ทำไมตอนนั้นผมซื้อยานยนต์

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
nun08
Verified User
Posts: 558
Joined: Sat Sep 19, 2009 1:18 pm

Posts by nun08 » Mon May 10, 2010 11:05 am

[quote="SV2"]คิดอยู่นานครับว่าควรเข้ามาแชร์ความคิด การตัดสินใจ ในการเลือกตีแตกกับหุ้นกลุ่มยานยนต์ในโพสต์ของพี่หมอสามัญชน ดีหรือไม่

จึงได้ขออนุญาตพี่หมอสามัญชนเพื่อมาแชร์ประสบการณ์ในมุมเพิ่มเติมจากที่พี่หมอได้โพสต์ไว้แล้ว

มุมมองที่ทำให้กล้าตัดสินใจซื้อเมื่อหุ้นตกลงมามากๆ

รถยนต์ถือเป็นปัจจัยที่ 5 (หรืออาจจะที่ 6 รองจากโทรศัพท์มือถือ) ที่คนทำงานมีเงินแล้วต้องขวนขวายหาซื้อมาครอบครอง หลายคนต้องการรถยนต์มากกว่าบ้านเสียอีก
บริษัทต่างๆที่มีกำไรดีและรวมทั้งบริษัทรถเช่า การซื้อรถจะตัดค่าเสื่อม 5ปี หรือตัดปีละ 20% พอใช้ไป 4ปี ก็จะเปลี่ยนรถใหม่เพราะจะคุ้มกว่าเพราะจะได้หักค่าเสื่อมได้อีก
ไม่ต้องรับรู้กำไรเมื่อขายรถ

ในสภาวะปกติรถยนต์จะมียอดขาย(ในประเทศ) แต่ละปีแตกต่างกันไม่มากนัก อาจจะบวกหรือลบ 10-15 % แต่ถ้าเมื่อใดเกิดภาวะไม่ปกติยอดขายจะตกลงมากๆ
แต่เมื่อกลับสู่ภาวะปกติยอดขายจะกลับตัวแรงมาก จนอาจทำให้ยอดขายสูงกว่าเดิมมาก ซึ่งเกิดจากการอั้นในการซื้อรถหรือเปลี่ยนรถใหม่

มองอนาคตว่าตลาดรถน่าจะต้องกลับมาภายในอย่างช้าสุดไม่เกิน 3 ปี เหตุผลก็คือ ค่ายรถ 5-6 บริษัท ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิดรถ eco-car
ซึ่งจะต้องเริ่มผลิตอย่างช้าสุดภายในปี 2555


SV2
Verified User
Posts: 181
Joined: Tue Apr 07, 2009 8:02 pm

Posts by SV2 » Mon May 10, 2010 6:38 pm

ผมมองว่า trend ของรถขนาดเล็กยังไงก็ต้องมาแน่ ยิ่งถ้าราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นมากๆ ไม่ว่าจะต้วยราคาตัวน้ำมันดิบที่สูงขึ้น หรือการเก็บภาษีน้ำมันที่อาจจะสูงขึ้นเหมือนในยุโรป
ที่ต้องการให้คนไปใช้บริการยวดยานสาธารณะมากขึ้น และนำเงินภาษีบางส่วนไปอุดหนุนบริการสาธารณะต่างๆ

ยิ่งเรามีประสบการณ์กับราคาน้ำมันที่สูงลิบลิ่วในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ คนจำนวนมากก็ต้องคิดเพื่่อไว้ว่าน้ำมันวันหนึ่งก็มีโอกาสกลับมาสูงหรือสูงกว่าเดิมอีก
วิธีลดความเสี่่ยงก็คือซื้อรถเล็กกว่าเดิมราคาถูกลง กินน้ำมันน้อยลง ค่าบำรุงรักษาก็ลดลงเป็นเงาตามตัวไปด้วยนะครับ


User avatar
สามัญชน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 5162
Joined: Sat Aug 16, 2003 8:58 pm

