BLA

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
วรันศ์ บัฟเฟต
Verified User
Posts: 1679
Joined: Tue Feb 02, 2010 4:59 pm

Re: BLA

Posts by วรันศ์ บัฟเฟต » Sun Feb 26, 2012 2:31 am

Chicken and Egg wrote:ผมคิดว่า เลิกคิดแบบ P/E (แบบตรงๆ) ดีกว่าครับ เพราะเรา ไม่รู้ ว่าเขาตัด reserve อย่างไรจริงๆ

ดูเป็น appraisal value (AV) มันรวมจนหมดกรมธรรม์แบบบทวิเคราะห์ของ SCB ที่คำนวน

AV = EV Y2012 + 10 x VNB(Y2012) = 45 บาท

ก็ดูปลอดภัย ไร้กังวล หรือจะ trade แบบ 2.0 เท่า EV (Y2012) ก็ได้ครับ ประมาณ 46 บาท อย่างนี้พอจะได้ sense of valuation ที่ชัดเจนกว่ามั้ยครับ
AV ของพี่ 45 บาทเลยหรอครับ ผมโหลดฟรี 55555555555+

value trap
Image

randomwalk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 728
Joined: Mon Feb 28, 2011 11:48 pm

Re: BLA

Posts by randomwalk » Sun Feb 26, 2012 3:37 am

ผมคิดว่าสำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาวลงทุนในหุ้นที่ดีในราคาไม่แพง ยังไงก็จะให้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำมากกว่าครับ

ไม่ต้องมานั่งกังวลกับจุดทศนิยม 0.1 0.2 0.3 เหมือนที่วอร์เร็น บัฟเฟตเค้าว่าไว้ว่าเค้าไม่ชอบลงทุนในตราสารหนี้
เค้ามีบริษัทประกัน เค้าก็จัดสรรเกือบครึ่งนึงของทรัพย์สินที่ลงทุนในหุ้น

ดูตัวอย่าง AIA ประเทศไทยครับ เขาถือหุ้นCPALL ไว้จำนวนมหาศาล ตอนนี้คงได้กำไรหลายร้อยเปอร์้ซ็นต์

ผมคิดว่าสำหรีบหุ้นที่น่าซื้อสำหรับบริษัทตอนนี้ก็คือ BLA เอง หรือ การซื้อหุ้นคืนนั่นเอง

ผมเชื่อว่าในระยะยาวแล้วผลตอบแทนของการซื้อหุ้นคืนตอนนี้ จะช่วย up ROI อีกหลาย% เลยครับ
chaitorn wrote:ขอบคุณคุณ accidental hero ครับ
ดูจากข้อมูลแล้วทางเลือกในการลงทุนหลักทรัพย์ที่ถือจนครบกำหนดนั้นลำบากขึ้น
พันธบัตรรัฐบาล ปัจจุบันต่ำกว่า 5%
หุ้นกู้ก้อนใหม่ 4.8%
ตราสารหนี้ต่างประเทศปัจจุบันดอกเบี้ยก้อนใหม่ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกันทำให้ไม่มีเงินก้อนใหม่ไปลงทุนเพิ่ม
เงินกู้แม้ดอกเบี้ยสูงแต่ภาวะปัจจุบันก็มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาอุทกภัย ต้องไปดูคุณภาพสินเชื่อnil ประกอบด้วย
คงเหลือทางเลือกตราสารทุน ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์เผื่อขายต่างๆ
คงต้องดูการตัดสินใจจัดportปีนี้สำหรับเงินทุนใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร


chaitorn
Verified User
Posts: 2545
Joined: Tue Jan 27, 2009 6:01 pm

Re: BLA

Posts by chaitorn » Sun Feb 26, 2012 5:05 am

randomwalk wrote:ผมคิดว่าสำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาวลงทุนในหุ้นที่ดีในราคาไม่แพง ยังไงก็จะให้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำมากกว่าครับ

ไม่ต้องมานั่งกังวลกับจุดทศนิยม 0.1 0.2 0.3 เหมือนที่วอร์เร็น บัฟเฟตเค้าว่าไว้ว่าเค้าไม่ชอบลงทุนในตราสารหนี้
เค้ามีบริษัทประกัน เค้าก็จัดสรรเกือบครึ่งนึงของทรัพย์สินที่ลงทุนในหุ้น

ดูตัวอย่าง AIA ประเทศไทยครับ เขาถือหุ้นCPALL ไว้จำนวนมหาศาล ตอนนี้คงได้กำไรหลายร้อยเปอร์้ซ็นต์

ผมคิดว่าสำหรีบหุ้นที่น่าซื้อสำหรับบริษัทตอนนี้ก็คือ BLA เอง หรือ การซื้อหุ้นคืนนั่นเอง

ผมเชื่อว่าในระยะยาวแล้วผลตอบแทนของการซื้อหุ้นคืนตอนนี้ จะช่วย up ROI อีกหลาย% เลยครับ
chaitorn wrote:ขอบคุณคุณ accidental hero ครับ
ดูจากข้อมูลแล้วทางเลือกในการลงทุนหลักทรัพย์ที่ถือจนครบกำหนดนั้นลำบากขึ้น
พันธบัตรรัฐบาล ปัจจุบันต่ำกว่า 5%
หุ้นกู้ก้อนใหม่ 4.8%
ตราสารหนี้ต่างประเทศปัจจุบันดอกเบี้ยก้อนใหม่ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกันทำให้ไม่มีเงินก้อนใหม่ไปลงทุนเพิ่ม
เงินกู้แม้ดอกเบี้ยสูงแต่ภาวะปัจจุบันก็มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาอุทกภัย ต้องไปดูคุณภาพสินเชื่อnil ประกอบด้วย
คงเหลือทางเลือกตราสารทุน ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์เผื่อขายต่างๆ
คงต้องดูการตัดสินใจจัดportปีนี้สำหรับเงินทุนใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร
ในหลักการเห็นด้วยครับ
แต่การซื้อหุ้นคืนนั้นจะทำให้เงินกองทุนลดลงไปด้วยหรือไม่เพราะต้องไปตัดส่วนของกำไรสะสมออกไป
ดังนั้นต้องดู car ประกอบด้วยหรือไม่ว่าจะลองรับการเติบโตในอนาคตอย่างไร

Circle of competence
I don't think it's as difficult to figure out competence as it may appear.
If you're 5-foot-2, you don't have much future in the NBA.
What I need to get ahead is to be better than idiots.
Charlie Munger

User avatar
nasesus
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1273
Joined: Tue Apr 24, 2007 3:23 pm

Re: BLA

Posts by nasesus » Sun Feb 26, 2012 6:34 am

ผมไม่คิดว่ายอดขายเบี้ยใหม่ Q411 ที่ลดลงมาจากน้ำท่วมเป็นหลักหรอกนะครับ ผมคิดว่าบริษัทตั้งใจชะลอขายเบี้ยสะสมทรัพย์ลงต่างหากครับ
จากที่ได้คุยกับผู้จัดการสาขาธนาคารกรุงเทพแถวบ้าน ผมถามเค้าว่าเบี้ยใหม่เดือนธันวาปี54 ทำไมดูน้อยจัง เค้าบอกในแต่ละปีแต่ละสาขาจะมีเป้ามาให้ ส่วนใหญ่ทำได้ตามเป้ากันตั้งแต่ก่อนเดือนสุดท้ายแล้ว ทำให้ยอดเดือนสุดท้ายอาจจะดูเพลาๆลง คงชะลอมารับเป้าใหม่ปีนี้กันมั้งครับ

ทางที่ไม่มีไฟ ใช่ว่าไม่มีทาง เพียงแค่การก้าวไปข้างหน้าต้องใช้มากกว่าการหวังพึ่งแค่ดวงตา

User avatar
nasesus
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1273
Joined: Tue Apr 24, 2007 3:23 pm

Re: BLA

Posts by nasesus » Sun Feb 26, 2012 6:55 am

ถ้าปีนี้บริษัทเน้นประกันชีวิตแบบระยะยาวแทนและส่งเสริมการขายผ่านตัวแทนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายหรือค่าคอมจะมากขึ้นกว่าปีก่อนมากนะครับ อาจถึง 30%ของเบี้ยใหม่ถ้าปีนี้ยังคงตั้งสำรองสูงถึง 65% ค่าใช้จ่ายปีนี้อาจไม่ธรรมดาครับ แต่จะเป็นฐานให้กระโดดในปีต่อๆไป ปีนี้รายได้จากการลงทุนน่าจะเฉียดๆหกพันล้าน

ทางที่ไม่มีไฟ ใช่ว่าไม่มีทาง เพียงแค่การก้าวไปข้างหน้าต้องใช้มากกว่าการหวังพึ่งแค่ดวงตา

CherngX
Verified User
Posts: 60
Joined: Thu May 24, 2007 12:31 pm

Re: BLA

Posts by CherngX » Sun Feb 26, 2012 8:44 am

The Intelligent Investor wrote:
CherngX wrote:
ilekis wrote:
ตรงข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกันครับ
ผมก็สงสัยครับว่า มีคนรู้ว่าจะต้องมีการตั้งสำรองสูงใน Q4
ในขณะที่เราชาวย่อยไม่รู้เรื่องนี้
ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ หุ้นทุกตัวมีคนรู้ information ก่อนเราอยู่แล้ว
ถ้าท่านรองบออก ท่านก็จะไ้ด้อยู่เป็นคนสุดท้ายทุกรอบล่ะ
คนที่รอ information ที่แน่นอนที่สุด จะเป็นคนต้องจ่ายแพงที่สุดนะครับ
ไม่จริงเสมอไปครับ BIGC MAKRO รองบออกก็ไม่ได้ราคาแพงสุด
ผมไม่ได้หมายถึงงบออกแล้วหุ้นขึ้นครับ
แต่ผมหมายถึงหุ้นการที่หุ้นลงงงๆ ก่อนงบออกไม่กี่วัน
อาจจะกำลังแสดงว่ามีใครรู้อะไรก่อนเราว่างบจะแย่
ท่านที่รองบก็ต้องจ่ายแพงที่สุด กลับบ้านคนสุดท้ายคอยล้างจาน

