OFM

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
Post Reply
User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

OFM

Posts by Paul VI » Wed May 19, 2010 1:00 pm

เห็นกำลัง จะเข้า MAI

ประเ้ภทธุรกิจ
จัดจำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงานผ่านระบบแค๊ตตาล็อก โดยรับคำสั่งซื้อผ่านระบบ Call Center และระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซด์ หรือ e-Commerce

ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)
สถานะ Approved Filing
จำนวนหุ้นที่ IPO 20,000,000 หุ้น
กลุ่มอุตสาหกรรม /หมวดธุรกิจ -
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น
n/a

ราคา IPO
n/a

ราคา PAR
1.00 บาท

วันที่เริ่มซื้อขาย
n/a

ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ข้อมูล Filing


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Posts by Paul VI » Wed May 19, 2010 1:01 pm

ข้อมูล ไฟลลิ่ง

http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fi ... 1274248656


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Posts by Paul VI » Wed May 19, 2010 1:02 pm

มีเพื่อนๆ คนไหน ใช้ บล ธนชาติ

เห็นเป็น แกนนำ พอจะทราบ ราคา IPO มั้ยครับ


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Posts by Paul VI » Wed May 19, 2010 1:08 pm

เวป สั่งซื้อ สินค้า รวมทั้ง trendy day

http://www.officemate.co.th/b2cv4/ofm.aspx


User avatar
unnop.t
Verified User
Posts: 924
Joined: Wed Aug 20, 2008 12:44 pm

Posts by unnop.t » Wed May 19, 2010 1:55 pm

น่าสนใจอยู่นะครับ โมเดลค้าปลีก + Ecommerce

เอ่อ พอจะทราบมั๊ยครับที่ต่างประเทศ ใครทำธุรกิจคล้ายๆ กับ officemate  :?:

ตลาดหุ้นมักจะหลอกเราด้วย ความโลภ และความกลัว.....

neo_potato_Th
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1588
Joined: Sun Jun 07, 2009 2:06 pm

Posts by neo_potato_Th » Wed May 19, 2010 2:08 pm

stapleรึเปล่าจำไม่ได้

คนรู้ไม่พูด คนพูดไม่รู้

User avatar
unnop.t
Verified User
Posts: 924
Joined: Wed Aug 20, 2008 12:44 pm

Posts by unnop.t » Wed May 19, 2010 3:57 pm

ในเมืองไทยคู่แข่งน่าจะเป็น office depot

ไม่แน่ใจวัฒนธรรมการซื้อของออฟฟิศ ว่าจะมองเห็น value ของ officemate หรือเปล่า เพราะราึคาจะสูงกว่าท้องตลาด

ตลาดหุ้นมักจะหลอกเราด้วย ความโลภ และความกลัว.....

User avatar
MO101
Verified User
Posts: 3226
Joined: Thu Jun 19, 2003 3:45 pm

Posts by MO101 » Wed May 19, 2010 4:32 pm

Office Mate ขายตรงสู่ห้าหมื่นองค์กร
สมคิด เอนกทวีผล Positioning Magazine ตุลาคม 2549 0 Comments   Print
Added on: 12/10/2549
Catalog Sale จุดยืนที่มั่นใจ...

“E-commerce ยังไม่เหมาะกับคนไทย เพราะเป็นการก้าวข้ามขั้น คนไทยต้องผ่านการเคยชินกับ Catalog Sale แบบโทรสั่งแล้วจ่ายเงินเมื่อได้รับของ ก่อนที่จะก้าวไปถึงซื้อของผ่านเว็บ” เป็นทัศนะของ วรวุฒิ อุ่นใจ เจ้าของและกรรมการผู้จัดการบริษัท OfficeMate ควบตำแหน่งอุปนายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการขายผ่านแค็ตตาล็อกและผ่านเว็บมา 11 ปี

“ที่สหรัฐอเมริกา คนชินกับการซื้อของโดยดูแค็ตตาล็อกแล้วจดหมายตอบหรือโทรไปสั่งมาหลายสิบปี แล้ว เรียกว่า Mail-order หรือ Catalog Sale พอมาเกิด E-commerce คนก็เลยรับได้ง่าย ก้าวขึ้นไปได้ทันที ต่างจากในไทยที่แม้แต่ Catalog Sale ก็เพิ่งมานิยมกันมากช่วงหลังๆ นี่เอง รวมถึงพวกทีวีไดเร็คหรือโฮมช้อปปิ้งนั่นด้วย”

20 ปีที่แล้ว วรวุฒิ อุ่นใจ เริ่มต้นชีวิตการทำงานกับธุรกิจครอบครัวคือร้านขายเครื่องเขียน “กิจวิทยา Stationary” ที่บิดาก่อตั้งขึ้นมา 40 กว่าปีแล้ว ทั้งขายปลีกและขายส่งให้ร้านเครื่องเขียนอื่นๆ วรวุฒิเข้ามาเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหลักของร้านให้กลายเป็นการขายลูกค้าองค์กร คือขายให้กับฝ่ายจัดซื้อของบริษัทต่างๆ ให้เอาไปใช้โดยตรง ทำให้รายได้ของร้านเพิ่มกว่า 2 เท่าทันทีและกำไรขั้นต้นหรือมาร์จินก็เพิ่มขึ้น

“คนจีนสมัยนั้นอย่างคุณพ่อผมมักจะกลัวขายให้ลูกค้าองค์กร เพราะต้องทำใบพีโอ วางบิล เก็บเช็ค แต่เราเรียนมาก็เลยช่วยได้นั่นเอง” วรวุฒิเล่าย้อนถึงก้าวแรกของเขาในธุรกิจเครื่องเขียน

ต่อมาไม่นานนัก วรวุฒเข้าเรียน MBA ที่นิด้าแล้วจบมาด้วย ธีสิสการสร้างธุรกิจใหม่คือบริษัท OfficeMate ที่มุ่ง Catalog Sale อย่างไร้หน้าร้านและเมื่อจบปริญญาโทมาได้ก็พลิกธีสิสมาเป็นบริษัทจริงจนถึง ทุกวันนี้นี่เอง

ย้อนกลับไปในช่วงปีแรกลูกค้ามีราว 2 พันบริษัท จนเมื่อวิกฤตเศรษกิจ 2540 มาถึง แม้ยอดขายจะตกฮวบลง วรวุฒิกลับมองเป็นโอกาส

“ช่วงวิกฤตปี 40 ผมมองว่าองค์กรหลายแห่งก็ยังอยู่ และพวกเขาไม่มีกำลังจะติดต่อกับใครมากรายอีกแล้ว ทางที่ดีเขาอยากได้ตัวเลือกชัวร์ๆ ง่ายๆ แห่งเดียวไปเลย ที่ไว้ใจได้สั่งซื้อได้โดยไม่ต้องออกไปเลือกหาข้างนอกให้เปลืองเวลาและ น้ำมัน ผมเลยสวนกระแสออกแค็ตตาล็อกสีให้หนา 200 หน้าจากเดิมร้อยหน้า ใช้กระดาษดีที่สุด รูปเล่มสวยที่สุด ได้ผล ยอดขายของเรากลับโตขึ้น 30% และโตราวๆ 30% ถึง 40% ทุกปีตั้งแต่นั่นมาถึงทุกวันนี้ที่มีลูกค้าราวๆ 45,000 องค์กร” วรวุฒิเล่าบางส่วนของเส้นทางเติบโตที่ผ่านมา

การเก็บเงินนั้นลูกค้าจะจ่ายกับพนักงานที่ไปส่งสินค้า ซึ่งทุกวันนี้ 70% เป็นระบบวางบิลรับเช็ค อีก 30% จ่ายเป้นเงินสดหรือรูดบัตรเครดิตผ่านทางเครื่องรูดออฟไลน์ที่พนักงานส่งของ ยกไปด้วย

วรวุฒิเล่ากับ POSITIONING ว่าบทเรียนและการตัดสินใจทั้งหมดมาจากสองแหล่ง ทั้งการสังเกตและพูดคุยกับลูกค้าของตัวเอง และการอ่านหนังสือกับตำราด้านการขายตรงของต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่มี กรณีศึกษาอยู่มากมายให้เลือกประยุกต์ใช้ได้

ไม่มีหน้าร้าน แต่มีคลังสินค้า...

