THCOM

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
Post Reply
User avatar
ครรชิต ไพศาล
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4610
Joined: Tue Feb 04, 2003 7:58 pm

THCOM

Posts by ครรชิต ไพศาล » Sun Jun 27, 2004 8:45 am

SATTEL บริษัทชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)
เปลี่ยนชื่อเป็น
THCOM บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)

Image

Last edited by ครรชิต ไพศาล on Thu Apr 17, 2008 12:56 pm, edited 2 times in total.
ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN

User avatar
วันพีส
Verified User
Posts: 77
Joined: Fri Mar 12, 2004 4:47 am

Posts by วันพีส » Sat Sep 04, 2004 2:14 am

ช่วยแปะข่าวครับ

SET : การรับหุ้นเพิ่มทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน : SATTEL
การรับหุ้นเพิ่มทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน

ตามที่บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (SATTEL) ได้ดำเนินการ
เพิ่มทุนจดทะเบียน และขอให้ตลาดหลักทรัพย์รับหุ้นเพิ่มทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
เพิ่มเติมนั้น ตลาดหลักทรัพย์ได้พิจารณาแล้วเห็นควรกำหนดให้หุ้นเพิ่มทุนของบริษัทดังกล่าว
เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2547 เป็นต้นไป

ชื่อย่อ : SATTEL
ทุนเดิม : 4,380,140,000 บาท
ทุนใหม่ : 4,384,409,000 บาท
มูลค่าที่ตราไว้ : 5 บาท
จัดสรรให้ : ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิของโครงการ ESOP ครั้งที่ 2 ได้แก่
กรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัทฯ(โครงการ ESOP ครั้งที่ 2)
จำนวน 426,900 หน่วย เป็น 853,800 หุ้น
อัตราส่วน : 1:2
ราคาใช้สิทธิ : 6.42 บาท
วันใช้สิทธิ : 31 สิงหาคม 2547

ผมรู้น้อย แต่จะค่อยๆ ทำความเข้าใจครับ

โป้ง
Verified User
Posts: 2326
Joined: Wed Aug 04, 2004 9:36 pm

Posts by โป้ง » Tue Sep 20, 2005 8:16 am

ราคาปัจจุบัน ที่ 20/09/2005 อยู่ที่ 14.90 บาท

ดาวเทียมมีการแข่งขันกันเยอะมากครับ ในปัจจุบัน
แต่ sattel น่าสนใจตรงที่ว่า IPstar ถือเป็นดาวเทียมที่เจาะตลาดด้าน broadband สามารถทำ gateway ออกนอกประเทศด้วย bandwidth ที่สูงได้

สำหรับผมดูน่าสนใจครับ เนื่องจากในภูมิภาคนี้ดาวเทียมแบบ IPsatr ยังมีคู่แข่งน้อย ราคาปัจจุบันยังวิ่งไปได้อีกไกล

งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน

โป้ง
Verified User
Posts: 2326
Joined: Wed Aug 04, 2004 9:36 pm

Posts by โป้ง » Thu Sep 29, 2005 3:07 pm

บิ๊กSATTELมั่นใจIPSTARไร้ปัญหา ต.ค.นี้ให้บริการ-'WiMax'ไม่ใช่คู่แข่ง

โดย กระแสหุ้น


"ชินแซทเทลไลท์" มั่นใจ IPSTAR ไร้ปัญหา ลั่น ต.ค.นี้เปิดให้บริการได้ชัวร์ ยืนยัน WiMax ไม่ใช่คู่แข่งแต่เป็นตัวเสริมรายได้ให้กับบริษัท มั่นใจสิ้นปีนี้ไม่ขาดทุนแน่นอน แย้มปีหน้าเตรียมส่งดาวเทียมไทยคม 5 ขึ้นสู่ท้องฟ้า

นายธนฑิต เจริญจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารด้านการเงิน บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SATTEL เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ยิงดาวเทียม iPSTAR ขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบส่งสัญญาณในอวกาศซึ่งขณะนี้ขอยืนยันว่าทุกอย่างเป็นปกติและจะเริ่มให้บริการในเดือนตุลาคมนี้แน่นอน พร้อมทั้งจะบันทึกรายได้ได้ทันที


"จากที่มีข่าวลือเข้ามาว่าดาวเทียมมีปัญหาแต่ผมขอคอนเฟิร์มว่าทุกอย่างเป็นปกติตอนนี้กำลังรอให้ท้องฟ้าแจ่มใสเพื่อที่จะทดสอบสัญญาณซึ่งท้องฟ้าจะต้องแจ่มใสมาก ๆ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง" นายธนฑิตกล่าว


ส่วนประเด็นเรื่องที่มีความวิตกกังวลว่า Worldwide Interoperebility for Microwave Acces หรือที่เรียกว่า WiMax Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไร้สายรองรับการใช้งานการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะเข้ามาเป็นคู่แข่งของดาวเทียม iPSTAR ในอนาคตนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้ว่าที่สหรัฐฯเครือข่ายไร้สายแบบ WiMax จะได้รับความนิยม แต่ใช้กับประเทศไทยไม่ได้ เนื่องจากต้องลงทุน Terminal แพงมากประมาณ 500 เหรียญสหรัฐต่อชุด ซึ่งคู่แข่งหลักของ WiMax คือ ADSL ดังนั้น iPSTAR มองว่า WiMax จะเป็นลูกค้า เนื่องจากหากจะบุกตลาดจะต้องวางเน็ทเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่วางที่กรุงเทพฯเท่านั้น จะต้องไปวางตามหัวเมืองใหญ่ๆ และ WiMax จะต้องมีตัวเชื่อมต่อ ซึ่งน่าจะมาซื้อบริการจากดาวเทียม iPSTAR ในการเชื่อมต่อสัญญาณ ดังนั้นจึงน่าจะเป็นธุรกิจเสริมให้กับดาวเทียมและไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงอย่างที่คิด


นายธนฑิต กล่าวต่อว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าสิ้นปีนี้บริษัทจะไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน แม้ว่าจะต้องบันทึกค่าเสื่อมและภาระดอกเบี้ยจ่ายของดาวเทียม iPSTAR เพราะจากการคำนวณค่าเสื่อมราคาจากต้นทุนที่ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ระยะเวลาใช้งาน 12 ปีตกเฉลี่ยค่าเสื่อมปีละ 33 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ขณะนี้สามารถขายช่องสัญญาณในปีแรกได้แล้ว 31 ล้านเหรียญสหรัฐดังนั้นจึงไม่น่าจะมีผลมากนัก ขณะเดียวกัน บริษัทได้ทำการเซ็นสัญญาขายสัญญาณของดาวเทียม iPSTAR ให้กับลูกค้า 3 รายคือ ประเทศไทย เวียดนาม และนิวซีแลนด์ คิดเป็น 8% ของ Capacityมูลค่า 327 ล้านเหรียญสหรัฐโดยจะเริ่มรับรู้รายได้ทันทีตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป นอกจากรายได้ที่เกิดจากการขายช่องสัญญาณแล้ว ดาวเทียม iPSTAR ยังมีรายได้จากการขาย Terminal หรือตัวรับสัญญาณอีก และในปีหน้าคาดว่ารายได้จากตรงนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกจากการที่สามารถขายช่องสัญญาณของดาวเทียมiPSTAR เพิ่มมากขึ้น


นอกจากนี้ดาวเทียม iPSTAR สามารถขาย Bandwidth ได้แล้ว 8% ของ Capacity ซึ่งจุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ประมาณ 20-25% ถือว่าต่ำมากและไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องของสัญญา เพราะลูกค้าแต่ละรายจะเซ็นสัญญาระยะยาว 7 ปีขึ้นไปดังนั้นความเสี่ยงจากลูกค้าระยะสั้นจึงไม่มี ปัจจุบัน SATTEL กำลังเริ่มขายช่องสัญญาณให้กับลูกค้ารายใหญ่ 3 รายคือ ประเทศจีน ประเทศอินเดียและประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีอยู่ 1 รายคาดว่าจะสามารถตกลงกันได้ภายในสิ้นปีนี้ซึ่งจะทำให้บริษัทถึงจุดคุ้มทุนได้ทันที


ขณะเดียวกัน ดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งเตรียมที่จะยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าในปี 2549 ทางบริษัทไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนอีกเพราะขณะนี้บริษัทมีความพร้อมและเตรียมแหล่งเงินทุนไว้แล้วดังนั้นผู้ลงทุนไม่ต้องเป็นห่วง

...................................................................................................

สรุปคือ Wimax ไม่ใช่คู่แข่งของ Ipstar หากมีการตั้งเสา Wimax ขึ้น ก็จะมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่ม bandwidth ไปนอกประเทศมากขึ้น

ฉะนั้นหากมี Wimax เกิดขึ้นจริง จะเป็นผลดีกับ Ipstar

อีกส่วนหนึ่ง ในปี 2549 จะมีการยิ่งดาวเทียม ไทยคม5 ผู้บริหารยืนยันไม่มีการเพิ่มทุนอีกแน่นอนครับ

งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน

User avatar
naris
Verified User
Posts: 6726
Joined: Mon May 09, 2005 11:01 pm

Posts by naris » Thu Sep 29, 2005 5:15 pm

แต่มือถือนี่โดนเต็มๆใช่ไหมครับ

ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร

nearly_vi
Verified User
Posts: 743
Joined: Fri Jun 23, 2006 5:26 pm

...

Posts by nearly_vi » Fri Jun 23, 2006 5:35 pm

sattel กะลังจะบันทึกกำไรจากการให้เช่าสัญญาณ จริงรึเปล่าครับ
จะได้เห็นเนื้อกำไรแล้ว?

ไม่ขอเป็นถึง "กูรู" ขอเป็นแค่ "กูรวย" ก็พอ...

User avatar
โอ@
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4244
Joined: Sun Mar 21, 2004 4:25 pm

Posts by โอ@ » Fri Jun 23, 2006 9:46 pm

เดี๋ยวนี้สัญญาณส่งไปต่างประเทศเขาใช้ แบบสายเป็นหลักนะครับ อย่างเช่นสายไฟเบอร์ออฟติกอะไรประมาณนี้ ผมกลับคิดว่า เอาละซิ ดาวเทียมที่ได้ประโยชน์ในพื้นที่กันดารที่สายไม่เหมาะจะลงทุนเข้าไป พอเจอ WiMax เข้ามานะ อึ้ม จะเป็นยังไงหนอ

_________

thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Jul 18, 2006 7:46 am

แล้วถ้าพื้นที่เป็นเกาะแก่ง หรือเป็นพื้นที่ภูเขาสูง เป็นต้น เทคโนโลยีสายจะทดแทน ดาวเทียมได้หรือไม่ครับ เพราะเห็นว่ามีข้อมูลว่า เมื่อเปิดตลาดที่อินเดียได้ อาจจะไปเปิดต่อที่อินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่เป็นเกาะมาก

นอกจากนี้ความเห็นของผมคือ ช่วงนี้ราคาน้ำมันที่แพงมากขึ้น การทำธุรกิจที่มี Logistic Cost ให้ต่ำลงโดยใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารแทน เช่น ในเรื่องการ Trading ต่าง ๆ โดยเฉพาะการสั่งซื้อสั่งขาย เปิด LC หรือ พูดคุยโทรศัพท์ระหว่างประเทศมากขึ้น แทนที่จะเดินทางมาเจรจาที่ประเทศคู่ค้าโดยตรง น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น

