Page 1 of 89

ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

Posted: Tue May 06, 2008 6:41 pm
by kmphol
วันนีได้ฟังคุณลูกอีสานคุยในรายการของ อ สุนันท์ FM 96.5
เห็นคุณลูกอีสานได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 50%ต่อปี มานานเป็น10ปี เลยอยากทราบเทคนิคการปรับพอร์ตว่า ปรับบ่อย มากน้อยขนาดไหน ครับ ปรับทีละกี่% ของพอร์ต แล้วก็ปรํบปีละกี่ครั้งครับ เพราะเห็น VI ส่วนใหญ่มักถือหุ้นนานเกิน 3 ปีขึ้นไป แต่ผมคิดว่าตลาดไทยมีความผันผวนสูงมาก และเราน่าจะหาประโยชน์จากความผันผวนเหล่านี้ได้บ้าง เลยอยากทราบเทคนิคด้วยครับ
ขอบคุณครับ

Posted: Tue May 06, 2008 8:33 pm
by vivitawin
เห็นคุณลูกอีสานได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 50%ต่อปี มานานเป็น10ปี
:shock:  เพิ่งเคยได้ยิน จริงเหรอครับพี่ลูกอิสาน  :oops:

Re: ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

Posted: Tue May 06, 2008 10:16 pm
by ลูกอิสาน
kmphol wrote:อยากทราบเทคนิคการปรับพอร์ตว่า ปรับบ่อย มากน้อยขนาดไหน ครับ ปรับทีละกี่% ของพอร์ต แล้วก็ปรํบปีละกี่ครั้งครับ เพราะเห็น VI ส่วนใหญ่มักถือหุ้นนานเกิน 3 ปีขึ้นไป แต่ผมคิดว่าตลาดไทยมีความผันผวนสูงมาก และเราน่าจะหาประโยชน์จากความผันผวนเหล่านี้ได้บ้าง เลยอยากทราบเทคนิคด้วยครับ
ขอบคุณครับ
ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้

1.เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป
2.ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก
3.หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า
4.หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก

ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่าตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้ ผมยกตัวอย่างง่ายๆเช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น  ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น  หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้นหาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ


Quote:
เห็นคุณลูกอีสานได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 50%ต่อปี มานานเป็น10ปี

เพิ่งเคยได้ยิน จริงเหรอครับพี่ลูกอิสาน  

10 ปีนี่รวม 2 ปีแรกที่ลงทุนแบบมวยวัดขาดทุนยับ ส่วน 8 ปีหลังที่ลงทุนแบบ vi ก็ทำได้ 50% อย่างที่ว่าครับ

Posted: Thu May 08, 2008 4:32 pm
by Unexpected
lnw

Re: ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

Posted: Thu May 08, 2008 4:41 pm
by krisy
ลูกอิสาน wrote:
10 ปีนี่รวม 2 ปีแรกที่ลงทุนแบบมวยวัดขาดทุนยับ ส่วน 8 ปีหลังที่ลงทุนแบบ vi ก็ทำได้ 50% อย่างที่ว่าครับ
เท่าที่เข้าไปเดินเล่นเวปมวยวัดบ่อยๆ เราคิดว่ามวยวัดเนี่ยมันเป็นลูกผสมระหว่าง VI กะ VS ไม่ใช่เหรอค่ะ เพราะงั้นตัวหุ้นน่าจะมีพื้นฐานที่ดีระดับหนึ่ง ซึ่งเราว่าคุณลูกอิสานมีความสามารถในลงทุนแนวนี้ ดูจาก 8 ปีหลังที่ผลตอบแทนหรูมาก

ทำไมช่วงแรกถึงขาดทุนหล่ะค่ะ

Posted: Thu May 08, 2008 4:49 pm
by peerawit
เทพ

Re: ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

Posted: Fri May 09, 2008 11:25 am
by ลูกอิสาน
krisy wrote: เท่าที่เข้าไปเดินเล่นเวปมวยวัดบ่อยๆ เราคิดว่ามวยวัดเนี่ยมันเป็นลูกผสมระหว่าง VI กะ VS ไม่ใช่เหรอค่ะ เพราะงั้นตัวหุ้นน่าจะมีพื้นฐานที่ดีระดับหนึ่ง ซึ่งเราว่าคุณลูกอิสานมีความสามารถในลงทุนแนวนี้ ดูจาก 8 ปีหลังที่ผลตอบแทนหรูมาก

