CPF

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Fri Jul 06, 2012 10:15 pm

โดยส่วนตัวผมคิดว่า ในอนาคตcpfยังเติบโตได้อีกมากมาย เนื่องจากต่อไปทางบริษัทจะมีการขยายช่องทาง ทางด้านอาหารมากขึ้น(ปัจจุบันรายได้foodอยู่ประมาณ18-19%เท่านั้น) จะเห็นว่ายังมีช่องทางในการขยายทางด้านfoodอีกมาก อีกทั้งปลายปีถึงต้นปีจะมีการเข้าซื้อกิจการอาหารทางยุโรปเข้ามาอีกด้วย จะทำให้กำไรของcpfมีความเสถียรขึ้น ดังนั้นการเติบโตในอนาคตของบริษัทนี้ยังคงมีอีกมาก

ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Fri Jul 06, 2012 11:18 pm

gripen wrote:โดยส่วนตัวผมคิดว่า ในอนาคตcpfยังเติบโตได้อีกมากมาย เนื่องจากต่อไปทางบริษัทจะมีการขยายช่องทาง ทางด้านอาหารมากขึ้น(ปัจจุบันรายได้foodอยู่ประมาณ18-19%เท่านั้น) จะเห็นว่ายังมีช่องทางในการขยายทางด้านfoodอีกมาก อีกทั้งปลายปีถึงต้นปีจะมีการเข้าซื้อกิจการอาหารทางยุโรปเข้ามาอีกด้วย จะทำให้กำไรของcpfมีความเสถียรขึ้น ดังนั้นการเติบโตในอนาคตของบริษัทนี้ยังคงมีอีกมาก
Attachments
fn2v5.gif
fn2v5.gif (13.91 KiB) Viewed 3350 times

ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

Real-VI
Verified User
Posts: 1583
Joined: Mon Aug 30, 2010 9:21 pm

Re: CPF

Posts by Real-VI » Fri Jul 06, 2012 11:35 pm

pantar wrote:โดยส่วนตัวยังไม่เห็นอะไรที่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเปลี่ยนในทางที่แย่ลงเลย...
พื้นฐานไม่ได้แย่ลงครับ
แค่กำไรน้อยกว่าคาด พอสมควร
ซึ่งถ้ากำไรระดับนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีแนวโน้มของการกลับมาในอนาคตอันใกล้
ก็อาจจะต้องรอนานหน่อยน่ะครับ

เห็นคอมเมนต์ด้านบนพูดแต่ว่า พื้นฐานไม่เปลี่ยน ยังดีเหมือนเดิม อนาคต มีช่องทาง กลยูทธ์อย่างไร
เรื่องอนาคต บริษัทในตลาดทุกตัว ดีเหมือนกัน มี growth story เหมือนกันหมดแหล่ะครับ


แต่ ใครจะไปถึงฝั่งก่อนใครเท่านั้นเอง

CPF ถือว่าถึงฝั่งไปแล้ว
แต่ไม่สามารถรักษา Growth ของ earning ได้ตลอด
earning จากการดำเนินงาน จะพักแถว 16,000 ล้านบาท อีกกี่ปี ประเด้นอยู่ตรงนี้ครับ

ไป M&A เขา ปลายปี
จะสร้าง earning คุ้มดอกเบี้ยจ่าย และ depreciation ที่เพิ่มขึ้น หรือเปล่า
ไม่ใช่สุดท้าย มีปัญหาต้องแก้ไข ในช่วง re-organization หลังจาก M&A ต้องใช้เวลาอีก 6-12 เดือนหรือไม่


พื้นฐาน CPF ไม่ได้แย่
แต่ก่อนหน้านี้ 2-4 เดือนที่แล้ว นักลงทุน ให้ valuation สูงเกินกว่าที่ earning บริษัท จะเร่งเครื่องไปรองรับ
ดังนั้น นักลงทุนต้องแยกให้ออกครับ ระหว่าง พื้นฐานบริษัท กับ Valuation


gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Sat Jul 07, 2012 12:05 am

Real-VI wrote:
pantar wrote:โดยส่วนตัวยังไม่เห็นอะไรที่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเปลี่ยนในทางที่แย่ลงเลย...
พื้นฐานไม่ได้แย่ลงครับ
แค่กำไรน้อยกว่าคาด พอสมควร
ซึ่งถ้ากำไรระดับนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีแนวโน้มของการกลับมาในอนาคตอันใกล้
ก็อาจจะต้องรอนานหน่อยน่ะครับ

เห็นคอมเมนต์ด้านบนพูดแต่ว่า พื้นฐานไม่เปลี่ยน ยังดีเหมือนเดิม อนาคต มีช่องทาง กลยูทธ์อย่างไร
เรื่องอนาคต บริษัทในตลาดทุกตัว ดีเหมือนกัน มี growth story เหมือนกันหมดแหล่ะครับ


แต่ ใครจะไปถึงฝั่งก่อนใครเท่านั้นเอง

CPF ถือว่าถึงฝั่งไปแล้ว
แต่ไม่สามารถรักษา Growth ของ earning ได้ตลอด
earning จากการดำเนินงาน จะพักแถว 16,000 ล้านบาท อีกกี่ปี ประเด้นอยู่ตรงนี้ครับ

ไป M&A เขา ปลายปี
จะสร้าง earning คุ้มดอกเบี้ยจ่าย และ depreciation ที่เพิ่มขึ้น หรือเปล่า
ไม่ใช่สุดท้าย มีปัญหาต้องแก้ไข ในช่วง re-organization หลังจาก M&A ต้องใช้เวลาอีก 6-12 เดือนหรือไม่


พื้นฐาน CPF ไม่ได้แย่
แต่ก่อนหน้านี้ 2-4 เดือนที่แล้ว นักลงทุน ให้ valuation สูงเกินกว่าที่ earning บริษัท จะเร่งเครื่องไปรองรับ
ดังนั้น นักลงทุนต้องแยกให้ออกครับ ระหว่าง พื้นฐานบริษัท กับ Valuation
ความเห็นส่วนตัวน่ะครับ ผมมองว่า CPF จัดอยู่ในหุ้น super stock ตัวหนึ่ง โดยมีคุณสมบัติค่อนข้างครบ ดังที่ดร.นิเวศน์ ได้กล่าวไว้ดังนี้

ข้อแรก Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage (DCA) หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมีขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่มขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้ เรื่องของ DCA นี้ บ่อยครั้ง นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด เอา “ความได้เปรียบชั่วคราว” มาเป็นความได้เปรียบที่ “ยั่งยืน”

ข้อสอง หุ้นสุดยอดนั้น จะต้องอยู่ในช่วงของ Virtuous Circle หรือ “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” นั่นก็คือ ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก เช่นต้นทุนลดลงไปอีก ในเวลาเดียวกัน สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก นั่นคือ ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ “ยึดครอง” ตลาดนั้นได้ พูดง่าย ๆ เราสามารถมองคร่าว ๆ ได้ว่าในอนาคตระยะยาว บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ข้อสี่ การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า

ข้อห้า บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี

ข้อหก บริษัทมี Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไรที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น

ข้อเจ็ด ผู้บริหารมักจะ “เก่ง” และได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก พนักงานของบริษัทมักจะ “ดี” และมี “ความสุข” เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ ไป

ข้อแปด หุ้น Super Stock นั้น มักจะไม่เคยมีราคา “ถูก” ยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า


ดังนั้น ผมจึงคิดว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่มีบ้างที่อาจจะมีช่วงที่สะดุดไปบ้าง แต่ผมเชื่อมั่นว่าปัญหานี้เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะอย่าลืมอีก 3 ปีจะมีการเปิด aec บริษัทนี้ได้เข้าไปลงทุนในแถบเอเชียนไว้นานแล้ว ดังนั้น จะได้เปรียบในเรื่อง economy of scale ต้นทุนก้อจะลดลงมาได้ และที่สำคัญบริษัท CPF ทำธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัย 4 นั่นคือ อาหาร ซึ่งมนุษย์ทุกคนยังคนต้องกินกันทุกๆวัน และตั้งแต่ผมเกิดมา ผมยังไม่เคยเห็นอาหารคนหรือแม้กระทั่งอาหารสัตว์มีราคาที่ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกๆปี ดังนั้นผมว่าการที่ลงทุนกับบริษัทนี้จะหนีภาวะเงินเฟ้อได้ดี(อย่าลืมน่ะครับ อาหารไม่เคยถูกลงเลย มีแต่จะแพงขึ้น)

ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

matee
Verified User
Posts: 535
Joined: Sun Feb 27, 2005 2:55 pm

Re: CPF

Posts by matee » Sat Jul 07, 2012 7:21 am

"หวัดนก"ระบาดหนักในเม็กซิโก พบสัตว์ปีกติดเชื้อแล้ว2.5ล้านตัว

นี่อาจเป็นสาเหตุ ที่หุ้น cpf เริ่มลง
ผมว่าม้นน่ากลัว



เอเจนซี/ASTVผู้จัดการ - การแพร่ระบาดของไวรัส H7N3 ทางตะวันตกของเม็กซิโก ส่งผลให้มีไก่ติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์นี้ไปแล้วราว 2.5 ล้านตัว และเจ้าหน้าที่ต้องฆ่าทำลายหรือกำจัดสัตว์ปีกไปแล้วเกือบ 1 ล้านตัว


chootana
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1401
Joined: Wed May 12, 2010 9:10 am

Re: CPF

Posts by chootana » Sat Jul 07, 2012 9:43 am

ไก่ส่งออกไปอียู ทำให้ supply ในไทยลดลงหรือเปล่าครับ ใครรู้บ้าง


chootana
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1401
Joined: Wed May 12, 2010 9:10 am

Re: CPF

Posts by chootana » Sat Jul 07, 2012 10:09 am

Real-VI wrote:
pantar wrote:โดยส่วนตัวยังไม่เห็นอะไรที่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเปลี่ยนในทางที่แย่ลงเลย...
ไป M&A เขา ปลายปี
จะสร้าง earning คุ้มดอกเบี้ยจ่าย และ depreciation ที่เพิ่มขึ้น หรือเปล่า
ไม่ใช่สุดท้าย มีปัญหาต้องแก้ไข ในช่วง re-organization หลังจาก M&A ต้องใช้เวลาอีก 6-12 เดือนหรือไม่

