Page 15 of 18

Posted: Thu May 13, 2010 3:31 am
by j2methai
ขอถามเบาๆแล้วกันน่ะครับ ขอเลียนแบบ บทความ "หนึ่งวันของบัฟเฟตต์"
ของดร.นิเวศ แล้วกัน

ปกตินี่วันหนึ่งคุณโย ทำไรบ้างครับ ใช้เวลาสำหรับหุ้นกี่ชั่วโมงต่อวัน
แล้วทุกวันนี้ ปรับ port บ่อยแค่ไหน ยังใช้มาร์จินหรือเปล่า
แล้วสามารถมีเวลาเหลือสำหรับงานประจำแค่ไหน?
มีคำแนะนำสำหรับคนหน้าใหม่ที่ต้องการลงทุนในเวลานี้เหมาะมั้ย อย่างไร

ขอบคุณครับ ขอให้ port โตๆกว่านี้น่ะครับ

Posted: Thu May 13, 2010 7:09 am
by 0N0111
มารอฟังด้วยคน

Posted: Thu May 13, 2010 7:34 am
by j21
yoyo wrote: ไม่มีกำหนดเวลาเลยครับ...
ถ้าหุ้นดี ราคาถูก... พื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ราคาเท่าเดิม Upside ก็จะเท่าเดิม

สมมติตอนแรกผมตั้งเป้าเอาไว้ 1 ปี Upside 30%
เวลาผ่านไป ครึ่งปีแล้ว ราคายังอยู่ที่เดิมอยู่เลย Upside ก็ยัง 30% อยู่..
สิ่งที่ผมจะทำคือ ผมอาจจะซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะตอนแรกผมคาดหวัง กำไร 30% ใน 1 ปี แต่ผ่านไปครึ่งปีราคาไม่ไปไหน ผมจะคาดหวังผมตอบแทนได้ 30% ในเวลาครึ่งปี หรือ Annualize เป็น 1 ปีก็จะมีผลตอบแทนประมาณ 60% (จริงๆเยอะกว่านี้อีก เพราะต้องคิดแบบทบต้น)

สรุปคือ ผมทำตรงข้ามกับดันโดครับ ยิ่งเวลาผ่านไปนานแล้วหุ้นไม่ไปไหนเลย แสดงว่าผลตอบแทนต่อปีมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆครับ

นอกเสียจากว่า เมื่อเวลาผ่านไป เรามีข้อมูลเพิ่มขึ้น แล้วหุ้นมันมีพื้นฐานที่อาจจะแย่กว่าที่เราเคยคิด แบบนี้ก็ต้องปรับเป้ากันใหม่ ซึ่งถ้าเป้ามันลดลงเยอะกว่า เทียบกับเวลาที่ลดลง แบบนี้ก็อาจจะขายหุ้นได้ครับ

ขอบคุณครับ   :D

มารอฟังคำถามข้างบนด้วยคน  โดยเฉพาะเรื่องมาจิ้น ครับ   :D

Posted: Thu May 13, 2010 9:04 am
by yoyo
tritara wrote:วันนี้ตอนสองทุ่มเห็นใครคนนึงเหมือนจะเป็นพี่โยอ่ะครับ ที่ร้านจินเอม่อน MBK ไม่ทราบว่าใช่พี่โยรึเปล่าครับ ผมเคยเห็นพี่โยแค่ครั้งเดียว เลยไม่แน่ใจกลัวจำผิดคน :oops:
ใช่แล้วครับ.... ร้านโปรดผมเลยล่ะ (แต่เพิ่งเคยกินแค่ 2 ทีเอง)
เมนูมันเยอะมากๆ อยากลองกินมันทุกเมนูเลย  :lol:

Posted: Thu May 13, 2010 9:23 am
by yoyo
j2methai wrote:ขอถามเบาๆแล้วกันน่ะครับ ขอเลียนแบบ บทความ "หนึ่งวันของบัฟเฟตต์"
ของดร.นิเวศ แล้วกัน

