QH

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
Post Reply
User avatar
เด้งดึ๋ง เด้งดึ๋ง
Verified User
Posts: 45
Joined: Sun Apr 02, 2006 11:56 am

QH

Posts by เด้งดึ๋ง เด้งดึ๋ง » Wed Aug 08, 2007 3:30 pm

เข้าไปดู ไม่มีค่ะ


User avatar
NinjaTurtle
Verified User
Posts: 506
Joined: Wed Aug 17, 2005 3:35 pm

Posts by NinjaTurtle » Wed Aug 08, 2007 3:50 pm

เด้งดึ๋ง เด้งดึ๋ง ตั้งกระทู้ใหม่ใช้ชื่อว่า QH เองเลยจ้าเริ่มลงข้อมูลเบื้องต้น  และก็โฆกษณาหุ้น(อย่างที่ ดร. บอก) ได้เลยจ้า  :wink:


ลุงทีม
Verified User
Posts: 689
Joined: Sat May 27, 2006 2:43 pm

Posts by ลุงทีม » Wed Aug 08, 2007 4:11 pm

เข้ามาดูลีลาการแนะนำหุ้นของน้องเด้งดึ๋ง... :shock:  :shock:  :shock:  :lol:


User avatar
Pn3um0n1a
Verified User
Posts: 1935
Joined: Wed Aug 01, 2007 4:50 pm

Posts by Pn3um0n1a » Fri Aug 24, 2007 4:42 pm

เงียบฉี่...


JR_Handsome
Verified User
Posts: 64
Joined: Tue Jul 31, 2007 8:05 pm

Posts by JR_Handsome » Sat Sep 22, 2007 10:39 am

คิวเฮ้าส์งัดโมเดลใหม่ปั้นรายได้ระยะยาว ชูพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ขยายพอร์ตลงทุน

"คิวเฮ้าส์" งัดโมเดลธุรกิจใหม่ปั๊มยอด บูมพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์สร้างรายได้ระยะยาวจากโครงการเช่าทั้งออฟฟิศ-เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ดันแบรนด์ "เซ็นเตอร์พอยต์ชนเชนต่างชาติ ชูจุดขายที่แตกต่าง เน้นความเป็นไทย ให้บริการมาตรฐานอินเตอร์



ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นำกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น แนว ทางหนึ่งคือการสร้างรายได้ระยะยาวจากธุรกิจเช่ามาเสริมรายได้จากการขาย เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่อาจส่งผลกระทบ

โมเดลธุรกิจที่บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) นำมาใช้ ด้วยการพัฒนาโครงการประเภทออฟฟิศและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่าให้กับลูกค้า นอกเหนือจากการพัฒนาบ้านและ คอนโดฯระดับกลางจนถึงบนซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ เพื่อสร้างรายได้ให้เติบโตตามเป้าที่วางไว้ ซึ่งนอกจากจะพัฒนาโครงการทั้งในแนวราบและแนวสูงเพื่อขายแล้ว ยังมีแผนลงทุนโครงการเช่าเพื่อสร้างรายได้ระยะยาวควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะออฟฟิศ, เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ฯลฯ

หลังจากประสบความสำเร็จจากการระดมทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) คือกองทุนรวมอสังหาฯควอลิตี้ เฮ้าส์ (QHPF) มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท ที่จัดตั้งขึ้นปลายปี 2549 แล้ว บริษัทมองว่าเป็นการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจนอกเหนือจากการออกหุ้นกู้ (บอนด์) การออกตั๋วระยะสั้น และการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ในอนาคตจึงมีแผนระดมทุนผ่านทางกองทุนรวมอสังหาฯมากขึ้น

โดยจะระดมทุนเพิ่มเพื่อซื้อออฟฟิศ, เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ของบริษัท ทั้งที่อยู่ระหว่างปล่อยเช่าและที่จะพัฒนาใหม่ ซึ่งจะทำให้รูปแบบการลงทุนโครงการเช่าของคิวเฮ้าส์เปลี่ยนแปลงไป คือ เมื่อหาซื้อที่ดินได้ก็จะนำไปพัฒนาออฟฟิศหรือ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ทำตลาด-หาลูกค้า จากนั้นเมื่อมีลูกค้าเช่าและมีรายได้เข้ามา 80-85% ก็ขายให้กับกองทุนรวมอสังหาฯคิวเฮ้าส์ไปบริหารจัดการด้วยการปล่อยเช่า ส่วนบริษัทเมื่อได้เม็ดเงินเข้ามาก็นำไปซื้อที่ดินลงทุนต่อ โดยบางส่วนอาจนำไปใช้พัฒนาบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์

"วิธีการนี้นอกจากจะมีรายได้จากการขายโครงการแล้ว ยังมีรายได้จากการรับเป็นผู้บริหารจัดการด้านการเช่าให้กับโครงการที่ขายไปอยู่ภายใต้กองทุน ขณะเดียวกันจะมีรายได้จากผลตอบ แทนการลงทุน เพราะบริษัทถือหน่วยลงทุนในกองทุนอยู่ 1 ใน 3 หรือราว 33% เศษอีกทางหนึ่ง"

นางสุวรรณากล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนรวมอสังหาฯควอลิตี้ เฮ้าส์ มีโครงการที่ซื้อจากควอลิตี้ เฮ้าส์ และกองทุนรวมอสังหาฯแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นำไปหารายได้จากค่าเช่า 3 โครงการ ได้แก่ โครงการลุมพินีเฮ้าส์, เวฟเพลส และคิวเฮ้าส์ เพลินจิต โดยการันตีผลตอบแทนนักลงทุนปีแรกไม่น้อยกว่า 7% ปีที่ 2 และปีที่ 3 คือ 8% และ 9% ตามลำดับ ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยตลอดอายุกองทุนอยู่ที่ 12% มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนปีละ 4 ครั้ง ซึ่งดึงดูดใจนักลงทุนได้มาก มีผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งประเภทสถาบัน รายย่อย และชาวต่างชาติ

"ขณะนี้กองทุนรวมอสังหาฯคิวเฮ้าส์กำลังเตรียมระดมทุนเพิ่ม โดยบริษัทจะนำออฟฟิศและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ขายให้อีก 4 หรือ 5 โครงการประกอบด้วย เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 3 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ส่วนอีก 2 โครงการเป็นออฟฟิศรวมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท น่าจะเห็นเป็นรูปธรรมช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2551 จะทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น มีมูลค่าโครงการรวม 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท ดึงดูดใจนักลงทุนมากขึ้น"

เพื่อรองรับแผนที่วางไว้บริษัทจะนำโมเดลบริหารจัดการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ภายใต้แบรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ที่พัฒนามากว่า 17 ปี และถือเป็นแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แห่งแรกในประเทศไทย และเป็นแบรนด์ไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการในระดับที่ทัดเทียมกับแบรนด์ต่างชาติมา บริหารจัดการให้กับกองทุน

นอกจากนี้ จะเพิ่มแบรนด์แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ทำตลาดอีกแบรนด์หนึ่ง เน้นระดับพรีเมี่ยม โดยเฉพาะทั้งทำเลทั้งตัวโครงการ อัตราค่าเช่า 1,300-1,400 บาท/ตร.ม. หรือ 6-7 หมื่นบาท/ เดือน ส่วนแบรนด์เซ็นเตอร์พอยต์อัตราค่าเช่า 900-1,400 บาท/ตร.ม./เดือน แต่ทั้ง 2 แบรนด์เป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เกรดเอที่จะรุกตลาดมากขึ้น เพื่อสู้กับเชนต่างชาติที่เข้ามาจำนวนมาก โดยชูจุดขายความเป็นแบรนด์ไทย แตกต่างไปจากคู่แข่งซึ่งเป็นเชนต่างชาติ ในเรื่องของรูปแบบดีไซน์โครงการที่เน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่การให้บริการในห้องพักระดับอินเตอร์เนชั่นแนล

"ตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯ แบรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ถือว่าเป็นแบรนด์ไทย และเป็นโอเปอเรเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด เป็นลีดเดอร์ทางด้านนี้ แม้จะมีเชนจากต่างชาติเข้ามาเยอะมาก เช่น แอคคอด, เฟรเซอร์, โอ๊ควูด ฯลฯ แต่เราในฐานะแบรนด์โลคอลสู้ได้อย่างสบาย"

นางสุวรรณากล่าวต่อว่า เพื่อเพิ่มช่องทางการทำตลาดให้มากขึ้น บริษัทได้เพิ่มเน็ตเวิร์กจิ้งหลายช่องทางเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด ไม่ว่าจะทำตลาดด้วยตัวเอง ขายผ่านเว็บไซต์ center point.com ขายห้องพักผ่านตัวแทนที่มีอยู่ทั่วโลกกว่า 20 ราย การส่งเจ้าหน้าที่ไปโรดโชว์ในต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดเป็นแผนที่จะรุกตลาดต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อให้ลูกค้าต่างชาติรู้จัก แบรนด์เซ็นเตอร์พอยต์และเลือกที่เข้ามาพักกับเซ็นเตอร์พอยต์มากขึ้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลของซีบี ริชาร์ดฯ ปัจจุบัน เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เกรดเอย่านใจกลางเมืองมีประมาณ 9,000 ยูนิต และจะมีโครงการใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีก 8,000 กว่ายูนิต การแข่งขันอาจจะรุนแรงขึ้นและกดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจเติบโตและมีต่างชาติเข้ามาลงทุนและทำงานมากขึ้น ดีมานด์ใหม่จะแอปซอฟต์ซัพพลายให้ลดลงได้

หน้า 9
http://www.matichon.co.th/prachachat/pr ... ionid=0217


JR_Handsome
Verified User
Posts: 64
Joined: Tue Jul 31, 2007 8:05 pm

Posts by JR_Handsome » Sat Sep 22, 2007 10:40 am

NVDR เมือวานจะ net buy อะไรกันมากขนาดนี้ เอ หรือว่าพวกต่างชาติรู้อะไรดีๆ ของบริษัทนี้ ล่วงหน้าก่อนหรือเปล่า

QH    53,513,300   14,637,600   68,150,900  net buy = 38,875,700   47.72 % of total market trade


User avatar
เด้งดึ๋ง เด้งดึ๋ง
Verified User
Posts: 45
Joined: Sun Apr 02, 2006 11:56 am

Posts by เด้งดึ๋ง เด้งดึ๋ง » Wed Nov 14, 2007 12:39 pm

พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ : QH : บมจ.บัวหลวง


       
       14 พ.ย.--บมจ.บัวหลวง

       Distributor - Bisnews AFE

พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

แนะนำ         ซื้อเก็งกำไร
ราคา:         2.06 บาท  
ราคาเป้าหมาย:  2.30 บาท

QH: ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนกลยุทธ์มามุ่งกลุ่มตลาดระดับกลาง  
       ปรับเพิ่ม PE ราคาเป้าหมายและคำแนะนำ: เราได้ปรับเพิ่มคำแนะนำสำหรับ QH เป็นซื้อเก็ง
กำไร จากเดิม ถือ ราคาเป้าหมายปี 2551 ของเราก็ปรับเพิ่มขึ้น 31% มาอยู่ที่ 2.30 บาท โดยคำนวณ
มูลค่าตามวิธี sum-of-the-parts (1.3 บาทสำหรับมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์, 1.0 บาทสำหรับการลง
ทุนในสินทรัพย์และมูลค่าที่ซ่อนอยู่) เราได้ปรับเป้าหมาย PER ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ QH มาเป็น 12
เท่าจากเดิมที่ 10 เท่า เนื่องจากบริษัทประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนกลยุทธ์มามุ่งกลุ่มตลาดระดับกลาง
ภายใต้แบรนต์ Casa ซึ่งปัจจุบันสร้างผลกำไรได้อย่างโดดเด่นในไตรมาส 3/50
       ปรับเพิ่มประมาณการกำไร: เราได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น 15% สำหรับปี 2550 มาอยู่ที่
1,067 ล้านบาท (EPS: 0.14 บาท) และ 17% สำหรับปี 2551 มาอยู่ที่ 1,321 ล้านบาท (EPS:
0.16 บาท) เพื่อที่จะสะท้อนกำไรในช่วง 9 เดือนแรกที่ outperform
       ผลประกอบการไตรมาส 3/50 สูงกว่าคาด: QH รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/50 ที่ 285
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 181% YoY และ 17% QoQ โดยมีสาเหตุมาจากกำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นของธุรกิจอสังหาริม
ทรัพย์ (30% ในไตรมาส 3/50 เทียบกับ 27% ในไตรมาส 2/50) จากโครงการใหม่ที่มีอัตรากำไรสูง
       แปลง serviced apartment ตรงหลังสวนมาเป็นคอนโดมิเนียมเพื่อขาย: ปัจจุบันโครงการ
ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสด, ลดความกดดันเรื่อง
หนี้สินต่อทุน ดีต่องบดุลและสร้างผลกำไรได้ทันทีในปี 2552 นอกจากนี้ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมอีก 2
แห่งที่จะสร้างรายได้ในปี 2552-2553
       การขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกปัจจัยผลักดัน: การขายสินทรัพย์เข้ากองทุน
QHPF (ขนาด 3,000 ล้านบาท) ทำให้บริษัทมีนาจะกำไรจากการขายสินทรัพย์, ช่วยเพิ่มกระแสเงินสด
และความสามารถในการเติบโตในอนาคต ซึ่งเรายังไม่ได้รวมปัจจัยบวกเหล่านี้ในประมาณการของเรา
เนื่องจากคาดการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาฯ จะเสร็จอย่างเร็วกลางปี 2551
       ปัจจัยเสี่ยง: 1) ไม่สามารถเปลี่ยนโครงการหลังสวนมาเป็นคอนโดมิเนียม 2) ต้นทุนค่าก่อ
สร้างที่เพิ่มขึ้นและ 3) อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news14/12/07

Posts by chartchai madman » Fri Dec 14, 2007 2:25 pm

สินเอเซีย-แนะนำ "ซื้อ"QH
บมจ. ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) -  ซื้อ
ราคาปิด           2.06  บาท
ราคาเป้าหมาย      2.42  บาท
พร้อมเปิดโครงการใหม่ 22 โครงการในปี 51-52
หมวดธุรกิจ : พัฒนาอสังหาริมทรัพย์        

คำแนะนำการลงทุน:
         ACLS แนะนำ ซื้อ สำหรับหุ้น QH ด้วยปัจจัยหลัก 4 ประการคือ 1) ตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัยปี 50
มีแนวโน้มที่ดีแม้ว่าจะลดลงเล็กน้อย 2) ตัวเลขบ้านเดี่ยวของโครงการจัดสรรมีทิศทางที่สอดคล้องกับตัวเลขจดทะเบียน
3) ดัชนีราคาที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้น 4) ขยายโครงการต่อเนื่องถึงปี 52 โดยโครงการแนวราบ 20 โครงการ
และโครงการแนวสูง 2 โครงการมูลค่ารวมประมาณ 23,000 ล้านบาท
         - ตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัยมีการเติบโตต่อเนื่องร้อยละ 3 ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 โดยปี 48-49
เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ทรุดตัวลง และภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ขณะที่ปี
9 เดือน ของปี 50 ตัวเลขจดทะเบียนมีการลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ้นปี 49  
         - ตัวเลขจดทะเบียนของบ้านเดี่ยวมีการขยายตัวร้อยละ 10 โดยบ้านเดี่ยวของโครงการจัดสรรมีการขยาย
ตัวสูงถึงร้อยละ 33 ขณะที่การสร้างบ้านเองของเจ้าของที่ดินมีการขยายตัวร้อยละ 4 ภายหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปี 40
โดย 9 เดือนปี 50 ตัวเลขจดทะเบียนของบ้านเดี่ยวลดลงในทิศทางเดียวกับตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัย
         - ดัชนีราคาที่ดิน, ที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยว และที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของ
กำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีอยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะลดลง
         - QH พร้อมที่จะเปิดโครงการใหม่ประมาณ 22 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 20 โครงการ และแนวสูง
2 โครงการ โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 23,000 ล้านบาท โดยจะทยอยเปิดโครงการแนวราบ 11 โครงการในปี 51 และ
9 โครงการในปี 52 ขณะที่โครงการแนวสูง 2 โครงการจะเปิดในปี 52
         - ACLS แนะนำ ซื้อ QH โดยมีราคาเป้าหมายปี 51 ที่ 2.42 บาท และเงินปันผล 0.11 บาทต่อหุ้น

การประเมินมูลค่า
        ACLS ประเมินมูลค่า QH ด้วยวิธี Sum of the parts ได้ราคาเป้าหมายปี 51 ที่ 2.42 บาท และ
คาดการณ์ว่า QH จะอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 51 ที่ 0.11 บาทต่อหุ้น (ประมาณการปี 50 จ่าย
เงินปันผล 0.08 บาทต่อหุ้น) หรือคิดเทียบเป็นอัตราเงินปันผลจ่ายที่ 4.9% เปรียบเทียบราคาปิดล่าสุดที่ 2.06 บาทยัง
มีส่วนต่างจากราคาเป้าหมาย 17% คำแนะนำ ซื้อ

ภาพรวมอุตสาหกรรม
         ตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มที่ดี แม้ว่าตัวเลขล่าสุดสิ้นไตรมาส
3/50 แสดงที่ 38,989 หน่วย คิดเป็นประมาณร้อยละ 64 ของตัวเลขเมื่อสิ้นปี 49 ขณะที่ตัวเลขบ้านเดี่ยวที่จดทะเบียน
มีทิศทางที่สอดคล้องกันโดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 66 ของสิ้นปี 49 โดยตั้งแต่ต้นปี 50 ที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจปรับตัว
ลดลงอย่างรุนแรง  และปัญหาทางการเมือง  จึงส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับลดลง ขณะที่อุตสาหกรรม
อสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมของเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าปัจจัยที่รุมเร้าต่อการขยายตัวของ
อุตสาหกรรมคลี่คลายลงภายหลังการเลือกตั้ง จึงคาดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ในปี 51    
         ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยดัชนีราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด ซึ่งเป็นผลจากการคาดการณ์
แนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่อาจจะส่งผลเชิงลบต่อศักยภาพการซื้อของผู้บริโภคในอนาคตได้
จากการปรับราคาขายของผู้ประกอบการ ตัวเลขการขอใบอนุญาตการก่อสร้างอาคารสูง ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตาม
พฤติกรรมการบริโภค ที่นิยมที่พักอาศัยใกล้เคียงกับแนวรถไฟฟ้า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย และเวลาในการเดินทางของ
ผู้บริโภคได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงมุ่งเน้นการขยายโครงการอาคารสูงตามแนวรถไฟฟ้า โดยจำนวนอาคารที่ได้รับ
การขออนุญาตเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 67 ตั้งแต่ปี 42 และสัดส่วนอาคารสูงในเขตกรุงเทพฯคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80
ของใบอนุญาตการก่อสร้างรวม

โครงการของ QH
         QH พร้อมที่จะเปิดโครงการใหม่ปี 51 สำหรับโครงการแนวราบจำนวน 11 โครงการมูลค่ารวมประมาณ
20,000 ล้านบาท โดยจะทยอยเปิดโครงการตั้งแต่ต้นไตรมาส 1 ของปี 51 ขณะที่ปี 52 QH คาดว่าจะเปิดโครงการ
แนวราบต่อเนื่องจากปี 51 โดยมีจำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท และมีโครงการแนวสูง
อีก 2 โครงการมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาขายต่อหน่วยจะพบว่า QH เน้นการทำ
ตลาดบ้านระดับราคาปานกลางเพิ่มมากขึ้น (ผ่านทางตราสินค้า Casa) โดยราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยลดลงจากระดับ
ราคา 10 ล้านบาทเป็น 5-6 ล้านบาท

สถานะทางการเงิน
         ACLS คาดว่า QH จะรายงานรายได้รวมปี 51 ที่ 13,349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากประมาณ
การรายได้ปี 50 ที่ 10,025 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณบ้านคงค้างที่มีมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาทจะทยอยรับรู้
และรายได้จากอาคารที่พักอาศัยให้เช่า และรายได้จากสำนักงานให้เช่าเพิ่มขึ้น จากการสิ้นสุดสัญญาของผู้เช่าบางราย
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น ACLS คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 29% จากประมาณการปี 50 ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 28% เนื่องจาก
คาดว่าความต้องการที่พักอาศัยจะเพิ่มขึ้นและจะผลักดันให้ราคาขายบ้านปรับเพิ่มขึ้นจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
         กำไรสุทธิปี 51 คาดว่า QH จะรายงานที่ 1,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากประมาณการปี 50 ที่ 3,169
ล้านบาทหรือร้อยละ 37 ซึ่งสอดคล้องกับเติบโตของยอดขาย และอัตรากำไรที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาระทางภาษี
และดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น
         ตัวเลขทางการเงินยังคงขยายตัวได้ดีทั้งจากมูลค่าทางบัญชีของบริษัท และอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น
โดย ACLS คาดว่า QH จะแสดงมูลค่าทางบัญชีเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ในผลการดำเนินงานปี 51 เทียบกับปี 50 เนื่องจาก
การขยายตัวของกำไรสุทธิ ขณะที่อัตราเงินปันผลจ่ายถูกบังคับจ่ายไม่เกินร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ จึงทำให้คาดว่า
QH จะอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานปี 51 ที่ 0.11 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 4.9%

        โดย บล.สินเอเซีย จำกัด ประจำวันที่ 14 ธ.ค. 2550http://www.thunhoon.com/home/


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news19/12/07

Posts by chartchai madman » Wed Dec 19, 2007 8:29 pm

QHสนองธปท.ขายกองทุนที่ดิน4พันล.

ควอลิตี้ เฮ้าส์ ติดปีกปีหน้าประเดิมขายกองทุนอสังหาฯ 3.5 พันล้านบาท สนองนโยบายแบงก์ชาติผ่อนคลายมาตรการ 30% เชื่อช่วยดึงความน่าสนใจนักลงทุนต่างชาติ ด้านนักวิเคราะห์เชียร์ QH ได้ประโยชน์สูงสุด


จากกรณีที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายการควบคุมเงินทุน ได้แก่ 1) ผ่อนคลายการสำรองสำหรับเงินนำเข้าในส่วนเงินกู้สกุลเงินต่างประเทศ สำหรับภาคธุรกิจไทยและการลงทุนจาก Non-resident โดยเฉพาะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการออกขายเพิ่มเติมจากกองทุนเดิม โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 18 ธ.ค.50 และ 2) ผ่อนคลายเพิ่มเติมสำหรับเงินโอนและเงินฝากสกุลต่างประเทศ ที่อนุญาตให้ธุรกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีประสิทธิภาพในการจัดการกับสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้มองว่าบริษัทที่เตรียมจะขยายกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในปี 2551 จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว

นางสุวรรณา พุทธประสาท รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH เปิดเผยว่า การที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ผ่อนคลายมาตรการกันสำรอง 30% สำหรับกองทุนอสังหาริมทรัพย์กองเดิมที่มีการขายออกเพิ่มเติมนั้น จะช่วยให้นักลงทุนต่างประเทศสนใจเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังทำให้บริษัทสามารถขยายกองทุนที่มีอยู่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย โดยในปี 2551 บริษัทจะมีการเปิดขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์มูลค่ารวมประมาณ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งจะนำสินทรัพย์ประเภทเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์จำนวน 3 แห่ง และออฟฟิศ 1-2 แห่งเข้าในกองทุนดังกล่าว

ถือว่าเป็นสิ่งดีที่เราจะขยายกองทุนได้ และจะทำให้ต่างประเทศเข้ามาสนใจเพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมากองทุนของเราก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะสามารถออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ QHPF ได้ในช่วงประมาณปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการเมืองมีความชัดเจนหลังจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งสามารถดำเนินการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ด้านนายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด(มหาชน) (TICON) กล่าวว่า ทางบริษัทไม่ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกมาตรการดังกล่าว เนื่องจากในปีนี้บริษัทได้มีการเพิ่มทุนไปเรียบร้อยแล้ว แต่น่าจะส่งผลดีต่อบริษัทในอนาคตหากมีการเพิ่มทุน โดยบริษัทมีแผนการการเพิ่มทุนปีละครั้ง

คราวที่แล้วเราผ่อยคลายมาตรการนี้ไปก่อนที่จะเพิ่มทุนแต่ก็ไม่ได้ ซึ่งตอนนี้เราเพิ่มทุนเสร็จแล้วจึงไม่มีผลอะไรกับเราแต่จะไปมีผลในอนาคตมากกว่า ซึ่งแม้ว่าจะผ่อนคลายลงแต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่สามารถซื้อหุ้นบนกระดานได้อยู่ดี

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอสวิคเคอร์ส จำกัด แนะนำ Overweight กองทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยมองว่าแม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นผลบวกต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) แต่เป็นไปอย่างจำกัด คือ เฉพาะการออกขายเพิ่มเติมจากกองทุนเดิม และสำหรับผู้ถือหน่วยรายเดิม ไม่ใช่การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ เช่น CPN (ปรับเพิ่มคำแนะนำ จาก ถือ เป็น ซื้อ) CPNRF (ซื้อ) QH (ซื้อ) QHPF (ซื้อ) TICON (Not Rated) และ TFUND (ซื้อ)

ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ จำกัด ระบุว่า การที่ ธปท. ผ่อนคลายมาตรการควบคุมเงินทุนให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทำให้บริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพในการระดมทุนผ่านกองทุนอสังหาฯ และมีแนวโน้มที่จะออกกองทุนเพิ่มจะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากเดิมนักลงทุนต่างประเทศมีต้นทุนในการ Hedging สูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับแบบ Yield ทำให้ความน่าสนใจของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมาลดลง ดังนั้น การบอกเลิกมาตรการดังกล่าวทำให้เพิ่มแรงจูงใจการลงทุนในกองทุนอสังหาฯให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นการมองอุปสงค์ให้กับกองทุนอสังหาฯด้วย

ทั้งนี้ ทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหุ้นที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการ 30% ได้แก่ (QH)(TICON)(CPN)(MAJOR) โดยในส่วนของ QH (ราคาเป้าหมาย 2.48 บาท) จะมีการออก QHPF เพิ่มในปี 2551 และ MAJOR (ราคาเป้าหมาย 21.20 บาท) แม้ในปีหน้าจะไม่มีการออกกองทุนอสังหาฯแต่มีแผนที่จะนำโรงภาพยนตร์ Stand Alone มาเข้ากองทุนเพิ่มในอนาคต

ส่วนบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย จำกัด(SCIBS) มองว่า QH และ QHPF เป็น 1 ในผู้ประกอบการที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการยกเลิกการตั้งสำรอง 30% เนื่องจากหาก QH สามารถเพิ่มทุนใน QHPF มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาทได้สำเร็จใน 1H/51 จะเป็นช่องทางในการสร้างสภาพคล่องทางการเงินและเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อต่อยอดการเติบโตในระยะยาว จากสินทรัพย์ 4 อาคาร ซึ่งคาดว่า QH จะได้กำไรสุทธิจากกองทุน 365 ล้านบาท โดยฝ่ายวิเคราะห์ ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ QH ด้วยวิธี PEG ที่ 14 เท่าได้ราคาที่เหมาะสมในปี 2551 เท่ากับ 2.45 บาทต่อหุ้น แนะนำ ซื้อเก็งกำไร
http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16


kij99
Verified User
Posts: 82
Joined: Sun Dec 16, 2007 4:02 pm

Posts by kij99 » Fri Dec 21, 2007 1:44 am

ยิ่งเชียร์ ราคายิ่งลงเหวอีกตัว


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news27/12/07

Posts by chartchai madman » Thu Dec 27, 2007 10:34 am

เอเซีย พลัส-แนะนำ "ซื้อ" QH

ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH)  -  ซื้อ
ราคาปัจจุบัน            2.10   บาท
Fair Value 51        2.68   บาท
มูลค่าตลาด           15,243   ล้านบาท
คาด EPS Growth 2551 ที่ 33% จาก Margin ที่ดีขึ้น และยังมี Property Fund

         * แผนขยาย Property Fund จะเป็นอีกแนวทางที่เพิ่มการเติบโต
         * Gross Margin ปี 2551 น่าจะวิ่งเข้าใกล้ 30% ช่วยผลักกำไร
         * ปี 2551 EPS Growth 33% กำหนด Fair Value ที่ P/E 15 เท่า.. ซื้อ


FACT : แผนขยาย Property Fund จะเป็นอีกแนวทางเพิ่มการโต
         ผู้บริหารกำหนดแผนงานจะขยาย Property Fund ในช่วง 3Q51 ทั้งนี้เป็นผลมาจากมาตรการผ่อนคลายการกันสำรอง 30% ที่ ธ.ป.ท.ประกาศออกมา สำหรับทรัพย์สินที่จะขายสิทธิการเช่าเข้า Property Fund มี 4 รายการได้แก่ Service Apartment 3 รายการคือ เซ็นเตอร์พอยต์ เพชรบุรี (QH ถือครองกรรมสิทธิ์), เซ็นเตอร์พอยต์ ศาลาแดง (QH ถือครองสิทธิการเช่า), เซ็นเตอร์พอยต์ สุขุมวิท 10 (QH ถือครองกรรมสิทธิ์) ส่วนที่เหลืออีก 1 แห่ง จะเป็นอาคารสำนักงาน ซึ่งน่าจะเป็นอาคารคิวเฮ้าส์ สาทร (QH ถือครองสิทธิการเช่า) สำหรับมูลค่าทางบัญชีของ 4 โครงการรวมอยู่ที่ 1.66 พันล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ประมาณ 2.4 2.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามในส่วนของการบันทึกกำไรจากการขายสิทธิการเช่าให้ Property Fund จะสามารบันทึกได้เฉพาะสินทรัพย์ที่ QH ถือครองสิทธิการเช่า ซึ่งประกอบด้วย โครงการ เซ็นเตอร์พอยต์ ศาลาแดง และ อาคารคิวเฮาส์ สาทร ซึ่งอาจมีกำไรจากการขายก่อนภาษีประมาณ 50 ล้านบาท ดังนั้นเป้าหมายของการขยาย Property Fund รอบนี้จึงเป็นเรื่องของการสร้างแสเงินสดสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคตมากกว่าการสร้างกำไรจากการขายสินทรัพย์

IMPACT : Gross Margin ปี 2551 จะวิ่งเข้าใกล้ 30% ช่วยผลักกำไร
         ในปี 2550 คาดว่าฐานกำไรจากการดำเนินงานของ QH จะอยู่ที่ 1,085 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 410 ล้านบาทในปี 2549 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของทั้งยอดขายและประสิทธิภาพการทำกำไร ส่วนในปี 2551 คาดหมายว่าจะเห็นการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานในอัตรา 33% ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนคือ Gross Margin ที่ปรับขึ้นมาใกล้ 30% ซึ่งเป็นผลมาจากองค์ประกอบของโครงการที่สร้างรายได้ ที่เป็นโครงการใหม่มี Gross Margin สูง นอกจากนี้ QH ยังประสบความสำเร็จในการเสนอ Brand สินค้า Casa เข้าสู่ตลาด ทำให้สร้างยอดขายส่วนเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับโครงการคอนโดมิเนียม คาดว่าจะเปิดการขาย 2 โครงการ แต่การบันทึกรายได้น่าจะเกิดขึ้นในปี 2552 มากกว่า

ACTION : EPS Growth 33% กำหนด Fair Value P/E 15 เท่า  ซื้อ
         ด้วยความคาดหมาย EPS Growth ที่ 33% และองค์ประกอบที่ดีของรายได้ที่มีทั้งรายได้จากการขายและค่าเช่า ทำให้ฝ่ายวิจัยกำหนด Fair Value ที่ P/E 15 เท่า ให้มูลค่าหุ้นที่เหมาะสม 2.68 บาท ณ สิ้นปี 2551 มี Upside กว่า 27% คงคำแนะนำ ซื้อ

         โดย บมจ. หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประจำวันที่ 27 ธ.ค. 2550
http://www.thunhoon.com/home/


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news08/01/08

Posts by chartchai madman » Tue Jan 08, 2008 1:28 pm

QH : ปรับเป้ากำไรเพิ่มขึ้น

8 มกราคม พ.ศ. 2551 05:00:00

KS คงคำแนะนำ BUY หุ้นบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์(QH) และปรับมูลค่าพื้นฐานซึ่งประเมินด้วยวิธี sum-of-the-parts เพิ่มขึ้นเป็น 2.61 บาทต่อหุ้น

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
ทั้งนี้ KS ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2550 และ 2551 เพิ่มขึ้นจากเดิม 6.4% และ 18.1% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะออกมาสูงกว่าประมาณการเดิม

ในปีนี้  QH วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนโครงการใหม่ขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งตรงข้ามกับภาพรวมของอุตสาหกรรม และเป็นกลยุทธ์ที่ KS เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ KS คาดว่ากำไรจากการลงทุนจะปรับตัวสูงขึ้น 65%YoY เป็น 396 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะมาจาก LH Bank ทั้งหมดนี้ทำให้ KS คาดว่ากำไรสุทธิปี 2551 ของ QH จะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.48 พันล้านบาท

นอกจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก 3 ประการที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของสถานะทางการ เงินให้กับบริษัท คือ 1) การแปลงสภาพ QH-W4 แม้จะทำให้เกิด Dilution Effect ต่อ EPS ประมาณ 13.6% 2) การขายทรัพย์สิน 5 รายการให้กับ QHPF และ 3) การแปลงสภาพเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ในย่านหลังสวนเป็นคอนโดมิเนียม

ปรับประมาณการปี 2551 เพิ่มขึ้น 18%

KS ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2550 และ 2551 เพิ่มขึ้นจากเดิม 6.4% (เป็น 1,048 ล้านบาท) และ 18.1% (เป็น 1,481 ล้านบาท) ตามลำดับ เพื่อสะท้อนรายได้และกำไรขั้นต้นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามความสามารถในการทำกำไรของโครงการใหม่ๆ ทั้งโครงการภายใต้แบรนด์ QH และแบรนด์ Casa นอกจากนี้ยังได้ปรับประมาณการกำไรจากการลงทุนในปี 2550 และ 2551 เพิ่มขึ้นจากเดิม 27% และ 49% ตามลำดับ

ฐานะการเงินมีแนวโน้มแข็งแกร่ง

นอกจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงินแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก 3 ประการที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิให้กับ QH ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ 1) การแปลงสภาพ QH-W4 ซึ่งจะหมดอายุแปลงสภาพในเดือนก.ย. 2551 จำนวน 1.15 พันล้านหน่วย มูลค่ารวมประมาณ 1.4 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้เกิด Dilution Effect ต่อ EPS ประมาณ 13.6%

2) คาดว่า QH จะขายเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ 3 แห่ง และอาคารสำนักงานอีก 2 แห่งให้กับ QHPF หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ให้กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่เดิม และ 3) การแปลงสภาพเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์มูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท ในย่านหลังสวนเป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งจะช่วย QH ในการดึงกระแสเงินสดในอนาคตมาใช้

คงคำแนะนำ BUY  

KS ปรับราคาพื้นฐานซึ่งประเมินด้วยวิธี sum-of-the-parts ของหุ้น QH เพิ่มขึ้นจาก 2.08 บาทเป็น 2.61 บาทต่อหุ้น โดยได้ปรับค่า P/E สำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจาก 10 เท่าเป็น 12 เท่า เพื่อสะท้อนกำไรสุทธิที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นทั้งในปี 2551 และปี 2552

นอกจากนี้ราคาปิดล่าสุดของ QH (2.02 บาทต่อหุ้น) ยังมี upside จากราคาพื้นฐานอยู่กว่า 29.2% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคาดว่าจะสูงถึง 3.2-4.0% ดังนั้น KS จึงคงคำแนะนำ BUY

ที่มา...บล.กสิกรไทย
http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/0 ... sid=217852


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news11/02/08

Posts by chartchai madman » Mon Feb 11, 2008 4:17 pm

QH เตรียมคลอดกองทุนอสังหาฯกองที่ 2 ช่วง Q3/51

QH เตรียมคลอดกองทุนอสังหาฯกองที่ 2 ช่วง Q3/51 ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 15-20% และเล็งปรับราคาขายบ้านขึ้น 3-5% ตามต้นทุนราคาน้ำมันค่าวัสดุก่อสร้างแพง


นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)(QH) เปิดเผยว่า น่าจะสามารถออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์กองที่ 2 ได้ในช่วงปลายไตรมาส 2/2551 ถึงไตรมาส 3/2551 ปี 51 โดยขนาดของกองทุนอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ทั้งนี้ จากเดิมทีบริษัทจะออกกองทุนดังกล่าวในช่วงไตรมาส 2/2551 แต่ได้มีการเพิ่มสินทรัพย์ใหม่ในกองทุนเก่า จึง
ต้องเลื่อนเวลาในการออกกองทุนดังกล่าวมาเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าในการออกหุ้นกู้ 2 พันล้านบาท ยังคงเป็นไปตามมติเดิมที่คาดว่าจะออกได้ในช่วงไตรมาส 2/51 ส่วนหุ้นกู้ใหม่อีก 5 พันล้านบาท เพื่อนำมารีไฟแนนซ์หนี้เดิมต้องขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเม.ย.นี้ก่อน

ขณะที่ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้มีการขยายตัว 15-20% จากปีก่อน โดยจะออกโครงการใหม่จำนวน 11 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์ 2 โครงการและบ้านเดี่ยวอีก 9 โครงการ

สำหรับงบลงทุนในปีนี้บริษัทตั้งไว้ซื้อที่ดิน 3.5-4 พันล้านบาท เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยนำเงินมาจากกระแสเงินสดและกู้ยืมบางส่วน

ทั้งนี้ บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างการพัฒนา 2 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่สาทร 1 โครงการ โดยได้รับใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม(สวล.) ไปแล้ว ส่วนอีก 1 โครงการอยู่ในย่านเดอะมอลล์ท่าพระ เป็นโครงการคอนโดฯที่มี 2 อาคาร โดย
กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต สวล. และเชื่อว่าน่าจะได้รับใบอนุญาต สวล.แน่นอน และโครงการคอนโดฯทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะเปิดขายได้ในช่วงปี 52

ส่วนประเด็นราคาน้ำมันและค่าวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นทำให้กระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน ดังนั้น บริษัทจะมีการปรับขึ้นราคาขายบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์อีก 3-5% โดยปัจจุบันราคาขายเฉลี่ยบ้านระดับกลางของบริษัทฯอยู่ที่ 5 ล้านบาท
ส่วนในระดับบนอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท

นอกจากนี้ มองว่าภาวะอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรกที่เป็นขาลงน่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ประกอบการก็สามารถลดต้นทุนลงได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่จูงใจให้ผู้บริโภคซื้อบ้านมากขึ้น

ดังนั้น การที่โบรกเกอร์หลายสำนักให้คำแนะนำเป็นซื้อสำหรับหุ้น QH เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทฯมีความแข็งแกร่งและดีกว่าตลาดโดยรวม ซึ่งเห็นได้ว่าผลประกอบการของบริษัทฯนั้นมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจึงทำให้โบรกเกอร์ต่างเชียร์ให้ซื้อกัน
http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news22/02/08

Posts by chartchai madman » Fri Feb 22, 2008 11:00 am

QH (คำแนะนำพื้นฐาน : ซื้อ)
Target : ปี 51 ที่ 2.50 บาท
Upside : 10%

         QH :  ผลประกอบการ 4Q50 มีกำไรสุทธิ 308ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%QoQ แต่ลดลง 55%YoY โดยมีผลประกอบการทั้งปี 50 กำไรสุทธิ 1,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY ปรับราคาที่เหมาะสมใหม่เป็น 2.50 บาท แนะนำ ซื้อ ด้วยความน่าสนใจจากยอดขายฟื้นตัวเมื่อเทียบกับ YoY หลังจากปรับเปลี่ยนสินค้าที่ขายได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น รวมถึงความเด่นจากการเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ โดยมีแผนเปิดตัวโครงการปี 51-52 ต่อเนื่อง และการขาย Property-Fund ในปี 51
         - ผลประกอบการ 4Q50 มีกำไรสุทธิ 308ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%QoQ แต่ลดลง 55%YoYมาจากรายได้ที่ปรับเพิ่ม โดยมีผลประกอบการทั้งปี 50 กำไรสุทธิ 1,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY โดยมีรายได้จากการขายและบริการที่เติบโต 6%YoY และอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่ปรับดีขึ้น
          - ปรับราคาที่เหมาะสมใหม่เป็น 2.50 บาท แนะนำ ซื้อ ด้วยความน่าสนใจจาก 1) ยอดขายฟื้นตัวเมื่อเทียบกับYoY หลังจากปรับเปลี่ยนสินค้าที่ขายได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น จากสินค้า Brand Casa Ville ที่ได้รับการตอบรับที่ดี รวมถึงความเด่นจากการเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ โดยมีแผนเปิดตัวโครงการปี 51-52 ต่อเนื่อง 2) การขาย Property-Fund ในปี 51 ส่งผลดีต่อผลประกอบการที่มีกำไรจากการขาย และ ช่วยรักษาระดับสัดส่วนหนี้สินต่อทุนให้ลดลงคาดว่าจะอยู่ที่ 1.2 เท่า
โดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ประจำวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551
http://www.thunhoon.com/home/


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news22/02/08

Posts by chartchai madman » Fri Feb 22, 2008 11:48 am

QH : สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
               สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
                       บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)                                               ตรวจสอบ
                                           (หน่วย : พันบาท)
                                          สิ้นสุดวันที่  31 ธันวาคม
งบการเงินรวม
                                             งวด 1 ปี
             ปี                            2550            2549

    กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    1,066,364     1,006,132
    กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)               0.15          0.16

งบการเงินเฉพาะกิจการ
                                             งวด 1 ปี
             ปี                            2550            2549

    กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    1,834,758     319,500
    กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)               0.25        0.05


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news22/02/08

Posts by chartchai madman » Fri Feb 22, 2008 2:58 pm

ควอลิตี้ เฮ้าส์ แจงกำไรปี 50 เพิ่มขึ้น 6.0%

22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 10:33:00

บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงผลการดำเนินงาน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
 

I. รายได้จากการดำเนินงานแยกตามประเภทธุรกิจ

     บริษัทและบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2550 ในธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยมียอดขายบ้าน

จากโครงการคาซ่า วิลล์และโครงการคาซ่า ซิตี้เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน ซึ่งเป็นบ้านระดับกลาง โดยบริษัทและบริษัทย่อยสามารถทำกำไรขั้นต้นจากบ้านระดับกลางได้สูงขึ้น ทั้งนี้เพราะความต้องการบ้านของผู้บริโภคในระดับกลางยังคงมีอยู่สูง รวมทั้งโครงการบ้านของบริษัทและบริษัทย่อยตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ส่วนธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ของบริษัทและบริษัทย่อยนั้นมีรายได้ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้เพราะบริษัทมีการปิดห้องพักบางส่วนของธุรกิจเซอร์วิส อะพาร์ตเม้นต์ เพื่อปรับปรุงสภาพห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางของโครงการให้ดีขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงเนื่องจากปัญหาความไม่ชัดเจนของการเมืองภายในประเทศ ประเทศไทยมีข้อจำกัดของเงินลงทุนจากชาวต่างประเทศอันเป็นผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยที่ยังไม่แล้วเสร็จ และมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการกันเงินสำรองร้อยละ 30

สำหรับเงินลงทุนที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงส่งผลทำให้การลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัวลงด้วย จึงส่งผลให้นักธุรกิจเดินทางเข้ามาประกอบธุระกรรมในประเทศไทยลดน้อยลง

นอกจากนี้รายได้จากอาคารสำนักงานให้เช่าลดลง เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยไม่มีรายได้ค่าเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานและค่าบริการที่เกี่ยวข้องของโครงการคิวเฮ้าส์ เพลินจิตและโครงการคิวเฮ้าส์ลุมพินี ซึ่งได้เป็นของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ เฮ้าส์("กองทุนฯ") จากการที่บริษัทและบริษัทย่อยได้ให้สิทธิการเช่าโครงการ และจำหน่ายโครงการดังกล่าวตามลำดับเข้ากองทุนฯซึ่งสามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบตามประเภทธุรกิจได้ดังต่อไปนี้

                                                                 (หน่วย : ล้านบาท)

            2550       2549   ผลแตกต่าง(ล้านบาท)   ผลแตกต่าง(%)

รายได้จากการขายบ้านพร้อมที่ดิน     9,057.9    7,640.9    1,417.0             18.5

รายได้จากการขายห้องชุดพักอาศัย         -       458.0    (458.0)           (100.0)

รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ในอาคาร

 สำนักงานและค่าบริการ               287.4      472.0    (184.6)           (39.1)

รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ในอาคาร

 พักอาศัยและค่าบริการ                901.0      922.3     (21.3)            (2.3)

กำไรจากการขายอาคารและโอน

 สิทธิการเช่าที่ดิน                  -      1,516.0   (1,516.0)         (100.0)

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตาม

 วิธีส่วนได้เสีย                      216.8     (59.9)      276.7            461.9

รายได้อื่น                           117.4      106.0       11.4             10.8

รวมรายได้               10,580.5   11,055.3    (474.8)            (4.3)

     สรุปบริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมสำหรับปี 2550 และ 2549 จำนวน 10,580.5 ล้านบาท และ 11,055.3 ล้านบาทตามลำดับ ลดลงจำนวน 474.8 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 4.3 เมื่อเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานงวดเดียวกันของปี 2549 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

          1) รายได้จากการขายบ้านพร้อมที่ดิน ในปี 2550 เพิ่มขึ้นจำนวน 1,417.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ18.5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากในปี 2550 บริษัทและบริษัทย่อยได้เปิดขายบ้านโครงการใหม่ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปี 2550 จำนวน 15 โครงการ และได้ปิดโครงการเก่าที่ขายหมดแล้วจํานวน 7 โครงการ ดังนั้น บริษัทและบริษัทย่อยจึงมีโครงการเพิ่มขึ้นสุทธิจำนวน 8 โครงการ โดยมีรายละเอียดสำหรับโครงการบ้านเปิดใหม่ ดังนี้

          -  โครงการลัดดารมย์ Elegance พระรามห้า ในไตรมาส 3 ของปี 2549

          -  โครงการลัดดารมย์ ราชพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์ ในไตรมาส 3 ของปี 2549

          -  โครงการลัดดารมย์ วัชรพล เฟส 3 ในไตรมาส 1 ของปี 2550

          -  โครงการลัดดารมย์ ราชพฤกษ์ ปิ่นเกล้า ในไตรมาส 2 ของปี 2550

          -  โครงการวรารมย์ พหลโยธิน-สายไหม ในไตรมาส 4 ของปี 2549

          -  โครงการวรารมย์ แก้วนวรัฐ เฟส 1 ในไตรมาส 1 ของปี 2550

          -  โครงการวรารมย์ เจริญเมือง ในไตรมาส 1 ของปี 2550

          -  โครงการคาซ่าวิลล์ ราชพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์ ในไตรมาส 2 ของปี2549

          -  โครงการคาซ่าวิลล์ วัชรพล เฟส 2 ในไตรมาส 3 ของปี 2549

          -  โครงการคาซ่าวิลล์ พระรามสอง ในไตรมาส 4 ของปี 2549

          -  โครงการคาซ่าวิลล์ ศรีนครินทร์ ในไตรมาส 1 ของปี 2550

          -  โครงการคาซ่าซิตี้ เอกมัย-รามอินทรา สุคนธสวัสดิ์ 1 ในไตรมาส 4 ของปี 2549

          -  โครงการคาซ่าซิตี้ ลาดพร้าว ในไตรมาส 4 ของปี 2549

          -  โครงการคาซ่าซิตี้ เอกมัย รามอินทรา นวลจันทร์ 1 ในไตรมาส 3 ของปี 2550

          -  โครงการคาซ่าซิตี้ รามคำแหง ในไตรมาส 3 ของปี 2550

          2) รายได้จากการขายห้องชุดพักอาศัย บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีรายได้จากการขายห้องชุดพักอาศัยในปี2550 หรือลดลงจำนวน 458.0 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 100 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากบริษัทได้ปิดการขายห้องชุดพักอาศัยของโครงการชะอำลองบีช ที่ตั้งอยู่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีในปี 2549 อย่างไรก็ตามบริษัทและบริษัทย่อยกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการห้องชุดพักอาศัยเพื่อขาย 2 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2552 และ2553 สำหรับสภาพตลาดห้องชุดพักอาศัยเพื่อขายโดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีใกล้สถานีรถไฟฟ้าทั้ง BTS และMRTนั้น ยังอยู่ในความต้องการสูง ซึ่งโครงการทั้ง 2 แห่งของบริษัทและบริษัทย่อยตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS

           3) รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงานและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง ในปี 2550 ลดลงจำนวน184.6 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 39.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากในปลายปี 2549 บริษัทได้เข้าทำสัญญาให้เช่าที่ดินและอาคารรวมถึงระบบสาธารณูปโภคพร้อมส่วนควบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องโครงการคิวเฮ้าส์ เพลินจิต และบริษัทย่อยได้เข้าทำสัญญาขายอาคารและระบบสาธารณูปโภค พร้อมส่วนควบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และโอนสิทธิการเช่าในสัญญาเช่าที่ดินโครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินีให้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ เฮ้าส์ เมื่อเดือนธันวาคม 2549 ทำให้รายได้ที่มาจากอาคารสำนักงานให้เช่าลดลง

          4) รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ในอาคารพักอาศัยและค่าบริการที่เกี่ยวข้องในปี2550 ลดลงจำนวน 21.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 2.3 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากปี 2550 อัตราการเข้าพักอาศัยของลูกค้าโดยเฉลี่ยลดลง สืบเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและบริษัทได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมใหญ่ห้องพักอาศัยบางส่วนของอาคารเซ็นเตอร์พอยต์ เพชรบุรี สุขุมวิท และสีลม โดยโครงการเซ็นเตอร์พอยต์ เพชรบุรี และสุขุมวิทเสร็จสมบูรณ์ในกลางปี 2550 ส่วนโครงการเซ็นเตอร์ พอยต์ สีลม คาดว่าจะแล้ว เสร็ จต้นปี 2552 ซึ่งส่งผลให้รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ในอาคารพักอาศัยและค่าบริการที่เกี่ยวข้องลดลง

          5) กำไรจากการขายอาคารและโอนสิทธิการเช่าที่ดิน ปี 2550 บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีกำไรจากการขายอาคารและสิทธิการเช่าที่ดิน ทั้งนี้เพราะบริษัทและบริษัทย่อยไม่มีการจำหน่ายอาคารหรือโอนสิทธิ

การเช่าเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จึงทำให้กำไรส่วนนี้ลดลงจำนวน 1,516.0 ล้านบาทหรือลดลงร้อยละ 100 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 ซึ่งกำไรจากการขายอาคารและโอนสิทธิการเช่าที่ดินของปี 2549 มาจากการจำหน่ายอาคารพร้อมส่วนควบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและสิทธิการเช่าโครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ให้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้เฮ้าส์

          6) รายได้จากส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย ปี 2550 บริษัทมีรายได้จากส่วนแบ่งกําไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียเพิ่มขึ้นจํานวน 2767 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ461.9 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2549 โดยที่ในปี 2550 บริษัทร่วม 4 แห่ง มีส่วนแบ่งกําไร(ขาดทุน)ตามวิธีส่วนได้เสียดังนี้คือ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)เพิ่มขึ้นจำนวน 24.2 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนของบริษัท ควอลิตี้ คอนสตรัคชั่น โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) เพิ่มขึ้นจำนวน 8.3 ล้านบาท

มีส่วนแบ่งผลกำไรจากธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จํากัด (มหาชน) เพิ่มขึ้นจํานวน 191.4 ล้านบาทและมีส่วนแบ่งกําไรของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ เฮ้าส์เพิ่มขึ้นจำนวน 69.4 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2549

        7) รายได้อื่น ในปี 2550 เพิ่มขึ้นจำนวน 11.4 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากบริษัทย่อยได้บันทึกประมาณการต้นทุนค่าก่อสร้างอาคารค้างจ่ายสูงไปในปี 2549 ดังนั้นบริษัทย่อยจึงได้บันทึกลดต้นทุนค่าก่อสร้างอาคารโครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินีลงและบันทึกเป็นรายได้อื่นจำนวน 40.0 ล้านบาท

II.    ต้นทุนขายแยกตามประเภทธุรกิจ

                                                                  (หน่วย : ล้านบาท)

                             2550      2549     ผลแตกต่าง(ล้านบาท) ผลแตกต่าง(%)

ต้นทุนการขายบ้านพร้อมที่ดิน   6,527.4   5,932.6          594.8           10.0

ต้นทุนการขายห้องชุดพักอาศัย       -      315.1         (315.1)        (100.0)

ต้นทุนค่าเช่าและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง

- อาคารสำนักงาน                    167.1     347.3         (180.2)         (51.9)

ต้นทุนค่าเช่าและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง

- อาคารพักอาศัย                     594.7     568.0            26.7           4.7

รวมต้นทุนขาย                          7,289.2   7,163.0           126.2           1.8

         ต้นทุนขายรวมของปี 2550 เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2549 จำนวน 126.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 เนื่องจาก

     1. ต้นทุนขายบ้านพร้อมที่ดินเพิ่มสูงขึ้นตามยอดโอนขายบ้านที่เพิ่มสูงขึ้นจำนวน 594.8 ล้านบาทหรือร้อยละ 10.0 รวมทั้งค่าวัสดุก่อสร้างและต้นทุนค่าพัฒนาโครงการเพิ่มสูงขึ้นด้วย

     2. ต้นทุนขายหน่วยในอาคารชุดพักอาศัยลดลงจำนวน 315.1 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 100.0 เนื่องจาก

        บริษัทได้ปิดโครงการชะอำลองบีช เนื่องจากขายหมดในปี 2549

     3. ต้นทุนค่าเช่าและค่าบริการอาคารสำนักงานให้เช่าลดลงจำนวน 180.2 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ51.9 เนื่องจากบริษัทได้ทำสัญญาให้เช่าระยะยาวโครงการคิวเฮ้าส์ เพลินจิตและบริษัทย่อยได้จำหน่าย

อาคารและโอนสิทธิการเช่าพร้อมส่วนควบโครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ให้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ เฮ้าส์ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่งผลให้ต้นทุนขายที่เกิดจากอาคารดังกล่าวลดลง

     4. ต้นทุนค่าเช่าและค่าบริการอาคารที่พักอาศัยให้เช่าที่เพิ่มขึ้นจำนวน 26.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 เนื่องจากค่าเช่าอาคารและอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆของโครงการเซ็นเตอร์ พอยท์ วิทยุและโครงการเซ็นเตอร์ พอยท์ ทองหล่อมีการปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขในสัญญาเช่าที่ได้ทำไว้แล้ว รวมทั้งการเพิ่มสูงขึ้นของภาษีโรงเรือน

III.   ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และดอกเบี้ยจ่าย

                                                            (หน่วย : ล้านบาท)

              2550     2549    ผลแตกต่าง(ล้านบาท)  ผลแตกต่าง(%)

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร   1,624.3  1,576.3          48.0              3.0

ค่าเผื่อหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจาก

   คดีฟ้องร้อง              0.5     17.2         (16.7)           (97.1)

ค่าเผื่อหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากการรับประกัน

   กำไรสุทธิของโครงการ     52.2     72.2         (20.0)           (27.7)

ดอกเบี้ยจ่าย               43.7    293.6        (149.9)            (51.1)

ภาษีเงินได้นิติบุคคล      404.3    926.9        (522.6)           (56.4)

           1) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ในปี 2550 เพิ่มขึ้นจำนวน 48.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ3.0 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยมีภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมโอน

บ้านพร้อมที่ดินห้องชุดพักอาศัยที่เพิ่มขึ้นตามยอดโอนจำนวน 34.3 ล้านบาท และมียอดภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดจากการขายอาคารและสิทธิการเช่าที่ดิน โครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ลดลงจำนวน 160.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายการขายและตลาดเพิ่มขึ้นจำนวน 10.7 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริการหลังการขายเพิ่มขึ้นจํานวน 52.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าดูแลและซ่อมแซมสาธารณูปโภคส่วนกลางโครงการบ้านที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานเพิ่มขึ้นจำนวน 52.3 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยได้มีการบันทึกค่าตอบแทนพนักงานเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการที่พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทและบริษัทย่อยตั้งไว้ และค่าใช้จ่ายสำนักงานและการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้นจำนวน 58.4 ล้านบาท

            2) ค่าเผื่อหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากคดีฟ้องร้องในปี 2550 ลดลงจำนวน 16.7 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 97.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากในปี 2550 บริษัทและบริษัทย่อยไม่เกิดคดีฟ้องร้องและเรียกชดเชยความเสียหายจากลูกค้าและเจ้าหนี้ เว้นแต่กรณีที่ลูกค้าห้องชุดพักอาศัยโครงการเซ็นเตอร์ พอยต์ หลังสวนฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายบริษัทจากการที่บริษัทยกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนด ซึ่งบริษัทได้ตั้งสำรองเผื่อหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2550 เป็นจำนวนเงินรวม 0.5 ล้านบาท

            3) ดอกเบี้ยจ่าย ในปี 2550 ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2549 จำนวน 149.9 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 51.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากบริษัทย่อยได้ขายอาคารและโอนสิทธิการเช่า

ที่ดินโครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินี และบริษัทได้ให้สิทธิการเช่าอาคารสำนักงานโครงการคิวเฮ้าส์ เพลินจิตเป็นระยะเวลา 30 ปี แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ควอลิตี้ เฮ้าส์ และได้นำเงินรับดังกล่าวไปชำระคืนเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงินในปลายปี 2549 ส่งผลให้ในปี 2550 ดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทและบริษัทย่อยลดลง นอกจากนี้ในระหว่างปี 2550 บริษัทและบริษัทย่อยได้มีการบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเข้าเป็นต้นทุนโครงการบ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเร่งพัฒนาที่ดินเปล่าที่ซื้อไว้รองรับการขยายตัวของโครงการบ้านในอนาคต

            4) ภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2550 ลดลงจำนวน 522.6 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 56.4 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจากในปี 2549 บริษัทย่อยได้ขายอาคารและโอนสิทธิการเช่าที่ดินโครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินี ให้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ เฮ้าส์แล้วเกิดกำไรจากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นจำนวน 2,039.0 ล้านบาท บริษัทย่อยจึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 611.7 ล้านบาท

IV.     กำไรสุทธิ

                                                         (หน่วย : ล้านบาท)

          2550         2549      ผลแตกต่าง(ล้านบาท)  ผลแตกต่าง(%)

กำไรสุทธิ      1,066.3     1,006.1            60.2           6.0

      บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิของปี 2550 เพิ่มขึ้นจำนวน 60.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เนื่องจาก

       -   บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้นจากการขายบ้านพร้อมที่ดินเพิ่มขึ้นและมีอัตรากําไรขั้นต้นของการขายบ้านพร้อมที่ดินถัวเฉลี่ยของปี 2550 เพิ่มขึ้นจากปี2549 เป็นร้อยละ 27.9 ขณะที่ปี 2549 เท่ากับร้อยละ 22.4 หรือมีกำไรขั้นต้นของปี 2550

เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2549 จำนวน 822.2 ล้านบาท ขณะที่ปี 2550 บริษัทไม่มีรายได้จากการขายห้องชุด พักอาศัยจึงส่งผลให้กําไรขั้นต้นจากการขายห้องชุดพักอาศัยลดลงจำนวน 142.9 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้ปิดโครงการชะอำลองบีช ที่ขายหมดในไตรมาส 2

ของปี 2549

       -   บริษัทและบริษัทย่อยมีกําไรขั้นต้นจากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ของปี 2550 ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2549 จำนวน 52.3 ล้านบาท เนื่องจากกำไรขั้นต้นที่มาจากรายได้ค่าเช่าพื้นที่ใน

อาคารพักอาศัยและค่าบริการที่เกี่ยวข้องลดลงจำนวน 48.0 ล้านบาท

       -   บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย ในปี 2550 เพิ่มขึ้นจำนวน 276.7 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2549

       -   บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีกำไรจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ปี 2550 มีกำไรจากการขายสินทรัพย์ลดลงจำนวน 1,516.0 ล้านบาท

       -   บริษัทและบริษัทย่อยมีดอกเบี้ยจ่ายของปี 2550 ลดลงจำนวน 149.9 ล้านบาท

       -   บริษัทและบริษัทย่อยมีภาษีเงินได้นิติบุคคลของปี 2550 ลดลงจำนวน 522.6 ล้านบาท

V.     ฐานะทางการเงิน

                                                            (หน่วย : ล้านบาท)

                         31 ธ.ค.2550    31 ธ.ค.2549 ผลแตกต่าง(ล้านบาท) ผลแตกต่าง(%)

สินทรัพย์รวม                  23,857.7       20,304.9      3,552.8          17.5

หนี้สินรวม                    14,813.4       11,744.4      3,069.0          26.1

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม              9,044.3        8,560.5        483.8           5.7

    *   ฐานะการเงิน

      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจำนวน 3,552.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549(ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549) ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการที่บริษัทและบริษัทย่อยได้ซื้อที่ดินและลงทุนในค่าพัฒนาโครงการบ้านเพิ่มขึ้นสุทธิ 3,325.9 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของ

ยอดขายโครงการบ้านและห้องชุดที่พักอาศัยเพื่อขายในอนาคต ส่วนหนี้สินรวมเพิ่มขึ้นจำนวน 3,069.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549(ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549) เนื่องจากบริษัทได้มีการกู้ยืมเงินระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นจำนวน 2,406.0 ล้านบาท และออกหุ้นกู้ใหม่จำนวน 3,000 ล้านบาท

เพื่อใช้ในการ ซื้อที่ดินและลงทุนในค่าพัฒนาโครงการบ้านและก่อสร้างอาคารสูงเพื่อขายและให้เช่า เพื่อรองรับการขยายตัวของยอดรายได้และยอดขายในอนาคตตามเป้าหมายที่บริษัทและบริษัทย่อยได้ตั้งไว้ และชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วน รวมทั้งในปี 2549 บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นร้อยละ 100 ได้ขายอาคารและโอนสิทธิการเช่าที่ดิน และอุปกรณ์ที่

เกี่ยวข้องของโครงการคิวเฮ้าส์ ลุมพินีให้แก่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ เฮ้าส์เป็นจำนวนเงิน 5,086.0

ล้านบาท (หลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม) และบริษัทได้ให้สิทธิการเช่าอาคาร ที่ดิน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของโครงการ

คิวเฮ้าส์ เพลินจิตแก่กองทุนรวมเป็นจำนวนเงิน 819.0 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินที่ได้รับทั้งหมดได้นำไป

ชำระคืนเงินกู้ยืมและส่วนที่เหลือได้นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจึงทำให้หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2549ต่ำกว่า

ณ สิ้นปี 2550

   *  ส่วนของผู้ถือหุ้น

     ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัท มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้นจากปี 2549(ณ วั นที่ 31 ธันวาคม 2549)

จำนวน 483.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เนื่องจาก

       - บริษัทมียอดกำไรสุทธิสำหรับปี 2550 จำนวน 1,066.3 ล้านบาท

       - บริษัทมีจำนวนเงินที่ได้รับในปี 2550 จากการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อ

         หุ้นสามัญ ครั้งที่ 4 (QH-W4) และการใช้ สิทธิซื้อหุ้นสามัญของใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น

         สามัญที่เสนอขายให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัทและหรือบริษัทย่อย 3 (ESOP-W 3)เป็น

         จำนวนเงินรวม 61.9 ล้านบาท และบริษัทได้นําเงินดังกล่าวไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการ

         ดำเนินงานของบริษัท

      - บริษัทมีส่วนเกินทุน (ส่วนต่ำ) จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจำนวน 7.4 ล้านบาท

      - ในเดือน พฤษภาคม 2550 บริษัทได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินรวม 651.8 ล้านบาท จากกำไรสุทธิปี

         2549 ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2550

VI     สรุปการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญในรอบปีที่ผ่านมา

      - ธุรกิจขายบ้านพร้อมที่ดิน ปี 2550 บริษัทและบริษัทย่อยได้เปิดขายโครงการบ้านพร้อมที่ดินใหม่

        จำนวน 8 โครงการ มูลค่าขายโครงการรวมประมาณ 10,110.0 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการ

        ที่เปิดในบริษัทจำนวน 4 โครงการ มูลค่าขายโครงการรวมประมาณ 6,780.0 ล้านบาท และ

        โครงการที่เปิดโดยบริษัทย่อยจำนวน 4 โครงการมูลค่าขายโครงการรวมประมาณ 3,330.0

        ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทและบริษัทย่อยได้มีการชำระเงินจองและเงินโอนซื้อที่ดินเพื่อพัฒนา

        โครงการเพิ่มขึ้นจำนวน 11 โครงการ และส่วนที่ซื้อเพิ่มขยายต่อจากที่ดินเดิมของปี 2549

        จำนวน 5 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 4,111.0 ล้านบาท

      - ธุรกิจขายหน่วยในอาคารชุดพักอาศัย บริษัทและบริษัทย่อยกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการห้องชุดพักอาศัยเพื่อขายจํานวน 2 โครงการ คือ โครงการคิ วเฮ้าส์ คอนโดสาทร และโครงการคาซ่า คอนโด รัชดา-ท่าพระซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2552 และ 2553 ตามลำดับ ซึ่งโครงการทั้ง 2 แห่งของบริษัทและบริษัทย่อยตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS

      - ธุรกิจอาคารที่พักอาศัยให้เช่าปี 2550 บริษัทได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมใหญ่อาคารที่พักอาศัยโครงการเซ็นเตอร์ พอยต์ เพชรบุรี สุขุมวิท และสีลม โดยที่โครงการเซ็นเตอร์ พอยต์ เพชรบุรี

และสุขุมวิทปรับปรุงแล้วเสร็จกลางปี 2550 ยกเว้นโครงการเซ็นเตอร์ พอยท์ สีลม ซึ่งจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในต้นปี2552 ทั้งนี้เพื่อให้อยู่ในสภาพดีทันสมัย สามารถเพิ่มรายได้และสามารถ

แข่งขันในตลาดได้ โดยดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมแบ่งเป็นส่วนๆ เพื่อให้กระทบต่อลูกค้าภายในอาคารและรายได้ของบริษัทน้อยที่สุด

        นอกจากนี้ บริษัทและหรือบริษัทย่อยได้ทำสัญญารับจ้างบริหารโครงการแกรนซ์ เซ็นเตอร์พอยต์ โฮเทล แอนด์ เรซิเด้นซ์ ราชดำริ ซึ่งเป็นอาคารโรงแรมและห้องชุดพักอาศัยให้เช่า อาคารสูง

50 ชั้น มีจำนวนห้องพัก 526 ห้อง ตั้งอยู่ที่ถนนราชดำริห์ เป็นระยะเวลา 3 ปี และมีสิทธิต่ออายุ สัญญาได้อีกเป็นคราวๆคราวละ 3 ปี โดยบริษัทและหรื อบริษัทย่อยจะได้รับค่าตอบแทนการให้ใช้

        ระบบซอพท์แวร์ปฏิบัติงานค่าตอบแทนรายปี ค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมซึ่งผันแปรตามรายได้และกำไรสุทธิ ค่าตอบแทนพนักงานของบริษัทหรือบริษัทย่อยที่ได้เข้าไปบริหารโครงการตามที่จ่ายจริง

บวกค่าดำเนินการที่เกี่ยวข้องในการรับจ้างบริหารโครงการนี้ รวมเป็นเงิน ตลอดระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 76.9 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทได้มอบอำนาจให้กรรมการผู้จัดการเป็น

        ผู้มีอำนาจในการเจรจาตกลงและลงนามในสัญญาและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเจรจาตกลงกำหนดอัตราค่ารับจ้างบริหารโครงการ และรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ตามที่เห็นสมควร

      - หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกัน ครั้งที่ 1/2550 ในเดือนพฤศจิกายน 2550 บริษัทได้ออกหุ้นกู้อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.9 ต่อปี และมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้เป็น BBB+ โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด
http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/2 ... sid=232154


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news25/02/08

Posts by chartchai madman » Mon Feb 25, 2008 12:40 pm

โกลเบล็ก-แนะนำ "ซื้อ" QH

         COMPANY report  25 กุมภาพันธ์ 2551
         Sector : Property ราคาปิด 2.34 บาท
         quality House PCL (qH)   ซื้อ  ราคาเป้าหมาย 2.72 บาท  

         คาดกำไรสุทธิปี 51 โตต่อเนื่องอีก 19%yoy
         เราคาดว่า QH จะแสดงผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่องในปี 51 จากยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเปิดโครงการภายใต้แบรนด์คาซ่าอีก 7 โครงการเพื่อให้ครอบคลุมในทุกทำเล ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรที่ปรับดีขึ้นหลังจากตัดขายโครงการเก่าที่มีกำไรน้อยไปเกือบหมดแล้ว ทำให้เราคาดกำไรสุทธิปี 51 น่าจะเติบโตต่อเนื่องอีก 19%yoy นอกจากนี้ประมาณการในปีนี้ยังมี upside ได้อีกจากการขายสินทรัพย์เข้า QHPF เพิ่มเติม เราจึงยืนยันคำแนะนำ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมาย 2.72 บาท
         ประเด็นสำคัญในการลงทุน
         คาดยอดขายรวมและกำไรสุทธิปี 51 เติบโต 15% และ 19%yoy ตามลำดับ
บริษัทมีแผนเปิดขายโครงการใหม่ในปีนี้ 11 โครงการมูลค่ารวม 1.68 หมื่นล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6 ล้านบาทต่อยูนิต ประกอบด้วยโครงการแบรนด์QH 4 โครงการอีก 7 โครงการเป็นแบรนด์คาซ่าเพื่อให้ครอบคลุมในทุกทำเลซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์ QH เราคาดยอดขายรวมปีนี้ราว 11,825 ล้านบาทเติบโต 15%yoy โดยคาดยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ราว 10,553 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17%yoy ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ค่าเฉลี่ยระดับ 30% (เทียบกับ 28% ในปี 50) หลังจากที่ได้ตัดขายโครงการเก่าที่ขาดทุนหรือกำไรต่ำไปเกือบหมดแล้ว เราคาดกำไรสุทธิปี 51 ราว 1,268 ล้านบาทซึ่งเติบโต 19%yoy โดยยังมี upsideได้อีกหากมีการขายทรัพย์สินเข้า QHPF เพิ่มเติมในปีนี้
         น่าจะเห็นการขายทรัพย์สินเข้า QHPF เพิ่มเติมในปีนี้ บริษัทมีแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ QHPF ที่เลื่อนมาจากปีที่แล้วเนื่องจากติดมาตรการสำรอง 30% ซึ่งปัจจุบันธปท.ได้ผ่อนคลายแล้วและอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ทำให้เราคาดว่าบริษัทน่าจะขยาย QHPF ในช่วงครึ่งปีหลังโดยระหว่างนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาเงินทุนในการพัฒนาโครงการเนื่องจากบริษัทมีความสามารถในการจัดการด้านเงินทุนได้ดีปัจจุบันมีต้นทุนการเงินเฉลี่ยเพียง 4.6% จากแผน refinance อย่างต่อเนื่องประกอบกับยังมีวอร์แรนท์ ESOP และ QH-W4 (ครบกำหนดก.ย.51) ซึ่งหากแปลงสภาพทั้งหมดจะทำให้มีเงินทุนอีกราว 1.2 พันล้านบาท
         รายได้จากคอนโดมิเนียมจะเริ่มรับรู้ในปี 52 รองรับการเติบโตในอนาคต เดิมบริษัทมีแผนพัฒนาคอนโดมิเนียม 2 โครงการได้แก่ คาซ่าคอนโด-รัชดาท่าพระและ คิวเฮ้าส์คอนโด-ตากสินสารทรซึ่งจะเปิดขายหลังจากก่อสร้างไปบ้างแล้วโดยจะรับรู้รายได้เมื่อโอนในปี 52 และ 53 ตามลำดับ และบริษัทยังได้ปรับเปลี่ยนโครงการเซ็นเตอร์พอยท์หลังสวนจากเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้างเป็นคอนโดมิเนียมเพื่อขายโดยมีกำหนดโอนในปี 52 เนื่องจากสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทได้ดีกว่าจากการเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในทำเลที่ดีทำให้สามารถกำหนดราคาขายได้ถึง 1.8 2 แสนบาทต่อตรม. ทั้งนี้รายได้จากคอนโดมิเนียมจะรองรับการเติบโตต่อเนื่องในอนาคตเป็นอย่างดี
        คงคำแนะนำ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมาย 2.72 บาทสำหรับปี 51 เราประเมินราคาเหมาะสมจากระดับ PER สูงสุดในอดีตที่ 17 เท่าได้เท่ากับ 2.72 บาท ที่ราคาปิดล่าสุดซื้อขายที่ PER ปกติ 13.2 เท่าและยังต่ำกว่าราคาเหมาะสม โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 4-5% ต่อปีซึ่งเหมาะสำหรับซื้อลงทุนระยะยาว

         โดย บจ.หลักทรัพย์ โกลเบล็ก ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551
///

ซิกโก้-แนะนำ "BUY" QH

QH: ราคาสะท้อนปัจจัยบวกแล้ว ปรับคำแนะนำเป็น ถือ

Sector Property Development
Price        : Bt 2.34
Fair Value   : Bt 2.39
Rating       : BUY

         -  รายงานกำไร 4Q07A แข็งแกร่งตามคาด: QH รายงานผลการดำเนินงาน 4Q07A ออกมามีกำไรสุทธิอยู่ที่ 308 ลบ. แม้จะลดลงจาก4Q06A 50.8% แต่ก็เป็นเพราะในช่วงดังกล่าวมีการบันทึกรายการพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้า QHPF เข้ามากว่า 600 ลบ. ดังนั้นเมื่อเทียบกับผลประกอบการ 3Q07A แล้วพบว่ามีการเติบโต 8% YoY และถือว่าเป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงที่สุดของ FY07A เลยทีเดียว ถ้าเทียบเฉพาะการดำเนินงานปกติกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วจะเห็นได้ว่าความสามารถในการทำกำไรของ QH พัฒนาขึ้นจาก 21.9% มาเป็น 29.3% แม้ว่ารายได้จากปรับลดลง 20.2% YoY ก็ตาม เนื่องจากช่วง 4Q06A QH มีการระบายสต็อกบ้านออกไปทำให้ยอดขายสูงเป็นพิเศษ แต่กำไรขั้นต้นก็ต่ำพร้อมกัน ขณะที่ใน 4Q07A ได้รับแรงหนุนจาก Brand Casa ที่มีกำไรสูงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น
        -  ผลประกอบการ FY07A สะท้อนการปรับตัวในทางบวก: ผลการดำเนินงานทั้งปีสะท้อนการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวโครงการใหม่ๆในปีที่ผ่านมาทำให้รายได้รวมเติบโต 7.9% YoY ขณะที่ผลชัดเจนของการปรับตัวอยู่ที่อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจาก 28.8% เป็น 30.8% โดยมีสัดส่วนรายได้จากโครงการ Casa เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงเห็นกำไรจากการดำเนินปกติ (Norm. Profit) เติบโต 119% YoY ขณะที่กำไรสุทธิขยายตัว 5.7% YoY เมื่อรวมรายการพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ามาด้วย
         -  FY08E ยังมีการเติบโตจาก Brand Casa: โครงการใน FY08E ที่ QH จะเปิดขึ้นใหม่ประมาณ 1.6 หมื่นลบ. จาก 11 โครงการยังคงมีสัดส่วนของโครงการ Casa อยู่กว่าครึ่ง เมื่อรวมกับโครงการที่รอการขายอีก 1.2 หมื่นลบ. เรายังเชื่อว่า QH จะยังคงมีรายได้เติบโต 16% YoY และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,266 ลบ. เติบโต 18.8% YoY โดยนอกเหนือจากรายได้ที่เติบโตแล้วยังมาจากผลประกอบการของ HMPRO และ LH ที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้เรายังไม่ได้รวมกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้า QHPF ที่คาดว่าจะมีประมาณ 300 ลบ.
        -  สถานะทางการเงินน่าผ่อนคลายลงในปีนี้ แต่จะได้รับผลจาก Dilution Effect: แม้ตัวเลข D/E Ratio ณ สิ้น FY07A จะสูง 1.6 เท่าแต่เรามองว่าสถานการณ์ใน FY08E จะผ่อนคลายลงจาก 2 ปัจจัยคือการที่ QH-W4 จะมีการใช้สิทธิในปีนี้คาดว่าจะทำให้ QH ได้รับเงินสดเข้ามา แต่จะทำ ให้เกิด Dilution Effect ต่อ EPS ทำ ให้ EPS เติบโตเพียง 2.5% YoY ปัจจัยที่ 2 คือเงินสดที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์เข้า QHPF เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าอาจจะได้เห็นในปีนี้หลังจากที่แนวโน้มของมาตรการกันสำรอง 30% น่าจะได้รับการยกเลิกในเร็วๆนี้
         -  ราคาปรับตัวสะท้อนปัจจัยบวก ปรับคำแนะนำเป็น ถือ: เราเพิ่มสมมติฐานการใช้สิทธิ QH-W4 เข้าไปในประมาณการของเรา ทำให้เราได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 2.39 บาท (อิง Prospective PER ที่ 16 เท่า) ราคาหุ้นในปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงมูลค่าเหมาะสมของเรา โดยเชื่อว่าได้สะท้อนปัจจัยบวกที่มีต่อหุ้นทั้งหมดแล้ว เราจึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อ ลงมาเป็น ถือ

 โดย บริษัทหลักทรัพย์ ซิกโก้ จำกัด ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551
http://www.thunhoon.com/home/


wk0966
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 477
Joined: Fri Feb 08, 2008 8:24 pm

Posts by wk0966 » Mon Mar 03, 2008 11:13 pm

บล.ยูไนเต็ด : QH แนะนำซื้อ โดยมีราคาปัจจัยพื้นฐานปี 51 ที่ 2.80 บาท

ดัน Brand CASA หวังเป้ารายได้ขายที่ 10,500 ล้านบาท
ปี 51 ยังคงดัน Brand CASA เข้าตลาดต่อเนื่องหวังดันยอดขายเกิน 10,000 ล้าน
บาท
รอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ก่อนขายเข้ากองทุน  
QHPF คาดขายในครึ่งปีหลัง และมีกำไร 300 ล้านบาท
คาดปี 51  กำไร 1,386  ล้านบาท (EPS 0.16 บาท/หุ้น)
ราคาปัจจัยพื้นฐานปี 51 อยู่ที่  2.80 บาท  แนะนำ ซื้อ

Investment Theme :
เหตุการณ์ : บริษัทประกาศผลประกอบการปี 50 มีกำไร 1,066 ล้านบาท (EPS
0.15 บาท/หุ้น) โดยยอดขายมาจาก Brand QH 55% และ CASA  45% ขณะที่ในปี 51
บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 10,500 ล้านบาท โดยคาดหวังจาก Brand ทั้ง 2 อย่าง ๆ ละ 50% ซึ่งผู้
บริหารได้พยายามผลักดัน Brand CASA อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 51 นี้บริษัทเตรียมเปิด 11
โครงการ มูลค่ารวม 16,820 ล้านบาท ซึ่งมี Brand CASA ถึง 7 โครงการ มูลค่ารวม 9,220
ล้านบาท ( 55% ของโครงการที่เปิดใหม่) โดยบริษัทยังมีโครงการที่ดำเนินอยู่รอขาย 12,638
ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์ที่จะขายเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์มี 4 แห่ง เป็น เซอร์วิสอพา
ร์ทเม้นท์ 3 แห่ง (รอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่) คือ ที่ศาลาแดง , เพชรบุรี และสุขุมวิท
10 และเป็นอาคารสำนักงาน 1 แห่ง คือ คิวเฮ้าส์ สาทร ซึ่งจะช่วยให้ D/E ของบริษัทลดต่ำลง ส่วน
เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์หลังสวนที่ปรับเปลี่ยนเป็นคอนโดเพื่อขาย คาดว่าจะโอนได้ในปี 52 ซึ่งคาด
ว่าจะกำหนดราคาขายได้ถึง 1.8-2 แสนบาทต่อตารางเมตร  
ผลกระทบ :  เรามองแนวโน้มของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้และปีหน้า ซึ่งจาก
Brand CASA ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจนทำให้บริษัทกลับมาดีในปีที่ผ่านมานั้น เราคาดว่า
CASA ยังคงจะเป็นตัวผลักดันสำคัญต่อการเติบโตในปีนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การขายสินทรัพย์
เข้ากองทุนเราคาดว่าจะเกิดในครึ่งปีหลัง และจะทำให้บริษัทมีกำไร 300 ล้านบาท ขณะที่ในปี
52 คาดว่าโครงการคอนโดหลังสวน , คาซ่าคอนโด-รัชดาท่าพระ และคิวเฮ้าส์คอนโด-ตากสิน
สาทร (ซึ่ง 2 โครงการหลังได้เปิดขายไปบ้างแล้ว) จะรับรู้รายได้ในปี 52-53 ซึ่งจะเป็นตัวผลักดัน
การเติบโตในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยเราคาดรายได้ปี 51 ที่ 11,866 ล้านบาท และมีกำไร
1,386 ล้านบาท (EPS 0.16 บาท/หุ้น)        
คำแนะนำ :  เราแนะนำ ซื้อ โดยมีราคาปัจจัยพื้นฐานปี 51 ที่ 2.80 บาท

“Survival of the fittest”
“รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม ปันผลเพิ่ม”

User avatar
HI.ผมเอง
Verified User
Posts: 811
Joined: Tue Jun 08, 2004 4:28 pm

Posts by HI.ผมเอง » Fri Mar 07, 2008 10:13 am

Image


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news12/05/08

Posts by chartchai madman » Mon May 12, 2008 12:57 pm

คิวเฮ้าส์รุกคืบ ผุดคอนโดหรู ใกล้รถไฟฟ้า

โพสต์ทูเดย์ คิวเฮ้าส์ พร้อมลุยคอนโดระดับกลาง-ซูเปอร์ไฮเอนด์ ชูจุดขาย ห่างรถไฟฟ้าไม่เกิน 100 เมตร


นางสุวรรณา พุทธประสาท รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ กล่าวว่า การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมทุกโครงการ ที่เปิดขายนั้นจะต้องอยู่ห่างจากโครงการรถไฟฟ้าไม่เกิน 100 เมตร โดยในปีนี้มี แผนจะเปิดตัว 3 โครงการ ได้แก่ คิวเฮ้าส์ หลังสวน ที่ จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ ราคาขายเริ่มต้นที่ 1.8 แสนบาท ต่อ ตร.ม.

นอกจากนี้ ยังมีโครงการคาซ่า คอนโดมิเนียม บริเวณเดอะมอลล์ท่าพระ 2 อาคาร จำนวน 200 ยูนิต ที่พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมระดับ กลาง และโครงการคิวเฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ติดกับสถานี รถไฟฟ้าบีทีเอสเจริญนคร จำนวนกว่า 500 ยูนิต มูลค่า 2,000 ล้านบาท

พร้อมกันนี้บริษัทยังมีแผนที่จะนำอาคารสำนักงานของคิวเฮ้าส์และโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เข้าในกองทุนอสังหาริมทรัพย์คิวเฮ้าส์ อีก 4 อาคาร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท

สำหรับผลกระกอบการไตรมาสแรกของปี 2551 บริษัทมีรายได้รวม 2,449 ล้านบาท ลดลง 54 ล้านบาท หรือลดลง 2% โดยรายได้ จากการขายบ้านพร้อมที่ดินลดลง 96 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้ารอมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=237527


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news13/05/08

Posts by chartchai madman » Tue May 13, 2008 12:55 pm

เอเซีย พลัส-แนะนำ "ซื้อ" QH

ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH)  - ซื้อ
ราคาปัจจุบัน           2.72   บาท
Fair Value 51       3.35   บาท
มูลค่าตลาด          19,866   ล้านบาท
สัญญาณเติบโต 2Q51 เห็นได้ชัดเจน ปรับประมาณการขึ้น คงคำแนะนำ ซื้อ

         * ปรับราคาขายบ้านเพิ่ม Gross Margin ปรับประมาณการขี้น
         * สัญญาณเติบโต 2Q51 มีความชัดเจน ทั้งรายได้และ Profit Margin
         * คงระดับ Fair Value ที่ P/E 15 เท่า ให้มูลค่า 3.35 บาท...ซื้อ


FACT : ปรับราคาขายบ้าน เพิ่ม Gross Margin ปรับประมาณการ
         ข้อมูลจากการประชุมนักวิเคราะห์ พบว่าสาเหตุที่ทำให้ Gross Margin จากการขายบ้านในงวด 1Q51 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 31.8% เกิดจาก

การปรับขึ้นราคาขายบ้านเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบ้านรับราคาสูง โดยบางส่วนปรับเพิ่มขึ้นได้ถึง 8% ขณะที่บ้านในระดับกลางปรับขึ้น 2-3%

การดำเนินการดังกล่าวประกอบกับแผนในการควบคุมต้นทุนการก่อสร้างโดยการมีสต๊อกบ้านในระดับ และบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวม

กว่า 1,300 หลัง (ดูตารางด้านข้างประกอบ) เทียบกับเป้าหมายการโอนฯทั้งปี 2551 ที่ประมาณ 1,8002,000 หลัง ทำให้เชื่อว่าระดับ Gross

Margin ในช่วงเวลาที่เหลือทั้งปีน่าจะยืนอยู่เหนือ 30% ได้ ผลดังกล่าว ทำให้ฝ่ายวิจัยพิจารณาปรับประมาณการกำไรจากการดำเนินงานรงวดปี

2551 และ ปี 2552 ขึ้น 5% ผ่านการปรับเพิ่ม Gross Margin จากการขายบ้านจาก 29.6% เป็น 30.7% หลังการปรับปรุงคาดว่า QH น่าจะมีกำไร

จากการดำเนินงาน 1.8 พันล้านบาทในปี 2551 และ 2.02 พันล้านบาทในปี 2552

IMPACT : สัญญาณเติบโต 2Q51 ชัดเจนทั้งรายได้ และ Margin
         สัญญาณการเติบโตก้าวกระโดดของฐานกำไรในงวด 2Q51 ปรากฎให้เห็นเด่นชัดทั้งในด้านของรายได้ และประสิทธิภาพในการทำกำไร

โดยในส่วนของยอดขาย พบว่า QH มีความพร้อมมากขึ้น โดย ณ สิ้น 1Q51 มีสต๊อกบ้านที่สร้างเสร็จพร้อมขาย 322 หน่วย มากกว่ายอดโอนฯ

1Q51 ซึ่งอยู่ที่ 296 หน่วย ขณะที่ระหว่างไตรมาสจะมีบ้านสร้างเสร็จทยอยเพิ่มข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยหากพิจารณาจากสต๊อกบ้านแยกราย

ประเภทสินค้า พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม ลัดดารมย์ และ Casa Vill ซึ่งเจาะตลาดระดับกลาง-บน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อแข็งแรง ในส่วนของ

ประสิทธิภาพการทำกำไร ในงวด 2Q51 นอกจาก Gross Margin จะยืนอยู่ที่ระดับสูงกว่า 30% ต่อเนื่องแล้ว QH ยังได้รับประโยชน์จากมาตรการ

รัฐในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าธรรมเนียมการโอนฯ อย่างเต็มที่ ทำให้คาดว่าจะเห็นการขยายตัวของผลประกอบการอย่างก้าวกระโดด

ACTION : คงFair Value ที่ P/E 15 เท่า ให้มูลค่า 3.35 บาท...อ
         ฝ่ายวิจัยคงระดับ Fair Value สำหรับ QH ที่ P/E 15 เท่า แต่ผลจากการปรับเพิ่มประมาณการทำให้มูลค่าหุ้นที่เหมาะสม ณ สิ้นปี 2551 ปรับ

เพิ่มขึ้นเป็น 3.35 บาท ซึ่งมี Upside จากราคาปัจจุบันถึง 23% ทำให้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับประเด็นความเสี่ยง นักลงทุนควรติดตาม

การดำเนินการก่อสร้างในโครงการคอนโดฯ ที่หลังสวน เนื่องจาก KTECH ซึ่งป็นผู้รับเหมาฯหลัก มีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการก่อ

สร้างสูงขึ้น หรืออาจทำให้เกิดความล่าช้าในการก่อสร้าง

         โดย บมจ. หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประจำวันที่ 13 พ.ค. 2551
http://www.thunhoon.com/home/


KB
Verified User
Posts: 1558
Joined: Thu Jun 14, 2007 9:16 am

Posts by KB » Tue May 13, 2008 1:17 pm

ทำไมให้ PE 15 เท่า อยากรู้จริงๆ


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Jun 27, 2008 7:53 pm

ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์  โชติวัฒนาพันธุ์ ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 27/06/2551 24/06/2551 250,000 2.34 ขาย  
ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์  โชติวัฒนาพันธุ์ ผู้จัดทำ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น4 27/06/2551 24/06/2551 900,000 1.15 ซื้อ  
ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์  โชติวัฒนาพันธุ์ ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 27/06/2551 25/06/2551 650,000 2.36 ขาย  
ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์  โชติวัฒนาพันธุ์ ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 27/06/2551 26/06/2551 3,100,000 2.37 ขาย  
ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์  โชติวัฒนาพันธุ์ ผู้จัดทำ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น4 27/06/2551 26/06/2551 4,300,000 1.18 ซื้อ  
ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์  โชติวัฒนาพันธุ์ ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 27/06/2551 27/06/2551 359,000 2.32 ขาย  
ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์  โชติวัฒนาพันธุ์ ผู้จัดทำ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น4 27/06/2551 27/06/2551 360,000 1.12 ซื้อ


User avatar
raiden
Verified User
Posts: 236
Joined: Fri Jun 20, 2008 1:33 pm

Posts by raiden » Mon Jul 14, 2008 10:35 am

[quote="vichit"]ควอลิตี้เฮ้าส์ บมจ.(QH) ประวิทย์


User avatar
hardchi
Verified User
Posts: 346
Joined: Sun Mar 16, 2003 9:18 pm

Posts by hardchi » Tue Jul 29, 2008 12:20 pm

CONSENSUS: ่โบรกฯแนะ"ซื้อ"QH แม้ปรับลดราคาเป้า เชื่อกำไรยังโต-รุกตลาดกลางส่งผลดี

         อินโฟเควสท์ (29 ก.ค. 51)--โบรกเกอร์ต่างแนะนำเก็บหุ้น บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์(QH) แม้ส่วนใหญ่จะปรับลดราคาเป้าหมายจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่
ประเมินกำไรในไตรมาส 2/51 ออกมาเติบโตก้าวกระโดด 48-66% จากปีก่อนในงวดเดียวกัน (yoy) และทั้งปีน่าจะยังโตได้ดี จากการที่ยอดขายแรงต่อเนื่องหลังบริษัทเปิดตัวโครงการรองรับลูกค้ากลุ่มระดับกลางเพิ่มขึ้น ประกอบกับมียอดโอนที่ค้างมาจากไตรมาสที่แล้ว
         ประเมินว่าทั้งปี 51 กำไรสุทธิจะเติบโตดีราว 40% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.06 พันล้านบาท จะเพิ่มเป็น 1.4-1.5 พันล้านบาท จากผลดีมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และแนวโน้มครึ่งปีหลังน่าจะมียอดขายดีกว่าครึ่งปีแรก จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ปรับขึ้นมาก อัตราเงินเฟ้อคาดว่าชะลอลงจากครึ่งปีแรกหลังรัฐบาลอุ้มราคาน้ำมันไว้ ขณะที่ราคาหุ้นปรับลดไปมากถึงระดับที่น่าลงทุน
         ราคาหุ้น QH เช้านี้เคลื่อนไหวที่ระดับ 1.74 บาท(10.51 น.)ลดลง 0.03 บาท ซึ่งเมื่อ 18 ก.ค.ทีผ่านนมา ราคาลงไปต่ำสุดที่ 1.50 บาท

         โบรกเกอร์           คำแนะนำ          ราคาเป้าหมาย(บาท/หุ้น)

         บล.โกลเบล็ก          ซื้อ                  3.20
         บล.กิมเอ็งฯ           ซื้อ                  2.82
         บล.ฟิลลิป             ซื้อ                  2.80
         บล.ฟินันซ่า            ซื้อ                  2.56
         บล.นครหลวงไทย       ซื้อ                  2.48

         นายสุรศักดิ์ อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) คาด QH  มียอดขายไตรมาส 2 ยังแข็งแกร่งอยู่ โดยทำยอดพรีเซล 2,450 ล้านบาท ทำให้คาดว่ากำไรในไตรมาส 2/51 มี 404 ล้านบาท โตขึ้น 66% yoy และ 32% qoq และทั้งปี คาดว่าจะมีกำไรอยู่ที่  1,414 ล้านบาท หรือ 0.17 บาทต่อหุ้น
         ทั้งนี้ ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายโต 15% เป็น 10,500 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมียอดขาย 4,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเปิดโครงการใหม่ไป 7 โครงการ คิดว่าครึ่งปีหลังยอดขายน่าจะดีกว่า ซึ่งจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่ม และเชื่อว่าในไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่มียอดขายดีมาก
         นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่เริ่มลดลง รวมทั้งความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็น่าจะลดลงไปด้วย ทำให้มี sentiment ดี และช่วยทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการใช้จ่าย และกลับมาซื้อบ้าน
         "สาเหตุที่ยังน่าลงทุนเพราะคิวเฮ้าส์ยังมียอดขายที่ดี และเขาหันมาทำบ้านระดับกลางซึ่งขายดีด้วย มีหลายระดับราคา ตั้งแต่ 3 ล้านจนถึง 7-8 ล้านในแบรนด์ คาซ่าวิลล์ ถือว่าเขามีสินค้าที่รองรับความต้องการลูกค้าหลายระดับราคา ทำให้รายได้ดีขึ้น มาร์จิ้นก็ดีขึ้น"นายสุรศักดิ์ กล่าว
         รวมทั้ง ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมที่จะรับรู้รายได้ในปี 52-53 ก็ช่วยทำให้กำไรในปีหน้าจนถึงปี 53 ก็จะเติบโตด้วย
         อย่างไรก็ตาม ปรับลดประมาณการกำไรลดลง 9% มาอยู่ที่ 1,414 ล้านบาทเพราะว่าปีนี้มีค่าใช้จ่ายของบริษัทเพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมประมาณ 20 โครงการที่บริษัทต้องซ่อมแซมก่อนที่จะโอนเข้านิติบุคคลของแต่ละโครงการ รวมเป็นเงินประมาณ 200 ล้านบาท
         ส่วนปัจจัยลบเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ปรับลดราคาที่เหมาะสมเหลือ 2.82 บาท แต่ยังแนะนำซื้อ เพราะเชื่อว่าราคาหุ้นตอบรับปัจจัยลยพอสมควรแล้ว
         นักวิเคราะห์ จาก บล.ฟินันซ่า คาดว่ารายได้ในไตรมาส 2 เติบโต 17% qoq และเติบโต 9% yoy มาอยู่ที่ 2,760 ล้านบาท บางส่วนได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่รอโอนจากไตรมาสที่แล้ว และกำไรสุทธิคาดไว้ที่ 389 ล้านบาท เติบโต 27 qoq และเติบโต 60% yoy
         และบ้านของ QH เป็นบ้านเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ยังไม่ค่อยได้รับผลกระทบภาวะเศรษฐกิจ ยิ่งหากมองว่าปีหน้าราคาบ้านแพงขึ้นประมาณ 5-7% ดังนั้น ก็จะรีบซื้อบ้านก่อน โดยกลุ่มลูกค้าบริษัทเป็นบ้านราคาระดับ 7 ล้านบาท ประกอบกับได้ประโยชน์มาตรการภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้
         ดังนั้น ทั้งปี 51 มองกำไรอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโต 40% จากปีที่แล้ว อัตราผลตอบแทนเงินปันผลคาดมีประมาณ  5% โดยคาดว่าปีนี้จะจ่ายเงินปันผล 0.08 บาท/หุ้น สูงกว่าปีก่อน 0.07 บาท/หุ้น
         "ปีนี้แนวโน้มเติบโต และปีหน้าก็จะเติบโตต่อเนื่อง ก็ยังคิดว่าน่าลงทุนอยู่"นักวิเคราะห์ กล่าว
         ส่วนการที่บริษัทยังไม่สามารถเสนอขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ ก็ไม่ได้ผลกระทบแผนการดำเนินงานเพราะบริษัทยังมีสภาพคล่องที่ดีอยู่ และบริษัทก็สามารถเปลี่ยนมาออกหุ้นกู้แทนได้
         ด้าน บล.โกลเบล็ก ยังคงคำแนะนำ"ซื้อ"ที่ระดับราคาเป้าหมายเดิม ต่างกับบริษัทหลักทรัพย์อื่นที่มีการปรับลดเป้าหมายเพราะสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนหลังจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอไม่เอื้ออำนวย
         เหตุผลสนับสนุน เพราะคาด Q2/51 จะมีกำไรราว 381 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 57%yoy และ 22%qoq จากการคาดยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ในช่วง Q2/51 เติบโตดีโดยได้แรงหนุนจากมาตรการภาษีและการเปิดขายโครงการใหม่ 4 โครงการแบรนด์ลัดดารมย์และคาซ่าวิลล์ในทำเลราชพฤกษ์ แจ้งวัฒนะ และวัชรพลมูลค่าราว 8 พันล้านบาท ทั้งนี้ คาดกำไรในช่วง Q2/51 ราว 381 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 57%yoy และ 22%qoq
         เราคงคาดยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ราว 10,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน และคาดยอดขายรวมปี 51 ราว 11,825 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาษีและความต้องการบ้านเดี่ยวในตลาดบนที่เริ่มฟื้นตัวแต่มีซัพพลายลดลงหลังจากคู่แข่งหันไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมากขึ้น
         แต่อย่างไรก็ดี ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลง 5% เป็นประมาณ 1,638 ล้านบาทเติบโต 54% จากปีก่อน เนื่องจากการเร่งขายปิดโครงการทำให้มีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงทรัพย์สินส่วนกลางเพื่อส่งมอบเป็นจำนวนมาก

.....โลกนี้ยังมีอันใดเร้าใจกว่าชีวิตผู้คน และความหมายของชีวิตเกิดจากประสบการณ์และช่วงเวลาอันเร้าใจ ......
.....สำเร็จล้มเหลวไม่สำคัญ ขั้นตอนของการต่อสู้ดิ้นรนจึงเร้าใจที่สุด ......

User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Sep 19, 2008 1:01 pm

QH ควง LH เริงร่า หลังมีแผนซื้อสินทรัพย์จาก เลห์แมน-เอไอจีต่อยอดธุรกิจ โบ
รกฯ เชื่อมีสภาพคล่องพอ แนะเก็งกำไร

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ QH
และบมจ. แลนด์แอนด์เฮ้าส์  หรือ LH ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่เปิดการซื้อขาย โดยมี
กระแสข่าวว่าบริษัททั้ง 2 มีความสนใจเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์จากกลุ่ม เลแมน และ
เอไอจี ในประเทศไทย เพื่อต่อยอดธุรกิจและช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานด้วย
นายสุรศักดิ์ อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)
กล่าวว่า กลุ่มนักลงทุนไทยในภาคอสังหาริมทรัพย์จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีเงินสดมาก
อีกกลุ่มหนึ่งของไทย จึงมีโอกาสเข้าซื้อสินทรัพย์ชั้นดีจากเลห์แมนและเอไอจี ที่
ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในขณะนี้  ซึ่งมีกลุ่มอสังหาฯไทย 2 กลุ่ม ที่มีสภาพ
คล่องในการเข้าซื้อสินทรัพย์จากกลุ่ม เลแมน และเอไอจี คือ กลุ่ม LH และกลุ่มเบียร์
ช้าง ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่ามีความสนใจเข้าซื้อโครงการอสังหาฯ
ของเลห์แมนและไออีจี
ด้านนักวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.สินเอเซีย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาสัญญาณ
ทางเทคนิคของ LH พบว่า มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น กลยุทธ์การลงุทนจึงแนะนำ เก็ง
กำไร โดยประเมินนแวรับอยู่ที่ 6.15 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 6.75 บาท
ทั้งนี้ นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล.แอ๊ดคินซัน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น QH ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลง
ทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการที่บริษัทฯมี AIA เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น แต่อย่างไรก็
ตาม เชื่อว่า AIA คงไม่น่าจะมีการขายหุ้นออกมา เพราะสถานะทางการเงินในประเทศ
ไทยแข็งแกร่ง ส่วนการลงทุนในหุ้นก็เป็นพอร์ตระยะยาว ซึ่งถ้าขายในสถานการณ์
แบบนี้ก็ไม่ได้ราคาอยู่ดี
ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทฯก็ยังในระดับดี ทำให้เชื่อว่า AIA คง
ยังถือหุ้น QH ต่อไป ทั้งนี้ เมื่อตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ หุ้น QH ซึ่งเป็นอสังหาฯที่โดด
เด่นก็ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงและโดดเด่นที่สุดในกลุ่มอสังหาฯ เนื่องจากมีสภาพคล่อง
สูง
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ เก็งกำไร มีลุ้นแนวต้านที่ 1.90 บาท
ล่าสุด เวลา 10.06 น. ราคาหุ้น QH อยู่ที่ 1.81 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือ
1.12% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 41.78 ล้านบาท และราคาหุ้น LH อยู่ที่ 6.25 บาท เพิ่ม
ขึ้น 0.10 บาท หรือ 1.63% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 19.49 ล้านบาท





ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   19/09/08   เวลา   10:20:04


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Mon Sep 22, 2008 2:44 pm

4หุ้นอสังหาฯทีเด็ดราคาถูก-กำไรสูง
4 หุ้นอสังหาฯ PS-AP-QH-LH น่าลงทุนสุดๆ เหตุรับผลกระทบวิกฤตแฮมเบอเกอร์น้อย กำลังซื้อไม่ลดยอดขายเติบโตสูง แนวโน้มรายได้-กำไรปีนี้ยังดี ขณะที่ราคาถูก พี/อีต่ำ น่าซื้อเข้าพอร์ต PS ลุ้น 9.5 บาท AP ไปถึง 7 บาท
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ท่ามกลางปัจจัยภายนอกประเทศที่รุมเร้า โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศอเมริกา ที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจและธุรกิจในวงกว้างไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ มองว่าหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (ที่อยู่อาศัย) น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากพึ่งพิกำลังซื้อของคนในประเทศมากกว่าต่างประเทศ ขณะที่ปัจจุบันไม่มีปัญหาอะไร ยอดขายครึ่งปีที่ผ่านมาค่อนข้างดี อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น ได้มีการปรับตัวลดลงมามากแล้ว ส่งผลให้ปัจจุบันราคาหุ้น ค่อนข้างถูกมาก เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าไปซื้อลงทุน โดยเฉพาะหุ้นอสังหาริมทรัพย์บริษัทใหญ่ๆ เนื่องจากมีการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิที่ดี

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการสำรวจยอดขายของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ก่อนประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนถึงยกเลิกในช่วงต้นกันยายน-ปัจจุบัน  (2-14  ก.ย.) พบว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ยอดขาย (พรีเซล)ไม่ได้ลดลง โดยในไตรมาสที่ 3/51 มียอดพรีเซลที่ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะ  4 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตทจำกัด (มหาชน) หรือ PS, บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP, บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เนื่องจากคาดว่าตลอดปีนี้จะมียอดพรีเซลที่โดดเด่นจากการเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้น  

ขณะที่รายได้และกำไรปีนี้ก็น่าจะเติบโตที่ดี  เพราะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุลงในเดือนมีนาคมปีหน้า และมีอัตราส่วนของราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ต่ำมาก ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าไปซื้อลงทุนในช่วงนี้

สำหรับ PS และ AP ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้ยอดพรีเซลเติบโตดี ส่วน LH ไม่ได้โตมากแต่ฐานธุรกิจเขาใหญ่ ไตรมาส 2 ที่ผ่านมายอดขายพรีเซลสูงมาก  โดย 100% มาจากยอดขายโครงการแนวบราบ ขณะที่ QH มีโครงการบ้านแบรนด์คาซ่าวิลล์ เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ระดับราคา 3-7 ล้านบาท น่าจะทำให้เติบโตอยู่ในระดับสูง

"QH และ LH ทำบ้านสร้างเสร็จ ยอดขายจะดีดขึ้นและมียอดรับรู้รายได้มากที่สุดในไตรมาส  4 ส่วน PS และ AP การรับรู้รายได้จะดีในไตรมาส 4 เนื่องจากจะมียอดรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมเข้ามามากในไตรมาส 4 เช่นเดัยวกัน LH เองก็มีการรับรู้รายได้จากคอนโดมิเนียมเข้ามามากในไตรมาส  4" นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าว

อย่างไรก็ดี บล.กรุงศรีอยุธยา คาดการณ์อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ในปีนี้ของ PSอยู่ที่ 0.83 บาท/หุ้น ให้ราคาที่เหมาะสมปีนี้อยู่ที่ 9.5 บาท ส่วน LH คาดว่า EPS อยู่ที่ 0.14 บาท/หุ้น ให้ราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 8 บาท ขณะที่ AP คาด EPS จะอยู่ที่ 0.52 บาท/หุ้น ให้ราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 7 บาท และคาดว่า EPS ของQH จะอยู่ที่ 0.19 บาท/หุ้น ให้ราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2.30 บาท

ด้านนักวิเคราะห์  บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าสัปดาห์นี้หุ้นอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจที่จะเข้าไปลงทุน เนื่องจากราคาหุ้นถุก มีP/E ต่ำมากเฉลี่ยทั้งกลุ่มอยู่ที่  8 เท่า โดยปัจจุบันหุ้นอสังหาริมทรัพย์ถือว่าไม่มีปัญหาอะไร และยอดขายครึ่งปีที่ผ่านมาค่อนข้างดีมีการเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับจะได้รับผลดีจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทรงตัว  เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาและชะลอตัวลงจากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกา ทำให้คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยไม่น่าจะปรับเพิ่มขึ้นสูงไปมากกว่านี้  ส่งผลให้ลูกค้ายังมีความต้องการซื้อบ้านอยู่

รวมทั้งตลอดปีนี้จนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า หุ้นกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทำให้มีการคาดการณ์ว่าการทำรายได้และกำไรปีนี้ของหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังมีการเติบโตที่ดีมากกว่าปีก่อน  โดยเฉพาะหุ้นบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มองว่าเป็นหุ้นที่แนะนำซื้อลงทุนในช่วงนี้ ให้ราคาที่เหมาะสมปีนี้อยู่ที่ 5 บาท เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการปีนี้จะเติบโตที่ดีมีรายได้รวม 6,000 ล้านบาท โต 24% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,100 ล้านบาท โต 30% จากปีก่อน

+++++++++++++++++++++++++++++






วันที่ 22 ก.ย. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 26นาที
 





PS Price %Change High Low P/E BV
7.45 -1.32 % 7.60 7.40 10.33 1.91
AP Price %Change High Low P/E BV
5.15 0.00 % 5.35 5.15 9.32 2.06
QH Price %Change High Low P/E BV
1.79 -1.10 % 1.83 1.79 10.55 1.45
LH Price %Change High Low P/E BV
6.40 0.00 % 6.50 6.30 17.24 2.50


http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=18859


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Mon Oct 06, 2008 9:17 am

06  ตุลาคม 2008  
เก็บหุ้นอสังหาอัพไซด์สูง



--------------------------------------------------------------------------------
โบรกแนะช๊อปหุ้นอสังหาอัพไซด์สูงพื้นฐานแกร่งค่าพีอีต่ำติดดิน ชี้ PS- AP- SPALIเจ๋งสุด ส่วน QH- LPN -PS  แบ็กล๊อตแน่นปึ๊ก โครงการใหม่จ่อคิวเปิดเพียบหนุนผลงานระยะยาวเติบโตโดดเด่น ด้านผู้บริหาร โอภาส  ศรีพยัคฆ์ โปรยข่าวดียอดขายในไตรมาส 3/2551 พุ่ง 10% ส่วนทั้งปีโตได้แน่  7,200 ล้านบาท  
นายรณกฤต  สารินวงศ์  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มของหุ้นกลุ่มกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ว่า ได้มีการปรับเป้าพีอีเรโช ( P/E)  ในปี 2551 ลง แต่ยังคงสะสมหุ้นได้  หลังจากที่ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ มีราคาที่ผันผวนอย่างหนัก ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดโดยรวมที่ตกต่ำอย่างรุนแรงตลอดเดือนกันยายน  อันเกิดจากตลาดหุ้นรอบภูมิภาคเผชิญภาวะตกต่ำจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
    นอกจากนี้การเมืองภายในประเทศที่มีความตึงเครียดตลอดเดือนที่ผ่านมา ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคตกต่ำ ซึ่งกระทบต่อแนวโน้มของยอดการรับรู้รายได้ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์  
   สำหรับปัญหาสถาบันการเงินในต่างประเทศทำให้การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารในประเทศมีความเข้มงวดมากขึ้น จนผู้ซื้อบ้านได้รับอนุมัติวงเงินกู้บ้านล่าช้าและมีจำนวนที่จำกัด  ยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการให้สามารถรับรู้การโอนได้ช้าลง    
ปัจจัยลบฉุดหุ้นรูดต่ำเกินจริง
 สิ่งที่เกิดตามมาจากปัจจัยทั้งหมดข้างต้นทำให้ราคาหุ้นตกต่ำอย่างมาก พบว่าดัชนีราคากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลงสู่ระดับเดียวกับปี 2546 ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่ต่ำเกินไป เนื่องจากแนวโน้มยอดการโอนบ้านในปี 2551 สูงถึง 70,000 ยูนิต มากกว่าปี 46 ซึ่งอยู่เพียง 56,000 หน่วย ในขณะที่ค่า P/E เฉลี่ยของ 8 บริษัทหลักลดลงในระดับใกล้เคียงกับปี 2546 เช่นกัน จึงมองว่าราคาหุ้นอสังหาฯ ขณะนี้มีราคาต่ำเกินไป  
  นอกจากนี้การที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งเป็น Low season นี้  จึงเป็นจังหวะดีที่ราคาหุ้นจะตกต่ำให้เป็นโอกาสซื้อสะสม
      สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้นในกลุ่มนี้ในเดือนตุลาคมได้ปรับค่า P/E ทั้งกลุ่มลงในอัตรา 2-4 เท่าเพื่อให้เหมาะสมกับฐานของ  P/E ในปี 2551 โดยอิงกับสถิติ P/E ในอดีตของหุ้นแต่ละตัว เนื่องจากภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์มีค่า PE ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานต้องลดระดับลงเช่นกัน
  อย่างไรก็ตามราคาหุ้นในกระดานยังต่ำกว่าราคาหุ้นพื้นฐานที่ปรับใหม่อยู่ดี  และมีหุ้นที่ยังน่าลงทุนโดดเด่นได้แก่  PS, LPN และ SPALI
    ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) KEST กล่าวว่า หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงมีอัพไซด์อยู่ และคาดว่าจะมีผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาส 3 ประกอบด้วย บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) PS, บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) QH และ บริษัทเอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) AP ซึ่งทั้ง 3 ตัวนี้มีพื้นฐานทางธุรกิจที่ดี
สำหรับ PS มีแผนการกระจายโครงการต่างๆ ที่หลากหลายเจาะกลุ่มลูกค้าตั้งแต่ระดับกลางจนถึงระดับล่าง ทั้งทาวเฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว รวมทั้งยังมีการพัฒนาโครงการบ้านใหม่ ซึ่งคาดว่าจะทำให้มียอดขายเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และในส่วนของกำไรก็จะมีอัตราการเติบโตที่ดีตามไปด้วย เนื่องจากมีมาร์จิ้นสูง แม้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้ตลาดอาจชะลอตัวไปบ้าง
QH-AP-PS พื้นฐานแน่นปึ๊ก
ขณะที่ QH ยอดขายแข็งแกร่งมากในไตรมาส 2 และเชื่อว่าในไตรมาส 3 ยังมีอัตราการเติบโตที่ดีประมาณการไว้ที่ 2,480 ล้านบาท ส่วน AP มียอดรับรู้รายได้(Backlog) อยู่ 1.7 หมื่นล้านบาท เข้ามาเป็นตัวสนับสนุนกำไร โดยคาดว่าจะช่วยให้กำไรมีอัตราการเติบโตที่ดีในอีก 2 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย
ทั้งนี้หุ้นทั้ง 3 ตัวที่กล่าวมาข้างต้นมีความโดดเด่นในแง่ของผลประกอบการ แต่ราคาหุ้นต่ำมากเพราะถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นจึงไม่สามารถ out perform ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะทยอยซื้อหุ้นสะสม ไว้ โดย QH มีราคาเป้าหมาย 2.82 บาท อัพไซด์ 60%, PS มีราคาเป้าหมาย 12.60 บาท อัพไซด์ 70% และ AP มีราคาเป้าหมาย 7.90 บาท อัพไซด์ 60%
ด้านนายโอภาส  ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) LPN เปิดถึงแนวโน้มยอดขายในไตรมาส 3/2551 ว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงคาดว่าในปีนี้จะทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้  7,200 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโต 30% จากปีก่อน
       ทั้งนี้ในไตรมาส 3/2550 บริษัทมีรายได้รวม 2,211 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 360 ล้านบาท โดยในไตรมาส 2/2551 มีรายได้รวม 2,249 ล้านบาท กำไรสุทธิ 404 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.27 บาท
     

 http://www.thunhoon.com/home/

--------------------------------------------------------------------------------


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Thu Oct 30, 2008 9:03 am

30  ตุลาคม 2008  
จับหุ้นไวดัชนีดักตลาดฟื้น



--------------------------------------------------------------------------------
จัดทัพหุ้นไวต่อดัชนี TTA-DTAC-ITD-AP-QH-BAY ติดชาร์ต เซียนหุ้นแนะช็อปของถูก หลังราคาหุ้นร่วงต่ำกว่า 50% ดันดิวิเดนด์ ยิลด์ปี 2551-2551 พุ่ง 9-10% ชู ITD เบอร์หนึ่งรับประโยชน์นโยบายของรัฐบาลหนุนโครงการขนาดใหญ่เดินหน้า บวกเงินเฟ้อ รองลงมา QH ได้ดีรัฐยืดเวลาทางภาษีอสังหาริมทรัพย์อีก 1 ปี หนุนกำไรโต ดอกเบี้ยส่อลด สุดท้าย DTAC ลุ้น 3G ประมูลคลื่นกลางปีหน้า ส่วนเทคนิคได้จังหวะเก็บแนะ


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Nov 07, 2008 9:13 am

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่3(F45-3)07/11/2551 09:05

     QH : สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่3(F45-3)
               สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่3(F45-3)
                          บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

                                                               สอบทาน
                                                           (หน่วย : พันบาท)
                                            สิ้นสุดวันที่  30 กันยายน
งบการเงินรวม
                                      ไตรมาสที่ 3             งวด 9 เดือน
             ปี                    2551        2550        2551        2550

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ              493,276    284,719    1,231,210    758,247
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)       0.06       0.04         0.16       0.10


 งบการเงินเฉพาะกิจการ
                                      ไตรมาสที่ 3             งวด 9 เดือน
             ปี                    2551        2550        2551        2550

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ              286,704    109,563    896,759    1,360,234
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)       0.04       0.02       0.12         0.19

 ประเภทรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน
      ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต


 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

  ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้จัดส่งงบ
  การเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้นฉบับให้กับสำนักงาน
  ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว

                              ลงลายมือชื่อ _______________________
                                     ( นางสุวรรณา พุทธประสาท )
                              ตำแหน่ง    รองกรรมการผู้จัดการ
                                      ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ






ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย     วันที่   07/11/08   เวลา   9:07:09


Post Reply