ทำไมช่วงแรกถึงขาดทุนหล่ะค่ะ
2 ปีแรกแบบมวยวัดคือซื้อแบบไม่รู้จริงครับ ที่จริงก็คิดว่ารู้ดีแต่เป็นความคิดแบบเด็กน้อย ตอนนั้นจำได้ว่าหลังจากติดตามเรื่องหุ้นได้ประมาณ 8-9 ปี(อ่านหนังสือพิมพ์) เริ่มทำงานมีเงินก็เปิดพอร์ต ซื้อหุ้นตัวแรกตัวเดียวคือ s-one ปัจจุบันคือ kgi ที่ราคา 13.1 บ. อีกประมาณ 1ปี ครึ่งขายขาดทุนไปที่ 5.5 บ. คิดดูว่าขาดทุนขนาดไหนครับ จิตใจที่เคยฮึกเฮิมก็ฝ่อทันตาเห็น :cry:

น้อง kristy ถามว่าทำไมขาดทุน คือถ้าผลมันออกแล้วเราก็มองเหตุได้ง่ายครับ

1.ตอนนั้นเข้าใจว่ารัฐบาลลอยตัวเงินบาท ดัชนีพุ่งขึ้นจาก 400 ไป 600 จุด ผมเข้าซื้อที่ดัชนีต่ำกว่าจุดสูงสุดประมาณ 5% ดีใจจัง :o ซื้อหุ้นได้ถูกว่าหลายวันก่อน  หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ไม่เคยสูงกว่าราคาที่ผมซื้ออีกเลย :twisted:   นี่คือการซื้อผิดเวลา ผิดจังหวะคือไปซื้อที่จุดสูงสุด ถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาไหนไม่ควรซื้อ แน่นอนว่าต้องดูพื้นฐาน และธรรมชาติของธุรกิจนั้นๆ อย่าง kgi เป็นหลักทรัพย์หลังจากลอยตัวเงินบาท ต่างชาติ รายย่อยไทยโหมซื้อหุ้น หุ้นหลักพรัพย์ที่หากินกับวอลุ่มการซื้อขาย ก็กำไรดีมากๆ ราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นเช่นกัน ผมไปซื้อตอนนั้น ตอนที่กำไรสูงสุด ราคาหุ้นสูงสุด :oops:   โชดดีที่ตอนนี้ผมเรียนรู้บ้าง ปีนี้ก็เลยซื้อ ait 12-13 บ.  หรือ tfi  77 สตางค์


2.ผมคิดว่าซื้อหุ้นต้องดูพื้นฐาน ตอนนั้นนักวิเคราะห์เชียร์หุ้นหลักทรัพย์มาก ผมยังจำนักวิเคราะห์ท่านนึงคอมเมนต์ว่า ธุรกิจหลักทรัพย์ไม่มีวันตาย และมีแต่กำไรเพราะอาศัยกินหัวคิว ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ผมก็เชื่อซิครับ ตอนนั้นคำว่าพื้นฐานดี คือเรารู้สึกว่าดี มองภาพรวมๆ แต่ไม่เคยดูงบการเงิน ไม่เคยดู P/E BV เลย ที่จริงอ่านงบการเงินไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เอาความรู้สึก สัญชาติญานซื้อหุ้น

3. s-one ตอนนั้นคุณภควัฒน์บริหาร (ตอนนี้ท่านเป็นประธานที่ trinity) และมีกลุ่มตระกูลคูเข้ามาถือหุ้นใหญ่ ตอนหลังเพิ่งทราบว่าคุณภควัฒน์ขายหุ้นตลอด ขายหนักๆตั้งแต่ราคาที่ผมซื้อ และหลังๆมีการออกวอร์ อีสบจำนวนมากๆ ถ้าตอนนั้นผมรู้ว่าผู้บริหารทำอย่างนี้ ผมคงเอะใจอะไรบ้าง

