GL

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
Post Reply
User avatar
ครรชิต ไพศาล
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4610
Joined: Tue Feb 04, 2003 7:58 pm

GL

Posts by ครรชิต ไพศาล » Wed Apr 16, 2008 4:28 pm

GL
ชื่อหุ้น บริษัท กรุ๊ปลีส  จำกัด (มหาชน)
ผลิต บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล
ปัจจัยเสี่ยง เงินทุนหมุนเวียน,การตลาดและการแข่งขัน,สินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้,สินเชื่อรถยนต์ใช้แล้วการประเมินราคารถต้องใช้ผู้ชำนาญงาน,การกระจุกตัวของผู้จัดจำหน่ายรถยนต์

Image

ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN

User avatar
ครรชิต ไพศาล
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4610
Joined: Tue Feb 04, 2003 7:58 pm

Posts by ครรชิต ไพศาล » Wed Apr 16, 2008 4:40 pm

raruen
Joined: 20 Jan 2004
Posts: 48
Location: Huamak
Posted: Wed Apr 16, 2008 3:54 pm    Post subject: From IP:61.91.219.81      

--------------------------------------------------------------------------------
รบกวนถามพี่ครรชิตว่า
ถ้าอยากตั้งกระทู้ใหม่ในร้อยคนร้อยหุ้น เป็นกระทู้ GL ต้องทำอย่างไรบ้างครับ
ลองกดดูแล้ว เห็นว่าเฉพาะ Moderator

ผมดูงบย้อนหลังของ GL ดู ROA ROE น่าสนใจเหมือนกันนะครับ
แต่ไม่รู้ว่าธุรกิจแบบนี้มีปัจจัยอะไรต้องพิจารณาเป็นพิเศษมั้ยครับ
แล้วก็ดู ผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียว 80% ทีเดียว

ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN

User avatar
raruen
Verified User
Posts: 161
Joined: Tue Jan 20, 2004 12:28 am

Posts by raruen » Wed Apr 16, 2008 8:43 pm

โอ้

ขอบพระคุณครับพี่
:D

เผ่งอังๆ

User avatar
raruen
Verified User
Posts: 161
Joined: Tue Jan 20, 2004 12:28 am

Posts by raruen » Fri Apr 18, 2008 1:55 am

จาก Annual Report 2007 ครับ

Image

Image

Image

Image

Image

เผ่งอังๆ

MindTrick
Verified User
Posts: 1289
Joined: Wed May 30, 2007 2:58 pm

Posts by MindTrick » Fri Apr 18, 2008 3:46 am

ขอแจมนิดนะครับ ไม่เก่งนะครับ


รากหญ้า ส่วนมาก ถ้าเศรษกิจมหภาคดี ก็ออกรถเครื่องกันเพิ่ม


ที่นี้ลองดู หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ  จาก 49ไป ปี 50 ดู % ...ทำได้ดีขึ้น

หนี้สินหมุนเวียน กับ สินทรัพย์หมุนเวียนนี่ ไม่พอหมุน  คิดว่าคงจะโอเคมั้ง

ภาพรวมโอเค

แต่ ผมมองไม่เห็นว่า ธุรกิจมันจะโตอย่างไร ท่านอื่นคิดเห็นอย่างไรช่วยชี้แนะที

และ หุ้น ไม่คล่องคอ อย่างแรงครับ

^
"เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่รักแล้ว วันต่อๆไปก็จะไม่ใช่การทำงาน"..Brian Tracy
state exact goal/then analyze what fail the goal/then act/if you don't start/dream still be a dream
หุ้นไม่ใช่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง

User avatar
raruen
Verified User
Posts: 161
Joined: Tue Jan 20, 2004 12:28 am

Posts by raruen » Sat Apr 19, 2008 12:44 am

หุ้นซื้อขายกันน้อยมากจริงๆครับ

เพิ่งเจอข่าวนี้มา
GL เพิ่มทุนเป็น 275 ล้านบาทแล้ว
ไดลูทไป 5/6 = 83.33%

แย่เลย

หวังว่าเงินสดจากการเพิ่มทุน จะนำไปปล่อยสินเชื่อได้ในอัตรากำไรเท่าเดิมนะครับ

เผ่งอังๆ

User avatar
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 18252
Joined: Fri Mar 14, 2003 10:37 pm

Posts by ปรัชญา » Fri Aug 22, 2008 8:53 am

หลักทรัพย์   GL  
แหล่งข่าว GL
  หัวข้อข่าว แจ้งจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
  วันที่/เวลา 22 ส.ค. 2551 08:45:40

 

ที่ GL017/2551
วันที่ 21 สิงหาคม 2551
เรื่อง: แจ้งจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
เรียน: กรรมการและผู้จัดการ
     ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

     ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 8/ 2551 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2551
ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
จากผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551
- 30 มิถุนายน2551 ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ
ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท (ยี่สิบห้าสตางค์)
โดยมีกำหนดวันปิดสมุดทะเบียน
พักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลระหว่างกาล
ในวันที่ 5 กันยายน 2551 เวลา 12.00 น. และ
กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 กันยายน 2551



จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ




  ขอแสดงความนับถือ




.....................
(นายสามารถ จิระดำรง)
  กรรมการผู้จัดการ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Aug 23, 2008 12:54 am

กลุ่ม เอพีเอฟ ปัจจุบัน เข้าซื้อ บริษัทหลักทรัพย์ในเมืองไทยหลายแห่งแล้ว เริ่มจาก ยูไนเต็ด แล้วใช้บริษัทยูไนเต็ดมาต่อยอดเพื่อเป็นที่ปรึกษาเท๊กโอเวอร์ บริษัท จีแอล โรงแรมที่เกาะสมุย และล่าสุดรุกต่อไปยังบริษัทประกันภัย
ไม่รู้บริษัทประกันภัยที่ซื้อมาจะมาช่วยต่อยอดธุรกิจ จีแอลหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือ จะมีการร่วมกันทำงาน โดยเอาระบบ ไอทีของ จีแอล ซึ่งวางระบบไว้ค่อนข้างดีมาช่วยการบริหารงานของบริษัทประกันภัยที่เพิ่งซื้อใหม่ คือ บริษัท แอดวานซ์ประกันภัย และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทประกันเอพีเอฟ อินชัวร์รันส์ไปแล้วครับ

