มุมมองลงทุนสไตล์ Sai

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
nun08
Verified User
Posts: 558
Joined: Sat Sep 19, 2009 1:18 pm

Posts by nun08 » Sat Mar 27, 2010 8:47 pm

:D  :D    1 พค จะได้เจอพี่ sai ตัวจริงแล้ววว ต้องเตรียมคำถามไว้เยอะๆๆๆ :pray:  :pray:


User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Sun Mar 28, 2010 3:39 pm

winzer wrote:อยากทราบว่าพี่อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ วันละกี่เล่มหรอครับ และพี่ใช้เวลาเท่าไหร่ในการศึกษาเพิ่มเติมในแต่ละวันครับ ขอบคุณครับ
ที่พยายามอยู่คือวันละ 3 ฉบับครับ ถึงบ้างไม่ถึงบ้างครับแต่ถ้าไม่ถึงก็มาอ่านย้อนหลังวันที่มีเวลาครับ

Small Details Make a Big Difference

soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Sun Mar 28, 2010 4:10 pm

พี่ Sai ครับ

ผมขอรบกวนถามความเห็นเกี่ยวกับหุ้นหน่อยครับ

KTC - ผมสังเกตว่าหุ้นตกลงมาเยอะ และรายได้เป็นลบ แต่น่าแปลกที่ เพื่อนผมหลายๆคนก็ยังใช้ KTC เพราะว่าไม่มีเก็บค่ารายปีให้ปวดหัว

ผมเลยสงสัยว่า เพราะอะไรทั้งๆที่คนใช้เยอะ

TVO - ทั้งๆ ที่จะมีการเพิ่ม line ผลิตอีก 6000 กลางปี แต่ทำไมราคาหุ้นกลับหยุดนิ่งเลยครับ  มันมีปัจจัยแค่ผลประกอบการ Q4 ลดลง เพราัะราคากากถั่วเหลืองมันถูกลงอย่าางเดียวรึเปล่าครับ

Pranda - ราคาของ Pranda ตอนนี้อยู่ในระดับที่ถูกกว่าค่า peak ที่มันเคยถึง 9 บาทในปี 2008 อันนี้ เป็นเพราะว่าเค้าบริหารงานได้กำไรน้อยลง หรือว่ามีคู่แข่งมากขึ้นหรือเปล่าครับ แล้วการที่ Jubile เข้ามาในตลาด จะทำให้เกิดคู่แข่งขึ้นมาจนทำใ้ห้ Pranda ถูกเบียดไม๊ครับ เพราะดู Jubile นี่ขึ้นเอาๆตั้งแต่ IPO แต่ Pranda เองกลับคงที่ ทั้งๆ ที่หุ้นโดยรวมในตลาดวิ่งขึ้นอยู่

ไำม่ทราบว่า พี่ซาอิ มีมุมมองว่ายังไงบ้างครับ


sphere
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 392
Joined: Wed Oct 07, 2009 2:37 am

Posts by sphere » Sun Mar 28, 2010 7:45 pm

soraroz wrote:พี่ Sai ครับ
KTC - ผมสังเกตว่าหุ้นตกลงมาเยอะ และรายได้เป็นลบ แต่น่าแปลกที่ เพื่อนผมหลายๆคนก็ยังใช้ KTC เพราะว่าไม่มีเก็บค่ารายปีให้ปวดหัว
ขอช่วยตอบ มีคนบอกว่ารายได้ของKTCไม่ได้มาจากการใช้ครับ แต่มาจากการดอกเบี้ยในการผ่อน เพราะฉะนั้นถึงมีผู้ใช้เยอะแต่ไม่ผ่อน(คือใช้แล้วจ่ายครบทุกเดือน)ก็ไม่มีประโยชน์ครับ


soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Sun Mar 28, 2010 8:21 pm

pwz wrote: ขอช่วยตอบ มีคนบอกว่ารายได้ของKTCไม่ได้มาจากการใช้ครับ แต่มาจากการดอกเบี้ยในการผ่อน เพราะฉะนั้นถึงมีผู้ใช้เยอะแต่ไม่ผ่อน(คือใช้แล้วจ่ายครบทุกเดือน)ก็ไม่มีประโยชน์ครับ
อ้อ ขอบคุณมากครับ


blueplanet
Verified User
Posts: 1155
Joined: Sun Dec 06, 2009 12:08 pm

Posts by blueplanet » Sun Mar 28, 2010 8:27 pm

คุณ sai ครับ ขอถามความเห็นของหุ้น
TCCC และ STA
ดีไม่ดีอย่างไร
ตัวไหนดีหรือแย่กว่ากัน อย่างไร
ของคุณมากครับคุณ sai

Blueplanet

User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Tue Mar 30, 2010 6:38 am

[quote="soraroz"]พี่ Sai ครับ

ผมขอรบกวนถามความเห็นเกี่ยวกับหุ้นหน่อยครับ

KTC - ผมสังเกตว่าหุ้นตกลงมาเยอะ และรายได้เป็นลบ แต่น่าแปลกที่ เพื่อนผมหลายๆคนก็ยังใช้ KTC เพราะว่าไม่มีเก็บค่ารายปีให้ปวดหัว
ผมเลยสงสัยว่า เพราะอะไรทั้งๆที่คนใช้เยอะ

