อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:05 pm

It is against the law to mispronounce the name of the State of Arkansas in that State.

In Illinois, the law is that a car must be driven with the steering wheel.

California law prohibits a woman from driving a car while dressed in a housecoat.

In Memphis, Tennessee, a woman is not to drive a car unless a man warns approaching motorists or pedestrians by walking in front of the car that is being driven.

In Tennessee, it is against the law to drive a car while sleeping.

In New York, it is against the law for a blind person to drive an automobile.


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:06 pm

In West Virginia, only babies can ride in a baby carriage.

In Georgia, it is against the law to slap a man on the back or front.

A barber is not to advertise prices in the State of Georgia.

In Louisiana, a bill was introduced years ago in the State House of Representatives that fixed a ceiling on haircuts for bald men of 25 cents.

In Oklahoma, no baseball team can hit the ball over the fence or out of a ballpark.

In Rochester, Michigan, the law is that anyone bathing in public must have the bathing suit inspected by a police officer !


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:06 pm

In Kentucky, it's the law that a person must take a bath once a year.

In Utah, birds have the right of way on any public highway.

In Ohio, one must have a license to keep a bear.

In Tennessee, a law exists which prohibits the sale of bologna (sandwich meat) on Sunday.

In Virginia, the Code of 1930 has a statute which prohibits corrupt practices or bribery by any person other than political candidates.

In Providence, Rhode Island, it is against the law to jump off a bridge.

In the State of Kansas, you're not allowed to drive a buffalo through a street.


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:07 pm

In Florida, it is against the law to put livestock on a school bus.

In New Jersey, cabbage can't be sold on Sunday.

In Galveston, Texas, it is illegal to have a camel run loose in the street!

In North Carolina, it is against the law for dogs and cats to fight.

In Singapore, it is illegal to chew gum.

In Cleveland, Ohio, it is unlawful to leave chewing gum in public places.

In Virginia, chickens cannot lay eggs before 8:00 a.m., and must be done before 4:00 p.m.


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:07 pm

In New York, it is against the law for children to pick up or collect cigarette and cigar butts.

In Massachusetts, it is against the law to put tomatos in clam chowder.

In Washington State, you can't carry a concealed weapon that is over 6 feet in length.

In San Francisco, there is an ordinance, which bans the picking up and throwing of used confetti.

In Kentucky, it is illegal for a merchant to force a person into his place of business for the purpose of making a sale.


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:07 pm

It is against the law in Connecticut for a man to write love letters to a girl whose mother or father has forbidden the relationship.

In Michigan, married couples must live together or be imprisoned.

In the state of Colorado, a pet cat, if loose, must have a tail-light !

In Phoenix, Arizona, you can't walk through a hotel lobby with spurs on.

In California, a law created in 1925 makes it illegal to wiggle while dancing.


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:08 pm

In Utah, daylight must be visible between dancing couples.

In Michigan, it is against the law for a lady to lift her skirt more than 6 inches while walking through a mud puddle.

In North Carolina, it is against the law for a rabbit to race down the street.

In Georgia, it's against the law to spread a false rumor.

In West Virginia, one can't cook sauerkraut or cabbage due to the odors and the offence is subject to imprisonment.

In Missouri, a man must have a permit to shave.

The law states that more than 3000 sheep cannot be herded down Hollywood Blvd. at any one time.

In Texas, it is still a "hanging offense" to steal cattle.

credit : http://www.strangefacts.com/laws.html


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:27 pm

In Thaivi, it is against a value investing law for a member to post stock technical analysis, charts and stock screening tool utilzing techincal analysis techniques such as candlestick charting, fibonacci.

:B


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 20, 2012 4:32 pm

คุณไอซืคงทราบดีนะครับ ผมเห้นหนังสือ เบน เฟรงคลิน วางอยู๋บนเตียง เรื่องหนึ่งที่ต้องพูดถึงในตัวเขา คือ มีทักษะในการพูดชั้นเยี่ยม ขนาดเป้นทูตให้กับอเมเริกาไปฝรั่งเศส ขอให้ส่งทหารมาช่วยรบกับอังกฤษ แล้วชนะอังกฤษจนได้เอกราช แต่ตอนหนุ่มๆ ใครจะทราบว่า เขาปากเสียมาก ชอบตำหนิคนอื่นจนไมมีใครๆ ชอบเขา ตอนหลังเขามาทบทวนตัวเอง แล้วเปลี่ยนนิสัยจนกลายเป็นคนที่ใครๆ ก็รักเขา ทั้งอเมริกา อังกฤษ และ ฝรั่งเศส
เขาบอกว่า "ผมจะพูดแต่ข้อดีของคนอื่นเท่านั้น"
คุณไอซ์ได้บอกเคล้ดลับของเขาไว้แล้ว

For Benjamin Franklin, it is against his own law not to improve himself in these behaviors:

1.Temperance
2.Silence
3.Order
4.Resolution
5.Frugality
6. Industry
7. Sincerity
8. Justice
9.Moderation
10.Cleanliness
11.ranquility
12.Chastity
13. Humility

ขอบคุณครับ ไว้เจอกันอีกอาทิตย์หน้าครับคุณไอซ์


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 10:33 am

วันเสาร์อีกแล้ว สวัสดีครับ คุณไอซ์

สมัยผมเรียนการบินนั้น การบินที่ผิดพลาดอาจหมายถึงชีวิต ตอนนั้นในความรู็สึกของผม คำสอนของครูฝึกสอนจึงมีความสำผมเห็นคัญอย่างมาก อาจจะบอกได้เลยว่า ในช่วงนั้น ครูไม่เพียงเป็นโลกทั้งใบของผม แต่หลายครั้งท่านกลับเป็นผู้สร้างโลกที่ไม่เคยมีอยู๋จริงในชีวิตของผมให้ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้ันมาได้

