ครบเครื่อง เรื่อง PE

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
investment biker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1283
Joined: Fri Nov 10, 2006 9:22 pm

Posts by investment biker » Fri Jul 25, 2008 2:18 pm

เพิ่งเห็นครับ กระทู้นี้ดีมากเลย
แล้วหุ้นพวก Cyclical

ช่วงที่ดีกับช่วงที่แย่

PE ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่หละครับบบ
หุ้นพวก Cyclical ดู PE ลำบากครับ ต้องดูรอบครับ ว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง แต่เท่าที่เคยอ่านจาก Peter Lynch เวลาลงทุนหุ้นพวก Cyclical ควรซื้อช่วงที่แย่และขายในช่วงที่ดี หรือซื้อตอนที่ PE สูงและขายที่ PE ต่ำ  :wink:

In search of super stocks

beammy
Verified User
Posts: 3345
Joined: Mon Jan 03, 2005 8:09 pm

Posts by beammy » Fri Jul 25, 2008 2:49 pm

[quote="investment biker"]เวลาลงทุนหุ้นพวก Cyclical ควรซื้อช่วงที่แย่และขายในช่วงที่ดี หรือซื้อตอนที่ PE สูงและขายที่ PE ต่ำ


peter_pete
Verified User
Posts: 2
Joined: Wed Aug 26, 2009 1:28 pm

Posts by peter_pete » Thu Aug 27, 2009 8:50 am

มีคำถามครับ แล้ว P/E ของหุ้นที่เราเห็นกันใน"อันดับอุตสาหกรรม"ใน settrade นี่เขาคำนวณกันอย่างไรครับ อย่างเช่น CPF วันที่ 27 สค 2552 Settrade บอกว่า P/E 7.29 นี่คำนวณจาก P วันที่เท่าไหร่ แล้ว EPS ของปีไหนบ้าง (เห็นว่าจ่ายปันผลสองครั้ง)


User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Thu Aug 27, 2009 8:58 am

peter_pete wrote:มีคำถามครับ แล้ว P/E ของหุ้นที่เราเห็นกันใน"อันดับอุตสาหกรรม"ใน settrade นี่เขาคำนวณกันอย่างไรครับ อย่างเช่น CPF วันที่ 27 สค 2552 Settrade บอกว่า P/E 7.29 นี่คำนวณจาก P วันที่เท่าไหร่ แล้ว EPS ของปีไหนบ้าง (เห็นว่าจ่ายปันผลสองครั้ง)
p น่าจะใช้ของวันล่าสุดที่ปิดทำการแล้ว ส่วน eps ก็ใช้ย้อนหลัง 4 ไตรมาสล่าสุดครับ  :lol:

Small Details Make a Big Difference

Boyadvance
Verified User
Posts: 495
Joined: Fri Mar 20, 2009 1:51 pm

Posts by Boyadvance » Thu Aug 27, 2009 5:47 pm

โอ้  กำลัง อยากรู้ว่า  ว่าจะสังเกต PE ยังไงพอดีเลย
ขอบคุณ พี่ี peter_pete ที่ขุดมาให้อ่าน


User avatar
vi_tal signs
Verified User
Posts: 631
Joined: Tue Oct 21, 2008 11:12 pm

Posts by vi_tal signs » Fri Aug 28, 2009 11:46 am

ขอบคุณมากครับ    :lol:

มันจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

User avatar
aodetmat
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 78
Joined: Wed Nov 11, 2009 8:48 pm

Posts by aodetmat » Thu Dec 24, 2009 1:12 am

ได้ความรู้ขึ้นมากเลยครับ

ช้าๆ แต่ ชัวร์ 不要担心

neo_potato_Th
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1588
Joined: Sun Jun 07, 2009 2:06 pm

Posts by neo_potato_Th » Sat Jan 02, 2010 9:10 pm

practical มากๆครับ :8)

คนรู้ไม่พูด คนพูดไม่รู้

User avatar
OutOfMyMind
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1224
Joined: Mon Jun 12, 2006 2:30 pm