ไม่รู้ระบบ ไอที บริษัท จีแอลจะได้ประโยชน์จากการให้คำปรึกษาระบบไอทีด้วยรึเปล่านะครับ จะได้เพิ่มรายได้มากยิ่งขึ้นครับ

http://www.ryt9.com/news/2008-08-20/41681497/
กรุง​เทพฯ--20 ส.ค.--​เอพี​เอฟ อิน​เตอร์​เนชั่น​แนล อินชัวร์รันส์
        APF กรุ๊ป ​เปิดตัวธุรกิจประกันภัย ทุ่มกว่า 200 ล้านบาท ​เข้าซื้อกิจ​การประกันวินาศภัยจากกลุ่มดำ​เนินชาญวนิชย์ ​เผย หลัง​ใส่​เงินทุนจะ​ทำ​ให้บริษัท​แข็ง​แกร่งยิ่งขึ้น วาด​แผนภาย​ใน 2-3 ปี ​เป็นองค์กรที่​ได้มาตรฐาน​ในระดับนานาชาติ ​เตรียม​ใช้จุด​เด่นของบริษัท​ในกลุ่มร่วมผลักดัน ก่อนนำ​เข้าจดทะ​เบียน​ในตลาดหลักทรัพย์​แห่งประ​เทศ​ไทย ดึง “วรศักดิ์” จาก ลิ​เบอร์ตี้ นั่ง​เป็นกรรม​การ​ผู้จัด​การบริหาร หลังมี​แนวทาง​การจัด​การ​แบบ​โปร่ง​ใส​เหมือนกัน ด้านกรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหม่พร้อม​เดินหน้า​ไตรมาส 4 ​ได้​เห็น​ความ​เปลี่ยน​แปลง ​เน้น​ทำกรมธรรม์ตรง​ไปตรงมา ​และ​ไม่​เข้า​แข่งขันทางด้านราคา ​แต่จะ​เน้น​การ​ให้บริ​การที่​เป็น​เลิศ
        นายมิทซึจิ ​โค​โนชิตะ ประธานกรรม​การ ​และประธาน​เจ้าหน้าที่บริหาร Asia Partnership Fund Group (APF Group) กล่าวว่า บริษัท ​เอพี​เอฟ อิน​เตอร์​เนชั่น​แนล จำกัด ​ซึ่ง​เป็นบริษัทจดทะ​เบียน​ในประ​เทศ​ไทย ​ได้​เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท ​แอ๊ดวานซ์ อินชัวร์รันส์ จำกัด จำนวน 100% จาก​ผู้ถือหุ้น​เก่ากลุ่มดำ​เนินชาญวนิชย์ ​และ​ได้​ทำ​การ​เพิ่มทุนจดทะ​เบียนจาก​เดิม 320 ล้านบาท ​เป็น 477 ล้านบาท ​ซึ่ง​การ​เพิ่มทุนครั้งนี้​ทำ​ให้​การดำรง​เงินกองทุนบริษัท​เป็น​ไปตาม กฎหมายกำหนด พร้อมกันนี้​ได้​เปลี่ยนชื่อบริษัท​ใหม่​เป็น บริษัท ​เอพี​เอฟ อิน​เตอร์​เนชั่น​แนล อินชัวร์รันส์ จำกัด ​หรือ APFII ​และถือ​เป็นครั้ง​แรกที่มี​การ​เปลี่ยนชื่อบริษัท หลังจาก​การ​เข้าซื้อกิจ​การ​โดย APF
        "ที่นี่​เป็นบริษัทที่ดีที่สุดหลังจากมี​การ​เจรจากันหลายกลุ่ม มีปัญหาน้อยที่สุด ​ซึ่ง​เรา​เข้า​ใจดีว่า ธุรกิจประกันภัยจะต้องมี​เงินกองทุน​เป็น​เงินสำรองที่จำ​เป็น ​เพื่อ​เป็นหลักประกัน​ใน​ความมั่นคงของบริษัท ​ใน​การสร้าง​ความมั่น​ใจ​ให้กับนักลงทุน รวม​ทั้งบริษัทจัดอันดับ​ความน่า​เชื่อถือ ​และ ภาย​ใต้​การดำ​เนินงานของ ​เอพี​เอฟ กรุ๊ป ขอ​ให้​ผู้ถือกรมธรรม์ทุกท่าน​และพันธมิตรทาง​การค้าทุกรายมั่น​ใจ​ได้​เลย ว่า บริษัทดังกล่าวจะมี​ความ​เข้ม​แข็งทาง​การ​เงิน​และ​เงินสด​เพียงพอที่จะดำ​ เนินงาน​และรับผิดชอบต่อ​ผู้ถือกรมธรรม์​ได้"
        อย่าง​ไร​ก็ตาม ภาย​ใน 2-3 ปี ที่นี่จะ​เป็นองค์กรที่มีมาตรฐาน​ในระดับนานาชาติ นอกจากมี​ความพร้อมสำหรับ​การดำรง​เงินกองทุนตามระดับ​ความ​เสี่ยง (Risk-based Capital) ​แล้ว ยังจะ​เต็ม​ไปด้วยทรัพยากรบุคคล ​ทั้ง​ในด้าน​เทคนิค งานวิ​เคราะห์ ​และ​การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบ​ไอทีที่นำสมัยรองรับรูป​แบบ​การจัด​เ​ก็บข้อมูล​เพื่อนำ​ไป​ใช้​ให้ มี​ความถูกต้อง​และน่า​เชื่อถือ ​การบริหาร​ความ​เสี่ยง​ทั้งองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ​เพื่อ​ให้ บริษัทสามารถรับรู้​และ​เข้า​ใจ​ถึง​ความ​เสี่ยงที่อาจจะ​เกิดขึ้น ​และสามารถบริหารจัด​การ​ความ​เสี่ยง​ได้อย่าง​เหมาะสมมีประสิทธิภาพ
