PTL

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
JL
Verified User
Posts: 188
Joined: Tue Nov 30, 2004 11:01 pm

PTL : บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

Posts by JL » Fri Jul 08, 2005 12:17 pm

- สรุปข้อสนเทศ -
บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (PTL)

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ (Head Office) :
75/26 อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ชั้น 18 สุขุมวิท 19(อโศก) คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ : 0-265-2706-8 โทรสาร : 0-2665-2705 Website : www.polyplex.com

ที่ตั้งโรงงาน (Factory Location) :
60/24 หมู่ 3 นิคมอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค ซอย 3 อำเภอปลวกแดง จ.ระยอง 21140
โทรศัพท์ : 0-3889-1352-4, 0-3889-1560-2 โทรสาร : 0-3889-1358

เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 (เริ่มซื้อขายวันที่ 15 ธันวาคม 2547)

ประเภทหลักทรัพย์จดทะเบียน
หุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 800 ล้านหุ้น โดยเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 240 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1
บาท รวม 800 ล้านหุ้น

ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ราคาเสนอขาย หุ้นสามัญเพิ่มทุนขายให้แก่ประชาชน จำนวน 240,000,000 หุ้น ที่ราคา 6.90 บาทต่อหุ้น

ประเภทกิจการและลักษณะการดำเนินงาน
บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นฟิล์ม PET ชนิดบาง (thin Polyethylene Terephthalate Film หรือเรียกว่า
PET Film) เพื่อส่งออกไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยเน้นลูกค้าที่ประกอบธุรกิจใน 3
อุตสาหกรรมหลักคือ บรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรม และ อุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งลูกค้าจะนำแผ่นฟิล์ม PET ของบริษัทไป
เป็นส่วนประกอบในการผลิต ผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ต่อไป เช่น ซองบรรจุกาแฟ ชา ขนมขบเคี้ยว
ซองบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำยาปรับผ้านุ่มและผงซักฟอก ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้า ตลอดจนแผ่นฟอยล์สีต่างๆ เป็นต้น
ทั้งนี้รายได้ของบริษัทสามารถแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรมของลูกค้าได้ดังนี้
แผ่นฟิล์ม PET 2546/47 2547/48(6 เดือน)
(1 เม.ย. ? 31 มี.ค.) (1 เม.ย. ? 30 ก.ย.)
ล้านบาท % ล้านบาท %
บรรจุภัณฑ์ (Packaging) 1,162.30 70.64 1,182.99 74.69
อุตสาหกรรม(Industrial) 440.70 26.78 356.67 22.52
อุปกรณ์ไฟฟ้า(Electrical) 42.47 2.58 44.14 2.79
รวม 1,645.47 100.00 1,583.81 100.00

บริษัทจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการ
ส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปัจจุบันบริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือโพลีเพล็กซ์ คอร์ปอเรชั่น(Polyplex Corporation Ltd.)
("PCL" หรือ "บริษัทแม่") โรงงานของบริษัทตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค จังหวัด
ระยองมีสายการผลิตแผ่นฟิล์ม PET จำนวน 2 สายการผลิต โดยมีกำลังการผลิตสายละ 19,500 ตันต่อปี รวมเป็น
กำลังการผลิตทั้งหมด 39,000 ตันต่อปี และปัจจุบันนี้บริษัทยังได้ขอ อนุญาตจาก BOI เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตทั้ง
สองสายการผลิตเป็น48,000 ตันต่อปี

รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทจะเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศประมาณร้อยละ 90 ของ
รายได้ทั้งหมดและลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในทวีปเอเชีย อเมริกา และยุโรป โดยมีสัดส่วนรวมกันเป็นร้อยละ
87.55 และ 83.74 ของรายได้ในปี 2546/47 และ งวด 6 เดือนแรกของปี 2547/48

โครงสร้างรายได้ของบริษัทแยกตามประเทศที่ส่งออก ในรอบปี 2546/47 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2547/2548
เป็นดังนี้
2546/47 2547/48
1 เม.ย. ? 31 มี.ค. 1 เม.ย. ? 30 ก.ย.
ล้านบาท % ล้านบาท %
จำหน่ายต่างประเทศ
เอเชีย 716.63 41.72 592.84 37.16
อเมริกาเหนือ 372.54 21.69 354.41 22.21
ยุโรป 351.53 20.46 388.79 24.37
อื่นๆ 48.35 2.81 69.62 4.36
รวมมูลค่าจำหน่ายต่างประเทศ 1,489.05 88.68 1,405.66 88.11
จำหน่ายในประเทศ 156.42 9.11 178.15 11.17
รายได้อื่น 72.38 4.21 11.57 0.73
รวมรายได้ทั้งหมด 1,717.85 100.00 1,595.38 100.00

วัตถุดิบสำคัญที่บริษัทใช้ในการผลิตแผ่นฟิล์ม PET (polyethylene terephthalate resin) นั้นมีเพียงประเภท
เดียวแต่อาจจะส่วนผสมหรือสูตรทางเคมีแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของสินค้าที่บริษัทต้องการผลิต โดยในอดีตที่
ผ่านมา บริษัทซื้อเม็ดพลาสติก PET ส่วนใหญ่จากผู้จำหน่าย 2 รายแต่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันคือกลุ่มอินโดรามา (ซึ่ง
เป็นกลุ่มที่ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ใดๆกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท

ในบางครั้ง บริษัทมีการนำเข้าเม็ดพลาสติก PET จากประเทศเอเชียอื่นด้วย ตารางต่อไปนี้แสดงมูลค่าการซื้อ
เม็ดพลาสติก PET ในปี 2546/47 และ 6 เดือนแรก ปี 2547/48 (สิ้นสุด 30 กันยายน 2547)

2546/47 2547/48
(1 เม.ย. ? 31 มี.ค.) (1 เม.ย. ? 30 ก.ย.)
ล้านบาท % ล้านบาท %
ซื้อจากในประเทศ 872.54 99.09 796.91 95.13
ซื้อจากต่างประเทศ 8.01 0.91 40.80 4.87
รวม 880.55 100.00 837.70 100.00

นอกจากนี้บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งสายการผลิตเม็ดพลาสติก PET เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับสาย
การผลิตแผ่นฟิล์ม PET ทั้งหมดของบริษัท โดยส่วนที่หนึ่งซึ่งมีกำลังการผลิตเท่ากับ 7,000 ตันต่อปี นั้นได้เริ่ม
ดำเนินการผลิตแล้ว ส่วนที่สองซึ่งมีกำลังการผลิตเท่ากับ 45,500 ตันต่อปี จะเปิดดำเนินการผลิตได้ภายในเดือน
ธันวาคม 2547 นี้

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม - ไม่มี ?

สรุปสาระสำคัญของสัญญา - ไม่มี ?

การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ - ไม่มี ?

การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคและการจัดการ - ไม่มี ?

โครงการการดำเนินงานในอนาคต
1. โครงการในประเทศตุรกี (PE) บริษัทลงทุนผ่านบริษัทย่อยของบริษัท คือ PSPL (โพลีเพล็กซ์ สิงคโปร์) ใน PE (Polyplex Europa) เพื่อจัดตั้งโรงงานเพื่อ
ผลิตและจัดจำหน่ายแผ่นฟิล์ม PET ในประเทศตุรกี ด้วยกำลังการผลิต 24,000 ตันต่อปี โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 43
ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น เงินกู้ยืมประมาณ 26 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง PE กู้ยืมจากสถาบันการเงินในประเทศไทย
และทุนจดทะเบียนจำนวน 17 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะใช้เงินลงทุนที่ได้จากเงินหมุนเวียนของบริษัทเพื่อนำไป
ลงทุนผ่าน PSPL ไปยัง PE

เหตุผลในการลงทุน
ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกประเทศตุรกีเนื่องจากเป็นทางเชื่อมระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ซึ่งจะนำไปสู่
ตลาดขนาดใหญ่ในประเทศต่างๆในทวีปยุโรป รัสเซีย/ซีไอเอส ตะวันออกกลาง โดยในปี 2546 ความต้องแผ่น
ฟิล์มพลาสติก PET ในประเทศยุโรปตะวันตกคิดเป็นร้อยละ 17 ของตลาดโลก และ มีอัตราการบริโภคแผ่นฟิล์ม PET
สูง ประกอบกับการมีแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญ ต้นทุนการดำเนินงานและค่าขนส่งสินค้าไปยังประเทศยุโรปค่อน
ข้างต่ำ ปัจจุบันมีหน่วยศุลกากร (Custom Union)ของกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) อยู่ในประเทศตุรกี ซึ่งทำให้การ
เคลื่อนย้ายสินค้าปลอดภาษีระหว่างกันทำได้โดยสะดวก นอกจากนี้การมีโรงงานในตุรกีซึ่งอยู่ใกล้กับลูกค้าใน
ประเทศยุโรปยังจะทำให้สามารถเข้าถึงและผลิตสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้าได้ในเวลาอันรวดเร็วยิ่งขึ้น

โรงงานจะตั้งในเขตส่งเสริมการลงทุน (Free Zone) ในตุรกี ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะแก่การลงทุน โดย
เฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการนำเข้า/ส่งออก ซึ่งในเขตนี้มีการควบคุมด้านเงินตราต่างประเทศน้อยมาก โดยผู้ลงทุน
สามารถฝากเงินตราต่างประเทศไว้ในธนาคาร หรือ นำเงินตราต่างประเทศเข้าและออกได้โดยเสรี นอกจากนี้ทำเล
ที่ตั้งโครงการดังกล่าวจะช่วยทำให้สามารถครอบคลุมลูกค้าในประเทศแถบยุโรปตะวันตก ซึ่งมีความต้องการสูงและ
เป็นตลาดที่ไม่ได้มีการเพิ่มหรือขยายกำลังการผลิตมาเพื่อสนองความต้องการในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้
จึงเป็นกลจักรสำคัญในแผนงานที่จะสร้างเครือข่ายทั่วโลกและเชื่อมต่อกับลูกค้าสำคัญๆในภาคอุตสาหกรรม บริษัท
ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและมีความเป็นไปได้ที่จะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ในราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น
จะสามารถชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้นจากการที่ตั้งโรงงานในยุโรปไปได้


สถานภาพปัจจุบัน
PE ถูกจัดตั้งขั้นในเดือนกันยายน 2547 ด้วยทุนจดทะเบียน 50 พันล้านลีร์รา (Turkey Liras) (ประมาณ 35,000
เหรียญสหรัฐ) โดยได้ดำเนินการซื้อที่ดิน และสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่สำคัญบางส่วน รวมทั้งได้รับใบอนุญาต
ในการดำเนินธุรกิจเรียบร้อยแล้ว โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในระยะเวลาประมาณ 12-13 เดือนหลังจาก
ได้รับใบอนุญาตดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในภายในเดือนตุลาคมปี 2548

เมื่อ PE สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้จะทำให้กำลังการผลิตของกลุ่มโพลีเพล็กซ์เป็นดังนี้
กำลังการผลิต(ตันต่อปี)
ปัจจุบัน หลังจากโรงงานที่
ตุรกีเริ่มดำเนินกิจการ
โพลีเพล็กซ์ คอร์ปอเรชั่น - บริษัทแม่ 20,000 20,000
บริษัท *39,000 *39,000
โพลีเพล็กซ์ (ยูโรปา)- ตุรกี - 24,000
กำลังการผลิตของทั้งกลุ่ม 59,000 83,000
* บริษัทอยู่ระหว่างการขออนุญาตจาก BOI เพื่อขยายการผลิตเป็น 48,000 ตันต่อปี

2. โครงการแผ่นฟิล์ม PET เคลือบอลูมิเนียม บริษัทมีโครงการจัดตั้งสายการผลิตแผ่นฟิล์มเคลือบอลูมิเนียม
(Metallise Film) ภายในพื้นที่โรงงานของบริษัทที่จังหวัดระยอง แผ่นฟิล์มดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มโดยการ
นำแผ่นฟิล์ม PET ที่ผลิตจากโรงงานมาเคลือบด้วยอลูมิเนียมเพื่อให้มีคุณสมบัติต้านทาน(barrier properties) สูงขึ้น
และทำให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น แผ่นฟิล์ม metallized สามารถนำไปใช้งานได้หลายประเภทโดย
เฉพาะในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และงานตกแต่ง โดยมีกำลังการผลิต 4,800 ตันต่อปี โดยจะเริ่มดำเนินการเชิง
พาณิชย์ได้ในเดือนเมษายน 2548

3. โครงการการผลิตเม็ดพลาสติก เพื่อผลิตวัตถุดิบให้กับสายการผลิตแผ่นฟิล์ม PET ของบริษัท โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อลดการพึ่งพิงผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถผลิตเม็ดพลาสติก PET ที่มีคุณสมบัติ
สอดคล้องกับความต้องการในการผลิตแผ่นฟิล์มของบริษัท สามารถผลิตได้ในราคาที่ต่ำกว่าสั่งซื้อ รวมถึงสามารถ
กำหนดเวลาให้สอดคล้องกับแผนการผลิตแผ่นฟิล์มของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น แบ่งเป็นโครงการส่วนที่ 1 เป็นการผลิต
แบบไม่ต่อเนื่องมีกำลังการผลิต 7,000 ตันต่อปี ได้เริ่มดำเนินการผลิตแล้ว และโครงการที่ 2 เป็นการผลิตแบบ
ต่อเนื่องมีกำลังการผลิต 45,500 ตันต่อปี โดยโครงการทั้ง 2 ส่วนมีมูลค่ารวมกันประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนธันวาคม 2547

4. การลงทุนอื่น
เพื่อเป็นการปรับปรุงความสามารถในการผลิตให้เพิ่มมากขึ้น ลดการสูญเสียระหว่างการผลิต พัฒนาสินค้า
และควบคุมคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น บริษัทจึงได้จัดสรรงบประมาณ 125 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงกระบวน
การผลิต ในช่วงเวลา 12-18 เดือนข้างหน้า โดยการลงทุนที่สำคัญคือการเพิ่มจำนวนเครื่องตัด (slitting machine)
การเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้า อุปกรณ์ต่าง ๆ