Posts by สามัญชน » Mon May 10, 2010 6:42 pm

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่รู้นะครับ

คุณ SV2 ซื้อหุ้นได้ราคาต่ำกว่าผมเยอะเลยครับ
ส่วนจำนวนหุ้นจะเปิดเผยตรงนี้ได้หรือไม่  ต้องขออณุญาตก่อนครับ  :lol:

ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด

SV2
Verified User
Posts: 181
Joined: Tue Apr 07, 2009 8:02 pm

Posts by SV2 » Mon May 10, 2010 8:16 pm

ถ้าพี่หมอคิดว่า บอกไปแล้วจะเป็นประโยชน์กับคนอ่าน เพื่อนำไปเป็นแนวคิดในการลงทุน  ผมก็ไม่ขัดข้องครับ


User avatar
สามัญชน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 5162
Joined: Sat Aug 16, 2003 8:58 pm

Posts by สามัญชน » Mon May 10, 2010 10:07 pm

ขอบคุณครับ
คุณ sv2 เยี่ยมมากๆเลยครับ
ราคาที่ซื้อก็ต่ำกว่าผม
แสดงว่าเห็นก่อนผม

ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด

User avatar
vi_tal signs
Verified User
Posts: 631
Joined: Tue Oct 21, 2008 11:12 pm

Posts by vi_tal signs » Mon May 10, 2010 10:17 pm

อื้อหือ ความคิดพี่ SV2 :bow:

ผมว่าการที่ได้ถามแนวคิดแกะรอยความคิด

มักจะเป็นลักษณะการลงทุนเฉพาะบุคคล ที่ตามหาศึกษาได้ยาก

ว่าทำไมคิดเช่นนี้แล้วผลออกมาเป็นอย่างไร  

ได้ฟังแนวคิดแล้วทำให้รู้ว่าคนที่เขาได้กันหลายเด้ง คิดกันอย่างไร  :shock:

มันจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

User avatar
Rocker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4247
Joined: Wed Apr 06, 2005 11:28 pm

Posts by Rocker » Tue May 11, 2010 9:10 am

:bow:

พี่หมอ กับ พี่ SV2 ยังไงก็สุดยอดอยู่แล้ว

ได้มุมมองใหม่ๆเยอะเลยครับ  :D


Blueblood
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3645
Joined: Thu Jan 15, 2004 12:22 pm

Posts by Blueblood » Thu May 20, 2010 10:11 am

สุดยอดเลย ขอบคุณสำหรับประสบการณ์อันมีค่าครับ :)

It's earnings that count

User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Posts by Paul VI » Fri May 21, 2010 6:22 pm

ขอบคุณ ประสบการณ์ มุมมอง ต่อ ตัวหุ้น ที่มีคุณค่าครับ

จะเอาไป ประยุกต์ใช้ครับ

การมอง trend และ มุมมองต่อการ growth นี่ สำคัญ จริงๆ  :bow:  :bow:  :bow:


Undertaker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 941
Joined: Mon Mar 10, 2008 7:48 pm

Posts by Undertaker » Fri May 21, 2010 8:00 pm

สุดยอดทั้งคู่เลยครับ   :bow:  การมอง trend นี่สำคัญมากเลยนะครับ
ถ้าสมมุติว่าเราเจอธุรกิจที่เป็น Mega Trend อยู่  พี่ทั้งสอง ยังต้องสนใจเรื่องราคาอีกหรือเปล่าครับ


Undertaker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 941
Joined: Mon Mar 10, 2008 7:48 pm

Posts by Undertaker » Fri May 21, 2010 8:00 pm

[quote="สามัญชน"]ขอบคุณครับ
คุณ sv2 เยี่ยมมากๆเลยครับ
ราคาที่ซื้อก็ต่ำกว่าผม
แสดงว่าเห็นก่อนผม


