ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
Locked
ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Tue May 27, 2008 3:26 pm

kongkang wrote:ขอเริ่มจาก svi นะคะ เปรียบเทียบกับอิเลกตัวอื่น ๆ ดีกว่า เสียกว่ายังไง
เริ่มจากข้อดีนะคะ
-พีอียังต่ำอยู่
-สินค้าไม่ผันผวนง่าย ไม่ทำสินค้าที่เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีบ่อย
-ออเดอร์ยังรองรับได้ทั้งปี
-อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นเรื่อย ๆ
-ลูกค้าจากยุโรป ไม่มีปัญหาซับไพร์ม

ข้อเสีย
-เพราะเป็นอิเลคโทรนิค เข้่าใจยาก
-อัตราแลกเปลี่ยนมีผลกับกำไร
-กองทุนยังต้องการขายหุ้นอยู่

เทียบกับอิเลคโทรนิคตัวอื่น ๆ ในตลาดหุ้นเป็นยังไงคะ  รู้สึกว่าน่าจะเป็นบริษัทที่ใกล้เคียงกับteam
แต่team มีลูกค้าอเมริกาเยอะ
ปีนี้ก็เลยกลายเป็นปีที่แย่ของteam ไป
ขอบคุณค่ะ :D
น้องหลินก็คอมเมนต์ไว้ครบถ้วนแล้ว
ผมก็ไม่รู้อะไรมากกว่านี้
ี้
หุ้น svi ทำให้ผมนึกถึง sc ที่ผมคอมเมนต์ไว้

คือเป็นหุ้นที่ผมคิดว่าราคาต่ำกว่าพื้นฐาน
แต่ราคาไม่ขึ้นสักที
สาเหตุเพราะมีตัวถ่วงไงครับ
ถ้าเป็น sc ก็เรื่องการเมือง
ส่วน svi คือการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่
ลองคิดดูว่าใครจะกล้าซื้อหุ้น
พอราคาขึ้นไปหน่อย ผู้ถือหุ้นใหญ่เทขายแล้ว ถ้าเมื่อไหร่เรื่องนี้จบลง
ราคาหุ้นน่าจะตอบสนองในทางบวกครับ>>เหมือน sc ....
จริงๆแล้วเป็นเรื่องน่าแปลกพอสมควร ธุรกิจที่ผลกำไรเติบโต
งบการเงินดีมาก ที่ราคาตลาด 1.38  บ.
คนซื้อจะได้ผลตอบแทนทันที 15-19%
(พีอี 5.4 แบบไม่ไดรูทและ 6.8 แบบไดรูท)
 ทำไมยังไม่มีใครสนใจซื้อ
ส่วนคนขายก็แปลกขายทำไม
แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าถึงกำหนดต้องขายแล้ว

ส่วน team ผมก็เห็นด้วยครับว่า
ได้รับผลกระทบจากการกระจุกตัวของลูกค้า
และราคาหุ้นก็มีคาดหวังสูงด้วย
(กรณี team พูดก็ถูกหมดละครับ ผลออกมาแล้ว :oops: )

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Tue May 27, 2008 3:39 pm

newbie_12 wrote:ขอ DRACO ด้วยนะครับ อิอิ คล้ายๆ SVI เลย หรือเปล่าหว่า ไม่แน่ใจ
mario wrote:เป็นกระทู้ที่ “เข้มข้น” จริงๆครับ :cool:
ขอ share ความเห็นเรื่อง BGT

ถ้าตัดปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งผมมองว่าไม่เกี่ยวกับ “Operation” ของ BGT เลย เป็นเพียงเรื่องทางบัญชี
จะพบว่า กำไรเติบโตในอัตราประมาณ 30% ซึ่งดูไม่เลวร้ายสำหรับหุ้นที่มี PE เพียง 8-9 เท่า
ไม่ทราบว่าพี่ลูกอิสานที่ความเห็นอย่างไรครับ :wink:

ทั้ง 2ตัว ผมให้ความเห็นในหน้าแรกๆแล้วครับ
ว่า draco เป็นหุ้นที่มัวๆ เดาอนาคต
ผลประกอบการยากแต่ราคาถูกจริง
ธุรกิจของ draco
น่าจะมีความซับซ้อนน้อยกว่าของ svi นะครับ ยอดขายก็น้อยกว่ามาก

ส่วน bgt หุ้นเติบโต
ที่เติบโตแต่ยอดขาย :lol:
ถ้าปรับรายการต่างๆกำไรก็โตอย่างที่คุณ mario ให้ความเห็นครับ
โดยเฉพาะภาษีที่เรารู้ว่าอัตราเฉลี่ยทั้งปีน่าจะเหลือแค่ 20%
 เรื่องยอดขายที่ผมคิดว่าจะโตมากๆน่าจะเป็นปีหน้าครับ
เพราะครึ่งปีหลังปีนี้จะมีการเปิดสาขาจำนวนมาก
รวมถึงจะมียอดขายจากประเทศฟิลิปปินส์ด้วย

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

User avatar
newbie_12
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2898
Joined: Wed Jun 27, 2007 3:19 pm

Posts by newbie_12 » Tue May 27, 2008 5:34 pm

ของ SC ตอนนี้ 11.5 พี่ลูกอิสานหันมาเก็บต่อหรือยังครับ อิอิ


ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Tue May 27, 2008 6:21 pm

wara wrote:ขอเรียนถามพี่ลูกอีสาน เพิ่มอีกข้อครับ
ในมุมมองของพี่ บริษัท ที่ทำสัญญา swap  เงิน เกิน expose
เช่น 3 เค , kce
กำไรที่บันทึก คราวนี้
เป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติ ไหมครับ

