนา งานนี้มี pretty สาว บวกกับรถรุ่นใหม่ของหลาย ๆ ค่ายมาประชันกันครับ

เอ็มควงไทยรุ่งฯรุกพีพีวี แคปติวานำร่องเปิดรุ่นเบนซิน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 มีนาคม 2550 14:36 น.

อเนกประสงค์ใหม่ - เชฟโรเลต แคปติวา เอสยูวีรุ่นใหม่จากค่ายจีเอ็ม ที่นำร่องเปิดตัวทำตลาดกับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 142 แรงม้า เผยโฉมและรับจองในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2007 ปลายเดือนมีนาคมนี้  


      ข่าวในประเทศ - ค่าย จีเอ็ม เตรียมสยายปีกเจาะทุกเซกเมนท์หลักตลาดรถไทย ล่าสุดรุกกลุ่มรถอเนกประสงค์ นอกจากจะเปิดเอสยูวีรุ่น เชฟโรเลต แคปติวา แล้ว บอสใหญ่ วิลเลี่ยม บอทวิค ยอมรับได้ดอดไปเจรจากับ ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จับมือพัฒนารถยนต์ พีพีวี แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน แต่พันธมิตรใหม่ไทยรุ่งฯ ได้ดีเดย์เปิดตัวรถอเนกประสงค์ใหม่ ทีอาร์ ออลโรดเดอร์ ที่ใช้พื้นฐานของปิกอัพ เชฟโรเลต โคโลราโด บุกตลาดในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2007 ปลายเดือนนี้แน่นอน โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และ 2 ล้อ ท้าชนกับ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และอีซูซุ มิว-7 ส่วนเอสยูวีรุ่น แคปติวา ยืนยันมาแน่ในงานเดียวกัน พร้อมเปิดให้ลูกค้าจองทันที เผยแม้จะทำตลาดทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล แต่ช่วงแรกนำร่องเปิดตัวแค่เวอร์ชั่นเดียว ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 142 แรงม้า หลังจากนั้นจึงจะเป็นรุ่นเทอร์โบดีเซลคอมมอนเรล 2.0 ลิตร 150 แรงม้า ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ยังอุบไต๋ แต่ยืนยันภายในปีนี้แน่นอน

ในบรรดาค่ายรถยนต์น้องใหม่ ที่เข้ามาทำตลาดในไทยช่วง 6-7 ปีย้อนหลังไป คงต้องยกให้ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลก เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม ที่เข้าบุกตลาดไทยภายใต้แบรนด์ เชฟโรเลต ด้วยการทยอยเปิดตัวรถใหม่ ท้าชนกับค่ายญี่ปุ่นที่อยู่ในสังเวียนมานาน เรียกว่าแทบจะทุกเซกเมนท์หลักๆ ในไทย ทั้งเก๋งขนาดคอมแพ็กต์ เชฟโรเลต ออพตร้า หรือปิกอัพรุ่นโคโลราโด และมาล่าสุดกับเก๋งซับคอมแพ็กต์ เชฟโรเลต อาวีโอ
     
      อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจีเอ็มจะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะยังมีรถยนต์ที่แม้จะไม่ใช่ตลาดใหญ่ แต่ก็น่าสนใจพอสมควร ทั้งในด้านของยอดขายและสร้างภาพลักษณ์ นั่นก็คือรถอเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือเอสยูวี (SUV) ซึ่งจีเอ็มได้เปิดเผยออกมาแล้วว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2007 ที่กำลังจะมาถึงปลายเดือนมีนาคมนี้ แฟนๆ จะได้สัมผัสแน่นอน
     
      พีพีวี หรือรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะเป็นรถใช้งานอเนกประสงค์ พัฒนามาจากพื้นฐานของปิกอัพ ทำให้มีความแข็งแกร่งกว่าเอสยูวี และราคาก็ไม่ได้สูงจนเกินไปนัก ทำให้ได้รับความนิยมจากลูกค้าในไทยเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จาก โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ หรืออีซูซุ มิว-7 จึงไม่แปลกที่จีเอ็มจะสนใจรถประเภทนี้เช่นกัน

และวานนี้ (20 มี.ค.) บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด(มหาชน) ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชน เปิดตัวรถ TR ADVENTURE โฉมใหม่ พร้อมกับรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ ซึ่งพัฒนามาจากปิกอัพโคโลราโด โดยทั้งหมดจะเปิดตัวทำตลาดในงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2007 ปลายเดือนมีนาคมนี้
     
      เรื่องนี้ วิลเลี่ยม บอทวิค ประธานกรรมการ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เอเชีย แปซิฟิค จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ ผู้จัดการมอเตอริ่ง ว่า.......
     
      จีเอ็มไม่มีแผนที่จะผลิตรถอเนกประสงค์ ที่ดัดแปลงมาจากปิกอัพ หรือพีพีวีเอง แต่ได้มีการพูดคุยกับไทยรุ่งฯ ซึ่งยังไม่ได้สรุปรายละเอียด 100% ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ หรือช่วงเวลาที่จะทำตลาดแน่นอน เพราะต้องรอดูสถานการณ์ต่างๆ แต่เห็นว่าพีพีวีเป็นรถที่น่าสนใจอีกตลาด

ส่วนเหตุผลในการเลือกไทยรุ่งฯ เป็นพันธมิตรในการผลิตรถพีพีวี บอทวิคบอกว่า ไทยรุ่งฯ มีประสบการณ์ และเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ของจีเอ็ม จึงมีความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตของไทยรุ่งฯ แต่อย่างที่บอกยังไม่ได้มีการสรุป และอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ จึงยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มากกว่านี้
     
      บอทวิคกล่าวว่า การที่จีเอ็มไม่มีแผนผลิตพีพีวีเอง ไม่เกี่ยวกับการผลิตเอสยูวี เชฟโรเลต แคปติวา แม้จะมีรูปแบบการใช้งานใกล้เคียงกัน แต่ถือเป็นรถที่แตกต่างกัน ที่จีเอ็มผลิตแคปติวาเพราะเป็นรถยนต์ที่จีเอ็มออกแบบและผลิตทั่วโลก แต่พีพีวีเป็นรถที่มีเฉพาะในตลาดไทย การเตรียมงานจึงมีความพร้อมที่แตกต่างกัน โดยแคปติวาจีเอ็มได้มีการเตรียมมากว่า 2 ปีแล้ว
     
      สำหรับแผนการแนะนำ เชฟโรเล แคปติวา สู่ตลาด บอทวิคบอกว่า..... จะเริ่มในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2007 ที่จะมีขึ้นปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยเป็นการนำรถที่ผลิตออกมามีคุณภาพสมบูรณ์ และพร้อมที่จะทำตลาดได้ทันที เพียงแต่ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าจองในงานได้
     
      ขณะที่กำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะอยู่ระหว่างต้นไตรมาสสามของปีนี้ ซึ่งแผนการผลิตแคปติวาจะไม่เร่งในช่วงแรกๆ เพื่อให้มีสต็อกรองรับปริมาณมากๆ ในการเปิดตัว เหมือนหลายยี่ห้อที่ทำกัน และสุดท้ายก็เกิดปัญหาจากการเร่งผลิต แตกต่างจากจีเอ็มที่มีนโยบายทยอยผลิต เพื่อให้รถยนต์ทุกคันได้คุณภาพตามมาตรฐาน เมื่อไลน์การผลิตลงตัวแล้ว จึงจะเร่งผลิตให้สามารถส่งมอบได้ทันตามความองการของลูกค้า


 


      เมื่อถามว่าแคปติวายังจะมีให้เลือก ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล ตามที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้หรือไม่? บอทวิคยืนยันว่า........ ยังเป็นไปตามแผนเหมือนเดิม โดยเชฟโรเลต แคปติวา จะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน เพื่อให้ลูกค้าในไทยเลือก แต่กำหนดการแนะนำสู่ตลาดจะแบ่งเป็น 2 ช่วง เริ่มด้วยเครื่องยนต์เบนซินก่อน จากนั้นจึงจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลทยอยเปิดตามออกมา แต่ช่วงเวลาห่างกันเท่าไหร่ คงไม่สามารถบอกได้ขณะนี้แต่ภายในปีนี้แน่นอน ส่วนเหตุผลที่เลือกเปิดตัวเครื่องยนต์เบนซินก่อน มาจากก่อนสำรวจวิจัยตลาด ซึ่งผู้บริโภคก็มีเลือกทั้งเบนซินและดีเซลให้เปิดตัวก่อน แต่จากศึกษาเราได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจึงเลือกเบนซินก่อน
     
      นอกจากนี้บอทวิคยังบอกว่า การผลิตรถยนต์ในไทย เป็นนโยบายของจีเอ็มที่จะต้องมีการส่งออกทุกรุ่น ซึ่งแคปติวาก็เช่นเดียวกัน โดยมีแผนจะส่งออกรถยนต์รุ่นนี้ไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, บรูไน และฟิลิปปินส์
     
      สำหรับเชฟโรเลต แคปติวา เป็นรถอเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือเอสยูวีแบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งรูปลักษณ์ได้รับการถ่ายทอดมาจากรถต้นแบบ รุ่นเอส3เอ็กซ์ (S3X) ที่เปิดตัวไปในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2004 ที่ผ่านมา โดยเครื่องยนต์มีให้เลือก 2 แบบ คือ เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.4 ลิตร 142 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด
      อุปกรณ์ความสะดวกสบายครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นวิทยุ-ซีดี แบบ 6 แผ่น และเอ็มพี 3 มีระบบบอกสถานภาพการขับขี่ผ่านจอคอมพิวเตอร์ และมีตัวบอกทิศทางภายในรถ เย็นสบายกับแอร์หน้าหลัง กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า รวมถึงไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ

อาร์ ออลโรดเดอร์ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 3.0 ลิตร รถพีพีวีที่ดัดแปลงมาจากปิกอัพโคโลราโดจากฝีมือของไทยรุ่งยูเนียนคาร์  


      ขณะที่ระบบขับเคลื่อนแม้จะเป็น 4 ล้อ แต่ก็ปรับอัตโนมัติเป็น 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ตามสภาพถนน ทำให้ประหยัดน้ำมัน ระบบช่วงปรับสมดุลอัตโนมัติตามสถานการณ์นั้นๆ ขณะที่รุ่นเทอร์โบดีเซลคอมมอนเรล ที่จะเป็นดาบสองของรถรุ่นนี้ ซึ่งสเปกในต่างประเทศเป็นแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว 2.0 ลิตร 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 31.5 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 15.8 กิโลเมตร/ลิตร
     
      ส่วนรถยนต์พีพีวีที่พัฒนามาจากปิกอัพเชฟโรเลต โคโลราโด ซึ่งไทยรุ่งยูเนียนคาร์ได้เปิดตัวรอบสื่อมวลชนวานนี้ (20 มี.ค.) ภายใต้ชื่อ ทีอาร์ ออลโรดเดอร์ (TR ALLROADER) นั้นมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (Z71 4WD) เกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 3.0 ลิตร และรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (Z71 2WD) เกียร์ธรรมดา เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร คอมมอนเรล (อ่านรายละเอียดในหมวดข่าวเกี่ยวข้อง)
     
      งานนี้ใครที่ชื่นชอบรถยนต์อเนกประสงค์สไตล์อเมริกัน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2007 ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา อย่าลืมแวะเวียนไปชมและสัมผัสตัวจริงได้


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Apr 03, 2007 11:45 pm

สำหรับธุรกิจ OEM นั้น ก็ใช่ย่อย สามารถรับรางวัลปี 2006  รับรางวัล The Best Delivery Award 2006  

   

    คุณชัยยุทธ  พุฒนกุล ผู้แทนบริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล The Best Delivery Award 2006 จาก มร.โยชิมารุ โอตะ ผู้จัดการโรงงานบริษัท H-one Parts (Thailand) จำกัด ในฐานะที่เป็นผู้ส่งมอบสินค้าที่ได้รับคะแนนการจัดส่งเต็ม 100 โดยสามารถส่งสินค้าได้ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ทาง H-one กำหนดคือ 1. เวลาในการส่งมอบ 2. ความถูกต้องในการส่งมอบ 3. เอกสารในการส่งมอบ และ 4. การบรรจุสินค้าในการส่งมอบ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Apr 03, 2007 11:57 pm

พื้นฐานล่าสุด

Market Cap 1685 ล้านบาท
P/BV อยู่ที่ 0.71 เท่า ต่ำกว่า book ในขณะนี้ซึ่งมี Book อยู่ที่ 4.80 บาทต่อหุ้น
จำนวนหุ้น 501.589 ล้านหุ้น PAR 1 บาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น 2400 ล้านบาท
หนี้สิน 315 ล้านบาท หรือ DE เท่ากับ 0.13 เท่า
Asset รวม 2803 ล้านบาท

มีเงินสดจำนวน 521.09 ล้านบาท หรือหุ้นละ 1 บาท
เงินลงทุนระยะสั้น 235 ล้านบาท หรือประมาณ หุ้นละ 0.46 บาท

หนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้การค้า 240.46 ล้านบาท
และมีหนี้สินระยะสั้นกับบริษัทที่เกี่ยวข้องจำนวน 16.75 ล้านบาท

แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันไม่ต้องกู้ยืมเงินในการทำธุรกิจ ทำให้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

ปัญหาของธุรกิจนี้อยู่ที่ Operating Risk คือทำอย่างไรที่จะ Turnaround ได้เท่านั้นครับ

เอาข้อมูลมาให้ศึกษาดูนะครับ แต่หุ้นมีสภาพคล่องน้อยมาก ๆ ครับ

ใครมีโอกาสแวะไปมอเตอร์โขว์ก็ช่วยกรุณามา Update ให้ด้วยนะครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Apr 03, 2007 11:58 pm

ผลงานล่าสุดที่บริษัททำหนังสือชี้แจงมาครับ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550

เรื่อง  คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหารสำหรับงบการเงินประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549

เรียน  กรรมการและผู้จัดการ
     ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สิ่งที่แนบมาด้วย รายงานงบการเงินและงบการเงินรวมประจำปี 2549 ที่ผ่านการสอบทานแล้ว จำนวน 2 ฉบับ

     บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท") ขอนำส่งรายงานการตรวจสอบงบการเงินรวม
ประจำปี สิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและได้รับการอนุมัติจาก
คณะกรรมการบริษัทแล้ว จำนวน 2 ฉบับ มายังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้ลงทุนทราบ
ต่อไป

     ฝ่ายบริหารขอชี้แจงการดำเนินงานประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549เปรียบเทียบกับงวดประจำปี
สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 และงบดุล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 เปรียบเทียบ กับงบดุล ณ วันที่ 31
ธันวาคม 2548 เพื่อประกอบในการอ่านงบการเงินและงบการเงินรวม

     1.งบกำไรขาดทุนรวมประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เปรียบเทียบกับงวดประจำปี สิ้นสุดวันที่
       31 ธันวาคม 2548

       1.1 รายได้จากการขายและบริการรวม 2,302.99 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 662.64 ล้านบาท
           คิดเป็นร้อยละ 22.34