พื้นฐาน CPF ไม่ได้แย่
แต่ก่อนหน้านี้ 2-4 เดือนที่แล้ว นักลงทุน ให้ valuation สูงเกินกว่าที่ earning บริษัท จะเร่งเครื่องไปรองรับ
ดังนั้น นักลงทุนต้องแยกให้ออกครับ ระหว่าง พื้นฐานบริษัท กับ Valuation
ขอแสดงความคิดเห็นนิดนึงครับ การที่ cpf จะไปทำ M&A ผมว่าก้น่าจะมีการศึกษาที่ดี และมูลค่าของกิจการที่ซื้อดูเหมือนว่าจะน้อยกว่ามูลค่าที่ที่แท้จริงมาก ส่วนการสร้าง earning กับ depreciation ที่เกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาของการรวมกิจการ ผมว่า ก็เหมือนกับการขยายกิจการทั่วไปนะครับ ไม่น่าจะเป็นผลเสียกับ cpf เ้ว้นเสียแต่ว่า ทาง ผบห.คาดการณ์ผิดครับ ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง

แต่การทำ M&A มีข้อดีหลายประการ เราไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ ยิ่งการควบรวมในกิจการมูลค่าที่เราควบรวมได้ในราคาถูกมากๆ เราก็ยิ่งสร้างมูลค่าได้มากกว่า ไม่ต้องไปนับศูนย์ ทาง cpf ก็เริ่มกิจการได้เลย โดยมีลูกค้าอยู่ในมือครับ

ในอนาคตเราอาจเห็นการซื้อกิจการของทางอเมริกากับยุโรปของทางบริษัทได้มากขึ้นครับ

จริงๆ ผมก้เป็นห่วงเรื่องการขยายกิจการไปต่างประเทศ ในบางประเทศก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก อย่างในตุรกี ขาดทุนมาหลายปี ทาง ผบห.ก็บอกว่า ปีนี้ (ในตอนนั้น) จะเริ่มกลับมามีกำไร ก็ยังไม่เห็นมีกำไรซักที

เรื่องของการขยายงานไปต่างประเทศ (โดยทั่วไป) เท่าที่ทราบ ทางบริษัทค่อนข้างระมัดระวังพอสมควร มีการเข้าไปศึกษาอย่างค่อนข้างละเอียด และค่อยเป็นค่อยไปครับ


gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Sat Jul 07, 2012 10:28 am

นายบุญ​เกียรติ ชีวะตระกูลกิจ รองกรรม​การ​ผู้จัด​การอาวุ​โส บมจ.​เจริญ​โภคภัณฑ์ (CPF) ​เปิด​เผยว่า บริษัทจะมี​การ​เพิ่มสัดส่วนธุรกิจปลายน้ำ​ในอุตสาหกรรมอาหาร(Food)สำหรับ​การลงทุน​ในพม่า ​ใน​โอกาสที่พม่ากำลัง​เปิดประ​เทศ หลังจากบริษัทที่​ได้​เข้าลงทุน​ในพม่ามากว่า 10 ปี​แล้ว

ปัจจุบัน ราย​ได้หลัก​ในพม่ามาจากอาหารสัตว์​และพันธุ์สัตว์ ​ไก่​เนื้อ ​ไก่​ไข่ ​หรือธุรกิจต้นน้ำ ​แต่หลังจากสหภาพพม่า​เปิดประ​เทศมากขึ้น ​เน้นยุทธศาสตร์ประ​เทศ​เติบ​โตมากขึ้น ​ทำ​ให้บริษัทต้องปรับ​แผนธุรกิจตาม​ไปด้วย ​โดยธุรกิจอาหารที่จะ​เน้นหนักมากขึ้นอยู่​ในกลุ่มอาหารสำ​เร็จรูป ​ได้​แก่ ​ไก่ย่างห้าดาว อาหาร​แปรรูป ​ไส้กรอก ​เป็นต้น มากขึ้น จากสัดส่วนราย​ได้ Food ประมาณ 20-30% ​ให้​เป็น 50% ​ในอนาคต สอดคล้องกับภาพรวมธุรกิจ​และยุทธศาสตร์​โดยรวมของ CPF ที่จะ​เพิ่มสัดส่วนราย​ได้ Food  ​เป็น 50%​ทั้งหมด

"​ในอดีตอำนาจซื้อ​ในพม่ามีจำกัด ​เรา​จึงหันมา​ทำธุรกิจต้นน้ำ ​แต่​เมื่อพม่า​เปิดประ​เทศมากขึ้น ​ทำ​ให้ตลาด​ใหญ่ขึ้น ​เพราะนอกจากชาวพม่า ยังมีนักท่อง​เที่ยว นักธุรกิจ ​เดินทาง​เข้ามาที่พม่า ​ซึ่งจะต้องมี​การบริ​โภคมากขึ้น บริษัท​จึง​เริ่มปรับ​แผนสร้างราย​ได้จาก Food มากขึ้น นอกจากดีมานด์ที่สูงขึ้น ธุรกิจปลายน้ำยัง​เป็นธุรกิจที่มีมูลค่า​เพิ่มสูงกว่าต้นน้ำ ขณะ​เดียวกันบริษัทยัง​เน้นวิธี​การบริหารจัด​การผลิตที่​เป็นมืออาชีพ"นายบุญ​เกียรติ กล่าว

อย่าง​ไร​ก็ตาม นายบุญ​เกียรติ กล่าวยอมรับว่า หลัง​การพม่า​เปิดประ​เทศอาจ​ทำ​ให้มีคู่​แข่งธุรกิจมากขึ้น ​ได้​แก่ จีน​และสิงค​โปร์ ​ซึ่งจีนจะมี​ความ​ได้​เปรียบ​เรื่องต้นทุน​การผลิตที่ต่ำกว่า ​เนื่องจาก​การผลิตจะ​เน้นฐานปริมาณที่มากกว่า ​แต่​ก็ยังมั่น​ใจว่ากลุ่มสินค้าพรี​เมียมนั้น CPF ยัง​ทำ​ได้ดี ขณะ​เดียวกัน​ก็จะ​ใช้​เทค​โน​โลยี​และ​การบริหารสมัย​ใหม่ ​เพื่อสร้าง​ความ​ได้​เปรียบกับคู่​แข่งขัน

นายบุญ​เกียรติ ยัง​ได้กล่าว​แลก​เปลี่ยนจากประสบ​การณ์ลงทุน​ในพม่า​ใน​การสัมมนา​ในหัวข้อ"Explore Golden Opportunities in Myanmar"ว่า ​การ​เช้าลงทุน​ในพม่า ​เพราะมองว่ามี​โอกาส​การลงทุนที่มาก ​แต่หลัง​การ​เปิดประ​เทศ อาจ​ทำ​ให้มีคู่​แข่งจำนวนมาก​เช่นกัน ดังนั้น ​ผู้ประกอบ​การ​ไทย​ใน​แต่ละอุตสหากรรมต้องมี​ความ​เข้า​ใจว่า​การ​เข้าลงทุน​ในพม่า ต้อง​แข่งขัน​ได้​และ​ไม่ควรดูถูกตลาด​และ​ผู้บริ​โภค​ในพม่า ขณะ​เดียวกันจะต้องมี​การบริหารจัด​การ​การผลิต ​การลงทุนที่มีคุณภาพ ​เป็นมาตรฐาน ​และมี​ความ​เป็นมืออาชีพ ​ไม่​แนะนำ​ให้​ไปลงทุน​เพื่อฉกฉวย​โอกาส ​หรือ​เหวี่ยง​แห​การลงทุน ขณะ​เดียวกันมั่น​ใจว่าประธานาธิบดีพม่าคนปัจจุบ้นจะ​ทำ​ให้​การ​เมือง​ในพม่ามี​เสถียรภาพ

http://www.ryt9.com/s/iq05/1439977

ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

chootana
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1401
Joined: Wed May 12, 2010 9:10 am

Re: CPF

Posts by chootana » Sat Jul 07, 2012 12:53 pm

ข้อมูลผิดพลาดครับ ขออภัยจริงๆครับ เค้าเอ่ยถึง smithfield ว่าเป้นบริษัทอันดับหนึ่งเรื่องหมู แต่ไม่ได้หมายความว่า cpf จะไป take over ขออภัยครับ ที่ทำให้เข้าใจผิด


User avatar
[v]
Verified User
Posts: 1402
Joined: Sat Jan 26, 2008 9:56 pm

Re: CPF

Posts by [v] » Sat Jul 07, 2012 7:55 pm

ผมว่าอย่ากลัวไปมากไข้หวัดนกนี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่เท่าที่อ่านดูหลายคน ไม่ได้เอาเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาใช้ประโยชน์เลย กลับวนว่าย กับจุดเดิมๆ ทั้งที่ระบบการทำฟาร์มในสมัยนี้ก็เป็นระบบปิด ถ้ามีการแพร่ระบาดก็มีการจำกัดบริเวณ การแพร่ขยายอย่างเป็นระบบ หุ้นราคานี้ก็เริ่มมีส่วนลด ตามตำราก็มีบอกแต่อ่านดูหลายคนนี่อารมณ์ล้วนๆ


yoko
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4229
Joined: Sat Jan 27, 2007 4:49 pm

Re: CPF

Posts by yoko » Sat Jul 07, 2012 8:36 pm

cpfไม่มีประเด็นเรื่องไขหวัดนกเพราะเขาเปลี่ยนเป็นระบบปิด
ผมว่าเราลองดูราคาของหมู ไก่ กุ้ง ในประเทศ ก็พอจะรู้ว่าเขาเป็นอย่างไร


:8) :8) :8) :8) :8)


gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Sat Jul 07, 2012 8:47 pm


ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

User avatar
Tsurumi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 268
Joined: Thu Aug 05, 2010 9:59 pm