Re: ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

Posted: Fri May 09, 2008 1:47 pm
by saleman
ลูกอิสาน wrote:
2 ปีแรกแบบมวยวัดคือซื้อแบบไม่รู้จริงครับ ที่จริงก็คิดว่ารู้ดีแต่เป็นความคิดแบบเด็กน้อย ตอนนั้นจำได้ว่าหลังจากติดตามเรื่องหุ้นได้ประมาณ 8-9 ปี(อ่านหนังสือพิมพ์) เริ่มทำงานมีเงินก็เปิดพอร์ต ซื้อหุ้นตัวแรกตัวเดียวคือ s-one ปัจจุบันคือ kgi ที่ราคา 13.1 บ. อีกประมาณ 1ปี ครึ่งขายขาดทุนไปที่ 5.5 บ. คิดดูว่าขาดทุนขนาดไหนครับ จิตใจที่เคยฮึกเฮิมก็ฝ่อทันตาเห็น :cry:

น้อง kristy ถามว่าทำไมขาดทุน คือถ้าผลมันออกแล้วเราก็มองเหตุได้ง่ายครับ

1.ตอนนั้นเข้าใจว่ารัฐบาลลอยตัวเงินบาท ดัชนีพุ่งขึ้นจาก 400 ไป 600 จุด ผมเข้าซื้อที่ดัชนีต่ำกว่าจุดสูงสุดประมาณ 5% ดีใจจัง :o ซื้อหุ้นได้ถูกว่าหลายวันก่อน

Posted: Fri May 09, 2008 2:35 pm
by YONGYEE
ถามคุณลูกอีสานหน่อยครับว่า ตอนเลือกซื้อ TFI ใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกครับ แล้วไปสะดุดได้ยังงัย ขอทราบเคล็ดลับหน่อยครับ

Posted: Fri May 09, 2008 2:40 pm
by krisy
พี่ลูกอิสานยังคงน่ารักเหมือนเดิมนะคะ

ขอบคุณที่สอนอะไรดีดีให้อีกแล้ว ช่วงแรกพี่คงขาดประสบการณ์มากกว่าค่ะ แต่ก็กลับตัวได้เร็วสุดๆ

สรุป อย่าเดินซ้ำทางที่ผิดและมีศรัทธาในสิ่งที่ทำ เราจะจำเอาไว้ใช้ค่ะ

Posted: Fri May 09, 2008 3:21 pm
by Jimmy
หวัดดีครับพี่ลูกอิสาน เข้ามาฟังกลยุทธ์ของผู้เยี่ยมยุทธ์ของพวกเรา
ถ้าหุ้นที่พี่ถืออยู่ประมาณเกีอบ1ปี ลงอยางเดียวและขาดทุนบ้าง แล้วนักวิเคราะห์เชียร์ให้ขายแล้วคิดว่ากำไรทั้งปีไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านพี่จะทำยังไงครับ หรือขายหาตัวนี้ไปซื้ออีกตัวในพอร์ตเพิ่มที่คิดว่าเราเข้าใจและผู้บริหารมีฝีมือในการดำเนินธุรกิจมากกว่าครับ





=========================
ชีวิตมีแค่สองหมื่นกว่าวันจะมัวรอมันไปถึงไหนก้าวเดินออกไปแล้วทำมัน

Posted: Fri May 09, 2008 3:30 pm
by Jimmy
แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าหุ้นตัวนี้จะกำไรโตในปีสองปีนี้ เช่น Oishi  เราดูเทรนการบริโภคของคนทั่วไป แทนถ้าเป็นพวก UEC SNC พวกเราจะหาข้อมูลได้ยังไงครับ




===================
ชีวิตมีแค่สองหมื่นกว่าวันจะมัวรอมันไปถึงไหนก้าวเดินออกไปแล้วทำมัน

