BLA

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
randomwalk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 728
Joined: Mon Feb 28, 2011 11:48 pm

Re: BLA

Posts by randomwalk » Tue Feb 28, 2012 12:53 am

ขอขอบคุณ คุณ skyforever ครับ
คุณทำการบ้านหนัก วิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลในห้องนี้มาโดยตลอด
ขอให้ความดีนี้ทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ


Accidental Hero
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1601
Joined: Sat Dec 18, 2004 11:51 pm

Re: BLA

Posts by Accidental Hero » Tue Feb 28, 2012 12:54 am

มุมมองของผมครับ

ถ้าเราดูเนื้อธุรกิจจริงๆ พบว่า margin ลดลง

ถ้าเราดูนโยบายการตั้งสำรองพบว่ายังคงสูงต่อเนื่อง

ถ้าเราดูการสำรองด้วย GPV ที่คำนวณโดยใช้ดอกเบี้ยพันธบัตรที่ต่ำกว่า ROI ที่ทำได้จริง
พบว่า ตัวเลขกันสำรองนั้นเกินความจำเป็น ถ้า ROI ยังทำได้สม่ำเสมอและมากกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรและมากกว่า IRR อาจจะหวังได้ว่า เงินสำรองส่วนเกินนั้นจะบวกกลับคืนมาในอนาคต
แต่ในความจริงแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะบวกกลับ ฐานของเงินในขณะนั้นจะใหญ่ขึ้น จนเงินที่บวกกลับมีผลน้อย

ถ้าทุกอย่างยังอยู่ในภาวะปัจจุบัน
Growth จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง EPS และ VNB รวมถึง EV

ทางออกอย่างที่คุณเสนาะบอก คือ ขาย product ที่ยาวขึ้น margin สูงขึ้น โดยเฉพาะพวก credit life และ whole life

ในอนาคต งบกำไรขาดทุนจะผันผวนมากขึ้น เพราะมีตัวแปรสำคัญคือ ดอกเบี้ยพันธบัตร10-15 ปี Zero Coupon มาใช้คำนวณ reserve ด้วย
ยังหวังว่าจะคุมอยู่ที่ 65%

ส่วนการเปลี่ยนแปลงระเบียบ RBC ในอนาคต คงต้องรออีกนาน อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

หมายเหตุ กำลัง upload ไฟล์ 120Mb 2.53 ชม ยังไม่สำเร็จครับ

"Be sure you put your feet in the right place, then stand firm"
Abraham Lincoln

Accidental Hero
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1601
Joined: Sat Dec 18, 2004 11:51 pm

Re: BLA

Posts by Accidental Hero » Tue Feb 28, 2012 1:18 am

BLA27Feb2012.wma
http://v3.gushare.com/file.php?file=cb9 ... 94bedc6d59

2.53 ชม
มีเสียงรบกวนพอสมควรครับ แต่พอฟังได้

ต้องขอบคุณคุณเสนาะ คุณสมหมาย คุณมธุอร และเจ้าหน้าที่ BLA ทุกท่านครับ
วันนี้ให้เวลาพวกเราเต็มที่จริงๆ

"Be sure you put your feet in the right place, then stand firm"
Abraham Lincoln

nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3327
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BLA

Posts by nut776 » Tue Feb 28, 2012 1:31 am

ขอบคุณทุกท่านมากคับ

ไม่แน่ใจจาก q2 ไป จะโดน กด pe ลงมาอีกเหรอเปล่านะคับ
เพราะ ภาพ growth stock น่าจะเลือน ขึ้น
ไม่รู้ตลาดจะมองเป็น defensive ที่ปันผลต่ำ ไปเลยหรือเปล่า


รบกวนถามคห อีกเรื่อง
ถ้า (สมมตินะคับ) มีการโยกเงินฝากเข้ามา จากนโยบายลดประกันเงิน (ไม่รู้จริงๆตกลง ปัจจุบันนี้มีการ
ปรับหรือยัง เห็นว่า จะเปลี่ยนเป็น 20ล้านแทน ล้านนึง)
1 บ. จะได้ประโยชน์ไหม หรือ ปัจจัยกระตุ้นจริงๆคือเรื่องภาษี
2 ต่อจาก 1 ถ้าบ. ได้ประโยชน์ รูปแบบ กรมธรรม์ จะเป็นแบบไหน
3 ต่อจาก 2 คือ ถ้าเป็น สะสมทรัพย์ แล้วเกิดเข้ามาจำนวนมาก งบน่าจะออกมาเหลี่ยมไหน
4 ต่อจาก 3 ถ้าเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยยะ จะทำให้ duration ของหนี้ลดลงไหม
5 ต่อจาก 4 ถ้าการที่ duration ของหนี้ ลดลง จะทำให้มีผลกับการตั้งสำรองใช่ไหม

ถ้าถามแล้วไม่เกิดประโยชน์ หรือไม่ เหมาะสมกับอารมณ์ของเพื่อนในบอร์ด ตอนนี้
ต้องขออภัยด้วยคับ
ขอบคุณคับ

show me money.

13055
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 300
Joined: Tue Sep 13, 2011 3:17 pm

Re: BLA

Posts by 13055 » Tue Feb 28, 2012 2:15 am

เพิ่งลงมาศึกษาห้องนี้ได้ไม่นานครับ ยอมรับว่าทึ่งมาก เป็น 1ในห้องที่ดีที่สุดใน thaivi เลยครับ รายละเอียดครบและลึกมากๆ นั่งอ่านย้อนทีนานมากๆครับ ตอนนี้อ่านย้อนไป 2 รอบแล้วยังมีส่วนที่ไม่เข้าใจอีกมากครับ(คาดว่าคงต้องอ่านอีกหลายรอบครับ แฮ่ๆ)


ขอออกความเห็นเรื่องสมการของคุณ randomwalk นิดนึงนะครับ เข้าใจว่าจริงๆสินทรัพย์มันไม่ได้เอามาลงทุนหมด 100% ครับ อย่างปี 54 สินทรัพย์ประมาณ 112,000 ล้าน เอามาลงทุนจริงๆ 102,000 ล้านครับ(ซึ่งอยู่ราวๆ 91% ครับ) แต่เงินลงทุนปีหน้าอัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์ที่ลงทุนต่อสินทรัพย์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น เพราะสินทรัพย์โตขึ้นแต่เงินสดที่ถือคงจะประมาณเท่าๆเดิม(อันนี้เดาเอาเองครับ) เบี้ยประกันภัยค้างรับอาจจะเพิ่มขึ้นแต่เป็นอัตราส่วนที่น้อยกว่าสินทรัพย์(อันนี้ก็เดาเอาเองเช่นกันครับ) ซึ่งในปีหลังๆอาจจะตัดออกได้เลยครับ แต่ถ้าในปีแรกๆนี้อาจจะ conservative นิดนึง ตีไปราวๆ 9-10% ก็ได้ครับ ทำให้สมการนี้อาจจะได้เป็น 110,000(0.91) x 5% + 37,895 x 0.72 x 0.5 x 5% = 5687 ครับ
ซึ่งตรงนี้ถ้าจะนำมาคิดเป็นกำไรสุทธิต่อต้องอย่าลืมหัก tax ด้วยนะครับ ถ้าคิด conservative หน่อยก็คิด tax 30% ครับ จะได้ว่า 5687 x 0.7 = 3980 ครับ(ซึ่งกำไรสุทธิอาจจะไม่เยอะครับ เพราะ conservative ไปเยอะครับ ^^) ซึ่งถ้าจะ conservative มากกว่านี้อาจจะคิดว่า unwriting profit เป็นลบด้วยก็ได้ครับ อาจจะราวๆ 1-2% จากเบี้ยรับรวม(ราวๆ 300ล้านครับ) กำไรก็อาจจะลดไปอีกนิดนึงครับ


เข้าใจผิดตรงไหนรบกวนชี้แนะด้วยครับ

ขอถามต่อนิดนึงครับ
1. เรื่อง RBC เนี่ยมันต้องสำรองเงินภายในปี 57 ไว้ 150% คือเงินอะไรเทียบกับเงินอะไรหรอครับ แล้วเงินตรงส่วนนี้เอาไปลงทุนได้มากน้อยแค่ไหนครับ

2. สงสัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยกับการสำรองเงินครับ ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ตรงนี้ครับว่าทำไมถ้าอัตราดอกเบี้ยลง เงินสำรองเพียง 0.1% ต้องสำรองเงินมากขึ้น 1300 ล้านครับว่ามันสัมพันธ์กันยังงัย ตรงนี้ขอแบบ"จัดหนัก"ได้ไหมครับ

3. ไม่ค่อยเข้าใจคำว่า liability หรือ asset mark to market ครับ(จริงๆไม่เข้าใจตั้งแต่คำว่า mark to market แล้วครับ) พยายามอ่าน reply คุณ jo7393 ก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ รบกวนขอคำอธิบายเพิ่มเติม(ถ้าจะดีพร้อมยกตัวอย่างได้ไหมครับ) ตรงนี้ยอมรับว่าโง่จริงจังครับ

4. ด้านการตลาดจะเห็นว่า FYP ของประกันทุกประเภทรวมกันต่ำลง marketshareลดลงแม้ว่าTYPจะรักษาอันดับเดิมไว้ได้แต่เหมือนกินบุญเก่าครับ โดยเฉพาะbancที่ลดต่ำลง ตรงนี้มีความเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ เพราะปี 53 เราทำไว้ดีเกินคาดหรือเพราะเรายังเน้นการตลาดไม่พอครับ
อีกส่วนนึงคือ market penetration ถึงเดือนพฤศจิกายน 54 การถือกรมธรรม์ของคนไทยอยู่ที่ 25.61% ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเต็มปีก็คงได้ไม่เกินปีที่แล้วคือ 28.30% ตรงนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่อัตราการเติบโตของการถือกรมธรรม์จะเติบโตค่อนข้างน้อยจากตรงนี้ ใน worst case อาจจะคิดได้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้ถือกรมธรรม์น้อยยังมี room ให้โตอีกมาก แต่ผู้ที่ทำประกันตอนนี้โดยมากจะเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะและมีความรู้เรื่องประกันชีวิต(เพื่อนผมหลายๆคนเป็นหมอก็ไม่ค่อยสนใจจะทำกันครับ = =") แต่สังคมไทยส่วนมากยังเป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งการเจาะตลาดตรงนี้ยังไม่มากพอและทำได้ยากเนื่องจาก education ครับ(ไม่ได้ว่าคนไทยโง่นะครับ แต่สารภาพจริงๆว่าถ้าไม่คิดจะลดหย่อนภาษีผมเองก็ไม่มีความรู้เรื่องประกันภัยเลยครับ แล้วลองคิดถึงประชากรระดับล่างซิครับ)

5.เห็นไทยประกันชีวิตและ AIA เล่นผ่านbancมั่งแล้ว ตรงนี้ใครพอจะทราบมั๊ยครับว่าเค้าทำกันผ่านทางธนาคารไหนกันบ้าง
ซึ่งจะเห็นว่า AIA พอมาทำผ่าน banc จากโตดีๆมาปีนี้ทรุดเลยครับ FYP แค่ 35ล้าน(จากปีที่แล้ว 667ล้าน) ส่วนไทยประกันชีวิต FYP โตมา 555% ครับ ซึ่งไทยประกันชีวิตไม่น่าแปลกที่จะโตได้เร็วขนาดนี้เพราะฐานลูกค้าดีอยู่แล้ว การโปรโมทผ่านสื่อก็เล่นเต็มที่ ดังนั้นย้านมาผ่านเล่นผ่านbancไม่นานก็คงจะขึ้นไปติด top five ได้ไม่ยาก แต่ AIA เจ้าตลาด marketshare อันดับ1มันเกิดอะไรขึ้นหรอครับกับbancที่ตกต่ำมาดื้อๆ



ชอบห้องนี้มากเลยครับ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแรงๆตรงประเด็น แต่ไม่มีเดือด ถามมาก็ตอบไป ผิดก็ช่วยกันแก้ ขอฝากเนื้อฝากตัวเลยครับ ^^
randomwalk wrote:ควรจะคิดผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลงทุนในแต่ละปีด้วยครับ

ยกตัวอย่าง ปี 55 จะได้ผลตอบแทน เป็น 110,000 x 5% + 37,895 x 0.72 x 0.5 x 5% = 6,182 บาท
(เงินของเบี้ยรับที่ลงทุนผมจะหาร 2 เพราะไม่ได้เข้าตั้งแต่ต้นปีพร้อมกัน)

ดังนั้นปี 55 จะมีสินทรัพย์ 137,284 + 6,182 = 143,466 ซึ่งเติบโต 30% ครับ

ความสัมพันธ์น่าจะสรุปได้ดังนี้

เบี้ยใหม่โต 15% เบี้ยรวมโต 20% สินทรัพย์โต 30% ส่วนของผู้ถือหุ้นก็ควรจะโตมากกว่า 30% ครับ (ถ้าไม่มีการ mark to market)


User avatar
nasesus
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1273
Joined: Tue Apr 24, 2007 3:23 pm

Re: BLA

Posts by nasesus » Tue Feb 28, 2012 3:33 am

ปี54
เบี้ยใหม่ 8,300 ล้านบาท
เบี้ยรวม 31,500 ล้านบาท
สินทรัพย์ 110,000 ล้านบาท

ปี55
เบี้ยใหม่ 8,300x1.15 = 9,545 ล้านบาท
เบี้ยรวม =31,500x0.9 + 9,545 = 37,895 ล้านบาท โต 20%
สินทรัพย์ = 110,000 + 37,895x0.72 = 137,284 ล้านบาท โต 25%

ปี56
เบี้ยใหม่ 9,545x1.15 = 10,977 ล้านบาท
เบี้ยรวม =37,895x0.9 + 10,977 = 45,082 ล้านบาท โต 19%
สินทรัพย์ = 137,284 + 45,082x0.72 = 169,743 ล้านบาท โต 24%

ปี57
เบี้ยใหม่ 10,977x1.15 = 12,623 ล้านบาท
เบี้ยรวม =45,082x0.9 + 12,623 = 53,197 ล้านบาท โต 18%
สินทรัพย์ = 169,743 + 53,197x0.72 = 208,045 ล้านบาท 23%
จริงๆต้องหักเบี้ยครบกำหนดคืนในแต่ละปีด้วยหรือป่าวครับ

ทางที่ไม่มีไฟ ใช่ว่าไม่มีทาง เพียงแค่การก้าวไปข้างหน้าต้องใช้มากกว่าการหวังพึ่งแค่ดวงตา

User avatar
Skyforever
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1202
Joined: Fri Jun 26, 2009 9:40 pm

Re: BLA

Posts by Skyforever » Tue Feb 28, 2012 7:02 am

nasesus wrote:
ปี54
เบี้ยใหม่ 8,300 ล้านบาท
เบี้ยรวม 31,500 ล้านบาท
สินทรัพย์ 110,000 ล้านบาท

ปี55
เบี้ยใหม่ 8,300x1.15 = 9,545 ล้านบาท
เบี้ยรวม =31,500x0.9 + 9,545 = 37,895 ล้านบาท โต 20%
สินทรัพย์ = 110,000 + 37,895x0.72 = 137,284 ล้านบาท โต 25%

ปี56
เบี้ยใหม่ 9,545x1.15 = 10,977 ล้านบาท
เบี้ยรวม =37,895x0.9 + 10,977 = 45,082 ล้านบาท โต 19%
สินทรัพย์ = 137,284 + 45,082x0.72 = 169,743 ล้านบาท โต 24%

ปี57
เบี้ยใหม่ 10,977x1.15 = 12,623 ล้านบาท
เบี้ยรวม =45,082x0.9 + 12,623 = 53,197 ล้านบาท โต 18%
สินทรัพย์ = 169,743 + 53,197x0.72 = 208,045 ล้านบาท 23%
จริงๆต้องหักเบี้ยครบกำหนดคืนในแต่ละปีด้วยหรือป่าวครับ
randomwalk wrote:ควรจะคิดผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลงทุนในแต่ละปีด้วยครับ

ยกตัวอย่าง ปี 55 จะได้ผลตอบแทน เป็น 110,000 x 5% + 37,895 x 0.72 x 0.5 x 5% = 6,182 บาท
ผมสมมติว่ากระแสเงินสดที่เข้ามาเพิ่มขึ้นมีประมาณ 72% ของเบี้ยรับรวมน่ะครับซึ่งเป็นตัวเลขที่รวมพวกเงินที่ได้จากผลตอบแทนการลงทุนเรียบร้อยแล้ว และรวมพวกผลประโยชน์จ่ายตามกรมธรรม์เรียบร้อยแล้วครับ (อาจจะเป็นตัวเลขที่คิดแบบมักง่ายสักหน่อยนะครับ :D )

ชนะเพราะไม่คิดเอาชนะ กำไรเพราะไม่โลภ ลงทุนอย่างมีความสุขเพราะจิตใจอยู่เหนืออารมณ์ตลาด
"ทรัพย์ศฤงคารที่ได้มาอย่างเร่งร้อนจะยอบแยบลง แต่บุคคลที่ส่ำสมทีละเล็กละน้อยจะได้เพิ่มพูนขึ้น" สุภาษิต 13:11

User avatar
Skyforever
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1202
Joined: Fri Jun 26, 2009 9:40 pm

Re: BLA

Posts by Skyforever » Tue Feb 28, 2012 7:38 am

nut776 wrote:ไม่แน่ใจจาก q2 ไป จะโดน กด pe ลงมาอีกเหรอเปล่านะคับ
เพราะ ภาพ growth stock น่าจะเลือน ขึ้น
ไม่รู้ตลาดจะมองเป็น defensive ที่ปันผลต่ำ ไปเลยหรือเปล่า
กลายเป็นหุ้นเติบโตผสมวัฏจักรที่กำไรแปรผันตามดอกเบี้ยพันธบัตรไปแล้วครับ :twisted:
อัตราดอกเบี้ยต่ำ สำรองสูง อัตราดอกเบี้ยสูง สำรองต่ำ
ยกเว้นว่าบริษัทสามารถเติบโตจาก whole life และ credit life ได้ดี ลดสัดส่วน endowment ลงไปมากๆ จะช่วยทำให้สัดส่วนของสำรองต่ำลงได้มาก อย่างเช่นกรณีของ scblif ที่ทาง BLA บอกว่าปีที่ผ่านมาน่าจะได้รับผลกระทบเรื่อง GPV เหมือนกัน แต่อาจจะกระทบไม่มากนักเนื่องจากมีสัดส่วนของ endowment น้อยกว่า

เรื่องกำไรที่ผันผวนตามอัตราดอกเบี้ยจะไม่ต้องกังวลเลยหาก BLA สามารถทำให้ Duration ของสินทรัพย์และหนี้สินใกล้เคียงกัน ซึ่งทางผู้บริหารก็พยายามอยู่ แต่ผมคิดว่าคงทำไม่ได้ง่ายๆ และใช้เวลาค่อนข้างนาน

สรุปเลยคือ ระยะสั้นคงผิดหวังกัน กำไรน่าจะโตน้อยลงมาก ส่วนระยะยาวตัวธุรกิจน่าจะโตได้มาก แต่กำไรคาดการณ์ได้ยาก ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยทรงๆก็คงโตได้พอสมควร แต่ถ้าดอกเบี้ยลง ก็คงดูไม่ดี :twisted:

จริงๆตัวธุรกิจไม่เปลี่ยน แต่การเปลี่ยนแปลงวิธีการตั้งสำรองนี้ทำให้เราตระหนักถึงความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น ขึ้นกับว่าเรายังพอใจและรับความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้นนี้ได้หรือไม่ตามวิจารณญาณของแต่ละคนเลยครับ

ชนะเพราะไม่คิดเอาชนะ กำไรเพราะไม่โลภ ลงทุนอย่างมีความสุขเพราะจิตใจอยู่เหนืออารมณ์ตลาด
"ทรัพย์ศฤงคารที่ได้มาอย่างเร่งร้อนจะยอบแยบลง แต่บุคคลที่ส่ำสมทีละเล็กละน้อยจะได้เพิ่มพูนขึ้น" สุภาษิต 13:11

User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Re: BLA

Posts by Alastor » Tue Feb 28, 2012 7:51 am

This room opens my eyes a lot.
No matters how BLA turns out to be in the future, its stock price won't change the fact that many people here are great investors. There are a lot of players who rely on quick and simple criteria to bet on some stocks. Once, they succeed they yell 'my port reach new high' and think they are smart, only to be taken out of the market when party is over, when the situation calls for concret understanding of what going on in a company.
Long term successful players do not have to earn +30% a year. They just earn enough to survive.
It is my good luck to meet a lot of great investors in TVI, many can be found in this room. Thank you very much krub

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Croyoty
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3608
Joined: Mon Dec 24, 2007 3:55 pm

Re: BLA

Posts by Croyoty » Tue Feb 28, 2012 8:16 am

Alastor wrote:This room opens my eyes a lot.
No matters how BLA turns out to be in the future, its stock price won't change the fact that many people here are great investors. There are a lot of players who rely on quick and simple criteria to bet on some stocks. Once, they succeed they yell 'my port reach new high' and think they are smart, only to be taken out of the market when party is over, when the situation calls for concret understanding of what going on in a company.
Long term successful players do not have to earn +30% a year. They just earn enough to survive.
It is my good luck to meet a lot of great investors in TVI, many can be found in this room. Thank you very much krub
แปลด้วยครับ เพื่อนักลงทุนบางท่านที่อาจจะไม่ถนัดอังกฤษนะคับ จะได้ไม่ขาดโอกาสการรับรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน :D

สุขแบบเรียบง่าย สุขจากความสงบ
สู่วิถีธรรมชาติ ... วิถีแห่ง เซน

Image

wj
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1142
Joined: Thu Nov 04, 2004 7:48 am

Re: BLA

Posts by wj » Tue Feb 28, 2012 8:20 am

PRO_BABY wrote:
wj wrote:ยังไม่เห็นใครเขียนความเสี่ยงแบบเสียวๆเลยครับ
เราเห็น โอกาสเรื่องเติบโต เราเห็น เรื่องกำไรชัดๆเพิ่มขึ้นและเรื่องดีๆอีกมากมาย

แต่ผมขอแนะนำมือใหม่ว่า คิดให้ดีๆนะครับ หาความเสี่ยงให้เจอ ณ ราคาวันนี้ เช่น ดอกเบี้ยเพิ่ม กระทบธุรกิจหรือไม่, การอิ่มตัวเป็นไปได้แค่ไหน, แล้วเราซื้อสูงกว่าราคาประเมินมูลค่าที่มีส่วนลด10% มันจะทำให้ได้ผลตอบแทนน้อยลงหรือไม่หาก ความจริงไปในทางแย่กว่าที่โมเดลคิดไว้ เป็นต้น แล้วอีกฝั่งมันทำงานของมันเอง(ด้านบวกไม่ต้องดูอะไรมากก็ย่อมได้)


ผมไม่สามารถทำลายมูลค่าระยะยาวของหุ้นได้นะครับ
ผมว่าถ้าอ่านมาเรื่อยๆ มีคนถามเรื่องดอกเบี้ย เรื่องการเติบโต เรื่องเงินลงทุน เยอะครับ ลองอ่านย้อนดูครับ ส่วนเรื่องราคาลองดูว่า คุณต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่ในอนาคต ณ ราคานี้ตอบสนองคุณได้หรือไม่ ส่วนผมมองว่ายังเติบโตได้อีกไกล ถ้าพูดเรื่องความเสี่ยงตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมรู้จักมัน(ความเสี่ยง). ผมว่ามันมีทุกลมหายใจเข้าออก ของผมเลยครับ อะไรในโลกนี้ไม่เสี่ยง บอกผมบ้างครับ แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ. อย่าโลภเกินความรู้

โชคดีทุกๆท่านครับ แล้วฟ้าที่มืดครึ้ม หมอกที่หนาตา จะเผยให้เห็น ท้องฟ้าที่สดใส ทุ่งหญ้าที่เขียวขจี. ผมเชื่ออย่างนั้น :)
ความเสี่ยงเสียวๆ ที่ผมคิดมันน่าจะมีแง่คิดแล้วครับ ก็คือโมเดลผลตอบแทนของ BLA มันอ่อนไหวกับดอกเบี้ยมาก มันควบคุมไม่ได้
มันเหมือนคนเล่น Margin แต่เป็นมาจิ้นทุน 1 กู้ 10 ดอกลดเพียงเล็กน้อย ก็ทำลายกำไรระยะยาวได้
หรือ หากใครคิดว่าดอกเบี้ยขึ้นมากๆ แล้วจะดีกับ BLA ผมว่านั้นก็คิดไม่ถูกเช่นกัน
เพราะถ้าดอกขึ้นมากเกินไป ก็จะทำให้ผู้ฝากเงินบางรายตัดสินใจยกเลิกกรรมธรรม์
ก็ได้
นอกจากนี้การบริหารประกันแบบสะสมทรัพย์มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บริษัทมีสัญญาที่เลิกกับลูกค้าไม่ได้ในระยะยาว แต่ลูกค้าเลิกกับบริษัทได้ทุกเวลา
ถ้าลูกค้าทำสะสมทรัพย์กับบริษัท(เช่น 20 ปี) บริษัทก็ยังไม่สามารถที่จะซื้อ bond ระยะยาวตามสัญญาของลูกค้าได้ เพราะไม่รู้ว่าวันไหนลูกค้าจะยกเลิกสัญญา แต่ถ้าไม่ซื้อไว้บ้าง ถ้าดอกเบี้ยลด บริษัทก็ขาดทุนได้ ถึงแม้ว่าทางออกของเรื่องนี้มันจะดูซับซ้อนแต่ก็สามารถบริหารได้อย่างมีกำไร แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเลิศหรู

เรื่องการเติบโตกำไร 30% ต่อปี ถ้าคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปหลายปี ผมเชื่อว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่งครับ

แล้วเราจะซื้อหุ้นที่มีผลตอบแทนแค่ 5% (สูงกว่าราคาปัจจุบันที่ใช้ส่วนลด 10% ตามโมเดลของบริษัท) ในขณะที่หวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างสม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริงมันอ่อนไหวมากพอสมควร
ที่กล่าวมาผมแค่ให้แง่คิดกับมือใหม่เท่านั้น มือเก่าคงอ่านเกมส์ได้ทะลุไปนานแล้ว


Dark$ide
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 238
Joined: Tue Oct 12, 2010 2:20 am

Re: BLA

Posts by Dark$ide » Tue Feb 28, 2012 8:51 am

สรุปข่าว หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
28 ก.พ.--ข่าวหุ้น


BLAซื้อกลุ่มสาธารณูปโภคดันผลตอบแทนไม่ปรี๊ด5%
กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) เล็งเก็บหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคเพิ่ม เน้นไฟฟ้า ประปาทางด่วน เข้าพอร์ต
หวังดันผลตอบแทนปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 5% พร้อมขยับพอร์ตลงทุนในหุ้นเพิ่มจาก 7% เป็น 10% หากมีจังหวะดี
จากพอร์ตลงทุน 1.08 แสนล้านบาท

สรุปข่าวหุ้น การเงิน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
28 ก.พ.--กรุงเทพธุรกิจ


กรุงเทพประกันชีวิตตั้งเป้าเบี้ยรับโต 15%
กรุงเทพประกันชีวิต ตั้งเป้าพอเพียงเบี้ยรับรวมโตแค่ 15% ส่วนการลงทุนปรับพอร์ตเพิ่มลงทุนในหุ้นเป็น 10% ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญรวมพลังบริษัทในเครือแบงก์ให้ตัวแทนขายหน่วยลงทุน

สรุปข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
28 ก.พ.--เดลินิวส์


กรุงเทพประกันชีวิตฝันสูง ติด 1 ใน 3 ที่คนไทยเลือกใช้
นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท
ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมเติบโต 15% จากปี 54 อยู่ที่ 31,807 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันแบบตลอดชีพ 60%
และเบี้ยประกันออมทรัพย์ 37% ที่เหลือ 3% เป็นเบี้ยบำนาญ ขณะที่เบี้ยรับปีแรกเติบโต 15% เน้นช่องทาง
การขายผ่านแบงก์แอสชัวรันส์ และการขายผ่านตัวแทน ซึ่งตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปี ข้างหน้าจะติด 1 ใน 3
บริษัทประกันชีวิตที่ประชาชนเลือกใช้บริการมากสุด นอกจากนี้ได้ร่วมกับ บลจ.บัวหลวง และบริษัท
กรุงเทพประกันภัย จำกัด ให้บริการทางการเงินที่ครบวงจรกับลูกค้า พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพให้ตัวแทน
สามารถขายหน่วยลงทุนได้ โดยปัจจุบันมีตัวแทนที่มีใบอนุญาตขายหน่วยลงทุนได้ 200 คน จากตัวแทนที่อยู่
ทั้งหมด 20,000 คน ซึ่งตัวแทนที่แอคทีพมี 8,000 คน

Don't look back, you're not going that way.

Tarzann
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2011
Joined: Sat May 03, 2008 12:31 pm

Re: BLA

Posts by Tarzann » Tue Feb 28, 2012 9:50 am

ภาพสรุป จาก company visit เมื่อวาน :evil:
Attachments
BLA future profit trend.JPG
BLA future profit trend.JPG (26.74 KiB) Viewed 1587 times


Tarzann
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2011
Joined: Sat May 03, 2008 12:31 pm

Re: BLA

Posts by Tarzann » Tue Feb 28, 2012 9:52 am

FYI bond yield
Attachments
10Y GOv Bond 2000 - 2012 Yield.JPG
10Y GOv Bond 2000 - 2012 Yield.JPG (73.79 KiB) Viewed 1580 times


User avatar
Croyoty
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3608
Joined: Mon Dec 24, 2007 3:55 pm

Re: BLA

Posts by Croyoty » Tue Feb 28, 2012 9:54 am

ดอกเบี้ยพันธบัตรจะสูงจะต่ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้างครับ ที่เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยครับ

รบกวนถามผู้รู้คับ

สุขแบบเรียบง่าย สุขจากความสงบ
สู่วิถีธรรมชาติ ... วิถีแห่ง เซน

Image

panwasit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 429
Joined: Sun Aug 22, 2010 10:52 pm

Re: BLA

Posts by panwasit » Tue Feb 28, 2012 10:05 am

ผมมาคิดต่อนะครับ
ยังไงช่วงนี้ก็คงจะแย่กันหมดเพราะว่า ดอกเบี้ยต่ำ (ไม่รู้เพราะอะไร เห็นเวลาประเทศบูม ดอกเบี้ยจะสูงนินา)

แต่สุดท้ายแล้ว ทาง BLA ก็คงจะออกกรมธรรมใหม่ ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำตามมาที่หลัง

เช่นดอกเบี้ยปัจจุบัน 3.5 กรมใหม่ก็คงมีผลตอบแทนที่แย่ลง ซัก 2.5 นะครับ

แต่ถ้าสุดท้าย (อีกนานอยู่) ดอกเบี้ยกลับมาสูงขึ้น กำไรก็คงบานเลย

อีกอย่าง ทางBLA ก็จะเน้นขายประกันแบบระยะยาวแทนด้วย

ที่เหลือผมก็คงต้องหวังว่า เมื่อไหร่ BLA จะขายตัวใหม่ที่ผลตอบแทนต่่ำกว่าเดิม

เมื่อไหร่ ที่ดอกเบี้ยจะขึ้น

------------------------------------------------------------------------------------------
นอกเรื่อง
เมื่อวานที่ไปฟัง ผมเป็นผู้ฟังที่ดีครับ ไม่อยากพูด เดียวคนอื่นรู้ว่าโง่ :B :B

แอบไปฟังกลุ่มนู้นคุย กลุ่มนี้คุย อิอิ

เห็นว่าที่อยู่สูง ดอย คงไม่คิดขาย แต่ถ้าซื้อเพิ่ม ขอให้ต่ำกว่านี้ (ผมไม่บอกตัวเลยนะครับ เดียวผิดกฎ)
Skyforever wrote:
panwasit wrote: สมมติว่าอัตราต่อเบี้ยอยู่ที่ 90% เฉลี่ย 3 ปีข้างหน้า
สมมติว่ากระแสเงินสดที่นำมาลงทุนเพิ่มในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 72% ของเบี้ยรับ
จะพบว่าเบี้ยใหม่ที่โตปีละ 15% จะทำให้เบี้ยรวมโตประมาณ 18-20% ต่อปี
และเบี้ยรวมที่โตปีละ 18-20% จะทำให้สินทรัพย์โตประมาณ 22-25% ต่อปี

ปี54
เบี้ยใหม่ 8,300 ล้านบาท
เบี้ยรวม 31,500 ล้านบาท
สินทรัพย์ 110,000 ล้านบาท

ปี55
เบี้ยใหม่ 8,300x1.15 = 9,545 ล้านบาท
เบี้ยรวม =31,500x0.9 + 9,545 = 37,895 ล้านบาท โต 20%
สินทรัพย์ = 110,000 + 37,895x0.72 = 137,284 ล้านบาท โต 25%

ปี56
เบี้ยใหม่ 9,545x1.15 = 10,977 ล้านบาท
เบี้ยรวม =37,895x0.9 + 10,977 = 45,082 ล้านบาท โต 19%
สินทรัพย์ = 137,284 + 45,082x0.72 = 169,743 ล้านบาท โต 24%

ปี57
เบี้ยใหม่ 10,977x1.15 = 12,623 ล้านบาท
เบี้ยรวม =45,082x0.9 + 12,623 = 53,197 ล้านบาท โต 18%
สินทรัพย์ = 169,743 + 53,197x0.72 = 208,045 ล้านบาท 23%
แหม ถ้าพี่ SKY จะกรุณานิดนุง คิดกำไรด้วยสิ :B :B
ปล. ของยืมตัวเลขไปคิดกำไรนะครับ

ปล ความเห็นส่วนตัว

Accidental Hero
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1601
Joined: Sat Dec 18, 2004 11:51 pm

Re: BLA

Posts by Accidental Hero » Tue Feb 28, 2012 11:31 am

panwasit wrote:นอกเรื่อง
เมื่อวานที่ไปฟัง ผมเป็นผู้ฟังที่ดีครับ ไม่อยากพูด เดียวคนอื่นรู้ว่าโง่ :B :B
แค่ประโยคนี้ก็รู้แล้วครับว่า ไม่โง่
panwasit wrote:เหนื่อยครับ หลังจากเดินมาจากรถไฟใต้ดิน ก็มาถึงblaที่rcaพอดี เหงื่อแตกเต็มเลยครับ ไม่น่างกเลย ปวดขาไปหมดเลย
ส่วนประโยคนี้บอกให้รู้ว่า อึด
panwasit wrote:แต่สุดท้ายแล้ว ทาง BLA ก็คงจะออกกรมธรรมใหม่ ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำตามมาที่หลัง

เช่นดอกเบี้ยปัจจุบัน 3.5 กรมใหม่ก็คงมีผลตอบแทนที่แย่ลง ซัก 2.5 นะครับ
ออมสินทำป่วนอยู่ครับ ขายประกันIRRสูง เอาไปปล่อยกู้แบบความเสี่ยงต่ำ
panwasit wrote:แหม ถ้าพี่ SKY จะกรุณานิดนุง คิดกำไรด้วยสิ :B :B
ปล. ของยืมตัวเลขไปคิดกำไรนะครับ
คิดได้แล้วบอกมั่งนะครับ

"Be sure you put your feet in the right place, then stand firm"
Abraham Lincoln

Jaturont
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 204
Joined: Mon Jul 28, 2003 4:07 pm

Re: BLA

Posts by Jaturont » Tue Feb 28, 2012 11:35 am

panwasit wrote:ผมมาคิดต่อนะครับ
ยังไงช่วงนี้ก็คงจะแย่กันหมดเพราะว่า ดอกเบี้ยต่ำ (ไม่รู้เพราะอะไร เห็นเวลาประเทศบูม ดอกเบี้ยจะสูงนินา)
ผมว่า เศรษฐกิจโลกไม่ดีครับ ถ้าเมืองไทยจะดอกสูงมันก็ไม่ได้ เดี๋ยวเงินบาทแข็งค่าเกิน จะกลายเป็นปัญหาเรื่องอื่นไป ^^

My way, or the highway

nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3327
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BLA

Posts by nut776 » Tue Feb 28, 2012 11:35 am

croyoty wrote:ดอกเบี้ยพันธบัตรจะสูงจะต่ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้างครับ ที่เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยครับ

รบกวนถามผู้รู้คับ
ถามสั้นแต่ผมว่าคนตอบ น่าจะตอบยากนะ
เพราะมันเชื่อมโยงหลายเรื่อง กับเป็นเครื่องมือควบคุมปริมาณเงิน

show me money.

nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3327
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BLA

Posts by nut776 » Tue Feb 28, 2012 11:45 am

panwasit wrote:ผมมาคิดต่อนะครับ
ยังไงช่วงนี้ก็คงจะแย่กันหมดเพราะว่า ดอกเบี้ยต่ำ (ไม่รู้เพราะอะไร เห็นเวลาประเทศบูม ดอกเบี้ยจะสูงนิ
ตอนนี้ไม่ได้บูมนะคับ แต่เม็ดเงินที่ถูก unlock liquidity วิ่งเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง
หู้นเลยขึ้น ทั้งๆที่real sector ก็ยังไม่ฟื้น
จริงๆต้องบอกว่า ดอกเบี้ยควรจะขึ้น เพราะ รัฐกำลังไปทำให้เกิดเงินเฟ้อในระบบ
ตัวอย่างชัดๆ คือเรื่องค่าแรงที่ขึ้นโดยไม่มี productivity รองร้บ
แต่จะขึ้นดอกเบี้ย ก็จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
struck in the middle

ส่วนดอกของผลตอบแทนพันธบัตรนั้น ..........
ไม่ทราบว่า control กันยังไง
ปีที่แล้วดอกเบี้ยนโนบายปรับขึ้นตั้งสองรอบ

show me money.

Accidental Hero
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1601
Joined: Sat Dec 18, 2004 11:51 pm

Re: BLA

Posts by Accidental Hero » Tue Feb 28, 2012 11:58 am

croyoty wrote:ดอกเบี้ยพันธบัตรจะสูงจะต่ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้างครับ ที่เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยครับ

รบกวนถามผู้รู้คับ
เดาๆเอานะครับ
สำหรับดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวน่าจะขึ้นกับ Demand Supply นั่นแหละครับ
ตอนนี้เงินล้นโลก เพราะอเมริกาพิมพ์แบงค์มาเยอะ ส่วนนึงก็เอาเข้ามาซื้อพันธบัตรในประเทศต่างๆด้วย

ส่วนดอกเบี้ยนโยบาย ที่มีผลกับการลงทุน เงินเฟ้อ ถูกควบคุมโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน โดยพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจ จะมีผลกับดอกเบี้ยระยะสั้น

"Be sure you put your feet in the right place, then stand firm"
Abraham Lincoln

randomwalk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 728
Joined: Mon Feb 28, 2011 11:48 pm

Re: BLA

Posts by randomwalk » Tue Feb 28, 2012 12:01 pm

ไม่เห็นมีใครตอบเลยมาช่วยตอบครับ
nasunap wrote: ขอถามต่อนิดนึงครับ
1. เรื่อง RBC เนี่ยมันต้องสำรองเงินภายในปี 57 ไว้ 150% คือเงินอะไรเทียบกับเงินอะไรหรอครับ แล้วเงินตรงส่วนนี้เอาไปลงทุนได้มากน้อยแค่ไหนครับ
คล้ายกับของธนาคารครับ เป็นเงินกองทุนที่ต้องมีไว้ต่อสินทรัพย์เสี่ยง เงินกองทุนก็คือส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล หมายความว่าถ้าอัตราส่วนนี้น้อยกว่า 150% ก็จำเป็นต้องเพิ่มทุนครับ บางครั้งอาจจะใช้อัตราส่วนอื่น เช่น ส่วนของผู้ถือหุ้น : เงินสำรองก็ได้ ครับ
2. สงสัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยกับการสำรองเงินครับ ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ตรงนี้ครับว่าทำไมถ้าอัตราดอกเบี้ยลง เงินสำรองเพียง 0.1% ต้องสำรองเงินมากขึ้น 1300 ล้านครับว่ามันสัมพันธ์กันยังงัย ตรงนี้ขอแบบ"จัดหนัก"ได้ไหมครับ
เป็นเพราะว่าเรามีหนี้สินที่จะต้องจ่ายคืนให้กับลูกค้าในอนาคตครับ โดยหนี้สินนี้จะกันไว้เป็นเงินสำรองด้วยสมมติฐานค่าหนึ่ง แต่เมื่อวันหนึ่งเหตุการณ์จริงเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนสมมติฐานเพิ่มเงินสำรองครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีสินทรัพย์อยู่ 100,000 ล้านบาท แล้วเราคิดว่าจะได้ผลตอบแทน 5% ต่อปี ซึ่งคือ 5,000 ล้านบาท แต่เมื่อดอกเบี้ยลดลงราคาพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้เราได้ผลตอบแทนลดลงครับ ซึ่งผลตอบแทนที่ลดลงจะขึ้นอยู่กับ duration ของพอร์ตการลงทุนของเรา คิดง่ายๆครับว่า ถ้า duration = 1 ดอกเบี้ยลดลง 0.1% ผลตอบแทนควรจะลดลง 0.1%/5% x 5,000 = 100 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเขาบอกว่าต้องสำรองเงินมากขึ้น แปลว่า duration ของพอร์ตการลงทุนของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 13 ปีครับ
3. ไม่ค่อยเข้าใจคำว่า liability หรือ asset mark to market ครับ(จริงๆไม่เข้าใจตั้งแต่คำว่า mark to market แล้วครับ) พยายามอ่าน reply คุณ jo7393 ก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ รบกวนขอคำอธิบายเพิ่มเติม(ถ้าจะดีพร้อมยกตัวอย่างได้ไหมครับ) ตรงนี้ยอมรับว่าโง่จริงจังครับ
ราคาพันธบัตรก็เหมือนราคาหุ้นที่ขึ้นลงรายวันตามอัตราดอกเบี้ยที่นักลงทุนคาดการณ์ ดังนั้นการ mark to market ก็เหมือนกับที่เรา mark มูลค่าพอร์ตหุ้นของเราเนี่ยแหละครับ ซึ่งหนี้สินของเราตามมาตรฐานบัญชีใหม่จะต้องดูตีราคาตามตลาดเพื่อให้สะท้อนความจริง (แต่ความจริงนี้อาจจะเป็นตัวหลอกนักลงทุนเอง) ดังนั้นเช่นถ้าอัตราดอกเบี้ยลด เราจะลงทุนใหม่ได้อัตราดอกเบี้ยที่น้อยลง ทำให้หนี้สินของเราจะมากขึ้นได้ครับ อย่างไรก็ตามฝั่งทรัพย์สินของเราถือครองไว้อยู่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเหมือนกัน (แต่คุณ skyforever บอกว่าตอนนี้ฝั่งทรัพย์สินไม่ mark to market งงเหมือนกัน)
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าตอนนี้ฝั่งทรัพย์สินมี duration น้อยกว่า ฝั่งหนี้สินประมาณ 2 เท่า ทำให้มูลค่าอาจจะเพิ่มน้อยกว่าครับ เช่น ถ้าเราต้องสำรองเพราะมีหนี้เพิ่ม 1,300 ล้านบาท ฝั่งทรัพย์สินของเราจะเพิ่มมา offset แค่ประมาณ 650 ล้านบาท แต่ในทางกลับกันถ้าเรามีหนี้น้อยลง ฝั่งทรัพย์สินจะมีอัตราเพิ่มที่มากกว่าเช่นเดียวกัน

4. ด้านการตลาดจะเห็นว่า FYP ของประกันทุกประเภทรวมกันต่ำลง marketshareลดลงแม้ว่าTYPจะรักษาอันดับเดิมไว้ได้แต่เหมือนกินบุญเก่าครับ โดยเฉพาะbancที่ลดต่ำลง ตรงนี้มีความเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ เพราะปี 53 เราทำไว้ดีเกินคาดหรือเพราะเรายังเน้นการตลาดไม่พอครับ
อีกส่วนนึงคือ market penetration ถึงเดือนพฤศจิกายน 54 การถือกรมธรรม์ของคนไทยอยู่ที่ 25.61% ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเต็มปีก็คงได้ไม่เกินปีที่แล้วคือ 28.30% ตรงนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่อัตราการเติบโตของการถือกรมธรรม์จะเติบโตค่อนข้างน้อยจากตรงนี้ ใน worst case อาจจะคิดได้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้ถือกรมธรรม์น้อยยังมี room ให้โตอีกมาก แต่ผู้ที่ทำประกันตอนนี้โดยมากจะเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะและมีความรู้เรื่องประกันชีวิต(เพื่อนผมหลายๆคนเป็นหมอก็ไม่ค่อยสนใจจะทำกันครับ = =") แต่สังคมไทยส่วนมากยังเป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งการเจาะตลาดตรงนี้ยังไม่มากพอและทำได้ยากเนื่องจาก education ครับ(ไม่ได้ว่าคนไทยโง่นะครับ แต่สารภาพจริงๆว่าถ้าไม่คิดจะลดหย่อนภาษีผมเองก็ไม่มีความรู้เรื่องประกันภัยเลยครับ แล้วลองคิดถึงประชากรระดับล่างซิครับ)
ผมคิดว่า banc ก็คือ mordern trade ก็ตลาดประกันชีวิตครับ ถ้าดูสถิติย้อนหลังแล้วสัดส่วน banc จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับตัวแทนครับ สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าประเทศไทยก็จะค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นตามประเทศที่พัฒนาแล้วครับ

5.เห็นไทยประกันชีวิตและ AIA เล่นผ่านbancมั่งแล้ว ตรงนี้ใครพอจะทราบมั๊ยครับว่าเค้าทำกันผ่านทางธนาคารไหนกันบ้าง
ซึ่งจะเห็นว่า AIA พอมาทำผ่าน banc จากโตดีๆมาปีนี้ทรุดเลยครับ FYP แค่ 35ล้าน(จากปีที่แล้ว 667ล้าน) ส่วนไทยประกันชีวิต FYP โตมา 555% ครับ ซึ่งไทยประกันชีวิตไม่น่าแปลกที่จะโตได้เร็วขนาดนี้เพราะฐานลูกค้าดีอยู่แล้ว การโปรโมทผ่านสื่อก็เล่นเต็มที่ ดังนั้นย้านมาผ่านเล่นผ่านbancไม่นานก็คงจะขึ้นไปติด top five ได้ไม่ยาก แต่ AIA เจ้าตลาด marketshare อันดับ1มันเกิดอะไรขึ้นหรอครับกับbancที่ตกต่ำมาดื้อๆ
AIA เคยขายผ่านแบงค์กรุงศรีครับ แต่ตอนนี้ไม่ได้ขายแล้ว AIA คงยากครับที่จะกินมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นถ้าไม่ได้ขายผ่านธนาคาร และตอนนี้ธนาคารต่างๆก็ดูเหมือนจับคู่พันธมิตรกันหมดแล้ว

ชอบห้องนี้มากเลยครับ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแรงๆตรงประเด็น แต่ไม่มีเดือด ถามมาก็ตอบไป ผิดก็ช่วยกันแก้ ขอฝากเนื้อฝากตัวเลยครับ ^^


panwasit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 429
Joined: Sun Aug 22, 2010 10:52 pm

Re: BLA

Posts by panwasit » Tue Feb 28, 2012 12:33 pm

แนะนำหนังสือหน่อย เห็นเกี่ยวข้องเต็มๆ

คือเมื่อวานหลังจากเมา 30 ข้อแล้ว ก็แวะไปหาแฟนหน่อย เดิน CPN สบายๆ เข้าร้านหนังสือไปเห็นพอดี
Image

Image

ตายล่ะ พี่สุมาอี้ ใบ้หวยล่ะ 555

ไหนๆเปิดดูหน่อย อ๊ายยย กริ๊ดดดดด มีด้วยๆ

Image

ที่เหลือไปหาซื้ออ่านเองนะครับ หนังสือดีๆ ต้องช่วยกันสนุบสนับ นะครับ

ปล เดินขาลากจริงๆ จะซื้อรถก็ไม่อยากซื้อ เอามาติดดอย Bla ดีกว่า :wall:

ปล ความเห็นส่วนตัว

Tarzann
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2011
Joined: Sat May 03, 2008 12:31 pm

Re: BLA

Posts by Tarzann » Tue Feb 28, 2012 1:10 pm

Accidental Hero wrote:
croyoty wrote:ดอกเบี้ยพันธบัตรจะสูงจะต่ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้างครับ ที่เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยครับ

รบกวนถามผู้รู้คับ
เดาๆเอานะครับ
สำหรับดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวน่าจะขึ้นกับ Demand Supply นั่นแหละครับ
ตอนนี้เงินล้นโลก เพราะอเมริกาพิมพ์แบงค์มาเยอะ ส่วนนึงก็เอาเข้ามาซื้อพันธบัตรในประเทศต่างๆด้วย

ส่วนดอกเบี้ยนโยบาย ที่มีผลกับการลงทุน เงินเฟ้อ ถูกควบคุมโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน โดยพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจ จะมีผลกับดอกเบี้ยระยะสั้น
เหตูที่ อัตราผลตอบแทน ของตราสารหนี้ระยะยาว (10ปี) ของไทย ราคาไม่ดีมากเพราะ สองสาเหตุ (คาดเดาเอง)
หนึ่งคือ FED ทำ operation twist ทำให้อัตราดอกเบี้ยของตราสารระยะยาวตกลงมาต่ำใกล้เคียงกับแบบระยะสั้น
เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้คนเอาเงินออกมาลงทุนกันมากขึ้น ซึ่งถ้าเศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้นก็ FED ก็จะคลาย operation twist เอง (และ Operation twist จะคงอยู่ได้ไม่นานอยู่แล้ว เพราะเป็นเหตุการณ์มา “ไม่ปรกติ”)
More info about operation twist http://www.ryt9.com/s/iq03/1240926

และอีกสาเหตุคือ ปัญหาหนี้สาธารณะจาก ยุโรป ที่ทำให้คนไม่เชื่อถือในพันธบัตรของรัฐบาลใน ยุโรป

ด้วยสาเหตุนี้ทำให้เงิน บางส่วนหนีมาอยู่กับ Bond ในเอเชียแทน เพราะ ให้ผลตอบแทนดีกว่า(น่าจะมาจาก USA) และ มั่นคงกว่า(น่ามาจาก ยุโรป) เมื่อมีความต้องการมาก ผลตอบแทนจึงค่อยๆลดลงไป
Update : แต่ตอนนี้ทางอเมริกาเศษฐกิจเริ่มดีขึ้นล่ะ น่าจะคลาย Operation Twist เร็วๆนี้ ส่วนยุโรปคงได้ข้อสรุปในไม่ช้า

ผมคาดว่่า 10Y Gov Bond Yield น่าจะมากลับมาดีในอีก 1-3 ปีข้างหน้า


randomwalk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 728
Joined: Mon Feb 28, 2011 11:48 pm

Re: BLA

Posts by randomwalk » Tue Feb 28, 2012 1:14 pm

ความเห็นนี้ผมเขียนสำหรับคนที่ถอดใจจากหุ้น BLA

จากเหตุการณ์หลังประกาศงบปี 2011 ก็อาจจะทำให้ภาพ BLA ของหลายคนเปลี่ยนไป ผมจึงขอวิเคราะห์โอกาส และความเสี่ยงของ BLA มาแบ่งปันกันครับ

โอกาส
1 Durable competitive advantage ธุรกิจประกันชีวิตถือว่าเป็นธุรกิจที่เหนื่อยน้อยกว่าธุรกิจประเภทอื่น คือเรียกได้ว่าไม่ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะจะมีเบี้ยรับสะสมต่อมาเรื่อยๆ เมื่อขายเบี้ยใหม่เพิ่มขึ้น เบี้ยรับรวมก็จะเพิ่มขึ้น และเราสามารถนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนได้ในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดคืนเงินให้ลูกค้า สำหรับธุรกิจประกันชีวิตนั้นต้องยอมรับว่าจากสถิติที่ผ่านมากการขายผ่านธนาคาร (เมืองไทยประกันชีวิต ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต และกรุงเทพประกันชีวิต) มี market share ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และ การขายผ่านตัวแทน (AIA ไทยประกันชีวิต) มี market share ที่ค่อยๆต่ำลง คงไม่เกินไปที่ผมจะคาดการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าตลาดประกันชีวิตจะมีผู้นำคือ 3 บริษัทจากธนาคารหลักของประเทศ โมเดลนี้จะคล้ายกับธุรกิจจัดการกองทุนรวม (บลจ.) ซึ่งเมื่อก่อนจะมี บลจ. ทิสโก้ บลจ. MFC เป็นผู้นำ และต่อมาก็ต้องสูญเสีย market share ให้กับ 3 ธนาคารหลักไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เทียบไม่ติดแล้ว

2 CAPEX ที่น้อยมาก ในการขยายธุรกิจของ BLA บริษัทไม่ต้องการการลงทุนในอาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ อะไรเพิ่มเติม ต่างจากธุรกิจประเภทอื่น เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงงาน ที่ต้องการเงินทุนในการลงทุนอยู่ตลอดเวลาถ้าอยากที่จะขยายธุรกิจ อย่างไรก็ตาม CAPEX ของ BLA คงจะเป็นเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ตาม RBC ซึ่งเปรียบเสมือนเราต้องกันเงินทุนนี้ไว้เพื่อลงทุนต่อ อย่างไรก็ตามเงินลงทุนตรงส่วนนี้ไม่เหมือนการสร้างอาคาร ซื้อเครื่องจักร ซื้อรถยนต์ ที่มีค่าเสื่อมราคา มูลค่าค่อยๆลดลงตามเวลาที่ผ่านไป ในทางกลับกันเงินกองทุนตรงนี้สามารถมีมูลค่าแบบทบต้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากการนำไปลงทุนในตลาดพันธบัตร หุ้นกู้ และตราสารทุน

มีอีกข้อที่นักลงทุนกังวลคือเรื่องเงินปันผลในอัตราที่น้อย
ถ้าเทียบกันแล้วบริษัททั่วไปถ้ามีกำไร 100 เขาจะแบ่ง 50% จ่ายมาเป็นเงินปันผล และ 50% นำไปซื้อที่ดิน สร้างอาคาร ซื้อเครื่องจักรขยายธุรกิจ
แต่ BLA ถ้ามีกำไร เขาจะแบ่งเพียง 25% จ่ายมาเป็นเงินปันผล และ 75% นำไปเป็นเงินกองทุน

50% ของบริษัทอื่นเมื่อนำไปซื้อของต่างๆแล้วเรายังไม่รู้เลยว่าการขยายธุรกิจของเขาจะคุ้มค่าผลตอบแทนไหม แต่ 75% ของ BLA เงินยังไม่ได้หายไปไหนและค่อนข้างมั่นใจกว่าว่าจะได้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนนี้

3 Price to earning นักลงทุนส่วนใหญ่จะดู P/E เป็นหลักในการวัดความแพงของหุ้น P/E ของ BLA อยู่ในระดับที่ค่อนข้างเหมาะสมเมื่อเทียบกับลักษณะธุรกิจที่เติบโตในตลาดเมืองไทย หรือเมื่อเทียบกับธุรกิจประกันชีวิตในตลาดเอเชีย ตัวอย่างเช่น China life Insurance หรือ Ping An Insurance จะเทรดกันที่ประมาณ P/E 20 เท่า ถ้าถามว่ามีโอกาสที่ราคาจะตกลงไปไหมผมก็คงตอบว่าไม่รู้ แต่ราคาในระดับนี้ก็คงไม่แพงไปที่จะลงทุน

ความเสี่ยง
1 ทรัพย์สินที่ลงทุน และอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากสินทรัพย์ที่ลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นที่ตราสารหนี้ การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะส่งผลต่อมูลค่าของตราสารหนี้ในตลาดโดยตรง และหนี้สินของ BLA ก็คือเงินที่จะต้องจ่ายคืนลูกค้าในอนาคตตามสัญญา ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดลง จะทำให้พันธบัตรมีราคาสูงขึ้น และ ผลตอบแทนที่เราจะไปลงทุนใหม่จะลดลง ในที่สุดแล้วก็จะเปรียบเหมือนเรามีหนี้สินเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหานี้แก้ได้โดยทำให้ duration ของพอร์ตการลงทุนสอดคล้องกับ duration ของหนี้สิน ซึ่งเมื่อหนี้สินเพิ่มขึ้น พอร์ตการลงทุนจะเพิ่มขึ้นตาม

ในขณะนี้ duration ของพอร์ตลงทุนน้อยกว่าหนี้สิน ทำให้การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยจะส่งผลต่อมูลค่าหนี้สินมากกว่าพอร์ตลงทุน จึงเป็นไปได้ใน 2 กรณีคือ
1 อัตราดอกเบี้ยลดลง บริษัทจะขาดทุน 2 อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น บริษัทจะได้กำไร
ผมจึงคิดว่ากำไรขาดทุนตรงส่วนนี้จะเป็นไปตามวัฏจักรของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งระยะยาวแล้วก็จะมีช่วงได้กำไรบ้างขาดทุนบ้างสลับกันไป

ซึ่งตอนนี้บริษัทก็รู้ปัญหาตรงนี้ และจะพยายามทำให้ duration match กันในอนาคต และอย่างไรก็ตามพอร์ตการลงทุนยังมีส่วนหนึ่งที่ลงทุนในหุ้นที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ ซึ่งผมคิดว่ามูลค่าเพิ่มของการลงทุนในหุ้นจะสามารถเอาชนะการ mismatch ของ duration ได้ในระยะยาวครับ พอร์ตหุ้นของบริษัทตอนนี้มีประมาณ 7,869 ล้านบาท

2 กฎระเบียบในอนาคต ธุรกิจประกันชีวิตในเมืองไทยจะถูกควบคุมโดย คปภ. ซึ่งจะมีการกำหนดค่า RBC ต่างๆ ที่จะต้องดำรงเงินไว้ในส่วนของผู้ถือหุ้นในเกินอัตราที่กำหนด ในอนาคตถ้ามีการเพิ่มอัตราส่วนนี้ BLA ก็อาจจะจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ หรืออาจจะต้องเพิ่มทุน อย่างไรก็ตามส่วนของผู้ถือหุ้นของ BLA มีอัตราส่วนที่ดีมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม
ความเสี่ยงของการยกเลิกการยกเว้นภาษีจากเบี้ยประกันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้คนไทยซื้อประกันน้อยลง แต่ผมก็คิดว่าความเสี่ยงนี้ก็มีน้ำหนักน้อยเช่นกัน เมื่อเทียบกับการเติบโตของความต้องการทำประกันชีวิตของคนไทย

สุดท้ายแล้วผมคิดว่า ความหมายของการการลงทุนก็คือการวางอำนาจซื้อในตอนนี้เพื่อหวังอำนาจซื้อที่ดีกว่าในอนาคตครับ
ผมคิดว่า BLA มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยอยู่ค่อนข้างสูงที่จะทำให้มูลค่าของบริษัทเติบโตได้มากกว่าอำนาจซื้อที่เราสูญเสียไปเนื่องจากเงินเฟ้อในอนาคต

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีทางเลือกการลงทุนมีหลายแบบ ถ้าเราคิดว่ามีทางเลือกที่ดีกว่ามีลักษณะธุรกิจที่ดีกว่าหรือดีพอกัน--โดยที่ซื้อขายที่ P/E ต่ำกว่าหรือพอกัน ก็ไม่มีเหตุผลที่จะละทิ้ง BLA ไปลงทุนทางเลือกอื่นครับ


User avatar
Croyoty
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3608
Joined: Mon Dec 24, 2007 3:55 pm

Re: BLA

Posts by Croyoty » Tue Feb 28, 2012 3:35 pm

ยินดีต้อนรับ สู่ครอบครัว BLA ครับ พี่ randomwalk :P

ขอบคุณและประทับใจในความเห็นของพี่ทุกๆรีพลายครับ
:D


rliens
Verified User
Posts: 78
Joined: Wed Sep 15, 2010 9:17 pm

Re: BLA

Posts by rliens » Tue Feb 28, 2012 4:10 pm

ปี55 BLA ตั้งเป้าเบี้ยใหม่แต่ละแบบไว้เท่าไรบ้าง ทั้งประเภท credit life , whole life, endowment
Endowment 65% (จากปี2011 อยู่ที่ 73%), Whole life+Credit life >30% (จากปี2011 อยู่ที่ 23%) ซึ่งปีที่ผ่านมา BLA มีเบี้ยประกันประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (MRTA) ประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะที่ไทยพาณิชย์และกสิการไทยนั้นสูงมากกว่า 3 พันล้าน ซึ่งหาก BLA สามารถเพิ่มให้เบี้ยในส่วนนี้สูงกว่า 3 พันล้านได้ ก็จะทำให้ตัวเลขสำรองต่ำลงชัดเจน
การจะเพิ่มเบี้ยMRTA ให้สูงกว่า3พันล้าน มีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไรครับ?


User avatar
nasesus
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1273
Joined: Tue Apr 24, 2007 3:23 pm

Re: BLA

Posts by nasesus » Tue Feb 28, 2012 4:11 pm

เหนื่อยใจแต่ไม่ได้ถอดใจครับ :D

ทางที่ไม่มีไฟ ใช่ว่าไม่มีทาง เพียงแค่การก้าวไปข้างหน้าต้องใช้มากกว่าการหวังพึ่งแค่ดวงตา

Elessar
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 177
Joined: Tue Oct 23, 2007 11:11 pm

Re: BLA

Posts by Elessar » Tue Feb 28, 2012 4:44 pm

ผมว่า BLAนี่ถ้าคิดแบบยาวๆ ไม่มีไรต้องกังวลเลยนะครับ
ถ้าตอนนี้คนไทยมีประกันเกิน50% นั่นแหละผมจะกังวล แต่นี่ยังอีกไกล
และผมว่าดอกคงต่ำกว่านี้ไม่ได้เพราะปีนี้มีปัจจัยกดดันเงินเฟ้อมหาศาลทั้งการปรับค่าแรง300บาท และราคาน้ำมัน ฯลฯ


pinakorn
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 319
Joined: Sat Oct 09, 2010 3:02 pm

Re: BLA

Posts by pinakorn » Tue Feb 28, 2012 5:07 pm

ขอเปลี่ยนบรรยากาศหน่อยครับ ผมเห็นโฆษณา ในทีวี สงสัยหลายครั้งแล้วว่าจะถาม ลักษณะโฆษณาเหมือนประกันชีวิต ใจเขาใจเรา เช่น ลูกโดนไฟเผาในผับ หรือเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บ แต่ทำไมตอนจบ
ใช้คำว่า กรุงเทพประกันภัย


จริงๆสปอร์ตออกมาแต่ละชุดดีมากเลยนะครับ ถ้าลงท้ายด้วย กรุงเทพประกันชีวิต จะเวิร์คมากเลย BLA BLA


Post Reply