ถ้าดูคร่าวคร่าวจากงบการเงินนะครับ รายได้ไม่ลด แถมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาคือ อัตรากำไรสุทธิลดลงเรื่อยเรื่อย แสดงว่าต้องมีการแข่งขันกันอย่างสูงมากทำให้ต้นทุนต่างต่างเยอะกว่ารายได้  ราคาหุ้นเทรดกันค่อนข้างต่ำคือ 0.4 เท่าของบุ๊ค แต่หากปีนี้เทรนด์ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เข้าใจว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนเพิ่มด้วย ดูไม่ออกเลยครับว่ากำไรในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ผมก็ใช้ ktc เหมือนกันครับ  



TVO - ทั้งๆ ที่จะมีการเพิ่ม line ผลิตอีก 6000 กลางปี แต่ทำไมราคาหุ้นกลับหยุดนิ่งเลยครับ

Small Details Make a Big Difference

User avatar
yoyo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4833
Joined: Sun Feb 16, 2003 12:17 pm

Posts by yoyo » Tue Mar 30, 2010 8:26 am

sai wrote:ที่พยายามอยู่คือวันละ 3 ฉบับครับ ถึงบ้างไม่ถึงบ้างครับแต่ถ้าไม่ถึงก็มาอ่านย้อนหลังวันที่มีเวลาครับ
ทุกวันนี้ผมพยายามอ่านให้ครบ 1 ฉบับ ยังทำไม่ค่อยได้เลย

การลงทุนที่มีค่าที่สุด คือการลงทุนในความรู้
http://www.yoyoway.com

soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Tue Mar 30, 2010 9:35 pm

[quote="sai"][quote="soraroz"]พี่ Sai ครับ

ผมขอรบกวนถามความเห็นเกี่ยวกับหุ้นหน่อยครับ

KTC - ผมสังเกตว่าหุ้นตกลงมาเยอะ และรายได้เป็นลบ แต่น่าแปลกที่ เพื่อนผมหลายๆคนก็ยังใช้ KTC เพราะว่าไม่มีเก็บค่ารายปีให้ปวดหัว
ผมเลยสงสัยว่า เพราะอะไรทั้งๆที่คนใช้เยอะ

ถ้าดูคร่าวคร่าวจากงบการเงินนะครับ รายได้ไม่ลด แถมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาคือ อัตรากำไรสุทธิลดลงเรื่อยเรื่อย แสดงว่าต้องมีการแข่งขันกันอย่างสูงมากทำให้ต้นทุนต่างต่างเยอะกว่ารายได้


User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Tue Mar 30, 2010 10:05 pm

soraroz wrote: ผมสงสัยอย่างนึงที่พี่บอกว่า

>> ขอให้เรามั่นใจในการคาดการณ์กำไรที่จะมาถึง

อัีนนี้หมายถึงยังไงเหรอครับพี่
ประมาณว่าให้ความสำคัญกับตัวผลประกอบการณ์ที่จะมาถึงเป็นหลักน่ะครับ หากเราดูแล้วไม่ได้มีปัจจัยอะไรที่จะมากระทบผลประกอบการณ์  ในท้ายที่สุดราคาหุ้นก็จะวิ่งตามมาเองครับ (ปกติพวกเรารวมผมด้วย หลายครั้งจะให้ความสำคัญกับราคาหุ้นค่อนข้างมาก มักจะหาสาเหตุของการขึ้นลงของราคา น่ะครับ) เหมือนบัฟเฟตเคยเปรียบเทียบการลงทุนกับการดูฟุตบอลว่า หากเราจะรู้ว่าทีมของเราเล่นดีหรือไม่ เราต้องดูที่สนาม ไม่ได้ดูที่ป้ายบอกคะแนน ครับ

Small Details Make a Big Difference

soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Tue Mar 30, 2010 10:23 pm

sai wrote:
ประมาณว่าให้ความสำคัญกับตัวผลประกอบการณ์ที่จะมาถึงเป็นหลักน่ะครับ หากเราดูแล้วไม่ได้มีปัจจัยอะไรที่จะมากระทบผลประกอบการณ์


Boring Stock Lover
Verified User
Posts: 1301
Joined: Sat Nov 19, 2005 11:53 pm

Posts by Boring Stock Lover » Tue Mar 30, 2010 10:28 pm

ชีวิตคุณ sai น่านับถือมาก


User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Wed Mar 31, 2010 9:06 pm

blueplanet wrote:คุณ sai ครับ ขอถามความเห็นของหุ้น
TCCC และ STA
ดีไม่ดีอย่างไร
ตัวไหนดีหรือแย่กว่ากัน อย่างไร
ของคุณมากครับคุณ sai
ไม่เคยดูละเอียดทั้งสองตัวเลยครับ สองตัวเท่าที่ดูคนละแนวกันเลยนะครับ อย่าง tccc ก็น่าจะเป็นแนวหุ้นปันผล
คงลงทุนไปได้เรื่อยเรื่อย เพื่อรับเงินปันผล แต่ปีนี้น้ำแล้งไม่แน่ใจจะกระทบมากหรือน้อยนะครับ  ตัว sta ก็เป็นแนว คอมโม (เคยได้ยินหลายคนเล่าว่า ค่อนข้างเดางบยากมากครับ ) แนวคอมโมผมว่าการ follow trend น่าจะง่ายกว่าการคาดเดางบหรือดูอัตราส่วนทางการเงินนะครับ ถ้ามีให้เลือกแค่สองตัว เป็นผมคงเลือก tccc เนื่องจากดูจะเข้าใจกว่าครับ (แต่ sta แรงมากเลยครับ จะลงทุนคงต้องติดตามใกล้ชิดนะครับ แต่กราฟสวยดีครับ   )