Posted: Fri May 09, 2008 3:50 pm
by ลูกอิสาน
YONGYEE wrote:ถามคุณลูกอีสานหน่อยครับว่า ตอนเลือกซื้อ TFI ใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกครับ แล้วไปสะดุดได้ยังงัย ขอทราบเคล็ดลับหน่อยครับ
ผมอ่านรายงานผลประกอบการของ MD บ่อยๆครับ ซึ่งบอกว่าวัฎจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมฟิล์ม BOPP กำลังจะมาถึงกลางปี 50 หลังจากเป็นวัฎจักรขาลงมา 3-4 ปีทำให้บริษัทขาดทุนอย่างหนัก

ผลประกอบการq1ปี50 ขาดทุน -180 ล. q2 -23 ล. q3-130
แต่ถ้าดูกำไรที่แท้จริงของธุรกิจฟิล์ม q1 -45 ล. q2=0 q3 + 105 ล.

นั่นแสดงว่าวัฎจักรขาขึ้นมาถึงแล้วจริงๆ ประกอบกับไม่มีการตั้งด้อยค่าอีกแล้ว(ตั้งไปหมดแล้ว) ผมคิดง่ายๆว่า q เดียวทำได้ 100 ล. ทั้งปีน่าจะทำได้ 400 ล.  ตอนนั้น market cap ของ tfi ~ 800 ล. เท่ากับซื้อขายที่ P/E 2 เท่า :shock:

ตอนนั้นแม้ประกาศผลประกอบออกมา ราคาหุ้นก็ไม่ขยับ คงเป็นเพราะนักลงทุนเห็นงบรวมยังขาดทุน ผมก็เริ่มซื้อที่ .77 บ. ปรากฎว่ามีคนแย่งซื้อ ลากราคาจน ceiling วันนั้นเลย ผมไม่กล้าซื้อตามเลยได้หุ้นไม่มาก ไปเริ่มซื้อใหม่ตอนเงียบๆกันแล้วประมาณ 90 สตางค์ -1บ.  พอประกาศงบq 4 ก็ตามคาดคือยังมีผลขาดทุน แต่จะเห็นได้ว่าขาดทุนลดจากq 3 200 ล. นั่นคือกำไรธุรกิจฟิล์มล้วนๆ ยืนยันขาขึ้นของฟิล์ม BOPP ราคาหุ้นก็ ceiling อีกรอบ ถือตัวนี้มาครึ่งปี ceiling ไปแล้ว 3 รอบ


จริงๆก็คงมี vi บางท่านติดตามพื้นฐานบ้าง แต่ด้วยข้อสงสัยเรื่องธรรมภิบาล ประกอบกับงบการเงินอ่อนแอมากเพราะเจอกับวัฎจักรขาลง ทำให้ไม่มีคนสนใจหุ้นตัวนี้เลย แต่อย่างที่บอกว่าผมมีบทเรียนจากการพลาดหุ้นวัฎจักรคือ PSL หลายปีก่อนขาดทุนหนักเพราะวัฎจักรขาลง งบอ่อนแอ ทำให้ผมไม่กล้าซื้อทั้งที่ติดตามอยู่ ยังเสียดายถึงทุกวันนี้ ผมไม่อยากพลาดอีก

ส่วนปัญหาเรื่องธรรมภิบาลที่หลายคนกลัว ผมก็กลัว ไม่อย่างนั้นคงซื้อไปเยอะกว่านี้แล้ว :lol:  แต่ผมพยายามมองภาพใหญ่ ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับผลกำไร ถ้าภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมกำลังมาอาจทำให้กำไรเพิ่มหลายร้อยเปอร์เซนต์ โอเคปัญหาธรรมภิบาลอาจจะทำให้กำไรลดลงบ้าง แต่กำไรก็เพิ่มขึ้นมากอยู่ดี เหมือนที่เค้าพูดว่าเมื่อพายุมา ไก่ฮวงที่ปกติบินไม่ได้ กลับบินได้ เหมือนกันหากหุ้นที่ธรรมภิบาลแย่ๆ ถ้าพายุวัฎจักรขาขึ้นกำลังมา ราคาหุ้นก็ขึ้นไปได้เช่นกัน