น่าเสียดายกฎบางข้อของเว็บ ทำให้ตอนไฟเริ่มไหม้ สัญญาณเตือนดันโดนตัดสายหมด


CherngX
Verified User
Posts: 60
Joined: Thu May 24, 2007 12:31 pm

Re: BLA

Posts by CherngX » Sun Feb 26, 2012 8:46 am

ไฟเริ่มไหม้ แต่สัญญาณเตือนโดนตัดสายหมด -- anonymous


เม่าฉึกฉึก
Verified User
Posts: 187
Joined: Thu Oct 14, 2010 11:10 pm

Re: BLA

Posts by เม่าฉึกฉึก » Sun Feb 26, 2012 8:50 am

เรื่องการสำรองเงินผมว่าเรารู้กันทุกคน แต่ผมว่ามันค่อนข้างจะเซอร์ไฟส์มากนะครับที่ไตรมาสสุดท้ายสำรองถึง 78% แล้วทำให้กำไรตกลงมามากขนาดนั้น (หรือผมเซอร์ไฟส์อยู่คนเดียวครับ :shock: )

อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วไปถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ผมขออย่างเดียวว่าต่อจากนี้อย่ามีเรื่องอะไรที่เราคาดไม่ถึงอีก เล่นเอาตามอ่านไม่ทันกันเลยทีเดียว :D :D


User avatar
Skyforever
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1202
Joined: Fri Jun 26, 2009 9:40 pm

Re: BLA

Posts by Skyforever » Sun Feb 26, 2012 9:11 am

nasesus wrote:
ผมไม่คิดว่ายอดขายเบี้ยใหม่ Q411 ที่ลดลงมาจากน้ำท่วมเป็นหลักหรอกนะครับ ผมคิดว่าบริษัทตั้งใจชะลอขายเบี้ยสะสมทรัพย์ลงต่างหากครับ
จากที่ได้คุยกับผู้จัดการสาขาธนาคารกรุงเทพแถวบ้าน ผมถามเค้าว่าเบี้ยใหม่เดือนธันวาปี54 ทำไมดูน้อยจัง เค้าบอกในแต่ละปีแต่ละสาขาจะมีเป้ามาให้ ส่วนใหญ่ทำได้ตามเป้ากันตั้งแต่ก่อนเดือนสุดท้ายแล้ว ทำให้ยอดเดือนสุดท้ายอาจจะดูเพลาๆลง คงชะลอมารับเป้าใหม่ปีนี้กันมั้งครับ
ในส่วนของเบี้ยใหม่ BBL ชะลอการขายลง แต่ส่วนของเบี้ยปีต่อ ผมยังคิดว่าอาจจะมาเห็นปูดเอาเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์อีกหลายร้อยล้านนะครับ ดูจากตัวเลขเบี้ยประกันค้างรับแล้วปูดขึ้นมาจากสิ้นไตรมาส3 ประมาณ 6 ร้อยล้าน และปูดขึ้นมาจากสิ้นปี53 ประมาณ 1 พันล้านบาท
ยอดประกันค้างรับสิ้นปี54 53.png
ยอดประกันค้างรับสิ้นปี54 53.png (17.49 KiB) Viewed 2156 times
ยอดประกันค้างรับไตรมาสสามปี54.png
ยอดประกันค้างรับไตรมาสสามปี54.png (12.16 KiB) Viewed 2156 times
มาลองคิดดูว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ทางบริษัทเองก็ตั้งใจอยากให้มีเบี้ยปีต่อในเดือนธันวาคมต่ำ มีตัวเลขเบี้ยประกันค้างรับสูงๆ เพราะหากเบี้ยรับของ GF248 ในเดือนธันวาคมเพิ่มมากกว่านี้ อาจจะทำให้สำรองสูงกว่านี้อีก และภาษีจะยิ่งเสียไปมากกว่านี้ ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง เราคงเห็นเบี้ยปูดในต้นปีนี้ และผลที่ตามมาคือการตั้งสำรองในไตรมาส1 ก็จะสูงขึ้นด้วย ส่วนไตรมาส2 และ 3 ก็จะสูงจาก GF330 เช่นกัน ทำให้แนวโน้มการตั้งสำรองปีนี้น่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนตามที่บทวิเคราะห์บอก แต่สิ่งที่คาดว่าจะดีขึ้นจากปีก่อนก็คือ จะมีอัตราภาษีที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และรายได้กำไรจากการลงทุนที่โตมากกว่า 20% เพราะกระแสเงินสดจากเบี้ยรับยังคงมากกว่า 20% ของสินทรัพย์ลงทุน และคงโตกว่า 20% แบบนี้ไปอีกหลายปี ส่วน Underwriting profit ในช่วงนี้คงจะหวังอะไรมากไม่ได้ อาจจะให้เป็นศูนย์หรือติดลบหน่อยๆจากผลของประกันแบบสะสมทรัพย์ แต่ในอนาคตหลังจากนี้ไป เมื่อบริษัทหันมาขายประกันที่เน้นคุ้มครองชีวิต บริษัทจะมีทั้งกำไรจากเงินลงทุน และกำไรในส่วน Underwriting profit ได้อย่างยั่งยืน

ชนะเพราะไม่คิดเอาชนะ กำไรเพราะไม่โลภ ลงทุนอย่างมีความสุขเพราะจิตใจอยู่เหนืออารมณ์ตลาด
"ทรัพย์ศฤงคารที่ได้มาอย่างเร่งร้อนจะยอบแยบลง แต่บุคคลที่ส่ำสมทีละเล็กละน้อยจะได้เพิ่มพูนขึ้น" สุภาษิต 13:11

User avatar
Skyforever
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1202
Joined: Fri Jun 26, 2009 9:40 pm

Re: BLA

Posts by Skyforever » Sun Feb 26, 2012 9:13 am

เม่าฉึกฉึก wrote:เรื่องการสำรองเงินผมว่าเรารู้กันทุกคน แต่ผมว่ามันค่อนข้างจะเซอร์ไฟส์มากนะครับที่ไตรมาสสุดท้ายสำรองถึง 78% แล้วทำให้กำไรตกลงมามากขนาดนั้น (หรือผมเซอร์ไฟส์อยู่คนเดียวครับ :shock: )

อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วไปถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ผมขออย่างเดียวว่าต่อจากนี้อย่ามีเรื่องอะไรที่เราคาดไม่ถึงอีก เล่นเอาตามอ่านไม่ทันกันเลยทีเดียว :D :D
ผมว่าส่วนใหญ่แล้วจะคิดว่าสำรอง 65% เฉพาะไตรมาส4 ไม่คิดว่าจะสำรอง 65% หมายถึงคิดรวมทั้งปี ก็เลย Surprise ไปกันใหญ่ครับ :twisted:

ชนะเพราะไม่คิดเอาชนะ กำไรเพราะไม่โลภ ลงทุนอย่างมีความสุขเพราะจิตใจอยู่เหนืออารมณ์ตลาด
"ทรัพย์ศฤงคารที่ได้มาอย่างเร่งร้อนจะยอบแยบลง แต่บุคคลที่ส่ำสมทีละเล็กละน้อยจะได้เพิ่มพูนขึ้น" สุภาษิต 13:11