Small Details Make a Big Difference

User avatar
Little Boy
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1318
Joined: Thu Sep 21, 2006 9:51 pm

Posts by Little Boy » Thu Apr 01, 2010 6:49 pm

พี่ sai ครับ รบกวนถามความเห็นเกี่ยวกับหุ้น ssi หน่อยครับว่าพี่มีความคิดเห็นอย่างไรครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับความเห็นครับ :8)

ความรู้..อาจมีขอบเขตจำกัด แต่จินตนาการ..ไร้ขีดจำกัด

soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Thu Apr 01, 2010 7:02 pm

sai wrote:
ไม่เคยดูละเอียดทั้งสองตัวเลยครับ สองตัวเท่าที่ดูคนละแนวกันเลยนะครับ อย่าง tccc ก็น่าจะเป็นแนวหุ้นปันผล
คงลงทุนไปได้เรื่อยเรื่อย เพื่อรับเงินปันผล แต่ปีนี้น้ำแล้งไม่แน่ใจจะกระทบมากหรือน้อยนะครับ


User avatar
Sorgios
Verified User
Posts: 368
Joined: Thu Mar 11, 2010 11:46 am

พี่ sai

Posts by Sorgios » Thu Apr 01, 2010 11:31 pm

สวัสดีครับ

ผม สอ นะครับ มือใหม่ หน้าใหม่ ฝากตัวด้วยนะครับ

อ่านประวัติพี่ sai แล้วน้ำตาจะไหลครับ

สุดยอดจริงๆครับพี่  :cheers:

CHIN UP, Do not give up !!!

User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Sat Apr 03, 2010 8:46 pm

Little Boy wrote:พี่ sai ครับ รบกวนถามความเห็นเกี่ยวกับหุ้น ssi หน่อยครับว่าพี่มีความคิดเห็นอย่างไรครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับความเห็นครับ :8)
รู้น้อยอีกแล้วครับกลุ่มนี้ ตอบเท่าที่รู้นะครับ เท่าที่มีข้อมูลบริษัท ssi เป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ช่วงนี้มีหลายหลายปัจจัยที่เป็นบวกต่อผลประกอบการณ์ของ ssi ดังต่อไปนี้ครับ
            1. คู่แข่งรายสำคัญมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เท่าที่ตามข่าวยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้เหมือนช่วงเดิมครับ
            2. ภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวส่งผลให้มีการใช้สินค้าของ ssi เพิ่มขึ้นมาก เท่าที่ผ่านมาใน q1 เท่าที่ตามจากข่าวน่าจะขายดีเป็นประวัติการณ์เลยครับ คาดว่าน่าจะสูงถึง 675000 ตันครับ (ถ้าได้ตามนี้จะโต 42% qoq  93% yoy ครับ ) โดยผู้บริหารตั้งเป้าทั้งปีที่ 2.7 ล้านตันครับ หารจากปริมาณขายq1 ที่คาดการณ์ ก็หาร 4 ลงตัวพอดี
            3.ราคาเหล็กรีดร้อนปรับขึ้นเป็นเกือบ 650 เหรียญต่อตัน โดยบริษัทมีสต๊อคสินค้าคงเหลือเยอะมาก มีประมาณ 800000 ตัน (ต้นทุนประมาณ 435-465 เหรียญ )
            4. ค่าเงินบาทยังคงเป็นทิศทางแข็งค่าขึ้นเรื่อยเรื่อย ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ทำให้ ผู้บริหารเคยเล่าว่าหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นหนึ่งบาทจะทำให้ประหยัดต้นทุนการสั่งซื้อ slap ราว 700-800 ล้านบาทต่อปี  
            ดูแล้วเหมือนทุกอย่างจะเป็นใจให้กับ ssi จริงจริงครับ หากเราสนใจลงทุนในหุ้นตัวนี้ คงต้องติดตามปัจจัยบวกทางด้านต้นว่ามีทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง หากเปลี่ยนแปลงก็ต้องประเมิณดูครับว่า ว่าจะกระทบต่อปริมาณขาย และ มาร์จิ้นอย่างไรบ้างครับ สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือตอนนี้ p/bv ของ ssi อยู่ในระดับค่อนข้างสูงครับคืออยู่ที่ 1.29 เท่า (สูงสุดในรอบ 5 ปีเช่นกันครับ ) หนี้สินต่อทุนที่ระดับค่อนข้างสูง ดูรวมรวมหุ้นลักษณะนี้คงไม่เหมาะลงทุนระยะยาวนัก น่าจะเป็นแนวเก็งกำไรผลประกอบการณ์รายไตรมาสครับ หากชอบกลุ่มนี้จริงจริง  จากข้อมูลที่มีอยู่  เชื่อว่าโดยรวมก็พอเก็งกำไรได้ครับ  แต่ต้องรู้นะครับว่าเก็งกำไรอยู่ และ อย่าลืมตั้งจุดตัดขาดทุนหากไม่เป็นอย่างที่คิดด้วยนะครับ สรุปสำหรับ ssi ที่ราคาปัจจุบันคงเหมาะสำหรับคนโสด และกล้าได้กล้าเสีย high risk high return ครับ (เข้าใจว่าคุณ little boy จะแต่งสิ้นปี ตอนนี้ยังพอเก็งกำไรได้อยู่ครับ อิอิ )