“เราไม่เคยมีหน้าร้าน ในแผนธุรกิจที่ผมทำเป็นธีสิสก็เป็นอย่างนี้” วรวุฒิย้ำจุดยืนของ OfficeMate ที่ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2538 ขายผ่านแค็ตตาล็อกรับคำสั่งซื้อทางโทรศัพท์ แข่งขันกับห้างใหญ่อย่าง Makro Office ที่เปิดมาก่อนแล้วสี่วัน และ Office Depot ที่เปิดหลังจากนั้นสองปี ได้อย่างไม่เสียเปรียบ

“สถานการณ์ทุกวันนี้ก็คือ คู่แข่งของเรารายหนึ่ง เป็นห้างใหญ่ที่ขายอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์สำนักงานโดยเฉพาะ มี 13 สาขา ทุกสาขาใช้พื้นที่กว้าง มีสต็อกของตัวเอง ทำยอดขายได้ปีละหนึ่งพันล้านบาท แต่เรามีคลังสินค้าที่เดียว ไม่มีหน้าร้านเลย ขายได้ปีละ 800 ล้าน” วรวุฒิคุยถึงสภาพการแข่งขันอย่างมั่นใจ

“ทุกวันนี้พวกที่ไปเดินเลือกวัสดุอุปกรณ์สำนักงานตามห้างพวกนี้มักจะเป็น เถ้าแก่ SME ที่มีความสุขกับการได้ไปใช้เวลาเดินเห็นไปเลือกเอง ในขณะที่พนักงานจัดซื้อตามองค์กรใหญ่ๆ คงทำไม่ได้เพราะต้องอยู่ในระเบียบออฟฟิศไม่มีเวลาว่างพอ”

“การสต็อกของเราจะทำเท่าที่จำเป็น เราไม่เหมือนพวกที่มีหน้าร้านหรือเป็นห้าง พวกนั้นต้องสต็อกของเกินจำเป็นอยู่เรื่อยเพื่อไม่ให้ดูโหรงเหรง ดูหนาแน่นสวยงาม ซึ่งเราไม่ต้อง เราแค่สต็อกไว้เพื่อสั่ง สินค้าชนิดไหนขายไม่ดี เราก็เก็บเผื่อไว้น้อยๆ ของทุกชิ้นเราเก็บ 1 ปีหมด และเมื่อพ้นอายุ เราก็โละออกมารวมขายให้ลูกค้าเดิมๆ ของเรานี่ล่ะ แต่เป็นในราคาลดพิเศษแล้ว” วรวุฒิเสริมเคล็ดลับการบริหารคลังสินค้าในการขายแบบแค็ตตาล็อกที่ต่างจากแบบ มีหน้าร้าน

“สินค้าทุกชิ้นในสต็อก เราซื้อขาดมาจากผู้ผลิต ฉะนั้นเราต้องพิถีพิถันเลือกแต่แบรนด์ดีๆ ดังที่น่าไว้ใจ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่ามีเราช่วยเลือกมาแล้ว เขาไม่ต้องเลือกอีก” วรวุฒิเผยถึง Positioning สำคัญอย่างหนึ่งที่จะเป็น “ผู้ช่วยเลือกซื้อ” ให้กับพนักงานฝ่ายจัดซื้อในบริษัทลูกค้า

หลักสำคัญอีกข้อหนึ่งที่วรวุฒิเผยคือ “One Price Policy” นั่นคือลูกค้าทุกบริษัทซื้อในราคาเดียวกันหมด ซื้อมากชิ้นก็ได้ส่วนลดเท่ากัน วรวุฒิให้เหตุผลว่า “เราขายของให้ฝ่ายจัดซื้อ คนพวกนี้ถูกจ้างมาเพื่อเช็กราคาของ และพวกเค้าจะคุยกันรู้กันในวงการ ถ้าเราลดให้ใครพิเศษแม้เพียงรายเดียว ลูกค้ารายอื่นๆ จะรู้และไม่พอใจได้”

จากราคาที่ตั้ง วรวุฒิยอมเผยว่าอัตรากำไรขั้นต้นหรือมาร์จินนั้นอยู่ราวๆ 17 – 18% และเมื่อหัก “Operation Cost” อย่างเงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำมันในการขนส่ง แล้วก็เหลืออัตรากำไรขั้นสุดท้ายเพียงราว 2% เท่านั้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยุคน้ำมันถูกจนมาถึงยุคน้ำมันแพง ซึ่งวรวุฒิก็ยอมรับว่า “เราจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มเข้าไปในราคาสินค้า ไม่งั้นเราก็อยู่ไม่ได้ แค่นี้อัตรากำไรก็ต่ำอยู่แล้ว แต่เราอาศัยขายในปริมาณมากๆ”

วรวุฒิยังฝากถึงรายอื่นๆ ใหม่ๆ ที่คิดจะเข้ามาแข่งขันว่า “สั่ง 500 บาทขึ้นไปเราก็ส่งให้แล้ว การันตีภายใน 24 ชั่วโมงด้วย วันหนึ่งๆ เราส่งสินค้าทั่วประเทศเป็นร้อยพันราย ถ้ามีลูกค้าเพิ่มมาหนึ่งราย ค่าขนส่งต่อจุดที่เพิ่มขึ้นนั้นก็นิดเดียว แต่ถ้าคุณจะเข้ามาทำธุรกิจแบบเราแต่ลูกค้าคุณน้อย การแวะไปเพิ่มอีกหนึ่งจุดจะเพิ่มต้นทุนของคุณมากมาย ถ้าลูกค้าไม่มากพอ คุณอยู่ไม่รอดหรอกครับ”

หนังสือแค็ตตาล็อก หัวใจ Catalog Sale…

อาวุธหลักสำคัญที่สุดของ OfficeMate ตั้งแต่แรกถึงทุกวันนี้คือหนังสือแค็ตตาล็อกรายปีที่แจกฟรีส่งไปรษณีย์ไปตาม ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทต่างๆ จากปีแรก 2538 ที่หนาร้อยหน้า จำนวน 2 หมื่นเล่ม เพิ่มขึ้นปีละมากบ้างน้อยบ้างตามแต่สภาพเศรษฐกิจจนถึงล่าสุดของปี 2549 หนา 200 หน้าแจกไปถึง 1 แสนเล่ม และปี 2550 จะแจกถึง 1 แสน 5 หมื่นเล่ม

ปี 2548 บริษัทตัดสินใจออกแค็ตตาล็อกรายเดือนเพราะรายการสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เกินที่แค็ตตาล็อกรายปีจะรับไหว แต่ไม่ทำเป็นแค่แค็ตตาล็อกรายเดือน กลับทำให้เป็นนิตยสารใช้ชื่อ At Office ที่มีทั้งแฟชั่น เนื้อหาเบาๆ เชิงไลฟ์สไตล์คนทำงานเจาะกลุ่มคนอ่านที่เป็นพนักงานฝ่ายจัดซื้อโดยเฉพาะ ยอดพิมพ์ 7 หมื่นเล่มต่อเดือน หนา 130 หน้าในราคาเล่มละ 70 บาท ซึ่งแม้จะมีรายได้จากการขายและหน้าโฆษณา แต่โดยตัวนิตยสารเองก็ยังขาดทุน แต่วรวุฒิก็ย้ำว่าเป็นนโยบายอยู่แล้วที่ไม่คาดหวังกำไรโดยตรงจากนิตยสาร At Office นี้ แต่ทำเพื่อให้เป็นสื่อ CRM (Customer Relationship Management)

“ที่เราตัดสินใจทำเป็นนิตยสารเพราะต้องการให้ลูกค้าหยิบมาอ่านบ่อยๆ ก็จดจำแบรนด์เราแม่น รู้ตลอดจำได้ว่าเรามีสินค้าใหม่อะไรบ้าง มีโปรโมชั่นใหม่อะไรช่วงนั้นๆ ผ่านตาตลอด ส่วนคนอื่นๆทั่วไปเห็นก็อยากหยิบมาอ่าน เราก็มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่มากขึ้นๆ” วรวุฒิเผยเคล็ดเบื้องหลังการออกนิตยสารมาหนุนระบบแค็ตตาล็อกเซลส์

ก้าวสู่ E-commerce...

ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา ช่องทางการขายของออฟฟิศเมตมีทั้งโทรศัพท์และเว็บ ซึ่งเริ่มในปี 2540 โดยยอดขายส่วนใหญ่ยังมาจากผ่านแค็ตตาล็อกและโทรศัพท์สั่งนั้นเป็นราวๆ 90% ในขณะที่ผ่านเว็บเพียงราวๆ 10% และเพียง 3 ใน 10 ที่เลือกชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต ที่เหลือเลือกจ่ายกับพนักงานส่งทั้งสิ้น

“ปัญหาของอีคอมเมิร์ซไทยก็คือ คนไทยกลัวว่าผู้ขายจะไม่น่าเชื่อถือหรือมาหลอกต้มตุ๋น นี่เป็นเหตุผลให้การขายผ่านแค็ตตาล็อกให้โทรเข้า Call Center ไปได้ดีกว่ามาก อย่างที่สองกลัวไม่ได้เห็นได้สัมผัสของก่อนซื้อ ข้อนี้ออฟฟิศเมตเราไม่มีปัญหา เพราะลูกค้าเราแทบทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ หน้าที่เขาคือเปรียบเทียบราคาแล้วก็ซื้อตามหน้าที่ มาให้คนอื่นใช้ ฉะนั้นขอให้น่าเชื่อถือก็พอ”

ทุกวันนี้แม้ออฟฟิศเมตจะขายของผ่านเว็บ officemate.co.th จะเป็นแบบ B2B (Business to Business) แต่ระบบหน้าจอหลักในเว็บก็ยังเป็นแบบ B2C คือฝ่ายจัดซื้อขององค์กรลูกค้าต้องทำเรื่องภายในอนุมัติกันเองให้เสร็จก่อน แล้วจึงมาเปิดเว็บของออฟฟิศเมตเลือกของใส่ตะกร้าแล้วก็เช็กเอาต์คิดเป็นเงิน ออกไปแต่ละครั้ง

