SAT

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
ว่านสน
Verified User
Posts: 25
Joined: Sat Jul 31, 2010 12:11 am

Posts by ว่านสน » Wed Sep 01, 2010 1:15 am

[quote="วรันศ์ บัฟเฟต"]ลืมบอกไปครับ เห็นว่าทุนอยู่ที่ 23 บาทอย่าเพิ่งตกใจขายทิ้งนะครับ อยากให้นักลงทุนเข้าใจว่าราคาเหมาะสมหรือ PER นั้น dynamic มาก มีการทำ revision เรื่อยๆ ปัจจัยใหม่เข้ามาเรื่อยๆ SAT เองก็เพิ่มมีการปรับเป้ารายได้ไป ผมมองว่าถ้าจะถือตัวนี้ควรจะมองยาวถึงอย่างน้อยก็ปีหน้าผมมองว่าหากความต้องการใช้รถในท้องตลาดโตขึ้น EPS อาจโตได้ถึง 2.6-2.7 บาทได้ ปีนี้เป็นปีแรกที่กลับมาหรือ turnaround ดูจากกราฟเห้นได้ชัดว่า break out จาก downtrend ตั้งแต่ปี 06 ได้ช่วงกลางเดือน 12 ปีที่แล้ว หลักๆผมมองว่าหุ้นตัวนี้มี story รองรับอนาคตอย่างน้อยก็มี อะไรที่ tangible ช่วย limit downside risk อยู่ หากลงเกิดการ correction แนวโน้มน่าจะเป็นจากการขายทำกำไรซะมากกว่า


ว่านสน
Verified User
Posts: 25
Joined: Sat Jul 31, 2010 12:11 am

Posts by ว่านสน » Wed Sep 01, 2010 1:18 am

^
^
โพสต์ซ้ำกัน ขอโทษด้วยค่ะ


User avatar
vutchara_s
Verified User
Posts: 221
Joined: Sat May 22, 2010 4:07 pm

Posts by vutchara_s » Wed Sep 01, 2010 8:54 am

ราคาดูจะอ่อนลงเพราะข่าวสั้นๆ ตัวนี้ยังดีมากในระยะยาว ดูยังไง
Q3 ตัวเลขออกมาค่อนข้างดีมากแน่ๆ EPS Q3 น่าจะ 0.8-1.0 ด้วยซ้ำไป
ตัวนี้อาจจะไม่หวืหวา ไม่เหมาะกับการเกร็งกำไรระยะสั้น แต่ราคาตัวเลขกลมๆ ขึ้นจากปีที่แล้วก็จะ 100% เข้าไปแล้ว ผมว่าไม่ต้องมีความกังวลอะไร
อีกเดี๋ยวราคาก็กลับขึ้นมาเองครับ


User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Wed Sep 01, 2010 10:59 pm

ช่วงนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ ดีมาก ถึงมากที่สุดครับ โดยเฉพาะ รถ มือ 1 นั้นขายดี มาก ทั้ง Toyota Honda Nissan


User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Wed Sep 01, 2010 11:07 pm

Technical Graph ยังสวย อยู่ใน Bullish Trend ครับ


jetdo9
Verified User
Posts: 247
Joined: Mon Jul 12, 2010 10:59 pm

Posts by jetdo9 » Wed Sep 01, 2010 11:35 pm

Rocker wrote:ช่วงนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ ดีมาก ถึงมากที่สุดครับ โดยเฉพาะ รถ มือ 1 นั้นขายดี มาก ทั้ง Toyota Honda Nissan
พอดีทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่ทำงานให้โตโยต้า นิสสัน จีเอ็ม

ออเดอร์ทะลักงานนี้ อั้นมานาน ปีหน้า อีโคคาร์ โตโยต้ามาแว้ว

คงมาไล่ทำตลาดกับฮอนด้า


User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Thu Sep 02, 2010 12:31 am

jetdo9 wrote:
Rocker wrote:ช่วงนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ ดีมาก ถึงมากที่สุดครับ โดยเฉพาะ รถ มือ 1 นั้นขายดี มาก ทั้ง Toyota Honda Nissan
พอดีทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่ทำงานให้โตโยต้า นิสสัน จีเอ็ม

ออเดอร์ทะลักงานนี้ อั้นมานาน ปีหน้า อีโคคาร์ โตโยต้ามาแว้ว

คงมาไล่ทำตลาดกับฮอนด้า
ผมทํา Corporate Banking ลูกค้ากลุ่มยานยนต์ พวก Dealers รถหลายค่าย ใช้ OD ขอเพิ่มวงเงิน OD  วางตั๋วPromisory Note กันถี่มากช่วงนี้นําไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ ครับ  งานเข้าเลย  ตูเหนื่อยขึ้นน.....
:twisted:


User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

ผู้บริหารGMพบนายกฯยืนยันพร้อมเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในไทย

Posts by Rocker » Thu Sep 02, 2010 12:53 am

วันนี้ (1 ก.ย.) นายทิม ลี ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์  อินเตอร์เนชั่นเนล โอเปอเรชั่น เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางมาเยือนไทย โดยมีนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย เข้าร่วมสนทนาด้วย


นายกฯ กล่าวชื่นชมบริษัท ฯ ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยกำหนดเป้าหมายที่จะขอเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในไทยให้มากขึ้น  สอดคล้องกับบรรยากาศเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีการปรับตัวดีขึ้น  ทำให้ตลาดรถยนต์ในภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีการขยายตัว   ซึ่งรัฐบาลไม่เพียงสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทางเลือกในประเทศไทย โดยเล็งเห็นประโยชน์ในการลดการใช้พลังงานจากน้ำมันและการรักษาสภาพแวดล้อมควบคู่กัน


ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์  อินเตอร์เนชั่นเนล โอเปอเรชั่น  กล่าวขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ที่ให้คำแนะนำในการดำเนินกิจกรรมของบริษัทฯเป็นอย่างดี โดยยืนยันว่า บริษัท ฯ มีแผนขยายการลงทุนในไทย โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตและส่วนแบ่งการตลาด  ซึ่งจะก่อให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้เพิ่มการจ้างงานจากจำนวนพนักงาน 2,000 คนในปัจจุบัน เป็น 4,000 คนในอนาคต และจะผลักดันให้พนักงานไทยที่มีศักยภาพขึ้นมาดำรงตำแหน่งบริหารในองค์การเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์  อินเตอร์เนชั่นเนล โอเปอเรชั่น ยังได้กล่าวสนับสนุนรัฐบาลไทย ที่เห็นความสำคัญของพลังงานทางเลือก ซึ่งรถยนต์หลายรุ่นจะมีการออกแบบเครื่องยนต์เพื่อตอบสนองการใช้เอทานอล ทั้งในรูปแบบ E20 หรือ E 85 ขณะนี้ ในสหรัฐ ฯ ก็มีการขยายสถานีบริการ เพื่อรองรับรถยนต์เหล่านี้ด้วย


User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Thu Sep 02, 2010 12:56 am

นิสสันยอดขายพุ่งกว่า85%


นิสสันสุดปลื้มยอดขายก.ค. พุ่งกว่า 85% โรงงานต้องเดินเครื่องเต็มกำลังผลิต 2 แสนคัน/ปี  ส่งผลให้ยอดผลิตสะสมทะลุ 1.5 ล้านคันแล้ว ชี้ มาร์ช ยอดจองทะลัก  แค่ไตรมาสแรก แห่ออร์เดอร์ล้นกว่า 2 หมื่นคัน
 
แหล่งข่าวจาก บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์นิสสันในประเทศไทย เปิดเผยว่า  ในเดือนกรกฎาคม ปี 2553  ที่ผ่านมา นิสสันยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 85.3%   เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผู้จำหน่าย รายงานยอดขายรวม สูงกว่า 5,000 คัน เป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกัน โดยยอดขายของตลาดรวมเดือนกรกฎาคมสูงขึ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลไปยังความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยปกติช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ถือว่าเป็นเดือนที่มียอดขายไม่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆของปี สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยโดยปี 2553 ซึ่งเริ่มต้นปีงบประมาณในเดือนเมษายนถึงปัจจุบัน (กรกฎาคม 2553) ยอดขายของนิสสันรวมทั้งสิ้น 18,116 คัน เพิ่มขึ้น  88.9% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณที่ผ่านมา

"นอกจากนี้นิสสัน ยังยืนยันว่าโรงงานประกอบรถยนต์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.ที่21 จังหวัดสมุทรปราการมีศักยภาพในการผลิตถึง 200,000 คัน โดยกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 100%
 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้จำนวนการผลิตรถจากโรงงานนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ในจังหวัดสมุทรปราการแห่งนี้ เพิ่มขึ้นถึง 1.5 ล้านคันแล้ว นี่คือก้าวสำคัญซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จของนิสสันในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง กับความร่วมมือที่แข็งแกร่ง และความพยายามของพนักงานนิสสันทุกคน"

ทั้งนี้ยอดขายนิสสันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากการเปิดตัวอีโคคาร์คันแรกของประเทศไทย  นิสสัน มาร์ช ซึ่งครองแชมป์รถที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดในตลาดเมืองไทย และเป็นที่รู้กันดีว่ามาร์ช คือ "รถที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม ที่มาพร้อมความคุ้มค่า (The Right Car, at the Right Time, with the Right Value)" รวมทั้งยังเป็นรถที่มียอดขายสูงสุดของ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ในไตรมาสแรกของปี 2553 โดยมียอดจองจากลูกค้ารวมแล้วมากกว่า 20,000 คัน ทั้งนี้ยอดสั่งจองมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ เริ่มเปิดตัวสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม บริษัท ได้ส่งมอบนิสสัน มาร์ช ให้กับลูกค้าผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศไปแล้ว มากกว่า 9,000 คัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,561  29  ส.ค. - 1 กันยายน พ.ศ. 2553


User avatar
มู่หลาน
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 27
Joined: Mon Jul 30, 2007 12:17 am

Posts by มู่หลาน » Thu Sep 02, 2010 1:14 am

เห็นด้วยคะ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ถึง ตอนนี้คนรอบๆข้าง ก็ซื้อรถใหม่กันหมดเลยคะ  7 คันแล้วคะ


User avatar
uzato1978
Verified User
Posts: 15
Joined: Tue Jun 01, 2010 8:35 pm

Posts by uzato1978 » Sun Sep 05, 2010 9:38 pm

น้องใหม่ขอรายงานตัวครับ
เข้ามาลงทุนครั้งแรกในชีวิต หวังว่า SAT คงไม่ทำให้ผิดหวังนะคับ

SAT สู้ๆๆๆๆ


tutinglee
Verified User
Posts: 208
Joined: Wed Jan 07, 2009 11:16 pm

Posts by tutinglee » Mon Sep 06, 2010 12:29 am

ยานยนต์ชนบาท โดนผลกระทบเต็มเปา-จี้รัฐแก้หวั่นหลุด31ขาดทุน            อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มไม่สดใส! เมื่อเจอปัจจัยเสี่ยงจากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง มีแนวโน้มหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุอยู่ไม่ได้แน่ เร่งรัฐบาลแก้ไขด่วน เพราะจากยอดผลิตรถทั้งหมดในไทย เป็นการส่งออกมากกว่า 60% และใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 80-90% จึงได้รับผลกระทบเต็มๆ ย้ำอัตราค่าเงินที่อุตฯ ยานยนต์อยู่ได้ 32-33 บาท เผยตัวเลขการผลิต 3 เดือนข้างหน้าส่อแววลดลง ยักษ์ โตโยต้า โอดตอนนี้รักษากำไรนับเป็นเรื่องยาก ฝันตัวเลขมูลค่าส่งออกสูงสุดในไทยร่วม 2 แสนล้านบาทอาจสะดุด ขณะที่ตลาดเกรย์มาร์เก็ตแข่งดุ บาทแข็งดึงดูดรายใหม่ผุดเพียบ หวั่นไม่ทำธุรกิจจริงจัง ระยะยาวอาจทำวงการผู้ค้ารถนำเข้าเสียหาย ภาพติดลบหนักกว่าเดิม
     
      จากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทในประเทศ (Onshore) แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 29 เดือนครั้งใหม่ และศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินสัปดาห์นี้ (6-10 กันยายน 2553) ค่าเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวแข็งค่าสุดอยู่ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ จนรัฐบาลต้องมีคำสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จับดูค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด หวั่นเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกและเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังได้
     
      **อุตฯยานยนต์สะเทือนต่ำกว่า 31บาท **
      เรื่องนี้ นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผย ASTV ผู้จัดการรายวัน ว่า เงินบาทที่กำลังแข็งค่าขึ้นมากในขณะนี้ เป็นปัญหาที่รัฐบาลควรเข้ามาแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพรวมอุตสาหกรรมการส่งออกทั้งหมด และในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินบาทแข็งค่ามากเช่นกัน
     
      ทั้งนี้ปัจจุบันมากกว่า 60% ของรถยนต์ที่ผลิตในไทยทั้งหมด เป็นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และที่สำคัญอุตสาหกรรมยานยนต์ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะปิกอัพที่มีสัดส่วนประมาณ 80-90% การที่เงินบาทแข็งค่าจึงทำให้มีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น เมื่อผลิตรถยนต์ส่งออกไปต่างประเทศ
     
      สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ขณะนี้ คงเป็นการขาดทุนกำไร และหากเงินบาทยังคงปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง ย่อมจะทำให้เกิดการขาดทุน และจะอยู่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอัตราค่าเงินบาทที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ได้ ไม่ควรจะแข็งค่าเกิน 32-33 บาทต่อดอลลาร์ฯ แต่ที่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ น่าจะอยู่ที่ระดับ 34 บาทนายศุภรัตน์กล่าวและว่า
     
      ส่วนการขอปรับราคาลงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนทำไม่ได้เช่นกัน เพราะทุกอย่างได้ตกลงทำสัญญาล่วงหน้าไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับผู้สั่งซื้อรถยนต์ในต่างประเทศ และเขาก็คงไม่ยอมให้ปรับราคาขึ้นแน่นอน ซึ่งหากเงินบาทแข็งค่าในระยะสั้นๆ คงจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่หากลากยาวไปจนถึงสิ้นปี ย่อมส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอย่างมาก
     
      ดังนั้นจึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และกลุ่มยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของไทย แต่ช่วงนี้ทางกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จะยังไม่เคลื่อนไหวอะไร โดยจะว่าไปตามทิศทางของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก่อน และคาดว่าสัปดาห์นี้น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น จากการเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาของทุกภาคส่วน
     
      **โตโยต้าชี้บาทแข็งทำกำไรเกลี้ยง**
      นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หรือทีเอ็มที(TMT) เปิดเผยว่า การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ หากไม่รีบแก้ไขให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถแน่นอน และอาจจะทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดส่งออกและในประเทศชะลอตัวได้
     
      ผลกระทบเบื้องต้นจากเงินบาทแข็งค่า จะทำให้การรักษากำไรเป็นเรื่องยาก และเราคงคุยกับผู้ผลิตชิ้นส่วนให้ยืนระดับราคาไว้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตมากกว่านี้ แต่รัฐบาลควรจะเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะเกิดปัญหาในระยะยาวได้ โดยโตโยต้ามองว่าอัตราค่าเงินที่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ ควรจะอยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
     
      สำหรับการส่งออกรถยนต์ของโตโยต้าปีนี้ คาดว่าจะมีการส่งออกไม่ต่ำกว่า 3.33 แสนคัน หรือมีมูลค่าส่งออกตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1.95 แสนล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าการส่งออก 1.56 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการประเมินจากทิศทางในช่วงครึ่งปีแรก และหากไม่มีปัญหาเรื่องเงินบาทแข็งค่ากระทบมากนัก น่าจะทำให้โตโยต้าเป็นผู้ส่งออกที่มีมูลค่ามากที่สุด จากปัจจุบันเป็นรองเพียงบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนเท่านั้น
     
      **ส่งออก2.34แสนล.-แนวโน้มผลิตลดลง**
      นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตในไทยช่วง 7 เดือน(ม.ค. - ก.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 914,765 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 97.12% โดยในเดือนกรกฎาคม 2553 จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ มีทั้งสิ้น 145,771 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 94.41% แต่ลดลง 2.09% จากเดือนมิถุนายน 2553
     
      ทั้งนี้จากจำนวนการผลิตทั้งหมด มียอดการส่งออกรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เป็นการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 505,783 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 115.57% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 234,968.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 86.95% และมียอดขายรถยนต์ภายในประเทศทั้งสิ้น 422,364 คัน เพิ่มขึ้น 53.8% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว
      สำหรับยอดประมาณการผลิตรถยนต์ในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2553 คาดว่าจะมีจำนวน 416,050 คัน เปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2553 ซึ่งมีจำนวน 426,814 คัน ลดลง 10,764 คัน หรือ 2.52% และเมื่อเปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2552 ซึ่งมีจำนวน 302,603 คันแล้ว เพิ่มขึ้น 113,447 คัน หรือ 37.49%
     