Small Details Make a Big Difference

soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Sat Apr 03, 2010 9:31 pm

พี่ซาอิครับ อยากรบกวนถามเกี่ยวกับหุ้นประกันชีวิตอย่าง BLA หน่อยครับว่า มีความเสี่ยงอะไรที่เราควรระวังบ้างครับ

แล้วอย่างบริษัทส่งออกอาหารอย่างเดียวเ่ช่น CFRESH นี่ควรจะมองด้านไหนครับ อย่างเช่น ต้องมองด้านตลาดของอาหาร ค่าเงิน ตลาดส่งออกรึเปล่าครับ

เคยได้ยินพี่ๆบอกว่าเราไม่ควรมองค่าของหุ้นในอดีต แต่ถ้าอย่างมองบางตัว ที่ราคาขึ้นมาสูงแล้วนี่ เราควรระวังอะไรรึเปล่าครับ หรือเราควรดูสถานะของบริษัทนั้น ณ ตอนนั้นมากกว่าครับ

แล้วก็ ธุรกิจสื่้อ TV  นี่รายได้หลักเค้ามาจากคนโฆษณารึเปล่าครับ อย่างช่องต่างๆ หรือว่ารายการโทรทัศน์ จุดแข็งของช่องพวกนี้ คือคนดู หรือสปอนเซอร์ึีครับพี่ แล้วความเสี่ยงของกลุ่มนี้มีเยอะไม๊ครับ

ขอบคุณมากครับพี่ซาอิ


User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Wed Apr 07, 2010 8:59 pm

[quote="soraroz"]พี่ซาอิครับ อยากรบกวนถามเกี่ยวกับหุ้นประกันชีวิตอย่าง BLA หน่อยครับว่า มีความเสี่ยงอะไรที่เราควรระวังบ้างครับ

ธรุกิจอย่าง bla ความเสี่ยงไม่น่ามากนะครับ เพราะเป็นธรุกิจที่มีความแน่นอนค่อนข้างสูง เท่าที่คิดออกก็น่าจะเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบทางอ้อมเช่น อัตราดอกเบี้ย ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้ลูกค้าเกิดการเปรียบเทียบการลงทุนอื่นอื่นกับการประกันชีวิต และอาจทำให้มองดูการประกันชีวิตมีความน่าสนใจลดลงเล็กน้อยครับ (แต่ผมก็มองว่าไม่น่ากระทบมากนะครับในระยะยาว ) ตัวนี้หากเราสามารถซื้อในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และ ถือลงทุนในระยะเวลาที่นานพอ เข้าใจว่าค่อนข้างปลอดภัยทีเดียวครับ

แล้วอย่างบริษัทส่งออกอาหารอย่างเดียวเ่ช่น CFRESH นี่ควรจะมองด้านไหนครับ อย่างเช่น ต้องมองด้านตลาดของอาหาร ค่าเงิน ตลาดส่งออกรึเปล่าครับ
ส่วนสำคัญของธรุกิจอาหารเพื่อการส่งออกอย่าง cfresh จุดที่ต้องระวังคงเป็นเรื่องของราคาวัตถุดิบ  ราคาขายของบริษัท  ค่าเงินบาท และ กฎหมายการค้าของตลาดส่งออกต่างต่างว่ามีกฎกติการใดใดที่เปลียนแปลงไปหรือไม่ หลังจากนั้นค่อยวิเคราะห์ว่าเป็นประโยชน์ต่อเราหรือคู่แข่งขันอย่างไรครับ

เคยได้ยินพี่ๆบอกว่าเราไม่ควรมองค่าของหุ้นในอดีต แต่ถ้าอย่างมองบางตัว ที่ราคาขึ้นมาสูงแล้วนี่ เราควรระวังอะไรรึเปล่าครับ หรือเราควรดูสถานะของบริษัทนั้น ณ ตอนนั้นมากกว่าครับ

แล้วก็ ธุรกิจสื่้อ TV

Small Details Make a Big Difference

augustz
Verified User
Posts: 200
Joined: Thu Jul 26, 2007 8:58 pm

Posts by augustz » Fri Apr 09, 2010 10:17 am

พี่ Sai คิดอย่างไรกับ BJC ครับ

รายได้โตขึ้นสม่ำเสมอต่อเนื่อง ในช่วง 5 ปีหลัง

D/E ราวๆ 1 เท่า

Forward P/E ประมาณ 7  ซึ่งยังถือว่าไม่แพง

ติดเรื่องธรรมาภิบาลของผู้บริหารในอดีต ที่เคยหมกเม็ดบางอย่างไว้จนนักลงทุนเข็ดไปตามๆกัน

ที่สนใจตัวนี้เพราะ มันน่าจะโตไปได้เรื่อยๆตาม GDP เพราะสินค้าอุปโภค บริโภค ยังไงคนก็ต้องกินต้องใช้

เลยอยากทราบมุมมองของพี่ Sai ครับ ขอบคุณครับ

Speculators deal with greed.