รายการระหว่างกัน
สรุปรายการระหว่างกันของบริษัทกับบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในปี 2545/2546 ปี 2546/2547
และช่วง 6 เดือนแรกของปี 2547/2548
1. โพลีเพล็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด (PCL)
ความสัมพันธ์ : ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทโดยถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมก่อนการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ใน
สัดส่วนร้อยละ 100 และมีกรรมการร่วมกัน
ลักษณะของรายการ : PCL ได้ชำระเงินซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารล่วงหน้าแทนบริษัท ค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ได้แก่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงาน ค่าที่พักอาศัยของครอบครัวพนักงาน และค่าเล่าเรียน
บุตรของพนักงาน บริษัทฯ ได้จ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปแล้วและหรือได้เรียกเก็บจากพนักงาน
และชำระเงินดังกล่าวคืนให้กับ PCL แล้ว
นโยบายราคา : รายการระหว่าง PCL กับบริษัทเป็นราคาปกติธุรกิจโดยถือตามราคาที่ PCL ได้จ่ายจริงล่วงหน้า
แทนบริษัท ซึ่ง PCL ไม่ได้มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
มูลค่ารายการระหว่างกันในปี 2545-46 (พันบาท) : 3,109
มูลค่ารายการระหว่างกันในปี 2546-47 (พันบาท) : 2,345
มูลค่ารายการระหว่างกันระหว่าง เม.ย. ? ก.ย. 2547 (พันบาท) : 1,643

2. โพลีเพล็กซ์ (สิงคโปร์) พีทีอี ลิมิเต็ด (PSPL)
ความสัมพันธ์ : PSPL เป็นบริษัทย่อยของบริษัท โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PSPL
ลักษณะของรายการ : บริษัทได้ชำระค่าหุ้นเพื่อลงทุนใน PSPL ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทและมีเงินลงทุน
บางส่วนที่เหลือจากการลงทุนซึ่งถูกจัดให้เป็นเงินค่าหุ้นจ่ายล่วงหน้าและถูกบันทึกเป็น
ลูกหนี้บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน
นโยบายราคา : รายการระหว่างบริษัทและ PSPL เป็นเป็นเงินลงทุนที่บริษัทจ่ายไปเพื่อชำระค่าหุ้นในราคาตาม
มูลค่าที่ตราไว้
มูลค่ารายการระหว่างกันในปี 2545-46 (พันบาท) : -
มูลค่ารายการระหว่างกันในปี 2546-47 (พันบาท) : -
มูลค่ารายการระหว่างกันระหว่าง เม.ย. ? ก.ย. 2547 (พันบาท) : 828

3. Polyplex Europa Polyester Film Sanaye Ve Ticaret Anonim Sirketi (PE)
ความสัมพันธ์ : เป็นบริษัทย่อยของ PSPL โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PSPL และ PSPL ถือหุ้นร้อยละ
100 ใน PE
ลักษณะของรายการ : PSPL ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่ PE เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทและดำเนินโครงการ
จัดตั้ง PE ซึ่ง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้แก่ เงินมัดจำค่าเครื่องจักร ค่าเช่าสำนักงานและค่าที่ปรึกษา
กฎหมาย เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อ PE ได้รับการชำระค่าหุ้นแล้ว PE จะทำการชำระเงินจำนวน
ดังกล่าวคืนให้แก่ PSPL
นโยบายราคา : รายการระหว่าง PSPL และ PE เป็นราคาปกติธุรกิจโดยเป็นจำนวนเดียวกับที่ PSPL ได้จ่ายจริง
ล่วงหน้าโดยไม่ได้มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
มูลค่ารายการระหว่างกันในปี 2545-46 (พันบาท) : -
มูลค่ารายการระหว่างกันในปี 2546-47 (พันบาท) : -
มูลค่ารายการระหว่างกันระหว่าง เม.ย. ? ก.ย. 2547 (พันบาท) : 101,947

ภาระผูกพัน
ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 บริษัทมีภาระผูกพันดังนี้
ก) มีเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ยังไม่ได้ใช้กับธนาคารในประเทศเป็นจำนวนเงินรวม 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ
ข) มีหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้าจากการที่ธนาคารในประเทศออกหนังสือค้ำประกันบริษัท ต่อหน่วยงานราชการ
และหน่วยงานอื่น ๆ เป็นจำนวนรวมประมาณ 1.2 ล้านบาท
ค) มีภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายค่าก่อสร้างก่อสร้างและค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นเงินรวมประมาณ 45.5 ล้านบาท

ปัจจัยเสี่ยง
1. ความเสี่ยงเกี่ยวกับวงจรอุตสาหกรรม (Industry Cycle)
วงจรอุตสาหกรรมของอุตสาหกรรมแผ่นฟิล์ม PET จะขึ้นอยู่กับผลต่างของราคาแผ่นฟิล์ม PET กับราคาของ PTA
และ MEG ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตแผ่นฟิล์ม PET โดยความต้องการแผ่นฟิล์ม PET จะเป็นแรงผลักดันให้ราคา
แผ่นฟิล์มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต่างเร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อผลิตสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ในทางกลับกันหาก
ปริมาณสินค้าที่ผลิตมีมากกว่าความต้องการของตลาดก็ทำให้ราคาจำหน่ายลดลง ทำให้ผลต่างของราคาจำหน่ายแผ่นฟิล์ม
และราคาต้นทุนวัตถุดิบเหลือน้อยลง ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการ ทั้งนี้จากการเปรียบเทียบอัตรากำไร
ก่อนหักภาษีของบริษัทแม่กับราคาจำหน่ายแผ่นฟิล์ม PET และราคาวัตถุดิบ แสดงให้เห็นว่าในช่วงระหว่างปี 2537 -2539
ที่ส่วนต่างของราคาจำหน่ายแผ่นฟิล์ม PET กับวัตถุดิบสูง บริษัทแม่จะมีอัตรากำไรก่อนหักภาษีสูงถึงร้อยละ 24-34 และ
ในทางกลับกันในช่วงระหว่างปี 2540 -2543 เมื่อผลต่างของราคาจำหน่ายกับต้นทุนในการผลิตลดต่ำลง อัตรากำไรก่อน
หักภาษีของบริษัทแม่ก็จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1-9

บริษัทมีนโยบายที่จะลดความเสี่ยงนี้โดยการมีประสิทธิภาพในการผลิตในระดับสูงและมาตรการควบคุมต้นทุน
การผลิตเพื่อให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีจากการมีต้นทุนต่ำ การพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่นโครงการผลิตแผ่นฟิล์ม
เคลือบอลูมิเนียม (Metallise Film) และการมีฐานการผลิตทั้งในประเทศไทยและประเทศอินเดีย จึงสามารถตอบสนอง
ความต้องการของลูกค้าต่างๆในหลายประเทศทั้งกลุ่มภาคอุตสาหกรรม(industrial) และบรรจุภัณฑ์ที่ยืดหยุ่น (flexible
packaging) และเมื่อโรงงานในประเทศตุรกีเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2548 จะช่วยเสริมสร้างสถานะของกลุ่มโพลีเพล็กซ์
ในด้านนี้ให้มีความแข็งแกร่งขึ้น

2. ความเสี่ยงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและวัตถุดิบ
ต้นทุนการผลิตแผ่นฟิล์ม PET ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนของวัตถุดิบ คือ เม็ดพลาสติก PET ดังนั้นราคาของ
เม็ดพลาสติก PET จะกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงานโดยตรง ผลกระทบดังกล่าวจะมากหรือน้อยก็จะขึ้นอยู่ที่
ความสามารถของบริษัทว่าจะสามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ไปยังลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด จากการที่บริษัทจะ
ตกลงราคาจำหน่ายสินค้ากับลูกค้าเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงต้นทุนของเม็ดพลาสติก
PET บริษัทก็จะสามารถปรับราคาจำหน่ายสินค้าได้ในงวดถัดไป

อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีนโยบายลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบ โดยมีการทบทวนราคาที่
จำหน่ายให้ลูกค้าเป็นระยะเช่น เป็นรายไตรมาส ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนราคาได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวด้าน
วัตถุดิบใดๆและติดตามแนวโน้มของราคาเม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบให้สอดคล้อง
กับสภาวะราคาและความต้องการของลูกค้า

3. ความเสี่ยงจากการซื้อวัตถุดิบจากผู้ขายน้อยราย
บริษัทสั่งซื้อเม็ดพลาสติก PET จากผู้จัดจำหน่ายในประเทศ 2 ราย แต่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันคือกลุ่มอินโดรามา
(ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ใดๆกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท) ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงหากผู้จัด
จำหน่ายดังกล่าวเลิกจำหน่ายวัตถุดิบให้บริษัท แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากบริษัทแม่และกลุ่มอินโดรามา มีความสัมพันธ์
ทางการค้าที่ดีต่อกันเป็นระยะเวลานานและตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินกิจการก็ยังไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น

ในปัจจุบันเพื่อลดการพึ่งพาผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบดังกล่าว บริษัทได้มีการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรเพื่อใช้
ในการผลิตเม็ดพลาสติก PET ซึ่งบริษัทได้เปิดดำเนินการผลิตในส่วนที่ 1 ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2547 ซึ่งสามารถ
ทดแทนกำลังการใช้วัตถุดิบของบริษัทประมาณร้อยละ 10-15 สำหรับความต้องการส่วนที่เหลือจะถูกทดแทนด้วย
กำลังการผลิตเม็ดพลาสติกส่วนที่สอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในเดือนธันวาคม 2547 นอกจากนี้บริษัทได้ทำสัญญาสั่ง
ซื้อ PTA และ MEG ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติก PET จากผู้จัดจำหน่ายจำนวน 2 รายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

4. ความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมและผู้แข่งขันรายใหม่
คู่แข่งของบริษัท คือ ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เช่น ดูปองท์-เทยิน(Dupont-Teijin) โทเร (Toray) มิตซูบิชิ
(Mitsubishi) และ โคลอน (Kolon) และเอสเคซี (SKC)รวมถึงผู้ผลิตขนาดกลาง-ขนาดเล็ก และผู้ผลิตรายใหม่ที่มีเงินทุน
โรงงานและเครื่องจักรในการผลิตแผ่นฟิล์ม PET แต่บริษัทมีความได้เปรียบในด้านของต้นทุนที่ต่ำกว่าและเนื่องจากบริษัท
เน้นการผลิตแผ่นฟิล์ม PET ที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการสูง คือแผ่นฟิล์ม PET ชนิดบาง ทำให้บริษัทสามารถ
แข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้ ในส่วนของผู้ผลิตรายใหม่ที่จะเข้ามาในอุตสาหกรรมนั้นยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาทักษะ
การผลิตเพื่อให้มีต้นทุนการผลิตต่ำจนสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายเดิมได้

นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทให้เพิ่มมากขึ้น บริษัทจึงมีแผนการขยายงาน
ดังนี้
- การจัดตั้งการผลิตเม็ดพลาสติก PET ขึ้นมาเองเพื่อทำให้ต้นทุนในการผลิตลดต่ำลงและลดการพึ่งพิงจากผู้จัด
จำหน่ายวัตถุดิบ
- บริษัทมีโครงการที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตแผ่นฟิล์ม PET ในประเทศตุรกี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ใน ประเทศอื่นๆในทวีปยุโรป รัสเซีย ตะวันออกกลาง และ อัฟริกาเหนือ ซึ่งมีอัตราการเติบโตของความต้องการสูง

5. ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า
มาตรการกีดกันทางการค้าที่ประเทศต่างๆ ใช้ในการกีดกันการค้า ได้แก่ ก.) มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด
(Anti-Dumping) มาตรการตอบโต้การสนับสนุนทางการค้า (Anti-Subsidies) ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีที่ประเทศต่างๆ
ใช้เป็นภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดซึ่งจะนำมาใช้กับสินค้าที่นำเข้าหากพิสูจน์ได้ว่าสินค้าดังกล่าวมีราคาจำหน่ายต่ำกว่า
ราคาจำหน่ายของสินค้าประเภทเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศผู้ส่งออกและ ข.) ภาษีตอบโต้การสนับสนุนการค้า
(Countervailing Duty) จะนำมาใช้กับสินค้าที่นำเข้าหากพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาลของประเทศ
ผู้ส่งออกให้ผลประโยชน์หรือสิทธิพิเศษแก่ผู้ส่งออกรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ ซึ่งผลของการใช้มาตรการภาษี
ดังกล่าวจะส่งผลให้สินค้าของผู้ผลิตจากประเทศที่ถูกตอบโต้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นมาก จนทำให้สินค้ามี
ราคาแพงและไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้ ทั้งนี้ในอดีตบริษัทแม่ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เคยได้รับการตอบโต้
ทางการค้าดังกล่าวมาแล้ว ทำให้ทราบถึงสาเหตุ วิธีการตรวจสอบ และวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้นบริษัทจึงมี
การติดตามและควบคุมราคาจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้แน่ใจว่าบริษัทจะไม่ถูกตอบโต้ด้วยมาตรการดังกล่าว
นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายในการกระจายรายได้ไปยังลูกค้าต่างๆไม่ให้กระจุกตัวในลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป
เพื่อลดผลกระทบหากเกิดกรณีที่ถูกตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่เดือนเมษายน 2546
เป็นต้นมาบริษัทยังไม่ถูกดำเนินมาตรการทางภาษีแต่อย่างใด

6. ความเสี่ยงจากโครงการลงทุนในอนาคต
6.1 โครงการลงทุนในประเทศตุรกี ความเสี่ยงในการลงทุนในประเทศตุรกีอาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงจากสภาวะ
เศรษฐกิจของของประเทศตุรกี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีความไม่มั่นคงนัก และความเสี่ยงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของ
โครงการจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่น ระยะเวลาในการก่อสร้างโรงงานอาจจะนานกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือ
ต้นทุนในการก่อสร้างอาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตและการจำหน่ายที่บริษัทได้วางแผนไว้

