THCOM

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
User avatar
Ii'8N
Verified User
Posts: 3682
Joined: Wed Jun 23, 2010 7:01 pm

Re: THCOM

Posts by Ii'8N » Tue May 29, 2012 8:50 am

ครับผม
ผมก็รับฟังความคิดเห็นครับ
และผมกดบวก ถือว่าเป็นเรื่องดี ที่เราในฐานะนักลงทุน จะไม่มองด้านเดียวหรือคาดหวังในแง่ดีเกินไป

ที่ผมเขียนข้างบน บางคนอาจคิดว่าผมเชียร์ก็ได้ จริงๆในแง่ความรู้สึก อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ผมทำงานเฉียดๆ ไทยคม แล้วมีเพื่อนทำงานโทรคมเกือบทุกบริษัท แต่ที่ตรงคือเพื่อนทำงานในไทยคมด้วย
แต่ความจริง เป็นเพราะวิชาชีพผมอยู่ในวงการสื่อสาร จึงชอบติดตามข่าวทุกระยะ และตอนนี้ก็ไม่ได้มีหุ้นสื่อสารใน port สักตัว


อย่างไรก็ตามผมถือว่่าเป็นโอกาส ในเมื่อสินค้ามันยังขายได้ ... ผมเลยเขียนในแง่ fact ว่า ขึ้นกับฝีมือของ sales
ผมคิดว่า 2 ประเทศที่เหลือที่ยังไม่ได้ไปได้เต็มที่นี้ เป็น key ของกิจการมากกว่า เรื่องอื่นๆ


User avatar
Kritkarun
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 882
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:56 pm

Re: THCOM

Posts by Kritkarun » Tue May 29, 2012 9:10 am

ผมคิดว่า คุณ matee "จม" อยู่กับข้อมูลในอดีตมากเกินไปนะครับ
ตอนนี้การขายจาน และ DTV ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และเป็นธุรกิจที่ THCOM "ตั้งใจ" จะทำให้ขายได้น้อยลง
ด้วยการเปิดให้เจ้าอื่นสามารถใช้ ipStar ได้
จะเห็นว่ารายได้และกำไรจากส่วนของ DTV นั้นเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆๆ และมีแนวโน้มน้อยลงเรื่อยๆ

ส่วน ช่อง HD ที่คุณ matee พูดถึงว่ามีคุณภาพห่วย
กับ HD ที่ผมพูดถึงนั้นคงเป็นคนละความหมาย
ปัจจุบันผมดู HD ของ Truevision ซึ่งใช้ดาวเทียมไทยคม 5 ภาพที่ออกมานั้นชัดมากๆครับ
ความห่วยความชัดนั้นคงขึ้นอยู่กับแต่ละจานแต่ละระบบ
แต่ 1 ช่องที่ใช้ HD จะใช้ Bandwidth มากกว่าช่องปกติ 3 เท่า

แปลว่า หาก Truevision เพิ่มช่อง HD เป็น 20 ช่อง ก็จะเท่ากับเพิ่มช่องปกติ 60 ช่อง
หาก GMM เพิ่มช่อง HD อีก 10 ช่อง ก็จะเท่ากับเพิ่มช่องปกติ 30 ช่อง
ซึ่งรายได้ที่ THCOM ได้รับ ไม่เกี่ยวกับความชัดของ HD ที่แต่ละคนได้รับผ่านของจานดำ จานแดง จานเหลือง
(ความชัดขึ้นอยู่กับจาน สาย เครื่อง ฯลฯ )

และคุณ matte ก็ยัง"วนเวียน" อยู่กับข้อมูลเก่าที่ว่า ipStar จะเน้นขยาย Broadband ของมือถือ
ตอนนี้ที่ ipStar สามารถขาย Bandwidth ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นการขายให้"องค์กร" ไม่ได้ขายให้รายย่อยแบบในอดีต
ที่ญี่ปุ่นขาย Bandwidth ให้บริษัทมือถือ ในออสเตรเลียขายให้รัฐบาล

THCOM จะทำกำไรได้มากหรือไม่ ราคาปัจจุบันจะเป็นราคาในอีก 10 ปีหรือไม่
ผมคงจะไม่พูดถึงว่าผมถูกหรือคุณ matee ถูก
เพราะในอีก 1-2 ปี ผลก็จะออกมา

แต่ประเด็นให้ข้อมูลเก่า แนวทำธุรกิจเก่า อันนี้ ผมต้องรับให้ข้อมูลให้ครบ
คุณ matee และผู้อ่านคนอื่นจะได้ทราบความจริง
matee wrote:ผมไม่ได้ มีอคติ
แต่ การคาดการ ที่ over เกินไปครับ

เอาง่ายๆ เมื่อหลายปี เวียดนาม ยังไม่มีดาวเทียม เขาก็เช่า ไทยคม
แต่ ปัจจุบัน เขามี ดาวเทียม 2 ดวงแล้ว วินาแซท เพิ่งส่งขึ้นไป
แล้วทั้งสองดวง มีช่อง HD เป็น 10-20 ช่อง
แต่ไทยคม มีไม่มีกี่ช่อง ไม่แต่เท่านั้น ช่องHD ยั่งห่วยอีก
เห็นไหมครับว่า แต่ละประเทศเขาก็จะมีดาวเทียมเองทั้งนั้น
ไม่มีใครไปพึ่งคนอื่นหรอก
อีกปีสองปี ลาวก็จะมีดาวเทียมเอง
พม่าอีก เขมร
ไทยคม ก็หากินกับประเทศไทยเท่านั้น
ดาวเทียม ลงทุนสูงมาก
แล้วการที่จะมาพึ่ง ip star internet ผ่านดาวเทียมนี่
คุณเคยใช้ไหม แรกๆ ตอนที่มี ipstar นี่ ฮือฮามาก เรื่อง internet ผ่านดาวเทียม
แค่ผ่านมาไม่กี่ปี หายเงียบ internet ผ่านดาวเทียม ข้อเสีย ฝนตก ใช้ไม่ได้
แล้วม้นก็ leg ด้วย
ในอนาคต เมื่อ 3 G ไปทั่ว 4 G มา สายไฟเบอร์ไปทั่ว ไวแมกซ์มาก
คุณจะว่ายังไงครับ

ข้อเสียม้นมีเยอะ คุณจะคาดหวัง คุณก็ อย่ามาพาคนอื่นไปติดดอยซิ
มันบาปน่ะครับ
ลองดูเทรนในอนาคตก็ได้ ยิ่งถ้ามี ดิจิตอลทีวีมานี่
ในเมืองใหญ๋ อย่าง กทม พวกจานดำ นี่ จะไม่มีใครเขาติดกันหรอกในอนาคต นอกจากคนที่อยากดูช่องต่างประเทศ ซึ่งนับหัวได้เลยว่ามีไม่กี่คน
กับพวก คอนโดหรือ บริษัทใหญ่ๆเท่านั้น

ดีไม่ดี ถ้า ทีวีดิจิตอล ในแนวราบมาจริง ตามคอนโด คนที่อยู่อาจไม่ดูจากจานก็ได้
เพราะว่า ทีวีดิจิตอล ม้นไม่สนตึกบัง ม้นสะท้อนไปมา เราเอาเสา เล็ก ยื่นออกไปม้นก็รับชัดแล้ว พวกที่ไม่ บ้าบอลหรืออะไร แค่ดูทีวีชัด พวกนี้มีจำนวนมาก เขาก็ดูพวก ทีวีดิจิตอลก็พอ
อย่าผมดูพวก ฝันอยู่ ผมก็ดูไม่กี่ช่องเอง


matee
Verified User
Posts: 535
Joined: Sun Feb 27, 2005 2:55 pm

Re: THCOM

Posts by matee » Tue May 29, 2012 10:01 am

คือว่า ข้อมูลเก่าหรือไม่เก่าไม่รู้ แต่ว่าตอนนี้ ช่องสัญญาณ ไทยคม 5 เต็มแล้ว
ส่วนไทยคม 6 ต้องรอปีหน้า อีก

ส่วนคุณจะ มองอนาคตสวยงามยังไง ผมก็ไม่รู้
แต่ราคาตอนนี้ ม้น ไปไกลมาก

คนที่เก็บมาต่ำๆ ก็อย่าเชียร์ด้านเดียวน่ะครับ

ไม่งั๊น คนอื่นมาทีหลัง ติดดอย นี่ติดยาวเลย
ปันผลก็ไม่มี ขาดทุนทุกปี
การแข่งขันของดาวเทียมนี่สูงน่ะ
กำไรใช่ว่าเยอะ
ส่วน ip star ผมไม่มีความเห็น แต่ถ้าให้ เล่น internet ผ่านดาวเทียม ผมขอบาย
ไม่เอาด้วยหรอก

อีกอย่างตามที่อ่านๆมา มีแต่ความเห็นที่มองว่า จะขาย bandwidth ของสัญญาณดาวเทียม ipstar ให้กับจีน ผมยังงง ว่าทำไม เหตุผลอะไรที่จีนต้องมาเสียเงิน ซื้อ bandwidth ของ ipstar คุณรู้ไหม ปี 2015-2018 ที่จีน จะปิด ทีวี อนาล๊อค ในแนวราบทั้งหมด

DTMB in China2005 trial
18/08/2006 formal adoption as a DTT standard
2008 analogue to digital switchover
2015-2018 analog switchoff

http://en.wikipedia.org/wiki/Digital_Te ... _Broadcast

ยังไงก็ตาม ทีวีดาวเทียมไม่ตายหรอก แต่ในเมื่อใหญ่ คนทั่วไปส่วนใหญ่ ถ้าทีวีดิจิตอล ในแนวราบมา เต็มรูปแบบ ก็คงดู ทีวีดิจิตอลในแนวราบ คงไม่มีใครติดจาน นอกจากพวก บ้าบอล แต่ไม่แน่ ตอนนี้ ทรู เริ่มเน้น เคเบิ้ลใยแก้วแล้ว จานkuในเมืองใหญ่ อาจน้อยลง รู้ไหมว่าบางทีถ้าไม่ได้ ดูทีวี จากดาวเทียมเมืองนอก การติดจานแทบจะไม่จำเป็นเลย ในกรณ๊ที่ ดูทีวี ทั่วไปชัดน่ะครับ ทีวีดิจิตอล คือ ทางเลือก จริงๆม้นควรมานานแล้ว
ยังไง ผมก็มองว่า ราคาม้นไปไกลเกินแล้ว ความคาดหวัง กำไรในอนาคตก็ไม่แน่นอน
คนที่ซื้อมาตอนราคาต่ำๆก็ OK แต่ถ้ามาซื้อตอนนี้ ก็แล้วแต่


User avatar
dome@perth
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4738
Joined: Fri Oct 05, 2007 1:43 am

Re: THCOM

Posts by dome@perth » Tue May 29, 2012 10:54 am

ขอแสดงความเห็นกับการใช้ อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมหน่อยนะครับ

ขอเสียก็เยอะแยะมากมาย ข้อดีก็มีถมไปครับ

คนเมืองเคลือข่ายระบบสายทั่วถึง คงไม่สนใจบรอดแบนด์จากดาวเทียมหรอก เพราะแพงกว่าปัญหาเยอะกว่า

แต่....พื้นที่ห่างไกล บนเกาะ บนเรือ หรือ บนยอดดอย ตลาดพวกนี้ก็มีไม่น้อย เขาไม่มีทางเลือกครับ
เพราะโครงข่ายสายเข้าไม่ถึง ลงทุนไม่คุ้ม แม้แต่รัฐบาลบางประเทศยังไม่ทำ ต้องใช้บรอดแบนด์จากดาวเทียมครับ

ผมยังมองว่าตลาดดาวเทียมบรอดแบนด์ยังโตไปได้อีก ตราบใดที่การใช้อินเตอร์เน็ตยังมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตสังคม
และการค้าขายอยู่ครับ

"ไม่มีสุตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ไม่ใช่แค่โชค
หนทางจะได้มาซึ่ง ความมั่งคั่งอย่างถาวร
มันมาจาก ความขยัน ไขว่คว้า หาความรู้
เชื่อและตั้งมั้นในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง
"

User avatar
Ii'8N
Verified User
Posts: 3682
Joined: Wed Jun 23, 2010 7:01 pm

Re: THCOM

Posts by Ii'8N » Tue May 29, 2012 11:30 am

เรื่องปิดอนาล็อก ไม่ใช่แค่ที่จีนครับ ใกล้ตัวเราเองไทยเราเองเหมือนกัน เมื่อศุกร์ที่แล้วนี่เอง กสทช. ประกาศ ว่าจะใช้มาตรฐานยุโรป
http://www.nbtc.go.th/phocadownload/prn ... 120525.pdf
ที่จริงศึกษามานานแล้ว มีคนเสนอมานานแล้ว รวมถึงมาตรฐานญี่ปุ่นที่เสนอตัวมาด้วย และใช้ชื่อ mission ว่า "Analog Switch-Off" หรือ ASO สำหรับงานนี้เลย


แต่ว่าดาวเทียม ก็ยังจำเป็นอยู่ ลองไปดูการทำงาน ipstar จริงๆ มันทำอะไรได้มากกว่าที่คิดนะครับ มากกว่าดาวเทียมทั่วไปด้วย
และ fact ทางเทคนิคเฉพาะตัวอีกอย่าง มันคือการใช้ Bandwidth ที่คุ้มกับประสิทธิภาพต่อกำลังเครื่องส่ง เพราะทำงานด้วย IP ที optimize bandwidth ได้
(หลักการคือ นึกถึงง่ายๆ ว่าทำไมทุกวันนี้ เราถึงได้โทรตปท. ถูก สมัยก่อนเผลอคุยไม่กี่นาทีแทบหมดตัว แต่เดี๋ยวนี้มี VoIP โทรแทบจะหลับคาโทรศัพท์ เพราะการประหยัด bandwidth ได้มหาศาลนั่นเอง)

ในทางปฏิบัติ ลูกค้าจะอยากได้ analog หรือ digital หรือ IP มันแปลงกลับไปมาได้ ในเมื่อทำงานได้ครบเหมือนชาวบ้านที่ประสิทธิภาพสูงกว่า ผมถึงบอกว่าขึ้นกับฝีมือคนขาย ที่จะต้องเร่งมือ



ในแง่ fact การเงิน ขอขยายความด้วยของเก่าซ้ำนิด

ที่ผมบอกจีนกับอินเดีย ที่ผมคิดว่าผมไม่ได้เขียนด้วยความลำเอียง เคย post ตอนงบออก ในหมายเหตุประกอบงบ ... ถ้าทำให้ได้เหมือนญี่ปุ่น จากลบเป็นบวก ลืมประเทศอื่นได้เลย
กัมพูชากลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ
โดยเฉพาะจากรูป จีนนี่ลงไปตั้ง 4 gateways แต่ดูตรงรายได้กลับยังต่ำกว่าประเทศอื่นตั้งหนึ่งหลัก
แถมประเทศยักษ์กลับรายได้ด้อยสุด แถมยังด้อยกว่าประเทศทารกอย่างกัมพูชาที่ว่าอยากจะตัดขาดทุนอีกถึง 70 เท่า แล้วปีนี้ที่จีนรายได้ลดลงอีกแน่ะ