Posted: Fri May 09, 2008 4:13 pm
by YONGYEE
ขอบคุณคุณลูกอีสานมากครับที่ช่วยแนะนำแนวทาง ผมว่าแนวทางนี้ได้ return สูงมากเลย แต่ตอนกำลังเปลี่ยนจากวัฏจักรขาลงเป็นขาขึ้นเนี่ยซิครับ ไม่รู้จะศึกษายังงัย แต่อย่างน้อยก็ทราบจากคุณลูกอีสานหนึ่งแหล่งล่ะครับ (คงต้องยกให้เป็นสุดยอดเซียนของหุ้นวัฏจักร)
นอกจากนั้นพอจะมีแหล่งอื่นๆอีกหรือเปล่าครับ รบกวนหน่อยครับ

Posted: Fri May 09, 2008 4:16 pm
by PERFECT LUCKY
Wonderful Investor !  :bow:

ปล. ขอฝากเงินพี่ลูกอิสานไปลงทุน บ้างได้มั้ยครับ? 555

Posted: Fri May 09, 2008 4:38 pm
by ลูกอิสาน
Jimmy wrote:ถ้าหุ้นที่พี่ถืออยู่ประมาณเกีอบ1ปี ลงอยางเดียวและขาดทุนบ้าง แล้วนักวิเคราะห์เชียร์ให้ขายแล้วคิดว่ากำไรทั้งปีไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านพี่จะทำยังไงครับ หรือขายหาตัวนี้ไปซื้ออีกตัวในพอร์ตเพิ่มที่คิดว่าเราเข้าใจและผู้บริหารมีฝีมือในการดำเนินธุรกิจมากกว่าครับ
แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าหุ้นตัวนี้จะกำไรโตในปีสองปีนี้ เช่น Oishi  เราดูเทรนการบริโภคของคนทั่วไป แทนถ้าเป็นพวก UEC SNC พวกเราจะหาข้อมูลได้ยังไงครับ

ปกตินักวิเคราะห์เป็นคนมองโลกในแง่ดี :lol:  ถ้าเชียร์ขายแสดงว่าอาจจะมีอะไรไม่ดีจริงๆ เราอ่านแล้วก็ต้องคิดเองว่าจริงหรือเปล่า (ผมเคยกำไรหุ้นที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ขายน้อยกว่าหุ้นที่เชียร์ให้ซื้อมาก)  ถ้าเราเห็นว่าไม่ดีจริงก็ขายไปซื้อตัวที่ดีกว่า อย่ามองในแง่ดีเพียงเพราะเรามีหุ้น และอย่ามองในแง่ดีว่าเดี๋ยวราคาก็จะกลับมา ราคาอาจจะกลับมาก็จริงแต่ไม่รู้เมื่อไหร่ เสียเวลา เสียโอกาสที่จะซื้อหุ้นดีๆตัวอื่นๆครับ  

รู้ได้อย่างไรว่ากำไรจะโต ที่จริงถ้าเราติดตามข่าวสารของบริษัทสม่ำเสมอ ก็พอจะมองออกครับว่ากำไรจะโตหรือเปล่า หรือจะมองแนวโน้มเทรนการบริโภคก็ได้แต่จะชัดเจนน้อยกว่า เพราะหลายบริษัทขายสินค้าเทคโนโลยีที่เป็นเทรน แต่กลับขาดทุนก็เยอะแยะ ผมยกตัวอย่างตอนนี้ทุกคนก็รู้ว่าน้ำมันแพงดังนั้นสินค้าแทนทดน้ำมันน่าจะได้รับผลดี เช่น ums lanna pttep banpu uvan cpi upoic lst สำคัญอยู่ที่ว่าราคาหุ้นตอนนี้กับกำไรต่อหุ้นในอนาคตมีส่วนต่างให้นักลงทุนทำกำไรหรือเปล่า