ดังนั้น ต้องดูว่า การสื่อสารทางสาย กับ ดาวเทียมนั้น สามารถทดแทนกันได้ในตลาดใด เสริมกันได้ในตลาดใด และไม่สามารถทดแทนกันได้ในตลาดใด จะทำให้เราเข้าใจตัวธุรกิจมากยิ่งขึ้นครับ


junkbond
Verified User
Posts: 18
Joined: Sun Jul 30, 2006 8:48 am

Posts by junkbond » Tue Aug 15, 2006 11:44 pm

ได้มีโอกาสเข้าร่วม Quaterly Briefing ของ Sattel ที่จัดขึ้นวันนี้มาครับ Presentation สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ
Sattel 2Q06 Briefing
ดร.ดำรง ยังคงให้ความสำคัญกับ IPSTAR ที่จะเป็นเรือธงหลักที่จะ generate income ในอนาคตของ Sattel (คุยว่า $200 mil++ นะครับ)

Businness Model ของ IPSTAR ยังคงเน้นเจาะตลาด  Broadband นอกเหนือจากส่วนทีครอบคลุมโดย copper (5km.) และ WiMax (15km.)
กล่าวคือเน้นในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดาลเป็นหลัก ตลาดที่ให้ความสำคัญคือ จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไทย ที่เหลือเป็นน้ำจิ้ม
โดยที่ อินเดีย กับ จีน ซึ่งเป็นความหวังนั้นอยู่ในช่วงการขออนุญาตดำเนินธุรกิจกับรัฐบาลซึ่งต้องขอ License ต่างๆมากมาย
และการ install gateway ลงไป ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีหน้าเป็นอย่างช้า ทุกอย่างน่าจะพร้อม

สำหรับใน Aus และ NZ ตอนนี้ก็ไปได้เรื่อยๆ โดยใน Aus ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งมีโครงการ subsidize จากรัฐบาล
ซึ่งทำให้การทำตลาดทำได้ง่ายมาก และคู่แข่งมีน้อย ปัจจุบันมีดาวเทียมที่เป็นคู่แข่งคือ Optus และ Telstra ซึ่งที่จริง
ทั้งคู่ต่างก็เป็น Conventional Sattelite จะเอามาแข่งกับ Broadband Sattelite อย่าง IPSTAR ตรงๆ ก็คงเหมือนเอา PCT มาแข่งกับมือถือ
เพราะ  Bandwitdh ต่างกันหลายสิบเท่า ทำให้  IPSTAR มี operating cost ที่ต่ำกว่าหลายเท่าตัว (monthly fee ของ IPSTAR คือ 29.99AUD เทียบกับ 70-80 AUD)

สิ่งที่มุ่งหวังตอนนี้คือทำตลาดใน Aus ให้ได้เร็วที่สุด การ subsidize ของรัฐบาลจะเริ่มปลายปีนี้ ในขณะที่ต้องรีบดำเนินการให้ทำธุรกิจใน
จีน กับ อินเดียให้ได้ เนื่องจากสิ่งที่ถ่วง Sattel อยู่คือหนี้มหาศาลจากการยิงดาวเทียมติด ๆ กันสองดวง

ทางดานมือถือใน ลาว และ กัมพูชา ก็มีดารเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ในอนาคตการแข่งขันก็เริ่มสูงขึ้น เพราะจีนกับสิงคโปร์เริ่มเข้ามาแข่ง
และแน่นอนว่าพวกนี้ทุนหนากว่าเยอะ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:27 pm

หุ้น Sattel ดิ่งเหว อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ เพียงแค่ผู้ถือหุ้นใหญ่มีปัญหาเท่านั้น  แต่ถ้าเราดูพืนฐานของหุ้น กลับคนละเรื่องกัน เพราะมีความก้าวหน้าในการดำเนินงาน แถมเป็นบริษัทหนึ่งที่ให้ข้อมูลกับผู้ถือหุ้นค่อนข้างดี ผมเคยไปชมที่ Web site ของบริษัท ให้ข้อมูลค่อนข้างมาก และย้อนหลังไปหลาย ๆ ปีทีเดียว

ดังนั้นการที่หุ้นตัวนี้ดิ่งเหว ทั้งที่ผลการดำเนินงานไม่ได้มีปัญหา กลับมาโอกาสในอนาคตที่ดีกว่าปัจจุบันมาก และมีความหลากหลายธุรกิจ แถมมีธูรกิจที่หลายตัวเริ่มสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอีกด้วย จึงน่ามาดูกันนะครับว่าตอนนี้ความคืบหน้าของผลงานเป็นอย่างไร เป็นหุ้นที่มีปัญหาในการดำเนินงานสูงมาก หรือเป็นบริษัทที่มีปัญหาหรือไม่  ซึ่งจากข้อมูลพื้นฐานที่ผมอ่านจากบทวิเคราะห์ของ Broker Kest ผมจะพยายาม Highlight แต่ข้อเท็จจริง ก่อน แล้วเดี๋ยวเรามาช่วยกันตั้งประเด็นเพื่อวิเคราะห์งบการเงิน ฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานด้วยกันนะครับ
ใครมีประเเด็นก็ช่วยกันสอบถาม ช่วยกันวิเคราะห์นะครับ


SATTEL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/49 ขาดทุนสุทธิ 34 ล้านบาท ดีกว่าขาดทุนสุทธิ 58 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า และดีกว่าประมาณการของเราเนื่องจากรายได้อื่น ที่สูงกว่าคาดรวมถึง กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 146 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลขาดทุนปกติ 218 ล้านบาทนั้นใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้ โดยการขาดทุนอย่างต่อเนื่องจากผลขาดทุนปกติ 242 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้านั้น เนื่องมาจากการบันทึกค่าเสื่อมราคาดาวเทียมไอพีสตาร์และดอกเบี้ยจ่ายที่เกี่ยวข้องเต็มจำนวนในขณะที่ธุรกิจอยู่ในช่วงเริ่มต้น อย่างไรก็ดี EBITDA ครึ่งปีแรกขยายตัว 4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (yoy) เป็น 1.3 พันล้านบาท


รายได้รวมลดลง 17% จากไตรมาสก่อน (qoq) เป็น 1.46 พันล้านบาท เนื่องจากคำสั่งซื้ออุปกรณ์ user terminal (UT) ไอพีสตาร์นั้นล่าช้าไปยังไตรมาส 3/49 ในขณะที่ธุรกิจบริการช่องสัญญาณดาวเทียมค่อนข้างมั่นคง รายได้จากธุรกิจดาวเทียมรวมลดลง 12% qoq เป็น 849 ล้านบาท ในทางกลับกัน รายได้จากธุรกิจโครงข่ายโทรศัพท์ในลาวและกัมพูชาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 7% qoq และ 26% yoy เป็น 595 ล้านบาท ฐานลูกค้าของทั้งสองตลาดขยายตัวถึง 40-44% ตั้งแต่กลางปีที่แล้วเป็นต้นมา

SATTEL บันทึกรายได้อื่นรวม 126 ล้านบาทจาก 2 รายการหลักได้แก่ 1) การกลับรายจ่ายหลังจากรัฐบาลกัมพูชาลดภาษีพิเศษย้อนหลังในช่วง เม.ย.48-มี.ค.49 จาก 10% เป็น 2% 2) บริษัทได้รับอนุมัติเงินทุน 38 ล้านบาทจากกระทรวงไอซีทีเพื่อใช้ลงทุนในดาวเทียมไทยคม 5 เงินทุนนี้เป็นส่วนสุดท้ายของเงินชดเชยค่าประกันดาวเทียมไทยคม 3 ที่บริษัทเคยได้รับอนุมัติ เราถือรายการนี้เป็นรายการพิเศษ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:29 pm

ทั้งนี้ เรายังไม่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3/49 เนื่องจาก SATTEL เริ่มบันทึกค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นจากดาวเทียมไทยคม 5 แม้จะมีแนวโน้มขาย UT ล็อตใหญ่จากตลาดจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไทย อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ดีในไตรมาส 4/49 จากความคืบหน้าธุรกิจไอพีสตาร์และยอดขาย UT ที่เติบโตยิ่งขึ้นอีกโดยเฉพาะจากตลาดจีนและอินเดีย โดยบริษัทจะติดตั้ง gateway ที่ 2 และ 3 ในจีนในเดือนหน้า และจะเริ่มรุกทำการตลาดในไตรมาส 4/49

Earnings summary
2003 2004 2005 2006F 2007F
Sales 5,805 5,120 5,589 7,893 10,211
EBITDA (Btmn) 2,643 2,491 2,366 3,240 4,462
Normalised Profit 866 872 485 (585) 340
Net Profit 1,080 856 1,208 (215) 340
EPS (Bt) 1.23 0.98 1.11 (0.20) 0.31
PER (x) 7.9 10.0 8.9 N.A. 31.5
EV/EBITDA (x) 8.4 9.3 11.5 9.0 6.3
Free cash flow (Btmn) (4,110) (797) (6,926) (1,299) 1,376
CF/share (Bt) 1.7 2.4 0.3 1.5 1.7
BV per shr (Bt) 9.2 10.4 12.4 10.3 10.6
Price/BV (x) 1.1 0.9 0.8 1.0 0.9


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:30 pm

Breakdown revenue (Bt,mn)
2Q06 1Q06 QoQ 2Q05 YoY Note
Satellite 849 1,153 -26.4% 1,135 -25.2%  
- Thaicom 634 645 -1.7% 600 5.7% ธุรกิจให้เช่าช่องสัญญาณค่อนข้างคงที่
- iPSTAR 215 508 -57.7% 535 -59.8% มียอดขาย UT lot ใหญ่ใน 2Q05 และ 1Q06
Internet 19 20 -5.8% 15 26.7%
Indochina telecom 595 582 2.3% 474 25.5% เติบโตอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของอัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในลาวและกัมพูชา
Total 1,463 1,755 -16.6% 1,624 -9.9%


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:32 pm

ผลการดำเนินงานเปรียบเทียบรายไตรมาส และปีที่ผ่านมา

2Q06 result (Bt,mn)
  2Q06 1Q06 QoQ 2Q05 YoY 1H06 1H05 YoY
Sales 1,463 1,755 -16.6% 1,624 -9.9% 3,218 2,853 12.8%
Other income 88 5 1806.4% 5 1730.3% 93 46 101.7%
COGs 611 829 -26.3% 726 -15.8% 1,441 1,218 18.3%
Depre&amor 755 734 2.8% 345 118.5% 1,489 668 122.9%
Gross profits 97 191 -49.3% 552 -82.4% 289 967 -70.2%
SG&A 289 279 3.5% 260 10.9% 568 433 31.1%
SG&A/Sales 19.7% 15.9% 16.0% 17.6% 15.2%
EBITDA 650 650 0.0% 641 1.4% 1,300 1,245 4.3%
Interest expense 221 221 -0.1% 42 422.4% 442 83 430.5%
Earnings contribution 20 25 -19.0% 20 1.8% 45 30 50.4%
Normalised profit (218) (244) -10.5% 190 N.A. (462) 378 -222.4%
Extra gain (loss) 184 186 -0.7% 718 -74.3% 370 718 -48.5%
Net profit (34) (58) -41.6% 907 N.A. (92) 1,096 -108.4%
Normalised EPS (Bt) (0.20) (0.22) -10.5% 0.17 N.A. (0.42) 0.35 -222.4%
EPS (Bt) (0.03) (0.05) -41.6% 0.83 N.A. (0.08) 1.00 -108.4%
Source: Company reports and KELIVE research estimates


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:38 pm

แต่ถ้าใครอยากติดตาม Story ของหุ้นตัวนี้ว่า อนาคตอยู่ตรงไหน อ่านตรงนี้ครับ จะเห็นความก้าวหน้าและความคืบหน้าที่เรามาลุ้นกันที่ไตรมาส 3 และ ไตรมาส 4 ว่าจะเป็นไปตามแผนงานหรือไม่ และประเด็นคือถ้าเป็นไปตามแผนงาน ปีหน้าก็ได้ลุ้นการทำกำไรกันครับ