SV2
Verified User
Posts: 181
Joined: Tue Apr 07, 2009 8:02 pm

Posts by SV2 » Sat May 22, 2010 6:24 pm

[quote="Undertaker"] ถ้าสมมุติว่าเราเจอธุรกิจที่เป็น Mega Trend อยู่


SV2
Verified User
Posts: 181
Joined: Tue Apr 07, 2009 8:02 pm

Posts by SV2 » Sat May 22, 2010 7:04 pm

ถึงแม้รถ eco car จะเป็น Mega trend ของโลกในวันนี้และในอนาคต  อย่าลืมว่าปัจจุบันบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในการผลิตรถ eco car มีถึง 7 บริษัท

แต่บริษัทที่จะสร้างโรงงานผลิตอาจจะมีไม่ครบเท่าที่ได้รับบัตรส่งเสริม  อาจจะมีเพียง 4-5 บริษัท ด้วยเหตุผลของการเมือง,  การผลิตรถที่ใช้ E85 ลงทุนน้อยกว่าและใช้สายการผลิตเดิมได้ขณะที่ภาษีก็ไม่ต่างจากeco car มาก, ภาษีรถไฮบริดถูกกว่าeco car   หรืออาจเปลี่ยนใจไปผลิตในประเทศอื่นแทน ฯลฯ

ความไม่แน่นอนยังมีอีกมากตลอดระยะเวลา อะไรก็เกิดขึ้นได้  สิ่งที่่เป็นเพื่อนแท้ของนักลงทุนคือ MOS ครับ


sphere
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 392
Joined: Wed Oct 07, 2009 2:37 am

Posts by sphere » Wed May 26, 2010 9:35 pm

กระโจมไฟ wrote: อยากให้พี่หมอช่วยขยายความวิธีการของคุณblueblood กับคุณyoyo ที่คุณหมอนำมาปรับใช้ในการลงทุนสักหน่อยได้ไหมครับ เพื่อเป็นความรู้แก่น้องๆที่สนใจ
ขอบคุณมากครับ :bow:
อยากรู้เหมือนกันครับ รอคุณหมอมาเฉลยอยู่นะครับ :D


User avatar
สามัญชน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 5162
Joined: Sat Aug 16, 2003 8:58 pm

Posts by สามัญชน » Sat May 29, 2010 9:56 pm

ตามความเข้าใจผมนะครับ
ถ้าผิดรบกวนหนูกับโยมาช่วยแก้ไขได้เลย

1. ใช้วิธีมองกำไรในอนาคตสัก 1-3 ปีครับ
ถ้ามองไม่ออกก็ไม่เอา  ข้อนี้สำคัญครับ  พอเราไม่เอาแล้ว ราคาหุ้นจะขึ้นระเบิดระเบ้อก็ปล่อยเขาไป  ไม่ต้องไปเสียดายหรือเสียใจอะไร

ถ้ามองออกก็น่าสน
เราอาจจะเดาได้เป๊ะๆยิ่งดี
ถ้าไม่เป๊ะ  ก็เอาใกล้เคียง  หรือเอาขั้นต่ำจะต้องได้สักเท่านั้นเท่านี้ เป็นต้น (อย่าง sat ผมต้องการแค่ที่เคยทำได้ซึ่งก็คือ eps 2 บาท/หุ้น  เท่ากับของเดิมเท่านั้นเอง  และคิดว่าน่าจะmeได้ภายในปี 54 แค่นี้ก็โอแล้ว)

2. จาก eps ในข้อ 1. เราก็มากะดูว่าหุ้นแบบนั้นๆควรจะได้p/eที่เหมาะสมสักเท่าไหร่  และราคาหุ้นควรจะเป็นเท่าไหร่  (อย่าง sat ผมว่าสัก 10 เท่าก็ไม่น่าแพงอะไร)

3. เหลือบมาดูราคาหุ้นถ้ามีโอกาสขึ้นไปสักหนึ่งเด้ง  ก็ใช่แล้วล่ะ  :lol:
(ก็ตอนนั้น sat อยู่แถวๆ 6 บาทเอง ก็จัดการซะเลย)