แต่ล่าสุดออฟฟิศเมตกำลังพัฒนาหน้าจอแบบ “Full B2B” เต็มรูปแบบ นั่นคือทุกขั้นตอนทำผ่านเว็บ officemate.co.th ทั้งหมด ตั้งแต่พนักงานฝ่ายจัดซื้อมาเลือกของ จากนั้นผู้บริหารของบริษัทลูกค้านั้นเองมาตรวจสอบแก้ไขแล้วอนุมัติ รวมถึงระบบการเงินที่ทั้งหมดจะช่วยลดงานเอกสารและขั้นตอนภายในองค์กรลูกค้า เองด้วย และแต่ละบริษัทก็จะถูกจดจำข้อมูลไว้ของตัวเองเพื่อสะดวกในการติดตามความคืบ หน้าและสั่งซื้อครั้งต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคอนเสปต์ที่รู้จักกันดีในศัพท์ทางวิชาการว่า “E-procurement”


Profile :
Name : วรวุฒิ อุ่นใจ
Age : อายุ : 41 ปี
Education : การศึกษา :
ปริญญาตรีบริหารธุรกิจสาขาการตลาด
ปริญญาโท MBA สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
Career Hoghlights : กิจกรรมอื่นในปัจจุบัน อุปนายกสมาคม E-Commerce ไทย

ข้อมูลจาก http://www.positioningmag.com/magazine


User avatar
MO101
Verified User
Posts: 3226
Joined: Thu Jun 19, 2003 3:45 pm

Posts by MO101 » Wed May 19, 2010 4:36 pm

ิbuzz โมเดลดูดีมากครับ
สิ่งที่ต้องกังวลคือคู่แข่ง เพราะรายเล็กมาคงมีผลไม่มากนักแต่ถ้ารายใหญ่ทำ
เช่น แมคโคร หรือ ออฟฟิสดีพอท มาคงแย่งลูกค้าไปได้ 50% เลยที่เดียว

อีกจุดหนึ่งที่ยังสงสัยคือทำ IPO ไปทำไม สาขาก็ไม่ได้ขยายเพิ่ม
ท่านใดมีข้อมูลก็รบกวนด้วยครับ


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Posts by Paul VI » Wed May 19, 2010 4:53 pm

MO101 wrote:ิbuzz โมเดลดูดีมากครับ
สิ่งที่ต้องกังวลคือคู่แข่ง เพราะรายเล็กมาคงมีผลไม่มากนักแต่ถ้ารายใหญ่ทำ
เช่น แมคโคร หรือ ออฟฟิสดีพอท มาคงแย่งลูกค้าไปได้ 50% เลยที่เดียว

อีกจุดหนึ่งที่ยังสงสัยคือทำ IPO ไปทำไม สาขาก็ไม่ได้ขยายเพิ่ม
ท่านใดมีข้อมูลก็รบกวนด้วยครับ
แมคโคร เคย มี max office หรือ office mac นี่แหละครับ

ไม่รู้ ขาย ให้ ใครไป ต้องให้ เซียน แมคโคร มาช่วยตอบ

ส่วน จะเอาเงินไปทำอะไร ต้องดู หนังสือชี้ชวน ผมยัง หาไม่เจอเลยครับ

มีใคร จะเมตตา ได้บ้าง


User avatar
MO101
Verified User
Posts: 3226
Joined: Thu Jun 19, 2003 3:45 pm

Posts by MO101 » Wed May 19, 2010 4:58 pm

เมื่อ ‘Makro Office’ ต้องเป็นที่ 1 ทุกสถานภาพ

www.officecentre.co.th เว็บไซต์ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อคริสต์มาสปีที่ผ่านมา ของบริษัท แม็คโครออฟฟิศเซ็นเตอร์ จำกัด หลังจากได้ผ่านการปรับปรุงเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการแก่ลูกค้ามาก่อนหน้านั้น ไม่กี่เดือน

               แม็คโครออฟฟิศ เป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานครบวงจร ที่เปิดสาขาในไทยมาตั้งแต่ปี 1995  ถือ เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับร้านจำหน่าย อุปกรณ์สำนักงานครบวงจร มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ออฟฟิศขนาดเล็กถึงกลาง หรือ SOHO (Small Office Home Office) ในยุคแรกที่เปิดทำการ และพยายามขยายฐานลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

               แม้ว่าแม็คโครออฟฟิศ จะเป็นธุรกิจที่ขาดทุนในช่วงเปิดดำเนินธุรกิจ 3 ปีแรก ไปประมาณ 100 ล้าน บาท แต่การพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีเครื่องใช้สำนักงานที่ทันสมัยก็ทำให้แม็คโครอ อฟฟิศมีผลประกอบการพ้นภาวะขาดทุนมาได้ และเริ่มมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 15 % ในปีนี้  หรือคิดเป็นยอดขายเกือบ 1,000 ล้านบาท

               “ แม้ ตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขการเติบโตที่ไม่มาก แต่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะดำเนินธุรกิจของเราต่อไป ทั้งในการขยายสาขาใหม่ และการเสนอการบริการสินค้าแบบออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ officecentre.co.th เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง” แอ คกี้ เรส กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็คโครออฟฟิศเซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวและได้คาดการณ์ถึงการเติบโตในปีนี้ด้วยว่า แม็คโครออฟฟิศจะมียอดเพิ่มขึ้นอีก 15%

               ภายหลังจากการเปิดแม็คโครออฟฟิศ สาขาวงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นสาขาแรกที่ข้ามไปเปิดยังฝั่งธนบุรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543  และตามมาด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์แล้ว ผู้บริหารแม็คโครออฟฟิศยังวางแผนที่ขยายสาขาของแม็คโครออฟฟิศให้ได้ถึง 14 หรือ 15 สาขาภายใน 3 ปีต่อจากนี้ โดยปีหน้าจะเพิ่มสาขาแถวสุขุมวิท 2 สาขาก่อน ส่วนตอนนี้แม็คโครออฟฟิศมีสาขาอยู่ 7 สาขา คือ ซีคอนสแควร์ อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ อาคารสินธร รอยัลซิตี้อเวนิว ฟิวเจอร์มาร์ท พระราม 3 ตะวันนาลาดพร้าว พหลโยธิน และวงเวียนใหญ่

ภายในร้านจะแหล่งจะแบ่งสินค้าเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ คือ เครื่องใช้สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน อุปกรณ์สำนักงาน(พวกที่เป็นMachine กลุ่มนี้มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดประมาณ 45%) และศูนย์ถ่ายเอกสาร

การเปิดตัวเว็บไซต์  officecentre.co.th  ครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำเพื่อความเป็นหนึ่งด้วยเช่นกัน แม้ว่าจากการประมาณการณ์ยอดขายที่จะมีผู้สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์จะมีไม่ถึง 3 % ก็ตาม เพราะปัจจุบันในประเทศมีผู้เป็นเจ้าของเครื่องพีซีประมาณ 3% ของประชากรและมีจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพียง 1.8% ของประชากร

เว็บไซต์ของแม็คโครออฟฟิศ จะเน้นการทำธุรกิจแบบ B2C เป็น หลัก แม้ว่าลูกค้าที่เข้ามาสั่งซื้อส่วนหนึ่งจะอยู่ในรูปบริษัทก็ตาม แต่จุดมุ่งหมายหลักคือการเน้นให้บริการไปยังลูกค้าที่ต้องการใช้งาน  ซึ่ง แอคกี้ เรสเชื่อว่า เว็บไซต์ของแม็คโครออฟฟิศ จะเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการโดดเด่นในสินค้าออฟฟิศ เหมือนที่เว็บไซต์ของอะเมซอนมีชื่อในการให้บริการสั่งซื้อหนังสือ  ในตอนนี้รายได้จากยอดขายผ่านเว็บไซต์แม้ไม่ใช่ตัวที่จะตั้งความหวังได้มาก แต่การทำธุรกิจออนไลน์เป็นแนวโน้มของการเติบโตทางธุรกิจ   ที่ในอนาคตแม็คโครออฟฟิศหรือใครก็ตามที่ทำธุรกิจจำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งตรงนั้น

“เรา ไม่ได้หวังว่าลูกค้าผ่านออนไลน์จะมาก แม้ว่าจะมีลูกค้าส่วนนี้อยู่บ้าง แต่เราต้องพยายามรักษาลูกค้าเก่าไว้ด้วย การบริการในเว็บไซต์เราจะเน้นข้อมูลสินค้าและการซื้อขายที่แอคทีฟตลอด คือการซื้อง่ายขายง่าย” แอคกี้ เรส กล่าว

ข้อ ดีอย่างหนึ่งของธุรกิจออนไลน์ ก็คือ ในอนาคตร้านค้าไม่จำเป็นต้องเปิดสาขามาก เพราะลูกค้ามีช่องทางซื้อผ่านออนไลน์ ที่สำคัญสินค้าที่ขายผ่านเว็บไซต์ก็เป็นสินค้าที่สมบูรณ์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแนวโน้มขนาดพื้นที่ของร้านแม็คโครออฟฟิศจะเน้นพื้นที่ขนาด เล็กลง หรือที่ทางบริษัทเรียกว่าเป็นพื้นที่ขนาดกลางคือ พื้นที่ขนาด 2 พันตารางเมตร

แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้การขยายสาขาก็ยังดำเนินต่อไป แม้จะมีธุรกิจออนไลน์เข้ามาเสริม เพราะยังมีลูกค้าประเภท Walk In และลูกค้าประเภทที่ยังต้องการดูตัวอย่างสินค้า จับต้อง และทดลองใช้งานก่อนซื้อ

ดังนั้น สำหรับการเตรียมตัวที่จะเปิดสาขาแต่ละแห่ง วรวุฒิ  โอภาสถิรกุล ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์  เล่าว่า เมื่อได้ทำเลที่เหมาะสม คืออยู่ในแหล่งธุรกิจ มีพื้นที่เหมาะสมทั้งราคาและขนาด หลังจากนั้นจะมีการส่งทีมงานออกไปภายในรัศมี 10 กิโลเมตร จากสาขา เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาเป็นสมาชิกเป็นการเตรียมฐานลูกค้า ซึ่งกลุ่มที่ต้องการให้เข้ามาเป็นสมาชิกก็จะมีตั้งแต่ โรงงาน โรงเรียน ร้านค้า อาคารสำนักงาน

“การ แข่งขันในธุรกิจเดียวกันว่า แม้จะมีคู่แข่งอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าความพร้อมของบริษัทจะทำให้เราสามารถแข่งขันเพื่อครองความเป็น หนึ่งในธุรกิจโลกเสรีนี้ได้ ทั้งนี้การแข่งขันจะไม่รวมการแข่งขันกับศูนย์ไอทีต่าง ๆ เพราะถือว่าเป็นคนละกลุ่มกัน เพราะแม็คโครออฟฟิศจะเป็นเพียงร้านค้ากึ่งไอที ถ้าต้องการสินค้าที่ลึกเข้าไปในส่วนของธุรกิจไอที ก็ต้องไปที่ศูนย์ไอที” วรวุฒิ กล่าว

สำหรับหลักการทำงานของการรับออเดอร์ผ่านทางเว็บไซต์(ขั้นตอนดูจากตาราง) ก็ จะเริ่มจากเมื่อลูกค้าสั่งซื้อเข้ามาแล้ว ออเดอร์ที่รับก็จะถูกส่งไปยังสโตร์ที่อยู่ใกล้กับที่อยู่ของลูกค้ามากที่สุด โดยลูกค้าในกรุงเทพและปริมณฑลจะได้รับสินค้าภายใน 3 วัน และส่งฟรีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่า 1,000 บาทขึ้นไป ส่วนลูกค้าต่างจังหวัดจะได้รับสินค้าภายใน 5-7 วัน และจะคิดค่าส่งประมาณ 2.5% ของยอดซื้อ

อย่าง ไรก็ดี สำหรับการส่งสินค้า เป็นเรื่องปกติที่บริษัททำอยู่ เพราะลูกค้าที่ซื้อสินค้าหน้าร้าน ก็มีลูกค้าต่างจังหวัดที่ต้องการให้บริษัทจัดส่งของให้อยู่แล้ว

ในช่วงก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ลูกค้าที่คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของแม็คโครออฟฟิศ มีประมาณวันละ 60 คนต่อวัน หรือ 1,800 คน ต่อเดือน ซึ่งแอคกี้ เรส เชื่อว่า ภายหลังจากที่เปิดตัวเว็บไซต์อย่างเป็นทางการจะมียอดผู้คลิกเข้ามาเพิ่มอีก เท่าตัว เพราะบริษัทจะมีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เพิ่มขึ้น เช่น การติดชื่อที่ถุงของร้าน และแจกใบปลิวสินค้าไปยังสมาชิกทุกเดือน โดยจำนวนสมาชิกของแม็คโครออฟฟิศที่มีอยู่ตอนนี้มีถึง 2.5 แสน หมื่นคน  ราคาสินค้าที่จำหน่ายผ่านเว็บไซต์และราคาหน้าร้านก็เป็นราคาเดียวกัน แต่การสั่งผ่านออนไลน์จะทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุก 7 วัน

               แล้วเพียงไม่นานที่ www.officecentre.co.th เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น คู่แข่งที่มีอยู่เพียงรายเดียวของแม็คโครออฟฟิศ ก็ประกาศเปิดตัว www.officedepot.co.th ออกมาติด ๆ

               ต้องถือเป็นธรรมดาของธุรกิจในโลกเสรีจริง ๆ ที่การแข่งขันมักจะจี้ตามธุรกิจมาเป็นเงาตามตัว

------------------------------------------------------

ไล่จี้มาติดๆในสนามออฟฟิศ

www.officedepot.co.thโดยเซ็นทรัล

การเปิดตัวของเซ็นทรัลออนไลน์ ของกลุ่มค้าปลีกเซ็นทรัล ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ไปจนอีก 5 ปีข้างหน้าเพื่อก้าวสู่การเป็น Multi-Channel Retailing ใน การเป็นห้างออนไลน์ครบวงจร คงทำให้ค้าปลีกออนไลน์หลาย ๆ ธุรกิจต้องสะเทือนกันไม่น้อยทีเดียว เช่นเดียวกับแม็คโครออฟฟิศที่ต้องตื่นตัวกับการแข่งขันกับofficedepot ที่ตามมาชิงตลาดกันอย่างไม่ลดละ

การทำงานของเซ็นทรัลออนไลน์ ระยะแรกจะส่งเว็บไซต์ลงสนามค้าปลีกออนไลน์ 2 ตัวแรก คือ www.powerbuy.co.th และ www.officedepot.co.th ใน ไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ในเครือเซ็นทรัลออนไลน์จะสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด ทำให้เว็บไซต์ทั้งสองมีขีดความสามารถของการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการ อินเตอร์เน็ตได้ง่ายกว่าเว็บไซต์ที่ Stand Alone

officedepot ถือเป็นคู่แข่งโดยตรงกับแม็คโครออฟฟิศ เพราะมีลักษณะการขายสินค้าประเภทเดียวกัน จัดเป็นธุรกิจร้านจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานเหมือนกัน

เรื่องของร้านในเชิงกายภาพ officedepot ถือว่าค่อนข้างจะเป็นรองแม็คโครออฟฟิศ ที่เปิดตัวและดำเนินการมาก่อน รวมทั้งการเปิดให้บริการซื้อขายผ่านออนไลน์ก่อนด้วย

แต่สำหรับสนามออนไลน์ การแข่งขันครั้งนี้ แม้แม็คโครออฟฟิศจะได้เปรียบที่ออกเดินหมากก่อน แต่ใช่ว่า officedepot  จะไม่มีโอกาสตามทันเสียทีเดียว เพราะงานนี้ officedepot มีค้าปลีกเซ็นทรัลทั้งกลุ่มเป็นกองหนุนเต็มกำลัง และความครบวงจรในด้านค้าปลีก อาจจะช่วยให้ officedepot  ไล่ตามแม็คโครออฟฟิศได้ทันในสนามออนไลน์ก็เป็นได้ (ดูตารางเปรียบเทียบวิธีการดำเนินงานของ 2 เว็บไซต์)

ทั้งนี้ ในช่วงแรก หรืออย่างน้อยก็ครึ่งแรกของปีนี้ แม็คโครออฟฟิศก็น่าจะเร่งทำยอดได้ก่อน officedepot ไปก่อนสบาย ๆ เพราะอย่างน้อยกว่าเซ็นทรัลออนไลน์จะเดินเครื่องเต็มกำลังในธุรกิจออนไลน์ ก็ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี








www.officedepot.co.th


www.officecentre.co.th

การเข้าสั่งซื้อสินค้า


1.ลูกค้าเข้าสู่เว็บไซต์ตามชื่อโดเมนเนม

2.ลูกค้าลงทะเบียน รับuser name และ password ตามที่ลูกค้ากำหนด

3.เลือกสินค้าที่โชว์ในโฮมเพจ หรือเลือกโดยเข้าหมวดสินค้า หรือค้นหาจากชื่อสินค้าที่คีย์ก็ได้


1.ลูกค้าเข้าสู่เว็บไซต์ตามชื่อโดเมนเนม

2.ลูกค้าใหม่ลงทะเบียนตามขั้นตอน

3.เลือกบัญชีการสั่งซื้อสำหรับลูกค้าประเภทบริษัท เช่น ฝ่ายตลาด บัญชี ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

4. เลือกสินค้าที่โชว์ในโฮมเพจ หรือเลือกจากการค้นหา หรือเข้าตามหมวดสินค้า

ด้าน Merchandising


เน้นสินค้าที่ไม่ต้องมีการทดลองใช้ และสินค้าพิเศษเฉพาะรุ่นที่หาซื้อได้ยาก เมื่อเลือกสินค้าครบแล้วให้Log on ในกรณีที่ไม่ได้ทำตั้งแต่ต้น ระบบจะสอบถามสถานที่ส่ง และวิธีการส่งสินค้าที่ลูกค้าต้องการ


เน้น สินค้าหลากหลายและสินค้าที่ไม่ต้องมีการทดลองใช้ เน้นราคาถูกกว่าท้องตลาด การตรวจสอบการใช้งานของสินค้าที่ลูกค้าเคยสั่งไปแล้ว เป็นระบบเพื่อเตือนลูกค้าก่อนสินค้าจะหมด

วิธีการสั่งสินค้า


1.ส่งตรงถึงบ้านในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

2.ส่งทางพัสดุไปรษณีย์ทั่วประเทศ ตามแต่ที่ลูกค้ากำหนด แบบธรรมดาหรือด่วนพิเศษ

3.รับสินค้า ณ จุดรับสินค้า

ใช้ระยะเวลา 1-7 วัน


1.ส่งตรงถึงบ้านในเขตกรุงเทพและปริมณฑลฟรีสำหรับยอดซื้อ 1,000 บาทขึ้นไป ใช้ระยะเวลา 3 วัน

2.ต่างจังหวัดส่งผ่านบริษัทขนส่งที่ทำสัญญากับบริษัท โดยชาร์จ 2.5% ของยอดซื้อ ใช้ระยะเวลา 5-7 วัน

การชำระเงิน


1.แบบออนไลน์ ผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัลการ์ด โอนเงินผ่านธนาคาร ตัดบัญชีธนาคาร ธนาณัติ แคชเชียร์เช็ค

2.แบบออฟไลน์ ชำระเงินสดหรือบัตรเครดิตที่จุดรับสินค้า หรือกับพนักงานที่นำส่งสินค้า


1.แบบออนไลน์ ใช้ระบบเดียวกัน



ระบบความปลอดภัย


กรณีลูกค้าส่วนบุคคล(B2B)

1.ข้อมูล บัตรต่าง ๆ ของลูกค้าส่งตรงถึงธนาคารเพื่อตรวจสอบและอนุมัติโดยบริษัทไม่สามารถเห็น ข้อมูลได้ โดยมีลูกค้าเป็นผู้ยืนยันการซื้อสินค้า

2.ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะการสั่งซื้อ การชำระเงิน การจัดส่งซื้อสินค้า และข้อมูลการสั่งซื้อย้อนหลังได้

กรณีลูกค้าในนามบริษัท(B2B)

1.มีการกำหนด “Approve Online” เพื่อคุมการสั่งซื้อไม่ให้เกินงบประมาณของบริษัทตามอำนาจของผู้มีอำนาจสั่งซื้อ


กรณีลูกค้าบริษัท

1.ข้อมูลบัตรต่าง ๆ ของลูกค้าส่งตรงถึงธนาคาร บริษัทไม่มีสิทธิ์เห็นข้อมูลลูกค้า

2.แบ่งการสั่งซื้อเป็นแผนก แต่ละแผนกมีผู้มีอำนาจสั่งซื้อ

3.ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะการสั่งซื้อ การชำระเงิน การจัดส่ง การสั่งซื้อย้อนหลัง ทั้งแบบบุคคลและบริษัท

จุดเด่น


อยู่ในเครือของกลุ่มค้าปลีกเซ็นทรัล ทำให้มีฐานลูกค้าประเภทอื่นที่ต่อเชื่อมเข้ามายังเว็บไซต์นี้ได้ง่าย


ได้ เปรียบในเรื่องของภาพพจน์ขององค์กรที่เป็นผู้นำในด้านการจัดจำหน่ายอุปรกรณ์ สำนักงานเจ้าแรกในเอเชียและในไทย เน้นความโดยเด่นในการขายสินค้าเฉพาะทาง

ที่มา : MARKETEER ธันวาคม 2543

-----------------------------------------------------------

สมาชิกในเว็บ www.siam2you.com

ได้สิทธิพิเศษไว้ใช้นอกเน็ต

หลังจากที่กวาดสายตามาอ่านประโยชน์ที่จะได้รับจากการสมัครเป็นสมาชิกภายในเว็บ www.siam2you.com หรือเรียกชื่อไทยๆว่า สยามทูยู ซึ่งยาวเหยียดนับสิบประเภท และสินค้าบริการร่วมร้อย จุด แถมยังสมัครฟรีอีกต่างหาก  งาน นี้อดใจไม่ไหวต้องยอมเสียเวลาเข้ามากรอกรายละเอียดส่วนตัวเพื่อรับบัตร สมาชิกเอาไว้เป็นส่วนลดเวลายามได้มีโอกาสแวะเวียนมายังร้านค้าและบริการที่ ร่วมรายการนั้น ประมาณว่าใช้ไม่ใช้ก็มีเก็บไว้ก่อน เพราะไม่ได้เสียอะไร

นัก เล่นอินเตอร์เน็ตที่คิดแบบเดียวกันนี้น่าจะมีไม่น้อยทีเดียว เพราะ ในวันนี้ในหน้าเว็บไซต์ของสยามทูยู ได้แจ้งว่า มียอดผู้เข้ามาเป็นสมาชิกกับเว็บไซต์นี้ประมาณ 70,000 รายแล้ว

สิ่ง น่าดึงดูดภายในเว็บไซต์สยามทูยู นอกจากเนื้อหาที่รวมรวมกิจกรรมและข้อมูลตลอดจนเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่แล้ว ที่เห็นเด่นๆก็มาอย่างชัดเจนก็เห็นจะเป็นในส่วน สมัครสมาชิกในเว็บไซต์ ในหน้าเว็บ  เพราะการเข้ามาเป็นสมาชิกในเว็บไซต์นี้ นอกจากจะนอกจะสามารถเข้ามาใช้บริการอย่างเช่นดูดวง หรือร่วมสนุกจากเกมต่างๆในเว็บไซต์นี้แล้ว ยังได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆ ซึ่งนักท่องเน็ต ที่เข้ามาในเว็บสยามทูยู จะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ถึงส่วนต่างระหว่างการเข้ามาเป็นสมาชิกของที่เว็บไซต์นี้ กับเว็บไซต์อื่นๆ

โดยเฉพาะในเรื่องความชัดเจนในเรื่องของสิทธิ์ที่ได้รับจากการเป็นสมาชิกของสยามทูยู  อาทิ สิทธิ์ที่จะได้รับบริการหรือสิ่งพิเศษ ก็ต่อเมื่อเป็นสมาชิกนี้โดยเฉพาะ อย่างเช่นที่โปรโมทอยู่ในขณะนี้ใน แคมเปญ เฉพาะสมาชิกของเว็บไซต์สยามทูยู จะได้สิทธิ์ในการสมัครสมาชิก Internetรายปี จาก NetworkThailand ในราคาแค่ 995บาท ไม่จำกัดชั่วโมง  และ ไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายชั่วโมงใดๆทั้งสิ้น

นอก จากนี้ สยามทูยู ยังได้มีการออกบัตรสมาชิกเพื่อให้ สมาชิกที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกสามารถนำไปใช้ยังสถานที่ หรือใช้เป็นส่วนลดซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าจริงๆนอกอินเทอร์เน็ต

               ซึ่ง แนวทางนี้ของสยามทูยู ส่งผลให้เว็บนี้กลายเป็นเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จในด้าน กิจกรรมระหว่างสมาชิก ค่อนข้างสูง และทำให้วางตัวเป็นเวทีกลางของสมาชิกทั้งสองด้าน คือ  ด้าน ของยูเซอร์ในรูปเชิญชวนให้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิก และอีกด้านหนึ่งก็คือ สำหรับเจ้าของร้านค้า และ บริการ ที่ต้องการจะให้ส่วนลด ซึ่งเว็บไซต์ก็สามารถทำรายได้จากการร่วมกิจกรรมของ ร้านขายสินค้าและบริการ ดังกล่าว ขณะเดียวกันร้านค้าและบริษัทเหล่านี้ก็มีสิทธิ์ที่จะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น

               นักสะสมบัตรสมาชิก นักช็อปที่นิยมบัตรลดราคา อย่าพลาดที่ www.siam2you.com นะคะ

-----------------------------------

www.pop.co.th เว็บวัยแรง

www.pop.co.th  หรือ ป๊อป  เป็น หนึ่งในเว็บไซต์ที่ค่อนข้างมาแรงทีเดียวนี้ในโลกไซเบอร์สเปซบ้านเรา เพราะเป็นหนึ่งในเว็บที่กระหน่ำอัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจนเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเกม ตอบคำถามชิงรางวัล  การนำเสนอเรื่อง ราวที่สอดคล้องกับเทศกาลต่างๆ อย่างเช่นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสต่อเนื่องถึงปีใหม่ที่ผ่านมา ป๊อปก็ได้มีการตกแต่งหน้าบ้าน (หน้าเว็บเพจ) ให้มีสีสันสดใสเข้ากับบรรยากาศเป็นอย่างดีทีเดียว  ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงปีใหม่ของ pop ก็ อย่างเช่น การ์ด คริสต์มาสต่อเนื่องถึงปีใหม่ ในรูปแบบการ์ตูนแอนิเมชั่น ให้เข้ามาเลือกส่ง ซึ่งการ์ดที่น่ามีการดีไซน์ที่แตกต่างจากการ์ดหลายๆที่ ก็ตรงที่ เป็นภาพเคลื่อนไหวสนุกๆ หรือกระทั่งเกม แต่งตัวให้กับซานต้า ชิงรางวัลเสื้อยืด และของที่ระลึก เป็นต้น