        "ธุรกิจ​ในกลุ่มของ​เรามีหลากหลาย ที่จะช่วย​เหลือ​เกื้อกูลกัน ​โดย​เฉพาะ​เรื่อง​การบริหารหนี้สิน​และสินทรัพย์ (Asset Liability Management: ALM) ​เพื่อ​ให้บริษัทสามารถสร้าง​ความสมดุลระหว่างสินทรัพย์​และหนี้สิน รวม​ทั้งกระจาย​ความ​เสี่ยง (Diversification) ​ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ​เราจะ​เร่งสร้างบุคคลากรด้าน​การประกันภัย ​โดย​เฉพาะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ​เพราะ​การ​เปลี่ยนวิธี​การดำรง​เงินกองทุนจะส่งผล​ให้งานด้านคณิตศาสตร์ ประกันภัยมี​ความจำ​เป็นมากขึ้น"
        นอกจากนี้ บริษัทยัง​ได้​เชิญ​ผู้บริหารมืออาชีพ ​ซึ่ง​เป็นที่ยอมรับของวง​การธุรกิจประกันภัยคือ นายวรศักดิ์ ​เกรียง​โกมล อดีตกรรม​การ​ผู้จัด​การ บริษัท ลิ​เบอร์ตี้ ประกันภัย จำกัด มานั่ง​เป็นกรรม​การ​ผู้จัด​การ ​เนื่องจาก​การดำ​เนินธุรกิจของ APFII นับจากนี้ ตระหนักดีว่า​การ​แข่งขันค่อนข้างรุน​แรง ​แต่บริษัทจะยึดคุณภาพ​ใน​การ​ให้บริ​การลูกค้า​ผู้ถือกรมธรรม์ทุกท่านอย่าง ตรง​ไปตรงมา ​เมื่อลูกค้า​เลือก​เรา​เป็น​ผู้รับประกันภัย​แล้ว บริษัทจะ​เป็น​ผู้รับผิดชอบ​และดู​แลหน้าที่ต่างๆ​แทนลูกค้า​เอง
        "นอกจากคุณวรศักดิ์ จะมีชื่อ​เสียง​เป็นที่ยอมรับ​แล้ว ยัง​เป็น​ผู้บริหารที่มี​แนว​ความคิด​และวิสัยทัศน์ทาง​เดียวกันกับทาง​เอพี ​เอฟ กรุ๊ป ​เนื่องจาก​เรา​เป็นกองทุน​เพื่อ​การลงทุน​จึง​ทำธุรกิจ​แบบ​โปร่ง​ใส ตรง​ไปตรงมา รวม​ไป​ถึง​ความคิดที่จะ​แปรสภาพ​เป็นบริษัทมหาชน​ให้​ได้ภาย​ใน 5 ปี ​และหากภาวะตลาดหุ้น​ไทย​เอื้ออำนวย ​ก็จะนำ​เข้าจดทะ​เบียน​ในตลาดหลักทรัพย์​แห่งประ​เทศ​ไทย"
        นายมิทซึจิ กล่าวว่า สิ่งที่​เอพี​เอฟ กรุ๊ป จะ​ให้​การสนับสนุนกับ APFII ​ก็คือ ​เงินลงทุน​ใน​การขยายธุรกิจประมาณ 1,000 ล้านบาท ทีม​ผู้บริหารที่มีประสบ​การณ์สูง งานทางด้าน​ไอที จาก บริษัท กรุ๊ปลิส จำกัด (มหาชน) ​หรือ GL ระบบบัญชี​และ​การ​เงิน ​และ​การบริหารจัด​การ​เงินลงทุนอย่างมืออาชีพผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัด​การ กองทุน ยู​ไน​เต็ด จำกัด (UAM) ​และ/​หรือ บริษัทหลักทรัพย์ ยู​ไน​เต็ด จำกัด (มหาชน) (US) รวม​ไป​ถึง​การสนับสนุนจากบริษัท​ในกลุ่ม​ทั้งหมด ​ซึ่งจะ​ทำ​ให้ APFII กลาย​เป็นบริษัทประกันภัยชั้นนำ​ไป​ในที่สุด
        นายวรศักดิ์ ​เกรียง​โกมล กรรม​การ​ผู้จัด​การ บริษัท ​เอพี​เอฟ อิน​เตอร์​เนชั่น​แนล อินชัวร์รันส์ จำกัด กล่าว​ในฐานะ​ผู้บริหารคน​ใหม่ว่า ที่ผ่านมาที่นี่​ไม่​ได้มี​การ​ทำธุรกิจมากนัก​เพราะอยู่ระหว่างหา​ผู้ร่วม ทุน​ใหม่ ​ทั้งนี้คาดว่าจะ​เห็น​ความ​เปลี่ยน​แปลงชัด​เจนมากขึ้นประมาณ​ไตรมาส 4 ปีนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับปรุง​โครงสร้างองค์กร ​โดย​ได้รับ​การสนันสนุนจากบริษัท​ในกลุ่มของ ​เอพี​เอฟ​เข้ามาช่วยวางระบบ