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของตุรกีไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
เนื่องจากโรงงานของบริษัทตั้งอยู่ในเขตที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน(Free Trade Zone) และสินค้าเกือบทั้งจะเป็น
ส่งออกไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภายนอกประเทศ ดังนั้นจากการที่บริษัทขยายฐานการผลิตออกเป็น 2 ประเทศนั้นจะ
ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงในระดับประเทศ(Country risk)น้อยลง ประกอบกับประสบการณ์จากการจัดตั้งโรงงานใน
ประเทศไทยได้สำเร็จในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าที่ได้วางแผนไว้ และการได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินจะ
ทำให้ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงการได้เป็นอย่างดี

ในอนาคตเมื่อโรงงานที่ประเทศตุรกีเปิดดำเนินการแล้ว จะทำให้รายได้ของบริษัทในส่วนที่จำหน่ายไปยัง
ลูกค้าในกลุ่มประเทศยุโรปจะลดลง (ในปี 2546/47 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายไปยังกลุ่มประเทศยุโรป
เท่ากับร้อยละ 20.46 และในงวด 6 เดือนแรก ปี 2547/48 เท่ากับร้อยละ 24.37) แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากบริษัทถือหุ้น
บริษัทในตุรกี(PE) ผ่านบริษัทย่อยของบริษัท(PSPL) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ผลการดำเนินงานของบริษัทในตุรกีก็จะ
แสดงรวมไว้ในงบการเงินรวมของบริษัท ดังนั้นจึงไม่ผลกระทบต่อผลการดำเนินงานรวมของบริษัทแต่อย่างใด

6.2 โครงการผลิตฟิล์มเคลือบอลูมิเนียม แผ่นฟิล์มเคลือบอลูมิเนียมหรือ Metallise Film นับเป็นสินค้าชนิดใหม่
ของบริษัท แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ (PCL) มีประสบการณ์ในการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาเป็นระยะเวลา 3 ปีมาแล้ว
ซึ่งบริษัทแม่ก็จะถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้แก่บริษัท จึงทำให้บริษัทมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถดำเนินการผลิต
ได้เป็นอย่างดี

6.3 โรงการผลิตเม็ดพลาสติก PET บริษัทได้ก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรเพื่อผลิตเม็ดพลาสติก PET โดยใช้ PTA
(Purified Terepthalic Acid) และ MEG (Monoethylene Glycol) เป็นวัตถุดิบ มีมูลค่าโครงการประมาณ 5 ล้านเหรียญ
สหรัฐแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง มีกำลังการผลิต 7,000 ตันต่อปี ได้เปิดดำเนินการผลิตแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2547
ที่ผ่านมา ส่วนที่สองมีกำลังการผลิต 45,500 ตันต่อปี คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในเดือนธันวาคม 2547 นี้
ดังนั้นถึงแม้ว่าส่วนที่หนึ่งจะก่อสร้างเสร็จและเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์แล้วก็ตาม บริษัทก็ยังคงมีความเสี่ยงจากก่อสร้าง
ส่วนที่สองและความเสี่ยงจากการจัดซื้อ PTA และ MEG

อย่างไรก็ตามการก่อสร้างส่วนที่สองก็เป็นไปตามระยะเวลาที่ได้วางไว้ คงเหลือแต่เพียงการติดตั้งเครื่องจักรและ
อุปกรณ์บางอย่างเท่านั้น นอกจากนี้บริษัทแม่ก็มีประสบการณ์ในการผลิตเม็ดพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2540 ส่วนการจัด
ซื้อ PTA และ MEG บริษัทก็ได้ลงนามกับ Mitsui & Co(Thailand) Ltd. และ Itochu(Singapore) Pte ซึ่งจะเป็นผู้จัดหา
วัตถุดิบในปริมาณและราคาที่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

7. ความเสี่ยงด้านการพึ่งพา PCL ซึ่งเป็นบริษัทแม่
ปัจจุบันนี้บริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ โพลีเพล็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด (PCL) ได้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท PTL
ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม คณะผู้บริหารในปัจจุบันเกือบทั้งหมดของบริษัทเคยเป็นพนักงานของ PCL และมีส่วนสำคัญ
มากในการช่วยก่อตั้งโรงงานของบริษัทได้สำเร็จในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่ากำหนดและด้วยเงินทุนที่น้อยกว่าที่ได้ประมาณ
การไว้ เมื่อผสานกับความสามารถในการผลิตในระดับสูงทำให้บริษัทสามารถผลิตสินค้าในราคาที่สามารถแข่งขันได้
ในอนาคตภายหลังจากที่บริษัทสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคงดีแล้ว บริษัทก็จะมีนโยบายพัฒนาความสามารถและ
เพิ่มสัดส่วนของบุคลากรคนไทยให้มีมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาบุคลากรชาวต่างชาติ

โดยในปัจจุบันนี้ บริษัทมีผู้บริหารที่มีประสบการณ์คลอบคลุมตั้งแต่ การผลิต การตลาด การจำหน่าย และ
การบัญชี/การเงิน บริษัทจึงสามารถดำเนินธุรกิจได้ได้เองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพิงบริษัทแม่แต่อย่างใด ยกเว้นทางด้านการ
วิจัยและการพัฒนาเท่านั้นที่บริษัทแม่จะถ่ายทอดมาให้บริษัท โดยไม่คิดค่ามูลค่าเนื่องจากบริษัทเป็นบริษัทย่อยของ
บริษัทแม่นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจของบริษัทก็สามารถกระทำได้โดยอิสระ เช่น การเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อประชาชน
การกู้ยืมเงิน และ การลงทุนอื่นใดที่จะมีขึ้นในอนาคต เป็นต้น โดยที่บริษัทแม่ไม่ต้องดำเนินการขออนุมัติจากหน่วยงาน
อื่นใด ยกเว้นแต่เพียงการรายงานเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญไปยังตลาดหลักทรัพย์ที่บริษัทแม่จดทะเบียนอยู่ 2 แห่งคือ
Mumbai Stock Exchange และ National Stock Exchange เท่านั้น

8. ความเสี่ยงจากความที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่อาจถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าร้อยละ 75 ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท
ปัจจุบันนี้บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัทแม่ถือหุ้นร้อยละ 23.57(ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2547 นายซันจีฟ ซาราฟ และกลุ่ม
ที่เกี่ยวข้องถือหุ้นใน PCL ในสัดส่วนร้อยละ 47.01) และ โพลีเพล็กซ์(เอเชีย)พีทีอี ลิมิเต็ด(PAPL) (ซึ่งบริษัทแม่ถือหุ้น
ร้อยละ 100) ถือหุ้นบริษัทในสัดส่วนร้อยละ 76.43 รวมเป็นการถือหุ้นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนและชำระเท่ากับ
560 ล้านบาท และแม้จะมีสัดส่วนลดลงภายหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้แล้วก็ตาม บริษัทแม่และ
PAPL ก็ยังอาจจะถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าร้อยละ 75 ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ต้องการเสียง
สนับสนุนอย่างน้อย 3 ใน 4 ของผู้มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงได้ทั้งหมด ดังนั้นผู้ถือหุ้นรายย่อยจึงไม่อาจรวบรวม
คะแนนเสียงเพื่อถ่วงดุลการบริหารงานได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทแม่ยังสามารถกำหนดนโยบายการบริหารและดำเนินกิจการ
ของบริษัทได้เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงทั้งหมดของบริษัทมาจากประเทศอินเดียจึงรับนโยบายมาจาก
บริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PCL คือนายซันจีฟ ซาราฟ ซึ่งเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทและบริษัทแม่
ดังนั้นนายซันจีฟ ซาราฟ จึงสามารถควบคุมการบริหารงานทั้งของบริษัทแม่และบริษัทได้

9. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
การจำหน่ายสินค้าของบริษัทประมาณร้อยละ 90 เป็นการจำหน่ายไปยังต่างประเทศ บริษัทจึงมีรายได้ส่วนใหญ่
เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งรายได้ดังกล่าวบริษัทก็จะนำมาชำระค่าใช้จ่ายในการผลิตที่เชื่อมโยงกับสกุลเงินเหรียญ
สหรัฐ ได้แก่ เม็ดพลาสติก PET ดอกเบี้ยจ่าย ส่วนการจำหน่ายภายในประเทศจะเป็นสกุลเงินบาท ซึ่งเพียงพอที่จะนำมา
ชำระค่าใช้จ่ายในการผลิตบางอย่างที่เป็นสกุลเงินบาทได้แก่ บรรจุภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในบรรจุสินค้าของบริษัท เงินเดือน
พนักงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารต่างๆ เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นบริษัทจึงมีรายรับที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์
สหรัฐมากกว่ารายจ่าย และนำไปชำระเงินคืนเงินกู้ระยะยาวได้

10. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 บริษัทมีเงินกู้ยืมระยะยาวเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐรวมเป็นเงินจำนวน 24.83
ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่บริษัทต้องชำระเท่ากับอัตราดอกเบี้ย LIBOR บวก 2% ถึง 3% ทำให้บริษัท
มีความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตหากอัตราดอกเบี้ย LIBOR เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับเงินกู้ยืมจำนวน 26 ล้านเหรียญสหรัฐที่ PE กู้ยืมจากสถาบันการเงินในประเทศไทยนั้น บริษัทเป็นแต่
เพียงผู้ค้ำประกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามบริษัทได้ติดตามภาวะอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิดและมีการประเมินสถานการณ์
เพื่อเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่หากมีความจำเป็น

11. ความเสี่ยงจากการซ้ำซ้อนของสินค้าและตลาดกับบริษัทแม่ (PCL)
บริษัทและบริษัทแม่ผลิตสินค้าที่มีประเภทใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้จำหน่ายสินค้าซ้ำซ้อนกัน บริษัทแม่
และบริษัทจึงได้มีนโยบายการแบ่งตลาดกันอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยสำคัญที่นำมาใช้ในการกำหนดตลาด ได้แก่ระยะเวลา
ในการขนส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า ประเภทของสินค้า อัตราภาษีพิเศษสำหรับเขตการค้าต่างๆ มาตรการ
กีดกันทางการค้า เป็นต้น

นอกจากนี้กลุ่มบริษัทโพลีเพล็กซ์ยังได้กำหนดนโยบายในการลงทุนในอนาคตในธุรกิจผลิตแผ่นฟิล์ม PET
และธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องระหว่างบริษัทแม่และบริษัท โดยการลงทุนในประเทศอินเดียและประเทศในทวีปเอเชียใต้จะ
ดำเนินการโดยบริษัทแม่และ/หรือบริษัทย่อยของบริษัทแม่(ยกเว้นบริษัท) ส่วนการลงทุนในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ
ในแถบอาเซียน และ ประเทศอื่นๆที่ไม่รวมเอเชียใต้และประเทศอินเดีย จะดำเนินการโดยบริษัทหรือบริษัทย่อยที่บริษัท
ถือหุ้นใหญ่


กรณีพิพาท - ไม่มี ?

จำนวนพนักงาน
ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 บริษัทมีจำนวนพนักงานทั้งสิ้น 243 คน แบ่งเป็นที่โรงงาน 223 คน และที่สำนักงานใหญ่
20 คน โดยมีพนักงานที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย 38 คน แบ่งเป็นที่โรงงาน 31 คน และ 7 คน ที่สำนักงานใหญ่

ประวัติความเป็นมาโดยสรุป
บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 ภายใต้ชื่อ
บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 4 แสนบาท เพื่อผลิตและจำหน่ายแผ่นฟิล์ม PET บริษัทมี
บริษัทแม่คือ บริษัท โพลีเพล็กซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (Polyplex Corporation Limited ? PCL) ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศ
อินเดียและประกอบธุรกิจเดียวกันนี้เป็นเวลา 16 ปีแล้ว
- มีนาคม-เมษายน 2545 จดทะเบียนก่อตั้ง โดยมีบริษัทแม่ คือ บริษัท โพลีเพล็กซ์ คอร์ปอร์เรชั่น ซึ่งเป็นบริษัท
จดทะเบียนใน Bombay Stock Exchange และ National Stock Exchange ประเทศอินเดียและประกอบธุรกิจลักษณะ
เดียวกับบริษัท ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 8 ล้านหุ้น มูลค่าที่
ตราไว้หุ้นละ 10 บาท หุ้นบุริมสิทธิ์ 32 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท และเริ่มก่อสร้างโรงงานในนิคม
อุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค จ.ระยอง
- 20 พฤษภาคม 2545 ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สำหรับการผลิตแผ่นฟิล์ม PET (สายการผลิตที่ 1)
ด้วยกำลังการผลิต 15,000 ตันต่อปี
- 2 เมษายน 2546 เริ่มดำเนินการผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์
- มีนาคม/เมษายน 2546 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 260 ล้านบาทให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม
แบ่งเป็นหุ้นบุริมสิทธิ์ 20,800,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท และหุ้นสามัญ 5,200,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้
หุ้นละ 10 บาท
- 11 มิถุนายน 2546 ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในสายการผลิตแผ่นฟิล์ม PET (สายการผลิตที่ 2)
ด้วยกำลังการผลิต 15,000 ตันต่อปี และสายการผลิตเม็ดพลาสติก PET ด้วยกำลังการผลิต 26,250 ตันต่อปี
- 12 พฤศจิกายน 2546 เริ่มดำเนินการผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในสายการผลิตที่ 2
- 13 ธันวาคม 2546 ได้รับมาตรฐาน ISO 9001:2000 ด้าน Quality Management System
- 31 พฤษภาคม 2547 ได้รับมาตรฐาน ISO 14001:1996 ด้าน Environmental Management System
- พฤษภาคม-กรกฎาคม 2547 ได้รับการอนุมัติจาก BOI ให้เพิ่มกำลังการผลิตทั้งสองสายจากสายละ 15,000 ตัน
เป็น 19,500 ตันต่อปี นอกจากนี้ปัจจุบันนี้บริษัทยังได้ขออนุญาตจาก BOI เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตทั้งสองสายการผลิต
เป็น 24,000 ตันต่อปีต่อสายการผลิต
- 30 กรกฎาคม 2547 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จากเดิม
หุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 5 บาท และ ให้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,728 ล้านบาท โดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 1,068
ล้านบาท คิดเป็นจำนวนหุ้นที่เพิ่มเท่ากับ 213.6 ล้านหุ้น โดยหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นจะแบ่งออกเป็นสองส่วน
+ ส่วนที่หนึ่งจำนวน 133.6 ล้านหุ้น เสนอขายให้แก่ โพลีเพล็กซ์(เอเชีย) พีทีอี ลิมิเต็ด(PAPL) ซึ่งบริษัทแม่ถือหุ้น
ร้อยละ 100และเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์
+ ส่วนที่สองจำนวนไม่เกิน 80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท รวมเป็นไม่เกิน 400 ล้านบาท เสนอขาย
ให้แก่ประชาชนและที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งคือ โพลีเพล็กซ์(สิงคโปร์)พีทีอี ลิมิเต็ด (PSPL)
จดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ (บริษัทถือหุ้นร้อยละ 100) เพื่อเข้าลงทุนในประเทศตุรกี
- 10 สิงหาคม จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน
- 2 กันยายน ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติ
+ ให้ลดทุนจดทะเบียนเฉพาะหุ้นบุริมสุทธิที่บริษัทแม่ถืออยู่จำนวน 105.6 ล้านหุ้นคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 528
ล้านบาท
+ ยกเลิกหุ้นที่ออกแต่ยังไม่เรียกชำระจำนวน 240 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนหุ้น 48 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นส่วนที่จัดสรร
ไว้ให้ PAPL แต่ PAPL ไม่ได้จองซื้อ
การลดทุนดังกล่าวทำให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทเท่ากับ 960 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 560 ล้านบาท นอกจากนี้
ที่ประชุมยังมีมติให้เปลี่ยนมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท
- 15-16 พฤศจิกายน จดทะเบียนลดทุนจดทะเบียน โดยลดทุนจดทะเบียนเฉพาะหุ้นบุริมสุทธิที่บริษัทแม่ถืออยู่
จำนวน 105.6 ล้านหุ้นคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 528 ล้านบาท ทำให้ทุนจดทะเบียนเท่ากับ 960 ล้านบาท ทุนชำระแล้วเท่ากับ
560 ล้านบาท และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้เป็นหุ้นละ 1 บาท