      **เกรย์ฯ หน้าใหม่แห่ผุดหวั่นทำเสีย **
      นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดุมผลวณิช ซีอีโอ บริษัท ทีเอสแอล ออโต คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระจากต่างประเทศ หรือเกรย์มาร์เก็ตรายใหญ่ในไทย เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมีทั้งข้อดีและไม่ดีต่อเกรย์มาร์เก็ตในไทย โดยเฉพาะรายใหญ่เช่นทีเอสแอล ซึ่งในแง่ดีทำให้ต้นทุนในการนำเข้ารถมาจำหน่ายลดลง และทำให้ราคารถมีความน่าสนใจ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้มีคู่แข่งมากขึ้น
     
      จะเห็นว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีรายใหม่เข้าสู่ตลาดเกรย์มาร์เก็ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งมาจากอัตราเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ในฐานะที่เป็นรายใหญ่ไม่ได้กลัวการแข่งขัน แต่สิ่งที่หวั่นเป็นการเข้ามาแบบไม่ได้มีการวางแผนระยะยาว หรือทำธุรกิจอย่างจริงจัง เพราะแรงจูงใจที่คนเข้ามาสู่ธุรกิจเกรย์มาร์เก็ต มักจะมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ดูดี ส่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ทำธุรกิจได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อไม่มีการวางเป็นระบบอาจจะมีปัญหาต่อการทำธุรกิจ จนส่งผลต่อการบริหารและดูแลลูกค้าได้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาพลบต่อวงการผู้ค้ารถนำเข้า และปัจจุบันความน่าเชื่อถือจากลูกค้าก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว
     
      สำหรับทีเอสแอลต้องการเป็นผู้ทำธุรกิจแท้จริง คือสามารถอยู่รอดได้ มีกำไร และผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น จึงไม่ใช่แค่อยากจะเข้ามาทำ เพราะรู้สึกดูดีหรือชอบ แบบนั้นเป็นได้แค่นักลงทุนที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ไม่ใช่ผู้ที่ทำธุรกิจนำเข้ารถยนต์อิสระอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงมองว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสม ควรจะอยู่ระดับประมาณ 55-56 บาทต่อยูโร ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อยูโร     http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000124402    พอดีเพิ่งอ่านเจอ จะมีปัญหาต่อ sat มากหรือเปล่าเนี่ย


User avatar
Packky
Verified User
Posts: 856
Joined: Wed Mar 24, 2010 10:14 pm

Posts by Packky » Mon Sep 06, 2010 6:12 pm

ตลท.รับหุ้นเพิ่มทุน SAT - AIT  และ CIG เริ่มเทรด 8 ก.ย.

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแจ้งว่า ตลท.การรับหุ้นเพิ่มทุนเป็น
หลักทรัพย์จดทะเบียนเพิ่มเติม: SATรับหลักทรัพย์เพิ่มทุน

เรื่อง : การรับหุ้นเพิ่มทุน
ชื่อบริษัท : บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี
จำกัด (มหาชน) (SAT)
ทุนเดิม (บาท) : 300,000,000.00
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 300,000,000
จำนวนหุ้นเพิ่มทุน :
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 15,000,000
ทุนใหม่ (บาท) : 315,000,000.00
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 315,000,000
มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (บาทต่อหุ้น) : 1.00
รายละเอียดการจัดสรร :จัดสรรให้นักลงทุนสถาบัน
และนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัท
ราคา 21.80 บาทต่อหุ้น
วันจองซื้อและชำระเงิน 31 สิงหาคม - 3 กันยายน 2553
วันที่เริ่มซื้อขาย : 08 ก.ย. 2553

และได้รับการรับหุ้นเพิ่มทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเพิ่มเติมรับหลักทรัพย์เพิ่มทุน

เรื่อง : การรับหุ้นเพิ่มทุน
ชื่อบริษัท : บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น
เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (AIT)
ทุนเดิม (บาท) : 318,737,545.00
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 63,747,509
- หุ้นบุริมสิทธิ (หุ้น) : 0
จำนวนหุ้นเพิ่มทุน :
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 697,500
- หุ้นบุริมสิทธิ (หุ้น) : 0
ทุนใหม่ (บาท) : 322,225,045.00
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 64,445,009
- หุ้นบุริมสิทธิ (หุ้น) : 0
มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (บาทต่อหุ้น) : 5.00
รายละเอียดการจัดสรร :
จัดสรรให้ :  การใช้สิทธิของ ESOP-W จำนวน 697,500 หน่วย เป็นหุ้นสามัญ 697,500 หุ้น //

อัตราใช้สิทธิ :  1 : 1 //

ราคาใช้สิทธิต่อหุ้น:  10 บาท //

วันใช้สิทธิ :  31 สิงหาคม 2553

วันที่เริ่มซื้อขาย : 08 ก.ย. 2553

รวมทั้งได้การรับหุ้นเพิ่มทุนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเพิ่มเติมรับหลักทรัพย์เพิ่มทุน

เรื่อง : การรับหุ้นเพิ่มทุน
ชื่อบริษัท : บริษัท ซี.ไอ.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
(CIG)
ทุนเดิม (บาท) : 270,376,395.00
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 540,752,790
จำนวนหุ้นเพิ่มทุน :
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 4,798,468
ทุนใหม่ (บาท) : 272,775,629.00
- หุ้นสามัญ (หุ้น) : 545,551,258
มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (บาทต่อหุ้น) : 0.50
รายละเอียดการจัดสรร :
1) จัดสรรให้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญครั้งที่ 2 ที่จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน
113,872 หน่วย โดยแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ 28,468 หุ้น
อัตรา 4:1
ราคา 0.5 บาทต่อหุ้น

วันจองซื้อและชำระเงิน 31 สิงหาคม 2553
2) จัดสรรให้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จัดสรรให้กรรมการและพนักงานจำนวน 4,770,000 หน่วย
โดยแปลงเป็นหุ้นสามัญ 4,770,000 หุ้น
อัตรา 1:1
ราคา 0.5 บาทต่อหุ้น
วันจองซื้อและชำระเงิน 31 สิงหาคม 2553
วันที่เริ่มซื้อขาย : 08 ก.ย. 2553






เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ    โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   06/09/10   เวลา   17:32:46


sattra
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 51
Joined: Sat Apr 17, 2010 6:38 am

Posts by sattra » Mon Sep 06, 2010 8:30 pm

cgsec กล่าวว่า

วิเคราะห์หมวดอุตสาหกรรม
หมวดยานยนต์ ยังไม่เห็นปัจจัยลบ
น้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด (ไม่เปลี่ยนแปลง)
ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในเดือน ก.ค. ต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมายังไม่เห็นปัจจัยลบต่ออุตสาหกรรมแต่
อย่างใด แม้ว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปยังคงมีปัญหา ขณะที่จีนอาจจะมีมาตรการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจออกมาก็
ตามเนื่องจากยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือน ก.ค. ยังคงขยายตัวสูงถึง 140%YoY มาอยู่ที่ 87,605 คัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้านการขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ค. แม้ว่าจะลดลงเล็กน้อยแต่ยังขยายตัวถึง 52%YoY มาอยู่ที่ 65,672 คัน เราคาดว่าเกิดจาก
ผลดีของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการที่ผู้ผลิตรถยนต์มีการออกรายการส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง
ทำให้รวมแล้วภาพรวมการผลิตรถยนต์ในเดือน ก.ค. ยังคงสูงถึง 145,771 คัน เพิ่มขึ้น 94%YoY โดยเป็นการขยายตัวทั้งในแง่ของการ
ผลิตเพื่อขายในประเทศและเพื่อการส่งออก
สำหรับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่เดือน ก.ย. เรามองว่าในแง่การขายรถยนต์น่าจะยังออกมาเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
หลังจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง TOYOTA ALTIS เข้าสู่ตลาดในช่วงกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค
อย่างมาก (ทางโตโยต้า แจ้งว่าภายในช่วง 1 สัปดาห์แรกของการเปิดตัวมียอดจองรถยนต์รุ่นดังกล่าวเข้ามาแล้วถึง 3,500 คัน) รวมถึง
การที่ค่ายรถยนต์ต่างๆมีการเร่งเพิ่มจำนวนศูนย์บริการลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายเพื่อรองรับการเติบโตด้านยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ในแง่การส่งออกรถยนต์เราคาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทบ้างแต่คาดว่าไม่มากนัก โดยเรา
มองว่าการส่งออกน่าจะอยู่ที่ระดับ 60,000-70,000 ได้ต่อไป
รวมแล้วทั้งปีเรายังมองว่าเป้าการผลิตรถยนต์จำนวน 1.5-1.6 ล้านคันที่สถาบันยานยนต์ตั้งเป้าไว้ในปี 53 มีความเป็นไปได้ค่อนข้าง
สูงโดยในช่วง 7M53 อยู่ที่ 914,765 คัน เพิ่มขึ้น 97%YoY ขณะที่ตามปกติแล้วการผลิตรถยนต์ในช่วง 2H53 จะสูงกว่าช่วง 1H53
เนื่องจากในช่วงปลายปีเป็นช่วง High Season ของการขายรถยนต์อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ
อย่างมาก รวมถึงการที่ทางคูโบต้ามีการยืนยันแผนการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกรถจักรกลการเกษตรไปยัง
ต่างประเทศ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนเพิ่มคำสั่งซื้อให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศเพิ่มได้ ดังนั้นเราจึงยังคงให้
น้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่มยานยนต์ไว้ที่ มากกว่าตลาด เช่นเดิม
สำหรับหุ้นแนะนำเรายังคงคำแนะนำให้ เก็งกำไร ในหุ้นกลุ่มยานยนต์อย่าง SAT STANLY และ AH เช่นเดิม โดยเลือก AH
เป็น Top picks ประจำเดือนนี้ เนื่องจากผลประกอบการในงวด 2Q53 ที่ออกมามีกำไรสุทธิสูงเกินกว่าที่อุตสาหกรรมคาดไว้ และทำให้
มีแนวโน้มที่ปรับประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีขึ้นจากเดิม อย่างไรก็ตามเราต้องติดตามว่า AH จะรักษาการเติบโตของผลประกอบการได้
อย่างต่อเนื่องหรือไม่


User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Mon Sep 06, 2010 9:21 pm

แรงขายที่ผ่าน มา น่าจะเป็น ด้านล่างนี้มากกว่าครับ หากหมดแรงขาย
ก็น่าจะ rebound ได้

MFC ขายหุ้น SAT ออก 6.67% ส่งผลให้เหลือหุ้นในมือ 3.33%


สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้รับรายงานการ
จำหน่าย หุ้นของบมจ. สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี(SAT) โดย บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด
(มหาชน) ซึ่งเป็นการจำหน่าย  เมื่อวันที่ 31/08/2553 จำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายคิดเป็น  
-6.67% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการจำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคิดเป็น  
3.33% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ


jetdo9
Verified User
Posts: 247
Joined: Mon Jul 12, 2010 10:59 pm

Posts by jetdo9 » Mon Sep 06, 2010 9:47 pm

[quote="Rocker"]แรงขายที่ผ่าน มา น่าจะเป็น ด้านล่างนี้มากกว่าครับ หากหมดแรงขาย
ก็น่าจะ rebound ได้

MFC ขายหุ้น SAT ออก 6.67% ส่งผลให้เหลือหุ้นในมือ 3.33%


สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้รับรายงานการ
จำหน่าย หุ้นของบมจ. สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี(SAT) โดย บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด
(มหาชน) ซึ่งเป็นการจำหน่าย