        "ช่วงนี้​เราอยู่ระหว่างสร้าง​แบรนด์​ให้ประชาชน​ได้รับรู้ รวม​ทั้ง​การปรับปรุง​เรื่อง​แบบกรมธรรม์บางชนิดที่​ไม่ตอบ​โจทก์ลูกค้า ​เราจะยก​เลิก หลักๆ ​เราจะ​เน้น Motor 50% ​และ Non Motor 50% ​แต่​ทำจริงๆ ปี​แรกๆ นั้น ​เราจะ​เน้นที่ Motor มากหน่อย ​และอีกประมาณ 2-3 ปีน่าจะอยู่​ในระดับที่​เราต้อง​การ"
        ที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหา​เรื่องสภาพคล่อง จากนี้​ไปคงต้อง​เคลียร์​เรื่องปัญหา​เก่า​ให้​แล้ว​เสร็จ​เมื่อมี​ผู้ถือ หุ้น​ใหม่ที่มี​ความมั่นคง​เข้ามา​แล้ว คง​ทำ​ให้พันธมิตร​ทั้งหลายจะ​ให้​การต้อนรับ​เหมือน​เดิม มั่น​ใจว่าทุกอย่างจะ​ไม่มีปัญหา ​เพราะวันนี้บริษัทนับว่า​แข็ง​แกร่ง​แล้ว
        "ผมมาอยู่ที่นี่​เพราะ ​เอพี​เอฟ กรุ๊ป ​เขา​เป็นกลุ่มทุนระดับนานาชาติที่มี​ความพร้อม มี​ความตั้ง​ใจที่จะมาลงทุนจริงๆ ​ไม่​ได้มา​แสวงหาประ​โยชน์​ในช่วงสั้น ​เขาตั้ง​ใจจะปักหลัก​ในประ​เทศ​ไทย ต่อมาคือ ที่นี่มีพื้นฐานที่ดีอยู่​แล้ว ​เมื่อ​เข้ามาสามารถ​เริ่มงาน​ได้ทันที ​แต่​เดิมขาด​แค่สภาพคล่อง ​และที่ต้องปรับปรุง​ก็คือ ทางด้านของ​การรับประกันที่จะต้องมาดู​ให้​ทำอย่างถูกต้อง ขณะที่ฝ่าย​การตลาด​ก็พร้อมจะ​เดินหน้าอยู่​แล้ว”
        อย่าง​ไร​ก็ตาม ​การ​แข่งขันทางด้านประกันภัย​ในปัจจุบันนับว่ารุน​แรง ถ้าถามว่ายังสามารถ​แข่งขัน​ได้​หรือ​ไม่ ตอบ​ได้​เลยว่า​ได้ สำคัญคือ​เมื่อมีบริษัทที่มีปัญหามากขึ้น ​ก็จะ​ทำ​ให้​ผู้บริ​โภคจะ​เลือกมากขึ้น ​เขาจะ​ไม่​เลือก​แค่​เบี้ยประกันภัยถูก​เพียงอย่าง​เดียว ​แล้ว​ทำ​ไม่​ได้อีกต่อ​ไป จากนี้​ไป​เชื่อว่าลูกค้าคงจะ​เน้น​ใน​เรื่องของ​ความมั่นคง ​และ​การบริ​การที่ดีมากกว่า​เบี้ยประกันภัยถูก​เพียงอย่าง​เดียว "สิ่งที่​เห็น​เด่นชัดของ​เรา​ก็คือ ​ความ​แข็ง​แกร่งทางด้าน​เงินทุนจาก​การสนับสนุนของ ​เอพี​เอฟกรุ๊ป ผม​และ​ผู้บริหารของกลุ่มมี​ความ​เห็นพ้องต้องกันว่า​เราจะต้องผ่านข้อ บังคับต่างๆ ของทาง คปภ. ​ทั้งหมด ​และ​เรามี​ความมุ่งมั่นจะ​เป็นหนึ่ง​ในบริษัทสี​เขียวของ คปภ. นอกจาก​เรื่อง​เงินทุน​แล้ว​เรายัง​ได้รับ​การสนับสนุนงานด้านระบบต่างๆ จากบริษัท​ในกลุ่ม​เอพี​เอฟ กรุ๊ป ​ซึ่งธุรกิจนี้​เรา​แข่งขันกันที่ต้นทุน บริษัท​ใหญ่ที่สามารถ​แข่งขัน​ได้​เพราะ​ได้​เปรียบทางด้านต้นทุน ​เรา​เป็นบริษัทขนาดกลาง ​ก็ต้องบริหารต้นทุน​ให้สามารถ​แข่งขันกับบริษัท​ใหญ่​ให้​ได้ ​และสิ่งที่ ​เอพี​เอฟ กรุ๊ป ย้ำ​ใน​การ​ทำธุรกิจ​ก็คือ ​การบริหารกิจ​การที่​โปร่ง​ใส ตามกฎข้อบังคับของคปภ.​ซึ่งสอดคล้องกับ​แนวทาง​การบริหารของผม ที่ต้อง​การ​ทำธุรกิจ​ให้​เป็นสี​เขียว ตรง​ไปตรงมา ​เพราะหาก​เรามองย้อน​ไป​เป็น​ผู้บริ​โภค ​ก็คงทราบว่าต้อง​การอะ​ไร" นายวรศักดิ์ กล่าว