           สัดส่วนรายได้จากการขายสำหรับปี  มีดังนี้
           1.1.1 รายได้ค่าประกอบรถยนต์พร้อมค่าอุปกรณ์ติดตั้ง จำนวน 169.43 ล้านบาท คิดเป็น
                 สัดส่วนร้อยละ 7.36 ของรายได้จากการขายและบริการรวม ลดลงจากปีที่แล้ว
                 512.28 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 75.15 เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่สูงของตลาด
                 รถยนต์ลักษณะเดียวกัน
           1.1.2 รายได้จากการขายรถรวม 559.83 ล้านบาท (รายได้ดังกล่าวส่วนหนึ่งได้รวมรายได้
                 ค่าประกอบและค่าอุปกรณ์ติดตั้งไว้แล้ว) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.31 ของรายได้จาก
                 การขายและบริการรวม ลดลงจากปีที่แล้ว 280.86 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.41
                 เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่สูงของตลาดรถยนต์ลักษณะเดียวกัน
           1.1.3 รายได้จากการขายชิ้นส่วนและประกอบชิ้นส่วนรวม 1,191.11 ล้านบาท คิดเป็น
                 สัดส่วนร้อยละ 51.72 ของรายได้จากการขายและบริการรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว
                 247.96 ล้านบาทหรือร้อยละ 26.29 เนื่องมาจาก
                  - การขายชิ้นส่วนในประเทศ เพิ่มขึ้น 252.97 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.98 จาก
                    ปริมาณยอดขายให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้น
                  - การขายชิ้นส่วนต่างประเทศ ลดลง 5.01 ล้านบาท หรือร้อยละ 88.36 จาก
                    ปริมาณยอดขายให้ลูกค้าลดลง
           1.1.4 รายได้จากการรับจ้างทำแม่พิมพ์และจิ๊ก จำนวน 115.25 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อย
                 ละ 5.00 ของรายได้จากการขายและบริการรวม ลดลงจากปีที่แล้ว 27.22 ล้านบาท
                 คิดเป็นร้อยละ 19.11.
           1.1.5 รายได้ขายและบริการอื่นๆ จำนวน 267.37 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.61
                 ของรายได้จากการขายและบริการรวม ลดลงจากปีที่แล้ว 90.24 ล้านบาท หรือ
                 ร้อยละ 25.23 สาเหตุจาก
                  - รายได้จากศูนย์บริการลดลง 28.63 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.57 เนื่องจาก
                    ปริมาณยอดขายอะไหล่ของบริษัทในเครือแห่งหนึ่งลดลง
                  - รายได้จากการรับจ้างอื่นๆลดลง 61.61 ล้านบาท หรือร้อยละ 42.03 เนื่องจาก
                    ปริมาณยอดขายงานรับจ้างทำสีกระบะลดลง

       1.2 รายได้อื่น จำนวน 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 15.85 ล้านบาท ซึ่งมีรายการที่มีสาระ
           สำคัญดังนี้
           1.2.1 รายได้ดอกเบี้ยรับและเงินปันผลรับจากการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนเปิด เพิ่มขึ้น
                 8.52 ล้านบาท เนื่องจากมีการลงทุนในตั๋วเงินและพันธบัตร
           1.2.2 รายได้จากเงินชดเชยภาษีอากรส่งออก เพิ่มขึ้น 0.18 ล้านบาท
           1.2.3 รายได้จากขายเศษซาก เพิ่มขึ้น 3.96 ล้านบาท
           1.2.4 รายได้อื่นๆ สุทธิ เพิ่มขึ้น 3.19 ล้านบาท เนื่องจากมีกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน
                 และหน่วยลงทุน

       1.3 ส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย จำนวน 10.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก
           ปีที่แล้ว 13.44 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 531.23 เกิดจากการรับรู้กำไรจากการไปลงทุนใน
           บริษัท เดลต้า-ทีอาร์ จำกัด เพิ่มขึ้น 3.39 ล้านบาท และการรับรู้ผลกำไรจากการไปลงทุนใน
           บริษัท ไทยออโต้ คอนเวอชั่น จำกัด เพิ่มขึ้น 7.52 ล้านบาท

       1.4 ต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการ จำนวน 1,992.41 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86.51 ของ
           รายได้จากการขายและบริการ ซึ่งอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ดังกล่าว เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.21
           จากปีที่แล้ว เนื่องจากยอดขายที่ลดลงอย่างมากส่งผลให้อัตราต้นทุนคงที่ต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

       1.5 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จำนวน 431.49 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 73.40 ล้าน
           บาท คิดเป็นร้อยละ 14.54 ซึ่งผันแปรตามยอดขายที่ลดลง โดยมีรายการที่เป็นสาระสำคัญดังนี้
           1.5.1  ค่าโฆษณา&ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ลดลง 51.46 ล้านบาท
           1.5.2  สำรองสินค้าเสื่อมสภาพ ลดลง 2.85 ล้านบาท
           1.5.3  ค่าซ่อมแซมบำรุงรักษายานพาหนะ ลดลง 6.09 ล้านบาท
           1.5.4  ค่าโบนัสพนักงาน ลดลง 4.90 ล้านบาท
           1.5.5  ค่าบำเหน็จและเบี้ยประชุมกรรมการ ลดลง 5.12 ล้านบาท
           1.5.6  ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอื่นๆ สุทธิ ลดลง 2.98 ล้านบาท

       1.6 ดอกเบี้ยจ่าย จำนวน 4.50 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 4.51 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ
           50.06 เนื่องจากบริษัทฯและบริษัทย่อย ได้ชำระเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงินเรียบร้อยแล้ว

       1.7 บริษัท มีผลกำไร (ขาดทุน) สุทธิสำหรับปี จำนวน (26.16) ล้านบาท กำไร (ขาดทุน)
           ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (EPS) สำหรับปีเทียบกับปีที่แล้ว เท่ากับ (0.05) และ 0.24 บาทต่อหุ้น
           ตามลำดับ

     2.งบดุลรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 เปรียบเทียบกับงบดุลรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548
       2.1 สินทรัพย์รวม จำนวน 2,803.89 ล้านบาท ลดลง 684.99 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.63
           เมื่อเทียบกับณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 โดยมีรายละเอียดของการเพิ่มขึ้นและลดลง ที่มีสาระ
           สำคัญ ดังนี้
           2.1.1 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น150.76 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.71
                 จากกิจกรรมดำเนินงาน 528.19 ล้านบาท,จากกิจกรรมลงทุน 110.53 ล้านบาท
                 และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน (487.96) ล้านบาท
           2.1.2 เงินลงทุนชั่วคราว ลดลง 214.23 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.63 จากการปิดหน่วย
                 ลงทุนและถือครบกำหนด
           2.1.3 ลูกหนี้การค้าสุทธิ ลดลง 39.97 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.06 ตามยอดขายที่ลดลง
           2.1.4 ลูกหนี้และเงินให้กู้ยืมระยะสั้น กิจการที่เกี่ยวข้อง ลดลง 142.27 ล้านบาท คิดเป็น
                 ร้อยละ 60.72 จากการรับชำระค่าสินค้า
           2.1.5 สินค้าคงเหลือ-สุทธิ ลดลง 394.97 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50.90 จากการขาย
                 Stock สินค้า
           2.1.6 ภาษีซื้อรอเรียกคืน ลดลง 7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100
           2.1.7 ภาษีซื้อตั้งพัก ลดลง 11.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 72.03 เนื่องจากบริษัทในเครือ
                 แห่งหนึ่งได้ชำระค่าบริการที่ไตรมาส 1'49
           2.1.8 ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ลดลง 2.50 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39.39
           2.1.9 สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ลดลง 0.26 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.28
           2.1.10 เงินลงทุนซึ่งบันทึกโดยวิธีส่วนได้เสีย เพิ่มขึ้น 9.95 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.85
                  เกิดจากการรับรู้ผลกำไร 3.39 ล้านบาท และรับเงินปันผล (0.96) ล้านบาท
                  ในบริษัท เดลต้า-ทีอาร์ จำกัด  และรับรู้ผลกำไรใน บจ.ไทยออโต้คอนเวอชั่น
                  จำนวน 7.52 ล้านบาท
           2.1.11 เงินลงทุนระยะยาวอื่นลดลง 0.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 จากการตั้งสำรอง
                  การไม่ได้คืนของเงินลงทุน
           2.1.12 ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์-สุทธิ ลดลง 51.82 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.46
                  มาจากการซื้อทรัพย์สินระหว่างปี 114.67 ล้านบาท,จำหน่ายทรัพย์สิน (3.40)
                  ล้านบาท,ค่าเสื่อมระหว่างปี (155.47) ล้านบาท และสำรองค่าเผื่อด้อยค่าทรัพย์สิน
                  (7.62) ล้านบาท
           2.1.13 สิทธิการเช่าที่ดินและอาคารสุทธิ ลดลง 1.50 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 15.20
                  เกิดจากการตัดจำหน่ายในปี2549
           2.1.14 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เพิ่มขึ้น 17.02 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71.57
                  เนื่องจากเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย-จ่ายล่วงหน้าที่สูงกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย
           2.1.15 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ลดลง 1.71 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.76

       2.2 หนี้สินรวม จำนวน 315.34 ล้านบาท ลดลง 598.71 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.50
           เทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 โดยมีรายละเอียดของการเพิ่มขึ้นและลดลงที่มีสาระ
           สำคัญ ดังนี้
           2.2.1 เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ลดลง 420 ล้านบาท
                 คิดเป็นร้อยละ 100 จากการชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงิน
           2.2.2 จ้าหนี้การค้าบริษัทอื่น ลดลง 103.67 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 31.50 จากการชำระ
                 หนี้ค่าสินค้าจำนวน 71.23 ล้านบาท และยอดซื้อวัตถุดิบลดลง 32.44 ล้านบาท
                 ซึ่งผันแปรตามยอดขายที่ลดลง
           2.2.3 เจ้าหนี้การค้ากิจการที่เกี่ยวข้องกัน ลดลง 6.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.36
           2.2.4 เจ้าหนี้อื่น กิจการที่เกี่ยวข้องกัน เพิ่มขึ้น 11.29 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 207.17
           2.2.5 ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย ลดลง 1.54 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 88.19 จาก
                 ผลการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
           2.2.6 ภาษีขายที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ลดลง 20.92 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77.41
                 จากการรับชำระค่าสินค้า
           2.2.7 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ลดลง 18.52 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48.07 เนื่องจากมีการ
                 จ่ายค่าบำเหน็จกรรมการ,ชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงิน และชำระค่า
                 ใช้จ่ายต่างๆที่ได้ตั้งไว้ของปี 2548
           2.2.8 หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ ลดลง 39.09 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 55.13 จากการชำระค่า
                 ทรัพย์สินจำนวน 21 ล้านบาทและรายได้รับล่วงหน้าลดลง 14 ล้านบาท เนื่องจาก %
                 ความสำเร็จของรายได้แม่พิมพ์และจิ๊ก มีความสำเร็จของงานเกินกว่ารายได้รับ
                 ล่วงหน้า
      2.3 ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ลดลง 86.28 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.35 จากการจ่ายเงินปันผล
          ของบริษัทและ การรับรู้ผลการดำเนินงานของปี 2549

      2.4 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net debt to equity) ของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549
          สำหรับงบการเงินรวม เท่ากับ 0.13 เท่า และสำหรับงบการเงินเฉพาะบริษัท เท่ากับ 0.05
          เท่าเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.35 เท่า และ 0.29 เท่า
          ตามลำดับ

   3.งบกระแสเงินสดงวด 12เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เปรียบเทียบกับงวด 12 เดือน สิ้นสุด
     วันที่ 31 ธันวาคม 2548
           เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวดของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ณ วันที่
     31 ธันวาคม 2549 เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 เป็นจำนวน 150.76 ล้านบาท คิดเป็น
     ร้อยละ 40.71 เป็นผลมาจาก

     3.1 เงินสดสุทธิที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงาน 528.19 ล้านบาท เนื่องจากกระแสเงินสดก่อน
         การเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานระหว่างงวดเพิ่มขึ้น145.89 ล้านบาท,
         การลดลงของลูกหนี้การค้าทำให้กระแสเงินสด เพิ่มขึ้น 561.02 ล้านบาท และเจ้าหนี้การค้า
         ลดลงทำให้กระแสเงินสดลดลง 178.71 ล้านบาท
     3.2 เงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมลงทุน จำนวน 110.53 ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจาก
         3.2.1 เงินสดรับจากการจำหน่ายเงินลงทุนชั่วคราว เพิ่มขึ้น 216.80 ล้านบาท
         3.2.2 รับคืนเงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่กิจการที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้น 0.50 ล้านบาท
         3.2.3 เงินปันผลรับจากบริษัทร่วม 0.96 ล้านบาท
         3.2.4 เงินสดจ่ายจากการซื้อทรัพย์สิน (114.67) ล้านบาท และรับเงินจากการจำหน่าย
               ทรัพย์สิน 7.08 ล้านบาท
         3.2.5 เงินสดจ่ายจากสิทธิการเช่าอาคาร (0.15) ล้านบาท

     3.3 เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน จำนวน 487.96 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯจ่าย
         เงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น เป็นจำนวน 67.96 ล้านบาท และมีการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น
         ให้กับสถาบันการเงิน เป็นจำนวน 420 ล้านบาท

    4.สรุปความเห็นของฝ่ายบริหาร
         ยอดขายสุทธิในงวดปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 มีจำนวน 2,302.99 ล้านบาท ลดลง
      ร้อยละ 22.34 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากยอดขายที่ลดลงของธุรกิจรถประกอบ,ธุรกิจ
      ขายรถยนต์ อันเป็นผลมาจากภาวะการแข่งขันที่สูงของตลาดรถยนต์ แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัทฯ
      มีนโยบายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น รวมถึงการขยายกำลังการผลิต
      เพื่อเพิ่มยอดขายของธุรกิจขายชิ้นส่วนให้มากขึ้น และการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพการผลิต,
      ด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถยนต์ และ
      เพื่อการส่งออกให้มากขึ้น

    สุดท้ายนี้บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า จากนโยบายในการดำเนินงานและแนวโน้มของธุรกิจที่มีทิศทางที่ดีขึ้นนี้
บริษัทจะสามารถดำเนินธุรกิจให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

    จึงเรียนมาเพื่อทราบ

                                                ขอแสดงความนับถือ



                                              (นายศักดิ์ชัย คมกฤส)
                                                 ผู้จัดการทั่วไป


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Wed Apr 04, 2007 12:12 am

สำหรับอนาคตของบริษัทที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อนานมาแล้ว มาลองติดตามว่า ฝันของเขาจะเป็นจริงหรือไม่ครับ กับการสร้างมุลค่าเพิ่ม โดยใช้ Brand ของบริษัทคนไทย และขายให้กับคนไทย แต่มีการผลิตเทียบเท่ามาตรฐานสากลครับ เป็นบทสัมภาษณ์ที่ Brand Age  ปีที่ 6 ฉบับที่ 12 ครับ น่าสนใจดีครับ

TR-THAIRUNG สร้างแบรนด์ด้วยการเพิ่ม Product Value
BrandAge พบ คุณสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่ง ยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างงาน สานสัมพันธ์ 30 ปี ไทย-จีน ที่เชียงใหม่ ตามด้วยการสัมภาษณ์พิเศษในประเด็นการสร้างแบรนด์ การผลิต และพัฒนายานยนต์ฝีมือคนไทย


