CPALL

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Mon Sep 18, 2006 8:38 pm

แต่สำหรับประเทศจีนนั้น มีผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้นจาก 111 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 359 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 248 ล้านบาท เนื่องจากประเด็นตามที่ผมได้กล่าวไว้ว่า อยู่ในช่วงของการลงทุนขยายกิจการ จึงมีผลขาดทุนในระยะสั้น ต้องมองยาว ๆ

และแม้ว่าจะมีผลขาดทุนในประเทศจีนก็ตาม แต่ผลการดำเนินงานโดยภาพรวมยังเติบโตสูงขึ้นจากสัดส่วนกำไรที่มาจากในประเทศ โดยกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นสูงถึง 125 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.40% ทีเดียวครับ

สำหรับในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันบริษัทมีสาขาทั้งหมด 3543 สาขา โดยมีสัดส่วนของ กทม.และปริมณฑล 1837 สาขา หรือเท่ากับ 51.85% และมีสาขาต่างจังหวัด 1706 สาขา หรือเท่ากับ 48.15% โดยการเพิ่มสัดส่วนของสาขาใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Mon Sep 18, 2006 8:41 pm

สำหรับตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจในการวิเคราะห์เรื่องค้าปลีกก็คือ
AVG SAME STORE SALES per STOR per Day บริษัททำได้ดีทีเดียวครับ ปี 03 05 มีตัวเลขดังนี้

51584 55023 60886  ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 11.6% 6.7% และ 10.7%  โดยครึ่งปีแรกเทียบกับครึ่งปีที่แล้ว อยู่ที่ 65570 เทียบกับ 59056 ล้านบาท หรือยังเติบโตสูงถึง 11% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตDouble Digit ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในอาการชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจด้วยซ้ำไป

สำหรับจำนวนลูกค้าต่อร้านต่อวัน บริษัทก็ทำได้ดีทีเดียวครับ ปี 03 05 มีตัวเลขดังนี้
977 956 1032 ราย โดยปีที่แล้วเติบโตสูงถึง 15.2% สำหรับครึ่งปีแรก ยังเห็นอัตราการเติบโตอยู่ โดยครึ่งปีแรกเทียบกับครึ่งปีที่แล้ว จาก 997 ราย เพิ่มเป็น 1165 รายหรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 16.9% ทีเดียว
เป็นอัตราการเติบโต Double Digit อีกเช่นกันครับ

สำหรับการวิเคราะห์ Profitability By Product นั้น เพื่อดูว่าทำไมบริษัทถึงทำกำไรจากการดำเนินงานในประเทศได้สูงขึ้น Double Digit และยังสามารถเพิ่มรายได้ Same Store ที่ดี จำนวนลูกค้าต่อร้านที่เพิ่มสูงขึ้น เป็น Double Digit ทั้งคู่ ก็พบว่า บริษัทได้พยายามบริหารสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ ระหว่าง Food กับ Non Food ที่สัดส่วน 50% ต่อ 50% แต่ขณะนี้ยังทำได้อยู่ที่ 47.4% ต่อ 52.6% และเมื่อ Breakdown ลงไปดู Gross Margin สัดส่วนของ Food จะสร้าง Profit Margin สูงถึง 27.4% เทียบกับ 12.5% หรือ กำไรสูงกว่า Non food ประมาณ 1 เท่ากว่า ๆ ครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Mon Sep 18, 2006 8:43 pm

แต่ตัวที่เป็นปัญหาหลักของบริษัทกลับอยู่ที่ต่างประเทศคือประเทศจีน ซึ่ง CP7-11 ถือหุ้นแบบ Jonit Venture กับคนอื่น ทำให้รับภาระผลกำไรและขาดทุนตามสัดส่วน

ซึ่งตัวเลขผลการดำเนินงานของประเทศจีนที่ทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุน เพราะตัวเลขของ Same Store มีแนวโน้มลดลง
ปี 03 05 มีตัวเลชดังนี้ 798 797 626 หรือลดลง  21.45%
โดยตัวเลขในครึ่งปีแรกยังไม่ดีขึ้น ตัวเลขอยู่ที่ 677 เทียบกับ 508 หรือยังลดลง 24.96% ครับ

อย่างไรก็ตามตัวเลขการขายในประเทศจีนเมื่อมองในภาพรวมยังมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นดังนี้
03 05  มีตัวเลขคือ 17889 23483 และ 31292 ล้านบาท หรือเติบโตปีล่าสุดคือ 33.25% โดยครึ่งปีแรก ยังมีอัตราการเติบโตของยอดขายอยู่ที่ 16939 เทียบกับครึ่งปีที่แล้ว 14741 หรือเติบโตสูงถึง 14.9%

แต่ปัญหาที่ทำให้ผลการดำเนินงานในประเทศจีนไม่ดีเนื่องจาก ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
03 05 ต้นทุนอยู่ที่ 17668 22969 และ 32490 หรือเพิ่มขึ้น 41.45% ซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุนเป็นปีแรก จากเดิมที่เคยมีกำไร 2 ปี คือ 221 ล้านบาท 514 ล้านบาท โดยปีที่แล้วขาดทุนจากการดำเนินงานเป็นเงิน 1198 ล้านบาท และครึ่งปีแรก ก็ยังมีผลขาดทุนอยู่ที่ 1208 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มสูงขึ้นจากครึ่งปีที่ผ่านมาเท่ากับ 224.73% ทีเดียวครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Mon Sep 18, 2006 8:44 pm

สำหรับเป้าหมายในการดำเนินงานอนาคต

บริษัทต้องการเพิ่มยอดสาขาภายในประเทศ ของบริษัทในปี 2010  เท่ากับ 5000 สาขา โดยเพิ่มสาขาปีละ 400 450 สาขาต่อปี  และต้องการเพิ่มยอดการเติบโตของสาขา Same Store ในอัตราประมาณ 5% ต่อปี ใน 3 ถึง 5ปี ข้างหน้า โดยเน้น สินค้าที่เป็น Food และ Non food 50: 50
สำหรับในต่างประเทศก็ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาอีก 5 -10 แห่งต่อปี

ทั้งหมดนี้ บริษัทได้ใช้งบลงทุนภายในประเทศ (CAPEX) ปีนี้สูงถึง 3000 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการ 1300 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงร้าน 400 สาขา และการลงทุนในด้านBack office เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น DC IT เป็นต้นอื่น ๆ อีก 1300 ล้าน สำหรับในต่างประเทศจะเน้นที่การเปิดสาขา 5-10 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนของบริษัทย่อยเท่ากับ 1250 2500 ล้านบาท


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Mon Sep 18, 2006 8:46 pm

สำหรับเรื่องที่นักวิเคราะห์กังวลใจอยู่ที่  การลงทุนในประเทศจีนนั้น บริษัทได้ให้ Option กับ กองทุน CRF ในการขายหุ้นคืนให้กับบริษัท โดยบริษัทจะรับซื้อหุ้นคืนพร้อมให้อัตราดอกเบี้ยในอัตรา 10% ต่อปี ซึ่งจะทำให้หากผลการดำเนินงานของ Lotus ในจีนยังขาดทุนอยู่ ก็อาจจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทขาดทุนมากขึ้น ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นผ่านบริษัทย่อยในสัดส่วน 55%  

ข้อมูลทั้งหมดผมได้จากการ Down Load Slide Presentation ของบริษัทในงบ Q2 เข้าไปดูใน Web site ของบริษัทได้ที่
www.7eleven.co.th/Investor_zone/investor.html
 
ซึ่งผมคิดว่าให้รายละเอียดของข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนทีเดียว ข้อมูลค่อนข้างโปร่งใส และให้รายละเอียดกับผู้ลงทุนไปวิเคราะห์ประเมินได้ดีมากทีเดียวครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Mon Sep 18, 2006 8:48 pm

ประเด็นของบริษัทนี้อยู่ตรงที่ บริษัทจะสามารถแก้ไขปัญหายอดขายตกต่ำของ Lotus ที่ประเทศจีนได้ดีหรือไม่ ถ้าแก้ไขได้เร็ว ก็จะส่งผลต่อการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทที่สดใสอย่างยิ่ง


ตรงนี้จึงต้องมาพิสูจน์ฝีมือว่า บริษัทนี้จะเป็นบริษัทที่ดีสุดยอดหุ้นหรือไม่ ซึ่งมีวิกฤตที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งจะพิสูจน์ว่าจะสามารถฝ่าวิกฤตนี้ไปได้หรือไม่  