User avatar
ilekis
Verified User
Posts: 205
Joined: Tue Feb 24, 2009 8:07 pm

Re: BLA

Posts by ilekis » Sun Feb 26, 2012 9:23 am

croyoty wrote:
croyoty wrote:
Accidental Hero wrote:ขออนุญาตอีกทีครับ แยกประเด็นดูไม่ work ผมเอามารวมในช่องเดียวเลยครับ ใครมีอะไร Quote ในความเห็นนี้ต่อๆไปเลย
ขอระดมสมองก่อนการเข้า Company visit หน่อยนะครับ
ผมเห็นว่า เราควรจะสรุปประเด็นที่เป็นหัวใจของปัญหาในตอนนี้ แล้วถามอย่างมีระบบ
แล้วมอบให้คุณ Skyforever หรือใครที่สามารถเรียบเรียงประเด็นและจับประเด็นได้ดีเป็นผู้ซักถามหลักเพียง 2-3 คน
ถ้าไม่มีการคุยกันก่อน ต่างคนต่างถาม เราอาจจะไม่ได้คำตอบของแก่นของปัญหา
แล้วกลับมาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไร
ผมขอตั้งประเด็นที่จะขอความเห็นก่อนนะครับ
1.อดีต ในการซื้อ BLA หมายถึงจุดแข็ง หรือสิ่งที่มองเห็นว่าจะเป็นโอกาส
2.ปัจจุบัน การตั้งสำรองเพิ่มมาก จนทำให้กำไรลดลง เพื่อแก้ปัญหา หรือเป็นประโยชน์ ไม่ทำได้ไหม
3.อนาคต ถ้าต้องตั้งสำรองสูงอีก 2-3 ปี แสดงถึงอะไร และจะมีการเติบโตได้แค่ไหน ความต่อเนื่องของปัญหา ปัญหาการตั้งสำรองสูงจะคงอยู่อีกกี่ไตรมาส ฯลฯ
อดีต
ในฐานะคนถือ BLA ผมมีแรงจูงใจในการซื้อ เพราะเห็นว่า
1.การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของการขายประกันผ่านช่องทาง Bancassurance และเชื่อว่า ช่องทางนี้จะกินส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
2.เล็งเห็นการสะสมทุนแบบ Snow ball และอัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรที่มากกว่า การเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกัน (อันเกิดจากการจ่ายซ้ำของเบี้ยประกันปีต่อๆไป)
ปัจจุบัน
ปัญหา เฉพาะที่เกิดในไตรมาส 4 เท่าที่ดูมี 2 ประเด็น คือ การตั้งสำรองสูง และ ภาษี (เรื่องภาษีผมไม่ได้ดูรายละเอียด รอเพื่อนๆช่วยเสริมครับ)
คำถามที่เสนอให้ถาม
1.เมื่อออกกรมธรรม์มา 1 กรมธรรม์ สมมติเป็น GF330 ปีไหนต้องตั้งสำรองเท่าไร มีการกำหนดไว้ตายตัวหรือไม่ หรือว่า ยืดหยุ่นได้ (ขอคำอธิบายคร่าวๆ เช่น คำนวณไว้เป็นขั้นต่ำ แต่ตั้งมากกว่าได้ ตามข้อสงสัยที่เราคุยกันไว้)
2.สมมติบริษัทขายเพียง 1 กรมธรรม์ เวลาออกแบบกรมธรรม์ในส่วนการตั้งสำรอง ตามหลักจะทำอย่างไร จะ smooth ผลกำไรให้สม่ำเสมอ หรือ ไม่จำเป็น
3.การตั้งสำรองสูงในไตรมาส4/54 มีประโยชน์อย่างไร ใช้ป้องกัน หรือแก้ปัญหาอะไร
4.สาเหตุที่แท้จริงที่ต้องตั้งสำรองเพิ่มในไตรมาสนี้ เกิดจาก ROI ที่ลดลง เป็นสาเหตุฉุกเฉิน หรือเป็นเพราะถึงรอบของ GF248,GF330 ที่จะต้องตั้งสำรองสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่า ROI จะไม่ลดลงก็ตาม
5.ถ้าการตั้งสำรองสูง เป็นสัดส่วนมาจาก GF248 และ GF330 ถามว่า เป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่หรือต้องเพิ่มอัตราขึ้นอีกเนื่องจาก ROI ลดลง
6.ถ้าจะให้การกันสำรองใน Q4/54 อยู่ที่ 60% เหมือนไตรมาสก่อนๆ ปัจจัยไหนที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป เช่น ถ้า ROI เท่ากับปีที่แล้ว7. เรื่องภาษี 4Q54 ช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ
อนาคต
1.การตั้งสำรองสูงจากกรมธรรม์ระยะสั้น และ ROI ที่ลดลง ในไตรมาสต่อๆไป จะต้องตั้งสำรองสูง 70- 80% อีกหรือไม่ หรือ จะตั้งเท่าๆกันที่ 65% ทุกไตรมาส และอีกนานแค่ไหน
2.การตั้งสำรองสูงต่อเนื่องอีกหลายไตรมาส มีประโยชน์อย่างไร ใช้ป้องกัน หรือแก้ปัญหาอะไรในอนาคต
3.สมมติเบี้ยขายได้เท่าๆเดิม เบี้ยรวมโต 10% ถ้าตั้งสำรอง 65% ทุกไตรมาส ต่อเนื่องอีก 3 ปี พอจะทำนายได้หรือไม่ว่า net profit ใน 3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
4.เทียบกับปลายปีที่แล้ว ท่านผู้บริหารคิดว่าพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเสน่ห์ของการเติบโตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
5. ปี 55 คาดว่าจะสำรองกี่ %
6. ผบห คาดว่าอัตราคงอยู่ของ เบี้นต่อ จะประมาณกี่%
7. ผบห คาดว่า FYP ของ บ. จะสามารถโตได้พอๆหรือมากกว่าอุตสาหกรรมหรือไม่
8 ในอนาคต ไม่ทราบว่าจะเน้นเบี็ยระยะสั้น หรือจะเน้นระยะยาว (เท่าที่อ่านจากบทความ เหมือนจะเน้นระยะยาว)
9 ในอนาคต จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องตั้งสำรองระดับนี้ (ดูจากบริษัทอื่นๆ ที่ตั้งต่ำกว่านี้)
ผมฝากถามบริษัทหน่อยครับ พี่accidental ช่วยสรุปให้ด้วยอีกทีคับ หรือตัดทอนได้เต็มที่เลยคับ

1. ทำไมต้องตั้งสำรองสูงเว่อแบบนี้ เพราะในความเป้นจริงจากการคำนวณต้องตั้งสูงให้เท่ากับที่คำนวณรึเปล่า หรือว่าตั้งสำรองเผื่อไว้อีกมากจากผลการคำนวณ

2. ส่วนที่ตั้งสำรองสูงมากของปี 2554 ปี 2555 จะบันทึกกลับมาหรือไม่แล้วบันทึกกลับเป็นรายการชื่อว่าอะไรในงบ 2555

3. ทำไมทำการตลาดกระตุ้นน้อยเกินไปเช่นนี้ ต่างจากคู่แข่งในตลาดประกันชีวิตจ้าวอื่นๆมากเกินไป เช่น เอไอเอ ไทยประกัน เมืองไทยประกัน เราจะเห็นโฆษณามากจนคุ้นชื่อคุ้นตา แต่ของกรุงเทพประกันชีวิต ทำไมไม่โหมตรงนี้เลยการที่จะไปมุ่งตัวแทนคิดว่าดีกว่าเหรอ ทำไมไม่มุ่งหลังการขาย/การเคลม + โฆษณา

4. เป้าหมายของผลประกอบการของบริษัทและกำไร ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ ผบหใตั้งใจเป้าอย่างไร รวมถึงโอกาสการเติบโตระยะ 10ปีขึ้นไป บริษัทมองว่าอย่างไรในวงการตัวเอง

5. นโยบายปันผลสูงมากกว่านี้ได้หรือไม่

6. ภาษีที่จ่ายไปหนักๆของงบปี 2554 ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ช่วยเครดิตภาษีมากขึ้นหรือไม่ คือบริษัทเราจ่ายเพิ่ม เราในฐานะผู้ถือหุ้นก็เสมือนจ่ายภาษีออกไปแล้วมากด้วย

7. ทนเห็นบริษัทเติบโตอยางมากในช่วงนี้ได้ยังไง จะอนุรักษ์นิยมไปถึงไหน
ของคุณ cybermanด้วย ของอนุญาตรวมๆไว้ ฝากพี่accidental hero สรุปสุดท้ายๆๆๆทั้งหมดดเสร็จสิ้นรวบรวมถามใหเด้วยคับ


เห็นคำถามเกี่ยวกับสำรองเยอะแล้ว ผมขอฝากคำถามเกี่ยวกับด้าน marketing นะครับ

1. BLA จะเปลี่ยนรูปแบบไปขายกรมธรรม์ที่มีกำไรดีขึ้น กรมธรรม์แบบนี้ช่องทางขายผ่านแบงก์แอสชัวรันส์ยังคง work อยู่หรือไม่ หรือกรมธรรม์แบบนี้จำเป็นต้องขายผ่านทางตัวแทน
2. ทาง BLA มีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะขายผ่านทางตัวแทนบ้างหรือยัง เพราะจากข้อมูลจำนวนตัวแทนของ BLA ลดลง และยอดขายผ่านตัวแทนลดลง
3. ตั้ง target เบี้ยรับแต่ละแบบไว้เท่าไรบ้าง ทั้งประเภท credit life , whole life, endowment
4. ทำไมจำนวนตัวแทนของ BLA ลดลง เกี่ยวกับผลตอบแทนที่ให้แ่ก่ตัวแทนน้อยกว่าตลาดหรือไม่ ทำให้ตัวแทนขาดแรงจูงใจในการขาย
5. มีการวางแผนการประชาสัมพันธ์ หรือโฆษณาในปีนี้หรือไม่ เห็นบริษัทประกันอื่นโฆษณาเยอะ
ุ6. มองสภาวะตลาดและการแข่งขันในปีนี้เป็นอย่างไร

ขอบคุณครับ
ผมขอฝากคำถามไว้บ้างนะครับ

1.การตั้งสำรองทั้งปี 2011 ที่ 65% เกิดจาก
1.1 เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี หรือ
1.2 การขายประกันออมทรัพย์ 248 ใน 2010 Q4 จำนวนมาก จนเกิดความจำเป็นต้องตั้งสำรองสูง

2.ถ้าเป็นไปตาม 1.1 ทำไมถึงเพิ่งมาใช้การตั้งสำรอง 65% ในปีนี้ ทำไมไม่ใช้ในปีที่ผ่าน ๆ มาด้วย

ึ3.ถ้าเป็นไปตาม 1.2 เหตุผลที่ต้องขาย product แบบนี้จำนวนมากเพราะต้องการ market share หรือทำยอดให้
ได้ตามเป้าหมายใช่หรือไม่ ถ้าใช่แสดงว่าช่องทาง bank เริ่มเป็น red ocean แล้วหรือเปล่า คือต้องขาย product
กำไรต่ำเพื่อให้ได้ยอด ถ้าไม่ขายแบบนี้ก็จะโดน bank อื่นที่ออก product แบบนี้แย่งไปอยู่ดี

4.จากข้อ 3 ถ้าจำเป็นต้องขาย product ออมทรัพย์ระยะสั้นต่อไป (เช่นส่ง 2, 3, 4 ปี) จะมีวิธี smooth out กำไร, กันสำรอง, ยอดขายอย่างไร

5.จากข้อ 3 ถ้าไม่ทำ product ออมทรัยพ์ระยะสั้นแล้ว ช่องทาง bank แน้วโน้มยอดขายในอนาคตจะเป็นอย่างไร
เข้าใจว่าช่องทาง bank ต้องไปเน้น ออมทรัพย์ระยะยาวแทน (เช่นส่ง 7, 10, 12 ปี)

