MINT

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
User avatar
vim
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2627
Joined: Wed Dec 14, 2011 5:10 pm

Re: MINT

Posts by vim » Mon Aug 27, 2012 11:51 pm

เชสเตอร์กริลล์ขายไก่ทอดชิ้นละ 35 บาท มีเป็นเซ็ตเซ็ตละ 229 บาทได้ไก่ทอดห้าชิ้น น้ำสองแก้ว มันฝรั่งทอดหนึ่งกล่อง และนักเก็ตอีกสี่ชิ้น
ถ้าสั่ง 1145 จะมีโปรโมชัน 299 บาทได้ไก่ทอดเซ็ตใหญ่สำหรับ 2-3 คนได้เลย

ยังดีที่แบรนด์ The Pizza ส่วนส่งถึงบ้านนั้นคนคุ้นเคยกว่า

Vi IMrovised

User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Tue Aug 28, 2012 12:49 pm

อยากขอความเห็นของเพื่อนๆหน่อยครับว่า mint สามารถเป็น Growth Company ได้หรือไม่ :?:
เริ่มจากพื้นฐานการดำเนินงานที่ผ่านมาก่อน
MINT_Assets.png
MINT_Assets.png (114.43 KiB) Viewed 5123 times
เริ่มจากสินทรัพย์ เนื่องจากเป็นธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร โรงงานผลิต สินทรัพย์ส่วนใหญ่จึงอยู่ในรูปสินทรัพย์ถาวรเยอะ
ดูจากสินทรัพย์ในปี Q2/09 อยู่ที่เกือบ 26,600 ลบ. ผ่านมา 3 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 44,000 ลบ. จิ้มเครื่องคิดเลขแล้วตกเพิ่มขึ้นในอัตราปีล่ะ 18.2% ต่อปี
นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่เลวเลยทีเดียว แม้ว่าส่วนหนี้สินจะเพิ่มขึ้นด้วยเป็นลำดับ แต่ถ้าดูกำไรสะสมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเหมือนกัน แต่จะดีมากขนาดไหน ไว้ต้องไปดูกันต่อครับ
MINT_income.png
MINT_income.png (90.87 KiB) Viewed 5123 times
ถัดมาเป็นในส่วนงบกำไรขาดทุน เนื่องจากธุรกิจของ mint มีลักษณะเป็นแบบ seasonal ทำให้รายได้มีลักษณะผันผวนระดับหนึ่ง
ดังนั้นหากเปรียบเทียบการเติบโต ผมจึงใช้ Q2/09 เทียบกับ Q2/12 เป็นหลักจะพบว่า
- อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้รวมเฉลี่ยอยู่ที่ 26.4% (จาก 3,725 ลบ. เพิ่มขึ้นเป็น 7,524 ลบ.)
- อัตราการเพิ่มขึ้นของ EBITDA รวมเฉลี่ยอยู่ที่ 18.5% (จาก 788 ลบ. เพิ่มขึ้นเป็น 1,311 ลบ.) :!:
- อัตราการเพิ่มขึ้นของ Net Profit รวมเฉลี่ยอยู่ที่ 16.5% (จาก 230 ลบ. เพิ่มขึ้นเป็น 364 ลบ.) :!:

ปัญหาก็คือ รายได้โต แต่กำไรไม่โตตาม หากวิเคราะห์ต่อโดยแกะลึกลงไปในแต่ละส่วนของธุรกิจจะเห็นว่า
- Food แม้รายได้โตเฉลี่ยแค่ 10.2% ต่อปี แต่ส่วน EBITDA เพิ่มขึ้น 14.1% ต่อปี และ Net Profit โตขึ้นปีล่ะ 31.2% ต่อปี :D
- Hotel&Others รายได้โตขึ้นมากจริงที่ 42.9% ต่อปี แต่ EBITDA โตเหลือแค่ 22.6% ต่อปี ส่วน net profit เนื่องจากมันผันผวนมาก
เลยขอไม่คิดนะครับ เพราะทำไปก็ไม่ได้คำตอบอะไร :(
- Retail เนื่องจากเจอปัญหาภัยน้ำท่วมเข้าไป แต่ถ้าหากดูจาก Q3/09 - Q3/11 คิดเป็นรายได้โต 16.5% ต่อปี, EBITDA เพิ่มขึ้น 24.7%
ต่อปี และ net profit เพิ่มขึ้น 11.1% ต่อปี :?
สรุป เรียกได้ว่า Food เติบโตเป็นอย่างดี, Retail คงโตไปได้เรื่อยๆ, Hotel ยังไม่ฟื้นเท่าที่ควรครับ
MINT_ratio.png
MINT_ratio.png (46.84 KiB) Viewed 5123 times
จากข้อมูล ผมยังคิดว่า ผู้บริหารยัง enjoy กับการลงทุนขยายงานอย่างเดียว แต่กำไรยังไม่ตามมาเท่าที่ควร
และเห็นได้ชัดว่า ROA แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ ROE เริ่มดีขึ้นก็มาจากอัตราหนี้เงินกู้ต่อส่วนทุน (Net debt/Equity) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

:?: :?: :?: คำถาม ผู้บริหารมีวิธีการใดบ้างที่จะช่วยทำให้ ROA เพิ่มขึ้นได้อีก :?: :?: :?: อันนี้ไว้ลองช่วยๆกันคิดนะครับ
MINT_Cash Flow.png
MINT_Cash Flow.png (54.62 KiB) Viewed 5123 times
จากที่ผู้บริหารคาดการณ์จะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 4,000-6,000 ลบ. ต่อปี ดูจากงบกระแสเงินสดแล้ว + ปีหน้ามีเงินเพิ่มทุนจากแปลงวอร์แรนอีก 4,200 ลบ. หากยังไม่สามารถเร่งอัตรา ROA ให้เพิ่มขึ้นได้ ก็คงต้องกู้เพิ่มอีกแน่ๆ
กู้เงินน่ะกู้ได้ แต่เยอะเกินไปผมก็ไม่ค่อยชอบอ่ะ


User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Tue Aug 28, 2012 1:18 pm

วิธีการจะเพิ่ม ROA, NPM ของผู้บริหารเท่าที่ผมพอจะนึกออก
ธุรกิจอาหาร
- การขยายสาขาในระยะหลังๆ เน้นระบบแฟรนไชด์ ประหยัดเงินลงทุน
- ใช้ Economy of Scale ของร้านอาหารในเครือ ลด Food & Paper Cost (จาก 35% ในปี 2008 ลดเหลือ 32% ในปี 2012)
- เพิ่มราคาขาย
- ซื้อแบรนด์ใหม่ๆเข้ามา (อย่าง S&P)

ธุรกิจโรงแรม
- time-sharing
- เพิ่มอัตราส่วน RevPar (คงต้องขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดอยู่ดี)
- ลดจำนวนลงทุนเปิดโรงแรมใหม่ๆเอง เน้นรับจ้างบริหารโรงแรมมากขึ้น

ธุรกิจ Retail
- ขยายสาขา ใช้ Economy of Scale ให้เป็นประโยชน์
- พยายามเพิ่มยอดขายต่อ ตร.ม. ให้มากขึ้น

ไม่รู้ว่ามีวิธีการไหนอีก และเพื่อนๆคิดว่าผู้บริหารจะทำได้ขนาดไหนครับ


frontosa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 460
Joined: Wed Nov 03, 2004 9:32 pm

Re: MINT

Posts by frontosa » Tue Aug 28, 2012 9:08 pm

MINT นี่ผมว่าต้องระวังเรื่องการเมืองที่ยังไม่นิ่งมากๆครับ กระทบทีนึง ธุรกิจโรงแรมนี่ไปไม่กลับเป็นปีๆเลย

ส่วนว่า Growth รึเปล่า ตัวนี้เค้าตั้งธงเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่บางทีก็ทำได้ บางทีก็ทำไม่ได้

อย่างว่าแหละครับ เค้าเคยออกมาพูดตั้งแต่คุณปรารถนายังอยู่ว่าจะขอโตปีละ 20% (โม้ไว้ก่อน)

แต่การจะทำให้ได้ขนาดนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เห็นการเติบโตในระดับ 10-15% (ทบต้น) มาตลอด ถ้าดูที่รายได้นะครับ ไม่ได้ดูที่กำไรสุทธิ

สรุป ขอแชร์ความคิดนะครับ เรื่องการเติบโต บ.ก็ทำให้เห็นว่าพยายามทำ ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร แต่ธุรกิจที่เค้าทำมันเป็น megatrend (โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร) คงยังไปได้เรื่อยๆ

แต่เป็นผมคงรอราคาถูกๆกว่านี้ ถ้าจะดีซื้อตอนธุรกิจรร.มีปัญหายิ่งดี (จากการเมือง) แต่ถ้าไม่มีปัญหาการเมืองจะดีสุด


User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Tue Aug 28, 2012 10:22 pm

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ คุณ frontosa เพราะปัญญาการเมืองนี่ล่ะครับทำให้ผมได้เข้ามาถือหุ้นตัวนี้
เรื่องปัญหาจากปัจจัยภายนอกนี่ Mint มีโดนอยู่หลายข้อเลยครับ ที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย (การเมือง, ภัยธรรมชาติ, เศรษฐกิจตกต่ำ)
สิ่งที่พอจะทำได้ก็มีแค่กระจายความเสี่ยงไปนอกประเทศมากขึ้นครับ อย่างที่ผู้บริหารได้วางแผนการเติบโตไว้ในเอกสาร Oppday Q2/12