โครงสร้างกลุ่มโพลีเพล็กซ์
กลุ่มโพลีเพล็กซ์ประกอบไปด้วยบริษัทดังต่อไปนี้
โพลีเพล็กซ์ คอร์ปอร์เรชั่น ลิมิเต็ด (PCL)
เป็นบริษัทแม่ของบริษัท โดยมีการถือหุ้นของบริษัททางตรงและทางอ้อมร้อยละ 100 PCL เป็นบริษัทที่จัดตั้งใน
ประเทศอินเดียในปี 2531 และเป็นบริษัทจดทะเบียนใน Bombay Stock Exchange และ National Stock Exchange
มีทุนชำระแล้วเท่ากับ 152.21 ล้านอินเดียรูปี (INR) (ประมาณ 136 ล้านบาท) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นฟิล์ม
PET โดยมีกำลังการผลิตดังนี้
ผลิตภัณฑ์ ตันต่อปี
แผ่นฟิล์ม PET 20,000
เม็ดพลาสติก PET (Polyester Chips) 20,000
แผ่นฟิล์ม Metallise 4,800

โพลีเพล็กซ์ (เอเชีย) พีทีอี ลิมิเต็ด (PAPL)
จัดตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2547 โดยมีบริษัทแม่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 100 มีทุนจดทะเบียน 2
ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ตามมูลค่าที่ตราไว้) มีลักษณะเป็นบริษัทโฮลด์ดิ้ง (Holding Company)วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง
เพื่อให้เป็นตัวแทนของบริษัทแม่ในการลงทุนในกิจการต่างๆนอกประเทศอินเดีย ซึ่งรวมถึงบริษัทด้วย

โพลีเพล็กซ์ (สิงคโปร์) พีทีอี ลิมิเต็ด (PSPL)
เนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Avoidance Agreement:DTAA) ระหว่าง
ประเทศไทยและประเทศตุรกี บริษัทจึงได้จัดตั้ง PSPL ในประเทศสิงค์โปร์ โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 100 เพื่อเตรียม
รองรับการลงทุนก่อตั้งโรงงานเพื่อผลิตแผ่นฟิล์ม PET ในประเทศตุรกี เพื่อให้ตอบสนองความต้องการในตลาด
ในแถบยุโรปและประเทศใกล้เคียงอื่นๆ มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตามมูลค่าหุ้นที่ตราไว้)

Polyplex Europa Polyester Film Sanaye Ve Ticaret Anonim Sirketi (PE)
PSPL จัดตั้ง PE ในประเทศตุรกี โดยถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 PE จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโรงงาน
ผลิตแผ่นฟิล์ม PET ในประเทศตุรกี มีกำลังการผลิต 24,000 ตันต่อปี เพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่ไปจำหน่ายยังประเทศ
ในยุโรปและประเทศใกล้เคียง

เงินลงทุนในบริษัทย่อย/ บริษัทร่วม/ บริษัทที่เกี่ยวข้อง
ชื่อบริษัท ประเภทกิจการและลักษณะ ทุนชำระแล้ว ร้อยละของ มูลค่าเงินลงทุน
การประกอบธุรกิจ หุ้นที่ถือ (ตามราคาทุน)
โพลีเพล็กซ์ บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) 1.085 ล้านเหรียญ 100 1.085 ล้านเหรียญ
(สิงคโปร์) พีทีอี ลิมิเต็ด สหรัฐ สหรัฐ

Polyplex Europa ผลิตและจำหน่ายแผ่นฟิล์ม PET - ** - -
Polyester Film Sanaye
Ve Ticaret Anonim
Sirketi (PE)*

* บริษัทไม่ได้ลงทุนใน PE โดยตรง แต่เป็นการลงทุนทางอ้อมผ่าน PSPL ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100
** PE อยู่ในระหว่างการจัดตั้ง โดยมีทุนจดทะเบียน 50,000 ล้านลีร์ร่า ตุรกี (ประมาณ 35,000 เหรียญสหรัฐ)

การเพิ่ม (ลด) ทุนในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
หน่วย : บาท
วัน/เดือน/ปี ทุนจดทะเบียนและ ทุนจดทะเบียนและ หมายเหตู/ วัตถุประสงค์
เรียกชำระแล้วที่ (ลด) เพิ่ม เรียกชำระแล้วหลังเพิ่ม (ลด) ทุน การใช้เงิน
26 มีนาคม 2545 0.40 0.40 เริ่มก่อตั้งกิจการ
มีนาคม ? เมษายน 2545 399.60 400.00 เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ
มีนาคม ? เมษายน 2546 260.00 660.00 เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ
30 กรกฎาคม 2547 428.00 1,088.00 เพื่อปรับโครงสร้างการถือหุ้น
15 พฤศจิกายน 2547 (528.00) 560.00 เพื่อปรับโครงสร้างการถือหุ้น

รอบระยะเวลาบัญชี 1 เมษายน ? 31 มีนาคม

ผู้สอบบัญชี
ปี ชื่อผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีอนุญาตเลขที่ บริษัทผู้สอบบัญชี
2547/48 นายวิเชียร ธรรมตระกูล 3183 บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด
(เม.ย. ? ก.ย.)
2546/47 นายวิเชียร ธรรมตระกูล 3183 บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด
(เม.ย. ? มี.ค.)
2545/46 นายวิเชียร ธรรมตระกูล 3183 บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด
(เม.ย. ? มี.ค.)

นายทะเบียนหุ้น บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด

ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด

นโยบายจ่ายเงินปันผล
บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลที่อัตราร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ของปีนั้นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะ
เศรษฐกิจ แผนการขยายธุรกิจ และฐานะทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัทเป็นสำคัญ โดยการจ่ายเงินปันผลดังกล่าว
ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินในประเทศ 2 แห่ง ได้กำหนดว่าหากว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับ
ผู้ถือหุ้น บริษัทจะต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าหนี้เงินกู้ก่อน บริษัทได้ขอให้เจ้าหนี้ทั้งสองรายอนุมัตินโยบายการจ่ายเงินปันผล
ดังกล่าว และบริษัทได้รับการอนุมัติจากเจ้าหนี้เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 15 และ 16 กันยายน 2547

บัตรส่งเสริมการลงทุน
1. บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1321(2)/2545
- ประเภทธุรกิจ : แผ่นฟิล์ม PET
- วันที่ได้รับการส่งเสริม : 20 พฤษภาคม 2545
- มาตราที่ได้รับสิทธิประโยชน์ : 25 26 27 28 31 34 35(1) 35(2) 35(3) 36(1) 36(2) และ 37
2. บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1287(2)/2546
- ประเภทธุรกิจ : แผ่นฟิล์ม PET และเม็ดพลาสติก PET
- วันที่ได้รับการส่งเสริม : 11 มิถุนายน 2546
- มาตราที่ได้รับสิทธิประโยชน์ : 25 26 27 28 31 34 35(1) 35(2) 35(3) 36(1) 36(2) และ 37

จำนวนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2547 ปรากฏดังนี้
จำนวนราย จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว
1. ผู้ถือหุ้นสามัญที่เป็น Strategic shareholders
1.1 รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ 0 0 0.00
1.2 กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง 6 559,999,875 70.00
และบุคคลที่มีความสัมพันธ์
1.3 ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5 % โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย 0 0 0.00
1.4 ผู้ถือหุ้นที่มีข้อตกลงในการห้ามขายหุ้นภายในเวลาที่กำหนด 19 125 0.00
2. ผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อยที่ถือไม่ต่ำกว่า 1 หน่วยการซื้อขาย 3,911 240,000,000 30.00
3. ผู้ถือหุ้นสามัญที่ถือต่ำกว่า 1 หน่วยการซื้อขาย 0 0 0.00
รวมผู้ถือหุ้นสามัญทั้งสิ้น 3,936 800,000,000 100.00

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2547 รายชื่อและสัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้น 10 รายแรก
เป็นดังนี้
ลำดับ รายชื่อ จำนวนหุ้นที่ถือ (หุ้น) ร้อยละ
1 บริษัท โพลีเพล็กซ์ (เอเชีย) พีทีอี ลิมิเต็ด 427,999,915 53.50
2 โพลีเพล็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด 131,999,940 16.50
3 MORGAN STANLEY REG 18,000,000 2.25
4 MORGAN STANLEY THAI 11,900,000 1.49
5 ALLIANZ DRESDNER A/C DUBT 7,030,000 0.88
6 THE THAI PRIME FUND 6,131,100 0.77
7 KIM ENG SECURITIES (USA) ING A/C INDUS CAPITAL 5,300,000 0.66
8 KIM ENG SECURITIES (USA) INC A/C AENEAS 5,300,000 0.66
9 KIM ENG SECURITIES (USA) INC A/C EVEREST 5,300,000 0.66
10 ALLIANZ DRESDNER A/C TST 4,970,000 0.62

ผู้ถือหุ้นต่างด้าว
ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2547 บริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างด้าวจำนวน 95 ราย ถือหุ้นรวมกัน 660,108,820 หุ้น คิดเป็นร้อยละ
82.51 ของทุนชำระแล้ว
หมายเหตุ : บริษัทไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นต่างด้าว โดยมีข้อบังคับของบริษัทข้อ 10 ว่า
"หุ้นของบริษัทให้โอนกันได้โดยเสรี การโอนหุ้นนั้นย่อมสมบูรณ์เมื่อผู้โอนได้สลักหลังใบหุ้น
โดยระบุชื่อผู้รับโอนและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน และได้มีการส่งมอบใบหุ้นฉบับ
ดังกล่าวให้แก่ผู้รับโอน "

คณะกรรมการ คณะกรรมการของบริษัท มีจำนวน 8 ท่าน ประกอบด้วย
รายชื่อ ตำแหน่ง
1. นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบ
2. นายซันจีฟ ซาราฟ กรรมการและกรรมการผู้จัดการ
3. นายมานิตย์ กุปต้า กรรมการ
4. นายปราเนย์ โกธารี กรรมการ
5. นายรันจิต ซิงห์ กรรมการ
6. นายวีรพงษ์ รามางกูร กรรมการตรวจสอบ
7. นายซีราช อีรัช ปุณวาลา กรรมการตรวจสอบ
8. นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ กรรมการ
ทั้งนี้มี นายมานิตย์ กุปต้า เป็นเลขานุการคณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2547 ผู้ถือหุ้นของบริษัทได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ
จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย
1. นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการตรวจสอบ
2. นายวีรพงษ์ รามางกูร กรรมการตรวจสอบ
3. นายซีราช อีรัช ปุณวาลา กรรมการตรวจสอบ
นางสาวนิดี โยอร์ เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ

ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ
1) สอบทานให้บริษัทมีการรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและเพียงพอ
2) สอบทานให้บริษัทมีระบบการควบคุมภายใน (Internal Control) และการตรวจสอบภายใน (Internal Audit)
3) สอบทานให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์
หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท
4) พิจารณา คัดเลือก เสนอแต่งตั้งและเสนอค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีของบริษัท
5) พิจารณาการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในกรณีที่เกิดรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทาง
ผลประโยชน์ให้มีความถูกต้องและครบถ้วน
6) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการของบริษัทมอบหมายด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบ
7) จัดทำรายงานการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบโดยเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของบริษัท ซึ่ง
รายงานดังกล่าวต้องลงนามโดยประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
8) รายงานการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง
9) ร่วมให้ความเห็นในการพิจารณาผลงาน การแต่งตั้ง การถอดถอน และกำหนดค่าตอบแทนของผู้ตรวจสอบภายใน

เงื่อนไขในการรับหลักทรัพย์ - ไม่มี ?