Posts by OutOfMyMind » Mon Jan 04, 2010 8:46 pm

P/E ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ส่วนใหญ่จะเป็น Current P/E กล่าวคือ คำนวณจาก ราคาปัจจุบัน หารด้วย EPS สี่ไตรมาส ล่าสุด

แต่การใช้ current P/E อย่างเดียว โดยเลือกซื้อบริษัทที่ P/E ต่ำนั้น ประโยชน์ก็คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน ที่คำนวณจากการกลับหัว E/P ออกมาว่า เช่น P/E 10 เกิดจาก P=20 บาท E=2 ได้ E/P = 10% นั่นคือเราลงทุน หุ้นละ 20 บาท ซึ่งนำไปบริหารกิจการแล้วได้กำไรกลับมาปีละ 10%

แต่หากเราคาดหวังจะได้ capital gain จากราคาหุ้นที่ขึ้นไป เราต้องรู้ว่ามันจะขึ้นได้อย่างไร ซึ่งคงไม่พ้น การเพิ่มขึ้นของ E และการทัศนคติของตลาดที่ยินยอมให้ P ขึ้นตามเพื่อคง P/E ไว้ที่จำนวนเดิม หรือ สุงขึ้น

current P/E ยังมีข้อจำกัดเรื่อง บริษัทที่ดีจริง ๆ P/E กลับสูงจนไม่กล้าเข้า หรือ ธุรกิจที่เป็น cycle P/E อาจต่ำ จนหลอกให้เราเข้าไปติดกับ

หากประยุกต์นำ P/E มาใช้สำหรับการมองด้านการเติบโตละก็...

P/E อีกตัวที่มองไปข้างหน้า เขาเรียกันว่า forward P/E
คือการหารราคาปัจจุบัน ด้วย คาดการณ์ EPS ไปข้างหน้า

หากใช้ forward P/E เราก็จะสามารถประยุกต์ใช้ได้กับแม้กระทั้ง ธุรกิจที่เป็น cycle แต่สิ่งนี้ต้องการความสามารถในการอ่านตลาด หากเรามองไปข้างหน้าว่า cycle กำลังเป็นขาลง คำนวณ FWD P/E ออกมา ยังไงก็สูงจนรับไม่ได้
ก็จะไม่หลงไปติดกับ current P/E ที่ดูต่ำยั่วน้ำลาย หรือในขณะเดียวกัน current P/E บางบริษัทที่ดูว่าสูง หากลองคำนวน forward P/E แล้ว อาจจะพบว่าตอนนี้ราคามันยังต่ำ น่าเข้าไปสะสมก็เป็นได้

แชทบอทสำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่า
https://www.chathoon.com/

neo_potato_Th
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1588
Joined: Sun Jun 07, 2009 2:06 pm

Posts by neo_potato_Th » Mon Jan 04, 2010 9:26 pm

-ปกติการใช้PEเทียบกับ growth นี่เราใช้ forward หรือ currrent PEครับ??
:?:

-เราควรนำ dividend เข้ามาคิดใน forward PE ด้วยมั้ยครับ??

รบกวนถามผู้รู้ครับ :?:

คนรู้ไม่พูด คนพูดไม่รู้

Meesuk_D
Verified User
Posts: 75
Joined: Thu Mar 26, 2009 2:30 pm

Posts by Meesuk_D » Fri Jan 29, 2010 12:35 pm

ขอบคุณมากครับสำหรับกระทู้ ปกติผมซื้อหุ้นจาก PE เป็นตัวกำหนดครับ ได้ความรู้ไปปรับปรุงอีกเยอะเลย


catty
Verified User
Posts: 152
Joined: Wed Dec 30, 2009 9:59 pm

Posts by catty » Fri Jan 29, 2010 9:32 pm

ขอบคุณค่ะสำหรับกระท้ดีๆมีคุณค่าแบบนี้

Let it be, It shall pass..

catty

Guez07
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 274
Joined: Fri Oct 09, 2009 1:54 pm

Posts by Guez07 » Sun Jan 31, 2010 5:42 pm

ขอบคุณมากครับ มีประโยชน์สำหรับมือใหม่มากครับ :D


verapongzz
Verified User
Posts: 124
Joined: Wed Feb 17, 2010 5:03 am

Posts by verapongzz » Fri May 14, 2010 4:23 pm

ขอบคุณมากครับ :lol:


User avatar
unnop.t
Verified User
Posts: 924
Joined: Wed Aug 20, 2008 12:44 pm

Posts by unnop.t » Mon May 17, 2010 2:32 pm

อันนี้เป็นการประเมินค่า P/E แบบท่านดร.นิเวศน์ คัดมาให้อ่านครับ

วิเคราะห์หุ้นแบบ VI / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ value investor                    8 มีนาคม 2552





นักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่บริหารกองทุนรวมที่ต้องลงทุนซื้อหุ้นจำนวน มากต่างก็อาศัยบทวิเคราะห์หุ้นของ นักวิเคราะห์หุ้นมือ อาชีพ     แต่ผมเองแทบไม่ดูบทวิเคราะห์เหล่านั้นเลย   เหตุผลก็เพราะวิธีการลงทุนของผมนั้น   เป็นการลงทุน  “ซื้อธุรกิจ”  ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว  อย่างน้อยก็  3- 5 ปี  ขึ้นไป   ซึ่งไม่มีบทวิเคราะห์ไหนทำ   บทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์นั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด  มองไปที่ผลประกอบการอย่างมากก็  1-2  ปีข้างหน้า  ดังนั้น   พวกเขาก็มักจะดูว่าบริษัทจะมีกำไรเท่าไรอิงจากผลประกอบการในปีปัจจุบัน  โดยนำเอาภาวะของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมาเป็นตัวประกอบ    ส่วนผมเองนั้น   ผมจะสนใจในด้านของ   “โครงสร้าง”  ซึ่งเป็นเรื่องที่ถาวรกว่าและไม่ค่อยจะขึ้นกับภาวะแวดล้อมที่จะปรับเปลี่ยน ไปเรื่อย ๆ    ซึ่งโดยนัยนี้  ผมจึงไม่ค่อยสนใจภาวะเศรษฐกิจที่มีขึ้นมีลง   แต่ผมจะสนใจโครงสร้างของอุตสาหกรรมว่า   ในธุรกิจนั้นมีการแข่งขันกันอย่างไร   สนใจว่าบริษัทมีจุดเด่นหรือจุดอ่อนอย่างไร   ใครคือ  “ผู้ชนะ”  หรือจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน



การวิเคราะห์หุ้นแต่ ละตัวนั้น   แน่นอน  จะต้องดูรายละเอียดของแต่ละบริษัท   อย่างไรก็ตาม   มี  “โครงสร้าง”  และข้อมูลของธุรกิจบางอย่างที่เป็นตัวบอกว่าเรากำลังเจอธุรกิจที่ดีหรือไม่ดีได้    ข้อมูลเหล่านี้เราสามารถนำมาให้คะแนนเพื่อที่จะสรุปว่าบริษัทที่เราดูอยู่ เป็นอย่างไร  ลองมาดูรายการที่สำคัญ ๆ  



ข้อมูลตัวแรกก็คือ   กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ  roe  นี่คือข้อมูลที่ดูง่ายและมีประสิทธิภาพสูง   บริษัทที่มี  roe  สูงคือบริษัทที่ดี   ยิ่งสูงก็ยิ่งดี   แต่ต้องดูว่าเป็นการสูงอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นปกติ  ไม่ใช่สูงแค่ปีสองปีหรือในยามที่อุตสาหกรรมกำลังเป็นขาขึ้น   หลักเกณฑ์ง่าย ๆ  ในการให้คะแนนก็คือ   ถ้าบริษัทมี  roe ตั้งแต่  15%  ขึ้นไป   เราก็ให้คะแนน  บวกหนึ่ง   ถ้า  roe  ตั้งแต่  10-15  ให้คะแนนเท่ากับศูนย์    ถ้า  roe  ต่ำกว่า  10%  ลงมาให้คะแนนติดลบหนึ่ง   คะแนนที่ได้นี้จะเก็บไว้รวมกับคะแนนของข้อมูลตัวต่อไปเพื่อหาคะแนนรวมของ บริษัท