Investors deal with fear.

soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Fri Apr 09, 2010 11:00 pm

[quote="sai"][quote="soraroz"]พี่ซาอิครับ อยากรบกวนถามเกี่ยวกับหุ้นประกันชีวิตอย่าง BLA หน่อยครับว่า มีความเสี่ยงอะไรที่เราควรระวังบ้างครับ

ธรุกิจอย่าง bla ความเสี่ยงไม่น่ามากนะครับ เพราะเป็นธรุกิจที่มีความแน่นอนค่อนข้างสูง เท่าที่คิดออกก็น่าจะเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบทางอ้อมเช่น อัตราดอกเบี้ย ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้ลูกค้าเกิดการเปรียบเทียบการลงทุนอื่นอื่นกับการประกันชีวิต และอาจทำให้มองดูการประกันชีวิตมีความน่าสนใจลดลงเล็กน้อยครับ (แต่ผมก็มองว่าไม่น่ากระทบมากนะครับในระยะยาว ) ตัวนี้หากเราสามารถซื้อในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และ ถือลงทุนในระยะเวลาที่นานพอ เข้าใจว่าค่อนข้างปลอดภัยทีเดียวครับ

แล้วอย่างบริษัทส่งออกอาหารอย่างเดียวเ่ช่น CFRESH นี่ควรจะมองด้านไหนครับ อย่างเช่น ต้องมองด้านตลาดของอาหาร ค่าเงิน ตลาดส่งออกรึเปล่าครับ
ส่วนสำคัญของธรุกิจอาหารเพื่อการส่งออกอย่าง cfresh จุดที่ต้องระวังคงเป็นเรื่องของราคาวัตถุดิบ

Commodity อย่ายึดติดกับราคา อย่าคิดว่าราคาปัจจุบันขึ้นมาจากเท่าไหร่ ให้มองว่า บริษัทที่ตนเองลงทุน มีพื้นฐาน demand และราคาของผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร

Image

User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Sat Apr 10, 2010 3:25 pm

[quote="augustz"]พี่ Sai คิดอย่างไรกับ BJC ครับ

รายได้โตขึ้นสม่ำเสมอต่อเนื่อง ในช่วง 5 ปีหลัง

D/E ราวๆ 1 เท่า

Forward P/E ประมาณ 7

Small Details Make a Big Difference

User avatar
nasesus
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1273
Joined: Tue Apr 24, 2007 3:23 pm

Posts by nasesus » Sat Apr 10, 2010 4:03 pm

ขอบคุณสำหรับ bjc ครับพี่มี่ ผมมีหุ้นอยู่ยังตีไม่แตกขนาดนี้เลยครับ  :bow:  :bow:  :bow:

ทางที่ไม่มีไฟ ใช่ว่าไม่มีทาง เพียงแค่การก้าวไปข้างหน้าต้องใช้มากกว่าการหวังพึ่งแค่ดวงตา

User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Posts by Paul VI » Sat Apr 10, 2010 6:01 pm

วิเคราะห์ BJC ได้เด็ดดวงเลยครับ คารวะ  :bow:  :bow:  :bow:

เยี่ยมจริงๆครับ


Laziale
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2147
Joined: Thu Apr 23, 2009 10:41 pm

Posts by Laziale » Sat Apr 10, 2010 6:51 pm

รบกวนขอความเห็นของพี่ sai เกี่ยวกับ SSF กับ LVT หน่อยครับ
สำหรับ SSF แล้วผมคิดว่าถึงแม้ว่าปีที่แล้วกำไรทั้งปีจะระเบิดก็ตาม แต่ยังกังวลเหมือนกันในปีนี้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนหรือดีแค่ชั่วคราว เพราะใน Q4 ที่ผ่านมากำไรลดลงไปเยอะพอควร ส่วน LVT ไม่รู้ว่ากำไรจะเป็นยังไงเพราะใน Q3 ว่าผิดคาดแล้ว Q4 กลับน่าผิดหวังกว่าอีก ไม่รู้ว่า margin จะกลับมาดีเหมือนเดิมได้หรือป่าว แต่ติดตรงที่ปันผลเยอะแล้วราคาถือว่าถูกเเลยยังหวังอยู่ว่าจะทำกำไรได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา รบกวนพี่ sai ช่วยวิจารณ์ด้วยครับ  :D


augustz
Verified User
Posts: 200
Joined: Thu Jul 26, 2007 8:58 pm

Posts by augustz » Sun Apr 11, 2010 2:37 am

ขอบคุณพี่ Sai มากๆ ครับ มองขาดแบบทะลุปรุโปร่งกันเลยทีเดียว  :lol:

ตอนนี้ ที่ผมยังค่อนข้างติดใจคือ ทำไมนายตลาดยังให้ P/E กับ BJC ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับกลุ่มพาณิชย์ตัวอื่นๆ

ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาต่ำ ... แต่ต่ำมาอย่างสม่ำเสมอ  :lol:

เลยกลัวว่าผมจะมองอะไรพลาดไปรึเปล่า ?

นายตลาดไม่น่าผิดพลาด นานขนาดนั้น ผมคงมองไม่เห็นเองมากกว่า

แต่พอพี่ Sai มาวิเคราะห์ให้ฟัง ... ก็คิดว่าคงไม่ใช่

นายตลาดคงไม่เห็นค่าตัวนี้ซะมากกว่า

( แต่ดูกราฟพี่ Sai แล้วน่าประหลาดใจ เหมือนกันนะนี่  Yield สูง , P/E ต่ำ , P/B ต่ำ ทั้งๆที่บริษัทก็ไม่ได้ low profile )

ส่วนเรื่องธรรมาภิบาลก็คือเรื่องเดียวกับที่พี่ Sai กล่าวไว้แหละครับ

ขออนุญาตพี่ Tiger มา quote ไว้หน่อย ตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้ว
Tiger wrote:ถ้าไม่นับรวมไทยเบฟท์ที่อาจจะเข้าตลาด
อีกบริษัท เคยอยู่ในตลาดที่ปัจจุบัน คุณ เจริญ ถือ ก็คือ โรงแรมอิมพีเรียลครับ
น่าจะเป็นส่วนประกอบการพิจารณาเรื่องธรรมมาภิบาลได้บ้าง