Re: CPF

Posts by Tsurumi » Sat Jul 07, 2012 10:38 pm

[quote="streetstock"]รบกวนคุณ nACrophiles_117 ช่วยบอกหน่อนครับว่าเอามาจากที่ไหนครับ
ขอบคุณมากครับ[/quote]
Chart ราคาย้อนหลังลองดูพวกนี้ครับ
Www.indexmundi.com (ไม่รู้ว่าเขียนถูกหรือไม่)
ส่วนราคาพืชผักเนื้อหมูเห็ดเป็ดไก่ในไทยก็มีหลายเจ้า ทั้งรัฐ/เอกชน ลองดูที่เว็บของตลาดสี่มุมเมือง และเว็บของตลาดยิ่งเจริญ


gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Sun Jul 08, 2012 3:38 pm

ปัจจุบัน ราย​ได้หลัก​ในพม่ามาจากอาหารสัตว์​และพันธุ์สัตว์ ​ไก่​เนื้อ ​ไก่​ไข่ ​หรือธุรกิจต้นน้ำ ​แต่หลังจากสหภาพพม่า​เปิดประ​เทศมากขึ้น ​เน้นยุทธศาสตร์ประ​เทศ​เติบ​โตมากขึ้น ​ทำ​ให้บริษัทต้องปรับ​แผนธุรกิจตาม​ไปด้วย ​โดยธุรกิจอาหารที่จะ​เน้นหนักมากขึ้นอยู่​ในกลุ่มอาหารสำ​เร็จรูป ​ได้​แก่ ​ไก่ย่างห้าดาว อาหาร​แปรรูป ​ไส้กรอก ​เป็นต้น มากขึ้น จากสัดส่วนราย​ได้ Food ประมาณ 20-30% ​ให้​เป็น 50% ​ในอนาคต สอดคล้องกับภาพรวมธุรกิจ​และยุทธศาสตร์​โดยรวมของ CPF ที่จะ​เพิ่มสัดส่วนราย​ได้ Food  ​เป็น 50%​ทั้งหมด

ถ้าทางบริษัทสามารถทำได้จริง ก็จะสามารถรักษาและเพิ่มมูลค่าให้แก่ตัวสินค้าทำให้กำไรดีและเสถียรมากขึ้นน่ะครับ
คหสต. คิดว่าบริษัทน่าจะทำได้แต่คงต้องใช้เวลา

ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

kodo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 123
Joined: Sun Nov 04, 2007 9:54 pm

Re: CPF

Posts by kodo » Mon Jul 09, 2012 9:22 am

มาแปลก วันนี้เด็กแนวเชียร์ด้วยแฮะ http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=33299


young_5432
Verified User
Posts: 1047
Joined: Wed May 27, 2009 12:59 pm

Re: CPF

Posts by young_5432 » Mon Jul 09, 2012 2:14 pm

PE. ใน set 11.07. คิดยังไงครับ. กำไรต่อหุ้น 3 บาทกว่า ที่ราคา 35. เอามาจากไหนครับ ปีที่แล้ว 2.37. ถ้าคิดปีนี้ กับ3 ไตรมาสปีที่แล้ว ก็ไม่ใช่ตัวเลขนี้่อยู่ดี

มีกระแสน้ำสายหนึ่งในกิจกรรมของคน ซึ่งเมื่อมันไหลบ่าท่วมท้น จะนำไปสู่ความมั่งคั่งมหาศาล :Philip A. Fisher

Radio
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1243
Joined: Sun Jul 15, 2007 7:14 am

Re: CPF

Posts by Radio » Mon Jul 09, 2012 2:52 pm

Q1 ปี 12= 1.56
Q4 ปี 11=0.31
Q3 ปี 11=0.66
Q2 ปี 11=0.63
รวม 3.16 ราคาหุ้น 35 P/E=11.07


young_5432
Verified User
Posts: 1047
Joined: Wed May 27, 2009 12:59 pm

Re: CPF

Posts by young_5432 » Mon Jul 09, 2012 6:00 pm

Radio wrote:Q1 ปี 12= 1.56 Q4 ปี 11=0.31 Q3 ปี 11=0.66 Q2 ปี 11=0.63 รวม 3.16 ราคาหุ้น 35 P/E=11.07
ทำไมตัวเลขผมต่างกันครับ มีอะไรผิดพลาดที่ผมไม่รู้ป่าวครับ

อย่าง Q2= 0.73
,Q3=0.76 , ต่างกันอยู่ 0.1

Q4=0.36
Q1, 2555 = 1.76 อ้างอิงจาก set.or.th


ช่วยชี้แนะด้วยครับ จำได้ว่ามีการเพิ่มหุ้น ต้อองหารย้อนกลับไปป่าวครับ แล้ว Q1 2555 น่าจะรวมการเพิ่มหุ้นแล้วรึป่าวครับ

มีกระแสน้ำสายหนึ่งในกิจกรรมของคน ซึ่งเมื่อมันไหลบ่าท่วมท้น จะนำไปสู่ความมั่งคั่งมหาศาล :Philip A. Fisher

pawattt
Verified User
Posts: 413
Joined: Tue Oct 12, 2010 10:17 pm

Re: CPF

Posts by pawattt » Mon Jul 09, 2012 9:21 pm

สรุป Special Talk "พลังจีน...ขับเคลื่อนโลก" คุณธนินท์ เจียรวนนท์ วันที่ 5 กรกฎาคม 2555

ผมได้ไปฟังมาครับ ขอนำมาแบ่งปัน หากผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยนะครับ

นับถึงปีนี้ คุณธนินท์เข้าไปลงทุนในจีนเป็นปีที่ 32 แล้ว และยังคงเชื่อมั่นว่าจีนจะยิ่งใหญ่ขึ้นไป(จีนพึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่งมา 10 กว่าปีนี้เอง)

ประเด็นสำคัญ ๆ
1. ตอนนี้จีนพร้อมทุกอย่างแล้ว ความรู้ เงินทุน Infrastructure ต่างจากตอนที่ท่านไปใหม่ ๆ
“ เป็นโอกาสของเราแล้วตอนนี้”
จุดที่เป็นโอกาส ท่านเชื่อว่าจีนจะออกมาตรการที่สนับสนุน ธุรกิจ “จิ๋ว เล็ก กลาง” เพราะจีนรู้แล้วว่าประเทศจะอยู่ได้ ต้องสร้างตรงนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเป็นรูปธรรมมากนัก แต่กำลังทำกันนอยู่ เมื่อมีนโยบายขึ้นมา คนไทยควรเตรียมพร้อมหากเค้าเปิดการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ
2. ธุรกิจบริการของจีนพึ่งเกิดมาไม่กี่ 10 ปีนี้เอง รัฐบาลยังไม่มีหลักสูตรมาสนับสนุนเลย
3. ตอนนี้แค่จีนโต 1% ก็มีความหมายมหาศาลมากกว่า การโต 100% ของแต่ก่อนมาก
4. วัฒนธรรมจีน เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว “หากผมเปียล้าสมัย ก็ตัดออกกันหมดเลย”
5. สำหรับธุรกิจไทยนั้น มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาของธนาคาร เอื้อกับบริษัทขนาดใหญ่หมด ไม่ค่อยมีสนับสนุน “จิ๋ว เล็ก กลาง” ตรงนี้สำคัญมาก “จะเอาวิธีที่ปฏิบัติกับผู้ใหญ่ มาดูแล เด็กได้อย่างไร” ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสนับสนุน
6. แต่ก่อนมีคนพูดที่ว่า “มังกรข้ามน้ำทะเลมา ยังสู้งูท้องถิ่นไม่ได้ (เทียบคนไทยที่ข้ามไปทำธุรกิจต่างแดน)” ตอนนี้หากเราเข้าไปทำธุรกิจที่จีน ไม่ใช่มังกรน้ำข้ามไปสู้กับงูท้องถิ่นแล้ว เราไปเจอมังกรท้องถิ่นเลย !!!”
7. การทำธุรกิจ เน้นที่ “คน” ก่อน ทุนมาทีหลัง ถ้าไม่มีคนอย่าทำ
8. เกษตรกรจีนคิดเป็นประมาณกว่า 50-60% ของประชากรทั้งหมด คือประมาณ 700 ล้านคน หากจีนรวยขึ้นมา 5 เท่า แล้วเพียง 10% มาเที่ยวไทย ที่พักทั้งประเทศก็ไม่พออย่างแน่นอน !!!
9. 12-13 ปีนี้เองที่ประชาชนจีนสามารถซื้อรถได้ แต่ก่อนจะซื้อได้คือ รัฐบาลและข้าราชการเท่านั้น



ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวของกับ CP
1. หลาย ๆ คนอาจมองว่า CP เป็นคู่แข่งเกษตรกร ท่านตอบว่า “เราไม่ได้เป็นคู่แข่งแน่นอน เราสนับสนุนเค้า” ที่เราทำ เริ่มที่จีนแล้ว และกำลังทำที่ไทยคือว่า ผู้ที่มีพื้นที่ทำการเกษตร เราจะติดต่อเค้า ขอเช่าพื้นที่แล้วให้คนที่เค้าเก่ง (บุคคลที่ 3) มาทำแทน เจ้าของพื้นที่ ก็มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ชอบที่ถนัด ส่วนเราเองก็จะสนับสนุน และทำการตลาดให้ จะเห็นว่า win ทั้ง 3 ฝ่ายเลย และได้ประโยชน์ และคุณภาพสูงสุดด้วย เป็นการ “สานประโยชน์”
2. CP กำลังทำธุรกิจเกษตรสมัยใหม่
3. ไม่ว่าประเทศไหน ไม่มีไคอยากให้คนต่างชาติมาเอาเปรียบ ดังนั้นเราต้องไปเสียเปรียบให้เขาก่อน อย่าเอาเปรียบเขา เอาเปรียบไปก็ไม่ได้อะไรมากนักหรอก “คนยิ่งใหญ่ต้องรู้จักเสียเปรียบให้เป็น”
4. ท่านกล่าวว่า สินค้าเกษตรควรมีราคาเท่ากับน้ำมัน (หรือเพิ่มเป็นสัดส่วนเท่ากัน ตรงนี้ไม่แน่ใจครับ)
5. ผู้ปกครองแต่ละรัฐ แต่ละชุมชน เป้าหมายสำคัญ คือ การดูแลปากท้องประชาชน CP ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้เต็ม ๆ
6. มีคนถามว่า CP จะไปแข่งกับ KFC หรือไม่ ท่านตอบว่า “เราเป็นนักวิ่งมาราธอน อย่างไปแข่งกับนักวิ่งร้อยเมตรที่เป็นแชมป์อยู่แล้ว” ถึงแม้แข่งไปแล้วเราชนะ กว่าจะชนะได้ก็เสียพละกำลังไปมหาศาล ไม่คุ้มหรอก หากเราจะแข่ง ต้องให้เค้ามาแข่งในสนามของเรา หรือไม่เราก็เปิดตลาดใหม่เลย เช่น ทำ model คล้าย ๆ KFC แต่ขายข้าวมันไก่ กระจายทั่วจีน แล้วค่อยขยายไปทั่วโลก
7. การมองวิกฤติกับโอกาส แล้วแต่มุมที่มอง ท่านกล่าว ส่วนตัวแล้วท่านมองในแง่โอกาส เช่น ส่วนมากจะบอกกันว่า ถ้าพม่าปลูกข้าว จะเป็นวิกฤติของไทยแน่ ๆ ข้าวจะล้นตลาด ราคาตกต่ำ
แต่คุณธนินท์กลับมองเป็นโอกาสดังนี้
ท่านถามกลับว่า เราห้ามพม่าปลูกข้าวได้หรือ? ไม่ได้แน่นอนใช่ไหม “ถ้าพม่าปลูกข้าวจริง ผมจะเป็นคนไปซื้อข้าวเค้า แล้วทำการตลาดให้ ส่งขายทั่วโลก” ส่วนพื้นที่เกษตรเรา ก็ไม่ต้องไปปลูกแข่งกับเขา เราก็เปลี่ยนเป็นปลูกอย่างอื่นที่มี “มูลค่ามากกว่าข้าวแทน” จะไปแข่งกับเขาทำไม

จากการที่ผมฟังทั้งหมดนั้น คุณธนินท์เป็นผู้ที่เน้นการหาและมองที่โอกาสเสมอ มีคำถามจากท่านผู้ฟังถามประมาณว่า “อะไรคือจุดที่เสี่ยงทีสุดของจีน” ท่านตอบว่า “หากพูดถึงความเสี่ยงผมคงต้องกลับไปหาข้อมูลก่อน” แต่หากถามคำถามอื่นๆ ท่านจะตอบแนวทางที่เป็นโอกาสเสมอครับ
:D :D


User avatar
6666666v
Verified User
Posts: 1089
Joined: Sun May 29, 2011 10:49 pm

Re: CPF

Posts by 6666666v » Mon Jul 09, 2012 11:16 pm

อเมริกาใต้แห้งแล้งหนักราคา commodities พวกอาหารสัตว์ราคาขึ้นหนัก
Attachments
563336_361381130601444_327170802_n.jpg
563336_361381130601444_327170802_n.jpg (80.62 KiB) Viewed 1334 times

I Like To Invest.

มาหาเหตู
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 279
Joined: Sun Feb 07, 2010 10:03 pm

Re: CPF

Posts by มาหาเหตู » Mon Jul 09, 2012 11:32 pm

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"บุญทรง" สั่งเร่งเจรจา FTA ไทย-ยุโรปภายในปีนี้ หวังแก้เกมอียูตัดสิทธิพิเศษ GSPในปี 2558 ชิมลางสินค้า 4 กลุ่ม รถยนต์-กุ้งต้มสุก-อาหารปรุงแต่ง-อัญมณี/เครื่องประดับ มีสิทธิ์ไปก่อนในอีก 18 เดือน ยักษ์ใหญ่ CPF ไม่หวั่นเตรียมย้ายฐานผลิตกุ้งต้มไปเวียดนามดอดเช่าโรงงานจ้างผลิตกุ้งต้มใน สเปน-โปรตุเกส รถยนต์ต้องยอมรับภาษีนำเข้าเต็มกระทบราคาขายในตลาดยุโรปทันที

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการตัดสิทธิพิเศษอัตราภาษีศุลกากร(GSP-EU) ว่า สหภาพยุโรปได้ประกาศเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การให้สิทธิพิเศษ GSP ใหม่เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญจะ "ยกเลิก" การให้สิทธิพิเศษ GSP กับประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป (Upper-Middle Income) ขึ้นไป ส่งผลให้ประเทศที่ได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์ใหม่จะลดลงเหลือเพียงไม่เกิน 80 ประเทศจากที่เคยได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 176 ประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทย จะถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP-EU ทั้งหมดเป็นการแน่นอนแล้ว เนื่องจากตามนิยามของ ธนาคารโลก ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป จากเดิมที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางต่ำลงมา หรือ Lower-Middle Income ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยไปยังสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2558

จะเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติ หรือ MFN เป็นจำนวนหลายร้อยรายการ

ใน ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-เมษายน 2555) ปรากฏ ประเทศไทยมีการใช้สิทธิพิเศษ GSP ส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรปคิดเป็นมูลค่า 2,869.45 ล้านเหรียญ หรือ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าส่งออก 3,111.37 ล้านเหรียญ

ส่งผลให้สัดส่วนการใช้สิทธิพิเศษลดลงเหลือร้อยละ 65.1 เมื่อเทียบกับการใช้สิทธิ์ในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่สัดส่วนร้อยละ 66.54

อย่าง ไรก็ตามก่อนที่ประเทศไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP ทั้งหมดภายในปี 2558 นั้น ในระหว่างนี้มีรายงานเข้ามาว่า จะมีสินค้าไทยใน 4 กลุ่มหลักถูกสหภาพยุโรปสั่งระงับสิทธิพิเศษตามหลักเกณฑ์ Product Graduation หรือ มูลค่าส่งออกของประเทศผู้ได้รับสิทธิเกินกว่าร้อยละ 17.5 ของมูลค่าการนำเข้ารวมของสินค้ารายการนั้น โดยสินค้าทั้ง 4 กลุ่มได้แก่ พิกัด S-4a สัตว์น้ำแปรรูป, S-4b อาหารปรุงแต่ง, S-14 อัญมณี และเครื่องประดับ และ S-17b ยานยนต์อุปกรณ์/อากาศยาน

โดยมีข้อน่า สังเกตว่า รายการสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิพิเศษ GSP ตามเกณฑ์ Product Graduation จะประกอบไปด้วย 1)รถยนต์นั่ง/รถแวน/ปิ๊กอัพ อัตราภาษี GSP ร้อยละ 6.5 อัตราภาษีปรกติ (MFN) ร้อยละ 10

2)รถ จักรยานยนต์ GSP ร้อยละ 2.5-4.5 MFN ร้อยละ 6-8 3)ยางรถยนต์ GSP ร้อยละ MFN ร้อยละ 4-4.5 4)สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม GSP 6.4-9.6 MFN ร้อยละ 8-12 5)รองเท้า GSP ร้อยละ 11.9 MFN ร้อยละ 17 6)สับปะรดกระป๋อง GSP ร้อยละ 0 MFN ร้อยละ 25.6 7)กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง GSP ร้อยละ 4.2 MFN ร้อยละ 12 8)อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปประเภทปลา GSP ร้อยละ 9-20.5 MFN ร้อยละ 12.5-24 และ 13)อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปประเภทกุ้ง GSP ร้อยละ 7 MFN ร้อยละ 20

ด้านภาคเอกชนมีความกังวลกับการถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP ในช่วงนี้ก่อนที่จะถูกยกเลิกสิทธิพิเศษทั้งหมดในปี 2558 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์-กุ้ง และสับปะรดกระป๋อง โดยนายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า CPF

มีการส่ง ออกกุ้งต้มไปสหภาพยุโรปคิดเป็นมูลค่าประมาณปีละ 1,000 ล้านบาท หากประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษจริง ทาง CPF ก็พร้อมที่จะใช้ฐานประเทศเพื่อนบ้านเป็นที่ผลิตกุ้งต้มส่งออกแทน อาทิ เวียดนาม ที่ยังได้รับสิทธิพิเศษ GSP อยู่ "เราต้องเร่งเปิดเจรจา FTA กับ สหภาพยุโรป เพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกัน เช่นเดียวกับมาเลเซียที่ถึงแม้จะถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP ไปแล้ว แต่จะได้ลดภาษีนำเข้าเป็น 0 ตาม FTA อียู-มาเลเซีย"

ล่าสุดมีรายงาน ข่าวเข้ามาว่า กลุ่ม CP ต้องการให้รัฐบาลเปิดการเจรจาเขตการค้าเสรี(FTA) กับ สหภาพยุโรปทันที หลังจากที่ล่าช้ามาไม่ต่ำกว่า 3 ปีจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง เนื่องจากภาคเอกชนมีความเชื่อว่า ในระหว่างที่มีการเจรจา FTA ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าโดยเฉพาะ กุ้งต้ม เข้าไปจำหน่ายในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการได้รับสิทธิพิเศษ GSP มาเป็น FTA ได้อยู่ หรือเท่ากับมีเวลาส่งออกกุ้งต้มภายใต้ GSP ต่อไปได้อีก 18 เดือนภายใต้ Product Graduation หรืออีก 3 ปีภายใต้เกณฑ์ใหม่(Upper-Middle Income)
"ความจริงทาง CPF มีการเตรียมการไว้หมดแล้ว หากถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP รายการกุ้งต้มสุก เราก็พร้อมที่จะส่งกุ้งดิบเข้าไปแปรรูปเป็นกุ้งต้มในโรงงานที่สเปนหรือ โปรตุเกส ซึ่งมีการเช่าโรงงานและจ้างผลิตไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

นายสุนทร อรุณานนท์ชัย ประธานกรรมการ บริษัทเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า จากตัดสิทธิพิเศษ GSP ในรายการกุ้งแปรรูป อาจจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบราคากุ้งตกต่ำ ดังนั้น ปีนี้ทางเทสโก้ฯจะรับซื้อกุ้งสดจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก 20% หรือประมาณ 12,000 ตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศ 3,000 ตันและส่งออกไปจำหน่ายในสาขาของเทสโก้ต่างประเทศอีก 9,000 ตัน