บริษัท ไทยรุ่ง ยูเนียนคาร์ จำกัด ประสบความสำเร็จอย่างสูง กับผลงานการดัดแปลงรถสเตชั่นแวกอน อีซูซุรุ่นแรกเป็นรถกระบะแบบ 2 ตอน 4 ประตู ที่เรียกว่า ดับเบิล แค็บสร้าง Value Added นำรถกระบะพัฒนาไปเป็นรถตู้ ชื่อ TR-Vanner ออกสู่ตลาด ตามด้วยรถดัดแปลงหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น มินิบัส รถบรรทุก ภายใต้แบรนด์ Cheetha ฯลฯ
ปัจจุบัน ไทยรุ่ง พัฒนาธุรกิจไปใน 4 กลุ่ม คือ งานด้านการออกแบบตัวรถ งานผลิตแม่พิมพ์เพื่อปั๊มชิ้นส่วนขายให้ผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ งานผลิตชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ งานประกอบ และดัดแปลงรถยนต์ ซึ่งแบ่งเป็นการรับจ้างประกอบให้แบรนด์อื่น เช่น อีซูซุ นิสสัน และผลิตภายใต้แบรนด์ TR เช่น รถสเตชั่นแวกอน รุ่นแอดเวนเจอร์ โดยในปี 2547 มีรายได้รวมประมาณ 4,000 ล้านบาท

กับการไปร่วมงานสายสัมพันธ์ไทย-จีนนั้น คุณสมพงษ์ เล่าให้ฟังว่า การตอบรับดีพอสมควร เพราะมีนักธุรกิจจีนสนใจมาเยี่ยมชมโรงงาน รวมทั้งเชื่อว่าจะมีการสานต่อทำโครงการร่วมกันในอนาคต กระนั้น ก็ให้ความเห็นว่า สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในโลกยุคใหม่ จีน ชัดเจนมากเรื่องความต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเอง

จีนน่าจับตามองมากที่เขาสนใจ ก็คือ อยากเรียนรู้จากเรา เพราะทุกคนยอมรับว่า เราเป็นผู้บุกเบิกได้พยายามสร้างรากฐานขึ้นมาจากรถปิกอัพ

รถยนต์มีจุดหลัก คือ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ตัวถัง เครื่องยนต์ใช้ได้กับการผลิตหลายๆอย่าง จีนก็อยากมีสินค้าของเขาเอง เขามาสนใจเราก็คือ อยากพัฒนารถอเนกประสงค์บนพื้นฐานของรถปิกอัพการผลิตรถภายใต้แบรนด์ TRเป็นไปตามเป้าหมายในชีวิตของคุณวิเชียร ที่กล่าวย้ำเสมอว่า

ผมจะต้องทำรถยนต์ให้คนไทยใช้ให้ได้ และก็ต้องขายได้ด้วย เพราะผมจะทำรถยนต์ราคาถูก เอาแค่ว่า คนที่เคยใช้มอเตอร์ไซค์ก็สามารถที่จะซื้อได้ และบางรุ่นก็จะทำให้ผู้ซื้อไปใช้ ได้ประโยชน์สูงสุดจากราคาที่ต้องจ่าย คุณสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ ไทยรุ่ง ยูเนียนคาร์ เล่าให้ฟังถึงการสานต่อ และพัฒนาการ-การสร้างแบรนด์TR-THAIRUNG

การที่เราทำชิ้นส่วน 10 กว่าปี ทำให้เห็น และเห็นมาตลอดว่า การผลิตเฉยๆ รับจ้างเขาโดยไม่มีแบรนด์ วันดีคืนดีเขาก็อาจไปจ้าง หรือให้คนอื่นทำต่อ หรือไปทำเอง เหมือนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือผลิตรองเท้า ที่พอค่าแรงถูกๆก็มาจ้างเรา แต่สักพักเขาก็ย้ายไปประเทศอื่นๆ

การเป็นผู้ผลิตที่อยู่ห่างไกลจากผู้บริโภค ทำให้เรามี Value Added น้อย ก็เลยพยายามสร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมา อาจบอกได้ว่า เราเป็นบริษัทแรกๆที่ให้ผู้บริโภคได้รู้จักเป็นรายแรกที่ทำกระบะรถบรรทุกกับอีซูซุ แล้วติดชื่อยี่ห้อของเราเอง สมัยนั้นเจ้าของแบรนด์เขาไม่ยอม ไม่อยากให้รู้ว่าใครเป็นคนทำ เราก็พยายามต่อสู้ บอกว่า ทำยังไงก็ต้องบอกให้คนรู้จัก รวมทั้งสร้างสินค้าใหม่ที่เจ้าของแบรนด์เขาไม่มี ภายใต้แบรนด์ของเรา

เราเห็นเหมือนกันว่า การที่จะสร้างแบรนด์เกี่ยวกับรถยนต์ขึ้นมาให้คนรับรู้ และจดจำได้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงิน และใช้ความพยายามอย่างมาก คุณสมพงษ์ เน้น เราพยายามสร้างแบรนด์ TR ให้คนจดจำได้ง่ายขึ้น โดยใช้ Suffice หรือชื่อต่อท้าย ไม่ให้ซ้ำกับคู่ค้าของเรา ไม่ว่าจะเป็นอีซูซุ หรือนิสสัน

โปรดักต์อย่างรถตู้ TR-PASSPORT เราจะขายบนดีลเลอร์ของเราเอง ตรงนี้มาจากแนวคิดที่ว่า ในการจะสร้างแบรนด์ หรือสินค้าขึ้นมา ก็ไม่ต่างจากญี่ปุ่น หรือฝรั่ง หลายบริษัทเริ่มจากการเป็น OEM มาก่อน ขายส่งให้เขา พร้อมสร้างแบรนด์ของตัวเองค่อยๆโตขึ้นมา เราเองก็ใช้แนวทางอย่างนี้เช่นกัน ก็คือ สามารถทำธุรกิจ พร้อมกับสร้างแบรนด์ และเราคงทำไปทั้งสองทาง เพราะจะสร้างความมั่นคง และกระจายความเสี่ยงด้วย

อีกวิธีหนึ่งที่เราทำก็คือ ทำ Co-Brand หรือสร้าง Brand Awareness ไปกับเจ้าของแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง และมี Outlet มากๆ ก็คือ การผลิตรถอเนกประสงค์บนพื้นฐานรถปิกอัพอีซูซุ และนิสสัน ทั้งรถสเตชั่นแวกอน และดับเบิล แค็บ

เส้นทางนี้ สุดท้ายแล้วถามว่าจะเป็นยังไง เราก็คงต้องการเห็นรถของคนไทย ถึงวันนี้ คนไทยมีความสามารถในการผลิตชิ้นส่วน การดีไซน์แพ็กเกจ รวมทั้งอาจจะมีโอกาสที่จะไปจ้างผู้เชี่ยวชาญ จาก

Engineering House ต่างๆทั่วโลก มาช่วยให้ความรู้ และพัฒนารถของคนไทยได้ มันไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถแน่นอน

สิ่งที่เราทำ ก็เริ่มจากจุดเล็กๆก่อน ทุกประเทศก็เริ่มอย่างนี้ จาก Niche Market จากช่องว่างที่เจ้าของแบรนด์เขาไม่สนใจ ถึงจุดหนึ่งเราก็อาจมีจังหวะและโอกาสสร้างผลิตภัณฑ์ของเราเองได้



ท่ามกลางสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน คู่แข่งที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแบรนด์ดังระดับชาติที่ครองตลาด คุณสมพงษ์ กล่าวถึงยุทธศาสตร์ของ ไทยรุ่ง

เราต้องการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนของไทย ที่มีตราสินค้าของตัวเอง มีมาตรฐานในระดับสากล ที่แข่งขันได้ทั้งเรื่องคุณภาพ ราคา และบริการในระดับชั้นนำ

ในจุดนี้ เราไม่ได้จำกัดตัวว่าจะทำแค่รถอย่างเดียว เรายังคงเห็นว่า จำเป็นต้องทำไปควบคู่กันในเรื่องธุรกิจยานยนต์ ความโดดเด่นของเราที่คนรู้จักมากก็คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราเอง ถึงวันนี้ เราก็ยังโดดเด่นในจุดนี้ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ในเมืองไทย ก็ทำการประกอบเท่านั้นเอง ไม่ได้มีการดีไซน์

ความโดดเด่นของเราคือ เรื่องขีดความสามารถในการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ การที่เรามีโรงงานผลิตแม่พิมพ์ ผลิตชิ้นส่วน มีโรงงานประกอบเอง ทำให้เราเป็นผู้ผลิตที่ครบวงจร และเรื่องเครือข่ายการขาย ก็ทำให้เราเข้าใจเรื่องการตลาด สามารถขยายเครือข่ายการขาย และการตลาดบนพันธมิตรที่มีอยู่ออกไปได้อย่างกว้างขวาง

อีกส่วนหนึ่งที่เราพยายามทำ เพื่อขยายตัว ก็คือ OEM วันนี้ ต้องยอมรับว่า เมืองไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพของโลก เรามีพื้นฐานอยู่แล้ว ก็พยายามขยายออกมา โรงงานของเราที่ระยองก็อยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิต คิดว่า เรื่องชิ้นส่วนคงขยายตัวมาก ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของเรา

จากนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เป็น Detroit of Asia หรือเป็นฐานการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคนี้ คุณสมพงษ์ มองว่า ไทยเป็นแล้วในระดับหนึ่ง แต่ต้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นแบบรอบด้าน

จุดที่สำคัญมากกว่าการผลิต และการประกอบ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ... มากๆ

สิ่งที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายคนพยายามบอกรัฐบาลก็คือ อย่าไปมองแค่จำนวน แต่มุ่งเน้นเรื่องมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงให้ได้ และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์มากเพราะเราจะสามารถสร้างงาน สามารถพัฒนาคนของเราให้มีศักยภาพขึ้นไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่การผลิต แต่เป็นเรื่องของการออกแบบ พัฒนาวิจัย แล้วก็จะเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำอีกเยอะ

เราต้องพยายามสร้าง และใช้ประโยชน์ในวันนี้ จากการที่ตลาดในประเทศมีความต้องการมาก ปีนี้คาดว่าจะเป็น 6.6 หรือ 6.8 แสนคัน ในอนาคต ผมเชื่อว่า 5-6 ปีข้างหน้า มันอาจเป็น 8 แสนคัน 10 ปีเป็นล้านคัน ไม่ว่าจะกี่ปี แต่เท่ากับว่า มันมีสเกลที่เราสามารถผลิตรถทำเองใช้เองได้ ตลาดในประเทศที่โตขนาดนี้ ใหญ่พอ และมากพอ ที่เราควรรักษา และใช้ประโยชน์ให้ดี อย่าให้เป็นแค่ฐานการตลาดของต่างประเทศ

คุณสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ ให้ความเห็นถึงเป้าหมายของ ไทยรุ่งฯ นับจากนี้ไป

เมื่อมองจากเป้าหมาย ก็ถือว่า ณ วันนี้ เราประสบความสำเร็จในการที่สร้างแบรนด์ให้คนยอมรับถึงความสามารถของคนไทย และไทยรุ่ง ที่ทำรถอเนกประสงค์มาได้ และผมมองว่า มันก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัด เพราะรถที่รายใหญ่ผลิตขายทั่วโลก หลายยี่ห้อไม่ได้ทำเอง เขาเฟ้นหา คัดเลือก ออกสเปก ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนทำมาให้

การแข่งขันที่รุนแรง ทำให้เราไม่สามารถผลิตรถพื้นๆได้แล้ว ต้องยกระดับขึ้นไปเป็นรถเฉพาะทาง รถพิเศษให้มากขึ้น สร้างความโดดเด่น รวมทั้งการหาพันธมิตร ทำให้เราขยับจากการเป็นผู้ผลิตรถ ไปสู่การส่งออก

ผมก็ถือว่า เราประสบความสำเร็จ ภูมิใจที่เราส่งออกชิ้นส่วน ตัวถังรถยนต์ของเรา อุปกรณ์ที่เราผลิตขึ้นมาส่งไปยังประเทศต่างๆ แล้วเขาเอาไปผลิตเป็นรถยนต์ แม้เขาจะไม่ติดแบรนด์ของเราก็ตาม นั่นหมายความว่า วันนี้สินค้าที่เราทำขึ้นมาไม่ใช่ได้รับการยอมรับในประเทศเท่านั้น หลายๆประเทศให้การยอมรับ และเห็นถึงศักยภาพที่ไทยรุ่ง จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้ในอนาคต และสนใจอยากมาร่วมทำธุรกิจกับเรา

นี่เป็นปัจจัยที่จะทำให้เราก้าวขึ้นไปสู่การเป็นบริษัทระดับภูมิภาค ที่อาจจะรวมเครือข่ายพันธมิตร ผลิตรถยนต์ ทำชิ้นส่วน แล้วขายยังประเทศต่างๆในภูมิภาคเหล่านี้ ภายใต้ชื่อ และทิศทางของเราเอง


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Wed Apr 04, 2007 12:24 am

ข้อมูลจาก Broker ที่มีโอกาสสัมภาษณ์ผุ้บริหาร TRU ครับ โดย ASP ครับ

http://www.settrade.com/brokerpage/Anal ... sp_tru.pdf

จากบทวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่า
ปีนี้ผู้บริหารตั้งเป้าหมาย Growth รายได้ 50% เทียบกับปีที่ผ่านมา โดยจะเพิ่มจากธุรกิจดัดแปลงรถยนต์ ออกรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น ธุรกิจ OEM ที่จะมีการขยายตัวมากขึ้น การเปิด Dealer ใหม่อีก 3 แห่ง เป็น 5 แห่ง

คาดว่าจะสามารถ Turnaround กลับมามีกำไรได้ 64 ล้านบาทครับ

แต่ อีก Broker คือ SSEC  ไม่เชื่อที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ไว้ครับ เพราะเห็นว่าสถานการณ์เรื่องภาวะตลาดไม่เป็นใจ แต่ยังเชื่อว่าจะเติบโตดีกว่าปี 48  แต่ผลงานยังขาดทุนอยู่ครับ

http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... okerId=IPO

ผมว่าจะให้ดีต้องไปดูด้วยตาที่รายการมอเตอร์โชว์ว่า ยอดขายจะดีขึ้นหรือไม่ครับ เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับงานนี้ค่อนข้างมาก และเชื่อว่าจะเป็นตัวปลุกยอดขายของบริษัทเลยครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Wed Apr 04, 2007 7:07 pm

ผลงานความล้มเหลวของ TRU ที่ไม่สามารถปรับตัวแข่งขันกับคู่แข่งขันระดับโลกได้

ในวันนี้ บริษัทได้เปลี่ยนกลยุทธ์อะไร เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันบ้าง

บทสัมภาษณ์ใน BIZWeek เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2550 นั้น คือ คำตอบและความหวังครับ

ดูบทเรียนความล้มเหลว และดูทิศทางอนาคตครับ

ความล้มเหลวที่ผ่านมา

1.  การยืมจมูกคนอื่นหายใจ โดยทำรถดัดแปลง "สเตชั่นแวกอน" รถเอนกประสงค์จนเป็นที่ยอมรับของตลาด แล้วถูกคู่แข่งขันเจ้าของแบรนด์ คือ Toyota ISUZU เข้ามาทำตลาดแข่งขันด้วย จนทำให้ TRU พ่ายแพ้เกมการแข่งขันอย่างหมดรูป จากที่เคยเป็น Market Leader มาก่อน

2.  โครงการรถแท็กซี่ ลีมูซีน รุ่น TR Bangkok Limousine อีกความหวังหนึ่ง ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า อันเนื่องจาก ราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นไปสูงมาก ทำให้รถแท๊กซี่ของบริษัทที่ใช้น้ำมันดีเซล ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
"เผอิญโชค" กับวิถีก้าว "ไทยรุ่งยูเนียนคาร์"

สำหรับก้าวใหม่ของบริษัท
1.  รุกหนักเรื่องงาน OEM ซึ่งดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จในด้านยอดการจำหน่ายที่เติบโตค่อนข้างสูง แต่ปัญหาหนักของส่วนงานนี้คือ Margin ค่อนข้างต่ำมาก