4. พอซื้อแล้วเราก็ติดตามผลงานว่าบริษัททำได้เท่าไหร่
(กลายเป็นว่าทำได้ดีกว่าที่คาด  เราก็ขยับเป้าหมายขึ้นได้   แต่ถ้าทำได้ต่ำกว่าคาดและไม่มีวี่แววจะเป็นไปตามนั้นเลย  เราก็ปรับเป้าหมายลงมา)

ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด

sphere
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 392
Joined: Wed Oct 07, 2009 2:37 am

Posts by sphere » Sat May 29, 2010 10:08 pm

ขอถามต่ออีกข้อนะครับในกรณีsatหรือstanlyยังมีtrendที่เราสามารถมองเห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถโตได้ มีฐานลูกค้าเก่าที่กำลังเพิ่มการผลิตทำให้เราคาดการกำไรอนาคตได้แต่อย่างstpiที่เป็นหุ้นรับเหมานี่คุณหมอคาดการกำไรยังไงครับเพราะจากที่ผมดูแค่คาดการปีเดียวยังยากเลยเพราะเป็นงานประมูลที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาเมื่อไหร่จะมี


User avatar
MYBIZ
Verified User
Posts: 888
Joined: Fri Aug 07, 2009 10:24 pm

Posts by MYBIZ » Sat May 29, 2010 10:14 pm

ผมก็ซื้อ 5 บาทกว่าๆ ตอนมิถุนา เหตุผลเพราะตัวอื่นๆขึ้นไปเยอะแล้ว
มีท่องเที่ยวกับยานยนต์ที่ยังต้วมเตี้ยมอยู่ก็เลยตัดสินใจซื้อ SAT อิอิๆๆ

จุดหมายปลายทาง อาจไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม

กระโจมไฟ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 199
Joined: Mon Nov 26, 2007 4:57 pm

Posts by กระโจมไฟ » Sun May 30, 2010 10:36 am

ขอบคุณพี่หมอมากครับสำหรับความรู้และประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปัน
:bow:  :bow:  :bow:


nun08
Verified User
Posts: 558
Joined: Sat Sep 19, 2009 1:18 pm

Posts by nun08 » Mon May 31, 2010 11:56 am

[quote="สามัญชน"]ตามความเข้าใจผมนะครับ
ถ้าผิดรบกวนหนูกับโยมาช่วยแก้ไขได้เลย

1. ใช้วิธีมองกำไรในอนาคตสัก 1-3 ปีครับ
ถ้ามองไม่ออกก็ไม่เอา


User avatar
สามัญชน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 5162
Joined: Sat Aug 16, 2003 8:58 pm

Posts by สามัญชน » Tue Jun 01, 2010 9:50 am

pwz wrote:ขอถามต่ออีกข้อนะครับในกรณีsatหรือstanlyยังมีtrendที่เราสามารถมองเห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถโตได้ มีฐานลูกค้าเก่าที่กำลังเพิ่มการผลิตทำให้เราคาดการกำไรอนาคตได้แต่อย่างstpiที่เป็นหุ้นรับเหมานี่คุณหมอคาดการกำไรยังไงครับเพราะจากที่ผมดูแค่คาดการปีเดียวยังยากเลยเพราะเป็นงานประมูลที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาเมื่อไหร่จะมี
ตัวนี้ผมก็กะกำไรผิดนะครับ
คือมันกำไรมากกว่าที่คาดไว้เยอะเลย
ก็เลยขายหมูไป