ปกตินี่วันหนึ่งคุณโย ทำไรบ้างครับ ใช้เวลาสำหรับหุ้นกี่ชั่วโมงต่อวัน
- ถ้าไม่ใช่ช่วง oppday หรือ ประชุมผู้ถือหุ้น ส่วนใหญ่ผมก็ใช้เวลากับการอ่านครับ อ่านงบ อ่าน 56-1 อ่านหนังสือธุรกิจ การตลาด อ่านหนังสือพิมพ์ (อันนี้ใช้เวลาน้อยสุด) แต่ก็ไม่ได้อ่านแต่เกี่ยวกับลงทุนหรือธุรกิจอย่างเดียวนะครับ พวก Pocket Book ทั่วๆไปผมก็อ่าน ชอบพวกของ A Book แล้วก็อ่านพวกหนังสือสุขภาพซะเยอะ
- ถ้าเป็นช่วง oppday กับประชุม ก็ออกไปฟังไปดูบริษัทที่ตัวเองลงทุนอยู่แล้ว หรือที่สนใจ ถ้าสนใจน้อยลงมาหน่อยก็นั่งดู Oppday live อยู่บ้านครับ
- กลางวันก็คุยๆกับเพื่อนๆ VI บ้าง ถ้าไม่ได้นั่งอ่านอะไรอยู่
- ตอนเย็นก็ออกไป เที่ยวกินข้าวดูหนัง ตีแบต ออกกำลังกาย กลับมาก็นั่งอ่านกระทู้ TVI ครับ

- คิดเป็นเวลาสำหรับหุ้นต่อวัน ก็น่าจะประมาณ 5-8 ชม. มั๊งครับ


แล้วทุกวันนี้ ปรับ port บ่อยแค่ไหน
- ปรับใหญ่ไม่บ่อยนะครับ หลักๆเลยที่ปรับก็ช่วงประกาศงบ เพราะมีข้อมูลใหม่ๆเพิ่ม ประการณ์การรายได้ กำไรก็มีการปรับ ทำให้ Upside เปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็ปรับกรณีที่มีราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งขึ้นหรือลงเยอะๆ ก็อาจจะมีปรับบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นการปรับแบบเล็กๆซะมากกว่า จะมีปรับใหญ่จริงๆก็กรณที่เจอหุ้นที่ดีมากๆดีกว่าอันดับ 1 ของ port ตัวเอง แบบนี้ก็จะปรับรอบใหญ่หน่อย คืออาจจะต้องขายพวกอันดับท้ายๆมาซื้อไอ้ตัวใหม่ให้มันมีสัดส่วนแซงอันดับ 1 ตัวเดิมให้ได้ อย่างช่วงนี้ก็เพิ่งปรับครับเพราะเพิ่งประกาศงบกัน แต่ก็ถือว่าปรับน้อยมากๆ ประมาณ 10% ของ port เท่านั้นเอง

ยังใช้มาร์จินหรือเปล่า
- ยังใช้อยู่ครับ แต่กู้มาโอนเงินไปต่างประเทศหมดครับ ออกไปลองของ ส่วนหุ้นไทยปัจจุบันก็ลงทุนธรรมดาครับ ไม่ได้มีมาร์จิ้น
- ทีคุณทองแดง เอาสัดส่วนหุ้นอันดับ 1 ของผมไปคำนวณมูลค่า port ของผมแล้วได้เยอะ ก็เพราะเงินกู้ด้วยนะครับ port ผมไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น



แล้วสามารถมีเวลาเหลือสำหรับงานประจำแค่ไหน?
- ผมไม่ได้ทำงานประจำเลยครับ ให้หุ้นเป็นงานประจำไปแล้ว


มีคำแนะนำสำหรับคนหน้าใหม่ที่ต้องการลงทุนในเวลานี้เหมาะมั้ย อย่างไร
- ผมว่าผมประสบความสำเร็จมาได้เพราะการอ่านครับ อ่านเยอะๆ เล่มเดิมก็ยังหยิบมาอ่านซ้ำ อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะหนังสือ VI ทั้งหลาย ผมอ่านเล่มนึงประมาณ 3-4 รอบ เพราะทุกครั้งที่ประสบการณ์เราเปลี่ยน การอ่านหนังสือเล่มเดิม ก็ให้ความรู้ใหม่ๆให้ผมได้เสมอ เพราะฉะนั้น ข้อแนะนำคืออ่านเยอะๆครับ