ถ้าคิดว่าซ้ำกับคำถามข้างบน หรือคำถามไม่ค่อยสำคัญก็ผ่านไปได้เลยครับ
ขอบคุณครับ

How much can you know about yourself, you've never been in a fight?
Tyler Durden

User avatar
ilekis
Verified User
Posts: 205
Joined: Tue Feb 24, 2009 8:07 pm

Re: BLA

Posts by ilekis » Sun Feb 26, 2012 9:32 am

Skyforever wrote: มาลองคิดดูว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ทางบริษัทเองก็ตั้งใจอยากให้มีเบี้ยปีต่อในเดือนธันวาคมต่ำ มีตัวเลขเบี้ยประกันค้างรับสูงๆ เพราะหากเบี้ยรับของ GF248 ในเดือนธันวาคมเพิ่มมากกว่านี้ อาจจะทำให้สำรองสูงกว่านี้อีก และภาษีจะยิ่งเสียไปมากกว่านี้ ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง เราคงเห็นเบี้ยปูดในต้นปีนี้ และผลที่ตามมาคือการตั้งสำรองในไตรมาส1 ก็จะสูงขึ้นด้วย ส่วนไตรมาส2 และ 3 ก็จะสูงจาก GF330 เช่นกัน ทำให้แนวโน้มการตั้งสำรองปีนี้น่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนตามที่บทวิเคราะห์บอก แต่สิ่งที่คาดว่าจะดีขึ้นจากปีก่อนก็คือ จะมีอัตราภาษีที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และรายได้กำไรจากการลงทุนที่โตมากกว่า 20% เพราะกระแสเงินสดจากเบี้ยรับยังคงมากกว่า 20% ของสินทรัพย์ลงทุน และคงโตกว่า 20% แบบนี้ไปอีกหลายปี ส่วน Underwriting profit ในช่วงนี้คงจะหวังอะไรมากไม่ได้ อาจจะให้เป็นศูนย์หรือติดลบหน่อยๆจากผลของประกันแบบสะสมทรัพย์ แต่ในอนาคตหลังจากนี้ไป เมื่อบริษัทหันมาขายประกันที่เน้นคุ้มครองชีวิต บริษัทจะมีทั้งกำไรจากเงินลงทุน และกำไรในส่วน Underwriting profit ได้อย่างยั่งยืน
ผมคิดว่า product ออมทรัพย์ระยะสั้นอย่าง GF248, 330 เป็นเหมือนการตัดราคากันของกลุ่มประกันชีวิตอะครับ
แต่ออมทรัพย์ระยะยาวที่ส่ง 7 ปีขึ้นไปเป็น product ที่ดี เพื่อระดมเงินประกันได้จำนวนมากกว่าขาย whole life อย่างเดียว

แต่ตอนนี้ตลาดติดใจ ออมทรัพย์ระยะสั้นไปแล้วหรือเปล่า และช่องทาง bank ก็มีผู้เล่นหลายรายแล้ว
เราไม่ทำ คนอื่นก็ทำอยู่ดี

How much can you know about yourself, you've never been in a fight?
Tyler Durden

mamlabong
Verified User
Posts: 237
Joined: Mon Aug 09, 2010 11:00 pm

Re: BLA

Posts by mamlabong » Sun Feb 26, 2012 10:35 am

Accidental Hero wrote:
Tarzann wrote:ฝากคนที่ไป compny visit ถาม ผบห ให้ช่วยจัดทำEV &VNB รายไตรมาส ได้หรือเปล่า
ถ้าได้จะดีมากเลยครับ
แต่ไม่รู้ PWC เขาคิดค่าทำเท่าไร ผมว่าอย่างน้อยต้อง 10 ล้านต่องวด
ดูรายงาน EV ของต่างประเทศ รายละเอียดเยอะมาก
ของ PWC ทำให้ BLA แทบจะเป็นการสรุปผล
หรือมีรายละเอียดมาก แต่เขาเอาให้เราดูแค่นี้ก็ไม่แน่ใจ
ทำแค่ EV ราคายังไงก็ไม่น่าจะเกิน 2 ล้านบาทครับ
ให้สูงๆเลยก็ 3.5 ล้านบาท ถ้าเกิดมีการ quote ราคาเป็นงาน advisory

เพจผมครับ
http://www.facebook.com/guessingstock
ถ้าใครสนใจ ข่าวสารต่างๆก็เชิญได้ครับผม

mamlabong
Verified User
Posts: 237
Joined: Mon Aug 09, 2010 11:00 pm

Re: BLA

Posts by mamlabong » Sun Feb 26, 2012 10:42 am

สำรองไม่มีวันที่จะทำให้มัน smooth out ออกมาให้เท่าๆกันทุกไตรมาสได้หรอกครับ
มันดูที่ policy in force ครับเวลาคำนวณ และเบี้ยที่อยู่ในสถานะ in force นะตอนนั้น
ไตรมาส 4 เบี้ย GF248 มันเข้ามา การคำนวณสำรองก็เลยเพิ่มขึ้นเพราะเบี้ยเพิ่งเข้าก็ไม่เห็นแปลกครับ

ปล. อ่านไม่ไหวจริงๆครับ กลับมาตามอีกทีไปสามสี่หน้าละ
เอาไว้เดี๋ยววัน Company visit ใครอยากถามอะไรผมถามได้ละกันครับ

เพจผมครับ
http://www.facebook.com/guessingstock
ถ้าใครสนใจ ข่าวสารต่างๆก็เชิญได้ครับผม

User avatar
Pn3um0n1a
Verified User
Posts: 1935
Joined: Wed Aug 01, 2007 4:50 pm

Re: BLA

Posts by Pn3um0n1a » Sun Feb 26, 2012 11:13 am

CherngX wrote:ไฟเริ่มไหม้ แต่สัญญาณเตือนโดนตัดสายหมด -- anonymous
ควันลอยมาแล้วมั้งครับ ไม่รู้มีเครื่องดูดควันด้วยป่าว :roll:


เม่าฉึกฉึก
Verified User
Posts: 187
Joined: Thu Oct 14, 2010 11:10 pm

Re: BLA

Posts by เม่าฉึกฉึก » Sun Feb 26, 2012 12:05 pm

Skyforever wrote:
เม่าฉึกฉึก wrote:เรื่องการสำรองเงินผมว่าเรารู้กันทุกคน แต่ผมว่ามันค่อนข้างจะเซอร์ไฟส์มากนะครับที่ไตรมาสสุดท้ายสำรองถึง 78% แล้วทำให้กำไรตกลงมามากขนาดนั้น (หรือผมเซอร์ไฟส์อยู่คนเดียวครับ :shock: )

อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วไปถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ผมขออย่างเดียวว่าต่อจากนี้อย่ามีเรื่องอะไรที่เราคาดไม่ถึงอีก เล่นเอาตามอ่านไม่ทันกันเลยทีเดียว :D :D
ผมว่าส่วนใหญ่แล้วจะคิดว่าสำรอง 65% เฉพาะไตรมาส4 ไม่คิดว่าจะสำรอง 65% หมายถึงคิดรวมทั้งปี ก็เลย Surprise ไปกันใหญ่ครับ :twisted:
จริงๆผมแปลกใจตรงนี้แหละครับ เพราะตอนไป company visit คราวที่แล้ว ผบห พูดชัดเจนว่าจะมีการสำรองเพิ่มเป็น 65%

พอกลับมาทุกคนเข้าใจตรงกันหมดว่าไตรมาส4 65% แต่ไหงออกมามากแบบนี้ กลายเป็นทั้งปี 65% ผมยังนั่งคิดอยู่เลยว่าพวกเราฟังมาโง่ หรือเค้าบอกมาไม่ชัดเจน คราวนี้ผมรบกวนพี่ฟ้าอมตะถามให้ชัดๆเลยนะครับ


Tarzann
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2011
Joined: Sat May 03, 2008 12:31 pm

Re: BLA

Posts by Tarzann » Sun Feb 26, 2012 1:44 pm

การโฟกัสที่ EV และ VNB น่าจะดีกว่านะครับ และไม่ต้องมาคอยคาดเดาเรื่องการกันสำรองอีก
ซึ่งมีโอกาศผิดสูงกว่าและเราตาม "สมมุติฐานที่เปลี่ยนไป หรือเกมของ"ผบหไม่ค่อยทันหรอกครับ

และควรให้ Broker หันมาประเมินราคาหุ้นด้วยวิธีนี้ก็จะดีมากครับ
Chicken and Egg wrote:
Tarzann wrote:ผมว่าดูที่ EV และ VNB   :idea: ดีกว่านะ เพราะมันจะบอกถึงvalue ที่แท้จริงของบริษัทประกันชีวิต ได้มากกว่าการติดตามกำไรรายไตรมาสหรือกำไรรายปี ตัวอย่างคือAIA or Chinalife ที่HongKong จะมีการประกาศEV VNBทุกๆไตรมาศ และคนที่นู้นและนักวิเคราะห์ที่นู้นจะดูความถูกแพงบนพื้นฐานของ EV & VNB เป็นหลัก แล้วเราจะได้เลิกสนใจว่า  BLA จะกันสำรองเท่าไหร่ดีนาในแต่ละไตรมาศ    ฝากคนที่ไป compny visit ถาม ผบห ให้ช่วยจัดทำEV &VNB รายไตรมาส ได้หรือเปล่า และช่วยให้ความรู้แก่นักวิเคราะและ นักลงทุนทั่วไปเรื่องนี้ด้วยครับ ปล อยากให้ BLA ไปออกรายการมันนี่ทอร์กวีกลี่ มากๆครับ จะได้ทำให้คนทั้วไปเข้าใจธุรกิจประกันมากขึ้นครับ เพราะถ้าคนทั่วไปเจ้าใจภาพของธุรกิจนี้ ผบหก็ไม่ต้องมาอธิบายอะไรมากครับเวลางบออก เหนื่อยที่เดียวให้คนทั่วไปเข้าใจเลย เวลางบออกทีคนทั่วไปก็เข้าใจได้เร็วไม่ต้ิงใช้เวลาอธิบายนาน และดูโปร่งใสกว่สด้วย :idea:
เห็นด้วยครับ แม้ว่าตลาดจะ valuation แบบ p/e เราในฐานะคนมีความรู้ควรใช้วิธีที่ถูกต้อง valuation ธุรกิจ

ตัวอย่างข่าวที่ AIA Hongkong ประกาศ
AIA's new business grows 40 percent
Published: 24/02/2012 at 12:32

Asian insurance giant AIA said Friday its new business grew 40 percent year-on-year, a better-than-expected result thanks to strong growth in Singapore, Malaysia and China.