ธุรกิจโรงแรม เมื่อเทียบก่อนตอน Q2/12
บริษัทจะเน้นเพิ่มจำนวนห้องพักที่ลงทุนเองกับ JV ให้เพิ่มขึ้นอีก 25% ส่วนจำนวนห้องพักที่รับจ้างบริหารเพิ่มขึ้นอีก 31%
โดยเน้นไปยังต่างประเทศมากขึ้น (จาก 69% ใน Q2/12 เพิ่มขึ้นเป็น 74% ในปี 2016)
Screen Shot 2555-08-28 at 21.39.43.png
Hotel
Screen Shot 2555-08-28 at 21.39.43.png (69.84 KiB) Viewed 4875 times
ธุรกิจอาหาร เน้นเพิ่มสัดส่วนแฟรนไชด์และสาขาต่างประเทศให้มากขึ้น โดยวางแผนเพิ่มจำนวนสาขาที่ลงทุนเองอีก 82% เป็น 1,298 สาขา
และสาขาที่เป็นแฟรนไชด์อีก 161% เป็น 1,464 สาขา ให้ได้ในปี 2016
Screen Shot 2555-08-28 at 21.40.09.png
Food
Screen Shot 2555-08-28 at 21.40.09.png (37.23 KiB) Viewed 4875 times
แผนการเติบโตตามที่ผู้บริหารได้วางแผนไว้ ต้องใช้เงินลงทุนอีกในปี 2013-2016 ดูแล้วผมว่าราวๆ 16,000 หากไม่รวมดีลใหม่ๆเข้าไปอีก
Screen Shot 2555-08-28 at 21.41.03.png
Capex
Screen Shot 2555-08-28 at 21.41.03.png (42.53 KiB) Viewed 4875 times


User avatar
rafflesia
Verified User
Posts: 46
Joined: Mon Dec 20, 2010 9:55 pm

Re: MINT

Posts by rafflesia » Tue Aug 28, 2012 11:06 pm

1. เท่าที่ดูในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจโรงแรมจะแย่ แต่ธุรกิจอาหารยังไปได้ดี
อย่างงี้บริษัทควรเน้นไปทำธุรกิจอาหารมากขึ้นไม่ดีกว่าหรอครับ
อยากทราบว่าตอนนี้และแนวโน้มในอนาคต บริษัทจะเน้นไปที่ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจอาหารหรอครับ?

2. ตอนนี้มีวิกฤติยูโรโซนกับสหรัฐเศรษฐกิจไม่ดี และมีแนวโน้มจะยังแก้ไขไม่ได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ดังนั้นบริษัทควรจะเน้นขยายธุรกิจที่เน้นลูกค้าที่ไม่ใช่สหรัฐกับยุโรป
อยากทราบความเห็นว่า ตอนนี้บริษัทได้วางแผนรับมือกับปัญหานี้อย่างไรบ้างครับ? ได้วางแผนไปเน้นลูกค้าที่ไม่ใช่สหรัฐกับยุโรปหรือไม่ครับ?

vrVI ระบบข้อมูลเพื่อนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า งบการเงิน อัตราส่วนทางการเงิน เครื่องมือคำนวณต่างๆ
https://www.facebook.com/VRVIclub

User avatar
rafflesia
Verified User
Posts: 46
Joined: Mon Dec 20, 2010 9:55 pm

Re: MINT

Posts by rafflesia » Tue Aug 28, 2012 11:16 pm

เดี๋ยวผมไปหาข้อมูลแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นครับ

vrVI ระบบข้อมูลเพื่อนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า งบการเงิน อัตราส่วนทางการเงิน เครื่องมือคำนวณต่างๆ
https://www.facebook.com/VRVIclub

User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Tue Aug 28, 2012 11:50 pm

rafflesia wrote:1. เท่าที่ดูในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจโรงแรมจะแย่ แต่ธุรกิจอาหารยังไปได้ดี
อย่างงี้บริษัทควรเน้นไปทำธุรกิจอาหารมากขึ้นไม่ดีกว่าหรอครับ
อยากทราบว่าตอนนี้และแนวโน้มในอนาคต บริษัทจะเน้นไปที่ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจอาหารหรอครับ?
เงินลงทุนส่วนใหญ่จะใช้ในธุรกิจโรงแรมมากกว่าครับ แต่ถ้าดูจากจำนวนสาขากับห้องพักแล้ว อัตราการเติบโตของธุรกิจอาหารมีมากกว่าเยอะครับ เพียงแต่ต้องเข้าใจก่อนว่า
- ธุรกิจโรงแรม ต้องลงทุนเยอะในช่วงแรก (ช่วงหลังจึงพัฒนาระบบ Time-sharing และรับจ้างบริหารเข้ามา) แต่ถ้าหากอยู่ในทำเลที่ดี จะเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ในส่วนโรงแรมผมคิดว่าบริษัทมีศักยภาพพอที่จะแข่งกับเชนของเมืองนอกได้
- ธุรกิจอาหาร ลงทุนน้อย การแข่งขันสูง ทำให้มีมาร์จิ้นต่ำ หากไม่บริหารจัดการดีๆล่ะก็ มีสิทธิเจ๊งได้ง่ายๆเลยครับ ดูอย่าง pizza company ที่โค่น pizza hut ได้ ทั้งๆที่เป็นแบรนด์ใหม่กว่า ซึ่งการขยายไปต่างประเทศนี่ผมยังให้เป็น :?: อยู่ แม้ว่าในไทยจะเจ๋งจริง แต่ไปต่างประเทศมันก็ไม่แน่ะครับ
สรุป เน้นขยายทั้งสองส่วนนะครับ ที่ไม่เน้นคงจะเป็นส่วน retail มากกว่า


2. ตอนนี้มีวิกฤติยูโรโซนกับสหรัฐเศรษฐกิจไม่ดี และมีแนวโน้มจะยังแก้ไขไม่ได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ดังนั้นบริษัทควรจะเน้นขยายธุรกิจที่เน้นลูกค้าที่ไม่ใช่สหรัฐกับยุโรป
อยากทราบความเห็นว่า ตอนนี้บริษัทได้วางแผนรับมือกับปัญหานี้อย่างไรบ้างครับ? ได้วางแผนไปเน้นลูกค้าที่ไม่ใช่สหรัฐกับยุโรปหรือไม่ครับ?
ดูจากในสไลด์งาน Oppday ล่าสุดได้เลยครับ อยู่หน้าหลังๆ มีการบอกสัดส่วนลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการไว้ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางลูกค้าตะวันออกกลางกับยุโรปครับ แต่สัดส่วนทางเอเชียก็โตขึ้นมาเยอะเหมือนกัน


User avatar
blizzard78
Verified User
Posts: 317
Joined: Wed Nov 17, 2010 2:38 pm

Re: MINT

Posts by blizzard78 » Wed Aug 29, 2012 12:47 am

The Pizza Company has strong first half, expects further leg-up as it enters fried-chicken sector

THE NATION August 29, 2012 1:00 am
The Pizza Company, Thailand's leading pizza brand operated by the Minor Food Group, has announced sales revenue of Bt3 billion for the first six months of the year, registering strong growth of 21 per cent over the corresponding period last year.



This performance will be boosted as The Pizza Company advances into the fried chicken sector, a move that it expects will enable the business to achieve targeted revenue of Bt5.9 billion for the full year.

"Throughout the past 11 years, our management and team have been working strenuously and have continued to strive to produce more innovations and even better service to achieve steady growth and become the leader in the [pizza] business. Today, with an 80-per-cent market share, we are operating 243 stores throughout Thailand, 60 of which are run by franchisees," Andy Holman, The Pizza Company vice president and general manager of international franchising, said yesterday.

Globally, the Minor Food Group - the brand owner - has vigorously expanded its operations to include 41 The Pizza Company stores in seven countries: China (14 stores), Saudi Arabia (11), Cambodia (eight), United Arab Emirates (four), Bahrain (two) and one each in Laos and Vietnam.

Plans are also afoot for the opening of eight new stores by year-end in China, Southeast Asia and the Middle East, he said.

"The overall system target for The Pizza Company in 2012 is Bt5.9 billion [in revenue], with all the stores in Thailand generating 85 per cent of the total. In order to achieve this, we will focus on three main strategies - brand strength, new stores and creative new menus with promotions. The first two quarters netted sales of Bt3 billion, a healthy growth of |21 per cent over the same period last year, and we are confident we will achieve this year's target," he added.

Coupled with yesterday's announcement of The Pizza Company's first-half sales results was the introduction of its fried chicken range.

"Each and every one of us, our president and founder William Heinecke in particular, is very proud of this new creation. He had actually been involved with the project from the very beginning; selecting ingredients, chicken and spices, and even the dipping sauce. As an American growing up in Thailand, working in the food business throughout his life, he is extremely confident this is going to be 'the' new favourite for Thai customers," said Holman.

He said that in the initial stage, The Pizza Company aimed at only 3 per cent of the fried chicken market, which is valued at Bt10.3 billion this year.

"We concentrate more on answering the demands of our customers. We never stop pleasing them by offering innovative menus together with great promotional campaigns. As Thai consumers love eating chicken, be it local or international dishes, our research and development team had to explore and experiment extensively to come up with this delicious menu," he added.

http://www.nationmultimedia.com/busines ... 89263.html


User avatar
rafflesia
Verified User
Posts: 46
Joined: Mon Dec 20, 2010 9:55 pm

Re: MINT

Posts by rafflesia » Wed Aug 29, 2012 8:41 am

Saran wrote:
rafflesia wrote:1. เท่าที่ดูในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจโรงแรมจะแย่ แต่ธุรกิจอาหารยังไปได้ดี
อย่างงี้บริษัทควรเน้นไปทำธุรกิจอาหารมากขึ้นไม่ดีกว่าหรอครับ
อยากทราบว่าตอนนี้และแนวโน้มในอนาคต บริษัทจะเน้นไปที่ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจอาหารหรอครับ?
เงินลงทุนส่วนใหญ่จะใช้ในธุรกิจโรงแรมมากกว่าครับ แต่ถ้าดูจากจำนวนสาขากับห้องพักแล้ว อัตราการเติบโตของธุรกิจอาหารมีมากกว่าเยอะครับ เพียงแต่ต้องเข้าใจก่อนว่า
- ธุรกิจโรงแรม ต้องลงทุนเยอะในช่วงแรก (ช่วงหลังจึงพัฒนาระบบ Time-sharing และรับจ้างบริหารเข้ามา) แต่ถ้าหากอยู่ในทำเลที่ดี จะเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ในส่วนโรงแรมผมคิดว่าบริษัทมีศักยภาพพอที่จะแข่งกับเชนของเมืองนอกได้
- ธุรกิจอาหาร ลงทุนน้อย การแข่งขันสูง ทำให้มีมาร์จิ้นต่ำ หากไม่บริหารจัดการดีๆล่ะก็ มีสิทธิเจ๊งได้ง่ายๆเลยครับ ดูอย่าง pizza company ที่โค่น pizza hut ได้ ทั้งๆที่เป็นแบรนด์ใหม่กว่า ซึ่งการขยายไปต่างประเทศนี่ผมยังให้เป็น :?: อยู่ แม้ว่าในไทยจะเจ๋งจริง แต่ไปต่างประเทศมันก็ไม่แน่ะครับ
สรุป เน้นขยายทั้งสองส่วนนะครับ ที่ไม่เน้นคงจะเป็นส่วน retail มากกว่า


