Q-CON

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Fri Aug 10, 2012 5:19 pm

ACME49 wrote:จากงบq2ที่ออกไม่ทราบว่าเพื่อนๆมีความเห็นอย่างไรบ้าง
สิ่งที่ผมเห็น หนี้หมดแล้วยกเว้นที่กู้มาสร้างโรงงานใหม่ เงินสดยังไหลเข้าสมำเสมอ และบริษัทลูกยังทำกำไรสูงเช่นเคย และq2 นี้คชจ.บริหารขึ้นเยอะ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ขอแชร์หน่อย ขอบคุณครับ
กระผมเข้าใจว่าเป็นการย้ายหมวดระหว่างคชจในการขาย กับคชจในการบริหาร (จัดประเภทใหม่) คือลดคชจขายแต่เพิ่มคชจบริหาร จากหมายเหตุประกอบงบการเงินปัจจุบัน

17 การจัดประเภทรายการใหม่
รายการบางรายการในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 และงบกำไรขาดทุนสำหรับงวดสามเดือนและหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ซึ่งรวมอยู่ในงบการเงินระหว่างกาลเพื่อวัตถุประสงค์ในการเปรียบเทียบของงวด 2555 ได้มีการจัดประเภทรายการใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเสนอในงบการเงินระหว่างกาลปี 2555
....................................
......................................


การจัดประเภทรายการใหม่นี้เนื่องจากผู้บริหารเห็นว่ามีความเหมาะสมกับธุรกิจของกลุ่มกิจการมากกว่า



ACME49
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3396
Joined: Sat Jan 01, 2011 10:42 am

Re: Q-CON

Posts by ACME49 » Fri Aug 10, 2012 8:17 pm

2aritas2 wrote:ความคิดเห็นต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ
1. จากการตีความในหมายเหตุข้อ 3
บริษัทได้บันทึกขาดทุนจากความเสียหายจากมหาอุทกภัยแล้วทั้งสิ้นจำนวน 11.5 ล้านบาท (หลังจากเงินชดเชยจากการประกันภัย ซึ่งสามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะได้รับแน่นอนเป็นจำนวนเงิน 51 ล้านบาท) ในระหว่างไตรมาสแรกของปี 2555 บริษัทได้รับเงินชดเชยจากการประกันภัยบางส่วนเป็นจำนวนเงิน 17 ล้านบาท
ดังนั้นบ. น่าจะได้รับเงินชดเชยคืนจากประกันภัยอีก 51-17 = 34ล้านบาท
2. จากรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2555 หน้าที่ 5
เป็นการประมาณการค่าเสียหายจากอุทกภัย 140ล้านบาท และตัดจ่ายปี 2554แล้ว 60ล้านบาท
ตีความได้ว่าปี 2555 จะมีการตัดจ่ายประมาณ 140-60 = 80ล้านบาท
แต่ทั้งนี้ ทั้ง 2 ไตรมาสตัดจ่ายไปแล้ว สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2555เป็นเงิน 41 ล้านบาท
และถ้าตัวเลขนี้ใกล้เคียง แสดงว่าจะมีการตัดจ่ายอีกประมาณ 80-41 = 39 ล้านบาท

จากข้อ 2 หักข้อ 1 ค่าเสียหายจากอุทกภัยน่าจะมีผลกระทบกัยกำไรอีก 5ล้านบาทครับ
ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลและความคิดเห็น ผมเห็นด้วยครับ

ในเกมการเงิน อะไรที่ไม่รู้ คือ ความเสี่ยง


2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Thu Aug 16, 2012 11:05 am

product อะไรที่จะมาทดแทน AAC ในอนาคต?
ในชั้นแรกก็รู้สึกกังวลว่า เมื่ออิฐมอญถูก AACมาแย่งพื้นที่ทำมาหากิน แล้วต่อไปอะไรละจะมาทดแทน AACเพราะ AACเกิดมาตั้งแต่ปี 1923
แต่เมื่อเข้าไปดู website เกี่ยวกับ construction materialแล้ว พบว่าAACย้งคงใช้กันอย่างแพร่หลายมากกว่าmaterialอื่นมาก
คงเป็นเพราะข้อดีของ AACดังตัวอย่าง สิ่งที่น่ากังวลกว่าก็คือ การแข่งขันกันระหว่างAACด้วยกันเองในอนาคตมากกว่า
หมายเหตุ เป็นความเห็นส่วนตัว เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลกรุณาเช็คสอบเองครับ

Will a AAC-building last as long as other buildings?
Yes. In fact it will last longer. The durability of AAC has been proven in every type of climate in the world for over 75 years.
There are numerous structures in many different climates worldwide, many over 75 years old, in excellent condition. AAC will not rot, warp, rust, corrode, or otherwise decompose. Termites and other pests do not eat it. AAC will not burn.

AAC has withstood earthquakes in Japan, the frigid temperatures of northern Europe, the harsh salt air of the French Riveria, and the hillside fires of San Fransisco.

The 1995 earthquake in Kobe, Japan, also demonstrates the durability of this construction method. Over 5,000 homes in Kobe built with 'Autoclaved Aerated Concrete' withstood this massive quake with no damage whatsoever. The other homes were all leveled by the earthquake or destroyed by the fires that followed.


Is AAC a new product?
No. AAC was first commercially produced in 1923 in Sweden. Since then, AAC have been used on all continents and every climatic condition. Today AAC is used all over the world in places such as the Far East (Japan, Australia, South Korea, Taiwan, Malaysia, Indonesia and Thailand), in the Middle East (Israel, Kuwait and Turkey), in Europe (Germany, France, Netherlands, Italy, Greece, Belgium, Switzerland) and in both North and South Americas (United States, Mexico, Chile, Brazil and Argentina).
Philippines is now added to this list.


Is AAC better than wood and concrete?
Yes. AAC outperforms concrete and wood and is the only durable, structural, thermal and fire rated material 'all-in-one' product.


source&credit: http://www.sibonga.com/philippines_germany.htm



nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3350
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: Q-CON

Posts by nut776 » Mon Aug 20, 2012 6:35 pm

ไม่แน่ใจนะคับ ว่าเพราะ ผถห ใหญ่
เพราะ ราคา อิฐมวลเบาขึ้น
ตัวอื่นๆก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น
ทั้ง super ccp
แต่ปลายปี จะมี supply ใหม่เข้ามา ไม่รู้ว่า
แต่ละท่าน คาดการณ์ยังไงบ้างคับ

show me money.


ACME49
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3396
Joined: Sat Jan 01, 2011 10:42 am

Re: Q-CON

Posts by ACME49 » Mon Aug 27, 2012 2:22 pm

น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับq-con บ้างนะ เป็นการเพื่อช่องทางจัดจำหน่าย

เศรษฐกิจ - อสังหาริมทรัพย์ฯ
Monday, 27 August 2012

คณะกรรมการ สยามโกลบอลเฮ้าส์ อนุมัติตอบรับการเข้าร่วมลงทุนของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น เพื่อผนึกศักยภาพและรวมจุดแข็ง มุ่งสู่ความเป็นผู้นาตลาดธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านระดับภูมิภาค

คณะกรรมการของ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จากัด (มหาชน) มีมติเป็นเอกฉันท์ตอบรับการเข้าร่วมลงทุนของ บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จากัด (“เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น”) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปูนซิเมนต์ไทย จากัด (มหาชน) เพื่อผนึกศักยภาพในการดาเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน และเพิ่มความสามารถในการขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านเงินทุนและขีดความสามารถของบริษัทฯ ในการแข่งขันในระยะยาว
นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จากัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ตอบรับข้อเสนอการเข้าร่วมลงทุนของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ด้วยการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทฯ จานวน 224 ล้านหุ้น ในราคา 14 บาทต่อหุ้น และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นจะทาคาเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วน (Partial Tender Offer) ทั้งหุ้นสามัญและใบสาคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นจากผู้ถือหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทฯ โดยทาคาเสนอซื้อหุ้นสามัญจานวนไม่เกิน 457,420,683 หุ้น และไม่ต่ากว่า 391,094,684 หุ้น ที่ราคาเสนอซื้อ 14 บาทต่อหุ้น และ คาเสนอซื้อใบสาคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นจานวนไม่เกิน 55,616,085 หน่วย และไม่ต่ากว่า 47,551,750 หน่วย ที่ราคาเสนอซื้อ 9.30 บาทต่อใบสาคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น ทั้งนี้ ตามรายละเอียดที่จะได้กาหนดต่อไปในคาเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วนของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น โดยหลังจากธุรกรรมทั้งสองส่วนข้างต้นเสร็จสิ้น เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นคาดว่าจะมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทฯ โดยประมาณไม่ต่ากว่าร้อยละ 30.0 และไม่เกินร้อยละ 33.4 ของจานวนหุ้นสามัญหลังการเพิ่มทุนและหลังการใช้สิทธิซื้อหุ้นตามใบสาคัญแสดงสิทธิที่จะได้มาจากการทาคาเสนอซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นลาดับสองรองจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในปัจจุบันของบริษัทฯ ซึ่งได้แก่ผู้ถือหุ้นกลุ่มสุริยวนากุล
หน้า 2 ใน 2
“เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ได้แสดงความจานงที่จะลงทุนในบริษัทฯ เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของบริษัทฯ อีกทั้งธุรกิจของบริษัทฯ ยังสอดคล้องกับนโยบายในระยะยาวของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ที่ประสงค์จะลงทุนในธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้าง และตกแต่งบ้านที่มีลักษณะเป็น Big Box Warehouse” นายวิทูรกล่าว
“ทั้งนี้ ภายหลังธุรกรรมการร่วมทุนสาเร็จเสร็จสิ้น บริษัทฯ จะยังดารงรูปแบบธุรกิจ (Business model) ในลักษณะเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน ขนาดใหญ่ ที่มีสินค้าหลากหลายและครบวงจร โดยการร่วมทุนครั้งนี้ บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเอื้อประโยชน์และให้ผลตอบแทนในระยะยาวแก่บริษัทฯ รวมทั้งผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และจะไม่มีผลกระทบทางลบใดๆ แก่ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และพนักงานของบริษัทฯ” นายวิทูรกล่าวเสริม
“ประโยชน์ที่บริษัทฯ คาดว่าจะได้รับจากเข้าร่วมลงทุนคือ โครงสร้างทางการเงินของบริษัทฯ ที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากเงินเพิ่มทุนจานวน 3,136 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ จะนาไปใช้ในการขยายสาขาของบริษัทฯ ให้รวดเร็วมากขึ้น ประการต่อมาคือประโยชน์จากการร่วมมือทางธุรกิจ (Synergy) กับเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์ที่เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น มีความเชี่ยวชาญและเป็นหัวใจสาคัญของการดาเนินธุรกิจค้าปลีก เมื่อบริษัทฯ มีจานวนสาขาที่มากขึ้น กระจายในหลายภูมิภาคของประเทศไทย พร้อมกันนั้นการร่วมมือกับเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ยังเปิดโอกาสการขยายสาขาของบริษัทฯ ไปในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต จากองค์ความรู้ ความชานาญ และเครือข่ายทางธุรกิจในต่างประเทศของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น” นายวิทูรกล่าวสรุป
ทั้งนี้ การเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง และการทาคาเสนอซื้อหลักทรัพย์ ตามข้อเสนอของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นดังกล่าวข้างต้น