ย้อนมาดูงบก็พบว่าตัวที่ทำให้คาดการผิดนั้นคืออะไร
ก็เป็นไปตามที่ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
ในระหว่างไตรมาสที่หนึ่งของปีปัจจุบัน บริษัทฯได้มีการลงนามตกลงมูลค่าทั้งหมดของสัญญา (Final Statements) กับคู่สัญญาก่อสร้างแห่งหนึ่งในต่างประเทศเป็นจำนวน 16,385 ล้านบาท มูลค่าดังกล่าวได้รวมงานส่วนเพิ่มที่นอกเหนือจากสัญญาหลักที่เคยตกลงไว้กับคู่สัญญา ซึ่งรายได้ที่บริษัทฯรับรู้ในงวดปัจจุบันที่สำคัญประกอบด้วย (1) รายได้จำนวน 1,111 ล้านบาท เป็นงานที่คู่สัญญาให้บริษัทฯดำเนินการในไตรมาสปัจจุบัน และงานส่วนเพิ่มที่บริษัทฯได้ดำเนินการในอดีตแต่บริษัทฯรับรู้รายได้ตามอัตราที่กำหนดในสัญญาเดิมเนื่องจากยังไม่มีการตกลงราคากับคู่สัญญาทำให้มีความไม่แน่นอนว่าบริษัทฯจะมีสิทธิเรียกเก็บได้จำนวนเท่าไหร่ และ (2) เงินชดเชยค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเร่งงานและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องจากการที่คู่สัญญาส่งแบบก่อสร้างและวัตถุดิบให้กับบริษัทฯช้ากว่ากำหนดอีกจำนวนประมาณ 1,101 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯและคู่สัญญาตกลงกันได้ในไตรมาสปัจจุบัน
การตกลงทำงานให้กันผมมองว่าต้องตกลงราคากันจนเรียบร้อยก่อนนั่นแหละ
ที่ทำๆไปก่อนจนเกือบเสร็จแล้วค่อยตกลงราคาได้

ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด

User avatar
pacabee
Verified User
Posts: 379
Joined: Sun Jan 27, 2008 11:47 pm

Posts by pacabee » Tue Jun 01, 2010 10:59 am

shot เซียน นี่ดูเหมือนง่ายนะครับ  แต่ทำไมผมยังหาไม่เจอซะที
ต้องขยันหาข้อมูล  คิดให้เป็น  แบบพี่หมอ
ขอบคุณครับพี่   :D


sphere
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 392
Joined: Wed Oct 07, 2009 2:37 am

Posts by sphere » Wed Jun 02, 2010 11:02 pm

รบกวนคุณหมอ(รอบ3) เล่าcase studyหุ้นวัฏจักรที่เป็นcommodityให้ฟังหน่อยได้ไหมครับว่าสะดุดอะไร และคิดยังไงถึงซื้อ


schai177
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 134
Joined: Sat Aug 15, 2009 3:32 pm

Posts by schai177 » Thu Jun 03, 2010 1:56 pm

สามัญชน wrote: ตัวนี้ผมก็กะกำไรผิดนะครับ
คือมันกำไรมากกว่าที่คาดไว้เยอะเลย
ก็เลยขายหมูไป

ย้อนมาดูงบก็พบว่าตัวที่ทำให้คาดการผิดนั้นคืออะไร
ก็เป็นไปตามที่ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
การตกลงทำงานให้กันผมมองว่าต้องตกลงราคากันจนเรียบร้อยก่อนนั่นแหละ
ที่ทำๆไปก่อนจนเกือบเสร็จแล้วค่อยตกลงราคาได้


User avatar
donrak
Verified User
Posts: 111
Joined: Mon Nov 02, 2009 11:41 pm

Posts by donrak » Thu Jun 03, 2010 11:43 pm

สามัญชน wrote:
เคยมีอยู่ครับ แต่เสียดายที่ผมไม่ได้เก็บไว้ในเครืองนี้


zeazon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 171
Joined: Tue Jun 12, 2007 12:54 am