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Aug 23, 2008 12:59 am

http://www.ryt9.com/news/2008-08-21/41712386/

เอพี​เอฟกรุ๊ป ​เล็งลงทุนซื้อประกันภัยขนาดกลาง​ใน​ไทยอีก 2-3 ​แห่งหลัง​เข้าซื้อ​แอ๊ดวานซ์อินชัวร์รันส์ พร้อม​เปลี่ยนชื่อ​เป็น ​เอพี​เอฟ อิน​เตอร์​เนชั่น​แนล อินชัวร์รันส์ระบุที่ผ่านมาลงทุน​ใน​ไทย​แล้วกว่า 3.4 พันล้านบาท ผลตอบ​แทน​เฉลี่ยทั่ว​โลก 15-20% ​ในขณะที่ผลตอบ​แทนลงทุน​ใน​ไทย​ได้​แค่ 8% วาง​แผน​ให้​เอพี​เอฟอิน​เตอร์ฯ ​ให้บริ​การกับบริษัท​ใน​เครือ 24 ​แห่ง


naijan
Verified User
Posts: 5013
Joined: Mon Mar 10, 2008 12:23 pm

gl

Posts by naijan » Fri Jun 18, 2010 10:52 am

GL ปันผลระหว่างกาล Q1/53 อัตรา 0.62-0.86 บ./หุ้น

จากประกาศที่ GL019/2553 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2553 ซึ่งบริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด
(มหาชน) ได้แจ้งจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2553
ไปแล้วนั้น ขอชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้
      1. ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิ GL-W1 ซึ่งใช้สิทธิครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 24 - 30
         มิถุนายน 2553 นั้น จะได้รับสิทธิปันผลระหว่างกาลครั้งนี้ด้วย
      2. อัตราการปันผลที่แน่นอนจะแจ้งให้ทราบในช่วงเช้าของวันที่ 2 กรกฎาคม 2553
         โดยจะอยู่ระหว่าง 0.62 - 0.86 บาทต่อหุ้น (ขึ้นอยู่กับผลการใช้สิทธิใบสำคัญแสดง
         สิทธิ GL-W1 ครั้งที่ 6)


User avatar
siwaman
Verified User
Posts: 151
Joined: Fri Feb 27, 2009 5:13 pm

Posts by siwaman » Mon Jul 26, 2010 12:02 pm

เงียบจัง ...
เพิ่งเห็นว่า ROE สูงติดต่อหลายไตรมาส สูงกว่า TK เยอะทีเดียว
ไตรมาสล่าสุดที่กำไรโตเยอะ เหมือนจะเป็นเพราะขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ลดลงเหลือ 1ใน 3 กำไรเลยพุ่ง ซึ่งก็ดี

แต่พอร์ตสินเชื่อไม่ค่อยโตเลย ไม่รู้บริษัทขยายพอร์ตสินเชื่อได้แค่ใหนในปีนี้
ปล.ฟัง Opp ของ TK อยู่ เค้าบอกว่า ต้นทุนของเค้าอยู่ประมาณ 4 กว่า ดีกว่า GL แฮะ ที่อยู่ที่ 6 %

อืมมมม ......


User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Mon Jul 26, 2010 1:21 pm

ไม่เคยศึกษา TK โดยละเอียดนะครับ แต่ถ้าผมจำไม่ผิด TK ทำ factoring ซึ่งหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นลูกหนี้การค้า และ คู่สัญญาเป็นกิจการ จึงน่าจะมีความเสี่ยงในการดำเนินงานต่ำกว่า GL ที่หลักทรัพย์เป็นจักรยานยนตร์ คู่สัญญาเป็นคนเงินเดือนน้อยหรือไม่มีเงินเดือนประจำ
ความเสี่ยง GL จึงสูงกว่า ก็ไม่แปลกที่ต้องกู้เงินด้วย rate สูงกว่า

ที่ GL ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ลดลงก็เพราะตอนนี้จักรยานยนตร์ขายดีขึ้น ตลาดมือสองเลยให้ราคาดีขึ้นด้วย
ส่วน port สินเชื่อนั้นถ้าดู YoY ก็ต่ำกว่าแต่ก็มีการขยายตัว QoQ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2009 แล้วครับด้วยอัตรา 1.97% ใน Q4_09 และ 4.85% ใน Q1_10

ความเสี่ยงของหุ้น GL คือ ESOP กับ Warrant และ การขายหุ้นเพิ่มทุนเพื่อให้ freefloat >15% ตามเกณฑ์ของตลาดครับ

อ้อ สำหรับหุ้น finance นั้นดู NIM ดีกว่าดู NEt profit margin ครับ เพราะปกติรายได้จะเป็นตา Base rate (MLR, MOR, THBFIX, BIBOR) ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามตลาด ไม่ได้เป็นไปตามความสามารถของบริษัทครับ ที่บริษัทบริหารจัดการได้คือ NIM

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Mon Jul 26, 2010 1:22 pm

นี่เป็นรายละเอียดของ GL warrant ครับ
ประเภท วันที่ออก จำนวนใบสำคัญ ราคาเสนอขาย อายุใบสำคัญแสดงสิทธิ ราคาใช้สิทธิ อัตราการใช้สิทธิ
ใบสำคัญแสดงสิทธิ ออกให้แก่ ใบสำคัญแสดงสิทธิ แสดงสิทธิที่ออกในครั้งแรก ต่อ 1 หุ้นสามัญ ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ
ESOP กรรมการและพนักงาน 20-พ.ค.-51 1,000,000 - 3 ปี 12 บาท 1 หุ้นสามัญ
GL-W1 ผู้ถือหุ้นเดิม  4 กุมภาพันธ์ 2552 24,300,000 0.20 บาท 3 ปี 23 บาท 1 หุ้นสามัญ
GL-WB กรรมการและพนักงาน 10-พ.ค.-52 500,000 - 3 ปี 14.50 บาท 1 หุ้นสามัญ
ส่วนการหาผถหเพิ่มเติมนั้น ยังไม่เสร็จครับ ถ้าอยากทราบว่าราคาขายให้ ผถห รายใหม่เป็นเท่าใด รบกวนโทรถามบริษัทครับ ผมคงไม่สามารถ post ได้

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Mon Jul 26, 2010 1:28 pm

อ้อ อีกสาเหตุนึงที่ผมคิดว่าทำให้ Interest Cost Rate ของ GL สูงคือ บริษัทมีการทำ IRS เปลี่ยน Floating Rate เป็น Fixed Rate บางส่วน ซึ่งการทำ contract แบบนี้ในระยะแรกอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่า floating rate แต่ถ้า floating rate เริ่มเพิ่มถึงจุดๆนึง การทำ IRS ก็จะคุ้มค่าครับ