ในเกมการเงิน อะไรที่ไม่รู้ คือ ความเสี่ยง


Babe_Babe
Verified User
Posts: 52
Joined: Mon Jul 12, 2010 9:40 pm

Re: Q-CON

Posts by Babe_Babe » Tue Aug 28, 2012 8:02 am

"ปูนใหญ่"รุกค้าปลีก
Source - ข่าวหุ้น (Th)

Tuesday, August 28, 2012 04:06
50112 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK SCC V%PAPERL P%KHD

กรุงเทพฯ--28 ส.ค.--ข่าวหุ้น

"ปูนใหญ่"รุกค้าปลีก
ซื้อGLOBALเกิน30%
GLOBAL ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 1 ต.ค.นี้ เปิดทางกลุ่มปูนใหญ่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน-เทนเดอร์ฯที่ราคา 14 บาท หวังถือหุ้นเกิน 31-34% “วิทูร” ลั่นยังนั่งบริหารเหมือนเดิม SCC เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และเร่งอัตราการขยายสาขามากขึ้น
นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL กล่าวว่า ทางบริษัทและบริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ได้บรรลุข้อตกลงเข้าร่วมทุนใน GLOBAL ซึ่งทางบริษัทได้กำหนดที่จะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 ต.ค.55
ทั้งนี้ การประชุมวิสามัญดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อขออนุมัติการตอบรับข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอ (บจ.เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น) เกี่ยวกับการร่วมลงทุนในบริษัท รวมถึงขออนุมัติยินยอมให้ผู้ยื่นข้อเสนอทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วน (Partial Tender Offer) จากผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท ขออนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท และขออนุมัติการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement)
โดยถ้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติการเพิ่มทุน รวมถึงทำคำเสนอซื้อหุ้น (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) จะส่งผลให้กลุ่มปูนฯเข้ามาเสริมประสิทธิภาพของธุรกิจ ทำให้มีสินค้าของกลุ่มปูนเข้ามาเพิ่มในร้านทั้งในด้านของโลจิสติกส์และเร่งอัตราการขยายสาขาที่มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศแถบอาเซียน แต่ยังไม่ได้กำหนดประเทศที่จะมีการขยายสาขาในขณะนี้
“หลังการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ ก็ยังมีดำเนินการเหมือนเดิม แต่สัดส่วนของผู้ถือหุ้นกลุ่มสุริยวนากุล จะลดลงเหลือประมาณ 40% บวกลบ จากปัจจุบันมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ประมาณ 64% ซึ่งสัดส่วนการขายหุ้น GLOBAL ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิที่จะขาย แต่ใครจะขายเท่าไรจะต้องมีการระบุสัดส่วนกันอีกครั้ง”นายวิทูร กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังจากการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนและการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วน ผู้ยื่นเสนอจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทในจำนวนไม่เกิน 681,420,683 หุ้น และไม่ต่ำกว่า 615,094,684 หุ้น คิดเป็นอัตราโดยประมาณไม่เกิน 34.36% และไม่ต่ำกว่า 31.01% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วของบริษัท
ทางหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ได้เจาะลึกงบทางการเงิน GLOBAL โดยที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีกำไร แต่สภาพคล่องไม่สวยจากการขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตัวเลขเงินเบิกเกินบัญชี (OD) สูงเกือบ 2,000 ล้านบาท ขณะที่มีต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 81 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ที่มีต้นทุนทางการเงิน 59 ล้านบาท ทั้งที่ GLOBAL มียอดขายต่ำกว่า HMPRO โดยครึ่งปีแรก GLOBAL มียอดขายประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วน HMPRO มียอดขายประมาณ 17,000 ล้านบาท
ดังนั้น การที่กลุ่มปูนฯเข้ามาถือหุ้นจะช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง GLOBAL ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ [color=#FF0000]การที่มีกลุ่มปูนฯเข้ามาจะทำให้มีสินค้าเพิ่มเข้ามามากขึ้น ทั้งจากสินค้าของกลุ่มปูนใหญ่ และสินค้าจากบริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON ที่น่าจะเสริมความแข็งแกร่งของสินค้าให้กับ GLOBAL ได้มากขึ้น[/color]นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC กล่าวว่า บริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ยื่นข้อเสนอการร่วมลงทุนใน GLOBALในสัดส่วนประมาณ 30.01-33.40% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนซึ่งกิจการออกและเสนอขายให้บริษัทแบบเฉพาะเจาะจง (PP) 224 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 14 บาท
และทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วนจากผู้ถือหลักทรัพย์ของกิจการ ประกอบด้วย หุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วของกิจการ จำนวนไม่เกิน 457,420,683 หุ้น และไม่ต่ำกว่า 391,094,684 หุ้น โดยเสนอซื้อในราคาหุ้นละ 14 บาท และใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) จำนวนไม่เกิน 55,616,085 หน่วย และไม่ต่ำกว่า 47,551,750 หน่วย โดยเสนอซื้อในราคาหน่วยละ 9.30 บาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจยกเลิกการซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข และอาจยกเลิกการรับซื้อหลักทรัพย์ตามคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วนได้ หากมีผู้ตอบรับคำเสนอซื้อหุ้นในจำนวนที่ต่ำกว่า 391,094,684 หุ้น ทั้งนี้ บริษัทได้ลงนามในสัญญาจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนกับกิจการแล้วเมื่อ 26 ส.ค. โดยมูลค่าการลงทุนครั้งนี้ รวมถึงการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ คิดเป็นประมาณ 10,000 ล้านบาท
สำหรับการร่วมลงทุนของบริษัทในครั้งนี้ เป็นการลงทุนเพื่อเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้างในรูปแบบของร้านค้าคลังสินค้าซึ่งมีอัตราการเติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัทมุ่งหวังที่จะเป็น Strategic Partner ของกิจการอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความแข็งแกร่งและศักยภาพในการขยายธุรกิจของกิจการ รวมถึงการขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด คำแนะนำ ซื้อ GLOBAL โดยยังคงประมาณการเดิมและราคาพื้นฐานไว้ที่ 15.10 บาท และคาดว่าจะมีการปรับประมาณการให้ดีขึ้น เมื่อได้รับข้อมูลจากผู้บริหารและการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 ต.ค.55 ก่อน
“เรามีมุมมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับการที่ GLOBAL ได้รับพันธมิตรใหม่คือ SCC ซึ่งมีโครงข่ายที่กว้างขวาง และเป็นมืออาชีพก็จะช่วยเสริมให้แผนธุรกิจในเชิงรุกประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องโลจิสติกส์, ทรัพยากรบุคคล และระบบ ไอที และเป็นการเตรียมรับกับ AEC ในอนาคต”
โดยหลังจากดีลนี้เสร็จ อีกทั้งเงินทุนที่ได้รับเพิ่มอีก 3,200 ล้านบาท ที่ได้จากการเพิ่มทุน PP ก็จะช่วยเร่งการเพิ่มสาขาเป็น 12-15 แห่งต่อปี จากเดิม 8 แห่งต่อปี ซึ่งเห็นว่าไดลูชั่นที่เพียง 9% นั้นถือเป็นเรื่องรอง เพราะจากนี้ไป GLOBAL จะมีรูปแบบธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นไปอีก ส่งผลดีต่อการเติบโตในอนาคต เมื่อได้พันธมิตรที่ใหญ่อย่าง SCC เข้ามา--จบ--



2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Tue Aug 28, 2012 9:19 am

ACME49 wrote:น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับq-con บ้างนะ เป็นการเพื่อช่องทางจัดจำหน่าย
นอกจากช่องทางจัดจำหน่าย กระผมเข้าใจว่าข้อดีมากก็คือเป็นdepot และwarehouse เพื่อdistribute
productsไปสู่จังหวัดใกล้เคียงและที่สำคัญคือประเทศ CLMVในอนาคตอันใกล้นี้
ต้นทุนlogistics และ efficiency in products deliverมีความสำคัญมากสำหรับ constr. material

เป็นความเห็นส่วนบุคคล



ACME49
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3396
Joined: Sat Jan 01, 2011 10:42 am

Re: Q-CON

Posts by ACME49 » Tue Aug 28, 2012 9:52 am

2aritas2 wrote:
ACME49 wrote:น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับq-con บ้างนะ เป็นการเพื่อช่องทางจัดจำหน่าย
นอกจากช่องทางจัดจำหน่าย กระผมเข้าใจว่าข้อดีมากก็คือเป็นdepot และwarehouse เพื่อdistribute
productsไปสู่จังหวัดใกล้เคียงและที่สำคัญคือประเทศ CLMVในอนาคตอันใกล้นี้
ต้นทุนlogistics และ efficiency in products deliverมีความสำคัญมากสำหรับ constr. material

เป็นความเห็นส่วนบุคคล
เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมได้คุยกับผู้รับเหมาแถวอีสาน 2 ราย(บุรีรัมย์ ชัยภูมิ) เป็นผู้รับเหมาขนาดโครงการ5-50 ล้านพบว่ารู้จักอิฐมวลเบาและใช้อยู่เจ้าเดียวคือq-con และผมถามต่อเรื่องอิฐมอญเพื่อเป็นความรู้เขาบอกว่าเท่าที่ได้คุยในวงการอนาคตลำบากเพราะดินที่ใช้ทำหายากมากขึ้น หาแรงงานลำบากมาก สรุปปัจจุบันราคาแพงขึ้นเท่าตัว ซึ่งเขาบอกว่าอิฐมวบเบาสะดวกสบายกว่าทั้งความเร็วในการทำงาน จำนวนสั่งซื้อตรวจสอบง่าย สามารถลดสเปคบางรายการลงได้เนื่องจากน้ำหนักเบาทำให้ต้นทุนบางจุดลดลง จากที่ผมได้ดูข้อมูลในกลุ่มอิฐมวลเบาในตลาดsetพบว่าต่างจังหวัดแทบจะเป็นของq-con หมด น่าจะเป็นเรื่องต้นทุนlogistics ตามที่คุณ2aritas2 บอก ส่วนGPเท่าที่วิเคราะห์ในกลุ่มไม่แตกต่างกันเท่าไร
ปล. โปรดใช้ดุลยพินิจในการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูล

ในเกมการเงิน อะไรที่ไม่รู้ คือ ความเสี่ยง


ACME49
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3396
Joined: Sat Jan 01, 2011 10:42 am

Re: Q-CON

Posts by ACME49 » Wed Aug 29, 2012 7:38 am

ผมคิดว่าน่าสนใจเอาข่าวจากห้องGLOBAL

คอลัมน์พลวัต : SCC กลยุทธ์คู่ขนานค้าปลีก
Source - ข่าวหุ้น (Th)

Wednesday, August 29, 2012 04:07
19244 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK SCC V%PAPERL P%KHD

กรุงเทพฯ--29 ส.ค.--ข่าวหุ้น

เงินทุน 10,000 ล้านบาท ที่ยักษ์ใหญ่ผลิตวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศอย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC จ่ายสำหรับการเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสอง (ซึ่งผิดจารีตธุรกิจของค่ายนี้) รองจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมในเครือข่ายจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแบบโมเดิร์นเทรดอย่าง บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL อาจจะไม่มากสำหรับบริษัทขนาดใหญ่หรือไม่ และจะคุ้มค่าหรือไม่ในทางลงทุน ไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่า ซื้อไปทำอะไร และด้วยยุทธศาสตร์ธุรกิจอะไร
ที่สำคัญ 20 สาขาปัจจุบันของ Global ที่ซื้อมาได้ จะสร้างปัญหาให้กับแฟรนไชส์ค้าปลีกดั้งเดิมของ SCC ที่ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 500 สาขาทั่วประเทศหรือไม่ ก็เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องการคำตอบอีกเช่นกัน
ในอดีตที่ผ่าน SCC มีประสบการณ์จากการเข้าเทกโอเวอร์กิจการที่เป็นคู่แข่งมาแล้วมากราย ไม่ว่าจะในธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจปิโตรเคมี หรือกระดาษ ทั้งในตลาดและนอกตลาดเป็นระยะๆ ครั้งล่าสุดคือการเข้าซื้อกิจการของบริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน
ก่อนหน้าที่จะเข้าซื้อหุ้นของ GLOBAL ก็มีข่าวลือว่าจะเข้าเจรจาซื้อกิจการค้าปลีกจากกลุ่มแลนด์แอนด์ เฮ้าส์ ได้แก่ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO มาแล้วแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความน่าสนใจของการที่ SCC เข้าซื้อหุ้นของ GLOBAL อยู่ที่ว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นที่กลุ่มผู้พ่อตั้ง GLOBAL นำโดยนายวิทูร สุริยวนากุล ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการ ก่อตั้งธุรกิจโมเดิร์นเทรดสำหรับวัสดุก่อสร้างโดยใช้กลยุทธ์ธุรกิจ “ป่าล้อมเมือง” ในปี 2538 สาขาแรกที่จังหวัดร้อยเอ็ดนั้น SCC เป็นซัพพลายเออร์ใหญ่รายเดียวที่ปฏิเสธไม่ส่งสินค้าของเครือข่ายตนเองเข้าไปจำหน่ายใน GLOBAL โดยให้เหตุผลว่า ขัดแย้งกับหลักการของบริษัทที่ในขณะนั้นที่กำลังผลักดันให้แฟรนไชส์ ”ซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท” (CEMENTHAI HOME MART) ยิ่งใหญ่ครองส่วนแบ่งการตลาดเหนือคู่แข่งขันรายอื่นๆ ทั่วประเทศอย่างจริงจัง
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ นับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน สินค้าวัสดุก่อสร้างของ SCC ไม่มีจำหน่ายในเครือข่ายสาขาของ GLOBAL เลย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้โมเดลโมเดิร์นเทรดเพื่อผลักดันกลยุทธ์ศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวนแบบควบวงจร ที่นำเอาระบบ drive-through (ลูกค้าเอารถมาจอดซื้อได้โดยตรง) มาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับสินค้าโครงสร้างของลูกค้า จนเติบใหญ่ขยายสาขาและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2552 ได้สำเร็จ และโตอย่างก้าวกระโดดประสบความสำเร็จในทุกสาขา พิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจถูกต้อง
ไม่แตกต่างไปจากความสำเร็จของ HMPRO ที่ปัจจุบันก็เติบใหญ่ด้วยโมเดลทำนองเดียวกัน (ต่างกันที่แต่ติดแอร์ และขายสินค้าหลากหลายกว่า) จนมีสาขามากกว่า 45 สาขา และคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีมากกว่า 50 สาขาเข้าไปแล้ว ด้วยยอดการเติบโตที่ไม่เคยนิ่งเฉย
การเติบใหญ่ของโมเดิร์นเทรด ซึ่งมาแรงทั้ง GLOBAL และ HMPRO คือ “ก้อนกรวดในรองเท้า” ในเชิงกลยุทธ์กระจายช่องทางจำหน่ายสินค้าของซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทในทางทฤษฎีโดยตรง แม้ว่าโดยมุมของธุรกิจอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบในระยะสั้นต่อยอดขายและกำไรของ SCC แต่ในเชิงนวัตกรรมทางธุรกิจถือเป็นความพ่ายแพ้ของยักษ์ใหญ่เลยทีเดียว
กลยุทธ์ “เอาชนะไม่ได้ ก็เอามาเป็นพวกเสียเลย” จึงเกิดขึ้นมา และปรากฏผลเป็นการเข้าซื้อกิจการของ GLOBAL นี้
แม้ว่าดีลการซื้อขายกิจการที่ประกาศออกมาจะยังไม่ถึงที่สุด เพราะว่ายังมีเงื่อนไขหลายประการที่ต้องก้าวข้ามตามกระบวนการซื้อขายกิจการ ก็จะเห็นได้ว่า มีความน่าสนใจเชิงกลยุทธ์อย่างมาก เริ่มตั้งแต่ SCC ไม่ต้องการจะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่งเหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต
การกระทำดังกล่าว เคยเกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ เมื่อบริษัทในเครือ SCC (หรือ SCG ตามที่พยายามสร้างแบรนด์กิจการ) เข้าซื้อหุ้นทีมฟุตบอลสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดของกลุ่มนายระวิ โหลทอง แห่งกลุ่มสยามสปอร์ต ในสัดส่วนถือหุ้นประมาณ 30% รองลงมาจากกลุ่มเดิม และจ่ายเงินสนับสนุนทางด้านสปอร์ต มาร์เก็ตติ้งอีกส่วนหนึ่ง เป็นกรณีแรกที่ปรากฏขึ้นมาเป็นต้นแบบ
ครั้งนี้ จากการเปิดเผยของ นายวิทูร แห่ง GLOBAL มีรายละเอียดว่า บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC จะเข้าร่วมทุนซื้อหลักทรัพย์บางส่วนใน GLOBAL จำนวนไม่เกิน 681,420,683 หุ้น และไม่ต่ำกว่า 615,094,684 หุ้น คิดเป็นอัตราโดยประมาณไม่เกิน 34.36% และไม่ต่ำกว่า 31.01% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วของบริษัท
รายละเอียดของการซื้อหุ้น ประกอบด้วยการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนซึ่งกิจการออกและเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (PP) 224 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 14 บาท เมื่อ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา และหลังจากนี้ จะมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) บางส่วนจากผู้ถือหุ้นเดิม ภายใต้เงื่อนไขจำนวนไม่เกิน 457,420,683 หุ้น และไม่ต่ำกว่า 391,094,684 หุ้น โดยเสนอซื้อในราคาหุ้นละ 14 บาท และใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) จำนวนไม่เกิน 55,616,085 หน่วย และไม่ต่ำกว่า 47,551,750 หน่วย โดยเสนอซื้อในราคาหน่วยละ 9.30 บาท
เงื่อนไขตามมาก็คือ SCC อาจยกเลิกการซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข และอาจยกเลิกการรับซื้อหลักทรัพย์ตามคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วนได้ หากมีผู้ตอบรับคำเสนอซื้อหุ้นในจำนวนที่ต่ำกว่า 391,094,684 หุ้น โดยมูลค่าการลงทุนครั้งนี้ รวมถึงการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ คิดเป็นประมาณ 10,000 ล้านบาท
เรียกว่า ใครไม่อยากให้ดีลล้ม แล้วหุ้นตกรุนแรง ก็ต้องยินยอมขายโดยดุษณีเพราะ “สภาพบังคับ”
เหตุผลที่นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC ชี้แจงต่อมาในการเข้าร่วมลงทุนก็คือ เพื่อเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้างในรูปแบบของร้านค้าคลังสินค้าซึ่งมีอัตราการเติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัทมุ่งหวังที่จะเป็น Strategic Partner ของกิจการอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความแข็งแกร่งและศักยภาพในการขยายธุรกิจของกิจการ รวมถึงการขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
ขั้นตอนต่อไปเพื่อให้ดีลจบลงตามเงื่อนไขก็คือ GLOBAL ต้องกำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 ตุลาคมปีนี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติการเข้าร่วมลงทุนของ SCC และการเพิ่มทุน
ในส่วนของ GLOBAL แล้ว ดีลนี้มีแต่ได้กับได้อย่างเดียว เพราะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่าง SCC นั้นไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ที่สำคัญผู้ถือหุ้นเดิมสามารถที่จะขายหุ้นบางส่วนทำกำไรออกมาจากการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์กลับเร็วเกินคาด โดยยอมเสียสละการถือครองหุ้นบางส่วนออกมา โดยไม่เสียอำนาจการบริหารจัดการ เพราะดูเหมืนอาจจะตกลงกันแล้วว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมจะยังคงมีอำนาจบริหารกิจการต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นายวิทูรกล่าวว่า หลังการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ ก็ยังมีดำเนินการเหมือนเดิม แต่สัดส่วนของผู้ถือหุ้นกลุ่มสุริยวนากุล จะลดลงเหลือประมาณ 40% บวกลบ จากปัจจุบันมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ประมาณ 64% ซึ่งสัดส่วนการขายหุ้น GLOBAL ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิที่จะขาย แต่ใครจะขายเท่าไรจะต้องมีการระบุสัดส่วนกันอีกครั้ง
ที่สำคัญ GLOBAL สามารถใช้ทุนที่ได้มากเพิ่มเติมจากการขายหุ้นเพิ่มทุนเอาไปขยายกิจการได้โดยลดต้นทุนทางการเงิน เพราะที่ผ่านมา แม้จะมีกำไร แต่สภาพคล่องไม่สวยจากการขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตัวเลขเงินเบิกเกินบัญชี (OD) สูงเกือบ 2,000 ล้านบาท ขณะที่มีต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 81 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ที่มีต้นทุนทางการเงิน 59 ล้านบาท ทั้งที่ GLOBAL มียอดขายต่ำกว่า HMPRO โดยครึ่งปีแรก GLOBAL มียอดขายประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วน HMPRO มียอดขายประมาณ 17,000 ล้านบาท
คำถามต่อเนื่องคือหลังจากนี้ไปแล้ว SCC จะดำเนินการจัดการกับการเติบโตของ GLOBAL และซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทดั้งเดิมของตนเองอย่างไรให้เหมาะสม
ในอดีต SCC ได้ลงทุนสร้างแฟรนไชส์ซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทรับมือกับการแข่งขันในธุรกิจก่อสร้าง โดยออกแบบให้ผู้แทนจำหน่ายเดิมของตนเองออกแบบเป็นร้านค้าวัสดุก่อสร้างยุคใหม่หลากระดับตามความต้องการ ที่จำหน่ายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง และเคหะภัณฑ์คุณภาพจากเครือซิเมนต์ไทย (SCG) และแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในวงจำกัด ภายใต้แนวคิด จะทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากขึ้นเรื่องการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และยังเป็นแหล่งข้อมูล และศูนย์สินค้าวัสดุก่อสร้างที่ครบถ้วน ทันสมัย ลูกค้าซึ่งกำลังตัดสินใจเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างสามารถมาศึกษาข้อมูล
นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาคุณภาพของระบบลูกค้าสัมพันธ์(CRM) เช่นจัดให้มีคอลล์ เซ็นเตอร์เรื่องวัสดุก่อสร้าง และเว็บไซต์ www.cementhaihomemart.co.th เสริมให้ครบครัน เพื่อติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคให้ต่อเนื่อง และสร้างข้อมูลฐานลูกค้าที่แม่นยำ
เครือข่ายของแฟรนไชส์ซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทที่ใหญ่โตเช่นนี้ คือฐานธุรกิจหลักที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ดังนั้นการซื้อและถือหุ้นใน GLOBAL จึงไม่ควรจะเป็นการ “ทิ้งเก่า หาใหม่” อย่างแน่นอน หากเป็นการปรับกลยุทธ์จาก ”ฉายเดี่ยว” มาเป็นการ “เพิ่มพันธมิตร” เพื่อสร้างส่วนผสมทาช่องทางจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าให้ครบวงจรมากขึ้นในแนวขนาน
แม้การถือหุ้น GLOBAL อาจจะทำลายปราการเก่าระหว่าง SCC กับ GLOBAL ลงไปได้ระดับหนึ่ง แต่คงไม่อาจคาดหวังได้ว่าสินค้าวัสดุก่อสร้างทั้งหมดของ SCC จะมีวางจำหน่ายบนช่องทางของ GLOBAL ซึ่งแม้จะเติบโต แต่ก็มีวงจำกัดมากกว่าซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท
ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ สินค้าของ SCC บางส่วนจะถูกคัดสรรโดย GLOBAL เพื่อวางจำหน่ายในเครือข่ายเป็นทางเลือกแข่งกับสินค้าของคู่แข่งรายอื่นๆ เพื่อวัดความสามารถของผลิตภัณฑ์ในการแข่งขัน และอีกทางหนึ่งก็เป็นตัวเร่งให้บรรดาผู้แทนจำหน่ายที่อยู่ในแฟรนไชส์ของซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทเข้าใจจากสัญญาณที่เกิดขึ้นว่า จะต้องปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อรักษาหรือเพิ่มยอดขายไม่ให้ถูก GLOBAL แย่งฐานลูกค้าไป ไม่สามารถทำตัวเป็นแมวอ้วนได้
การเดินกลยุทธ์คู่ขนานเช่นนี้ จะทำให้ยอดขายของ SCC เพิ่มขึ้นได้ไม่ยาก เพราะมีทางเลือกในการกระจายสินค้าหลากหลายช่องทางมากขึ้น ผู้ที่จะเดือดร้อนและต้องเตรียมรับมือให้ดีก็คือ ซับพลายเออร์หรือผู้ผลิตสินค้าที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของ SCC นั่นเอง เพราะ SCC กำลังเดินเกมรุกเจาะ ”พื้นที่ขาย” มาแข่งขันโดยตรง ในขณะที่ตนเองไม่สามารถเจาะเข้ายัง ”พื้นที่ส่วนตัว” ในซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ทได้ดังเดิม
เกมการตลาดผ่านช่องทางกระกระจายค้าแบบคู่ขนานของ SCC โดยผ่านวิศวกรรมการเงินกับ GLOBAL ครั้งนี้ ไม่ธรรมดาเลยสำหรับผู้บริหาร SCC รุ่นปัจจุบันภายใต้ยุคของนายกานต์ ตระกูลฮุน--จบ--