รายงาน ข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในบรัสเซสล์ ระบุถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสินค้ากุ้งสุกหรือกุ้งแปรรูปไทยที่ส่งออก ไปสหภาพยุโรปจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ 20% ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย ทั้งสามประเทศยังคงได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่กลุ่ม Lower-Middle Income จึงจะยังคงได้รับสิทธิพิเศษ GSP ต่อไป

ส่วนด้านการส่งออกรถยนต์ไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งจะต้องถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP เหมือนกับกุ้งนั้น นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยเพื่อส่งเข้าไปจำหน่ายในยุโรปจะ ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ต้องปรับราคาขึ้นตาม ไปด้วยอย่างเเน่นอน

"ปัจจุบันมีการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ประมาณ 10% ส่งออกไปยุโรป ขณะที่รถยนต์ทั้งคันส่งออกประมาณ 500,000 ล้านบาท ตลาด 10% เป็นตลาดยุโรปเช่นกัน ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจจะทำให้ตลาดชะงักไปได้บางส่วน แต่ขณะนี้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในยุโรปเกิดปัญหาทำให้ยอดการส่งออกรถยนต์ลด ลงมาในระดับ 6-7% เท่านั้น" นายศุภรัตน์กล่าว

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมเปิดการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี

ระหว่างไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-อียู)ให้ได้ภายในปีนี้ เพื่อให้ทันต่อการระงับสิทธิพิเศษ GSP ของสหภาพตามหลักเกณฑ์ใหม่ (Upper-Middle Income)ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยสหภาพยุโรปจะให้เวลาปรับตัวจนถึงสิ้นปี 2557 และจะตัดสิทธิ์ทั้งหมดประเทศในปี 2558

โดยผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สอบถามไปยังนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมเจรจาการค้าฯจะดำเนินการสานต่อกระบวนการเปิดเจรจา FTA ไทย-อียู โดยในวันที่ 23-24 กรกฎาคมนี้ จะเดินทางไปพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหภาพยุโรป เพี่อหารืออย่างตรงไปตรงมาถึงแนวทางการเปิดเจรจา FTA ว่า หากเปิดเจรจาครอบคลุมทั้งกรอบการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุนแล้ว จะวางแนวทางอย่างไร และจะต้องประสานความเข้าใจกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศ หลังจากที่มีการประชาพิจารณ์ไปแล้วเมื่อ 1-2 ปีก่อน เพื่อปรับความเข้าใจ ในกรณีที่หลายฝ่ายยังคัดค้าน ก่อนที่จะสรุปกรอบการเจรจาเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาที่มีกำหนดเปิดวันที่ 1 สิงหาคมนี้ เพื่อให้พิจารณาตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550

ขณะ ที่ นายร็อลฟ-ดีเลอร์ ดาเนียล ประธานสมาคมศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียน-อาเซียน หรือ EABC กล่าวว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างมากเพราะ ไทยเป็นประเทศที่ใช้สิทธิ GSP สูงมาก ดังนั้น FTA ไทย-ยุโรป จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก "มาตรการเดียวที่นักลงทุนยุโรปในไทยพยายามผลักดันเพื่อรองรับ GSP ที่จะหมดลงคือ พยายามเร่งให้เกิดการเจรจา FTA ไทย-ยุโรป โดยไม่ใช่ผลักดันแต่เพียงภาครัฐของไทย แต่เราเองก็ผลักดันภาครัฐของสหภาพยุโรปในอีกทางหนึ่งด้วย ขณะนี้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มเปิดเจรจาอีกครั้ง"


Real-VI
Verified User
Posts: 1583
Joined: Mon Aug 30, 2010 9:21 pm

Re: CPF

Posts by Real-VI » Tue Jul 10, 2012 12:30 am

Radio wrote:Q1 ปี 12= 1.56
Q4 ปี 11=0.31
Q3 ปี 11=0.66
Q2 ปี 11=0.63
รวม 3.16 ราคาหุ้น 35 P/E=11.07
อย่าลืมว่า Q1 มีกำไร ทางบัญชี น่ะครับ
กำไรทางบัญชีกินไม่ได้น่ะครับ
ได้แค่ทำให้ book value เพิ่มขึ้นเท่านั้น


ถ้าอยากเปรียบเทียบ ใช้ กำไรจากผลการดำเนินงาน ดีกว่าครับ จะได้เห็นภาพ ไม่เข้าใจผิด เวลาคำนวณ PE
เพราะกำไรจากการดำเนินงานจะอยู่กับเราตลอดไป


Real-VI
Verified User
Posts: 1583
Joined: Mon Aug 30, 2010 9:21 pm

Re: CPF

Posts by Real-VI » Tue Jul 10, 2012 12:45 am

http://www.bloomberg.com/news/2012-07-0 ... ities.html

U.S. Corn Growers Farming In Hell As Midwest Heat Spreads

ลองอ่านดูน่ะครับ

เรื่อง CPF เป็น superstocks
นักลงทุนยึดมันถือมั่น ว่า CPF เป็น superstock แค่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

CPF กำไรเพิ่งกระโดด ช่วงเวลาอันสั้น
การจะทึกทักเอาว่า ตลอด 20 ปี CPF ตั้งป้อมปราการ แข็งแกร่ง จนสามารถทนต่อสภาพร้ายๆได้ไปตลอดนั้น
จะทึกทักจาก ข้อมูล เพียงแค่ 3 ปี คงจะสั้นเกินไปน่ะครับ



ทำไม นักลงทุนไม่เรียก CPF ว่าเป้น superstock เมื่อ 10 ปีที่แล้วล่ะ


ที่ผมเขียนไม่ได้มีเจตนาโต้เถียงอย่างไร แต่ต้องการพยายามมองอย่างเป็นกลาง และให้ข้อมูลเชิงลบบ้าง ไม่งั้น เวบบอร์ด ก็จะมีแต่ ข้อความด้านบวก จนทำให้เรา มองภาพไม่ครบทุกมุมมอง

ทีนี้ ถ้า CPF จะเป็น superstock
ต้องพิสุจน์ให้ได้ว่า ผลกำไรปีนี้ อย่างน้อยต้องได้ 16,000 ล้านบาท จากการดำเนินงาน คือ flat YoY
ถ้า CPF ทำได้ ในสถานการณ์ ต้นทุนแพงมาก และ ราคาเนื้อลดต่ำลง
ผมถือว่า CPF สอบผ่าน

ถ้าทำไม่ได้ คำว่า superstock คงจะไม่สามารถใช้ได้ดีนัก


gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Tue Jul 10, 2012 6:30 am

Real-VI wrote:http://www.bloomberg.com/news/2012-07-0 ... ities.html

U.S. Corn Growers Farming In Hell As Midwest Heat Spreads

ลองอ่านดูน่ะครับ

เรื่อง CPF เป็น superstocks
นักลงทุนยึดมันถือมั่น ว่า CPF เป็น superstock แค่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

CPF กำไรเพิ่งกระโดด ช่วงเวลาอันสั้น
การจะทึกทักเอาว่า ตลอด 20 ปี CPF ตั้งป้อมปราการ แข็งแกร่ง จนสามารถทนต่อสภาพร้ายๆได้ไปตลอดนั้น
จะทึกทักจาก ข้อมูล เพียงแค่ 3 ปี คงจะสั้นเกินไปน่ะครับ



ทำไม นักลงทุนไม่เรียก CPF ว่าเป้น superstock เมื่อ 10 ปีที่แล้วล่ะ


ที่ผมเขียนไม่ได้มีเจตนาโต้เถียงอย่างไร แต่ต้องการพยายามมองอย่างเป็นกลาง และให้ข้อมูลเชิงลบบ้าง ไม่งั้น เวบบอร์ด ก็จะมีแต่ ข้อความด้านบวก จนทำให้เรา มองภาพไม่ครบทุกมุมมอง

ทีนี้ ถ้า CPF จะเป็น superstock
ต้องพิสุจน์ให้ได้ว่า ผลกำไรปีนี้ อย่างน้อยต้องได้ 16,000 ล้านบาท จากการดำเนินงาน คือ flat YoY
ถ้า CPF ทำได้ ในสถานการณ์ ต้นทุนแพงมาก และ ราคาเนื้อลดต่ำลง
ผมถือว่า CPF สอบผ่าน

ถ้าทำไม่ได้ คำว่า superstock คงจะไม่สามารถใช้ได้ดีนัก
" เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจที่ดี " ผมเชื่อในสิ่งนี้มาตลอด

ปล. ให้เวลาผ่านไป แล้วคุณมาดูแล้วกันว่าบริษัทที่จะโตระดับโลก(ไม่ใช่แค่เมืองไทย)อย่าง CPF จะทำกำไรแค่ระดับ 16,000 ล้านบาทได้หรือไม่

ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

good to great
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 379
Joined: Tue Jul 13, 2010 9:38 am

Re: CPF

Posts by good to great » Tue Jul 10, 2012 6:36 am

Real-VI wrote:http://www.bloomberg.com/news/2012-07-0 ... ities.html

U.S. Corn Growers Farming In Hell As Midwest Heat Spreads

ลองอ่านดูน่ะครับ

เรื่อง CPF เป็น superstocks
นักลงทุนยึดมันถือมั่น ว่า CPF เป็น superstock แค่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

CPF กำไรเพิ่งกระโดด ช่วงเวลาอันสั้น
การจะทึกทักเอาว่า ตลอด 20 ปี CPF ตั้งป้อมปราการ แข็งแกร่ง จนสามารถทนต่อสภาพร้ายๆได้ไปตลอดนั้น
จะทึกทักจาก ข้อมูล เพียงแค่ 3 ปี คงจะสั้นเกินไปน่ะครับ



ทำไม นักลงทุนไม่เรียก CPF ว่าเป้น superstock เมื่อ 10 ปีที่แล้วล่ะ


ที่ผมเขียนไม่ได้มีเจตนาโต้เถียงอย่างไร แต่ต้องการพยายามมองอย่างเป็นกลาง และให้ข้อมูลเชิงลบบ้าง ไม่งั้น เวบบอร์ด ก็จะมีแต่ ข้อความด้านบวก จนทำให้เรา มองภาพไม่ครบทุกมุมมอง