User avatar
uzato1978
Verified User
Posts: 15
Joined: Tue Jun 01, 2010 8:35 pm

Posts by uzato1978 » Mon Sep 06, 2010 10:51 pm

มึนเลยคับตอนนี้ เพิ่งจะซื้อไปเมื่อวันศุกร์นี้เอง 22.7
มันช่างเศร้า  :cry:


User avatar
romee
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1741
Joined: Thu Jun 07, 2007 10:08 pm

Posts by romee » Tue Sep 07, 2010 2:15 am

[quote="uzato1978"]มึนเลยคับตอนนี้ เพิ่งจะซื้อไปเมื่อวันศุกร์นี้เอง 22.7
มันช่างเศร้า

เราเสียพลังงานไปกับการคาดเดาว่า"ราคา"มันจะขึ้นหรือลง
แต่เราไม่เคยคิดเลยว่าถ้า"ราคา"ไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น...
Mudley live

User avatar
uzato1978
Verified User
Posts: 15
Joined: Tue Jun 01, 2010 8:35 pm

Posts by uzato1978 » Tue Sep 07, 2010 10:01 am

[quote="romee"][quote="uzato1978"]มึนเลยคับตอนนี้ เพิ่งจะซื้อไปเมื่อวันศุกร์นี้เอง 22.7
มันช่างเศร้า


Doyyon
Verified User
Posts: 78
Joined: Mon Jul 09, 2007 6:32 pm

SAT

Posts by Doyyon » Tue Sep 07, 2010 10:34 am

JP MORGAN ASSET MANAGEMENT (SINGAPORE) ขายหุ้น SAT ออก
4.11% ส่งผลให้เหลือในมือ 7.26%

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้รับแบบรายงานการ
จำหน่ายหุ้นของบมจ. สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี(SAT) โดย JP MORGAN ASSET
MANAGEMENT (SINGAPORE) ซึ่งเป็นการจำหน่าย  เมื่อวันที่ 31/08/2553 จำนวนหลัก
ทรัพย์ที่จำหน่ายคิดเป็น  4.11% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการจำนวนหลักทรัพย์ภายหลัง
การจำหน่ายคิดเป็น  7.26% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ



เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ    โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น  commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   07/09/10   เวลา   9:46:01

www.thaitowercrane.com ; For Rent & For Sale

User avatar
1154
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 895
Joined: Mon Jun 18, 2007 9:47 pm

Posts by 1154 » Tue Sep 07, 2010 11:36 am

ตกลงเค้ากำหนดสถานที่ แปลง SAT-T1 หรือยังครับ
Mail ไปถาม Broker ไม่เคยตอบอะไรเลย


moji072
Verified User
Posts: 8
Joined: Sun Apr 05, 2009 3:38 pm

Posts by moji072 » Tue Sep 07, 2010 12:59 pm

เรื่องsat T1สามารถแปลงได้แล้วนะคะ ติดต่อที่โบรกเกอร์ได้เลยค่ะ เขาจะให้กรอกเอกสาร และซื้อดราฝ ตามจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ไปทำมาแล้วค่ะ


User avatar
1154
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 895
Joined: Mon Jun 18, 2007 9:47 pm

Posts by 1154 » Tue Sep 07, 2010 3:00 pm

moji072 wrote:เรื่องsat T1สามารถแปลงได้แล้วนะคะ ติดต่อที่โบรกเกอร์ได้เลยค่ะ เขาจะให้กรอกเอกสาร และซื้อดราฝ ตามจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ไปทำมาแล้วค่ะ
ขอบคุณครับ


User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Tue Sep 07, 2010 10:29 pm

เดี๋ยวหุ้นเพิ่มทุนเข้า ตลาดเร็วๆนี้แล้ว

ลุ้น ราคาจะกลับมายืนเหนือ 23 ได้ไหม


Wei Han
Verified User
Posts: 167
Joined: Sat Mar 08, 2008 8:52 am

Posts by Wei Han » Tue Sep 07, 2010 11:11 pm

ราคารอบที่ผ่านมามันก็ตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนไปเยอะแล้วเหมือนกันนะครับ คราวนี้ต้องมาดูว่า EBITDA จะ deliver และ catch up กับราคาได้อย่างที่หวังมั๊ย อิอิ


Car_กันจัง
Verified User
Posts: 11
Joined: Wed Sep 08, 2010 9:03 am

Posts by Car_กันจัง » Wed Sep 08, 2010 1:32 pm

ขึ้นมาแรงเกินไปหน่อยเหมือนกัน ตั้งแต่ต้นปีวิ่งขึ้นมาหลาย % อยู่
ปรับลงซะหน่อยก็ดี จะได้มีแรงขึ้นในช่วงQ4
เหล็กก็แพงขึ้น บาทก็แข็งโป้กไม่รู้ว่าส่งออกจะมีปัญหาขนาดใหน
ถ้าทั่วโลกยังมีคนซื้อรถยนต์อยู่ ยังไงก็ยังก็ส่งออกได้(ว่ะ)
เรือ(รถ)ยนต์ลำนี้ ต้องผ่าด่านคลื่นลม อีกมากมายเป็นกำลังใจให้กับ SAT กันยาวๆ


BIGVI
Verified User
Posts: 19
Joined: Mon Jul 12, 2010 3:47 pm

Posts by BIGVI » Wed Sep 08, 2010 6:45 pm

jetdo9 wrote:
Rocker wrote:ช่วงนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ ดีมาก ถึงมากที่สุดครับ โดยเฉพาะ รถ มือ 1 นั้นขายดี มาก ทั้ง Toyota Honda Nissan
พอดีทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่ทำงานให้โตโยต้า นิสสัน จีเอ็ม

ออเดอร์ทะลักงานนี้ อั้นมานาน ปีหน้า อีโคคาร์ โตโยต้ามาแว้ว

คงมาไล่ทำตลาดกับฮอนด้า
ติดตามข้อมูล ข่าวสารของ SAT มาระยะนึงแล้วครับ (ยังไม่มีหุ้นครับ)
ขออนุญาตคุณ jetdo9 แก้ไขข้อมูลเรื่อง Toyota eco car ซึ่งจะเข้ามาปี 2013 ครับไม่ใช่ปีหน้า
แต่ขอยืนยันเรื่อง Order ตอนนี้ทะลักจริง Confirm !!