ขอ Quote F56-1 ตรงนี้ครับ
2.1.2 ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หากมีแนวโน้มสูงขึ้น
รายได้หลักของบริษัทมาจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะมีผลกระทบโดยตรงกับความสามารถในการหากำไรของบริษัทกล่าวคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับจากการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อกับต้นทุนเงินกู้ โดยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้น ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยจากการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อนั้นคงที่ตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่าซื้อ จึงส่งผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น บริษัทจึงได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมบางส่วนเพื่อแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 6.60-6.85 ต่อปี

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
siwaman
Verified User
Posts: 151
Joined: Fri Feb 27, 2009 5:13 pm

Posts by siwaman » Mon Jul 26, 2010 3:16 pm

ขอบคุณพี่ Alastor คับ ไวจริง ๆ รบกวนถามสิิ่งที่อยู่ในหัวหน่อยนะพี่ คือยังไม่ค่อยมั่นใจ
หนึ่ง ส่วนของ ESOP กะ w ซึ่งมัน (อาจ) จะกลายเป็นหุ้นอีก 6.5 ล้านหุ้น + ของเดิม 56.4 = 62.9 ล้านหุ้น  ?

สอง แต่บริษัทก็จะได้เงินเพิ่มประมาณ 130 ล้าน (ประมาณจากใช้ราคาตลาดอ้างอิง 6ล้านx23) ซึ่งบริษัทจะบอกว่าจะใช้เป็นทุนหมุนเวียน สมมติเอาไปปล่อยสินเชื่อต่อ พอร์ตสินเชื่้อเช่าซื้อมีอยู่ประมาณ พันล้าน ก็น่าจะเพิ่มได้อีก สิบเปอร์เซ็น

แต่ไม่รู้ว่าข้อจำกัดของบริษัทอยู่ที่เงินทุน ๆ หรือผู้เช่าซื้อ ใน Opp ของ TK ปีก่อน ตลาดรถมอไซต์ปีนึงประมาณ หนึ่งล้านห้าแสนคัน เฉลี่ยคันละประมาณ สี่หมื่นห้าพันบาท มูลค่าตลาดรวมก็ประมาณ หกหมื่นกว่าล้านบาท เค้าบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินเท่าไหร่

..... เมื่อกี้ไปดูส่วนต่างดอกเบี้ยรับกะจ่าย ของ TK กะ GL คร่าว 30% พอๆกัน
กำลังคิดว่า จุดต่างของ จีแอล ที่ทำให้กำไรสุทธิสูงกว่า เพราะเน้นใน กทมและปริมณฑลหรือเปล่านะ ขณะที่ ทีเค มีสาขากว่าเจ็ดสิบแห่ง ใน สี่สิบจังหวัด กระจายเยอะกว่า ฟิกคอสก็เยอะตามไปด้วย

ประมาณว่า สิบสาขาต่างจังหวัดยังมียอดน้อยกว่าสาขาเดียวในกรุงเทพ


User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Sat Aug 07, 2010 12:27 pm

หวังว่างวดนี้สินเชื่อเช่าซื้อน่าจะโตต่อเนื่องนะครับ ซัก5%จากงวดก่อน และอัตราดอกเบี้ยรับรายไตรมาสประมาณ 9-10%


User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Sat Aug 07, 2010 12:58 pm

โอ้ ขออภัยครับ เพิ่งเห็นคำถาม เรื่องจำนวนหุ้นน่าจะมีเท่านี้ครับ
1) หุ้นสามัญจำนวน 56,167,890 หุ้น เป็นทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วเต็มจำนวนคิดเป็น 280,839,450 บาท  
2) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1 ล้านหุ้น เป็นทุนที่ยังไม่ได้เรียกชำระ 5 ล้านบาท สำหรับการใช้สิทธิของผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทตามโครงการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อพนักงานของบริษัทหรือ ESOP ครั้งที่ 1 โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ยอดคงเหลือของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญที่ยังไม่มีผู้มาใช้สิทธิมีจำนวน 1 ล้านหน่วย
3) หุ้นสามัญจำนวน  22,132,110 หุ้น เป็นทุนที่ยังไม่ได้เรียกชำระ  110,660,550 บาท เพื่อรองรับใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญ สำหรับผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิตามสัดส่วนการถือหุ้น
4) หุ้นสามัญจำนวน 500,000 หุ้นเป็นทุนที่ยังไม่ได้เรียกชำระ 2.5 ล้านบาทเพื่อรองรับใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญสำหรับจัดสรรแก่กรรมการและพนักงานของบริษัท ตามโครงการ ESOP ครั้งที่ 2
จำได้ว่าจะขายหุ้นเพิ่มทุนเพื่อให้ freefloat เป็นไปตามเกณฑ์ด้วย
เท่าที่มีข้างบนน่าจะได้เป็น 82.17 ล้านหุ้นนะครับ ผมเห็น ROE เกิน 25%
ROA เกิน 15% ก็เลยไม่สน dilution effect

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Sat Aug 07, 2010 12:59 pm

ส่วน TK เนี่ย ผมไปอ่านงบแล้วละ ผมไม่ชอบรายการระหว่างกันของเค้าเลย
ลองพิจารณาความสมเหตุสมผลของแหล่งซื้อรถดูนะครับ

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Sat Aug 07, 2010 3:37 pm

Alastor wrote:ส่วน TK เนี่ย ผมไปอ่านงบแล้วละ ผมไม่ชอบรายการระหว่างกันของเค้าเลย
ลองพิจารณาความสมเหตุสมผลของแหล่งซื้อรถดูนะครับ
ถามคุณ Alastor หน่อยครับ