ทีนี้ ถ้า CPF จะเป็น superstock
ต้องพิสุจน์ให้ได้ว่า ผลกำไรปีนี้ อย่างน้อยต้องได้ 16,000 ล้านบาท จากการดำเนินงาน คือ flat YoY
ถ้า CPF ทำได้ ในสถานการณ์ ต้นทุนแพงมาก และ ราคาเนื้อลดต่ำลง
ผมถือว่า CPF สอบผ่าน

ถ้าทำไม่ได้ คำว่า superstock คงจะไม่สามารถใช้ได้ดีนัก
เป็นมุมมองที่น่ารับฟังยิ่งนักครับ


gripen
Verified User
Posts: 276
Joined: Mon May 23, 2011 8:45 pm

Re: CPF

Posts by gripen » Tue Jul 10, 2012 6:37 am

Real-VI wrote:http://www.bloomberg.com/news/2012-07-0 ... ities.html

U.S. Corn Growers Farming In Hell As Midwest Heat Spreads

ลองอ่านดูน่ะครับ

เรื่อง CPF เป็น superstocks
นักลงทุนยึดมันถือมั่น ว่า CPF เป็น superstock แค่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

CPF กำไรเพิ่งกระโดด ช่วงเวลาอันสั้น
การจะทึกทักเอาว่า ตลอด 20 ปี CPF ตั้งป้อมปราการ แข็งแกร่ง จนสามารถทนต่อสภาพร้ายๆได้ไปตลอดนั้น
จะทึกทักจาก ข้อมูล เพียงแค่ 3 ปี คงจะสั้นเกินไปน่ะครับ



ทำไม นักลงทุนไม่เรียก CPF ว่าเป้น superstock เมื่อ 10 ปีที่แล้วล่ะ


ที่ผมเขียนไม่ได้มีเจตนาโต้เถียงอย่างไร แต่ต้องการพยายามมองอย่างเป็นกลาง และให้ข้อมูลเชิงลบบ้าง ไม่งั้น เวบบอร์ด ก็จะมีแต่ ข้อความด้านบวก จนทำให้เรา มองภาพไม่ครบทุกมุมมอง

ทีนี้ ถ้า CPF จะเป็น superstock
ต้องพิสุจน์ให้ได้ว่า ผลกำไรปีนี้ อย่างน้อยต้องได้ 16,000 ล้านบาท จากการดำเนินงาน คือ flat YoY
ถ้า CPF ทำได้ ในสถานการณ์ ต้นทุนแพงมาก และ ราคาเนื้อลดต่ำลง
ผมถือว่า CPF สอบผ่าน

ถ้าทำไม่ได้ คำว่า superstock คงจะไม่สามารถใช้ได้ดีนัก
ลองอ่านบทความนี้ดู แล้วจะรู้ว่าทำไม CPF ถึงเปลี่ยนไป?

จุดเปลี่ยนอาหารไทย สร้างโอกาสจากวิกฤต
วาตี ภู่โรจสวัสดิ์

ยามสงคราม อาหาร คือ สิ่งที่มนุษย์แย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตายยามโลก/ประเทศ ประสบภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ อาหาร คือ สิ่งที่มีค่าสูงสุดของมนุษย์
กล่าวได้ว่า “อาหาร” เป็น Basic Demand หนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้
ในช่วงที่ผ่านมา เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่ ๆ มากมายในอุตสาหกรรมอาหารของไทย
แต่ Great Change ที่กำลังมีผลต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารในไทยอย่างหนัก ที่พัดพาเข้า
มายังฝั่งของประเทศไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้คงจะเป็น “World Economic Crisis” หรือวิกฤตการณ์การเงินระดับโลกเริ่มจากสหรัฐ ถูกเรียกว่า“Hamburger Crisis” ข้ามมายังแถบยุโรป และบางประเทศในเอเชีย…
ตามต่อด้วย “Food Crisis” การลุกลามกรณีสารปนเปื้อนเมลามีนในประเทศจีน มีผู้ล้มป่วย และเสีย
ชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 50,000 ราย หรือย้อนไปก่อนหน้านั้น ปัญหาเรื่องราคาข้าว ในประเทศผู้ปลูกข้าว
ขณะเดียวกัน แรงกระแทกเข้ามายังประเทศไทยใช่จะมีเพียงด้านเดียวเท่านั้น ปัญหาภายในประเทศ
อย่างความไม่สงบของบ้านเมือง กระทบต่อภาคเศรษฐกิจระดับประเทศให้ชะลอตัว และไข้หวัดนก เริ่มกลับมา
อีกรอบ
เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็น “Crisis” ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารทั้งบวก และลบ
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแปรวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นออกมาในรูปแบบใด?!?
“สิ่งที่ตามมาของกรณีการเกิดเมลามีน หนึ่ง ภาระของผู้ผลิตต้องเพิ่มขึ้น เพราะการตรวจหาเมลามีนไม่ใช่ถูกๆ ราคาตั้งแต่ 2,400-4,200 บาท ต่อหนึ่งตัวอย่าง ทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ต้องตื่นตัว
มากขึ้น และสอง เรานำเข้านมจากจีน ประมาณ 3,500 ตัน ไม่ถึง 4% ของปริมาณการนำเข้านมทั้งหมด ที่เหลือนำเข้าจากนิวซีแลนด์,ออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา มีระบบความปลอดภัยสูง แต่ปัญหา คือ
คนไม่เชื่อ จึงเกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรม เป็นผลกระทบลูกโซ่ เมื่อคนไม่บริโภคผลิตภัณฑ์นม วัตถุดิบส่งเข้าโรงนมน้อย ไม่มีใครซื้อ ทางสถาบันอาหาร ประเมินว่ากระทบ 5,000 -6,000 พันล้านบาท” ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (National Food Institute) ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันเวลานี้ประเทศไทย กำลังถูกรุมเร้าด้วยเศรษฐกิจทางการเงินทั้งจากระดับโลก และภายในประเทศ ในแง่ของการใช้จ่ายภายในประเทศ ที่ต้องกระตุ้นให้การบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption) มีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 52% และเรื่องภาวะเงินตึงตัวเงินทุนต่างประเทศไหลออกนอกประเทศ
ดร.ยุทธศักดิ์ เปรียบเทียบสภาพการณ์ระหว่างเศรษฐกิจปี 2540 กับครั้งนี้ว่า เมื่อปี 40 เป็นเรื่องภายในที่มีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนั้นขายในประเทศไม่ได้ ทุกคนไปขายนอกประเทศ แตกต่างจากปัจจุบัน
ขายในประเทศก็มีปัญหา หากจะขายนอกประเทศ เศรษฐกิจระดับโลกก็ปรับตัวลง กำลังซื้อในต่างประเทศหาย
ส่วนภาคเอกชน กำลังดูรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร แต่เท่าที่ดูมาตรการของรัฐส่วนใหญ่ จะลงไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ
สำหรับทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทย แน่นอนว่าแม้อาหารจะเป็นสินค้าที่ผู้คนต้องพึ่งพาเพื่ออิ่มท้อง แต่จากปัจจัยต่างๆ ย่อมทำให้ภาพรวมเติบโตลดลง