ขอบคุณครับ ขอให้ port โตๆกว่านี้น่ะครับ
- ขอบคุณเช่นกันคร้าบบ ขอให้ port โตๆด้วยเช่นกัน

Posted: Thu May 13, 2010 10:58 pm
by getkung
ไปตีแบดที่คอร์ทไหนครับ เดี๋ยวตามไปตีด้วย

Posted: Fri May 14, 2010 9:38 am
by yoyo
getkung wrote:ไปตีแบดที่คอร์ทไหนครับ เดี๋ยวตามไปตีด้วย
ช่วงนี้ตีๆหยุดๆอยู่เลยครับ
อาการปวดคอปวดหลังกำเริบอีกแล้ว   :cry:

Posted: Fri May 14, 2010 10:42 am
by getkung
yoyo wrote:
ช่วงนี้ตีๆหยุดๆอยู่เลยครับ
อาการปวดคอปวดหลังกำเริบอีกแล้ว

Posted: Fri May 14, 2010 11:03 am
by neo_potato_Th
yoyo wrote:
ช่วงนี้ตีๆหยุดๆอยู่เลยครับ
อาการปวดคอปวดหลังกำเริบอีกแล้ว

Posted: Fri May 14, 2010 10:31 pm
by j21
ถามต่อนะครับ  เอาเรื่องหุ้นรายตัวบ้าง  ตัว MCS ครับ

MCS งบล่าสุด เนี่ยกำไร Q1=250 MB  ทั้งปี 52 Net Profit = 570 MB
แค่ Q เดียวก็ซัดไปเกือบครึ่ง

แต่ก็มีแนวโน้มลดลงชัดเจนใน Q ถัดไป จากเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน, ราคาขนส่ง กับ วัตถุดิบ ทำให้ NPM ระดับเทพที่ทำได้ใน Q แรก (23%)จะกลับไปสู่สามัญใน Q ถัด ๆ ไป(12%)

หากผม say ว่า รายได้น่าจะประมาณเดิม (ทั้งที่มีการขยายโรงงาน) เพื่อ conservative  อีกสาม Q จะมีรายได้ อีก 3000 MB, Profit = 3000x12% = 360 MB

Total Net profit = 360 + 250 = 610 MB
EPS = 1.22
say forward PE  =  6 น่าจะ conservative (หวังว่างั้นครับ 55)

instinc value =  6 x 1.22 = 7.32 baht  upside จากราคาปัจจุบัน 6.1 เกือบ 20%

อย่างงี้ น่าสนใจไหมครับ  ถือว่ามี MOS พอไหมครับ ในมุมมองคุณโย

ขอบคุณครับ   :D

Posted: Sat May 15, 2010 9:47 am
by yoyo
[quote="j21"]ถามต่อนะครับ

Posted: Sat May 15, 2010 10:02 am
by yoyo
neo_potato_Th wrote:
ช่วงนี้ตีๆหยุดๆอยู่เลยครับ
อาการปวดคอปวดหลังกำเริบอีกแล้ว

Posted: Sat May 15, 2010 12:14 pm
by neo_potato_Th
ขอโทษที่เข้ามาป่วนคับ

พอดีเห็นคนเป้นโรคเดียวกันแล้วเข้าใจT.T แก้ต้นเหตุดีที่สุดครับผมคุยกับอาจารย์กายภาพบำบัดก็บอกว่ารักษาไปก้เท่านั้น ปลายเหตุสุดท้ายต้องกลับมาเป็นใหม่:D

ergotมันอารมณ์สกัดมาจากพืชอะครับผมจะไม่ได้เหมือนกัน
ergonomicก็ว่าเกี่ยวกับท่าทาง สรีระต่างๆ