แ่ต่อย่า่งว่า... สุดท้่าย "การลงทุน" ใดๆ ก็ตาม มันก็คือการลง initial layout ไปก่อน ที่กล้าลงเงินไปแล้วเพราะต้องประเมินแล้วว่าจะมีโอกาสคุ้มจนถึงทำกำไรสำหรับในอนาคตมีมากแค่ไหน... ทำไมถึงมีเจ้าของเงินตั้ง 5800 ล้า่น ยอมให้เงินท่าน CEO คนก่อน เพื่อจะมาซื้อหุ้นไทยคมราวกว่า 40%


เพราะแต่ละคนอาจคิดในมุมตรงนี้ต่างกัน ทั้งที่มองตัวเลขเดียวกัน
คนหนึ่งอาจคิดว่าเพิ่งลงทุน ยังมี "โอกาส" ที่จะมาทำกำไรหลังจากพร้อมลุกได้ แต่อีกคนอาจคิดว่านี่มันขาดทุนจึงไม่เอา
ข้อมูลผมว่าเปิดเผยมากพอควร ลองศึกษาและประเมินดูกันครับ

Ii'8N wrote:รายได้และผลการดำเนินงานจากส่วนงานทางภูมิศาสตร์ในงบการเงินรวมสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2555 และ 2554 มีดังนี้

2555 2554
(พันบาท)
รายได้จากส่วนงาน
ประเทศไทย 789,542 688,248
ประเทศกัมพูชา 165,953 215,020
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 187,679 154,485
ประเทศออสเตรเลีย 283,182 183,921
ประเทศจีน 2,435 3,644
ประเทศอินเดีย 64,497 61,808
ประเทศญี่ปุ่น 200,434 117,902
ประเทศอื่นๆ 258,074 189,213
รวม 1,951,796 1,614,241

ผลการดำเนินงานจากส่วนงาน
ประเทศไทย 260,673 351,338
ประเทศกัมพูชา (108,032) (110,738)
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 44,445 17,632
ประเทศออสเตรเลีย 56,713 23,991

ประเทศจีน (162,420) (122,071)
ประเทศอินเดีย (37,688) (45,289)

ประเทศญี่ปุ่น 52,465 (17,686)
ประเทศอื่นๆ 73,830 (155,867)

รวม 179,986 (58,690)


ที่จริง ไม่ใช่แค่กัมพูชา จีนกับอินเดียนี่ถ้าพลิกสถานการณ์ได้ จะกลับแบบพลิกฝ่ามือ เพราะพื้นที่ให้บริการไอพีสตาร์ใหญ่มากเกินครึ่ง ...

http://www.ipstar.com/my/FOOTPRINT.html
Image


matee
Verified User
Posts: 535
Joined: Sun Feb 27, 2005 2:55 pm

Re: THCOM

Posts by matee » Tue May 29, 2012 2:15 pm

ท่าน Ii'8N การโทรผ่านnet
หรือ Voip เขาก็ผ่าน เคเบิ้ลใยแก้วกัน นี่ครับ
การใช้ ผ่านดาวเทียม มันมีข้อเสียเยอะ
แพง ความเร็วต่ำ และไม่นิ่งอีก
เจอฝน หรือเฆม เข้าไปก็สลบแล้ว

คุณไม่แปลกใจหรือทำไม พวกประเทศ ใหญ๋
เขาไม่ทำ ดาวเทียม แบบ ip star
เพราะว่าม้นแพง แล้วไม่คุ้ม คืนทุนยาก

ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้
ผมว่าอย่าไปหวัง เรื่องรายได้จากจีนเลย
ip star อายุ 10 ปีแล้วมั๊ง
ถ้าจะมีกำไรจากจีนมากมาย ม้นน่าจะมาแล้ว
ผมว่า มันมีแต่จะ ลดลงเรื่อยๆ รายได้จากจีนน่ะครับ
ยิ่งจีนขยาย เครือข่าย ไม่ว่า เคเบิ้ล หรือเครือข่าย 3 G หรือ 4G
หรือ ไวแม๊กซ์ มากเท่าไหร่
รายได้ที่จะได้จาก จีน ของ ipstar ก็ยิ่งลดลงเรื่อยๆ


matee
Verified User
Posts: 535
Joined: Sun Feb 27, 2005 2:55 pm

Re: THCOM

Posts by matee » Tue May 29, 2012 2:16 pm

ที่รายได้จาก กัมพูชา มากกว่าจีน เพราะว่า ระบบ สาธารนูปโภค ของกัมพูชา
ด้อยกว่าจีนเยอะ ถึงต้องใช้ผ่านดาวเทียม


User avatar
romee
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1764
Joined: Thu Jun 07, 2007 10:08 pm

Re: THCOM

Posts by romee » Tue May 29, 2012 2:39 pm

ผมว่าถ้าคนเข้ามาซื้อหุ้นไทยคม ณ ตอนนี้ มองแบบใหนมากกว่า

มองว่ามัน turn around จากขาดทุนจะมากำไรแล้วปันผลได้...
หรือมองว่ามันจะกลับตัวแล้วโตได้ต่อเนื่อง...
หรือซื้อตามคนอื่น

แต่ผมชอบนะ มีคนมาแย้งไว้บ้าง เบรคไว้บ้าง...และแน่นอนครับระบบเบรค เหนื่อยสุด เจ็บตัวสุด ออกแรงเยอะสุด แต่รถทุกคันก็ขาดเบรคไม่ได้นิ :B

เราเสียพลังงานไปกับการคาดเดาว่า"ราคา"มันจะขึ้นหรือลง
แต่เราไม่เคยคิดเลยว่าถ้า"ราคา"ไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น...
Mudley live

User avatar
workart
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 312
Joined: Fri Aug 19, 2011 11:21 am

Re: THCOM

Posts by workart » Tue May 29, 2012 3:00 pm

เข้ามาอ่าน 2 page หลังนี่ได้ความรู้เยอะเลยทีเดียว ขอบคุณมากๆครับ

ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา >-<"

User avatar
workart
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 312
Joined: Fri Aug 19, 2011 11:21 am

Re: THCOM

Posts by workart » Tue May 29, 2012 3:28 pm

workart wrote:เข้ามาอ่าน 2 page หลังนี่ได้ความรู้เยอะเลยทีเดียว ขอบคุณมากๆครับ
หน้าอื่นๆก็ได้ความรู้นะครับ เดี๋ยวกลายเป็นว่าหน้าอื่นเอา แต่ 2 หน้าหลังทำให้ผมเห็นภาพมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว ขอบคุณอีกครั้งครับ

ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา >-<"

KB
Verified User
Posts: 1558
Joined: Thu Jun 14, 2007 9:16 am

Re: THCOM

Posts by KB » Tue May 29, 2012 3:42 pm

matee wrote:ที่รายได้จาก กัมพูชา มากกว่าจีน เพราะว่า ระบบ สาธารนูปโภค ของกัมพูชา
ด้อยกว่าจีนเยอะ ถึงต้องใช้ผ่านดาวเทียม
รายได้ญี่ปุ่นมากกว่ากัมพูชา แต่ระบบสาธารนูปโภคของญี่ปุ่นก็ไม่ได้ด้วยกว่ากัมพูชานะครับ

ถ้าจีนมีดาวเทียมที่ทำงานแบบเดียวกับ IPSTAR ก็คงขายจีนจาก แต่ตอนนี้จีนยังไม่มีก็ยังมีโอกาสขายได้ แต่เมื่อไหร่ยังไม่รู้


User avatar
Ii'8N
Verified User
Posts: 3682
Joined: Wed Jun 23, 2010 7:01 pm

Re: THCOM

Posts by Ii'8N » Tue May 29, 2012 4:11 pm

- VoIP ผมไม่ได้หมายถึงสนับสนุนให้เอา ipstar มาแข่งกับ VoIP ปกติ ขอโทษด้วยครับ อาจอธิบายแล้วทำให้งง

ลองใหม่...
ที่ยกภาพให้เห็น VoIP เพื่อให้เห็นชัด บอกว่า่มันประหยัดกว่าระบบ Analog Switch ที่ต้องการกินขนาดความกว้างของความถี่ที่ีให้บริการ (Bandwidth) ค้่างอยู่เลย แม้จะไม่ใช้งาน สมัยก่อนเสียงพูด 1 คู่สาย ต่อ 1 สนทนา
ส่วน IP มัน compress หรือบีบอัดสัญญาณได้ดีกว่า คือมันเกิดการแชร์กับคนอื่นๆได้ ดีกว่าเหมือนที่เราเล่นอินเตอร์เนต บนท่อเดียวกัน ตอนเราหยุด คนอื่นจะใช้บ้าง
การเกิดการแชร์กันนี้ จึงทำให้ต้นทุนจึงถูกลงกว่าจริง

ดังนั้น ที่ผมอธิบายไป ผมเปรียบเปรยเรื่องนี้ ให้มองกลายเป็น ดาวเทียมระบบเก่า Analog เก่าเหมือนโทรศัพท์ 1 คู่สาย เทียบกับดาวเทียม ipstar เป็น VoIP นะครับ
หลักการมันคือๆ กัน ประสิทธิภาพดาวเทียม IP จะสูงกว่าดาวเทียม Analog เมื่อเทียบกันที่ขนาดความกว้างของความถี่ที่ีให้บริการ (Bandwidth) จำนวนเท่ากัน เมื่อเอาดาวเทียมต่อดาวเทียม มาขึ้นชกเวทีเดียวกัน
(แต่ไม่ใช่เอาดาวเทียม ที่ต้องยิงจรวด และทำให้ค้างในอวกาศ เทียบกับภาคพื้นดิน)




- ชื่ออาจชวนเข้าใจผิดว่า ipstar เล่นได้แค่ IP, Satellite TV เท่้านั้น
นอกจากลูกค้าที่จำเป็นอย่างที่คุณ dome ว่าแล้ว ดาวเทียม Analog ทำอะไรได้ IPSTAR ก็ทำได้
อย่าง AIS ก็เอาไปใช้กับรถมือถือดาวเทียม ตอนมีพิธีสำคัญอะไรที่คนแน่น
นักข่าวเอาไปทำรถโมบายล์ได้

ลองไปเข้า http://www.ipstar.com จะเห็นข้อมูลจริง เพราะทราบบ่อยว่าคนเข้าใจผิด เรื่องชื่อแล้วนึกว่าใช้เฉพาะงาน broadband หรือ digital TV เท่านั้น




- เรื่องกัมพูชาเหมือนกัน ผมมีข้อมูลลึกกว่านั้นอีก มันรายได้คนละทาง
รายได้โตๆ ที่เห็น มาจากระบบมือถือที่จะขายทิ้งนี่แหละ
ipstar สำหรับอินเตอร์เน็ตจริงๆ ก็ยังขายได้ไม่เยอะ เพราะลูกค้า 60-70% ของประเทศเป็นลูกค้าในเมือง มีใยแก้วและ Wi-Fi แล้ว รวมทั้งมี 3G ก่อนไทย มีแต่ DTV ที่เริ่มแพร่หลายตามต่างจังหวัดมากกว่า internet แต่รวมความ ลูกค้ามือถือมากกว่า

(แต่ว่าระบบมือถือ cost มันสูงกว่า revenue เลยขาดทุน เพราะสาธารณูปโภคไม่ดี อย่างคุณ matee ว่า ต้นทุนดำเนินงานสูงค่าไฟแพง ก่อนหน้าก็กำไรดีบริษัทโตเร็วมาก แต่เมื่อตลาดดีคู่แข่งเข้าไปเยอะ ไปเจอสงครามราคาแข่งกันลดแหลกแจกแถมคู่แข่ง 7-8 ราย เลยกำไรไม่ cover ทุกรายแข่งกันจนจะพากันตายกันหมดตอนนี้ถึงเบาลง)


แต่ที่ผมเปรียบเปรย ผมมองรวมในภาคธุรกิจ เรื่องโอกาสที่จะมีผู้บริโภค ได้ลูกค้า
กัมพูชาประชากรราว 14-15 ล้านและจนมากกว่ารวย แต่จีนหลายพันล้าน ถึงจะจนมากกว่ารวยเหมือนกัน แต่ฐานลูกค้าใหญ่กว่า โอกาสจะได้จากคนรวย % จะมากขึ้น


รู้จัก หลักสถิติเหตุการณ์ความเป็นไปได้ ในการสุ่มหรือ probability ใช่ไหมครับ
คุณคงโดนตื๊อขายประกัน ผมเคยถูกชวนให้ไปขายด้วย แต่ไปนั่งฟังหาความรู้เฉยๆ ไม่เคยขาย
ผมถามรุ่นพี่เซียนๆ นักขายเขี้ยวลากดินว่า เขาไม่ท้อใจได้หรือ ตอนที่หาลูกค้าแล้ว โดนปฏิเสธ
.... เขาบอกว่าเขาหวังที่จะขาย 2-3% เท่านั้น
หมายความว่้า หาฐานประชากรเป้าหมายใน contact list เยอะไว้ก่อน แล้วเข้าเยอะๆ จะเชี่ยวชาญเอง โอกาสขจะได้จะเยอะตาม
สำนักงานมีไว้โชว์เรื่องความน่้าเชื่อถือเท่านั้น ถ้า่นั่งรอให้ลูกค้าเข้ามาหาสำนักงานเอง คนอื่นคงเอาไปกินหมด เพราะคนที่รอใช้บริการเราอยู่ มีอยู่มากมาย ที่เราไม่รู้ รวมถึงที่ไม่เคยคิดใช้บริการเรา แต่เจอข้อเสนอที่ีดีเปลี่ยนใจมาก็มี


กรณีนี้เหมือนกัน probability ที่จะได้ลูกค้าจะมากขึ้น ในประเทศที่มีฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น ที่ความพยายามในการขายเท่าๆ กัน
ไม่ใช่แค่ลูกค้าปลีกตามบ้า่นเท่านั้น ลูกค้าองค์กร หรือลูกค้าที่ระดับเป็นผู้ให้บริการ ประเทศยิ่งขนาดใหญ่มาก จำนวนผู้ให้บริการก็มากตาม สนามแข่งขันที่ใครก็เข้าไปร่วมแข่ง

หรือลองคิดตลก
เอาก้อนหินสักก้อน ไปโยนใส่หัวคนในปักกิ่ง, นิวเดลี กับก้อนหินไปโยนใส่หัวคนในพนมเปญ
โยนสุ่มๆ จำนวนครั้งเท่ากัน โอกาสที่หินจะตกลงใส่หัวแตก จะโดนคนจีน คนอินเดียมีมากกว่าคนกัมพูชา อย่างไม่ต้องสงสัย



- ส่วนที่มาของ ipstar ลูกค้าน้อยนั้น เป็นเพราะเกิดช้า

ที่จริง IPSTAR ถ้ากำหนดการเดิม อายุน่าจะเป็น 10 กว่าปีแล้ว แต่ความที่คลอดช้า ทำให้เพิ่งอายุได้แค่ 7 ปีเท่านั้น
ก่อนหน้า่นี้ ถ้าเกิดตรงเวลา จะโกยลูกค้าไปมากกว่านี้