Food Forward 2020
จุดเปลี่ยนประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เมื่อมีด้านลบ ก็ต้องมีด้านบวก
เพราะนับตั้งแต่แบรนด์จาก “Made in China” ถูกคลางแคลงสงสัยจากสายตาประชาคมโลก
ประเทศไทย ผู้ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารอันดับที่ 7 ของโลก และผู้ส่งออกอาหารอันดับ 2 ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย รองจากจีน จะอาศัย “ช่องว่าง” ที่กำลังเกิดขึ้นตรงนี้ เร่งผลักดันแบรนด์
อาหาร “Made in Thailand” ให้เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับโลก โดยใช้จุดแข็งที่ไทยมีอยู่แล้ว ในเรื่องภาพลักษณ์ อาหารเพื่อสุขภาพ และความปลอดภัย ด้วยการพัฒนามาตรฐานการผลิต มาเป็นการเดินเกมรุกในสนามการค้าระดับโลก
หากวาดภาพประเทศผู้ส่งออกอาหาร จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มบน คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วเรื่องของอาหาร มีมาตรฐานสูงและเทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ อย่างกลุ่ม EU, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่นเป็นต้น ขณะที่กลุ่มที่กำลังไล่ตามประเทศไทย เช่น จีน, เวียดนาม ก็กำลังพัฒนาศักยภาพการผลิต ไล่ตามไทยในเรื่องมาตรฐานการผลิต
โดยที่ประเทศไทย อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 กลุ่ม หรือที่เรียกว่า Stuck in the Middle ดังนั้น แนวทางการเคลื่อนทัพของอุตสาหกรรมอาหารไทย เพื่อจะฉีกหนีจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาเรื่องมาตรฐานการผลิต และไล่ตามกลุ่มบนให้ทัน
ทางไทยต้องพัฒนาควบคู่ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต พร้อมไปกับใส่เทคโนโลยี เสริมสร้างนวัตกรรมให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร
แผน Road Map ที่จะตอกย้ำ Brand Perception ของอาหารไทยด้านความปลอดภัย และอาหารเพื่อสุขภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผน “Thailand Food Forward 2020”
“เรื่องสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร มี 2 เรื่อง ซึ่งเราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ในวิกฤตการณ์แบบนี้ และทำงานเชิงรุกมากขึ้น คือเรื่องความปลอดภัย และความไว้วางใจ ซึ่งตอนนี้คนสนใจเรื่องแหล่งกำเนิด แหล่งผลิต ขณะเดียวกันอาหารไทย มีภาพลักษณ์เรื่องสุขภาพ ซึ่งคนในศตวรรษที่ 21 สนใจเรื่องสุขภาพ เป็นจุดที่เรา Born to Be แต่ที่ผ่านมาเรายัง Utilize ได้ไม่เต็มที่หรือเปล่า เป็นคำถามที่อยากจะ Challenge”
อีกอันทำ Food Forward ยกระดับมาตรฐานการผลิตในประเทศเพราะทุกวันนี้ประเทศไทย มีโรงงานทำอาหารประมาณ 1 หมื่นโรง แต่ที่ได้มาตรฐานระดับสากลจริง ๆ ไม่เกิน 10% แต่เราต้องการเพิ่มให้ได้เป็นครึ่งหนึ่ง โดยวิธีการอาจจะจับกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่เขามี Supply Chain ดึงรายย่อยเข้ามาเป็นสาย ตัวเลข 50% เป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นเรื่องจำเป็น”
นอกจากนั้น เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก และเพิ่มสัดส่วนของอาหารที่มีมูลค่าเพิ่ม มากกว่าจะขายในลักษณะเป็นวัตถุดิบยังไม่ผ่านการแปรรูป (Primary Product) ซึ่งประเทศไทย ส่งออกในรูปแบบ Primary Product ถึง 50% โดยการ Added Value ยังตัววัตถุดิบ ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยเนื่องจากมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปแล้ว แตกต่างจากการขายแบบวัตถุดิบ
ในเวลาเดียวกันการมองหาโอกาสทางการตลาดเกิดใหม่ (Global Emerging Market) ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ รัสเซีย, อินเดีย,จีน, ละตินอเมริกา ก็มีความสำคัญเช่นกัน และไทยควรเร่งเข้าไปปักธงทำตลาดจากปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารของไทย พึ่งพิงตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา,
สภาพยุโรป และญี่ปุ่น กว่าร้อยละ 47 ของการส่งออกอาหารทั้งหมด
“การขยายตลาดใหม่ ต้องเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจในตลาดที่จะไปก่อน และต้องเซ็กเม้นต์ออกมาให้ละเอียด เช่น ตะวันออกกลางชอบอะไร เขามั่นใจเรื่องฮาลาน, รัสเซียชอบอะไร ของที่เราเคยขายในอเมริกา, ยุโรป จะเอาไปขายในแอฟริกาไม่ได้ เขาไม่เอา เพราะ Cost สูง
“ที่ผมพูดว่า Food Forward เพราะว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ไทยเสียโอกาสไปเยอะ ถ้าเราเดินหน้าแบบ Play ธรรมดา เหมือนเครื่องเล่นวีซีดีกด Play ไปเรื่อยๆ แต่ช่วงที่เรามีปัญหา คู่แข่งเขาไม่ได้หยุดไปกับเราด้วยถึงบอกว่าต้อง Forward จะคูณ 2, คูณ 4, คูณ 8, คูณ 16 ต้องไปข้างหน้าและเดินหน้าด้วยการเอาอาหารเป็นตัวนำ”
ขณะที่การรับมือขององค์กรขนาดใหญ่ อย่าง CPF มีแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่องค์กร และแบรนด์ตลอดเวลา เช่น โรดโชว์ศักยภาพขององค์กรให้คู่ค้า ผู้ประกอบการ, สถาบันการเงิน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือระยะยาว
“ปกติถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คู่ค้าจะดูมาตรฐานของอาหาร มาตรฐานของกระบวนการ และท้ายที่สุด เรื่อง Trade Term ส่วนเวลามี Crisis แน่นอนบริษัทที่มีความเชื่อมั่นจากลูกค้า จะ Pop-up ขึ้นมาอันดับหนึ่ง แม้จะไม่เคยซื้อ-ขายกันมาก่อน เรื่องพวกนี้ทาง CPF ทำอยู่ตลอด คนที่เป็น
ลูกค้าปัจจุบัน เราก็ประชาสัมพันธ์ให้เขาทราบ เพราะคู่ค้าต้องมาเยี่ยมเราและเราต้องโรดโชว์ให้เขาดู
แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าวันนี้ จะไม่มีสิทธิ์รับทราบเรื่องพวกนี้ ในปีๆ หนึ่ง จะมีการโรดโชว์เกี่ยวกับศักยภาพของ CPF ไปในหลายๆ ธุรกิจ เช่น คู่ค้าเทสโก้, คาร์ฟูร์, เครือ ยัม เรสเทอรองต์สทาง Key Player ที่อยู่ใน QSR เราต้องมีการทำงานตลอด ส่วนจะออร์เดอร์
หรือไม่ออร์เดอร์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” คุณสุพัฒน์ ศรีธนาธร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านการตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าว
จาก OEM สู่ OBM แบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก
โครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย 96.8% เป็นผู้ประกอบการรายย่อย (SME) อีก 3.2% เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่การส่งออกไปยังต่างประเทศ เรายังทำในฐานะผู้รับจ้างผลิตให้แก่แบรนด์ต่างๆ
ทว่าหากต้องการผลักดันขึ้นไปสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง แน่นอนว่าโอกาสของผู้ผลิตรายใหญ่ย่อมมีมากกว่าผู้ผลิตรายเล็ก
แต่ไม่ได้หมายความว่ารายเล็ก จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าพัฒนามาตรฐานการผลิต โดยภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน พร้อมทำความเข้าใจกับผู้ผลิต ให้เห็นว่าการพัฒนามาตรฐาน เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ซึ่งเปรียบ
เสมือนเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตภายในประเทศ
“เราต้องช่วยผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะรายเล็กเนื่องจากรายใหญ่ ก้าวสู่ทิศทางที่เขาสามารถจะสร้างแบรนด์ได้ โดยถ้าเราประสบความสำเร็จเรื่องการสร้างแบรนด์ประเทศไทยในเรื่องFood Safety และความเป็นแบรนด์เพื่อสุขภาพขึ้นไปก่อน แบรนด์ของบริษัท ก็สามารถไปควบคู่กับแบรนด์ของประเทศได้ เหมือนเกาะกันไปด้วยกัน ภายใต้ Umbrella ว่า Made in Thailand หรือ Product
of Thailand ที่มี Safety และ Quality และโอกาสที่แบรนด์ของผู้ประกอบการจะเกิดขึ้นเร็วกว่าจะไปลุยเอง” ดร.ยุทธศักดิ์ กล่าว
สำหรับผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง CPF เดิมเป็น OEM แต่ด้วยวิสัยทัศน์เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เล็งเห็นศักยภาพว่าต่อไปสามารถผลักดันให้เป็น “ครัวของโลก” แนวทางการพัฒนาแบรนด์ CP ออกสู่สายตาชาวโลกจึงเกิดขึ้น…
“จุดเปลี่ยนจริงๆ เริ่มตั้งแต่ในเมืองไทย เมื่อก่อน CP มีการทำ Branding บ้าง แต่เป็น Corporate Brand ทุกคนรู้จักภายใต้บริษัท CP เครือ CP และในอดีตสินค้าที่บริษัททำออกไปต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็น OEM เป็นหลัก คราวนี้ช่วง 10 ปีหลังมานี้ ท่านประธานธนินท์
(คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์) และคุณอดิเรก (คุณอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่) มีแนวความคิดว่า ในเมื่อซีพี มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก และเป็นบริษัทที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำ คือหา Good View ของตัวเอง เพื่อเสริมสร้าง นอกเหนือจาก Good View ในแง่ของ Corporate Image ที่มีอยู่แล้ว ก็จะมาทำเรื่อง
Branding จะเห็นว่าระยะหลังจะเป็น CP All, True ก็ตาม จะหันมาเน้นน้ำหนักเรื่อง Branding
CPF เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวแทนเรื่องของอาหาร วันนี้เราทำแบรนด์ CP ขึ้นมา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงไข้หวัดนกรอบแรก ช่วงนั้นมี Crisis เราถือโอกาส Create Trust ให้กับผู้บริโภค โดยใช้กระบวนการผลิตของ CPF และถือโอกาส Kick-off แบรนด์ CP ขึ้นมา ทำเรื่องไก่สด และขยายผลมาเรื่องไข่ หมู จนกระทั่งอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน”
CPF ขยายฐานตลาดต่างประเทศ ใน 3 ทวีปใหญ่ๆ ได้แก่ เอเชีย, อเมริกา, ยุโรป ใช้วิธีตั้งสำนักงานประจำ 18 ประเทศ และเซ็ตทีมงานขึ้นโดยเฉพาะ รับนโยบายจากส่วนกลาง พร้อมกับศึกษา วิจัยให้รู้ลึกถึง Consumer Insight ในทุกตลาด ทุกประเทศ และทำ Branding ครบทุกกระบวนการเช่นเดียวกับในประเทศ
“วิธีสร้างแบรนด์ จะเป็นลักษณะ Regional และ Global Platform ทั้งต่างประเทศ และในประเทศไม่แตกต่างกัน ใช้แพ็กเกจจิ้งเดียวกันหมด สื่อ คอมมูนิเคชั่น ใช้ชุดเดียวกันหมดเลย จะต่างกันแค่ภาษา อย่างเวลาลอนช์หนังโฆษณาในเมืองไทย หนังโฆษณานั้นๆ จะถูกเตรียมไว้สำหรับทำ Regional เลย เตรียมดัดแปลงภาษา การ Casting ตัวแสดง จะให้เป็น International Look ไม่ใช่ Thai Look หรือแพ็กเกจจิ้ง ดีไซน์ ต้องเผื่อพื้นที่ไว้ให้ต้องมีการดัดแปลงภาษา รวมถึงคอนเซ็ปต์ของตัวสินค้า จะพัฒนาสินค้าให้เข้ากับรสของลิ้นในแต่ละประเทศ หา Common ของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ ให้ได้”
สิ่งที่ CPF เร่งทำในต่างแดน ณ ขณะนี้ คือ สร้างทีมงานในตลาดต่างประเทศ ที่มีทักษะความสามารถในด้านต่างๆ เช่น ด้านการตลาด, การขาย,การวิจัยพัฒนา
นอกจากถอดแบบโมเดลการปั้นแบรนด์ CP จากไทย สู่โกลบอลมีแนวโน้มว่าโมเดลช่องทางจำหน่ายอย่าง ซีพี เฟรชมาร์ท และไก่ย่างห้าดาวน่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะบุกตลาดต่างแดนเช่นกัน หลังจากปลุกปั้น แบรนด์ CP ในต่างประเทศได้ระยะหนึ่ง
ในทุก “วิกฤต” มักมี “โอกาส” ซ่อนอยู่เสมอ เพียงแต่เรามองออกทะลุถึงโอกาสหรือไม่ และเมื่อเห็นแล้ว จะวิ่งเข้าหา หรือจะปล่อยผ่านไป…
คงจะดีไม่น้อย ถ้าอุตสาหกรรมอาหารไทย ที่ประทับตรา “Made in Thailand” จะกลายมาเป็นเครื่องหมายการันตี ในการเป็นตัวเลือกของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก ที่มองหาความไว้วางใจ และความ
ปลอดภัย.... ®