The AIA Tower in Hong Kong. Asian insurance giant AIA said Friday its new business grew 40 percent year-on-year, a better-than-expected result thanks to strong growth in Singapore, Malaysia and China.

The firm, which is one-third owned by the troubled American International Group (AIG), said its value of new business rise to US$932 million in the 12 months to November 30, up from $667 million a year earlier.

The result beat an average forecast of $870.5 million in new business growth by eight analysts polled by Dow Jones Newswires.

Value of new business is a common growth measure used in the insurance industry, which takes into account the present value of expected future profits arising from new policies sold during the year.

"We have continued to deliver strong growth in our key performance measures," AIA group chief executive Mark Tucker said in a statement.

"These results demonstrate that the momentum in value creation which we generated in 2010 has been sustained throughout 2011."

Tucker said AIA's focus on the Asia-Pacific, "the world's most dynamic region", put the company in "a very strong position to optimise opportunities for further growth" and generate robust returns for its shareholders.

The better-than-expected result lifted AIA's Hong Kong-listed shares by 1.46 percent to HK$27.80 in early trade.

Despite the strong growth in new business, AIA's net profit fell 41 percent year-on-year to $1.6 billion, due to market turbulence affecting the value of its assets. Its annualised new premium sales rose 22 percent to $2.47 billion.

AIA, which operates in 14 Asia-Pacific markets, raised $20.5 billion in an initial public offering in 2010
http://www.bangkokpost.com/news/world/2 ... 40-percent
อันนี้จากเว็ปของ AIA เอง
http://www.aia.com.hk/en/resources/06de ... eb2012.pdf


User avatar
Croyoty
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3608
Joined: Mon Dec 24, 2007 3:55 pm

Re: BLA

Posts by Croyoty » Sun Feb 26, 2012 8:24 pm

แนะนำให้เอาเครื่องบันทึกเสียง หรือ โหมดบันทึกเสียงของโมบายโทรศัพท์ บันทึกเสียง +/- คลิปเลยครับ จะได้ชัวร์มีหลักฐานว่า ผบหเคยพูดอะไรหรือไม่อย่างไร

สุขแบบเรียบง่าย สุขจากความสงบ
สู่วิถีธรรมชาติ ... วิถีแห่ง เซน

Image

multipleceilings
Verified User
Posts: 2141
Joined: Sat Feb 26, 2011 1:42 pm

Re: BLA

Posts by multipleceilings » Sun Feb 26, 2012 10:56 pm

คงต้องดู loss ratio และ claim + loss adjustment expense ในอนาคตครับว่ามีอะไรแปลกๆหรือไม่

ถ้าไม่มีอะไรผิดสังเกต การตั้ง outstanding claim reserve สูงขึ้นครั้งนี้ก็คงไม่ได้มาจากการคาดเดาพลาดในอดีตหรืออะไร ที่ผมพูดแบบนี้เพราะผมคิดว่าการตั้ง loss reserve สูงขึ้นจากเหตุผลที่เป็น specific to operating period ไม่น่ากลัว (อย่างที่หลายๆท่านกำลังหาเหตุกัน) แต่ถ้าเป็น adjustment จากบางอย่างในอดีต.... ก็ต้องทราบให้ได้ว่าเป็นอะไร

พวกเราในฐานะนักลงทุนต้องยอมรับว่า actuarial analysis เป็นเรื่องยากครับ ถ้าการตั้งสำรองสูงขึ้นครั้งนี้ไม่มีอะไรใต้พรมก็ไม่น่ากลัวเลยครับ ขึ้นอยู่ว่าจะหายังไงให้เจอถ้ามี ซึ่งอย่างผมคงหาไม่ได้หรอก 55+ ท้ายสุด focus บนมูลค่ากิจการระยะยาวในขา new premium ก็ต้องมองส่วนของ product performance (policy ต่างๆ) และ outlet efficiency (bancassurance) มาก่อนอยู่ดี..

คงต้องติดตามกันต่อไปครับเรื่องสำรอง ติด red flag ไว้หน่อยก็ดี ตัวแปรมันเยอะ หาอะไรมา justify ให้ตัวเลขมัน make sense คงทำได้ แต่จริงไม่จริงไม่รู้หรอก ให้ mathematician ของ BLA มานั่งคิดให้ดูเลยคงจะดีที่สุด 555+

M aterial catalyst
A ttitude & Perception
D isclipine

mincho
Verified User
Posts: 261
Joined: Thu Jul 22, 2010 12:20 am

Re: BLA

Posts by mincho » Sun Feb 26, 2012 11:37 pm

CherngX wrote:
ผมไม่ได้หมายถึงงบออกแล้วหุ้นขึ้นครับ
แต่ผมหมายถึงหุ้นการที่หุ้นลงงงๆ ก่อนงบออกไม่กี่วัน
อาจจะกำลังแสดงว่ามีใครรู้อะไรก่อนเราว่างบจะแย่
ท่านที่รองบก็ต้องจ่ายแพงที่สุด กลับบ้านคนสุดท้ายคอยล้างจาน

น่าเสียดายกฎบางข้อของเว็บ ทำให้ตอนไฟเริ่มไหม้ สัญญาณเตือนดันโดนตัดสายหมด
ท่าทางคุณ ChengX จะเป็นเซียนเทคนิคและเก่งมากเลยนะครับ ไม่ทราบว่า พอร์ตกี่พันล้านแล้วครับ เห็นสมัครมา5ปี ไม่ค่อยจะโพสอะไร ไปๆมาๆโพสห้องนี้ไปเกือบจะครึ่งนึงของที่โพสละ

การที่หุ้นราคาลงพร้อมโวลุ่มไม่กี่วันก่อนงบออก โอเคครับ ว่างบQนั้นอาจจะออกมาไม่ดีจริงๆ คล้ายๆกรณี KTC เมื่อกลางปีที่แล้ว แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ ยกตัวอย่าง JAS เมื่อช่วงนี้ปีก่อน ก็ลงก่อนพร้อมโวลุ่ม แถมโดนช๊อตอีก 14 ล้านหุ้นก่อนงบออกที่ราคาแถว 1.8 บาท แล้วงบก็ออกมาว่า Q4ขาดทุนจริง ราคาร่วง แต่สุดท้ายอีก 3 เดือน ก็วิ่งไปเกือบ 4 บาท (ผมไม่ไ้ด้บอกว่า BLA จะเหมือน JAS นะครับ ซึ่งBLA อาจจะเหมือน KTC ก็ได้)

ผมแค่อยากบอกว่า ถ้าคุณ ChengX จะแค่เข้ามาซ้ำเติมคนอื่น ว่า รู้ก่อนว่าไฟจะไหม้ แต่พวกมึ..โง่เองที่ไม่หนีกัน ก็อย่าโพสดีกว่าครับ ผมอยากให้ห้องนี้โพสแย้งแบบ คุณไก่และไข่มากกว่าครับ ที่โพสแย้งเพื่อแชร์ความรู้กัน เพื่อแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและักันครับ ซึ่งจริงๆแต่ละคนก็มีระยะเวลาในการลงทุนไม่เหมือนกันครับ บางคนมอง 1 Week , บางคนมอง 3 เดือน , บางคนมอง 1 ปี หรือ บางคน อาจจะมอง 3 ปีขึ้นก็ได้ คงไม่มีใครผิดหรือถูกในการมองหรอกครับ

ปล. ห้องนี้ฮอทมาก+มีsnow ball คล้ายๆกับห้องเพื่อนบ้างเลยครับ แต่ต่างกันที่ ห้องนี้ไม่มี มาม่าชามใหญ่ก็เท่านั้นเอง (ซึ่งอย่ามีเลยนะครับ :D )

เมื่อใดเห็นทุกข์ เมื่อนั้นเห็นธรรม

mamlabong
Verified User
Posts: 237
Joined: Mon Aug 09, 2010 11:00 pm

Re: BLA

Posts by mamlabong » Sun Feb 26, 2012 11:56 pm

multipleceilings wrote:คงต้องดู loss ratio และ claim + loss adjustment expense ในอนาคตครับว่ามีอะไรแปลกๆหรือไม่

ถ้าไม่มีอะไรผิดสังเกต การตั้ง outstanding claim reserve สูงขึ้นครั้งนี้ก็คงไม่ได้มาจากการคาดเดาพลาดในอดีตหรืออะไร ที่ผมพูดแบบนี้เพราะผมคิดว่าการตั้ง loss reserve สูงขึ้นจากเหตุผลที่เป็น specific to operating period ไม่น่ากลัว (อย่างที่หลายๆท่านกำลังหาเหตุกัน) แต่ถ้าเป็น adjustment จากบางอย่างในอดีต.... ก็ต้องทราบให้ได้ว่าเป็นอะไร

พวกเราในฐานะนักลงทุนต้องยอมรับว่า actuarial analysis เป็นเรื่องยากครับ ถ้าการตั้งสำรองสูงขึ้นครั้งนี้ไม่มีอะไรใต้พรมก็ไม่น่ากลัวเลยครับ ขึ้นอยู่ว่าจะหายังไงให้เจอถ้ามี ซึ่งอย่างผมคงหาไม่ได้หรอก 55+ ท้ายสุด focus บนมูลค่ากิจการระยะยาวในขา new premium ก็ต้องมองส่วนของ product performance (policy ต่างๆ) และ outlet efficiency (bancassurance) มาก่อนอยู่ดี..