ยอดสั่งซื้ออุปกรณ์ภาคพื้นดิน (user terminal) สำหรับไอพีสตาร์เลื่อนไปไตรมาส 3/49
หลังจากที่บริษัทมียอดจำหน่าย user terminal ล็อตใหญ่เมื่อไตรมาส 1/49 คำสั่งซื้อล็อตใหญัถัดไปนั้นมีการเลื่อนไปส่งมอบในไตรมาส 3/49 ดังนั้น เราประมาณการว่ายอดจำหน่ายในไตรมาส 2/49 จะลดลงจาก 11,134 เครื่องในไตรมาสก่อนหน้าเป็น 2,200 เครื่อง แต่จะกลับมาสูงขึ้นในไตรมาส 3/49
นอกจากนี้ ยอดขาย user terminal มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกในไตรมาส 4/49 จากความต้องการในตลาดจีน หลังจากการติดตั้ง gateway อีก 2 แห่งในเดือน ก.ย. นี้ นอกจากนี้ คาดว่าจะมียอดสั่งซื้อจากลูกค้าในอินเดียในช่วงไตรมาส 4/49-1/50 ด้วย หลังจากที่ลูกค้าได้รับใบอนุญาต landing right จากรัฐบาลอินเดีย

ด้วยยอดขาย user terminal ที่ลดลงแต่รายได้จากธุรกิจบริการช่องสัญญาณดาวเทียมค่อนข้างคงที่ ทำให้เราคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานของบริษัทจะลดลง 17% จากไตรมาสก่อนหน้าเป็น 1,455 ล้านบา

ยังคงคาดว่าจะมีผลขาดทุนอันเนื่องมาจากค่าเสื่อมราคาที่อยู่ในระดับสูง แต่ EBITDA มีการเติบโตหลังจากที่บริษัทเริ่มบันทึค่าเสื่อมราคาไอพีสตาร์และดอกเบี้ยจ่ายที่เกี่ยวข้องในไตรมาส 4/48 ในขณะที่ธุรกิจไอพีสตาร์ยังอยู่ในช่วง เริ่มต้นนั้น เราคาดว่า SATTEL จะมีผลขาดทุนปกติ 217 ล้านบาทในไตรมาส 2/49 และ ขาดทุนสุทธิ 77 ล้านบาทหลังรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เปรียบเทียบกับขาดทุนสุทธิ 58 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า

และตรงนี้ครับที่น่าสนใจ คือ แม้ขาดทุนจากรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดคือ ค่าเสื่อมราคา แต่ Ebitda  เริ่มขยายตัวเป็นบวกเพิ่มขึ้นครับ อันนี้เป็นสัญญาณที่ดีครับ


อย่างไรก็ดี เราคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 4.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนและ 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้าเป็น 672 ล้านบาท โดยมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นอีกในครึ่งปีหลังของปีนี้ ควบคู่ไปกับแนวโน้มยอดขาย user terminal ที่จะเติบโตขึ้น

ความคืบหน้าในการที่จะทำให้ตัวนี้เป็น Growth stock ต่อเนื่องหรือไม่อยู่ตรงนี้ครับ

ธุรกิจไอพีสตาร์จะมีความคืบหน้าสำคัญเร็วๆ นี้
หลังการติดตั้ง gateway แรกในประเทศจีนแล้ว บริษัทจะติดตั้งอีก 2 gateway ในจีนในเดือน ก.ย. นี้ หลังจากนั้นจะรุกกิจกรรมทางการตลาดอย่างเต็มที่ ซึ่งน่าจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ในปีหน้า
นอกจากนี้ บริษัทมี partner ในประเทศอินเดียแล้ว ปัจจุบันรอการอนุมัติ landing right จากรัฐบาลจีน หลังจากนั้นน่าจะใช้เวลาไม่นานก่อนจะเริ่มให้บริการไอพีสตาร์ในอินเดียเนื่องจากผู้บริหารของ SATTEL กล่าวว่าประเทศอินเดีย partner ในอินเดียได้แจ้งถึงความต้องการบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมที่กำลังมีอย่างมากในอินเดีย ทำให้แนวโน้มในประเทศนี้ค่อนข้างสดใสเช่นกัน


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:40 pm

แล้วความคืบหน้าของ IP star กับประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไรครับ

นอกจากสองประเทศใหญ่ดังกล่าว อินโดนีเซียเป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีแนวโน้มค่อนข้างดี โดยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะจำนวนมากนี้ทำให้มีแนวโน้มต้องการบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมค่อนข้างมาก ทางบริษัทได้เริ่มเจรจากับลูกค้าในตลาดนี้แล้วเช่นกัน
สำหรับตลาดที่เริ่มให้บริการแล้วอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ผู้บริหารของ SATTEL กล่าวว่าความต้องการบริการไอพีสตาร์กำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่งด้วยความสนับสนุนจากรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลออสเตรเลีย


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:48 pm

ผลการดำเนินงานขาดทุน เพราะธุรกิจนี้มีการลงทุนด้าน Fixed Cost คือ ดาวเทียมค่อนข้างสูง ทำให้ต้องมีการตัดค่าเสื่อมราคาที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดสูง ในขณะที่การดำเนินงานต้องค่อยเป็นค่อยไป และจะ Peak สุด ๆ ในช่วงปีถัด ๆ ไปครับ

ปรับลดการคาดผลประกอบการทั้งปีหลังเพิ่มสมมติฐานค่าเสื่อม ราคาจากการที่ดาวเทียมไทยคม 5 เริ่มให้บริการเร็วกว่าคาด
ดาวเทียมไทยคม 5 เริ่มให้บริการแล้วในเดือนนี้ ทำให้บริษัทเริ่มบันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ไตรมาส 3/49 เป็นต้นไป ซึ่งเร็วว่าที่เราคาดไว้ ทำให้เราเราต้องปรับเพิ่มสมมติฐานค่าเสื่อมราคาปีนี้ และปรับการคาดขาดทุนปกติปีนี้จาก 267 ล้านบาทเป็นขาดทุนปกติ 585 ล้านบาท
แม้ผลประกอบการของ SATTEL จะอ่อนแออย่างมากในปีนี้ เราเชื่อว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวอย่างเด่นชัดในไตรมาส 4/49 เป็นต้นไป ควบคู่ไปกับแนวโน้มความคืบหน้าของธุรกิจไอพีสตาร์ โดยเราคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะพลิกเป็นกำไร 340 ล้านบาทในปีหน้า


และเมื่อดูองค์ประกอบธุรกิจต่าง  ๆ แล้ว อันนี้เป็นการประเมินมูลค่าหุ้น ของ Broker Kest โดยเขาประเมินจากธุรกิจของ Sattel ที่มีความหลากหลาย และประเมินมูลค่าหุ้นของแต่ละธุรกิจเป็นดังนี้ครับ


ด้วยการปรับสมมติฐานของเราไม่กระทบประมาณการกระแสเงินสด เราราคาเหมาะสมของหุ้น SATTEL ตามวิธี sum-of-the-parts ของเราจึงคงไว้ที่ 16.5 บาท ประกอบด้วย

12.2 บาท/หุ้นจากธุรกิจดาวเทียม อันนี้เป็นธุรกิจหลัก หากเทียบกับราคาหุ้นในขณะนี้ ก็มี Up side Gain กว่า 50% ขึ้นไปแล้ว

อันนี้ซื้อดาวเทียมแล้วมีของแถมจากธุรกิจอื่น  ๆ คือบริษัทในเครือที่ Sattel ไปลงทุนครับ

1.0 บาท/หุ้นจากการถือหุ้น 40% ใน CSL ตัวนี้คือ ธุรกิจ Internet นั่นเองครับ  และ


และตัวนี้ครับ เป็นดาวรุ่งธุรกิจของบริษัทเลยครับ ถ้าอัตราการพุ่งขึ้นของโทรศัพท์มือถือในประเทศเพื่อนบ้านที่ Sattel ไปลงทุนสูงขึ้น เหมือนกับประเทศไทย การถือ Sattel จึงเหมือนได้ธุรกิจมือถือในต่างประเทศฟรี ๆ อีกเหมือนกันครับ

3.3 บาท/หุ้นจากธุรกิจสื่อสารในลาวและกัมพูชา


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:51 pm

คำว่า Growth Stock ของ Sattel เขาวัดกันที่เติบโตตรงนี้ครับ ซึ่งเป็นแผนงานรุกของบริษัทในการเพิ่มการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่าง ๆ ครับ กระจายความเสี่ยงไปยังหลายธุรกิจ ทำให้รายได้มาจากหลายประเทศครับ

ตลาด iPSTAR และความคืบหน้าในการขยายธุรกิจCountry Capacity (Mbps) % of total IPSTAR Capacity (45G) Progress/Note
China 11,798 26.20% ได้รับใบอนุญาตแล้ว
คาดเริ่มให้บริการไตรมาส 4/49
Australia 6,609 14.70% เริ่มให้บริการแล้ว
New Zealand 991 2.20% เริ่มให้บริการแล้ว
India 7,869 17.50% คาดได้รับใบอนุญาตไตรมาส 2/49
และเริ่มให้บริการไตรมาส 4/49
Malaysia 2,950 6.60% อยู่ระหว่างเจรจา (+)
Thailand 2,923 6.50% เริ่มให้บริการแล้ว
Myanmar 489 1.10% เริ่มให้บริการแล้ว
Cambodia 447 1.00%
Vietnam 1,902 4.20% เริ่มให้บริการแล้ว
Japan 2,972 6.60% อยู่ระหว่างเจรจา (+)
South Korea 1,023 2.30%
Philippines 1,277 2.80%
Taiwan 1,146 2.50%
Indonesia 2,631 5.80% อยู่ระหว่างเจรจา (+)
Singapore 170 0.40%
Brunei 148 0.30%
Total capacity 45 Gbps 100%
Source: Company reports.
จาก gateway จำนวน 6 แห่งในปัจจุบัน SATTEL จะติดตั้งอีก 7 gateway ในปีนี้ (3 แห่งในจีน และที่เหลือในอินเดีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย)

หลังจากที่ Chinasat ซึ่งเป็นลูกค้าในจีนได้รับใบอนุญาตในเดือนที่แล้ว ลูกค้าในอินเดียน่าจะได้รับใบอนุญาตภายในไตรมาสนี้เช่นกัน ดังนั้นทั้งสองตลาดมีแนวโน้มเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาส 4/49 ทั้งนี้ ผู้บริหารของ SATTEL กล่าวว่าการเจรจากับลูกค้าในญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีแนวโน้มค่อนข้างดีเช่นกันเนื่องจากเห็นความต้องการในประเทศที่ค่อนข้างชัดเจน
นอกจากนี้ ความคืบหน้าดังกล่าวน่าจะทำให้ยอดขายอุปกรณ์ terminal พุ่งขึ้นในครึ่งปีหลังของปีนี้ ซึ่งจะชดเชยผลประกอบการที่อ่อนแอจากการบันทึกค่าเสื่อมราคาไอพีสตาร์และดอกเบี้ยจ่ายที่เกี่ยวข้องได้ส่วนหนึ่ง


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:53 pm

และข้อมูลนี้คือการติดตามรายงานล่าสุดของ Broker Kest ว่า ผลงานล่าสุดในแต่ละประเทศมีความคืบหน้าเป็นอย่างไร

ความคืบหน้าของธุรกิจไอพีสตาร์
จากการประชุมกับผู้บริหารของ SATTEL เมื่อวานนี้ การบุกตลาดของธุรกิจไอพีสตาร์มีแนวโน้มค่อนข้างดีในหลายประเทศ
อินเดีย - แม้ผู้บริหารของ SATTEL จะไม่สามารถระบุวันแน่นอนที่ partner ของบริษัทจะได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลอินเดีย แต่มีโอกาสที่จะอยู่ในช่วงไตรมาสนี้ (2/49) หลังจากที่ partner ได้ดำเนินการมาระยะเวลาหนึ่งประกอบกับมีความต้องการในอินเดียค่อนข้างมาก ดังนั้น ตลาดอินเดียอาจเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาส 4/49 นี้
จีน - gateway แรกมีกำหนดเปิดในวันที่ 24 พ.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มทำตลาดในประเทศเลย และติดตั้ง gateway ที่เหลืออีก 2 แห่ง คาดว่าพร้อมให้บริการทั่วประเทศในไตรมาส 4/49 นี้
ตลาดอื่น - อยู่ระหว่างการเจรจากับหลายประเทศ ผู้บริหารของบริษัทกล่าวว่าแนวโน้มการเจรจากับลูกค้าในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ค่อนข้างดี โดยเห็นความต้องการในตลาดเหล่านี้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 2:57 pm