2.  ล่าสุดเตรียมพัฒนาตลาด Nich market โดยได้ติดต่อหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำเสนอโครงการ "รถยนต์เฉพาะกลุ่ม"เช่น โครงการรถพยาบาล ทางหลวง หรือ รถบัส เอ็นจีวี

3.  โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาจุดอ่อนเรื่องราคาน้ำมันแพง คือ เอารถยนต์ของไทยรุ่งเครื่องยนต์ดีเซล ไปติดก๊าซ NGV ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนศึกษา และคัดเลือกสินค้าจากซัพพลายเออร์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 2-3 เดือนนี้ คิดว่าจะผลิตออกมาจำหน่ายได้จริง ภายในไตรมาส 2 ปีนี้

4. โครงการพัฒนากลยุทธ์การแข่งขันในธุรกิจรถยนต์ดัดแปลง ก็จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากของคู่แข่งมากขึ้น เช่น การออกรถยนต์รุ่นพิเศษที่มีจำนวนจำกัด หรือ Limited Edition โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้า "ระดับบน"

5.  ร่วมมือกับพันธมิตรมากขึ้น โดยมีการเจรจากับกลุ่มผู้ประกอบการในประเทศจีน มากพอสมควร การวางกลยุทธ์การส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มพันธมิตร หรือสั่งซื้อสินค้าเข้ามา เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน คิดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณกลางปีนี้ รวมไปถึงการเปิดตลาดไปยังประเทศอิหร่าน ถ้าหากตลาดในประเทศมีการชะลอตัวลง

6.  การบุกตลาดรถเช่า โดยการนำรถยนต์ของไทยรุ่งซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่าย อย่าง "แลนด์ โรเวอร์" และ "เรนจ์ โรเวอร์" รวมถึงแบรนด์ของไทยรุ่งเองไปให้บริการกับรถเช่าของบริษัทในกลุ่ม เพื่อเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น

สิ่งเหล่านี้ จะได้เห็นความคืบหน้าของบริษัทรถยนต์ดัดแปลงคนไทย ที่พยายามสร้างโอกาสของการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ที่เป็นรองกลับคืนมา มาดูว่าปีนี้จะ Turnaround ได้หรือไม่ครับ

การยืมจมูกคนอื่นหายใจกลายเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับ บมจ.ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ (TRU) มาตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังจากตลาดรถยนต์ดัดแปลง "สเตชั่นแวกอน" หรือรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ถูกเจ้าของแบรนด์ลงมาทำตลาดอย่างจริงจัง



โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์" ที่ปิดการขายในรอบปี 2549 ด้วยตัวเลข 19,351 คัน ครองอันดับ 1 ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง "อีซูซุ มิว-7" ที่ทำยอดขายไปได้ 6,285 คัน

ขณะที่ "ทีอาร์ แอดเวนเจอร์" ของไทยรุ่ง ทำยอดขายเฉลี่ยได้เพียงเดือนละ 60 คัน ลดลงจากช่วงรุ่งๆ ที่เคยทำได้เฉลี่ยเดือนละ 300-400 คัน

คลื่นสึนามิในธุรกิจรถยนต์ดัดแปลง ถาโถมมาอย่างรวดเร็วจนไทยรุ่งตั้งรับแทบไม่ทัน และต้องเบนเข็มตัวเองไปสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยอาศัยจุดแข็งทางการเงินเป็นใบเบิกทาง

สมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ ยอมรับว่า สถานการณ์ในปี 2549 ที่ผ่านมา ถือว่า "หนักมาก" อย่างที่ทราบๆ กัน ทำให้กำไรของไทยรุ่งปีที่แล้ว จะลดลงมาก

ขณะเดียวกัน ผลกระทบราคาน้ำมันดีเซลที่แพงตลอดทั้งปี ก็ทำให้โครงการรถแท็กซี่ ลีมูซีน รุ่น TR Bangkok Limousine ความหวังที่ไทยรุ่งซุ่มพัฒนาอย่างตั้งใจ ก็มียอดสั่งซื้อไม่เข้าเป้า จากที่ตั้งไว้ 1,000-2,000 คัน วันนี้ขายได้เพียง 400 คันเท่านั้น

อาการเพลี่ยงพล้ำในธุรกิจ ตระกูลเผอิญโชคเคยเดินแผนแก้เกมก่อนหน้านี้ด้วยการหันมาเน้นงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง หรืองาน OEM ให้มากขึ้น โดยมีแผนลงทุนกว่า 700 ล้านบาท ในช่วง 3 ปี (2549-2551) เฉพาะปี 2550 ได้วางแผนลงทุนขยายกำลังการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้น 30%

แต่ด้วยมาร์จินจากธุรกิจรับจ้างผลิตซึ่ง สมพงษ์ เคยยอมรับว่า "ค่อนข้างต่ำ" ทำให้ดูเหมือนว่าเส้นทางสายนี้ จึงแค่ประคับประคองยอดขายไว้เท่านั้น เส้นทางธุรกิจที่ทำกำไรแท้จริงของกลุ่มไทยรุ่ง ยังน่าจะอยู่ที่ไลน์การผลิตรถยนต์ดัดแปลง

สมพงษ์ เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ล่าสุดได้ติดต่อหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำเสนอโครงการ "รถยนต์เฉพาะกลุ่ม" อีกครั้งหนึ่ง หลังจากมีอุบัติเหตุทางการเมือง จนต้องชะลอโครงการนี้ออกไป ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะสนับสนุนและส่งเสริมสินค้าของคนไทย

เขายกตัวอย่างเช่น โครงการรถพยาบาล ทางหลวง หรือ รถบัส เอ็นจีวี ที่ผ่านมาก็เคยเอาตัวอย่างไปให้หลายหน่วยงานดูแล้ว แต่ยังติดที่งบประมาณของภาครัฐยังมีไม่เพียงพอ

"อย่างโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา คือ เอารถยนต์ของไทยรุ่งเครื่องยนต์ดีเซล ไปติดก๊าซ NGV ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนศึกษา และคัดเลือกสินค้าจากซัพพลายเออร์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 2-3 เดือนนี้ คิดว่าจะผลิตออกมาจำหน่ายได้จริง ภายในไตรมาส 2 ปีนี้"

เถ้าแก่สมพงษ์บอกว่า ซัพพลายเออร์ที่ดูไว้มีหลายแห่ง ทั้ง จีน ยุโรป อิตาลี หรือจะนำรถยนต์สำเร็จรูปที่ติดตั้งก๊าซเอ็นจีวีจากโรงงาน เข้ามาเลย เราสามารถขายในชื่อแบรนด์ของเขา หรือนำมาพัฒนาเป็นแบรนด์ของเราเองก็ได้

"โครงการนี้ยังมีส่วนช่วยให้เรานำไปพัฒนา เพื่อเดินหน้าในโครงการรถลีมูซีน แท็กซี่ ได้อีกครั้งหนึ่ง"

สมพงษ์บอกว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่สูง เมื่อเอาไปทำเป็นรถแท็กซี่ จึงไม่คุ้ม แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้ก๊าชได้ เชื่อว่าไทยรุ่งมีโอกาสขายรถดีเซลติดก๊าซ NGV ให้กับแท็กซี่ ได้ไม่ต่ำกว่า 600-700 คัน

ส่วนกลยุทธ์การแข่งขันในธุรกิจรถยนต์ดัดแปลง ก็จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากของคู่แข่งมากขึ้น เช่น การออกรถยนต์รุ่นพิเศษที่มีจำนวนจำกัด หรือ Limited Edition โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้า "ระดับบน"

ผู้บริหารไทยรุ่งยังเผยด้วยว่า การแข่งขันต่อไปต้องร่วมมือกับพันธมิตรมากขึ้น โดยมีการเจรจากับกลุ่มผู้ประกอบการในประเทศจีน มากพอสมควร

"ลักษณะอาจจะเป็นการส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มพันธมิตร หรือสั่งซื้อสินค้าเข้ามา เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน คิดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณกลางปีนี้ รวมไปถึงการเปิดตลาดไปยังประเทศอิหร่าน อีกครั้งหนึ่ง...ผมมองว่าปีนี้ตลาดในประเทศจะชะลอตัว เราต้องมีการเปิดตลาดไปต่างประเทศ"

นอกจากแผนที่กล่าวมาแล้ว ไทยรุ่งก็จะเร่งรุกธุรกิจรถเช่า ซึ่งถือเป็นธุรกิจของตระกูลเผอิญโชค หลังจาก บริษัท ไทย วี.พี.คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติ "ยุโรปคาร์" ผู้ให้บริการรถเช่าที่มีเครือข่ายทั่วโลก จัดตั้ง บริษัท ยุโรป-ไทยคาร์เร้นท์ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร ก่อน

แม้ว่ารายได้จะไม่เข้าสู่ไทยรุ่งทางตรง แต่ทางกลุ่มจะเน้นนำรถยนต์ของไทยรุ่งเป็นผู้จัดจำหน่าย อย่าง "แลนด์ โรเวอร์" และ "เรนจ์ โรเวอร์" รวมถึงแบรนด์ของไทยรุ่งเองไปให้บริการ เพื่อส่งเสริมยอดขายภายในกลุ่มให้มากขึ้น

เสี่ยสมพงษ์กล่าวปิดท้ายพร้อมให้ความหวังกับผู้ถือหุ้น TRU ว่า เมื่อเทียบกับฐานผลการดำเนินงานที่ต่ำในปี 2549 มั่นใจว่าในปีนี้ ไทยรุ่งจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งหนึ่ง โดยคาดว่ารายได้จะขยายตัวจากปีที่แล้ว ไม่ต่ำกว่า 20%


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Apr 05, 2007 9:37 pm

พลาดเป้ามาหลายปี ปีนี้ตั้งใหม่ให้ท้าทายกว่าเดิม ปัญหาอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ จะทำให้บริษัทสามารถปรับกลยุทธ์และเดินไปตามเป้าหมายได้หรือไม่ ดูจากเป้าหมายของผู้บริหารแล้ว ยากมากจริง ๆ ครับ มาดูกันว่าผู้บริหารให้สัมภาษณ์ไว้อย่างไร และปลายปีมาดูกันว่าเป็นอย่างไรครับ

ข้อมูลจาก Bizweek วันที่ 30 มีนาคม 2550

"ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์" มั่นใจปีนี้..พลิกทำกำไร

ผู้บริหาร บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ มั่นใจปีนี้ธุรกิจฟื้นตัว มีโอกาสพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้เติบโต 50% ขายรถยนต์ดัดแปลงเดือนละ 120-150 คัน พร้อมทุ่มงบลงทุน 300 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ส่วนแผนร่วมทุนกับจีน จะได้ข้อสรุปประมาณไตรมาส 3


สมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ กล่าวถึงกลยุทธ์การบริหารงานในปีนี้ ว่า จะเน้นการแยกประเภทสินค้าให้มีความชัดเจนมากขึ้น และจะเน้นการดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้สำหรับครอบครัว โดยราคาเริ่มต้นจะต่ำกว่า 9 แสนบาทต่อคัน และปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมียอดจำหน่ายรถยนต์เดือนละประมาณ 120-150 คัน ถ้าหากขายได้ในจำนวนดังกล่าว เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นกำไรในปีนี้ค่อนข้างแน่นอน

"ปีนี้ เรามีแผนจะขยายงานด้านรับจ้างผลิต โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและโรงงานเพื่อเป็นการรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าใหม่ ซึ่งคาดว่าอุตสาหกรรมนี้น่าจะเติบโตดี เพราะตอนนี้มีค่ายรถยนต์อีก 1-2 ค่าย จะเข้ามาเปิดโรงงานในประเทศไทยปีนี้" สมพงษ์เปิดเผย

ด้าน วิรัชน์ กุลศรี ผู้ช่วยกรรมการอาวุโส บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ กล่าวว่า ปีนี้ยอดขายของบริษัท น่าจะเพิ่มขึ้นได้ และฟื้นจากขาดทุนเป็นกำไร เพราะมีการเปิดตัวรถยนต์ดัดแปลง 2 รุ่น และมีแผนจะเน้นการจัดกิจกรรมการตลาดมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า รถยนต์ประเภทอเนกประสงค์ จะขายยากมากขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งผลประกอบการงวดไตรมาสแรกจะขึ้นอยู่กับงานมอเตอร์โชว์ แต่จะเห็นผลประกอบการดีขึ้น ในงวดไตรมาสที่ 2

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ เติบโตขึ้น 50% จากปีก่อนที่ทำได้ 2,413 ล้านบาท โดยรายได้จะมาจากการเปิดตัวโมเดลรถรุ่นใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-8 เมษายน นี้ ซึ่งเป็นรถรุ่น TR Adventure II เครื่องยนต์อีซูซุ คาดว่าในงานจะมียอดจำหน่ายประมาณ 120-150 คัน และ TR Allroader ของเชฟโรเลต โคโรลาโด จะมียอดขายประมาณ 80-90 คัน

อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทคาดการณ์ว่า จะมีการจำหน่ายรถยนต์ทุกประเภท ประมาณ 1,800 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่จำหน่ายได้เพียง 700 คัน


สำหรับโครงสร้างรายได้รวมปีนี้ คาดว่าจะมาจากรถยนต์ดัดแปลงประมาณ 40% และรายได้จากการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 60% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยปีนี้ จะอยู่ที่ 20-25% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 16%

ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น สินค้าประเภทรถยนต์ดัดแปลงจะอยู่ที่ 20-40% กำไรขั้นต้นของธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนประมาณ 10-15%

นอกจากนี้ รายได้ปี 2550 ในส่วนของการรับจ้างผลิตชิ้นส่วน (OEM) คาดว่าจะเติบโตจากปีก่อนประมาณ 40% และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา เพื่อการส่งออกชิ้นส่วน และเตรียมหาพันธมิตรร่วมทุน ทั้งในและต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย โดยในไตรมาส 3 ปีนี้ จะมีความคืบหน้าของการร่วมทุนกับประเทศจีนเป็นอันดับแรก

ขณะที่รายได้จากธุรกิจแม่พิมพ์แบบ (Dies&Jigs) คาดว่าจะเติบโตประมาณ 35% อยู่ระหว่างการลงทุนเพิ่ม เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและเทคโนโลยีในการผลิต

นอกจากนี้ ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ยังมีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา จากปีก่อนมี 2 สาขา คือ เพชรเกษม และพระราม 4 ในส่วนของงบประมาณการลงทุน ปี 2550 ตั้งเอาไว้ที่ประมาณ 300 ล้านบาท ใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร ประมาณ 60 ล้านบาท ที่เหลือใช้ปรับปรุงโรงงาน

นอกเหนือจากนี้ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ ยังมีแผนเข้าไปในส่วนธุรกิจรถประมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบริษัทเอไอเอส รวมถึงรถยนต์ที่ใช้งานเฉพาะด้านต่างๆ เช่น ลีมูซีน รถฉุกเฉินเคลื่อนที่เร็ว รถบัส รถตู้ และรถแท็กซี่ อีกด้วย


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Apr 10, 2007 11:16 pm

ปิดฉาก รายการมอเตอร์โชว์ไปแล้ว ปรากฏว่า รถเล็ก รถกระบะ รถเอนกประสงค์ และรถหรู ยังขายดีมียอดสั้งจองมาก แถมมีคนเข้าไปชมงานเป็นจำนวนมากอีกด้วยครับ

'มอเตอร์โชว์' อู้ฟู่ สวนเศรษฐกิจตก [9 เม.ย. 50 - 04:54]

หลังจากเปิดให้คนรักยานยนต์ได้เข้ามาชมงานบางกอกมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 28 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมไบเทค มากว่าสัปดาห์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานบางกอกมอเตอร์โชว์ ก็ถึงเวลารูดม่านแล้ว ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างทะลักล้น โดยนับตั้งแต่วันเริ่มงานคือ วันที่ 30 มี.ค. จนถึงวันสุดท้าย วานนี้ (8 เม.ย.) มีประชาชนแห่เข้ามาชมงานกันอย่างทะลักล้นมากกว่า 1.5 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่มียอดจับจองรถในงานนี้ถึงประมาณ 13,000-14,000 คัน สร้างเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ถือเป็นการสวนกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอึมครึมในขณะนี้ ที่สำคัญยังช่วยปลุกตลาดรถยนต์ให้หวนกลับมาคึกคัก หลังจากที่ซบเซามาตลอดช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.)