Posts by zeazon » Mon Jun 07, 2010 12:58 pm

ที่น่าจับตาคืออินโดฯครับ ล่าสุดเห็นข่าวโตโยต้าย้ายฐานฟอร์จูนเนอร์จากไทยไปแล้ว   เห็นผลสำคัญคือ ขนาดตลาดรถโดยรวมของอินโด และยอดขายของโตต้าในอินโดที่พุ่งขึ้นมาเท่าๆกับไทยแล้ว (ซึ่งเมือ่เป็นเช่นนี้มองแนวโน้มในอนาคตอินโดฯกลายเป็นเหนือกว่าเรามาก เพราะขนาดประชากรของประเทศที่มากกว่า ระดับการพัฒนาของประเทศเค้าที่ต่ำกว่า และที่สำคัญคือเสถียรภาพของประเทศที่ไทยเรามาเสียท่าในช่วงหลังๆนี้
และข้อตกลงอาฟต้าทำให้โตต้าตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะออกจากไทยไปก็ยังส่งรถจากอินโดมาไทยได้


madam
Verified User
Posts: 278
Joined: Sat Jun 05, 2010 5:10 pm

Posts by madam » Tue Jun 08, 2010 1:57 pm

ดูข่าวที่ไหนคะว่าฟอร์จูนเนอร์ย้ายไปอินโดนีเซียแล้ว
เพื่อนบอกว่าย้ายไปบ้านโพธิ์นี่คะ
ตกลงยังไงกันแน่


kongkang
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 1087
Joined: Fri Nov 10, 2006 5:46 pm

Posts by kongkang » Tue Jun 08, 2010 2:11 pm

โตโยต้าย้ายฐานผลิตฟอร์จูนเนอร์จากไทยไปอินโดฯ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ประธานโตโยต้า อินโดนีเซีย เผย บริษัทแม่เตรียมย้ายฐานการผลิตรถฟอร์จูนเนอร์ จากไทยไปอินโดนีเซีย เหตุจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในไทย
จาการ์ตา - หนังสือพิมพ์จาการ์ตา โพสต์ รายงานเมื่อวันศุกร์ (4 มิ.ย.) อ้างนายจอห์นนี ดาร์มาวาน ประธาน พีที โตโยต้า แอสตรา มอเตอร์ ว่า โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น วางแผนย้ายฐานการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ รุ่น ฟอร์จูนเนอร์ จากไทย ไปอินโดนีเซีย เริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ สืบเนื่องจากการไร้เสถียรภาพทางการเมือง ในขณะที่เศรษฐกิจอินโดนีเซียขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม โตโยต้าจะไม่ลงทุนเพิ่มเติมในการย้ายฐานผลิตครั้งนี้

นายดาร์มาวาน กล่าวว่า โตโยต้า แอสตรา จะเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงานในเมืองคาราวัง จาก 60,000 คันต่อปี เป็น 100,000 คันต่อปี และจะจ้างคนงานเพิ่มเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยฐานการผลิตในอินโดนีเซีย จะป้อนสินค้าให้กับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง

ในเบื้องต้น โตโยต้าวางแผนตั้งฐานการผลิตรถฟอร์จูนเนอร์ในอินโดนีเซีย แต่ตัดสินใจโยกมาไทยเมื่อเดือน ก.ย. 2545 หลังจากพิจารณาปัจจัยด้านการตลาด และประสิทธิภาพอื่นๆ

นอกเหนือจากเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของอินโดนีเซียแล้ว นายดาร์มาวาน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ โตโยต้า ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปที่อินโดนีเซีย คือ ยอดขายรถฟอร์จูนเนอร์ที่เพิ่มขึ้นในอินโดนีเซีย โดยรายงานก่อนหน้านี้ ระบุว่า ยอดขายระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. เพิ่มขึ้น 61.2% เป็น 2,536 คัน และสามารถครองส่วนแบ่งประมาณ 24.7% ของตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ในอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ โตโยต้ามียอดจำหน่ายรถโดยรวม 66,307 คันในอินโดนีเซียในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 62.4% จากยอด 40,820 คันในช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว และตั้งเป้าจำหน่าย 216,000 คันตลอดปีนี้ ขณะที่คาดว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมดในอินโดนีเซีย จะอยู่ที่ประมาณ 600,000 คัน โดยได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการชะลอเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย


kongkang
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 1087
Joined: Fri Nov 10, 2006 5:46 pm