ข้อมูลตัวที่สองก็คือ  กระแสเงินสดของกิจการ   ถ้ากิจการขายสินค้าแล้วได้เป็นเงินสดในขณะที่เวลาซื้อสินค้าจ่ายเป็นเงิน เชื่อ   กระแสเงินสดของกิจการก็จะดี   ความจำเป็นต้องระดมเงินมาใช้จากภายนอกเช่นการกู้เงินหรือออกหุ้นก็ จะน้อยและจะเป็นผลดีต่อบริษัท   เกณฑ์แบบง่าย ๆ  ก็คือ   ถ้าบริษัทมีเจ้าหนี้การค้ามากกว่าลูกหนี้การค้ามากเช่นในกรณีของผู้ค้าปลีก หรือบริษัทที่ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงซึ่งทำให้กระแสเงินสดของบริษัทดี  ให้คะแนน  บวกหนึ่ง    ถ้าเจ้าหนี้และลูกหนี้พอ ๆ  กันเช่นในกรณีของโรงงานผู้ผลิตจำนวนมาก  แบบนี้ให้คะแนนศูนย์   ในกรณีของบริษัทที่มีลูกหนี้การค้ามากแต่มีเจ้าหนี้การค้าน้อย   นั่นคือคนที่ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อแต่ต้องจ่ายค่าสินค้าหรือวัตถุดิบในการ ผลิตเป็นเงินสด  เช่น  ผู้ค้าส่งที่นำสินค้ามาจากต่างประเทศ  แบบนี้ก็ให้คะแนน   ลบหนึ่ง  



ข้อมูลตัวที่สามซึ่งผมคิดว่าค่อนข้างสำคัญก็คือ   ความสามารถในการปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น    ถ้าบริษัทสามารถปรับราคาได้ค่อนข้างจะเร็วหรือทันที   ความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะขาดทุนจากสต็อกสินค้าก็ไม่มีและจะทำให้สามารถรักษา ระดับของกำไรได้ค่อนข้างแน่นอน   บริษัทที่มีลักษณะของธุรกิจแบบนี้มักจะมีอำนาจทางการตลาดสูง   เราให้คะแนน   บวกหนึ่ง    บริษัทที่สามารถปรับราคาได้แต่ต้องใช้เวลาพอสมควรเช่นภายใน  3  เดือน  แบบนี้ให้คะแนนศูนย์  นี่คือบริษัททั่ว ๆ  ไปที่มักไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ซื้อได้ทันทีเพราะมี การแข่งขันทางธุรกิจสูง   บริษัทที่ไม่มีอำนาจทางการตลาดเลยและเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่บริษัทไม่สามารถ กำหนดราคาได้เลย  เช่น  ราคาน้ำมัน  ถ่านหิน  เหล็ก  และผลิตผลทางการเกษตรต่าง  ๆ   แบบนี้เราให้คะแนน   ติดลบหนึ่ง



บริษัทที่เป็น  dominant firm  คือมีขนาดใหญ่กว่าอันดับสองมาก  มักจะมีความได้เปรียบในหลาย  ๆ  ด้าน  เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านของต้นทุน   ดังนั้น   เราให้คะแนน  บวกหนึ่ง   บริษัทตั้งแต่อันดับหนึ่งแต่ไม่ใช่  dominant firm จนถึงอันดับประมาณ   3   ของอุตสาหกรรม ให้คะแนนศูนย์   บริษัทที่มีอันดับหลังจากนั้นให้คะแนน  ติดลบหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม   ถ้าเราพิสูจน์หรือเชื่อได้ว่าขนาดของกิจการไม่ได้มีผลต่อต้นทุนหรือความได้ เปรียบอย่างอื่นในการแข่งขัน    เราก็ให้คะแนนศูนย์กับทุกบริษัท



ข้อมูลตัวที่ห้า  คือข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัท    กิจการบางแห่งเป็นกิจการที่ขยายงานได้โดย   “ไม่ต้องลงทุน”   นี่คือกิจการที่ใช้หรือต้องลงทุนใน  อาคาร  อุปกรณ์   เครื่องจักร  และเงินทุนหมุนเวียนของตนเองน้อย   และภายในเวลาเพียง  2-3  ปี  ก็ได้เงินคืนมาหมด  เช่น  กิจการค้าปลีกที่อาศัยการเช่าสถานที่เปิดร้านค้าเป็นหลัก   กิจการแบบนี้เป็นกิจการที่ดีเพราะจะสามารถขยายงานไปได้เรื่อย ๆ  โดยไม่ต้องกู้หรือเพิ่มทุน  ทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สูง   แบบนี้ให้คะแนน   บวกหนึ่ง   กิจการที่เวลาขยายงานต้องลงทุนสูงพอสมควรอย่างเช่นโรงงานที่ผลิตสินค้า ธรรมดา ๆ  ที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากนักเช่นผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม  หรือผลิตไฟฟ้าหรือน้ำประปา   แบบนี้ให้คะแนน  ศูนย์    กิจการที่เป็นโรงงานที่ซับซ้อนและเทคโนโลยีมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเร็วทำ ให้ต้องอัพเกรดโดยการลงทุนอุปกรณ์ใหม่ ๆ  อยู่เรื่อย ๆ   แบบนี้ให้คะแนน  ลบหนึ่ง



ข้อมูลตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงที่เป็นข้อมูลสำคัญก็คือ   การเจริญเติบโต   กิจการที่โตเร็ว   นั่นคือ   ในระยะยาวโตเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจหรือ  gdp ตั้งแต่ 3 เท่าขึ้นไป   นั่นคือยอดขายโตประมาณปีละ  15%  ให้คะแนน   บวกหนึ่ง   ยอดขายโตตั้งแต่  5-15%  ต่อปีโดยเฉลี่ยให้คะแนน   ศูนย์   ยอดขายโตต่ำกว่า  5%   ต่อปีในระยะยาวให้คะแนน  ลบหนึ่ง   การเติบโตของยอดขายที่ว่านี้ต้องเป็นการเติบโตแบบทบต้นและระยะยาวตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก



รวมคะแนนทั้งหมดของบริษัทที่เราวิเคราะห์ก็จะได้คะแนนที่อาจจะเป็นบวก  ลบ   หรือเป็น  ศูนย์   บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้  บวก  6  คะแนน  ต่ำสุดก็จะได้  ลบ  6  คะแนน  ซึ่งคงหาได้ยากพอควร    เอาตัวเลขที่ได้บวกด้วย  10   ก็จะได้ค่า   pe  สูงสุดที่เราจะซื้อหุ้นตัว นั้น   นั่นแปลว่า   บริษัทที่ดีที่สุดได้คะแนนสูงสุดเราจะซื้อต่อเมื่อ  pe  ไม่เกิน  16  เท่า  บริษัทธรรมดา ๆ   ที่คะแนนไม่บวกหรือลบเราก็จะซื้อต่อเมื่อ  pe  ไม่เกิน  10  เท่า   และบริษัทที่แย่มากที่สุดนั้น   เราไม่ควรซื้อที่  pe  เกิน  4  เท่า   และทั้งหมดนี้ก็คือวิธีวิเคราะห์และซื้อหุ้นแบบ  vi  เวอร์ชั่นหนึ่ง  ที่หยาบ ๆ  และคิดในใจได้
_________________

ตลาดหุ้นมักจะหลอกเราด้วย ความโลภ และความกลัว.....

User avatar
unnop.t
Verified User
Posts: 924
Joined: Wed Aug 20, 2008 12:44 pm

Posts by unnop.t » Mon May 17, 2010 2:36 pm

สังเกตุไหมครับว่าแต่ละปัจจัยที่ท่านพูด มันจะสะท้อนออกมาที่ Free cash flow ของบริษัท มันก็คือการประเมินมูลค่าแบบ DCF โดยอ้อม ๆผ่านการตกผลึกความคิดเรื่อง P/E  สุดยอดครับ ...  :D

ตลาดหุ้นมักจะหลอกเราด้วย ความโลภ และความกลัว.....