ระยะเวลาห้ามจำหน่ายหุ้น
ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนในครั้งนี้ ถือหุ้นสามัญจำนวน 560,000,000 ล้านหุ้น คิดเป็น
ร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนในครั้งนี้ ให้คำรับรองต่อตลาดหลักทรัพย์
ว่าจะไม่นำหุ้นจำนวนดังกล่าวออกจำหน่ายเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนนับแต่วันที่หลักทรัพย์ของบริษัทเริ่มทำการซื้อขาย
ในตลาดหลักทรัพย์ โดยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาทุกๆ 6 เดือน ผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้รับการผ่อนผันให้ทยอยขายหุ้นหรือ
หลักทรัพย์ที่ถูกห้ามสั่งขายได้ในจำนวนร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นหรือหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ถูกห้ามสั่งขาย และเมื่อ
ครบกำหนด 1 ปี 6 เดือนสามารถขายส่วนที่เหลือได้ทั้งหมด

การผ่อนผันของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - ไม่มี ?

อื่นๆ ที่สำคัญ - ไม่มี ?

สถิติ
บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
I-------- พันบาท ----------II--------------------บาท/หุ้น ----------------------I
ปี รายได้จาก กำไร กำไร(ขาดทุน) เงินปันผล มูลค่าหุ้นตาม เงินปันผลต่อ
การขาย (ขาดทุน)สุทธิ สุทธิ** บัญชี** กำไร (%)
2545/2546 0 (22,557) (0.31) - 4.68 -
เม.ย. ? มี.ค. * (ตรวจสอบแล้ว)
2546/2547 1,645,470 367,071 3.59 - 7.93 -
เม.ย. ? มี.ค. (ตรวจสอบแล้ว)
2547/2548 1,584,810 333,110 1.63 - 3.15 -
เม.ย. ? ก.ย. (สอบทาน)
หมายเหตุ : * บริษัทมิได้มีการดำเนินการในช่วงระยะเวลาสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2546
** มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อการเปรียบเทียบ และคำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญที่ชำระแล้วเท่านั้น ไม่
นับรวมหุ้นบุริมสิทธิ์

บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย
I- - - - - พันบาท - -- - - - I I- - - - - - - - - - - บาท/หุ้น - - - - - - - ---I
ปี รายได้จาก กำไร(ขาดทุน) กำไร(ขาดทุน) เงินปันผล มูลค่าหุ้นตาม เงินปันผลต่อ
การขาย สุทธิ สุทธิ** บัญชี** กำไร (%)
2547/2548 1,583,810 333,110 1.63 - 3.15 -
เม.ย. ? ก.ย. (สอบทาน)
หมายเหตุ : บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อย คือ โพลีเพล็กซ์ (สิงค์โปร์) พีทีอี ลิมิเต็ด (PSPL) เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2547
: ** มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อการเปรียบเทียบ และคำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญที่ชำระแล้วเท่านั้น ไม่
นับรวมหุ้นบุริมสิทธิ์

ตารางสรุปงบการเงิน
งบดุล ของ บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
หน่วย : พันบาท
งบการเงินเฉพาะบริษัท งบการเงินรวม
2545/2546* 2546/2547 2547/2548 2547/2548
เม.ย. - มี.ค. เม.ย. - มี.ค. เม.ย. - ก.ย. 47 เม.ย. - ก.ย. 47
ตรวจสอบ ตรวจสอบ สอบทาน สอบทาน
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
สินทรัพย์หมุนเวียน
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 19,799 1.99 26,393 1.22 79,037 2.43 117,630 3.61
เงินลงทุนชั่วคราวในหลักทรัพย์ใน 0 0.00 0 0.00 300,117 9.21 300,117 9.21
ความต้องการของตลาด-มูลค่ายุติธรรม
ลูกหนี้การค้า 0 0.00 339,336 15.64 599,477 18.40 599,477 18.40
ลูกหนี้บริษัทที่เกี่ยวข้อง 0 0.00 0 0.00 828 0.03 101,947 3.13
สินค้าคงเหลือ 34,513 3.47 145,158 6.69 217,401 6.67 217,401 6.67
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 13,207 1.33 43,031 1.98 88,007 2.70 88,007 2.70
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 67,519 6.79 553,918 25.53 1,284,867 39.43 1,424,579 43.72
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
เงินลงทุนในบริษัทย่อย 0 0.00 0 0.00 139,712 4.29 0 0.00
ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ - สุทธิ 924,009 92.86 1,608,884 74.16 1,827,843 56.10 1,827,843 56.10
ค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชี - สุทธิ 3,480 0.35 6,568 0.30 6,055 0.19 6,055 0.19
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น 927,490 93.21 1,615,453 74.47 1,973,610 60.57 1,833,898 56.28
รวมสินทรัพย์ 995,009 100.00 2,169,371 100.00 3,258,477 100.00 3,258,477 100.00

หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
หนี้สินหมุนเวียน
เจ้าหนี้การค้า 40,195 4.04 296,324 13.66 346,860 10.64 346,860 10.64
เจ้าหนี้ค่าซื้อสินทรัพย์ถาวร 75,143 7.55 47,652 2.20 49,717 1.53 49,717 1.53
ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึง
กำหนดชำระภายในหนึ่งปี 28,645 2.88 27,684 1.28 108,519 3.33 108,519 3.33
เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 49,258 4.95 0 0.00 0 0.00 0 0.00
หนี้สินหมุนเวียนอื่น 18,481 1.86 26,175 1.21 63,445 1.95 63,445 1.95
รวมหนี้สินหมุนเวียน 211,722 21.28 397,835 18.34 568,541 17.45 568,541 17.45
หนี้สินไม่หมุนเวียน
เงินกู้ยืมระยะยาว ? สุทธิจากส่วน 453,473 45.57 832,616 38.38 924,183 28.36 924,183 28.36
ที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี
รวมหนี้สิน 665,195 66.85 1,230,451 56.72 1,492,724 45.81 1,492,724 45.81

หน่วย : พันบาท
งบการเงินเฉพาะบริษัท งบการเงินรวม
2545/2546* 2546/2547 2547/2548 2547/2548
เม.ย. - มี.ค. เม.ย. - มี.ค. เม.ย. - ก.ย. 47 เม.ย. - ก.ย. 47
ตรวจสอบ ตรวจสอบ สอบทาน สอบทาน
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
ส่วนของผู้ถือหุ้น
ทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว
หุ้นบุริมสิทธิ 281,600 28.30 473,797 21.84 528,000 16.20 528,000 16.20
หุ้นสามัญ 70,400 7.08 118,449 5.46 560,000 17.19 560,000 17.19
เงินรับล่วงหน้าค่าหุ้น 536 0.05 2,324 0.11 0 0.00 0 0.00
ผลต่างจากการแปลงค่างบการเงินของ 0 0.00 0 0.00 294 0.01 294 0.01
บริษัทย่อยในต่างประเทศ
กำไร (ขาดทุน) สะสม (22,722) (2.28) 344,349 15.87 677,459 20.79 677,459 20.79
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 329,814 33.15 938,919 43.28 1,765,753 54.19 1,765,753 54.19
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 995,009 100.00 2,169,371 100.00 3,258,477 100.00 3,258,477 100.00
บริษัท มิได้มีการดำเนินการในช่วงระยะเวลาสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2546
บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยคือ โพลีเพล็กซ์ (สิงคโปร์) พีทีอี ลิมิเต็ด (PSPL) เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2547

งบกำไรขาดทุน ของบริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
หน่วย : พันบาท
งบการเงินเฉพาะบริษัท งบการเงินรวม
2545/2546* 2546/2547 2547/2548 2547/2548
เม.ย. - มี.ค. เม.ย. - มี.ค. เม.ย. ? ก.ย. เม.ย. ? ก.ย.
ตรวจสอบ ตรวจสอบ สอบทาน สอบทาน
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
รายได้
ขายสุทธิ 0 0.00 1,645,470 95.79 1,583,810 99.27 1,583,810 99.27
รายได้อื่น 890 217.60 34,268 1.99 29,751 1.86 29,775 1.87
กำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน (481) (117.60) 38,108 2.22 (18,182) (1.14 ) (18,182) (1.14)
รวมรายได้ 409 100.00 1,717,846 100.00 1,595,379 100.00 1,595,403 100.00
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย
ต้นทุนขาย 0 0.00 1,179,123 68.64 1,098,242 68.84 1,098,242 68.84
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 22,840 5,584.38 145,168 8.45 146,842 9.20 147,391 9.24
ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุน 0 0.00 0 0.00 525 0.03 0 0.00
ในบริษัทย่อยตามวิธีส่วนได้เสีย
รวมค่าใช้จ่าย 22,840 5,584.38 1,324,291 77.09 1,245,609 78.08 1,245,633 78.08
กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่าย (22,431) (5,484.38) 393,555 22.91 349,770 21.92 349,770 21.92
ดอกเบี้ยจ่าย (126) (30.73) (26,484) (1.54) (16,660) (1.04 ) (16,660) (1.04)
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ (22,557) (5,515.12) 367,071 21.37 333,110 20.88 333,110 20.88
กำไร (ขาดทุน) ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท) (3.14) (0.77) 35.94 0.00 8.17 0.00 8.17 0.00
บริษัท มิได้มีการดำเนินการในช่วงระยะเวลาสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2546
บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยคือ โพลีเพล็กซ์ (สิงคโปร์) พีทีอี ลิมิเต็ด (PSPL) เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2547

งบกระแสเงินสดของ บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
หน่วย : พันบาท
งบการเงินเฉพาะบริษัท งบการเงินรวม
2545/2546* 2546/2547 2547/2548 2547/2548
เม.ย. - มี.ค. เม.ย. - มี.ค. เม.ย. ? ก.ย. เม.ย. ? ก.ย.
เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน (10,696) 169,961 (162,750) (264,101)
เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน (850,401) (779,932) (405,093) (261,150)
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน 880,796 616,566 620,488 620,488
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น (ลดลง) 19,699 6,594 52,644 91,237
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันที่ 1 มกราคม 100 19,799 26,393 26,393
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 19,799 26,393 79,037 117,630
บริษัท มิได้มีการดำเนินการในช่วงระยะเวลาสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2546
บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยคือ โพลีเพล็กซ์ (สิงคโปร์) พีทีอี ลิมิเต็ด (PSPL) เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2547

จัดทำโดย บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด

ptl-t.txt


JL
Verified User
Posts: 188
Joined: Tue Nov 30, 2004 11:01 pm

Useful Links

Posts by JL » Sat Jul 09, 2005 3:50 pm

http://www.polyplex.com
Company background, products, global plan & strategies, & others.

http://www.pcifilms.com
World PET Film Statistics (paid subscription)

http://www.ampef.com
The global Association of Manufacturers of Polyester Film (AMPEF)
Applications, production process, manufacturers.

Last edited by JL on Mon Jul 11, 2005 2:46 pm, edited 1 time in total.

JL
Verified User
Posts: 188
Joined: Tue Nov 30, 2004 11:01 pm

A Statistical Review of the World PET Film Market (Sep 2004)

Posts by JL » Sat Jul 09, 2005 5:47 pm

จาก paper ของ pcifilms.com ตัวจริงขายราคา 2500 Euro นี่เป็น sample แต่ก็มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เลยตัดมาใส่ไว้

Report Summary
The 1.47 million tonne world polyester (PET) film market has undergone
radical restructuring in recent years and some of its long established end
use markets are now suffering from declining demand. After a rapid build-up
of thin PET film capacity in the mid-1990s, causing a significant over-supply
situation, PCIs latest review notes further switching of magnetic tape
capacity to the production of thin industrial and packaging films and the
recent investment in new equipment due on-stream in the next two years.

Our new A Statistical Review of the World PET Film Market report is the
result of regular contacts with PET film producers and proactive research
into the world PET film market.

...
...

Report Highlights

o World demand for polyester (PET) film in 2003 is estimated to have been
1,465,000 tonnes. Demand is predicted to grow by 4.4% over the next five
years.

o Demand for magnetic tape and imaging films, once key end uses for PET film
producers, is forecast to decline over the next five years. Packaging and
other industrial end uses are expected to continue to show healthy rates of
growth with China and India leading demand upwards.

o Regional demand growth has recently been highest in South East Asia and
this trend is predicted to continue.

o Recently there has been a movement away from producing magnetic tape base
in Japan, Europe and the USA and substituting this volume with thin and
industrial films. South Korean producers of magnetic tape base have gained
the most from this change. Long term this market is set to decline by -14%
p.a.

o From a position of significant over-supply in the late 1990s, the world PET
film industry has rationalised its production capacity to better match
demand. With a tightening in the market, Asian producers have begun to make
investments in new thin film capacity, some of which is due on-stream late-
2004.

o DuPont Teijin Films and Toray Saehan are the worlds largest producers of
PET films (roughly the same size at 300kt of capacity) with Mitsubishi
Polyester Film and SKC significantly smaller at 150-175kt. These four
companies controlled 47% of the worlds capacity to produce PET film.

o In the next five years we predict another 420,000 tonnes of capacity
(mainly thin film) coming on-stream to keep up with demand growth.

o Recent moves to push up the price of 12 micron corona treated PET film have
begun to succeed. We forecast continued increases to occur during 2004.