จริงครับ ถูกต้องครับ โกหกกันไม่ได้ ว่ายุคนี้ใยแก้วไปถึงทั่วแล้ว เรื่องนี้ ทำให้ IPSTAR สูญเสียโอกาสทา่งการค้าไปมากจริงๆ
ดังนั้น คนขายก็ต้องหาวิธีขายให้ลูกค้าคนละกลุ่ม
ส่วนที่จีน อินเดีย ก่อนหน้าช้าตรงระบบระเบียบ ลองไปหาอ่านดู


ผมก็เข้าใจ ว่ายากที่จะขายเต็มทั้งดวง ก่อนดาวเทียมหมดอายุ
แต่ผมคิดว่า "โอกาส" ยังมี
และเมื่อถึงจุดคุ้มทุน ลูกค้าที่มีอยู่ ก็จะก่อให้เกิดกำไรไปเรื่อยๆ ส่วนที่ใช้ไม่เต็มดวงอาจกลายเป็นโปรโมชั่นให้ลูกค้าอยู่ แทนการลดราคา แทนที่จะปล่อยให้มันหมดอายุไปเปล่้าประโยชน์ ดึงลูกค้าไว้ได้นาน และเมื่อมีดวงใหม่ต่อไป ก็จะเป็นลูกค้าต่อ (ที่คน marketing เขาเรียก customer retention)





- เห็นด้วยกับทุกท่านครับ การลงทุนมีความเสี่ยง ตั้งมองทั้งดีทั้งเสียให้รอบคอบ
ยืนยันอีกครั้ง ว่้าผมไม่มีหุ้น แต่ทำงานวงการสื่อสารมาเกือบ 20 ปี จึงให้ข้อมูลส่วนทีผมมีตวามรู้
ความรู้สึกอาจจะลำเอียงเล็กน้อย เพราะอย่างที่บอก ว่ามีเพื่อนเรียนห้องเดียวกันมาทำงานที่ไทยคม แต่รับรองว่าข้อมูลตรงจริงแท้แน่นอน
และผมไม่ใช่พหูสูตร ที่ไม่รู้ก็มีอีกมาก ผมก็จะไม่พูดส่วนที่ไม่รู้ให้หลงทาง
บางเรื่องควรเป็นเรื่องของบริษัทตอบ ผมจะไม่ขอพูด เพราะในที่นี้ มี IR ทีีทำหน้าที่ดีอยู่แล้ว

เพราะผมได้ความรู้จากเพื่อนๆ ThaiVI มาเยอะ และผมได้กำไรมากพอควรในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 2 หลักปลายๆ ทุกปี คิดว่าส่วนหนึ่งเป็นความรู้และหลักคิดจากการแลกเปลี่ยนความรู้ใน ThaiVI จึงแลกเปลี่ยนกลับไปบ้าง


matee
Verified User
Posts: 535
Joined: Sun Feb 27, 2005 2:55 pm

Re: THCOM

Posts by matee » Tue May 29, 2012 6:21 pm

KB wrote:
matee wrote:ที่รายได้จาก กัมพูชา มากกว่าจีน เพราะว่า ระบบ สาธารนูปโภค ของกัมพูชา
ด้อยกว่าจีนเยอะ ถึงต้องใช้ผ่านดาวเทียม
รายได้ญี่ปุ่นมากกว่ากัมพูชา แต่ระบบสาธารนูปโภคของญี่ปุ่นก็ไม่ได้ด้วยกว่ากัมพูชานะครับ

ถ้าจีนมีดาวเทียมที่ทำงานแบบเดียวกับ IPSTAR ก็คงขายจีนจาก แต่ตอนนี้จีนยังไม่มีก็ยังมีโอกาสขายได้ แต่เมื่อไหร่ยังไม่รู้
ข้อนี้ที่ยี่ปุ่นใช้เยอะ เนื่องจาก เขาเป็นเกาะ
แต่ผมก็ งง เหมือนกัน ทำไมยี่ปุ่นไม่ ส่งดาวเทียมแบบ ip star ขึ้นไปเอง
ศักยภาพ ของยี่ปุ่นทำได้ แต่ที่ไม่ทำเพระว่า ม้นลงทุนสูง แล้วยี่ปุ่นคงคิดว่าไม่คุ้มไปเช่าเอาดีกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่า การทำดาวเทียมลักษณะ ip star ลงทุน สูงเสี่ยงสูง ไม่คุ้ม
ผมก็งง ว่า ทำไม ทางไทยคม ยังจะส่ง ip star ดวงที่ 2 ขึ้นไปอีก
คุณสังเกตุไหมว่า จีนมี ศักยภาพที่จะทำ ดาวเทียมแบบ ip star ได้แต่ไม่ทำ เขากลับไปทำ ดาวเทียม GPS ที่เรียกว่า ไป๋ตู แทน
แล้วก็ส่งพวก ดาวเทียมที่ใช้กระจายสัญญาณแบบดิจิตอล เป็นหลัก
เขาคงคำนนวณแล้วว่า ไม่คุ้มกับดาวเทียมแบบ ip star


wj
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1186
Joined: Thu Nov 04, 2004 7:48 am

Re: THCOM

Posts by wj » Tue May 29, 2012 9:20 pm

ipstar2 จะไม่เหมือน ipstar1 ครับ ไม่งั้นเจ๊งแน่นอนครับ
เรื่องการนำ ipstar ไปใช้เป็นอินเตอร์ความเร็วสูง(ในอดีต) ในพื้นที่ห่างไกลนั้นถือเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง และน่าจะคุ้มค่าในสมัยที่วางแผนที่จะยิง (และผ่านไปอีกหลายปีก็ได้ยิงซะที)
ปัญหาอยู่ที่ว่า บริษัทประเมินผิดพลาดว่าในอนาคตความเร็วสูงบริการขึ้นอย่างเร็วและราคาก็ไม่ได้แพงมากนัก และจะถูกมากเมื่อเทียบกับ 3BB

พื้นที่ที่ ipstar จะให้บริการต้องเป็นลักษณะเฉพาะ คือ ห่างไกล ลงทุนลากสายไม่คุ้ม ทั้งๆที่แต่เดิมคาดหวังว่ากลุ่มลูกค้าจะมากกว่า "ห่างไกล ลงทุนลากสายไม่คุ้ม" แล้วมันจะทำกำไรได้อย่างไรครับ
ดังนั้นสิ่งที่ลูกค้าจะซื้อเพราะ "ห่างไกล ลงทุนลากสายไม่คุ้มและเอกชนไม่ลงทุน" อาจจะเป็นรัฐบาลซะส่วนใหญ่ที่คิดจะซื้อครับ เพื่อความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชาชน หรือถ้าจะเป็นเอกชนซื้ออาจจะนำไปอุดช่องว่าของบริการบางอย่างซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ

ถ้า ipstar มันดีจริง มันคง Break even ไปแล้วครับ

แต่ผมว่าปีนี้มีกำไรแน่นอนครับ


shinjiro
Verified User
Posts: 54
Joined: Fri Nov 26, 2010 10:06 am

Re: THCOM

Posts by shinjiro » Tue May 29, 2012 9:28 pm

dome@perth wrote:
Thaicom Plc wrote: ขอตอบคำถามเรื่องอัตราภาษีนะคะ
เนื่องจากภาษีที่เห็น เป็นภาษีที่มองในภาพของ Consolidate ซึ่งเกิดจากรวมหลายๆ Entity ที่มีทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งถ้าในประเทศไทย อัตราภาษีก็คือ 23% อย่างที่ทราบกันดี ส่วนต่างประเทศนั้น อัตราภาษีจะมีตั้งแต่ 20% ไปจนถึง 41% (พม่า ลาว กัมพูชา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ)

อีกประการหนึ่งก็คือ รายได้ก่อนหักภาษีนั้น ได้รับผลกระทบขาดทุนจากเอ็มโฟนมาแล้ว แต่ในขณะที่บรรทัดภาษี ไม่ได้รับรู้ Deferred tax ในส่วนของเอ็มโฟน (เนื่องจากคาดว่า จะไม่ได้ใช้ผลประโยชน์ทางภาษีในอนาคต จึงไม่มีการตั้ง Deferred tax)

จึงทำให้อัตราภาษีในภาพของ Consolidate ดูมากกว่าที่คาดกันไว้มากค่ะ

ขอบคุณค่ะ
ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์
บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)
แสดงว่า ไทคม ตั้งใจจะขาย เอ็มโฟนแน่ๆ :D
ผมว่าที่จริงไม่เกี่ยวกับการขาย เอ็มโฟนนะครับ :D การที่ไม่บุ๊คน่าจะหมายความว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าบริษัทนี้จะสามารถทำกำไรได้ในอนาคตมากกว่าครับ ขายหรือไม่ขายไม่มีผลกับศักยภาพการทำกำไรในอนาคตตามข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ไม่งั้นจะทำให้คนอ่านงบเข้าใจผิดครับ การมี surprise income แบบที่เกิดกับ intuch ที่จ่ายปันผลพิเศษจากการขาดทุนสะสมจาก capitalok ดีกว่าที่จะ book deferred tax ไว้แต่ไม่มีวันได้ใช้ในอนาคตครับ


User avatar
Kritkarun
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 882
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:56 pm

Re: THCOM

Posts by Kritkarun » Wed May 30, 2012 10:50 am

matee wrote:คือว่า ข้อมูลเก่าหรือไม่เก่าไม่รู้ => แปลว่ายอมรับว่าข้อมูลที่โพสท์หน้าก่อนหน้าเป็นข้อมูลเก่าใช่ไหมครับ

ส่วนคุณจะ มองอนาคตสวยงามยังไง ผมก็ไม่รู้ แต่ราคาตอนนี้ ม้น ไปไกลมาก
คนที่เก็บมาต่ำๆ ก็อย่าเชียร์ด้านเดียวน่ะครับ ไม่งั๊น คนอื่นมาทีหลัง ติดดอย นี่ติดยาวเลย => ถ้าคุณ matee ย้อนกลับไปอ่านสักนิด จะเห็นว่าผมโพสท์เตือนในเรื่องราคา และเทียบ PE ตลอด

ปันผลก็ไม่มี ขาดทุนทุกปี => อันนี้คืออดีต
ส่วน ip star ผมไม่มีความเห็น => ผมเห็นแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ipStar ตลอด

อีกอย่างตามที่อ่านๆมา มีแต่ความเห็นที่มองว่า จะขาย bandwidth ของสัญญาณดาวเทียม ipstar ให้กับจีน ผมยังงง ว่าทำไม เหตุผลอะไรที่จีนต้องมาเสียเงิน ซื้อ bandwidth ของ ipstar คุณรู้ไหม ปี 2015-2018 ที่จีน จะปิด ทีวี อนาล๊อค ในแนวราบทั้งหมด=> TV digital ก็ต้องใช้ดาวเทียมเหมือนทีวีอนาล๊อค(ถ้าย้อนกลับไปอ่านก็มีเรื่องนี้อธิบายในหน้าก่อนหน้าแล้ว) ในเรื่อง TV Digital กับ TV ดาวเทียม มีการ Discuss ในหน้าก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน


User avatar
Kritkarun
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 882
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:56 pm

Re: THCOM

Posts by Kritkarun » Wed May 30, 2012 11:25 am

matee wrote:
KB wrote:
matee wrote:ที่รายได้จาก กัมพูชา มากกว่าจีน เพราะว่า ระบบ สาธารนูปโภค ของกัมพูชา
ด้อยกว่าจีนเยอะ ถึงต้องใช้ผ่านดาวเทียม
รายได้ญี่ปุ่นมากกว่ากัมพูชา แต่ระบบสาธารนูปโภคของญี่ปุ่นก็ไม่ได้ด้วยกว่ากัมพูชานะครับ

ถ้าจีนมีดาวเทียมที่ทำงานแบบเดียวกับ IPSTAR ก็คงขายจีนจาก แต่ตอนนี้จีนยังไม่มีก็ยังมีโอกาสขายได้ แต่เมื่อไหร่ยังไม่รู้
ข้อนี้ที่ยี่ปุ่นใช้เยอะ เนื่องจาก เขาเป็นเกาะ
แต่ผมก็ งง เหมือนกัน ทำไมยี่ปุ่นไม่ ส่งดาวเทียมแบบ ip star ขึ้นไปเอง
ศักยภาพ ของยี่ปุ่นทำได้ แต่ที่ไม่ทำเพระว่า ม้นลงทุนสูง แล้วยี่ปุ่นคงคิดว่าไม่คุ้มไปเช่าเอาดีกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่า การทำดาวเทียมลักษณะ ip star ลงทุน สูงเสี่ยงสูง ไม่คุ้ม => เพราะคุณ matee งง แต่ THCOM เห็นโอกาส จึงหาลูกค้าในช่องทางที่คุณ matee คิดว่า เขาทำเองดีกว่าไงครับ เหมือนที่ตอนนี้คุณ matee คิดว่า ทางจีนยิงเองดีกว่า ใช้ของตัวเองดีกว่า แต่ทาง THCOM มองว่า จากจำนวนองค์มากมายมหาศาลในจีนที่ต้องการใช้ดาวเทียมแบบ ipStar เขาขอเจาะไปที่ธุรกิจมือถือ จากธุรกิจมือถือหลายเจ้า เขาขอเจาะเข้าไป โดยหวังให้ได้แค่ 1 บริษัท และจากความต้องการของ 1 บริษัทที่จะซื้อนั้น เขาคาดหวังแค่เป็นส่วนหนึ่งของ Demand ในบริษัทนั้น ตามที่ทาง THCOM ได้บอกว่า ความต้องการของบริษัทที่กำลัง Deal อยู่นั้นแค่บริษัทเดียว ก็เกิน Capacity ของ ipStar ในจีนทั้งหมดแล้ว แปลว่าเพียงแค่บริษัทนั้น มอง ipStar เป็นเหมือนอะหลั่ยชิ้นไม่ใหญ่ ก็จะสามารถสร้างผลกำไรก่อนใหญ่ให้ THCOM ได้แล้วครับ ฉะนั้นหาก Sale จะ Deal ให้มีราคาถูกกว่าที่เขาใช้กันในประเทศ THCOM ก็มีโอกาสขายได้

ย้ำอีกทีนะครับว่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะขายได้ แต่ก็ลองคิดตามก็แล้วกันนะครับว่า"มีโอกาส" ขายได้หรือไม่