ในอาชีพฟันเมเนเจอร์ คำว่า "ชาลี มังเกอร์" มีอิทธิพลกับผมเช่นเดียวกับครูการบินเช่นกัน ผมขอยกตัวอย่างเอาประสบการณ์จากความรู้การเป็น "no man" ที่ได้จากมังเกอร์มาฝึกงานน้องๆ ที่มาใหม่ แต่ no man wisdom เหมือนดาบสองคม ต้องเข้าใจให้ถูกต้องและใช้ให้เป็นครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 10:34 am

ผมยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากหนังที่ชื่อว่า "yes man" เผื่อคุณไอซ์ไม่เคยดูนะครับ ผมขอเล่าย่อๆ เกี่ยวหนังเรื่องนี้ พระเอกแสดงโดย จิม แคร์รี เขาเป็นนายธนาคารแผนกปล่อยสินเชื่อครับ และพูดแต่คำว่า "no" อยู่เสมอ พอนึกภาพออกนะครับ ใครมาขอสินเชื่อ ก็ no อย่างเดียว แต่ไม่เหมือน no ของมังเกอร์ สำหรับคำว่า no ของพระเอกนั้น หมายถึง negative man ซึ่ีงสะท้อนกับนิสัยการใช้ชีวิตหดหู่และชอบเก็บตัวอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว อย่างนั้นไม่ใช่ no ในความหมายของมังเกอร์ มังเกอร์ชอบการใช้ชีวิตการพบปะคนอย่างมาก จนกระทั่งพระเอกบังเอิญได้พบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ผู้ซึ่งแนะนำจากประสบการณ์ตรงให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเอง

ในห้องประชุมทีมีคนฟังเป็นร้อยนั้น นักจิตวิทยาเจ้าของโครงการได้ใช้หลัก influences หลายอย่างที่คุณไอซ์พอทราบอยู๋แล้วครับ ถ้าคุณไอซืไม่เคยดู ผมว่าก็ดีเหมือนนะครับที่จะเรียนรู็เกี่ยวกับ influences จากหนังเรื่องนี้ครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 10:34 am

สิ่งที่พระเอกได้รับอิทธิพลจากการเข้าอบรมครั้งนี้ เปลี่ยนชีวิตเขาจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ เขาจะต้องพูดคำว่า "yes" กับทุกคนและทุกอย่าง การ "ปลดปล่อยพลัง" ของคำว่า "yes" เริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปในทางที่น่ามหัศจรรย์อย่างคาดไม่ถึง ทำให้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งงาน และได้พบนางเอกซึ่งทำให้เขาเปิดประตูหัวใจให้กับรักครั้งใหม่ จุดเปลี่ยนของหนังและเมื่อใดที่เขาลองพูดคำว่า "no" เรื่องร้ายๆ ก็มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะครั้งแรกที่นางเอกขอให้พระเอกและเธอย้ายเข้าไปอยู๋บ้านหบังเดียวกัน และพระเอกไม่ตอบตกลง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพูดคำว่า no เป็นครั้งแรกที่เขาพูดว่า no หลังจากไปเข้าอบรมมา จากนั้น ชีวิตของพระเอกก็กลับกลายเป็นยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อยๆ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 10:35 am

หลังจากนั้นเขาถูก FBI จับที่สนามบินข้อหาเป็นผู็ต้องสงสัยที่จะก่อการร้ายบนเครื่องบิน เพราะเขาจะซื้อตั๋วเครื่องบินที่ไฟล์จะออกบินในเวลาที่เร็วที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะไปไหน ตอนถูกจับมาสอบถามถึงเหตุผลนั้น เขาบอกความจริงทั้งหมดว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเกิดจากการเข้าอบรมมาเท่านั้น นางเอกเกิดค้นพบความจริงว่า พระเอกได้สานความสัมพันธ์กับเธอเพียงเพราะเขาไม่อาจปฏิเสธพูดคำว่า no ได้เท่านั้น ว่าเขาควรจะใช้คำว่า "ไม่" และ "ได้" อย่างไรดี

เขาได้ไปพบกับนักจิตวิทยาคนเดิม และ เขาต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าเขาควรจะใช้คำว่า "ไม่" และ "ได้" อย่างไรดี นักจิตวิทยาได้สอนให้เขาเข้าใจว่า การใช้คำว่า yes นั้น เพื่อเปิดโอกาสให้กับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชีวิต แต่ต้องใช้มันบนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่ใช่ด้วยสัญชาติญาณที่โน้มเอียงไปทางอารมณ์โดยไม่รู้จักคิดให้รอบครอบอย่างที่พระเอกใช้


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 10:35 am

เวลาฝึกงานเด็กรุ่นใหม่นั้น ผมจะพาคนสองประเภทมาคุยกับพวกเขา ทั้งรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในการปรับใช้หลัก value investing ในการบริหารพอร์ต และ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก ไม่ใช่ว่ารู็แค่วิธีทำอย่างไรให้ "ได้" แต่การที่น้องๆ เหล่านั้นรู้ว่าทำอย่างไรจึง "ไม่ได้" ทำให้พวกเขาได้เปรียบคนอื่นสองเท่า เท่ากับว่าเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไปพร้อมๆ กันนะครับ ความละเอียดถี่ถ้วนก็เท่ากับว่าต้องคุณสองทีเดียวครับ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะนี่ครับ เงินของ shareholders ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งลองผิดลองถูกกันครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 10:35 am

หลังจากการฝึกเป็น yes man และ no man แล้ว จะไม่มีคำว่า "คง...มั้ง" ไอ้ มั้ง อย่างนี้ จะ yes ก็ไม่เชิง จะ no ก็ไม่เชิง ประเภทกึ่งๆ กลางๆ อย่างนี้มีแต่ซวยกับซวยครับท่าน ถ้าจะอยู๋ในอาชีพนี้ต้องเข้าใจกฏของไตรลักษณ์ ไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ บวกเผื่อ margin of safety มีทางออกป้องกัน capital ของกองทุน เพราะอย่างนั้นจึง ไม่มีการคิดเหมาเอาเองอย่างเด็ดขาด น้องๆ ที่มีนิสัยชอบเข้าข้างตัวเองแล้วดันอยากมีอาชีพฟันเมเนเจอร์ต้องคิดดีๆ นะครับ เพราะการคิดไปเองนั้นมักเป็นที่มาของการเกิด human inefficiences หรือ MR. Market นั่นเองครับ