แล้วที่หุ้นมันดิ่งเหว กับผลงานที่ผู้บริหารพยายามสร้างการเจริญเติบโตนี่หละครับ มันทำให้ราคาหุ้นดิ่งเหวขนาดนี้ได้อย่างไร

เดี๋ยว เสาร์อาทิตย์ ผมจะไปทำการบ้านต่อครับ จะลองดูงบการเงิน และดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างครับ

เป็นกำไรใจสำหรับคนถือหุ้นตัวนี้นะครับ เห็นใจจริง ๆ เพราะผมไปดูราคาแล้ว ดิ่งเหวจนหน้าเห็นใจครับ

คงต้องอดทนให้เคลียร์กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ เทมาเซ็กส์ ให้ชัดเจนก่อนนะครับ

แต่เท่าที่ผมดูผลงานตามที่เป็นข้อเท็จจริง โดยยังไม่ได้ประเมินเองนะครับ

ผมว่ามันผิดปกติชอบกล ผลงานดีขึ้น แต่หุ้นตกต่ำหนักครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 3:43 pm

Millions of Baht
2005 2004 2003 2002 2001 2000 1999 1998 1997 1996 1995 1994

เอาตัวเลขเบื้องต้นก่อนนะครับ ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา Asset ของบริษัท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก  519 ล้านบาท เพิ่มขึ้น เป็น 33687 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6390%  หรือ หารเฉลี่ย 12 ปี ก็เพิ่มขึ้นปีละ 532% ต่อปีครับ


Assets
33,687
27,587
25,116
20,307
14,376
11,831
10,402
10,285
12,070
14,009
11,429
519

สำหรับหนี้สินนั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 3674  ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 20103 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 447.17% เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 37.26% การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินบางส่วน ก็เพิ่มจากการกู้ยืมมากเหมือนกันครับ
Liabilities
20,103
18,422
16,673
13,103
8,580
7,593
6,903
8,762
13,094
8,270
5,773
3,674

แต่ส่วนของทุนเป็นอย่างไรครับ เพิ่มขึ้นจาก 2908 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 13584 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น  367% หรือเพิ่มขึ้นปีละ 30.59% ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินงาน อีกส่วนเกิดจากการเพิ่มทุนระหว่างปีด้วยครับ แต่ถือว่าส่วนของทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 12 ปีเลยครับ
Equity
13,584
9,164
8,443
7,204
5,795
4,237
3,498
1,522
(1,023) 5,156
5,125
2,908


รายได้เพิ่มขึ้นจาก 371 ล้านบาท เพิ่มขึ้น เป็ฯ 6914 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1763% หรือเพิ่มขึ้นปีละ 146.96%
Revenue
6,914
5,120
5,805
5,428
5,161
4,233
2,950
2,696
2,385
2,097
1,787
371


กำไรเพิ่มขึ้น จาก ขาดทุน 156 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1208 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 874% ปีละ 72.86% โดยบริษัทมีผลการขาดทุนในรอบ 12 ปี 2 ครั้ง ตอนเริ่มดำเนินงาน และตอนขาดทุนจากการลดค่าเงินบาทเท่านั้น
Net Profit
1,208
856
1,080
1,410
1,563
710
263
2,545
(6,009)
241
466
(156)

สภาพคล่อง ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่า 1 เท่า ถือว่าไม่สูงมากนัก
Financial Ratios
 2005 2004 2003 2002 2001 2000 1999
Current Ratio
0.58
0.44
0.57
0.42
0.28
0.35
0.72


De Raito ถือว่า ยังค่อนข้างสูง เพราะเกิน 1 เท่า แต่อาจเป็นเพราะ Nature ธุรกิจที่ต้องลงทุน Fixed Cost สูงในช่วงปีแรก ๆ และจะเริ่มลดต่ำลงในปีหลัง ๆ เมื่อมีการดำเนินงานไปช่วงเวลาหนึ่งแล้ว
Debt to Equity Ratio
1.26
1.78
1.78
1.50
1.12
1.34
1.55


แต่กำไรขั้นต้นมีแนวโน้ม Drop ลง แต่ก็อยู่ในอัตราที่สูงกว่า 30% มาโดยตลอด
Gross Profit Margin
30.2%
37%
39%
42%
47%
48.4%
46.5%

กำไรจากการดำเนินงาน มีแนวโน้มที่ลดลง แต่ก็ยังมีกำไรอยู่ประมาณ 12%
Operating Profit Margin
12.2%
18%
20%
25%
35%
34.9%
34.0%

แต่ Ebitda Margin  มีแนวโน้มทรงตัวในช่วง 3 ปีหลังประมาณ 40%
EBITDA Margin
40.7%
42%
42%
47%
57%
59.3%
64.5%

กำไรสุทธิต่อยอดขาย มีแนวโน้มคงที่ประมาณ 17% ของรายได้
Net Profit Margin
17%
17%
19%
28%
32%
17.69%
9.04%

ROA อยู่ในระดับใกล้เคียงกันในรอบ 3 ปี คือ 3%-5%
Return on Asset
4%
3%
5%
7%
13%
11.86%
9.51%

ROE อยู่ในช่วง 9% - 13% ลดลงจากเดิมในอดีต เพราะมีการลงทุนเพิ่มในช่วงปีหลัง ๆ ต้องรอผลประกอบการในปีถัด ๆ ไป
Return on Shares holder Equity
11%
9%
13%
20%
27%
16.77%
7.52%

มีกำไรสูทธิที่ดีมาโดยตลอด ในอัตรากำไรต่ำสุดที่ 0.71 บาทต่อหุ้น และสูงสุดที่ 1.79 บาทต่อหุ้น
Earning per share
1.21
0.98
1.24
1.61
1.79
1.62
0.71

เป็นหุ้น Growth Stock ที่ผ่านมาเอาเงินที่ได้ไปลงทุนเพิ่ม เพื่อเพิ่มผลกำไร มีการจ่ายปันผลเพียง 1 ปี เท่านั้น
Dividend per share - - 0.25 - - - -

Book Value มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงปีหลัง ๆ เนื่องจากผลการดำเนินงานและการเพิ่มทุนเพื่อไปลงทุนในการขยายธุรกิจ
Book Value per Share
13.55
10.37
9.23
8.21
6.60
9.69
9.41


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Sep 23, 2006 9:19 am

ผมไปอ่านข้อมุลงบการเงินเพิ่มเติมแล้วนะครับ ไปPost ข้างหน้าให้กับกระทู้ลุงทีม แล้วถือโอกาสมาลงตรงนี้เป็นข้อมูลเก็บไว้ครับ

ดาวเทียมที่จะสร้างรายได้ให้กับ Sattel ในอนาคตจะมีแค่ 2 ดวง เท่านั้นคือ

ดาวเทียม ไทยคม5 ซึ่งจะมาลองรับลูกค้าของดาวเทียมไทยคม 1 ไทยคม 2 และ ไทยคม 3 ทั้งหมด ดาวเทียมดวงนี้จึงมี capacity ที่สูงมากเพราะเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้สามารถเพิ่ม Capacity รองรับลูกค้าเดิมได้ทั้งหมด เลยครับ ดาวเทียมดวงนี้จึงไม่มีปัญหาในเรื่องลูกค้า เพราะมีฐานลูกค้าเดิมทั้งหมดครับ แต่เป็นดาวเทียมแบบ Conventional แบบดังเดิมครับ

สำหรับดาวเทียม 4 นี้ครับมีลักษณะพิเศษ คือ IP Star เป็นเทคโนโลยีดาวเทียมล่าสุด ซึ่งเหมาะกับสัญญาณแบบ Broadband และการใช้สัญญาณมีการจดลิขสิทธิ์การใช้ไว้ด้วย ข้อพิเศษที่ผมเคยอ่านเจอก็คือ ต้นทุนการใช้งานจะถูกกว่าแบบ Conventional มาก ทำให้ถ้าหากประเทศใดที่จะใช้เทคโนโลยี Boardband ผ่าน ดาวเทียม ก็น่าจะหันมาใช้ IP Star มากขึ้นครับ

ทรัพย์สินดาวเทียม 2 ดวงนี้ บริษัทใช้วิธีการกู้ยืมเงิน ผ่าน Exim Bank ของประเทศคู่ค้า ซึ่งมีระยะเวลาการชำระหนี้คืนประมาณ 8ปีกว่า ๆ และมีเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ชัดเจน และกำหนดเงื่อนไขการดำรงสถานะการเงินต่างๆ ไว้ด้วย

ดังนั้น ที่บอกว่าการแก้ไขสัญญาณสัมปทานนั้น ผมมองว่า ต้องดูประเด็นนี้ด้วยนะครับว่า มันจะกระทบกับสํญญาการกู้เงินจากต่างประเทศหลายประเทศที่ให้เงินกู้นี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับที่จะไปปรับสัญญา สัมปทาน เพราะจะไปกระทบกับพันธกรณีการกู้เงินระหว่างประเทศครับ เพราะการให้กู้ครั้งนี้ เขาเชื่อพันธกรณีที่เอกชนทำกับรัฐบาลครับ

สำหรับรายได้ที่ผ่านมา จะมีรายได้รวมประมาณปีละ 5,500 ล้านบาท จากดาวเทียมเดิมคือ ไทยคม 1 2 และ 3 แต่ปี 48 รับรู้รายได้ IP star ประมาณ 1000 ล้านบาท สำหรับปีนี้น่าจะรับรู้มากขึ้น ซึ่งจะมาจาก 2 ส่วนหลักใหญ่ ๆ คือ รายได้จากการให้บริการ น่าจะเพิ่มขึ้นได้เป็น 2000 กว่าล้านบาท และรายได้จากการขายอุปกรณ์ภาครับสัญญาณ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า Gateway มีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะที่ประเทศจีน ซึ่งใช้ Utilization Rate ที่สูงมาก

Ebitda ประมาณ ปีละ 2200 ล้านบาท แต่เนื่องจากปีนี้จะเริ่มมีการรับรู้รายได้ของ IPStar เพิ่มขึ้น ก็คาดว่า Ebitda ปีนี้จะเติบโตสูงกว่าปี 48 ครับ

ช่วงทีรายได้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน บริษัทก็ต้องทำ Ebitda นี้ไปใช้เป็นแหล่งในการชำระหนี้เงินกู้ดาวเทียม 2 ดวงใหม่ คือ ไทยคม 5 ซึ่งเพิ่งยิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในปีนี้ และดาวเทียม IPstar ซึ่งก็เพิ่งยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าปี 48 ครับ  และส่วนที่เหลือก็เอาไปขยายเครือข่ายภาครับสัญญาณ ดาวเทียม IPSTAR ซึ่งเพิ่งมีการดำเนินธุรกิจไม่ถึง 1 ปี  และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของดาวเทียมต่าง ๆ ปีนี้จึงคาดหวังว่าน่าจะยังขาดทุนอยู่ แต่น่าจะเริ่มฟื้นได้ในปีหน้าครับ

สำหรับไตรมาส 3 นั้น รายได้ที่เติบโตนั้น ผมคาดว่าจะมาจากธุรกิจหลัก 3 ตัวคือ

1, IP Star ที่มาจากการเช่าสัญญาณดาวเทียมของประเทศจีน ซึ่งเลื่อนมารับรุ้ในไตรมาส 3 เป็นต้นไป
2. รายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์ภาครับสัญญาณที่ประเทศจีนอีกเช่นกัน ช่วงนี้กำลังขยาย Gate Way อยู่
3.  รายได้จากเงินปันผล CSL ถ้าคิดตามสัดส่วนของเงินปันผลที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 40% ก็จะมีรายได้ตรงนี้น่าจะประมาณ 160 ล้านบาทจากที่บริษัท Csl จ่ายปันผลประมาณ 300 กว่าล้านบาท
4.  รายได้จากธูรกิจมือถือของบริษัทย่อยในลาวและกัมพูชา ซึ่งมีอัตราการขยายตัวที่สูงมากในช่วงนี้
5. และรายได้พิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้น และบริษัทมีการกู้ยืมเงินเป็นเงินต่างประเทศ ตรงนี้อาจมีการได้ Gain เป็น Realize บางส่วนที่เกิดจากการทะยอยชำระหนี้ กับอีกส่วนคือ Unrealize จากหนี้เงินกู้ทั้งหมด เหมือนไตรมาสที่ 2

สำหรับเรื่องหนึ่งของบริษัทนี้ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเคยส่งผลกระทบให้บริษัทขาดทุนสูงเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทลดค่าลงนั้น ในเรื่องนี้สำหรับอนาคตปัญหานี้จะลดลง เนื่องจาก บริษัทมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเช่นกัน และเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แถมที่ผ่านมาบริษัทก็ไม่เน้นการเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ทุกครั้งก่อนชำระหนี้ ก็จะมีการซื้อประกันความเสี่ยง Forward ไว้ล่วงหน้า ตรงนี้โดย Nature ของธุรกิจก็ต้องถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติของธุรกิจอีกด้วยครับ

ส่วนโครงสร้างของคณะกรรมการ นั้นผมเห็นรายชื่อประธานกรรมการแล้วก็สบายใจครับ เพราะท่านเคยผ่านงานบริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับอย่างมากคือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ครับ ลองไปดูโครงสร้างกรรมการประกอบด้วยครับ

ดังนั้น ด้วยโครงสร้างกรรมการ และผู้บริหารที่ดี การบริหารมีการให้ข้อมูลกับผุ้ถือหุ้นเป็นอย่างดี ผมก็เชื่อว่า เมื่อผ่านวิกฤตการณ์เรื่องผุ้ถือหุ้นใหญ่ไปแล้ว

ตัวนี้ก็อาจเป็นทั้งหุ้น Asset Play เหมือนที่คุณลุงทีมว่า เพราะมี Asset สิทธิสัมปทานดาวเทียมใหม่ 2 ดวงซึ่งจะ Generate รายได้ไปอีกหลายปี มีฐานลูกค้าเดิมในอดีตมาต่อยอดดาวเทียมไทยคม 5 และสำหรับ IP star ก็มีรายได้จากเมืองจีนที่ลงนามแล้ว กำลังรออินเดียอยู่ ถ้าทั้ง 2 รายเข้ามาก็จะทำให้การเติบโตรายได้ในอนาคตจะดีขึ้นครับ

ตั้งแต่บริษัทนี้ก่อตั้งมา ช่วงเวลาในอดีตต้องถือว่า เป็น Introduction State เป็นช่วงแห่งการเรียนรู้ เรียนถูกเรียนผิดของธุรกิจนี้ ผู้ถือหุ้นเดิมจึงไม่ได้รับผลตอบแทนทั้งปันผลและส่วนต่างมากนัก แต่ช่วงนี้ผมคิดว่าเป็นช่วง Growth Stage บริษัทเอาเงินลงทุนที่สะสมของผุ้ถือหุ้นใน stage ที่ 1 ต่อยอดในปี 1-2 นี้ครับ

ตรงนี้ผมจึงถือว่าหุ้นตัวนี้ เป็น Growth Stock อีกด้วย

คือ ถือหุ้นดาวเทียมใหม่ ในราคาที่ผู้ถือหุ้นซื้อตอนนี้ ในราคาที่ดาวเทียมต่ำกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ลองไปดูหุ้นทั้งบริษัท เทียบกับมูลค่าธุรกิจดาวเทียมใหม่

แถมดาวเทียมทั้ง 2 ก็ไม่มีความเสี่ยงในเรื่องการยิงดาวเทียมขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกแล้วเหมือนในอดีตที่เราต้องลุ้นกัน

ลูกค้าก็มีฐานอยู่ส่วนหนึ่ง กำลังขยายต่ออีกมากในต่างประเทศ

และยังมีธุรกิจแถม คือ มือถือประเทศเพื่อน บริษัทในเครือด้าน Internet แถมด้วย่ ธุรกิจโฆษณาสมุดหน้าเหลืองของบรษัทในเครือ เป็นต้น

เป็นทั้ง Asset play และ Growth Stock บนความเสี่ยงที่มีข่าวเรื่องผู้ถือหุ้นใหญ่ และการแก้ไขสัมปทาน ทั้งที่ยังไม่เกิดขึ้น กับข้อมูลทีเป็นจริง และความก้าวหน้าของผลงาน ก็แล้วแต่ VI จะไปพิจารณากันเองก็แล้วกันครับ

สุดท้ายเห็นด้วยกับคุณลุงทีมนะครับ ขอบคุณสำหรับการตั้งประเด็นที่ทำให้ผมต้องไปลงทุนหาข้อมูลมาวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อชี้ประเด็น ข้อเท็จจริง กับ ข้อความเห็นต่าง ๆ ที่ทำให้เราหวั่นวิตกไปจนเกินเหตุหรือไม่

ความเสี่ยงในเรื่องที่เราไม่รู้ก็เป็นความเสี่ยงจริง ๆ ครับ

แต่ความเสี่ยงก็ต้องตามด้วยผลตอบแทนในอนาคตเช่นกัน

แล้ว VI คิดว่า ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ราคาขณะนี้ Discount กว่า ระดับที่เคยสูงถึงเกือบ 20 บาท ลดลงเหลือ 6.40 บาท และ Market Cap ลงจากเกือบ 20000 ล้านบาท เหลือในขณะนี้ประมาณ6-7 พันล้านบาท มันได้ลดความเสี่ยงจนได้ Margin of Safety ที่เพียงพอหรือยัง แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนนะครับ

ผมก็ใช้ทฤษฎ๊ของปีเตอร์ลินซ์มาวิเคราะห์ก็เท่านั้นครับ


jiras
Verified User
Posts: 558
Joined: Sat Oct 29, 2005 4:01 pm

Posts by jiras » Sat Sep 23, 2006 7:52 pm

แอบเก็บแล้วครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Sep 23, 2006 10:15 pm

เอามาแปะที่นี่จะได้ตามผลต่อไปครับ

ผมไปอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทวิเคราะห์บาง Broker เพิ่มเติมครับ เพราะอยากรู้ข้อเสียมาก ๆ ที่สุด ครับ พบข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ คือ

1. เห็นว่าธุรกิจในจีนช่วงนี้การติดตั้ง Gate Way มีโอกาสล้าช้ากว่าที่กำหนด เนื่องจากเจอใต้ฝุ่นเข้ามาครับ แต่ต้องเช็คดูให้ดีว่าเรื่องนี้จะกระทบการรับรู้รายได้ไตรมาส 3 หรือไม่ แต่ถ้าติดตั้งไม่ทัน ก็ไปรับรู้ในไตรมาส 4 แทน

2.  ที่อินเดียยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เดิมคาดว่าไตรมาส 2 น่าจะหาข้อสรุปได้ แต่ก็ยังไม่คืบหน้า มีโอกาสที่จะไปถึงไตรมาส 4 หรือต้นปีหน้าก็ได้ครับ ซึ่งทำให้ Brekeven Point เลื่อนออกไปครับ

3.  อีกเรื่องก็คือ เรื่องการขอ BOI ของดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจาณา ซึ่งที่ผ่านมา ดาวเทียมทุกเดือนก็ได้รับการพิจาณาจาก BOI ในการลดหย่อนภาษีครับ ตรงนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไป

ผมกำลังตามข้อเสียต่าง ๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมครับ ก็เป็นข้อมูลประกอบ

แต่ข้อดีเพิ่มเติมก็คือ เครื่องรับส่งสัญญาณจากภาคพื้นดิน ที่ขายให้กับ ประเทศไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีแนวโน้มที่จะจำหน่ายได้มากขึ้นครับ คงต้องดูที่ไตรมาส 3 ว่าจะจำหน่ายได้เพิ่มขึ้นสักเท่าไรครับ แต่เห็นตัวเลขเดือน กค.ที่ Broker ติดตามมาได้ เห็นว่าเพิ่มขึ้นมากเหมือนกันครับ

ใครมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็มาให้ข้อมูลเพื่อประเมินด้วยครับ จะขอบคุณมากครับ


Oatarm
Verified User
Posts: 1266
Joined: Fri Apr 29, 2005 1:51 pm

Posts by Oatarm » Thu Sep 28, 2006 9:09 am

มาช่วย Update ข่าวสาร  มี Fwd Mail จาก โบรค ส่งมาครับ  เกี่ยวกับ ความก้าวหน้าธุรกิจ ใน โอเชียเนีย  
-----Original Message-----
From: Solaya Na songkhla (Res)
Sent: Wednesday, September 27, 2006 10:07 AM
To: Daowadee Teera-Apisakkul (Res)
Subject: SATTEL แจ้งว่าธุรกิจ iPSTAR ในออสเตรเลียมีแนวโน้มค่อนข้างดี


* ปัจจุบันมีลูกค้าใหม่ (รายย่อย) ใน sattel ราว 1000 รายทุกเดือน และคาดว่าฐานลูกค้าจะถึง 10,000 รายภายในต้นปีหน้า
* Australia มี capacity เทียบเท่า 14.7% ของ capacity ทั้งหมด
* ตรงตามที่มองไว้ ว่าตลาด Australia, New Zealand น่าจะดำเนินการต่อได้เลย สำหรับตลาดอินเดียและจีนนั้น ความคืบหน้าอาจไม่เร็วนัก
* ภายใต้สมมติฐานว่าธุรกิจ iPSTAR มีลูกค้าจากเฉพาะไทย+ออสเตรเลีย (โตอย่างช้าๆ) เราประเมินราคาเหมาะสม 11 บาท ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันค่อนข้างมาก
* จาก upside สูงแต่มีหลายข่าวลือด้านลบ เราแนะนำ ทยอยสะสม / trading


User avatar
leaderinshadow
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Wed Oct 26, 2005 12:28 pm

Posts by leaderinshadow » Mon Oct 09, 2006 1:39 am

Update  ครับ
SSA-CP 061/2549

                                      5 ตุลาคม 2549

เรื่อง  ชี้แจงข่าวกรณีศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องกรณีหน่วยงานรัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่

เรียน  กรรมการและผู้จัดการ
     ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

     ตามที่มีข่าวในสื่อบางแห่งว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับฟ้อง
ในคดีหน่วยงานภาครัฐละเลยในการเพิกถอนสัมปทานของบริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น
โดยยื่นฟ้องต่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
โดยกระทรวงคมนาคม และสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กรณีละเลยต่อหน้าที่
ในการตรวจสอบและยกเลิกสัญญาสัมปทานที่มีการละเมิดต่อหลักการดำเนินกิจการคลื่น
ความถี่ นั้น

    บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ขอเรียนชี้แจงตามประเด็น
ในข่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคลภายนอกฟ้องคดีในการปฏิบัติ หรือ ละเว้น
การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ บริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ ข้อพิพาท
ดังกล่าวก็ไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างบริษัท กับ ผู้ให้สัมปทาน

    ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่มีกับคู่สัญญา
และหากมีความคืบหน้าหรือข้อสรุปอย่างเป็นทางการ บริษัทฯ จะรีบดำเนินการแจ้ง
รายละเอียดให้ผู้ถือหุ้นทราบต่อไป

    จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

                                     ขอแสดงความนับถือ


                                  (ดร.ดำรงค์  เกษมเศรษฐ์)
                                        กรรมการ
                              บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)
[/quote]


ptaweesang
Verified User
Posts: 61
Joined: Mon Nov 06, 2006 9:40 pm

Posts by ptaweesang » Tue Jan 23, 2007 1:15 am

วันนี้หุ้นราคาตกตำมากเหลือเพียง 5.80 บาท   และวันนี้ผมมีเวลาว่างได้เข้าไปอ่านใน annual report เมษา 49 (ของปี 2548) แล้วได้พบว่าถ้าซื้อที่ราคานี้ราคาถูกมากจริงๆเมื่อเทียบกับราคาเสนอขายเพิ่มทุนกลางปี 2547 ประมาณ 207 ล้านหุ้นที่ราคา15.5 บาทต่อหุ้น (ป่านนี้ถ้าผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนยังถือไว้คงนอนก่ายหน้าผากเป็นแน่) และราคา ESOPที่ให้ผู้บริหาร GRANT III ที่ราคาประมาณ 16บาท (ดังนั้นถ้าผู้บริหารจะได้กำไรจากESOPIIIจะต้องบริหารให้ได้กำไรมากขึ้นในปีถัดไปเพราะ ESOP จะหมดสิทธฺประมาณปี2552-53) และถ้าคาดการณ์ถึงอนาคตธุรกิจดังที่มีผู้เขียนวิเคราห์ไว้ก่อนหน้านี้ ที่ราคานี้ควรมี margin of safetyจริงๆ  เพื่อนๆชาว VIเห็นด้วยไหมครับ


User avatar
Zumo
Verified User
Posts: 582
Joined: Fri Nov 24, 2006 2:46 pm

Posts by Zumo » Fri Jan 26, 2007 11:16 am

เห็นด้วยครับ..Book value ก้อปาเข้าไปตั้ง 11.70  มีติด Port เรียบร้อย ^^
แต่ก้อเสียวๆอยู่เรื่องสินทรัพย์ภายใต้สัมปทานตั้ง 20,000ล้าน
โดนยึดไปคงแยj แต่โอกาสโดนยึดก้อไม่น่าจะมีมากซักเท่าไหร่น่ะครับ
ซื้อวัดใจไปเลยดีกว่า :D


ลุงทีม
Verified User
Posts: 689
Joined: Sat May 27, 2006 2:43 pm

Posts by ลุงทีม » Mon Feb 26, 2007 7:22 pm

หลักทรัพย์   SATTEL  
  หัวข้อข่าว คำอธิบายและวิเคราะห์งบการเงินประจำปี 2549
  วันที่/เวลา 26 ก.พ. 2550 09:30:31



 

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ: SATTEL

1. ภาพรวม

ในปี 2549 บมจ. ชินแซทเทลไลท์ ("บริษัทฯ") มีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น
22.5% จากปี 2548 เนื่องจากมียอดขาย IPSTAR User Terminal (UT) เพิ่มขึ้น
รวมถึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตใน
ประเทศกัมพูชา และประเทศลาว ทำให้รายได้จากธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์และ
อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 20.2% และ 23.1% ตามลำดับ


บริษัทฯ มีขาดทุนสุทธิในปี 2549 จำนวน 46 ล้านบาท หลังจากกำไรจากอัตราแลก
เปลี่ยนในปีนี้จำนวน 1,903 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการที่บริษัทฯ
ตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 964 ล้านบาท   นอกจากนั้น ยังมีต้นทุน
ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์โครงการดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) และการเริ่มตัด
ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์โครงการดาวเทียมไทยคม 5 หลังจากเริ่มให้บริการอย่าง
เต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม 2549 รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายของโครงการทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม หากไม่พิจารณาการตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 สุทธิจากภาษี
บริษัทฯ จะมีกำไรสุทธิในปีนี้จำนวน 629 ล้านบาท


หลังการเริ่มปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับภาษีเงินได้รอตัดบัญชี บริษัทฯ มีกำไร
สุทธิในปี 2548 (หลังปรับปรุง) จำนวน 1,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ
129 ล้านบาท

บริษัทฯ มีส่วนได้เสียในกำไรของบริษัทร่วม ในปี 2549 ทั้งสิ้น 86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
16.2% จากปีก่อนโดย บริษัท ซี เอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) (CSL) ได้จ่ายเงินปันผล
สำหรับผลประกอบการปี 2549 จำนวน 0.74 บาท/หุ้น บริษัท ลาวเทเลคอมมิวนิเคชั่นส์
(LTC) ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2549 จำนวน 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
โดยบริษัทฯ จะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วน 49% รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 3.92
ล้านเหรียญสหรัฐฯ


2. ภาพรวมธุรกิจ

ธุรกิจบริการวงจรดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับดาวเทียม

หลังจากที่ดาวเทียมไทยคม 5 ได้ถูกจัดส่งไปยังฐานยิงที่ เฟรนช กิเอนา (French Guiana)
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการจัดส่งดาวเทียมไทยคม 5 สู่วงโคจร
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 และการทดสอบขั้นสุดท้ายบนอวกาศ (In-Orbit Test) ณ
ตำแหน่งวงโคจรที่ 78.5 องศาตะวันออก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 โดยดาวเทียม
ไทยคม 5 จะมีอายุการใช้งานประมาณ 14 ปี และบริษัทฯ ได้ทำการโอนย้ายลูกค้าทั้งหมด
จากดาวเทียมไทยคม 3 มายังดาวเทียมไทยคม 5 โดยลูกค้ารายแรกของดาวเทียมไทยคม 5
คือ เนปาล เทเลวิชั่น คอร์ปอเรชั่น (Nepal Television Corporation) หรือโทรทัศน์
แห่งชาติเนปาล ทั้งนี้ จากการที่ดาวเทียมไทยคม 3 ประสบปัญหาระบบพลังงานไฟฟ้า
ของดาวเทียมไม่เพียงพอต่อการให้บริการ บริษัทฯ จึงดำเนินการปลดระวางดาวเทียม
ไทยคม 3 ออกจากวงโคจรค้างฟ้าตำแหน่งที่ 50.5 องศาตะวันออก ไปสู่อวกาศ
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2549 โดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อลูกค้าในปัจจุบัน

สำหรับการใช้งานไอพีสตาร์ในปัจจุบัน บริษัทฯ มีการส่งมอบอุปกรณ์ปลายทางไอพีสตาร์
(IPSTAR User Terminal) ให้แก่ลูกค้าไปแล้วจำนวน 66,056 ชุด ณ สิ้นไตรมาส
4/2549 และบริษัทฯ ได้ทำการติดตั้งเกตเวย์ไอพีสตาร์แล้วจำนวน 10 แห่ง ในประเทศ
ต่างๆ ดังนี้คือ ประเทศไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย (2 เกตเวย์) นิวซีแลนด์ พม่า จีน
(3 เกตเวย์) และกัมพูชา นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการขยายพื้นที่ให้บริการต่อไปในประเทศ
ที่เหลืออยู่ตามแผนในเอเชีย-แปซิฟิก และทำการพัฒนาเทคโนโลยีของอุปกรณ์ปลายทางไอพีสตาร์
อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาอุปกรณ์ปลายทางของไอพีสตาร์ (Satellite
Modem) รุ่น Enterprise Series และรุ่น iCON consumer series   นอกจากนี้บริษัทฯ
ได้เปิดตัว Mobile VSAT Vehicle (MVV) ออกสู่ตลาดในเดือนมิถุนายน 2549 และเมื่อเดือน
ธันวาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ และ บริษัท เรย์แซท แอนเทนน่า ซิสเต็ม จำกัด (RaySat Antenna
System LLC.)  ได้ร่วมกันเสนอรถโมบายรุ่นใหม่ ?ไอพีสตาร์ ไอมูฟ? (IPSTAR iMOVE)
ซึ่งเป็นรถโมบายที่สามารถใช้งานบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมที่เร็วที่สุด และให้ประสิทธิภาพดีที่สุด
ในปัจจุบันสำหรับการใช้งานประเภทที่รถหรือพาหนะกำลังเคลื่อนที่อยู่ และยังใช้แอพพลิเคชั่นได้
หลากหลายที่สุดในตลาดปัจจุบัน


สำหรับปริมาณการใช้งานบนดาวเทียมไทยคม 1A, 2, และ 5 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
ฐานลูกค้าโทรทัศน์ในต่างประเทศที่เช่าช่องสัญญาณบนดาวเทียมไทยคม


ธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ต

ในเดือนเมษายน 2549 ที่ผ่านมา CSL ได้เข้าซื้อร้อยละ 51 ของหุ้นสามัญของบริษัท เอดี
เวนเจอร์ จำกัด (ADV) จากบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SHIN) หลังจากนั้น
CSL ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มเติมของ ADV จากบริษัท Mitsubishi Corporation และ
Mitsubishi (Thailand) Company Limited ในเดือนกรกฎาคม 2549 ผลจากการซื้อหุ้น
เพิ่มเติมทำให้บริษัทถือหุ้นใน ADV คิดเป็นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนของ ADV


ธุรกิจบริการโทรศัพท์

ประเทศกัมพูชาและประเทศลาว มีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Camshin และ LTC มีจำนวนผู้ใช้บริการในระบบเพิ่มขึ้นประมาณ
17.8% และ 34.1% ตามลำดับ จากปีก่อน โดยตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศลาวมีการขยายตัว
ค่อนข้างมากเป็นผลเนื่องมากจากบริษัทผู้จำหน่ายเครื่องโทรศัพท์รายใหญ่มีการแข่งขันอย่างมาก
ด้วยการนำเครื่องที่มีรูปแบบหลากหลาย และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาจำหน่าย ประกอบกับกิจกรรม
ส่งเสริมการขายของผู้ให้บริการด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรายที่หลากหลายและต่อเนื่อง โดยลูกค้า
ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในระบบ Prepaid

ในเดือนตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา Camshin เปิดบริการโทรศัพท์ต่างประเทศแบบ VoIP และทั้ง
Camshin และ LTC จะเริ่มให้บริการโทรศัพทเคลื่อนที่ในระบบ 3G ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี
2550 และในช่วงกลางปี 2550 ตามลำดับ


3. ผลการดำเนินงาน

ข้อมูลการเงินที่สำคัญ

   ล้านบาท                        จำนวน          เปลี่ยนแปลง
                             2549      2548         YoY
                                      (ปรับปรุง)      (%)

รายได้จากการขายและบริการ        6,846     5,589       22.5%

ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากบริษัทร่วม          86        74       16.2%
ตามวิธีส่วนได้เสีย

รายได้ค่าสินไหมทดแทน                -      1,083     -100.0%

ต้นทุนขายและบริการ               5,921     3,900       51.8%

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร       1,255     1,010       24.3%

ขาดทุนจากการตัดจำหน่าย             964        -       100.0%
อุปกรณ์ภายใต้สัญญาสัมปทาน

ขาดทุนจากการด้อยค่าของอาคารและ      -        400     -100.0%
อุปกรณ์ภายใต้สัญญาสัมปทาน

กำไรจาการดำเนินงาน*            (330)       679     -148.6%

กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และ      2,654     2,288       16.0%
ค่าเสื่อมราคา**

กำไรสุทธิก่อนรายการขาดทุนจาก        629     1,617      -61.1%
การตัดจำหน่ายและด้อยค่าของ
อาคารและอุปกรณ์ภายใต้สัญญา
สัมปทานสุทธิจากภาษี

กำไรสุทธิ                        (46)     1,337     -103.4%

กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท)             (0.04)     1.34     -103.0%


*    กำไรจากการดำเนินงาน = รายได้จากการขายและบริการ-ต้นทุนขายและบริการ-
                         ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
**  กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และ ค่าเสื่อมราคา = กำไรจากการดำเนินงาน +
                        ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย


รายได้จากการขายและบริการ

รายได้จากการขายและบริการรวมในปี 2549 ทั้งสิ้น 6,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,257
ล้านบาท หรือ 22.5% จาก 5,589 ล้านบาท ในปีก่อน เนื่องจากมีรายได้จากการ
ให้บริการดาวเทียมและเกี่ยวเนื่อง และ จากการให้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น


รายได้จากการขายและบริการ             2549       2548      %YoY

บริการดาวเทียมและเกี่ยวเนื่อง           4,360      3,523     23.8%

บริการโทรศัพท์                       2,406      2,001     20.2%

บริการอินเตอร์เน็ต                       80         65     23.1%

รวม                               6,846      5,589     22.5%



รายได้จากการให้บริการดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการวงจรดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในปี 2549 ทั้งสิ้น
4,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 837 ล้านบาท หรือ 23.8% จาก 3,523 ล้านบาท ในระยะเวลา
เดียวกันของปีก่อน โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายได้จากบริการดาวเทียมและเกี่ยวเนื่อง       2549      2548      %YoY

ดาวเทียมไทยคม 1A, 2, 3, 5             2,558      2,449     4.5%
และเกี่ยวเนื่อง

ไอพีสตาร์                              1,802      1,074    67.8%

รวม                                  4,360      3,523    23.8%


* รายได้จากการให้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคมและบริการอื่นที่เกี่ยวเนื่อง 2,558
 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109 ล้านบาท หรือ 4.5% จาก 2,449 ล้านบาทในปี 2548 เนื่องจาก
 ลูกค้าใช้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม โดยบริษัทฯ เป็นผู้ให้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมในขณะที่
 CSL เป็นผู้ให้บริการรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียม (Uplink-Downlink Services) และจาก
 การให้บริการระบบเบ็ดเสร็จแบบครบวงจร (System Integration Service) แก่ลูกค้า
 รายใหม่หลายราย โดยการทำหน้าที่ออกแบบ จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งระบบส่ง
 สัญญาณผ่านดาวเทียมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้น
 ในปีนี้เป็นรายได้ที่มาจากปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว สุทธิกับการสูญเสียรายได้
 จากการที่ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากปีก่อน

* รายได้จากการให้บริการไอพีสตาร์ 1,802 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 728 ล้านบาท หรือ 67.8%
 จาก 1,074 ล้านบาท ในปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากการขาย UT ซึ่งในปี 2549 บริษัทฯ
 มียอดขาย UT 39,929 ตัว เพิ่มขึ้น 121.9% จาก 17,992 ตัวในปี 2548 ซึ่งมี 2
 โครงการหลักๆ ที่สร้างยอดขายของอุปกรณ์ผู้ใช้ปลายทางไอพีสตาร์ในปีนี้ คือ โครงการของ
 รัฐบาลออสเตรเลียที่ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เนต
 บรอดแบนด์ และในประเทศไทยจากการที่ บริษัท ทีโอที สามารถสร้างยอดขายจำนวนมาก
 จากการนำระบบไอพีสตาร์ไปเสริมโครงข่ายสายโทรศัพท์ที่มีอยู่เดิม นอกจากนั้นบริษัทฯ
 มีปริมาณการให้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 ในปี 2549 จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการเติบโต
 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางบริษัทฯ ได้มุ่งพัฒนาระบบบรอดแบนด์เพื่อตอบสนองความต้องการ
 ทางด้านความเร็วของการเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ใช้บริการ รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์ปลายทาง
 รุ่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีต้นทุนการผลิตและราคาของระบบผู้ใช้ปลายทางที่ถูกลง
 นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมแบบต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานดาวเทียมที่หลากหลาย
 รูปแบบของผู้ใช้บริการและเพื่อให้บริการที่ครบวงจร (Turnkey Service) ที่มีประสิทธิภาพ
 ตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการมากที่สุด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งเสริมให้เกิดความต้องการ
 ใช้งานดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) และเพิ่มยอดขาย UT ในอนาคต

รายได้จากการให้บริการระบบโทรศัพท์

บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ในปี 2549 ทั้งสิ้น 2,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 405
ล้านบาท หรือ 20.2% จาก 2,001 ล้านบาท ในปีก่อน เป็นผลมาจากการเติบโตของจำนวน
ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งในประเทศกัมพูชา และ ประเทศลาว โดยเฉพาะประเทศ
ลาวที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ LTC
มียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้าในระบบ Prepaid และรายได้อื่นๆ ที่เพิ่ม่ขึ้น เช่น
บริการโทรศัพท์ต่างประเทศ ในขณะที่ Camshin มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้บริการโทรศัพท์
เคลื่อนที่แก่ลูกค้าในระบบ Prepaid และจาก Interconnection Charge โดย ณ สิ้นปี
Camshin และ LTC มีจำนวนผู้ใช้บริการในระบบรวมทั้งสิ้นประมาณ 246,612 ราย และ
632,829 ราย ตามลำดับ


รายได้จากการให้บริการอินเตอร์เน็ต

บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการอินเตอร์เน็ตในปี 2549 ทั้งสิ้น 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.1%
จาก 65 ล้านบาท ในปี 2548 จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการของ Camshin และ LTC


ต้นทุนขายและบริการ

บริษัทฯ มีต้นทุนรวมปี 2549 ทั้งสิ้น 5,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,021 ล้านบาท หรือ 51.8%
จาก 3,900 ล้านบาท ในปีก่อน สาเหตุหลักเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการให้บริการดาวเทียม
และการให้บริการโทรศัพท์ โดยสัดส่วนต้นทุนรวมต่อรายได้จากการขายและบริการรวม เท่ากับ
86.5% เปรียบเทียบกับ 69.8% ในปี 2548


ต้นทุนขายและบริการ                2549      2548        %YoY

บริการดาวเทียมและเกี่ยวเนื่อง       4,708      2,803       68.0%

บริการโทรศัพท์                   1,133      1,012       12.0%

บริการอินเตอร์เน็ต                   80         85       -5.9%

รวม                           5,921      3,900       51.8%


ต้นทุนการให้บริการดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

ต้นทุนในการให้บริการวงจรดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในปี 2549 มีจำนวนทั้งสิ้น
4,708 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,905 ล้านบาท หรือ 68% จาก 2,803 ล้านบาท ในระยะ
เวลาเดียวกันของปีก่อน โดยในปี 2549 บริการดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีสัดส่วน
ต้นทุนต่อรายได้ เท่ากับ 108% เพิ่มขึ้นจาก 79.6% ในปี 2548 เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้น
ของต้นทุนค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์โครงการไอพีสตาร์ และต้นทุนขาย UT

ต้นทุนการบริการดาวเทียมและเกี่ยวเนื่อง         2549     2548      %YoY

ดาวเทียมไทยคม 1A, 2, 3, 5 และเกี่ยวเนื่อง  1,635     1,636    -0.1%

ไอพีสตาร์                               3,073     1,167   163.3%

รวม                                   4,708     2,803    68.0%


  * ต้นทุนในการให้บริการดาวเทียมไทยคม 1A, 2, 3, 5 และบริการที่เกี่ยวเนื่อง
    ลดลงประมาณ 1ล้านบาท หรือ 0.1% จากปีก่อน เนื่องจากการลดลงของค่าตัด
    จำหน่ายจากการไม่มีค่าตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม
    2549 จำนวน 306 ล้านบาท เนื่องจากหยุดใช้งานดาวเทียมไทยคม 3 โดยลูกค้า
    ทั้งหมดของดาวเทียมไทยคม 3 ถูกโอนไปยังดาวเทียมไทยคม 5 ในวันดังกล่าว
    สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 5 และต้นทุนค่าเบี้ย
    ประกันภัยดาวเทียมบนวงโคจรของดาวเทียมไทยคม 5 และในปี 2549 บริการ
    ดาวเทียมไทยคม 1A, 2, 3, 5 และบริการที่เกี่ยวเนื่องมีสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้
    63.9% ลดลงจาก 66.8% ในปีก่อน

  * ต้นทุนการให้บริการไอพีสตาร์เพิ่มขึ้นประมาณ 1,906 ล้านบาท หรือ 163.3%
    จากปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการดาวเทียม
    ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 เช่น
    การเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาของต้นทุนดาวเทียมไทยคม 4 และอุปกรณ์ภาคพื้นดินที่
    จำนวน 1,074 ล้านบาท ต้นทุนค่าสัมปทานให้แก่กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ
    และการสื่อสารจำนวน 40 ล้านบาท  ต้นทุนค่าเบี้ยประกันภัยดาวเทียมบนวงโคจร
    จำนวน 264 ล้านบาท และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนตามยอดขาย UT ที่เพิ่มขึ้น โดย
    ในปี 2549 บริการไอพีสตาร์มีสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ 170.5% เพิ่มขึ้นจาก 108.7%
    ในปี 2548


ต้นทุนการให้บริการโทรศัพท์

ต้นทุนการให้บริการโทรศัพท์ในปี 2549 จำนวนทั้งสิ้น 1,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%
จาก 1,012 ล้านบาท ในปี 2548 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าตัดจำหน่ายของอุปกรณ์
โครงข่าย ต้นทุนค่าไฟฟ้า และต้นทุนส่วนแบ่งรายได้ให้แก่รัฐบาลกัมพูชา โดยในปี 2549
บริการโทรศัพท์มีสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ 47.1% ลดลงจาก 50.6% ในปี 2548 เนื่องจาก
รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ในระบบ Prepaid ที่เพิ่มขึ้นมาก


ต้นทุนการให้บริการอินเตอร์เน็ต

ต้นทุนการให้บริการอินเตอร์เน็ตในปี 2549 จำนวนทั้งสิ้น 80 ล้านบาท ลดลง 5.9% จาก
85 ล้านบาท ในปี 2548


ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และ ค่าตอบแทนกรรมการ ("SG&A") ในปี
2549 รวมทั้งสิ้น 1,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 245 ล้านบาท หรือ 24.3% จาก 1,010
ล้านบาท ในปี 2548 สาเหตุหลักเนื่องมาจากค่าตัดจำหน่ายต้นทุนทางการเงินของโครงการ
ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) จำนวน 137 ล้านบาท และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย
พนักงานประมาณ 80 ล้านบาท


รายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ

ในปี 2549 บริษัทฯ มีการขาดทุนจากการตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 รวมทั้งสิ้น
964 ล้านบาท จากการตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 958 ล้านบาท และต้นทุน
ค่าเบี้ยประกันภัยจ่ายล่วงหน้า จำนวน 6 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2548 บริษัทฯ บันทึกค่าเผื่อ
การด้อยค่าสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน จำนวน 400 ล้านบาท จากการเปลี่ยนแปลงอายุ
การใช้งานของดาวเทียมไทยคม 3 โดยต้นทุนการตัดจำหน่ายและการด้อยค่าของสินทรัพย์
ดังกล่าวไม่ใช่รายการที่เป็นเงินสด และ ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ


ดอกเบี้ยจ่าย

บริษัทฯ มีดอกเบี้ยจ่ายทั้งสิ้น 954 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 761 ล้านบาท หรือ 394.3% จาก
193 ล้านบาท ในปี2548 เนื่องจากดอกเบี้ยของโครงการดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์)
ที่เริ่มให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2548 และจากการเริ่มบันทึกดอกเบี้ยของโครงการ
ดาวเทียมไทยคม 5 เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากดาวเทียมไทยคม 5 เริ่มให้บริการเมื่อเดือน
กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา


กำไร/ขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยน

ในปี 2549  บริษัทฯ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 1,903 ล้านบาท เนื่องจาก
ในไตรมาสสี่ ปี 2549 บริษัทฯ ได้ถือปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีสําหรับตราสารอนุพันธ์
ทางการเงินก่อนกำหนด ประกอบกับในช่วงปี 2549 อัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวแข็งค่าขึ้น
จากปีก่อน ในขณะที่ในปี 2548 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 40 ล้านบาท


ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย

จากการที่บริษัทฯ เริ่มปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ทำให้ต้องทำการ
ปรับปรุงรายการส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียของปี 2548 ลดลงจาก 113
ล้านบาท เป็น 74 ล้านบาท  โดยในปี 2549 บริษัทฯ มีส่วนได้เสียในกำไรของบริษัทร่วมกลุ่ม
CSL ทั้งสิ้น 86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของ
การรับรู้รายได้จากการขายโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลืองและธุรกิจที่ให้บริการ
ข้อมูลด้วยเสียง จากการที่ CSL รับรู้รายได้ของบริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด (มหาชน)
("TMC") ในอัตราร้อยละ 100 ตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายน 2548 ในขณะที่ CSL รับรู้รายได้นี้ในช่วง
หกเดือนแรกในปี 2548 ในอัตราร้อยละ 63.25 รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการ
Mobile Content ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนในบริษัท เอดี เวนเจอร์ จำกัด ("ADV") ใน
อัตราร้อยละ 51 และลงทุนเพิ่มจนครบร้อยละ 100 ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2549
ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบหมุนโทรศัพท์ (Dial Up)
ในปี 2549 ลดลง เนื่องจากลูกค้าบางส่วนได้เปลี่ยนไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
(Broadband) ซึ่งตอบสนองความต้องการได้ดีกว่า


ภาษีเงินได้

บริษัทฯ เริ่มปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ทำให้บริษัทฯ บันทึกผล
ประโยชน์ทางภาษีที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตเนื่องจากบริษัทฯ สามารถนำผลขาดทุนสะสม (Loss
Carry Forward) ที่เกิดขึ้นมาเพื่อลดฐานในการคำนวณภาษีเงินได้ในอนาคตส่งผลให้บริษัทฯ
บันทึกภาษีเงินได้เป็นรายได้ในปี 2549 เป็นจำนวน 80 ล้านบาท และผลจากการนำมาตรฐาน
บัญชีดังกล่าวมาใช้ ทำให้บริษัทฯ ทำการปรับการบันทึกภาษีจ่ายของปี 2548 ลดลงจาก 200
ล้านบาท เป็น 32 ล้านบาท อีกด้วย


4. ฐานะทางการเงิน

จากการที่บริษัทฯ เริ่มปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับภาษีเงินได้รอตัดบัญชีทำให้มีการปรับปรุง
รายการในงบดุล ณ สิ้นปี 2548 ส่งผลให้มีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2548 เพิ่มขึ้นจาก 33,687
ล้านบาท เป็น 33,983 ล้านบาท

ณ สิ้นปี 2549 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 32,834 ล้านบาท ลดลง 1,149 ล้านบาท หรือ 3.4%
จาก ณ สิ้นปี 2548 มีสาเหตุหลักจากการที่บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
ลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว และจากการที่สินค้าคงเหลือลดลงจากปลายปีที่แล้ว
โดยสินทรัพย์สุทธิ ของกลุ่ม CSL ถูกบันทึกในรายการเงินลงทุนในบริษัทร่วม


ส่วนประกอบหลักของสินทรัพย์

สินทรัพย์                        31-ธ.ค.-49        31-ธ.ค.-48 (ปรับปรุง)
                               จำนวน    ร้อยละของ   จำนวน   ร้อยละของ
                             (ล้านบาท)  สินทรัพย์รวม (ล้านบาท)  สินทรัพย์รวม

สินทรัพย์หมุนเวียน                  2,479      7.6     3,221      9.5

เงินลงทุนในบริษัทร่วม                 686      2.1       832      2.4

อาคาร และอุปกรณ์                 6,822     20.8     8,242     24.3

อาคารและอุปกรณ์ภายใต้สัญญาสัมปทาน  20,489     62.4    19,312     56.8


สภาพคล่อง

ณ สิ้นปี 2549 บริษัทฯ มีอัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน 0.39 เท่า ลดลง
จาก 0.58 เท่า ณ สิ้นปี 2548 เนื่องมาจากมีเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี
เพิ่มขึ้นประมาณ 533 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้ของโครงการไอพีสตาร์ และโครงการดาวเทียม
ไทยคม 5 ในขณะที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง คือเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นปี
2549 คงเหลือ 363 ล้านบาท ลดลงประมาณ 314 ล้านบาท จาก 677 ล้านบาท ณ สิ้นปี
2548 เนื่องจากบริษัทฯ เริ่มชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยของโครงการไอพีสตาร์ และดอกเบี้ย
ของโครงการดาวเทียมไทยคม 5


เงินลงทุน

บริษัทฯ บันทึกเงินลงทุนในกลุ่ม CSL ในรายการเงินลงทุนในบริษัทร่วมโดยวิธีส่วนได้เสีย
โดยผลจากการเริ่มปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ทำให้บริษัทฯ
ทำการปรับปรุงรายการเงินลงทุน ณ สิ้นปี 2548 เพิ่มขึ้นจาก 780 ล้านบาท เป็น 832
ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2549 บริษัทฯ มีเงินลงทุนในบริษัทร่วมทั้งสิ้น 686 ล้านบาท ลดลง
146 ล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 2548 เนื่องจากรับรู้ผลประกอบการของ CSL ในปี 2549
ตามสัดส่วนจำนวน 86 ล้านบาท สุทธิกับเงินปันผลจ่ายของ CSL จำนวน 232 ล้านบาท


อาคารและอุปกรณ์สุทธิ

บริษัทฯ มีอาคารและอุปกรณ์สุทธิ ("PPE") ณ สิ้นปี 2549 ทั้งสิ้น 6,822 ล้านบาท ลดลง
1,420 ล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 2548 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 8,242 ล้านบาท มีสาเหตุหลักจาก
การที่บริษัทฯ ได้เริ่มบันทึกสินทรัพย์ของโครงการดาวเทียมไทยคม 5 ไว้ที่รายการอาคารและ
อุปกรณ์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ หลังจากที่บริษัทฯ ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กระทรวงเทคโนโลยี
และสารสนเทศ ("MICT") เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 โดย PPE ณ สิ้นปี 2549
ได้รวมสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานของ Camshin เป็นจำนวนเงินประมาณ 2,728 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 224 ล้านบาท จาก 2,504 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548


อาคารและอุปกรณ์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ

บริษัทฯ มีอาคารและอุปกรณ์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ ณ สิ้นปี 2549 ทั้งสิ้น 20,489 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 1,177 ล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 2548 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 19,312 ล้านบาท
จากการโอนทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมไทยคม 5 จากรายการอาคารและอุปกรณ์สุทธิมาไว้ที่
รายการนี้ สุทธิกับค่าเสื่อมราคาในปีนี้จำนวน 1,913 ล้านบาท และค่าตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3
จำนวน 958 ล้านบาท


เงินกู้ยืม และ ส่วนของเจ้าของ

ณ สิ้นปี 2549 บริษัทฯ มีเงินกู้ยืมสุทธิทั้งสิ้น 16,289 ล้านบาท ลดลง 845 ล้านบาท จาก
17,134 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 จากการลดลงของเงินกู้ระยะยาวของโครงการดาวเทียม
ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ที่ได้เริ่มจ่ายคืนเงินต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 สุทธิกับการเบิกเงินกู้
ระยะยาวของโครงการดาวเทียมไทยคม 5 และการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้น ทำให้เงินกู้ยืม
ระยะยาวสุทฺธิลดลงเหลือ 12,674 ล้านบาท จาก 14,442 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 และเงินกู้ยืม
ระยะสั้นสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 306 ล้านบาท จาก 38 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548

จากการที่บริษัทฯ เริ่มปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับภาษีเงินได้รอตัดบัญชีทำให้มีการปรับปรุง
รายการในงบดุล ณ สิ้นปี 2548 ส่งผลให้มีส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2548 เพิ่มขึ้นจาก 13,584
ล้านบาท เป็น 13,805 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2549 บริษัทฯ มีส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น 13,578
ล้านบาท ลดลง 227 ล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 2548 สาเหตุหลักเนื่องมาจากบริษัทฯ มีผลขาดทุน
สุทธิในปี 2549 จำนวน 46 ล้านบาท และขาดทุนจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ
(Translation Adjustment) เพิ่มขึ้น 182 ล้านบาท

บริษัทฯ มีอัตราส่วนเงินกู้ยืมสุทธิต่อส่วนทุน 1.2 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่สูงสำหรับบริษัทฯ
ที่มีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ คือ โครงการดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) และ
โครงการดาวเทียมไทยคม 5 ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงิน


งบกระแสเงินสด

บริษัทฯ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2549 ทั้งสิ้น 2,794 ล้านบาท ในขณะที่มี
กระแสเงินใช้ไปเพื่อการลงทุนทั้งสิ้น 3,866 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนเพื่อโครงการ
ดาวเทียมไทยคม 5 และเพื่อขยายโครงข่ายโทรศัพท์ ซึ่งโครงการลงทุนดังกล่าวได้รับสนับสนุน
เงินทุนจากสถาบันการเงิน โดยบริษัทฯ มีกระแสเงินสดรับจากการจัดหาเงินสุทธิในปี 2549
ทั้งสิ้น 759 ล้านบาท โดยมีเงินสดรับจากการเบิกเงินกู้ระยะยาวจำนวน 2,977 ล้านบาท
ซึ่งส่วนใหญ่นำไปใช้ในโครงการดาวเทียมไทยคม 5 และได้ทำการชำระคืนเงินกู้ระยะยาว
ทั้งสิ้น 2,370 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวของโครงการไอพีสตาร์
บริษัทฯ มีเงินสดคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ทั้งสิ้น 363 ล้านบาท




ในเอกสารชุดนี้อาจจะมีข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวกับการประมาณการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต
(ไม่ว่าจะเป็นการประมาณการทางด้านการเงินหรือการประมาณการทางด้านธุรกิจในส่วนอื่นๆ)
ตัวอย่างของคำที่ใช้ในการประมาณการถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น "อาจจะ", "จะ",
"คาดว่า", "ประมาณ", "เชื่อว่า" เป็นต้น   แม้ว่าประมาณการดังกล่าวจะประเมินขึ้น
โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นพื้นฐาน  บริษัทฯ  ไม่สามารถรับประกันหรือยืนยันได้ว่า
การประมาณการดังกล่าวจะเกิดขึ้นตรงตามที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้ในอนาคต  ดังนั้นผู้ใช้ข้อมูล
ดังกล่าวจึงควรระมัดระวังในการใช้ข้อมูลประมาณการข้างต้น

--------------------------------------------------------------------------------------

ขออนุยาดทำหน่าที่ update บ้าง... :lol:  :lol:  :lol:  :lol:  :lol:  :lol:


kevinbig
Verified User
Posts: 66
Joined: Tue Oct 18, 2005 10:38 pm

Posts by kevinbig » Mon Feb 26, 2007 8:37 pm

กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเยอะมาก สงสัยจะดันงบ

แต่ IPstar ก็ไปได้สวยนะครับ อีกไม่นานคงจะถึงจุดคุ้มทุน ธุรกิจสื่อสารในลาว และกัมบูชาก็เติบโตดี

ปัจจัยเสี่ยงคือ รัฐบาลชุดนี้ ทำให้ปีนี้หลายๆ ธุรกิจไม่กล้าลงทุนเพิ่ม ไม่กล้าขยายงาน แล้วเศรษฐกิจจะไม่ชะลอตัวได้อย่างไร ชาวบ้าน เกษตรกรลากหญ้าจะอดตายเอา


kevinbig
Verified User
Posts: 66
Joined: Tue Oct 18, 2005 10:38 pm

Posts by kevinbig » Mon Feb 26, 2007 9:41 pm

มาดูกันจริงๆ แล้ว งบก็ไม่ได้สวยอย่างที่คิดครับ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน Q4/49 คิดออกมาแล้วก็ 1,428 ล้านบาท ถ้าไม่เอากำไรตรงนี้มารวม ไตรมาสนี้จะขาดทุนไปประมาณหกร้อยกว่าล้าน

ความน่าสนใจอยู่ที่การเติบโตของ IPstar


Post Reply