Posted: Fri May 09, 2008 5:00 pm
by ...
โพสของพี่ลูกอิสานคมคายเสมอ

ขอบคุณมากครับ  :D

Posted: Fri May 09, 2008 5:13 pm
by KB
ลูกอิสาน wrote:
ผมอ่านรายงานผลประกอบการของ MD บ่อยๆครับ ซึ่งบอกว่าวัฎจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมฟิล์ม BOPP กำลังจะมาถึงกลางปี 50 หลังจากเป็นวัฎจักรขาลงมา 3-4 ปีทำให้บริษัทขาดทุนอย่างหนัก

ผลประกอบการq1ปี50 ขาดทุน -180 ล. q2 -23 ล. q3-130
แต่ถ้าดูกำไรที่แท้จริงของธุรกิจฟิล์ม q1 -45 ล. q2=0 q3 + 105 ล.

นั่นแสดงว่าวัฎจักรขาขึ้นมาถึงแล้วจริงๆ ประกอบกับไม่มีการตั้งด้อยค่าอีกแล้ว(ตั้งไปหมดแล้ว) ผมคิดง่ายๆว่า q เดียวทำได้ 100 ล. ทั้งปีน่าจะทำได้ 400 ล.

Posted: Fri May 09, 2008 10:51 pm
by YONGYEE
ขอบคุณคุณลูกอีสานมากครับสำหรับคำแนะนำ :idea:

Posted: Fri May 09, 2008 11:24 pm
by miracle
พี่ลูกอีสานเอาเคร็ดลับตอนซื้อ TFI มาเป็นวิทยาทานเลย
อืมๆๆ ตัวนี้ผมไม่กล้าครับ เพราะเข็ดเรื่องธรรมภิบาล
เลยผ่านครับ แต่พี่หมอมองขาด อืมๆๆ
ขอคารวะด้วยเหล้า 1 จอก ครับ
:)

Posted: Fri May 09, 2008 11:26 pm
by << New >>
Thank you krub  :bow:

Posted: Sat May 10, 2008 9:34 am
by Windy
แล้วตัว AIT ล่ะครับคุณลูกอีสานมีมุมมองยังไงตอนนั้นถึงซื้อ

ครับ

Posted: Sat May 10, 2008 12:37 pm
by SEHJU
พี่ลูกอิสานเทพเจ้าอีกตามเคย.. อ่านดูที่พี่บอกว่า

 2 ปีแรกแบบมวยวัดคือซื้อแบบไม่รู้จริงครับ ที่จริงก็คิดว่ารู้ดีแต่เป็นความคิดแบบเด็กน้อย ตอนนั้นจำได้ว่าหลังจากติดตามเรื่องหุ้นได้ประมาณ 8-9 ปี(อ่านหนังสือพิมพ์) เริ่มทำงานมีเงินก็เปิดพอร์ต ซื้อหุ้นตัวแรกตัวเดียวคือ s-one ปัจจุบันคือ kgi ที่ราคา 13.1 บ. อีกประมาณ 1ปี ครึ่งขายขาดทุนไปที่ 5.5 บ. คิดดูว่าขาดทุนขนาดไหนครับ จิตใจที่เคยฮึกเฮิมก็ฝ่อทันตาเห็น

พี่บอกว่าติดตามเรื่องหุ้นมาได้แปด เก้า ปี แล้วพอมีเงินเก็บก็มาซื้อ s-one

แต่ขาดทุน ที่ซ้ำร้ายก็คือ พี่บอกว่าพี่ความคิดแบบเด็กน้อย...

ยังงั้นตอนนี้ผมก็เป็นแค่ตัวอสุจ๊ากดีๆนี่เอง... ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

กระทู้ทรงคุณค่าแน่ๆ

Posted: Sat May 10, 2008 2:10 pm
by ลูกอิสาน
Windy wrote:แล้วตัว AIT ล่ะครับคุณลูกอีสานมีมุมมองยังไงตอนนั้นถึงซื้อ
ผมก็ติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ ตัวนี้มีเหตุผลที่ผมสนใจคือ

-เป็นเหตุผลแปลกๆคือผมสนใจหุ้นที่เคยฮิตใน tvi พอเลิกฮิตราคาก็ไหลลง กระทู้ก็ไม่ค่อยมีใครอัฟเดท และที่สำคัญพื้นฐานก็ไม่ได้แย่นัก ผมจะสนใจหุ้นเหล่านี้มากกว่าปกติ