สำหรับยอดจับจองรถยนต์สูงสุดอันดับ 1 ยังคงเป็นโตโยต้า เจ้าพ่อตลาดรถยนต์ของไทย ด้วยยอดจองมากกว่า 4,000 คัน ซึ่งรถโตโยต้าที่เนื้อหอม มีคนจับจองมากสุด คือ โตโยต้า วีออสใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดจองที่ตามมาเป็น อันดับที่ 2 ตกเป็นของอีซูซุ เจ้าพ่อตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ของไทย มียอดจองถึง 2,000 กว่าคัน โดยรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ ยังคงเป็นขวัญใจสิงห์ปิกอัพชาวไทย ส่วนยอดจองสูงสุดอันดับที่ 3 ได้แก่ เชฟโรเลต ด้วยยอดจอง 1,300 กว่าคัน เพราะนอกจากจะมีรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด และรถยนต์นั่งเชฟโรเลต อาวีโอ เป็นตัวลุยแล้ว ปีนี้เชฟโรเลต ยังมีรถอเนกประสงค์อย่าง เชฟโรเลต แคปติว่า ที่เพิ่งเปิดตัวในงานนี้เป็นตัวชูโรง สามารถเรียกยอดจองได้มาก ยอดจองสูงสุดอันดับที่ 4 คือ ฮอนด้า มียอดจอง 1,200 กว่าคัน และอันดับที่ 5 ได้แก่มิตซูบิชิ ทำยอดจองได้ประมาณ 1,000 คัน

นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ปีนี้ รถหรูราคาแพงระยับ ยังคงกวาดยอดจองได้ทะลักสวนกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซายามนี้ เช่น รถเบนซ์ ทำยอดจองได้ไม่ต่ำกว่า 500 คัน รถบีเอ็มดับเบิลยู มียอดจองมากกว่า 300 คัน ขณะที่รถจากัวร์ กวาดยอดจองได้มากพอสมควร ทั้งนี้ นอกจากในส่วนของค่ายรถที่มาร่วมงานนี้ล้วนแต่ขายดีกันถ้วนหน้าแล้ว ในส่วนของบรรดาอุปกรณ์ประดับยนต์และเครื่องเสียงรถยนต์ก็ทำยอดขายคึกคักไม่แพ้กัน

ด้านนายปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานบริษัทกรังด์ปรีซ์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้จัดงานบางกอกมอเตอร์โชว์ กล่าวว่า งานบางกอกมอเตอร์โชว์ปีนี้ประสบความสำเร็จดียิ่งเกินกว่าคาด ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในภาวะอึมครึม แต่งานนี้ก็ช่วยปลุกภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้หวนกลับมาคึกคัก ช่วยยืนยันศักยภาพความเป็น ดีทรอยต์เอเชีย ของไทย หรือการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ที่สำคัญประจำภาคพื้นเอเชียของไทยนั้น ยังคงแข็งแกร่ง

สิ่งที่ยินดียิ่งสำหรับงานนี้ก็คือ บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ยังคงมาแวะชมงานนี้ไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย และนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมาชมงาน และได้มาเห็นกับตาว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยนั้นยิ่งใหญ่จริงๆ เป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย นายปราจินกล่าวอย่างปลาบปลื้ม


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Apr 13, 2007 8:45 am

TRU ตั้งเป้าหมายในงานมอเตอร์โชว์ คาดว่าในงานจะมียอดจำหน่ายประมาณ 120-150 คัน

แต่ผลงานจริงประมาณ 80 คัน คิดเป็น 66.67% ของเป้าหมาย 120 คันครับปีนี้เหนื่อยอีก 1 ปีแน่นอน เพราะภาวะยังไม่เป็นใจ แถมยังตั้งเป้าหมายที่สูงเกินจริงไว้มาก นี่เฉพาะแค่ไตรมาส 1 ครับ

เป้าหมาย 3 เดือนของรถยนต์ในอุตสาหกรรม ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น แต่ยังต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ค่อนข้างมาก สัญญาณยอดขายเดือน มี.ค.ของการขายปีนี้ เทียบกับปีที่แล้วลดลง 15% และหากเทียบเป็นไตรมาสกับปีที่แล้วลดลง 19% เพราะเดือน มค. และ กพ. ลดต่ำลงมาก เนื่องจากเหตุการณ์ภายในประเทศที่ผ่านมา ทำให้คนชะลอการบริโภครถยนต์กันมาก

แต่ข้อดีก็คือหากเอาเฉพาะเดือนมี.ค. 50  หากเทียบกับเดือน ก.พ. 50 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นสูงถึง 28%  ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นครับ
ก็เอาข้อมูลอุตสาหกรรมรถยนต์มาดูกันครับ

รายละเอียดอยู่ในบทวิเคราะห์ของ BLS ครับ

http://www.settrade.com/brokerpage/IPO/ ... 411(T).pdf


User avatar
thumbman2001
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 6518
Joined: Thu Oct 28, 2004 5:20 am

Posts by thumbman2001 » Sun May 13, 2007 3:56 pm

สมพงษ์ เผอิญโชค...ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ "ปีที่แย่ที่สุดของเรา..ได้ผ่านไปแล้ว"

12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 05:00:00
บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ (TRU) กำลังเผชิญกับบทพิสูจน์..ครั้งสำคัญ ในตลาดรถยนต์ดัดแปลง หลังออกอาการเพลี่ยงพล้ำให้แก่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่..แต่เถ้าแก่ "สมพงษ์ เผอิญโชค" ยังเชื่อ(ลึกๆ) ว่า ไทยรุ่ง จะเริ่มฟื้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :   "มาร์เก็ตแคป" ของไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ เริ่มตกต่ำลงอย่างน่าใจหายตั้งแต่พ้นปี 2546 จาก 7,399 ล้านบาท (สิ้นปี 2546) ลดเหลือเพียง 1,665 ล้านบาท

"ราคาหุ้น" ถูกลดชั้นลงมาซื้อขายบริเวณ 3.30-3.40 บาท ต่ำกว่าราคาตามมูลค่าทางบัญชี (Book Value) ที่หุ้นละ 4.78 บาท

ทำให้เกิดคำถามว่า..ไทยรุ่ง ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วหรือยัง ?

สมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ อธิบายว่า เรื่องของราคาหุ้นมันมีที่มาจากผลการดำเนินงาน แม้หลายปีที่ผ่านมาบริษัทจะถือเป็นผู้บุกเบิกรายแรกๆ และเคยเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ดัดแปลงหรือรถอเนกประสงค์ ภาพรวมของ (หุ้น) เราจึงออกมาค่อนข้างดี

แต่ระยะหลังช่วง 2-3 ปีมานี้ ความนิยมการใช้งานรถอเนกประสงค์เริ่มมีกระแสตอบรับอย่างมากในเมืองไทย และทำให้เจ้าของแบรนด์ดังๆ ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า อีซูซุ หรือฟอร์ด ต่างก็รุกเข้าสู่ตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมองเห็นอนาคต

..จากนั้นการแข่งขันก็รุนแรงมากขึ้น

รถดัดแปลงในเครือไทยรุ่ง จากที่เคยมียอดจำหน่ายเฉลี่ยถึงเดือนละ 400-500 คัน กลับลดฮวบเหลืออย่างมากแค่เดือนละ 60 คัน ..ทั้งๆ ที่ตลาดรถยนต์กลุ่มนี้ขยายตัวเป็นดับเบิล

เถ้าแก่ไทยรุ่ง มีความเชื่อว่า "ปีที่แย่ที่สุดของไทยรุ่ง..มันได้ผ่านไปแล้ว"

หลังจากที่ "ตระกูลเผอิญโชค" ที่เคยอยู่ในฐานะเจ้าถิ่นของธุรกิจรถยนต์ดัดแปลง (พีพีวี) ได้พยายาม "สลัด" ตัวเองออกมาจากสนามธุรกิจที่เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาเบียดจนเต็มพื้นที่ และอาจไม่มีที่ว่างพอสำหรับค่ายไทยรุ่ง

จะเห็นว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามเร่งปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปให้ได้ พยายามพัฒนาโครงการรถยนต์ต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการผลิต "รถแท็กซี่ ลีมูซีน" รุ่น TR Bangkok Limousine ให้กับสนามบินหลายๆ แห่งในประเทศ แต่บริษัทก็มาเจอปัญหาในเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเกินคาด

นอกจากนี้ยังมีแปลนโครงการ "รถสเตชั่น แวกอน" รวมถึงการเสนอทำ "รถยนต์เฉพาะกิจ" ให้ภาครัฐไว้ได้พิจารณาตั้งแต่รถบัสประจำทาง รถทางหลวง และรถฉุกเฉินหรือรถพยาบาล ที่จะนำ "เอ็นจีวี" มาใช้เป็นเชื้อเพลิง..แล้วก็ติดขัดตรงงบประมาณภาครัฐที่ไม่เพียงพอ

"สถานการณ์ทุกอย่างตลอด 2 ปีก่อน (2548-2549) มันดูเหมือนจะไม่เป็นใจ" ผู้บริหารไทยรุ่ง บ่นอย่างเสียดาย

แต่ในอนาคตรถยนต์ที่ใช้ "เอ็นจีวี" เป็นเชื้อเพลิง ยังไงก็ต้องเกิด ..เพราะเป็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมรถยนต์ เพียงแต่ว่าตลาดมันอาจโตไม่ทันใจ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป

และตอนนี้ บริษัทก็อยู่ในขั้นตอนของการพัฒนารถยนต์ที่สามารถใช้ร่วมกับก๊าซเอ็นจีวีออกมาจำหน่าย คาดว่าจะเริ่มเปิดตัวได้ในปีนี้

สำหรับปี 2550 บริษัทตัดสินใจ "ไมเนอร์ เชนจ์" รถอเนกประสงค์ของอีซูซุเป็น "ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ทู" พร้อมกับทำแบรนด์ใหม่ โดยเปิดตัวรถใหม่ชื่อ "ทีอาร์ ออลโรดเดอร์" ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากเชฟโรเลต โคโลราโด และเป็นตลาดใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนสูงทางด้านเครื่องจักร

แต่การคิดจะเดินหมากแต่ละตัวของตระกูล "เผอิญโชค" เหมือนมีอุปสรรคยืนขวางอยู่ทุกด้าน รถรุ่นใหม่จะเป็นยังไง?

สมพงษ์ให้คำตอบว่า แผนการขายของรถใหม่ทั้ง 2 รุ่น จะอาศัยช่วงราคาเป็นกลยุทธ์สำคัญ ครั้งนี้..เราปรับราคาใหม่ โดยราคาขายรุ่น "ทีอาร์ แอดเวนเจอร์ ทู" จะเริ่มต้นที่ 800,000 บาท คาดหวังยอดขายที่เดือนละ 120 คัน ส่วน "ทีอาร์ ออลโรดเดอร์" ราคาเริ่มต้น 900,000 บาท ตั้งเป้าการขายไว้เฉลี่ยเดือนละ 80 คัน โดยที่กลุ่มลูกค้าของรถยนต์ทั้งสองรุ่น..จะไม่ทับซ้อนกันเอง

ที่สำคัญ ราคารถที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อเป็นการหลีกทางให้กับคู่แข่งสำคัญอย่าง "โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์" และ "อีซูซุ มิว-เซเว่น" ซึ่งเขามีความแกร่งในเรื่องแบรนด์และการตลาดมากกว่า..เราอย่าไปแข่งกับเขาตรงๆ

ผู้บริหารไทยรุ่งประเมินยอดขายรถยนต์ของบริษัทตลอดปี 2550 ว่า แม้ตลาดโดยรวมของรถดัดแปลงอาจไม่ดีตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ในส่วนของบริษัทน่าจะมีโอกาสเติบโต เพราะเป็นการโตขึ้นจากฐานของปีที่ไม่ดีมากๆ สำหรับไทยรุ่ง

โดยยอดขายรถยนต์ดัดแปลงรวมทุกรุ่น จะไม่น้อยกว่า 1,800 คัน (ปีก่อน 700 คัน) และเมื่อรวมกับรายได้จากธุรกิจส่วนอื่นๆ เราน่าจะมีรายได้เข้ามาไม่ต่ำกว่า 3,400 ล้านบาท หรือโตขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปี 2549 ที่มีรายได้เพียง 2,413 ล้านบาท

"ไตรมาสแรกอาจยังไม่เห็นการเติบโตที่ชัดเจน..เพราะรถรุ่นใหม่ยังเปิดตัวไม่ทัน แต่คงจะได้เห็นภาพจริงๆ ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป"

ส่วนข้อมูลงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด ที่แจ้งว่าค่ายรถไทยรุ่งสามารถจำหน่ายรถยนต์ไปได้เพียง 80 คันเท่านั้น

"ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าผิดหวัง แต่ต้องยอมรับว่ากำลังของลูกค้ามันหายไปเรื่อยๆ และตลาดรถใหม่ปีนี้ก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง"

แต่เราต้องพยายามมองหา "จุดเปลี่ยน" ให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะการออกไปหาตลาดกลุ่มใหม่ที่คู่แข่งยังเข้าไปไม่ถึง รวมถึงการหันไปจับมือกับ "พันธมิตร" ที่ประกอบกิจการอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประกอบรถยนต์ดัดแปลงแบรนด์อื่นๆ หรือด้านการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ก็ตาม

โดยเฉพาะปี 2551 จะเป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากกำลังผลิตใหม่ของงาน OEM ในส่วนของงานชิ้นส่วนรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง ให้กับค่ายรถยนต์ต่างๆ ซึ่งเป็นโครงการลงทุนที่เริ่มต้นลงทุนไว้ตั้งแต่ปี 2549 ก่อนจะไปเสร็จสมบูรณ์ในปี 2551 รวมมูลค่าลงทุนกว่า 700 ล้านบาท

 "จะเห็นว่า โครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้น ต้องอาศัยระยะเวลาในการศึกษาและพัฒนา แต่ผลงานตั้งแต่ไตรมาส 2 จะดีขึ้น..และตั้งแต่ปีนี้ น่าจะได้เห็นโครงการใหม่ของเราออกมาเรื่อยๆ" สมพงษ์ส่งสัญญาณทิ้งท้าย


source:http://www.bangkokbiznews.com/2007/05/1 ... wsid=68484


User avatar
สุมาอี้
Verified User
Posts: 4576
Joined: Sat Feb 12, 2005 1:51 pm

Posts by สุมาอี้ » Sun May 13, 2007 4:09 pm

เดี๋ยวนี้เขามีไวยากรณ์ใหม่

adj + ถึง + adj +ที่สุด

เป็นขั้นที่สูงกว่า adj + ที่สุด อีกที

ต.ย. : มากถึงมากที่สุด

แซวเล่นครับ  :)

http://dekisugi.net
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ narin@dekisugi.net จะชัวร์กว่าครับ

chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

q1/07

Posts by chartchai madman » Thu May 17, 2007 12:49 pm

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่1(F45-3)
                       บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน)