ส่วนตัวผมเองไม่ทราบรายละเอียดมากนัก จึงเขียนถามไว้ ตาม link นี้ครับ
ใครทราบรายละเอียด ก็รบกวนช่วยเล่าให้ฟังด้วยครับ


http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=10120


ส่วนนึงจากความรู้พี่ม้าเฉียวครับ อ่านใน link ข้างบนจะมีรายละเอียดมากกว่าครับ

เค้าได้มาตั้งแต่ 2539 นะครับ จากคุณอากร ฮุนตระกูล ซึ่งขอร้องให้คุณเจริญช่วยซื้อไปนะครับ โดยซื้อหุ้นในราคา 33 บาทต่อหุ้น
จากนั้นก็มีปัญหาเกี่ยวกับ การขายสินทรัพย์ของอิมพีเรียลตลอด จนกระทั่งเอาออกจากตลาดไปนะครับ
โดยมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมารับซื้อสินทรัพย์จากอิมพีเรียลไปในราคาที่ไม่ค่อยเป็นธรรมนักนะครับ บริษัทที่ว่า ก็เช่น บจ.ควีนส์ปาร์ค โฮเต็ล กรุ๊ป บจ.พลาซ่าแอทธินี โฮเต็ล (ประเทศไทย)

ถ้าจำไม่ผิดนะ สินทรัพย์ที่มีการขายในตอนที่ยังอยู่ในตลาด คือ
-ขายโรงแรมเดิมที่ถนนวิทยุพร้อมที่ดิน ประมาณ 4 ไร่ เข้าบริษัทที่ท่าน...และญาติมีส่วนเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อนำเงินไปสร้างโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ปัจจุบัน ที่ดินนั้นได้ทำโครงการ Athenee Residence และโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ก็ถูกขายออกให้กับกลุ่มและบริษัทในเครือของท่าน...ในราคาที่ถูก

-ขายโรงแรม 2 โรงแรมในซอยสุขุมวิท 24 และ 26 แก่ใครก็ไม่รู้ แล้วเช่า 2 โรงแรมนั้น กลับโดยเสียค่าเช่าในอัตราที่สูง และสุดท้าย 2 โรงแรมนี้กลายเป็นของส่วนตัวของท่าน...

-ขาย บ.ลำปางธานี บริษัทย่อย ซึ่งเป็นเจ้าของ ที่ดินเชียงใหม่ 300 กว่าไร่ แก่ บริษัทในเครือของท่าน... ราคาประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งที่ต้นทุนของที่ดินเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 140 ล้านบาท

-ท่าน... ญาติของท่าน... และบริษัทในเครือท่าน...มีการทำเทนเดอร์โยนหุ้นขายให้กันเอง เพื่อบันทึกการขาดทุนจากการขายเงินลงทุนเพื่อประหยัดภาษี ไม่รู้ว่าจะมีการกดราคาในตลาดเพื่อผลประโยชน์นี้หรือเปล่า แต่ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเกือบทั้งหมดดับอนาจ

ปี 2546 หลังออกตลาดด้วยราคาทำเทนเดอร์หุ้นละ 16 บาท (ถูกจัง) 555 เรื่องยังไม่จบ

มีการขายทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท เช่น โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค โรงแรมพลาซ่า แอทธินี โรงแรมที่แม่ฮ่องสอน โรงแรมอิมพีเรียลที่สมุย 2 แห่ง และ โรงแรมที่เขมร เป็นต้น โดยไม่แจ้งรายละเอียด ของทรัพย์สินที่จะขาย ให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า โดยอ้างว่า บริษัทยังมีหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีความประสงค์ขายทรัพย์สินของบริษัท เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าวมาชำระหนี้เงินกู้ แต่ทำไมต้องขายทรัพย์สินเกือบทั้งหมด และ ถ้าดูงบการเงินจะเห็นว่าบริษัทฯมีผลการดำเนินงานดีขึ้นนะ และเป็นการขายทรัพย์สินในราคาที่ต่ำกว่าที่ควร และวิธีการขายก็ไม่น่าจะโปร่งใส

เฮ้อ นี่ก็แค่ส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้เท่านั้นนะท่าน
กรณีล่าสุดที่ผมพอทราบเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ ถ้าจำไม่ผิดก็คือ ตอนที่ OISHI ขายตึกให้เสร็จ แล้วต้องทำสัญญาเช่าต่อ ( รายละเอียดจริงๆ คงต้องไปตามอ่านจากกระทู้ OISHI  ถ้าผมเข้าใจผิดคงขออภัยไว้ล่วงหน้า )

สรุป คงยังเป็น Question mark อยู่ มั้งครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้

สุดท้ายขอบคุณอีกครั้งครับพี่ Sai

Speculators deal with greed.

Investors deal with fear.