ในเกมการเงิน อะไรที่ไม่รู้ คือ ความเสี่ยง


2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Fri Aug 31, 2012 9:46 am

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2554หน้า 16 เรื่องข้อซักถาม
การทำวืจัย.................
ปัจจุบันบริษัทมีการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณท์ใหม่ เช่นผนังสำเร็จรูป ผนังครัว โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว

ความคิดเห็นส่วนตัว
ถ้าการพัฒนาสมบูรณ์และพร้อม คงมีproductที่ตอบสนอง property developerและผู้รับสร้างบ้านที่ต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้างในยามที่แรงงานขาดแคลน ด้วยราคาที่เหมาะสม



sanr
Verified User
Posts: 88
Joined: Mon Jul 12, 2010 8:26 pm

Re: Q-CON

Posts by sanr » Sun Sep 02, 2012 11:13 pm

2aritas2 wrote:รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2554หน้า 16 เรื่องข้อซักถาม
การทำวืจัย.................
ปัจจุบันบริษัทมีการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณท์ใหม่ เช่นผนังสำเร็จรูป ผนังครัว โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว

ความคิดเห็นส่วนตัว
ถ้าการพัฒนาสมบูรณ์และพร้อม คงมีproductที่ตอบสนอง property developerและผู้รับสร้างบ้านที่ต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้างในยามที่แรงงานขาดแคลน ด้วยราคาที่เหมาะสม

ผนังสำเร็จรูปมาแรงจริงๆ Q-CON คงต้องผลิตให้ได้นะ
ด้วยราคา อย่างที่คุณ 2aritas2 ว่านะแหละ ราคาที่เหมาะ
สม น่าจะคุยกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายก่อนผลิต
ผนังมวลเบาน่าจะได้เปรียบเรื่องของน้ำหนักที่เบากว่า



User avatar
wpong
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1332
Joined: Sun Nov 02, 2003 4:04 pm

Re: Q-CON

Posts by wpong » Wed Sep 05, 2012 6:24 pm

2aritas2 wrote:ฉะนั้นในอนาคต Q-con จะเหลือเค๊กเฉพาะบ้านสร้างเองบนที่ดินของเจ้าของ ซื่งบรรดา developer จะไม่ออกแรงเชียร์อิฐมวลเบาอีกต่อไป


ถ้าเป็นดังเช่นที่ ท่านเจ้าของความคิดเห็นที่กล่าวไว้ กระผมคิดว่า
1.บริษัทผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็น ผถห.ใหญ่ใน q-con คงตัดสินใจไม่เพิ่มโรงงานแห่งใหม่
เพราะต้องลงหุน 750 ลบ.ถ้าคิดจากกำไร ประมาณ 6ล้าน ตร.ม. ต่อปี ต่อ 100 ล้านบาทแล้วต้องใช้เวลา ประมาณ 7.5ปี ถึงจะcoverค่าเครื่องจักร
2.มีอีก 1บริษัทที่ได้ประกาศลงทุนไป ซื่งต้องใช้เวลานานกว่านี้

หรือเขาคิดไม่ถูกนะ

ตวามเห๊นส่วนตัวครับ
ขอบคุณครับ
คุณ 2aritas2 ครับ ผมได้รับความรู้จากที่คุณ Post มาเป็นอย่างมากขอบคุณครับ :P
ขอเสนอความคิดเห็นเรื่อง การคิดว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะ Cover ค่าเครื่องจักรหน่อยนะครับ คือเราไม่ควรจะใช้กำไรเป็นตัวคิด แต่น่าจะใช้กำไรบวกกับค่าเสื่อมราคานะครับ



2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Wed Sep 05, 2012 8:21 pm

wpong wrote:
2aritas2 wrote:ฉะนั้นในอนาคต Q-con จะเหลือเค๊กเฉพาะบ้านสร้างเองบนที่ดินของเจ้าของ ซื่งบรรดา developer จะไม่ออกแรงเชียร์อิฐมวลเบาอีกต่อไป


ถ้าเป็นดังเช่นที่ ท่านเจ้าของความคิดเห็นที่กล่าวไว้ กระผมคิดว่า
1.บริษัทผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็น ผถห.ใหญ่ใน q-con คงตัดสินใจไม่เพิ่มโรงงานแห่งใหม่
เพราะต้องลงหุน 750 ลบ.ถ้าคิดจากกำไร ประมาณ 6ล้าน ตร.ม. ต่อปี ต่อ 100 ล้านบาทแล้วต้องใช้เวลา ประมาณ 7.5ปี ถึงจะcoverค่าเครื่องจักร
2.มีอีก 1บริษัทที่ได้ประกาศลงทุนไป ซื่งต้องใช้เวลานานกว่านี้

หรือเขาคิดไม่ถูกนะ

ตวามเห๊นส่วนตัวครับ
ขอบคุณครับ
คุณ 2aritas2 ครับ ผมได้รับความรู้จากที่คุณ Post มาเป็นอย่างมากขอบคุณครับ :P
ขอเสนอความคิดเห็นเรื่อง การคิดว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะ Cover ค่าเครื่องจักรหน่อยนะครับ คือเราไม่ควรจะใช้กำไรเป็นตัวคิด แต่น่าจะใช้กำไรบวกกับค่าเสื่อมราคานะครับ

กระผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ
ในความเห็นของกระผมในครั้งนั้นค่อนข้างคิดแบบไม่ละเอียดและไม่ถูกต้องตามหลักการ เพียงแต่กระผมต้องการประมาณถึงการลงทุนแบบง่ายๆชนิดคนทำธุรกิจเล็กๆเขาทำกันคือ 7-8ปีเลิกทำธุรกิจแล้วไม่เจ็บตัว
ซึ่งในความจริงนั้นถ้าคิดกำไรเฉลี่ยต่อ 1ล้าน ตร.ม.ต่อปี(เฉพาะของปีนี้) จะประมาณ 40ล้านบาท(คิดคร่าวๆเนื่องจากมี factorที่มีผลกระทบต่อกำไรหลากหลายเหลือเกิน) ดังนั้นถ้าโรงงานใหม่ผลิตได้เต็มกำลังและจำหน่ายได้เต็มที่แล้ว กำไรน่าจะเกิน200ล้านบาทต่อ 6ล้าน ตร.ม.ครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับที่นำเสนอหลักการที่ถูกต้องให้ได้รับทราบ



FalCoNezZ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 687
Joined: Thu Aug 21, 2008 10:05 pm

Re: Q-CON

Posts by FalCoNezZ » Thu Sep 06, 2012 8:42 pm

กำลังการผลิตใหม่จะเริ่มดำเนินการเมื่อไรครับ



2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Thu Sep 06, 2012 11:06 pm

ข่าวกิจกรรมทางสังคมเล็กๆของq-con

1 Q-CON ท้ากลุ่มช่างและผู้รับเหมา ร่วมพิสูจน์คุณสมบัติผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาผ่านกิจกรรม “คุณฟิตแค่ไหน?”
source&credit: http://www.ryt9.com/s/prg/1470664

2 Q-CON ผนึกกำลังทีมช่าง ลงพื้นที่ก่อสร้างโรงอาหาร ณ โรงเรียนบ้านคอกช้างพัฒนา
source&credit: http://www.ryt9.com/s/prg/1477758



sgholding
Verified User
Posts: 146
Joined: Tue May 10, 2011 1:58 pm

Re: Q-CON

Posts by sgholding » Mon Sep 10, 2012 6:05 pm

สมัครเข้ามาหาความรู้ด้วยคนครับ



ACME49
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3396
Joined: Sat Jan 01, 2011 10:42 am

Re: Q-CON

Posts by ACME49 » Mon Sep 10, 2012 6:19 pm

FalCoNezZ wrote:กำลังการผลิตใหม่จะเริ่มดำเนินการเมื่อไรครับ
จากข่าวq4/12 นี้ ครับ

ในเกมการเงิน อะไรที่ไม่รู้ คือ ความเสี่ยง


13055
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 297
Joined: Tue Sep 13, 2011 3:17 pm

Re: Q-CON

Posts by 13055 » Mon Sep 10, 2012 6:49 pm

ACME49 wrote:
FalCoNezZ wrote:กำลังการผลิตใหม่จะเริ่มดำเนินการเมื่อไรครับ
จากข่าวq4/12 นี้ ครับ
สอบถาม IR Q-CON เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทราบว่าได้ Q1-56 นะครับ

test run 1 เดือนถึงจะเริ่มผลิตได้


ถ้า IR ให้ข้อมูลไม่ผิดผมว่าก็ไปลุ้นกัน Q2-56 ล่ะครับ



FalCoNezZ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 687
Joined: Thu Aug 21, 2008 10:05 pm

Re: Q-CON

Posts by FalCoNezZ » Mon Sep 10, 2012 8:24 pm

13055 wrote:
ACME49 wrote:
FalCoNezZ wrote:กำลังการผลิตใหม่จะเริ่มดำเนินการเมื่อไรครับ
จากข่าวq4/12 นี้ ครับ
สอบถาม IR Q-CON เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทราบว่าได้ Q1-56 นะครับ

test run 1 เดือนถึงจะเริ่มผลิตได้


ถ้า IR ให้ข้อมูลไม่ผิดผมว่าก็ไปลุ้นกัน Q2-56 ล่ะครับ
ขอบคุณมากนะครับ :D



sgholding
Verified User
Posts: 146
Joined: Tue May 10, 2011 1:58 pm

Re: Q-CON

Posts by sgholding » Tue Sep 11, 2012 1:24 pm

แชร์ข้อมูล ราคา ณ 1 พฤษภาคม 55 ก้อนละ 27 - 90 บาท แล้วแต่ขนาด



sgholding
Verified User
Posts: 146
Joined: Tue May 10, 2011 1:58 pm

Re: Q-CON

Posts by sgholding » Tue Sep 11, 2012 1:26 pm

เป็นราคาส่งมอบที่โรงงาน และไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม



sgholding
Verified User
Posts: 146
Joined: Tue May 10, 2011 1:58 pm

Re: Q-CON

Posts by sgholding » Tue Sep 11, 2012 1:27 pm

อิฐ q-con ก้อนหนึ่งขนาด 8.33 ตรม.



sgholding
Verified User
Posts: 146
Joined: Tue May 10, 2011 1:58 pm

Re: Q-CON

Posts by sgholding » Tue Sep 11, 2012 1:34 pm

sgholding wrote:อิฐ q-con ก้อนหนึ่งขนาด 8.33 ตรม.
ขอแก้ไขข้อมูล อิฐ q-con 1 ก้อน เท่ากับ 0.12 ตรม. ครับ



13055
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 297
Joined: Tue Sep 13, 2011 3:17 pm

Re: Q-CON

Posts by 13055 » Tue Sep 11, 2012 7:48 pm

แลกเปลี่ยนความเห็นหน่อยครับ


- พอจะมีใครทราบไหมครับว่า demand ตอนนี้เป็นเท่าไหร่บ้าง ???
ผมอิงข้อมูลปี 53 ได้ว่าตลาดอิฐมวลเบา 12 ล้าน ตรม ปี 54(ก่อนน้ำท่วม)คาดว่า 16 ล้าน ตรม(ท่วมแล้วน่าจะลดลงแต่ไม่รู้เท่าไหร่) ปี 55 ตลาดคาดการณ์เท่าไหร่พอจะทราบไหมครับ อาจจากยาวต่อไปนิดถึงปี 56 ด้วย

เพราะปีนี้มี shortage แน่ๆ ดังนั้นไม่น่าจะมี new comer ครับ ด้วยกำลังผลิตรวมกันทุกๆเจ้าราวๆ 24 ล้านน่าจะมี demand absorb ได้เกือบๆหมดครับ

แต่ปีหน้า จะมีกำลังผลิตเพิ่มเข้ามาจาก Q-CON เอง 6 ล้าน DRT 4.5 ล้าน CCP 1.5 ล้าน รวมของเก่าก็ 36 ล้าน(ไม่นับรายที่่เราไม่รู้อีก)
ทำให้ผมไม่แน่ใจแล้วว่าปีหน้า demand จะ absorb ได้มากน้อยแค่ไหน และ absorb ของใครบ้าง ถ้าถามผมผมว่า absorb ไม่หมดแน่นอน
แต่ Q-CON ก็น่าจะได้เปรียบ เพราะมีช่องทางจัดจำหน่ายมากที่สุด แต่จะได้สักกี่ % ของ cap เพราะพวกนี้จะ bep ผมว่าน่าจะสัก 50-60% ของ cap ครับ



เพื่อนๆคนไหนมีข้อมูลหรือความเห็นเพิ่มเติมอย่างไรกันบ้างครับ



FalCoNezZ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 687
Joined: Thu Aug 21, 2008 10:05 pm

Re: Q-CON

Posts by FalCoNezZ » Wed Sep 12, 2012 7:14 am

13055 wrote:แลกเปลี่ยนความเห็นหน่อยครับ


- พอจะมีใครทราบไหมครับว่า demand ตอนนี้เป็นเท่าไหร่บ้าง ???
ผมอิงข้อมูลปี 53 ได้ว่าตลาดอิฐมวลเบา 12 ล้าน ตรม ปี 54(ก่อนน้ำท่วม)คาดว่า 16 ล้าน ตรม(ท่วมแล้วน่าจะลดลงแต่ไม่รู้เท่าไหร่) ปี 55 ตลาดคาดการณ์เท่าไหร่พอจะทราบไหมครับ อาจจากยาวต่อไปนิดถึงปี 56 ด้วย

เพราะปีนี้มี shortage แน่ๆ ดังนั้นไม่น่าจะมี new comer ครับ ด้วยกำลังผลิตรวมกันทุกๆเจ้าราวๆ 24 ล้านน่าจะมี demand absorb ได้เกือบๆหมดครับ

แต่ปีหน้า จะมีกำลังผลิตเพิ่มเข้ามาจาก Q-CON เอง 6 ล้าน DRT 4.5 ล้าน CCP 1.5 ล้าน รวมของเก่าก็ 36 ล้าน(ไม่นับรายที่่เราไม่รู้อีก)
ทำให้ผมไม่แน่ใจแล้วว่าปีหน้า demand จะ absorb ได้มากน้อยแค่ไหน และ absorb ของใครบ้าง ถ้าถามผมผมว่า absorb ไม่หมดแน่นอน
แต่ Q-CON ก็น่าจะได้เปรียบ เพราะมีช่องทางจัดจำหน่ายมากที่สุด แต่จะได้สักกี่ % ของ cap เพราะพวกนี้จะ bep ผมว่าน่าจะสัก 50-60% ของ cap ครับ



เพื่อนๆคนไหนมีข้อมูลหรือความเห็นเพิ่มเติมอย่างไรกันบ้างครับ
ตอนนี้ก็ลุ้นๆ ให้ SCC ได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ Global อ่ะครับ เพราะตอนนี้ทาง Global ก็ไม่ได้จำหน่ายสินค้า Q-CON เลยครับ
http://www.globalhouse.co.th/cement.php
ถ้าผ่านไปด้วยดี ก็คงจะได้เปรียบคู่แข่งเยอะเหมือนกันครับ ยิ่ง Q-CON เป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอยู่แล้ว