                                                                 สอบทาน
                                                         (หน่วย : พันบาท)
                                             สิ้นสุดวันที่  31 มีนาคม
งบการเงินรวม
                                                 ไตรมาสที่ 1
              ปี                            2550             2549

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    (54,503)          26,403
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)            (0.11)            0.05


 งบการเงินเฉพาะกิจการ
                                                  ไตรมาสที่ 1
              ปี                            2550              2549

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    (19,553)          133,160
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)            (0.04)             0.27

 ประเภทรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน
     ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต


 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

 "ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้จัดส่งงบ
  การเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้นฉบับให้กับสำนักงาน
  ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว"

                              ลงลายมือชื่อ _______________________
                                          ( นายศักดิ์ชัย  คมกฤส )
                                          ตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป
                                         ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ



วันที่ 15 พฤษภาคม 2550
 
 เรื่อง   คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหารสำหรับงบการเงินประจำไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31
        มีนาคม 2550
 
 เรียน   กรรมการและผู้จัดการ
        ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 
 สิ่งที่แนบมาด้วย  รายงานงบการเงินและงบการเงินรวมประจำไตรมาส 1/2550 ที่ผ่านการสอบทานแล้ว
              จำนวน 2 ฉบับ
 
       บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท") ขอนำส่งรายงานการตรวจสอบงบการเงินรวม
 ประจำไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550  ที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและได้รับการ
 อนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแล้ว จำนวน 2 ฉบับ มายังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ให้แก่
 ผู้ลงทุนทราบต่อไป
 
       ฝ่ายบริหารขอชี้แจงผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550 เปรียบเทียบ
 กับงวดประจำไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2549 และงบดุล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2550 เปรียบเทียบ
 กับงบดุล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 เพื่อประกอบในการอ่านงบการเงินรวม
 
       1.งบกำไรขาดทุนรวมประจำไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550 เปรียบเทียบกับงวดประจำ
 ไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2549
 
          1.1 รายได้จากการขายและบริการรวม 518.16 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่
              แล้ว 101.23 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.34
 
              สัดส่วนรายได้จากการขายสำหรับไตรมาสแรก มีดังนี้
              1.1.1 รายได้ค่าประกอบรถยนต์พร้อมค่าอุปกรณ์ติดตั้ง จำนวน 44.00 ล้านบาท คิดเป็น
                    สัดส่วนร้อยละ 8.49 ของรายได้จากการขายและบริการรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาส
                    เดียวกันของปีที่แล้ว 7.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.38 เนื่องจากมีปริมาณ
                    ยอดขายเพิ่มขึ้นจากการจัดงานตาม EVENT
              1.1.2 รายได้จากการขายรถรวม 124.23 ล้านบาท (รายได้ดังกล่าวส่วนหนึ่งได้รวมราย
                    ได้ค่าประกอบและค่าอุปกรณ์ติดตั้งไว้แล้ว) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.98 ของราย
                    ได้จากการขายและบริการรวม ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 44.69 ล้าน
                    บาท คิดเป็นร้อยละ 26.46 เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่สูงของตลาดรถยนต์ลักษณะ
                    เดียวกัน
              1.1.3 รายได้จากการขายชิ้นส่วนและประกอบชิ้นส่วนรวม 283.03 ล้านบาท คิดเป็น
                    สัดส่วนร้อยละ 54.63 ของรายได้จากการขายและบริการรวม ซึ่งลดลงจาก
                    ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 18.22 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.31 เนื่องมาจาก
                    - การขายชิ้นส่วนและประกอบชิ้นส่วนในประเทศ ลดลง 17.95 ล้านบาท หรือร้อย
                      ละ 5.96 จากปริมาณยอดขายให้กับลูกค้าลดลง
                    - การขายชิ้นส่วนต่างประเทศ ลดลง 0.27 ล้านบาท หรือร้อยละ 90.00 จาก
                      ปริมาณยอดขายให้ลูกค้าลดลง
              1.1.4 รายได้จากการรับจ้างทำแม่พิมพ์และจิ๊ก จำนวน 26.98 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน
                    ร้อยละ 5.21 ของรายได้จากการขายและบริการรวม ลดลงจากไตรมาสเดียวกัน
                    ของปีที่แล้ว 2.73 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.19
              1.1.5 รายได้ขายและบริการอื่นๆ จำนวน 39.92 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ
                    7.70 ของรายได้จากการขายและบริการรวม ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่
                    แล้ว 43.09 ล้านบาท หรือร้อยละ 51.91 สาเหตุจาก
                    - รายได้จากศูนย์บริการลดลง 7.11 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.52 เนื่องจาก
                      ปริมาณยอดขายอะไหล่ของบริษัทในเครือแห่งหนึ่งลดลง
                    - รายได้จากการรับจ้างอื่นๆ ลดลง 35.74 ล้านบาท หรือร้อยละ 100 เนื่อง
                      จากหมดสัญญาเมื่อเดือนกันยายน 2549
                    - รายได้จากการขายและบริการอื่น ๆ ลดลง 0.24 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.44
                   .
         1.2 รายได้อื่น จำนวน 23.88 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 0.04 ล้านบาท
             ซึ่งมีรายการที่มีสาระสำคัญดังนี้
             1.2.1  รายได้ดอกเบี้ยรับและเงินปันผลรับ เพิ่มขึ้น 0.53 ล้านบาท เนื่องจากมีการลงทุน
                    ในตั๋วเงินและพันธบัตร
             1.2.2  รายได้จากเงินชดเชยภาษีอากรส่งออก ลดลง 0.13 ล้านบาท
             1.2.3  รายได้จากขายเศษซาก เพิ่มขึ้น 2.15 ล้านบาท
             1.2.4  รายได้อื่นๆสุทธิ ลดลง 2.59 ล้านบาท เนื่องจากกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน
                    ลดลง
 
         1.3 ส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย จำนวน 3.90 ล้านบาท ลดลงจาก
             ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 1.08 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.69 เกิดจากการรับรู้กำไร
             จากการไปลงทุนในบริษัท เดลต้า-ทีอาร์ จำกัด เพิ่มขึ้น 2.27 ล้านบาท และการรับรู้ผล
             กำไรจากการไปลงทุนในบริษัท ไทยออโต้ คอนเวอชั่น จำกัด ลดลง 3.35 ล้านบาท
 
         1.4 ต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการ จำนวน 456.31 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 88.06 ของ
             รายได้จากการขายและบริการ ซึ่งอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ดังกล่าว เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.43
             จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากยอดขายที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราต้นทุน
             คงที่ต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
 
         1.5 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จำนวน 144.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกัน
             ของปีที่แล้ว 47.62 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48.98 โดยมีรายการที่เป็นสาระสำคัญดังนี้
             1.5.1  ค่าโฆษณา&ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย เพิ่มขึ้น 43.24 ล้านบาท
             1.5.2  ค่าเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม เพิ่มขึ้น 2.69 ล้านบาท
             1.5.3  ค่าบำเหน็จและเบี้ยประชุมกรรมการ ลดลง 0.12 ล้านบาท
             1.5.4  ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอื่นๆ สุทธิ เพิ่มขึ้น 1.81 ล้านบาท
 
         1.6 ดอกเบี้ยจ่าย จำนวน 0.02 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 3.22 ล้านบาท
             คิดเป็นร้อยละ 99.38 เนื่องจากบริษัทฯและบริษัทย่อย ได้ชำระเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงิน
             เรียบร้อยแล้ว
 
         1.7 บริษัท มีผลกำไร (ขาดทุน) สุทธิสำหรับไตรมาสนี้ จำนวน (54.50) ล้านบาท กำไร
             (ขาดทุน) ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (EPS) สำหรับไตรมาสนี้เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว
             เท่ากับ (0.11) และ 0.05 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ
 
       2.งบดุลรวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2550 เปรียบเทียบกับงบดุลรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549
         2.1 สินทรัพย์รวม จำนวน 2,755.23 ล้านบาท ลดลง 48.66 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.74
 เมื่อเทียบกับณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 โดยมีรายละเอียดของการเพิ่มขึ้นและลดลงที่มีสาระสำคัญ ดังนี้
             2.1.1 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 143.87 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ
                   27.61 จากกิจกรรมดำเนินงาน 38.66 ล้านบาท,จากกิจกรรมลงทุน 107.01
                   ล้านบาท และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน (1.80) ล้านบาท
             2.1.2 เงินลงทุนชั่วคราว ลดลง 110.58 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46.94 จากการปิด
                   หน่วยลงทุนและถือครบกำหนด
             2.1.3 ลูกหนี้การค้าสุทธิ ลดลง 32.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.10 ตามยอดขายที่
                   ลดลง
             2.1.4 ลูกหนี้และเงินให้กู้ยืมระยะสั้น กิจการที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้น 38.83 ล้านบาท คิดเป็น
                   ร้อยละ 42.20 จากค่าประกอบรถยนต์พร้อมค่าอุปกรณ์ติดตั้ง และค่าอะไหล่รถยนต์
             2.1.5 สินค้าคงเหลือ-สุทธิ ลดลง 85.98 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.57 จากการขาย
                   Stock สินค้า
             2.1.6 สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น เพิ่มขึ้น 10.95 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.21 สาเหตุจาก
                   - รายได้ค้างรับ เพิ่มขึ้น 10.40 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.50 เนื่องจากการ
                     รับรู้รายได้ที่ยังไม่ถึงกำหนดแจ้งหนี้ของบริษัทในเครือแห่งหนึ่ง
                   - ภาษีซื้อรอเรียกคืน เพิ่มขึ้น 0.35 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100
                   - ภาษีซื้อตั้งพัก ลดลง 1.43 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32.58 เนื่องจากบริษัทใน
                     เครือแห่งหนึ่งได้ชำระค่าบริการที่ไตรมาส 1'50
                   - ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ลดลง 1.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.36
                   - สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ เพิ่มขึ้น 2.90 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 62.79
             2.1.7 เงินลงทุนซึ่งบันทึกโดยวิธีส่วนได้เสีย เพิ่มขึ้น 3.90 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.21
                   เกิดจากการรับรู้ผลกำไร 3.51 ล้านบาท ในบริษัท เดลต้า-ทีอาร์ จำกัด และรับรู้
                   ผลกำไรใน บริษัท ไทยออโต้คอนเวอชั่น จำนวน 0.39 ล้านบาท
             2.1.8 ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์-สุทธิ ลดลง 21.90 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.97 มา
                   จากการซื้อทรัพย์สินระหว่างปี 11.55 ล้านบาท,จำหน่ายทรัพย์สิน (0.13)
                   ล้านบาท, ค่าเสื่อมระหว่างปี (33.28) ล้านบาท และขาดทุนจากการจำหน่าย
                   ทรัพย์สิน (0.04) ล้านบาท
             2.1.9 สิทธิการเช่าที่ดินและอาคารสุทธิ ลดลง 0.40 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 4.83 เกิด
                   จากการตัดจำหน่ายในไตรมาสนี้
             2.1.10 สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น เพิ่มขึ้น 5.00 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.09 สาเหตุจาก
                    - ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เพิ่มขึ้น 3.07 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.52
                      เนื่องจากเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย-จ่ายล่วงหน้าที่สูงกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย
                    - สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นๆเพิ่มขึ้น 1.93 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13.62
 
         2.2 หนี้สินรวม จำนวน 324.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.77 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.78 เทียบ
             กับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 โดยมีรายละเอียดของการเพิ่มขึ้นและลดลงที่มีสาระสำคัญ
             ดังนี้
             2.2.1 เจ้าหนี้การค้าบริษัทอื่น เพิ่มขึ้น 8.62 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.83 จากการชำระ
                   หนี้ค่าสินค้าจำนวน 117.01 ล้านบาท และยอดซื้อวัตถุดิบ เพิ่มขึ้น 125.63 ล้านบาท
             2.2.2 เจ้าหนี้การค้ากิจการที่เกี่ยวข้องกัน ลดลง 8.18 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.27
             2.2.3 เจ้าหนี้อื่น กิจการที่เกี่ยวข้องกัน เพิ่มขึ้น 13.03 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77.82
             2.2.4 หนี้สินหมุนเวียนอื่น ลดลง 4.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.08 สาเหตุจาก
                   - ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย เพิ่มขึ้น 0.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 164.08
                     จากผลการดำเนินงานของไตรมาสนี้
                   - ภาษีขายที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ลดลง 1.08 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.67
                     จากการรับชำระค่าสินค้า
                   - ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เพิ่มขึ้น 8.84 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 44.18 เนื่องจากเป็น
                     รายการส่งเสริมการขายของบริษัทในเครือแห่งหนึ่ง
                   - หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ ลดลง 12.80 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.23 จากการ
                     ชำระค่าทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ จำนวน 10.71 ล้านบาท,รายได้รับ
                     ล่วงหน้าลดลง 0.65 ล้านบาท เนื่องจาก % ความสำเร็จของรายได้แม่พิมพ์และ
                     จิ๊ก มีความสำเร็จของงานเกินกว่ารายได้รับล่วงหน้าและอื่นๆสุทธิ ลดลง 1.44
                     ล้านบาท
 
         2.3 ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ลดลง 57.43 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.31 จากการรับรู้ผลการ
             ดำเนินงานของไตรมาสแรกนี้
 
         2.4 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net debt to equity) ของบริษัท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2550
             สำหรับงบการเงินรวม เท่ากับ 0.13 เท่า และสำหรับงบการเงินเฉพาะบริษัท เท่ากับ
             0.07 เท่า ซึ่งอยู่ในอัตราเดียวกับงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549
 
      3.งบกระแสเงินสดงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่31 มีนาคม 2550 เปรียบเทียบกับ งวด 3 เดือน สิ้นสุด
        วันที่ 31 มีนาคม 2549 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวดของบริษัทฯ และ
        บริษัทย่อย ณ วันที่  31 มีนาคม 2550 เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 เป็นจำนวน
        143.87 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27.61 เป็นผลมาจาก
 
        3.1 เงินสดสุทธิที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงาน 38.66 ล้านบาท เนื่องจากกระแสเงินสดก่อนการ
            เปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานระหว่างงวด ลดลง 25.70 ล้านบาท,การลดลง
            ของสินทรัพย์จากการดำเนินงานทำให้กระแสเงินสด เพิ่มขึ้น 55.59 ล้านบาท และหนี้สินจาก
            การดำเนินงานเพิ่มขึ้นทำให้กระแสเงินสดเพิ่มขึ้น 8.77 ล้านบาท
        3.2 เงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมลงทุน จำนวน 107.01  ล้านบาท สาเหตุหลักเนื่องจาก
            3.2.1 เงินสดรับจากการจำหน่ายเงินลงทุนชั่วคราว เพิ่มขึ้น 110.58 ล้านบาท
            3.2.2 เงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่กิจการที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้น 8.00 ล้านบาท
            3.2.3 เงินสดจ่ายจากการซื้อทรัพย์สิน (11.55) ล้านบาท และรับเงินจากการจำหน่าย
                  ทรัพย์สิน 0.13 ล้านบาท
            3.2.4 เงินสดจ่ายจากสิทธิการเช่าอาคาร (0.15) ล้านบาท
        3.3 เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน จำนวน 1.80 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทย่อย มีการ
            จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
 
      4.สรุปความเห็นของฝ่ายบริหาร
        ยอดขายสุทธิในไตรมาสแรกนี้ สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550 มีจำนวน 518.16 ล้านบาท ลดลง
        ร้อยละ 16.34 เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากยอดขายที่ลดลงของธุรกิจ
        รถประกอบ,ธุรกิจขายรถยนต์ อันเป็นผลมาจากภาวะการแข่งขันที่สูงของตลาดรถยนต์ แต่
        อย่างไรก็ตามทางบริษัทฯ มีนโยบายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น
        รวมถึงการขยายกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มยอดขายของธุรกิจขายชิ้นส่วนให้มากขึ้น และการปรับปรุง
        ด้านประสิทธิภาพการผลิต, ด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใน
        การแข่งขันในตลาดรถยนต์ และเพื่อการส่งออกให้มากขึ้น
 
       สุดท้ายนี้บริษัทฯ มีความมั่นใจว่าจากนโยบายในการดำเนินงานและแนวโน้มของธุรกิจที่มีทิศทางที่ดีขึ้นนี้
 บริษัทจะสามารถดำเนินธุรกิจให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
 
       จึงเรียนมาเพื่อทราบ
 
                                                 ขอแสดงความนับถือ
 
 
                                                (นายศักดิ์ชัย คมกฤส)
                                                   ผู้จัดการทั่วไป


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news19/06/07

Posts by chartchai madman » Tue Jun 19, 2007 3:02 pm

TRUแจ้งการขยายธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัทไทยรุ่งฯ



--------------------------------------------------------------------------------
บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) ("TRU") ขอแจ้งให้ทราบว่า บริษัท ไทย วี.พี.ออโต้
 เซอร์วิส จำกัด ("TVS") (บริษัทย่อยซึ่ง TRU ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 94 ของทุนจดทะเบียน) ได้ทำการลงนาม
 ในสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถบัสกับ Zhengzhou Yutong Group Co.,Ltd.("Yutong") จาก
 ประเทศจีน คาดว่าจะเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2550 โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
       วัตถุประสงค์หลัก :    เป็นตัวแทนจำหน่ายและบริการรถบัส และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ Yutong
                         ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว และในอนาคตจะมีการขยายไปสู่ต่างประเทศ
                         ในกลุ่มอาเซียน
 
       ข้อมูลบริษัท Yutong : เป็นกลุ่มบริษัทในประเทศจีน ที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตรถบัสขนาดกลาง
                         ถึงขนาดใหญ่ และมีบริษัทในกลุ่ม คือ Zhengzhou Yutong Bus
                         Co.,Ltd.จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Shanghai Stock Exchange
                         ก่อตั้งในปี พ.ศ.2536 ซึ่งมียอดขายในประเทศจีนรวมมากกว่า 20,000
                         คันต่อปี มีการส่งออกไปต่างประเทศมากกว่า 26 ประเทศ
 
       ผลประโยชน์ที่คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะได้รับ :
          1) สร้างความเติบโตและขยายโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัท
          2) เงินปันผลที่จะได้รับจากบริษัทย่อย
http://www.thunhoon.com/home/default.asp


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news22/06/07

Posts by chartchai madman » Fri Jun 22, 2007 10:42 am

ไทยรุ่งฯเดินหน้านำเข้ารถบัสจีนเล็งไทยฐานผลิตส่งออกอาเซียน

โดย เดลินิวส์ วัน ศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550 08:55 น.

นายสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ เปิดเผยว่า บริษัทในเครือ ไทย.วี.พี. ออโต้เซอร์วิส จำกัด ได้ลงนามทำสัญญากับบริษัท เจิ้งโจ ยู่ทง จำกัด เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โดยสารยี่ห้อ ยู่ทง จากประเทศจีน เพราะจากการสำรวจพบว่า ตลาดไทยยังมีความต้องการรถยนต์โดยสารอีกมาก ซึ่งจะนำเข้าทั้งขนาดกลาง 20 ที่นั่ง และใหญ่ 40 ที่นั่ง หรือตั้งแต่ขนาด 8-12 เมตร ราคาคันละ 2-4 ล้านบาท ขึ้นกับเครื่องยนต์และการตกแต่งภายใน เพื่อจับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้รับจ้างท่องเที่ยว และรับส่งพนักงานบริษัท รวมถึงองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ รถร่วม และบริษัท ขนส่ง คาดว่าจะมียอดขายครึ่งปีหลังนี้ 10 คันมียอดขายในปีแรกกว่า 100 คัน

ไม่หนักใจเรื่องภาพลักษณ์สินค้าที่มาจากประเทศจีน เพราะเชื่อว่าจะคุ้มค่ากับราคา เนื่องจากยังดีกว่าการนำรถโดยสารเก่ามาปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่ คาดว่าไม่เกิน 1-2 ปี ผู้ประกอบการจะหันมาใช้รถยู่ทงแทนรถเก่าที่ถูกปรับแต่งสภาพ นอกจากนี้ได้นำระบบไฟแนนซ์บริการผู้ซื้อ ผ่านบริษัทในเครือ ไทย.วี.พี. ลิสซิ่ง เพื่อเป็น กลยุทธ์จูงใจ
http://news.sanook.com/economic/economic_149309.php


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

หรือว่าพวกเขากำลังจะกลับมา

Posts by chartchai madman » Wed Jul 04, 2007 12:50 pm

หรือว่าพวกเขากำลังจะกลับมา
สมพงษ์  เผอิญโชค ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 04/05/2550 02/05/2550 5,000,000 3.80 ซื้อ  
สมพงษ์  เผอิญโชค ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 02/07/2550 29/06/2550 435,100 3.20 ซื้อ
ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ บมจ.(TRU) สมพงษ์  เผอิญโชค ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 02/07/2550 29/06/2550 435,100 3.20 ซื้อ
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/daily59.php


contrarian
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1105
Joined: Sun Apr 23, 2006 7:32 pm

Posts by contrarian » Fri Jul 27, 2007 8:30 am

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2235 15 ก.ค.  - 18 ก.ค. 2550
 

 
 
ขสมก.ขู่รถร่วมเลิกสัญญาใน 2 ปี +ออกระเบียบใหม่คุม/เตรียมเจรจาปตท.ช่วยสนับสนุนเงินกู้-ตรึงราคาก๊าซเอ็นจีวี  
ขสมก. ชงบอร์ดไฟเขียวระเบียบใหม่ พร้อมรื้อเกณฑ์คุณสมบัติ คุมคุณภาพการให้บริการของรถร่วมเอกชน เตรียมออกหน้าเจรจา ปตท. ขอรับการสนับสนุนเงินกู้ พร้อมตรึงราคาค่าก๊าซเอ็นจีวี ที่ 8.50บาท เป็นเวลา 3ปี ช่วยผ่อนภาระผู้ประกอบการ ตีกรอบเปลี่ยนรถเป็นเอ็นจีวีใน 2 ปี ขู่! ใครไม่ทำตามจะบอกเลิกสัญญา และจับทันทีหากยังดื้อวิ่งรับผู้โดยสาร





นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ จะเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาให้ความเห็นชอบในร่างระเบียบองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ว่าด้วยการบริหารจัดการและกำกับดูแลรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ พ.ศ.2550 และร่างสัญญาการเข้าร่วมเดินรถฉบับใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนโครงการปรับปรุงการบริหารจัดการ และกำกับดูแลรถร่วมบริการ


ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ร่างระเบียบที่จะประกาศใช้ใหม่นี้ จะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพทั้งด้านการกำกับดูแล และการให้บริการของรถร่วมบริการ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสาระสำคัญของระเบียบฉบับใหม่นี้ คือ การปรับแก้คุณสมบัติผู้เข้าร่วมเดินรถ จากเดิมที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก ซึ่งทำให้ยากต่อการกำกับดูแล ประสานงาน การควบคุมความปลอดภัย และคุณภาพรถที่ใช้ กำหนดให้ผู้ประกอบการมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะได้สิทธิในการเดินรถหนึ่งเส้นทางต่อหนึ่งนิติบุคคล


พร้อมทั้งได้กำหนดทุนจดทะเบียนของนิติบุคคลให้ชัดเจนขึ้นด้วย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกอบการประเภทรถปอ. กับ รถธรรมดา ต้องมีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท กลุ่มรถมินิบัส กับรถตู้ ต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท และประเภทรถหมวด 4 ต้องมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยในการยื่นขอเข้าร่วมเดินรถ ผู้เดินรถต้องมีการกำหนดและเสนอแผนงานเพื่อประกอบการพิจารณาคัดเลือก ซึ่งประกอบด้วย แผนการเดินรถและการบริการ แผนพัฒนาบุคคล แผนการซ่อมบำรุง แผนด้านความปลอดภัย แผนด้านสิ่งแวดล้อม มาให้พิจารณาด้วย อีกทั้งต้องมีอู่จอดรถ ท่าจอดรถ และสำนักงาน รองรับการบริการ รวมถึง ต้องมีการอบรมตามหลักสูตร และได้รับการรับรองตามที่องค์การกำหนดด้วย


นอกจากนั้น ยังกำหนดหลักประกันสัญญาและค่าเสียหายอย่างชัดเจน และครอบคลุมรถบริการสาธารณะทุกประเภทด้วยว่า จะต้องวางหลักประกันสัญญา 5% ของค่าตอบแทนตลอดสัญญา และได้กำหนดอัตราวางหลักประกันค่าเสียหาย (ต่อคัน) สำหรับ รถปอ. กับ รถธรรมดา ที่ 30,000 บาท รถมินิบัส 25,000 บาท รถตู้ 20,000 บาท และรถหมวด 4 วงเงิน 10,000 บาท


ในส่วนของตัวรถโดยสารก็กำหนดให้ชัดเจนว้าจะต้องเปลี่ยนมาเป็นรถใหม่ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี รถประกอบใหม่ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี หรือเป็นการเปลี่ยนตัวถึงใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เอ็นจีวี และกำหนดให้รถโดยสารเอกชนทุกประเภทจัดทำประกันภัยไม่น้อยกว่า ประเภท 3 วงเงินไม่น้อยกว่าที่งค์การกำหนด


อีกทั้งได้มีการปรับแก้ระเบียบให้คลอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้น ในส่วนของการกำหนดค่าธรรมเนียมเข้าร่วมเดินรถ รถ ปอ. 60,000 บาท รถธรรมดา 40,000 บาท รถมินิบัส 20,000 บาท รถตู้ 10,000 บาท รถหมวด 4 5,000 บาท ค่าธรรมเนียมทำสัญญา รถ ปอ. รถธรรมดา รถมินิบัส 1,000 บาท รถตู้และรถหมวด 4 500 บาท ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนรถ รถปอ. 5,000 บาท รถธรรมดา 2,500 บาท รถมินิบัส 2,000 บาท รถตู้ และรถหมวด 4 1,000 บาท และค่าธรรมเนียมออกนอกเส้นทาง 50 บาท ต่อคัน


นายพิเณศวร์ กล่าวต่ออีกด้วยว่า ในการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นเครื่องยนต์เอ็นจีวีทั้งหมดนี้ นอกจากผู้ประกอบการจะต้องทำตามระเบียบฉบับใหม่แล้ว ยังต้องเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับขสมก.ในลักษณะการว่าจ้างให้เข้าร่วมเดินรถด้วย โดยจะขยายระยะเวลาให้เป็น 15ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการนำสัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ รวมถึงจะขยายเวลาในการผ่อนชำระหนี้เดิมที่เกิดจากการค้างจ่ายค่าตอบแทนการเดินรถ ให้สามารถจ่ายคืนได้ภายในระยะเวลา 5 ปี


อีกทั้งจะเป็นตัวกลางในการประสานขอความร่วมมือกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่เป็นแหล่งเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการที่จะเปลี่ยนมาใช้รถเอ็นจีวี ให้สนับสนุนเงินกู้แก่ผู้ประกอบการรถร่วมบริการ ซึ่งจะเจรจาขอการสนับสนุนจากปตท.เป็นกรณีพิเศษ โดยจะขอให้ปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการรถร่วม เป็นวงเงินเต็มจำนวนตามที่แต่ละรายต้องใช้ลงทุนจริง จากที่มีข้อกำหนดว่าจะให้กู้เพียงรายะล 1 ล้านบาท รวมถึงจะเจรจาขอให้ปตท.ตรึงราค่าค่าก๊าซเอ็นจีวี ที่ราคา 8.50บาท เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อผ่อนภาระในการลงทุนของผู้ประกอบการ


ส่วน กรอบเวลาในการดำเนินการนั้น ขสมก.จะให้เวลาผู้ประกอบการในการเปลี่ยนรถยนต์จากประเภทใช้น้ำมันดีเซล มาเป็นใช้ก๊าซธธรรมชาติเอ็นจีวี ภายในระยะเวลา 2 ปีหลังจากได้มาลงทะเบียนเข้าร่วมดำเนินการตามข้อกำหนดระเบียบฉบับใหม่ โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ที่สามารถดำเนินการได้ในทันทีอยู่ 63 ราย และผู้ประกอบการที่เป็นลัษณะ 1 รายต่อรถที่ให้บริการ 1 คัน อยู่ประมาณ 1 พันราย


"หลังจากที่บอร์ดพิจารณาเห็นชอบ และประกาศใช้แล้ว ขสมก.จะให้เวลาผู้ประกอบการ 2 ปีเพื่อทำการเปลี่ยนเป็นรถใช้ก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งผู้ที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคลสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนที่ไม่ใช่ก็สามารถรวมตัวกันให้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดมายื่นขอสิทธิได้ แต่หากผู้ประกอบการายใดไม่มาแจ้งชื่อเข้าร่วมโครงการ เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี แล้วขสมก.จะเลิกสัญญา และหากยังนำรถมาวิ่งให้บริการอยู่ก็จะจับทันที เพราะผิดกฎหมาย" นายพิเณศวร์ กล่าว


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news15/08/07

Posts by chartchai madman » Wed Aug 15, 2007 9:30 pm

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่2(F45-3)
                    บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน)


                                                                     สอบทาน
                                                             (หน่วย : พันบาท)
                                              สิ้นสุดวันที่  30 มิถุนายน
งบการเงินรวม
                                     ไตรมาสที่ 2            งวด 6 เดือน
             ปี                    2550        2549        2550        2549

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ               (1,568)     3,023     (56,071)     29,426
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)      (0.00)      0.01       (0.11)       0.06


 งบการเงินเฉพาะกิจการ
                                      ไตรมาสที่ 2         งวด 6 เดือน
             ปี                    2550        2549        2550        2549

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ              (14,287)    (56,100)    (33,840)    77,060
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)      (0.03)      (0.11)      (0.07)      0.15

  ประเภทรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน
       ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต

 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

 "ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้จัดส่งงบ
  การเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้นฉบับให้กับสำนักงาน
  ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว"

                              ลงลายมือชื่อ _______________________
                                          ( คุณศักดิ์ชัย  คมกฤส )
                                       ตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป
                                       ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news28/08/07

Posts by chartchai madman » Tue Aug 28, 2007 12:59 pm

ไทยรุ่งฯโอดศก.ซบทำขายรถอืด หวังรับจ้างผลิตชิ้นส่วนดันรายได้  

โดย มติชน
วัน อังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2550 09:51 น.

นายสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่ปลายปี 2549 ทำให้ยอดขายรถยนต์รุ่นเก่าต่ำกว่าเป้าหมาย จึงไม่สามารถนำรถยนต์รุ่นใหม่ออกขายในตลาดได้ทันกำหนด คาดว่าปีนี้จะมีรายได้รวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้อื่นๆ เช่น การรับจ้างผลิต มีอัตราเติบโตดีขึ้นแม้ตลาดจะหดตัวลงเล็กน้อยก็ตาม
เราน่าจะได้รายได้ชิ้นส่วนมาช่วย รวมถึงงานแม่พิมพ์ที่จะมีการรับรู้รายได้เพิ่มเติม แต่ภาพรวมยังได้รับผลกระทบจากการที่รถรุ่นใหม่ออกมาทำตลาดล่าช้าเพราะรถรุ่นเก่าขายไม่ค่อยออก จึงต้องเร่งทำยอดให้มากกว่าปกติ ครึ่งปีแรกยอดขายรถใหม่แทบจะไม่มี แต่ตอนนี้ทิศทางเริ่มดีขึ้น

นายสมพงษ์กล่าวถึงโครงการรถแท็กซี่ลิมูซีนว่า ปัจจุบันยังคงค้างอยู่ 28 คัน จากผลกระทบของการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งช่วงที่เริ่มโครงการใหม่ๆ มีผู้สนใจจองถึง 500 คัน แต่จากความไม่คุ้มค่าเรื่องราคาพลังงานทำให้การขายจริงเกิดขึ้นเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญๆ เท่านั้น เช่น สมุย เชียงใหม่ บริษัทจึงแก้ปัญหาโดยการทดลองติดตั้งระบบเอ็นจีวี
http://news.sanook.com/economic/economic_174752.php


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news25/10/07

Posts by chartchai madman » Thu Oct 25, 2007 2:59 pm

ไทยรุ่ง แจ้งรับงานออกแบบและอุปกรณ์ช่วยประกอบรถยนต์จากจีน

25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 13:46:00

บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า บริษัท ไทยรุ่ง ทูลส์ แอนด์ ไดส์ จำกัด (บริษัทย่อย)ได้รับการคัดเลือกการประมูลงานจากบริษัทChina National Heavy Truck Group Jinan Co.,Ltd

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ซึ่งเป็นผู้ประกอบรถบรรทุกขนาดใหญ่และมียอดขายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง


ของประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียโดยมีมูลค่างานกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งสามารถชนะคู่แข่งระดับนานาชาติได้และบริษัทฯ พร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่บริษัทออกแบบสร้างเครื่องมือช่วยประกอบรถยนต์ระดับแนวหน้าของเอเชีย

   โดยบริษัทฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องมือประกอบรถยนต์ชั้นนำของโลกจากออสเตรเลียเข้าประมูลแบบ Turnkey ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกระบวนการและ Lay out ประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นระบบประกอบรถยนต์แบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ที่ทันสมัย การผลิตอุปกรณ์จับยึดเพื่อการประกอบ รวมทั้งการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการประกอบในโรงงาน ตลอดจนการควบคุม และการให้ความช่วยเหลือทางด้านวิศวกรรมจนสามารถทำการประกอบด้วยตนเองได้ ทั้งนี้อุปกรณ์การประกอบสำหรับรถบรรทุกรุ่นใหม่นี้ จะสามารถทำการประกอบได้ถึงปีละ 50,000 คัน และจะทำการส่งมอบงานดังกล่าวให้กับลูกค้าได้ภายใน 1 ปี

   ขณะนี้บริษัทฯ ได้เตรียมขยายงานด้านอุปกรณ์จับยึดไปยังต่างประเทศมากขึ้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในด้านเทคโนโลยีการออกแบบเครื่องมือ ระบบการผลิต การประกอบและผลิตรถยนต์ในระดับสากลของกลุ่มบริษัทไทยรุ่งฯ ที่เป็นที่ยอมรับจากลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก ทั้งนี้ในปัจจุบันบริษัทฯ ได้ผลิตแม่พิมพ์และอุปกรณ์จับยึดส่งให้กับผู้ผลิตรถยนต์ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรป รวมทั้งมีการส่งออกแม่พิมพ์และอุปกรณ์จับยึดไปยังประเทศต่างๆ เช่น จีน อิหร่าน ซูดาน ชิลี เป็นต้น โดยในอนาคตกลุ่มบริษัทไทยรุ่งฯ วางแผนที่จะขยายงานในด้านนี้ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายงานรับจ้างประกอบและผลิตรถยนต์อีกด้วย
http://www.bangkokbiznews.com/2007/10/2 ... sid=195732


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news26/10/07

Posts by chartchai madman » Fri Oct 26, 2007 11:31 am

TRUคว้างานใหม่จากจีน200ล.

TRU ฉายแววสดใสหลังบริษัทย่อยโดดคว้างานสร้างเครื่องมือประกอบรถบรรทุกจากผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่จากจีนมูลกว่า 200 ล้านบาท โบรกออกโรงเตือนราคาหุ้นช่วงนี้ค่อนข้างแกว่งตัวร้อนแรงเข้าออกควรระมัดระวัง ประเมินสัญญาณช่วงสั้นให้แนวรับ 3.08 บาท แนวต้าน 3.34 บาท
    นายศักดิ์ชัย   คมกฤส  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) TRU เปิดเผยว่า บริษัท ไทยรุ่ง ทูลส์ แอนด์ ไดส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้รับการคัดเลือกจากบริษัท China National Heavy Truck Group Jinan Co.,Ltd.ซึ่งเป็นผู้ประกอบรถบรรทุกขนาดใหญ่และมียอดขายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียให้รับงานสร้างเครื่องมือประกอบรถบรรทุกมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท
    อย่างไรก็ตามบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องมือประกอบรถยนต์ชั้นนำของโลกจากออสเตรเลียเข้าประมูลแบบ Turnkey ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกระบวนการและ Lay out ประกอบรถยนต์ซึ่งเป็นระบบประกอบรถยนต์แบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ที่ทันสมัย การผลิตอุปกรณ์จับยึดเพื่อการประกอบ รวมทั้งการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการประกอบในโรงงาน ตลอดจนการควบคุมและการให้ความช่วยเหลือทางด้านวิศวกรรมจนสามารถทำการประกอบด้วยตนเองได้
    ทั้งนี้อุปกรณ์การประกอบสำหรับรถบรรทุกรุ่นใหม่นี้ จะสามารถทำการประกอบได้ถึงปีละ 50,000 คัน และจะทำการส่งมอบงานดังกล่าวให้กับลูกค้าได้ภายใน 1 ปี ขณะนี้ บริษัทได้เตรียมขยายงานด้านอุปกรณ์จับยึดไปยังต่างประเทศมากขึ้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในด้านเทคโนโลยีการออกแบบเครื่องมือ ระบบการผลิต การประกอบและผลิตรถยนต์ในระดับสากลของกลุ่มบริษัทไทยรุ่งฯ
    อย่างไรก็ดีปัจจุบันบริษัทได้ผลิตแม่พิมพ์และอุปกรณ์จับยึดส่งให้กับผู้ผลิตรถยนต์ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรป รวมทั้งมีการส่งออกแม่พิมพ์และอุปกรณ์จับยึดไปยังประเทศต่างๆ เช่น จีน อิหร่าน ซูดาน ชิลี เป็นต้น โดยในอนาคตกลุ่มบริษัทไทยรุ่งฯ วางแผนที่จะขยายงานในด้านนี้ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายงานรับจ้างประกอบและผลิตรถยนต์อีกด้วย
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น TRU ว่าราคาหุ้นค่อนข้างที่จะแกว่งตัวและหาจังหวะเทขายทำกำไรได้ยาก อีกทั้งที่ผ่านมาราคาหุ้นจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าที่ควรประกอบกับวอลุ่มการซื้อขายก็มีอย่างเบาบาง ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในรอบนีนักลงทุนควรใช้วิจารณญาณในการลงทุนที่ดีเพื่อจะไม่ได้พบกับความเสี่ยงจากการแกว่งตัวของราคาหุ้น
สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้น TRU อยู่ในมือฝ่ายวิจัยแนะนำหากราคาหุ้นปรับตัวผ่าน 3.02 บาทขึ้นไปได้ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีและสามารถถือลงทุนได้แต่หากราคาไม่สามารถยืนเหนือราคาดังกล่าวแนะนำให้นักลงทุนรีบเทขายทำกำไรเพราะหากถือยาวราคามีโอกาสปรับตัวลดลงแรงได้มากกว่านี้
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในรอบนี้ฝ่ายวิจัยประเมินแนวรับของราคาหุ้นไว้ที่ 3.08 บาท แนวต้าน 3.34 บาท
http://www.thunhoon.com/home/


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news28/11/07

Posts by chartchai madman » Wed Nov 28, 2007 11:54 am

TRU: คาดปีหน้าพลิกมีกำไรสุทธิ
         TRU คาดปี 51 จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ และจะมีรายได้เติบโตราว 25% จากปีนี้ที่คาดมีรายได้ราว 2.4 พันล้านบาท โดยปีหน้ามี
เป้าหมายขายรถยนต์จำนวน 1.2-1.3 พันคัน จากปีนี้ซึ่งคาดว่าจะขายได้ 700-800 คัน นอกจากนี้ ยังตั้งงบลงทุนในปี 51 อย่างน้อย 200-300
ล้านบาท โดยมองว่าปีหน้าการผลิตรถยนต์ในไทยจะมีการเติบโต 5-6% จากปีนี้ ที่มียอดการผลิต 1.25 ล้านคัน โดยแนวโน้มจะเป็นการผลิตเพื่อส่ง
ออกในสัดส่วน 60% ขายในประเทศ 40% จากปีนี้ที่มีสัดส่วนการส่งออก 50% (รอยเตอร์)

         โดย บมจ. หลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา ประจำวันที่ 28 พ.ย. 2550
http://www.thunhoon.com/home/


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news01/12/07

Posts by chartchai madman » Sat Dec 01, 2007 2:25 pm

TRUลบ 0.74%คาดปีนี้ยังขาดทุนต่อเนื่อง

28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 10:42:00

TRUลบ 0.74% โบรกฯคาดปีนี้ยังขาดทุนต่อเนื่อง-แผนธุรกิจมีความเสี่ยง และอาจไม่สามารถจ่ายปันผล

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
เช้าวันนี้ (28 พ.ย.) ราคาหุ้นบริษัทไทยรุ่งยูเนียนคาร์ ( TRU) ลบ 0.02 บาท มาที่ 2.70 บาท ส่วนดัชนีหุ้นไทย บวก 0.6%

บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แม้คาดว่าผลประกอบการของ TRU ในไตรมาส 4/50 จะมีกำไรต่อเนื่องจากไตรมาส 3 แต่ยังคาดว่าทั้งปีนี้ บริษัทจะขาดทุนอยู่ประมาณ 23 ล้านบาท จากงวด 9 เดือนที่ขาดทุนแล้ว 44 ล้านบาท

เอเซีย พลัส ระบุว่า ราคาหุ้น TRU ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนมี Upside เปิดกว้าง 30.9% จากมูลค่าพื้นฐานปี 51 ที่ราคา 3.56 บาท แต่แนวโน้มผลประกอบการปี 50 ที่คาดขาดทุนต่อเนื่องจากปี 49 ทำให้ไม่น่าจะจ่ายเงินปันผลได้ ขณะที่เห็นว่าแผนงานธุรกิจยังมีความเสี่ยง จึงคงคำแนะนำ"ถือ"

ขณะที่วานนี้ นายสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ TRU ระบุว่า ในปี 51 คาดว่าบริษัทจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ จากปีนี้ที่คาดว่าจะขาดทุนสุทธิ ส่วนรายได้ในปีหน้า จะโตราว 25% จากปีนี้ที่คาดมีรายได้ราว 2.4 พันล้านบาท

โดยปีหน้า TRU มีเป้าหมายจะขายรถยนต์ จำนวน 1.2-1.3 พันคัน จากปีนี้ที่คาดว่าจะขายได้ 700-800 คัน  

งวดปี 49 บริษัทมีรายได้ 2.41 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 26.16 ล้านบาท ส่วน  งวด 9 เดือนปีนี้มีรายได้ 1.63 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 44.22 ล้านบาท
http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/2 ... sid=206444


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Dec 27, 2007 7:03 pm

เก็บตกข่าวครับ

TRUเร่งเจรจาอินเดีย-อิหร่าน รับออเดอร์ดันรายได้โต25%
Source - ทันหุ้น (Th)

Wednesday, November 28, 2007  09:01


         กรุงเทพฯ--28 พ.ย.--ทันหุ้น

         ที่มา : ทันหุ้น
         ทันหุ้น-TRU ตั้งเป้ารายได้ปี 2551 เติบโต 25% เทียบปีนี้ที่คาดว่ารายได้จะออกมาใกล้เคียงปี 2549 ที่ 2,413 ล้านบาท ด้านผู้บริหาร สมพงษ์  เผอิญโชค มั่นใจผลงานปีหน้าพลิกจากขาดทุนในปีนี้เป็นกำไรได้ชัวร์ หลังยอดขายรถยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัว เร่งเจรจาพันธมิตรอินเดีย-อิหร่านหวังสร้างโรงงานรองรับออเดอร์ข้ามชาติ โบรกจับสัญญาณหุ้นวอลุ่มบางเฉียบแนะกรอบลงทุน 2.70-2.78 บาท

         นายสมพงษ์  เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) TRU เปิดเผยว่า  บริษัทคาดว่ารายได้ในปี 2551 จะเติบโตประมาณ 25% เปรียบเทียบกับปีนี้ที่คาดว่ารายได้จะออกมาใกล้เคียงกับปี 2549 ที่ 2,413 ล้านบาท โดยในปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าผลิตรถยนต์ในประเทศอินเดียอีก 2 ราย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 1/2551 รวมถึงลูกค้าที่อิหร่านด้วย

          ผลประกอบการทั้งปียังคงประสบผลขาดทุนอยู่ประมาณ 20 ล้านบาท แม้ผลประกอบการไตรมาส 4/2550 จะมีกำไรจากยอดขายรถที่เพิ่มขึ้น และไม่ต้องแบกรับสต็อกสินค้าเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ส่วนในปีนี้เรามั่นใจว่าผลประกอบการจะพลิกเป็นกำไร เพราะคาดว่าตลาดรถยนต์ปีหน้าจะดีขึ้น งานชิ้นส่วนมีมากขึ้น ประกอบกับภาวะการลดราคาจะหมดไปส่งผลให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น นายสมพงษ์กล่าว

         อย่างไรก็ตามคาดว่ายอดขายรถยนต์ของ TRU ในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 พันคัน จาก 700-800 คันในปีนี้ เช่นเดียวกับภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ปีหน้าที่คาดว่าจะเติบโตได้ 5-6% หลังมีรัฐบาลใหม่

         ทั้งนี้หากบริษัทเจรจากับลูกค้าอินเดียและอีหร่านเป็นผลสำเร็จก็จะมีแผนจะสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนมารองรับ คาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 200-300 ล้านบาท จากปีนี้ที่ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 200 ล้านบาท

         นายสมพงษ์กล่าวว่าจากการที่บริษัทเข้าร่วมลงทุนในการพัฒนารถรุ่น TR ALLROADER คาดว่าปีหน้าจะมียอดขายอยู่ที่ 900 คัน  และ บริษัทมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้เป็น OEM 60% จำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 50%

         นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ สินเอเซีย จำกัด กล่าวว่า วอลุ่มการซื้อขายหุ้น TRU ยังคงไม่มีความน่าสนใจเท่าที่ควร ประกอบกับภาวะตลาดหุ้นในช่วงนี้ก็ค่อนข้างที่จะแกว่งตัว ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น TRU ยังคงไม่แนะนำ แต่หากนักลงทุนสนใจที่จะเข้าลงทุนจริงๆ ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบแนวรับและแนวต้านไว้ที่ 2.70-2.78 บาท


Post Reply