สรุป นั่งให้ถูก strechingบ่อยๆ น่าจะเป็นทางแก้ที่ดีที่สุด:D
เรื่องชี่กงนี่น่าลองนะคับ มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตรืแล้วว่าดีจริง อาจารย์ผมลองมาแล้ว เป็นทับเส้นอยู่ หายเลยo_O

Posted: Sat May 15, 2010 6:07 pm
by j21
ขอบคุณ คุนโย สำหรับมุมมองครับ   :D

ส่วนคุณ Neo ไม่ได้ป่วนใด ๆ เลยครับ  เรื่องสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาให้ดีเหมือนกับการลงทุนอยู่แล้วครับ (มือใหม่อย่างผมจะได้ จัดท่านั่งใหม่ด้วย)   :D

Posted: Sun May 16, 2010 9:50 am
by j21
มารบกวนต่อ ครับ

จากกรณี MCS ครับ

หากเป้าเราอยู่ที่ 7 บาท หาก คิด MOS ประมาณ 30% ราคาที่น่าสนใจจะอยู่ที่ ประมาณ 5 บาท

1)  กรณีซื้อ : สมมติ ราคาอยู่ที่ 5.3 บาท  คุณโย จะซื้อเลยหรือเปล่าครับ หรืออดทนรอจนกว่าจะถึงเป้าที่เราจะซื้อจริง ๆ

2) กรณีขาย : สมมติพื้นฐานยังเหมือนเดิม เป้าเราจะอยู่ที่ 7 บาท  คุณโย จะขายที่ 7 บาท หรือ จะรอขายที่มากกว่านั้น เพราะ 7 บาทเนี่ยเป็นราคาที่เหมาะสม น่าจะขายที่ราคาเกินเหมาะสมหรือเปล่าครับ (เช่น 7.5 บาท)

ขอบคุณครับ   :D

Posted: Sun May 16, 2010 12:26 pm
by 0N0111
ขอถามพี่โยหน่อยครับ
ว่าตอนลงทุนแรกๆกับตอนนี้มีหลักการตัดสินใจแตกต่างกันเยอะไหมครับ
เช่นสมมุติตอนนี้เวลาตีแตกหุ้นแล้วลงทุนหนักๆจนมีชื่อถือหุ้นใหญ่
แต่มันขึ้นไปสูงแล้วเกินที่คาดหวัง  จะเปลี่ยนไปลงทุนตัวใหม่ทีมี upsideมากกว่า จะคิดหนักกว่าเดิมหรือเปล่าครับในการขายตัวเดิม ซื้อตัวใหม่
พอพอร์ทใหญ่แล้วเคลื่อนไหวยาก ขึ้นหรือเปล่าครับ (ไม่เกี่ยวกับคนตัวใหญ่)

Posted: Sun May 16, 2010 7:30 pm
by hybrid
คุณโยลองวิดพื้นดูสิครับ วันละ 20 ครั้ง ก็พอ ขึ้นสุด ลงสุด เหมือน รด. เลยนะครับ ทำสักเดือนนึงจะเริ่มเห็นผล ผมเคยเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อน ไปหาหมอกินยา ทำกายภาพ ทำมาหลายอย่างก็ไม่หายขาด เพื่อนแนะนำให้ทำง่ายๆแค่วิดพื้น เท่านั้นแหละอาการปวดหายไปเลยครับ ลองดูนะครับ

Posted: Mon May 17, 2010 12:39 am
by dome@perth
ปัญหาปวดหลัง ที่ผมกำลังเจออยู่ตอนนี้
คาดว่าน่าจะเป็นจากสาเหตุเดียวกันนี่แหละมั้ง

ใช้เวลาอยู่หน้าคอมมากเกินไป นั่งหลังขดหลังแข็ง
ต้องอกอกำลังกายให้มากกว่านี้

ขอบคุณน้องน้องที่ชี้แนะมาผ่านกระทู้น้องโยครับ
:D

Posted: Mon May 17, 2010 3:29 am
by romee
โรค Computer Vision Syndrome : CVS ละครับ (เป็นเหมือนกัน)T_T

แนะนำให้ออกกำลังกายโดยว่ายน้ำ น่าจะช่วยได้

เรื่องของกล้ามเนื้อ กินอย่างเดียว ไม่สามารถช่วยได้ ต้องออกกำลังกาย ให้กล้ามเนื้อมัน ยืด หด ด้วยละครับ