2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Wed Sep 12, 2012 12:43 pm

เขียนขึ้นมาจากความคิดของตนเองเกี่ยวกับอิฐมวลเบา

ในอดีตธุรกิจอิฐมวลเบาเริ่มมีการผลิตและจำหน่ายในประเทศตั้งแต่ปี2537 เคยมีการแข่งขันกันลดราคาขายและผลิตไม่เต็ม Capacityของกำลังการผลิตจริงซึ่งเกิดในช่วงปี2548 ในปีนั้นเอง(ซึ่งความจริงปี
อื่นหลังฟองสบู่แตกก็ไม่ได้ดีสักเท่าไรนัก)ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างกำลังเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ราคาต่อตารางเมตรที่เคยขายจากอยู่ที่ 180-200บาท ลงมาอยู่ที่ 130-140บาท ปี2548นี้เกิดผลกระทบจากปัจจัยลบหลายอย่างอันได้แก่ ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ สึนามิ ภัยแล้ง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นเนื่องจากที่มีผู้ผลิตมากขึ้น กำลังการผลิตของทุกแห่งโดยรวมใกล้เคียง 17ล้านตารางเมตรต่อปี แต่ผลิตอิฐมวลเบาออกสู่ตลาดจริงประมาณ12-13 ล้านตารางเมตร (หลังจากปีนั้นแล้วq-conเพิ่มกำลังการผลิตจาก 9ล้านตารางเมตรเป็น 12 ล้านตารางเมตร โดยการก่อสร้างโรงงานแห่งที่4ในจ.ระยองและบริษัท ค้าวัสดุซิเมนต์ไทย จำกัดออกCPACมีกำลังผลิต 3ล้านตารางเมตรต่อปีและต่อมาเกือบทุกบริษัทแทบจะไม่มีการขยายกำลังการผลิตจนกระทั่งปี2555)ช่วงนั้นอิฐมวลเบายังมีส่วนแบ่งในงานก่อสร้างเพียง 10%เท่านั้น ซึ่งอิฐมอญจะมีส่วนแบ่งในงานก่อสร้างมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากราคาถูกและหาง่ายไม่ขาดแคลน ราคาของอิฐมอญต่อก้อนอยู่ที่45-50สต.และในบางช่วงราคาอิฐมอญเหลือเพียง20-25สต.เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้อิฐมวลเบากับการใช้อิฐมอญก่อสร้างแล้ว ค่าก่อสร้างต่อ ตร.ม.(รวมปูนและแรงงานซึ่งในขณะนั้นค่าแรงถูกและมีช่างก่อสร้างที่ต้องการทำงานเป็นจำนวนมาก) ยังคงสูงกว่าอิฐมอญพอสมควร

ในอดีตอิฐมอญซึ่งผลิตกันมานานคู่กับประเทศเลยทีเดียว แต่เดิมดินที่นำมาทำเป็นดินจากแม่น้ำ มีเนื้อละเอียดปนทรายซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษคือ ไม่เหนียวมากเกินไป แต่ปัจจุบันดินแม่น้ำต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงหันมาใช้ดินจากพื้นที่ลุ่ม มีคุณสมบัติเหมือนดินแม่น้ำกล่าวคือเป็นดินสองชั้น ชั้นบนเป็นดินเหนียวปนทรายมาก ส่วนชั้นล่างเป็นดินเหนียวล้วน ๆ เมื่อขุดมารวมกันก็จะได้ดินเหนียวปนทรายเนื้อดี นอกจากดินแล้ว ยังมีส่วนประกอบเป็นแกลบและขี้เถ้าอีกด้วย อาชีพการทำอิฐมอญมีหลายแห่ง มีแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตอิฐที่สำคัญ เช่นตำบลบางขันหมาก อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี และกระจายออกไปในส่วนอื่นๆของประเทศ ปัจจุบันอยุธยาน่าจะถือว่าเป็นแหล่งผลิตอิฐมอญใหญ่ที่สุดในประเทศ มีโรงอิฐอยู่ใน 2 อำเภอหลัก คือ บางปะหันและบางบาล ประเมินว่าน่ามีจำนวนโรงอิฐรวมกันประมาณกว่า 1,500-1,600 โรง และมีกำลังผลิตอิฐมอญรวมกันประมาณวันละ3,000,000-4,000,000ก้อนหรือเฉลี่ยเดือนละ 75-100ล้านก้อน หรือประมาณ7-10ล้านตารางเมตรต่อปี(ตัวเลขการผลิตอิฐมอญของประเทศไม่สามารถหาแหล่งข้อมูลได้)
ในจำนวนนี้ ปัจจุบันคาดว่ายังมีโรงอิฐประมาณ 60-70% ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมไม่สามารถใช้งานได้ อีกทั้งต้นทุนแรงงาน และค่าแกลบที่เป็นส่วนประกอบสำคัญมีราคาสูงขึ้นมากส่งผลให้ปริมาณอิฐมอญออกสู่ตลาดลดลง ทำให้ราคาอิฐในช่วงที่ผ่านมาขยับสูงขึ้น ปรับขึ้นเป็นก้อนละ 90 สตางค์ ถึง 1.25 บาท ผู้ประกอบธุรกิจรับสร้างบ้าน ขณะนี้ยังประสบปัญหาอิฐมอญขึ้นราคา และยังไม่สามารถระบุการรับสินค้าที่แน่นอนได้

ในปี 2553มีการประเมินว่า มีความต้องการการใช้ผนังสำหรับการก่อสร้างประมาณ 300ล้านตารางเมตรต่อปี และการใช้ผนังส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพ ปริมณทลและจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันมีการก่อสร้างกระจายตัวมากขึ้นโดยเริ่มต้นจากหัวเมืองใหญ่ๆที่มีธุรกิจการค้าและต่อมาก็แพร่หลายไปในหลายต่อหลายจังหวัด เมื่อเป็นเช่นนี้ความต้องการอิฐ(ทั้งมวลเบา อิฐมอญและอิฐชนิดอื่น)จึงมีมากขึ้น ประกอบกับค่าแรงงานได้สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ที่สำคัญมากที่สุดสำหรับงานก่อสร้างนอกเหนือไปจากต้นทุนแล้ว ก็คือต้องมีวัสดุในการใช้และต้องสามารถควบคุมและบริหารเวลาในการก่อสร้างได้ เพราะถ้าหากไม่สามารถเสร็จทันเวลาแล้วจะส่งผลไปถึง activityอื่นๆที่กี่ยวข้องกับการใช้งานอาคารหรือบ้านนั้นๆตามมาเป็นขบวน ซึ่งบางครั้งความเสียหายคิดเป็นเงินแล้วเป็นจำนวนที่มาก

อีกเช่นกันในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลมีแผนลงทุน infrastructureด้านคมนาคมเป็นจำนวนเงินที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อรองรับ AECและทำให้เกิดคมนาคมเชื่อมต่อกับประเทศCLMVที่มีเขตแดนติดกับไทย และยังส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยง logisticsไปถึง ChinaและIndiaด้วย สิ่งนี้จะก่อให้เกิดการก่อสร้างอันนอกจากถนนหนทางแล้ว ยังคงมีอาคาร โรงงานและบ้านเรือน ตามสถานที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ยังรวมไปถึงประเทศCLMVอีกด้วย ซึ่งคาดกันว่าประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตconstruction materialอันดับหนึ่งของ Asean คงจะได้รับประโยชน์จากการณ์นี้ และอิฐมวลเบาในสถานะที่เป็นวัสดุก่อสร้างประเภทหนึ่งคงจะได้รับประโยชน์เช่นกัน

จึงเป็นที่มาของคำถามต่อผู้ประกอบธุรกิจอิฐมวลเบาที่นอกเหนือไปจากการที่จะต้องผลิตอย่างไรให้มีประสิทธิผลและมีต้นทุนการผลิตที่ดีในปัจจุบันแล้ว ยังคงมีคำถามถึงอนาคตของธุรกิจว่า
ควรจะกำหนดราคาจำหน่ายเป็นเท่าไร ควรขยายกำลังการผลิตเพิ่มหรือไม่ ควรมีการกระจายสินค้าและมีต้นทุนการจัดส่งที่ถึงมือผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

หมายเหตุ ขอย้ำว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว สำหรับตัวเลขและข้อความอ้างอิงเนื่องจากเสาะหามาจากหลายแหล่ง อย่างละนิดอย่างละหน่อยจึงไม่ได้อ้างอิงในที่นี้
อนึ่งผู้ postถือโอกาสลา ผู้ร่วมห้องด้วยเนื่องจาก ไม่ได้สมัครสมาชิก ด้วยเหตุผลส่วนตัว ขอบคุณครับ



ACME49
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3396
Joined: Sat Jan 01, 2011 10:42 am

Re: Q-CON

Posts by ACME49 » Wed Sep 12, 2012 1:14 pm

2aritas2 wrote:เขียนขึ้นมาจากความคิดของตนเองเกี่ยวกับอิฐมวลเบา

ในอดีตธุรกิจอิฐมวลเบาเริ่มมีการผลิตและจำหน่ายในประเทศตั้งแต่ปี2537 เคยมีการแข่งขันกันลดราคาขายและผลิตไม่เต็ม Capacityของกำลังการผลิตจริงซึ่งเกิดในช่วงปี2548 ในปีนั้นเอง(ซึ่งความจริงปี
อื่นหลังฟองสบู่แตกก็ไม่ได้ดีสักเท่าไรนัก)ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างกำลังเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ราคาต่อตารางเมตรที่เคยขายจากอยู่ที่ 180-200บาท ลงมาอยู่ที่ 130-140บาท ปี2548นี้เกิดผลกระทบจากปัจจัยลบหลายอย่างอันได้แก่ ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ สึนามิ ภัยแล้ง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นเนื่องจากที่มีผู้ผลิตมากขึ้น กำลังการผลิตของทุกแห่งโดยรวมใกล้เคียง 17ล้านตารางเมตรต่อปี แต่ผลิตอิฐมวลเบาออกสู่ตลาดจริงประมาณ12-13 ล้านตารางเมตร (หลังจากปีนั้นแล้วq-conเพิ่มกำลังการผลิตจาก 9ล้านตารางเมตรเป็น 12 ล้านตารางเมตร โดยการก่อสร้างโรงงานแห่งที่4ในจ.ระยองและบริษัท ค้าวัสดุซิเมนต์ไทย จำกัดออกCPACมีกำลังผลิต 3ล้านตารางเมตรต่อปีและต่อมาเกือบทุกบริษัทแทบจะไม่มีการขยายกำลังการผลิตจนกระทั่งปี2555)ช่วงนั้นอิฐมวลเบายังมีส่วนแบ่งในงานก่อสร้างเพียง 10%เท่านั้น ซึ่งอิฐมอญจะมีส่วนแบ่งในงานก่อสร้างมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากราคาถูกและหาง่ายไม่ขาดแคลน ราคาของอิฐมอญต่อก้อนอยู่ที่45-50สต.และในบางช่วงราคาอิฐมอญเหลือเพียง20-25สต.เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้อิฐมวลเบากับการใช้อิฐมอญก่อสร้างแล้ว ค่าก่อสร้างต่อ ตร.ม.(รวมปูนและแรงงานซึ่งในขณะนั้นค่าแรงถูกและมีช่างก่อสร้างที่ต้องการทำงานเป็นจำนวนมาก) ยังคงสูงกว่าอิฐมอญพอสมควร