2. ตอนนี้มีวิกฤติยูโรโซนกับสหรัฐเศรษฐกิจไม่ดี และมีแนวโน้มจะยังแก้ไขไม่ได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ดังนั้นบริษัทควรจะเน้นขยายธุรกิจที่เน้นลูกค้าที่ไม่ใช่สหรัฐกับยุโรป
อยากทราบความเห็นว่า ตอนนี้บริษัทได้วางแผนรับมือกับปัญหานี้อย่างไรบ้างครับ? ได้วางแผนไปเน้นลูกค้าที่ไม่ใช่สหรัฐกับยุโรปหรือไม่ครับ?
ดูจากในสไลด์งาน Oppday ล่าสุดได้เลยครับ อยู่หน้าหลังๆ มีการบอกสัดส่วนลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการไว้ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางลูกค้าตะวันออกกลางกับยุโรปครับ แต่สัดส่วนทางเอเชียก็โตขึ้นมาเยอะเหมือนกัน
หลังจากไปหาข้อมูลมาคร่าวๆ
ข้อมูลใน SLIDE OPPDAY Q2

1. NO. of Hotel Rooms ในปี 2011 มี 9,575 ห้อง วางแผนในอนาคตปี 2016จะมี 12,687 ห้อง อัตราการเติบโตต่อปีคือประมาณ 6%
NO. of Restaurant Outlets ในปี 2011 มี 1,257 แห่ง วางแผนในอนาคตปี 2016จะมี 2,762 แห่ง อัตราการเติบโตต่อปีคือประมาณ 17%
ธุรกิจอาหารใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนธุรกิจโรงแรมใช้เงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี

2. การลงทุนในการขยายธุรกิจ ส่วนใหญ่มีการลงทุนในประเทศที่ไม่ใช่สหรัฐและยุโรป เช่น ไทย จีน มัลดีฟ mid east เป็นต้น
แต่ก็ต้องไปดูต่อว่า ประชาชนที่อยู่ในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตไม่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเช่น จีน และประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่เค้าชอบไปเที่ยวประเทศไหนกัน
แล้ว MINT ได้ไปลงทุนธุรกิจโรงแรมในประเทศนั้นหรือไม่ ใครมีข้อมูลก็ช่วยแชร์หน่อยครับ
เท่าที่ดูแม้ว่าในช่วงประสบวิกฤติซับไพรม์และปัญหาการเมืองของไทย ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวยุโรปกับสหรัฐยังคงเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะเพิ่มน้อยก็ตาม
ตัวเลขรายได้ของธุรกิจโรงแรมยังคงเติบโต แต่ตัวเลขกำไรกับลดลง จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า บริษัทได้ลดราคาห้องพักโรงแรมลง เพื่อจูงใจลูกค้านักท่องเที่ยว และแข่งขันกับโรงแรมอื่น

อันนี้ข้อมูลเพิ่มเติม
เส้นทางยอดนิยมของชาวจีนยังคงเป็นอาเซียน ยุโรปและออสเตรเลีย
เส้นทางระยะสั้นที่ไปยังอาเซียน (มาเลเซีย สิงคโปร์และไทย) ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง

vrVI ระบบข้อมูลเพื่อนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า งบการเงิน อัตราส่วนทางการเงิน เครื่องมือคำนวณต่างๆ
https://www.facebook.com/VRVIclub

frontosa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 460
Joined: Wed Nov 03, 2004 9:32 pm

Re: MINT

Posts by frontosa » Wed Aug 29, 2012 1:41 pm

ไม่รู้ว่าตอนนี้เรื่องการได้สิทธิ์ Swensen ที่ อินเีดีย เวียดนาม ลาว มานานแล้ว ได้เริ่มลงทุนไปแล้วรึยัง

ผมว่าการเติบโตที่ตปท.น่าสนใจมากๆในแง่การ copy โมเดลเดิมๆที่ประสบความสำเร็จจากประเทศนึึงๆ

แต่ brand ของ บ.เอง คือ The pizza, Coffee club, Thai express
ผมคิดว่า The pizza การไปตปท.คงไม่ง่าย เพราะ brand มันยังสู้ pizza hut ไม่ได้

ที่น่าลุ้นสุดน่าจะเป็น Thai express จาก Singapore ว่าจะไปเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ใน ออสเตรเลีย (ปีนี้) จีน อินเีดีย ฯลฯ ได้รึเปล่า แล้วจะประสบความสำเร็จเหมือนในสิงคโปร์รึเปล่า จริงๆถ้าจะมีแค่บางประเทศที่ประสบความสำเร็จก็ยังโอเคแล้ว

ปล.เว็ป Thai express >> http://www.thaiexpress.com.sg/
ในสิงคโปร์ก็มีคนกินพอสมควร ไม่ถึงกับต้องต่อคิว แต่ก็ไม่โหลงเหลง
เท่าที่สังเกต ยังสู้ Din Tai Fung ของ Breadtalk ไม่ได้ครับ เจ้านั้นคนแน่นจริง น่าจะไป Take over มาซะเลย 555


frontosa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 460
Joined: Wed Nov 03, 2004 9:32 pm

Re: MINT

Posts by frontosa » Wed Aug 29, 2012 1:45 pm

จริงๆ เรื่อง Thai express นี่แทบจะไม่มีความสำคัญต่องบรวมเลยนะครับ เนื่องจากสัดส่วนมันเล็กมาก เทียบกับขนาดของ MINT

แต่มันทำให้เราเห็นแนวทางของบ.ที่จะไปต่อมากกว่า เช่น ไปซื้อ brand อื่นมาเพิ่มเติมอีก หรือ การขยาย brand เิดิมในประเทศที่แตกต่างกัน


User avatar
kongkiti
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 5830
Joined: Wed Apr 16, 2008 12:55 am

Re: MINT

Posts by kongkiti » Fri Aug 31, 2012 6:29 am

“เดอะพิซซ่า” โหมตลาดไก่ทอด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2555 09:58 น.

เดอะพิซซ่าฯ โหมหนักตลาดไก่ทอด ทุ่ม 150 ล.ลงทุนอุปกรณ์ หวังเป้า 5 ปีแชร์ 15%

นายแอนดี้ โฮลแมน รองประธานกรรมการและผู้จัดการทั่วไป เดอะพิซซ่า คอมปะนี ประเทศไทย และส่วนแฟรนไชส์ต่างประเทศในเครือเดอะไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น โดยจะรุกตลาดไก่ทอดมากขึ้นด้วย เนื่องจากมองว่าตลาดรวมไก่ทอดมีมูลค่ามากถึง 10,305 ล้านบาท และยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตดี

อย่างไรก็ตาม ตลาดพิซซาเองก็มีการเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยยังคงต้องการให้ร้านเดอะพิซซ่าคอมปะนีเป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนที่มีทางเลือกมากขึ้นเหมือนเดิมจากเมนูและบริการใหม่ๆ ขณะนี้สัดส่วนยอดขายมาจากพิซซาเป็นหลัก 60% รองมาคือ เครื่องดื่ม 15% และอีก 25% มาจากพาสตา สปาเกตตี ไก่ และอื่นๆ

ล่าสุดบริษัทฯ ใช้งบประมาณมากกว่า 150 ล้านบาทในการลงทุนอุปกรณ์ต่างๆ และพัฒนาเมนูใหม่ชื่อว่า ไก่ทอดรสเข้ม วางเป้าหมายให้เป็นเมนูหลักด้วย จากปีที่แล้วที่ออกเมนูไก่ทอดกร๊อบกรอบเป็นแค่เมนูเสริมเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ในส่วนของดีลิเวอรีด้วยจากเมนูไก่นี้ โดยใช้งบการตลาด 30 ล้านบาทสำหรับทำตลาดเมนูไก่ ตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งตลาด 3% ในช่วงปีแรก และเพิ่มเป็น 15% ในช่วง 5 ปีจากนี้จากตลาดไก่ทอดรวม

แผนขยายสาขาปีนี้ตั้งเป้าที่ 17 สาขา เปิดไปแล้ว 9 สาขา โดยให้ความสนใจช่องทางคอมมูนิตีมอลล์มากขึ้น ในปัจจุบันมีสาขารวม 243 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริหารเอง 183 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 60 สาขา ส่วนแผนการเปิดสาขาในต่างประเทศ จะเปิดใหม่ 6 สาขา จากต้นปีเปิดไปแล้ว 6 สาขา ในประเทศลาว กัมพูชา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาร์เรน

สำหรับยอดขายครึ่งปีแรกนี้เติบโต 21% และคาดว่าในครึ่งปีหลังจะเติบโต 20% โดยมีรายได้รวมประมาณ 5,900 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 4,900 ล้านบาท รายได้จากต่างประเทศ 1,000 ล้านบาท และยังคงเป็นผู้นำตลาดพิซซาในไทยด้วยส่วนแบ่ง 80% จากมูลค่าตลาดรวม 8,000 ล้านบาท

-จบ-

“Its like a finger pointing away to the moon. Don't concentrate on the finger
or you will miss all that heavenly glory.”- Bruce Lee

FAQs เกี่ยวกับแนวทางลงทุนแบบ VI
Blog ใหม่ >> https://www.blockdit.com/articles/5d733 ... 270d7b530

follow trend
Verified User
Posts: 42
Joined: Sat Jul 17, 2010 11:14 am

Re: MINT

Posts by follow trend » Fri Aug 31, 2012 8:46 pm

ไมเนอร์ฟู้ดย้ำเบอร์ 1 เอเชีย ผงาด 30 แบรนด์ใน 5 ปี

updated: 31 ส.ค. 2555 เวลา 19:20:45 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์

ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารที่รุนแรง "ปัทมาวลัย รัตนพล" หญิงเก่งและแกร่งที่รับผิดชอบงานด้านการบริหารและโครงสร้างระบบงานทั้งหมด ของธุรกิจในเครือ "ไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป" รวมถึงงานด้านพัฒนา "คน" ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ และทรัพยากรบุคคล ไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงทิศทางและแนวนโยบายในการขับเคลื่อนธุรกิจร้านอาหารในอนาคต วันนี้ไมเนอร์ฯในฐานะเบอร์ 1 ของไทย กำลังมองไกลด้วยเป้าหมายที่ท้าทายการดับเบิลธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า และ "เบอร์ 1 เอเชีย" ตัวจริง

- ตอนนี้ถือเป็น regional brand เต็มตัวหรือยัง
ใช่ ค่ะ เรามีร้านอาหารอยู่ประมาณ 18 ประเทศ ทั้งหมดยังอยู่ในเอเชีย แต่รวมออสเตรเลีย กับตะวันออกกลางด้วย ปัจจุบันในแง่โมเดลธุรกิจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.เป็นเจ้าของและดำเนินธุรกิจเอง 100% 2.ขายแฟรนไชส์และเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ 100% 3.ธุรกิจร่วมทุนที่เรียกว่า joint venture ทิศทางอีก 5 ปีข้างหน้า เราพยายามมีสัดส่วนรายได้ระหว่างในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50:50 เพื่อกระจายความเสี่ยง ทุกวันนี้ใกล้มากแล้ว เช่นเดียวกับสัดส่วนแฟรนไชส์ และลงทุนเอง ปัจจุบันก็อยู่ที่ 50:50 ตอนนี้จึงถือเป็นบาลานซ์ที่สมดุลมาก

- กลยุทธ์เพื่อดับเบิลธุรกิจอีก 5 ปีข้างหน้า
เรา มองการร่วมทุน อย่างที่ไปร่วมลงทุนที่สิงคโปร์กับออสเตรเลีย อย่างคอฟฟี่คลับ ตั้งแต่ร่วมทุน เราสามารถสร้างความเจริญเติบโตถึง 3 เท่า จากเกือบ 100 สาขา ตอนนี้เพิ่มเป็น 285 สาขา ตรงนี้น่าจะเป็น business model ที่เราให้ความสำคัญ

- คอฟฟี่คลับ กับไทยเอ็กซ์เพรส ถือเป็นการเทกโอเวอร์ หรือร่วมทุน
เราเริ่มจากร่วมทุนแล้วค่อย ๆ เพิ่มทุน ปัจจุบันถือ 100% เฉพาะที่สิงคโปร์ จริงๆ อย่าพูดว่า "ไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ปจะไปไล่เทกโอเวอร์คนอื่น" ดูน่ากลัว เราอยากจะใช้คำว่า "ร่วมลงทุน" มากกว่า เพราะพาร์ตเนอร์เป็นหนึ่งใน core value ของไมเนอร์ฟู้ด ไมเนอร์ฯเกิดมาจากความเป็นเถ้าแก่ เราเชื่อมั่นในสปิริตตรงนี้ การที่เราไปร่วมทำงานกับเถ้าแก่ จึง "เป็นเคมีที่เข้ากัน" การไปร่วมทุน จึงเพื่อต่อยอดความเจริญของธุรกิจนั้น ๆ เพราะเรามีเครือข่ายในกรุ๊ปของไมเนอร์ฯ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร เมื่อไปผนึกกับพันธมิตรต่างๆ
บวก 1 จึงเป็นสาม แต่เราจะรักษาตัว founder และจุดแข็งของธุรกิจนั้น ๆ ไว้ เพราะเพียงแต่เข้าไปทำให้ธุรกิจมันใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น กระจายมากขึ้น

- ย้อนไป 5 ปีก่อนถือว่าดับเบิลธุรกิจหรือไม่
ทุก 5 ปี เราจะดับเบิลธุรกิจ แต่ความท้าทายก็มีมากขึ้น สถานการณ์โลก สถานการณ์อุตสาหกรรม มันก็เปลี่ยนไป

- จอยต์เวนเจอร์มีโอกาสเร็ว ๆ นี้ไหม
จับตาอย่ากะพริบ ปีนี้จะเห็นอีกหนึ่งแน่นอน ไม่ใช่ในประเทศไทย แต่เป็นแบรนด์ซึ่งใหญ่อยู่ในประเทศนั้น และมีศักยภาพที่จะขยายออกสู่ประเทศในเครือของเรา

- ไมเนอร์มีแบรนด์ที่เป็นของตัวเองเท่าไร
11 แบรนด์ ที่ขายแฟรนไชส์ไปแล้วมี 5 แบรนด์ รวมสเวนเซ่นส์ กับแดรี่ควีน ซึ่งได้สิทธิ์ขายแฟรนไชส์ด้วย ก็เป็น 7 แบรนด์ เฉพาะที่สิงคโปร์มีแบรนด์ของเราเองเกือบ 8 แบรนด์ ภายใต้บริษัทไทยเอ็กซ์เพรส คอนเซ็ปต์

- ถือว่าเข้าตลาดอาหารญี่ปุ่นช้าไหม
คือก็จับตามองอยู่ วันนี้เรามี 2 แบรนด์ที่สิงคโปร์ คือ shokudo และ kiseki ภาย ใต้เครือไทยเอ็กซ์เพรส คือการเริ่มต้นก่อน มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ว่าจังหวะและเวลาที่ถูกต้อง มันสำคัญกว่า จริง ๆ ไมเนอร์ฟู้ดต้องมองในแง่ของความยั่งยืนมากกว่า ด้วยประสบการณ์ ด้วยความรู้ ความเข้าใจในตลาด เทรนด์ไม่ใช่สิ่งที่ไมเนอร์จับ แต่เราจับการเติบโตแบบยั่งยืน

- ไม่มองว่าเป็นการสูญเสียโอกาส
เรา อาจจะยอมตกเทรนด์ แต่เราไม่ยอมตกขอบ ไม่ยอมปิดบริษัท ตกเทรนด์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เราไม่ยอมตก No.1 คือเราเข้าตลาดไหนไป มันต้องยั่งยืน ว่าเราจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำตลาดในเซ็กเมนต์นั้นได้

- ใน 5 ปีข้างหน้าจะขยายไปอีกกี่ประเทศ
มีหลายประเทศที่เรายังไม่ได้เข้า อย่างในอาเซียนยังเข้าไม่หมด หรือเข้าแบบจิ๊บจ๊อย เพราะฉะนั้นก็ยังมีโอกาสอีกมาก

- จะให้น้ำหนักอาเซียนมากขึ้นหรือไม่
วันนี้ ให้น้ำหนักแน่ คืออินโดนีเซีย อยู่ระหว่างศึกษาตลาด เรายื่นเท้าเข้าไปแล้วข้างหนึ่ง น่าจะเห็นปีหน้า อย่างพม่าไม่ต้องรีบก็ได้ ให้เขาไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเราค่อยว่ากัน ก็อาจจะเป็นปีหน้าเหมือนกัน

- อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีทั้งหมดกี่แบรนด์
ไม่มีเป้า แต่เชื่อว่าอย่างน้อยก็ต้องดับเบิล ปัจจุบันมีประมาณ 16 แบรนด์ เชื่อว่าอีก 5 ปีจะถึง 30 แบรนด์แน่นอน เพราะว่าแบรนด์ของไมเนอร์ฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นแมคโดนัลด์ เคเอฟซี อาจจะมีแค่ 5 สาขา แต่ว่าเป็นสาขาใหญ่ ๆ หรืออาจจะมี 100 สาขา เราดูการตอบโจทย์ในแต่ละสภาพตลาด หลายแบรนด์มันเป็นไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แมสแบรนด์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่แตกต่างกัน วันนี้ไมเนอร์ฯ เราเรียกตัวเองว่าเป็น food operator

- วันนี้ไมเนอร์เรียกตัวเองเป็นที่ 1 หรือยัง
คือ เราก็พยายามหา benchmark ซึ่งหายาก ขึ้นกับว่าจะมองจากมุมมองไหน เพราะในจีนก็มีโลคอล
แบรนด์ อย่างขายโจ๊กเป็นหลายร้อยสาขา ดังนั้นวันนี้คำว่า No.1 เอเชียจะวัดจากอะไร หากนับค่ายใหญ่ ๆ วันนี้ในเอเชีย ก็มีหลายค่าย อย่าง Jollibee หรือเบรดทอล์ก ฯลฯ

- นิยามการเป็นเบอร์ 1 เอเชียของไมเนอร์
เรา เป็น multiple food concept ตั้งแต่คีออสก์ แดรี่ควีน ไปกระทั่งถึงร้านที่มี 500-600 ตร.ม. แบบริบส์แอนด์รัมส์ หรือ 1,000 ตร.ม. ซึ่งเป็น buffet town วันนี้เรียกว่าเราเป็น food operator ซึ่งมีอาหารที่หลากหลายประเภทมาก

- โครงสร้างธุรกิจไมเนอร์ฟู้ดวันนี้
วันนี้ เรามี 4 ฐานธุรกิจ คือจีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และไทย แต่ละฐานต้องบริหารความเจริญเติบโตของเขาเอง มีแผนธุรกิจของตัวเอง แยกทีมบริหารกันชัดเจน เราตั้งเป้าว่าอีก 5 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็น 7 ฐานธุรกิจ เพราะ ฉะนั้นโมเดลการเจริญเติบโตของไมเนอร์ฟู้ดวันนี้ คืออะมีบา ไม่ใช่แม่ไก่ออกไข่ทีละฟอง อะมีบาที่มันแตกตัว ต่างคนต่างก็มุ่งมั่นในตัวของมันเอง

http://www.prachachat.net/news_detail.p ... catid=1100


User avatar
Linzhi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1387
Joined: Sun Jul 10, 2005 9:21 pm