ผมก็งง ว่า ทำไม ทางไทยคม ยังจะส่ง ip star ดวงที่ 2 ขึ้นไปอีก
คุณสังเกตุไหมว่า จีนมี ศักยภาพที่จะทำ ดาวเทียมแบบ ip star ได้แต่ไม่ทำ เขากลับไปทำ ดาวเทียม GPS ที่เรียกว่า ไป๋ตู แทน
แล้วก็ส่งพวก ดาวเทียมที่ใช้กระจายสัญญาณแบบดิจิตอล เป็นหลัก
เขาคงคำนนวณแล้วว่า ไม่คุ้มกับดาวเทียมแบบ ip star
=> ผมเห็นคุณ matee ไม่เชื่อมั่นใน ipStar มาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว ตั้งแต่ขาย BW ได้10 %กว่าๆ จนตอนนี้เข้าใกล้ 30% แล้ว
ส่วนที่จะยิง ipStar 2 มองมุมหนึ่งอาจจะน่ากังวล(ผมก็กังวล) แต่ถ้าอ่านย่อนหลังไป คุณ matee และท่านอื่นก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องว่า ทาง THCOM จะไม่ยิง หากหาลูกค้าได้ไม่ถึง 30% นั่นแปลว่า หากยิง ipStar2 ก็แปลว่ามีลูกค้าเกินจุดคุ้มทุน นั่นแปลว่าจะทำกำไรได้ทันที ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของ ipStar 2 ก็คือ จะยิงภายใต้ไลเซนต์ไม่ใช่สัมปทาน จึงทำให้ต้นทุนลดลงประมาณ 14 % ซึ่งจะสร้างกำไรได้เร็วและมากกว่า ipStar 1 ในยอดขายเดียวกัน(รวมถึงดาวเทียม ไทยคม 7,9 ก็จะสร้างกำไรได้เร็วและมากกว่า ไทยคม 5-6 เพราะเป็นดาวเทียมภายใต้ไลเซ็นต์)
คำถามก็คือ ในเมื่อ ipStar 1 ยังขายได้ไม่หมด ทำไมต้องยิง ipStar 2
คำตอบก็อยู่ในมุมที่คุณ matee(และผม) มองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจความต้องการ
นั่นคือ ลูกค้าในประเทศที่ใช้เต็ม Capacity แล้ว(ipStar จะมี BW ที่ Fixed ว่าแต่ละประเทศจะมีเท่าไหร่) ต้องการมัน
เช่น ประเทศ ญี่ปุ่น ที่ Capacity ใน ipStar เต็มแล้วนั่นเอง

นั่นแปลว่า ความจริงแล้ว รูปแบบการขายแบบที่ THCOM ทำกับ ipStar ในปัจจุบัน(อย่ายึดกับอดีต) นั้น Work นั่นเอง
ย้ำว่า เพียงแค่สามารถเจาะเข้าไปหาลูกค้า 1-2 รายในประเทศนั้นๆ(ไม่ได้ต้องการลูกค้าเยอะ) โดยขอเป็นแค่ส่วนเล็กๆของระบบ BH ก็แทบจะเต็ม Capacity แล้ว
แต่จะ Work แค่ไหน จะทำในจีน อินเดีย ได้หรือไม่ จะหาลูกค้าเพิ่มให้ ipStar 2 ได้หรือไม่ อันนี้ไม่มีใครรู้ และไม่แน่นอน เพราะเมื่อไหร่ที่มันแน่นอน ราคาก็สะท้อนไปแล้วครับ(จะซื้อตอนที่มัน"มีโอกาส" หรือซื้อตอนที่มัน"แน่นอน" ตัดสินใจเองครับ)

ผมไม่เคยชวนซื้อ มีแต่นำเสนอข้อมูล และขอให้แสดงความคิดเห็นว่าข้อมูลที่พูดเป็นอย่างไร การประมาณตัวเลขกำไรในอนาคตที่ผมลองคำนวณดูเป็นอย่างไร ตอนนี้ประมาณแล้ว PE เท่าไหร่ หากผิดตรงไหนก็ลอง Discuss กัน และก็ทำแบบนี้มาตลอด
แต่ผมก็ไม่เคยบอกว่า ราคานี้ต่ำไป สูงไป เพราะไม่มีใครรู้ ว่าราคาที่ดูเหมือนดอย อาจจะไม่เคยต่ำกว่านั้น และเมื่อผ่านไปก็เป็นราคาตีนดอย และราคาที่ต่ำก็อาจจะมีต่ำกว่านั้นอีก

แล้วคุณ matee หล่ะครับ เคยห้ามซื้อบ้างไหมครับ หากเคยทำ แล้วถ้าต่อไปราคาไม่เคยต่ำกว่านี้อีกเลย จะทำอย่างไรครับ


KB
Verified User
Posts: 1558
Joined: Thu Jun 14, 2007 9:16 am

Re: THCOM

Posts by KB » Wed May 30, 2012 2:21 pm

matee wrote:
KB wrote:
matee wrote:ที่รายได้จาก กัมพูชา มากกว่าจีน เพราะว่า ระบบ สาธารนูปโภค ของกัมพูชา
ด้อยกว่าจีนเยอะ ถึงต้องใช้ผ่านดาวเทียม
รายได้ญี่ปุ่นมากกว่ากัมพูชา แต่ระบบสาธารนูปโภคของญี่ปุ่นก็ไม่ได้ด้วยกว่ากัมพูชานะครับ

ถ้าจีนมีดาวเทียมที่ทำงานแบบเดียวกับ IPSTAR ก็คงขายจีนจาก แต่ตอนนี้จีนยังไม่มีก็ยังมีโอกาสขายได้ แต่เมื่อไหร่ยังไม่รู้
ข้อนี้ที่ยี่ปุ่นใช้เยอะ เนื่องจาก เขาเป็นเกาะ
แต่ผมก็ งง เหมือนกัน ทำไมยี่ปุ่นไม่ ส่งดาวเทียมแบบ ip star ขึ้นไปเอง
ศักยภาพ ของยี่ปุ่นทำได้ แต่ที่ไม่ทำเพระว่า ม้นลงทุนสูง แล้วยี่ปุ่นคงคิดว่าไม่คุ้มไปเช่าเอาดีกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่า การทำดาวเทียมลักษณะ ip star ลงทุน สูงเสี่ยงสูง ไม่คุ้ม
ผมก็งง ว่า ทำไม ทางไทยคม ยังจะส่ง ip star ดวงที่ 2 ขึ้นไปอีก
คุณสังเกตุไหมว่า จีนมี ศักยภาพที่จะทำ ดาวเทียมแบบ ip star ได้แต่ไม่ทำ เขากลับไปทำ ดาวเทียม GPS ที่เรียกว่า ไป๋ตู แทน
แล้วก็ส่งพวก ดาวเทียมที่ใช้กระจายสัญญาณแบบดิจิตอล เป็นหลัก
เขาคงคำนนวณแล้วว่า ไม่คุ้มกับดาวเทียมแบบ ip star
มันไม่คุ้มแน่ถ้าทำมาใช้เองประเทศเดียว แต่ถ้าทำแล้วครอบคลุมหลายประเทศ เก็บรายได้จากหลายประเทศถึงคุ้ม ปัจจุบัน IPSTAR ทำตลาดไปมากแล้ว ประเทศไหนทำมาแข่งอีกคงไม่คุ้ม กว่าจะขอใบอนุญาติแต่ละประเทศได้

ผมว่าคุ้มที่จะลงทุนนะ IPSTAR ที่ผ่านมามันก็ผิดคาดไปหลายเรื่องทั้งการทำตลาด กลุ่มลูกค้า มันเป็นความเสี่ยงของธุรกิจ แต่ IPSTAR ก็ปรับตัวได้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อจากนี้ก็มีต้นทุนต่ำ เริ่มมองเห็นกำไรแล้ว เพราะส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ ถ้าขายที่จีนได้ ผมว่าต้องมีรายได้เพิ่มอย่างต่ำพันล้านต่อปี THCOM ก็กระแสเงินสดดี ปันผลแบบ ADVANC ได้สบายๆ

จีนเองก็เป็นประเทศใหญ่ มีพื้นที่ห่างไกลกันเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสของ IPSTAR อยู่แล้ว


User avatar
Ii'8N
Verified User
Posts: 3682
Joined: Wed Jun 23, 2010 7:01 pm

Re: THCOM

Posts by Ii'8N » Wed May 30, 2012 3:27 pm

วันนี้ผ่านมาอีกรอบ จะอธิบายเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกับที่คุณ Kritkarun ว่า

อาจมีคนถามว่า ipstar ต้องไปตั้ง office ไปทุกประเทศที่มี Gateways ไป recruit พนักงานเต็มอัตราศึกเป็นกองทัพ เหมือนกับโตโยต้า นิสสัน ฮอนด้า มิตซู ไปขายรถแต่ละประเทศหรือไม่

คำตอบคือแล้วแต่จะเลือก เพราะไม่ได้ไปหาลูกค้า end-user ด้วยตนเองเสมอไป
มีคั่นกลางอย่างน้อย 2 ระดับของผู้ให้บริการ
(end-user ถ้าเป็นศัพท์ในวงการ internet เขาเรียก "Last mile" ลูกค้าปลายทางสุดท้ายของการบริการ)

ระดับใหญ่สุดของแต่ละประเทศรูปแบบหนึ่งที่สำคัญคือ ตั้งคนอื่นให้เป็นคนขาย รูปแบบนี้คือตั้งตัวแทนท้องถิ่นไม่กี่ราย ทำหน้าที่ operator
คนท้องถิ่น ก็จะเข้าหาลูกค้าเอง (ผมแค่ไม่รู้ว่ามีส่วนแบ่งรายได้กันอย่างไร)

ใครอยากรู้เพิ่มว่าประเทศไหนใครเป็น NSO บ้า่ง ใช้อากู่ช่วยหาคำว่า ipstar NSO หรือ National Service Operator ดู
https://www.google.co.th/search?q=ipsta ... e+Operator


นอกจากนี้เรื่องของลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ NSO ต้องไปเจาะตลาด
ส่วนใหญ่ เอาอาจติดตากับรูปแบบว่า ipstar ส่ง TV หาลูกค้ารายย่อยหรืออาจเห็นการเรียนทางไกล เราเลยคิดว่าลูกค้าคงต้องเป็นลักษณะเหมือน DTV ที่ THCOM เป็นเจ้าของเองหรือแบบคนรับปลายทาง มีแค่นั้น....จบ

แต่อาจลืมรูปแบบการให้บริการลูกค้ารายใหญ่ ที่เอาไปให้บริการอีกต่อ
นั่นคือตัวอย่าง local service provider อย่าง true vision ที่ไม่มีดาวเทียมเอง

ตอนขาย ขายเป็นเข่งใหญ่
ผู้ให้บริการเอาไปขายปลีกเอง
แล้วระดับย่อยกว่านั้น จะตั้งใครเป็น dealer, sub-dealer, retailer ฯลฯ ขึ้นกับรูปแบบธุรกิจการบริหารของใครของมันและขนาดของตลาด


การทำความเข้าใจกับธุรกิจ ipstar นี้ ความจริงไม่ได้ซับซ้อนเลย
ความจริง ipstar หรือคนทำดาวเทียมเป็นแค่ media หรือท่อระหว่างกลางเท่านั้น
...ส่วน content ที่เอามาป้อน ลูกค้าหาเอง


เหมือน IPSTAR เป็นเจ้าของรถบรรทุกหรือกองเรือ แบบ TTA, RCL, PSL
แต่ service provider เป็นเจ้าของสินค้ามาเช่ารถเช่าเรือจาก NSO ไปบรรทุกสินค้าให้ลูกค้าอีกต่อ


ลองไปดูตัวอย่างว่า ลูกค้ารายใหญ่เหล่านี้ เขาติดต่อกับ NSO เพื่อบรรทุก content อะไรไปหาลูกค้ารายย่อยของเขากัน

TV: ตัวอย่าง True
content ก็มาจาก TV3,5,7,9,11,TPBS, TNN, HBO, Cinimax, Cartoon Network, CNN, ฯลฯ
(พูดถึง CNN ยังมีคนงงอีกมาก ว่าที่เรียกว่า "Cable News Network" แต่ส่งผ่านดาวเทียมทำไมยังเรียก cable? มั่วรึเปล่า่?
ที่มาคือ CNN ขายข่าวไปให้ Cable Operator ท้องถิ่น เอาไปกระจายตามสาย cable ต่อเอง แต่ระหว่างทางจาก CNN HQ Atlanta ไปหาจะ end operator เป็นดา่วเทียมก็แล้วแต่)

Broadband : ตัวอย่าง TOT
content คือสัญญาณ internet ก็ต่อระหว่าง internet port ไปหาลูกค้า

Rural telephone: ตัวอย่าง TOT
content คือสัญญาณเสียงต่อระหว่างชุมสาย TOT ไปหาลูกค้า

มือถือ: ตัวอย่าง AIS
content ก็สัญญาณเสียงลูกค้ามือถือที่ผสมสัญญาณกับความถี่ GSM แล้วจากสถานีมือถือไปหาระบบ

เป็นต้น


บริษัทอย่าง DTV จึงมีสถานะเป็นลูกค้ารายหนึ่ง ที่เช่ายานยนต์บรรทุก content จากบริษัทแม่ ไปหาลูกค้าตัวเอง
โดยที่ไม่มีบริษัท NSO คั่นกลางอย่างประเทศออสเตรเลีย มาเลย์ เพราะอยู่ติดปลายจมูกแค่นี้เอง


User avatar
Ii'8N
Verified User
Posts: 3682
Joined: Wed Jun 23, 2010 7:01 pm

Re: THCOM

Posts by Ii'8N » Thu May 31, 2012 8:25 am

ลุกส์ใหม่'ไทยคม' 'ศุภจี'ไม่ทำอะไรคนเดียว

http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=491


dsdumrong
Verified User
Posts: 530
Joined: Tue Jul 13, 2010 11:32 am

THCOM

Posts by dsdumrong » Sun Jun 03, 2012 6:17 pm

"ไทยคม" ปลื้มคว้ารางวัลช่วยแผ่นดินไหวและไต้ฝุ่นแดนปลาดิบ
http://www.thairath.co.th/content/tech/265559


User avatar
Kritkarun
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 882
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:56 pm

Re: THCOM

Posts by Kritkarun » Mon Jun 04, 2012 7:22 pm

TV Digital หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ภายหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกาศเลือกมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิทัล ระบบ DVB-T2 จากยุโรป เป็นมาตรฐานที่จะใช้ปรับเปลี่ยนระบบโทรทัศน์จากอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลของประเทศ ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน จาก 6 ช่องปัจจุบันเป็น 100 ช่องในอนาคต และมีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม

ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจการปรับเปลี่ยนไปสู่ "ทีวีดิจิทัล" ของประเทศ กสทช. วิเคราะห์ว่าจะนำไปสู่การลงทุนโครงข่ายระบบดิจิทัล การผลิตอุปกรณ์เครื่องรับ และการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น เนื้อหารายการ (Content) และบริการแบบใหม่ๆ (Interactive Service) โดยคาดว่ามีมูลค่ารวมประมาณ 1 แสนล้านบาท

ประเมินจากมูลค่าการลงทุนโครงข่ายทีวีดิจิทัล ที่คาดว่าจะมีจำนวน 5 พันล้านบาท มูลค่าการประมูลคลื่นความถี่ของช่องรายการประเภท "ธุรกิจ" ซึ่งน่าจะมีจำนวน 50 ช่อง ระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี น่าจะอยู่ที่ใบอนุญาตละ 1 พันล้านบาท รวมมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท

กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (Set Top Box) หรือเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีภาครับระบบดิจิทัล สำหรับ 20 ล้านครัวเรือน รวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มผู้ผลิตรายการ หรือคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ จะต้องมีการลงทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์การผลิตรายการเป็นระบบดิจิทัล รายละไม่ต่ำกว่า 100-200 ล้านบาท