ในอดีตอิฐมอญซึ่งผลิตกันมานานคู่กับประเทศเลยทีเดียว แต่เดิมดินที่นำมาทำเป็นดินจากแม่น้ำ มีเนื้อละเอียดปนทรายซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษคือ ไม่เหนียวมากเกินไป แต่ปัจจุบันดินแม่น้ำต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงหันมาใช้ดินจากพื้นที่ลุ่ม มีคุณสมบัติเหมือนดินแม่น้ำกล่าวคือเป็นดินสองชั้น ชั้นบนเป็นดินเหนียวปนทรายมาก ส่วนชั้นล่างเป็นดินเหนียวล้วน ๆ เมื่อขุดมารวมกันก็จะได้ดินเหนียวปนทรายเนื้อดี นอกจากดินแล้ว ยังมีส่วนประกอบเป็นแกลบและขี้เถ้าอีกด้วย อาชีพการทำอิฐมอญมีหลายแห่ง มีแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตอิฐที่สำคัญ เช่นตำบลบางขันหมาก อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี และกระจายออกไปในส่วนอื่นๆของประเทศ ปัจจุบันอยุธยาน่าจะถือว่าเป็นแหล่งผลิตอิฐมอญใหญ่ที่สุดในประเทศ มีโรงอิฐอยู่ใน 2 อำเภอหลัก คือ บางปะหันและบางบาล ประเมินว่าน่ามีจำนวนโรงอิฐรวมกันประมาณกว่า 1,500-1,600 โรง และมีกำลังผลิตอิฐมอญรวมกันประมาณวันละ3,000,000-4,000,000ก้อนหรือเฉลี่ยเดือนละ 75-100ล้านก้อน หรือประมาณ7-10ล้านตารางเมตรต่อปี(ตัวเลขการผลิตอิฐมอญของประเทศไม่สามารถหาแหล่งข้อมูลได้)
ในจำนวนนี้ ปัจจุบันคาดว่ายังมีโรงอิฐประมาณ 60-70% ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมไม่สามารถใช้งานได้ อีกทั้งต้นทุนแรงงาน และค่าแกลบที่เป็นส่วนประกอบสำคัญมีราคาสูงขึ้นมากส่งผลให้ปริมาณอิฐมอญออกสู่ตลาดลดลง ทำให้ราคาอิฐในช่วงที่ผ่านมาขยับสูงขึ้น ปรับขึ้นเป็นก้อนละ 90 สตางค์ ถึง 1.25 บาท ผู้ประกอบธุรกิจรับสร้างบ้าน ขณะนี้ยังประสบปัญหาอิฐมอญขึ้นราคา และยังไม่สามารถระบุการรับสินค้าที่แน่นอนได้

ในปี 2553มีการประเมินว่า มีความต้องการการใช้ผนังสำหรับการก่อสร้างประมาณ 300ล้านตารางเมตรต่อปี และการใช้ผนังส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพ ปริมณทลและจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันมีการก่อสร้างกระจายตัวมากขึ้นโดยเริ่มต้นจากหัวเมืองใหญ่ๆที่มีธุรกิจการค้าและต่อมาก็แพร่หลายไปในหลายต่อหลายจังหวัด เมื่อเป็นเช่นนี้ความต้องการอิฐ(ทั้งมวลเบา อิฐมอญและอิฐชนิดอื่น)จึงมีมากขึ้น ประกอบกับค่าแรงงานได้สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ที่สำคัญมากที่สุดสำหรับงานก่อสร้างนอกเหนือไปจากต้นทุนแล้ว ก็คือต้องมีวัสดุในการใช้และต้องสามารถควบคุมและบริหารเวลาในการก่อสร้างได้ เพราะถ้าหากไม่สามารถเสร็จทันเวลาแล้วจะส่งผลไปถึง activityอื่นๆที่กี่ยวข้องกับการใช้งานอาคารหรือบ้านนั้นๆตามมาเป็นขบวน ซึ่งบางครั้งความเสียหายคิดเป็นเงินแล้วเป็นจำนวนที่มาก

อีกเช่นกันในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลมีแผนลงทุน infrastructureด้านคมนาคมเป็นจำนวนเงินที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อรองรับ AECและทำให้เกิดคมนาคมเชื่อมต่อกับประเทศCLMVที่มีเขตแดนติดกับไทย และยังส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยง logisticsไปถึง ChinaและIndiaด้วย สิ่งนี้จะก่อให้เกิดการก่อสร้างอันนอกจากถนนหนทางแล้ว ยังคงมีอาคาร โรงงานและบ้านเรือน ตามสถานที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ยังรวมไปถึงประเทศCLMVอีกด้วย ซึ่งคาดกันว่าประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตconstruction materialอันดับหนึ่งของ Asean คงจะได้รับประโยชน์จากการณ์นี้ และอิฐมวลเบาในสถานะที่เป็นวัสดุก่อสร้างประเภทหนึ่งคงจะได้รับประโยชน์เช่นกัน

จึงเป็นที่มาของคำถามต่อผู้ประกอบธุรกิจอิฐมวลเบาที่นอกเหนือไปจากการที่จะต้องผลิตอย่างไรให้มีประสิทธิผลและมีต้นทุนการผลิตที่ดีในปัจจุบันแล้ว ยังคงมีคำถามถึงอนาคตของธุรกิจว่า
ควรจะกำหนดราคาจำหน่ายเป็นเท่าไร ควรขยายกำลังการผลิตเพิ่มหรือไม่ ควรมีการกระจายสินค้าและมีต้นทุนการจัดส่งที่ถึงมือผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

หมายเหตุ ขอย้ำว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว สำหรับตัวเลขและข้อความอ้างอิงเนื่องจากเสาะหามาจากหลายแหล่ง อย่างละนิดอย่างละหน่อยจึงไม่ได้อ้างอิงในที่นี้
อนึ่งผู้ postถือโอกาสลา ผู้ร่วมห้องด้วยเนื่องจาก ไม่ได้สมัครสมาชิก ด้วยเหตุผลส่วนตัว ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากสำหรับทุกๆข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ในเกมการเงิน อะไรที่ไม่รู้ คือ ความเสี่ยง


tanatat
Verified User
Posts: 348
Joined: Wed Nov 15, 2006 12:29 pm

Re: Q-CON

Posts by tanatat » Wed Sep 12, 2012 6:17 pm

2aritas2 wrote:เขียนขึ้นมาจากความคิดของตนเองเกี่ยวกับอิฐมวลเบา

ในอดีตธุรกิจอิฐมวลเบาเริ่มมีการผลิตและจำหน่ายในประเทศตั้งแต่ปี2537 เคยมีการแข่งขันกันลดราคาขายและผลิตไม่เต็ม Capacityของกำลังการผลิตจริงซึ่งเกิดในช่วงปี2548 ในปีนั้นเอง(ซึ่งความจริงปี
อื่นหลังฟองสบู่แตกก็ไม่ได้ดีสักเท่าไรนัก)ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างกำลังเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ราคาต่อตารางเมตรที่เคยขายจากอยู่ที่ 180-200บาท ลงมาอยู่ที่ 130-140บาท ปี2548นี้เกิดผลกระทบจากปัจจัยลบหลายอย่างอันได้แก่ ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ สึนามิ ภัยแล้ง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นเนื่องจากที่มีผู้ผลิตมากขึ้น กำลังการผลิตของทุกแห่งโดยรวมใกล้เคียง 17ล้านตารางเมตรต่อปี แต่ผลิตอิฐมวลเบาออกสู่ตลาดจริงประมาณ12-13 ล้านตารางเมตร (หลังจากปีนั้นแล้วq-conเพิ่มกำลังการผลิตจาก 9ล้านตารางเมตรเป็น 12 ล้านตารางเมตร โดยการก่อสร้างโรงงานแห่งที่4ในจ.ระยองและบริษัท ค้าวัสดุซิเมนต์ไทย จำกัดออกCPACมีกำลังผลิต 3ล้านตารางเมตรต่อปีและต่อมาเกือบทุกบริษัทแทบจะไม่มีการขยายกำลังการผลิตจนกระทั่งปี2555)ช่วงนั้นอิฐมวลเบายังมีส่วนแบ่งในงานก่อสร้างเพียง 10%เท่านั้น ซึ่งอิฐมอญจะมีส่วนแบ่งในงานก่อสร้างมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากราคาถูกและหาง่ายไม่ขาดแคลน ราคาของอิฐมอญต่อก้อนอยู่ที่45-50สต.และในบางช่วงราคาอิฐมอญเหลือเพียง20-25สต.เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้อิฐมวลเบากับการใช้อิฐมอญก่อสร้างแล้ว ค่าก่อสร้างต่อ ตร.ม.(รวมปูนและแรงงานซึ่งในขณะนั้นค่าแรงถูกและมีช่างก่อสร้างที่ต้องการทำงานเป็นจำนวนมาก) ยังคงสูงกว่าอิฐมอญพอสมควร

ในอดีตอิฐมอญซึ่งผลิตกันมานานคู่กับประเทศเลยทีเดียว แต่เดิมดินที่นำมาทำเป็นดินจากแม่น้ำ มีเนื้อละเอียดปนทรายซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษคือ ไม่เหนียวมากเกินไป แต่ปัจจุบันดินแม่น้ำต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงหันมาใช้ดินจากพื้นที่ลุ่ม มีคุณสมบัติเหมือนดินแม่น้ำกล่าวคือเป็นดินสองชั้น ชั้นบนเป็นดินเหนียวปนทรายมาก ส่วนชั้นล่างเป็นดินเหนียวล้วน ๆ เมื่อขุดมารวมกันก็จะได้ดินเหนียวปนทรายเนื้อดี นอกจากดินแล้ว ยังมีส่วนประกอบเป็นแกลบและขี้เถ้าอีกด้วย อาชีพการทำอิฐมอญมีหลายแห่ง มีแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตอิฐที่สำคัญ เช่นตำบลบางขันหมาก อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี และกระจายออกไปในส่วนอื่นๆของประเทศ ปัจจุบันอยุธยาน่าจะถือว่าเป็นแหล่งผลิตอิฐมอญใหญ่ที่สุดในประเทศ มีโรงอิฐอยู่ใน 2 อำเภอหลัก คือ บางปะหันและบางบาล ประเมินว่าน่ามีจำนวนโรงอิฐรวมกันประมาณกว่า 1,500-1,600 โรง และมีกำลังผลิตอิฐมอญรวมกันประมาณวันละ3,000,000-4,000,000ก้อนหรือเฉลี่ยเดือนละ 75-100ล้านก้อน หรือประมาณ7-10ล้านตารางเมตรต่อปี(ตัวเลขการผลิตอิฐมอญของประเทศไม่สามารถหาแหล่งข้อมูลได้)
ในจำนวนนี้ ปัจจุบันคาดว่ายังมีโรงอิฐประมาณ 60-70% ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมไม่สามารถใช้งานได้ อีกทั้งต้นทุนแรงงาน และค่าแกลบที่เป็นส่วนประกอบสำคัญมีราคาสูงขึ้นมากส่งผลให้ปริมาณอิฐมอญออกสู่ตลาดลดลง ทำให้ราคาอิฐในช่วงที่ผ่านมาขยับสูงขึ้น ปรับขึ้นเป็นก้อนละ 90 สตางค์ ถึง 1.25 บาท ผู้ประกอบธุรกิจรับสร้างบ้าน ขณะนี้ยังประสบปัญหาอิฐมอญขึ้นราคา และยังไม่สามารถระบุการรับสินค้าที่แน่นอนได้