Re: MINT

Posts by Linzhi » Fri Aug 31, 2012 10:08 pm

follow trend wrote:ไมเนอร์ฟู้ดย้ำเบอร์ 1 เอเชีย ผงาด 30 แบรนด์ใน 5 ปี

- โครงสร้างธุรกิจไมเนอร์ฟู้ดวันนี้
วันนี้ เรามี 4 ฐานธุรกิจ คือจีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และไทย แต่ละฐานต้องบริหารความเจริญเติบโตของเขาเอง มีแผนธุรกิจของตัวเอง แยกทีมบริหารกันชัดเจน เราตั้งเป้าว่าอีก 5 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็น 7 ฐานธุรกิจ เพราะ ฉะนั้นโมเดลการเจริญเติบโตของไมเนอร์ฟู้ดวันนี้ คืออะมีบา ไม่ใช่แม่ไก่ออกไข่ทีละฟอง อะมีบาที่มันแตกตัว ต่างคนต่างก็มุ่งมั่นในตัวของมันเอง

http://www.prachachat.net/news_detail.p ... catid=1100
ประโยคนี้ชัดเจนมาก ๆ ผมว่า MINT เป็นความหวังของธุรกิจอาหารของประเทศไทยที่จะโกอินเตอร์ (ได้รึเปล่า อีกเรื่อง)
ธุรกิจอาหารต้องขยายแบบอะมีบาเท่านั้น เพราะเป็นธุรกิจกองทัพมด

ส่วนตัวชอบแบรนด์ Coffee Club เวลาเดินทางในประเทศเวลาเช้า ๆ ผมไม่เคยกินร้านอื่นนอกจาก Coffee Club เลยในสุวรรณภูมิ
ราคามีเหตุผล อาหารอร่อย กาแฟรสชาติดี

ในบรรดาร้านกาแฟฝรั่ง แบรนด์นี้อาหารอร่อยสุดแล้วครับ

ก้าวช้า ๆ และเชื่อในปาฎิหารย์ของหุ้นเปลี่ยนชีวิต
There is no secret ingredient. It's just you.

gelatinsilver
Verified User
Posts: 2
Joined: Sat Nov 06, 2010 11:24 am

Re: MINT

Posts by gelatinsilver » Sat Sep 01, 2012 10:24 am

ถือมา 5 ปีแล้ว จากรายงานประจำปี บริษัทกำไรเติบโตทุกปี ปันผลก็น้อยกว่าชาวบ้านเค้า เอาเงินไปขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง อนาจักรของไมเนอร์ตอนนี้ก็ใหญ่โต ทำไมราคาหุ้นมันไม่สะท้อนมูลค่าเลย?


User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Sat Sep 01, 2012 12:04 pm

gelatinsilver wrote:ถือมา 5 ปีแล้ว จากรายงานประจำปี บริษัทกำไรเติบโตทุกปี ปันผลก็น้อยกว่าชาวบ้านเค้า เอาเงินไปขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง อนาจักรของไมเนอร์ตอนนี้ก็ใหญ่โต ทำไมราคาหุ้นมันไม่สะท้อนมูลค่าเลย?
การซื้อแล้วหุ้นไม่ขึ้น ไม่ใช่ว่าคุณซื้อได้ถูกต้องเสมอไป
กลับกัน การซื้อแล้วหุ้นลง ก็ไม่ใช่ว่าจะซื้อได้ผิดเสมอไป

ขอเอาประโยคที่ผมเขียนไว้ในห้อง snc มาให้อ่านนะครับ
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นเติบโต (กรณีที่เราวิเคราะห์ตัวบริษัทไว้ได้ถูกต้อง)

แม้ตอนซื้ออาจจะแพงไปบ้าง (PE, PBV สูง) แต่สุดท้ายแล้วราคาก็วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไปสะท้อนตามผลประกอบการณ์ที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ
โอกาสที่เราจะขาดทุนอย่างถาวรในระยะยาวแล้วมีสิทธิที่เกิดขึ้นได้น้อย แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ อย่าลืม

ซึ่งทั้งอ.บัฟเฟตต์ และอ.ฟิชเชอร์ แม้ว่าจะชอบลงทุนในหุ้นเติบโตทั้งคู่ แต่ทั้งคู่ไม่แนะนำให้ซื้อตอนราคาแพง อย่างมากที่สุดก็ซื้อที่ราคา
fair price เท่านั้น หากมั่นใจในศักยภาพของตัวบริษัทนั่นจริงๆ

ดังนั้นนักลงทุนต้องใส่ใจในแผนการเติบโตของบริษัทจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และตรวจสอบโดยดูจากผลการดำเนินงานที่ออกมาอีกที
ว่าเป็นอย่างที่บอกหรือไม่ หากถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมีเหตุผลตอบได้ว่าเกิดจากเหตุปัจจัยใด มีวิธีแก้ไขที่ตรงจุดอย่างชัดเจนหรือไม่ คุ้มค่าแก่
การที่จะถือต่อหรือเปลี่ยนตัวดี...

สุดท้ายควรจะมั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเอง พอเห็นตลาดหุ้นลดราคาให้ ก็ต้อง "กล้า" ที่จะซื้อเก็บครับ ไม่ใช่เวลาที่จะกลัวแล้วขายขาดทุน

ลงทุนในหุ้นเติบโตนอกจาก กล้าซื้อ แล้วต้องกล้า ถือยาว ด้วยครับจนกว่าบริษัทจะแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่
ขอถามคุณ gelatinsilver ว่าตอนซื้อ ได้วิเคราะห์ประมาณการเติบโตของบริษัทไว้หรือไม่ เพราะหากซื้อแพงเกินไปผลตอบแทนย่อมลดลง
อีกอย่างการลงทุนหุ้นเติบโต ตอนคอยตรวจสอบว่า Source of Profit ของบริษัทยังดีอยู่อย่างต่อเนื่องด้วยหรือไม่นะครับ อันนี้สำคัญมาก


gelatinsilver
Verified User
Posts: 2
Joined: Sat Nov 06, 2010 11:24 am

Re: MINT

Posts by gelatinsilver » Sat Sep 01, 2012 12:53 pm

Saran wrote:
gelatinsilver wrote:ถือมา 5 ปีแล้ว จากรายงานประจำปี บริษัทกำไรเติบโตทุกปี ปันผลก็น้อยกว่าชาวบ้านเค้า เอาเงินไปขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง อนาจักรของไมเนอร์ตอนนี้ก็ใหญ่โต ทำไมราคาหุ้นมันไม่สะท้อนมูลค่าเลย?
การซื้อแล้วหุ้นไม่ขึ้น ไม่ใช่ว่าคุณซื้อได้ถูกต้องเสมอไป
กลับกัน การซื้อแล้วหุ้นลง ก็ไม่ใช่ว่าจะซื้อได้ผิดเสมอไป

ขอเอาประโยคที่ผมเขียนไว้ในห้อง snc มาให้อ่านนะครับ
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นเติบโต (กรณีที่เราวิเคราะห์ตัวบริษัทไว้ได้ถูกต้อง)

แม้ตอนซื้ออาจจะแพงไปบ้าง (PE, PBV สูง) แต่สุดท้ายแล้วราคาก็วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไปสะท้อนตามผลประกอบการณ์ที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ
โอกาสที่เราจะขาดทุนอย่างถาวรในระยะยาวแล้วมีสิทธิที่เกิดขึ้นได้น้อย แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ อย่าลืม

ซึ่งทั้งอ.บัฟเฟตต์ และอ.ฟิชเชอร์ แม้ว่าจะชอบลงทุนในหุ้นเติบโตทั้งคู่ แต่ทั้งคู่ไม่แนะนำให้ซื้อตอนราคาแพง อย่างมากที่สุดก็ซื้อที่ราคา
fair price เท่านั้น หากมั่นใจในศักยภาพของตัวบริษัทนั่นจริงๆ

ดังนั้นนักลงทุนต้องใส่ใจในแผนการเติบโตของบริษัทจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และตรวจสอบโดยดูจากผลการดำเนินงานที่ออกมาอีกที
ว่าเป็นอย่างที่บอกหรือไม่ หากถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมีเหตุผลตอบได้ว่าเกิดจากเหตุปัจจัยใด มีวิธีแก้ไขที่ตรงจุดอย่างชัดเจนหรือไม่ คุ้มค่าแก่
การที่จะถือต่อหรือเปลี่ยนตัวดี...

สุดท้ายควรจะมั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเอง พอเห็นตลาดหุ้นลดราคาให้ ก็ต้อง "กล้า" ที่จะซื้อเก็บครับ ไม่ใช่เวลาที่จะกลัวแล้วขายขาดทุน

ลงทุนในหุ้นเติบโตนอกจาก กล้าซื้อ แล้วต้องกล้า ถือยาว ด้วยครับจนกว่าบริษัทจะแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่
ขอถามคุณ gelatinsilver ว่าตอนซื้อ ได้วิเคราะห์ประมาณการเติบโตของบริษัทไว้หรือไม่ เพราะหากซื้อแพงเกินไปผลตอบแทนย่อมลดลง
อีกอย่างการลงทุนหุ้นเติบโต ตอนคอยตรวจสอบว่า Source of Profit ของบริษัทยังดีอยู่อย่างต่อเนื่องด้วยหรือไม่นะครับ อันนี้สำคัญมาก
ขอบคุณคุณ Saran มากครับสำหรับคอมเมนท์.
ผมศึกษาไมเนอร์กับน้องชายมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ตอนที่ราคาเค้าอยู่ที่ประมาณ 20 บาทแล้วก็ร่วงลงมาเรื่อยๆจนมีโอกาศให้พวกเราได้เก็บซื้อเข้าพอร์ต.
ไมเนอร์, ในความเห็นส่วนตัวผม, เป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง เป้าหมายระยะยาวชัดเจน การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ผู้บริหารวางไว้.
มีธุรกิจภายในอนาจักรมากมายซึ่งผมถือว่าเป็นการ Diversify ที่ดีภายในตัวของมันเอง.
ภาพรวมทุกอย่างของบริษัทก็ดีต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน.
อาหารก็อร่อย โรงแรมก็หรูดูดี สัมผัสธุรกิจแล้วชอบสุดๆ.
ผมเองเห็นดีด้วยที่ไมเนอร์เอาเงินไปลงทุนต่อขยายอนาจักรแทนที่จะจ่ายเป็นเงินปันผล.
ผมเข้าใจว่าหุ้น Growth ในระยะยาวก็จะกลายเป็นหุ้นปันผลเอง.
แต่ที่ผมสงสัยทำไมราคาของตัวหุ้นของไมเนอร์เองไม่สะท้อนมูลค่าเลย.
ผู้ถือหุ้นกับบริษัทมันควรเติบโตไปด้วยกันไม่ใช่เหรอ?