คงต้องติดตามกันต่อไปครับเรื่องสำรอง ติด red flag ไว้หน่อยก็ดี ตัวแปรมันเยอะ หาอะไรมา justify ให้ตัวเลขมัน make sense คงทำได้ แต่จริงไม่จริงไม่รู้หรอก ให้ mathematician ของ BLA มานั่งคิดให้ดูเลยคงจะดีที่สุด 555+
อันนี้มันประกันวินาศภัยแล้วมั้งครับเรื่องของพวก loss ratio และ OS loss
ประกันชีวิตในงบไม่น่าจะมีส่วนนี้นะครับที่ตั้งค้างในเรื่องของเคลม
จะมีแค่ผลประโยชน์ที่ให้กับผู้เอากรมธรรม์ ซึ่งคือตาย ครบกำหนด ไถ่ถอน เวนคืน ครับ
จะมีแค่ IBNR อย่างเดียวที่ตั้งกับประกันกลุ่ม(เคลมที่เกิดแล้วแต่ยังไม่แจ้ง)

เพจผมครับ
http://www.facebook.com/guessingstock
ถ้าใครสนใจ ข่าวสารต่างๆก็เชิญได้ครับผม

Tarzann
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2011
Joined: Sat May 03, 2008 12:31 pm

Re: BLA

Posts by Tarzann » Mon Feb 27, 2012 12:00 am

ขออัญเชิญบทความดีดีของท่าน ดร. มาให้เพื่อนๅครับ
ลงทุนอย่างสบายใจ - ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร Fan Page on Sunday, February 26, 2012 at 9:14pm ·
การลงทุนในหุ้นนั้น หลาย ๆ คนมักจะรู้สึกเครียดและมีกังวลอยู่ตลอดเวลา เขากลัวว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดในประเทศไทยหรือในโลก นี้ซึ่งจะทำให้หุ้นตกทั้งตลาดและทำให้หุ้นเขาตกลงไปด้วย เขากังวลว่าหุ้นตัวที่เขาถืออยู่อาจจะมีปัญหาหรือมีเหตุการณ์ไม่ดีซึ่งทำ ให้หุ้นตกลงมาอย่างหนักและทำให้เขาขาดทุนมากมายอย่าง “ไม่คาดฝัน” การลงทุนในหุ้นดูเหมือนว่าจะมี “ต้นทุน” ที่ไม่ใช่ตัวเงินแฝงอยู่นั่นก็คือ ความกังวลและความไม่สบายใจ และนั่นอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นบ่อยเพื่อ “ลดความไม่สบายใจ” ในสถานการณ์ที่ “ไม่แน่นอน” แต่นี่มักจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเราลดลงในระยะยาว คำถามก็คือ จะทำอย่างไรถึงจะทำให้เราสามารถลงทุนอย่างสบายใจได้?
สูตรการลงทุนอย่างสบายใจของผมก็คือ ข้อแรก จงตั้งความหวังผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในหุ้นให้เหมาะสมนั่นก็คือ ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเฉลี่ยประมาณ 10% ถ้าเราคิดว่าเรามีความสามารถสูงมาก ก็อาจจะตั้งความหวังได้สูงขึ้น แต่สูงสุดไม่ควรเกิน 15% ต่อปี โดยคำว่าระยะยาวของผมนั้นจะต้องยาวไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป การตั้งความหวังที่เหมาะสมนั้นจะทำให้เรามีโอกาสบรรลุผลได้ไม่ยากเกินไป ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้อง “เร่ง” ผลตอบแทนโดยวิธีการต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไม่ต้องเล่น “หุ้นร้อน” หรือ ไม่ต้องใช้มาร์จินในการซื้อขายหุ้น เป็นต้น ซึ่งทำให้เราสามารถลงทุนหุ้นได้แบบ “ชิว ๆ”
ข้อสอง เลือกซื้อหุ้นที่เน้นความปลอดภัยของตัวกิจการเป็นหลัก นี่คือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าในด้านของธุรกิจ เป็นกิจการที่ไม่ล้ำสมัยแต่ไม่ล้าสมัย เป็นกิจการที่เป็น “ผู้นำ” มีฐานะทางการเงินดี และถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกก็คือ เป็นกิจการที่เราเองมีโอกาสได้พบเห็นหรือได้ใช้บริการเป็นประจำ
ข้อสาม ต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการถือหุ้นอย่างเหมาะสม นั่นก็คือ ถ้ามีเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ก็ควรต้องมีหุ้นอย่างน้อยประมาณ 5 ตัวโดยที่ตัวใหญ่สุดไม่ควรจะเกิน 30% ของพอร์ต นอกจากนั้น ควรจะถือหุ้นในหลาย ๆ อุตสาหกรรม แต่ถ้ามีเงินลงทุนค่อนข้างมากเช่นเป็น 10 ล้านบาทขึ้นไป หุ้นที่ลงก็อาจจะมากขึ้นไปได้ แต่ก็ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะมิฉะนั้นเราก็อาจจะมีหุ้นที่เป็น “เบี้ยหัวแตก” ที่ทำให้เราขาดการเอาใจใส่และทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของเราด้อยลงไปได้ โดยทั่วไปแล้ว ผมคิดว่าถ้ามีเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ควรถือหุ้นเกิน 10-15 ตัว
ข้อสี่ เราควรพยายามตั้งเป็นกฎคร่าว ๆ ว่าในแต่ละปีเราจะมีการซื้อขายหุ้นไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุน กฎง่าย ๆ ของผมก็คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้นของเราในแต่ละปีไม่ควรจะเกิน 2 เท่าของขนาดของพอร์ตของเรา เช่น ถ้าพอร์ตของเราเท่ากับ 1 ล้านบาทในตอนต้นปี เราควรซื้อขายหุ้นในปีนั้นไม่เกิน 2 ล้านบาท นั่นแปลว่า เราจะถือหุ้นแต่ละตัวเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี โดยเฉลี่ย ถ้าเราซื้อขายหุ้นมากกว่านั้นก็แสดงว่าเราอาจจะถือหุ้นสั้นเกินไปและอาจจะ หมายความว่าเราเป็น “นักเก็งกำไร” แทนที่จะเป็น “นักลงทุน” และประเด็นของผมก็คือ การเป็นนักเก็งกำไรนั้น ก่อให้เกิดความตึงเครียดสูงกว่านักลงทุนมาก
ข้อห้า อย่าสนใจการขึ้นหรือลงของหุ้นแต่ละตัวมากนัก พยายามมองภาพรวมของพอร์ตหุ้นว่าเติบโตขึ้นหรือลดลง การไปเน้นดูหุ้นแต่ละตัวก่อให้เกิดความเครียดเพราะเราจะพบหุ้นที่มีราคาตกลง ไปมากและอาจจะพยายามไปทำอะไรกับมันที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดี ที่สำคัญก็คือ อย่าไปดูราคาหุ้นทุกตัวทุกวัน วิธีที่ผมแนะนำก็คือ ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เราก็คำนวณดูว่าพอร์ตการลงทุนของเราเป็นเท่าไรโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่ง มีอยู่มากมาย โดยการดูเป็นพอร์ตนี้ เราก็จะเห็นว่าความผันผวนมันน้อยลงเมื่อเทียบกับหุ้นแต่ละตัว และนี่ทำให้เราเครียดน้อยลง และถ้าเราลงทุนเลือกหุ้นได้ถูกต้องโดยเฉลี่ย เราก็ควรจะเห็นพอร์ตของเราโตขึ้นอย่างช้า ๆ และมั่นคงเมื่อเวลาผ่านไป
ข้อหก การที่เราจะทำอะไรกับหุ้นแต่ละตัวนั้น ไม่ควรจะเน้นไปที่ด้านของราคาหุ้นรายวัน สิ่งที่เราควรทำก็คือ ทุกไตรมาศ เราต้องติดตามดูว่าผลประกอบการของบริษัทเป็นอย่างไร มันเป็นไปอย่างที่เราคาดไว้ไหม? เช่น ดีขึ้น ดีขึ้นมาก แย่ลง แย่ลงมาก เพราะอะไร? จากนั้นก็สามารถนำมาตัดสินได้ว่าเราจะทำอะไรกับหุ้น โดยปกติถ้าเราลงทุนหุ้นถูกตัวแล้ว ส่วนใหญ่เราก็มักจะไม่ต้องทำอะไร แต่ในบางกรณีที่เราคาดการณ์ผิด เราก็อาจจะขายทิ้งได้ เช่นเดียวกัน บางครั้งเราก็อาจจะซื้อเพิ่ม โดยวิธีนี้ เราก็ไม่ต้องกังวลเป็นรายวันกับราคาของหุ้นมากนัก
ข้อเจ็ด เมื่อเราได้รับปันผลมา อย่านำเงินไปใช้หรือเอาออกจากพอร์ตถ้าไม่จำเป็น นำปันผลนั้นกลับไปซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ตเพื่อทำพอร์ตให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นหลักการลงทุนแบบทบต้นซึ่งจะทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นแบบทวีคูณ เป้าหมายของเราควรจะตั้งไว้ว่าเราต้องการสร้างพอร์ตนี้เพื่อเป็นเงินเพื่อ การเกษียณหรือเป็นเงินมรดกเพื่อลูกหลาน เงินที่เราจะนำไปใช้จ่ายนั้นควรเป็นเงินที่เราทำมาหาได้จากน้ำพักน้ำแรง มากกว่า ถ้าคิดได้แบบนี้ เราก็จะสบายใจว่านี่เป็น “เงินเย็น” ที่จะอยู่กับเราต่อไปอีกนานเราจะเครียดน้อยลง
ข้อแปด ทุกปี เราต้องคำนวณหาผลตอบแทนประจำปีดูว่าเราทำได้เท่าไรเทียบกับผลตอบแทนของตลาด และเทียบกับเป้าหมายระยะยาวของเราซึ่งก็คือ 10-15% ที่เราตั้งไว้ ถ้าเราทำได้ดีกว่าตลาดและดีกว่าเป้า เราก็ควรจะดีใจโดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ถ้าเราทำได้แพ้ตลาดแต่ยังทำได้ตามเป้าเราก็ยังควรจะดีใจเพราะในไม่ช้าเป้า หมายระยะยาวของเราก็ไปได้ถึง แต่ถ้าเราแพ้ทั้งตลาดและก็ไม่ได้ตามเป้าส่วนตัวของเรา เราก็อาจจะเสียใจบ้างแต่ก็ควรจะดูต่อไปว่าปันผลที่ได้รับในปีนั้นของเรา เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามันยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน นั่นก็อาจจะเป็นเครื่องปลอบเราว่าที่จริงการลงทุนของเรานั้นไม่ได้ผิดพลาด มันยังก้าวหน้าไป เพียงแต่ในระยะสั้น ๆ ตลาดหุ้นอาจจะไม่เป็นใจทำให้ราคามันลดลง แต่ในอนาคต มันก็คงจะปรับตัวขึ้นไปได้ไม่ยาก ว่าที่จริง ในระยะยาวจริง ๆ แล้ว ปันผลนั้นถือว่าเป็นเครื่องวัดที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งว่า เราลงทุนได้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราที่น่าประทับใจ เราก็ไม่มีอะไรต้องวิตกเลย
ทั้งหมดนั้นก็เป็นกลวิธีการลงทุนที่จะทำให้เรามีความสบายใจ ใช้เวลาไม่มาก ไม่เครียด และได้ผลดี โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีงานประจำเต็มเวลา การลงทุนแบบนี้เปรียบไปก็จะคล้าย ๆ กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ยืนต้นที่เราเฝ้าดูแลมันเติบโตขึ้นช้า ๆ แต่มั่นคง โดยที่เราไม่ต้องเร่งมัน แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เราก็จะได้อาศัยร่มเงาและผลของมันมากินได้ต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่พึ่งของ เราได้