ในปี 2553มีการประเมินว่า มีความต้องการการใช้ผนังสำหรับการก่อสร้างประมาณ 300ล้านตารางเมตรต่อปี และการใช้ผนังส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพ ปริมณทลและจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันมีการก่อสร้างกระจายตัวมากขึ้นโดยเริ่มต้นจากหัวเมืองใหญ่ๆที่มีธุรกิจการค้าและต่อมาก็แพร่หลายไปในหลายต่อหลายจังหวัด เมื่อเป็นเช่นนี้ความต้องการอิฐ(ทั้งมวลเบา อิฐมอญและอิฐชนิดอื่น)จึงมีมากขึ้น ประกอบกับค่าแรงงานได้สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ที่สำคัญมากที่สุดสำหรับงานก่อสร้างนอกเหนือไปจากต้นทุนแล้ว ก็คือต้องมีวัสดุในการใช้และต้องสามารถควบคุมและบริหารเวลาในการก่อสร้างได้ เพราะถ้าหากไม่สามารถเสร็จทันเวลาแล้วจะส่งผลไปถึง activityอื่นๆที่กี่ยวข้องกับการใช้งานอาคารหรือบ้านนั้นๆตามมาเป็นขบวน ซึ่งบางครั้งความเสียหายคิดเป็นเงินแล้วเป็นจำนวนที่มาก

อีกเช่นกันในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลมีแผนลงทุน infrastructureด้านคมนาคมเป็นจำนวนเงินที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อรองรับ AECและทำให้เกิดคมนาคมเชื่อมต่อกับประเทศCLMVที่มีเขตแดนติดกับไทย และยังส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยง logisticsไปถึง ChinaและIndiaด้วย สิ่งนี้จะก่อให้เกิดการก่อสร้างอันนอกจากถนนหนทางแล้ว ยังคงมีอาคาร โรงงานและบ้านเรือน ตามสถานที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ยังรวมไปถึงประเทศCLMVอีกด้วย ซึ่งคาดกันว่าประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตconstruction materialอันดับหนึ่งของ Asean คงจะได้รับประโยชน์จากการณ์นี้ และอิฐมวลเบาในสถานะที่เป็นวัสดุก่อสร้างประเภทหนึ่งคงจะได้รับประโยชน์เช่นกัน

จึงเป็นที่มาของคำถามต่อผู้ประกอบธุรกิจอิฐมวลเบาที่นอกเหนือไปจากการที่จะต้องผลิตอย่างไรให้มีประสิทธิผลและมีต้นทุนการผลิตที่ดีในปัจจุบันแล้ว ยังคงมีคำถามถึงอนาคตของธุรกิจว่า
ควรจะกำหนดราคาจำหน่ายเป็นเท่าไร ควรขยายกำลังการผลิตเพิ่มหรือไม่ ควรมีการกระจายสินค้าและมีต้นทุนการจัดส่งที่ถึงมือผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

หมายเหตุ ขอย้ำว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว สำหรับตัวเลขและข้อความอ้างอิงเนื่องจากเสาะหามาจากหลายแหล่ง อย่างละนิดอย่างละหน่อยจึงไม่ได้อ้างอิงในที่นี้
อนึ่งผู้ postถือโอกาสลา ผู้ร่วมห้องด้วยเนื่องจาก ไม่ได้สมัครสมาชิก ด้วยเหตุผลส่วนตัว ขอบคุณครับ
แล้ว คุณ2aritas2 ไปโพสที่ไหนบ้างหรือเปล่า พอดีผมหันมาชอบธุรกิจตัวนี้และค่อนข้างเห็นว่า บริษัทฯนี้หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วน่าจะมีอนาคตที่ดีค่อนข้างมาก ในธุรกิจของอิฐมวลเบา ผมว่ามีอนาคตค่อนข้างดีมากๆสำหรับผม ผมเชื่อว่ามันน่าจะถูกใช้ต่อไปในอนาคตค่อนข้างมาก ยิ่งถ้าบริษัทฯสามารถเข้าสู่ตลาดผนังสำเร็จรูป เพราะหลังๆผมเห็นอสังหาริมทรัพย์แนวตั้งพวกคอนโด กับ ออฟฟิตบิลลิ้ง เกือบจะทั้งหมดก็ใช้แต่อิฐมวลเบา ทั้งนั้น และอสังหาริมทรัพย์แนวราบบ้านจัดสรร ก็หันมาใช้อิฐมวลเบากันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมเห็นการก่อสร้างหารปรับปรุงตึกหลังๆผู้รับเหมาก็หันมาใช้อิมวลเบากันมากขึ้น นั่นคือเหตุผลหลักที่ผมเชื่อว่าความต้องการในอิฐมวลเบาไม่น่าจะมีปัญหา แต่ปัญหาของมันน่าจะอยู่ที่การแย่งตลาดกันของผู้ผลิต และการบริหารงานด้านต้นทุน กับการขนส่งของบริษัทฯ ซึ่งนั่รคือเหตุผลที่ผมเลือตัวนี้มากกว่าบริษัทฯอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันในตลาดแม้จะต้องซื้อในราคาที่ไม่ต่ำนัก



2aritas2
Verified User
Posts: 108
Joined: Tue Oct 26, 2010 11:11 am

Re: Q-CON

Posts by 2aritas2 » Wed Sep 12, 2012 7:02 pm

tanatat wrote: แล้ว คุณ2aritas2 ไปโพสที่ไหนบ้างหรือเปล่า พอดีผมหันมาชอบธุรกิจตัวนี้และค่อนข้างเห็นว่า บริษัทฯนี้หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วน่าจะมีอนาคตที่ดีค่อนข้างมาก ในธุรกิจของอิฐมวลเบา ผมว่ามีอนาคตค่อนข้างดีมากๆสำหรับผม ผมเชื่อว่ามันน่าจะถูกใช้ต่อไปในอนาคตค่อนข้างมาก ยิ่งถ้าบริษัทฯสามารถเข้าสู่ตลาดผนังสำเร็จรูป เพราะหลังๆผมเห็นอสังหาริมทรัพย์แนวตั้งพวกคอนโด กับ ออฟฟิตบิลลิ้ง เกือบจะทั้งหมดก็ใช้แต่อิฐมวลเบา ทั้งนั้น และอสังหาริมทรัพย์แนวราบบ้านจัดสรร ก็หันมาใช้อิฐมวลเบากันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมเห็นการก่อสร้างหารปรับปรุงตึกหลังๆผู้รับเหมาก็หันมาใช้อิมวลเบากันมากขึ้น นั่นคือเหตุผลหลักที่ผมเชื่อว่าความต้องการในอิฐมวลเบาไม่น่าจะมีปัญหา แต่ปัญหาของมันน่าจะอยู่ที่การแย่งตลาดกันของผู้ผลิต และการบริหารงานด้านต้นทุน กับการขนส่งของบริษัทฯ ซึ่งนั่รคือเหตุผลที่ผมเลือตัวนี้มากกว่าบริษัทฯอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันในตลาดแม้จะต้องซื้อในราคาที่ไม่ต่ำนัก
ขอบคุณครับ กระผมไม่ได้ postที่ใดอีกเลยครับ กระผมเป็นเพียงผถห.คนหนึ่งที่มีความคิดเห็นและชอบธุรกิจนี้เหมือนกับทุกท่านในห้องนี้ครับ



sanr
Verified User
Posts: 88
Joined: Mon Jul 12, 2010 8:26 pm

Re: Q-CON

Posts by sanr » Wed Sep 12, 2012 8:35 pm

2aritas2 wrote:
tanatat wrote: แล้ว คุณ2aritas2 ไปโพสที่ไหนบ้างหรือเปล่า พอดีผมหันมาชอบธุรกิจตัวนี้และค่อนข้างเห็นว่า บริษัทฯนี้หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วน่าจะมีอนาคตที่ดีค่อนข้างมาก ในธุรกิจของอิฐมวลเบา ผมว่ามีอนาคตค่อนข้างดีมากๆสำหรับผม ผมเชื่อว่ามันน่าจะถูกใช้ต่อไปในอนาคตค่อนข้างมาก ยิ่งถ้าบริษัทฯสามารถเข้าสู่ตลาดผนังสำเร็จรูป เพราะหลังๆผมเห็นอสังหาริมทรัพย์แนวตั้งพวกคอนโด กับ ออฟฟิตบิลลิ้ง เกือบจะทั้งหมดก็ใช้แต่อิฐมวลเบา ทั้งนั้น และอสังหาริมทรัพย์แนวราบบ้านจัดสรร ก็หันมาใช้อิฐมวลเบากันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมเห็นการก่อสร้างหารปรับปรุงตึกหลังๆผู้รับเหมาก็หันมาใช้อิมวลเบากันมากขึ้น นั่นคือเหตุผลหลักที่ผมเชื่อว่าความต้องการในอิฐมวลเบาไม่น่าจะมีปัญหา แต่ปัญหาของมันน่าจะอยู่ที่การแย่งตลาดกันของผู้ผลิต และการบริหารงานด้านต้นทุน กับการขนส่งของบริษัทฯ ซึ่งนั่รคือเหตุผลที่ผมเลือตัวนี้มากกว่าบริษัทฯอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันในตลาดแม้จะต้องซื้อในราคาที่ไม่ต่ำนัก
ขอบคุณครับ กระผมไม่ได้ postที่ใดอีกเลยครับ กระผมเป็นเพียงผถห.คนหนึ่งที่มีความคิดเห็นและชอบธุรกิจนี้เหมือนกับทุกท่านในห้องนี้ครับ
โชคดีครับ ขอบคุณสำหรับความรู้ที่ผ่านมา
ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า อิฐมวลเบากับอิฐมอญ
อาจจะใกล้เคียงกับ โทรศัพท์มือถือมาทดแทน
โทรศัพท์พื้นฐาน ไม่แน่อาจถึงขั้นมือถือมาแทน
เพจเจอร์



Post Reply