BCP

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
Post Reply
pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

BCP

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:11 pm

BCP : บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:13 pm

BCP : บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  

 รายชื่อกรรมการ ตำแหน่ง

 พลเอกธวัช เกษร์อังกูร ประธานกรรมการ

 นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่

 นายนเรศ สัตยารักษ์ กรรมการ

 นายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร กรรมการ

 นายพิชัย ชุณหวชิร กรรมการ

 นายสายัณห์ สตางค์มงคล กรรมการ

 นายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ กรรมการ

 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช กรรมการ

 ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ กรรมการ

 พลเอกธวัช เกษร์อังกูร กรรมการอิสระ

 ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช กรรมการอิสระ

 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการอิสระ

 นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ กรรมการอิสระ

 นายวิรัตน์ เอี่ยมเอื้อยุทธ กรรมการอิสระ

 รองศาสตราจารย์ประนอม โฆวินวิพัฒน์ กรรมการอิสระ

 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการตรวจสอบ

 นายวิรัตน์ เอี่ยมเอื้อยุทธ กรรมการตรวจสอบ

 นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ กรรมการตรวจสอบ

 รองศาสตราจารย์ประนอม โฆวินวิพัฒน์ กรรมการตรวจสอบ


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:14 pm

BCP : บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  

ผู้ถือหุ้นรายย่อย ณ วันที่ 29/03/2549

จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 16,152   % การถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (% Free float) 74.11



ภาพรวมข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 09/04/2550 ประเภทการปิดสมุดทะเบียน : XM

จำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด 9,975   % การถือหุ้นแบบไร้ใบหุ้น 74.40



ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) % หุ้น

1 บริษัท สยามดีอาร์ จำกัด  520,056,055 46.47

2 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  280,680,000 25.08

3 บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด  96,094,100 8.59

4 MORGAN STANLEY & CO INTERNATIONAL LIMITED  51,372,700 4.59

5 ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)  30,580,600 2.73

6 สำนักงานประกันสังคม  29,303,513 2.62

7 นางบุปผา งามอภิชน  10,000,000 0.89


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:15 pm

BCP : บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  (ล้านบาท)  

ณ วันที่ 2007
31/03/2550  2006
31/12/2549  2005
31/12/2548  2004
31/12/2547  2003
31/12/2546  

สินทรัพย์รวม 38,959.37  37,585.68  34,263.45  34,369.73  28,591.07  

หนี้สินรวม 20,407.24  18,937.00  21,393.18  24,588.92  25,533.76  

ส่วนของผู้ถือหุ้น  18,551.62  18,648.17  12,869.76  9,780.26  3,056.77  

มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว 1,119.11  1,119.10  687.48  660.56  522.04  

รายได้รวม  20,206.85  95,374.78  86,527.86  80,189.30  62,069.10  

กำไรสุทธิ -41.90  195.53  2,926.72  2,636.43  -1,299.06  

กำไรต่อหุ้น(บาท)  -0.04  0.20  4.36  3.92  -2.49  

ROA(%)* -0.31  2.32  11.22  10.87  -0.20  

ROE(%)*  -3.12  1.24  25.84  41.08  -33.99  

อัตรากำไรสุทธิ(%) -0.21  0.21  3.38  3.29  -2.09


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:18 pm

ลักษณะการประกอบธุรกิจ

บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทน้ำมันของคนไทย ประกอบธุรกิจนำน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และจากแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศเข้ามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปด้วยกำลังผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน โดยโรงกลั่นของบริษัทฯ เป็นประเภท Simple Refinery (Hydroskimming) ที่ทำการแยกองค์ประกอบในน้ำมันดิบออกเป็นน้ำมันชนิดเบา ชนิดหนักปานกลาง และชนิดหนักในสัดส่วนตามธรรมชาติของน้ำมันดิบแต่ละชนิด และอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างหน่วยแตกตัวโมเลกุลน้ำมัน (Cracking Unit) ภายใต้โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน หรือ Product Quality Improvement (PQI) ซึ่งเป็นกระบวนการแปลงน้ำมันชนิดหนัก บางส่วน(น้ำมันเตา) ให้เป็นน้ำมันชนิดเบา (น้ำมันเบนซินและดีเซล) ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะทำให้กลายเป็นโรงกลั่นประเภท Complex Refinery โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จราวปลายปี 2551 และในปี 2549 บริษัทฯ ได้มีการติดตั้งหน่วยผลิตไบโอดีเซลขึ้นภายในโรงกลั่นน้ำมัน โดยใช้น้ำมันพืชใช้แล้วเป็นวัตถุดิบหลัก ปัจจุบันผลิตอยู่ประมาณ 20,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งไบโอดีเซลที่ได้จะนำไปผสมเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลสูตร บี5

ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้จะจำหน่ายให้แก่ บริษัทผู้ค้าน้ำมันทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง ที่มีคลังน้ำมันเป็นของตนเอง ซึ่งจะนำน้ำมันเหล่านี้ไปจัดจำหน่ายต่อผ่านระบบเครือข่าย และช่องทางการจำหน่ายของบริษัทเหล่านั้นไปสู่ผู้บริโภคน้ำมันอีกทอดหนึ่ง การจัดส่งให้ลูกค้าส่วนใหญ่จัดส่งทางท่อ อย่างไรก็ตาม บางกรณีลูกค้าอาจมารับน้ำมันเองโดยทางเรือหรือทางรถยนต์

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีการจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงผ่านสถานีบริการมาตรฐานจำนวน 566 แห่ง และสถานีบริการชุมชนจำนวน 530 แห่ง (ณ สิ้นปี 2549) ภายใต้เครื่องหมายการค้า  และจำหน่ายให้ผู้ใช้โดยตรงในภาคขนส่ง สายการบิน เรือเดินสมุทร ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม อีกทั้งมีการประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ในร้านค้าเลมอนกรีนและร้านใบจาก และยังให้บริการด้านอื่นๆ อีก เช่น ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณสถานีบริการ และในปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันบางจากบางแห่ง ยังได้มีการรับเชื้อเพลิงก๊าซ NGV มาจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งด้วย


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:20 pm

โครงสร้างผู้ถือหุ้น

บริษัท บางจากฯ มีบริษัทย่อย 1 แห่ง ได้แก่ บริษัทบางจากกรีนเนท จำกัด และมีบริษัทเกี่ยวข้องอีก 1 แห่ง คือ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด

บริษัท บางจากกรีนเนท จำกัด
บริษัท บางจากกรีนเนท จำกัด มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยบริษัทฯถือหุ้นอยู่ร้อยละ 49 จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารสถานีบริการน้ำมัน และบริหารกิจการการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ในร้านค้าเลมอนกรีน และร้านใบจาก รวมทั้งจะเป็นผู้ดำเนินการให้บริการอื่นๆ เช่น ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในด้านธุรกิจค้าปลีกของบริษัทฯ

บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด
บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (FPT) มีทุนจดทะเบียน 1,592 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 11.4 จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการบริการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบท่อส่งน้ำมันใต้พื้นดิน ซึ่งท่อขนส่งน้ำมันเป็นชนิดที่สามารถส่งน้ำมันได้หลายชนิด (Multi Product Pipeline) ในคราวเดียวกัน โดยมีจุดเริ่มต้นของท่อที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก เดินท่อเลียบแนวพื้นที่ทางรถไฟไปยังคลังน้ำมันบริเวณช่องนนทรี ต่อไปยังคลังน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง และไปสิ้นสุดที่คลังน้ำมันที่อำเภอบางปะอินของบริษัทฯ และ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด ต่อมาในปี พ.ศ.2548 ได้มีการเชื่อมต่อแนวท่อบริเวณมักกะสันไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อส่งน้ำมันอากาศยานโดยบริษัท เจพี-วัน แอสเซ็ท จำกัด


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:20 pm

โครงสร้างรายได้

ในปี 2549 บริษัทฯมีรายได้ 94,600 ล้านบาท เมื่อรวมรายได้ของบริษัทย่อย 1 แห่ง คือบริษัท บางจาก
กรีนเนท จำกัด (บริษัทฯมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 49) รวมเป็น 106,560 ล้านบาท เมื่อหักรายการระหว่างกันจำนวน11,185 ล้านบาท คงเหลือรายได้รวม 95,375 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันร้อยละ 98.3 และเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคร้อยละ 0.5 ส่วนที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ ร้อยละ 1.2 ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันและรายได้จากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2549 เป็นรายได้จากการจำหน่ายในประเทศร้อยละ 96.5 และเป็นรายได้จากการจำหน่ายลูกค้าต่างประเทศร้อยละ3.5 โดยรายได้ของบริษัทฯและบริษัทย่อยในปี 2547-2549 จำแนกได้ดังนี้


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:22 pm

โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน

เทคโนโลยีสะอาด เพื่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้ลงทุนในโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (Product Quality Improvement: PQI) เพื่อให้โรงกลั่นมีระบบการกลั่นแบบ Complex Refinery ซึ่งใช้เทคโนโลยี Hydrocracking ที่ทันสมัยล่าสุดของ UOP ประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้สามารถผลิต น้ำมันดีเซลและเบนซิน ได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้นสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเทียบเคียงกับ โรงกลั่นชั้นนำอื่น ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้เพิ่มมากขึ้น มูลค่าการลงทุนประมาณ 348 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินทุนสำรองประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะทดลองเดินเครื่องในกลางปี 2551


ประโยชน์ของโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน
การดำเนินโครงการฯ จะช่วยลดปริมาณการผลิตน้ำมัน เตาลงจากร้อยละ 31ให้เหลือร้อยละ 9 ซึ่งจะทำให้โรงกลั่น บางจากมีประสิทธิภาพสูงเทียบเคียงกับโรงกลั่นอื่น


สร้างผลตอบแทนการลงทุนที่สูง ทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น จากประมาณ 2-3 ดอลลาร์ สรอ./บาเรล เป็นประมาณ 6-8 ดอลลาร์ สรอ./บาเรล ส่งผลให้รายได้ก่อนหัก ดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เพิ่มขึ้น จากประมาณ 2,000 - 3,000 ล้านบาท/ปี เป็นประมาณ 6,000 - 8,000 ล้านบาท/ปี ด้วยเงินลงทุนประมาณ 348 ล้านดอลลาร์ สรอ.


ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์และ น้ำมันดีเซลที่มีคุณภาพสูงดีต่อสิ่งแวดล้อมตาม ข้อกำหนดคุณภาพใหม่ของรัฐบาล ลดปริมาณกำมะถัน ซึ่งทำให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อันเป็นสาเหตุของฝนกรด

ความคืบหน้าโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI)

บริษัทฯ ได้ลงทุนในโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน เพื่อพัฒนาโรงกลั่นให้เป็นแบบ Complex Refinery โดยการติดตั้งหน่วยแตกตัวโมเลกุลน้ำมัน (Cracking Unit) หน่วยกลั่นสูญญากาศ (Vacuum Unit) หน่วยผลิตไฮโดรเจน (Hydrogen Plant) และหน่วยสนับสนุนอื่น ๆ สามารถผลิตน้ำมันดีเซลและเบนซินได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น และลดสัดส่วนการผลิตน้ำมันเตาที่มีราคาต่ำและมีแนวโน้มความต้องการใช้ลดลงในอนาคต ซึ่งจะเพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมกับโรงกลั่นประเภท Complex โดยใช้เงินลงทุนมูลค่าประมาณ 348 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 14,000 ล้านบาท) และจะทดลองเดินเครื่องในกลางปี 2551

ปี 2550
ไตรมาส 1 - 2
ทยอยลงเสาเข็มต่อเนื่อง จากทั้งหมดประมาณ 3,000 ต้น
เริ่มงานฐานราก เช่น เทตอม่อของอุปกรณ์ และ Pipe rack
เริ่มงานก่อสร้างโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานสร้าง LPG Sphere (ถังลูกโลก) และงาน Offsite Piping
ไตรมาส 3 - 4
ทยอยติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการกลั่น/โครงสร้างหลัก
เริ่มงานเดินท่อน้ำมัน (Piping)


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:24 pm

คณะกรรมการบริษัท
พลเอก ธวัช  เกษร์อังกูร
ประธานกรรมการ (กรรมการอิสระ)

อายุ 67 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
ประสบการณ์การทำงาน
2541:
ประธานคณะที่ปรึกษา กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม
2543:
ปลัดกระทรวงกลาโหม
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- ข้าราชการบำนาญ กระทรวงกลาโหม



ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช
รองประธานกรรมการ (กรรมการอิสระ)
ประธานคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

อายุ 63 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาเอก The University of Wisconsin (Madison)
ปริญญาโท The University of Wisconsin (Madison)
ปริญญาตรี The Victoria University of Wellington, New Zealand
Certificate in Social Planning, United Nations Asian Institute
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พัฒนบริหารศาสตร์) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิทยาลัยเอดจ์วูด
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และศิษย์เก่าดีเด่น The University of Wisconsin (Madison)
ปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
ประสบการณ์การทำงาน
2541-2543:
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
2546:
- ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง - อุปนายกราชบัณฑิตยสถาน
- ประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
- ประธานบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
- ประธานคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) - กรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
- กรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ
- กรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.)
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน - สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
- ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา
- ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย
- ประธานสถาบันนโยบายศึกษา
- นายกราชบัณฑิตยสถาน
- ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน



ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรรมการอิสระ
ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ

อายุ 41 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การเงินและการพัฒนา Fordham University New York, USA
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ Southeastern University
ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ Fordham University, New York, USA
ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประสบการณ์การทำงาน
2543:
Vice President ด้าน Country Regulatory, Research and Public Affairs ธนาคารซิตี้แบงก์
2545-2548:
ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยและด้านจัดการกองทุน ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
2548-2549:
กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน บีที จำกัด
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน - ประธานกรรมการ บริษัท สื่อเสรีเพื่อการปฏิรูป จำกัด - กรรมการ สถาบันปรีดี พนมยงค์ - กรรมการ ศูนย์คุณธรรม - กรรมการ บริษัท แฟมิลี่ โนฮาว จำกัด



ดร.นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ
กรรมการอิสระ
ประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร

อายุ 46 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการอุตสาหกรรม เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
- กรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
- กรรมการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
- กรรมการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
- กรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
- กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง
- กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยแม่โจ้



นายวิรัตน์ เอี่ยมเอื้อยุทธ
กรรมการอิสระ
ประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาล

อายุ 63 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ จ. นครสวรรค์
ประสบการณ์การทำงาน
2540-2544:
ประธานสภา องค์การบริหารส่วนตำบลฆะมัง
คณะกรรมการข้าราชการส่วนตำบล จังหวัดนครสวรรค์
2545-2548:
ประธานคณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรชุมแสง จำกัด
- สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- ประธานชมรมสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์
- คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและสังคม จังหวัดนครสวรรค์
- คณะกรรมการภาคการเกษตร จังหวัดนครสวรรค์
- คณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย



นายพิชัย ชุณหวชิร
กรรมการ

อายุ 58 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ (การเงิน) Indiana University of Pennsylvania, USA
ปริญญาตรี การบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประสบการณ์การทำงาน
2543-2544:
- ผู้จัดการใหญ่ ปตท. น้ำมัน
- รักษาการรองผู้ว่าการ การเงินและบัญชีองค์กร การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
- รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
2544-ปัจจุบัน:
- รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและบัญชีองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
- ก.ย. 2546-ธ.ค.2547 : รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและบัญชีองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- รองประธานกรรมการ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- ประธานอนุกรรมการบริหารการลงทุน กองทุนประกันสังคม
- กรรมการ บริษัท ไทยออยล์เพาเวอร์ จำกัด
- กรรมการ สภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์
- กรรมการ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด
- กรรมการ บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน)



นายสายัณห์ สตางค์มงคล
กรรมการ

อายุ 59 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท พาณิชยศาสตร์ (MBA) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์เกษตร) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ประสบการณ์การทำงาน
2541:
ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2543:
ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2544:
ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2545:
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารสำนักตรวจสอบภายใน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สำนักตรวจสอบภายใน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2548:
รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารสินทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการ บริษัท ธนาเทพการพิมพ์ จำกัด
- กรรมการ บริษัท กฎหมายกรุงไทย จำกัด



นายนเรศ สัตยารักษ์
กรรมการ

อายุ 59 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ สาขาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ประสบการณ์การทำงาน
2545-2546:
วิศวกรปิโตรเลียม 9 วช. กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
2546-2547:
ผู้อำนวยการสำนักวิชาการเชื้อเพลิงธรรมชาติ
2547-ม.ค.2549:
รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน
- อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการบริหารเงินอุดหนุนตามสัญญาและสัมปทานปิโตรเลียม



นายอภิสิทธิ์ รุุจิเกียรติกำจร
กรรมการ

อายุ 61 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ Lamar University of Texas, USA
ปริญญาตรี วิศวกรรมการศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ประสบการณ์การทำงาน
2540-2542:
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด
2543:
รรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด
2544-เกษียณอายุ:
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการ บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน)
- ประธานกรรมการ บริษัท ไทยลู้บเบล็นดิ้ง จำกัด
- ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขอนแก่น
- กรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น



นายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์
กรรมการ

อายุ 58 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
B.Sc. Economics, Nathaniel Hawthorne College, U.S.A.
ประสบการณ์การทำงาน
2544-2545:
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2545-2546:
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2546-2548:
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่วางแผน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ต.ค.2548-ปัจจุบัน:
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการ บริษัท ไทยลู้บเบล็นดิ้ง จำกัด
- กรรมการ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด
- กรรมการ บริษัท รีเทลบิซิเนสอัลไลแอนซ์ จำกัด
- กรรมการ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด
- กรรมการ บริษัท ปิโตรเอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

การดำรงตำแหน่งในกิจการที่แข่งขัน/เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของบริษัท
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบให้บริษัทฯ และรับซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากบริษัทฯ โดยเป็นไปตามเงื่อนไขทางธุรกิจปกติตามราคาตลาด



ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
กรรมการ

อายุ 57 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
Ph.D. (Development Administration) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
LL.M. (Taxation) Tulane University, U.S.A.
เนติบัณฑิตไทย
นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 42
ประสบการณ์การทำงาน
2538:
ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากร ภาคที่ 1
2540:
ผู้อำนวยการสำนักการสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร
2541:
ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการคลัง
รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
2542:
ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
2543:
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
2545:
อธิบดีกรมสรรพสามิต
2547:
อธิบดีกรมศุลกากร
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- กรรมการ บมจ. ธนาคารนครหลวงไทย

กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน
- กรรมการ บมจ. กสท. โทรคมนาคม




นายเทวินทร์ วงศ์วานิช
กรรมการ

อายุ 49 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท วิศวกรรมเคมี Rice University สหรัฐอเมริกา
ปริญญาโท วิศวกรรมปิโตรเลียม University of Houston สหรัฐอเมริกา
ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมเคมี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการอบรมผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (S.E.P. รุ่น 7)
โครงการอบรมการเป็นผู้นำสากล (Program for Global Leadership-PGL) สถาบัน Harvard Business School
หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปปร. รุ่น 10) สถาบันพระปกเกล้า
ประวัติการฝึกอบรมหลักสูตรกรรมการ
Director Certification Program จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
ประสบการณ์การทำงาน
2542-2545:
รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส พัฒนาธุรกิจ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
2545-2546:
รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานปฏิบัติการ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
2546-2547:
รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส โครงการลงทุนภูมิภาค บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
2547-ปัจจุบัน:
ปฏิบัติงานสมทบที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจองค์กร
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ปฏิบัติงานสมทบที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจองค์กร

กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- ไม่มี -

การดำรงตำแหน่งในกิจการที่แข่งขัน/เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของบริษัท
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบให้บริษัทฯ และรับซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากบริษัทฯ โดยเป็นไปตามเงื่อนไขทางธุรกิจปกติตามราคาตลาด



รศ.ประนอม โฆวินวิพัฒน์
กรรมการอิสระ

อายุ 64 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท การบัญชี Georgia State University, USA
ปริญญาตรี การบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประสบการณ์การทำงาน
กรรมการ และประธานกรรมการคณะกรรมการตรวจสอบในการไฟฟ้านครหลวง
กรรมการทดสอบผู้สอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
กรรมการพิจารณาการปฏิบัติตามระเบียบของผู้สอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
กรรมการสอบสัมภาษณ์ทุน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สาขาบัญชี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก
รองคณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หัวหน้าภาควิชาการบัญชี และกรรมการประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- กรรมการ และกรรมการคณะกรรมการตรวจสอบ บริษัท อุตสาหกรรมผ้าเคลือบพลาสติกไทย จำกัด (มหาชน)
- กรรมการ และกรรมการคณะกรรมการตรวจสอบ บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
- กรรมการคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การเอกชน สมศ.)
- ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะกรรมการที่ปรึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะกรรมการกลั่นกรองการรับอาจารย์ใหม่ ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คณะกรรมการสอบสัมภาษณ์บุคคลทั่วไป ผู้สมัครขอรับทุนของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอก หรือ ระดับปริญญาเอก ณ ต่างประเทศ
- อาจารย์ประจำ คณะบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม



ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล
กรรมการผู้จัดการใหญ่
และเลขานุการคณะกรรมการบริษัท

อายุ 53 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเคมี Monash University, Melbourne, Australia
ปริญญาโท สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
ปริญญาตรี สาขาเคมีวิศวกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประกาศนียบัตร Director Certification Program (DCP) จากสถาบันกรรมการบริษัทไทย
ประกาศนียบัตรขั้นสูง การบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชน (ปรม.5) จากสถาบันพระปกเกล้า
ประสบการณ์การทำงาน
บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
- 2543-2544:
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายวางแผนและจัดหาและสายตลาดอุตสาหกรรมและน้ำมันหล่อลื่น
- 2544-2547
ที่ปรึกษาอาวุโส และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านธุรกิจโรงกลั่น
อื่นๆ
- 2540-2546:
กรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม
ด้านโครงการอุตสาหกรรม
- 2544-2548:
คณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเอทานอล-ไบโอดีเซล สภาผู้แทนราษฎร - 2545-2547
รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
- กรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการการพลังงาน
- กรรมการบริหารวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- กรรมการบริหารศูนย์ปิโตรเลียมและเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- กรรมการบริหารศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:26 pm

ผู้บริหาร

ดร. อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล
กรรมการผู้จัดการใหญ่่

อายุ 53 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมเคมี Monash University, Melbourne, Australia
ปริญญาโท สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
ปริญญาตรี สาขาเคมีวิศวกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประกาศนียบัตร Director Certification Program (DCP) จากสถาบันกรรมการบริษัทไทย
ประกาศนียบัตรขั้นสูง การบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชน (ปรม.5) จากสถาบันพระปกเกล้า
ประสบการณ์การทำงาน
บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
- 2543-2544:
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายวางแผนและจัดหาและสายตลาดอุตสาหกรรมและน้ำมันหล่อลื่น
- 2544-2547:
ที่ปรึกษาอาวุโส และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านธุรกิจโรงกลั่น
อื่นๆ
- 2540-2546:
กรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม
ด้านโครงการอุตสาหกรรม
- 2544-2548:
คณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเอทานอล-ไบโอดีเซล สภาผู้แทนราษฎร
- 2545-2547
รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
- กรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการการพลังงาน
- กรรมการบริหารวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- กรรมการบริหารศูนย์ปิโตรเลียมและเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- กรรมการบริหารศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



นายวิเชียร อุษณาโชติ
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านธุรกิจโรงกลั่น

อายุ 52 ปี คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ Ohio State University, USA
ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประสบการณ์การทำงาน
2536 รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายผลิตการตลาด
2543 รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจการตลาด
2544 ที่ปรึกษาอาวุโส
2545 รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายวางแผนและจัดหา
2546 2547 ที่ปรึกษาอาวุโสและรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด



นายปฏิภาณ สุคนธมาน
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานด้านบัญชีและการเงิน

อายุ 45 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ สาขาการเงิน The American University, USA
ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประสบการณ์การทำงาน
2541 Deputy Director-Finance and Accounting บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
2543 - 2544 Group CFO, COCO Group Companies
2544 - ก.ย. 2546 ผู้อำนวยการสายอาวุโสด้านการเงิน บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการ บริษัท บางจากกรีนเนท จำกัด



นายวัฒนา โอภานนท์อมตะ
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านบริหารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

อายุ 51 ปี
คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท สาขาวิศวกรรมเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปริญญาตรี สาขาเคมีวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประสบการณ์การทำงาน
2537-2543 ผู้อำนวยการอาวุโสสายจัดจำหน่ายและบริการ
2543-2544 ผู้อำนวยการอาวุโส สายวางแผนและจัดหา
2544 - พ.ค.2547 ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
2547 - เม.ย.2549 ที่ปรึกษาอาวุโสและรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด

นายยอดพจน์ วงศ์รักมิตร
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่

อายุ 47 ปี คุณวุฒิการศึกษา
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ (MBA) MTSU, USA
ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ประสบการณ์การทำงาน
2535 ผู้จัดการพัฒนาระบบขายปลีก
2537 ผู้จัดการธุรกิจภาคเหนือและภาคกลาง
2541 ผู้จัดการอาวุโสธุรกิจภาคกลาง
2544 ผู้อำนวยการธุรกิจขายปลีก
2545 - พ.ค. 2550 ผู้อำนวยการอาวุโส สายตลาดค้าปลีก
ตำแหน่งปัจจุบัน
บริษัทจดทะเบียนอื่น
- ไม่มี -
กิจการที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน
- กรรมการ บริษัท บางจากกรีนเนท จำกัด


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:32 pm

สถานีบริการก๊าซเอ็นจีวี

บางจาก ได้ร่วมมือกับ ปตท. เปิดจำหน่ายก๊าซ NGV เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจ บริษัท บางจากฯ ในฐานะธุรกิจน้ำมันของคนไทยได้ร่วมสนับสนุนการพัฒนาและจำหน่ายพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือก

ปัจจุบันบริษัทฯ เปิดจำหน่ายก๊าซ NGV สำหรับรถยนต์ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ขณะนี้ได้เปิดจำหน่ายให้กับผู้ใช้ก๊าซ NGV ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากแล้วจำนวน 6 สาขา ดังนี้

สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขานวลจันทร์ (ตรงข้ามวัดนวลจันทร์)
สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาราษฎร์บูรณะ 2 (ใกล้บิ๊กซีราษฎร์บูรณะ)
สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาถนนกิ่งแก้ว (ขาออกไปถนนบางนา-ตราด)
สาขาบางบัวทอง 1 (ถนนเส้นตลิ่งชัน-สุพรรณ ฝั่งขาออกไปสุพรรณ)
สาขาบางพูน 2 (ถนนรังสิต-ปากเกร็ด ใกล้ตลาดรังสิต ฝั่งขาเข้า)  
สาขาหนามแดง (ถนนหนามแดง จากศรีนครินทร์เข้าไป 700 เมตร)
โดยบางจากฯ มีเป้าหมายในการขยายสาขาเพื่อให้บริการกับผู้ใช้รถเพิ่มขึ้นเป็น 20 สาขาในสิ้นปี 2550 นี้