User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Tue Apr 13, 2010 12:35 pm

Laziale wrote:รบกวนขอความเห็นของพี่ sai เกี่ยวกับ SSF กับ LVT หน่อยครับ
สำหรับ SSF แล้วผมคิดว่าถึงแม้ว่าปีที่แล้วกำไรทั้งปีจะระเบิดก็ตาม แต่ยังกังวลเหมือนกันในปีนี้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนหรือดีแค่ชั่วคราว เพราะใน Q4 ที่ผ่านมากำไรลดลงไปเยอะพอควร ส่วน LVT ไม่รู้ว่ากำไรจะเป็นยังไงเพราะใน Q3 ว่าผิดคาดแล้ว Q4 กลับน่าผิดหวังกว่าอีก ไม่รู้ว่า margin จะกลับมาดีเหมือนเดิมได้หรือป่าว แต่ติดตรงที่ปันผลเยอะแล้วราคาถือว่าถูกเเลยยังหวังอยู่ว่าจะทำกำไรได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา รบกวนพี่ sai ช่วยวิจารณ์ด้วยครับ  :D
ทั้งสองตัวถือเป็นหุ้นที่ผมเข้าใจน้อยมากมากทั้งคู่เลยนะครับ แต่ยังไงจะลองตอบแบบตามความเข้าใจนะครับ ถ้าท่านใดเข้าใจมากกว่าเพิ่มเติมได้เลยนะครับ ผมจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นด้วยครับ ตัวแรกคือ ssf ถ้าดูจากตารางผลประกอบการณ์ย้อนหลัง 4 ปีที่ผ่านมา จะดูว่า ssf เป็นหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นเรื่อยเรื่อยใน 4 ปีที่ผ่านมานะครับ แต่จุดที่น่าสังเกตุคือ การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิ มาจากการเพิ่มในส่วนของอัตรากำไรสุทธิเป็นหลัก คือยอดขายก็เพิ่มบ้างแต่ไม่ได้เยอะมาก(ทั้งทั้งที่ผมดูแล้วเทรนด์อาหารแช่แข็ง แบบของ ssf น่าจะเติบโตได้ค่อนข้างดีนะครับ เพราะทั้งสินค้าและรสชาติของ ssf ผมว่าอร่อยดีครับ )  พอดูละเอียดแต่ละไตรมาสยิ่งคาดเดากำไรยากมาก บางครั้งก็ดีมาก บางครั้งก็ดีน้อยกว่าที่คาด โดย q4 ที่ผ่านมาทำได้ราว 0.20 บาทต่อหุ้น แต่กำไรทั้งปีของปี 2552 ทำได้ 1 บาทต่อหุ้นครับ  ถ้าเราเอาแค่กำไร q4 คูณ 4 กำไรของปีนี้ก็ยังน้อยกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่าเมื่อปีที่ผ่านมาน่าจะกระทบต่อกำไรสุทธิบ้างไม่มากก็น้อย ปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้อาจได้ประโยชน์จากการที่อินโดมีโรคระบาดเรื่องกุ้ง ทำให้ ssf ได้ประโยชน์ในระยะสั้น(ssf มีบริษัทลูกที่เป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งเอง สามบริษัท ) ดังนั้นหากภาวะกลับมาเป็นปกติแล้ว  ผมเคยได้ยินมาว่าอินโดมีต้นทุนการเลี้ยงกุ้งที่ถูกกว่าเรา และ ราคากุ้งต่ำกว่าเราพอสมควร คู่แข่งจากต่างชาติ อาจกลับมาแข่งขันได้อีก (ทำให้คาดเดามาร์จิ้นไม่ได้อีก เพราะ Cycle ของพวกปศุสัตว์ สั้นๆมากการ จึงคาดเดาวงจรยาก ) สรุปคือการลงทุน ssf มีปัจจัยที่มีผลต่อผลประกอบการณ์เยอะพอสมควรเลยครับ pe นี่ดูยากมาก เพราะหากแค่อัตรากำไรสุทธิเปลีย่นเล็กน้อย pe อาจจะเพิ่มหรือลดได้ง่ายง่ายเลยครับ  พี่ท่านหนึ่งเคยแนะนำว่าการลงทุนหุ้นที่เราคาดเดากำไรยากยาก ควรดู pbv ประกอบด้วย กรณี ssf ปัจจุบัน pbv อยู่ที่ระดับ 1.49 เท่า สูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาครับ (ดังนั้นถ้าเราไม่รู้รอบวงจรของธรุกิจ น่าจะถือว่าเป็นราคาที่มีความเสี่ยงพอสมควรครับ ) นโยบายจ่ายปันผลค่อนข้างดีคือที่ 60 % ของกำไรสุทธิ โอกาสที่กำไรปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วผมมองว่ามีไม่มาก สำหรับผมเทียบราคาปัจจุบันของ ssf กับราคาหุ้นตัวอื่นอื่นในตลาด โผมยังพอหาหุ้นที่ผมเข้าใจ และ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้ครับ เลยมองเฉยเฉยครับ ด้านล่างผมเอาตัวเลขผลประกอบการณ์คร่าวคร่าว และ ตัวเลขภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมมาฝากครับ จะเห็นว่าตอนนี้โดยรวมใช้กำลังการผลิตเพียง 47.5  % เท่านั้นเอง ครับ
 Image
Image
ตัวที่สองคือ lvt เป็นธรุกิจรับเหมา ปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงงานปูน โดยใช้เทคโนโลยีการออกแบบหม้อบดปูน รวมถึงการขยายกำลังการผลิตสำหรับโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ โดยมีบริัษัทลูกอยู่ที่อินเดีย (เข้าใจว่าอินเดียมีโรงปูนแบบที่เหมาะจะเป็นลูกค้าเค้าเยอะครับ ประกอบกับอินเดียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เติบโตต่อเนื่องรุนแรง และแน่นอนความต้องการใช้ปูนคงอยู่ในระดับสูงครับ ) ทีมผู้บริหารมาจากปูนใหญ่ค่อนข้างเยอะ น่าจะเชี่ยวชาญธรุกิจนี้ค่อนข้างดีครับ(บริษัทนี้ถ้าดูดีดี หัวใจหลักของการพัฒนาองค์กรณ์น่าจะอยู่ที่คนเป็นหลักครับ  เพราะต้องใช้ความรู้ความสามารถของคนเป็นวัตถุดิบในการหาเงินเป็นหลัก ดังนั้นอาจมีค่าใช้จ่ายและสวัสดิการพิเศษเกี่ยวกับบุคคลากรมากสักหน่อยครับ  )  ดูจากงบการเงิน q4 รายได้เพิ่มขึ้นพอสมควร แต่ มาร์จิ้นกลับลดลงมากครับ ตรงนี้คงต้องติดตามว่าเกิดจากเหตุใดกันแน่ (สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคู่แข่งอย่างจีน ผมไม่มีข้อมูลว่าพัฒนาไปถึงขนาดไหนแล้ว ประกอบกับสิทธิบัตรที่หมดอายุจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง เคยดูรายชื่อลูกค้าของ lvt อยู่ในจีนพอสมควรครับ ) ถ้าตามผมคิดคือปี 2552 เป็นปีที่ยังปกคลุมด้วยปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจครับ(แต่ lvt ไม่กระทบมากเพราะมีงานต่อเนื่องที่อยู่ในระหว่างการลงทุนมากในปี 2552 ไม่แน่ใจว่าการที่งานภาพรวมของอุตสาหกรรมมีน้อยจะส่งผลต่อมาร์จิ้นหรือไม่  )  การลงทุนใหญ่ใหญ่ของโรงปูนคงมีน้อย หรือหากจำเป็นต้องมีก็คงมีการชลอไปก่อน ปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัว น่าจะมีความต้องการบริโภคปูนเยอะขึ้นแบบก้าวกระโดด (คือของปีนี้ และ ปีก่อนที่อั้นความต้องการมาด้วย ) น่าจะส่งผลให้ลูกค้าของ lvt มีการตื่นตัวในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ตามข้อมูลเท่าที่มี ผมมองว่า lvt เป็นหุ้นที่มี pe ต่ำ ปันผลอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ถือว่าน่าสนใจ เพียงแต่สิ่งที่ผู้ลงทุนต้องติดตามใกล้ชิดคือ backlog ว่ามีมากหรือน้อยแค่ไหน และ โครงการงานในอนาคตที่บริษัทจะประมูลเพิ่มมีน้อยมากแค่ไหนครับ ส่วนงบการเงินคงต้องมองภาพรวมเป็นปีครับ เพราะถ้ามองเป็นรายไตรมาสอาจจะงงงง เพราะกำไรโดดไปมาระหว่าง q ได้ง่ายครับ ข้อด้อยเท่าที่เห็นคือตัวนี้ตามข้อมูลได้ค่อนข้างยากจริงจริงครับ ข่าวสารมีน้อยมากครับ เอาตารางผลประกอบการณ์มาฝากด้วยครับด้านล่าง สองตัวนี้ใครพอมีข้อมูลเสริมได้เลยนะครับ สำหรับสองตัวนี้ผมมีความรู้จำกัดจริงจริงครับ ไปเล่นน้ำก่อนนะครับ สุขสันต์วันสงกรานต์นะครับ
Image