นอกจากนี้ในเว็บ pop ก็ ยังมีอีกหลายๆกิจกรรมที่สอดคล้องกับข้อมูลในแต่ละเซ็กชั่น อย่าง ในหมวดของการท่องเที่ยวก็จะมี เกมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หรือกระทั่งในกลุ่มของเว็บบอร์ด  pop ก็ ได้มีการส่งเสริมให้คนมาเล่นเว็บบอร์ด หมั่นเข้ามาตั้งกระทู้ในเว็บนี้ด้วยการจัดศึกชิงเจ้าเว็บบอร์ดขึ้นมา ประมาณว่าเข้ามาตั้งกระทู้ ถ้ากระทู้ใครฮิตติดบอร์ดได้นานที่สุด หรือมีคนมาร่วมแจมมากๆ ก็จะได้รางวัลเล็กๆน้อยๆติดมือ



ข้อมูลจาก http://www.marketeer.co.th


User avatar
nanoVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 487
Joined: Sun Jun 15, 2008 1:43 am

Posts by nanoVI » Wed May 19, 2010 6:52 pm

:D  :D ขอบคุณสำหรับทุกข้อมูลครับ..net margin น้อยมาก แข่งกัน 3 รายหลักๆไปก่อนละกัน  :D  :D


User avatar
FullStop
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 156
Joined: Mon May 03, 2010 9:01 pm

Posts by FullStop » Wed May 19, 2010 7:49 pm

เมื่อไรจะเข้าครับนี่ อยากมีธุรกิจร้านเครื่องเขียน :lol:  :lol:  :lol:

จงสร้างเหตุ ปล่อยให้ผลขึ้นเองตามกฎธรรมชาติ จงปล่อยเวลาให้ผ่านไปด้วยการปฏิบัติ..
ว่างเปล่า....

User avatar
Jazzman
Verified User
Posts: 388
Joined: Thu Oct 22, 2009 10:48 pm

Posts by Jazzman » Wed May 19, 2010 8:57 pm

Model น่าสนใจมากคับ
ลองคิดๆๆเล่นๆ ถ้า 1 ปียอดขาย 800 ล้าน
บริษัทของผมหมดค่า อุปกร ออฟฟิส เฉลี่ย ปีล่ะ 240,000 บาท  ก็จะมีลูกค้า 3000 กว่าบริษัท จากยอดขาย  แต่ถ้าสามารถเจาะ ลูกค้า ได้เพิ่มขึ้นก็อาจจะโตได้หลายเท่า จริงๆ  แต่NPM 2% เนี่ย น้อยๆมั๊กๆๆ กำไร 16 ล้าน.
แสดงว่า อาจจะมีการใช้ Pricing strategy เข้ามา + กัน ไม่มีหน้าร้าน เลยทำให้ต้นทุน ถูก และราคาสินค้าน่าจะถูกว่า ที่อื่น.

ถ้าเข้าตลาดจริง ก็ทำให้บริษัทน่าเชื่อถือขึ้น สามารถเจาะตลาดบริษัทใหญ่ เช่น SCG PTT และบริษัทอื่นๆ ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งยอดค่าอุปกรณ์ออฟิตเหล่านี้ น่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามขนาดบริษัท  และการลดต้นทุนของบริษัทใหญ่ๆ น่าจะทำให้ officemate ดูน่าสนใจขึ้นเหมือนกันนะคับ ดูๆๆ ไปเหมือน บริษัทหนึ่ง ในcase ของ ปีเตอร์ ลินซ์ เลยคับ  

ส่วนตัว อาจจะลองใช้บริการดู  แต่ IPO นี่ขอ ดูราคานิส  โดยรวม น่าสนใจเหมือนกันนะคับ

ลงทุนในสิ่งที่เพิ่ม " ค่า " ไปเรื่อยๆ

User avatar
san
Verified User
Posts: 1675
Joined: Sat Sep 18, 2004 9:40 pm

Posts by san » Wed May 19, 2010 8:59 pm

ในที่สุด อาจารย์ก็เอาบริษัทเข้าตลาดได้แล้วครับ
ดีใจด้วยครับ  อาจารย์
วันนั้น  อาจารย์เคยบอกว่า  ถ้าไปกินเงินเดือนตั้งแต่ต้น  คงไม่มีวันนี้
อาจารย์คนนี้เป็นคนไม่หวงวิชาครับ  เป็นคนติดดินครับ  ดูง่ายๆ
ยินดีด้วยครับ  อาจารย์

ขอบคุณ รุ่นพี่ๆ รุ่นน้องๆ ครูบา อาจารย์ ในนี้ ที่แนะนำเรื่อง วิธีการลงทุนที่ดี นะครับ
อ. โจ กับ พี่พอใจ ยังเป็นขวัญใจ เสมอครับ
วันนี้ อ. โจ ได้ลง นสพ ด้วย .....อิอิอิ

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18000
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Wed May 19, 2010 9:47 pm

ถามว่า ลูกค้ากลับมาใช้บริการเป็นครั้งที่สองหรือครั้งต่อไปเท่าไร

อุปกรณ์เครื่องเขียนเป็นพวกที่มี margin ต่ำ

ถามว่าบริษัทพวกท่านซื้อจากที่ไหนกันส่วนใหญ่

คุณเดินเข้า มาโคร โลตัส BigC ก็มีแผนกเครื่องเขียน

แล้วทำไมคุณถึงต้องซื้อเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงานที่ที่นี้ล่ะ
:)

:)

User avatar
Sorgios
Verified User
Posts: 368
Joined: Thu Mar 11, 2010 11:46 am

Posts by Sorgios » Wed May 19, 2010 10:16 pm

เท่าที่อ่านมา การเข้าตลาดระดมทุนนั้น

เข้าใจว่ามาขยายงาน เพื่อเน้นลูกค้ารายย่อยมากขึ้นนะครับ

CHIN UP, Do not give up !!!

zeazon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 166
Joined: Tue Jun 12, 2007 12:54 am

Posts by zeazon » Thu May 20, 2010 3:03 am

ใครช่วยบอกผมทีว่าบริษัทนี้มีความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งยังไงบ้าง (competitive advantage) ?  

ทำไมเค้าถึงขนะคู่แข่ง?
ิีบิสิเนส โมเดลที่ว่า ก็ไม่เห็นจะลอกเลียนแบบได้ยากเลย

หรือเปล่าครับ?   ถ้าผมเข้าใจผิดช่วยบอกกล่าวกันด้วย เพราะคิดไม่ออกจริงๆ


race_maddog
Verified User
Posts: 280
Joined: Fri Jan 21, 2005 12:47 pm

Posts by race_maddog » Thu May 20, 2010 9:00 am

มาร่วมแชร์ความเห็นนะครับ
จากประสบการณ์ ลูกค้าผมหลายรายตามนิคมอุตสาหกรรม
ชอบสั่งซื้ออุปกรณ์จาก officemate นะครับ เนื่องจากมี catalog online
หรือบางครั้งก็มาเป็นเล่มกันเลยทีเดียว และก็ส่งมายัง office ตามนิคมฯ ได้เลย

แต่ส่วนตัวของผม ชอบเดินซื้อที่ officedepot มากกว่าครับ
เพราะพนักงานไม่จู้จี้ดี ให้เดินกันตามสะดวกเลย
สินค้าก็ครบ หลากหลายดี บรรยากาศเหมือนเดิน Makro  :lol:


User avatar
unnop.t
Verified User
Posts: 924
Joined: Wed Aug 20, 2008 12:44 pm

Posts by unnop.t » Thu May 20, 2010 5:56 pm

Value ของลูกค้าคืออะไร ........ คำตอบอาจจะอยู่ที่ biz model ของ Amazon หรือ STAPLE ของเมืองนอก เพราะนี่คือ ค้าปลีก+ E-commerce

ลูกค้าหลักของ officemate คือองค์กรบริษัท value ของเขาอาจจะเป็น ความสะดวกสบาย ครบครัน ใครทำงานในบริษัทฯ ลองสอบถามจัดซื้อดูซิ อาจจะได้ feeling อะไรบ้างอย่าง แล้วมาลองวิเคราะห์ว่า office mate ตอบโจทย์ได้หรือเปล่า  :)

ส่วนตัวผมคิดว่า key sucess factor ของ office mate น่าจะอยู่ที่ value chain

ตลาดหุ้นมักจะหลอกเราด้วย ความโลภ และความกลัว.....

User avatar
unnop.t
Verified User
Posts: 924
Joined: Wed Aug 20, 2008 12:44 pm

Posts by unnop.t » Thu May 20, 2010 6:00 pm


ตลาดหุ้นมักจะหลอกเราด้วย ความโลภ และความกลัว.....

zeazon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 166
Joined: Tue Jun 12, 2007 12:54 am

Posts by zeazon » Thu May 20, 2010 7:29 pm

การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันคือ ต้องตอบให้ได้ว่า: ทำไมลูกค้าถึงซื้อสินค้าจาก OFM ไม่ซื้อจาก Office Depot, หรือจากผู้จำหน่ายรายอื่นๆครับ?

...ดูจากธรรมชาติของตลาดส่วนใหญ่ซึ่งลูกค้าเป็นออฟฟิสสำนักงานทั่วไปน่าจะซื้อเพราะราคาและไม่ค่อยมีโรยัลตี้  ดังนั้นความสามารถในการแข่งขันน่าจะอยู่ที่ต้นทุนสุทธิ

หรือถ้ามีคนทำแคตตาล๊อกออนไลน์แบบเดียวกันขึ้่นมาแล้วลูกค้าจะหนีไปซื้อจากรายใหม่หรือไม่?   มี barrier to entry จริงหรือไม่อย่างไร?

ปล.ต้องออกตัวว่าผมไม่ได้ศึกษาหรือมีความรู้ในตัว OFM มากนัก แต่เท่าที่ดูบิสิเนสโมเดล หากเข้าใจไม่ผิดมันก็คือแคตตาล๊อกออนไลน์ที่ทำกันอย่างมากในอเมริกายุคก่อน   แต่บ้านเรานั้นไดเร๊กเมลล์ไม่เคยประสบความสำเร็จ
และผมคิดว่าตลาดจะจั๊มไปที่ออนไลน์เลยทีเดียว โดยก้าวผ่านช่วงของตลาดแคตตาล๊อกออนไลน์

ถ้าตอบคำถามได้ทั้งหมดผมจะสนใจหุ้นบริษัทนี้ครับ เพราะจะว่าไปเค้าก็ unique ดี


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18000
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Thu May 20, 2010 8:42 pm

เก็บไว้ก่อน
ปีหน้าค่อยซื้อ
:)

:)

race_maddog
Verified User
Posts: 280
Joined: Fri Jan 21, 2005 12:47 pm

Posts by race_maddog » Fri May 21, 2010 10:26 pm

'ออฟฟิศเมท' องค์กรนี้มี 'ดีไซน์'โดย : Business symphony_วรวุฒิ อุ่นใจ

อยากเป็นอะไร เป็นแบบไหน หากไร้ซึ่งการออกแบบที่ดี ผลลัพธ์ก็คงไม่เป็นอย่างที่หวัง การออกแบบบ้าน ว่ากันว่า ต้องตามใจผู้อยู่
แต่สำหรับองค์กรธุรกิจแล้วสิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างความพึงพอใจทั้งกับ "ลูกค้า" และ พนักงานทุกคนในองค์กร

"เทคโนโลยี  กระบวนการ และสุนทรียภาพ"  (Technology-Process-Aesthetic: TPA)  3 มิติที่เป็นหัวใจขององค์กรมีดีไซน์
ตามนิยามของคณาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีธรรมศาสตร์ โดยกำหนดให้ทั้ง 3 ส่วนนี้บูรณาการกันอย่างลงตัวจนเกิดเป็นมูลค่าทางธุรกิจ
หากองค์กรหนึ่ง ๆ หวังจะดีไซน์ตัวเองให้ครบทั้งมิติของการ "สร้าง-พัฒนา-ต่อยอด" ออฟฟิศเมท นับเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าเรียนรู้

ย้อนหลังไป 15 ปี ธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องใช้สำนักงาน รวมไปถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน ผ่านระบบแค็ตตาล็อกเซลส์ และอี-คอมเมิร์ซ
เริ่มต้นจากกระดาษเพียงไม่กี่หน้าใน Thesis ที่.. วรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด ทำไว้สมัยเรียนปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ถึงวันนี้ มูลค่าการค้าบนเส้นทางอีคอมเมิร์ชที่เขาจัดตั้ง ก่อร่าง และสร้างมูลค่าการค้าได้มากถึง 4.5 ล้านบาทต่อวัน หรือ 100 กว่าล้านบาทต่อปี

แรกเริ่มของออฟฟิศเมทเกิดขึ้นบนความเชื่อของวรวุฒิที่ว่า "ธุรกิจอีคอมเมิร์ช ไปได้อีกไกลในอนาคต"
แม้จะเป็นธุรกิจอนาคตไกล แต่ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยกับการจัดการ ออฟฟิศเมท ให้เข้ารูปเข้ารอย
"5 ปีแรก เราเน้นขายอย่างเดียว แล้วพยายามถึงจุดคุ้มทุนให้ได้เร็วที่สุด หน่วยงานขายจึงถือเป็นพระเอกของบริษัท"
จากความที่เป็นมือใหม่ อาศัยใจสู้ คิดที่จะเปลี่ยนแปลงไม่หยุด และรักที่จะลองผิดลองถูก
ทำให้ วรวุฒิ ได้เห็นยอดขายตั้งแต่ 0 หรือขาดทุน ไปจนถึงหลัก 200 ล้านบาทในช่วง 5 ปีแรกของการทำงาน
หลังจับตลาดถูกทางกับการขายให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการใช้งานอุปกรณ์สำนักงาน รวมไปถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
และเฟอร์นิเจอร์สำนักงานอความแรงจากยอดขาย และการตอบรับของตลาดทำให้การเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็น "ปัญหา"
"การที่โต เร็วจนเกินไปทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า การเติบโตนั้นได้สร้างปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ใครจะรู้ว่าในขณะที่ผมขายดีมาก
แต่กลับไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน" นั่นคือสิ่งที่ วรวุฒิ แล้วว่า ยอดขายที่มากมาย แต่หากไร้ซึ่งระบบ
และการบริหารจัดการที่ดีก็นำมาซึ่งปัญหาได้ สิ่งที่เขาเผชิญคือ ยอดขายที่พุ่งทุกเดือน แต่พนักงานเก็บเงินกลับทำหน้าที่ไม่ทัน
กระทั่งเงินรับที่ควรจะได้ต้องยกยอดไปจัดเก็บในเดือนถัดไป เท่ากับว่า สภาพคล่องของธุรกิจในเดือนนั้นอาจอยู่ในสภาพที่ติดลบ
ระบบการจัดเก็บเงิน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ประจวบเหมาะกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ยิ่งย้ำให้ วรวุฒิ ตระหนักถึง
การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ ออฟฟิศเมท หากหวังจะผลักดันให้องค์กรนี้เดินไปข้างหน้า
จากวิธีคิด และการทำงานในระบบ "เถ้าแก่" ซึ่ง วรวุฒิ ยึดเป็นสไตล์การทำงานตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบัน ทำให้เขา เรียนรู้งาน
ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ส่งออก ขาย กระทั่ง งานสต็อกในโกดัง ทุกความรู้แต่ละส่วนงาน
จึงถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์เพื่อออกแบบโมดูลการทำงานเสียใหม่

4 โมดูล การทำงานที่ วรวุฒิ สร้างขึ้น ประกอบด้วย สื่อ  ซึ่งมีขอบข่ายงานเกี่ยวกับ Database Marketing
เป็นเสมือนคลังความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับลูกค้า ผู้บริโภค และตลาด ฝ่ายขาย ได้แก่  คอลเซ็นเตอร์ และพนักงานขาย  โลจิสติกส์
ระบบการจัดส่ง การจัดซื้อ การบริหารคงคลัง ฯลฯ สุดท้ายเป็น ระบบไอที ทั้ง 4 โมดูลการทำงาน วรวุฒิ ว่า
มีความสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตของออฟฟิศเมทในอนาคต เพราะทุกส่วนจะบูรณาการการทำงานในรูปของการสนับสนุนซึ่งกันและกัน
"ส่วนขายจะดึงข้อมูลจาก Database มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ขณะที่ส่วนไอที อันประกอบด้วย 40 โปรแกรมเมอร์
ที่จะคอยทำหน้าที่วิเคราะห์งานและออกแบบซอฟท์แวร์สนับสนุนงานแต่ละส่วน ทั้งงานขาย สต็อก และอื่นๆ
ให้เป็นไปด้วยความสะดวก และเกิดประสิทธิภาพ"

"เทคโนโลยี" หนึ่งใน 3 มิติของการเดินเข้าสู่การดีไซน์องค์กรอย่างเป็นระบบของออฟฟิศเมท
ซึ่ง วรวุฒิ ว่า เป็นหัวใจหลักขององค์กรแห่งนี้ ในยุคแรก เขาว่า การขาย ถือเป็นหัวใจ
เพราะมีปัจจัยของความอยู่รอดมามีอิทธิพล แต่ สำหรับ 10 ปีให้หลัง และอนาคตข้างหน้า
เทคโนโลยีได้ก้าวขึ้นมาเป็น ดาวรุ่ง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบให้ทันสมัยขึ้น ภายใต้แผนงาน 1-2 ปีนี้
หลังปรับปรุงระบบไอทีตามแผน วรวุฒิ บอก ออฟฟิศเมท จะทั้งรวดเร็ว และหลากหลายด้านบริการ
ซึ่งการทำงานเปรียบได้กับห้างสรรพสินค้าเพียงแต่อยู่ในระบบออนไลน์เท่านั้น และมูลค่าการขายของบริษัทจะใหญ่กว่าเดิม
โดยคาดว่าน่าจะถึงหลัก 2 พันล้านได้ไม่ยาก นอกจากเทคโนโลยี "คน" และ "กระบวนการ" จะเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ
และท้าทายที่สุดนับจากนี้ เขา ว่า จาก 4 โมดูลการทำงาน ทำให้ออฟฟิศเมททำงานได้อย่างรวดเร็ว
คล่องตัว โดยยึดประสิทธิภาพเป็นที่ตั้ง ด้วยระบบซอฟต์แวร์ที่วิเคราะห์และเขียนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการทำงานแต่ละส่วนโดยเฉพาะ
วรวุฒิ เคลมว่า นี่เป็นทีมซอฟต์แวร์เฮ้าส์ที่ดีที่สุด ในแต่ละวัน หรือ แม้แต่รายชั่วโมง เขา จะสามารถมินิเตอร์ยอดขายได้ตลอดเวลา
ทันทีที่ยอดขายตก สิ่งที่ต้องทำคือ หาสาเหตุว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะเหตุใด โดยมีทีมขาย และคอลเซ็นเตอร์
คอยทำหน้าที่ทำงานสนับสนุนซึ่งกันและกัน ยอดสั่งซื้อจากการโทรเข้า "ต่ำ" คอลเซ็นเตอร์ซึ่งมีหน้าที่รับออเดอร์
จะปรับไปทำหน้าที่ "พนักงานขาย" โทรศัพท์ออกเพื่อเสนอขายสินค้าโดยมีฐานข้อมูลในระบบเป็นตัวสนับสนุนช่วงเวลาที่
ยอดสั่งซื้อโทรเข้ามามาก พนักงานขายจะปรับมาทำหน้าที่รับออเดอร์เช่นกัน
การทำงานทั้ง "รุก" และ "รับ"
นอกจากเป็นการ "ค้ำ" ยอดขายไม่ให้ตกแล้วยังแสดงถึงกระบวนการทำงานที่สอดคล้อง โดยมุ่งที่ประสิทธิภาพ
หรือ ผลของงานเป็นหลัก จากนี้ไป วรวุฒิ บอก ออฟฟิศเมท เดินหน้าเข้าสู่เฟส 3 นับเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2563
ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร แผนพัฒนาระบบไอที ที่เดินหน้าไปในปีนี้การสยายปีกธุรกิจใหม่ Trendyday.com
แคตตาล็อคขายสินค้าออฟไลน์ และออนไลน์ โดยมุ่งที่กลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่
เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ใหม่ที่ วรวุฒิ เล็งเห็น และเพียรพยายามสร้างตลาดให้ติดลมบน
ขณะที่ "การสร้างคน" เป็นอีกภารกิจสำคัญที่ วรวุฒิ ว่า ต้องทำต่อเนื่องตลอด 10 ปีนับจากนี้
"ระบบเทรนนิ่งถูกนำเข้ามาใช้มากขึ้นเพื่อพัฒนา และสร้างคนอย่างที่เราต้อการจะให้เป็น" ทัศนคติ และแนวคิด
ที่ปลูกผังให้กับพนักงานใน 4 ด้าน ได้แก่  รักการเรียนรู้ ซื่อสัตว์ ขยันอดทน และรักการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่ วรวุฒิ อยากจะเห็น
แม้เจ้าตัวจะออกปากว่า ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก และคงไม่เห็นเด่นชัดในระยะเวลาอันใกล้ ถึงกระนั้น ออฟฟิศเมท
ยังคงต้องเดินหน้าทำในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยความหวังปลายทางอยู่ที่การขยายใหญ่ของธุรกิจและองค์กร
ด้วยยอดขาย 8 พันล้านบาท กับพนักงานอีก 1,500 คน หลังจากภารกิจเฟส 3 เสร็จสิ้น
ประสบการณ์ที่เรียนรู้มาตลอด 15 ปี วรวุฒิ เชื่อว่า ช่วยให้เขาผิดพลาดน้อยลงอย่างมากหากเทียบกับช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า โอกาสที่จะ "สำเร็จ" ย่อมมากกว่า "ล้มเหลว" นั่นเอง
"ผมจะไม่หยุดคิด ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ตลอด เพราะรู้สึกกับการรอดูผลที่ออกมา ถ้าดี ก็เดินหน้า ถ้าผิด ก็คิดใหม่"


debring
Verified User
Posts: 17
Joined: Tue Mar 21, 2006 11:39 pm

Posts by debring » Wed Jun 02, 2010 12:51 am

จากที่อ่านมานะครับ เขาเขียนไว้ว่า

"บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้เพื่อ (1) การลงทุนขยายธุรกิจบริษัท (2) ชำระหนี้ที่บริษัทมีกับสถาบันการเงิน (2) และ (3) เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการของบริษัท"


บริษัทมี margin ต่ำมาก แต่ว่ากำไรจากโฆษณามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งหนี้สินที่ลดลง และยอดขายที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจครับ

แต่ถ้าผู้บริหารมีวิธีการบริหารในการลดต้นทุนในการขายและบริการ หรือเพิ่ม margin ก็จะทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจมากขึ้นครับ


User avatar
MO101
Verified User
Posts: 3226
Joined: Thu Jun 19, 2003 3:45 pm

Posts by MO101 » Mon Jun 07, 2010 11:35 pm

ขายให้พนักงาน 1.85 บาท 4 ล้านหุ้น จากทั้งหมด 80 ล้านหุ้น ในปี 51
บ.กำไรเฉลี่ย 3 ปี ประมาณ 43 ล้าน คิดที่ PE 7 เท่าก็ได้ราคา IPO 3.7 บาท

สรุปว่าพนักงานกำไรเน็ตๆ เลยเท่าหนึ่งระยะเวลาืถือ 2 ปี  ผมอยากทำงานด้วยจัง :D


lionman
Verified User
Posts: 73
Joined: Sun Nov 19, 2006 7:41 am

Posts by lionman » Tue Jun 08, 2010 12:20 am

ปัจจุบันตลาดเครื่องเขียนมีมูลค่า 2-3หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันยอดขาย ofm อยู่ที่ 800 ล้านบาท
คงต้องดูว่าผู้บริหารจะมีกลยุทธ์ยังไงที่จะเพิ่ม market share

และจากที่ผมสังเกตพฤติกรรมพนง.บริษัทผมที่จัดซื้อเครื่องเขียน
เค้าก็สั่งจาก ofm เพราะง่าย สะดวก ของเยอะ (ได้ยินว่ามีสะสมแต้มด้วย)
ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก เพราะวันๆ ก็ยุ่งพอควรอยู่แล้ว
ซึ่งผมว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยนี้ดี

ถ้ายุ่งไม่มีเวลา ชอบสะดวก มีคนมาส่ง = officemate
ถ้ามีเวลา = ไปเิดินดู makro office , office depot

แต่ข้อเสียหนึ่งอย่างของ ofm คือ ไม่อนุญาตให้ผู้ซื้อไปรับของที่คลัง
ในกรณีถ้าอยากใช้ัของด่วน (วันนั้น ofm เลยอดยอดขายจากบริษัทผมไปเกือบหมื่น)


User avatar
hagrid
Verified User
Posts: 566
Joined: Mon Jul 23, 2007 10:41 am

Posts by hagrid » Tue Jun 08, 2010 10:58 am

ขาย IPO เมื่อไรหรือครับ

เดือนที่แล้วเห็นบอกเลื่อนไม่มีกำหนด

ตอนนี้ได้วันลงตัวหรือยังครับ


User avatar
MO101
Verified User
Posts: 3226
Joined: Thu Jun 19, 2003 3:45 pm

Posts by MO101 » Tue Jun 08, 2010 1:55 pm

อ่านผ่านๆ นะครับ จำได้ว่าเลือนไป Q3 ปี 53


GeneraX
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1107
Joined: Thu Mar 27, 2008 11:03 pm

Posts by GeneraX » Sun Jun 20, 2010 5:49 pm

lionman wrote:ปัจจุบันตลาดเครื่องเขียนมีมูลค่า 2-3หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันยอดขาย ofm อยู่ที่ 800 ล้านบาท
คงต้องดูว่าผู้บริหารจะมีกลยุทธ์ยังไงที่จะเพิ่ม market share

และจากที่ผมสังเกตพฤติกรรมพนง.บริษัทผมที่จัดซื้อเครื่องเขียน
เค้าก็สั่งจาก ofm เพราะง่าย สะดวก ของเยอะ (ได้ยินว่ามีสะสมแต้มด้วย)
ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก เพราะวันๆ ก็ยุ่งพอควรอยู่แล้ว
ซึ่งผมว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยนี้ดี

ถ้ายุ่งไม่มีเวลา ชอบสะดวก มีคนมาส่ง = officemate
ถ้ามีเวลา = ไปเิดินดู makro office , office depot

แต่ข้อเสียหนึ่งอย่างของ ofm คือ ไม่อนุญาตให้ผู้ซื้อไปรับของที่คลัง
ในกรณีถ้าอยากใช้ัของด่วน (วันนั้น ofm เลยอดยอดขายจากบริษัทผมไปเกือบหมื่น)
2 คำถามครับ
1. อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ซื้อถึงอยากไปรับสินค้าที่คลังด้วยตัวเองครับ
2. เหตุผลอะไรที่ทาง OFM ไม่ยอมให้ลูกค้าไปรับของเองครับ

Financial Discipline + Value Investment + Time = Financial Independence

Post Reply