U Live U Learn

User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4200
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Wed Sep 08, 2010 10:36 pm

ขอยืนยัน สถาณการณ์ ตลาดรถยนต์ มือ1 ดีมากๆครับช่วงนี้

ทั้ง Toyota Honda Nissan  ข้อมูลจาก dealers รายใหญ่หลายจังหวัดในภาคกลางครับ


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Sat Sep 11, 2010 10:34 am

ปัจจัยความเสี่ยง

บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำการบริหารความเสี่ยงมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการองค์กร  ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงในระดับสากล โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Enterprise Risk Management Committee) รับผิดชอบในการกำกับดูแลการพัฒนาและปฏิบัติตามกรอบการบริหารความเสี่ยง   ติดตามความเสี่ยงที่สำคัญและการดำเนินการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าองค์กรมีระบบการจัดการความเสี่ยงอย่างเพียงพอและเหมาะสม บริษัทฯได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Roadmap ) ให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์และแผนธุรกิจของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การกำหนดนโยบายบริหารความเสี่ยง การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน และนำเข้าสู่การดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร รวมถึงการกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารและพนักงานให้ชัดเจน เชื่อมโยงสู่การประเมินผลงาน มีระบบการติดตามและรายงานความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดคุณภาพ และประสิทธิผลมากขึ้นในการปฏิบัติการสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยง ตั้งแต่ การวิเคราะห์ ประเมิน จัดทำแผน ติดตามและประเมินผล นอกจากนี้ บริษัทฯมุ่งมั่นให้มีการพัฒนาระบบการทำงานให้มีความเชื่อมโยงกระบวนการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการทำแผนกลยุทธ์ การกำหนดแผนงบประมาณขององค์กร เพื่อให้การกำหนดกลยุทธ์ได้มีการคำนึงความเสี่ยงสามารถจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ขององค์กร ตลอดจนมีการขยายผลการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบไปสู่งานโครงการและการลงทุนต่าง ๆ          

ปัจจัยเสี่ยง  ปี 2552
จากลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์  และสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงบางประการ ที่หากเกิดขึ้นแล้วอาจจะส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายหรือการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญได้  จากการดำเนินงานตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงในปี  2552 ที่ผ่านมาพบว่ามีปัจจัยความเสี่ยงหลัก ๆ สามารถจำแนกตามประเภทของความเสี่ยงได้ ดังนี้              
                                     
1. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ
ในปี 2552  ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยอดขายของบริษัทฯ มีการปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 26 ซึ่งลดลงน้อยกว่าการหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ลดลงประมาณร้อยละ 30 จากนโยบายการกระจายการลงทุนของบริษัทฯ ที่มีเป้าหมายรายได้ไม่ได้พึ่งลูกค้ารายใดรายหนึ่งมากนัก ประกอบกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้ของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ชิ้นส่วนยานยนต์แต่ยังคงใช้ความเชี่ยวชาญในขบวนการผลิตที่มีอยู่ของบริษัท  โดยในปี 2552 บริษัทฯมีสัดส่วนการขายชิ้นส่วนรถยนต์ต่อสัดส่วนการขายที่ไม่ใช่ชิ้นส่วนรถยนต์เท่ากับ 95:5

สำหรับคาดการณ์ในปี 2553 ภาวะเศรษฐกิจของโลกยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบางอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป หรือญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีสัญญาณของการฟื้นตัวแต่ก็อยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอนที่ค่อนข้างสูง นอกจากนั้นราคาน้ำมัน อัตราการว่างงานและประสิทธิผลของนโนบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ประกอบกับภาวะการเมืองของประเทศไทยยังมีปัญหา จะยังคงส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นและระยะกลางต่อไป ทั้งนี้ บริษัทฯได้มีการติดตามปัจจัยภายนอกที่สำคัญ รวมถึงการติดตามสถาณการณ์ข้อมูลของลูกค้าอย่างใกล้ชิด
จากกรอบแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งบริษัทฯนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่อยู่บนพื้นฐานของความพอดี คือ ไม่ประมาท พอประมาณ มีเหตุมีผลและการมีภูมิคุมกันในตัวที่ดี โดยให้ความสำคัญกับความสมดุลทั้งในด้านการเงิน ลูกค้า กระบวนการดำเนินงาน และ ผลลัพธ์ด้านการบริหารองค์กร  ซึ่งจะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ความมีเหตุมีผล  ความพอประมาณอย่างสมดุล  และมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้  จากหลักบริหารนี้ จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับองค์กรในอนาคตต่อไป

2. ความเสี่ยงด้านการเงิน
ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
จากการขยายการลงทุนของบริษัทฯ ทำให้ต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศ รวมทั้งการที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ (เหล็ก) ทั้งจากการสั่งซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศ และซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ     ซึ่งบริษัทฯอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ ปี 2552 บริษัทฯมีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ และเหล็ก คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการซื้อโดยรวม ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบและสร้างสมดุลของสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ โดยมีนโยบายการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนผ่านการซื้อสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า หรือ Forward Contract นอกจากนี้ บริษัทฯมีนโยบายเพิ่มยอดขายจากการส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นสกุลเงินหลัก ในการสั่งซื้อวัตถุดิบและการส่งออก เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินเยนญี่ปุ่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นสิ่งที่บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมได้  และถือว่าเป็นความเสี่ยงของธุรกิจที่ต้องมีการจัดการอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