ผมสนใจตัวนี้เหมือนกันครับแต่ไม่ค่อยถนัดธุรกิจประเภทนี้เท่าไร
แต่ก็มาสะดุดตาตรงความสามารถในการทำกำไรจากสินเชื่อ(ส่วนต่างดอกเบี้ย) และการควบคุมลูกหนี้และการตั้งสำรองหนี้สูญ ไม่แน่ใจเกี่ยวกับการขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์รอการขายในงบกำไรขาดทุนเห็นที่ผ่านมาสูงขึ้นตลอดตั้งแต่ปี 2551จนถึง Q1-2552 จากนั้นก็ค่อยๆลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนไตรมาสล่าสุด

มีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องการขาดทุนนี้ และพอจะทราบมั้ยครับว่าเค้าขายให้ใคร และมีความสัมพันธ์กับบริษัทอย่างไร

เกี่ยวกับwarrant ที่มีมากมาย จะส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างไรบ้าง จะช่วยลดต้นทุนด้านเงินกู้ยืมหรือไม่

ทำไมบริษัทไม่คิดจะออกหุ้นกู้บ้างครับ เหมือนกับ TK

ผมเห็นในงบของ TK ไม่แสดงรายการขาดทุนจากการขายสินทรัพย์รอการขายเหมือนกับ GL ไม่ทราบว่าเค้ามีวิธีจัดการกับหนี้สูญอย่างไร หรือไปรวมอยู่ในรายการไหน และมีความได้เปรียบเสียเปรียบกับGL อย่างไรบ้าง

ขอบคุณครับ


ปล. ได้เห็นคุณAlastorสนใจในห้อง DSGT เดียวกับผมเลยนะครับ


User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Sat Aug 07, 2010 4:14 pm

เท่าที่ศึกษาดูช่วงปีก่อนๆเศรษฐกิจรากหญ้าไม่ค่อยดีทำให้ motorcycle ขายไม่ดี ราคาขายมอเตอร์ไซด์มือสอง ซึ่งถูกยึดเป็นหลักประกันก็เลยไม่ดีตามไปด้วย การขาดทุนตอนขายทอดตลาดก็เลยเยอะครับ

ที่ต้องขาดทุนตอนขายทอดตลาดก็น่าจะเพราะว่าตอนที่รับรู้หนี้เสีย GL ไม่ได้สำรองทั้งมูลหนี้ แต่สำรองเท่ากับส่วนต่างระหว่างมูลหนี้กับมูลค่าหลักประกัน ผมน่าจะถามบริษัทเหมือนกันเฮะว่าทำไมไม่สำรองให้เยอะๆไปก่อนเลย แต่ประเด็นนี้จะไม่กระทบงบกำไรขาดทุน เพราะมีการขายทอดตลาดมอเตอร์ไซด์อยู่แล้ว ทำให้มีการรับรู้ lost ในตอนนั้นอีกทีนึงครับ โดยรับรู้เร็วมากเพราะจะมีการขายอยู่เรื่อ่ยๆ โดยขายแบบประมูลครับ ไม่ได้เหมาโหลให้ใคร

ส่วน warrant ก็ dlilute ไงหล่ะครับ แต่ก็มีเงินไปปล่อยสินเชื่อ มี D/E ต่ำลงทำให้ความน่าเสี่ยงในการกู้ยืมลดลงด้วย ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

TK ผมไม่ได้ดูละเอียดมาก แค่เห็นรายการระหว่างกันผมก็ bye bye ดีกว่า

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Sat Aug 07, 2010 4:16 pm

DSGT ผมไม่ได้สนใจครับ ซื้อไปแล้วครับ :P

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Sat Aug 07, 2010 4:29 pm

Alastor wrote:DSGT ผมไม่ได้สนใจครับ ซื้อไปแล้วครับ :P
ผมทราบครับว่าซื้อแล้ว ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยเห็นโพสต์มาก่อนเพิ่งจะเห็นไม่นานนี้ และคำว่าสนใจในความหมายของผมก็คือซื้อแหละครับ แค่ไม่อยากพูดตรงๆ
เดี๋ยวจะคิดว่าเชียร์หุ้น :lol:


User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Sat Aug 07, 2010 4:35 pm

Loby wrote: ผมทราบครับว่าซื้อแล้ว ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยเห็นโพสต์มาก่อนเพิ่งจะเห็นไม่นานนี้ และคำว่าสนใจในความหมายของผมก็คือซื้อแหละครับ แค่ไม่อยากพูดตรงๆ
เดี๋ยวจะคิดว่าเชียร์หุ้น :lol:
แบบนี้ผมก็มีสิทธิโดนต่อว่าสิเนี่ยยยย

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Wed Aug 11, 2010 4:35 pm

งบงวดQ2-2553 นี้ดีเกินคาดจริงๆครับ สินเชื่อเช่าซื้อเติบโตจากงวดQ1-2553 8.44% อัตราดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้นจากงวดQ1-2553 ที่ 9.0% เป็น 9.28%ในงวด Q2-2553

ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ลดลง 62.79% กำไรสุทธิสำหรับงวด Q2-2553 เพิ่มขึ้น 36.92% และNPM เป็น 29.18%

ส่วนงวด6เดือนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 93.59% :shock:  และNPM เป็น 32.46%
สูงกว่างวด6เดือนปีก่อนที่ 16.62%


User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Wed Aug 11, 2010 4:50 pm

ถึงแม้ว่ากำไรที่ทำได้จะเพิ่มขึ้นมาจากขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ลดลงถึง 64% :lol:  ในงวด 6 เดือนนี้ แต่ถ้ามองความสามารถในการทำกำไร(หมายถึงรายได้ดอกผลเช่าซื้อและผ่อนชำระ เทียบกับค่าเฉลี่ยลูกหนี้เช่าซื้อและขายผ่อนชำระจากงวดต่องวด)พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส4-2552 เป็นต้นมา และมีการเร่งปล่อยสินเชื่อมากขึ้นจากช่วงต้นปี2552

ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ดีขึ้นถึง 33.31%ในงวด 6 เดือน จาก43.66ล้านบาทเหลือ29.12ล้านบาท :shock:


User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Fri Aug 13, 2010 11:09 pm