ทุนใหญ่-โทรคมฯ ชิงประมูล
เขมทัตต์ พลเดช รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการตลาดและขาย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การกำหนดราคาประมูลใบอนุญาต "ทีวีดิจิทัล" ธุรกิจที่ใบละ 1,000 ล้านบาท ระยะเวลา 15 ปี ประเด็นสำคัญ คือ ในการดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ที่เป็นฟรีทีวีในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ที่ต้องขอสัมปทาน เช่น ช่อง 3 และช่อง 7 กว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลากว่า 10 ปี นับจากวันที่รับสัมปทาน ช่อง 3 เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2517 แต่เริ่มมีฐานะมั่นคงและผลกำไรเมื่อปี 2550-2551 ไอทีวี ที่แปรสภาพเป็นไทยพีบีเอส ปัจจุบัน เมื่ออายุครบ 10 ปีก็ยังมีภาระหนี้สินจำนวนมาก

ดังนั้น การที่จะลงทุนประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล จะต้องเตรียมพร้อมด้าน "เงินลงทุนและแหล่งทุน" ไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือตลอดอายุสัมปทาน เพราะนอกจากเงินลงทุนประมูลและการซื้ออุปกรณ์เครื่องมือการออกอากาศแล้ว ยังต้องเตรียมพร้อมสำหรับการจ่ายเงินค่าใบอนุญาตรายปีในอัตราไม่เกิน 2%ให้ กสทช. และค่าบำรุงกองทุนสื่อฯ ไม่เกิน 2%
การกำหนดราคาค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลดังกล่าว น่าจะมีผู้ประกอบการทุนใหญ่ 2-4 กลุ่ม ที่มีศักยภาพเข้าประมูล คือ แกรมมี่ อสมท กลุ่มอินทัช และกลุ่มซีพี โดยแกรมมี่จะมีพันธมิตรที่ไขว้กันมากมาย ทั้งช่อง 3 ไทยรัฐ กลุ่มเคเบิลท้องถิ่น "ซีทีเอช" ขณะที่กลุ่มอินทัช จะขยายมาสู่กลุ่มบรอดแคสติ้ง เพื่อเชื่อมโยงสื่อและโทรคมนาคม ให้ชัดเจนมากขึ้น

"ระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี กำหนดจำนวนช่องทีวีดิจิทัล ช่วงแรกไว้ 50 ช่อง ถือเป็นเรื่องท้าทาย เพราะโจทย์สำคัญ คือ ทีวีดิจิทัล จะหาแหล่งรายได้จากที่ใดเพื่อให้คุ้มทุนเร็วที่สุด"

หวั่นกลุ่มทุนผูกขาด
ขณะที่ พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) มองว่าการพิจารณาลงทุน "ทีวีดิจิทัล" ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความพร้อมของตลาดและกติกาที่ กสทช.ต้องทำให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน สำหรับผู้แข่งขันทุกราย หากยังมีผู้ประกอบการเดิมทำธุรกิจในระบบอนาล็อกด้วยการเข้าถึงครัวเรือนไทย 100% อยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ทีวีดิจิทัล ผู้เข้ามาใหม่ ต้องมาเริ่มนับหนึ่ง ราคาใบอนุญาตที่สูงระดับ "พันล้านบาท" อาจจะไม่จูงใจให้เข้ามาทำธุรกิจ

หากทีวีดิจิทัล เกิดได้อย่างแข็งแรง ซึ่งก็มีเงื่อนไขมากมายที่ต้องดำเนินการ ฝั่ง "ทีวีดาวเทียม" เอง ก็จะมีความเป็นเซ็กเมนท์ นำเสนอเนื้อหาเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่น่าจะนำคอนเทนท์ไปออกอากาศในทั้งสองระบบ สำหรับอาร์เอส มีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ทันทีที่มีความชัดเจนในทุกๆ เรื่อง ส่วน "ทีวีดาวเทียม" ก็ยังเป็นระบบที่รองรับตลาดในเซ็กเมนท์ที่หลากหลาย รวมถึงการทำธุรกิจเพย์ทีวีด้วย

"การกำหนดให้ใบอนุญาตมีราคาสูงเกินไป จะทำให้ตลาดที่มีการแข่งขันเสรี กลายเป็นการสร้างตลาดที่มีผู้แข่งขันน้อยราย และผูกขาดด้วยกลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะเป็นเจตนารมณ์ของ กสทช."

เคาะไลเซ่น "สูงเกินจริง"
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นบีซี กล่าวว่า การกำหนดราคาประมูล "ทีวีดิจิทัล" ประเภทธุรกิจที่ใบละ 1,000 ล้านบาท มองว่า "สูงเกินจริง" เพราะเป็นราคาเริ่มต้นแข่งขันกันประมูล นอกจากนี้ ผู้ประมูลได้จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่ายเพื่อส่งสัญญาณแพร่ภาพอีก รวมทั้งต้นทุนในการผลิตคอนเทนท์ หาก กสทช. เริ่มต้นประมูลที่ช่องละ 1,000 ล้านบาทจริง ผู้ที่ประมูลได้จะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมปีละกว่า 100-160 ล้านบาท

ตามโรดแมพของ กสทช. การขยายโครงข่ายและเครื่องรับทีวีที่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ต้องเข้าถึงครัวเรือนไทยในอัตรา 80% ภายใน 5 ปี (ปี 2555-2559)


หากเปรียบเทียบกับการเข้าถึงของกลุ่มจานรับสัญญาณดาวเทียมและเคเบิลทีวี อีกรูปแบบของการออกอากาศในระบบดิจิทัล ที่มีจำนวนช่องรายการกว่า 200 ช่องในปัจจุบันสามารถเข้าถึงครัวเรือนไทยได้แล้ว 50-60% ขณะที่ทีวีดิจิทัล เพิ่งจะเริ่มช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ ขณะที่การลงทุนช่องรายการ ทั้งการเช่าช่องสัญญาณของทีวีดาวเทียม รวมทั้งการผลิตรายการต่อปีใช้งบประมาณต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

จึงเชื่อว่าแม้เป็นยุคเริ่มต้น "ทีวีดิจิทัล" แต่การลงทุนในกลุ่ม "ทีวีดาวเทียม" ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง อีกทั้งการขยายตัวของการติดตั้งจานดาวเทียมและการเป็นสมาชิกเคเบิลทีวี จะเข้าถึงครัวเรือนไทยในอัตรา 90% ภายใน 3 ปีจากนี้


ขณะที่รูปแบบการหารายได้ของทั้งทีวีดาวเทียม และทีวีดิจิทัล คือ การมุ่งหารายได้จากโฆษณา ท่ามกลางการแข่งขันจากจำนวนช่องที่มากขึ้น โดยที่งบโฆษณาในฝั่งฟรีทีวีปัจจุบันมีราว 6 หมื่นล้านบาท แต่มีอัตราการเติบโตไม่สูงนักในปัจจุบัน หากประเมินในเชิงบวกให้งบโฆษณาทีวีโตปีละ 10% แม้ในอีก 5 ปีข้างหน้า เม็ดเงินโดยรวมยังไม่ถึง 1 แสนล้านบาท ขณะที่ กสทช. คาดการณ์ว่าจะมีงบลงทุนใหม่ใน "ทีวีดิจิทัล" ที่ระดับ 1 แสนล้านบาท

นั่นย่อมส่งสัญญาณให้เห็นถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง ในการแย่งเค้กโฆษณาก้อนเดียวกันของสื่อทีวี ในทุกแพลตฟอร์มที่มีจำนวนช่องเพิ่มขึ้น

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
http://www.bangkokbiznews.com/home/news ... list-1.php
http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... ล่ฮุบ.html


User avatar
Ryotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 319
Joined: Fri May 07, 2010 6:11 pm

Re: THCOM

Posts by Ryotaro » Tue Jun 12, 2012 7:17 pm

"กสทช."เตรียมคลอดไลเซ่นส์"ดาวเทียม" ไทยคมลุ้นเจ้าแรก-ราคาเริ่มต้นประมูล3Gยังไม่สรุป

updated: 12 มิ.ย. 2555 เวลา 14:22:54 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ"รายงานจากสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ว่า ในวันนี้ (12 มิ.ย.2555) ได้มีการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และมีการพิจารณาข้อสรุปของคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการอนุญาตและกำกับดูแลกิจการดาวเทียมสื่อสาร ที่ให้ กทค.ให้ใบอนุญาตการประกอบกิจการดาวเทียมได้ โดยอาศัยกรอบการออกใบอนุญาตประกอบกิจการแบบที่ 3 ที่ใช้สำหรับการขออนุญาตสำหรับผู้ที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีการออกประกาศ กสทช. เพิ่มเติม เพื่อรองรับการออกใบอนุญาตดาวเทียม

ส่วนการใช้คลื่นเพื่ออัพลิงค์หรือดาวน์ลิงค์สัญญาณดาวเทียมจากสถานีภาคพื้นดินไปสู่วงโคจร ถือว่าเข้าข่ายเป็นคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมที่ต้องออกใบอนุญาตด้วยการประมูล กทค. จึงต้องออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าว ก่อนจะออกใบอนุญาตใช้คลื่นได้

โดยพ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกสทช. ในฐานะประธานกทค. เปิดเผยว่า หลังจากนี้ก็สามารถพิจารณาออกใบอนุญาตให้ไทยคมได้ โดยต้องรอให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของบริษัทส่งหนังสือยืนยันมา เพราะไทยคมมีปัญหาเรื่องสัญชาติที่มีการร้องเรียนเข้ามา แต่ที่ยังไม่สรุปคืออายุใบอนุญาตจะได้กี่ปี รวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

“เดิมมีปัญหาข้อกฎหมายว่า กสทช. ออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมได้ทันทีหรือไม่หรือเป็นกิจการประเภทที่จะต้องใช้การประมูล กสทช.จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยว จนได้ข้อสรุปว่าให้ใบอนุญาตแยกออกจากกันได้"

ซึ่งการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมจะแบ่งออกเป็นผู้ที่มีดาวเทียมเป็นของตนเองเพราะเป็นใบอนุญาตประเภทที่ 3 คือแบบมีโครงข่าย ใบอนุญาตเซอร์วิสโพรวายเดอร์ และใบอนุญาตรีเซลเลอร์ ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ยกร่างประกาศหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาตเซอร์วิสโพรวายเดอร์และรีเซลเลอร์ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ซึ่งอาจต้องมีการประมูลใบอนุญาต พร้อมกับให้คำนวณค่าธรรมเนียม และอายุใบอนุญาตที่เหมาะสม มีรายได้เข้ารัฐไม่ให้น้อยเกินไป เนื่องจากปกติใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบ 3 ค่าธรรมเนียม 2% และเงินสมทบเข้ากองทุนบริการทั่วถึง 3.7%”

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมบอร์ด กทค.ในวันนี้ยังไม่ได้มีการสรุปราคาตั้งต้นการประมูลใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยเทคโนโลยี 3G แต่อย่างใด เนื่องจากทีมวิจัยที่ทางคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน2.1GHz ได้จ้างคณะวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจ้งว่า จะคำนวนตัวเลขที่เหมาะสมเสร็จพร้อมเข้าที่ประชุมกทค. ภายในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอให้ที่ประชุมบอร์ด กสทช. วาระพิเศษ ภายในสิ้นเดือนนี้

และพิจารณาร่างหนังสือชี้ชวนการลงทุน(IM) ที่จะระบุเงื่อนไขและราคาตั้งต้นประมูลทั้งหมด เพื่อเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ภายในเดือน ก.ค. พร้อมประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในเดือน ส.ค. เพื่อจัดประมูลในเดือน ต.ค.ตามที่กำหนดเวลาไว้

Believe in Yourself & Do Your Best.

User avatar
Kritkarun
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 882
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:56 pm

Re: THCOM

Posts by Kritkarun » Sat Jun 16, 2012 1:14 pm

TV Digital จะมีสักกี่รายที่จะประมูลได้

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ผมถูกถามจากหลายคนถึงตัวเลขการประเมินมูลค่า "ใบอนุญาตดิจิทัลทีวี" ช่องละ 1,000 ล้านบาทที่อยู่ในเอกสารของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ บทสรุปผู้บริหาร เล่มที่ 1 กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัลของประเทศไทยว่ามีความเห็นอย่างไร

ผมตอบโดยทันทีว่าต้นทุนใบอนุญาตสูงขนาดนี้มีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจน้อยมาก ยิ่งได้อ่านจากเอกสารในหน้าที่ 9 ในข้อ 6 ว่าด้วยประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัลที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าในทางเศรษฐกิจประมาณ 100,000 ล้านบาทแล้ว

ยิ่งค่อนข้างจะเป็นห่วงว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกที่มีการผูกขาดในสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี 6 ช่องมาหลายทศวรรษจะกลายเป็นการผูกขาดจากกลุ่มทุนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงโทรทัศน์ หรือกลุ่มทีวีอนาล็อกจะกวาด "ช่องทีวีดิจิทัล" ไปไว้ในมือหมด อาจจะกลายเป็นการผูกขาด "แบบพวง" คือหนึ่งเจ้าของฟรีทีวีอนาล็อกกลายมาเป็นเจ้าของดิจิทัลทีวีรายละ 5-10 ช่อง

เอกสารของ กสท. จำแนกว่ามูลค่าการลงทุนโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัลคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท, มูลค่าการประมูลคลื่นความถี่ของช่องรายการประเภทธุรกิจ ซึ่งน่าจะมีจำนวน 50 ช่อง ระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี น่าจะอยู่ที่ใบอนุญาตละ 1,000 ล้านบาท รวมมูลค่า 50,000 ล้านบาท และกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ดิจิทัลสำหรับ 20 ล้านครัวเรือน รวมประมาณ 20,000 ล้านบาท และกลุ่มผู้ผลิตรายการหรือคอนเทนท์โปรไวเดอร์จะต้องมีการลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์การผลิตรายการเป็นระบบดิจิทัล รายละไม่ต่ำกว่า 100-200 ล้านบาท

ทำไมผมจึงคิดว่าตัวเลขค่าใบอนุญาตดิจิทัลทีวีต่อช่อง 1,000 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่แพงเกินไปมากๆ จนอยากจะรู้วิธีการคำนวณหรือประเมินมูลค่าการประมูลคลื่นความถี่ช่องรายการของ กสท.ว่ามาได้ไง ?