ช่วงวิกฤตตรงนี้จึงทำให้ราคาสะท้อนปัจจัยเสี่ยงในเรื่องนี้มาก และราคามีแนวโน้มปรับลดลงโดยราคาย้อนหลังไป 1 ปี อยู่ที่ สูงสุด 7.90 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 5.80 บาท ราคาปัจจุบันก็ใกล้กับ New Low ไปทุกทีแล้วครับ  

แต่ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ก็มี Big lot เข้ามาซื้อไปกี่วันที่ราคา 6.20 บาทครับ  แม้จะมี Big log ก็ยังราคาต่ำลงขนาดนี้  

จึงไม่รู้ว่าวิกฤตินี้จะเป็นโอกาสของนักลงทุนที่จะสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกกว่าปกติ  หรือจะเป็นวิกฤตเพิ่มมากขึ้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไปครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Mon Sep 18, 2006 9:20 pm

นอกจากนี้วันที่ 11 กันยายน 2549 ยังมี Big log ในกระดานต่างประเทศเข้ามาอีกครับ

CP7-11-F    6.37    793,000    5,051,410.00    6.95    16:24:32    

ก็เป็นข้อมูลประกอบนะครับว่า มีใครกำลังทำอะไรอยู่หรือไม่


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Sep 19, 2006 10:29 pm

Cp7-11 อาจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเปิดสาขาอีกครั้ง จากเดิมที่อาจเน้นการเปิดสาขาเอง ต้องเปลี่ยนไปทำแบบ แฟรนไชส์ มากขึ้น เพื่อให้การขยายสาขาเป็นไปตามเป้าหมาย และลดกระแสต่อต้าน เพราะสร้างคนท้องถิ่นเป็นเถ้าแก่เองครับ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันฉบัยวันที่ 7 กันยายน 2549 เผอิญไปเจอใน web site ครับ

เซเว่น อีเลฟเว่น เตรียมงบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ขยายสาขาปีหน้า 500 แห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เผยการขยายสาขาในต่างหวัดไม่กระทบร้านค้าโชวห่วย เน้นนโยบายใหม่ขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นเถ้าแก่ใหม่ คาดสัดส่วนเพิ่มเป็น 50% ในอีก 3 ปี พร้อมโฟกัสจำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารเป็นหลัก เนื่องจากมีกำไรสูง ส่วนปีนี้มั่นใจยอดขายโต 20% และมีสาขาเซเว่นฯรวมทั้งหมด 3,750 แห่ง

นายปิยะวัฒน์ ฐิติสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณีที่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดพากันร้องเรียนและต่อต้านกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่แห่ลงทุนเปิดสาขาในต่างจังหวัดมากขึ้นนั้น โดยส่วนตัวมองว่า เซเว่นอีเลฟเว่นเองเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก จึงไม่สามารถให้รายละเอียดหรือความเห็นได้ ต้องไปถามค้าปลีกรายใหญ่เอง

แต่หากถามในส่วนของเซเว่นฯ เชื่อว่า การขยายสาขาของร้านเซเว่นฯ เชื่อมั่นว่า ไม่ได้ไปกระทบกับใครทั้งนั้น โดยแผนการขยายสาขาในปีหน้าบริษัทฯ เตรียมงบลงทุนกว่า 1,250 ล้านบาท ในการขยายสาขาร้านเซเว่นอีเลฟเว่นอีก 500 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ คิดเป็นสัดส่วน 50% และต่างจังหวัด 50%
ทั้งนี้การขยายสาขาในต่างจังหวัดของเซเว่นฯ จะดูสถานที่และเงื่อนไขต่างๆ ที่ต้องไม่กระทบกับร้านค้าใด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทฯ ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้านี้ ที่จะเน้นการขยายสาขาภายใต้ระบบแฟรนไชส์มากขึ้น เพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้เป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นเถ้าแก่คนใหม่ ทั้งนี้คาดว่าสัดส่วนร้านเซเว่นฯ แบบแฟรนไชส์จะเพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 30% ปัจจุบันสาขาของเซเว่นฯ รวมถึงสิ้นปีนี้จะมี 3,750 สาขา ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ส่วนด้านการบริหารจัดการในร้านเซเว่นฯ ยังคงจะเน้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก เนื่องจากบริษัทฯ มีศักยภาพในการผลิตและจัดจำหน่าย เช่น อาหารกล่องอีซีย์-โก เป็นต้น อีกทั้งกลุ่มอาหารมีกำไรสูง โดยปัจจุบันสัดส่วนยอดขายกลุ่มอาหารคิดเป็น 70% ที่เหลือเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร 30%

อย่างไรก็ตามหากมองเป็นภาพรวมสินค้าอื่นทั่วไปที่วางขายในเซเว่นฯ จะพบว่าแพงกว่าร้านค้าทั่วไปหรือโชวห่วยอยู่ 5% ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนเพิ่มสัดส่วนยอดขายกลุ่มอาหารเพิ่มเป็น 80% ในอีก 2 ปีข้างหน้า

สำหรับยอดรายได้ของบริษัทฯ สิ้นปีคาดว่าจะปิดยอดที่ประมาณ 90,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตขึ้น 20% จากการที่บริษัทฯ ขยายสาขาเพิ่มและจากการที่สาขาเก่าทำยอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มองว่าไม่รุนแรง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่โดยรวมยังเชื่อตลาดก็ยังมีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดบริษัทฯ ได้มอบเงินบริจาค 100 ล้านบาท จากการทำบัตรถวายพระพรและสายข้อมือเรารักพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ให้แก่มูลนิธิคิง เพาเวอร์ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย ต่อจากนั้นบริษัทฯ จะขอรับบัตรถวายพระพรและสายข้อมือเพิ่ม 1 ล้านชุด โดยจะเริ่มในกลางเดือนก.ย.นี้


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Sep 19, 2006 10:35 pm

อีกข่าวหนึ่ง เป็นเรื่องของการทบทวนกลยุทธ์การขยายสาขา โดยเน้นคุณภาพของการเปิดสาขาให้มากขึ้น และปรับปรุงยอดขายของแต่ละสาขา โดยเฉพาะสาขาที่ยังมีผลขาดทุนอยู่ เพื่อสร้างผลกำไรของสาขาต่างประเทศ คือประเทศจีน โดยจะพยายามเน้นการขายให้สาขามีกำไรเพิ่มขึ้น และปิดสาขาที่ขาดทุน ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อบริษัทในระยะต่อไปครับ เป็นข่าวจากนิตยสารผุ้จัดการฉบับเดือนสิงหาคม 2549 ครับ

ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น ปรับแผนลดเปิดสาขาโลตัสในจีนจากเดิม 10-15 บริษัท เป็น 5-10 บริษัท พร้อมปิดสาขาที่มียอดขายไม่คุ้มทุนในอนาคต ขณะที่เตรียมทุ่มงบลงทุนในประเทศ 3 พันล้านบาท ขยายสาขาเซเว่นอีเลฟเว่นเพิ่ม 400-450 สาขา หวังปรับปรุงคุณภาพสาขา 400 สาขาทั่วประเทศ ยอมรับปัญหาการเมือง-ราคาน้ำมันกระทบธุรกิจครึ่งปีแรก นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายการเงินและทุนสัมพันธ์ บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ CP7-11 เปิดเผยว่า ภายในปีนี้บริษัทมีแผนลดจำนวนการเปิดสาขาศูนย์ค้าปลีกโลตัสในประเทศจีนจากแผนเดิมที่คาดว่าจะเปิด 10-15 สาขา เหลือ 5-10 สาขา เนื่องจากปัญหาการแข่งขันจากผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีนสูงจากการเน้นการเปิดสาขาจำนวนมากของบริษัทค้าปลีกหลายบริษัทเช่นคาร์ฟู วอลท์มาร์ท ดังนั้นบริษัทจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพิ่มรายได้จากสาขาเดิมที่มีอยู่ทดแทนการเปิดสาขาจำนวนมาก รวมทั้งยังมีข้อจำกัดในด้านกฎหมายของรัฐบาลจีน

บริษัทปรับแผนการขยายสาขาลดลงจากเดิม เพราะต้องศึกษาโลเกชั่นในการก่อสร้างในพื้นที่ใหม่ๆ พร้อมทั้งได้ยกเลิกบางโลเกชั่นที่ศึกษาไว้เดิมที่คาดว่าไม่สามารถสร้างกำไรได้ในอนาคต โดยการลงทุนศูนย์ค้าปลีกโลตัส ในประเทศจีนบริษัทใช้งบลงทุนประมาณ 250 ล้านบาทต่อสาขา โดยบริษัทเตรียมงบลงทุนในจีน 1,250-2,500 ล้านบาท นายเกรียงชัยกล่าว

สำหรับรายได้จากศูนย์การค้าโลตัสในประเทศจีนปัจจุบันบริษัทยอมรับว่าประสบปัญหาการขาดทุน เนื่องจากสาขาทั้งหมด 43 สาขา มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีกำไร และที่เหลือจำนวน 28-30 สาขานั้น ยังมียอดขายไม่คุ้มทุน แต่บริษัทพยายามสร้างรายได้อย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลกำไรแต่หากภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น บริษัทอาจจะพิจารณาปิดสาขาโลตัสในประเทศจีนที่มียอดขายไม่คุ้มทุน

ด้านงบลงทุนภายในประเทศไทยในปี 2549 เตรียมงบลงทุนจำนวน 3,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำไปขยายสาขาเซเว่นอีเลฟเว่นเพิ่ม 400-450 สาขาใช้เงินลงทุน 1,300 ล้านบาท นำไปปรับปรุงคุณภาพสาขาเดิมจำนวน 400 สาขา ใช้เงิน 400 ล้านบาท นอกจากนี้ใช้เงินลงทุนในบริษัทย่อย 800 ล้านบาท และปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ 500 ล้านบาท

นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมแผนที่จะไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่ประเทศสิงคโปร์ และประเทศฮ่องกง อีก 1 ครั้ง ในส่วนนโยบายการจ่ายปันผลบริษัทยังคงมีแผนการจ่ายปันผลปีละหนึ่งครั้ง นโยบายการจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ หากบริษัทมีกำไรตามเป้าหมายเชื่อว่าปีนี้สามารถจ่ายปันผลได้

อย่างไรก็ตาม นายเกรียงชัย กล่าวต่อว่า บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปีนี้ไว้ที่ 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 98,948 ล้านบาท จากที่บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นจากสาขาเดิมที่มีอยู่แล้วและการเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับภาวะราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นน่าจะส่งผลให้มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งการเติบโตด้านการท่องเที่ยวย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจค้าปลีก ซึ่งภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในประเทศยังคาดว่าจะเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อนที่เติบโต

นอกจากนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในด้านการแข่งขันกับร้านค้าขายปลีกอื่นในการขยายสาขาร้านหนังสือบุ๊กสมายให้ครบ 400 สาขาซึ่งส่งผลให้มีสินค้าที่หลากหลายและเกื้อหนุนระหว่างกัน

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2/49 เติบโตต่อเนื่อง มีรายได้ 24,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันบริษัทมีกำไรสุทธิ 388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% ส่งผลให้งวด 6 เดือน บริษัทมีรายได้รวม 51,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5%


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Tue Sep 19, 2006 10:38 pm

ส่วนข้อความนี้ น่ารักมาก เป็นการ Post ใน Web Board ซึ่งผมไปเจอเข้า มาจากลูกค้าของCp7-11  ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในลูกค้าของผู้บริหาร แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าไม่รู้ลืมครับ ลองอ่านดูนะครับ :lol:

ประทับใจกับบริษัท ซี.พี. และ 7-11
เมื่อเช้านี้เข้าไปซื้อขนมของบริษัท ซี.พี. ในร้าน 7-11 แล้วขนมปังเจ้ากรรมไส้ดันน้อยมากๆ ไม่เหมือนทุกครั้งที่ซื้อกินเลย ก็เลยโทรเข้าไปที่บริษัท ก็คุยกันดีๆ นั่นแหละ ทางบริษัทบอกว่าขอขนมปังที่เหลือ เพื่อจะได้เอาไปให้ฝ่ายผลิตดู เราก็เลยต้องยอมเลิกหม่ำอีกครึ่งที่เหลือ แล้วก็ไปซื้อมาใหม่ เอาวันที่เดียวกันอีก ปรากฏว่า เป็นเหมือนกันเลย
ก็เลยเก็บไว้ สองชั่วโมง ต่อมา รองผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ก็มารับขนมปัง พร้อมกับเอาขนมปังไส้เผือกผสมมะพร้าวอ่อน กับไส้ฟักทอง พร้อมกับผลไม้อีก 2 ถุงใหญ่มาให้ ไม่นึกเลยนะว่า แค่โทรเข้าไปรายงานให้ฟังเฉยๆ ทางบริษัทจะใส่ใจถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ก็เคยสะสมแสตมป์เพื่อจะแลกบัตรโทรศัพท์ที่ทาง 7-11 โปรโมทไว้ แต่ไม่สามารถแลกได้ก็โทรเข้าไปที่ลูกค้าสัมพันธ์ของ 7-11 วันรุ่งขึ้นเขาก็รายงานมาว่า เขาหาบัตรโทรศัพท์ให้ได้แล้ว .... ประทับใจเหลือเกิน


User avatar
worapong
Verified User
Posts: 929
Joined: Tue Aug 05, 2003 12:20 am

Posts by worapong » Thu Sep 21, 2006 2:28 pm

CP7-11 บวกสวนตลาดฯ ลุ้นผล China Retail ขายคืนโลตัสเซียงไฮ้สิ้นเดือนนี้
Source - IQ Biz
Thursday, 21 September 2006 10:29

หุ้น  CP7-11 ราคาขยับขึ้น 1.77% มาอยู่ที่ 5.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท มูลค่าซื้อขาย 10.52 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.26 น. โดยเปิดตลาดที่ 5.40 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 5.75 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 5.40 บาท
         บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเชีย พลัส แนะ"ถือ"หุ้น CP7-11 แม้คาดว่าในที่สุดแล้ว กลุ่มซีพีจะต้องรับซื้อหุ้นโลตัส เซียงไฮ้ทั้งหมดจาก CP7-11 เพื่อควบรวมกิจการโลตัสทั้งหมดในประเทศจีน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพและช่วยในการบริหารงานให้คล่องตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานของหุ้นปรับขึ้นเป็น 10 บาท บาท แต่ความเสี่ยงเรื่องการรับซื้อหุ้นคืนจากโลตัส เซียงไฮ้ ยังเป็นประเด็นในการกดดันราคาหุ้น
        สัญญา Put Option ให้สิทธิแก่ ของ China Retail Fund (CRF) ในการขายคืนหุ้นโลตัสเซียงไฮ้คืนแก่ CP7-11 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 27 กันยายนนี้ โดยปัจจุบัน CRF ถือหุ้นในโลตัส เซียงไฮ้ 24.3% ในขณะที่ CP7-11 ถือหุ้นอีก 29.7% หาก CRF เลือกที่จะขายหุ้นคืนแก่ CP7-11 จะได้รับเงินต้นคืน 26.09 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 10% ต่อปี เป็นจำนวนเงิน 16.78 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ CP7-11 ต้องชำระเงินในการซื้อคืนหุ้นครั้งนี้ 42.87 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.6 พันล้านบาท ขณะที่เงินสดในมือมีราว 4.5 พันล้านบาท จึงเพียงพอต่อการชำระเงินค่าหุ้นดังกล่าว ขณะเดียวกันเพียงพอที่จะขยายสาขาใหม่ตามแผนการขยายสาขาซึ่งตั้งเป้าไว้ปีละ 400-450 สาขา  
         ในงวด 1H49 โลตัสเซียงไฮ้ มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 1.2 พันล้านบาท หากตั้งสมมติฐานว่า โลตัสเซียงไฮ้จะผลขาดทุนในปี 2549 2.5 พันล้านบาท การซื้อคืนหุ้นโลตัสเซียงไฮ้จะทำให้ CP7-11 ถือหุ้นเพิ่มจาก 29.7% เป็น 54% และทำให้ต้องรับรู้ผลขาดทุนตามสัดส่วนเพิ่มจาก 743.5 ล้านบาท เป็น 1.35 พันล้านบาท และจะทำให้ประมาณการกำไรสุทธิ และ EPS ปี 2549 ลดลงจากเดิม 1.7 พันล้านบาท หรือ 0.38 บาทต่อหุ้น เหลือ 1.09 พันล้านบาท หรือ 0.25 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ Fair Value ลดลงจาก 6.84 บาท เหลือเพียง 4.5 บาท

--อินโฟเควสท์ โดย พรเพ็ญ ดวงเฉลิมวงศ์/รัชดา โทร.0-2253-5050 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--

margin of safety
circle of competence
waiting for the perfect pitch

thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Sep 21, 2006 6:38 pm

ขอบคุณสำหรับคุณ Warapong ด้วยครับ
ที่กรุณาหาข้อมูลมาประกอบ
เพื่อจะได้ช่วยกันวิเคราะห์หาจุดอ่อนจุดแข็งครับ

วันนี้ผมไป Search หาบทความเพิ่มเติมมาประกอบ เรื่องการค้าปลีกประเทศจีน ถึงได้เห็นว่า ตลาดที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่า เพิ่งเริ่มแข่งขันกันดุเดือดตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ตามบทความนี้แต่ตลาดที่นั่นก็ใหญ่มากจริง ๆ ครับ

จากหนังสือ Business week Online
Jan 17 , 05

Let China's Retail Wars Begin
Newly unfettered foreign chains could grab more of China's market


On a cold and windy Friday afternoon, Li Fang is rushing to get some shopping done before the weekend begins. And the 30-year-old human resources manager knows exactly where she wants to go: the Carrefour hypermarket, a 10-minute bus ride from her apartment in north Beijing. It's not the cheapest option, but the French-owned store has all the meat, vegetables, and fruit she needs. "Carrefour offers high quality and a better variety of products compared to other supermarkets," she says

Many more Chinese will soon get a chance to sample the quality and variety at Carrefour and other foreign-owned stores. In keeping with the conditions for China's membership in the World Trade Organization, Beijing on Dec. 11 lifted most restrictions on foreign retailers. Gone are limits on the number of stores, rules confining them to large cities, and regulations capping the foreigners' stake in local ventures at 65%.

China erected those hurdles to give its own companies a chance to copy the West's big-store model -- and they have done so with great success. The top four retailers in the country are all run by the government or local entrepreneurs, led by a rapidly expanding chain called Shanghai Bailian. But the foreign companies are nipping at the locals' heels, and they have big plans for expansion now that the barriers have been torn down. Paris-based Carrefour has some 240 stores in China, and plans to open as many as 150 more this year. Its 2003 sales of $1.8 billion make it China's fifth-biggest retailer. China "is very important for our future," says Jean-Luc Chéreau, executive manager of Carrefour China.

PREMIUM ON CONVENIENCE
Carrefour was quick to get into China and often pushed the regulatory envelope, bypassing Beijing and cutting deals with local governments. Although that strategy got Carrefour into hot water at the time, the company has emerged as the undisputed leader. It has even bested its Bentonville (Ark.) rival, Wal-Mart Stores Inc., (WMT ) which has 43 stores in 20 Chinese cities, and another 10 in the works this year. Germany's Metro is the No. 3 foreign player, with 24 stores and another 40 within five years. All told, dozens of foreign companies have opened in the mainland.

Why the rush? Over the past 20 years, retail sales in China have jumped nearly 15% annually, to some $628 billion in 2004 -- making it the third-largest market on earth. And consumer expectations have shot up even faster. Just a few years ago most Chinese were content to line up in state-owned stores to buy whatever meager products were available, then shuffle off to unsanitary outdoor markets for meat, eggs, and vegetables. Now both local chains and the multinationals are pushing out the stodgy old state retailers and mom-and-pop shops by building big, convenient stores in choice central locations in Beijing, Shanghai, and Guangzhou. With the end of geographic restrictions, the battle for dominance will shift to smaller cities.

The customers are a middle class that today totals at least 100 million. These shoppers like to buy clothes, TVs, and groceries at clean, modern outlets with a full range of products on hand. Surveys show that the top factors Chinese consider in deciding where to shop these days are convenience, followed by the spaciousness and comfort of stores and the selection they offer. Price ranks only sixth, according to researcher ACNielsen. Shopper Li would concur. One of the best features of the two-story Carrefour: It's easy to find what she's looking for. "The layout is perfect," she says.

With the foreigners attacking their home turf, Chinese retailers are fighting back. Take China Resources Enterprise Ltd., which operates more than 1,700 supermarkets and hypermarkets, including China Resources Vanguard stores. The retailer has trimmed its staff to boost profitability, and has sought to improve management by raiding the foreign chains. Today nearly half of the middle and senior managers in CRE's retail unit have worked at foreign-owned stores. Those foreign-trained managers have brought in marketing expertise. For instance, to build brand loyalty CRE rewards frequent shoppers with discounts, and the company has rolled out more than 60 private-label products, including bottled water, shampoo, and body lotion. And CRE is moving upscale. The company this year expects to open four "lifestyle" stores offering higher-quality products. Plans call for an additional 20 such stores within three years. "We are targeting middle-class people with money," says Jonathan Wang, chief operating officer of China Resources Vanguard.

There's consolidation sweeping the sector, too. Shanghai Bailian, which boasts nearly 5,000 stores and 2003 sales of $5.86 billion, has won permission to take over four rivals. And CRE in December boosted its stake in China's 10th-largest retailer, Suguo Supermarket, to 85%. Beijing's ultimate goal is to create a dozen or so big local players that will be strong enough to compete with the multinationals at home and expand overseas. "China's market should be mainly dominated by Chinese retailers," says Huang Guoxiong, a professor of economics at People's University in Beijing. "It is not possible to allow foreign retailers to take the dominant position."

NERVOUS OFFICIALS
There's little doubt that Chinese retailers and government officials are getting nervous about the growing foreign competition. Vice-Premier Wu Yi -- Beijing's tough trade negotiator -- last year met with the heads of top retail companies to discuss strategy. Under Wu's guidance, the Commerce Ministry is considering guidelines that would require cities to provide detailed blueprints for all retail expansion plans. Some fear that measure could be used to brake the foreigners' advance.

Ultimately, the clash between locals and foreigners may be tempered by realities on the ground. While the locals need managerial talent, financing, and greater scale, the foreigners need help navigating China's vast retail market -- and even more so as they move beyond the large coastal cities. That means that in spite of the newly relaxed rules on ownership, Wal-Mart, for one, will continue to work through joint ventures. "Our partners are knowledgeable about the business in China, and we learn from them," says Wal-Mart spokesman Bill Wertz. And foreign retailers that decide to go it alone may soon find themselves facing many of the same problems the locals have -- fickle customers with little brand loyalty and challenges hiring decent staff. Shopper Li's sole complaint about Carrefour: "I can never find employees when I need them." The stores, local or foreign, that get such issues right are the ones that will win the battle for the wallets of China's consumers.


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Sep 21, 2006 6:53 pm

มีข้อมูลที่ผมไปเจอใน Web site เกี่ยวกับ China Fact มีประเด็นที่น่าสนใจคือ

เขาบอกว่า Goldman Sachs คาดว่าด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ในปัจจุบันนั้น เขาคาดว่าปี 2041 นั้น ประเทศจีนน่าจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยครับ

และจากบทความที่ผมเอามาให้ดูบอกว่า การเติบโตของตลาด Retail ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานั้น เติบโตสูงถึงปีละ 15% ทีเดียว โดยปี 2004 มียอดค้าปลีกสูงถึง 628 Billion us$

การลงทุนใน Lotus ในเมืองจีน ก็ต้องถือว่า เข้าไปช้ากว่าคู่แข่งขันต่างประเทศรายอื่น จึงทำให้ต้องเร่งการขยายสาขา

อย่าลืมว่า Cp7-11 ในประเทศไทย กว่าจะทำสงครามค้าปลีกในเมืองไทยจนประสบความสำเร็จ วันนี้ ก็ใช้เวลากว่า 17 ปีครับ ในขณะที่ประเทศจีน นั้น เพิ่งเปิดสาขาและดำเนินการไม่ถึง 5 ปี ซึ่งในระยะแรก ก็คงต้องปรับกลยุทธทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

การทำเครือข่ายค้าปลีก ในความเห็นของผมจึงต้องมองระยะยาวซักหน่อย โดยเฉพาะศักยภาพของประเทศจีน ซึ่งยังถือว่า มีอัตราการเติบโตสูง และเศรษฐกิจใหญ่ ประชากรมาก และมีการเพิ่มของประชากรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ถ้าไม่เร่งขยายธุรกิจในขณะที่ยังมีโอกาสอยู่ ในอนาคตหากประเทศจีนออกกฏหมายบังคับการขยายการค้าปลีกของต่างประเทศ เหมือนเมืองไทย การเติบโตของการขยายสาขาเพื่อเพิ่มยอดขายในอนาคตก็จะลำบากขึ้น

ก็เอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเพิ่มนะครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Sep 21, 2006 7:06 pm

เป้าหมายการเปิดสาขาที่ประเทศจีนครับ จาก 56-1 ครับ


สำหรับในประเทศจีน บริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ในเขต 2 เมือง 7 มณฑล คือ เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เมืองฉงชิ่ง (Chonqing) มณฑลอันฮุย (Anhui) มณฑลหูเป่ย (Hubei) มณฑลหูนาน (Hunan) มณฑลเสฉวน (Sichuan) มณฑลเจียงซี (Jiangxi) มณฑลเจียงซู (Jiangsu) และมณฑลเจ๋อเจียง (Zhejiang) ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทมีแผนที่จะเปิดห้างโลตัสในปี 2549 ประมาณ 10-15 สาขา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะการแข่งขัน นโยบายการค้ารัฐบาลจีน สภาพเศรษฐกิจและสังคม


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Sep 21, 2006 7:18 pm

แล้วทำไมต้องลงทุน Lotus เมืองจีนระยะยาว

จากประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายของการเปิดสาขา Lotus แต่ละสาขาที่จะทำให้ถึงจุดคุ้มทุนได้ ต้องใช้เวลาพอควรครับ 5- 8 ปี แต่เมื่อหลังจากนั้น ก็จะเป็นน้ำซึมบ่อทราย เหมือนกับร้าน cp7-11 ครับ ดังนั้น หุ้นพวกนี้จึงต้องใช้ระยะเวลาพอควรครับ อย่าง วอลมาร์ก ก็เกือบ 10 ปีที่ลงทุนมาแล้ว ดังนั้นเขาก็ผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้วครับ

โครงการขยายสาขาและปรับปรุงห้างโลตัส
ตามแผนการดำเนินงานปี 2549 ของ Shanghai Lotus Supermarket Chain Store Co., Ltd. (SLS) SLS คาดว่าจะเปิดห้างโลตัสในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10-15 สาขา ในบริเวณเมืองเซี่ยงไฮ้และพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง   ซึ่งในปัจจุบันการเปิดห้างโลตัส 1 สาขา ใช้เงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 40-60 ล้านเรนมินบีต่อสาขา โดย SLS มีนโยบายที่จะใช้วิธีการเช่าอาคารแทนการสร้างเอง หรือใช้วิธีการชักชวนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อเป็นการลดภาระเงินลงทุนที่ต้องใช้ในการเปิดสาขา ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะได้รับอัตรากำไรขั้นต้นประมาณร้อยละ 12-13 ของยอดขายระดับร้านค้า (ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและการแข่งขัน) โดยคาดว่าจะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยประมาณ 5-8 ปี และการขยายสาขานี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านเรนมินบี ถึง 750 ล้านเรนมินบี ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายและผลกำไรให้กับบริษัทในอนาคต

สำหรับการปรับปรุงห้างโลตัสในปี 2549 บริษัทคาดว่าจะลงทุนปรับปรุงร้านสาขาเดิมที่มีอยู่ตามความเหมาะสมและสภาพการแข่งขัน ซึ่งการปรับปรุงสภาพร้านและเปลี่ยนอุปกรณ์ให้มีสภาพใหม่พร้อมใช้งานนี้จะช่วยให้ SLS สามารถรักษายอดขายและฐานลูกค้าของบริษัท โดยในปี 2549 คาดว่า SLS จะต้องใช้เงินลงทุนในส่วนนี้ประมาณ 40 ล้านเรนมินบี


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Sep 21, 2006 7:26 pm

แล้ว CRF ที่นักวิเคราะห์พูดถึงนั้น ทำไมถึงสามารถขายหุ้นส่วนนี้ให้กับ Cp7-11 ได้

ต้องบอกว่า เดิม Cp7-11 ก็อยากถือหุ้นใหญ่ทั้งหมด แต่กม. จีนห้ามไว้ เพิ่งมาเปิดโอกาสให้มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นต่างชาติไม่นาน คือ ปี 2547 เนื่องจากเป็นไปตามสัญญาการค้า WTO ที่จีนไปลงนามไว้ ช่วงนั้น Cp7-11 จึงขายหุ้นให้กับ กอง CRF และให้เงื่อนไขตามนี้ครับ

ความเสี่ยงจากการถูกผู้ร่วมทุน ใช้สิทธิ Put Option
เมื่อบริษัทตัดสินใจเข้าลงทุนในธุรกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ใน PRC บริษัทได้เข้าทำสัญญาผู้ถือหุ้น (Deed of Shareholders Agreement) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 กับ Lotus Distribution Investment (LDI), Yangtze Supermarket Investment (YSI) และ China Retail Fund (CRF) ซึ่งกำหนดไว้ว่า CRF มีสิทธิที่จะขายหุ้น YSI คืนให้แก่ LDI และ/หรือ บริษัท (Put Option) เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ
(ก) หุ้นของ YSI หรือของบริษัทที่ถือหุ้นของ YSI ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หรือตลาดหลักทรัพย์อื่นที่เป็นที่ยอมรับของบริษัท, CRF และ LDI ได้ภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากวันที่บริษัท, CRF และ LDI ชำระเงินค่าหุ้นของ YSI (Closing Date*) หรือ ภายในระยะเวลา 6 ปีนับจากวัน Closing Date ในกรณีที่บริษัท และ CRF ตกลงกันให้เป็นไปตามนั้น (Listing Deadline)
(ข) กำไรสุทธิหลังหักภาษีของ YSI ไม่ถึง 25.73 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบปีบัญชีที่เป็นปีเดียวกับวันครบรอบ 4 ปีนับ จากวัน Closing Date และ 35.42 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบปีบัญชีที่เป็นปีเดียวกับวันครบรอบ 5 ปีนับจากวัน Closing Date
(ค) บริษัทหรือ LDI หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ LDI หรือกับบริษัท ไม่ปฏิบัติตามคำรับรองที่ให้ไว้ในสัญญาผู้ถือหุ้นดังกล่าว
*หมายเหตุ: Closing Date ได้แก่วันที่ 27 มีนาคม 2543


โดยบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงในเรื่องนี้คือ
แม้ว่า CRF อาจจะใช้สิทธิขายหุ้นคืนให้กับบริษัทได้ตามเงื่อนไข แต่บริษัทยังเชื่อว่าจากความสัมพันธ์อันดีตั้งแต่เข้าทำสัญญาผู้ถือหุ้น บริษัทยังไม่เคยมีกรณีพิพาทใดๆที่สำคัญกับ CRF รวมทั้งได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆในสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้แล้วบริษัทยังได้ปรึกษาหารือกับ CRF เพื่อร่วมกันหาแนวทางการปรับปรุงผลประกอบการของ SLS มาโดยตลอด ทำให้เชื่อว่า ธุรกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ใน PRC เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต และเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต

จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า ภาระการลงทุนในหุ้น Lotus ประเทศจีนจะลดลงใน ระยะยาวได้ หากในอนาคตบริษัทสามารถสร้างผลกำไรที่ดีด้ และนำหุ้นที่บริษัทถือใน Lotus ประเทศจีน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงต่อไปครับ ตรงนี้คืออนาคตที่น่าติดตามต่อไปครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Sep 21, 2006 7:34 pm

ภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขันของธุรกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ในประเทศจีน

ธุรกิจค้าปลีกของจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการบริโภค
นอกจากนี้จากนโยบายการผ่อนคลายของภาครัฐในด้านการเปิดเสรีภาคการค้าเมื่อธันวาคม 2547 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการขยายการลงทุนเข้ามาในจีนอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ภาคค้าปลีกขยายตัวกว่าร้อยละ 10  
2543 2544 2545 2546 2547 2548-p 2549-f
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (ร้อยละ) 9.7 8.1 9.1 10.0 10.1 9.5 8.3-9.3
การขยายตัวของยอดขายค้าปลีก (ร้อยละ) 8.4 10.1 11.8 9.1 13.3 12.8 13.0



การขยายตัวทางเศรษฐกิจและภาคค้าปลีกโดยเฉพาะการขยายการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางในเขตเมือง ทั้งในส่วนของปริมาณ รายได้  กำลังซื้อ  ในขณะเดียวกันรูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเมืองเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่ชีวิตสมัยใหม่มากขึ้น  
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคส่วนหนึ่งสามารถสะท้อนได้จากการที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้จากการสำรวจของบริษัทวิจัยชั้นนำ ในปี 2548 พบว่าภาคค้าปลีกสมัยใหม่ของจีนมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 42% ในปี 2545 เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2547 ในขณะที่ภาคค้าปลีกแบบดั้งเดิมมีสัดส่วนที่ลดลง

สัดส่วนการค้าปลีก (%) 2545 2546 2547
ค้าปลีกสมัยใหม่ 42 46 50
ค้าปลีกแบบดั้งเดิม 53 49 47
ร้านค้าแบบเฉพาะเจาะจง 5 5 3



ในส่วนของค้าปลีกสมัยใหม่ พบว่าไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือซุปเปอร์เซ็นเตอร์เป็นค้าปลีกที่มีการขยายตัวสูงเมื่อเทียบกับประเภทอื่นๆ โดยพบว่าสัดส่วนของค้าปลีกประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตในจีนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 38 ในปี 2548 ในขณะที่ค้าปลีกในรูปแบบอื่นๆ มีสัดส่วนลดลง และคาดว่าจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องประมาณ 25-30% ต่อปีไปจนถึงปี 2553 โดยมีปัจจัยสนับสนุนได้แก่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ รายได้และกำลังซื้อ รวมไปถึงภาคค้าปลีก ซึ่งขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 11.4 ต่อปีในช่วงปี 2543-2548 และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องอีกประมาณร้อยละ 13 ในปี 2549

แนวโน้มอุตสาหกรรมและการแข่งขันในปี 2549
ภาคค้าปลีกของจีนในปี 2549 คาดว่าจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องอีกประมาณร้อยละ 13 โดย     แรงขับเคลื่อนที่สำคัญมาจากชนชั้นกลางในเขตเมืองที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านปริมาณและรายได้ กำลังซื้อ รวมทั้งรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปสู่ชีวิตสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ประกอบกับรัฐบาลจีนได้กำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 (ปี 2006-2010) ที่มุ่งเน้นกระตุ้นการขับเคลื่อนด้านการบริโภคภายในประเทศควบคู่กับการปรับเพิ่มรายได้ของเมืองและชนบท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญเป็นผลให้รายได้และกำลังซื้อ พฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป และมีความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความต้องการในการบริโภคที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยดึงดูดที่สำคัญให้การขยายการลงทุนด้านค้าปลีกในจีนน่าจะมีอย่างต่อเนื่องทั้งจากผู้ค้าปลีกต่างชาติ และผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งนี้พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมของห้างโลตัสซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ได้แก่ Trust-mart, คาร์ฟูร์, วอลมาร์ท, Rt-mart, Shanghai Bailian เป็นต้น

หากพิจารณาในส่วนของเมืองที่มีระดับรายได้ของประชากรและมูลค่าค้าปลีกอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ ได้แก่  เซี่ยงไฮ้ (Shanghai), ปักกิ่ง (Beijing), เจ๋อเจียง (Zhejiang), เทียนจิน (Tianjin), เจียงซู (Jiangsu)  ซึ่งเมืองเหล่านี้ต่างก็เป็นเป้าหมายในการเข้ามาขยายการลงทุนของค้าปลีกทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นและบริษัทต่างชาติ รวมไปถึงโลตัสซุปเปอร์เซ็นเตอร์  โดยในปี 2549 โลตัสซุปเปอร์เซ็นเตอร์  มีเป้าหมายในการขยายสาขาอยู่ที่ 10-15 สาขา


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Sep 21, 2006 8:21 pm

คราวนี้ผมก็สงสัยต่อครับ กองทุน CRF China Retail Fund เป็นใคร แล้วก็มาถึงบางอ้อ ตามข้อมูลที่ปรากฏครับ

2543 - ร่วมกับ The China Retail Fund, LDC ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของ American International Group (AIG) จัดตั้ง Yangtze Supermarket Investment Co., Ltd. เพื่อลงทุนในธุรกิจซูเปอร์เซ็นเตอร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน

- จัดตั้ง Shanghai Lotus Supercenter Chain Store Co., Ltd

และหากเราไปดูผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ cp7-11 ก็จะเห็นได้ว่า มีบริษัท AIA ซึ่งเป็นบริษัทในเครือกับ AIG ถือหุ้นอยู่

ดังนั้นสัมพันธภาพตรงนี้จึงเป็นประเด็นว่า ขนาดผู้ถือหุ้น AIA ยังมาลงทุนใน Cp7-11 ในประเทศไทย แล้วทำไมที่เมืองจีนเขาจะเร่งรีบขายไปก่อนหรือ ตรงนี้จึงน่าคิดเหมือนกัน

ดังนั้น ถ้าเขาเชื่อในระบบบริหารของ TESCO เขาเชื่อระบบบริหารของกลุ่มบริหาร CP ค้าปลีกที่ทำให้ Cp7-11 ประสบความสำเร็จมาแล้ว รวมถึงยังยังนำ ห้าง แมคโค และ Tesco Lotus มาเปิดตลาดที่เมืองไทย แล้วขายออกไป เพื่อเอาเงินไปลงทุนในประเทศจีน เพราะถ้ากองทุน CRF ขายตอนนี้ก็ได้ผลตอบแทนเพียง 10% ต่อปี 5 ปี ก็ 50% ยังไม่ถึง 1 เด้งเลยครับ แต่ถ้าถือระยะยาวแล้วไปขายต่อในตลาดหลักทรัพย์ อันไหนจะคุ้มกว่ากันครับ

เดือนกันยายนคือเดือนนี้คงได้รู้ผล พร้อมกับลุ้นผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ต่อด้วยครับว่าจะเป็นอย่างไรครับ


User avatar
worapong
Verified User
Posts: 929
Joined: Tue Aug 05, 2003 12:20 am

Posts by worapong » Thu Sep 21, 2006 10:01 pm

เคยอ่านเจอ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นรีเสิร์ชนะครับ ว่า same store sale ติดลบนะคับ หมายถึงที่เมืองจีนนะคับที่โน่นคงแข่งกันแรงน่าดู

margin of safety
circle of competence
waiting for the perfect pitch

thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 8:32 am

คุณ Warapong ใช้ Research พูดถึงเรือง Same store ที่เมืองจีนลดลงในช่วงนี้นะครับ ใช่ครับ แต่ผมก็ขอเอาข้อมูล Research ของที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ Global retailing ทั่วโลก ซึ่งให้ความเห็นถึงการค้าปลีกที่น่าสนใจของประเทศมาตอบนะครับ

ผมก็ตั้งคำถามเหมือนคุณ Warapong เหมือนกันว่า ทำไม Same Store ช่วงนี้ถึงลดลง แล้วจะเป็นแบบนี้ในระยะยาวหรือไม่

คำตอบของผมที่ลองอ่าน Research และวิเคราะห์ดูนะครับ

ที่แข่งขันสูง เพราะตอนนี้ค้าปลีกหลายสัญชาติ เร่งรีบเข้าไปจับจองเครือข่ายในประเทศจีนมากขึ้น หลังจากที่จีนยอมทำตาม WTO ในเรื่องการเปิดเสรีการค้าปลีกในประเทศ และยอมให้มีการถือหุ้นค้าปลีกในประเทศได้เพิ่มขึ้น ทำให้หลายประเทศเริ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ค้าปลีกจากค่ายสัญชาติ อเมริกา วอล์มาร์ก จากค่ายฝรั่งเศส คาร์ฟู จากเยอรมัน จากญี่ปุ้น และประเทศอังกฤษคือ Tesco Lotus ซึ่ง Cp7-11 เข้าไปมีส่วนในการบริหารจัดการด้วยในรูป Joint Venture และอีกหลายสัญชาติ กำลังทะยอยเข้าไปจับจองพื้นที่กันมากขึ้น เพื่อสร้าง Infrastucture ของเครือข่ายกันก่อน และมูลเหตุสำคัญที่เข้าไปกัน เนื่องจากบทวิจัยพูดถึงว่า การเติบโตของค้าปลีกในประเทศพัฒนาเริ่มไม่ใช่จะเป็น Growth Stock แล้ว เนื่องจากมีการขยายเครือข่ายในประเทศของเขาเองอย่างมาก ทำให้การเติบโตชะลอตัว จึงเริ่มหันมาสนใจการค้าปลีกต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ รวมถึงประเทศจีนที่เป็นยักษ์หลับมานาน

นอกจากการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งที่มาจากต่างประเทศ การแข่งขันจาก Local Brand ที่เคยครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เริ่มถูกคู่แข่งต่างชาติเข้ามา Share เพิ่มขึ้นตามลำดับ และมีแนวโน้มลดลง รัฐบาลของจีนจึงพยายามให้การช่วยเหลือโดยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ค้าปลีก Tradition เพื่อให้สามารถมีต้นทุนการเงินที่ต่ำมาปรับปรุงร้านค้า รูปแบบต่าง ๆ เพื่อมาต่อสู้

2 ปัจจัยหลักดังกล่าว ทำให้การแข่งขันรุนแรงจริง ๆ ครับ ตามบทความที่ผมนำมาแปะให้ด้วย ก็ได้สะท้อนในเรื่องดังกล่าวให้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 8:45 am

คำถามต่อไปว่า น่ากลัวหรือไม่

ก่อนตอบคำถามนี้ บทวิจัยที่ผมอ่านได้วิเคราะห์ความเห็นของประเทศจีนไว้อย่างน่าสนใจคือ

ประเทศจีนในขณะนี้มีความเสี่ยงในประเทศอยู่ 2 เรื่องที่สำคัญ

1.  ระบบธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของค่อนข้างอ่อนแอ มี NPL ที่สูง ดังนั้น ตรงนี้จึงทำให้การให้การสนับสนุนธูรกิจในประเทศต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยรัฐบาลจีนจะต้องเข้ามาปรับปรุงให้ระบบธนาคารพาณิชย์กลับมาเข้มแข็งขึ้น ดังนั้น การทำธุรกิจที่ไม่ใช่ Sound Banking คือ ทำธูรกิจที่เสี่ยงสูง ๆ หรือไปสนับสนุนการเงินกับธุรกิจที่อ่อนแอสู้คู่แข่งขันไม่ได้ จะเป็นข้อจำกัดในระยะยาวของธนาคาร ดังนั้น ผมมองว่า การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ๆ กับค้าปลีกภายในประเทศ ซึ่งมีความได้เปรียบการแข่งขันน้อยกว่า จะช่วยได้ในระยะสั้น เท่านั้น สุดท้ายหากกลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็คงคล้ายค้าปลีกดั้งเดิมของประเทศไทย ที่ต้องล้มไปเรื่อย ๆ ในที่สุดครับ ก็จะเหลือค้าปลีกที่เป็น Local Brand ที่เข้มแข็ง ที่สามารถปรับ Model ธุรกิจให้แข่งขันได้ต่อไป

2.  ปัญหาเรื่องค่าเงิน เพราะในขณะที่จีนมีข้อได้เปรียบในการค้าระหว่างประเทศ มีดุลการค้าเกินดุลกับประเทศพัฒนาจำนวนมาก เช่น อเมริกา เป็นต้น ซึ่งทำให้ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงมาก ๆ

อันนี้จะเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้นานาชาติกดดันการปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนให้ทะยอยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้จะส่งผลทำให้เป็นแรง Pressure ที่สำคัญที่ทำให้ประเทศจีนต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ของประเทศหันมากระตุ้นการใช้จ่ายภายในให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คนชั้นกลาง ที่มีรายได้สูงขึ้น ก็จะมีการจับจ่ายมากขึ้นในอนาคต ทำให้การเติบโตของค้าปลีกมีแนวโน้มระยะยาวที่จะดีเพิ่มขึ้น

การที่ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ก็จะส่งผลให้ใครมาลงทุนช้า ก็ต้องมีต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าคนที่มาลงทุนก่อน และยังทำให้ Asset ของต่างชาติที่มาลงทุนก่อนหน้านั้น มีมูลค่าการลงทุนใน Asset โดยเฉพาะที่เป็นอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้เป็นอัตราเร่งที่ต่างชาตินำเงินมาลงทุนขยายกิจการเพิ่มขึ้น จนเกิด Excess Capacity ในระยะสั้น แต่ระยะยาวแล้ว กลไกตลาดจะทำหน้าที่ของมันเพื่อปรับสมดุลย์ เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย

นอกจากนี้ จากการที่ประเทศจีนต้องเปิดประเทศตามข้อตกลง WTO และมีการลดภาษีการนำเข้าด้วย

ทำให้ค้าปลีกต่างประเทศสามารถนำเข้าสินค้าจาก Supply Chain ที่มีเครือข่ายจากทั่วโลกเข้ามาจำหน่ายได้มากขึ้น


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Sep 22, 2006 9:03 am

จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ผมมาวิเคราะห์ต่อว่า การแข่งขันรุนแรงนั้น จะกดดันแบบนี้ไปอีกนานหรือไม่ ผมวิเคราะห์ว่า น่าจะผ่อนคลายในระยะต่อไปเพราะ
1.  การที่ประเทศจีนเปิดประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จะทำให้มีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าไปลงทุนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนย่อมเข้าไปจ้างตลาดแรงงานในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งน่าจะส่งผลให้มีกำลังซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศเอง และกำลังซื้อจากในประเทศโดยเฉพาะคนชั้นกลางที่มีโอกาสที่จะได้รับรายได้ที่สูงมากขึ้น

2.  การที่แนวโน้มค่าเงินหยวนเริ่มแข็งค่าขึ้น การที่รัฐบาลลดภาษีนำเข้ามากรายการมากขึ้น ก็เป็นโอกาสในการที่ทำให้ Chain จากต่างประเทศที่มีเครือข่ายทั่วโลก สามารถนำเข้าสินค้าจำนวนมากจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายหลากหลายมากขึ้น ซึ่งสินค้าที่หลากหลาย ก็จะช่วยกระตุ้นยักษ์หลับจากจีนให้มาบริโภคสินค้านานาชาติมากขึ้น

3.  ผมทราบว่ารัฐบาลจีนก็พยายามส่งเสริมสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนได้มีบ้านเป็นของตนเอง การที่ประชาชนจีนมีบ้านมากขึ้น ก็ทำให้เกิดความต้องการสินค้าอุปโภคและบริโภคมากขึ้นตามไปด้วย พฤติกรรมการจับจ่ายก็จะมีวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งสะท้อนเหมือนกันเกือบทั่วโลก

4. จากที่ประเทศจีนเป็นยักษ์หลับมานาน เมื่อมีการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับรายได้ประชาชนสูงขึ้นตามไปด้วย จากการมีการจ้างงานของนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้กำลังซื้อในระยะยาวก็จะเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

5. ความได้เปรียบของ Modern Trade นั้น จะทำให้มีการขยายส่วนแบ่งการตลาดที่โตไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของภาพรวมด้วย ซึ่ง Modern Trade เหล่านี้ จะมีกลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตั้งแต่เรื่อง Merchandise Skill Management ในเรื่องการบริหารจัดการสินค้าและบริการที่มี Model ธุรกิจที่หลากหลาย สามารถปรับและนำมาใช้ได้ทันที อย่างรวดเร็ว และเป็นมาตรฐานทั่วโลก เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบร้านค้า การจัดวางสินค้า การบริหาร Stock การจัดทำ Promotion และบริการเสิรมอื่น ๆ เช่น บัตรเครดิต การจัดส่งสินค้า การขายสินค้า Online รวมถึงบริการสินเชื่อบุคคลเพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น รวมถึงยังมีระบบ Supply Chain ที่เข้มแข็ง ทำให้สามารถบริหารช่องทางการจำหน่าย การต่อรองราคาสินค้า การให้ระบบลิขสิทธิ์ หรือ แฟรนไชส์ เพื่อขยายกิจการ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะผู้ที่ขอลิขสิทธิ์ก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ระบบการทำงานได้รับการพิสูจน์มาทั่วโลกว่าประสบความสำเร็จมาก่อนแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ Modern Trade ยังมีรูปแบบการขยายกิจการที่หลากหลายด้วย เช่น Hypersuper Market หรือ Market EXpress หรือ คิออส หรือช่องทางการซื้อขายผ่าน Internet เป็นต้น อันนี้จะเป็นตัวต่อยอดธูรกิจต่อไป หลังจากมีการขยายเครือข่ายจำนวนมากแล้วครับ

ธุรกิจเครือข่าย จึงมีการลงทุนใน Infrastructure ช่วงแรกที่เป็นเป็น Fixed Cost หลังจากนั้นในระยะยาวก็จะปรับเปลี่ยนจาก Fixed Cost เป็น Variable Cost ที่หลากหลายสินค้าและบริการมากขึ้นครับ จึงเป็นธุรกิจที่เป็นแบบน้ำซึมบ่อทรายไปเรื่อย ๆ แถมยังใช้เงินทุน และสินค้าจาก Supplier มาขาย ทำให้เป็นธูรกิจที่ใช้ Leverage เงินและทรัพย์สินของคนอื่นมาดำเนินการแทนสูงมากในอนาคตครับ


sierhui
Verified User
Posts: 19
Joined: Sun May 28, 2006 4:14 pm

Posts by sierhui » Sat Sep 23, 2006 9:10 pm

ผมคิดว่า cp7-11 ไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนที่ Lotus ในประเทศจีน
และอาจต้องทำใจยอมรับกับผลการขาดทุนดังกล่าวในอีกไม่นาน ที่ประเทศจีน
เป็นที่มี Demand สูง แต่ก็มี Supply มากเช่นกัน การปิดสาขาเป็นสัญญาณ ที่ค่อนค้างชัดเจนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  เราต้องยอบรับ cp7-11 เล็กเกินไปในการแข่งขันระดับโลก หากแต่ cp7-11 ขยายในภูมิภาค asian ก่อน
เช่น ลาว เวียดนาม น่าจะดีกว่ามาก ผมเองก็ถือหุ้น cp7-11 มานาน ก็อยากให้เลิกการลงทุนที่ประเทศจีนเสียที


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Thu Oct 19, 2006 7:19 pm

ไปเจอหนังสือเก่า ๆ หลายปีแล้ว นำกลับมาขายใหม่ คือ หนังสือเรื่อง 7-eleven คัมภีร์ธุรกิจค้าปลีกยุกใหม่ หาซื้อได้ที่ Se-ed ที่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาตินะครับ มีส่วนลด 15% จากราคาหน้าปกด้วยครับ  :lol:

อ่านแล้ว ทำให้เข้าใจธุรกิจของบริษัทนี้มากยิ่งขึ้นครับ เห็นผลงานในอดีตก่อนที่จะโตมากๆ เช่นในปัจจุบันนี้

รายได้หลักจากการให้ Franchise หลายรูปแบบ ซึ่งมีถึง 5 ประเภท  และรูปแบบของการให้สิทธิช่วงในอาณาเขต ต่าง ๆ  ทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมการเปิดสาขาของ 7-11 จำนวนมาก จึงมีส่วนช่วยเพิ่มทั้งรายได้และผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้น โดยในหนังสือเล่มนี้ หน้าที่ 48 - 52 ได้พูดถึงรูปแบบการเปิดสาขาประเภทต่างๆ รวมถึง รูปแบบการลงทุนที่ผู้ขอแฟรนไชส์ ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร และต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไรบ้างให้กับ cp7-11 เช่น ค่าสิทธิ์แรกเข้า ค่าดำเนินการโอนร้าน ค่าดำเนินการอื่น ๆ ค่าสิทธิ์ในการบริหารร้าน รวมถึงเงินสดค้ำประกัน เป็นต้น

และทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมเงินสดของ cp7-11 ถึงได้มีมากแม้จะมีการขยายการลงทุนเปิดสาขา และทำไมยิ่งเปิดสาขาจำนวนมาก ก็ยิ่งสร้างผลกำไรมากยิ่งขึ้นครับ

ก็ลองไปศึกษาดูนะครับ เป็นประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจธุรกิจค้าปลีกนี้ รวมถึงธุรกิจค้าปลีกอื่น  ๆ ด้วยครับ ก็มาบอกเล่าเก้าสิบกันครับ กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ด้วยครับ  :lol:


เทียน
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 426
Joined: Sun Aug 17, 2003 10:45 pm

Posts by เทียน » Thu Oct 19, 2006 11:15 pm

Although CP-711's Thai convenience store business remains
 robust, its continually disappointing China Lotus operations are
 weighing on the share price.


However, increasing signs of faith in a turnaround exist,
  with 45% owner China Retail Fund's non-exercise of a put option on
  its Lotus stake.

source: CLSA


Kao
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1256
Joined: Wed Dec 24, 2003 4:48 am

Posts by Kao » Fri Oct 20, 2006 2:36 am

[quote="thawattt"]ไปเจอหนังสือเก่า ๆ หลายปีแล้ว นำกลับมาขายใหม่ คือ หนังสือเรื่อง 7-eleven คัมภีร์ธุรกิจค้าปลีกยุกใหม่ หาซื้อได้ที่ Se-ed ที่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาตินะครับ มีส่วนลด 15% จากราคาหน้าปกด้วยครับ

"Price is what you pay. Value is what you get."

phobenius
Verified User
Posts: 1976
Joined: Sun Nov 16, 2003 11:40 am

Posts by phobenius » Tue Nov 14, 2006 8:28 pm

Reviewed Quarter-3 and Consolidated F/S (F45-3))
               Report: Reviewed Quarterly Financial Statements
                      Name C.P. SEVEN ELEVEN PUBLIC COMPANY LIMITED

                                                Reviewed
                                          Ending  30 September  (In thousands)
                                  Quarter 3               For 9 Months
         Year                   2006        2005        2006        2005

    Net profit (loss)         382,398     373,585    1,259,409   1,229,937
    EPS (baht)                  0.09        0.08        0.28        0.28

 Type of report:
    Unqualified Opinion


   Comment: Please see details in financial statements, auditor's
   report and remarks from SET SMART

    "The company hereby certifies that the information above is
   correct and complete. In addition, the company has already reported
   and disseminated its financial statements in full via the SET
   Electronic Listed Company Information Disclosure (ELCID), and has
   also submitted the original report to the Securities and Exchange
   Commission."

                          Signature ___________________________
                                ( Mr.Taweesak Kaewrathtanapattama )
                     Position Vice President Financial and Accounting

                        Authorized to sign on behalf of the company


KwanG
Verified User
Posts: 99
Joined: Thu Aug 25, 2005 11:14 am

Posts by KwanG » Fri Nov 17, 2006 10:42 pm

รบกวนถามเรื่องนโยบายล่าสุดของ CP7-11 เกี่ยวกับ Lotus China ด้วยนะค่ะ ไม่ทราบว่าตกลงเค้าจะแบกรับภาระ ขาดทุนต่อไป มีแผนเป้าหมายอะไร รึเปล่า... อยากกลับมาตามตัวนี้ใหม่ค่ะ ขอบคุณมากๆนะค่ะ

ฉันมั่งมี ไม่ใช่เพราะฉันมีมากมาย ..
แต่เพราะฉันมีมากพอ...(^,^)

kevinbig
Verified User
Posts: 66
Joined: Tue Oct 18, 2005 10:38 pm

Posts by kevinbig » Thu Jan 11, 2007 7:19 pm

ผมคิดว่า CP7-11 จะไม่ไหวแล้วนะครับ ได้กำไรเท่าไหร่ก็ไปตัดกับขาดทุนโลตัสที่จีนหมด ไม่รู้โลตัสที่จีนจะต้องเพิ่มทุนอีกกี่รอบ ตอนนี้ขาดทุนจนจะมากกว่ากำไรที่เซเว่นในไทยจะหาได้แล้ว จริงๆ แล้ว CP7-11 จะน่าลงทุนมากๆ เลยถ้าราคาถูกว่านี้ แล้วก็ไม่มีโลตัสด้วย มันขาดทุนเกินตัวแล้วจริงๆ จากปีละไม่ถึงพันล้าน นี่ปีละพันกว่าล้านแล้ว ผมว่าสู้ไม่ไหวครับ CP7-11 หาเงินให้ไม่พอกับที่โลตัสในจีนขาดทุนไปหรอกครับ ระยะยาวผมเองก็มองว่าโลตัสในจีนอนาคตน่าจะดี อันนี้ก็ไม่แน่ใจ เพราะคู่แข่งในจีนมีแต่ใหญ่ๆ ทั้งนั้น เงินทุนหนากว่าเยอะ แล้วก็เข้ามาก่อนเรา พอว่า CP7-11 ต้องยอมตัดเนื้อร้ายรักษาชีวิตละ


nearly_vi
Verified User
Posts: 743
Joined: Fri Jun 23, 2006 5:26 pm

Posts by nearly_vi » Thu Jan 25, 2007 4:02 am

ผมเพิ่งมาสนใจ

แต่คิดว่าราคายังแพงอยู่???

1. มีใครที่ตามตัวนี้อยู่รึเปล่าครับ พอคาดคร่าวๆ ได้หรือไม่ครับว่า growth แค่ไหน
เพราะถ้าเท่าที่ดูคร่าวๆ มันก็เริ่มๆ อิ่มตัวแล้ว (โดยเฉพาะในกรุงเทพ) โดยเฉพาะเรื่องจำนวนสาขา (รึเปล่าครับ??)

PE สูงเกินไป ไม่รู้ว่า เกิน growth ไปมากรึเปล่าครับ (เพิ่งหันมาสนใจ)

2. เรื่อง lotus ที่จีน มีทางมากำไรหรือไม่ แค่ไหนอ่ะครับ

(โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าทิ้งไปคงทำให้พื้นฐานดีขึ้นมากกว่า)


Post Reply