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3327
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BLA

Posts by nut776 » Mon Feb 27, 2012 12:05 am

multipleceilings wrote:คงต้องดู loss ratio และ claim + loss adjustment expense ในอนาคตครับว่ามีอะไรแปลกๆ+

เอ๋ ผมว่ามันคิดคนละแบบกับ ประกันภัยนะ
ประกันภัย อาจใช้ เบี้ยรับ - loss ratio= gpm
assurance อาจใช้ เบี้ยรับ - สำรอง-ค่าคอม = gpm


ass เคลมต่ำกว่า ins เยอะอะคับ

แต่หลักคิดอาจจะคล้ายกับที่ท่านว่า
แต่วิธีการตั้ง reserve กับวิธีคิดน่าจะต่าง

มั้งคับ

show me money.

randomwalk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 728
Joined: Mon Feb 28, 2011 11:48 pm

Re: BLA

Posts by randomwalk » Mon Feb 27, 2012 12:08 am

ขอตั้งข้อสังเกตใหม่เกี่ยวกับเงินปันผลครับ

ให้สมมติฐานว่าBLA กำไรและกระแสเงินสดที่เติบโตเหมือนในอดีต 5 ปีที่ผ่านมา
และถ้า BLA ยังจ้่ายปันผลในอัตราเท่านี้อยู่

ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเงินกำไรสะสมจะล้นบริษัทครับ CAR จะสูงขึ้นอีกไปเรื่อยๆ แค่ตอนนี้ก็ 200% แล้ว สาเหตุเพราะว่าส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์ที่เติบโต ถ้าไม่ทำอะไรเลย ROE ของบริษัทจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ เหมือน SCBLIF ครับ

จนถึงตอนนั้นคงมีปัญหานี้เกิดขึ้นแน่นอน และคงจะมีทางเลือกที่ผมคิดไว้ดังนี้

1 เงินปันผลคงต้องจ่ายในอัตราที่มากขึ้น

2 บริษัทซื้อหุ้นคืน

3 บริษัทซื้อกิจการอื่น หรือลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

4 ไม่ทำอะไรเลย และปล่อยให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ROE ต่ำลงเรื่อยๆ

เพื่อนๆคิดอย่างไร แชร์กันครับ


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3327
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BLA

Posts by nut776 » Mon Feb 27, 2012 12:10 am

mincho wrote:
CherngX wrote:
ผมไม่ได้หมายถึงงบออกแล้วหุ้นขึ้นครับ
แต่ผมหมายถึงหุ้นการที่หุ้นลงงงๆ ก่อนงบออกไม่กี่วัน
อาจจะกำลังแสดงว่ามีใครรู้อะไรก่อนเราว่างบจะแย่
ท่านที่รองบก็ต้องจ่ายแพงที่สุด กลับบ้านคนสุดท้ายคอยล้างจาน

น่าเสียดายกฎบางข้อของเว็บ ทำให้ตอนไฟเริ่มไหม้ สัญญาณเตือนดันโดนตัดสายหมด
ท่าทางคุณ ChengX จะเป็นเซียนเทคนิคและเก่งมากเลยนะครับ ไม่ทราบว่า พอร์ตกี่พันล้านแล้วครับ เห็นสมัครมา5ปี ไม่ค่อยจะโพสอะไร ไปๆมาๆโพสห้องนี้ไปเกือบจะครึ่งนึงของที่โพสละ

การที่หุ้นราคาลงพร้อมโวลุ่มไม่กี่วันก่อนงบออก โอเคครับ ว่างบQนั้นอาจจะออกมาไม่ดีจริงๆ คล้ายๆกรณี KTC เมื่อกลางปีที่แล้ว แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ ยกตัวอย่าง JAS เมื่อช่วงนี้ปีก่อน ก็ลงก่อนพร้อมโวลุ่ม แถมโดนช๊อตอีก 14 ล้านหุ้นก่อนงบออกที่ราคาแถว 1.8 บาท แล้วงบก็ออกมาว่า Q4ขาดทุนจริง ราคาร่วง แต่สุดท้ายอีก 3 เดือน ก็วิ่งไปเกือบ 4 บาท (ผมไม่ไ้ด้บอกว่า BLA จะเหมือน JAS นะครับ ซึ่งBLA อาจจะเหมือน KTC ก็ได้)

ผมแค่อยากบอกว่า ถ้าคุณ ChengX จะแค่เข้ามาซ้ำเติมคนอื่น ว่า รู้ก่อนว่าไฟจะไหม้ แต่พวกมึ..โง่เองที่ไม่หนีกัน ก็อย่าโพสดีกว่าครับ ผมอยากให้ห้องนี้โพสแย้งแบบ คุณไก่และไข่มากกว่าครับ ที่โพสแย้งเพื่อแชร์ความรู้กัน เพื่อแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและักันครับ ซึ่งจริงๆแต่ละคนก็มีระยะเวลาในการลงทุนไม่เหมือนกันครับ บางคนมอง 1 Week , บางคนมอง 3 เดือน , บางคนมอง 1 ปี หรือ บางคน อาจจะมอง 3 ปีขึ้นก็ได้ คงไม่มีใครผิดหรือถูกในการมองหรอกครับ

ปล. ห้องนี้ฮอทมาก+มีsnow ball คล้ายๆกับห้องเพื่อนบ้างเลยครับ แต่ต่างกันที่ ห้องนี้ไม่มี มาม่าชามใหญ่ก็เท่านั้นเอง (ซึ่งอย่ามีเลยนะครับ :D )
ขอเถอะคับคำว่า snow ball กลัวจริงไรจริง
ยิ่งผมชอบไปมีส่วนร่วมกับห้องhotๆ เป็นเม่าน้อยเริงร่ากองไฟบ่อยๆด้วย
ไม่อยากโดนไฟลวกอีก แหะๆ

show me money.

randomwalk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 728
Joined: Mon Feb 28, 2011 11:48 pm

Re: BLA

Posts by randomwalk » Mon Feb 27, 2012 12:29 am

ขอกดไลค์ 10 ทีครับ ผมคิดว่าความเห็นของคุณ CherngX ไม่ใช่แนวความคิดของ VI สักเท่าไร
ไม่ได้มีการวิเคราะห์ในตัวบริษัท ดูอารมณ์ตลาดและวอลุ่มอย่างเดียว จริงๆแล้วเราควรจะไม่สนใจ mr.market เลยด้วยซ้ำ
และอ่านดูแล้วเหมือนจะใช้คำพูดในเชิงประชดประชัน และต้องการบอกว่าตัวเองเก่งที่เห็นสัญญาณไฟไหม้ได้

ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการดูสัญญาณทางเทคนิค แต่มันเป็นความเห็นที่อยู่ผิดที่มากกว่านะครับ

คนที่ลงทุนระยะยาว เค้าคงดูภาพที่ใหญ่กว่านั้นมากครับ
mincho wrote:
CherngX wrote:
ผมไม่ได้หมายถึงงบออกแล้วหุ้นขึ้นครับ
แต่ผมหมายถึงหุ้นการที่หุ้นลงงงๆ ก่อนงบออกไม่กี่วัน
อาจจะกำลังแสดงว่ามีใครรู้อะไรก่อนเราว่างบจะแย่
ท่านที่รองบก็ต้องจ่ายแพงที่สุด กลับบ้านคนสุดท้ายคอยล้างจาน