Small Details Make a Big Difference

Laziale
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2147
Joined: Thu Apr 23, 2009 10:41 pm

Posts by Laziale » Tue Apr 13, 2010 1:28 pm

ขอบคุณพี่ sai มากๆครับสำหรับความเห็นดีๆอีกครั้ง  :D


soraroz
Verified User
Posts: 525
Joined: Thu Feb 11, 2010 4:16 pm

Posts by soraroz » Tue Apr 13, 2010 3:12 pm

[quote="sai"][quote="Laziale"]รบกวนขอความเห็นของพี่ sai เกี่ยวกับ SSF กับ LVT หน่อยครับ
สำหรับ SSF แล้วผมคิดว่าถึงแม้ว่าปีที่แล้วกำไรทั้งปีจะระเบิดก็ตาม แต่ยังกังวลเหมือนกันในปีนี้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหนหรือดีแค่ชั่วคราว เพราะใน Q4 ที่ผ่านมากำไรลดลงไปเยอะพอควร ส่วน LVT ไม่รู้ว่ากำไรจะเป็นยังไงเพราะใน Q3 ว่าผิดคาดแล้ว Q4 กลับน่าผิดหวังกว่าอีก ไม่รู้ว่า margin จะกลับมาดีเหมือนเดิมได้หรือป่าว แต่ติดตรงที่ปันผลเยอะแล้วราคาถือว่าถูกเเลยยังหวังอยู่ว่าจะทำกำไรได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา รบกวนพี่ sai ช่วยวิจารณ์ด้วยครับ

Commodity อย่ายึดติดกับราคา อย่าคิดว่าราคาปัจจุบันขึ้นมาจากเท่าไหร่ ให้มองว่า บริษัทที่ตนเองลงทุน มีพื้นฐาน demand และราคาของผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร

Image

User avatar
zesar
Verified User
Posts: 390
Joined: Fri Oct 31, 2008 10:05 pm

Posts by zesar » Sat Apr 17, 2010 10:58 pm

จ๊าคคค พึ่งได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ครับ

สุดยอดจริง ๆ ครับพี่ ขอคารวะเลย

ตกรถซะแล้วเรา คนอื่นเค้าอ่านมาตั้งนานแล้ว  :cry:


Post Reply