จากหมายเหตุประกอบงบการเงิน

12. กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ได้รวมกำไร(ขาดทุน)จากการแปลงค่าลูกหนี้และเจ้าหน
ี้ตามสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
ที่ได้ครบกำหนดในระหว่างงวดและส่วนที่คงเหลืออยู่ ณ วันที่ในงบดุล

ผมสงสัยมากว่า เค้าเอาเงินที่เกิน exposure
มาคิดเป็น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วหรือยังครับ

*ผมเข้าใจว่าในทางบัญชี กิจการต้องบันทึกกำไรขาดทุน-กำไรค่าเงินทั้งหมด
ไม่ว่าจะรับรู้แล้วหรือยังไม่รับรู้ เพราะถือว่ามีภาระผูกผันเกิดขึ้นแล้ว
และต้องบันทึกทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ใน exposure หรือส่วนที่ทำเกิน

*กำไรค่าเงินจะบันทึกในงบกำไรขาดทุน
โดยรวมส่วนที่เกิดขึ้นแล้วและส่วนที่ยังไม่เกิดขึ้น
การจะดูว่ากำไร-ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าไหร่
ดูได้จากงบกระแสเงินสดกิจกรรมดำเนินงานครับ

-บางบริษัท กำไรส่วนนี้รับรู้ไปแล้วทั้งหมด ก็จบครับ

-บางบริษัทรับรู้กำไรอัตราแลกเปลี่ยน 10 ล.ในงบกำไรขาดทุน แต่มีบางส่วนที่ยังไม่รับร
ู้ ซึ่งส่วนที่ยังไม่รับรู้นี้ไตรมาสต่อๆไป
จะกลายเป็นกำไรหรือขาดทุนก็ได้
ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
-บางบริษัทพิสดารกว่านั้น
ในงบกำไรขาดทุนบันทึกขาดทุน แต่งบกระแสเงินสดบันทึกกำไร(ที่ยังไม่รับรู้)
เช่น  บันทึกขาดทุน 100 ล.ในงบกำไรขาดทุน
แต่ในงบกระแสเงินสดมีกำไรที่ยังไม่รับรู้ 30 ล.
นั่นเท่ากับว่าไตรมาสนั้นมีขาดทุนที่รับรู้ 130 ล.



*ปกติกิจการที่นำเข้า-ส่งออก จะมีเงินดอลลาร์เกินหรือขาด
ดังนั้นกิจการที่ระมัดระวังจะซื้อหรือขายเงินตราล่วงหน้า
เพื่อปิดส่วนเกินหรือขาดนั้น

ผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ :)
หากเข้าใจผิดทักท้วงด้วยนะครับ

เอ...แล้วกำไร-ขาดทุนค่าเงินเกิดขึ้นได้อย่างไร

และแบบไหนที่ถือว่าเป็นกำไรจากการดำเนินงาน

อันไหนไม่เป็น เดี่ยวผมขอเวลารวบรวมความเข้าใจก่อนครับ :lol:

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

User avatar
krisy
Verified User
Posts: 736
Joined: Mon Sep 03, 2007 12:51 am

Posts by krisy » Tue May 27, 2008 9:34 pm

[quote="ลูกอิสาน"]
-บางบริษัทพิสดารกว่านั้น ในงบกำไรขาดทุนบันทึกขาดทุน แต่งบกระแสเงินสดบันทึกกำไร(ที่ยังไม่รับรู้) เช่น

.....Give Everything but not Give Up.....

wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Tue May 27, 2008 10:52 pm

ขอบคุณพี่ลูกอีสาน และ คุณ krisy มากครับ

อันนี้คือตัวอย่าง

งบกำไรขาดทุน ไตรมาส 1
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 139,000,000 บาท

งบกระแสเงินสด

กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง  134,000,000 บาท

การที่มีส่วนที่ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากว่า เป็นส่วนของลูกหนี้ที่ยังเก็บเงิน ไม่ได้หรอครับ

แล้วถ้าไตรมาสถัดไป ค่าเงินมันแข็งขึ้นหรือ อ่อนลง มันจะมีผลทำให้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เปลี่ยนแปลงไหมครับ

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Wed May 28, 2008 12:01 am

เจอแล้วครับ ผู้เชี่ยวชาญด้านค่าเงิน น้องคริ้สตี้นี่เอง
ยังไงช่วยตรวจสอบ ว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าด้วยนะครับ :D
ลูกอิสาน wrote:

เอ...แล้วกำไร-ขาดทุนค่าเงินเกิดขึ้นได้อย่างไร และแบบไหนที่ถือว่าเป็นกำไรจากการดำเนินงาน อันไหนไม่เป็น เดี่ยวผมขอเวลารวบรวมความเข้าใจก่อนครับ  
ผมเข้าใจอย่างนี้นะครับ...