น่าเสียดายกฎบางข้อของเว็บ ทำให้ตอนไฟเริ่มไหม้ สัญญาณเตือนดันโดนตัดสายหมด
ท่าทางคุณ ChengX จะเป็นเซียนเทคนิคและเก่งมากเลยนะครับ ไม่ทราบว่า พอร์ตกี่พันล้านแล้วครับ เห็นสมัครมา5ปี ไม่ค่อยจะโพสอะไร ไปๆมาๆโพสห้องนี้ไปเกือบจะครึ่งนึงของที่โพสละ

การที่หุ้นราคาลงพร้อมโวลุ่มไม่กี่วันก่อนงบออก โอเคครับ ว่างบQนั้นอาจจะออกมาไม่ดีจริงๆ คล้ายๆกรณี KTC เมื่อกลางปีที่แล้ว แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ ยกตัวอย่าง JAS เมื่อช่วงนี้ปีก่อน ก็ลงก่อนพร้อมโวลุ่ม แถมโดนช๊อตอีก 14 ล้านหุ้นก่อนงบออกที่ราคาแถว 1.8 บาท แล้วงบก็ออกมาว่า Q4ขาดทุนจริง ราคาร่วง แต่สุดท้ายอีก 3 เดือน ก็วิ่งไปเกือบ 4 บาท (ผมไม่ไ้ด้บอกว่า BLA จะเหมือน JAS นะครับ ซึ่งBLA อาจจะเหมือน KTC ก็ได้)

ผมแค่อยากบอกว่า ถ้าคุณ ChengX จะแค่เข้ามาซ้ำเติมคนอื่น ว่า รู้ก่อนว่าไฟจะไหม้ แต่พวกมึ..โง่เองที่ไม่หนีกัน ก็อย่าโพสดีกว่าครับ ผมอยากให้ห้องนี้โพสแย้งแบบ คุณไก่และไข่มากกว่าครับ ที่โพสแย้งเพื่อแชร์ความรู้กัน เพื่อแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและักันครับ ซึ่งจริงๆแต่ละคนก็มีระยะเวลาในการลงทุนไม่เหมือนกันครับ บางคนมอง 1 Week , บางคนมอง 3 เดือน , บางคนมอง 1 ปี หรือ บางคน อาจจะมอง 3 ปีขึ้นก็ได้ คงไม่มีใครผิดหรือถูกในการมองหรอกครับ

ปล. ห้องนี้ฮอทมาก+มีsnow ball คล้ายๆกับห้องเพื่อนบ้างเลยครับ แต่ต่างกันที่ ห้องนี้ไม่มี มาม่าชามใหญ่ก็เท่านั้นเอง (ซึ่งอย่ามีเลยนะครับ :D )


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3327
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BLA

Posts by nut776 » Mon Feb 27, 2012 12:34 am

ขอเดามั่วๆคับ

1 roa roe ก็คงจะลดไปตามยถากรรม คับ ไม่ต้องทำอะไร
ธรรมดา ต้องอุ้ยอ้ายมากขึ้นเรื่อยๆอยู่แล้ว ส่วนตัวคิดว่า ที่มากก็เพราะ
ธุรกิจมัน leverage เยอะ ถ้าroe roaน้อยก็ไม่ควรกู้มาทำ แต่ในอนาคต
พอส่วนทุนมาก ก็แน่นอนว่าอัตตราเร่งของการ leverage ก็ย่อมต้องน้อยลง
และส่วน roe ก็ต้องน้อยลง เหมือนตอนคิด wacc มั้งคับ

2 ปันผล ก็ payout เท่าๆเดิม ไม่เปลี่ยนอะไร
เพราะ ไหนจะต้องขอ คปภ ไหนจะทำให้ลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ไหนจะเงินสำรอง rbc etc


เดามั่วคับ อีกนานอย่าเพิ่งคิดเลยคับ
รอฟังพรุ่งนี้ดีกว่า
กลัวแค่ market price risk แหละคับ อารมณ์ตลาดสุดจะคาดเดา
ธุรกิจดี แต่ player เค้าเล่นสั้น ก็อาจทำให้เราพลาดหรือเสียโอกาส
แต่ถ้ายาวๆหลักปี คงกำไร ทุกท่านแหละคับ สาธุ
(พูดเหมือนทำใจได้ T_T)

show me money.

วรันศ์ บัฟเฟต
Verified User
Posts: 1679
Joined: Tue Feb 02, 2010 4:59 pm

Re: BLA

Posts by วรันศ์ บัฟเฟต » Mon Feb 27, 2012 12:39 am

mamlabong wrote:อันนี้มันประกันวินาศภัยแล้วมั้งครับเรื่องของพวก loss ratio และ OS loss
ประกันชีวิตในงบไม่น่าจะมีส่วนนี้นะครับที่ตั้งค้างในเรื่องของเคลม
จะมีแค่ผลประโยชน์ที่ให้กับผู้เอากรมธรรม์ ซึ่งคือตาย ครบกำหนด ไถ่ถอน เวนคืน ครับ
จะมีแค่ IBNR อย่างเดียวที่ตั้งกับประกันกลุ่ม(เคลมที่เกิดแล้วแต่ยังไม่แจ้ง)

ครับ ไม่ใช่ส่วนนึงของงบครับ แต่ตัวเลขนี้คิดได้ครับ คุณ mamlabong อาจจะเห็นใน non-life บ่อย เพราะ การหามูลค่าของ non-life มี loss-ratio approach ด้วย แต่ loss ratio ที่ผมพูดถึงเป็น generic concept across all insurance categories เลยครับ มันคือ management ratio ธรรมดาๆ

ก็แค่ basic math ครับ การ apply กับ life insurance หรือ general insurance เรามองใน principal เหมือนกัน จะดูว่า claim หรือค่าเสียหายจ่ายจริงสอคล้องกับการตั้ง reserve หรือไม่ และอีก step คือสอดคล้องกับ new premium inflow หรือไม่ ก้ต้องหาตัวนี้หละครับที่คุณ mamlabong พูดเลย 'ผลประโยชน์ที่ให้กับผู้เอากรมธรรม์ ซึ่งคือตาย ครบกำหนด ไถ่ถอน เวนคืน' แล้วมาคิดต่ออีกเองครับ

สำนักวิเคราะห์ก้อมีใช้กันนะครับ อย่างบัวหลัวงก็มีตัวเลขตัวนี้ของ BLA ลองไปดูได้นะครับ อีกอันผมแปะมาให้ดูเป็นของ continental reinsurance เค้าก็ใช้ทั้งขาของ life และ non-life ครับ ผมเองอาจจะพูดไม่เคลียร์ไม่ได้เกริ่นอะไรขออภัยด้วยครับ
Attachments
BLA KEY RATIOS.png
BLA KEY RATIOS.png (44.92 KiB) Viewed 1951 times
continental reinsurance ratios.png
continental reinsurance ratios.png (39.45 KiB) Viewed 1951 times

value trap
Image

User avatar
Pn3um0n1a
Verified User
Posts: 1935
Joined: Wed Aug 01, 2007 4:50 pm

Re: BLA

Posts by Pn3um0n1a » Mon Feb 27, 2012 12:40 am

เพิ่งรู้ว่าต้องมีพอร์ทระดับเป็นพันล้านถึงจะโพสได้โดยไม่โดนฝังนะครับ...

ไม่ใช่ว่าผมชอบความเห็นเชิงประชดประชัน
แต่เพราะผมคนนึงที่ไม่เห็นด้วยกับการฝังความเห็นของคนๆหนึ่งได้ด้วยการกดลบเพียงไม่กี่คน หรือ mod ที่มีอำนาจเพียงคนเดียว
ผมคิดว่าผมก็เข้ามานานพอควร เมื่อก่อนที่นี่ไม่ใช่เวบเชียร์หุ้น ใครไม่เห็นด้วยฝัง กลบ ลบ หมด ด้วยอำนาจ หรือผู้ยิ่งใหญ่ หรือ ผู้มีเงินเป็นพันล้าน เพียงไม่กี่คนครับ

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าที่นี่แบ่งแยกคนด้วยเงิน... หรือด้วยจำนวนปีที่สมัคร ID...
หวังว่าจะเป็นแค่คนบางคน...

ขอบคุณครับ
จะฝัง post นี้ก็ฝังไปครับ ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องกด -


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3327
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BLA

Posts by nut776 » Mon Feb 27, 2012 12:40 am

randomwalk wrote:ขอกดไลค์ 10 ทีครับ ผมคิดว่าความเห็นของคุณ CherngX ไม่ใช่แนวความคิดของ VI สักเท่าไร
ไม่ได้มีการวิเคราะห์ในตัวบริษัท ดูอารมณ์ตลาดและวอลุ่มอย่างเดียว จริงๆแล้วเราควรจะไม่สนใจ mr.market เลยด้วยซ้ำ
และอ่านดูแล้วเหมือนจะใช้คำพูดในเชิงประชดประชัน และต้องการบอกว่าตัวเองเก่งที่เห็นสัญญาณไฟไหม้ได้

ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการดูสัญญาณทางเทคนิค แต่มันเป็นความเห็นที่อยู่ผิดที่มากกว่านะครับ

คนที่ลงทุนระยะยาว เค้าคงดูภาพที่ใหญ่กว่านั้นมากครับ
ผมว่าพูดยากนะ ถ้าเป็นนักลงทุน จริงๆก็ควรเปิดรับทุกวิธีแหละ
เพียงแต่บอร์ดนี้ เค้ามีกฏ เคร่งครัดเท่านั้นเอง
ผมเห็นเซียนพื้นฐานหลายคน ดูกราฟประกอบทั้งนั้น
ดูตัวเร่ง (ทั้งด้านพื้นฐาน หรือแม้แต่ทางเทคนิค)
เหมือนกับเค้าต้อง ทำ asset turnover หลายๆรอบด้วยมั้งคับ
หรือแม้แต่ การ hedge tfex
หรือ capture oppurtonity ของ warrant หรือ dw
เค้าก็ทำกันนะคับ

show me money.

Post Reply