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:35 pm

ประกาศ : วันตลาดหลักทรัพย์พบปะนักลงทุนสัมพันธ์


บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ขอประชาสัมพันธ์ข่าวให้นักลงทุนทุกท่านทราบ เกี่ยวกับการเข้าร่วมงานวันตลาดหลักทรัพย์พบปะนักลงทุน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วันที่: วันพุธที่ 22 สิงหาคม 2550
เวลา: 15.30 - 17.00 น.
สถานที่: อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชั้น 11 ห้อง 1101  
ผู้บรรยาย: คุณปฎิภาณ สุคนธมาน - รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานด้านบัญชีและการเงิน
 คุณวัชรพงศ์ ใสสุก - ผู้อำนวยการสำนักแผนกิจการและนักลงทุนสัมพันธ์

บริษัทมีความยินดี ขอเรียนเชิญผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงานวันตลาดนัดพบปะนักลงทุนในครั้งนี้

ในกรณีที่ท่านไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ได้ ทางบริษัทจะมีการนำเสนอข้อมูลการประชุมในครั้งนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท ในรูปแบบของวีดีโอนำเสนอ โดยท่านสามารถเข้าไปรับชมรายละเอียดการประชุมได้ ภายหลังหนึ่งสัปดาห์ที่มีการประชุมเสร็จสิ้น


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:36 pm

ปั๊มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของไทย





บริษัท บางจากฯ ผู้นำพลังงานทดแทน ก้าวล้ำด้วยวิทยาการ เปิดสถานีบริการน้ำมันพลังงานทดแทนที่ สมบรูณ์แบบทั้งระบบ โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในการจ่ายน้ำมัน และแสงสว่าง ภายในร้านสะดวกซื้อ ทดแทนกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง ช่วยประหยัดการใช้พลังงาน และลดปัญหา ภาวะโลกร้อนจากการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยขายเฉพาะแก๊สโซฮอล์ 91, 95 และไบโอดีเซลสูตรเพาเวอร์ดี B5 เท่านั้น เปิดให้บริการเป็นแห่งแรกของประเทศ ตั้งแต่ 1 ส.ค. 50 ณ สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาเกษตร ถ.พหลโยธิน (ใกล้สี่แยกรัชโยธิน)


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Fri Aug 03, 2007 9:37 pm

บางจากเร่งหาพันธมิตรผุดไบโอดีเซล



เดินหน้าก่อสร้างปีนี้ งบลงทุน 900 ล้านบาท คาดค่าการกลั่นขยับเป็น 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

บางจากเร่งหาพันธมิตรถือร่วมหุ้นบริษัทย่อยโรงงานไบโอดีเซล มูลค่า 900 ล้านบาท ลั่นพร้อมเปิดเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2552 คาดค่าการกลั่นปีนี้ทะลุ 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังความต้องการน้ำมันในตลาดโลกพุ่ง

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจากปิโตรเลียม เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซลที่อำเภอบางปะอิน ได้ทันภายในปีนี้ตามแผน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง

ทั้งนี้การดำเนินการก่อสร้างโรงงานดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การดำเนินกิจการของบริษัทย่อยที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ มีแนวทางว่าบริษัท บางจากปิโตรเลียม จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาหาพันธมิตรเข้ามาถือหุ้นร่วม คาดว่าจะได้ผู้ร่วมทุน 2 ราย ซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือด้านวัตถุดิบได้

สำหรับโรงงานไบโอดีเซลแห่งนี้ จะมีกำลังการผลิต 300,000 ลิตรต่อวัน ใช้งบลงทุนทั้งสิ้น 800-900 ล้านบาท แหล่งเงินมาจากเงินทุนจำนวน 1 ใน 3 และอีก 2 ใน 3 มาจากเงินแหล่งเงินกู้โดยบริษัทย่อย ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี และเริ่มดำเนินการผลิตได้ในต้นปี 2552

"จริงๆ จะเริ่มก่อสร้างโรงงานในกลางปีนี้ แต่ว่าต้องเลื่อนออกไป เพราะมีความกังวลเรื่องการปลูกปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักมีความล่าช้าออกไป เลยรอให้วัตถุดิบมีความพร้อมก่อน แต่ไม่ว่ายังไงก็สามารถก่อสร้างโรงงานได้ทันในปีนี้และเริ่มดำเนินการผลิตในต้นปี 2552" นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ในอีก 2 ปีนี้ ปริมาณปาล์มที่จะนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลจะดีขึ้น เนื่องจากรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยที่เห็นได้ชัดเจนคือเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้สถานีน้ำมันผสมไบโอดีเซลลในน้ำมัน ในอัตรา 2% ต่อลิตร ทำให้ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลอยู่ที่ 1 ล้านลิตรต่อวัน

นอกจากนี้ ในน้ำมันประเทศบีไฟฟ์ (B5) ซึ่งทำให้ราคาถูกกว่าน้ำมันธรรมดา 0.70 บาทต่อลิตร กระตุ้นให้มีการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ในอนาคตประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ไบโอดีเซล 2 ล้านลิตรต่อวัน เป็นความต้องการใช้ของบริษัท 2 แสนลิตรต่อวัน

นายอนุสรณ์ กล่าวเพิ่มว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสที่ 2/2550 น่าจะดีกว่าไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเช่นในไตรมาสที่ 1 และได้รับผลดีจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าการกลั่น นอกจากนี้บริษัทยังมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นคือตลาดน้ำมันเตาในประเทศจีน ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 1/2550 บริษัทบางจากมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 41.9 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 514.36 ล้านบาท โดยผลของการขาดทุนส่วนใหญ่เป็นผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน หากไม่พิจารณาผลกระทบจากส่วนนี้ จะทำให้ไตรมาสนี้มี กำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (Adjusted EBITDA) จำนวน 574 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 283 ล้านบาท

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า แนวโน้มค่าการกลั่นจะยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องอีก 2-3 ปี เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าค่าการกลั่นของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Sat Aug 04, 2007 12:30 am

วัตถุดิบในการผลิตแก๊สโซฮอล์

วัตถุดิบที่สามารถใช้ในการผลิตเอทานอลมีด้วยกันหลายชนิด ได้แก่ อ้อย กากน้ำตาล มันสำปะหลัง มันเทศ มันฝรั่ง ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวฟ่างหวาน เป็นต้น

ปริมาณเอทานอลที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบแต่ละประเภท (ลิตร/ตัน)


อ้อย  1 ตัน ผลิตเอทานอลได้ 70 ลิตร  
กากน้ำตาล  1 ตัน  ผลิตเอทานอลได้ 260 ลิตร  
มันสำปะหลัง  1 ตัน  ผลิตเอทานอลได้ 180 ลิตร  
ข้าว/ข้าวโพด  1 ตัน  ผลิตเอทานอลได้ 400 ลิตร
ข้าวฟ่างหวาน 1 ตัน  ผลิตเอทานอลได้ 76 ลิตร  


ปัจจุบันวัตถุดิบที่นิยมใช้ในการผลิตเอทานอลภายในประเทศไทย ได้แก่ กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง ซึ่งมีเกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันสำปะหลัง

มันสำปะหลัง




มันสำปะหลังจัดเป็นพืชหัวชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manihot esculenta (L.) Crantz มีชื่อสามัญหลายชื่อตามภาษาต่าง ๆ ที่ได้ยินกันมากได้แก่ Cassava, Tapioca สำหรับในประเทศไทยก็มีการเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ เช่นกัน โดยในภาคเหนือเรียก ต้าวน้อย ภาคกลางเรียก มันสำโรง หรือสำปะหลัง และภาคใต้เรียก มันต้น หรือ มันไม้ เป็นต้น
แหล่งกำเนิดของมันสำปะหลังเดิมอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ต่อมาได้แพร่กระจายไปยังทวีปต่างๆ รวมถึงในประเทศไทยก็ได้มีการนำเข้ามาปลูกนานกว่า 200 ปีแล้ว โดยได้มีการปลูกในเชิงพาณิชย์มากว่า 70 ปี และเนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สามารถปลูกกระจายได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังสูงสุดในประเทศ


คาดการณ์การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารและเอทานอล






ปริมาณหัวมันสด 20 ล้านตัน/ปี
(ที่มา: ดัดแปลงข้อมูลจากหน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีแปรรูปมันสำปะหลัง)


มันสำปะหลังสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่างทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น มันสำปะหลังเส้น (Cassava chips หรือ Shredded) มันสำปะหลังอัดเม็ด (Cassava pellets) และแป้งมันสำปะหลัง (Cassava flour) นอกจากนี้แล้วปัจจุบันยังเป็นที่นิยมในการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลเพื่อผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์อีกด้วย


กากน้ำตาล (MOLASSES)




กากน้ำตาล เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลจากอ้อย ที่ไม่สามารถจะสกัดเอาน้ำตาลออกมาได้อีกโดยวิธีปกติ มีลักษณะเหนียวข้น สีน้ำตาลแก่ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ ได้มีการนำกากน้ำตาลไปใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายๆ ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตสุราและแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปุ๋ยชีวภาพ ผลิตผงชูรส และน้ำส้มสายชู เป็นต้น

นอกจากนี้ในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยยังได้นำกากน้ำตาลไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลเพื่อเป็นส่วนผสมในแก๊สโซฮอล์ ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกกากน้ำตาลรายใหญ่ของโลก เนื่องจากมีการเพาะปลูกอ้อยและทำการผลิตน้ำตาลส่งออกสูงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากบราซิล และออสเตรเลีย





กากน้ำตาล เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลจากอ้อย ที่ไม่สามารถจะสกัดเอาน้ำตาลออกมาได้อีกโดยวิธีปกติ มีลักษณะเหนียวข้น สีน้ำตาลแก่ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ ได้มีการนำกากน้ำตาลไปใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายๆ ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตสุราและแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปุ๋ยชีวภาพ ผลิตผงชูรส และน้ำส้มสายชู เป็นต้น นอกจากนี้ในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยยังได้นำกากน้ำตาลไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลเพื่อเป็นส่วนผสมในแก๊สโซฮอล์ ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกกากน้ำตาลรายใหญ่ของโลก เนื่องจากมีการเพาะปลูกอ้อยและทำการผลิตน้ำตาลส่งออกสูงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากบราซิล และออสเตรเลีย


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Sat Aug 04, 2007 12:32 am

รับประกันคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอล์กับรถคาบูเรเตอร์


เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 กับรถคาบูเรเตอร์

1. บริษัท บางจากฯ (มหาชน) จะรับประกันการใช้น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 ที่จำหน่ายโดยสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบางจาก และภายใต้เงื่อนไขการรับประกันที่กำหนดเท่านั้น

2. การรับประกันครอบคลุมเฉพาะชิ้นส่วนที่เป็นยาง ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายของชิ้นส่วนดังกล่าวเกิดจากการสัมผัสกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91

3. ลูกค้าที่ร้องขอการเปลี่ยนชิ้นส่วนตามเงื่อนไขการรับประกันจะต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้ซื้อน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันบางจากอย่างต่อเนื่อง เช่น ใบเสร็จค่าน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือสลิปบัตรบางจากแก๊สโซฮอล์คลับจากสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของบางจาก

4. กรณีที่จะได้รับการเปลี่ยนชิ้นส่วนตามเงื่อนไขการรับประกันนี้ เจ้าหน้าที่บริการเทคนิคของบริษัท บางจากฯ จะเป็นผู้วินิจฉัยหรือพิสูจน์หรือตัดสินว่า ความเสียหายของชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากปัญหาของตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือไม่

5. บริษัท บางจากฯ จะรับผิดชอบเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนชิ้นส่วนซึ่งเป็นยางที่เสียหายจากปัญหาของผลิตภัณฑ์น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 ที่เติมจากสถานีบริการน้ำมันบางจากตามเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาส ค่าพาหนะในระหว่างซ่อมหรือความเสียหายอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง

6. กรณีที่บริษัท บางจากฯ พบว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 เป็นการกระทำฉ้อฉล หลอกลวง บริษัท บางจากฯ จะเรียกร้องให้ลูกค้าชดใช้คืนค่าความเสียหายต่างๆ ที่บริษัท บางจากฯ ชำระไปแล้วทั้งหมด และไม่ตัดสิทธิ บริษัท บางจากฯ ในการดำเนินคดีอาญา

7. เงื่อนไขการรับประกันดังกล่าว เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2551

กรณีที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ในการรับประกันคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 กับรถคาบูเรเตอร์ โปรดติดต่อได้ที่

Call Center: ศูนย์บริการลูกค้าบางจาก
โทรศัพท์: 0-2745-2444
อีเมล์: prasit@bangchak.co.th


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Sat Aug 04, 2007 12:34 am

รับประกันคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91




บางจากเพิ่มความมั่นใจให้คุณด้วยการรับประกันซ่อมฟรีในวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาททันที ถ้าเครื่องยนต์ของคุณมีปัญหาจากการเติมน้ำมันบางจาก แก๊สโซฮอล์ ซูเปอร์ฟาสต์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ ซูเปอร์ฟาสต์ 91 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศ

บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทุกราย ด้วยการรับประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซูเปอร์ฟาสต์ 95 และแก๊สโซฮอล์ ซูเปอร์ฟาสต์ 91 ซึ่งขณะนี้เปิดจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซูเปอร์ฟาสต์ 95 จำนวน 686 แห่ง และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซูเปอร์ฟาสต์ 91 กว่า 260 แห่งทั่วประเทศ โดยเข้าร่วม โครงการรับประกันความเสียหาย ทุกสถานีบริการตามเงื่อนไข ดังนี้

เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91
1. บริษัท บางจากฯ (มหาชน) จะรับประกันการใช้น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 ที่จำหน่ายโดยสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบางจาก และภายใต้เงื่อนไขการรับประกันที่กำหนดเท่านั้น

2. รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เข้าเงื่อนไขการรับประกัน ต้องได้รับการรับรองจากบริษัทผู้ผลิต ให้ใช้น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 ได้

3. การรับประกันการซ่อมแซมเครื่องยนต์ และ/หรือ เปลี่ยนอะไหล่ต่างๆภายในเครื่องยนต์นั้นๆ บริษัท บางจากฯ จะจำกัดการรับประกันเพียงเครื่องยนต์ และ/หรืออะไหล่มาตรฐานที่ติดตั้งมาโดยบริษัทผู้ผลิตเท่านั้น

4. ลูกค้าที่ร้องขอการซ่อมแซมตามเงื่อนไขการรับประกันจะต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้ซื้อน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันบางจาก เช่น ใบเสร็จค่าน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือสลิปบัตรบางจากแก๊สโซฮอล์คลับ จากสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของบางจาก

5. การขอรับการซ่อมแซมตามเงื่อนไขการรับประกันต้องอยู่ภายในระยะ เวลา 3 วัน นับจากวันที่ซื้อน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 โดยลูกค้ารับรองว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวลูกค้าไม่ได้เติมน้ำมันจากสถานีบริการอื่นใดอีก

6. กรณีที่จะได้รับการซ่อมแซมตามเงื่อนไขการรับประกันนี้ เครื่องยนต์ของลูกค้า ต้องได้รับการตรวจสอบโดยบริษัทผู้ผลิตนั้นๆหรือจากตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท บางจากฯ เพื่อค้นหาสาเหตุความเสียหาย ทั้งนี้ลูกค้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัท บางจากฯ โดยการวินิจฉัยหรือพิสูจน์หรือการตัดสินว่า ความเสียหายของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากปัญหาของตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือไม่ เจ้าหน้าที่บริการเทคนิคของบริษัท บางจากฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินสุดท้าย

7. หากการตรวจสอบพบว่าความเสียหายเกิดจากการใช้น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95และแก๊สโซฮอล์ 91 บริษัท บางจากฯ ยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องยนต์และ/หรือ อะไหล่ที่เกิดความเสียหายเท่านั้น ทั้งนี้การซ่อมแซมจะต้องดำเนินการโดยบริษัทผู้ผลิตหรือจากตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการ เช่น ศูนย์บริการของรถโตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน บีเอ็มดับบลิว เป็นต้น

8. บริษัท บางจากฯ จะรับผิดชอบเฉพาะค่าใช้จ่ายจากการซ่อมยานพาหนะที่เสียหาย ที่เป็นผลมาจากปัญหาของผลิตภัณฑ์น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 ที่เติมจากสถานีบริการน้ำมันบางจากเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาส ค่าพาหนะในระหว่างซ่อมหรือความเสียหายอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมยานพาหนะดังกล่าว โดยวงเงินรับประกันสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

9. กรณีที่บริษัท บางจากฯ พบว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 เป็นการกระทำฉ้อฉล หลอกลวง บริษัท บางจากฯ จะเรียกร้องให้ลูกค้าชดใช้คืนค่าความเสียหายต่างๆที่บริษัท บางจากฯ ชำระไปแล้วทั้งหมด

กรณีที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ในการรับประกันคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 โปรดติดต่อได้ที่

Call Center: ศูนย์บริการลูกค้าบางจาก
โทรศัพท์: 0-2745-2444
อีเมล์: prasit@bangchak.co.th


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Sat Aug 04, 2007 12:35 am

รับประกันคุณภาพน้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5


บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทุกราย ด้วยการรับประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ที่ใช้เพาเวอร์ดี บี 5 โดยมีเป้าหมายสิ้นปี 2550 เปิดจำหน่าย เพาเวอร์ดี บี5 จำนวน 500 สถานีทั่วประเทศ และทุกสถานีบริการน้ำมันบางจากเข้าร่วมโครงการรับประกันความเสียหายทุกแห่งตามเงื่อนไขดังนี้

เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพน้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5
1. บริษัท บางจากฯ จะรับประกันการใช้น้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 ที่จำหน่ายโดยสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบางจากและภายใต้เงื่อนไขการรับประกันที่กำหนดเท่านั้น

2. การรับประกันการซ่อมแซมเครื่องยนต์และ/ หรือ เปลี่ยนอะไหล่ต่างๆภายในเครื่องยนต์นั้นๆ บริษัท บางจากฯ จะจำกัดการรับประกันเพียงเครื่องยนต์ดีเซลและ/ หรืออะไหล่มาตรฐานที่ติดตั้งมาโดยบริษัทผู้ผลิตเท่านั้น

3. ลูกค้าที่ร้องขอการซ่อมแซมตามเงื่อนไขการรับประกันจะต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้ซื้อน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันบางจาก เช่น ใบเสร็จค่าน้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 จากสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของบางจาก

4. การขอรับการซ่อมแซมตามเงื่อนไขการรับประกันต้องอยู่ภายในระยะเวลา 3 วัน นับจากวันที่ซื้อน้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 โดยลูกค้ารับรองว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวลูกค้าไม่ได้เติมน้ำมันจากสถานีบริการอื่นใดอีก

5. กรณีที่จะได้รับการซ่อมแซมตามเงื่อนไขการรับประกันนี้ เครื่องยนต์ของลูกค้า ต้องได้รับการตรวจสอบโดยบริษัทผู้ผลิตนั้นๆหรือจากตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท บางจากฯ เพื่อค้นหาสาเหตุความเสียหาย ทั้งนี้ลูกค้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัท บางจากฯ โดยการวินิจฉัยหรือพิสูจน ์หรือการตัดสินว่าความเสียหายของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากปัญหาของตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 หรือไม่ เจ้าหน้าที่บริการเทคนิคของบริษัท บางจากฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินสุดท้าย

6. หากการตรวจสอบพบว่าความเสียหายเกิดจากการใช้น้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 บริษัท บางจากฯ ยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องยนต์และ/ หรือ อะไหล่ที่เกิดความเสียหายเท่านั้น ทั้งนี้การซ่อมแซมจะต้องดำเนินการโดยบริษัทผู้ผลิต หรือจากตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการ เช่น ศูนย์บริการรถอีซูซุ โตโยต้า นิสสัน เป็นต้น

7. บริษัท บางจากฯ จะรับผิดชอบเฉพาะค่าใช้จ่ายจากการซ่อมยานพาหนะที่เสียหายที่เป็นผลมาจากปัญหาของผลิตภัณฑ์น้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 ที่เติมจากสถานีบริการน้ำมันบางจากเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาส ค่าพาหนะในระหว่างซ่อมหรือความเสียหายอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมยานพาหนะดังกล่าว โดยวงเงินรับประกันสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

8. กรณีที่บริษัท บางจากฯ พบว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้น้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 เป็นการกระทำฉ้อฉล หลอกลวง บริษัท บางจากฯ จะเรียกร้องให้ลูกค้าชดใช้คืนค่าความเสียหายต่างๆ ที่บริษัท บางจากฯ ชำระไปแล้วทั้งหมด

กรณีที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ในการรับประกันคุณภาพน้ำมันบางจากเพาเวอร์ดี บี 5 โปรดติดต่อได้ที่

Call Center: ศูนย์บริการลูกค้าบางจาก
โทรศัพท์: 0-2745-2444
อีเมล์: prasit@bangchak.co.th


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news04/08/07

Posts by chartchai madman » Sat Aug 04, 2007 1:52 pm

ปั๊มพลังแสงอาทิตย์  

โดย มติชน
วัน เสาร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2550 11:20 น.

บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้เปิดสถานีบริการน้ำมันพลังงานทดแทนที่สมบูรณ์แบบทั้งระบบเป็นแห่งแรกของประเทศ ที่สาขาเกษตร โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการจ่ายน้ำมันและแสงสว่างภายในร้านสะดวกซื้อ ช่วยประหยัดการใช้พลังงานและลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งปั๊มแห่งนี้จะให้บริการเฉพาะแก๊สโซฮอล์ 91, 95 และไบโอดีเซลสูตรเพาเวอร์ดี B5 เท่านั้น  
http://news.sanook.com/economic/economic_165224.php


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news04/08/07

Posts by chartchai madman » Sat Aug 04, 2007 3:54 pm

เจาะลึก! อนาคตใหม่ "บางจากปิโตรเลียม" รอสัญญาณ การ Shift ครั้งใหญ่ ปี 2551

1 สิงหาคม พ.ศ. 2550 05:00:00

ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม
 ตั้งแต่ปี 2552 ที่จะเดินเครื่องได้เต็มปี EBITDA ของเราน่าจะอยู่ที่ระดับ 7-8 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานค่าการกลั่น 6-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  
เกาะติดอนาคตการ Shift ของหุ้น "บางจาก ผ่านวิชั่น "ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล" ระหว่างเส้นทาง รอ การเทิร์นอะราวด์ครั้งใหญ่ ในปี 2551 ภายหลัง ปรับโฉม" สู่โรงกลั่น Complex Refinery เสร็จสมบูรณ์


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : บนเส้นทาง "รอยต่อ" อนาคตใหม่ ที่นักวิเคราะห์หลายค่ายประเมินว่า การเติบโตของ บมจ.บางจากปิโตรเลียม จะไม่ "โดดเด่น" จนกว่าโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI) จะแล้วเสร็จในปลายปีหน้า
  ...และด้วยจุดอ่อนของโรงกลั่นในปัจจุบัน ที่ยังเป็นแบบ Simple Refinery ทำให้ "ค่าการกลั่น" และ "ความน่าสนใจ" ของหุ้น BCP ดูจะด้อยกว่า เมื่อเทียบกับโรงกลั่นอื่นๆ อย่าง TOP หรือ RRC


      ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ "บางจาก" ยอมรับว่า ระหว่างนี้ แม้บางจากจะไม่ได้มีตัวเลขกำไรหวือหวา แต่มั่นใจว่าปีนี้ ยังคงเป็นอีก "ปีทอง" ของเรา !  
  และถ้าเทียบกับปีที่แล้วที่มี EBITDA อยู่ที่ประมาณ 2.2 พันล้านบาท ปีนี้ ก็น่าจะเป็นปีที่ "ดีกว่า" จากปัจจัยบวกทิศทางราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

  "ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก..ค่อนข้างดีและน่าพอใจ แม้ว่าไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ตัวเลขจะขาดทุนเนื่องจากสต็อกน้ำมัน แต่ในเชิงโอเปอเรชั่นแล้วมีกำไร ขณะที่ไตรมาสสองราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และบางจากมีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เป็น 7 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากสามารถส่งออกน้ำมันเตาไปยังตลาดจีนได้"  

 จากตัวเลขความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่โครงการก่อสร้างโรงกลั่นใหม่ๆ หลายแห่งล่าช้าออกไป ทำให้ ดร.อนุสรณ์ กล้าที่จะฟันธงว่า  

"ธุรกิจโรงกลั่น ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะยังดีอยู่.."

 เขาบอกว่า ปี 2550 จึงเป็นปีที่บางจากจะมี "กำไร" ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นับจากการปรับโครงสร้างทางการเงินครั้งสำคัญ เมื่อปี 2546 และมีปตท.เข้ามาถือหุ้นใหญ่ บางจากพยายาม "สลัดภาพ" ของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ "ไร้อนาคต"
 ภายใต้แรงกดดัน "ความสามารถในการแข่งขัน" ของโรงกลั่นแบบ Simple Refinery ที่ล้าสมัย กลั่นได้น้ำมันเตาออกมาสัดส่วนสูงถึง 30%

 ดร.อนุสรณ์ เล่าว่า ที่ผ่านมา นักลงทุนหรือคนข้างนอกมักจะถามว่า โรงกลั่นเทคโนโลยี (เก่า)แบบบางจาก จริงๆ มันควรต้องปิดตัวเองไปแล้ว แต่ทำไมเราถึงกลั่นแล้วยังมีกำไร

 "ก็เพราะว่า...คนบางจากเรามีกึ๋น และต้องยกเครดิตให้คุณพิชัย ชุณหวชิร ซีเอฟโอ ปตท. และกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทอย่างมากในการปรับโครงสร้างทางการเงิน ซึ่งทำให้บางจากในวันนี้ แข็งแรงขึ้นมาก"

 ขณะที่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางธุรกิจของโรงกลั่นบางจาก จะเปิดฉากขึ้นในปลายปี 2551 ภายหลังโปรเจคลงทุนระดับหมื่นล้าน (ประมาณ 378 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI) ยกเครื่องใหม่เป็นโรงกลั่นแบบ Complex Refinery ทำให้บางจากมีค่าการกลั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิม และมีสัดส่วนน้ำมันเตาลดลงจาก 30% เหลือ 9% รวมทั้งสามารถรันกำลังผลิตเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1.2 แสนบาร์เรลต่อวัน