*กรณีที่ 1กิจการมีรายรับ รายจ่ายเงินตราต่างประเทศไม่เท่ากัน และไม่ทำประกันความเสี่ยง ดังนั้นจะมีกำไร-ขาดทุนจากค่าเงินเสมอๆ  รายการกำไรขาดทุนในงบกำไรขาดทุนนี้ น่าจะถือเป็นรายการพิเศษ เพราะเกิดจากความผันผวนของค่าเงิน ไม่ได้เกิดจากผลการดำเนินงาน เราควรจะนำมาลบออกเพื่อให้งบกำไรขาดทุนแสดงตัวเลขที่แท้จริง

*กรณีที่ 2 กิจการมีรายรับ รายจ่ายเงินตราต่างประเทศไม่เท่ากัน แต่มีการทำสัญญาซื้อขายเงินตราคลอบคลุมไว้แล้วเท่ากับส่วนที่เกินหรือขาดนั้น ดังนั้นกิจการจะไม่แสดงกำไรขาดทุนค่าเงินในงบกำไรขาดทุน (ถ้ามีก็น้อยมาก) เพราะรายรับ-รายจ่ายเสมือนเป็นสกุลเงินเดียวกันแล้ว

*กรณีที่ 3 กิจการมีรายรับ รายจ่ายเงินตราต่างประเทศไม่เท่ากัน และมีการทำสัญญาซื้อขายเงินตราเกินหรือต่ำกว่าความเสี่ยงจริงๆ เช่นมีรายรับเงินดอลลาร์สุทธิ 10 ล้านเหรียญ แต่ทำสัญญาขาย 15 ล้านเหรียญ เกินไป 5 ล้านเหรียญซึ่งส่วนที่เกินนี้จะแสดงเป็นรายการกำไรขาดทุนในงบขาดทุนกำไร และน่าจะถือว่าเป็นรายการพิเศษ ที่ต้องนำไปบวกลบออกจากกำไรเพื่อแสดงตัวเลขที่แท้จริง กรณี bat-3 kce น่าจะเป็นกรณีนี้


ผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับน้องคริสตี้ เพื่อนๆที่มีความรู้ :?

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Wed May 28, 2008 8:03 am

ก็ประมาณ 1-2 ปีหลังๆที่รู้สึกว่าพอเข้าใจอารมณ์ตลาดมากขึ้น คือนอกจากซื้อหุ้นที่ดี ราคาต่ำกว่ามูลค่าแล้ว เราก็ต้องเข้าใจปัจจัยทางจิตวิทยาด้วย
น่าจะเป็น Key Success Factor หรือเปล่าครับ?

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

User avatar
mineknight
Verified User
Posts: 43
Joined: Tue Feb 05, 2008 2:17 pm

Posts by mineknight » Wed May 28, 2008 11:12 am

รบกวนพี่ลูกอีสานแชร์ประสบการณ์รอหุ้นหน่อยได้หรือไม่ครับ เนื่องจากที่อ่านๆดู พี่ใช้วิธีเลือกหุ้นที่ยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่า พี่หาหุ้นเจอ(หุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า)แล้วเข้าเก็บเลย หรือว่า หาเจอแล้วดูๆ ไปก่อนเผื่อจะลงมาอีกครับ

ชอบอ่านความเห็นของพวกพี่ๆ ดูตรงไปตรงมาดี ชัดเจนด้วย อนาคตถ้ามีโอกาสอยากได้ไปพูดคุยกับตัวเป็นๆ(ดิ้นได้) ครับ


User avatar
krisy
Verified User
Posts: 736
Joined: Mon Sep 03, 2007 12:51 am

Posts by krisy » Wed May 28, 2008 11:20 am

[quote="ลูกอิสาน"]ผมเข้าใจอย่างนี้นะครับ...

*กรณีที่ 1กิจการมีรายรับ รายจ่ายเงินตราต่างประเทศไม่เท่ากัน และไม่ทำประกันความเสี่ยง ดังนั้นจะมีกำไร-ขาดทุนจากค่าเงินเสมอๆ

.....Give Everything but not Give Up.....

wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Wed May 28, 2008 2:24 pm

ผมเคยโทรถาม IR แล้ว ตอบไม่ค่อยรู้เรื่อง

เลยต้องมาถามผู้รู้อื่น ร่วม


ผมคิดอย่างนี้น่ะ

กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

แสดงว่า น่าจะ เป็น ลูกหนี้ที่ยังเก็บหนี้ไม่ได้

สมมุติว่า อีก 2 เดือน เก็บเงินได้
ค่าเงินอ่อนลงไป 2 บาท

เวลาบริษัทเก็บเงิน จะได้เป็นเงิน ดอลลาร์

เวลาไปแลกเงิน  ก็จะได้เงินมากขึ้น

แต่เนื่องจากมีสัญญาอยู่ล่วงหน้า

ทำให้ขาดทุนค่าเงิน
แต่ถ้า swap ไว้เท่า exposure

ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะคงหักลบกลบหนี้กันพอดี

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

User avatar
Alastor
Verified User
Posts: 2590
Joined: Thu Apr 12, 2007 2:48 pm

Posts by Alastor » Wed May 28, 2008 9:22 pm

เรื่อง KCE ลองมองรายการนี้แบบคนที่ไม่มีหุ้นอยู่จะทำใจยอมรับได้มากกว่าครับ

น่าจะมององค์ประกอบอื่นๆในงบการเงินเช่น สภาพคล่อง และ ฐานะทางการเงินประกอบด้วยจะได้เห็น ภาพรวมทั้งหมด ว่าจริงๆแล้วความเสี่ยงของบริษัทมีอะไรบ้าง

Wir sind das Rar, der Stolz und der Wert

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Thu May 29, 2008 1:33 pm

ขอบคุณน้องคริสตี้มาก
พอเข้าใจเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นแล้วครับ :o


ช่วงนี้ตลาดดูเหมือนเป็นขาลง หลายคนผิดหวัง ท้อแท้ กำไรที่หวังชักเลือนลาง อย่าว่าแต่กำไรเลย ไม่ขาดทุนก็พอแล้ว นี่ก็เป็นสัจธรรมของตลาดหุ้นที่เหมือนฤดูกาล มีเวลาทั้งสุขและทุกข์ ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะลงทุนได้อย่างมีความสุข และบางครั้งก็หาเป็นโอกาสหาประโยชน์ได้ เหมือนท่านผู้รู้พูดไว้ว่า >>>ตลาดเกิดมาเพื่อรับใช้เรา ไม่ใช่นายของเรา ความหมายก็คือแทนที่เราจะคล้อยตามอารมณ์ของตลาด ซึ่งมักทำให้เราเสียหาย ก็ใช้ประโยชน์จากความผันผวนของอารมณ์ตลาดแทน

*ตลาดอารมณ์ดีเสนอซื้อหุ้นเราราคาสูงๆ เราก็ควรจะขาย
*ตลาดอารมณ์ไม่ดี เสนอหุ้นดีๆราคาต่ำๆให้เรา เราก็ควรซื้อ


เป็นสิ่งที่ผู้รู้พิสูจน์มาแล้ว ว่าทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน

เรื่องอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญพอๆกับความรู้ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานครับ หลายคนรู้ว่าหุ้นตัวไหนดี แต่ทนความผันผวนของตลาดไม่ได้ ซื้อขายผิดเวลา จังหวะ อย่างนี้ก็ไปได้ไม่ไกล ถ้าเราสังเกตุดูตัวเอง จะรู้ว่าพฤติกรรมซื้อเมื่อโลภ ขายเพราะกลัวขาดทุน เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน อยากจะชนะในตลาดหุ้น ต้องชนะความโลภ ความกลัว หรืออย่างน้อยต้องรู้เท่าทัน  ผมโพสต์เสมอๆว่า การลงทุนในหุ้นแบบ vi ซึ่งมักลงทุนตลอดเวลา หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอกับเหตุการณ์ต่างๆนาๆ ทั้งดีและร้าย เราต้องเตรียมใจ เตรียมพร้อมทั้งกลยุทธ์และวิธีที่จะรับมือกับมันครับ


ผมเคยเขียนบทความอันนึง ผมชอบอ่านเตือนใจตัวเองครับ :lol:


คำแนะนำธรรมดาๆ เพื่อกำไรที่ไม่ธรรมดา

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Thu May 29, 2008 1:51 pm

sai wrote:อยากทราบว่าพี่ลูกอีสานเคยมีระยะเวลาถือครองหุ้นสั้นที่สุดกี่เดือน และ ยาวที่สุดกี่เดือนครับ และ ขณะที่ราคาหุ้นที่เราซื้อไปตามที่เราคิด ขณะที่จะขายพี่ตัดสินใจในการขายอย่างไรว่าถึงราคาเป้าหมายแล้ว และ ถ้าขายไปแล้วเคยไหมครับที่ราคาหุ้นได้วิ่งเลยเป้าหมายไปไกลครับ ขอบคุณมากครับ

สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับเพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับประมาณ 2 ปี ที่จริงประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่นเราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ

*หุ้นตัวแรกเราซื้อ ผ่านไป 1 ปีขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%

หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เราไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ :lol: )

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Thu May 29, 2008 3:19 pm

[quote="hongvalue"]พี่โจครับ ผมมีประเด็นของหุ้น 3 ตัวจะถามดังนี้ครับ
1.ผมเริ่มสนใจ snc ที่ราคา 9.1 หลังจากตามมาตั้งแต่
มานาน ที่อยากถามคือ พี่โจคิดว่าเป้ายอดขาย
10000 ล้าน กะ npm ที่6.5% conservative หรือว่า aggressive ครับสำหรับพี่

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

User avatar
por_jai
Verified User
Posts: 14338
Joined: Tue Mar 08, 2005 9:08 am

Posts by por_jai » Thu May 29, 2008 4:04 pm

ลูกอิสาน wrote: มองที่พื้นฐานปัจจุบันบริษัทกำลังเปลี่ยนจากผู้ผลิตชิ้นส่วน เป็นผู้ผลิตสินค้าโดยตรง ซึ่งหากทำได้จริงยอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นมาก แม้อัตรากำไรจะลดลงแต่กำไรตัวเงินควรจะมากขึ้น ช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วง transform เหมือนชื่อบริษัทเลยครับ :lol:
snc the transformers...ฮ่า...
ตอนแรกผมไม่ได้อ่านกระทู้นี้เลย
เพราะชื่อกระทู้เรื่องเทคนิกปรับพอร์ต
ผมประเภทโฟกัส
ก็เลยมองข้ามไป
จะตามอ่านไปเรื่อยๆ
มาคุยด้วยเรื่อง
เห็นเซียนเล่นอย่าเล่นตามเซียน
เพราะขนาดของพอร์ตต่างกัน กลยุทธก็ต่างกัน
ผมนี่แฟนพันธุ์แท้ อ.นิเวศน์
ผมตามฟังท่านพูดเสมอมา
หุ้นที่ท่านถือเป็นสัดส่วนมากๆในระยะหลัง
ท่านบอกมาตั้งแต่วันมีตติ้งใหญ่ของเวบครั้งล่าสุดแล้ว
ถ้าใครเชื่อ หรือไปศึกษาต่อเร็วๆ หรือตามห่างๆอยู่แล้ว
ผมว่าทุนยังพอมี mosครับ
สำคัญว่ารู้เร็วหรือเปล่า
เมื่อวานมีน้องในเวบคนนึงนั่งฟังอยู่ข้างๆผม
คนนี้ก็แฟนพันธุ์แท้เหมือนผม เพราะไปฟังทีไรก็เจอกันทุกที
ขานี้เขากล้าครับ เขาเข้าไปถามรายละเอียดจากปากอาจารย์โดยตรงเลย
เกือบจะทุกครั้งที่เจอท่านอาจารย์
เมื่อวานผมถามทุนหุ้นตัวนี้กับเขา
เขาซื้อได้ราคาถูกใช้ได้ทีเดียวครับ
หรืออย่างบิ๊กซีที่ท่านว่าตั้งแต่มีตติ้งยุคฐานเศรษฐกิจ
ตอนนั้นก็21ต้นเองกระมังครับ
มาดูราคาวันนี้
ผมว่าท่านมองขาด

ผมว่าถ้าขีดความสามารถยังไม่ถึงขนาดโจ
แล้วมันง่ายที่ไหนที่จะมีขีดความสามารถขนาดนี้
การตามtrendที่ท่านมองหุ้น ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
แต่ต้องเร็วหน่อย แล้วก็ต้องเข้าใจหุ้นตัวนั้นๆด้วย
ไม่ใช่ถือซี๊ซั๊วอย่างนี้เวลาหุ้นแกว่งจะถือไม่ทน

ท่านอาจารย์ก็ไม่ใช่ไร้พ่ายนะครับ
ก็เห็นอยู่ว่ามีโดนบ้างเหมือนกัน
แต่มุมมองหุ้นที่เป็นผู้ชนะในตลาดของท่านนี่ร้ายกาจจริงๆครับ

ส่วนข้อจำกัดเรื่องพอร์ตใหญ่ แล้วต้องซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่อง
เสี่ยป.ที่โจคุยกับน้องฮง
ผมมีโอกาสได้รู้จักเมื่อไม่นานมานี้
เสี่ยป.ก็ซื้อหุ้นดีๆ ถึงขนาดบริษัทจะไม่ใหญ่
เท่าที่ผมทราบ เสี่ยป.เขาไม่เคยคิดเลยครับว่าเข้าแล้วจะออกไม่ได้
เขาขอให้ดีถึงขนาดที่เขาพอใจ เขาก็ถือมั่นคงอยู่อย่างนั้น
ใครจะพูดว่าอย่างไร ผมก็ไม่เห็นเสี่ยเขาจะใส่ใจอะไร

กระทู้นี้อ่านมันจริงๆ
ไว้ว่างๆจะมาถามเรื่องหุ้นมั่งครับ

กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า

User avatar
hongvalue
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2703
Joined: Fri Jul 08, 2005 4:22 pm

Posts by hongvalue » Sat May 31, 2008 10:21 am

[quote="ลูกอิสาน"][quote="hongvalue"]พี่โจครับ

1.กำไรนั้นมายา แต่ไดรูชั่นนี่ซิของจริง :lol:

สนใจเรื่องบัญชี กลยุทธ์ลงทุน fundflow แจมได้ที่ blog ผม
http://hongvalue.wordpress.com/
-ติดตาม twitter เรื่องหุ้นของผมได้ที่
http://twitter.com/hongvalue
my book
http://wp.me/pzSOv-hP

chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Sat May 31, 2008 10:10 pm

por_jai wrote: เมื่อวานมีน้องในเวบคนนึงนั่งฟังอยู่ข้างๆผม
คนนี้ก็แฟนพันธุ์แท้เหมือนผม เพราะไปฟังทีไรก็เจอกันทุกที
ขานี้เขากล้าครับ เขาเข้าไปถามรายละเอียดจากปากอาจารย์โดยตรงเลย
เกือบจะทุกครั้งที่เจอท่านอาจารย์
เมื่อวานผมถามทุนหุ้นตัวนี้กับเขา
เขาซื้อได้ราคาถูกใช้ได้ทีเดียวครับ
หรืออย่างบิ๊กซีที่ท่านว่าตั้งแต่มีตติ้งยุคฐานเศรษฐกิจ
ตอนนั้นก็21ต้นเองกระมังครับ
มาดูราคาวันนี้
ผมว่าท่านมองขาด
พี่พอใจครับ  ผมเคยอ่านเจอว่า  ราคาหุ้นจะขึ้นมี 2 ปัจจัยครับ

1. กำไรสุทธิต่อหุ้นขึ้น

2. นายตลาดนิยมหุ้นมากขึ้น  ให้ค่า P/E สูงขึ้น

ปัจจัยแรก  บางครั้งก็ไม่สำคัญเท่าปัจจัยที่สอง

ปัจจัยแรก  ผมยังพอจะมีความสามารถวิเคราะห์ดูได้บ้าง  แต่ปัจจัยหลังต้องขอยอมแพ้ครับ  ไม่มีความสามารถคาดเดา  หรือทำให้นายตลาดนิยมเพิ่มขึ้นได้เลย

จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี

R@Y
Verified User
Posts: 10
Joined: Thu Mar 27, 2008 6:43 pm

Posts by R@Y » Mon Jun 02, 2008 12:02 am

:D  กระทู้นี้อ่านแล้วได้ความรู้มากมายเลยครับ


YONGYEE
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 512
Joined: Wed Apr 23, 2008 11:03 pm

Posts by YONGYEE » Mon Jun 02, 2008 11:29 am

อยากถามครับว่าในภาวะการเมืองที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติความขัดแย้ง และมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดความรุนแรงสูง คุณลูกอีสานปรับ port เพื่อลดความเสี่ยงหรือเปล่า หรือว่ายังแน่วแน่ก็เป้าหมายของหุ้นรายตัวครับ


ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Mon Jun 02, 2008 9:14 pm

YONGYEE wrote:อยากถามครับว่าในภาวะการเมืองที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติความขัดแย้ง และมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดความรุนแรงสูง คุณลูกอีสานปรับ port เพื่อลดความเสี่ยงหรือเปล่า หรือว่ายังแน่วแน่ก็เป้าหมายของหุ้นรายตัวครับ

จากประสบการณ์นะครับ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ผมคิดว่ากระทบต่อหุ้นน้อยที่สุดแล้ว ดังนั้นผมยังถือ 100% เหมือนเดิม แต่มีการใช้เทคนิคเล็กๆน้อยๆเช่นถือหุ้น defensive เพิ่มขึ้น เพิ่มหุ้นที่มีอัฟไซด์สูงประมาณนี้ครับ ที่บอกว่าผมไม่ค่อยกังวลกับปัญหาการเมืองเหตุผลเพราะไม่ค่อยเกี่ยวกับปากท้อง การกินการใช้สินค้าเท่าไหร่ เป็นเพียงความรู้สึกอึดอัด ไม่มั่นคง ไม่เสถียร แต่สุดท้ายท้ายสุดผมคิดว่าอะไรที่ไม่เสถียรก็จะปรับเข้าสู่ดุลยภาพ จะไม่เป็นสงครามกลางเมืองแน่นอน เพราะไม่ใช่ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เป็นเพียงการปลุกระดมโดยอาศัยสื่อของทั้งสองฝ่ายครับ ผมผ่านปฎิวิติ เปลี่ยนรัฐบาล ยุบสภามาหลายครั้ง สังเกตุดูซิครับว่าระยะยาวหุ้นไม่เคยตกเพราะปัญหาเรื่องการเมืองเลย (ระยะสั้นไม่แน่) สุดท้าย มันจะผ่านไปครับ


เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลดครับ :lol:

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

lina5599
Verified User
Posts: 11
Joined: Mon Apr 07, 2008 11:00 am

Posts by lina5599 » Mon Jun 02, 2008 9:56 pm

ขอถามพี่โจคะว่า
1.CPF ที่ราคาประมาณ 4.1 นี้เท่าอ่านดูจากบทวิเคาระห์ต่างๆ และดูจากงบฯ น่าจะเป็นราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการแล้วหรือยังคะ ขอShare ความเห็นของพี่คะ
2.พี่โจมีหุ้นธนาคารในพอร์ตบ้างหรือเปล่าคะ เท่าที่ดูหนูคิดว่า หุ้น SCB น่าจะเป็นหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรดีว่า BBL กับ Kbank ในมุมมองของพี่โจเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้างคะ

ขอบคุณมากคะ


cirkit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 35
Joined: Sat Jul 07, 2007 9:24 am

Posts by cirkit » Mon Jun 02, 2008 9:58 pm

สุดยอดเลยครับ ได้ความรู้เพิ่มเยอะเลย


YONGYEE
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 512
Joined: Wed Apr 23, 2008 11:03 pm

Posts by YONGYEE » Tue Jun 03, 2008 11:47 am

ลูกอิสาน wrote:
จากประสบการณ์นะครับ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ผมคิดว่ากระทบต่อหุ้นน้อยที่สุดแล้ว ดังนั้นผมยังถือ 100% เหมือนเดิม แต่มีการใช้เทคนิคเล็กๆน้อยๆเช่นถือหุ้น defensive เพิ่มขึ้น เพิ่มหุ้นที่มีอัฟไซด์สูงประมาณนี้ครับ ที่บอกว่าผมไม่ค่อยกังวลกับปัญหาการเมืองเหตุผลเพราะไม่ค่อยเกี่ยวกับปากท้อง การกินการใช้สินค้าเท่าไหร่ เป็นเพียงความรู้สึกอึดอัด ไม่มั่นคง ไม่เสถียร แต่สุดท้ายท้ายสุดผมคิดว่าอะไรที่ไม่เสถียรก็จะปรับเข้าสู่ดุลยภาพ จะไม่เป็นสงครามกลางเมืองแน่นอน เพราะไม่ใช่ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เป็นเพียงการปลุกระดมโดยอาศัยสื่อของทั้งสองฝ่ายครับ ผมผ่านปฎิวิติ เปลี่ยนรัฐบาล ยุบสภามาหลายครั้ง สังเกตุดูซิครับว่าระยะยาวหุ้นไม่เคยตกเพราะปัญหาเรื่องการเมืองเลย (ระยะสั้นไม่แน่) สุดท้าย มันจะผ่านไปครับ


เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลดครับ :lol:
ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ ส่วนตัวผมยังทำใจไม่ได้ที่จะถือ 100% เหมือนคุณลูกอีสาน เหตุผลอาจจะเพราะยังไม่สามารถวิเคราะห์พื้นฐานบริษัทได้ลึกซึ้ง และการผันผวนในระยะสั้นจากเรื่องการเมืองก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่ก็พยายามวิเคราะห์พื้นฐานให้ละเอียดกว่านี้ จะได้กว่าถือสัก 80% ครับ
ในวันจิบเบียร์ได้คุยกับเพื่อนๆ พี่ๆในงาน ก็หาตัวคุณลูกอีสานอยู่ แต่เค้าบอกว่าอยู่หาดใหญ่ จริงๆผมก็เป็นคนหาดใหญ่เหมือนกันครับ เอาไว้กลับไปเมื่อไหร่จะไปทักทายครับ


User avatar
kmphol
Verified User
Posts: 417
Joined: Fri May 02, 2008 12:59 pm

Posts by kmphol » Wed Jun 04, 2008 12:04 pm

ลูกอิสาน wrote:
*หุ้นตัวแรกเราซื้อ ผ่านไป 1 ปีขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%

หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เราไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ :lol: )
ถ้าพี่ลูกอีสานถือหุ้น ก ซึ่งราคายังเหลือ upside อีก 10% แล้วไปเจอหุ้น ข ที่ราคามี upside 30% พี่จะขายหุ้น ก แล้วไปซื้อหุ้น ข ไหมครับ แล้วถ้าขายหุ้น ก พี่จะขายทีเดียวหมด แล้วซื้อหุ้น ข ทีเดียวหมด หรือค่อยค่อยเฉลี่ยซื้อขายครับ แล้วถ้าไม่ขาย ก เพราะราคายังไม่ถึงเป้าหมาย(upside อีก 10%)แล้ว ก ดันลงมาแกว่งเล่นเป็น 10% อีกหลายรอบ หลายนาน แต่พี่เชื่อมั่นว่าราคาเป้าหมาย ก ของพี่เป็นราคาที่มีเหตุผลซึ่งสักวันมันต้องถึงแน่แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ต้องรออีกกี่นาน ต้องแกว่งอีกกี่รอบ พี่มีวิธีจัดการกับเรื่องแบบนี้อย่างไรครับ


User avatar
beam
Verified User
Posts: 8
Joined: Mon May 01, 2006 6:58 pm

Posts by beam » Thu Jun 05, 2008 9:12 pm

หวัดดีครับคุณลูกอิสาน เข้ามาขอความรู้บ้างครับ ปกติผมเน้นไปทางเทคนิคัล แต่ถือรอบยาวครับ จะลองปรับกลยุทธ์ของคุณโจไปใช้บ้างครับ


สวนหย่อม
Verified User
Posts: 912
Joined: Thu Jun 05, 2008 8:46 pm

Posts by สวนหย่อม » Fri Jun 06, 2008 12:45 am

ยอดเยี่ยม ไม่ไหวแล้วครับ เอาไปห้าที
:bow:  :bow:  :bow:  :bow:  :bow:

ถ้าพี่ลูกอิสานมีเวลาอยากให้ลองเล่าความคิดเห็นของพี่
เกี่ยวกับพวกบริษัทพลังงานทางเลือกหน่อยครับ ว่าเราจะ
มีวิธีแยกแยะ วิเคราะห์ ให้เกรด แต่ละบริษัทอย่างไร
เช่น ถ่านหินมี ums, lanna, banpu บริษัีทเหล่านี้มีข้อดี ด้อย
แตกต่างอย่างไรบ้าง  โดยปกติผมดูแค่อัตราส่วนสำคัญๆ
เช่น roe, roa, npm, gpm, ebit, ... และก็พยายามอ่าน 56-1
ก็รู้แค่ว่า banpu เน้นรายใหญ่ ums เน้นรายย่อยทำนองนี้
แต่รู้สึกว่ามันยังเข้าไม่ถึง ยังวิเคราะห์อะไรไม่เป็นรูปเป็นร่างครับ


User avatar
tanapol
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 911
Joined: Wed Jan 18, 2006 3:28 pm

Posts by tanapol » Fri Jun 06, 2008 11:43 am

พอดีได้ลองศึกษามาบ้าง....อยากจะขอลองตอบการแยกระหว่าง banpu,ums,lanna นะครับ...

บริษัทที่มีเหมืองถ่านเป็นของตัวเองและเข้าข่ายถ่านหินจริงๆ...ก็ banpu,lanna...ส่วน ums ผมคิดว่าหลักใหญ่เป็นธุรกิจ trading ครับ...

banpu,lanna ถ้าดูโดยอัตราส่วนต่างๆ banpu จะมีการบริหารจัดการที่ดีกว่ามาก...หรืออาจลองดูจากการที่บริษัทนี้เป็น wealth หลักของผู้บริหาร...ไม่เหมือน lanna ที่ส่วนใหญ่ถือหุ้นโดย sccc ซึ่งก็คงขายปูนเป็นหลักมากกว่า

ถ้าจะวิเคราะห์แค่พลังงานทางเลือก...ผมขอวิเคราะห์หลักแค่ banpu,lanna(เพราะ ums เข้าข่าย trading และจะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาถ่านหินที่สูงขึ้น...คงจะได้รับแต่ทางอ้อมโดยคนจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางนี้มากขึ้น...ums ก็ขายดีขึ้น)

banpu มีรายได้จากโรงไฟฟ้า ถ่านหินสูงถึง 50%...ซึ่งถ้าถ่านหินขึ้น กำไรตรงจุดนี้ก็จะลดลง...vice versa ....และธุรกิจโรงไฟฟ้าในบ้านเรา เช่น ratch egco ก็ไม่เห็นจะมี pe ที่สูงปริ๊ดเหมือน banpu....(ที่banpu pe สูงมาจากธุรกิจถ่านหินที่ต่างชาติมองว่า in trend)

ดังนั้นผมคิดว่า...ถ้าให้ pe ของธุรกิจถ่านหินที่ใหญ่ สัก 20 เท่า...banpu น่าจะมี pe แค่สิบห้าเท่านั้น....เพราะต้อง dilute ของโรงไฟฟ้าเข้าไปด้วย...

lanna เป็นบริษัทที่ขายถ่านหินเป็นหลัก 90% ข้อดีคือ....พีอีต่ำกว่าเนื่องจากองทุนต่างชาติไม่น่าจะถือได้...และจะมีการเปิดเหมืองใหม่...ที่จะทำให้มี กำลังการผลิตเพิ่มอีก 50%....ในครึ่งปีหลังซึ่งจะเต็ม capacity ในปีหน้า....

พีอีตอนนี้ประมาณสิบเท่า(ยังไม่รวมเปิดเหมือง)

ข้อดีอีกอย่างคือ มีการผลิตเอทานอลในสัดส่วน 10%ของรายได้....และมีแผนจะนำบริษัทลูกเข้าตลาด...และขยายกำลังการผลิตอีก....และจากการที่รัฐบาลหนุนการใช้ e 85 ทำให้ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่น่าจะเติบโตได้อีก...แม้จะมี barrier น้อยก็ตาม

ข้อเสียคือบริษัทมีการขายถ่านล่วงหน้าไป 80-90%ของกำลังการผลิตในแต่ละปี...ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้น...แต่จะได้รับในปีถัดไป...

ซึ่งตรงนี้ก็ต้องไปดูเหตุผลว่าทำไมถึงขายล่วงหน้าเยอะขนาดนี้...ซึ่งเป็นไปได้ว่าขายให้ sccc ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่....

lanna มี NPM น้อยกว่า banpu อย่างเห็นได้ชัด...ซึ่งผมก็ไม่รู้ชัดเจนว่าทำไม...แต่คงเนื่องจาก การขายล่วงหน้าเยอะ...banpu มีการลงทุนในหุ้นหลายตัวและที่ผ่านมาก็ขายแล้วกำไรมากมายทั้งนั้น...ส่วนเรื่องคุณภาพถ่านหินเป็นอีกปัจจัยที่ต้อง check ดูครับ...

โดยสรุป...ผมว่าถ้าจะเอาแต่ประเด็นเรื่องราคาถ่านหิน....lanna น่าจะมีภาษีดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด....เพราะ banpu trade ที่พีอีแพง...ไม่มีการเปิดเหมืองและโรงไฟฟ้าเพิ่มในอนาคตอันใกล้....


สวนหย่อม
Verified User
Posts: 912
Joined: Thu Jun 05, 2008 8:46 pm

Posts by สวนหย่อม » Fri Jun 06, 2008 12:40 pm

อื้อหือ  :o  ขอบคุณคุณพี่ tanapol มากเลยครับ สำหรับการวิเคราะห์
เดี๋ยวผมขอคิดอีกหลายๆรอบให้เข้าใจ แล้วอาจจะ pm
ไปถามเพิ่มเติมนะครับ
:)  :) (ไม่อยากคุยในหน้านี้มาก เพื่อไม่ให้เป็นการเปลี่ยน topic ของกระทู้พี่ลูกอิสาน แหะๆ  :oops: )


ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 6404
Joined: Mon Oct 13, 2003 8:52 pm

Posts by ลูกอิสาน » Fri Jun 06, 2008 3:30 pm

โทษทีครับ :oops:  ช่วงนี้มีอาการเบื่อๆหุ้น และมีเรื่องเบนความสนใจคือต้องต่อเติมซ่อมแซมบ้านพักหลังใหม่ เลยไม่ค่อยได้เข้าเวปครับ ท่านใดถามไว้ จะพยายามตอบเท่าที่พอทราบครับ ขอบคุณ tanapol ที่เข้ามาแสดงความเห็นครับ ในโลกนี้ไม่มีคนเก่งทุกเรื่องครับ เชี่ยวชาญกันคนละเรื่อง เก่งคนละด้าน ทำให้โลกนี้สมดุลครับ


[quote="hongvalue"]พี่โจครับ ผมมีประเด็นของหุ้น 3 ตัวจะถามดังนี้ครับ
2.mfec ปีปันผลที่สูงใกล้ๆ 9% งบไตรมาสแรกก็สวย
และผู้บริหารบอกว่าจะได้ประโยชน์จากการที่กลุ่มแบงค์
ใช้มาตรการ basel 2 ทำให้ต้องลงทุนด้าน it อย่างน้อย 3 ปี

พี่โจมีความเห็นยังไงกับ mfec และบริษัทลูกอย่าง
prompt now ที่ผลิตเกมส์ออนไลน์ครับ

มองว่าราคาตรงนี้ undervalue ไหมครับ
ขอบคุณพี่โจมากเลยนะครับ

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

Locked