3. ความเสี่ยงจากการปฏิบัติการ
3.1 ความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาและจากแหล่งวัตถุดิบ
จากการที่วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ของบริษัทคือเหล็ก ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 35 ของต้นทุนขายรวม และประมาณร้อยละ 75 ของมูลค่าเหล็กที่สั่งซื้อทั้งหมดเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากการไม่สามารถผลิตภายในประเทศได้ ดังนั้นหากมีการปรับเพิ่มขึ้นของราคาเหล็กก็จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ แต่ในปี 2552 ที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกมีการปรับลดลงประมาณร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2551 จากปริมาณความต้องการเหล็กในตลาดโลกที่ลดลงซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก      
           
แม้ว่าราคาวัตถุดิบมีการปรับตัวลดลงในภาพรวมก็ตาม แต่ความเคลื่อนไหวของราคาเหล็กในตลาดโลก ซึ่งเป็นไปตามกลไกการตลาด และเป็นสิ่งที่บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมได้ และถือว่ายังคงเป็นความเสี่ยงของธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง จากการที่บริษัทฯมีการปรับปรุงระบบการจัดการความเสี่ยงด้านราคาในปีที่ผ่าน ๆ มา  ในด้านการติดตามข้อมูลข่าวสารด้านความเคลื่อนไหวของราคาเหล็กของตลาดโลกอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด การวิเคราะห์แนวโน้มภาวะความต้องการ และกำลังการผลิตของตลาดในแต่ละช่วงเวลา ทำให้บริษัทฯสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาสนับสนุนการตัดสินใจหรือการเจรจาต่อรองราคา การกำหนดราคาคงที่ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีแผนงานในการสรรหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานและต้นทุนที่แข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อต้นทุนของบริษัทฯ

3.2 ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องจากผู้บริโภค เนื่องจากปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและอาจทำให้ต้องถูกชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมาย Product Liability
ในปี 2552 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัย หรือ Product Liability Law ซึ่ง พรบ.นี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถยนต์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ได้ หากพบว่าสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น ๆ ถูกผลิตโดยผู้ผลิตรายใด ผู้ผลิตอาจต้องเสียค่าปรับตามคำวินิจฉัยของศาล โดยค่าปรับจะประเมินตามมูลค่าความเสียหายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ด้วยเหตุผลด้านความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งมีระดับผลกระทบที่บริษัทฯยอมรับไม่ได้ บริษัทฯจึงให้ความสำคัญในระดับกลยุทธ์ขององค์กรที่พนักงานทุกคนต้องปฎิบัติตามระบบรับรองคุณภาพ ISO/TS 16949 อย่างเคร่งครัด การจัดการกระบวนการผลิตให้สามารถตรวจสอบได้ในแต่ละจุด รวมถึงการตรวจสอบขั้นสุดท้ายก่อนส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า เพื่อให้เกิดสินค้าที่มีคุณภาพเป็นเลิศ โดยการยอมให้เกิดของเสียน้อยที่สุดตามเป้าหมายที่ลูกค้ายอมรับได้ และมีเป้าหมายของงานเคลมจากลูกค้าต้องเป็นศูนย์ (Zero Claims)

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และชุมชน
จากลักษณะของธุรกิจและกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ หากไม่มีระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยที่ดี ก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายและความสูญเสียต่าง ๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อพนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ รวมถึงในประเด็นสิ่งแวดล้อมก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และชุมชนรอบข้างได้        
ในด้านความปลอดภัย ที่ผ่านมาบริษัทฯมีนโยบายที่มุ่งมั่นให้การดำเนินงานต่าง ๆ มีความสอดคล้องหรือมีมาตรฐานสูงกว่าข้อกำหนดของกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานการผลิต ระบบการผลิต ระบบควบคุมการผลิต และระบบควบคุมการเฝ้าระวังภัย รวมถึงมีการจัดการขั้นตอนการปฏิบัติงานและปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้วยการจัดการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เพื่อให้พนักงานทราบถึงวิธีการป้องกันอุบัติเหตุและการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้ส่งเสริมให้มีกิจกรรมการป้องกันความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม รวมถึงการปรับปรุงสภาพการทำงานให้มีความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับในการค้นหาอันตรายในกิจกรรม Completely Check Completely Find out (CCCF) มีเป้าหมาย 100 % ส่วนอุบัติเหตุขั้นรุนแรงและการเสียชีวิตเป็นศูนย์ นอกจากนี้ ได้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงส่งเสริมจิตสำนึกด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยทั้งในงานและนอกงาน กิจกรรมเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การฝึกซ้อมดับเพลิง และอพยพหนีไฟ เป็นต้น
ด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม บริษัทฯมีนโยบายที่ชัดเจนในการตรวจวัด ติดตามคุณภาพอากาศ น้ำเสียภายในบริษัทฯ และเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปในพื้นที่รอบ ๆบริษัทฯ เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษ และนำผลมาปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงาน การติดตั้งระบบดักฝุ่นและกำจัดฝุ่น และ ติดตั้งระบบบำบัดนำเสียจากกระบวนการผลิต กิจกรรมลดของเสียทั้งจากกระบวนการผลิตและการใช้งานทั่วไป เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวบริษัทฯ ได้มีการจัดทำเป็นคู่มือการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน โดยบ่งบอกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่ทุกพื้นที่ต้องดำเนินการ นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าร่วมในการตรวจประเมินโรงงาน (Management Shop floor) เป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้คำแนะนำในการปรับปรุงระบบการปฏิบัติงาน และให้มั่นใจได้ว่าการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fi ... 843T04.DOC


User avatar
Dr.Graham
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 159
Joined: Sun Nov 22, 2009 8:38 am

Posts by Dr.Graham » Tue Sep 14, 2010 11:08 pm

all in around 21.xx's


Post Reply