ได้ลองคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อในระดับเพียง 6% ไตรมาสต่อไตรมาส (คิดจากเฉลี่ยการเติบโตต่อ 2ไตรมาสที่ผ่านมา) ดังนั้นสินเชื่อสุทธิรวมสิ้นปีน่าจะเป็น 2400 ล้านบาท เมื่อคิดสินเชื่อเฉลี่ยระหว่างงวดปี2552(ที่ 1901.6ล้านบาท)กับประมาณการสิ้นปี 2553(ที่2400 ล้านบาท) จะได้ 2150 ล้านบาท ถ้าให้อัตราดอกเบี้ยรับสิ้นปีที่ 36% จะได้ รายได้ดอกผลเช่าซื้อที่ 774 ล้านบาท และที่ผ่านมารายได้ดอกผลเช่าซื้อคิดเป็นประมาณ 92%ของรายได้รวม ดังนั้น รายได้รวมสิ้นปีประมาณ 841 ล้านบาท

ถ้าให้อัตรากำไรสุทธิที่ 25% จะได้กำไรสุทธิ 210 ล้านบาท

ที่30% จะได้กำไรสุทธิ 252 ล้านบาท


User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Sat Aug 14, 2010 12:40 pm

ตอนคิด yield ของสินทรัพย์ผมคิดจาก สินทรัพย์เฉลี่ย นะครับ (สิ้นไตรมาสก่อน + ไตรมาสนี้)/2

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

Green
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2436
Joined: Thu Mar 31, 2005 7:06 pm

Posts by Green » Sat Aug 14, 2010 12:44 pm

ที่ว่าจะขยายตลาดไปยัง ต่างจังหวัดบ้าง เช่นภาคอีสาน ไม่ทราบว่าเป็นไปถึงไหนแล้วครับ


User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Sat Aug 14, 2010 4:06 pm

Alastor wrote:ตอนคิด yield ของสินทรัพย์ผมคิดจาก สินทรัพย์เฉลี่ย นะครับ (สิ้นไตรมาสก่อน + ไตรมาสนี้)/2
ผมคิดอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อเช่าซื้อและขายผ่อนชำระรวมทั้งหมุนเวียนและไม่หมุนเวียนรวมเฉลี่ยจากงวดเดียวกันของปีก่อนและงวดเดียวกันของปีล่าสุด เอาไปเทียบกับรายได้เฉพาะดอกผลเช่าซื้อและขายผ่อนชำระในงวดล่าสุดนั้นๆตามที่ประกาศในรายงานประจำปีเช่น

อัตราดอกเบี้ยรับปี 2551 เท่ากับ 38.55% คิดจาก

สินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นปี 2550 1476444 พันบาท และ สินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นปี 2551 2130864 พันบาท ดังนั้นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1803654 พันบาท

รายได้เฉพาะดอกผลเช่าซื้อและขายผ่อนชำระสิ้นปี 695322 พันบาท

เอารายได้เฉพาะดอกผลเช่าซื้อและขายผ่อนชำระหารด้วยค่าเฉลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อจะได้ 695322/1803654*100=38.55%

เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยรับปี 2552 ก็จะได้สินเชื่อเช่าซื้อเฉลี่ยเท่ากับ
สินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นปี 2551 (2130864 พันบาท) และ สินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นปี 2552 (1901560 พันบาท) จะได้ 2016212 พันบาท
เมื่อคิดรายได้เฉพาะดอกผลเช่าซื้อและขายผ่อนชำระสิ้นปี2552 เท่ากับ742160 พันบาท

อัตราดอกเบี้ยรับเท่ากับ 742160/2016212*100= 36.81%ครับ


User avatar
Loby
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1645
Joined: Fri Jun 17, 2005 12:28 pm

Posts by Loby » Sat Aug 14, 2010 4:26 pm

จากวิธีคิดข้างต้นก็เอามาคิดดอกเบี้ยรับรายไตรมาสดังนี้

ไตรมาส1 2553 สินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นไตรมาส1 2553 เท่ากับ 1993718 พันบาท และสินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นไตรมาส 1 2552 เท่ากับ 2031061 พันบาท
จะได้สินเชื่อเฉลี่ย 2012389.5 พันบาท
รายได้เฉพาะดอกผลเช่าซื้อและขายผ่อนชำระสิ้นไตรมาส1 2553 เท่ากับ181205 พันบาท
ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยรับรายไตรมาส 1 2553 เท่ากับ 181205/2012389.5*100= 9.00%

ส่วนไตรมาส2 2553 สินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นไตรมาส2 2553 เท่ากับ 2161909 พันบาท และสินเชื่อเช่าซื้อรวมสิ้นไตรมาส2 2552 เท่ากับ 1935234 พันบาท จะได้สินเชื่อเฉลี่ย 2048571.5 พันบาท
รายได้ดอกผลเช่าซื้อเฉพาะงวดสิ้นไตรมาส2 2553 เท่ากับ 193196 พันบาท แต่ต้องคิดรายได้รวมทั้ง2งวดเนื่องจากรายได้สินเชื่อเกิดขึ้นและคำนวณจากยอดสะสมเป็นรายวัน ไม่สามารถแยกคิดเฉพาะงวดใดงวดหนึงได้

ดังนั้นรายได้รวม2งวด เท่ากับ 374401 พันบาท แล้วเอามาหาอัตราดอกเบี้ยรับสำหรับ 2 งวดจะได้ 374401/2048571.5*100= 18.28%
แต่เนื่องจากต้องหักออกจากอัตราดอกเบี้ยรับที่เกิดขึ้นในส่วนไตรมาส1 2553ที่ 9.00% ดังนั้นจริงๆแล้วจะได้อัตราดอกเบี้ยรับเฉพาะงวดไตรมาส2 2553 เท่ากับ 18.28-9.00= 9.28%

จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยรับขยับตัวดีขึ้น


Post Reply