User avatar
นพพร
Verified User
Posts: 1039
Joined: Fri May 07, 2010 2:52 pm

Posts by นพพร » Mon May 17, 2010 3:47 pm

ขอบคุณ คนที่ขุดขึ้นมาให้อ่านนะครับ กำลังหาเลย


pitiecon
Verified User
Posts: 35
Joined: Wed Aug 12, 2009 4:19 pm

Posts by pitiecon » Fri Jun 25, 2010 9:59 am

อ่านทั้งกระทู้แล้วได้ความรู้เต็มแน่นเลย

ความรู้คือสิ่งที่ควรแบ่งปัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
gkenginvest.blogspot.com
gkengbusinessadministration.blogspot.com

moonorway
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 634
Joined: Thu Apr 22, 2010 3:00 pm

Posts by moonorway » Thu Jul 08, 2010 6:35 pm

ขอบคุณความรู้ดีๆที่เอามา share กันครับ


User avatar
CHOOKY
Verified User
Posts: 540
Joined: Wed Jun 09, 2010 10:20 pm

Posts by CHOOKY » Thu Jul 08, 2010 10:08 pm

:bow:  ขอบคุณมากครับ  ที่กรุณา ขุดขึ้นมาให้อ่าน

"ค้นหาคุณค่าให้พบ แล้วซื้อหุ้นกิจการที่ดีนั้น ซึ่งมีกำไรต่อเนื่อง ผู้บริหารมีคุณธรรมและความสามารถ ในเวลาที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ และถือมันไว้ตราบที่มันยังเป็นธุรกิจที่ดี และยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง"

oojackoo
Verified User
Posts: 29
Joined: Thu Jul 08, 2010 2:58 pm

Posts by oojackoo » Sat Jul 10, 2010 1:23 pm

ขอบคุณครับ ความรู้ทั้งนั้นเลย


User avatar
nACrophiles_117
Verified User
Posts: 1362
Joined: Sun Apr 04, 2010 2:19 pm

Posts by nACrophiles_117 » Mon Oct 25, 2010 1:05 pm

กระทู้ดีมากเลย ขอบคุณพี่ๆทุกคนครับ


User avatar
JUMP
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 169
Joined: Thu Oct 14, 2010 10:29 am

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by JUMP » Thu Nov 25, 2010 2:35 pm

โชคดีจังที่เจอกระทู้นี้ ขอบคุณพี่ๆมากๆครับผม


GymOnyx
Verified User
Posts: 47
Joined: Tue Dec 28, 2010 1:41 pm

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by GymOnyx » Wed Dec 29, 2010 12:13 pm

ขอบคุณครับ แต่ดูเหมือนตอนนี้ที่ Thai Vi ห้ามพูดเรื่อง PE แล้วนะ


cway
Verified User
Posts: 29
Joined: Sun Dec 19, 2010 3:07 pm

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by cway » Sun Jan 16, 2011 9:33 am

ขอบคุณครับ


itnas
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 225
Joined: Fri Jun 18, 2010 11:18 pm

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by itnas » Mon Jan 31, 2011 10:16 pm

เข้ามาเก็บความรู้ ขอบคุณพี่ๆทุกคนครับ


KimVi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 970
Joined: Sun Sep 19, 2010 10:21 am

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by KimVi » Sat Feb 12, 2011 11:45 pm

ขอบคุณครับ....ได้เก็บไปเป็นความรู้มากมาย


monsoon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 491
Joined: Wed Sep 15, 2010 10:02 pm

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by monsoon » Thu Apr 14, 2011 11:22 am

ขอบคุณครับสำหรับความรู้ ขอ save เก็บไว้ก่อนนะครับ


User avatar
untrataro25
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 903
Joined: Mon Jun 14, 2010 7:34 pm

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by untrataro25 » Sat Apr 16, 2011 6:26 am

ขอบคุณมากครับ


User avatar
financeseed
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1304
Joined: Sun Oct 17, 2010 11:05 pm

Re: ครบเครื่อง เรื่อง PE

Posts by financeseed » Sat Apr 16, 2011 6:19 pm

ขอบคุณครับ


Post Reply