แต่เชื่อไหมครับ นิสัยถาวรของคนนั่นแก้ยากมาก เคสที่ยากที่สุดทีผมเจอ น้องคนหนึ่งมีผลงานที่โดดเด่นมากตอนตลาดเป็นช่วงขาขึ้น แต่พอขาลงแล้วกลับไม่ปฏิบัติตามที่เคยได้รับการฝึกฝนมาจากรุ่นพี่ที่มาอบรมเรื่อง no man ทางป้องกันที่ดีที่สุดคือต้องคัดออก แต่จะใช้นักจิตวิทยาการลงทุนเป็นคนวินิจฉัยอีกทีครับ

สวัสดีครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 1:13 pm

"ไม่"

สมัยผมเรียนการบินนั้น การบินที่ผิดพลาดอาจหมายถึงชีวิตครับ

ตอนนั้นในความรู้สึกของผม คำสอนของครูฝึกสอนจึงมีความสำคัญอย่างมาก อาจจะบอกได้เลยว่า ในช่วงนั้น ครูการบินไม่เพียงเป็นโลกทั้งใบของผม แต่หลายครั้งท่านกลับเป็นผู้สร้างโลกที่ไม่เคยมีอยู๋จริงในชีวิตของผมให้ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้ันมาได้ครับ

เช่นกันครับ สำหรับเว็บ Thaivi ผมมีคนที่ยกย่องเป็น "ครูในดวงใจ" อย่าง พี่มนและพี่โจ ท่านทั้งสองมีพระคุณกับผมมาก เป็นทั้งนักลงทุนเน้นคุณค่าที่เก่งและเป็นคนดีครับ


ในอาชีพฟันเมเนเจอร์ คำว่า "ชาลี มังเกอร์" มีอิทธิพลกับผมเช่นเดียวกับครูการบินเช่นกัน ผมขอยกตัวอย่างเอาประสบการณ์จากความรู้การเป็น "No man" ที่ได้จากมังเกอร์มาฝึกงานน้องๆ ที่มาใหม่ แต่ "No man wisdom" เหมือนดาบสองคม ต้องเข้าใจให้ถูกต้องและใช้ให้เป็นครับ

ผมยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากหนังที่ชื่อว่า "yes man" เผื่อสมาชิกหลายท่านไม่เคยดูนะครับ

ผมขอเล่าย่อๆ เกี่ยวหนังเรื่องนี้ พระเอกแสดงโดย จิม แคร์รี เป็นนายธนาคารแผนกปล่อยสินเชื่อ ชอบพูดแต่คำว่า "No" อยู่เสมอ พอนึกภาพออกนะครับ ใครมาขอสินเชื่อ ก็ "ไม่" อย่างเดียว

Note : ( แต่ไม่เหมือน "No" ของมังเกอร์ สำหรับคำว่า "ไม่" ของพระเอกที่ชอบเก็บตัวอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียวและมองโลกในแง่ลบไปหมดนั้น มีความหมายที่เป็น "negative" ไม่ใช่ที่เป็น "positive no" เหมือนที่มังเกอร์ใช้ครับ )

จนกระทั่งพระเอกบังเอิญได้พบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ผู้ซึ่งแนะนำจากประสบการณ์ตรงให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเอง ในห้องประชุมทีมีคนฟังเป็นร้อยนั้น นักจิตวิทยาเจ้าของโครงการได้ใช้หลัก influences หลายอย่างที่ทำให้เกิดสถานการณ์ของ human inefficiences (Mr. Market)


สิ่งที่พระเอกได้รับอิทธิพลจากการเข้าอบรมครั้งนี้ เปลี่ยนชีวิตเขาจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ เขาจะต้องพูดคำว่า "yes" กับทุกคนและทุกโอกาสที่เข้าในชีวิต

การ "ปลดปล่อยพลัง" ของคำว่า "yes" เริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปในทางที่น่ามหัศจรรย์อย่างคาดไม่ถึง ทำให้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งงาน และได้พบนางเอกซึ่งทำให้เขาเปิดประตูหัวใจให้กับรักครั้งใหม่

จุดเปลี่ยนของหนังและเมื่อใดที่เขาลองพูดคำว่า "No" เรื่องร้ายๆ ก็มักเกิดขึ้นตามมาทันที โดยเฉพาะครั้งแรกที่นางเอกขอให้พระเอกและเธอย้ายเข้าไปอยู๋บ้านหลังเดียวกัน และพระเอกไม่ตอบตกลง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพูดคำว่า "ไม่" เป็นครั้งแรกหลังจากไปเข้าอบรมมา จากนั้น ชีวิตของพระเอกก็กลับกลายเป็นยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อยๆ


เขาถูก FBI จับที่สนามบินข้อหาเป็นผู็ต้องสงสัยที่จะก่อการร้ายบนเครื่องบิน เพราะเขาจะซื้อตั๋วเครื่องบินที่ไฟล์จะออกบินในเวลาที่เร็วที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะไปไหน ตอนถูกจับมาสอบถามถึงเหตุผลนั้น เขาบอกความจริงทั้งหมดว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเกิดจากการเข้าอบรมมาเท่านั้น นางเอกเกิดค้นพบความจริงว่า พระเอกได้สานความสัมพันธ์กับเธอเพียงเพราะเขาไม่อาจปฏิเสธพูดคำว่า "No" ได้เท่านั้น

เขาได้ไปพบกับนักจิตวิทยาคนเดิม และ เขาต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าเขาควรจะใช้คำว่า "ไม่" และ "ได้" อย่างไรดี

นักจิตวิทยาได้สอนให้เขาเข้าใจว่า การใช้คำว่า yes นั้น เพื่อเปิดโอกาสให้กับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชีวิต แต่ต้องใช้มันบนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่ใช่ด้วยสัญชาติญาณที่โน้มเอียงไปทางอารมณ์โดยไม่รู้จักคิดให้รอบครอบอย่างที่พระเอกใช้

เวลาฝึกงานเด็กรุ่นใหม่ป้ายแดงนั้น ผมจะพาคนสองประเภทมาคุยกับพวกเขา ทั้งรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในการปรับใช้หลัก value investing ในการบริหารพอร์ต และ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก ไม่ใช่ว่ารู็แค่วิธีทำอย่างไรให้ "ได้" แต่การที่น้องๆ เหล่านั้นรู้ว่าทำอย่างไรจึง "ไม่ได้" ทำให้พวกเขาได้เปรียบคนอื่นสองเท่า เท่ากับว่าเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไปพร้อมๆ กันนะครับ ความละเอียดถี่ถ้วนก็เท่ากับว่าต้องคุณสองทีเดียวครับ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะนี่ครับ เงินของ shareholders ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งลองผิดลองถูกกันครับ


หลังจากการฝึกฝนความเข้าใจการเป็น "Yes man" และ "No man" แล้ว จะไม่มีคำว่า "คง...มั้ง" ไอ้คำว่า "มั้ง" อย่างนี้ มีแต่ซวยกับซวยครับท่าน ถ้าจะอยู๋ในอาชีพนี้ต้องเข้าใจกฏของไตรลักษณ์ ที่ไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องบวกเผื่อ margin of safety และหาทางออกป้องกัน capital ของกองทุนให้ ต้องเอาตัวรอดอย่างไร คือ คำถามสำคัญที่สุดที่ต้องใช้ทุกกระบวนท่าหาคำตอบให้ได้

เพราะอย่างนั้นจึง ไม่มีการคิดเหมาเอาเองอย่างเด็ดขาด น้องๆ ป้ายแดงคนไหนที่มีนิสัยชอบเข้าข้างตัวเองแล้ว "ดันอยาก" มีอาชีพเป็นนักลงทุนต้องคิดดีๆ นะครับ เพราะการคิดไปเองนั้นมักเป็นที่มาของการเกิดขาดทุนอยู๋บ่อยๆ

การเข้าใจผิดคิดไปเอง หรือ Human misjudgement เป็นต้นเหตุของ human inefficiences หรือ MR. Market

แต่เชื่อไหมครับ นิสัยถาวร หรือ human misjudgement ของคนนั่นแก้ยากมาก

เคสที่ยากที่สุดทีผมเจอ น้องคนหนึ่งเป็น Mr.Yes man มีผลงานที่โดดเด่นมากตอนตลาดเป็นช่วงขาขึ้น แต่พอขาลงในช่วงนี้กลับตัดสินใจที่ขาดเหตุและผล เนื่องจากมีความเกรงใจใน ego ของตัวเอง และมีการแหกกฏไม่ปฏิบัติตาม 49 checklists no procedures ของกองทุน กลับถือว่า personality characteristics สำคัญกว่า Value Investing skill ที่ train ขึ้นมา ทางป้องกันที่ดีที่สุดคือต้องคัดออก แต่จะใช้นักจิตวิทยาการลงทุนเป็นคนวินิจฉัยอีกทีครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 2:35 pm

Image

นักบินถูกปลุกฝังเรื่องความปลอดภัย ก็เหมือนนักลงทุนเน้นคุณค่าถูกปลูกฝังเรื่อง margin of safety เวลาซื้อหุ้นคงใช่แค่ 15 นาทีไม่พอครับ เพื่อนผมเวลาไปเดินพันทิพ เลือกซื้อคอม ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ถามแล้วถามอีก ว่าถ้าเครื่องมีปัญหา มันจะคืนเงินได้ไหม หรือว่าเปลี่ยนอะไรได้บ้าง แต่เวลาซื้อหุ้น กลับตัดสินใจแค่ 5 นาที มันถามผม เวลาซื้อหุ้นทำไมต้องตัดสินใจเป็นวันๆ เลย มันซื้อเพราะราคากำลังขยับขึ้น ไม่ทราบว่าบริษัทขายอะไรด้วยซ้ำ ถ้าเอานิสัย MOS เวลาซื้อคอมมาใส่ลงเวลาซื้อหุ้นคงดีครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 2:40 pm

หลายสิบปีก่อน มังเกอร์เคยบอกว่า ระบบ pilot trainng เป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดและระบบของการศึกษาของ Harvard ควรจะพัฒนาไปทางนั้น มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกอย่าง Harvard เอาสิ่งที่มังเกอร์แนะนำแล้วใส่ไปในคอร์สสอนนักเรียน ทราบไหมครับมันคืออะไร

มันคือ Margin of safety ครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 2:44 pm

นักลงทุนอย่างเรา ๆ ก็เอาระบบของนักบินมาใส่ในกลยุทธ์ของเราได้ครับ อย่างนักบินมี checklist ก่อนออกบิน เราก็สร้างพอร์ตของเราให้มี checklists ขึ้นมาก่อนการลงทุนได้ อย่าง five forces ของน้องฮง ผมก็ยืมมาทำ checklist อย่างข้อดีของบัฟเฟตเราเอาทำ เช๊คลิส แต่ขอเสียของบัฟเฟตก็เอามาทำได้ ตอนที่บัฟเฟตไปลงทุนบริษัท Dexter Shoes เขาขาดทุนเยอะเพราะสินค้าบริษัทสู้สินค้าจากจีนที่มีค่าแรงถูกไม่ได้ เราก็ตั้งลิสของเราแล้วถามว่า

1. บริษัทมีความสามารถแข่งกับสินค้าราคาถูกจากจีนได้หรือไม่

ได้แล้วหนึ่งข้อครับ

หรืออย่างมังเกอร์ ข้อดีเขาก็เยอะ ผมเอามาทำลิสมากทีเดียว บัฟเฟตก็เอาคำแนะนำมังเกอร์มาทำลิสของเขาหลายข้อ แต่ข้อเสียเขาก็มี เราก็เอามาทำลิสได้ ตัวอย่างเช่น มังเกอร์ไปลงทุนใน
บริษัทที่ชื่อว่า CORT Furniture บริษัทนี้รายได้หลักให้เช่าเฟอนิเจอร์กับสำนักงานที่ทำธุรกิจดอดคอม พอฟองสบู๋ดอทคอมแตก มังเกอร์เจ๊งเลย เราก็ตั้งคำถามของเราได้

2. เรากำลังมองที่รายได้ที่ปกติขอวบริษัท หรือ รายได้ที่อยู๋ในช่วงกำลังเติบโตอย่างผิดปกติ

นั้นได้อีกข้อ เป็นสองข้อแล้ว

ถ้าอ่านบทความของอาจารย์ ท่านเขียนจากประสบการณ์จริง ดีที่สุดแล้วครับ เราก็ได้ทุกอาทิตย์ นั่นเป้นวิทยาทานของท่าน อาจารย์ท่านได้สร้างบุญไว้เยอะ แต่เราต้องเอามาใช้ให้เป็น ไม่ใช่อ่านแล้วก็ลืมอีก ความรู็มันต้องเอาไปใช้ มันถึงเกิดความชำนาญ เหมือนที่นักบินเขาฝึกกันครับ เขาฝึกฝนทักษะทุกอย่างให้เกิดความเชี่ยวชาญ

หลายอย่าง หลายวิชา นักลงุทนเน้นคุณค่าอย่างเราก็เข้าใจ นายตลาด ส่วนเผื่อ รู็ธุรกิจ รู็ใจตัวเอง แต่เราขาดฝึกสิ่งเหล่านั้นให้เกิดความชำนาญ

ผมขอเปรียบเทียบ checklist กับ เบบ รูธ เขาไม่ได้ตีทุกลูกที่โยนมา เขาตีเฉพาะลูกที่เข้ามาใน sweet spot ของเขาเท่านั้น การมี checklists ก็เช่นเดียวกันครับ

checklists ของเรากับบนักบินมันเหมือนกันนะครับ มันคือการตรวจสอบซักซ้อมขั้นตอนการลงทุนของเราในภาวะปกติ และในกรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างที่ไม่คาดคิดกับบริษัทที่เราลงทุน เช่นอย่างการบินไทย ถ้าดีดีเขาถูกไล่ออก เราจะมีขั้นตอนปฏิบัติอย่างไรบ้าง ผมก็มีครับ ผมขายทิ้งหมดเลย มีขึ้น มันก็มีการเตรียมท่าลงก่อนแรกแล้วครับ มันเหมือนนักบินเขาจะกลับมา landing ด้วยท่าทางการบินแบบไหน ซึ่งถ้าเป็นบริษัทที่เราลงทุนเพราะเหตุผลความสามารถของดีดีแล้ว ขั้นตอนความเข้าใจนี้ก็ยิ่งละเอียดและรอบครอบมากขึ้น ผมก็ตกใจเหมือนกันครับ ผลประกอบการออกมาดีหมด แต่ดีดีกลับถูกปลดออก อย่าว่าแต่ เอาเครื่องลงเลย ผมกระโดดร่มทิ้งเครื่องบินกลางอากาศเลยครับ

Image


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sat May 26, 2012 3:05 pm

แหมเห็นรูปกระโดดแล้ว
เฟี๊ยวววววว........วันพระไม่ได้มีหนเดียวคร้าบบบบบบ

นักลงทุนอย่างเราเหมือนนักบินอย่างครับ มีช่วงที่บินดี บินไม่ดี สับกันไปเป็นพัก ๆ นักลงทุนก็เหมือนกันครับ บางช่วงลงทุนดีตลอด ตีแตกทุกบริษัท ช่วงอย่างนั้นลงทุนบริษัทไหน ก็ดีไปหมด ขนาดตดตัวเอง ตดแตก ก็ยังว่าตดหอม แต่พอพ้นช่วงอย่างนั้นไป ลงทุนอะไรก็ผิดพลาดไปหมดครับ แต่ช่วงที่ผิดพลาดเหล่านั้นจะหดสั้นลงเรื่อยๆ ครับ เมื่อชั่วโมงการลงทุนของเราสูงขึ้นครับ


User avatar
ดำ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3775
Joined: Sat Mar 06, 2010 9:44 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by ดำ » Sat May 26, 2012 3:28 pm

พี่ฮำเล่นโพสต์ 2 ห้องแบบนี้ ทำเอาผมนึกว่าเจอเดจาวูซะอีก

กราฟที่มองไม่เห็นกับกราฟที่มองเห็น

iceberg
Verified User
Posts: 258
Joined: Wed Sep 06, 2006 10:03 am

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by iceberg » Sat May 26, 2012 8:45 pm

สวัสดีครับ คุณ humdrum เอาความรู้มาฝากอีกแล้ว ขอบคุณครับ
ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติม ตามที่ผมมีความรู้นิดๆ หน่อยๆ ครับ

1. ที่ผมสงสัยว่า ทำไมไม่มีกฎหมายที่ป้องกันการ สรรเสริญยกย่อง ความคิดผมคือ
ตามที่เราชอบให้บุคคลอื่น มายกย่อง ชมเชยเรานั้น โดยที่เราไม่ตระหนักว่ามันเกินจริง
หรือมากเกินไปนั้น อาจนำมาซึ่งความหายนะได้ เช่น หากเราเป็นหัวหน้าและมีลูกน้องของเรา
มารายงานแต่ข่าวร้ายให้เราฟัง เรามักจะไม่ชอบและอาจจะอารมณ์เสียกับลูกน้องคนนั้น
เพราะคิดว่า คนนี้คือตัวปัญหา และตามหลักของ Pavlovian ในไม่ช้าเจ้าลูกน้องคนนี้ จะเรียนรู้ว่า
เจ้านายเราไม่ชอบข่าวร้ายและจะรายงานแต่ข่าวดีเท่านั้น ส่วนข่าวร้ายจะไม่รายงานเพราะไม่อยากโดนตำหนิ
ซึ่งสุดท้ายจะทำให้การตัดสินใจผิดไปทั้งหมด เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วกับ Disney
ในตอนที่ Michael Eisner เป็น CEO (เรื่องนี้ อ.ชาร์ลี เป็นคนเล่านะครับ ผมอ่านมาอีกที
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เรื่องก็ประมาณนี้ครับ)


iceberg
Verified User
Posts: 258
Joined: Wed Sep 06, 2006 10:03 am

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by iceberg » Sat May 26, 2012 9:34 pm

2. เรื่อง "yes man" ไม่เคยดูเหมือนกันครับ จะลองไปหาดูครับ

3. เรื่อง การลงทุนที่ทั้ง ปู่บัพเฟตและอ.ชาร์ลี ผิดพลาด
ผมประหลาดใจที่ คุณ humdrum ทราบด้วย ไม่นึกว่าจะมีคนตามอ่าน

Dexter Shoes เค้าพลาด 2 เรื่อง คือ นอกจากขาดทุนจากการซื้อบริษัทนี้แล้ว
ตอนที่ซื้อ เค้าใช้วิธีแลกหุ้นกับ berskshire เท่ากับเสียหาย 2 เด้งเลยครับ

CORT Furniture ตัวนี้อยู่ใน port ของ Wesco Financial ซึ่ง berkshire เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
เจ๊งเพราะสบู่ดอตคอมแตก ตามที่คุณ humdrum บอกไว้ครับ
ใน port ของ Wesco เอง ที่มีปัญหาอีกตัว คือ Precision Steel ครับ ตัวนี้ buffet ซื้อมาเอง
แต่เอามาอยู่ใน port ของ Wesco

ตัวล่าสุดที่บัพเฟตพูดว่ามันมีปัญหา คือ NetJet เป็นบริษัทที่ให้เช่าเครื่องบินส่วนตัวครับ
ตัวนี้เจอเหตุการณ์ 9/11 ไปไม่รอดครับ บัฟเฟตบอกว่า บริษัทนี้ถ้าหากปราศจากการการันตีหนี้
จาก berkshire แล้ว เจ๊งไปแล้วครับ

จะเห็นว่า แม้ขนาดนักลงทุนที่ได้รับการยกย่องแล้วว่า เป็นดังเทพแห่งการลงทุน ยังพลาดเลย
แล้วเราจะเป็นยังไง
เท่าที่ผมรู้ ผมตอบได้อย่างเดียว คือ margin of safety ตามคุณ humdrum ครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 27, 2012 10:57 am

iceberg wrote:สวัสดีครับ คุณ humdrum เอาความรู้มาฝากอีกแล้ว ขอบคุณครับ
ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติม ตามที่ผมมีความรู้นิดๆ หน่อยๆ ครับ

1. ที่ผมสงสัยว่า ทำไมไม่มีกฎหมายที่ป้องกันการ สรรเสริญยกย่อง ความคิดผมคือ ตามที่เราชอบให้บุคคลอื่น มายกย่อง ชมเชยเรานั้น โดยที่เราไม่ตระหนักว่ามันเกินจริงหรือมากเกินไปนั้น อาจนำมาซึ่งความหายนะได้ เช่น หากเราเป็นหัวหน้าและมีลูกน้องของเรามารายงานแต่ข่าวร้ายให้เราฟัง เรามักจะไม่ชอบและอาจจะอารมณ์เสียกับลูกน้องคนนั้นเพราะคิดว่า คนนี้คือตัวปัญหา และตามหลักของ Pavlovian ในไม่ช้าเจ้าลูกน้องคนนี้ จะเรียนรู้ว่า เจ้านายเราไม่ชอบข่าวร้ายและจะรายงานแต่ข่าวดีเท่านั้น ส่วนข่าวร้ายจะไม่รายงานเพราะไม่อยากโดนตำหนิ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้การตัดสินใจผิดไปทั้งหมด เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วกับ Disney ในตอนที่ Michael Eisner เป็น CEO (เรื่องนี้ อ.ชาร์ลี เป็นคนเล่านะครับ ผมอ่านมาอีกที ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เรื่องก็ประมาณนี้ครับ)
คุณไอซ์มีประเด็นที่ดีครับ ผมจะใช้กฎข้อนี้ กฎห้ามอวย เข้าประชุมวันจันทร์ กำหนดดูสักวัน "bad news day" ลองดูว่าลูกน้องจะมีอะไรหลุดออกจากปากมาบ้าง แต่ต้องไปรับใช้กับนิสัยคนไทยที่ไม่กล้าตำหนิตรงๆ เหมือนวัฒนธรรมกองทุนของฝรั่ง สิ่งที่เห็นและเป็นปัญหามากในสังคมทำธุรกิจในไทยก็คือเรื่องการมีความเกรงใจกันเรื่องอย่างนี้สูงมาก กฎของการไม่บอกข่าวร้าย ต้องให้พวกเขาเขียนใส่กระดาษแล้ววิจารย์เพื่อนในที่ทำงาน วิจารย์ตัวผมก็ได้ ห้ามลงชื่อด้วย เดี๋ยวผมตามไปด่าได้ 555555

ผมนึกออกละครับ พอคุณไอซ์พูดถึง การหลีกเหลี่ยงข่าวร้าย ของมังเกอร์ ผมนึกบางอย่างออกเลย เวลาผมเสียเปรียบใครตรงไหน ผมจะ invert ข้อดีของคู่แข็งทันทีแล้วตรวจสอบดูว่า มันคือข้อดีของผมใช่หรือไม่

ในความเห็นผมครับ กองทุนขนาดเล็กเสียเปรียบกองทุนใหญ่ที่ไม่มี economy of scale แต่กองทุนเล็กมี diseconomy of scale ที่เป็นข้อได้เปรียบ เหมือนนักลงทุนรายย่อยก็ได้เปรียบกองทุนขนาดเล็กอีกทีที่สามารถมีความยึดหยุ่นได้สูงกว่า บริษัทใหญ่ที่ได้เปรียบเรื่อง economy of scale จะมี limitations ข้อจำกัดในเรื่อง bureaucratics อย่างเคสการบินไทย กฎของการห้ามอวย นั้นเข้าข่ายอย่างชัดเจนครับ คำถามเป็น checklist อันใหม่สำหรับกองทุนครับ

Checklists ก่อนเข้าลงทุน

50. บริษัทที่เข้าไปลงทุนมีปัญหากฏของ Pavlovian หรือไม่?
คำอธิบาย : ลูกน้องจะเรียนรู้ว่าเจ้านายเราไม่ชอบข่าวร้ายและจะรายงานแต่ข่าวดีเท่านั้น ส่วนข่าวร้ายจะไม่รายงานเพราะไม่อยากโดนตำหนิซึ่งสุดท้ายจะทำให้การตัดสินใจผิดไปทั้งหมด

ขอบคุณครับ


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Sun May 27, 2012 10:58 am

Dexter Shoes เค้าพลาด 2 เรื่อง คือ นอกจากขาดทุนจากการซื้อบริษัทนี้แล้ว
ตอนที่ซื้อ เค้าใช้วิธีแลกหุ้นกับ berskshire เท่ากับเสียหาย 2 เด้งเลยครับ
หลายข้อมูลอ่านแล้วลืมไปแล้วเหมือนกันครับ บางอย่างผมพึ่งทราบจากคุณไอซ์เหมือนกันครับ ในความเห้นผมครับ การที่บัฟเฟตแลกหุ้น Dexter กับหุ้น Berkshire นั้นเป็นเรืองของการล๊อคขาดทุนเอาไว้แล้วครับ ไม่อย่างนั้นความเสียหายจะมากกว่านี้ครับ

ไปอ่านรายละเอียดลึกๆ แล้ว Buffett คิดถึงเรื่อง MOS นี้ไว้หมดแล้วนะครับ ถึงทั้งบัฟเฟตและมังเกอร์ขาดทุน เราก็สามารถเรียนรู็จากเขาได้ว่าเขาขาดทุนอย่างไร เข้าใจผิดเรื่องอะไร แต่ต้องดูรูปแบบการขาดทุนและ MOS ที่เข้าใส่ลงไปในกระบวนการลงทุนของเขาด้วย

ผมฝากบอกคนที่แอบอ่านกระทู็นี้ เวลาลงุทน อย่าคิดถึงแต่กำไร แต่ให้คิดว่าเราสามารถขาดทุนได้มากแค่ไหน ล๊อคขาดทุนของท่านไว้ เหมือนกับที่บัฟเฟตและมังเกอร์ทำผิดพลาด เขาก็ล๊อคความเสียหายเอาไว้ใน MOS แต่กระบวนท่า MOS ของบัฟเฟตนั้นสำคัญกว่าครับ
Margin of safety comes down to how much you can afford to lose krab.


User avatar
crazyrisk
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4548
Joined: Tue May 30, 2006 1:32 am

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by crazyrisk » Sun May 27, 2012 1:33 pm

ไล่อ่าน บทความของ พี่ humdrum กับ คุณ iceberg แล้วรู้สึกว่า
ตัวเองความรู้น้อยมากๆครับ

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

"Champions aren't made in gyms. Champions are made from something they have deep inside them: A desire, a dream, a vision.

User avatar
romee
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1734
Joined: Thu Jun 07, 2007 10:08 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by romee » Sun May 27, 2012 3:36 pm

พูดถึงเรื่องกระบวนการรู้เท่าทันตัวเอง

ผมเคยมีโอกาสไปเรียน landmark forum มันเป็นคอร์สการศึกษาหลายๆเรื่อง 1ในนั้นคือให้รุ้เท่าทันตัวเองนะครับ แล้วรู้สึกเจ๋งดี เพราะเขาสอนให้เราหัด"ฟัง" แล้วก็แยกแยะว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์จริง หรือเราคิดไปเอง ตีความไปเอง....เช่นเวลาโทรไปหาแฟนตอนกลางคืน แล้วแฟนตัดสาย เราก็อาจจะตีความไปว่า ไปใหนหว่า...อยู่กับใครนะ...หรือจะประชุมอยู่...หรือจะมีอันตราย...หรือจะนอกใจเรา...คิดไปเรื่อยเลยครับ ทั้งๆที่แฟนพาพ่อไปหาหมอเท่านั้นเอง

ผมลองเอามาใช้กับการเลือกหุ้นเหมือนกัน ว่าหุ้นที่ผมซื้อมันดีจริงตามธุรกิจของมัน หรือว่าเพราะ"เซียน"เข้าแล้ว มันก็คงจะดีตามนั้นแหละ

ส่วนเรื่อง MOS หรือการคำนวน downside ผมก็คำนวนมาเป๊ะๆไม่เป็นหรอกครับ...ผมก็อยากได้ของถูก แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรของราคานั้นจะลงมา กลัวมันจะวิ่งไปเรื่อยๆมากกว่า ก็เลยใช้หลักทะยอยซื้อ 2-3ไม้เอานะครับ

ว่าแต่พี่ฮัม...ถ้าเจอหุ้นที่คิดว่าดีแล้ว พวกกองทุนเฮดจ์ เขามีหลักในการเข้าซื้อยังไงบ้างอ่ะครับ

เราเสียพลังงานไปกับการคาดเดาว่า"ราคา"มันจะขึ้นหรือลง
แต่เราไม่เคยคิดเลยว่าถ้า"ราคา"ไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น...
Mudley live

humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Mon May 28, 2012 11:01 am

I would make landmark forum a very cautious groupthink krab.


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Mon May 28, 2012 11:49 am

สำหรับถามนะครับ หุ้นที่ดีนะครับ ต้องถามว่าดีอย่างไรนะครับ กองทุนต้องมองว่าเค้กก้อนใหญ่ขนาดไหน เข้าข่ายช้างชนช้างหรือปล่าว ไม่อย่างนั้นหญ้าแพรกก็แหลกราญครับ 555555

ถ้าเว้นข้อสงสัยว่าดีอย่างไรไว้ก่อน กองทุนผมขนาดเล็ก ต้องระวังไว้ก่อนครับ ลักษณะของการเข้าบริหาร penetrate อย่างมีนัยสำคัญนั้นต้องมองจากภาพก่อนครับ ผมจะต้องพิจารณาจากปัจจัยว่ากองทุนมีตัวแปรหลักๆ มากน้อยเพียงใด อย่าง company procedures ,ทรัพยากรเงินทุน, และบุคลากร ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดประสงค์ "การรู้เขารู้เรา" ก็เพื่อตีกรอบจำกัด "ความคาดเคลื่อน" ของการได้มาซึ่งเป้าหมายของต้นทุนและจำนวน securities ที่บางครั้งก็มีตัวแปรอื่นที่เราไม่สามารถควลคุลมได้ครับ ประโยคนี้ยาวจริงๆ ครับ คนเขียนอ่านเองยังเหนื่อยเลยครับ 555555 สำหรับกองทุนบริหารแบบ value investing ในการประเมินคร่าวๆ ผมพิจารณาจาก 1. Mr. Market growth 2. Margin of Safety growth เราอาจจะแบ่งการซื้อได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ครับ


สถานการณ์ A : Mr. Market growth สูง Margin of Safety สูง = น้ำขึ้นให้รีบตัก
สถานการณ์ B : Mr. Market growth สูง Margin of Safety ต่ำ = ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
สถานการณ์ C : Mr. Market growth ต่ำ Margin of Safety สูง = เก็บเล็กผสมน้อย
สถานการณ์ D : Mr. Market growth ต่ำ Margin of Safety ต่ำ = นิ่งเสียตำลึงทอง

ทั้งที่ทั้งนั้น หากเป็นช่วงการจราจรหนาแน่น ก็อาจผิดแผนได้นะครับ ไม่มีอะไรตายตัวหรอกครับ เพราะผมก็ไม่มีจริงๆ ครับ สิ่งที่ผมยกมาข้างบเป็นตัวอย่างแค่ส่วนหนึ่งของกองทุน value investing ที่แต่ละกองก็แตกต่างกันในรายละเอียดลงไปอีก ก็ยังมีรายละเอียดอีกเยอะครับ ซึ่งผมจะพยายามเขียนและถ่ายทอดออกมาถ้ามีโอกาสครับ ในความคิดผมการเข้าซื้อหุ้นเป็นศิลปะ 90% เป็นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อีก 10% ฉะนั้น ไหวพริบ ประสบการณ์ การเจรจาต่อรอง และการคาดการณ์ที่แม่นยำ จึงจำเป็นที่ต้องใช้ในช่วงเวลานี้ครับ กองทุนทุกขั้นตอนไม่ง่ายเหมือนรายย่อยครับ แม้กระทั้งการเข้าถือครอง secutities พวกเราจึงเรียกได้ว่าไม่ได้ทำงานแค่เหนื่อยกาย แต่กลับเหนื่อยหัวสมองอันน้อยๆ นี้ ด้วยเป็นยิ่งนักครับ :B เหมือนอย่างแม่ทัพที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างซุนวู ต่างใช้กลยุทธ์และการจัดทัพในแต่ละสนามรบต่างกันในการรบแต่ละครั้งขึ้นกับภูมิประเทศ อากาศ จำนวนทหารและยุทโธปกรณ์ครับ :8)


humdrum
Verified User
Posts: 1961
Joined: Sun Dec 10, 2006 10:17 pm

Re: อาจารย์ของผม : ชาร์ลี มังเจอร์

Posts by humdrum » Mon May 28, 2012 7:20 pm

Value investors are human and do make mistakes. It is a concept of margin of safety that best distinguishes value investors and inspectors. If y

Value investors are risk averse and loss avoidance is the cornerstone of value investing philosophy. Thus, they should take consulting his checklists instead of taking advices from Mr. Market. This pre-investing checklists aid in margin of safety to ensure that Warren Buffett's 1st law, primary goal of capital preservation, are not forgotten.

Value Investor's Checklist for defensive securities
souce : หุ้นพันธบัตร/ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร Sun May 27, 2012

51. บริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Defensive ซึ่งยอดขายโดยรวมไม่ผันผวนมากนักตามภาวะเศรษฐกิจหรือไม่
52. สินค้าหรือบริการเป็นสิ่ง “จำเป็น” ในชีวิตของผู้คนหรือไม่
53. ยอดขายมีความผันผวนหรือมีความไวต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือไม่
54. ผลประกอบการของบริษัทขึ้นอยู่กับ Demand ของสินค้าหรือผู้ให้บริการรายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาใช่หรือไม่
55. บริษัทไม่ได้อยู่ในตลาดของการแข่งขันเสรีเนื่องจากกฎระเบียบ สัมปทาน สัญญาหรือข้อตกลงที่มีการลงนามและผูกพันในระยะยาวใช่หรือไม่
56. ผลประกอบการของบริษัทขึ้นอยู่กับต้นทุนสำคัญที่ไม่สามารถควบคุมได้ใช่หรือไม่
คำอธิบาย: เพราะนี่อาจจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทถูกกระทบได้มาก ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าราคาสินค้าหรือบริการของบริษัทสามารถปรับตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปได้

57. ผลประกอบการของบริษัทขึ้นอยู่กับการดำเนินงานตามปกติของบริษัทใช่หรือไม่
คำอธิบาย : โอกาสที่บริษัทจะทำไม่ได้หรือเกิดการผิดพลาดมีน้อย และนี่ทำให้บริษัทมีกำไรและจ่ายปันผลได้ในอัตราที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ

55. บริษัท “ถูกล็อก” ไม่ให้ทำกำไรเกินควรจากรัฐบาลหรือหน่วยงานควบคุมใช่หรือไม่
คำอธิบาย : เนื่องจากบริษัทอาจจะมีอำนาจในการผูกขาดมากเกินไป


Post Reply