ลองเปรียบเทียบงบโฆษณาของฟรีทีวีตามตัวเลขบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย ในเดือน เม.ย.ปีนี้ 5,526 ล้านบาท หรือประมาณปีละ 66,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขจาก Rate Card ที่มีส่วนลดไม่น้อยกว่า 25-30% น่าจะเป็นตัวเลขการใช้เงินโฆษณาจริงๆ ประมาณ 50,000 ล้านบาท

ฟรีทีวี 4 ช่อง (ช่อง 3, ช่อง 5, ช่อง 7 และช่อง 9) เป็นช่องที่สามารถหารายได้จากโฆษณา ลองเฉลี่ยรายได้แต่ละช่องจากมูลค่างบโฆษณาตามการคำนวณของนีลเส็น 12,500 ล้านบาท

ลองคิดบัญญัติไตรยางศ์จากจำนวนดิจิทัลทีวีประเภทธุรกิจที่ กสทช.จะเปิดประมูลคลื่นความถี่ที่สามารถมีรายได้จากโฆษณา 50 ช่องจะเท่ากับแต่ละช่องน่าจะสามารถแบ่งเค้กงบโฆษณาได้ช่องละ 250 ล้านบาทต่อปี (ที่เป็นตัวเลขที่สูงมากๆ)

กรณีนี้เป็นกรณีที่ดีที่สุด Best Case บนสมมติฐาน ฟรีทีวีอนาล็อกทั้ง 4 ช่องไม่มีการออกอากาศอีกแล้ว ในวันที่ดิจิทัลทีวีเริ่มออกอากาศน่าจะประมาณปลายปี 2556 หลังจากเปิดประมูลในเดือน ส.ค. 2556 (บนสมมติฐานการออกใบอนุญาตลงทุนโครงข่ายดิจิทัลทีวีในเดือน ส.ค. 2555) และสามารถกระจายกล่องรับสัญญาณดิจิทัลทีวีเข้าถึง 20 ล้านครัวเรือน

ถ้าใบอนุญาตดิจิทัลทีวีมีมูลค่า 1,000 ล้านบาท/ใบอนุญาตมีระยะเวลา 15 ปี ลองคำนวณแบบบัญญัติไตรยางศ์เท่ากับว่าผู้ได้รับใบอนุญาตจะต้องสำรองเงินไว้จ่ายค่าใช้ความถี่ปีละ 66 ล้านบาท

ลองเทียบง่ายๆ ต้นทุนการประมูลใช้คลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีจะเท่ากับประมาณเดือนละ 5.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการในระดับคุณภาพอีกเดือนละไม่น้อยกว่า 5-10 ล้านบาท, การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อใช้ในการออกอากาศระบบดิจิทัลทั้งช่องอีกประมาณ 100 ล้านบาท (ตามตัวเลข กสท.) และยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายคลื่นความถี่ภาคพื้นดินดิจิทัลทีวีรายเดือนที่คงจะแพงไม่น้อยกว่าค่าเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมอีกเดือนละไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท

เทียบออกมาแล้วต้นทุนใบอนุญาตค่าคลื่นความถี่ช่องดิจิทัลทีวีน่าจะเป็นสัดส่วนสูงที่สุด แล้วกลุ่มผู้ผลิตรายการจะเหลืองบประมาณไปผลิตรายการที่ดีๆ มีคุณภาพได้อย่างไร ?

ซึ่งโดยความเป็นจริงในวันที่มีการประมูลคลื่นความถี่ช่องดิจิทัลทีวีในเดือน ส.ค.ปีหน้า 50 ช่อง ช่องฟรีทีวีแบบอนาล็อกยังอยู่ครบ 6 ช่องและช่อง 3 กับช่อง 7 จะอยู่ไปอีกเกือบ 10 ปีจนกว่าจะหมดอายุสัมปทานและคงจะไม่มีใครซื้อกล่องรับสัญญาณดิจิทัลทีวีไปไว้ที่บ้านก่อนในช่วงที่ยังไม่มีการออกอากาศดิจิทัลทีวี

ในขณะที่การเข้าถึงครัวเรือนของจานดาวเทียมและเคเบิลทีวีท้องถิ่นในเดือน ส.ค. 2556 น่าจะเติบโตต่อเนื่องไปกว่า 70% ของครัวเรือนไทยหรือประมาณ 14-15 ล้านครัวเรือนจากเดือน ส.ค. 2554 ที่อยู่ประมาณ 11 ล้านครัวเรือน หรือ 50%

กลุ่ม Content Provider ที่ส่วนใหญ่อยู่บนแพลตฟอร์มดาวเทียมไทยคม และ NSS 6 ที่มีอยู่กว่า 200 ช่อง น่าจะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเข้าประมูลคลื่นความถี่ช่องดิจิทัลทีวีมากที่สุด คงจะคิดหนักว่าจะไปเสียเงินประมูลคลื่นความถี่ช่องดิจิทัลทีวีที่จะต้องเตรียมเงินขั้นต่ำมากถึง 1,000 ล้านบาทไปเพื่ออะไร ในขณะที่การผลิตช่องทีวีดาวเทียม 1 ช่องมีต้นทุนหลักคือการลงทุนอุปกรณ์เพื่อผลิตรายการที่เป็นการลงทุนครั้งเดียวกับค่าเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมรายเดือน แต่ถ้าเข้าประมูลดิจิทัลทีวีจะต้องมีเงินสดๆ บนหน้าตักช่องละ 1,000 ล้านบาทโดยยังต้องเตรียมเงินลงทุนอุปกรณ์และค่าเช่าใช้โครงข่ายดิจิทัลทีวีอีกมหาศาลเพื่อให้ได้คุณภาพแบบดิจิทัลหรือ HD

ในขณะที่ช่วงเริ่มต้น กสทช.ยังต้องเร่งกระจายกล่องรับสัญญาณดิจิทัลทีวีที่ กสทช.กำหนดไว้ในแผนแม่บทว่าในปี 2559 ครัวเรือนไทย 80%จะสามารถเข้าถึงดิจิทัลทีวีที่ยังไม่เป็นรูปธรรมว่าจะทำได้อย่างไร

เมื่อเทียบกับจานดาวเทียมกับเคเบิลทีวีในปี 2556 ที่น่าจะเข้าถึงคนดูไปแล้วกว่า 14-15 ล้านครัวเรือน และยังมีทางเลือกในการรับชมทีวีผ่านโทรศัพท์มือถือโครงข่าย 3G ได้อีก แม้ว่าจะไม่สะดวกเท่ากับดูดิจิทัลทีวีผ่านมือถือแต่เป็นทางเลือกได้เช่นกันเมื่ออยู่นอกบ้าน

ลองเปรียบเทียบมูลค่าสัมปทานช่อง 3 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จากเดิม 20 ปีหมดอายุไปเมื่อปี 2553 ช่อง 3 จ่ายค่าสัมปทานให้อสมท 2,002 ล้านบาทโดยมีสิทธิต่อสัญญาอีก 10 ปี ช่อง 3 ยอมจ่ายเพิ่มให้ อสมท อีก 405 ล้านบาทแลกกับการต่ออายุไปอีก 10 ปีหมดอายุในปี 2563 รวมค่าสัมปทาน 2,407 ล้านบาท

ช่อง 3 มีรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 5,000-6,000 ล้านบาท จ่ายค่าสัมปทานให้ อสมท ปีละประมาณ 200 ล้านบาท แต่ถ้าใบอนุญาตคลื่นดิจิทัลทีวีต่อช่องมูลค่าขั้นต่ำ 1,000 ล้านบาท อายุใบอนุญาต 15 ปีเฉลี่ยปีละ 66 ล้านบาท โดยถัวเฉลี่ยจากทีวีดาวเทียมแต่ละช่องน่าจะมีรายได้ในระดับปีละ 50-100-150-200 ล้านบาทเท่านั้นเอง

ยิ่งคำนวณมูลค่าคลื่นความถี่สำหรับดิจิทัลทีวีในเชิงเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆ ยิ่งรู้สึกว่าแพงมากๆ จนแทบไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับค่าสัมปทานของช่อง 7 ที่กองทัพบกได้ต่อสัญญาไปก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 มีผลบังคับใช้ไม่กี่เดือน ช่อง 7 จะจ่ายค่าสัมปทานให้กองทัพบกปีละประมาณ 150 ล้านบาทเท่านั้นเอง

ผมอยากให้ กสทช.ลองเปิดประชาพิจารณ์รับฟังเสียงผู้ผลิตช่องรายการต่างๆ ก่อนจะกำหนดราคาขั้นต่ำการประมูลคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีประเภทธุรกิจ 50 ช่องว่าจะตั้งราคาได้สูงถึงใบละ 1,000 ล้านบาทหรือไม่

กสทช.ไม่ควรจะเร่งประมูลใบอนุญาตโครงข่ายดิจิทัลทีวีในเดือน ส.ค.นี้ หากกลุ่มผู้ผลิตช่องรายการยังมีคำถามมากมายถึงมูลค่าคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีที่ระบุไว้ในเอกสารของ กสทช.ที่จะกลายเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของการลงทุนช่องดิจิทัลทีวี 1 ช่อง เมื่อเทียบกับการลงทุนช่องทีวีดาวเทียมที่เป็นการลงทุนครั้งเดียวแล้วเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมเป็นรายเดือนเท่านั้น แต่ดิจิทัลทีวีจะมีเงินลงทุน 2 ส่วนใหญ่ๆ คือค่าใช้คลื่นความถี่กับเงินลงทุนอุปกรณ์สำหรับการผลิตรายการและยังต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนเช่าโครงข่ายดิจิทัลทีวีอีกที่อาจจะเป็นรายเดือนหรือรายปี

ผมไม่อยากให้ กสทช.เร่งรีบกลัวว่าประเทศไทยจะล้าหลังกลายเป็นประเทศสุดท้ายในกลุ่มอาเซียนในการเปลี่ยนผ่านระบบการออกอากาศโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิทัล โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ร่วมประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนแต่ละส่วนว่าจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ เพราะปัจจัยแวดล้อมของประเทศไทยอาจจะแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนที่ส่วนใหญ่ไม่มีช่องทีวีดาวเทียมมากถึง 200 ช่องที่เข้าถึงครัวเรือนได้มากขนาดนี้

ถ้ารีบตัดถนนในระดับซูเปอร์ไฮเวย์ โดยไม่ประเมินความต้องการใช้ถนนที่เป็นกลุ่มผู้ผลิตรายการ อาจจะทำให้การลงทุนโครงข่ายสูญเปล่าทางเศรษฐกิจได้

คำถามทิ้งท้าย : ประเทศไทยอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีดิจิทัลทีวีมากถึง 100 ช่องตามเป้าหมายของ กสทช.ก็ได้ ถ้าหากครัวเรือนไทยเกือบทั้งหมด 100% ได้ติดตั้งจานดาวเทียมและเคเบิลทีวีที่สามารถดูโทรทัศน์ดาวเทียมในประเทศได้ไม่น้อยกว่า 200 ช่องและอีกมากกว่า 100 ช่องมาจากต่างประเทศ ยิ่งถ้าหาก กสทช.หวังแต่ "เงิน" เป็นตัวตั้งว่าจะได้จากค่าประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีมากถึง 50,000 ล้านบาทที่เกือบเท่ากับมูลค่างบโฆษณาของฟรีทีวีทั้งหมด ช่องดิจิทัลทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นนับร้อยช่องก็จะกลายเป็นการผูกขาดรอบใหม่ในธุรกิจนี้ที่เป็นมานานกว่าครึ่งศตวรรษ


http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... ล่ฮุบ.html


User avatar
Kritkarun
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 882
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:56 pm

Re: THCOM

Posts by Kritkarun » Thu Jun 21, 2012 9:20 am

THCOM ก็จะร่วมประมูล TV Digital ด้วย

"สมประสงค์" เผย "อินทัช" กำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านธุรกิจก้าวสู่บริบทใหม่เป็นโอเปอเรเตอร์เต็มตัว เผยเป็นครั้งแรกจากการออกใบอนุญาตของ กสทช. ชี้หน้าที่หลักยังเป็น "โฮลดิ้งคัมปะนี" ส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก พร้อมร่วมประมูล 3 จี และ ทีวีดิจิตอล เตรียมเงินจ่ายใบอนุญาตมือถือหมื่นล้านบาท ลั่นใช้เวลา 3 ปีลงทุนอีก 50,000 ล้านบาท ติดตั้งเครือข่าย ส่วนธุรกิจต่างประเทศในกัมพูชา และ ลาว ชะลอการลงทุน อาศัยอาวุธ "ไทยคม" ขยายฟุตพรินต์รุกต่างประเทศแทน

หลังจากกองทุนเทมาเสก โฮลดิ้ง จากประเทศสิงคโปร์ ควักเงินก้อนโตจำนวน 7.3 หมื่นล้านบาท เข้ามาเทกโอเวอร์ในกลุ่มชินคอร์ป จากตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา กลายเป็นชนวนให้เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 เดือน 9 ปี 2549 ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ก่อตั้งลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน
แต่ในทางธุรกิจแล้วกลุ่มชินคอร์ป มีความพยายามล้างภาพองค์กรไม่ให้ถูกเชื่อมโยงทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มเห็นผลเมื่อเดือนเมษายน 2555 ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก "ชินคอร์ป" มาเป็น "อินทัช" (INTOUCH) ซึ่งมีความหมายสะท้อนถึงความเป็นมิตร ขณะที่บริษัทในเครือ เช่น เอไอเอส และ ไทยคม ได้เปลี่ยนโลโกตามมาเช่นเดียวกัน

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ที่รู้จักกันดีในชื่อ "อินทัช" ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้กลุ่มอินทัชกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากกรณีที่ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกรกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เตรียมเปิดประมูลเพื่อออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพราะประเทศกำลังเปลี่ยนสภาพจากการกำกับของรัฐวิสาหกิจ หรือ Regulator (จากเดิมที่ต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรายปีให้กับ ทีโอที เปลี่ยนการจ่ายมาเป็นค่าใบอนุญาตครั้งเดียวให้กับ กสทช.) มาเป็นผู้ให้บริการอย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก

เนื่องจาก เอไอเอส หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จะหมดอายุลงในปี 2558 เมื่อได้ใบอนุญาตใหม่นั้นหมายความว่าสถานะบริษัทเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในระบบสัมปทานมาอยู่ภายใต้ใบอนุญาตใหม่จากการกำกับดูแลของ กสทช. เช่นเดียวกับ บริษัท ไทยคม จำกัด ซึ่งเตรียมแผนจะส่งดาวเทียมดวงใหม่ภายใต้ใบอนุญาตของ กสทช. เช่นเดียวกัน
"เป้าหมายของบริษัทยังคงทำหน้าที่เป็น โฮลดิ้งคัมปะนี ลงทุนในสายมีเดีย,เทเลคอม,ไอที ,มีเดียเทเลคอม และ ดิจิตอลคอนเทนต์ โดยการบริหารงานแบบมืออาชีพ ที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล"

นายสมประสงค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แผนธุรกิจที่ดำเนินการถัดจากนี้มีด้วยกัน 5 เรื่อง คือ 1.การเข้าร่วมประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดย เอไอเอส จะรับหน้าที่ในส่วนนี้,
ส่วนที่สอง คือ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เตรียมยิงดาวเทียมดวงที่ 6 ในเดือนมิถุนายน 2556 และ ดวงที่ 7 ในตำแหน่ง 120 องศา ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ถัดไปอีก 5 ปีข้างหน้า
ส่วนที่สาม คือ บริษัทสนใจร่วมประมูลดิจิตอลทีวี เพราะเป็น Chapter (บท) ใหม่ของประเทศ โดย กสทช. เตรียมเปิดประมูลเพื่อออกใบอนุญาตใหม่ และอยู่ระหว่างกำหนดช่องทีวีทั้งหมด 50-100 ช่อง และมีการจัดสรรช่องรายการให้กับหน่วยงานราชการจำหน่ายหนึ่งและช่องเพื่อประกอบธุรกิจการดำเนินงานของดิจิตอลทีวีแผนงานของบริษัทจะเน้นเจาะผู้ชมเป็นกลุ่ม (Viewer segment) เพื่อพิจารณา Marketing Position ของแต่ละช่อง ซึ่งเชื่อว่าจะขายโฆษณาได้ง่ายกว่าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า
ธุรกิจสายที่สี่ คือ การเปิดกว้างให้ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจดิจิตอลคอนเทนต์ เข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบเวนเจอร์ แคปิตอล และ ธุรกิจกลุ่มสุดท้าย คือ ไอดีซี หรือ ศูนย์บริการข้อมูลทางด้านอินเตอร์เน็ต และ ศูนย์บริการข้อมูลระบบอินเตอร์เน็ตในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (คือแนวคิดการใช้งานทางด้านไอทีที่ใช้วิธีดึงพลังและสมรรถนะจากคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัวจากต่างสถานที่ให้มาทำงานสอดประสานกันเพื่อช่วยขับเคลื่อนการบริการทางด้านไอที) ดำเนินการภายใต้ บริษัท ซีเอส ล็อกซ์อินโฟร์ จำกัด (มหาชน)

ขณะที่ด้านการลงทุนในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนค่าใบอนุญาตที่ต้องจ่ายให้กับ กสทช. ประมาณ 10,000 ล้านบาท (หมายเหตุ: กสทช.ได้กำหนดประมูลคลื่นจำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์แบ่งออกเป็น 9 สล็อต สล็อตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ โดย เอไอเอส ต้องการประมูลคลื่นจำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์) และ ส่วนที่สองติดตั้งโครงข่ายจำนวน 50,000 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 3 ปีหลังได้จัดสรรใบอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้ว

ขณะที่การก่อสร้างดาวเทียมแต่ละดวงใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท แบ่งจ่ายเป็นค่าดาวเทียม ค่าส่งดาวเทียม และ ค่าประกันความเสี่ยง โดยดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6 (เซ็นสัญญากู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย 136.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4,240 ล้านบาท คิดอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับ 31 บาท) เพื่อยิงดาวเทียมในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออกโดยใช้จรวดส่งฟอลคอน 9 ของบริษัท สเปซ เอ็กซพลอเรชั่น เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น จากประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับการประมูลดิจิตอลทีวี กสทช.เตรียมแผนประมูลใบอนุญาตภายในสิ้นปีนี้เชื่อว่าค่าใบอนุญาตต่ำกว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะประมูลด้วยกัน 2 ส่วน คือ ใบอนุญาตด้านโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการทางด้านโครงข่าย เนื่องจากไทยคม มีเครือข่ายครอบคลุมอยู่แล้ว

นายสมประสงค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ได้จัดสรรงบประมาณปีละ 200 ล้านบาท จากกระแสเงินสดที่มีอยู่จำนวน 2,300 ล้านบาทเพื่อเข้าไปร่วมลงทุนในรูปแบบเวนเจอร์ แคปิตอล โดยจะเข้าไปถือหุ้นจำนวน 30% ปัจจุบันมีผู้เสนอโครงการเข้ามาแล้วจำนวน 10 ราย

สำหรับธุรกิจในต่างประเทศที่ อินทัช ได้เข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชา (บริษัท คัมโบเดีย ดีทีวี เน็ตเวิร์ค ลิมิเต็ด หรือ ซีดีเอ็น) และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (บริษัท ลาวเทเลคอม มูนิเคชั่นส์ จำกัด) เกี่ยวกับธุรกิจทางด้านโทรคมนาคมทั้งโทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะนี้ยังไม่มีการขยายลงทุนเพิ่มเติมส่วนจะจัดสรรหุ้นออกไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์เพราะธุรกิจที่มีอยู่ในต่างประเทศ เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการลงทุนและรายได้ของ เอไอเอส และ ไทยคม นั้นมีน้อยมากเพราะธุรกิจในต่างประเทศนั้นหลายประเทศได้เข้าไปลงทุนเกือบหมดแล้ว

"การขยายธุรกิจไปต่างประเทศเราจะใช้ ฟุตพรินต์ ของดาวเทียมกระจายสัญญาณไปในพื้นที่ในแต่ละประเทศ"
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมนั้น นายสมประสงค์ กล่าวว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนงานกำกับดูแล คือ กสทช. ต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีของการเปลี่ยนแปลง เช่น การร่างข้อกำหนดเรื่องของดิจิตอลทีวี ซึ่งร่างดังกล่าวจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากระบบอะนาล็อกเพื่อให้เกิดการเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจและก่อให้เกิดสมดุลด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริโภค ต้องมีทางเลือกมากขึ้น,กลุ่มที่สองผู้ประกอบการต้องดำเนินธุรกิจได้ เพื่อจะได้ทำการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆเพื่อนำเสนอให้กับผู้บริโภค และ ส่วนที่สามสร้างความสมดุลให้เท่ากัน
สำหรับราคาหุ้นของ อินทัช เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านปิดราคาที่ 55.50 บาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,749 17-20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=417


Mudang
Verified User
Posts: 147
Joined: Fri May 14, 2010 4:26 pm

Re: THCOM

Posts by Mudang » Tue Jun 26, 2012 6:42 pm

ฉลุย"ไทยคม 7"ประเดิมได้ไลเซ่นส์ 20 ปี รายแรก "กทค."เตรียมชงบอร์ดกสทช.อนุมัติ
updated: 26 มิ.ย. 2555 เวลา 16:53:05 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ไทยคมเฮ! "กทค." อนุมัติใบอนุญาตให้บริการดาวเทียม อายุ 20 ปี "ไทยคม7"ดวงแรกในระบบไลเซ่นส์

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ในฐานะประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กทค. วันนี้ (26 มิ.ย.2555) มีมติอนุมัติการให้ใบอนุญาตให้บริการดาวเทียมกับบริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) แล้ว

โดยเป็นใบอนุญาตโทรคมนาคมประเภทที่3(แบบมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง) สำหรับใช้ให้บริการดาวเทียมไทยคม 7 มีอายุใบอนุญาต 20 ปี และบริษัทจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2%ของรายได้รวมก่อนหักค่าใช้จ่าย รวมถึงเงินสมทบเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ(USO) 3.75%

"กทค. มีอำนาจอนุมัติใบอนุญาตได้ทันที ไม่ต้องมีการประมูล เนื่องจากตามหลักสากลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ITU) กำหนดให้กิจการดาวเทียมเป็นกิจการที่อยู่เหนือน่านฟ้าและอยู่นอกราชอาณาจักรถือเป็นกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ บริการดาวเทียมที่เข้าข่ายจะต้องประมูลคลื่นจะอยู่เฉพาะในส่วนที่เป็นเซอร์วิสโพรวายเดอร์ มีการอัพลิงค์ดาวลิงค์เพื่อกระจายคลื่นเท่านั้น และในการประชุมกสทช. พรุ่งนี้(27 มิ.ย.)จะมีการรายงานการอนุมัติใบอนุญาตดาวเทียมเพื่อให้บอร์ด กสทช. ทราบ"

สำหรับดาวเทียมไทยคม 7 จะใช้ตำแหน่งวงโคจรที่ 120 องศาตะวันออก ซึ่งรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้ บมจ.ไทยคม ดำเนินการรักษาสิทธิการใช้งานวงโคจรตามหลักเกณฑ์ของ ITU ให้ทันก่อนหมดสิทธิใช้งานในเดือนม.ค. 2555 เนื่องจากไทยปล่อยว่างไว้ไม่ใช่งานตั้งแต่ดาวเทียมไทยคม 1A ปลดระวางไปเมื่อปี 2553 โดยไทยคมได้เจรจากับบริษัทเอเชียแซทของจีนเพื่อลากดาวเทียมดวงอื่นไปวางรักษาสิทธิในระหว่างสร้างดาวเทียมดวงใหม่ ซึ่งจะเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ไม่อยู่ในระบบสัมปทาน แต่ใช้ระบบใบอนุญาตของ กสทช.

http://www.prachachat.net/news_detail.p ... o&catid=no


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36419
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: THCOM

Posts by pakapong_u » Tue Jun 26, 2012 9:44 pm

ร่างต่างด้าว'กสทช.'ช่องโหว่อื้อ DSIเรียก'ไทยคม–ชินคอร์ปฯ'สอบ
Source - เว็บไซต์ไทยโพสต์ (Th)

Tuesday, June 26, 2012 21:15
984 XTHAI XECON XLOCAL ECO V%NETNEWS P%WTP

ทีดีอาร์ไอ ระบุ ร่างประกาศการครอบงำกิจการของคนต่างด้าว มีช่องโหว่เพียบ หวั่นถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งกีดกันการแข่งขัน ด้านดีเอสไอ เรียกผู้บริหารไทยคม &ndash; ชินคอร์ปฯ ให้ปากคำ 28 มิ.ย.นี้
นางสาวเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยบทความเรื่อง "มุมมืดของ กสทช. กรณีการจัดทำร่างประกาศการครอบงำกิจการของคนต่างด้าว" ว่า ร่างระเบียบดังกล่าวที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค). พยายามผลักดันออกมา ยังมีความหละหลวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่เปิดช่องให้ผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลใช้อำนาจแห่งดุลยพินิจ ในการชี้ว่าผู้ประกอบการรายใดเป็น หรือ ไม่เป็นคนต่างด้าว ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาสัญชาติของผู้ประกอบการนั้นหลากหลายมาก รวมถึงแหล่งเงินกู้ เงื่อนไขการกู้เงิน การทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การทำสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง ฯ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจน
ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจมหาศาล เพราะในปัจจุบัน ตลาดโทรคมนาคมไทยมีผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่เพียงแค่ 3 ราย หากมีการตีความว่ารายใดรายหนึ่งเป็นต่างด้าวแล้ว ก็จะเหลือคู่แข่งเพียงสองราย ซึ่งสองรายที่เหลือก็จะสามารถกอบโกยกำไรได้โดยไม่อั้น
"จากประสบการณ์ในอดีต ชี้ชัดว่าประกาศฉบับนี้สามารถเป็นเครื่องมือที่ดีเลิศในการผูกขาดตลาดโทรคมนาคม สำหรับกลุ่มทุนที่มีเส้นสายทางเศรษฐกิจการเมือง เพราะสามารถนำประกาศดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือในการเขี่ยคู่แข่งบางรายออกจากตลาดได้ โดยเริ่มจากการประมูลคลื่น 3G ที่จะเกิดขึ้นในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้า หากรายหนึ่งถูกตัดสิทธิในการเข้าประมูลเพราะถูกตีความว่าเป็นต่างชาติ ก็จะเหลือเพียงสองรายทำให้ไม่ต้องแข่งขันกันในการประมูลเพราะคลื่นความถี่ที่มีอยู่เกินพอสำหรับสองราย ใช้เท่าไรก็ไม่หมด หากเป็นเช่นนั้นแล้ว การพัฒนาธุรกิจโทรคมนาคมของไทยก็จะกลับไปสู่ยุคมืดของตลาดผูกขาดสองรายเหมือนเดิม" นางสาวเดือนเด่น ระบุ
นางสาวเดือนเด่น เขียนอธิบายอีกว่า ร่างประกาศดังกล่าวไม่ได้มีปัญหาเฉพาะในเรื่องของเนื้อหาสาระ หากแต่มีปัญหาในส่วนของกระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำอีกด้วย ซึ่งขัดกับทั้งกฎหมายและระเบียบของ กสทช.เอง ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่สามารถนำไปฟ้องศาลปกครองได้
"ความพยายามที่จะรวบรัดกระบวนการในการออกประกาศฯ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่จะปกปิดข้อบกพร่องอย่างร้ายแรงของประกาศฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นนิยามของคนต่างด้าวที่ลอกมาจากการพิจารณาอำนาจในการควบคุมธุรกิจของกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาสัญชาติแต่อย่างใด หรือ การที่ประกาศฉบับนี้ขัดกับพันธกรณีของไทยในองค์การการค้าโลก"
รายงานข่าวแจ้งว่า มีหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรื่องขอความร่วมมือให้มาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เรียนประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ไทยคม ไปให้ข้อมูล หลังจากดีเอสไอได้รับการร้องเรียนให้ตรวจสอบบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2552 ซึ่งอาจเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีหนังสือลับ ด่วนที่ พณ 0810/051 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2552 เรื่อง ขอให้ดีเอสไอสตรวจสอบการกระทำความผิดตามกฏหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวม 16 เรื่อง เป็นพิเศษ
ทั้งนี้ ดีเอสไอได้กำหนดการเชิญตัว ประธานบอร์ด ไทยคม เข้าพบ ในวันที่ 28 มิ.ย. ขณะเดียวกันดีเอสไอยังได้เรียกให้ ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น เข้าพบ เพื่อให้ดีเอสไอตรวจสอบการกระทำความผิดตามกฎหมายต่างด้าวด้วยเช่นกัน.
ที่มา: http://www.thaipost.net


Mudang
Verified User
Posts: 147
Joined: Fri May 14, 2010 4:26 pm

Re: THCOM

Posts by Mudang » Fri Jun 29, 2012 4:05 pm

Cooperation trumps consolidation for satellite operators
John C. Tanner | June 19, 2012
telecomasia.net

Asia-Pacific satellite operators see partnerships via shared satellites as the main way forward to expand their businesses and gain operational efficiencies as national politics prevents badly needed consolidation in the region.

Several regional satellite operator CEOs cited cooperation and the rise of so-called “condo-sats” – satellites shared by operators in a given orbital slot – as a key development in the Asian satellite market in the past year, and one that will go mainstream in the near future.

“Consolidation has been an issue in Asia for some time, and as an industry we haven’t really done a good job of that, but we have been seeing an increase in cooperation,” said AsiaSat president and CEO Bill Wade, citing recent satellite sharing deals between Asia Broadcast Satellite and Satmex, Measat and IPstar, and AsiaSat’s own deal with Thaicom announced at the end of last year.

Cheng Guangren, executive director and president of APT Satellite, agreed that cooperation between satellite operators has been the most significant development for the sector in the past year. “Condo-sats may become the mainstream in the future for this region,” he said.

Measat CEO Paul Brown-Kenyon said that as demand for satellite services increases, operators will look for different ways of meeting that demand. “Some will build new satellites and some will go with the condosat model, and it will become a more complex business where you’re partners in one market and competitors in another.”

Satellite operators haven’t ruled out the possibility of consolidation completely, and there are recent examples of successful consolidation, such as ABS’ acquisition of Philippines-based Mabuhay in 2009, and JSAT acquiring SKY Perfect and rival Space Communications in 2007 and 2008, respectively, to create SKY Perfect JSAT.

But satellite industry consolidation is a hard dollar in Asia primarily because of national politics, said Wade.

"It’s the nature of the animal in Asia – it’s a fragmented market full of national operators with a nationalistic view of their position,” he said. “The political aspect has been a key factor in our discussions over the years with other operators. Even when a merger makes sense economically, the political hurdles are too hard to get past.”

Cooperative deals such as condo-sats serve as an acceptable middle ground, “where you can share frequencies and jointly develop new orbital slots in a way where it’s not viewed politically as selling the family silver,” Wade said.

Ironically, condo-sats could actually usher new national satellite operators into the market. Fu Zhiheng, vice president of China Great Wall Industry Corporation, said that the condo-sat model is a sensible option in Asia’s already crowded constellation.
“For countries that want their own satellite, it’s very hard to get an orbital slot if they don’t have one already,” he said. “There’s an opportunity for those countries to work with established operators, and condo-sats are a good solution for them.”

source: http://www.telecomasia.net/content/coop ... page=0%2C0


sak007
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 769
Joined: Tue Jan 13, 2009 11:16 am

Re: THCOM

Posts by sak007 » Wed Jul 04, 2012 3:12 pm

เห็นเมื่อเช้ามีข่าวซุบซิบ ลงหนังสือพิมพ์ว่า
คุณศุภจี จะไปเป็น กจ.แบงก์กรุงไทยฯ แทนคุณอภิศักดิ์ฯ หรือ
ผมว่ามันคนละธุรกิจเลยนะ
หรือว่าเป็นแค่ข่าวลือ ๆ กัน


User avatar
Kritkarun
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 882
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:56 pm

Re: THCOM

Posts by Kritkarun » Thu Jul 05, 2012 9:19 am

ดูเหมือน Trend ใน 3 ปีข้างหน้า คงไม่ใช่ TV Digital แน่ๆ

'PSI'เล็งดึงโฆษณาโกยรายได้
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2012 เวลา 22:29 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ข่าวหน้า1 - ข่าวหน้า1

จานดาวเทียม "PSI"ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ 3-5 ปี เด้งรับการแข่งขัน รื้อโครงสร้างรายได้ใหม่แบบพลิกโฉม ดันคอนเทนต์-โฆษณา เป็นรายได้หลัก

ส่วนธุรกิจจานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมจะถูกดึงมาเป็นสินค้าแจก-แถมพ่วงการขายคอนเทนต์ ชี้ภาพรวมแข่งขันจะแรงขึ้น บ่หยั่นกรณีบิ๊กโฟร์ จับมืออาร์เอส ผุด"ซันบ็อกซ์"พร้อมเปิดตัว3 ก.ค.นี้
สืบเนื่องจากที่สมรภูมิการแข่งขันในธุรกิจทีวีดาวเทียมมีอุณหภูมิร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากที่มีฐานผู้ชมทีวีคนไทยทั้งประเทศรวมทั้งสิ้น 21.8 ล้านครัวเรือน มีฐานผู้ชมที่รับชมรายการโทรทัศน์ผ่านจานดาวเทียมและเคเบิลทีวี อยู่ที่กว่า 10 ล้านครัวเรือน ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาที่เคยกระจุกตัวอยู่ในช่องฟรีทีวี(3,5,7,9,) ก็กระจายมาอยู่ยังทีวีดาวเทียมมากขึ้น ทำให้มีการเพิ่มอัตราค่าโฆษณาต่อนาทีในอัตราที่สูงขึ้นจากหลักร้อยบาทต่อนาทีมาเป็นหลักหมื่นบาทต่อนาที(ดูตาราง) ในขณะที่บทบาทของผู้ประกอบการในธุรกิจทีวีดาวเทียมที่เติบโตจากการผลิตจานดาวเทียม และกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำของธุรกิจนี้ ก็เริ่มปรับตัวต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่มากขึ้นตามลำดับ
-โครงสร้างรายได้เปลี่ยน
นายสมพร ธีระโรจนพงษ์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PSI โฮลดิ้ง จำกัด ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจจานดาวเทียม "PSI" ผู้ผลิตและจำหน่ายจานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมทั้งจานเคยู-แบนด์และโดยเฉพาะจานซี-แบนด์ที่ครองตลาด 70- 80% ให้สัมภาษณ์พิเศษ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงบทบาทและกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมไปถึงการมองภาพรวมการเติบโตในธุรกิจทีวีดาวเทียมที่จะขยับตัวอย่างมีนัยสำคัญ นับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ทำให้บริษัทต้องปรับตัวตาม เริ่มจากที่ค่อยๆลดบทบาทจากที่มีรายได้หลักมาจากการผลิตจานดาวเทียม และกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมซึ่งจัดอยู่ในขั้นต้นน้ำของธุรกิจทีวีดาวเทียม ที่มีกำลังผลิตจานซี-แบนด์ 5,000 จาน/วัน และผลิตจานเคยู-แบนด์ 7,000 จาน/วัน และกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม 15,000 กล่อง/วัน ก็จะค่อยๆก้าวไปสู่ธุรกิจในขั้นกลางน้ำและปลายน้ำมากขึ้น โดยกลางน้ำ คือการเข้าไปสู่คอนเทนต์ โพรไวเดอร์ หรือมีช่องรายการเอง เนื่องจากPSIมีแพลตฟอร์ม มีระบบรองรับ โดยฐานลูกค้าจากจานPSI ที่มี 10.5 ล้านครัวเรือนจะเป็นแรงหนุนสำคัญ
โดยคอนเทนต์ดังกล่าวจะประกอบด้วย สารคดี หรือรายการดีๆป้อนฐานลูกค้าที่มีจานPSI ได้มากขึ้น หรือ เมื่อ7ปีที่แล้วที่บริษัทมีการลงทุนในระบบ OTA (Over The Air) เพื่อให้กล่องรับสัญญาณดาวเทียมของลูกค้าแบบเก่า หรือที่เรียกว่า S7 ที่ปรับตัวเองเพื่อทำการค้นหาช่องสัญญาณและรายการทางทีวีดาวเทียมใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทมีสมาชิกมากขึ้น รวมถึงการสร้างกล่องวัดเรตติ้งที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้
ส่วนปลายน้ำ จะเป็นเรื่องของโฆษณา ที่ไหลเข้ามาในทีวีดาวเทียมอย่างต่อเนื่องภายหลังจากที่มีจานมีกล่อง และมีช่องรายการอยู่ในตลาดมากแล้ว โดยการปรับโครงสร้างรายได้จะเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป และตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท (ปี 2554 มีรายได้รวม 2,800 ล้านบาท) มาจากธุรกิจจานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม 80% จากเดิม 100% และมาจากคอนเทนต์ 15% และโฆษณา 5% รายได้จากธุรกิจกลางน้ำและปลายน้ำจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
นายสมพร กล่าวว่าบริษัทจะต้องปรับกลยุทธ์ใหม่โดยเฉพาะสัดส่วนรายได้ที่ 3-5 ปี นับจากนี้ไปรายได้และกำไรที่มาจากต้นน้ำจะลดลงอย่างมาก และเปลี่ยนสถานะเป็นสินค้าที่รวมอยู่ในกลยุทธ์ทางการตลาด เช่น มีจานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมไว้สำหรับแจกลูกค้า หรือมีไว้เพื่อผูกพันกับคอนเทนต์ เช่น ถ้าซื้อโปรโมชัน 1 ปีก็จะแถมจานและกล่อง เป็นต้น และรายได้หลักมากกว่า 50% จะมาจากกลางน้ำและปลายน้ำในธุรกิจทีวีดาวเทียมในระยะ 3-5 ปีจากนี้ไป โดยจะมีการกระจายสินค้าไปถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ จากการวางระบบโลจิสติกส์เอง ที่ปัจจุบันมีสาขาให้บริการกระจายอยู่ 33 สาขาทั่วประเทศในจังหวัดต่างๆ โดยมีตัวแทนติดตั้งทั้งหมด 8,500 ตัวแทน
-ส่งจาน PSIลุยพม่า
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศของบริษัท PSI โฮลดิ้งฯ ปัจจุบันมีการส่งออกจานเคยู- แบนด์ไปยังสปป.ลาว กัมพูชา และกำลังจะส่งออกไปยังพม่า หลังจากที่เปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งขณะนี้จานPSI เติบโตต่อเนื่องในสปป.ลาวโดยบริษัทส่งเข้าไปขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ขณะที่ตลาดในกัมพูชายังไม่โต โดยการออกไปลงทุนนอกบ้าน จะใช้นโยบายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตจานดาวเทียมและกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมกระจายไปยังตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี
ทั้งนี้การผลิตจานเคยู- แบนด์จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเพราะขนาดจานเล็กกว่า และสะดวกในการติดตั้งในพื้นที่ขนาดเล็กที่ไม่มีบริเวณกว้าง ส่งออกได้ง่าย เมื่อเทียบกับจานซี-แบนด์ที่มีขนาดใหญ่ ต้นทุนสูง ใช้กำลังคนมาก กำไรน้อย แต่จะมีข้อดีเมื่อฝนตกหนักดูทีวีได้ชัดเจน และยังมีการเติบโตต่อเนื่อง หลังจากที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ อย่างแกรมมี่ ,อาร์เอส เริ่มเข้ามาขายจาน กล่อง และมีคอนเทนต์มากขึ้น
-อาร์เอสจับมือบิ๊ก4 ไม่กระทบPSI
นายสมพร กล่าวถึง ภาพรวมธุรกิจทีวีในประเทศไทยว่าทั้งฟรีทีวีและทีวีดาวเทียมนับจากปี 2555 เป็นต้นไปจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ มีการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะฟรีทีวีจะต้องมาลงทุนด้านทีวีดาวเทียมมากขึ้น เพราะคนจะดูทีวีที่มีเสาอากาศน้อยลงเนื่องจากมีจำนวนช่องให้ดูน้อยกว่าเมื่อเทียบกับทีวีดาวเทียม ขณะที่ผู้ผลิตรายการหรือป้อนคอนเทนต์ให้ฟรีทีวีก็มีช่องรายการเป็นของตัวเองมากขึ้นแล้ว ทำให้อำนาจต่อรองลดลง ส่วนทีวีดิจิตอลจะเกิดตามนโยบาย กสทช.แต่จะไม่เติบโต เนื่องจากมีค่าสัมปทานเป็นพันล้านบาทต่อทีวี 1 ช่อง และเกิดขึ้นช้า เพราะคนหันไปดูทีวีดาวเทียมมากขึ้นต่อเนื่อง และเมื่อทีวีดาวเทียมมีการแข่งขันมากขึ้น และมีศักยภาพ โฆษณาก็จะวิ่งมาหาเกิดการแข่งขันที่มากรายขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการในธุรกิจทีวีดาวเทียมจะแข่งขันได้ก็ต้องปรับตัวเป็นทีวีดาวเทียมครบวงจรมีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำแบบที่PSIมีอยู่แล้วในขณะนี้
"ด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจว่าการที่อาร์เอสส่งกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมภายใต้ชื่อซันบ็อกซ์(Sun Box)แข่งขันในตลาดโดยร่วมกับบริษัท ผลิตและจำหน่ายจานดาวเทียมในกลุ่มบิ๊กโฟร์ ซึ่งประกอบด้วยอินโฟแซท, ลีโอเทค ,ไอเดียแซท และไทยแซทนั้น จะไม่ส่งผลกระทบมาถึงบริษัท เนื่องจากขนาดธุรกิจในกลุ่มบิ๊ก 4 เล็กกว่า ไม่มีระบบถอดรหัส และที่สำคัญกลุ่มนี้ยังไม่มีคอนเทนต์ช่องดาวเทียมกล่องวัดเรตติ้ง ความถี่ช่องดาวเทียม ซึ่งเป็นธุรกิจกลางน้ำ"
อย่างไรก็ตามถ้าบิ๊กโฟร์ ไม่ร่วมมือกับอาร์เอสก็จะไม่มีระบบถอดรหัสไม่สามารถชมฟุตบอลลาลีกา สเปนในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ได้ ขณะที่ลูกค้าPSIที่มีชุดจานดาวเทียม PSI รุ่น O2 ที่มีระบบถอดรหัสอยู่แล้วก็สามารถเติมเงินกับอาร์เอสเพื่อชมฟุตบอลลาลีกา สเปนได้ โดยลูกค้าของPSIที่ดูฟุตบอลสเปนได้จะมีอยู่ประมาณ 2 ล้านครัวเรือน ส่วนอีกประมาณ 8 ล้านครัวเรือนถ้าจะดูก็ต้องไปติดกล่องPSI รุ่น O2 หรือไปติดกล่องซันบ็อกซ์ของอาร์เอส
-3ก.ค.เปิดตัวกล่อง"ซันบ็อกซ์"
แหล่งข่าวจาก ผู้ผลิตจานดาวเทียมและนำเข้ากล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม หนึ่งในกลุ่มบิ๊กโฟร์ กล่าวถึงความร่วมมือทางธุรกิจทีวีดาวเทียมกับอาร์เอสว่า มีสัญญาทำธุรกิจร่วมกัน 1 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ถึงเดือนพฤษภาคม 2556 โดยกลุ่มบิ๊กโฟร์ เป็นกลุ่มพันธมิตรผู้ค้าจานดาวเทียมรวมตัวกันเพื่อสร้างประโยชน์ในตลาดจานดาวเทียม มาจับมือกับอาร์เอสเพื่อจัดจำหน่ายกล่องซันบ็อกซ์ โดยกลุ่มบิ๊กโฟร์จะมีฮาร์ดแวร์ ส่วนอาร์เอสจะมีคอนเทนต์ ซึ่งกลุ่มบิ๊กโฟร์ จะได้ประโยชน์จากการขายกล่อง และได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกับผู้ผลิตคอนเทนต์โพรไวเดอร์ ขณะที่กลุ่มบิ๊กโฟร์จะมีตัวแทนจำหน่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ อาศัยจุดแข็งซึ่งกันและกันมาพัฒนาธุรกิจทีวีดาวเทียม
ต่อเรื่องนี้แหล่งข่าวจากบริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน)หรือ"อาร์เอส" กล่าวว่าในวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 จะเปิดตัว กล่องซัน
บ็อกซ์ ที่จะเป็นกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมที่สามารถเข้าชมฟุตบอลลาลีกา สเปนได้ด้วย โดยนางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัทอาร์เอสฯจะเป็นผู้แถลงข่าว โดยความร่วมมือนี้อาร์เอสจะมีคอนเทนต์ ขณะที่บิ๊กโฟร์ มีกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม ที่จะได้ประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน โดยมีสัญญา1 ปี ซึ่งขณะนี้อาร์เอสมองว่าเมื่อมีคอนเทนต์แล้ว ต่อไปกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมและจานดาวเทียมก็จะตามมา และหากมองจากมุมของอาร์เอส คอนเทนต์คือต้นน้ำ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะพร้อมเปิดเผยได้ในวันเปิดตัว
ปัจจุบันอาร์เอสมีธุรกิจทีวีดาวเทียม ทั้งหมด 5 ช่องรายการคือ 1. YOU Channel ช่องเพลงวัยรุ่น 2. ช่อง 8 Infinity ฟรีทีวีวาไรตี้ 24 ชั่วโมง 3. สบายดี ทีวี ช่องเพลงลูกทุ่งวาไรตี้ 4. YAAK TV (ย๊าค ทีวี) ฟรีทีวีอันเซ็นเซอร์ สำหรับคนรุ่นใหม่ 24 ชั่วโมง 5. RS Sport La Liga ช่องฟุตบอลลีกอันดับ 1 ของโลกจากสเปน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,753 1- 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=417


Post Reply