Posts by kongkang » Tue Jun 08, 2010 2:19 pm

โตโยต้า ย้ายไลน์การผลิตรถอเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ จากไทยออโต้เวิร์คย่านสำโรงไปโรงงานบ้านโพธิ์ที่จ.ฉะเชิงเทรา ประเดิมตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นไป หวังเพิ่มกำลังผลิตส่งออกขายทั่วโลก


User avatar
jinlhong
Verified User
Posts: 129
Joined: Thu Dec 31, 2009 11:24 pm

Posts by jinlhong » Thu Jun 10, 2010 9:34 am

พี่หมอครับ ที่ผ่านมาสำหรับตัวผมเองก็ชื่นชอบหุ้นรถยนต์ และได้เข้าซื้อ SAT เช่นกันที่ราคาต่ำกว่า 6 บาท และถือด้วยความเชื่อมั่นมาถึงตอนนี้
ตอนนี้ผมสนใจ TRU อยู่ เลยอยากจะให้พี่ช่วยชี้แนะหน่อยได้ไหมครับว่าพี่มีมุมมองสำหรับ TRU อย่างไรบ้าง สำหรับผม ผมมองว่าทุนจดทะเบียนของ TRU 500 กว่าล้านหุ้น ซึ่งมากกว่า SAT ที่ 300 ล้านหุ้น และ TRU ผลิตชิ้นส่วน และจิ๊กจับยึดรถยนต์เหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาโดน Fortuner และ MU7 ตีกระจาย แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนรถที่ผลิตมาเป็นรถลีมูซีน รถตรวจการทหาร และเข้าร่วมประมูลรถเมลล์ ส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ก็มีออเดอร์มากขึ้นตามลำดับ หนี้สินอยู่ในระดับต่ำ มีสภาพคล่องเงินอยู่ประมาณ 800 กว่าล้านบาท BV อยู่ที่ 4.5 ซึ่งสูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบันที่ 3.5 บาท ขอคำชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

ผลการดำเนินงาน
รายได้
  ในไตรมาสที่ 1 ปี 2553 บริษัทฯ มีรายได้รวมเท่ากับ 432.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกัน
ของปีก่อน 133.79 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 44.83 แบ่งเป็นรายได้จากการขายสินค้าและบริการจำนวน
409.89 ล้านบาท รายได้อื่นๆ จำนวน 22.36 ล้านบาท
  จากงบการเงิน รวม พบว่ารายได้ จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
131.55 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 47.26โดยผลกระทบจากทุกส่วนงานดังนี้
  1. รายได้จากการจำหน่ายรถยนต์รวมรายได้ค่าประกอบและค่าอุปกรณ์ติดตั้งที่เกี่ยวข้องรวม 39.73
     ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.69 ซึ่งลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 36.41 ล้านบาท หรือ
     ลดลงร้อยละ 47.82 อันเนื่องมาจากบริษัทเริ่มดำเนินการผลิตรถอเนกประสงค์รุ่นประหยัด
     และรถลีมูซีนเพื่อขายในไตรมาสถัดไป
  2. รายได้จากการขายชิ้นส่วนและรับจ้างประกอบรวม 322.50 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 78.68
     ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 156.97 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 94.83
  3. รายได้จากการรับจ้างทำแม่พิมพ์และจิ๊กจำนวน 18.65 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4.55
     ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 9.48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 103.38
  4. รายได้จากการให้บริการศูนย์บริการรถยนต์จำนวน 29.01 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.08
     ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 1.51 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.49
  จากการที่บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากธุรกิจชิ้น
ส่วนและรับจ้างประกอบมีปริมาณการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นของลูกค้า มีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นจากการได้รับ
ความไว้วางใจในศักยภาพการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

Next station @10 >> Final station - Terminal21

User avatar
สามัญชน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 5162
Joined: Sat Aug 16, 2003 8:58 pm

Posts by สามัญชน » Thu Jun 10, 2010 10:20 am

tru ผมก็เพิ่งซื้อไปครับ

ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด

Post Reply