-ผมชอบซื้อหุ้นที่เจอกับปัจจัยลบชั่วคราว  ตัว ait ทำธุรกิจวางระบบ IS ซึ่งต้องอาศัยงานจากรัฐวิสาหกิจ ภาครัฐค่อนข้างมากและได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทำให้มีการตรวจสอบโครงการเก่า โครงการใหม่ๆก็ไม่ออกมา การเบิกจ่ายงบก็ล่าช้า ทำให้ผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมาไม่ดี ผมมองในแง่ดีว่า ถ้าทุกอย่างกลับมาเป็นปกติเมื่อได้รัฐบาลไหม่ ait ควรจะพื้นตัวกลับมาเช่นกัน (ผู้บริหารพูดบ่อยๆว่าปี 50 เป็นปีผิดปกติ)

-แม้แต่ปีที่แย่ ait ก็ยังทำกำไรได้ค่อนข้างดี ที่ราคา 13-14  PE ก็แค่ 6 เท่า ส่วนงบการเงินดี มีเงินสดสุทธิ กระแสเงินสดดีมาก ปันผลก็ดีมาก

- backlog ตอนสิ้นปีประมาณ 600 ล.ซึ่งถือว่าน้อย แต่ผ่านไป 2 เดือน ผู้บริหารให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า backlog เพิ่มเป็น 2000 ล.แล้ว(ปี 50 ยอดขายแค่ 1650ล) ตอนนั้นหุ้นก็ประมาณ 13-15 บ.


สรุปว่าตอนนั้นผมซื้อ ait เพราะหวังว่าจะเป็นหุ้น turnaround โดยมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนค่อนข้างน้อย และมีโชคด้วยที่ backlog เพิ่มขึ้นมากแบบเข็มขัดสั้น :lol:

Posted: Sat May 10, 2008 2:50 pm
by TPH
เข้ามาฟัง :man: แนวทางการลงทุนของผู้ที่คนอื่น ๆ ให้ฉายาว่าเทพ :bow:
ได้แนวคิดสำหรับใช้ประยุกต์ในการลงทุนส่วนตัว หวังว่าคงจะทำได้ซักเศษเสี้ยว มีกำลังใจขึ้นเยอะหลังจากทราบว่าเทพเองก็ยังขาดทุนในการลงทุนเริ่มแรก :lol:  
ส่วนตัวยัง :vm: กับตัว defensive ที่ชอบทำเข้าประตูตัวเอง แต่ตัวนี้เป็นตัวแรกที่ซื้อโดยยังไม่รู้ว่ามีรายได้ยังไง มีผลกระทบต่อรายได้ยังไงบ้าง ตอนนี้ก็พยายามทำความเข้าใจและให้เวลาในการแสดงผลงาน

Posted: Sat May 10, 2008 3:28 pm
by ปุย
ลูกอิสาน wrote:
ผมก็ติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ
คุณลูกอิสาน มี watch list ประมาณกี่ตัวครับ
แล้วต้องอ่าน ทำความเข้าใจแนวโน้มธุรกิจมากแค่ไหน

ผมว่าจุดนี้น่าจะเป็นจุดแตกต่างที่ทำให้เป็นเทพกระมัง

Posted: Sat May 10, 2008 3:37 pm
by zidit
เทพจริงๆ ครับ 50% ฝากตัวเป็นลูกศิษย์เลย อิอิ

Posted: Sat May 10, 2008 8:23 pm
by ลูกอิสาน
ปุย wrote: คุณลูกอิสาน มี watch list ประมาณกี่ตัวครับ
แล้วต้องอ่าน ทำความเข้าใจแนวโน้มธุรกิจมากแค่ไหน
ผมว่าจุดนี้น่าจะเป็นจุดแตกต่างที่ทำให้เป็นเทพกระมัง

ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาสประมาณ 80 ตัว
และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว
รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี

ผมเชื่อว่ายิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมากโอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่าเป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก


tfi เป็นหุ้นวัฎจักร ait เป็นหุ้น turnaround
มีอีกตัวที่เป็นกึ่งวัฎจัรกึ่งฟื้นตัว ตัวนั้นคือ gfpt

ตัวนี้ผมเริ่มมาสนใจเพราะอ่านงานวิจัยของโบรค บริษัทลุ่มๆดอนๆมาหลายปีผลจากวิกฤติไข้หวัดนก และปริมาณสินค้าที่เกินความต้องการ q1-q2 ยังขาดทุน แต่q3 กำไร 140 ล. ผมก็สนใจแต่ยังไม่แน่ใจว่าดีจริงหรือเปล่า อาจเป็นความผันผวนรายไตรมาส ก็ไม่ได้สนใจอีกเลย จนประกาศผลประกอบการรอบปีกำไรโตขึ้นมาก ผมก็ดูผ่านๆ ลืมไปแล้วว่าดีติดต่อกัน 2 ไตรมาส วันรุ่งขึ้นไปส่งลูกที่โรงเรียนเจอรุ่นพี่นอกเวป บอกว่าตัวนี้กำไรโตขึ้นมาก ผมสนใจหรือเปล่า กลับมาผมรีบหาข้อมูลประมาณ 1 ชม.ก่อนตลาดเปิด เปิดมาหุ้นขึ้นไป 10% ผมก็ยังซื้อ ซื้อจนเงินหมด ชักสงสัยว่าหุ้นดีจริงหรือเปล่า เพราะมีแรงขายเยอะเหลือเกิน กลับมาดูพื้นฐานก็พอจะสบายใจได้บ้าง ถ้าทำกำไรได้เหมือนq4 ที่ 180 ล. P/E ที่ราคา 13.8 ประมาณ 2.4 เท่า :shock:

Posted: Sat May 10, 2008 9:15 pm
by topgun
ขอขอบคูณครับ ได้ข้อคิดและขออวยพรให้คุณลูกอีสานประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไปครับ  :D  :D  :D

Posted: Sat May 10, 2008 9:19 pm
by zidit
ลูกอิสาน wrote:

ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาสประมาณ 80 ตัว
และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว
รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี

ผมเชื่อว่ายิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมากโอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่าเป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก


tfi เป็นหุ้นวัฎจักร ait เป็นหุ้น turnaround
มีอีกตัวที่เป็นกึ่งวัฎจัรกึ่งฟื้นตัว ตัวนั้นคือ gfpt

ตัวนี้ผมเริ่มมาสนใจเพราะอ่านงานวิจัยของโบรค บริษัทลุ่มๆดอนๆมาหลายปีผลจากวิกฤติไข้หวัดนก และปริมาณสินค้าที่เกินความต้องการ q1-q2 ยังขาดทุน แต่q3 กำไร 140 ล. ผมก็สนใจแต่ยังไม่แน่ใจว่าดีจริงหรือเปล่า อาจเป็นความผันผวนรายไตรมาส ก็ไม่ได้สนใจอีกเลย จนประกาศผลประกอบการรอบปีกำไรโตขึ้นมาก ผมก็ดูผ่านๆ ลืมไปแล้วว่าดีติดต่อกัน 2 ไตรมาส วันรุ่งขึ้นไปส่งลูกที่โรงเรียนเจอรุ่นพี่นอกเวป บอกว่าตัวนี้กำไรโตขึ้นมาก ผมสนใจหรือเปล่า กลับมาผมรีบหาข้อมูลประมาณ 1 ชม.ก่อนตลาดเปิด เปิดมาหุ้นขึ้นไป 10% ผมก็ยังซื้อ ซื้อจนเงินหมด ชักสงสัยว่าหุ้นดีจริงหรือเปล่า เพราะมีแรงขายเยอะเหลือเกิน กลับมาดูพื้นฐานก็พอจะสบายใจได้บ้าง ถ้าทำกำไรได้เหมือนq4 ที่ 180 ล. P/E ที่ราคา 13.8 ประมาณ 2.4 เท่า :shock: