ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
User avatar
krisy
Verified User
Posts: 736
Joined: Mon Sep 03, 2007 12:51 am

Posts by krisy » Fri May 23, 2008 10:53 am

chatchai wrote:
ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ครับ

.....Give Everything but not Give Up.....

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Fri May 23, 2008 12:59 pm

lina5599 wrote:ขอถามพี่ลูกอีสานว่า pttar เป็นหุ้น vi หรือเปล่าคะ ทำไมราคาถึงลดลงอย่างเร็ว และแรงมากๆ ราคาตอนนี้ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานแล้วหรือยังคะ น่าสนใจซื้อหรือเปล่าคะ
:lol: ขอแซวนิดนึง หุ้น vi ไม่เคยมีอยู่จริงนะครับ
เหตุผลก็คือที่ราคานึงต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นเราบอกว่าเป็นหุ้น vi  
แต่ที่ราคานึง ราคาเกินพื้นฐานไปแล้ว หุ้นตัวนั้นก็ไม่ใช่หุ้น vi อีกต่อไป

ถ้าถามว่าที่ราคาปัจจุบันที่ 30 บ. เป็นหุ้น vi หรือเปล่าเราก็ต้องไปดูพื้นฐาน ตัวนี้ผมไม่ได้ติดตามเลย แต่ลองไปอ่านงานวิจัย 2-3 ฉบับสรุปได้ดังนี้ครับ

ผลิตภัณฑ์หลักคือโรงกลั่น และโรงอโรเมติกส์

ปัจัยบวกคือยังมีการขยายกำลังการผลิต การแก้ไขปัญหาคอขวด ทำให้กำลังการกลั่น และการผลิตสารอโรเมติกส์เพิ่มขึ้น แต่นอนว่าต้นทุนต่อหน่วยก็ต่ำลง ประเด็นที่ 2 คือการประหยัดจากการควบรวมระหว่างโรงกลั่นและโรงอโรเมติกส์ยังส่งผลดีต่อเนื่อง ผมจำตัวเลขไม่ได้แต่ประมาณ 200 ล้านเหรียญใน 2 ปีหลังการควบรวม

ปัจจัยด้านลบ คือสายโรงกลั่นตอนนี้ค่าการกลั่นยังดีอยู่มาก แต่ปลายปีนี้จะเริ่มมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ของอินเดียเริ่มการผลิต ใน 1-2 ปีนี้กำลังการกลั่นในเอเชียจะเพิ่มขึ้นมากกว่าอุปสงค์ดังนั้นต้องทำใจว่ากำไรจากส่วนโรงกลั่นอาจจะลดลง ส่วนสายอโรเมติกส์ก็ยังมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตที่มากกว่าความต้องการทั้ง เบนซีนและพาราไซลีน ประกอบกับช่วงนี้วัตถุดิบราคาเพิ่มตามราคาน้ำมันแต่ปรับราคาขายไม่ได้เพราะภาวะการแข่งขัน กำไรก็เลยลดลงมากในไตรมาส 1

ผมไปดูราคาวันแรกที่เปิดซื้อขายหลังการควบรวมราคารประมาณ 47-48 บ. ผ่านมาเกือบๆ 5 เดือนราคาเหลือ 30 บ. ณ.วันนี้ ผมเข้าใจว่าคนที่ถือตัวนี้ซื้อด้วยเหตุผลว่านี่เป็นบริษัทของ ปตท. ดังนั้นยังไงไม่น่าจะขาดทุนและมีความมั่นคง แต่อาจจะไม่ได้มองว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาผันผวนตามตลาดโลก ปตท.ไม่สามารถไปควบคุมได้ เพราะในตลาดโลก ปตท.เป็นเพียงผู้เล่นขนาดจิ๋วครับ

ที่ราคาลดลงมามาก น่าจะเป็นแรงขายกองทุนต่างชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเค้ามีข้อมูลเชิงลึกอย่างดีมานต์ ซับพลายมากกว่ารายย่อยมาก โอกาสที่เราจะชนะเค้าคงต้องอาศัยโชคอย่างเดียว ผมลองให้คอมเมนต์ แต่ไม่กล้าแนะนำเพราะผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าราคาผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร หุ้นตัวนี้ยากเกินไปสำหรับผมครับ

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Fri May 23, 2008 1:04 pm

[quote="Ryuga"]พี่ลูกอิสานเท่ห์ระเบิดเลย

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Fri May 23, 2008 1:27 pm

ก้อนหิน wrote::cool: สุดยอดจริงๆครับ แวะมาตอบบ่อยๆนะครับ จะพยายามคิดคำถามมาถามครับ

ถามว่า
1. ถ้าให้เลือกลำดับความสำคัญที่พี่ลูกอีสานดูในการที่จะซื้อหุ้นแต่ละตัวนี่พี่ลูกอีสาน จะดูตัวไหนก่อนครับ

ขอบคุณครับ
1. ความโลภจะทำให้ผมคิดหาทางที่ได้กำไร นั่นคือซื้อหุ้นแล้วต้องขึ้น และตัวที่ผลักดันราคาหุ้นได้ดีที่สุดคือกำไรของกิจการ สรุปว่าขั้นแรกผมดูก่อนว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า แล้วมาดูว่าราคาตอบรับกับกำไรที่อาจจะเพิ่มหรือยัง ถ้ายังผมก็จะศึกษาต่อ ถ้าราคาตอบรับไปแล้ว ผมก็ผ่านไป การดูว่าตัวไหนจะกำไรเพิ่มก็ต้องศึกษาและคาดการณ์บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้ครับ

2.ความกลัวทำให้ผมคิดถึงทางที่จะเสีย หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาด ผมก็จะไปดูความเป็นไปได้ที่คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น จะทำได้จริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงคำหวานๆของผู้บริหาร  รวมถึงดูงบการเงินว่าดีหรือเปล่า กำไรเพิ่มต้องแลกกับการเพิ่มทุนหรือไม่ ดูปันผล ดูอัตราส่วนทางการเงิน กระแสเงินสด ดูผู้บริหาร ถ้าผมคิดผิดไป ราคาหุ้นจะตกหนักหรือเปล่า รวมๆน่าจะเรียกว่าผมดู margin of safety ครับ

2. พี่ชอบ หุ้นที่ Business Model ยอดเยี่ยมราคาสมเหตุสมผล หรือ หุ้น พอไหว แต่ราคาถูก มากกว่ากันครับ
ผมไม่รังเกียจทั้ง 2 แบบละครับ ขึ้นอยู่กับว่าตัวไหนต่ำกว่ามูลค่าที่ผมคาดไว้มากกว่ากัน หรืออีกนัยนึงผมจะเลือกตัวที่มี upside มากที่สุดที่ความเสี่ยงพอๆกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเคยได้กำไรมักจะเป็นหุ้นแบบที่ 2 มากกว่าไม่รู้ว่าเพราะตลาดหุ้นไทยมีหุ้นแบบที่ 2 มากกว่าหรือเปล่า

3. VI แนวทางของใครที่พี่ลูกอีสานชอบที่สุดครับ
ผมชื่นชอบแนวทางของหลายท่านทั้ง ดร.นิเวศน์, Warren buffett, Peter lynch, Bengamin Graham หรือPillip Fisher ครับ แต่ละท่านเป็นผู้บุกเบิกแนวความคิดทั้งสิ้น และมีจุดเด่นของแต่ละคน ถ้าให้มองตัวเอง ตอนนี้ผมพอใจที่ใช้แนวทางของ Peter Lynch อยู่ครับเพราะเป็นแนวคิดที่เข้าใจได้ง่าย ชาวบ้านอ่านก็เข้าใจ อาจเป็นเพราะเค้าเป็นคนเขียนหนังสือเอง ทำให้คนอ่านนำไปลงทุนในหุ้นได้หลากหลายแบบตามนิยามที่เค้าเขียนครับ

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Fri May 23, 2008 2:12 pm

[quote="chatchai"]ผมก็เคยคิดลงทุนลักษณะที่คุณลูกอิสานคิดมาก่อน
ขอสอบถามต่อว่า

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

RONNAPUM
Verified User
Posts: 1455
Joined: Tue May 29, 2007 7:22 pm

Posts by RONNAPUM » Fri May 23, 2008 2:29 pm

ลูกอิสาน wrote:

bgt ผมมองเห็นหุ้นเติบโตนะ เหตุผลคือบริษัทมีการทำซ้ำในสิ่งที่ประสบความสำเร็จไปเรื่อยๆ ในที่นี้คือการขยายสาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แน่นอนว่ายอดขายหรือกำไรก็น่าจะเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาหุ้น

อย่าทำตัวเป็นนักแสดง เป็นเพียงผู้ดูก็พอ..

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Fri May 23, 2008 2:39 pm

ลืมตอบพี่ฉัตรชัยโพสต์ด้านบน
ประเด็นว่าผมเคยมีประสบการณ์เจอหุ้นหุ้นที่กำไรเพิ่มแต่ราคาหุ้นไม่ขยับหรือเปล่า

อย่างที่โพสต์ครับว่าถ้าไม่เจอปัญหาราคาหุ้นตอบรับไปแล้ว หรือมีตัวถ่วง ผมยังไม่เคยเจอหุ้นที่กำไรเพิ่มแล้วราคาไม่ขยับนะครับ (ถ้าท่านใดเจอไม่ต้องโพสต์ในนี้นะครับ แต่ขอให้พีเอ็มบอกผมด้วย   :lol:  :lol:) อาจมีข้อยกเว้นอีกข้อ ตอนวิกฤติเศรษกิจครั้งที่แล้ว ตลาดหุ้นซบเซามาก หุ้นบางตัวกำไรเพิ่ม ราคาก็ไม่ค่อยไปไหนครับ เพราะแรงซื้อไม่มี



[quote="krisy"]ในกรณีที่ดูกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นตัว drive ราคาหุ้นนั้น ก็คล้ายกับการเล่นแบบเก็งผลประกอบการแต่ละไตรมาสเลย เพียงแต่ว่าพี่ลูกอิสานคงเน้นที่หุ้นที่ยังราคาถูกอยู่และมีอนาคต เพราะ Buy on expectation but Sell on fact ถ้ายังดูดี เราก็ยังคบกันต่อ ถูกไหมค่ะ เล่นแนวไหนก็ไม่สำคัญเลย ถ้าเป็นแนวที่เหมาะกะเราและได้กำไร

อย่างที่คุณ chatchai พูดไว้ เรากำลังเจอเลยค่ะ งบดี ราคาไม่ขยับ กำลังหาอยู่ว่าตูทำผิดตรงไหนเนี่ย

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

Coffee Prince
Verified User
Posts: 10
Joined: Wed May 21, 2008 3:22 pm

Posts by Coffee Prince » Fri May 23, 2008 3:00 pm

สวัสดีครับ

ผมอยากจะขอรบกวนถามว่า กรณีหุ้นปาล์มต่างๆที่วิ่งยาวมาในช่วงนี้ โดยหลักการแล้วคือปัจจัยพื้นฐานได้เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทำให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาก กำไรก็น่าจะเป็นฐานใหม่ได้แล้ว

ทีนี้ถ้าเราคาดว่ามันจะเป็นอย่างนี้อีกปีครึ่ง ซึ่งมันก็จะมีช่วงราคาหุ้นขึ้นๆลงๆตามวัฐจักรรายไตรมาส

ถ้าอยากเป็นนักลงทุนแบบ VI เราจะขายปรับพอร์ตหรือถือยาวไปเลยดีครับ

ตัวที่ผมถือไว้เนี่ย จริงๆก็ถือยาวไปเลยได้นะครับ แต่อยากฟังความเห็นคนเก่งๆครับ  ขอบคุณมากนะครับ


User avatar
krisy
Verified User
Posts: 736
Joined: Mon Sep 03, 2007 12:51 am

Posts by krisy » Fri May 23, 2008 3:02 pm

อธิบายได้แจ่มแจ้ง คมชัดมากค่ะ

เราว่าถ้าพี่ว่างๆจากการหาหุ้น พี่ต้องเขียนหนังสือแล้วแหละ บทความเก่าๆที่พี่ลูกอิสานเขียนไว้ เข้าใจง่ายและตรงประเด็น การเขียนเนื้อเรื่องให้คนอ่านเข้าใจชัดเจนแบบนี้ อาจเป็นพรสวรรค์อีกอย่างที่พี่ทำได้ดีนะคะ เริ่มเขียนวันนี้ ปีหน้าวางตลาด แล้วอย่าลืมเซ็นหนังสือให้ด้วย  :D (แต่ไม่ได้บังคับนา)

[quote="ลูกอิสาน"]
อีกวิธีที่ลดความเสี่ยงได้คือการจัดพอร์ตให้มีความหลากหลาย

.....Give Everything but not Give Up.....

User avatar
newbie_12
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2898
Joined: Wed Jun 27, 2007 3:19 pm

Posts by newbie_12 » Fri May 23, 2008 3:52 pm

พี่ลูกอีสานสุดยอดไปเลยครับ

ถ้าเขียนเป็นบทความ ผมว่ารวมเล่มเป็น pocket book ได้เลยครับ


chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Fri May 23, 2008 7:37 pm

การลงทุนโดยพิจารณามูลค่าของบริษัท

Last edited by chatchai on Fri May 23, 2008 9:50 pm, edited 1 time in total.
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี

kongkang
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 1087
Joined: Fri Nov 10, 2006 5:46 pm

Posts by kongkang » Fri May 23, 2008 8:25 pm

สุดยอดกะทู้ที่ทำให้เวปไทยวีไอไม่เจือจาง :cool:  อยากให้เป็นถาม-ตอบแบบไม่ต้องเชียร์หุ้น คุยกันด้วยข้อมูลไม่ต้องกลัวทุบหุ้นค่ะ เผื่อจะมีสิ่งที่เรามองพลาดจากกิจการนี้ หรือเข้าข้างหุ้นเรามากไป  
ขอเริ่มจาก svi นะคะ เปรียบเทียบกับอิเลกตัวอื่น ๆ ดีกว่า เสียกว่ายังไง
เริ่มจากข้อดีนะคะ
-พีอียังต่ำอยู่
-สินค้าไม่ผันผวนง่าย ไม่ทำสินค้าที่เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีบ่อย
-ออเดอร์ยังรองรับได้ทั้งปี
-อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นเรื่อย ๆ
-ลูกค้าจากยุโรป ไม่มีปัญหาซับไพร์ม
-อื่น ๆ
ข้อเสีย
-เพราะเป็นอิเลคโทรนิค เข้่าใจยาก
-อัตราแลกเปลี่ยนมีผลกับกำไร
-กองทุนยังต้องการขายหุ้นอยู่
-อื่น ๆ
เทียบกับอิเลคโทรนิคตัวอื่น ๆ ในตลาดหุ้นเป็นยังไงคะ  รู้สึกว่าน่าจะเป็นบริษัทที่ใกล้เคียงกับteam แต่team มีลูกค้าอเมริกาเยอะ ปีนี้ก็เลยกลายเป็นปีที่แย่ของteam ไป
ขอบคุณค่ะ :D


User avatar
newbie_12
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2898
Joined: Wed Jun 27, 2007 3:19 pm

Posts by newbie_12 » Fri May 23, 2008 10:09 pm

kongkang wrote:สุดยอดกะทู้ที่ทำให้เวปไทยวีไอไม่เจือจาง :cool:  อยากให้เป็นถาม-ตอบแบบไม่ต้องเชียร์หุ้น คุยกันด้วยข้อมูลไม่ต้องกลัวทุบหุ้นค่ะ เผื่อจะมีสิ่งที่เรามองพลาดจากกิจการนี้ หรือเข้าข้างหุ้นเรามากไป  
ขอเริ่มจาก svi นะคะ เปรียบเทียบกับอิเลกตัวอื่น ๆ ดีกว่า เสียกว่ายังไง
เริ่มจากข้อดีนะคะ
-พีอียังต่ำอยู่
-สินค้าไม่ผันผวนง่าย ไม่ทำสินค้าที่เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีบ่อย
-ออเดอร์ยังรองรับได้ทั้งปี
-อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นเรื่อย ๆ
-ลูกค้าจากยุโรป ไม่มีปัญหาซับไพร์ม
-อื่น ๆ
ข้อเสีย
-เพราะเป็นอิเลคโทรนิค เข้่าใจยาก
-อัตราแลกเปลี่ยนมีผลกับกำไร
-กองทุนยังต้องการขายหุ้นอยู่
-อื่น ๆ
เทียบกับอิเลคโทรนิคตัวอื่น ๆ ในตลาดหุ้นเป็นยังไงคะ  รู้สึกว่าน่าจะเป็นบริษัทที่ใกล้เคียงกับteam แต่team มีลูกค้าอเมริกาเยอะ ปีนี้ก็เลยกลายเป็นปีที่แย่ของteam ไป
ขอบคุณค่ะ :D
ขอ DRACO ด้วยนะครับ อิอิ คล้ายๆ SVI เลย หรือเปล่าหว่า ไม่แน่ใจ


User avatar
mario
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 721
Joined: Wed Mar 12, 2008 8:26 pm

Posts by mario » Fri May 23, 2008 10:58 pm

เป็นกระทู้ที่ เข้มข้น จริงๆครับ :cool:



ขอ share ความเห็นเรื่อง BGT

ที่กำไร ดูเหมือน จะไม่โตอย่างที่คิดผมมองว่ามาจากปัจจัยดังนี้

1.ค่าลิขสิทธิ์ เพิ่มขึ้นจาก 1.5% ของยอดขายในปีที่แล้วมาเป็น 4% ในปีนี้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรผิดปกติเพราะมีแจ้งไว้อยู่แล้วตั้งแต่เข้าตลาด โดยเริ่มใช้อัตรา 4% นี้ตั้งแต่ q3 ปีที่แล้ว

2.ภาษีเงินได้ Q150 เสีย 25.8 % แต่ Q151 เสีย 34 %  เพิ่มขึ้นมาจากการคิดฐานภาษีของ สินค้าที่ขายเข้าไปใน counter ของห้าง สรรพากรจะคิดภาษีจากสินค้าที่นำเข้ามาในห้างทั้งหมด ซึ่งยังไม่รับรู้เป็นรายได้ แต่ต้องคิดภาษีไว้ก่อน ซึ่งใน q4 จะ CR ภาษีคืนให้ โดยมีการคำนวณภาษีที่ถูกต้องตามยอดขายจริง และ ในปีนี้จะเสียภาษีเพียง 20 % จากการ เข้า mai ส่วนปีที่แล้วทั้งปีเสียภาษี 24%

3.หุ้นเพิ่มทุน สำหรับคนที่ดูแต่ EPS อย่างเดียวอาจจะตกใจว่า กำไรลดลง แต่จริงๆมีหุ้นเพิ่มจากการ IPO จาก 60 ล้านหุ้น เป็น 80 ล้านหุ้น ซึ่งเวลาเทียบผมจะเทียบโดยใช้ฐานของ 80 ล้านหุ้นเป็นหลัก

ส่วน gross margin ที่ลดลงเมื่อเทียบ Q450 เป็นเรื่องปกติเพราะ Q4 ของทุกปีถือว่าเป็น high season ขายดีโดยไม่ต้องทำ promotion มากนัก ส่วนถ้าเทียบกับ Q150 ผมมองว่า บ.ควบคุมได้ดีอยู่ในระดับ 49-50% ใกล้เคียงกัน

ถ้าตัดปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งผมมองว่าไม่เกี่ยวกับ Operation ของ BGT เลย เป็นเพียงเรื่องทางบัญชี
จะพบว่า กำไรเติบโตในอัตราประมาณ 30% ซึ่งดูไม่เลวร้ายสำหรับหุ้นที่มี PE เพียง 8-9 เท่า

ไม่ทราบว่าพี่ลูกอิสานที่ความเห็นอย่างไรครับ :wink:

The basic ideas of investing are to look at stocks as business,
use the market's fluctuations to your advantage,
and seek a margin of safety.

Investing is not about big returns ,it's about safety of principal and satisfactory returns.

wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Sat May 24, 2008 12:50 pm

พี่ลูกอีสานครับ

แล้วเราจะดูได้ยังไงว่า  ราคาหุ้นได้ตอบรับความขาดหวังไปแล้วครับ

เพราะบางครั้งเราก็ร้สึกว่า PE มันต่ำเอามากๆ แต่ก็ยังมีต่ำกว่าได้ครับ

โดยเท่าที่ผมสังเกตมา ผมรู้สึกว่าหุ้นที่อนาคตดูไม่ดี หรือ ดูมัวๆ ไม่ชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น draco (หวังว่าไม่โกรธน่ะครับ คุณ newbie) ที่ barrier ดูไม่ค่อยแข็งแรง ไม่รู้ว่าเมื่อไร่จะถูกคนอื่นมาแย่งตลาด  ทำให้กำไรลดลง

ราคาก็มักจะไม่ไปไหน

ไม่ทราบว่าพี่ลูกอีสาน มีหลักการดูอย่างอื่นไหมครับ

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

lina5599
Verified User
Posts: 11
Joined: Mon Apr 07, 2008 11:00 am

Posts by lina5599 » Sat May 24, 2008 6:00 pm

ขอบคุณพี่ลูกอีสานมากที่ให้ความเห็น และเสียเวลาไปอ่านบทวิเคราะห์เพื่อมาตอบคำถามคะ :bow:


User avatar
newbie_12
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2898
Joined: Wed Jun 27, 2007 3:19 pm

Posts by newbie_12 » Sat May 24, 2008 7:19 pm

[quote="wara"]พี่ลูกอีสานครับ

แล้วเราจะดูได้ยังไงว่า


wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Sat May 24, 2008 10:59 pm

ขอเรียนถามพี่ลูกอีสาน เพิ่มอีกข้อครับ

ในมุมมองของพี่ บริษัท ที่ทำสัญญา swap  เงิน เกิน expose

เช่น 3 เค , kce

กำไรที่บันทึก คราวนี้ เป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ ไหมครับ

จากหมายเหตุประกอบงบการเงิน
12. กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้รวมกำไร(ขาดทุน)จากการแปลงค่าลูกหนี้และเจ้าหนี้ตามสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่ได้ครบกำหนดในระหว่างงวดและส่วนที่คงเหลืออยู่ ณ วันที่ในงบดุล


ผมสงสัยมากว่า เค้าเอาเงินที่เกิน exposure มาคิดเป็น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วหรือยังครับ

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4073
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Sun May 25, 2008 11:11 am

อยากทราบว่าพี่ลูกอีสานเคยมีระยะเวลาถือครองหุ้นสั้นที่สุดกี่เดือน และ ยาวที่สุดกี่เดือนครับ และ ขณะที่ราคาหุ้นที่เราซื้อไปตามที่เราคิด ขณะที่จะขายพี่ตัดสินใจในการขายอย่างไรว่าถึงราคาเป้าหมายแล้ว และ ถ้าขายไปแล้วเคยไหมครับที่ราคาหุ้นได้วิ่งเลยเป้าหมายไปไกลครับ ขอบคุณมากครับ

Small Details Make a Big Difference

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Sun May 25, 2008 9:12 pm

newbie_12 wrote:สรุปว่าตอนนี้ผมชอบหุ้นที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน ไม่เกี่ยงว่าจะมี dca หรือไม่ รบกวนถามพี่ลูกอิสานครับ

การลงทุนในแนวนี้ หากถึงรอบของวิกฤษเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างรุนแรงในช่วงเวลาหนึ่ง มันจะทำให้เราขาดทุนอย่างหนักหรือเปล่าครับ
ผมลองจำแนกความเสี่ยงที่ทำให้หุ้นตกแบบแรงๆเป็น 2 แบบดังนี้ครับ..