Frozen Food
โตรับพฤติกรรมเร่งรีบ


Great Change ในประเทศไทยอีกประการหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้ระยะหนึ่งแล้วและยังคงมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือพฤติกรรมผู้บริโภค ที่มีเข็มนาฬิกาเป็นเครื่องกำหนดความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน ตามสภาพการขยายตัวของสังคมเมือง
นั่นทำให้คนไทยรู้จัก และคุ้นเคยกับคำว่า “Frozen Food” หรือผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปแช่แข็งในวงกว้างกว่าเดิม
สภาพการใช้ชีวิตสังคมเมืองในไทย ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ อยู่บนความเร่งรีบ ขณะที่ไลฟ์สไตล์ในวันเสาร์ – อาทิตย์ ใช้ชีวิตข้างนอกมากกว่าในบ้าน
โดยเฉลี่ย ใน 1 อาทิตย์ คนบริโภคอาหาร 21 มื้อ (7X3) ส่วนใหญ่มักจะพึ่งพาอาหารนอกบ้านเป็นหลัก หากรับประทานนอกบ้าน 2 มื้อต่อวันประมาณ 5 วันในหนึ่งอาทิตย์ (จันทร์ – ศุกร์) จะได้ 10 มื้อ ที่ต้องหิ้วท้องอยู่
นอกบ้าน ส่วนมื้อเย็น อาจมีบ้างบางวันที่เข้าครัวทำอาหารเอง
ขณะที่ยุคปัจจุบัน การพักผ่อนในวันเสาร์-อาทิตย์ เลือกจะออกนอกบ้าน และรับประทานอาหารตามร้านอาหารแทนการทำทานเอง
ประกอบกับที่พักอาศัยอย่างคอนโดมิเนียม เข้ามามีบทบาทสำคัญในการไดรฟ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเกิดครัวขนาดเล็ก หรือครัวที่มีเพียงอุปกรณ์หลักๆ แค่ตู้เย็น, ไมโครเวฟ เท่านั้น
ส่งผลให้ตลาดอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ประมาณ 15% ต่อปี บวกกับแบรนด์ต่างๆ เริ่ม Educate ให้เห็นว่ารสชาติ และคุณค่าของ Frozen Food ไม่แตกต่างจากอาหารสดอื่นๆ
ถ้าผู้ผลิต Frozen Food แบรนด์ใด สร้างความหลากหลายของเมนูเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเบื่อ อีกทั้งเข้าไปแย่งความถี่การบริโภค Frozen Food ของแบรนด์นั้นๆ
นอกจากสร้างอัตราการบริโภคต่อแบรนด์ บรรดาผู้ผลิต ต้องแย่งการเพิ่ม-รักษาส่วนแบ่งพื้นที่ในตู้แช่แข็งตามซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ตและมินิมาร์ท
หากลองเดินตามสถานที่ข้างต้น เราจะพบมากมายหลายแบรนด์แต่ละค่ายผู้ผลิต วางเรียงรายอยู่ในตู้แช่แข็ง
“แนวโน้มอาหารสำเร็จรูปในไทย ยังต้องตามยุโรป หรืออเมริกาเพราะประเทศเหล่านี้ทานกันมานานแล้ว ตลาดค่อนข้าง Sub-segment มี Niche เยอะ คิดว่าอีกไม่นานเอเชียจะเป็นอย่างนั้น เนื่องจากอาหารทำเป็น Mass ก็ได้ แต่ความมีเสน่ห์ของแบรนด์ คือ การสร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็น Niche ตรงนี้เป็นภาพลักษณ์ที่เราต้องทำ สำหรับแบรด์ CP ใน 21 มื้อ ถ้าคิดจากมาร์เก็ตแชร์ ที่เรามี
อยู่ 25% เราจะ Capture ได้ประมาณ 5-6 มื้อที่เป็น Frozen Food ของ CP”
...ใคร Capture ใน 21 มื้อในหนึ่งอาทิตย์ได้มากที่สุด ตำแหน่ง “The Winner” รออยู่ปลายทาง

ที่มา : http://www.brandage.com/Modules/Desktop ... roupID=479

ปล่อยให้เงินทำงาน...$$$

young_5432
Verified User
Posts: 1047
Joined: Wed May 27, 2009 12:59 pm

Re: CPF

Posts by young_5432 » Tue Jul 10, 2012 7:59 am

Real-VI wrote:
Radio wrote:Q1 ปี 12= 1.56
Q4 ปี 11=0.31
Q3 ปี 11=0.66
Q2 ปี 11=0.63
รวม 3.16 ราคาหุ้น 35 P/E=11.07
อย่าลืมว่า Q1 มีกำไร ทางบัญชี น่ะครับ
กำไรทางบัญชีกินไม่ได้น่ะครับ
ได้แค่ทำให้ book value เพิ่มขึ้นเท่านั้น


ถ้าอยากเปรียบเทียบ ใช้ กำไรจากผลการดำเนินงาน ดีกว่าครับ จะได้เห็นภาพ ไม่เข้าใจผิด เวลาคำนวณ PE
เพราะกำไรจากการดำเนินงานจะอยู่กับเราตลอดไป
อันนี้เข้าใจครับ แต่พอดี อยากจะรู้วิธีที่คำนวณให้ตรงกับ ใน set ก่อน แล้วค่อยหักออกในใจครับ ขอบคุณที่ชี้แนะครับ

มีกระแสน้ำสายหนึ่งในกิจกรรมของคน ซึ่งเมื่อมันไหลบ่าท่วมท้น จะนำไปสู่ความมั่งคั่งมหาศาล :Philip A. Fisher

ningku
Verified User
Posts: 31
Joined: Mon May 18, 2009 9:19 pm

Re: CPF

Posts by ningku » Tue Jul 10, 2012 8:28 am

กำไรปีนี้ รวม กับที่ควบรวมมาแล้วหรือยัง?

ทำไม q1 12 หักกำไรพิเศษ แล้ว ลดลง?

ทำไม q2 เขาคาดว่าจะแย่ ขึ้นไป อีก? อะไรคือปัจจัย?


chootana
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1401
Joined: Wed May 12, 2010 9:10 am

Re: CPF

Posts by chootana » Tue Jul 10, 2012 8:47 am

ปัจจัยคือ ราคาเนื้อไก่ลดลง กับราคาอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น
ส่วน Q3 ทาง ผบห. บอกว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น ส่วนหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ไก่ไทยสามารถส่งออกไปที่ยุโรปได้มากขึ้น ทำให้ supply ในประเทศลดลง ราคาเนื้อไก่เพิ่มขึ้น นี่จะเป็นไปได้หรือเปล่า แต่ราคาไก่ หมู ก็มีฤดูกาลของมันอ่ะครับ ที่เป็นห่วงนิดๆ คือ วัตถุดิบที่จะนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ตอนนี้แพงขึ้น แต่อาจจะชดเชยกันด้วยการผลิตในปริมาณมาก
ระยะสั้นราคาอาจจะแกว่ง แต่ถ้ามองในระยะยาว ทางซีพีเค้าก็มองแบบเรา (หรือเรามองแบบเค้า) คือ take overบริษัทแปรรูปอาหารเพื่อเน้นส่วนที่เป็นอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น ในระยะยาวจะลดความผันผวนของราคาสัตว์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทจากยุโรปและอเมริกา รวมถึงการกระจายแหล่งผลิตไปในประเทศต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ทางภาษีและอื่นๆด้วยครับ


User avatar
sathaporne
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1651
Joined: Sat Jun 30, 2007 8:34 am

Re: CPF

Posts by sathaporne » Tue Jul 10, 2012 9:11 am

chootana wrote:ปัจจัยคือ ราคาเนื้อไก่ลดลง กับราคาอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น
ส่วน Q3 ทาง ผบห. บอกว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น ส่วนหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ไก่ไทยสามารถส่งออกไปที่ยุโรปได้มากขึ้น ทำให้ supply ในประเทศลดลง ราคาเนื้อไก่เพิ่มขึ้น นี่จะเป็นไปได้หรือเปล่า แต่ราคาไก่ หมู ก็มีฤดูกาลของมันอ่ะครับ ที่เป็นห่วงนิดๆ คือ วัตถุดิบที่จะนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ตอนนี้แพงขึ้น แต่อาจจะชดเชยกันด้วยการผลิตในปริมาณมาก
ระยะสั้นราคาอาจจะแกว่ง แต่ถ้ามองในระยะยาว ทางซีพีเค้าก็มองแบบเรา (หรือเรามองแบบเค้า) คือ take overบริษัทแปรรูปอาหารเพื่อเน้นส่วนที่เป็นอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น ในระยะยาวจะลดความผันผวนของราคาสัตว์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทจากยุโรปและอเมริกา รวมถึงการกระจายแหล่งผลิตไปในประเทศต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ทางภาษีและอื่นๆด้วยครับ
ขอถามพี่ "chootana" หน่อยครับ จากกราฟที่คุณ gripen ได้โพสต์เมื่อหน้าที่แล้ว
ดูแล้วสัดส่วนของ food ยังอยู่เท่าเดิมมาตลอด
ทั้งๆที่เมื่อ2-3ปีที่แล้ว ผมก็ได้ยินว่าเขาจะเพิ่มสัดส่วน food ให้มากขึ้น
พี่มีความเห็นว่าอย่างไรเหรอครับ


Post Reply