Table of Contents

World Demand Reviews by Region and End Use
o Photographic film
o Magnetic tape base
o Packaging
o Electrical/Electronics
o Reprographic
o Hot stamping foil
o Other industrial
Regional Demand Reviews by End Use/Film Type
o North America
o Europe
o Japan
o Korea
o China
o India
o Indonesia
o Taiwan
o Other S. E. Asia
o Other World
World PET Film Supply/Demand Comparisons
o All films
o Thick films (over 35 micron)
o Thin films (under 35 micron)
o Magnetic tape films (under 35 micron)
o Magnetic tape and thin films (under 35 micron)
Major PET Film Producer Reviews
o DuPont Teijin Films
o Toray Saehan Inc
o Mitsubishi Polyester Films
o SKC
o Other world
Regional Capacity Reviews by Film Type
o Western Europe
o Eastern Europe
o USA
o Japan
o Korea
o China
o India
o Indonesia
o Taiwan
o Thailand
o Brazil
Regional PET Film Price Reviews (12 micron)
o World
o Europe
o USA
o Far East

Last edited by JL on Sat Jul 16, 2005 3:59 pm, edited 1 time in total.

nanchan
Verified User
Posts: 2938
Joined: Thu Aug 14, 2003 5:50 pm

Posts by nanchan » Wed Jul 13, 2005 10:33 am

จากหลายท่านที่พิมพ์มา

คือผมว่าหุ้นตัวนี้ ดูProduct แล้วมันถือว่าค่อนข้างปลอดภัย
มีการกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม
เรื่องแพ๊คเกจจิ้ง ก็ยังน่าจะยังเป็นTrendที่ดีอยู่
ตัวบริษัทเองก็มีความสามารถทางการแข่งขัน ต้นทุนต่ำกว่า

ที่ยังกังวลอยู่ ก็เรื่องต้นทุนวัตถุดิบ

แต่เห็น56-1 บอกว่าสามารถปรับราคาขึ้นได้ในไตรมาสหรือเดือนต่อไป

มีอะไรที่จะต้องติดตามบ้าง ถ้าผมจะซื้อหุ้นตัวนี้

1. ราคา pet film ว่าจะ sustain ได้ดีตลอดไปหรือไม่ เนื่องจากเป็นสินค้าพวก commodity

2. การขยายโรงงานประเภทนี้ที่อื่นของโลกนั้นเป็นอย่างไร

3. โรงงานในตุรกีจะมีอนาคตเป็นอย่างไร

ขยายกำลังการผลิตแล้วจะขายได้หมดหรือเปล่า ? ต้องหาข้อมูลด้าน demand/supply/competitiveness มาดูแล้วล่ะ ผมรู้แต่ว่าบริษัทเป็น cost leader อยู่ และมีแผนขยายกำลังการผลิตทางตุรกีให้เหมือนเมืองไทย (2 production lines with chip plant and metalizer) ผู้บริหารก็คงมีความมั่นใจ บางทีเราน่าจะทำ company visit นะ มีข้อมูลดีๆ ขอเชิญที่ร้อยคนร้อยหุ้นนะคุณ nanchan

PTL อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค ปัญหาการขาดแคลนน้ำในนิคมอุตสาหกรรมกระทบต่อธุรกิจปิโตรเคมี ดังนั้น PTL มีวัตถุดิบที่เป็นปิไตรเคมีอยู่ซึ่งน่าจะกระทบต่อกำลังการผลิตในระยะสั้นแน่ๆหากปัญหาน้ำขาดแคลนยังคงเป็นอยู่ แต่จะมากน้อยแค่ไหนนี่ไม่รู้เหมือนกัน เพราะถ้าน้ำขาดแคลนหนักแล้วต้องลดกำลังการผลิต 40 % เหมือนกับ SCC ละก้อ กระทบต่อกำไรแน่ๆค่ะ คงต้องให้ผู้รู้ที่ติดตามตัวนี้อยู่เข้ามาให้ข้อมูลหน่อยน่าจะดีนะคะ

MEGนำเข้า100%ครับ เมืองไทยผลิตไม่ได้ แต่PTAเหลือเฟือไทยผลิตได้สองล้านตัน ใช้เองไม่ถึงล้านตัน นอกนั้นส่งออก ส่วนMEGปีหน้า TOCจะผลิตได้ประมาณ 3แสนตัน ต้องการใช้ในประเทศประมาณ4-5แสนตัน อย่างไงก็ต้องนำเข้า

ผมนั่งอ่านข้อมูลของPTLแล้วมีข้อสงสัยมากมาย ซึ่งจะรอไปถามในวันประชุม ผมเองมีข้อมูลไม่มากไปกว่าเพื่อนๆหรอกเพราะอ่านเอกสารชุดเดียวกัน รอวันประชุมผมน่าจะรู้อะไรมากขึ้น

ไตรมาส3ปี48 คืองวดสิ้นสุดธันวาคม
ยอดขาย897ล้านบาท
จำนวนผลิต9675ตัน
=10.7859ล้านบาทต่อตัน
คำนวณไว้เป็นเกณฑ์คราวๆ

คาดการณ์ผลประกอบการปี 2548/49 เติบโต 37%
(บทวิเคราะห์กิมเอ็ง27Jun48)
เราสมมติฐานอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilisation rate) แผ่นฟิล์ม PET ในประเทศไทยเท่ากับ 100% แผ่นฟิล์ม Metallised 60% และโรงงานในตุรกีเท่ากับ 40% ประกอบกับคาดว่าอัตรากำไรขึ้นต้นจะดีขึ้นเป็น 30% ดังนั้นเราจึงคาดว่าในปี 2548/49 บริษัทจะมีกำไรปกติ 966 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.21 บาท

มีข้อขัดแย้ง ตรงที่บอกว่ากำลังผลิตในไทยจะได้100%
เพราะตามที่เอามาให้ดูข้างต้นเป็นข้อมูลบริษัท ว่าจะดึงOrderทางยุโรปของบริษัทแม่ไปตุรกี24%
ดังนั้นในไทยคงเหลือประมาณ76%
ตุรกี40%

เฝ้าดูไป โดยใจที่เป็นกลาง

nanchan
Verified User
Posts: 2938
Joined: Thu Aug 14, 2003 5:50 pm

Posts by nanchan » Sat Jul 16, 2005 2:34 pm

jaychou พิมพ์ว่า:

PTL ใช้ Pure Terephthalic Acidกับ Mono Ethylene Glycol
พวกนี้ซื้อมาจากอินโดรามานะครับ


Pet film ผลิตจากเมล็ดพลาสติค Pet หรือที่เรียกว่า Pet resins
และเม็ดพลาสติคเพ็ท ผลิตจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี 2 ชนิดคือ PTA และ MEG หากจำไม่ผิดในอัตราส่วน 1:2

ก่อนหน้านี้ PTL ซื้อเม็ดพลาสติคจากผู้ขาย 2 ราย 1ในนั้นคืออินโดรามา
แต่ตั้งแต่ต้นปีนี้ PTL สามารถผลิตเม็ดพลาสติคชนิดนี้ได้เองทั้งหมดแล้ว โดยทำสัญญาซื้อวัตถุดิบ PTA- MEG ระยะยาวจากบริษัทการค้าสากล เช่นกลุ่มอิโตชู เป็นต้น การที่สามารถผลิตเม็ดพลาสติคชนิดนี้ได้เองจะเพิ่มมาร์จินได้ประมาณ 2-3%

กำลังการผลิตเม็ดพลาสติคเพ็ท มีมากกว่าความต้องการสำหรับโรงงานในไทย ดังนั้นระยะแรก PTL จะขายเม็ดพลาสติคส่วนเกินให้กับโรงงานในตุรกี จนกว่าโรงงานในตุรกีจะสามารถผลิตเม็ดพลาสติคชนิดนี้ได้เอง

สาเหตุที่มีการไปตั้งโรงงานในตุรกีเพราะต้องการลดค่าขนส่ง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ใกล้ชิดและรวดเร็วขึ้น โดยจะลดเวลาการส่งสินค้าจากประมาณ 1 เดือนเหลือเพียง 7 วัน โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ ธนาคารในเยอรมัน รวมถึงธนาคารในเมืองไทย

หลังจากโรงงานในตุรกีเริ่มทำการผลิต จะตอบสนองความต้องการสินค้าในยุโรบทั้งหมด รวมถึงตลาดยุโรบตะวันออก รัสเซีย ซึ่งมีศักยภาพมาก ดังนั้นตลาดส่วนนี้ของ PTL จะหายไป ทำให้ต้องส่งออกไปขายในตลาดเอเชีย อเมริกาเหนือมากขึ้น แต่ไม่มีผลต่องบการเงิน เพราะ PTL ถือหุ้นทั้งจำนวนในบริษัทลูกในตุรกี

สินค้าเพ็ทฟิล์มเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องตลาดรองรับ หากผู้บริษัทรายใดมีต้นทุนการผลิตต่ำ น่าจะมีตลาดรองรับอย่างแน่นอน และในความเป็นจริง pet film ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ 100% เพราะจะผลิตสินค้าตามสเปคของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งไม่เหมือนกัน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนจากผู้ซื้อรายนึงไปอีกราย ทำได้ไม่ง่ายนัก และไม่สามารถทำได้ทันที เพราะเหตุผลข้างต้น

ที่ผมยังกังวลก็คงเป็นเรื่องกำลังการผลิตประมาณ 200,000 ตันจากผู้ผลิตในจีนและจาก AJ ครับ ไม่รู้ว่าจะมีผลต่อมาร์จินหรือเปล่า:?

เงินที่ระดมทุนมาประมาณ 1,610 ล้าน จากรายงานเมื่อสิ้นเดือนมกราคมทางPTLใช้เองประมาณ 960เหลืออยู่ 650ล้าน แต่ถ้าดูจากงบกระแสเงินสดจากการลงทุนงวดสิ้นสุด 31 มี.ค. มีรายการเงินลงทุนในบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น 454ล้าน ผมคิดว่าเงินที่ได้จากการระดมทุนในเมืองไทยจึงน่าจะเหลือไม่เยอะครับ ส่วนโรงงานที่ตุรกี(PE)ทางบริษัทต้องค้ำประกันเงินกู้ยืมประมาณ 14 ล้านเหรีญยูโร ซึ่ง PE จะกู้ยืมจาก Bayerische Hypo-und Vereinsbank A.G. (HVB) โดย PE จะต้องชำระค่าเบี้ยประกันเงินกู้เป็นจำนวนเงินประมาณ 1.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.33 ล้านเหรียญยูโร) และมีเงินกู้ยืมระยะยาวซึ่งบริษัทจะกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยอีกจำนวน 7 ล้านเหรียญยูโร ยอดรวมทั้ง3รายการคือ 22.33ล้านยูโร (ประมาณ 1,116.5 ล้านบาท) ปลายปีนี้PTLคงไม่มีหนี้น้อยอย่างตอนนี้ ยกเว้นว่าจะเอา PE เข้าตลาดที่ตุรกีมาปลดหนี้ครับ  

nanchan พิมพ์ว่า:
หุ้นที่ติดระยะเวลาห้ามซื้อขาย (Silent period) อยู่จำนวน 560 ล้านหุ้น สามารถนำออกมาขายได้ 25% ของจำนวนดังกล่าว หรือ เท่ากับ 140 ล้านหุ้น ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2548 เป็นต้นมา

ไม่รู้ช่วงนี้ ใครออกมาขายบ้างรึเปล่า


Ending Date น่าจะเป็น14/06/2006

โรงงานที่ตุรกีลงทุนคร่าวๆประมาณ 50ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตแผ่นฟิลม์ 24,000ตันต่อปี Metalised film 5,000 ตันต่อปี

-กู้จากธนาคารในเยอรมัน 20.25 ล้านเหรียญสหรัฐโดยมี PTL ค้ำ

-ชำระค่าเบี้ยประกันเงินกู้เป็นจำนวนเงินประมาณ 1.80 ล้านเหรียญสหรัฐ

-กู้จากธนาคารทหารไทยอีก 9.45ล้านเหรียญสหรัฐ

-PTLออกเอง 20.3 ล้านเหรียญ(832.3ล้านบาท) โดยผ่าน Polyplex (Singapore) Pte Ltd
( หมายเหตุประกอบงบ ข้อ8.เงินลงทุนระยะยาวอื่นเงินลงทุนระยะยาวอื่นในงบการเงินเฉพาะบริษัทสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2548 เป็นเงินลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ ประเภทไม่สะสมและไม่ร่วมรับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี ใน Polyplex (Singapore) Pte Ltd ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จำนวน 10,347,726 เหรียญสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่าเท่ากับจำนวนเงินประมาณ 413.4 ล้านบาท)


ปีหน้ายังมีโครงการสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PETในตุรกี เงินลงทุนในโครงการคาดว่าอีกซัก 9.45 -13.5 ล้านเหรียญ

รวมเงินกู้ของบริษัทลูก20.25+1.8+9.45+9.45(เอาน้อยๆก่อน) =40.95 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถ้าเหรียญละ 41 บาทก็แค่ 1,600กว่าล้านเองครับ

PE ตามแผนคาดว่าจะเริ่มผลิต PET Film 24,000 TPA เดือนตุลาคมครับ ส่วน Metallised Film 5,000 TPAคาดว่าจะเริ่มได้ประมาณต้นปีหน้าครับ

ส่วนกำหนดการเดือนมิถุนายนน่าจะเป็นกำหนดการเริ่มผลิต Metallised Film 7,500 TPA ของ PTL (ไม่แน่ใจว่าเริ่มผลิตหรือยัง  )


JL
Verified User
Posts: 188
Joined: Tue Nov 30, 2004 11:01 pm

Location Map

Posts by JL » Tue Jul 19, 2005 10:43 am

Image


User avatar
naris
Verified User
Posts: 6726
Joined: Mon May 09, 2005 11:01 pm

Posts by naris » Tue Jul 26, 2005 1:48 pm

ทำไมจึงซื้อเครื่องในโครงการMetalised Filmลดลง30ล้านบาทและซื้อเครื่องตัดเพียง7.44ล้านบาท
มีปัญหากำลังการผลิตจะล้นตลาดหรือเปล่าจึงลดการขยายกำลังการผลิต
ใครรู้ช่วยตอบที :(

Last edited by naris on Tue Jul 26, 2005 1:59 pm, edited 1 time in total.
ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร

woody
Verified User
Posts: 3763
Joined: Sat Feb 19, 2005 11:04 pm

Posts by woody » Tue Jul 26, 2005 1:54 pm

เค้าอาจจะค่อยๆ ซื้อก็ได้ครับพี่ naris เหมือนบริษัทอื่นๆ เวลาได้เงินจาก ipo ไปเค้าก็ไม่ได้ใช้ทีเดียว

Impossible is Nothing

woody
Verified User
Posts: 3763
Joined: Sat Feb 19, 2005 11:04 pm

Posts by woody » Tue Jul 26, 2005 2:08 pm

ยกตัวอย่าง นะครับ.....ล่าสุด

วันที่ 25 กรกฎาคม 2548

เรื่อง รายงานผลการใช้เงินทุนในส่วนที่เพิ่มทุน

เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตามที่บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท")ได้เสนอขายหุ้นสามัญ
เพิ่มทุนต่อบุคคลทั่วไปจำนวน 60,000,000 หุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 3.80 บาท
ซึ่งมีระยะเวลาจองซื้อระหว่างวันที่ 11 - 12 ตุลาคม 2547 เป็นเงินที่ได้รับภายหลังหักค่าใช้จ่าย
ในการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้เป็นจำนวนเงินสุทธิ 211.09 ล้านบาท

บริษัทขอรายงานการใช้เงินเพิ่มทุนตามวัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุนจนถึงวันที่
30 มิถุนายน 2548 ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์การใช้เงิน เงินทุนที่คาดว่าจะใช้ จำนวนเงินที่ใช้ไปจนถึง
(ล้านบาท) 30 มิถุนายน 2548
(ล้านบาท)

1. ขยายกำลังการผลิตของบริษัท 80 71.89
2. ลงทุนในบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรต่างประเทศ 60 16.32
3. เงินทุนหมุนเวียน 88 62.49
รวม 150.70

ดังนั้นเงินที่บริษัทได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 211.09 ล้านบาท
บริษัทได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2548 จำนวน 150.70 ล้านบาท
ดังนั้นคงเหลือเงินจากการเพิ่มทุนจำนวน 60.39 ล้านบาท

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


ขอแสดงความนับถือ

Impossible is Nothing

kla
Verified User
Posts: 27
Joined: Mon Jan 24, 2005 6:16 am

Posts by kla » Wed Jul 27, 2005 11:15 am

ราคา PTL น่าสนใจเนื่องจากตกลงไปมากอีกทั้งคาดกำไรปกติไตรมาส 1 ปี 48/49 โต 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หลังจากที่เราได้โทรศัพท์สอบถามทางผู้บริหารของบมจ. โพลีเพล็กซ์(ประเทศไทย) เราคาดว่าในไตรมาส 1 ปี48/49 (เม.ย. 48 - มิ.ย. 48) บริษัทจะมีกำไรปกติเท่ากับ 186 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.23 บาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนแต่ลดลง 7% จากไตรมาส 4 ปี 47/48 ที่ผ่านมา เราประเมินว่าบริษัทจะมียอดขายเท่ากับ 790 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณความต้องการและราคาแผ่นฟิล์ม PET อยู่ในระดับทรงตัว นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มดำเนินการผลิตแผ่นฟิล์มชนิดใหม่คือ Metalised ไปในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดังนั้นเราจึงคาดว่าบริษัทจะรับรู้รายได้จาก Metalised ไม่มากนักในไตรมาส 1 ปี 48/49

เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 36% ดีกว่าในไตรมาส 4 ปี 47/48 เนื่องจากราคา PTA และ MEG ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของบริษัท ได้ปรับตัวลดลง 6.8% และ 5.7% ตามลำดับ นอกจากนี้บริษัทยังจะได้รับประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนตัวในช่วงนี้ เนื่องจาก 90% ของรายได้บริษัทมาจากการส่งออก

เรายังคงคาดการณ์กำไรปกติทั้งปี 2548/49 ของเราที่ 966 ล้านบาท โดยเราคาดว่าบริษัทจะรับรู้รายได้จากแผ่นฟิล์ม Metalised ได้มากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือและโรงงานแผ่นฟิล์ม PET จะเริ่มดำเนินการผลิตในเดือนตุลาคม 2548 นี้


race_maddog
Verified User
Posts: 280
Joined: Fri Jan 21, 2005 12:47 pm

Posts by race_maddog » Thu Jul 28, 2005 10:05 pm

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่1(F45-3)
บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

สอบทาน
(หน่วย : พันบาท)
สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน
ไตรมาสที่ 1
ปี 2548 2547

กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 192,964 160,449
กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท) 0.24 2.69

ประเภทรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน
ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต


หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

"ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้จัดส่งงบ
การเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้นฉบับให้กับสำนักงาน
ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว"

ลงลายมือชื่อ _______________________
( นายมานิตย์ กุปต้า )
ตำแหน่ง กรรมการ
ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ


race_maddog
Verified User
Posts: 280
Joined: Fri Jan 21, 2005 12:47 pm

Posts by race_maddog » Thu Jul 28, 2005 10:08 pm

หลักทรัพย์ PTL
หัวข้อข่าว ชี้แจงผลการดำเนินงานของบริษัทเปลี่ยนแปลงเกินกว่าร้อยละ 20
วันที่/เวลา 28 ก.ค. 2548 18:32:32



วันที่ 28 กรกฎาคม 2548

เรื่อง ชี้แจงผลการดำเนินงานของบริษัทตามงบการเงินเปลี่ยนแปลงเกินกว่าร้อยละ 20

เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในงบการเงินสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2548 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ
192.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 32.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็น
ร้อยละ 20.27

เนื่องจากผลการดำเนินงานตามงบกำไรขาดทุนดังกล่าวแสดงผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 20
บริษัทจึงใคร่ชี้แจงสาเหตุการเพิ่มขึ้นในส่วนที่มีสาระสำคัญดังนี้

บริษัทและบริษัทย่อยมียอดรายได้รวม 789.26 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน ยอดขาย
ลดลง 42.57 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 5.36 จากงวดเดียวกันของปีก่อน องค์ประกอบอื่น
ของยอดรายได้รวม คือ รายได้อื่น และผลกำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ในงวดนี้บริษัทมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 12.59 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิด
เป็นร้อยละ 166 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
ต่างประเทศ 19.06 ล้านบาท และรายได้อื่นเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 10.93 ล้านบาท
หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 75.89

ค่าใช้จ่ายรวมของบริษัท (ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) 595.84 ล้านบาท
ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 25.29 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 4.07
สาเหตุการลดลงของต้นทุนขายพื้นฐานมาจากราคาวัตถุดิบที่ต่ำกว่าซึ่งได้จากการผลิตของเม็ดพลาสติก
(PET resin) เอง เมื่อเปรียบเทียบกับราคาตลาดของงวดเดียวกันของปีก่อน

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น เท่ากับ 30.51 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 56.40
ซึ่งส่วนสำคัญของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดย Polyplex Europa Polyester Film Sanayi Ve
Ticaret Anonim Sirketi, บริษัทย่อย ของ Polyplex (Singapore) Pte Ltd.(PSPL)
ซึ่ง บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PSPL จดทะเบียนวันที่ 20 กันยายน 2546
และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

ดอกเบี้ยจ่ายสำหรับงวดนี้ เท่ากับ 0.5 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 7.23 ล้านบาท
หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 94.12 เนื่องจากการบริษัทฯจ่ายคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่ง
ได้จากการขายหุ้น (IPO)

ขอแสดงความนับถือ


(นายมานิตย์ กุปต้า)
กรรมการ


pipatc
Verified User
Posts: 5827
Joined: Mon Apr 11, 2005 9:40 pm

Posts by pipatc » Wed Aug 10, 2005 9:37 pm

มีข่าวเพิ่มเติมครับ

 PTL ขอแก้ไขการใช้เงินทุนจากการเพิ่มทุน 1,610.46 ลบ.

             นายมานิตย์   กุปต้า กรรมการ บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (PTL) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการใช้เงินทุนจากการเพิ่มทุน สิ้นสุดวันที่  30 มิถุนายน  2548ซึ่งในรายงานลงวันที่  26กรกฎาคม  2548 ว่า บริษัทฯ ได้ใช้เงินทุน 400 ล้านบาท  สำหรับเงินทุนหมุนเวียน  (ซึ่งงบประมาณเท่ากับ  300 - 400  ล้านบาท)   และ 1,051.81 ล้านบาท   สำหรับจ่ายชำระเงินกู้ยืม(ซึ่งงบประมาณ เท่ากับ 985.46 - 1,085.46  ล้านบาท)
             ดังนั้น บริษัทฯ ขอแก้ไขการใช้เงินทุนจากการเพิ่มทุน 1,610.46 ล้านบาท ดังต่อไปนี้
             1.ซื้อเครื่องจักรสำหรับโครงการ Metallised  Film จำนวน  100  ล้านบาท
             2.ซื้อเครื่องตัดแผ่นฟิล์มและอุปกรณ์อื่น ๆ  จำนวน   58.65  ล้านบาท
             3.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวน                        400     ล้านบาท
             4.ชำระคืนเงินกู้ยืม จำนวน                           1,051.81  ล้านบาท
                              รวม                                           1,610.46  ล้านบาท

               การเปลี่ยนแปลงของการใช้เงินทุนจากการเพิ่มทุนจะดำเนินการขออนุมัติและให้สัตยาบันจากที่ประชุมคณะกรรมการและการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งต่อไป


pipatc
Verified User
Posts: 5827
Joined: Mon Apr 11, 2005 9:40 pm

Posts by pipatc » Fri Oct 07, 2005 8:28 pm

มีข่าว PTL มาแจ้งครับเพื่อน ๆ

 หลักทรัพย์ PTL  
 หัวข้อข่าว แจ้งเกี่ยวกับการลงทุนและการอนุมัติสัญญาค้ำประกัน  
 วันที่/เวลา 07 ต.ค. 2548 13:45:37  
 
 
 
 วันที่ 7 ตุลาคม 2548
เรื่อง      แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท
เรียน      กรรมการและผู้จัดการ
         ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
     ที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2548 ของบริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
(บริษัท) ประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548 ได้มีมติดังนี้

1.มีมติอนุมัติการแก้ไขสัญญา Framework ครั้งที่ 3 กับ Bayerische Hypo-und Vereinsbank AG
ซึ่งแก้ไขเกี่ยวกับการเพิ่มวงเงินค้ำประกันสำหรับสินเชื่อที่ Bayerische Hypo-und Vereinsbank AG
อนุมัติให้กับ Polyplex Europa Polyester Film Sanayi Ve Ticaret Anonim Sirketi
จากเดิม 15,000,000 เหรียญยูโร เป็น 20,000,000 เหรียญยูโร

2.มีมติอนุมัติการทำสัญญาค้ำประกันกับ ICICI Bank บาร์เรน (ICICI) เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้
ของ Polyplex Europa Polyester Film Sanayi ve Ticaret A.S. (PE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย
ของบริษัท ที่มีต่อ ICICI ในวงเงินค้ำประกันจำนวน 4,000,000 เหรียญยูโร หรือคิดเป็นเงินประมาณ
200,000,000 บาท และการทำเลตเตอร์ ออฟ เครดิต (Letter of Credit) จำนวน 5,600,000
หรียญยูโร หรือคิดเป็นเงินประมาณ 280,000,000 บาท

3.มีมติอนุมัติการเข้าลงทุนใน Spectrum Marketing Inc. (Spectrum) ซึ่งประกอบกิจการเป็น
ตัวแทนจำหน่ายแผ่นฟิล์ม (Polyplex Polyester film) ในแถบอเมริกาเหนือ โดยบริษัทจะเข้าซื้อ
หุ้นสามัญใน Spectrum คิดเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,015,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงิน
41,858,600 บาท บริษัท, Polyplex Corporation Limited (PCL), อินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่
ของบริษัท และหุ้นส่วนชาวต่างชาติ จะถือหุ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 71.23, 8.77 และ 20.00 ของหุ้น
ทั้งหมดใน Spectrum ตามลำดับ คิดเป็นคะแนนเสียงของการมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเป็นสัดส่วนร้อยละ
80.24, 9.88 และ 9.88 ตามลำดับ
วัตถุประสงค์ในการเข้าลงทุนใน Spectrum เพื่อให้มีอำนาจเข้าควบคุมการจัดจำหน่ายสินค้าในแถบ
อเมริกาเหนือ  การเปิดตลาดใหม่โดยเฉพาะตลาดบรรจุภัณฑ์ประเภทแผ่นฟิล์ม (Polyplex Polyester
film) และเพื่อขยายตลาดให้ครอบคลุมได้ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกา

การเข้าลงทุนใน Spectrum ดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัท ตามประกาศคณะกรรมการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง  การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการ
ได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2547 (ประกาศตลาดหลักทรัพย์ฯ
เรื่องได้มาหรือจำหน่ายไป) และเมื่อคำนวณขนาดของรายการตามเกณฑ์ของประกาศตลาดหลักทรัพย์ฯ
เรื่องได้มาหรือจำหน่ายไปเป็นรายการประเภทที่ 3 ซึ่งขนาดของรายการมีมูลค่าต่ำกว่าร้อยละ 15
บริษัทจึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานและเปิดเผยการตกลงเข้าทำรายการและไม่ต้องขอความเห็นชอบ
จากผู้ถือหุ้นตามประกาศดังกล่าว เกณฑ์การคำนวณการได้มาและจำหน่ายไป เป็นดังนี้

มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน X 100      41,528,420.50 X 100        =   0.95%
สินทรัพย์รวมของบริษัท               4,365,255,000

ตัวเลขสินทรัพย์รวมข้างต้นเป็นตัวเลขจากงบการเงินของบริษัท ณ วันที่ 31 มิถุนายน 2548
ที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชี

หุ้นส่วนชาวต่างชาติใน Spectrum ไม่ถือเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันตามนิยามของตลาดหลักทรัพย์ฯ
การทำรายการในครั้งนี้จึงไม่เข้าข่ายเป็นการเข้าทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง  การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียน
ในรายการที่เกี่ยวโยงกัน พ.ศ.2546 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 บริษัทจึงไม่ต้องจัดทำรายงาน
และเปิดเผยการตกลงเข้าทำรายการ และไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ
บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)


(นายมานิตย์ กุปต้า)


woody
Verified User
Posts: 3763
Joined: Sat Feb 19, 2005 11:04 pm

Posts by woody » Tue Oct 25, 2005 10:16 pm

ทีผมกลัวคือโรงงานผลิตที่เหมือน PTL ตอนนี้กำลังเกิดขึ้นที่จีนไม่ใช่น้อยอยู่และผมก็ไม่สามารถจะ Track ได้ด้วยว่ามากขึ้นในอัตราเท่าไหร่ครับ ทำให้สินค้าที่ PTL ผลิตได้ดูจะออกเป็นแนว Commodity อย่างไรก็ดีในเรื่องของ Cost Controlling ผมได้ทราบมาว่าที่นี่หายห่วงครับ