User avatar
ekudom
Verified User
Posts: 168
Joined: Tue Oct 13, 2009 11:52 am

Re: MINT

Posts by ekudom » Sat Sep 01, 2012 2:36 pm

ผมมองว่า ในช่วง 3-5 ปีต่อจากนี้จะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวจากการลงทุนที่หว่านเอาไว้
โดยโรงแรม เกือบ 70%. ของห้องที่เปิดใหม่มาจาก การบริหารให้ทั้งหมด
และ Ana Tara vacation club. ได้เงินก้อนมาก่อน ซึ่ง mint. ทำได้เนื่องจากเครือข่ายใหญ่พอแล้ว

ร้านอาหาร ก็น่าจะเน้นที่ Franciseมากขึ้น

สรุป คือ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คิดว่า npm. ของ mint. น่าจะเพิ่มขึ้น
สัดส่วน d/e. น่าจะค่อยๆ ลดลงครับ

..Ekudom..

User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Sun Sep 02, 2012 12:27 am

ลองเอาปัจจัยพื้นฐานมาเทียบกับราคาหุ้นที่ผ่านมาดูล่ะกันครับ
กราฟราคาหุ้น 10 ปี ของ mint (ที่มา:: http://www.minorinternational.com/Investor/Home.php)
MINT_Graph.png
MINT_Graph.png (31.5 KiB) Viewed 3540 times
งบการเงิน (พอดีผมย้อนหลังแค่ตั้งแต่ปี 2006 เองนะครับ)
Mint_Table.png
Mint_Table.png (59.33 KiB) Viewed 3540 times
ส่วนของผู้ถือหุ้น กับบริษัท มันก็โตตามไปด้วยกันตลอดน่ะครับ

แต่ถ้าดูที่ราคาจะเห็นได้เลยว่า Mr.Market นั้นเป็นคนเจ้าอารมณ์ขนาดไหน เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย :wink:


User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Wed Sep 05, 2012 10:44 am

สรุปข่าวการตลาด หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
5 ก.ย. 2555

สทท.มุ่งเพิ่มราคาโรงแรมดันเป้า 2 ล้านล้าน
สทท.หวังปรับราคาโรงแรม 10% ในรอบ 5 ปี หนุนเป้ารายได้ท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ปี 2558
ฝั่งสทน.อัดรัฐฝันไกลแต่ไร้เม็ดเงินอัดฉีด
น.ส.ศุภวรรณ ถนอมเกียรติ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ด้านการตลาดในฐานะสมาชิก
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า โครงสร้างราคาห้องพักโรงแรมในปีนี้จะ
ปรับตัวเข้าสู่ราคาที่แท้จริง โดยเดือน ต.ค.นี้ ผู้ประกอบการจะปรับราคาเฉลี่ย 5-8% ขณะที่ในปีหน้าจะ
ปรับขึ้น 8-10% ซึ่งเป็นการขยับราคาขึ้นในรอบ 4-5 ปีหลังจากการเมืองในประเทศเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ


User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Wed Sep 05, 2012 10:56 am

สรุปข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
5 ก.ย. 2555

สเวนเซ่นส์ปั้นโมจิทำขนมไหว้พระจันทร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สเวนเซ่นส์จะกลับมาทำ "ขนมไหว้พระจันทร์โมจิไส้ไอศกรีมสูตรใหม่" ด้วย
การนำแป้งโมจิที่เคยสร้างความฮือฮาเมื่อหลายปีก่อนกลับมาพัฒนาต่อยอด ด้วยการผสมผสานแป้งที่คัดพิเศษ
ผ่านการนวดและขึ้นรูปอย่างพิถีพิถัน คงความเหนียวนุ่ม แม้ผ่านการแช่แข็งร่วมกับไอศกรีม


User avatar
Qคุง
Verified User
Posts: 1331
Joined: Tue May 08, 2007 11:52 am

Re: MINT

Posts by Qคุง » Fri Sep 07, 2012 11:16 am

สวัสดีครับ แหม๋เจอพี่Saran หลายตัวเลย
สอบถามหน่อยครับ (ขอสารภาพว่าด้วยความขี้เกียจหาข้อมูล)
Mint-W4 หมดอายุเมื่อไหร่ครับ


User avatar
oatty
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2445
Joined: Mon Jan 17, 2005 9:45 pm

Re: MINT

Posts by oatty » Fri Sep 07, 2012 11:26 am

Qคุง wrote:สวัสดีครับ แหม๋เจอพี่Saran หลายตัวเลย
สอบถามหน่อยครับ (ขอสารภาพว่าด้วยความขี้เกียจหาข้อมูล)
Mint-W4 หมดอายุเมื่อไหร่ครับ
http://www.set.or.th/set/companyprofile ... country=TH

"ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี" ว.วชิรเมธี

User avatar
Qคุง
Verified User
Posts: 1331
Joined: Tue May 08, 2007 11:52 am

Re: MINT

Posts by Qคุง » Fri Sep 07, 2012 11:31 am

oatty wrote:
Qคุง wrote:สวัสดีครับ แหม๋เจอพี่Saran หลายตัวเลย
สอบถามหน่อยครับ (ขอสารภาพว่าด้วยความขี้เกียจหาข้อมูล)
Mint-W4 หมดอายุเมื่อไหร่ครับ
http://www.set.or.th/set/companyprofile ... country=TH
ขอบคุณครับ


ลูกเต่า
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 498
Joined: Thu Jan 11, 2007 8:54 am

Re: MINT

Posts by ลูกเต่า » Tue Sep 11, 2012 10:35 am

เดือนสิงหานักท่องเที่ยว +11.54% :D

matichon

วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 10:06:03 น
นายสุพล ศรีพันธุ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ช่วง 8 เดือนแรกปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยแล้ว 14.34 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.66% โดยเป็นการเดินทางมาช่วงเดือนสิงหาคม 1.92 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.54% โดยนักท่องเที่ยวตลาดที่ขยายตัวมากที่สุดคือ ตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นถึง 51.39% รองลงมาคือโอเชียเนีย ได้แก่ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพิ่มขึ้น 26.13% ขณะที่ยุโรปเพิ่มขึ้นเพียง 0.50% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาจำนวนสูงสุดตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวม 8 เดือนเพิ่มเป็น 1.68 ล้านคน ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าว่าตลอดปีนี้จะมีชาวจีนเดินทางเข้ามา 2 ล้านคน

นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า บริษัททัวร์จีนหันมาทำเส้นทางเสนอขายไทยมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงไปเที่ยวในจุดหมายที่เป็นคู่ขัดแย้งการถือครองกรรมสิทธิ์เกาะในทะเลจีนใต้ ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ทำให้ไทยได้อานิสงส์แทน

ปัจจุบันขณะ

birthboroII
Verified User
Posts: 166
Joined: Thu Jul 26, 2012 5:27 pm

Re: MINT

Posts by birthboroII » Tue Sep 11, 2012 11:32 am

ขอบคุณ คุณ Saran มากครับกับข้อมูลดีๆ ไอ้ผมนี่หาข้อมูลไม่เก่งได้คุณ Saran ช่วยไว้ได้มากมายครับ 55555
เรื่องตัวเลขนี่มีคนแชร์เยอะแล้ว ผมขอเสนอแนวคิดเล็กๆน้อยๆ จะว่าเกี่ยวกับ Mint ก็ได้ครับ คือเรื่องของ ROE ขอแบ่งเรื่องนี้เป็น 2 ตอนครับ ตอนแรกเป็นเรื่องของ แนวคิดคร่าวๆของ ROE และตอนที่ 2 ก็คือแนวคิดประยุกต์โดยใช้ mint เป็น model ครับ ขอย้ำว่าตัวเลขที่ผมเขียนอาจจะไม่ได้เป็นตัวเลขจริงนะครับ เป็นตัวเลขตัุวอย่างเพื่อความเข้าใจเท่านั้น

1. ROE ประเมินกำไรในอนาคตได้อย่างไร

ในกรณีของนักลงทุนคิดง่ายๆนะครับ ถ้าบริษัทมีกำไรและไม่ได้จ่ายปันผลออกมา บริษัทจะมี EQUITY ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากบริษัทสามารถรักษา ROE ที่เท่าเดิม ก็จะมีกำไรโตตาม EQUITY ครับ อย่างเช่นหาก MINT ตอนนี้มี EQUITY 15,000 ลบ มี ROE 20% ก็จะมีกำไร 3,000 ลบ ถ้าเกิดว่าในอนาคตมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ EQUITY จะมากขึ้นเรื่อยๆจนหาก ในอนาคตอีก 5 ปี มี EQUITY 30,000 ลบ แล้วมี ROE ที่ 20% เท่าเดิมก็จะมี กำไรที่ 6000 ลบ ครับ บางคนเขาก็เลยคิดเป็นสูตรการคำนวนว่า

กำไรที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้าของบริษัท = ( กำไรสุทธิในปีนี้ - เงินปันผล ) * ROE

การคิดแบบนี้ จะทำได้ในกรณีที่ ROE คงที่เท่านั้นนะครับ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ในหนังสือ BUFFETOLOGY ก็พูดทำนองว่า BUFFET เองก็ใช้ ROE ในการประเมินกำไรของ Coca Cola ครับ ( อันนี้ไม่ชัวร์เพราะอ่านมานานมากแล้วครับ )