วิตามินดี ไม่แนะนำให้ซื้อกินหรอกครับ โดนแดดบ้าง จะเช้า หรือเย็นก็ได้ เพียงแต่แดดตอนเช้าแสง UV มันไม่รุนแรงเท่าตอนเที่ยงหรือบ่าย ก็เท่านั้น

Posted: Mon May 17, 2010 11:26 am
by sukit2020
ข้อมูลจากบล็อกคณิตกลคณิตกวน
http://share.psu.ac.th/blog/8332-computer/3134

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ...




อาการบาดเจ็บจากการใช้คอมพิวเตอร์

ปีที่ผ่านมานี้รู้สึกว่าตัวเองจะมีอาการปวดหลังบ่อยๆ บริเวณที่ปวดคือช่วงระหว่างช่วงต้นคอกับหัวไหล่ด้านขวา สาเหตุคือถือเมาส์ไว้ตลอดวัน เพราะแต่ละวันใช้คอมพิวเตอร์แทบตลอดเวลา รู้ทั้งรู้ก็ยังฝืนใช้ต่อไป ไม่รู้วันไหนร่างกายมันทนไม่ไหวประท้วงด้วยการเจ็บป่วยขึ้นมาคงจะเศร้าน่าดู ช่วงหลังๆถ้าไม่ลืมพอใช้คอมพิวเตอร์ไปสักพักต้องลุกยืนเพื่อยืดเส้นยืดสายบ้าง ปัญหาคือพออยู่กับคอมพิวเตอร์แล้วเพลินจนลืมทุกที เมื่อช่วงปีใหม่นี้เจอพี่โยๆบอกว่าปวดบริเวณเดียวกัน แต่มีวิธีแก้ด้วยการบริหารร่างกายโดยให้เอาฝ่ามือผลักไปที่หัวด้านข้างด้านเดียวกับที่ปวด แต่จริงๆแล้วทำทั้งสองด้านแหละสลับกันทั้งซ้ายและขวา (เกร็งหัวไว้ด้วยนะ ไม่งั้นผลักไปผลักมาคอหักไม่รู้เน้อ) ลองดูแล้วก็ดีขึ้นนะ อาการปวดลดลง ไม่รู้คิดไปเองป่าว แต่อย่างน้อยๆมีคนทำได้ผลดีขึ้นมา 2 คนแล้ว (ตัวเองกะพี่โย)

นึกถึงบทความที่เคยเขียน ตอนนั้นมีคนขอให้เขียนเรื่องอะไรก็ได้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ช่วงนั้นอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บจากการใช้คอมพิวเตอร์พอดีเลยเอามาเขียนตามนี้


----------------------------------------------------------------------------

ปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานในสำนักงานกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสำนักงานไปแล้ว สังเกตว่าหากวันไหนเกิดไฟฟ้าดับขึ้นมา สำนักงานแต่ละแห่งแทบจะไม่สามารถทำงานกันได้เลย เพราะข้อมูลต่างๆ ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และการทำงานต่าง ๆ ล้วนต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแทบทั้งสิ้น

คอมพิวเตอร์ช่วยให้เราสามารถทำงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันการนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ ก็อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพเช่นกัน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่อาจยังนึกไม่ออกว่าการใช้คอมพิวเตอร์บ่อยๆ และนานๆ มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร เพราะผลกระทบทางสุขภาพที่ว่าไม่แสดงตัวในทันทีทันใด แต่จะสะสมและรอเวลาแสดงอาการในอนาคต อาการที่ว่านี้เรียกว่า Repetitive Strain Injury หรือ RSI