1.ความเสี่ยงที่เรามีเวลาปรับตัว เช่น การเกิดเศรษกิจตกต่ำ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่มีผลต่อกิจการ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เกิดทันทีทันใด หากเราติดตามข้อมูล ข่าวสาร ก็พอจะมีเวลาปรับตัวได้ครับไม่ว่าจะถือหุ้นในกิจการแบบใด มีหรือไม่มี dca

2.ความเสี่ยงแบบปัจจุบันทันด่วน ผมยกตัวอย่างในอดีตให้เห็นชัดเจน เช่น มาตรการ 30% มาตรการลอยตัวค่าเงิน เหตุการณ์9-11 การปฎิวัติรัฐประหาร เหล่านี้เกิดทันทีทันใด ไม่มีเวลาตั้งตัว ใครถือหุ้นอะไรก็ราคาลดลง การรับมือที่ดีที่สุดอย่างที่ดร.นิเวศน์แนะนำคือการไม่ต้องทำอะไรเลย เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบความรู้สึกด้านจิตใจ แต่มีผลกระทบต่อกิจการน้อยมาก  

มีความเสี่ยงบางอย่างที่เราอาจจะไม่เคยเจอ แต่ถ้าเกิดจะส่งกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของมนุษย์ในวงกว้าง เช่นภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงมากๆ อุบัติเหตุจากเทคโนโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น โรคระบาดร้ายแรงในวงกว้าง ความเสี่ยงเหล่านี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่เรารู้ว่าสักวันจะเกิดขึ้น ทางรับมือที่ดีทีสุดก็คงเหมือนเดิมคืออยู่เฉยๆ เพราะถ้าถึงวันนี้จริงๆ เราจะยังอยู่หรือเปล่ายังไม่รู้ ระบบเงินตราก็อาจล่มสลายไปแล้ว :lol:


ในชีวิตการลงทุนแบบ vi ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเงินลงทุนในหุ้นตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะประสบกับเหตุการณ์ต่างๆที่จะทำให้ตลาด ราคาหุ้นตกต่ำ หนทางรับมือที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการ"เตรียมใจ" ผมมีความเห็นเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ครับ

-ถือหุ้นที่มี margin of  safety  งบการเงินดีๆ พีอีต่ำๆ ปันผลสูง แม้จะประสบปัญหา กิจการก็ยังอยู่รอดได้ หุ้นที่มี dca ที่ตลาดให้ค่าความนิยมซื้อขายที่พีอีสูงๆ คนถืออาจจะขาดทุนหนักก็ได้นะครับ หากเจอเหตุการณ์ตลาดซบเซา คุณสุมาอี้เพื่อนเราเคยโพสต์ทำนองว่า "เราไม่รู้ว่าพายุจะมาเมื่อไหร่ ทางรับมือที่ดีที่สุดคือให้เลือกเรือที่แข็งแรงที่สุด"

-หุ้นไม่เข้าใครออกใคร ถือหุ้นดีได้กำไร ถือหุ้นไม่ดีก็ขาดทุน  หุ้นบางตัวเราถือมายาวนาน มีความผูกผัน เกิดเหตุการณ์ในแง่ลบที่ทำให้พื้นฐานเปลี่ยนไป อคติอาจะทำให้เราไม่รับรู้ความจริง ยังผูกผันกับเรื่องราวในอดีต กว่าจะรู้ตัวก็ขาดทุนหนักเสียแล้ว  ข้อได้เปรียบของผู้ถือหุ้นรายย่อยคือถ้าหุ้นไม่ดี เราขายทิ้งได้ ไม่เหมือนผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นเจ้าของนะครับ อยากขายก็ขายไม่ได้ หุ้นเยอะไม่มีใครซื้อ ความคล่องตัวในการซื้อขายหุ้น คือข้อได้เปรียบของผู้ถือหุ้นรายย่อยครับ

-หลีกเลี่ยงการขายหุ้นตอนที่ตลาดตกต่ำ เวลาราคาหุ้นลง เราจะไม่สบายใจและหาทางที่จะกำจัดความไม่สบายใจนั้น โดยการขายหุ้นตอนตลาดขาลง นั่นเท่ากับว่าขาดทุนที่ยังไม่รับรู้จะกลายเป็นขาดทุนจริงๆ หรือกำไรที่เคยมากๆกลายเป็นเท่าทุน หลายคนหวังว่าพอขายไปแล้วราคาหุ้นจะลงไปอีก ค่อยไปซื้อคืน แต่ความเป็นจริงหลายครั้งขายไปแล้วราคาไม่ลง หรือลงไปอีกแต่ยังไม่กล้าซื้อคืน พอหุ้นเริ่มกลับตัวก็ยังไม่กล้า มากล้าตอนที่ราคาหุ้นขึ้นมามากแล้ว หลายครั้งมากกว่าราคาที่ขายไป  

แม้เราถือหุ้นที่ดี แต่เลือกขายผิดจังหวะ เท่ากับว่าเราซื้อแพง ขายถูก  คนที่กำไรหุ้นต้องซื้อถูก ขายแพง มิใช่หรือ :lol:

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Sun May 25, 2008 9:24 pm

RONNAPUM wrote:

bgt ผมมองเห็นหุ้นเติบโตนะ เหตุผลคือบริษัทมีการทำซ้ำในสิ่งที่ประสบความสำเร็จไปเรื่อยๆ ในที่นี้คือการขยายสาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แน่นอนว่ายอดขายหรือกำไรก็น่าจะเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาหุ้น

Last edited by ลูกอิสาน on Sun May 25, 2008 10:26 pm, edited 1 time in total.
การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Sun May 25, 2008 10:20 pm

[quote="Coffee Prince"]สวัสดีครับ

ผมอยากจะขอรบกวนถามว่า กรณีหุ้นปาล์มต่างๆที่วิ่งยาวมาในช่วงนี้ โดยหลักการแล้วคือปัจจัยพื้นฐานได้เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทำให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาก กำไรก็น่าจะเป็นฐานใหม่ได้แล้ว
ทีนี้ถ้าเราคาดว่ามันจะเป็นอย่างนี้อีกปีครึ่ง ซึ่งมันก็จะมีช่วงราคาหุ้นขึ้นๆลงๆตามวัฐจักรรายไตรมาส
ถ้าอยากเป็นนักลงทุนแบบ VI เราจะขายปรับพอร์ตหรือถือยาวไปเลยดีครับ
ตัวที่ผมถือไว้เนี่ย จริงๆก็ถือยาวไปเลยได้นะครับ แต่อยากฟังความเห็นคนเก่งๆครับ

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Sun May 25, 2008 10:27 pm

[quote="chatchai"]การลงทุนโดยพิจารณามูลค่าของบริษัท

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

icque
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 470
Joined: Wed Oct 10, 2007 10:35 pm

Posts by icque » Sun May 25, 2008 11:36 pm

[quote="chatchai"]การลงทุนโดยพิจารณามูลค่าของบริษัท


Jimmy
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 770
Joined: Wed Jul 18, 2007 7:09 am

Posts by Jimmy » Sun May 25, 2008 11:42 pm

ลูกอิสาน wrote:
:lol: ขอแซวนิดนึง หุ้น vi ไม่เคยมีอยู่จริงนะครับ
เหตุผลก็คือที่ราคานึงต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นเราบอกว่าเป็นหุ้น vi


User avatar
hongvalue
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2703
Joined: Fri Jul 08, 2005 4:22 pm

Posts by hongvalue » Mon May 26, 2008 7:08 pm

พี่โจครับ ผมมีประเด็นของหุ้น 3 ตัวจะถามดังนี้ครับ

1.ผมเริ่มสนใจ snc ที่ราคา 9.1 หลังจากตามมาตั้งแต่
มานาน ที่อยากถามคือ พี่โจคิดว่าเป้ายอดขาย
10000 ล้าน กะ npm ที่6.5% conservative หรือว่า aggressive ครับสำหรับพี่  ผมคิดว่าถ้าต้นน้ำเริ้มทำได้ margin คงดีขึ้น และตัวนี้ปีปันผลไม่น้อยเหมือนกัน อยู่ในอุตสาหกรรมเติบโต

แต่ดูๆแล้วที่ผมรู้สึกคือไม่แน่ใจว่าจะใช้ timing ในการเก็บไหม เพราะปีนี้ eps ไม่โต ถ้าเก็บคงต้องมองถึงกลางปีหน้าอย่างน้อย เพราะฐาน q1q2 ปีนี้ต่ำ

2.mfec ปีปันผลที่สูงใกล้ๆ 9% งบไตรมาสแรกก็สวย
และผู้บริหารบอกว่าจะได้ประโยชน์จากการที่กลุ่มแบงค์
ใช้มาตรการ basel 2 ทำให้ต้องลงทุนด้าน it อย่างน้อย 3 ปี

พี่โจมีความเห็นยังไงกับ mfec และบริษัทลูกอย่าง
prompt now ที่ผลิตเกมส์ออนไลน์ครับ


3.mjd ผมคาดว่ากำไรก็คงซักประมาณ .70-.75 (อ่านจาก
ประมาณการโบรกเกอร์) ดูแล้วเข้า concept high growth ,low pe ,high div

ผมกลัวแค่เรื่องจะเพิ่มทุนไหม

ประเด็นที่ต้องติดตามก็คือ เค้าสร้าง condo high rise เยอะ ไม่รู้จะหมุนเงินได้เร็วแค่ไหน
รู้สึกว่าตัวนี้จะแตกต่างจากตัวอื่นที่วางเงินดาวน์สูงถึง
30% แต่ ap lpn วางแค่ 15% เงิน 30% ตรงนี้น่าจะเอา
มาหมุนก่อสร้างได้บ้าง และไม่แน่ใจว่าเขามีที่ดินเตรียมอยู่ในมือแล้วใช่ไหม ถ้าใช่ใช้เงินดาวน์หมุน ก็น่าจะไม่ถึงกับขาดสภาพคล่อง

presale ไครมาสแรก 1705
ซึ้งเป็น 43% ของเป้าหมาย presale ปีนี้ของเขาที่ 4000 ล้าน
-และ presale ของไตรมาส 1 ที่ 1700 ล้านยังเป็น 60% ของ
Presale ทั้งปีที่แล้ว ดูๆไปก็สูงทั้ง presale และ กำไร และยัง
มีปันผลที่สูงอีก pe ประมาณ 6-7 เท่า (กำไรปีนี้ซัก 480-520)

มองว่าราคาตรงนี้ undervalue ไหมครับ

ขอบคุณพี่โจมากเลยนะครับ  :lol:

สนใจเรื่องบัญชี กลยุทธ์ลงทุน fundflow แจมได้ที่ blog ผม
http://hongvalue.wordpress.com/
-ติดตาม twitter เรื่องหุ้นของผมได้ที่
http://twitter.com/hongvalue
my book
http://wp.me/pzSOv-hP

Coffee Prince
Verified User
Posts: 10
Joined: Wed May 21, 2008 3:22 pm

Posts by Coffee Prince » Tue May 27, 2008 11:11 am

ขอบคุณมากครับ คุณลูกอีสาน
รอลุ้นว่า ผมจะตัดสินใจถูกหรือผิดในเรื่องนี้   :pray:


kongkang
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 1087
Joined: Fri Nov 10, 2006 5:46 pm

Posts by kongkang » Tue May 27, 2008 11:59 am

[quote="hongvalue"]พี่โจครับ ผมมีประเด็นของหุ้น 3 ตัวจะถามดังนี้ครับ

1.ผมเริ่มสนใจ snc ที่ราคา 9.1 หลังจากตามมาตั้งแต่
มานาน ที่อยากถามคือ พี่โจคิดว่าเป้ายอดขาย
10000 ล้าน กะ npm ที่6.5% conservative หรือว่า aggressive ครับสำหรับพี่


User avatar
hongvalue
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2703
Joined: Fri Jul 08, 2005 4:22 pm

Posts by hongvalue » Tue May 27, 2008 1:36 pm

[quote="kongkang"][quote="hongvalue"]พี่โจครับ ผมมีประเด็นของหุ้น 3 ตัวจะถามดังนี้ครับ

1.ผมเริ่มสนใจ snc ที่ราคา 9.1 หลังจากตามมาตั้งแต่
มานาน ที่อยากถามคือ พี่โจคิดว่าเป้ายอดขาย
10000 ล้าน กะ npm ที่6.5% conservative หรือว่า aggressive ครับสำหรับพี่

สนใจเรื่องบัญชี กลยุทธ์ลงทุน fundflow แจมได้ที่ blog ผม
http://hongvalue.wordpress.com/
-ติดตาม twitter เรื่องหุ้นของผมได้ที่
http://twitter.com/hongvalue
my book
http://wp.me/pzSOv-hP

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Tue May 27, 2008 3:03 pm

krisy wrote:แล้วการจัด weight ของหุ้นในพอร์ตหล่ะค่ะ สำคัญไหม ถ้าให้ม้าที่แข็งแรงและเราบังคับได้อย่างรู้ใจ เป็นตัวนำฝูง เกวียนของเราน่าจะไปได้เร็วและตรงทางมากกว่า เท่าที่อ่านและอ่าน หลายคนก็อาจแบ่งเป็น หุ้นปันผล 20% หุ้นโต 40% Turnaround 10% เก็งกำไรหนุกๆ 10% พี่ลูกอิสานให้ความสำคัญจุดนี้บ้างไหมค่ะ

ผมคิดอย่างนี้ครับ สมมุติว่าเราศึกษาหุ้น 100 ตัว เราก็จัดเรียงว่าหุ้นตัวไหนราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเรียงตามลำดับทั้ง 100 ตัว  ถ้าเราเลือกลงทุน 10 ตัวก็เลือก 10 อันดับแรก ตัวที่เรามั่นใจก็ถือมากหน่อย มั่นใจน้อยก็ถือน้อย  หุ้นทั้ง 10 ตัวอาจจะเป็นกิจการที่คล้ายๆกันก็ได้ แต่แน่นอนว่ารวมกันแล้วสัดส่วนก็ไม่ควรมากเกินไปจนมีความเสี่ยงของอุตสาหกรรม อย่างตอนนี้ที่ฮิตกันคือเรื่องพลังงานแพง ผมก็พยายามถือหุ้นที่กิจการได้ประโยชน์จากน้ำมันแพงครับ เช่นหุ้นพลังงานทดแทน หุ้นประหยัดพลังงาน ส่วนที่ว่าจะแบ่งเป็นหุ้นปันผล หุ้นโตเร็ว หุ้นฟื้นตัวหรือเปล่า ผมไม่ได้มองลักษณะนั้นแต่ พยายามมองเป็นรายหุ้นมากกว่าครับ

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

Locked