  "ปีหน้าหลังโครงการ PQI เสร็จ ตัวนี้มันจะ Shift ธุรกิจของเราเลย..." ดร.อนุสรณ์ อธิบายว่า บางจากจะ "เทิร์นอะราวด์" กลายเป็นบริษัทพลังงานที่ "แข็งแกร่ง" มาก เหตุผลเพราะเรามีธุรกิจน้ำมันที่ครบวงจร คือ ทั้งโรงกลั่น บวกสถานีบริการน้ำมัน ตลาดลูกค้าอุตสาหกรรม ตลาดน้ำมันเครื่อง ซึ่งจะทำให้บางจากสามารถขายน้ำมันได้ตามราคาหน้าโรงกลั่นได้ทั้งหมด โดยสัดส่วน 30% ปตท.จะเป็นผู้รับซื้อ บวกกับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ตั้งให้ "บางจาก" เป็นศูนย์กลางในการจ่ายน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

  ขณะที่ต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงกลั่น น่าจะปรับตัวดีขึ้น..."คนที่มีต้นทุนที่ดีที่สุดน่าจะเป็นโรงกลั่นไทยออยล์ ส่วนบางจากน่าจะอยู่ช่วงกลางๆ เนื่องจากกำลังการผลิตของเราน้อยกว่ารายอื่นที่อยู่ที่ 1.5 แสนบาร์เรลต่อวัน...อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันของบางจาก ก็น่าจะใกล้เคียงกับโรงกลั่นอื่นๆ"

ดร.อนุสรณ์ อธิบายภาพต่อว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2551 จะเป็นช่วงที่โรงกลั่นบางจากจะต้องปิดซ่อมบำรุง พร้อมกับเชื่อมต่อระบบ PQI และจะเริ่มรันกำลังการผลิตเต็มที่ได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 (ปี 2551) ซึ่งไม่เพียงช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปในครึ่งปีแรก แต่ EBITDA ในปีหน้า น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาทขึ้นไป...ดีกว่าในปีนี้  

  "หลังจากนั้น ตั้งแต่ปี 2552 ที่จะเดินเครื่องได้เต็มปี  EBITDA ของเราน่าจะอยู่ที่ระดับ 7-8 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานค่าการกลั่น 6-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล"

 เมื่อธุรกิจแข็งแรงขึ้น จึงถึงจุดที่ ดร.อนุสรณ์ มองสเต็ปการเคลื่อนตัวทางธุรกิจต่อไปว่า ถึงเวลาที่บางจาก ต้องผัน "เงินในกระเป๋า" แสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจ "พลังงานทดแทน" จะเข้ามาช่วยเสริมให้ EBITDA ของบางจากเพิ่มขึ้น  

   ทั้งนี้ บางจากมีแผนลงทุนตั้ง บริษัทบางจากไบโอฟิว ดำเนินธุรกิจโรงงานไบโอดีเซล ขนาดกำลังการผลิต 3 แสนลิตรต่อวัน ที่คลังน้ำมันบางปะอิน จ.อยุธยา มูลค่าการลงทุนประมาณ 1 พันล้านบาท

 เดิมจะเริ่มโครงการประมาณกลางปีนี้ แต่ล่าสุดคาดว่าจะเลื่อนไปถึงไตรมาส 4 โดยอยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์หลายราย อาทิเช่น กองทุนพลังงานของ MFC ฯลฯ  

  "เดิมเราจะถือหุ้นสัดส่วน 40% แต่ตอนนี้กำลังดูว่าจะถือ 51% เลยหรือไม่ เพราะบางจากเองก็เป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ หลังจากโครงการ PQI เสร็จ เราจะมีดีมานด์วันละ 1.8 แสนลิตร ส่วนกำลังผลิตที่เหลืออีก 1.2 แสนลิตร จะส่งขายป้อนให้กับบริษัทน้ำมันรายอื่นๆ"  

    นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาเข้าไปร่วมทุนถือหุ้นสัดส่วน 20-30% ในโครงการโรงงานเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการใช้ของบางจากที่มี 1.5 แสนลิตรต่อวัน นำมาผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91  

   ดร.อนุสรณ์ ยังเปิดเผยทิศทางการลงทุนในอนาคตด้วยว่า บางจากกำลังมองถึงสเต็ปการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านโครงการ Enhancement ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน หลังจากเสร็จโครงการ PQI ได้แก่
หนึ่ง...แผนการปรับคุณภาพน้ำมันให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 4 ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินอีกประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท

   สอง...อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการติดตั้งหน่วยดิสเบรกเกอร์ เพื่อลดสัดส่วนน้ำมันเตาในกระบวนการผลิตลงมาอีกจาก 9% เหลือ 6% มูลค่าการลงทุนประมาณ 1.5 พันล้านบาท  และสาม...ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะลงทุนในโครงการเอสพีพี (ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก) ขนาดกำลังผลิต 60-90 เมกะวัตต์

  "สำหรับธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน จริงๆ วันนี้เราตั้งเป้าค่อนข้าง "แอคเกรสซีฟ" แต่ยังไม่ขอเปิดเผย โดยจะเน้นที่การลงทุนปรับปรุงรีแบรนดิ้งสถานีบริการน้ำมันมากขึ้น พร้อมปรับปรุงธุรกิจ non-oil อย่างต่อเนื่อง"

  แม่ทัพบางจากอธิบายภาพโมเดลธุรกิจ 5 ปีข้างหน้า (2551-2555) ว่า ธุรกิจโรงกลั่นกับธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะเป็นธุรกิจที่เติบโตแบบ "คอนโซลิเดท" ไปด้วยกัน โดยจะมีโครงการดิสเบรกเกอร์ และธุรกิจโรงไฟฟ้าเอสพีพี ที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทน ก็จะเป็นอีกสายธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเสริมการเติบโต  

  "แต่ระหว่าง 5 ปีจากนี้ เราก็ยังสนใจมองโอกาสธุรกิจอื่นๆ ไปด้วย เช่น โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) หรือแม้แต่การเข้าไปลงทุนในธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งทุกวันนี้ บางจากต้องใช้น้ำมันดิบจากอ่าวไทย หากมีโอกาส หรือถ้ามีธุรกิจดีๆ เราก็อาจมีการปรับโครงสร้างทางการเงิน หรืออาจจะเพิ่มทุน นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้"  

 ดร.อนุสรณ์ ค่อนข้างมั่นใจถึงความพร้อมสำหรับการลงทุนต่อ ภายหลังบางจากยกเครื่องเป็นโรงกลั่น Complex Refinery และถึงแม้กรณีพ้นไซเคิลขาขึ้นของธุรกิจโรงกลั่นไปแล้ว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหลังปี 2552 แต่บางจากมั่นใจว่า ต่อให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลงมาอย่างไร ก็คงไม่ลดต่ำลงถึงขนาดที่ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นขาดทุน เหมือนกับในอดีตที่เคยเหลือแค่ 2-3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

  "ผมคิดว่า วันนี้ ในธุรกิจโรงกลั่นทุกคนค่อนข้างระมัดระวังในการลงทุนกันมาก เพราะมีบทเรียนจากวิกฤติปี 2540 มาแล้ว..."

 ดังนั้น ถ้าถามถึงปัจจัยความเสี่ยงภายหลังโครงการ PQI แล้วเสร็จ นั่นก็คือมาร์จินค่าการกลั่นที่อาจจะไม่โตอย่างที่คิดไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 6-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกำไรที่ระดับ 3-4 พันล้านบาท

  "กรณีถ้ามัน Worst Case (แย่ที่สุด) ที่มองไว้ คือ ค่าการกลั่น 4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กรณีนี้กำไรก็อาจจะลดมาเหลือระดับพันล้าน และระยะเวลาคืนทุนก็อาจจะต้องยืดออกไป" กรรมการผู้จัดการใหญ่บางจาก กล่าว

เดิมพัน Capital Gain หุ้น BCP  

ระหว่างที่รออนาคตการเติบโตจากโครงการ PQI ที่จะเป็นตัว "จุดพลุ" ปรากฏการณ์ "เทิร์นอะราวด์" ของโรงกลั่นน้ำมันบางจากในปีหน้า...คำถาม คือ ราคาหุ้น BCP วันนี้ "เต็มมูลค่า" ไปแล้วหรือยัง

 ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่บางจาก ไม่ตอบคำถามนี้ตรงๆ.. แต่อธิบายว่า " เอาเป็นว่ามองง่ายๆ เลยว่า ปตท.และนักลงทุนอื่น เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นบางจากที่ในราคา 14 บาทต่อหุ้น...สิ่งที่เขาต้องมอง 2 เรื่อง คือ หนึ่ง..Capital Gain คือ ราคาต้องดีขึ้น และสอง..คือ มีเงินปันผล  นั่นหมายความว่า เขาต้องมองว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าอนาคตบางจากกำไรระดับ 3-4 พันล้านบาท มี Earning per Share 3-4 บาท และสมมติว่าพีอี เรโช อยู่ที่ประมาณ 8-9 เท่า (ราคา) มันก็ต้องสูงกว่าที่เขาลงทุนไป"

 PQI จะเป็นเดิมพันอนาคตที่สร้าง "มูลค่า" ให้กับหุ้น BCP เท่าไหร่ ดร.อนุสรณ์ ยอมรับว่า ลึกๆ ในใจมันก็ต้องมี "แอบหวัง" กันบ้าง ว่าหุ้นเราน่าจะดีขึ้นเยอะ ! และไซส์ของมาร์เก็ตแคปในอนาคตของ "บางจาก" ก็น่าจะเติบโตขึ้นไปพอสมควร จากวันนี้ที่อยู่ที่ราวๆ 1.3 หมื่นล้านบาท

 แต่จะถึงขนาด "ดับเบิลไซส์" เลยหรือไม่...นั่นก็เป็นสิ่งที่เราต้องหวังอยู่แล้ว... "เอาง่ายๆ ว่า บางจากก็แบไพ่อย่างนี้ ว่าเราจะเป็น Complex Refinery มีกำลังผลิตขนาดนี้ ก็ลองคิดดูว่า ถ้า (หุ้นกลุ่มพลังงาน) คนอื่นเขาขึ้นมาเยอะแยะขนาดนั้น แล้วหุ้นบางจากเราแทบไม่ได้ขึ้นเลย หรือขึ้นมานิดหน่อย...เมื่อเราเปลี่ยนเป็น Complex Refinery แล้ว ถ้าคนอื่นดี...ไทยออยล์ดี...เราก็ต้องดีตามไปด้วย"

 ส่วนนโยบายการจ่ายปันผลของบางจากในปีนี้ ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า จะพยายามรักษาระดับการจ่ายที่ใกล้เคียงกับหุ้นอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน... "แต่จะจ่ายเท่าไหร่ ก็คงต้องดูตามตลาด และดูว่าเราจะต้องใช้เงินอะไรบ้าง...แต่ความตั้งใจเราก็อยากให้ผู้ถือหุ้น มีความสุขกับ (การถือ) หุ้นบางจากบ้าง เพราะคนที่ถือหุ้นบางจากวันนี้ โอกาสที่เขาจะได้ Capital Gain ในวันข้างหน้า...มันมีความเป็นไปได้
http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/0 ... wsid=87052


pp9009
Verified User
Posts: 184
Joined: Sat Jun 02, 2007 3:23 pm

Posts by pp9009 » Wed Aug 08, 2007 12:23 am

1 August 2007


BCP
(The Bangchak Petroleum PCL.)
Sector : Energy

คำแนะนำ : ซื้อลงทุน
Fair Value (Bt) : 17.00
Closed Price (Bt) : 13.50
Up-side Gain : 27.54%
Dividend Yield 50F : 5.56%
ผลประกอบการเติบโตโดดเด่นจากราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้ไม่เป็น
ภาระต่อค่าการกลั่นของบริษัทเหมือนทีผ่านมา โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2550 อยู่
ที่ 428 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.38 บาท เพิ่มขึ้น 42%yoy จากความต้องการใช้น้ำมันเตาเพื่อ
ผลิตไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และความต้องการน้ำ
มันเตาที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน จากความต้องการน้ำมันสำเร็จที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ราคา
น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อค่าการกลั่นของบริษัท โครงการ PQI คืบหน้าเป็นอย่าง
มาก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นหลังโครงการเริ่มดำเนินการในไตรมาส
4/2550 เราประเมินราคาที่เหมาะสมของ BCP ไว้ที่ 17 บาท ยังมี Upside กว่า 28% เรามอง
ว่า BCP จะกลับมามีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง หลังจากโครงการ PQI เริ่มดำเนินการ เรา
ยังคงแนะนำ ซื้อลงทุน
ผลประกอบการไตรมาส 2/2550 เติบโตจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
คาดผลประกอบการไตรมาส 2/2550 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 428 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.38
บาท เพิ่มขึ้น 42%yoy และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลประกอบการไตรมาส 1/2550 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ
อยู่ที่ 42 ล้านบาท ส่วนหนึ่งของผลประกอบการที่ดีขึ้นมาจาก อัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
โดยเราคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาส 2/2550 จะอยู่ที่ 62% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 43%
ในไตรมาส 1/2550 และ 46% ในไตรมาส 2/2549
กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกน้ำมันเตาไปประเทศจีนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส
1/2550 ที่ผ่านมา ชดเชยยอดขายน้ำมันเตาที่ลดลงคำสั่งซื้อที่ลดลงของ EGAT เนื่องจากในช่วงที่
ผ่านมา EGAT สามารถผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน โดยเฉพาะการเริ่มดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน
BLCP ทำให้ EGAT ลดการใช้น้ำมันเตาในการผลิตในไตรมาส 2/2550 เหลืออีกประมาณ 240 ล้าน
บาท คาดว่าจะรับรู้ในไตรมาส 4/2550
ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นจากประเทศจีน ส่งผลดีต่อ BCP
เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในประเทศญี่ปุ่นเกิดอุบัติเหตุ จากการพบการรั่วไหลของ
กัมตภาพรังสี ทำให้โรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นมีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อมา
เป็นส่งชดเชย ให้ความต้องการใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น ขณะที่มีการคาดหมายว่าปัญหาดังกล่าวน่าจะส่ง
ผลต่อเนื่องกว่า 1 ปี สถานการณ์จะคลี่คลาย

นอกจากนี้ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศจีน ตามทิศทาง
การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน ทำให้ประเทศจีนนำเข้าน้ำมันเตาเพื่อผลิตเป็นน้ำมัน
สำเร็จรูปรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันเตาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลดช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันเตาเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบลงเหลือ 10 12 เหรียญต่อบาร์เรล
จากที่ผ่านมามีส่วนต่างมากถึง 16 20 เหรียญต่อบาร์เรล ปัจจัยดังกล่าวส่งผลบวกต่อค่าการกลั่นของ
BCP
โครงการ PQI จะเปลี่ยน BCP เป็นโรงกลั่นที่มีคุณภาพใกล้เคียง TOP และ RRC
อัตราการใช้กำลังการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 60% ในปัจจุบัน เป็น 83% เป็นอย่างน้อย
หลังจากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพน้ำมัน หรือ PQI (Product Quality Improvement) เริ่มดำเนินการ
ผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณไตรมาส 4/2551 ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในปี 2552
ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
นอกจากนี้คุณภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ค่าการกั่นของบริษัทใกล้เคียงกับโรงกลั่น
อย่าง TOP และ RRC เนื่องจากโครงการดังกล่าว สามารถทำให้บริษัทสามารถกลั่นน้ำมันดิบ ที่หนักกว่า
ปัจจุบันได้ ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนการผลิตของบริษัทลง และได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ
เทคโนโลยีการผลิตแบบเดิม ที่ให้ค่าการกลั่นที่ต่ำกว่า
คาดผลประกอบการปี 2550 ฟื้นตัวชัดเจน ตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก
คาดผลประกอบการปี 2550 บริษัทจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,755 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.57 บาท
เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิในปี 2549 อยู่ที่ 196 ล้านบาท เรามองว่าผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโต
ต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังโครงการ PQI เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณไตร
มาส 4/2551 เราประเมินราคาที่เหมาะสมของ BCP ไว้ที่ 17 บาท เรายังแนะนำ ซื้อลงทุน


http://www.settrade.com/brokerpage/Anal ... ks_bcp.pdf


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news09/08/07

Posts by chartchai madman » Thu Aug 09, 2007 8:33 pm

บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (BCP)

คำแนะนำ            ซื้อ
ราคาเป้าหมาย        22 (+72%)
Median Consensus:  13.96


หุ้นอนาคตดี พีอีต่ำ มีประกันเงินต้น
         นานทีปีหนจะพบหุ้นที่มีฐานราคาต่ำสุดไม่ใช่ 0 บาท แต่ราคาที่ควรเป็น floor นั้นอยู่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายในปัจจุบันเสียอีก (Floor ของ BCP-DR1 ที่ 13 บาท) ด้วยการตรวจสอบคุณภาพบริษัท และอนาคตที่กำลังพัฒนาของ BCP พบว่าหลังปี 2552 เป็นต้นไป BCP จะถูกชุบชีวิตใหม่ขึ้นมา และมีโอกาสขึ้นแท่นเป็นหุ้นท็อปฟอร์มระดับแนวหน้าได้ เช่นเดียวกับที่ TOP และ RRC เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ (แต่ TOP กับ RRC ก็จะต้องฉีกตัวหนี BCP ขึ้นไปเป็น Petro Complex ในอนาคตด้วย) เราแนะนำซื้อ BCP-DR1 มากกว่า BCP ซึ่งได้รับการประกันเงินต้นไว้ที่ 13 บาท โดยกระทรวงการคลัง เมื่อครบปีที่ 10 คือปี 2557 นอกจากนี้ เราเชื่อว่า BCP เริ่มมีศักยภาพในการจ่ายปันผลได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนสมัครใจจะซื้อ BCP ก็ย่อมได้ เพราะจะมีราคาปรับตัวขึ้นตาม BCP-DR1 ด้วยในที่สุดตามหลักการทำ Arbritrage
ประเด็นสำคัญ
         คาดการณ์ผลประกอบการงวด 2Q50 และ 1H50: คาดว่า ผลประกอบการงวด 2Q50 มีกำไรสุทธิ 830 ล้านบาท ในขณะที่งวด 1H50 มีกำไรสุทธิประมาณ 789 ล้านบาท โดยคาดการณ์ค่าการกลั่นงวด 2Q50 สูงถึง 5-6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แยกเป็นค่าการกลั่นแท้จริง 2-3 เหรียญฯ และ stock gain อีก 2-3 เหรียญฯ ปริมาณการกลั่นงวด 2Q50 เท่ากับ 77,000 บาร์เรลต่อวัน มากกว่า 1Q50 ที่เท่ากับ 65,000 บาร์เรลต่อวัน เราเชื่อว่าระดับ 77,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นระดับสมดุลของการผลิตในช่วงที่เหลือของปี 2550

         สถานการณ์งวด 2H50 คาดกำไรยังยืนได้ในระดับประมาณใกล้ 800 ล้านบาทต่อไตรมาส: BCP ได้ทำการ Hedged ราคาน้ำมันในงวด 3Q50 ไว้หมดแล้ว ดังนั้นจึงไม่กังวลมากหากค่าการกลั่นลด ส่วนต่าง GRM ของ BCP คาดว่าจะอยู่ในระดับประมาณ 2-3 เหรียญฯ ในเดือน ส.ค.และ ก.ย. ส่วน ก.ค.กำไรดีกว่าระดับดังกล่าวเนื่องจากเป็นช่วงจังหวะที่ค่าการกลั่นดีขึ้น และยังไม่ได้ทำการ Hedged เพราะราคาน้ำมันเตาดีขึ้น ส่วน 4Q50 มีโอกาสทางธุรกิจมากจากการที่ TOP จะปิดการผลิตโรงกลั่นประมาณ 60 วัน หาก BCP ร่วมมือกับ TOP รับจ้างกลั่น และแบ่งภาระน้ำมันเตาร่วมกับ TOP ได้ (ขณะนี้กำลังเจรจากัน) จะเกิดประโยชน์อย่างมากต่อค่าการกลั่นของ BCP ในงวด 4Q50

         คาดประมาณการกำไรทั้งปีของ BCP เท่ากับ 2,074 ล้านบาท EBITDA ประมาณ 2,290 ล้านบาท: ในขณะที่ภาระของ BCP ที่สำคัญคือการจ่ายอัตราดอกเบี้ยสูง สำหรับการกู้ยืมเงินรวม 350-378 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาดำเนินการปรับปรุงคุณภาพการกลั่น (PQI: Product Quality Improvement) รวมถึงค่าเสื่อมราคาสูง อย่างไรก็ตาม จะมี Stock Gain เพิ่มเข้ามาในงวดปี 2550 นี้ด้วย คาดการณ์ EBITDA ปี 2551 ในระดับ 3,418 ล้านบาท  ด้วยระดับการผลิต 77,000 บาร์เรลต่อวัน เช่นเดียวกับงวด 9M50

         โครงการ PQI จะแล้วเสร็จเริ่มการผลิตในระดับ 100,000 บาร์เรลต่อวันในช่วง 4Q51: หากพิจารณาอย่าง conservative คาดว่าจะทำให้ EBITDA ในช่วงตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไปปรับตัวสูงขึ้น โดยทรีนีตี้คาดการณ์อย่าง conservative ว่าในปี 2552-2554 มี EBITDA ในระดับ 4,440 ล้านบาท, 5,327 ล้านบาท, และ 6,393 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่หากพิจารณาตามเกณฑ์เดียวกับโรงกลั่นมาตรฐานอย่าง TOP, RRC จะคาดได้ว่า EBITDA ของ BCP ในปี 2552-2554 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7,500 ล้านบาท, 8,200 ล้านบาท, และ 10,000 ล้านบาท ตามลำดับ

         การถือหุ้นโดย PTT:  ปัจจุบัน PTT ถือ 25% ทางตรง และมีส่วนที่เป็น Convertible Debenture, แปลงสภาพที่ 14 บาท คาดว่า PTT ไม่เพิ่มการถือหุ้นจาก 25% แต่จะแปลงสภาพผ่าน CD และ warrant ซึ่งในที่สุดPTT เพิ่มการถือหุ้นจาก 25% แต่จะไม่เกิน 30%

         เงินปันผลจ่ายจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป: เราเชื่อว่าด้วยปัจจัยพื้นฐานของ BCP ที่ดีขึ้น มีกำไรและ EBITDA สูงขึ้น และเริ่มอยู่ตัว คาดว่าบริษัทจะเริ่มจ่ายเงินปันผลได้ในปี 2550 ในอัตรา 40% ของกำไรสุทธิ หรือ 0.59 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเป็น 0.91 บาทต่อหุ้นในปี 2551 (ไม่ใช่ 1 บาท ตามที่ประมาณการครั้งก่อน เนื่องจาก cashflow ยังรองรับการจ่ายระดับนั้นไม่ได้) แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผู้ถือหุ้นที่จะได้รับปันผลตอบแทนจากการถือหุ้น

         มูลค่าเหมาะสม: เราประเมินมูลค่าเหมาะสมของ BCP ด้วยวิธี DCF ณ WACC ต่ำ 7% เนื่องจากมีสัดส่วน D/E สูง เงินกู้มีต้นทุนต่ำกว่าส่วนทุน ระยะเวลา 8 ปี ได้มูลค่าเหมาะสม 21.80 บาท นอกจากนี้ อิงกับค่า PER 10 เท่าในปี 2551 เท่ากับ 16.00-22.90 บาท (นับตาม normalized EPS และ real EPS) ส่วนค่า BV ในปี 2551 เท่ากับ 16.05 บาท ปัจจัยพื้นฐานของ BCP หากศึกษาให้ดีแล้วจะพบว่า แผนธุรกิจและแผนแก้ไขทางการเงิน และการได้มาซึ่งมูลค่าต่าง ๆ เช่น การออก convertible debenture ให้ PTT ที่ราคา 14 บาท และการออก warrant และมีราคาแปลงสภาพที่ 18 บาท และราคาแปลงสภาพ  BCP-DR1 เป็น BCP เมื่อราคาหุ้นยืน 20.80 บาท ได้ 15 วันทำการติดต่อกันนั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องของมูลค่าจริงที่ควรเกิดขึ้นในอนาคตของ BCP ได้อย่างแท้จริง ด้วยแผนการทางการเงิน สัดส่วนการแปลงหุ้นที่คิดมาอย่างรอบคอบโดยบริษัทนี้แล้ว เราจึงมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในระยะยาวของ BCP และ BCP-DR1 อย่างมาก

         คำแนะนำการลงทุน: เราเห็นว่า ณ ระดับราคาปัจจุบัน BCP คุ้มค่าต่อการลงทุน และหากนักลงทุนต้องการซื้อ BCP อย่างมีหลักประกันเงินต้น เห็นควรให้เข้าซื้อ BCP-DR1 เพราะมีสิทธิ์เท่าเทียมกับ BCP ทุกประการ แต่หากราคาตกต่ำลง สามารถขายคืนกระทรวงการคลังได้ที่ราคา 13 บาท ในปี 2557
         โดย บมจ. หลักทรัพย์ทรีนีตี้ ประจำวันที่  9 ส.ค. 2550
http://www.thunhoon.com/home/default.asp


User avatar
กระทิงแดง
Verified User
Posts: 952
Joined: Fri Sep 09, 2005 11:39 pm

Posts by กระทิงแดง » Thu Aug 09, 2007 10:06 pm

ปีที่แล้ว กับต้นปี ไม่มีที่ไหนให้ราคาเกิน 20 เลยครับ
ตอนราคาอยู่ที่ 8กว่าๆ ราคาตามโบรค ก็อยู่ประมาณ 10 ต้นๆครับ

"The enemy is a very good teacher" Dalai Lama
"Confidence doesn't come from being right all the time; it comes
from surviving the many occasions of being wrong." B.N. Steenbarger
"Luck is where preparation meets opportunity"

chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news14/08/07

Posts by chartchai madman » Tue Aug 14, 2007 2:53 pm

BCP  (The Bangchak Petroleum PCL.)
Sector  :  Energy

คำแนะนำ               :   ซื้อลงทุน
Fair Value (Bt)       :   17.00
Closed Price (Bt)     :   12.50
Up-side Gain          :   36.00%
Dividend Yield 50F    :   6.00%

         ผลประกอบการเติบโตโดดเด่นจากราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวดีขึ้น  ไม่กระทบค่าการกลั่นเหมือนที่ผ่านมามากนัก ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 2/2550 แข็งแกร่ง โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 881 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.79 บาท จากความต้องการใช้น้ำมันเตา เพื่อผลิตไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และความต้องการน้ำมันเตาที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน จากความต้องการน้ำมันสำเร็จที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อค่าการกลั่นของบริษัท โครงการ PQI คืบหน้าเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นหลังโครงการเริ่มดำเนินการในไตรมาส 4/2550 เราประเมินราคาที่เหมาะสมของ BCP ไว้ที่ 17 บาท ยังมี Upside กว่า 28% เรามองว่า BCP จะกลับมามีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง หลังจากโครงการ PQI เริ่มดำเนินการ เรายังคงแนะนำ ซื้อลงทุน

ผลประกอบการไตรมาส 2/2550 เติบโตจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
         บริษัทประกาศผลประกอบการมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2550 อยู่ที่ 881 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 42 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2550 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 300 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2549
         ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยปัจจุบันบริษัทมีกำลงการผลิตอยู่ที่ 73,800 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 62% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 53% ในไตรมาส 1/2550 และ 45% ในไตรมาส 2/2549 ขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีกำไรจาก สต๊อกน้ำมัน 849 ล้านบาท

ราคาน้ำมันเตายังแข็งแกร่งจากความต้องการใช้ในญี่ปุ่นและจีน ส่งผลดีระดับราคา
         ราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ผ่านมา ส่งผลดีตอ่ผลการดำเนินงานของบริษัทเนื่องจากบริษัทมีการทำสัญญาซื้อขายน้ำมันเตากับทางประเทศจีน ซึ่งสัญญาปัจจุบันจะสิ้นสุดในปี 2550 และอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาสำหรับปี 2551 อย่างไรก็ตามเรามองว่าความต้องการใช้น้ำมันเตาที่เพิ่มขึ้นจากประเทศจีน รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นในการผลิตไฟฟ้า แทนโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ประสบอุบัติเหตุในช่วงที่ผ่านมา จะทำให้ระดับราคาน้ำมันเตาดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่คาดว่าจะใช้เวลากว่า 1 ปี ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะส่งผลดีต่อระดับราคาน้ำมันเตา

โครงการ PQI จะเปลี่ยน BCP เป็นโรงกลั่นที่มีคุณภาพใกล้เคียง TOP และ RRC
         อัตราการใช้กำลังการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 60% ในปัจจุบัน เป็น 83% เป็นอย่างน้อย หลังจากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพน้ำมัน หรือ PQI (Product Quality Improvement) เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณไตรมาส 4/2551 ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
         นอกจากนี้คุณภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ค่าการกั่นของบริษัทใกล้เคียงกับโรงกลั่นอย่าง TOP และ RRC เนื่องจากโครงการดังกล่าว สามารถทำให้บริษัทสามารถกลั่นน้ำมันดิบ ที่หนักกว่าปัจจุบันได้ ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนการผลิตของบริษัทลง และได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตแบบเดิม ที่ให้ค่าการกลั่นที่ต่ำกว่า

คาดผลประกอบการปี 2550 ฟื้นตัวชัดเจน ตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก
         คาดผลประกอบการปี 2550 บริษัทจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,755 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.57 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิในปี 2549 อยู่ที่ 196 ล้านบาท เรามองว่าผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังโครงการ PQI เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณไตรมาส 4/2551 เราประเมินราคาที่เหมาะสมของ BCP ไว้ที่ 17 บาท เรายังแนะนำ ซื้อลงทุน

Business Description
         BCP ประกอบธุรกิจนำน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และจากแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศ มากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปด้วยกำลังผลิต 120,000 บาร์เรล/วัน ประเภท Hydro skimming โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเป็นกระบวนการแปลงน้ำมันชนิดหนักบางส่วนให้เป็นน้ำมันชนิดเบาที่มีมูลค่าสูง ทำให้ BCP กลายเป็นโรงกลั่นประเภท Complex Refinery โดยคาดว่าจะเสร็จราวปี 51

โดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2550http://www.thunhoon.com/home/default.asp


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news21/08/07

Posts by chartchai madman » Tue Aug 21, 2007 3:38 pm

บางจากบุกโรดโชว์ฮ่องกงต.ค.
โพสต์ทูเดย์ BCP ไปโรดโชว์ฮ่องกง ต.ค.นี้กับ บล.ยูบีเอส หวังสร้างชื่อเสียงให้ต่างชาติรู้จักมากขึ้น ยันโครงการลดน้ำมันเตาเสร็จต้นไตรมาส 4 ปีหน้ากำไรฉลุย


นายปฏิภาณ สุคนธมาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านบัญชีและการเงิน บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) กล่าวว่า ประมาณเดือน ต.ค. นี้บริษัทจะเดินทางไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ที่ประเทศฮ่องกง ตามคำเชิญของบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส ของฮ่องกง เพื่อให้ชื่อเสียงของบริษัทเป็นที่รู้จักของนักลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และเปิดเผยถึงผลการดำเนินงานหลังการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 4 ปี 2551

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การไปโรดโชว์อาจจะทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจในหุ้นของบางจากมากขึ้น แต่บริษัทคงไม่มีหุ้นจัดสรรให้ เนื่องจากมีปริมาณหุ้นหมุนเวียนน้อย ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้

ยอมรับว่าหุ้นบางจากฯ มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องอยู่ และไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นการแตกพาร์ เพราะปัจจุบันเราก็มีพาร์อยู่ที่ 1 บาท แล้ว รวมถึงการเพิ่มทุนด้วย เพราะ ทั้งสองเรื่องจะทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้รับผลกระทบ (ไดลูท) นายปฏิภาณ กล่าว

ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย บริษัทคาดว่าจะมีค่าการกลั่นสูงขึ้นเป็น 8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นอกจากนั้น จะทำให้กำไรก่อน หักภาษี ดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เพิ่มขึ้น 10% จากระดับ ที่เคยเฉลี่ยไว้ที่ 2-4 พันล้านบาท เป็นประมาณ 6-8 พันล้านบาท เพราะจะลดการผลิตน้ำมันเตาลงเหลือเพียง 9-10% ของยอดการผลิตทั้งหมด จากขณะนี้มีสูงถึง 30% แต่จะทำกำไรได้เท่าไรขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในขณะนั้นด้วย

นายปฏิภาณ กล่าวถึงแผนงานในอนาคตว่า ขณะนี้กำลังศึกษาที่จะลดสัดส่วนน้ำมันเตาที่เหลือจากการผลิต ให้อยู่ที่ระดับ 6-7% และบริษัทมีแผนที่จะเปิดปั๊มน้ำมันเพิ่มขึ้น ในบริเวณกรุงเทพฯ 4-5 ปั๊ม โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีสาขาปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่กว่า 500 สาขา และขนาดเล็กกว่า 500 สาขา

นอกจากนั้น ยังมีโครงการก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซล ที่มีกำลังการผลิต 3 แสนลิตร/วัน มูลค่า 1 พันล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินกู้เงินธนาคารพาณิชย์ 670 ล้านบาท บริษัทจะใช้เงินลงทุน 150 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นพันธมิตรร่วมลงทุน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=186314


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news30/08/07

Posts by chartchai madman » Thu Aug 30, 2007 4:01 pm

BCP เตรียมเปิดตัวผู้ร่วมทุนบี 100

บางจากฯ เตือนราคาน้ำมันขายปลีกในไทยอาจจะขยับขึ้นทั้งเบนซินและดีเซล หลังราคาตลาดโลกขยับขึ้น 3 วันติดต่อกัน พร้อมประกาศเดินหน้าโครงการผลิตไบโอดีเซล 300,000 ลิตร/วัน แย้มผู้ร่วมทุนจะเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย และจะมีการเสนอขายคาร์บอนเครดิตด้วย

นายยอดพจน์ วงศ์รักมิตร ผู้อำนวยการอาวุโสสายตลาดค้าปลีก บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (BCP) เปิดเผยว่า หากราคาน้ำมันในตลาดโลก ช่วง 1-2 วันยังปรับขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจจะมีโอกาสได้เห็นราคาน้ำมันขายปลีกในไทยทั้งเบนซิน - ดีเซล ปรับขึ้นได้ เพราะในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันตลาดโลกได้ปรับขึ้นตลอด ทำให้ค่าการตลาดเฉลี่ยเหลือเพียง 90 สตางค์/ลิตร จากที่ควรจะเป็นที่ระดับ 1.30 - 1.40 บาท/ลิตร โดยสาเหตุที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นมาจากเฮอริเคน ดีน ที่มีผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันที่ประเทศเม็กซิโก และความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะความต้องการเบนซินของสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดวานนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันสิงคโปร์ในส่วนของเบนซิน ขยับขึ้น 1.53 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 78.57 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ดีเซล ขยับขึ้น 66 เซนต์มาอยู่ที่ 82.94 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากฯ (BCP) เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้จะสามารถเปิดเผยผู้ร่วมทุนโครงการผลิตไบโอดีเซล (บี 100) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำลังผลิต 300,000 ลิตร/วัน วงเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท จะใช้สัดส่วนหนี้ต่อทุน 2 ต่อ 1 ซึ่งจะมีผู้ร่วมทุน 3 ราย โดย 1 ในนั้นจะเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย เพราะต้องการมีไบโอดีเซลไปผลิตบี 2 จำหน่ายตามมาตรฐานบังคับน้ำมันดีเซลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2551

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ บางจากฯจะถือหุ้นร้อยละ 51 ซึ่งมั่นใจว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะความนิยมไบโอดีเซลสูงขึ้นทั้ง บี 5 และยอดขายของบี 2 ขณะเดียวกัน จะเสนอขายคาร์บอนเครดิตให้แก่ต่างประเทศตามโครงการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งน่าจะสร้างรายได้ที่ดี เพราะราคาคาร์บอนเครดิตขยับขึ้นโดยตลอด ล่าสุดมีอัตราเฉลี่ยประมาณ 7 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน

นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา จำกัด กล่าวถึง BCP ว่า แนะนำ 'Hold' Fair Price ปี 51 เท่ากับ 15.4 บาท แม้ว่าราคาตลาดจะยัง Discount จาก Fair Price ปี 51 อยู่มาก แต่ AYS ยังคงแนะนำ Hold โดยยังไม่ต้องรีบร้อนซื้อ แนะนำให้รอซื้อในช่วง 4Q50 ที่คาด GRM จะอ่อนตัวลงจากผลกระทบของฤดูกาล หรือในช่วง 1Q51 ที่คาดผลการดำเนินงานจะลดลงจากผลกระทบของการหยุดเดินเครื่องการผลิตเพื่อเชื่อมต่อโครงการ PQI ดังกล่าวข้างต้น โดยคาดหวังผลบวกจากโครงการ PQI ที่คาดจะผลักดันให้ EBITDA และกำไรของ BCP เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 52 (รับรู้ผลบวกเต็มปี) จากความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากเปลี่ยนสภาพโรงกลั่นเป็นแบบ Complex ที่ให้ Yield ของน้ำมันใสในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยสะท้อนในรูปของ GRM ที่เพิ่มสูงขึ้นhttp://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news07/09/07

Posts by chartchai madman » Fri Sep 07, 2007 6:59 pm

SCIBS ชี้ผลกำไร BCP พุ่งแน่ หลังแก้ปัญหาน้ำมันเตาได้สำเร็จ

Date:  2007-09-07 15:05:29
Source: OTH

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. นครหลวงไทย กล่าวผ่านรายการ Stock in Focus ว่า การกลั่นน้ำมันของบมจ. บางจากปิโตรเลียม (BCP) จะมีน้ำมันเตาออกมามากเป็นสัดส่วนถึง 30% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ส่งผลให้ที่ผ่านมา BCP ไม่ใช้อยากที่จะใช้กำลังการกลั่นมากนัก เนื่องจากราคาจำหน่ายของน้ำมันเตาค่อนข้างต่ำ และอาจฉุดรายได้และกำไรของบริษัทฯลดลงได้ แต่จากการที่ BCP สามารถหาช่องทางส่งออกน้ำมันเตาไปยังประเทศจีนได้ ช่วยลดต้นทุนการกลั่นต่อหน่วยลง ทำให้ BCP หันมาใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และน่าจะทำให้ผลประกอบการของ BCP มีแนวโน้มที่ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ BCP ยังวางแผนดำเนินการตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI) ซึ่งจะมีผลให้สัดส่วนน้ำมันเตาลดลงเหลือเพียง 10% หรือทำให้น้ำมันที่ได้จากการกลั่นมีคุณภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ BCP ได้ลงทุนในโครงการ PQI ไปกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในไตรมาส 4/50 และจะทำให้ BCP พลิกกลับมาในทิศทางที่ดีขึ้นได้ (Turn Around) ดังนั้น แม้ว่าผลการดำเนินงานของ BCP ในระยะนี้ยังไม่โดดเด่นมากนัก แต่นายสุกิจเชื่อว่า นักลงทุนจะสามารถคาดหวังในเชิงบวกได้มากขึ้นภายใน 12 เดือนข้างหน้า

จากปัจจัยบวกทั้งหมดนี้เอง ทำให้บล. นครหลวงไทยปรับประมาณการณ์ผลประกอบการของ BCP เพิ่มขึ้น และยังเปลี่ยนคำแนะนำเป็น ?ซื้อ?โดยประเมินมูลค่าที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานไว้ที่ 16.60 บาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า BCP ยังมีโอกาสสร้างกำไรได้สูงขึ้นประมาณ 20% จึงเชื่อว่า BCP จะสามารถสร้างสีสันให้กับกลุ่มพลังงานได้มากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบัน BCP มีรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันเป็นหลัก ขณะที่มีรายได้จากธุรกิจสถานีให้บริการน้ำมันไม่สูงมากนัก เพราะเป็นการเติมเต็มให้ธุรกิจทั้งหมดของบริษัทฯมีความครบวงจรมากขึ้นเท่านั้น โดย BCP มีส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจสถานีให้บริการน้ำมันที่อันดับ 4 แต่ธุรกิจที่โดดเด่นในขณะนี้ คือ ธุรกิจไบโอดีเซล ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด คือ 70% เนื่องจาก BCP เป็นผู้บุกเบิกในธุรกิจ และจากการที่มีแนวโน้มใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ก็จะมาเสริมฐานรายได้ให้กับบริษัทฯได้ในอนาคต

สำหรับค่าการกลั่นของ BCP ในปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5-3 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งตลาดซึ่งอยู่ที่ 5-6 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่หาก BCP ดำเนินการในโครงการ PQI จะช่วยหนุนค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นได้

นายสุกิจกล่าวว่า กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในปีนี้มีทิศทางที่ดีกว่าปี 2549 โดยจะมีปัจจัยบวกแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริษัท เช่น การควบรวมกิจการระหว่างบมจ. โรงกลั่นน้ำมันระยอง (RRC) และ บมจ. อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) (ATC) การที่บมจ. ไทยออยล์ (TOP) มีการกระจายธุรกิจที่ดี เป็นต้น จึงเชื่อว่ากลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจะยังน่าลงทุน

หลังจากที่ BCP มีกระทรวงการคลังและบมจ. ปตท. (PTT) เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รวมทั้งยังได้ออกใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นสามัญของ BCP (BCP-DR1) ที่สามารถแปลงสภาพเป็น BCP ได้ ทำให้สถานะทางการเงินในปัจจุบันของ BCP มีทิศทางที่ดีขึ้นได้

ปัจจุบัน BCP มีอัตราผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลต่ำ เนื่องจากมีกำไรค่อนข้างน้อย แต่นายสุกิจเชื่อว่าหากบริษัทฯมีกำไรเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถจ่ายปันผลได้ในระดับที่ 40-50% ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะเข้าสู่บริษัทแม่ คือ PTT นั่นเอง

บริษัทสมาชิกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์คาดการณ์ว่า BCP จะมีกำไรสุทธิในปีนี้เฉลี่ยที่ 1.133 พันล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเฉลี่ยที่ 1.07 บาท คาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลเฉลี่ยที่ 3% และมีมูลค่าที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานเฉลี่ยที่ 16.79 บาท

บริษัทสมาชิกฯคาดการณ์ว่า ค่าการกลั่นในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มลดลงกว่าครึ่งปีแรก แต่จะไม่ลดลงมากเมื่อเทียบกับปี 2549 โดยจะมีผลให้กำไรของบริษัทฯลดลงได้ แต่การที่ BCP สามารถส่งออกน้ำมันเตาไปประเทศจีนได้ จะช่วยบรรเทาปัจจัยดังกล่าวได้ ซึ่งหาก BCP เริ่มดำเนินการตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (PQI) จะผลักให้ค่าการกลั่นสูงขึ้นได้และจะมีผลให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

จากการที่ BCP ออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) ให้บมจ.ปตท. (PTT) ที่ราคา 14 บาท และการออก ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) มีราคาแปลงสภาพที่ 18 บาท รวมทั้งการออกใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นสามัญของ BCP (BCP-DR1) ทำให้หุ้นมีความเหมาะสมในการลงทุนระยะยาวมากขึ้น
http://www.settrade.com/NewsEngineConte ... d=&source=


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news21/09/07

Posts by chartchai madman » Fri Sep 21, 2007 2:47 pm

ค้าปลีกน้ำมันขาขึ้น บางจากลุยแต่งปั๊ม

โพสต์ทูเดย์ บางจาก ยิ้มออก ค่าการตลาดค้าปลีกน้ำมันปีนี้สดใส เฉลี่ย 1 บาท/ลิตร แถมธุรกิจเสริมก็รุ่ง โตพรวดพราด 30%


นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า ปีนี้ถือว่าธุรกิจค้าปลีกน้ำมันมีแนวโน้มที่ดีกว่าปีก่อนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระดับราคาน้ำมันไม่ขึ้นลงผันผวนมากนัก ทำให้การปรับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศสอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยประเมินว่า เฉลี่ยทั้งปีค่าการตลาดน้ำมันจะอยู่ที่ 1 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ บางจากอยู่ระหว่างทยอยปรับภาพลักษณ์ใหม่ของปั๊มน้ำมันให้ทันสมัย สามารถให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่ไม่ใช่น้ำมัน เนื่องจากที่ผ่านมามีรายได้เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน คาดว่าตลอดปีจะมีรายได้จากส่วนนี้ 110 ล้านบาท จากปี 2549 ที่มีรายได้เพียง 80 ล้านบาท

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า บางจากพยายามรีแบรนด์ปั๊มใหม่ ซึ่งจะเป็นทั้งการปรับปรุงปั๊มเก่าที่มีอยู่แล้วและการสร้างปั๊มใหม่ที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนแห่งละ 60-70 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นช่วงปลายปี 2551 โดยจะเป็นลักษณะเพิ่มธุรกิจบริการ และสินค้าภายในปั๊มให้มากขึ้น ทั้งร้านกรีนเซิร์ฟที่ให้บริการซ่อมด่วน หรือคาร์แคร์ โดยปีนี้เปิดไปแล้ว 70 สาขา ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 100 สาขา ร้านกาแฟอินทนิล จาก 50 สาขาปีนี้ เป็น 100 สาขาในปีหน้าเช่นกัน

นอกจากนี้ รวมไปถึงการจำหน่ายก๊าซ เอ็นจีวีที่ทำให้ธุรกิจนอกเหนือจากน้ำมัน หรือ นันออยล์ มีรายได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันนี้มีจำหน่ายใน 8 ปั๊ม เร็วๆ นี้จะเพิ่มเป็น 20-25 แห่ง

พร้อมกันนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. บางจากได้ร่วมกับบริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ จัดโครงการ ศูนย์สิริกิติ์ ร่วมใจบริจาคน้ำมันพืชใช้แล้วให้บางจาก เพื่อผลิตไบโอดีเซล โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แบล็ค แคนยอน ในการนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมาบริจาคที่จุดบริจาค คาดจะมีปริมาณน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจำนวน 100 ล้านลิตร/เดือน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=192828


wattae
Verified User
Posts: 554
Joined: Fri Jun 15, 2007 12:41 pm

Posts by wattae » Mon Sep 24, 2007 7:26 am

BCPช้อนเก็บขานรับกำไรพุ่ง414% :เป้าหมาย14.50บาท BCP-Wพ่วงตามหุ้นแม่

ข่าวหุ้น SECTION W 24/09/2007 04:08:06

BCP-W1 ราคาวิ่งตามหุ้นแม่ลุ้นแนวต้าน 5 บาท ส่วน BCP ที่ 14.60 บาทโบรกแนะซื้อหุ้นแม่เมื่ออ่อนตัว มั่นใจรายได้ปีนี้โต 414% พร้อมหนุนโครงการ PQI ดันกำไรปี 51 พุ่ง ค่าการกลั่นขยับ 5-6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าราคาหุ้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)หรือ BCPและใบสำคัญสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ BCP หรือ BCP-W1 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะBCP-W1 ที่ปรับตัวค่อนข้างแรงเป็นผลจากการซื้อเก็งกำไรจากนักลงทุน
ทั้งนี้จากการประเมินมูลค่า BCP-W1พบว่าขณะนี้มีราคาแพงกว่าราคาเหมาะสมโดยณ ราคาหุ้น BCP ที่ 14.1 บาท ราคาตามทฤษฎีประมาณ 3.36 บาท แต่ราคาตามทฤษฎีจะเปลี่ยนแปลงตลอดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นสามัญ ความผันผวนของหุ้น อายุคงเหลือและอัตราดอกเบี้ย
จากการสอบถามนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ มองว่า สัญญาณทาเทคนิคของ BCP-W1 สามารถไปต่อไปอีก แม้ราคา ณ ปัจจุบันถือว่าค่อนข้างแพงกว่าราคาที่เหมาะสมโดยราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นตามราคาหุ้น BCP ประเมินแนวต้าน BCP-W1 ไว้ที่ 4.94-5 บาทและแนวรับไว้ 4.74-4.70 บาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ระบุว่า BCP-W1 มีการซื้อขายคล่องตัวกว่า BCPประกอบกับสัญญาณเทคนิคดี จึงแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยให้แนวรับไว้ที่ 4.70-4.60 บาทส่วนแนวต้านอยู่ที่ 4.90-5 บาท
ส่วนสัญญาณเทคนิคหุ้น BCP มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ นักลงทุนที่สนใจเข้าซื้อเก็งกำไรได้ประเมินแนวรับไว้ 13.60-13.30 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 14.30-14.60 บาท
ด้านบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า หลังปริมาณความต้องการน้ำมันเตาในประเทศลดลง จากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ และก๊าซธรรมชาติมีเพียงพอ ทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ลดปริมาณการใช้น้ำมันเตาลง BCP จึงได้รับผลกระทบเมื่อปลายปีที่แล้ว
ทั้งนี้บริษัทหาทางออก ก่อนโครงการแคร็กเกอร์ (Product Quality Improvement:PQI) จะแล้วเสร็จ โดยการส่งออกน้ำมันเตากำถันต่ำให้กับประเทศจีน ประมาณ100-200 ล้านลิตรต่อเดือน หรือประมาณ 2-2.4 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นกว่าปีก่อน และคาดว่าจะทรงตัวประมาณ 7 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ตลอดสิ้นปีนี้ สำหรับปี 51 บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงใหม่และโอกาสสูงจะขยายเวลาช่วงครึ่งปีแรก แต่ผลประกอบการจะโดดเด่นหลังจาก PQI แล้วเสร็จเท่านั้น
อีกทั้งการที่บริษัทมีสัดส่วนการกลั่นน้ำมันเตา และน้ำมันดีเซลสูงถึง 31% และ 37%ตามลำดับ ทำให้ค่าการกลั่นของผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดมีผลกระทบต่อผลประกอบการสูง คาดว่าความต้องการน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาจะสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว และกระตุ้นค่าการกลั่นให้ทรงตัวระดับสูงได้
รวมทั้ง BCP ยังมีกำไรจากน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และดีเซล บี 5 บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่ 12.1%เป็น 12.5%เป็นอันดับ 4 ในปริมาณขายรวมมีสัดส่วนอันดับ 2 ยอดขายแก๊สโซฮอล์ที่ 22% และยอดขายอันดับ 1 ในดีเซล บี5 ที่ 79%เพราะเป็นผู้บุกเบิกการทำตลาด คาดว่าธุรกิจการตลาด เป็นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายมากกว่า โดยธุรกิจที่ทำกำไรยังเป็นโรงกลั่นน้ำมันมากกว่า
อย่างไรก็ดียังมีมุมมองเชิงบวกกับโครงการ PQI ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/51 เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ สามารถทำให้โรงกลั่นบางจากอยู่รอดและแข่งขันได้คาดว่าปี 50 BCP มีกำไรสุทธิ 1,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 414% จากปีก่อนและคาดว่าจะจ่ายเงินปันผล 0.3 บาทต่อหุ้นในปีนี้ ราคาหุ้นต่ำกว่าราคาเหมาะสมปี 50 อยู่ 16%ดังนั้นแนะนำซื้อลงทุนเมื่ออ่อนตัว
นอกจากนี้ยังเชื่อว่าโครงการ  PQIจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโรงกลั่นBCP ที่มีอายุยาวนานที่สุดในไทย อีกทั้งบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จะรับซื้อผลิตภัณฑ์จาก BCP ถึง 30% หลังโครงการ PQI แล้วเสร็จ
โดยจุดเด่นโครงการ PQI คือ 1.ช่วยเพิ่มสัดส่วนการน้ำมันดีเซล BCP เป็น 52%น้ำมันเบนซิน เป็น 25% ทำให้แข่งขันได้ในตลาดโลก 2.เพิ่มสัดส่วนน้ำมัน จากตะวันออกกลางขึ้น ทำให้ลดต้นทุนและมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ 3.เพิ่มปริมาณการผลิตจากปัจจุบัน 7 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เป็น 1 แสนบาร์เรลต่อวัน และ4.ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 2-3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็น 5-6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลภายในปี 2552


chartchai madman
Verified User
Posts: 7514
Joined: Fri Feb 23, 2007 9:20 pm

news03/10/07

Posts by chartchai madman » Wed Oct 03, 2007 3:03 pm

ซีมิโก้-แนะนำ "ซื้อ" BCP

BCP: ลดจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันสำหรับแก๊สโซฮอล์ กระตุ้นการบริโภค

คำแนะนำ                 ซื้อ
ราคาปิด (2 ต.ค. 50)      13.90
มูลค่าพื้นฐาน (บาท)         21.00
52-week range (บาท)     7.15-14.40
มูลค่าตลาด (Bt bn/US$ m)  16/455
2551F PER (x)           13.22
2551F Div. yield (%)    3.60

         - กระทรวงพลังงานลดจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันสำหรับแก๊สโซฮอล์ลงลิตรละ 20 สตางค์ เพื่อกระตุ้นการใช้ การจัดเก็บภาษีเข้ากองทุนน้ำมัน สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงเหลือ 70 สตางค์ จาก 90 สตางค์/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 20 สตางค์/ลิตร

         - ราคาขายปลีกจะลดลง 20 สตางค์/ลิตร  แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 จะถูกกว่าน้ำมันเบนซินลิตรละ 3.70 บาท/ลิตร  ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น  ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี เพิ่มขึ้นสูงถึง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

         - ส่งผลบวกต่อ BCP เราเชื่อว่า BCP ในฐานะที่เป็นผู้จำหน่ายน้ำมันชีวภาพรายใหญ่ของประเทศ ด้วยสัดส่วนการตลาดสูงถึง 22% สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95  จะได้ประโยชน์จากการปรับลดเงินกองทุนน้ำมันสำหรับแก๊สโซฮอล์  ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ BCP-DR ด้วยมูลค่าพื้นฐานปี 51 ที่ 21 บาท (PBV 1.2x).

              โดย บมจ.หลักทรัพย์ซีมิโก้ ประจำวันที่ 3 ต.ค. 2550
http://www.thunhoon.com/home/


Post Reply