RSI เป็นอาการบาดเจ็บตึงเครียดจากการทำซ้ำๆ หากพิจารณาถึงสาเหตุจะพบว่าโดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์มีความหยืดหยุ่น อ่อนตัว และต้องการการขยับเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมาทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ แทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนอิริยาบถเลย ทำให้เกิดความเค้นและความเครียด (Stress and Strain) ของเนื้อเยื่ออ่อนในร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท เอ็น และข้อต่อ เป็นต้น ส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บ ปวด บวม อักเสบ หรือในกรณีที่ร้ายแรงอาจทำลายเนื้อเยื่อส่วนนั้นอย่างถาวร RSI สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ ข้อนิ้ว ข้อมือ แขน หัวไหล่ แผ่นหลัง ต้นคอ และสายตา
แม้ว่าในการทำงานจริง ๆ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ได้ แต่เรายังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอาการบาดเจ็บตึงเครียดจากการทำซ้ำๆ หรือ RSI ได้ โดยทำตามข้อแนะนำต่อไปนี้

1. ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง หลังไม่คดหรืองอ ควรใช้เก้าอี้นั่งที่มีพนักพิงรองรับเข้ากับรูปทรงของแผ่นหลัง ความสูงของเก้าอี้อยู่ในระดับพอดี ขาควรห้อยลงมาตั้งฉากกับพื้น จะสามารถลดการปวดหลัง และเอวได้

2. วางจอภาพ(ระดับของกึ่งกลางจอภาพ)ให้ต่ำกว่าระดับสายตา จะได้ไม่ต้องเงยหน้า เพราะถ้าเงยหน้านานๆ นอกจากจะเมื่อยคอแล้ว กระดูกต้นคอคุณจะเสียรูปด้วย

3. การวางมือบนคีย์บอร์ดที่ถูกต้อง นิ้วควรวางตัวอยู่ในแนวเดียวกับท่อนแขน สามารถวาดเส้นตรงจากข้อศอกไปยังปลายนิ้วได้ ไม่มีการงอข้อมือ ท่อนแขนขนานไปกับพื้น และควรวางคีย์บอร์ดส่วนที่พิมพ์ควรตรงกับกึ่งกลางจอภาพจะได้ไม่ต้องเอียงข้อมือมาก ลดความเสี่ยงที่จะปาดเจ็บบริเวณข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อศอกและไหล่

4. มีการหยุดพักช่วงสั้น ๆ ระหว่างทำงานทุก 20 30 นาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นอกจากนี้มีข้อมูลว่าการบิดขี้เกียจบ่อย ๆ ก็สามารถลดอัตราการเกิด RSI ได้

5. ไม่ควรมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ควรพักหลับตา กระพริบตา และมองไปไกล ๆ คือระยะมากกว่า 6 ฟุต อาจมองไปนอกหน้าต่าง มองวิว มองต้นไม้ ซึ่งจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

6. ไม่แนะนำให้ใช้แผ่นกรองแสงเนื่องจากเมื่อมีแผ่นกรองแสงแล้ว คุณจำเป็นต้องเร่งแสงที่จอภาพทำให้จอภาพทำงานหนักกว่าปกติ สีที่ได้ออกมาก็ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้นแผ่นกรองแสงไม่ได้ช่วยอะไร แต่การปรับแสงให้พอดีต่างหากที่ช่วยคุณได้

ตามสถิติในอเมริกา อาการของโรค RSI พบมากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาโรคที่เกิดจากการทำงาน มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 300,000 คน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2546) สำหรับประเทศไทยอาจยังไม่พบอาการป่วยจาก RSI มากนัก แต่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน จากปัจจัยที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
สิ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ หากรู้สึกว่าเหนื่อยล้าจากการทำงานมาก ๆ ก็ควรหยุดพักผ่อนบ้าง การฝืนทำงานต่อนอกจากจะทำให้งานที่ออกมาไม่มีคุณภาพแล้ว ยังทำให้เสียสุขภาพอีกด้วย

อ้างอิง
http://www.ergosci.com/faq.html
http://www.cybered.co.th/library/30.htm
http://www.rtafa.ac.th/article/Ergonomic.htm
http://www.thaicyberpoint.com/
http://share.psu.ac.th/blog/8332-computer/3134


:idea:  ดูแลสุขภาพ..แล้วสุขภาพจะดูแลเรา    :idea:

Posted: Mon May 17, 2010 5:42 pm
by yoyo
[quote="j21"]มารบกวนต่อ ครับ

จากกรณี MCS ครับ

หากเป้าเราอยู่ที่ 7 บาท หาก คิด MOS ประมาณ 30% ราคาที่น่าสนใจจะอยู่ที่ ประมาณ 5 บาท

เวลาผมคิดผมจะคิดจาก Upside ที่ 30% ซึ่ง Upside ต่างจาก MOS ครับ เพราะ Upside นั้นตัวหารคือราคาที่เราจะซื้อ ส่วน MOS นั้นตัวหารคือการเป้าหมาย

1)

Posted: Mon May 17, 2010 5:49 pm
by yoyo
[quote="0N0111"]ขอถามพี่โยหน่อยครับ
ว่าตอนลงทุนแรกๆกับตอนนี้มีหลักการตัดสินใจแตกต่างกันเยอะไหมครับ
เช่นสมมุติตอนนี้เวลาตีแตกหุ้นแล้วลงทุนหนักๆจนมีชื่อถือหุ้นใหญ่
แต่มันขึ้นไปสูงแล้วเกินที่คาดหวัง

Posted: Mon May 17, 2010 6:49 pm
by yoyo
ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องอาการปวดหลังนะครับ.. :lol: .
กำลังพยายามปรับพฤติกรรมตัวเองอยู่ครับ
รู้สึกเหมือนกันว่าถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุก็คงยากที่จะหายขาดได้

Posted: Mon May 17, 2010 9:02 pm
by j21
ขอบคุณครับ   :D

Posted: Tue May 18, 2010 7:43 am
by 0N0111
[quote="yoyo"][quote="0N0111"]ขอถามพี่โยหน่อยครับ
ว่าตอนลงทุนแรกๆกับตอนนี้มีหลักการตัดสินใจแตกต่างกันเยอะไหมครับ
เช่นสมมุติตอนนี้เวลาตีแตกหุ้นแล้วลงทุนหนักๆจนมีชื่อถือหุ้นใหญ่
แต่มันขึ้นไปสูงแล้วเกินที่คาดหวัง

Posted: Tue May 18, 2010 4:51 pm
by getkung
yoyo wrote:
ผมยังไม่เข้าใจเรื่อง MOS & Upside ครับ ผมคิดว่ามันคืออันเดียวกันซะอีก รบกวนผู้รู้ช่วยอธิบายเพิ่มอีกซักหน่อยนะครับ

Posted: Tue May 18, 2010 5:06 pm
by o-bo-ja-ma
getkung wrote: ผมยังไม่เข้าใจเรื่อง MOS & Upside ครับ ผมคิดว่ามันคืออันเดียวกันซะอีก รบกวนผู้รู้ช่วยอธิบายเพิ่มอีกซักหน่อยนะครับ
ผมจะลองดูนะครับ

MOS คือ ราคาที่สามารถซื้อได้โดยมีความปลอดภัยไม่ว่าจะอะไรก็ตาม เช่น มีราคาต่อบัญชีต่ำ มี PE ที่ต่ำ โดยที่ไม่พิจารณา ว่าราคาที่สูงสุด หรือราคาที่ควรทำกำไรได้เป็นอย่างไร

Upside คือ ราคาที่เราคาดว่ากำไรควรเป็นเท่าไร ได้กำไรเป็นเท่าไร ซึ่งราคาที่ซื้ออาจไม่มี MOS เลยก็ได้ แต่เราคาดว่าราคาควรขึ้นไป 20-30 % เราก็สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ตัวนั้น ๆ ได้

ไม่รู้มั่วหรือเปล่านะครับ จะรอฟังท่านอื่น ๆ ด้วย

Posted: Tue May 18, 2010 7:06 pm
by yoyo
getkung wrote: ผมยังไม่เข้าใจเรื่อง MOS & Upside ครับ ผมคิดว่ามันคืออันเดียวกันซะอีก รบกวนผู้รู้ช่วยอธิบายเพิ่มอีกซักหน่อยนะครับ
จริงๆแล้ว MOS กับ Upside นั้นหลักการเหมือนกันครับ .. คือซื้อหุ้นให้ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้งคู่...

แต่ความแตกต่างกันอยู่ที่สูตรคำนวณครับ

Upside นั้นมีสูตรคำนวณตายตัว = (ราคาเหมาะสม-ราคาตลาด)/ราคาตลาด

ส่วน MOS นั้นผมยังไม่เคยเห็นสูตรชัวร์ๆที่ไหนนะครับ แต่เท่าที่เห็นเพื่อนๆพี่ๆ VI ใช้กันก็คือ = (ราคาเหมาะสม-ราคาตลาด)/ราคาเหมาะสม

สมมติหุ้น A ราคาตลาดอยู่ที่ 10 บาท ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 13 บาท
แบบนี้มี Upside 30% ในขณะที่มี MOS 23% ... หุ้นที่ผมจะถือก็ควรจะต้องมี Upside 30% ขึ้นไป ... แต่ถ้าจะหาหุ้นที่มี MOS 30% นี่คงจะหาหุ้นลงทุนได้ยากหน่อย เพราะว่าหุ้นที่มี MOS 30% นั้นจะมี Upside เกือบๆ 50% เลยทีเดียว

Posted: Tue May 18, 2010 7:40 pm
by Paul VI
yoyo wrote:
จริงๆแล้ว MOS กับ Upside นั้นหลักการเหมือนกันครับ .. คือซื้อหุ้นให้ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้งคู่...

แต่ความแตกต่างกันอยู่ที่สูตรคำนวณครับ

Upside นั้นมีสูตรคำนวณตายตัว = (ราคาเหมาะสม-ราคาตลาด)/ราคาตลาด

ส่วน MOS นั้นผมยังไม่เคยเห็นสูตรชัวร์ๆที่ไหนนะครับ แต่เท่าที่เห็นเพื่อนๆพี่ๆ VI ใช้กันก็คือ = (ราคาเหมาะสม-ราคาตลาด)/ราคาเหมาะสม

สมมติหุ้น A ราคาตลาดอยู่ที่ 10 บาท ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 13 บาท
แบบนี้มี Upside 30% ในขณะที่มี MOS 23% ... หุ้นที่ผมจะถือก็ควรจะต้องมี Upside 30% ขึ้นไป ... แต่ถ้าจะหาหุ้นที่มี MOS 30% นี่คงจะหาหุ้นลงทุนได้ยากหน่อย เพราะว่าหุ้นที่มี MOS 30% นั้นจะมี Upside เกือบๆ 50% เลยทีเดียว
:cool:  :cool:  :cool:

Posted: Tue May 18, 2010 11:53 pm
by getkung
yoyo wrote: จริงๆแล้ว MOS กับ Upside นั้นหลักการเหมือนกันครับ .. คือซื้อหุ้นให้ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้งคู่...

แต่ความแตกต่างกันอยู่ที่สูตรคำนวณครับ

Upside นั้นมีสูตรคำนวณตายตัว = (ราคาเหมาะสม-ราคาตลาด)/ราคาตลาด

ส่วน MOS นั้นผมยังไม่เคยเห็นสูตรชัวร์ๆที่ไหนนะครับ แต่เท่าที่เห็นเพื่อนๆพี่ๆ VI ใช้กันก็คือ = (ราคาเหมาะสม-ราคาตลาด)/ราคาเหมาะสม

สมมติหุ้น A ราคาตลาดอยู่ที่ 10 บาท ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 13 บาท
แบบนี้มี Upside 30% ในขณะที่มี MOS 23% ... หุ้นที่ผมจะถือก็ควรจะต้องมี Upside 30% ขึ้นไป ... แต่ถ้าจะหาหุ้นที่มี MOS 30% นี่คงจะหาหุ้นลงทุนได้ยากหน่อย เพราะว่าหุ้นที่มี MOS 30% นั้นจะมี Upside เกือบๆ 50% เลยทีเดียว


อ๋อ เข้าใจแล้วครับ ที่ผมเข้าใจตอนแรกคือหลักการนี่เอง แต่ว่าคำนวณออกมาจะใช้ตัวหารต่างกัน ขอบคุณครับผม