2. น่าจะใช้ ROE ในการประเมินกำไรในอนาคตเมื่อไหร่

จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่มีใครบอกได้ชัดเจน แต่ในมุมมองผม การใช้ ROE คิดประมาณการกำไร หรือในการประเมิน ทำได้เมื่อ บริษัทต้องใช้ EQUITY เป็นอันๆในการทำกำไร และแต่ละอันมีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกันและประเมินได้ ยกตัวอย่างเช่น โรงแรมครับ ( ทำให้ผมเอาเรื่องนี้มาเขียนใน Mint ครับ ) เพราะแต่ละโรงแรม ถ้าคิดแยกย่อยลงไป มันจะมีลักษณะว่า ใช้ EQUITY จำนวนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็ใช้เงินกู้ ก็เหมือนกับเราจะใช้ EQUITY จำนวนหนึ่งในการทำธุรกิจและ EQUITY จำนวนนั้นตัวบริษัทเองตอนลงทุนก็มักจะเอามาคิด IRR ก่อนการลงทุนว่าเหมาะหรือไม่ ซึ่งเท่ากับว่าแนวคิดแบบนี้จะตรงกันมาก เพราะมันชัดเจนว่า EQUITY ที่ลงทุนไปสร้างตัวใหม่เป็นตัวๆไป บางคนอาจจะเรียกว่าเป็น Cell แต่ละ Cell ไป ครับ สรุปก็คือในมุมมองผมเหมาะกับบริษัทที่มีโครงสร้างเป็น Cell แต่ละ Cell ไป และแต่ละ Cell มีขนาดไม่แตกต่างกันจนเกินไป หรือการลงทุนใหม่ๆไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจนั้นๆ อย่างเช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า เมื่อก่อนคิด EIRR ( Equity IRR หรือ IRR ที่คิดเฉพาะจากส่วนของ EQUITY ) ที่ กว่า 20% ในปัจจุบันลดลงเรื่อยๆและในบางประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เหลือแค่ไม่ถึง 10% ในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนไปอย่างนี้ เราจะเอาตัว ROE มาคำนวนไม่ได้ เพราะว่าค่า ROE มันไม่คงที่ทำให้เราไม่สามารถประเมินด้วยวิธีนี้ได้ หรือถ้าจะทำควรทำจาก การแยกคิด ROE ของแต่ละ Cell หรือแยกเป็น Sum of the part เหมือนกับ mint หากการเจริญเติบโตของ อาหารและโรงแรม ( ซึ่งมีค่าไม่เท่ากันอยู่แล้ว ) เติบโตเท่ากันก็สามารถเอา ROE มาประเมินได้ เพราะมันจะเฉลี่ยออกมาเท่าๆเดิม แต่หาก การเติบโตเน้นไปทางหนึ่งแล้ว ROE ในอนาคตย่อมแตกต่างจากปัจจุบันมาก จนต้องแยกคำนวนว่า E ที่เกิดจากอาหาร ควรมี ROE เท่าไหร่ E ที่เกิดจากโรงแรมควรมี ROE เท่าไหร่ แล้วเอามารวมกันก็จะได้กำไรในอนาคตครับ

3. ข้อควรระวังในการใช้ ROE ประเมินกำไรในอนาคตของบริษัท

มีกล่าวไปแล้วบ้างแต่จะแยกสรุปให้ชัดๆดังนี้ครับ กรณีเหล่านี้การคิดด้วย ROE ต้องระวังและบางกรณีไม่สามารถใช้ประเมินกำไรได้ครับ

3.1 บริษัทมีค่า ROE ในอนาคตแตกต่างจากอดีตมาก เช่นธุรกิจโรงไฟฟ้าที่อดีตประมูลกันที่ EIRR Double Digit เป็นประมูลในปัจจุบัน Single Digit

3.2 บริษัทมีค่า D/E RATIO ที่เปลี่ยนไปมากๆ เช่นบางบริษัทได้เงินมาแล้วต้องคืนหนี้ ส่วนนั้น E ที่เพิ่มขึ้นจะได้ค่า ROE เท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้เท่านั้นครับ

3.3 บริษัทมีการเก้บเงินสดเพื่อรอการลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเท่ากับ E ที่เพิ่มขึ้นได้ ROE เท่ากับดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งไม่เท่ากับ Cell เดิมหรือธุกิจเดิมของบริษัท

3.4 บริษัทมีธุกิจที่ไม่ได้เป็นลักษณะเป็น Cell ตามที่กล่าวมา

3.5 บริษัทที่เป็นวัฎจักร พวกนี้ประเมินไม่ได้เลยครับเพราะมันสวิงไปมาจนดูแทบไม่ได้ครับ ส่วนตังผมเองก็ประเมินมูลค่าของบริษัทพวกนี้ไม่ค่อยเป็นด้วยครับ

3.6 บริษัทที่ยังไม่ Mature เพราะบางทีไม่มีกำไรด้วยซ้ำ หรือว่าอาจจะมีการโตของ ROE อย่างมหาศาลได้ในอนาคตดังนั้นปัจจุบันคงเทียบอะไรไม่ได้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเราไม่ควรใช้โมเดลนี้ในบริษัท Turnaround หรือถ้าจะใช้ควรใช้ ROE เมื่อมัน Mature แล้วก็อาจจะประเมินได้ครับ

3.7 บริษัทที่ไม่มี CFO เพราะบริษัทพวกนี้แทบจะไม่ได้คิดเรื่องการเงินเป็นเรื่องเป็นราว บางบริษัทนี่ไม่มีการคิด IRR ในการลงทุนอะไรด้วยซ้ำครับ เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งตัวผู้บริหารเองก็ยังไม่รู้เลยว่าผลตอบแทนจะเป็นอย่างไรในอนาคต อย่าคิดว่าไม่มีนะครับ ผมเจอบ่อยหลายบริษัทได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารเวลาถามว่า IRR ของโปรเจคเท่าไหร่ บางทียังงงๆเลยครับ บางบริษัท CFO ลาออกไป ยังหาใหม่ไม่ได้ก็เลยเอาคนอื่นมา Action เป็น CFO แทนก็มีครับ

3.8 บริษัทที่มีการลงทุนใหม่ในธุรกิจอื่นที่ต่างจากเดิม อันนี้มีหลายกรณีครับ เช่นอย่างโรงกลั่น เขาลงทุนโดยไม่ได้สร้างโรงกลั่นใหม่ แต่กลับลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้ต้องบอกว่าทั่วๆไปการลงทุนนั้นมักจะได้ ROE ที่สุดยอดเอามากๆครับ มักจะดีกว่า Cell เดิม แต่หากโรงกลั่นกลับไปลงทุนใน Solar Cell ก็ต้องบอกว่าคิดรวมกันไม่ได้ ต้องแยกคิด ROE ออกมาเป็นอีกธุรกิจแล้วครับ

เดี๋ยวมาต่อภาค 2 เรื่องเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง mint และการใช้ ROE กันครับ
ใครมีอะไรเพิ่มเติมไม่เห็นด้วยบอกได้เลยนะครับ ผมเองก็จะได้ปรับปรุงด้วย
ปล. ขอย้ำอีกครั้งตัวเลขที่ผมเขียนอย่าเอาไปประมาณการณ์กำไรนะครับเป็นการยกตัวเลขสมมติเพื่อความเข้าใจเท่านั้น เน้นนะครับ


User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Tue Sep 11, 2012 3:05 pm

ขอบคุณ คุณ birthboroII มากเลยครับ รออ่านต่ออยู่นะครับ :D

ขอแชร์แนวคิดของผมบ้างนะครับ น่าจะคล้ายๆกับคุณ birthboroII
สำหรับแนวคิดประมาณกำไรของ mint ผมก็ใช้วิธีแยกคิดออกมาเป็น cell แต่ละส่วนเหมือนกันครับ เพียงแต่ตัวเลขบางอันผมหา
ข้อมูลมาช่วยในการประเมินไม่ค่อยได้ อย่าง ROE ของธุรกิจอาหารควรเป็นเท่าไร ROE ของโรงแรมควรอยู่เท่าไรนะครับ

ผมเลยมาประยุกต์ใช้ ROA มาประเมินในการหา E ในอนาคตเอานะครับ คงคล้ายๆกับใช้ IRR เพราะในหมายเหตุงบการเงินรายปี
บริษัทจะมีการแสดงสินทรัพย์และผลการดำเนินงานของแต่ล่ะส่วนธุรกิจมาให้ดูด้วย เลยใช้ตัวเลขพวกนี้มาอ้างอิงในการหากำไรในอนาคต

แต่ ก็เจอปัญหาในการประมาณสินทรัพย์ในอนาคตของแต่ละ cell อยู่ดีว่าในปีถัดไป สินทรัพย์มันควรจะเพิ่มขึ้นเท่าไรกันแน่
ซึ่งผมก็ใช้วิธีเดาเอาว่า จำนวนสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในปีหน้า = เงินลงทุนที่ใช้ - ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย แทนนะครับ

พอประมาณสินทรัพย์ในอนาคตได้แล้วก็ใช้ roa ในอดีตมาอ้างอิงหากำไรในอนาคตของแต่ละ cell
สุดท้ายก็การประมาณหาราคาหุ้นโดยมั่วค่า PE เอานะครับ :mrgreen:


birthboroII
Verified User
Posts: 166
Joined: Thu Jul 26, 2012 5:27 pm

Re: MINT

Posts by birthboroII » Tue Sep 11, 2012 10:09 pm

ขอตอบคุณ saran ก่อนไปต่อครับ ( แชร์แนวคิดนะครับ อันที่จริงนี่ผมนับถือคุณ Saran มากเพราะเก่งทั้งข้อมูลและภาษา ไอ้ผมนี่เรื่องพวกนี้ไมไ่ด้เรื่องเลย เขียนนิยายไปเรื่อยๆครับเน้นเพ้อซะส่วนใหญ่ 555555 )

1. สำหรับผมเรื่อง ROA นี่คิดยากครับ เพราะปัญหาก็คือ D/E ที่ไม่นิ่ง บางทีการคืนหนี้นี่ทำให้ A หายไปด้วยได้ครับ ซึ่งมันจะไม่สะท้อนการเติบโตของบริษัทเท่าที่ควร ให้คำนวนได้ยากมากเพราะไม่ตรงกับการเติบโตของบริษัท

2. การประมาณการณ์สำหรับผมดูคร่าวๆและเพิ่มเติมด้วยอย่างอื่นครับ อันที่จริงหากเราเอา ROE มาคิดอย่างเดียวนี่กำไรทะลุโลกได้ครับ 5555555

3. ส่วนเรื่องของข้อมูล E อันนี้ยอมรับว่าหายากมาก ก็เลยต้องมีการตั้ง Assumption ค่อนข้างมาก อีกอย่างที่พอจะเดาได้คือถ้าเรารู้ A โดยประมาณ ลองถาม IR ได้ครับว่าสัดส่วน D E แต่ละอย่างเป็นอย่างไร และบางทีผมก็ดูค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมประกอบครับ

4. เรื่อง PE นี่ไม่อยากจะพูดเท่าไหร่เพราะมัน sensitive ผมชอบมองกว้างๆอย่างนี้ครับ PE ที่ 30 คิดยังไงก็สูงครับ ( เห็นโบรคหลายที่ชอบให้ PE สูงๆเวลาอยากให้ Target Price มันมากขึ้นโดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยน ) ( Mint เคย Trade ที่ PE 40 ด้วยซ้ำถ้าผมจำไม่ผิด ) ถ้าบริษัทไม่ได้มีการเติบโตอย่างมโหฬาร และสุดท้ายเมื่อมันอิ่มตัวแทบไม่มีธุรกิจไหนที่ PE สูงขนาดนั้นได้ครับ คราวนี้ก็หนาวๆร้อนๆว่ามันจะอิ่มเมื่อไหร่ครับ 555555 แน่นอนว่าการทำกำไรจากหุ้นมักจะเกิดจากการที่กำไรของหุ้นเพิ่มขึ้น และอีกอย่างก็คือการที่ตลาดปรับค่า PE ที่เทรดครับ ซึ่งถ้าเราซื้อที่ PE ต่ำๆ โอกาสที่จะได้สองเด้งจากการที่ตลาดเทรดใน PE ที่สูงกว่าเดิม ก็จะเป็นโชคสองชั้นทีเดียว ในมุมกลับ หากตลาด เทรด PE ลดลง อันนี้เราอาจถือหุ้นที่กำไรเพิ่มแต่ราคาไม่เพิ่มก็เป็นได้ครับ ( นั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ้น mint ราคาไม่ขึ้นทั้งที่เติบโตมาเรื่อยๆ ในต่างประเทศหุ้นที่ trade PE สูงๆก็เกิดเหตุการณ์นี้บ่อยๆครับ )

5. ข้อระวังและข้อน่าสนใจในเวลาเดียวกันสำหรับผมในเรื่องของ PE ก็คือ ผมชอบที่ดู Real PE เมื่อมัน Mature ครับ
เช่นอย่าง Mint ตอนนี้หากสมมติว่าเราเอากไรครึ่งปี คูณ 2 ไปเลย เท่ากับว่าเราจะได้กำไรประมาณ 3278 ลบ อันนี้ผมคิดเล่นๆนะครับจริงๆต้อง Correct ตัวเลขอีกมากทีเดียวหากจะเอากำไรมาคำนวน PE แล้ว Cap ตอนนี้ประมาณ 57500 ลบ ดังนั้น PE ปัจจุบันคิดแบบมั่วๆจะอยู่ที่ 17.5 เท่า ซึ่งก็ต้องมา disscussion อีกหลายตลบว่ามากหรือน้อย ผมคงไม่พูดในจุดนั้นเพราะมัน Sensitive ว่าชี้นำหรือไม่ อันที่จริงต้อง Correct เรื่อง Warrant อีก

แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือเราควร Coorect E ให้ชัดๆครับ เพราะในกรณีที่บริษัทมีบริษัมที่ยังไม่ Mature หรือบริษัทมีบริษัทย่อยที่ยังขาดทุนอยู่ กำไรในส่วนนี้จะเป็น 0 หรือน้อยมากครับ หลายครั้งติดลบ เราจะไม่ให้มูลค่ากับธุรกิจตรงนี้หรือ การคำนวนโดยเอา PE ไม่ว่าเท่าไหร่ไปคูณ E ดื้อๆเท่ากับเราไม่ให้ราคาจุดนี้เลย

Mint มี - AVC ( ANANTARA VACATION CLUB ) ที่กำไรน้อยมาก ปีที่แล้วว่าขายดีๆขาดทุนด้วยซ้ำ
- ST Regis ในส่วนโรงแรมที่ขาดทุนหนักครับ เราจะไม่ให้มูลค่าโรงแรมนี้หรือ
- ANATARA KIHAVA ซึ่งมี OCCUPANCY สูงมาก แต่ว่ายังไม่ MATURE กำไรยังน้อยมากเราจะประเมินกำไรเพียงเท่านี้หรือ ทั้งที่โรงแรมยังเปิดได้ไม่ถึง 2 ปีเลยด้วยซ้ำ
- Minor มีธุรกิจอาหารที่จีน ซึ่ง ขาดทุนแต่ว่าถ้าดูแค่แต่ละร้าน แต่ละร้านจะมีกำไร ไปขาดทุนที่ Back Office เท่านั้น ถ้าเราคำนวน PE ดื้อๆ ธุรกิจตัวนี้จะมีมูลค่าเป็นติดลบทันที

ซึ่งผมมักจะมองว่าถ้าอย่างนั้นเราควรเอาตัวเลขเมื่อทุก ธุรกิจ Mature มาคำนวนดีกว่ามั๊ย เมื่อ AVC Kihava St. Regis Mature ควรจะมีกำไรเท่าไหร่ แต่ในส่วนธุกิจที่จีนคิดยากครับเพราะไอ้ธุรกิจที่ขาดทุนบางทีมันก็ขาดทุนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ต้องวิเคราะห์มากขึ้นไปอีก

ดังนั้นหาเราเอา E ที่แท้จริง เมื่อ Mature แล้วเราจะรู้ว่าศักยภาพของ Asset ที่บริษัทมี ณปัจจุบันควรจะสามารถ Earning ได้เท่าไหร่ ซึ่งบางทีก็มีอะไรที่ซุกซ่อนอยู่อย่างคิดไม่ถึงก็ได้ครับ ผมว่าดีกว่าถ้าคนที่อยากได้หุ้นบางทีก็คิด PE ให้บริษัทที่เราอยากได้ ควรมีค่า PE สูงๆ ทำอย่างนี้อะไรก็ Undervalue ง่ายครับ แต่ว่าเอาจริงๆจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

6. การใช้ EBITDA แทน E ในจุดนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างมากครับ ขั้นแรก Interest และ TAX เราจ่ายจริง มันจะเป็นของเราได้อย่างไร ส่วนค่าเสื่อมนี่พูดยากครับ ผมอยากลองมองอย่างนี้ BUFFET ชอบบอกว่า กำไรของบริษัทก็คือ A+B-C ก็คือ A คือกำไร หรือ Net Profit นั่นเอง ส่วน B ก็คือค่าเสื่อมที่เราชอบบวกกลับเข้าไป แต่เราไม่ค่อยลบ C กันครับ ก็คือการ Maintenance ที่ต้องจ่ายจริงโดยเฉลี่ย ซึ่งหลายๆครั้งหลายๆบริษัท C มากกว่า B ซะด้วยซ้ำไป เพราะ C ไม่ได้แค่ Maintenance แค่ค่าซ่อมควรรวมไปถึงการ Maintenance กำไรให้อยู่ ณ จุดเดิมด้วย เช่น ถ้า บริษัทในกลุ่มห้างสรรพสินค้า ต้อง Renovate เพื่อสู้กับที่อื่น เพื่อที่จะได้ลูกค้าไม่หาย ในงบการเงิน Renovate ใหญ่มักจะไปอยู่ใน Asset แล้วตัดจ่าย แต่อันที่จริงนั่นคือค่าเสื่อมที่ต้องจ่ายจริงเพื่อรักษาผลกำไรครับ ประเด็นในจุดนี้ก็แค่บอกว่า EBITDA ไม่ใช่ของเราครับเราไม่ใช่ของบริษัทด้วยครับค่ามันคลาดเคลื่อนไปมากเพราะไอ้ C ที่ว่าของ BUFFET นี่ละครับ ดังนั้นการเอา EBITDA มาคิดก็เหมือนกับช่วยหาวิธีให้มัน Undervalue เท่านั้นเองครับเพราะตัวเลขมันมากเหลือเกิน ผมเชื่อว่า A+B-C มีเหตุผลกว่ามากๆครับ

ผิดถูกประการใดแนะนำผมได้เต็มที่ครับ ขออภัยหากล่วงเกินจ้า 555555555


User avatar
Saran
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2377
Joined: Wed Aug 27, 2003 5:22 pm

Re: MINT

Posts by Saran » Wed Sep 12, 2012 12:50 am

เห็นแนวคิดของคุณ birthboroII แล้วสุดยอดมากๆเลยครับ ทั้งหลักการและไอเดีย เขียนอีกเยอะๆเลยนะครับ อ่านแล้วเพลินมาก
ไม่เหมือนกับของผม วิธีคิดออกจะเป็นแนวมวยวัดอ่ะครับ 555

ปัญหาการประเมินราคาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ Assumption ของแต่ละคนด้วยนะครับ ทำให้ fair value ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
แล้วยิ่งสำหรับ mint ถ้าให้เจาะกันแบบลึกๆก็เหมือนต้องประมาณหามูลค่าของบริษัทออกเป็น 4 บริษัทเลยด้วยซ้ำ
(โรงแรม, อาหาร, พัฒนาที่ดิน, รีเทล) ซึ่งเหนื่อยเกินไปที่จะทำสำหรับผมนะครับ :mrgreen:

ส่วนเรื่อง EBITDA เห็นด้วยกับคุณ birthboroII ครับ ผมเองเลือกที่จะใช้ EBIT ในการวิเคราะห์มากกว่าด้วยซ้ำ แล้วหากจะดูเรื่องการ
Maintenance เพื่อรักษาระดับผลกำไรนั้น ใช้วิธีการเช็คดูจากงบกระแสเงินสดย้อนหลังไปหลายๆปีก็ช่วยได้ครับ


Post Reply