Impossible is Nothing

sunrise
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2266
Joined: Mon Oct 11, 2004 10:57 am

Posts by sunrise » Fri Oct 28, 2005 4:07 pm

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่2(F45-3)
                    บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

                                                         สอบทาน
                                สิ้นสุดวันที่  30 กันยายน      (หน่วย : พันบาท)
                                      ไตรมาสที่ 2         งวด 6 เดือน
             ปี                    2548        2547        2548        2547

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ              178,857    172,661    371,821    333,110
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)       0.22       0.60       0.46       1.63

การลงทุนคือความเสี่ยง
แต่ความเสี่ยงสูงคือ ไม่รุ้ว่าอะไรคือจุดชี้เป็นชี้ตายของบริษัท
ความเสียงสุงที่สุด คือ ไม่รู้ว่าเลยว่าตัวเองทำอะไรอยู่

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18077
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Fri Oct 28, 2005 10:56 pm

มีคำถามเพราะสงสัย
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
แต่ทำไมกำไรสุทธิต่อหุ้นมันลดลงอ่ะ

แสดงว่า มีจำนวนหุ้นมากกว่าเดิมหรือเปล่า

แล้วทำไมไม่คิดเป็นจำนวนหุ้นเท่ากันอ่ะ
งงจริงประเด็นนี้

ใครเป็นผู้รู้บอกหน่อย

:)

hed
Verified User
Posts: 187
Joined: Tue Nov 30, 2004 12:12 pm

Posts by hed » Sat Oct 29, 2005 12:31 am

ผมไม่ใช่ผู้รู้ แต่ขอช่วยตอบครับ เพราะเมื่อก่อนเวลานี้บริษัทยังไม่ได้เข้าตลาด บริษัทมีจน.หุ้นน้อยกว่าภายหลังจากที่เข้าตลาดแล้วครับ ส่วนที่ว่าทำไมไม่คิดเป็นจำนวนที่เท่ากันนั้น คงต้องรอผู้รู้ตัวจริงมาช่วยล่ะครับ

I got the newlife HooYa!!!

Blueblood
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3645
Joined: Thu Jan 15, 2004 12:22 pm

Posts by Blueblood » Sat Oct 29, 2005 12:49 am

ตัวหาร(จำนวนหุ้น) เพิ่มขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่กำไรต่อหุ้นต้องลดลง ถ้ากำไรเท่าเดิมหรือต่างจากเดิมเล็กน้อยอย่างกรณีนี้ครับ

ส่วนที่ว่าทำไมไม่ใช้จำนวนหุ้นเท่าเดิมก่อนเข้าตลาด ก็เพราะว่าจำนวนหุ้นมันเพิ่มขึ้นแล้วน่ะครับ กำไรของบริษัทก็ต้องหารให้ผู้ถือหุ้นแต่ละหุ้นเท่าๆกันครับ

It's earnings that count

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18077
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Sat Oct 29, 2005 9:43 am

แสดงว่าcaseของPTLนี้ต้องดู
กำไรสุทธิกับยอดขายอย่างเดียวเลยใช่ไหม
ว่ามันดีกว่าปีก่อนในระดับที่น่าพอใจใช่ไหม
เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้นนั้นดูไม่ได้เนื่องจากจำนวนหุ้นมีมากกว่าเดิมแบบมีนัยสำคัญ จนทำให้คนที่ได้รับข้อมูลนำไปตีความผิดๆๆได้

ซึ่งจุดนี้ทางบริษัทควรจะแนบว่าปีที่แล้วมีจำนวนหุ้นเท่าไร และปีนี้มีจำนวนหุ้นเท่าไร
จะทำให้นักลงทุนรู้ว่า มันเกิดเพราะเหตุนี้

อืมๆ น่าคิดอยู่ว่าทำไมบริษัทถึงไม่ค่อยอยากจะบอกจำนวนหุ้นทั้งหมด กลัวอะไรหรือเปล่าล่ะ

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18077
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Sun Oct 30, 2005 7:56 pm

ได้ดูงบไตรมาสสามของตัวบริษัทนี้แล้ว
ดูแบบคราวๆๆ ที่เห็นแล้วมีนัยสำคัญดังนี้

ในงบกำไรขาดทุน
1. กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน  ตอนนี้กลายเป็นตัวลบ
2. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ลดไปมากอย่างมีนัยสำคัญคือ 40 ล้านบาทเห็นจะได้

งบกระแสเงินสด
1.ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดบัญชี เพิ่มขึ้นแสดงว่า โรงงานที่ตรุษกีเริ่มตัดค่าเสื่อมราคาแล้ว (ต้องไปอ่านcommentเพิ่มเติมจุดนี้)
2. ขาดทุน(กำไร)จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
ติดลบอีกแล้ว เป็นแบบนี้นัยสำคัญอีกแล้ว
3.ผลต่างจากการแปลงค่างบการเงินของบริษัทย่อย ในต่างประเทศ เอ๋มีการแปลงเปลี่ยนอะไรหรือ เห็นยอดมันมาก
4.เงินลงทุนชั่วคราวในหลักทรัพย์ในความต้องการ ของตลาด
5.ลูกหนี้การค้า
6.ลูกหนี้บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน
7.สินค้าคงเหลือ
8.สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น
9.สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น
10.เจ้าหนี้การค้า
11.เจ้าหนี้บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน
12.หนี้สินหมุนเวียนอื่น
13.ซื้อสินทรัพย์ถาวร
14.เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น ตัวนี้เพิ่มแบบน่ากลัวมากๆๆ 1,142,312,000 ในปี2548 จาก127,059,000บาทในปีที่แล้ว
15.เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น (ลดลง)

มีเท่านี้เท่าที่ดูแล้ว
ที่เป็นห่วงคือ เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น  
การขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน
และการตัดค่าเสื่อมราคาหรือการตัดทางบัญชี
ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม

:)

jiras
Verified User
Posts: 558
Joined: Sat Oct 29, 2005 4:01 pm

Posts by jiras » Wed Nov 16, 2005 12:56 am

AJ แจ้งว่า PET FILM เริ่มมีการแข่งขันสูง กลัวว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะหาตลาดรองระบได้รึเปล่า :(


JL
Verified User
Posts: 188
Joined: Tue Nov 30, 2004 11:01 pm

Posts by JL » Thu Dec 22, 2005 3:13 pm

[quote="ba_2l"] นอกจากนี้ คณะ
กรรมการบริษัทโพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) ยังได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ลงทุน
ในประเทศตุรกีเพื่อผลิตแผ่นฟิล์มเพ็ทชนิดหนาในช่วงต้นปี 2550 ซึ่งจะเพิ่มความ
แข็งแกร่งแก่บริษัทในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นฟิล์มเพ็ท


hed
Verified User
Posts: 187
Joined: Tue Nov 30, 2004 12:12 pm

Posts by hed » Tue Jan 31, 2006 10:23 am

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่3(F45-3)31/01/2549 08:52

     PTL : สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่3(F45-3)
               สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่3(F45-3)
                          บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

                                                         สอบทาน
                                สิ้นสุดวันที่  31 ธันวาคม      (หน่วย : พันบาท)
                                    ไตรมาสที่ 3          งวด 9 เดือน
             ปี                    2548        2547        2548        2547

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ              115,473    188,735    487,294    521,845
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)       0.14       0.30      0.61       1.51

 ประเภทรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน
      ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต


 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

  ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้จัดส่งงบ
  การเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้นฉบับให้กับสำนักงาน
  ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว

                              ลงลายมือชื่อ _______________________
                                        ( นายมานิตย์   กุปต้า )
                                         ตำแหน่ง กรรมการ
                                       ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ

I got the newlife HooYa!!!

hed
Verified User
Posts: 187
Joined: Tue Nov 30, 2004 12:12 pm

Posts by hed » Tue Jan 31, 2006 10:26 am

ผู้ใหญ่ PTL เผยเงินที่ได้จากIPO ใช้หมดตามแผนระดมทุนทุกบาททุกสตางค์

       นายมานิตย์   กุปต้า กรรมการ  บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
(PTL)เปิดเผยว่า การที่ได้รับเงินจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) เมื่อวันที่ 30
พฤศจิกายน 2547 และ วันที่ 1 ธันวาคม 2547เป็นจำนวนเงินหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขาย
หลักทรัพย์จำนวน  1,610.46 ล้านบาท
         โดยบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินเพิ่มทุน  ดังนี้
       1)  ซื้อเครื่องจักรสำหรับโครงการ Metallised Film จำนวน 100 ล้านบาท
       2)  ซื้อเครื่องตัดแผ่นฟิล์มและอุปกรณ์อื่นๆ  จำนวน 58.65  ล้านบาท
       3)  ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวน  400   ล้านบาท
        4)  ชำระคืนเงินกู้ยืม จำนวน 1,051.81 ล้านบาท
   รวมจำนวนเงินตามวัตถุประสงค์การใช้เงินจำนวน 1,610.46 ล้านบาท
         บริษัทขอแจ้งการใช้เงินเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าว ณ วันที่ 31  ธันวาคม  2548 ดังต่อไปนี้
1)  จ่ายชำระค่าเครื่องจักรในโครงการ Metallised Film จำนวน  100.00  ล้านบาท
2)  ซื้อเครื่องตัดแผ่นฟิล์มและอุปกรณ์อื่น ๆ จำนวน 58.65 ล้านบาท
3)  ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน   จำนวน  400  ล้านบาท
4)   ชำระคืนเงินกู้ยืม  จำนวน   1,051.81  ล้านบาท
         รวมเงินที่บริษัทใช้จากเงินเพิ่มทุนจนถึง วันที่ 31  ธันวาคม  2548  จำนวน  1,610.46
ล้านบาท บริษัทได้ใช้เงินจากการเพิ่มทุนครบตามวัตถุประสงค์แล้ว  ณ วันที่  31 ธันวาคม  
2548

I got the newlife HooYa!!!

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18077
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Tue Jan 31, 2006 10:56 pm

รับรู้ค่าเสื่อมแล้ว
แต่ต้องดูที่ยอดขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานดีกว่า
และค่าเสื่อมคงจะโตน่าดูเลย
ตอนนี้ราคารูดมาอยู่ 5.30
คาดว่าปันผลราวๆๆเดี๋ยวกับปีที่แล้วหรือมากกว่านิดหน่อย

:)

User avatar
ขงเบ้ง
Verified User
Posts: 399
Joined: Mon Nov 22, 2004 7:45 am

Posts by ขงเบ้ง » Mon Feb 06, 2006 8:24 am

ดูงบการเงินแล้วเสียวเหมือนกันแฮะ ไม่รู้สมมติฐานผมจะผิดรึเปล่า
สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น :?:  :?:  :?:  :?:  :?:  :?:  :?:  :?:  :?:
ลงทุนแบบนี้ เสียว และไม่ชัวร์ครับ  อยากถามความเห็นท่านอื่นอื่นบ้าง
ดูงบการเห็นกันหรือยังครับ ไอ้ผมก็ดูไม่ค่อยเก่งอยากขอคำชี้แนะด้วยครับ
:bow: :bow: :bow:

ไม่มีกลยุทธ์ใดตายตัวขึ้นอยู่กับสภาวะการณ์
เวลารุกคิดให้นานแต่เวลาถอยต้องเร็วไร้เงา
อิสรภาพทางการเงินเป็นแค่การเริ่มต้น
ปลายทาง คือ ความหลุดพ้น
ชีวิต คือ ความว่างเปล่า
ไม่มีใครหนีพ้นความตาย
แม้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1ของโลก

hed
Verified User
Posts: 187
Joined: Tue Nov 30, 2004 12:12 pm

Posts by hed » Fri Jun 02, 2006 9:14 pm

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)31/05/2549 08:48

     PTL : สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
                สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
                         บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

                                              ตรวจสอบ
                                            (หน่วย : พันบาท)
                                           สิ้นสุดวันที่  31 มีนาคม
                                              งวด 1 ปี
              ปี                            2549            2548

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                     560,974          721,024
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)                 0.70             1.58

 ประเภทของความเห็นของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน :
     ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต


 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

       ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้
       จัดส่งงบการเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้น
       ฉบับให้กับสำนักงาน ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว

                              ลงลายมือชื่อ _______________________
                                       ( นายมานิตย์    กุปต้า )
                                         ตำแหน่ง กรรมการ
                                    ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ

I got the newlife HooYa!!!

hed
Verified User
Posts: 187
Joined: Tue Nov 30, 2004 12:12 pm

Posts by hed » Fri Jun 02, 2006 9:22 pm

บอร์ด PTL อนุมัติจ่ายปันผล 0.28 บ./หุ้น ภายใน 10 ส.ค. นี้

               นายมานิตย์ กุปต้า กรรมการ บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
(PTL) เปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 มีมติการจัดสรรเงินกำไรจำนวน 28.05 ล้าน
บาท ไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย  โดยการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทที่มีรายชื่อ
ปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2549ณ เวลา 12.00 น. ในอัตราหุ้นละ
0.28 บาท และกำหนดจ่าย เงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2549
               โดยมีมติอนุมัติให้กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549
เวลา 12.00 น.จนกว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นจะแล้วเสร็จ เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในการ
เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2549 และสิทธิในการรับเงินปันผล
                สำหรับการกำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2549 กำหนดในวันที่ 28
กรกฎาคม 2549 เวลา 10.00 น.  ณ ห้องประชุม โรงแรมแรมแบรนดท์ ซอยสุขุมวิท 18 ถนน
สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร

I got the newlife HooYa!!!

tanavut
Verified User
Posts: 87
Joined: Tue May 24, 2005 12:54 pm

Posts by tanavut » Sun Jun 04, 2006 7:29 pm

ปันผล 40% พอดีเลยนะครับ


Post Reply