ROE และ ROA

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
ประจวบ

Posts by ประจวบ » Wed Sep 24, 2003 9:14 pm

ไปกันใหญ่แล้วครับ
ความจริงที่ผมpost ไว้นั่นไม่ใช่ไม่ชอบการหาความรู้นะครับ
คุณฉัตรชัย คุณวิบูลย์007 คุณmon money น้องยีน คุณเจ๋ง และอีกหลายท่าน
ผมถือว่าเป็น "กัลยาณมิตร "ของผมและพวกเราชาวvi ทุกคน
ได้เรียน ได้ปรึกษา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ทุกท่านผ่านมา
โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง
นับเป็นความใจกว้างและไม่หวงวิชา ซึ่งผมขอคารวะด้วยใจจริงครับ
แต่ผมมาจากคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการลงทุน
เริ่มลงทุนและเก็บสะสมความรู้มาเรื่อยๆ เริ่มจาก"ตีแตก"เมื่อต้นปี45
อ่านมาเรื่อยๆๆๆๆ ลองผิดทำใหม่ ซ้ำๆๆๆเพื่อให้เป็นviพันธ์แท้
modelการลงทุนแบบvi มีหลายmodel มาก จากง่ายไปจนถึงแบบยาก
แต่สรุปลงแล้วก็มีอยู่แบบเดียวที่ผมคิดว่า "ง่าย"
เหมาะสำหรับviพันธ์แท้ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการเงินหรือต้องใช้การคำนวณมากนัก
คือแนวของอจ.นิเวศน์ หรือที่ผมแอบเรียกว่า niwettology
ซึ่งใช้การวิเคราะห์ส่วนใหญ่ลงไปในการวิเคราะห์ทางคุณภาพระยะยาว
และใช้parameter ไม่กี่ตัวในการวิเคราะห์
คล้ายๆกับ ที่บู๊ลิ้มเค้าว่า "สูงสุด คืนสู่สามัญ"
ชักเขียนยาวเกินไป ขอพักก่อนครับ


User avatar
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 3134
Joined: Thu Jan 30, 2003 10:05 pm

Posts by Mon money » Wed Sep 24, 2003 11:08 pm

ตามมายำพี่หมอด้วยคนครับ

สุงสุดคืนสู่สามัญ เช่นช่างรถยนต์บางคนที่เก่งมากๆ แค่เล่าอาการของรถให้ฟังก็พอจะบอกได้ว่าเกิดปัญหาอะไร และส่วนใหญ่จะใช่ด้วยครับ แต่นั่นเขาทำมาจนลื้อชิ้นส่วนรถยนต์โยนลงถังเขย่าๆแล้วยังประกอบกลับได้อย่างถูกต้องเลยนะครับ ต้องเรียนและลอง ลองและเรียนมามากจริงๆถึงจะกับมาสู่สามัญได้ จริงไหมครับ พี่หมอ ขนาดผมเล่าอาการให้ฟังพี่หมอยังสั่งยาให้กินจนหาย แต่พี่หมอสมัยเรียนคงผ่ามาทั้งตัวแล้วละมังครับ กดหน้าผมสี่ครั้งบอกไซนัสชัวส์ป๊าบ

รักหรอกจึงยำเล่น เย็นๆใจครับ


ultraman
Verified User
Posts: 1
Joined: Mon Sep 08, 2003 9:11 pm

Posts by ultraman » Thu Sep 25, 2003 3:00 pm

ผมจะเล่าให้ฟังตอนเรียนหมออยู่ที่ศิริราชสมัยปี18-24
อจ.หมอมีเยอะมาก ขนาดแผนกผ่าตัดแผนกเดียวมีตั้ง23-30คน
มากกว่าหมอที่ตราดตอนที่ผมมาอยู่ใหม่เมื่อปี24 เกือบ3เท่า
อจ.จะมี2แบบ
แบบแรก เก่งมากทำ ตามตำราเปี๊ยบ เวลาจะตรวจวินิจฉัย รักษาโรค จะตรวจอย่างละเอียด
ส่งตรวจเลือด + x-ray (ซึ่งบางอย่างทำได้เฉพาะที่ศิริราช) เกือบ20อย่างเพื่อครอบคลุมโรคแบบ"ไม่ให้หลุด"ซักโรคเดียว
อย่างนี้เหมาะเอาไว้สอนหมอ
แบบที่สอง อจ.มักจะเคยอยู่ร.พ.ตจว.หรือพูดง่ายๆก็บ้านนอกแหละครับ
ท่านจะสอนให้ใช้การซักประวัติ+ตรวจร่างกาย +ตรวจlabง่ายและให้"ดูคนไข้"เป็นหลักก่อนรักษา
แค่นี้จะรักษาโรคได้80-90%แล้ว ที่เหลือถ้าไม่รู้หรือไม่มีเครื่องมือก็"ส่งต่อ"มา
เพราะอจ.รู้ว่าหมอทุกคน(สมัยก่อน)ต้องใช้ทุนที่"บ้านนอก"2ปีก่อนเรียนเฉพาะทาง
ผมใช้วิชาที่อจ.ท่านหลังสอนมา+ศึกษาเพิ่มเติมโดยการอ่านตำรา+วารสารทางแพทย์สม่ำเสมอ
จากอยู่รพ.จว10ปี ออกมาเปิดคลีนิกส่วนตัวเต็มเวลาอีก12ปี
ผมเห็นจริงตามที่อจ.ท่านว่าไว้ทุกประการ
80-85%ผมรักษาได้อย่างมั่นใจโดยใช้แค่ตาดูหูฟัง(+มือคลำ)+labง่ายๆ
10%ไม่แน่ใจต้องลองให้การรักษาไปก่อนแล้วนัดดูผล
5% อาการหนักรอไม่ได้ , รู้โรคและวิธีรักษา แต่ไม่มีเครื่องหรือต้องดูแลใกล้ชิด ,หรือไม่รู้เรื่องเพราะนอกfieldที่เรียนมา ไม่ใช่จบหมอรักษาได้ทุกโรค แบบนี้ ต้องรีบส่งต่อไปที่รพ.
บางคนว่าหมอบ้านนอกมักจะไม่ทันโรคไม่ทันยา ไม่เหมือนหมอกรุงเทพหรือร.พ.เอกชน
ผมอ่านวารสารเจอยาใหม่รักษาโรคภูมิแพ้ ดีมาก กินวันละ2 เม็ด ได้ผลเกือบ100%
แต่ขอโทษครับ เม็ดละ80บาท ต้องกินไปเรื่อยๆวันนึงตก160บาท
อย่างนี้ชาวบ้าน รายได้วันละ130-150บาทจะกินไหวเหรอครับ
ต้องกินยาภูมิแพ้ เม็ดละ3บาท ได้ผล80%ไปก่อนซึ่งก็เหมาะกับเค้า
ผมจึงถึงบางอ้อเรื่องที่อจ.ให้"ดูคนไข้" หมายถึงอะไร
ที่เขียนมาอย่างยืดยาว เหมือนคนแก่บ่น มีจุดมุ่งหมายแค่จะให้ทราบว่า
คุณไม่ต้องเก่งที่สุด รอบรู้ที่สุด (เหมือนคนไข้ของผมที่ไม่ได้เจอหมอที่ดีที่สุด)
แต่คุณต้องทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่คุณรู้ ดัดแปลงสิ่งที่คุณรู้ให้เข้ากับการลงทุนที่เหมาะสมกับความรู้ของคุณ
ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องทุกfield เอาที่รู้ก็แก้ปัญหาการลงทุนได้80-90%แล้ว
แต่สำคัญคือ"ต้องรู้ว่าไม่รู้อะไร" อย่าไปยุ่งกับมัน


Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 14783
Joined: Wed Apr 09, 2003 1:43 am

Posts by Jeng » Thu Sep 25, 2003 3:12 pm

หวัดดี ท่านพี่ ultraman :D :D :D


VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Thu Sep 25, 2003 4:48 pm

จริงๆอยากบอกว่าไม่ได้โกรธใครนะครับ แต่ของมันขึ้นเวลาเห็นความคิดที่คิดว่าโลกนี้มีอาหารกลางวันฟรี

ต้องขอบคุณพี่ประจวบ พี่Ultraman สำหรับความคิดเห็นครับ ผมว่าทางไปเชียงใหม่ไปได้หลายทางครับ แต่ทางของพวกผมมันขึ้นเขาลงห้วยไปตลอดทางนะครับ เลยต้องมีวิชาติดตัวมากหน่อย ส่วนทางซุปเปอร์ไฮเวย์มันเร็วกว่าก็จริงแต่มีอุบัติเหตุบ่อยครับ รถมันวิ่งกันเร็ว ขับไม่ดีมีสิทธิ์ตกข้างทางได้ตลอดเวลา

พวกเราช่วงนี้ขับรถกันดีๆแล้วกันนะครับ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ถนน(ในตลาด)มันลื่นครับ

โชคดีครับ


chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Thu Sep 25, 2003 7:40 pm

อย่างพี่ Ultraman ถึงแม้จะอยู่ตจว.แต่ก็ยังศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมโดยตลอด เพราะบางทีอาจจะมียาที่ดีราคาไม่แพงนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่รายได้ไม่มากได้

ช่วง 3-4 ปีหลังวิกฤตมานี่ หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น เศรษฐกิจก็มีแนวโน้มที่ฟื้นตัวจากวิกฤต นักลงทุนหน้าใหม่ๆมักจะประสบความสำเร็จในการลงทุน คุณอาจจะไม่ต้องศึกษามาก มีหลักเกณฑ์ในการเลือกบริษัทมากนัก เพียงคุณถือหุ้นที่มีกิจการพอใช้ได้ ถือยาวหน่อยคุณก็จะได้กำไรแน่นอน เพราะราคาหุ้นในช่วงก่อนหน้านี้ถูกมากๆ พวกเค้าอาจจะเกิดความมั่นใจในตัวเอง

แต่หลังจากนี้ละครับ ราคาหุ้นที่ถูกๆหาลำบากมากขึ้น บริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดี ราคาเริ่มไม่ถูก การคัดเลือกบริษัทและราคาที่เหมาะสมกับการลงทุนนั้นยากขึ้น

และถ้าเกิดวิกฤตอีกครั้งละครับ จะเป็นเวลาพิสูจน์ละครับว่าคุณจะประสบความสำเร็จในการลงทุนมากน้อยเพียงใด

ผมไม่อยากให้นักลงทุนมือใหม่ พอใจกับความรู้ที่มีอยู่ ปัจจุบันที่คุณกำไร แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีความรู้เพียงพอที่จะใช้ในการลงทุนได้ตลอดไป บางวิชานั้นเข้าใจยากแต่ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณก็ควรทึ่จะมุ่งมั่นที่จะศึกษา


ลูกศิษย์

Posts by ลูกศิษย์ » Mon Sep 29, 2003 4:21 pm

ทดสอบ


ลูกศิษย์

Posts by ลูกศิษย์ » Mon Sep 29, 2003 4:29 pm

ผมมีข้อสังเกตดังนี้
:lol:
1. ROA ที่คิดออกมาผมว่ามันแปลกๆนะครับ มันเป็นตัวเลขจริงหรือหลอก
คุณ Chatchai ลองให้ที่มาหน่อยสิครับ
2. ในกรณีอย่างนี้ ถามว่าจะรอจน ROA สูงๆก่อนถึง 5 ปีแล้วค่อยลงทุนหรือนั้น ผมว่าปีแรกๆ ใครจะไปรู้ว่ากิจการมันจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญนั้นๆ
3. ลองดูกระแสเงินสดสิครับ มีแต่สารวันเตี้ยลง ไม grownth เลย
4. ผมดูแล้วเป็นโจทย์ลวง
5. ถ้าผมเจอโจทย์แบบนี้ตอนเรียนแล้ว ผมจะวิเคราะห์โจทย์แล้วตอบคนออกไปแต่จะไม่ตอบคำถามครับ


Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 14783
Joined: Wed Apr 09, 2003 1:43 am

Posts by Jeng » Mon Sep 29, 2003 4:36 pm

โจทย์จะลวง หรือไม่ลวง ไม่เป็นไร ขอให้เข้าใจเจตนา ของคนที่ตั้งใจออกโจทย์ เพื่อเตือนอะไรบางอย่างก็พอ

คุณลูกศิษย์ ว่าจริงหรือไม่ครับ

:D


ลูกศิษย์

Posts by ลูกศิษย์ » Mon Sep 29, 2003 5:23 pm

นักเลงเรียกลองของ
นักวิชาการเรียกลองภูมิ


chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Tue Sep 30, 2003 1:44 pm

ตัวเลขอาจจะเป็นการสมมุติ เป็นลักษณะของโครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นลักษณะจริงของธุรกิจศูนย์การค้าครับ ที่สร้างแล้วมีการให้เซ้งพื้นที่ระยะยาวและมีบางพื้นที่ที่ให้เช่าระยะสั้น โดยอาจจะทำสัญญา 3 ปี โดยตามจริงแล้วค่าเช่าพื้นที่ระยะสั้นก็คงจะมีการปรับราคาขึ้นในอนาคต เช่น ทุกๆ 3 ปี อีกทั้งจะมีรายได้จากค่าสาธรณูปโภคด้วย

ที่เลือกธุรกิจนี้เพราะ ผมเห็นว่าถ้าในปีแรกบริษัทสามารถให้เซ้งพื้นที่ได้ครับ มีรายย่อยมาเช่าพื้นที่ระยะสั้นพอสมควร ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่คือค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่าย รายได้และค่าใช้จ่ายค่อนข้างจะแน่นอน เราจึงสามารถประมาณการงบการเงินได้ใกล้เคียงมากครับ

ที่ยกโจทย์มานี้เพียงเพื่อเตือนการใช้สูตรสำเร็จ โดยไม่ดูรายละเอียดของตัวเลขที่คำนวณได้ครับ


User avatar
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 3134
Joined: Thu Jan 30, 2003 10:05 pm

Posts by Mon money » Tue Sep 30, 2003 2:28 pm

พี่หมอแกหายไปเลยไม่รู้งอนผมรึเปล่าที่ร่วมยำแกด้วย ติดต่อกลับมาด่วนนะพี่หมอผมมีทีเด็ดมาฝากด้วยล่ะ
1. ROA ที่คิดออกมาผมว่ามันแปลกๆนะครับ มันเป็นตัวเลขจริงหรือหลอก
คุณ Chatchai ลองให้ที่มาหน่อยสิครับ
2. ในกรณีอย่างนี้ ถามว่าจะรอจน ROA สูงๆก่อนถึง 5 ปีแล้วค่อยลงทุนหรือนั้น ผมว่าปีแรกๆ ใครจะไปรู้ว่ากิจการมันจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญนั้นๆ
3. ลองดูกระแสเงินสดสิครับ มีแต่สารวันเตี้ยลง ไม grownth เลย
4. ผมดูแล้วเป็นโจทย์ลวง
5. ถ้าผมเจอโจทย์แบบนี้ตอนเรียนแล้ว ผมจะวิเคราะห์โจทย์แล้วตอบคนออกไปแต่จะไม่ตอบคำถามครับ
ข้อแรกผมคิดว่าเป็นตัวเลขสมมุติครับ

ข้อสอง ถ้าจะลงทุนก็ต้องศึกษาให้รู้ธุรกิจชัดเจนก่อนนะครับ ไม่งั้นเสี่ยงมาก

ข้อสาม โจทย์สมมุติเพื่อยกตัวอย่างให้เห็นอะไรบางอย่างจึงน่าจะจงใจทำเช่นนั้น

ข้อสี่ น่าจะเรียกว่าโจทย์สมมุติ

ข้อห้า ผมว่าแล้วแต่จะคิดไปได้ เพราะมันเป็นโจทย์สมมุมติ

เมื่อมันเป็นโจทย์สมมุติ เพื่อชี้ให้เห็นอะไรบางอย่าง ก็ต้องทำตัวเลขข้อมูลให้ไปในทางที่อยากจะเสนอ และผมก็ทำตามที่โจทย์สมมุติมาทุกประการ ตอบคำถามเสมือนกับที่โจทย์ต้องการ แต่ถ้าโลกความเป็นจริงตอบไม่ได้อย่างนี้หรอกมันเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นอ่านโจทย์แล้วตีให้แตก เข้าใจวัตถุประสงค์ก็ใช้ได้ครับ


ประจวบ

Posts by ประจวบ » Tue Sep 30, 2003 2:54 pm

ผมชอบกินยำมาก .......อร่อยครับ
ช่วงนี้กินเจ กินมาซัก4-5ปีแล้วครับ
ถือศีล เลยไม่ค่อยได้post ครับแต่เข้ามาอ่านทุกวัน
และอีกอย่างคือนั่งลุยอ่าน"value investing made easy"ที่มนส่งมาให้
ว่างเป็นอ่าน เกือบจบแล้วครับ
จบแล้วคงจะpost อะไรดีๆมาฝากเพื่อนๆอีกที


VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Tue Sep 30, 2003 3:05 pm

พี่หมอคงไม่โกรธผมใช่ไหมครับ พี่อ่านกระทู้ผมวันนี้หรือยัง ผมเขียนเอาใจมือใหม่สุดฤทธิ์ พี่คิดว่า OK หรือเปล่า


ประจวบ

Posts by ประจวบ » Tue Sep 30, 2003 3:39 pm

ผมไม่ได้โกรธคุณวิบูลย์หรือคุณฉัตรชัยหรือ คุณมนเลยนะครับ
แต่เนื่องจากผมมาจากคนที่"ไม่รู้อะไรเลย"ก่อนมาลงทุน
จึงอยากให้พวกเราให้ความรู้ที่"ง่าย"ต่อการเริ่มสำหรับ"มือใหม่"
เพราะสังเกตุจากงานtvi #2 มีมือใหม่ไม่ต่ำกว่า80%
แล้วก็กลางเก่ากลางใหม่อีกเพียบ

ที่คุณวิบูลย์post ไว้ในหัวข้อ"ตระแกรงร่อน"นั้น
ถูกใจมากครับ
อยากเสริมอีกหน่อยคือ ตามหลักของ"niwettology"
การจะเลือหุ้นนั้นมี3ข้อ
1.ซื้อหุ้นพื้นฐานดีสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว หนี้น้อยอย่างมาก เป็นผู้นำกลุ่ม(เบอร์1-2) อยู่มานานๆๆๆๆๆจนติดปากลูกค้า เป็นธุรกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงในตัวสินค้าหรือบริการมากนัก(ทำให้คาดเดาอนาคตได้ง่าย)
2.ราคาถูก ดูจากp/eน้อยกว่า10-15 p/bน้อยกว่า2
3.มีปันผล อย่างสม่ำเสมอในระยะเวลาหลายปีๆๆๆๆๆๆแม้ในยามวิกฤต อย่างน้อย3-5%
ไม่ลงทุนหุ้นไฮเทคหรือโภคภัณฑ์
ถือยาวๆๆๆๆๆอย่างน้อย3-5ปี
ดูๆมันง่ายมั้ยครับที่จะหาหุ้นแบบนี้ แต่ต้องมีครบทุกข้อนะครับ
อาจจะมีกลยุทธข้อ3.ที่มีหลายคนว่า ถ้ากำไรดี ไม่น่าปันผล
แต่ข้อนี้จะช่วยบอกให้เราทราบว่าบริษัทมีกระแสเงินสดที่ดี สามารถปันผลได้อย่างต่อเนื่อง
และไม่มีภาระต้องลงทุนเพิ่มเติมอะไรมากนักและช่วยให้พวก"ซื้อแล้วอม" อมหุ้นไว้ได้นานๆๆๆ
ไม่ต้องรีบขาย


chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Tue Sep 30, 2003 7:58 pm

พี่ประจวบครับ WG ของผมพอจะเข้าเกณฑ์ข้อไหนของพี่บ้างครับ


ประจวบ

Posts by ประจวบ » Tue Sep 30, 2003 9:15 pm

ผมอ่านในform 51-2แล้วไม่รู้จริงๆครับว่า
เค้ากำไรจากการซื้อ+ขายผลิตภัณฑ์เคมีเป็นหลัก ไม่ได้ผลิตเอง
แล้วทำไมลูกค้าของเค้าไม่สั่งเข้ามาเองจะได้ตัดคนกลางไปซะเลย
ไม่รู้เลยไม่ได้ซื้อเลยครับ
แค่ที่ผมมีนี่ก็บริหารไม่ไหวแล้วครับ(มีเกือบ20ตัว)
ผมตกข้อสำคัญที่สุดไปข้อนึงในการวิเคราะห์แบบniwettologyคือ
กำไรครับ บริษัทที่พื้นฐานดีต้องมีกำไรที่สม่ำเสมอในอดีตนานหลายๆๆๆๆๆปี
และน่าจะทำได้ต่อไปในอนาคต
ข้อนี้สำคัญที่สุดครับเพราะเป็นเป้าหมายของนักลงทุนทุกท่าน


Neohapsis
Verified User
Posts: 118
Joined: Sat Sep 06, 2003 9:45 am

Posts by Neohapsis » Tue Sep 30, 2003 9:25 pm

เมื่อคุยถึงความโปร่งใสของผู้บริหารแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้บริหารบริษัทที่เราจะเข้าไปซื้อหุ้นมีความโปร่งใสและมีจริยธรรม


chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Tue Sep 30, 2003 9:25 pm

ผมว่าการเลือกบริษัทที่น่าลงทุนในแนว ดร.นิเวศ หรือ Buffett ในประเทศไทยค่อนข้างมีน้อยนะครับ เนื่องจาก

สินค้าที่มีชื่อเสียงที่ดีและยาวนานจนเรียกได้ว่ามี DCA นั้น ส่วนใหญ่ไม่เป็นบริษัทต่างประเทศ ก็เป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ประเทศเราเพิ่งผ่านวิกฤตหนักๆมา คงจะเหลือเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มีผลการดำเนินงานและอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

บริษัทส่วนมากก็เพิ่งจะเข้าจดทะเบียนไม่นาน การหาข้อมูลงบการเงินในอดีตนานถึง 10 ปีก็ลำบากครับ

ไม่เหมือนในสหรัฐ สินค้า Brand Name ระดับโลก หรือแม้แต่ในระดับภูมิภาคก็จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ที่นั่นมีบริษัทจดทะเบียนให้เลือกมากมาย และตลาดหลักทรัพย์ก็ก่อตั้งมายาวนานเป็นร้อยๆปี บริษัทจดทะเบียนก็เข้าจดทะเบียนเป็นเวลานานมากแล้ว จึงสามารถหาข้อมูลย้อนหลังนานได้


ประจวบ

Posts by ประจวบ » Tue Sep 30, 2003 9:52 pm

ส่วนใหญ่ที่ผมดูจะดูย้อนหลังไปประมาณ5ปีตามset
ไม่ได้ดูแบรนด์เพียงอย่างเดียวครับอย่างที่คุณฉัตรชัยว่า
เพราะเอาจริงๆแล้ว แบรนด์แข็งขนาดโค๊ก หรือ ยิลเลตคงหาไม่ได้
คงดูตรงที่มี"คูเมือง"ทำให้สามารถแข่งขันได้ ไม่ตกรุ่นง่ายๆ
มีประวัติตั้งอยู่มานานๆๆๆๆๆแม้จะไม่ได้เข้ามาในตลาดตั้งแต่แรกๆ
แม้จะ"ดูดี"ยังไงก็ตามถ้าไม่มี ประวัติให้ดูยาวๆๆๆๆ ก็ไม่เอาครับ
และที่มีน้องคนนึงถามเรื่องผู้บริหาร
buffett เค้าเคยบอกว่าให้ลองหาannual report ย้อนหลังมาดูเทียบ
ว่าเค้าสัญญาว่าจะทำอะไร แล้วปีต่อๆมาทำตามนั้นหรือเปล่า
สำหรับตัวผมเองจะดูว่าผู้บริหารลงมา"เล่น"หุ้นตัวเองหรือเปล่า
ต.ย. paf ตอนนี้ผู้บริหารเทเอาเทเอา ทีละเป็นแสนหุ้น
อย่างนี้ผมไม่เล่นด้วยแม้ว่าจะดีอย่างไรก็ตาม
ตัวอย่างที่ดีก็เครือสหพัฒน์ครับ(ยกเว้น paf)
ไม่เคยเห็นเค้าลงมา"เล่น"หุ้นตัวเองเลย


Guest

Posts by Guest » Fri Feb 06, 2004 12:09 am

ขออนุญาติ เป็นคนนอกนิดนึง จากโจทย์ผมว่าอย่าไปคิดให้มันปวดหัวผมนั่งอ่านอยู่หลายรอบ ผมคิดว่าทุกอย่างมันไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป เข้าใจเจตนาคนตั้งกระทู้ แต่เวลาเลือกหุ้นคงไม่มีดูพารามิเตอร์ตัวเดียวแน่นอน ถ้าเป็นหุ้นจริง เราไม่ดูROA อยู่แล้ว ก้อเห็นๆอยู่ว่าสินทรัพย์มันหดตัว ใครๆก้อต้องสะกิดใจ ว่าบริษัทนี้มันแปลกๆ ต้องมีอะไร
ปัญหามันอยู่ที่ แล้วจะกล้าซื้อหรือป่าว อย่าไปคิดลึกมาก ทำตัวสบาย
ผมว่ามันไม่ได้ยากเกินไป ไม่ได้ง่ายเกินไป แต่ตอนนี้มันมีความผันผวนมาก คนเป็นvi ที่เก่งแค่ไหนผมว่าก้อเล่นยากทั้งนั้นแหละ ตอนหุ้นเมกาขึ้นมากๆ บัฟเฟตเองก้อถอนตัวออกมาก่อน แล้วบัฟเฟตเองก้อใช่จะไม่พลาด ไปอ่านประวัติดีๆก้อจะรู้ว่า เค้าก้อเจ็บปวดจากธุรกิจประกันเหมือนกัน ที่สำคัญคือพื้นฐานความคิดมากกว่าว่าก่อนคุณจะซื้อหุ้นมีmargin of
safety หรือป่าว ไม่ใช่ดูที่Growthอย่างเดียว


Guest

Posts by Guest » Fri Feb 06, 2004 12:14 am

ผมเจ้าของกระทู้ด้านบนนะ ผมว่านะสรุปโจทย์ข้อนี้อย่าไปดูROA ซื้อเมื่อไหร่
บอกไม่ได้ เพราะก่อนจะซื้อต้องดูmargin of safety ก่อนถ้ามีก้อซื้อไม่ว่าปีไหน ขายเมื่อไหร่ ก้อต่อเมื่อ หุ้นมันเกินพื้นฐานไปแล้วความสามารถในการทำกำไรอืด อยู่ตัวแต่ราคาตลาดสูง

เราก้อรู้กันทุกคนว่าโจทย์มันไม่สมบูรณ์ใช้จริงไม่ได้ แต่ผมชอบวิธีคิดมากกว่าที่มีการประมาณการอะไร เหมือนสอนบัญชีไปในตัว
ขอบคุณนะคับ และขอโทษที่ผมโชวความโง่
เพราะผมว่าไม่เห็นมีอะไรต้องคิดมากจริงๆนี่ครับ


Mu'Ex
Verified User
Posts: 11
Joined: Sun Oct 21, 2007 2:11 pm

Posts by Mu'Ex » Sun Dec 16, 2007 4:26 pm

ก่อนอื่นขอบคุณพี่ๆ ที่มาให้ความรู้ครับ ขอบคุณทุกๆ ความคิดเห็นด้วยครับ

ผมเองก็กำลังศึกษาอยู่ อ่านไปรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง มึนๆ งงๆ ครับ เลยไม่มีอะไรจะโพสต์ถามหรือตอบ เจอประโยคเด็ด...

"ขอโทษที่ผมโชวความโง่"

ผมว่าดีกว่าแอบโง่แบบผมนะ  :lol:  เพราะอย่างน้อยเราก็รู้ตัวเองว่า "รู้" แค่ไหน ดีว่ายังงงๆ กับตัวเองว่า "เอ... เรารู้ไหม?" หรือ "เรารู้แค่ไหนหว่า?" แล้วแถมมีผู้รู้ตอบให้อีกต่างหากว่าความคิดเราถูกต้องหรือไม่ (ดีกว่าถามตัวเอง ตอบตัวเองครับ)

สงสัยผมคงต้องโชว์โง่บ้างแล้วล่ะ อิอิ :oops:


User avatar
จางเหลียง
Verified User
Posts: 4
Joined: Fri Feb 22, 2008 12:31 am

Posts by จางเหลียง » Wed May 14, 2008 3:33 am

ถ้าจะให้ผมตอบนะครับ  
การลงทุน  ไม่ควรทำให้มันเป็นของยาก  ควรลงทุนอะไรที่มันเข้าใจง่าย  ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

ควรหลีกเลี่ยงอะไรที่ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจยาก  น่าจะดีที่สุด

ตัวเลขที่คุณ  คำนวนมา หรือคาดการณ์มา  นับเป็นการคำนวนที่ถือว่าสุดยอด  มีความน่าเชื่อถือมาก  ในทางทฤษฎี

แต่ในความเป็นจริง  อาจไม่เป็นเช่นนั้น  เช่น  
- ถ้าเศรษฐกิจ  ไม่ดี  ค่าเช่าหรือรายได้  อาจไม่เป็นไปตามที่คำนวน
- เกิดปีใด โชคไม่ดี  เกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟไหม้  ตึกทรุด   ต้องซ่อมแซมหรือสร้างใหม่
- ผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์  ยักยอกรายได้หรือบันทึกรายจ่ายเกินจริง  

การคาดการณ์ตัวเลข  แบบวิธีของคุณเป็นวิธีที่เสี่ยงและอันตรายมาก  ถ้าไม่เผื่อ Margin of safety  เอาไว้อย่างมากเพียงพอ

ในทางทฤษฎี นับว่าไม่น่าจะมีอะไรผิด  แต่ถ้านำไปใช้ในทางปฎิบัติจริง  มีช่องโหว่มากมาย   ความน่าเชื่อถือยังไม่มากพอ


User avatar
Ryuga
Verified User
Posts: 1771
Joined: Wed Nov 08, 2006 8:18 pm

Posts by Ryuga » Fri May 16, 2008 1:05 am

เพิ่งได้อ่าน ตัวอย่างสนุกจริงๆ เลยครับ  :cool:  :cool:  :cool:

เห็นด้วยกับพี่มนเกือบทุกประการครับ ยกเว้น
1. เนื่องจากผมไม่ทราบว่าตลาดจะให้ราคาเท่าไหร่ สำหรับผม หุ้นบริษัทนี้ผมจะไม่ซื้อตั้งแต่แรกแม้ราคาจะอยู่ที่ book (เห็นด้วยกับพี่วิบูลย์) ถ้าต่ำ book มากๆ ยังไงก็ต้องคิดดูก่อนว่าคุ้มไหมเทียบกับทางเลือกอื่นที่มีในขณะนั้น ผมอาจจะซื้อรอ rebound แล้วขายทิ้ง
2. คนซื้อที่ book เมื่อสิ้นปีที่ 19 ก็ยังกำไรอยู่นะครับ เพราะเมื่อครบปีสุดท้ายจะได้ปันผล 75 ล้าน + เงินสดในบริษัท 400 ล้าน + ค่าขายอาคารในราคาซาก 50 ล้าน หักต้นทุน 500 ล้าน ได้กำไร 25 ล้าน (5%) ยกเว้น
 - ขายอาคารได้เงินต่ำกว่า 25 ล้าน
 - คิดลดด้วยอัตราเงินเฟ้อ 18 ปี ของประเทศไทยที่ 3.8% กำไรก็แทบไม่เหลือเลย  :lol:
 - คิดลดด้วยอัตราการเติบโตของ real GDP 20 ปี ของประเทศไทยที่ 6.2% ขาดทุนแน่นอน  :lol:  :lol:  :lol:

อัตราผลตอบแทนแน่นอนและคงที่แบบนี้อาจจะเหมาะกับหลายๆ ท่านที่ไม่ชอบอะไรซับซ้อน ถ้าเทียบกับกองทุนอสังหาฯ ที่ชักจะยั้วเยี้ยขึ้นทุกทีในตลาดผมว่าน่าจะดีกว่าแต่ต้องยกเว้นให้ปรับขึ้นค่าเช่าได้เหมือนๆ กับพวกที่อยู่ในตลาดขณะนี้ด้วยครับ

พวกกองทุนอสังหาฯ นี่ ปกติผมไม่ชอบเลย ยิ่งถ้าเป็นพวกสัญญาเช่า ปันผลได้ 7-8% ต่อปี แต่ปรับค่าเช่าขึ้นได้นานๆ ครั้งทีนึง Headline Inflation ทบต้น 3.8% ต่อปีจะเหลืออะไร

จากโจทย์ ผมคิดว่าถ้าเอา ROA, ROE มาคิดจะตกหลุมพรางได้สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังอ่านไม่ขาด เพราะแท้จริงแล้วมันต้อง DCF เท่านั้นครับ  :8)


kpboy
Verified User
Posts: 40
Joined: Sun Nov 04, 2007 11:08 pm

Posts by kpboy » Fri Jun 26, 2009 2:42 pm

พี่ฉัตรชัยครับ

ผมมีข้อรบกวนถามนิดนึงครับ เกี่ยวกับโจทย์ของพี่ พอดีว่าเพิ่งเปิดมาดูเลยสนใจลองคิดตามน่ะครับ (จริงๆไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องROAที่พี่ฉัตรถามเลย แต่ลองคิดตามดูแล้วงงน่ะครับ เลยรบกวนถามนิดนครับ)

คือ จากที่ว่า
ดอกเบี้ยจ่าย------------------------------20--------8.75------6.25-------3.75-----------1.25-------0--------

งงว่าทำไมดอกเบี้ยปีแรกมันถึงเป็น 20 น่ะครับ เพราะว่า จากเงินต้นปีแรกเรากูมา 500 ดอกเบี้ย 5%ก็น่าจะเป็น 25 หรือหากมองว่า เราจ่ายเงินคืนแล้ว เงินที่เราจ่ายคืน ก็เป็น 300 ดังนั้นเงินต้นก็น่าจะเหลือ200 ดอกเบี้ยก็น่าจะเป็น 10น่ะครับ (ซึ่งจริงๆแล้วเราควรคิดเงินต้นปีแรกจาก500รึเปล่าครับ)

แล้วพอคิดดอกเบี้ยปีที่2 คือ 8.75 หากคิดที่ดอก5%ต่อปี แสดงว่าเงินต้นก็คือ 175 ซึ่งผมเลยงงน่ะครับ ว่าทำไมเงินต้นปีที่สองถึงกลายเป็น 175น่ะครับ ในเมื่อ ปีแรกจ่ายต้น 300 ปีที่สองก็น่าจะเป็น 200รึเปล่าครับ


จริงๆ อาจจะงงๆนิดๆ ผมไม่รู้ว่าผมคิดอะไรผิดตรงไหนรึเปล่า เลยอยากรบกวนถามพี่ฉัตรชัยน่ะครับ หรือท่านอื่นจะเข้ามาแนะนำผมก็ยินดีนะครับ

ขอบคุณมากครับ


keroke
Verified User
Posts: 98
Joined: Thu Jan 31, 2008 11:43 am

Posts by keroke » Sun Jul 26, 2009 5:22 pm

ไม่ทราบว่ายังเข้ามาดูกระทู้นี้บ้างหรือไม่ รบกวนถามคุณฉัตรชัยด้วยค่ะตามกระทู้
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopi ... 095#502095
ขอบคุณค่ะ


User avatar
vi_tal signs
Verified User
Posts: 631
Joined: Tue Oct 21, 2008 11:12 pm

Posts by vi_tal signs » Tue Feb 09, 2010 9:06 pm

สุดยอดเลยครับ  

ทำให้ผมได้บทเรียนที่ว่าการดูลักษณะทางบัญชี

อย่างเดียวคร่าวๆ ไม่ได้ตอบภาพรวมทั้งหมด  หากไม่อ่าน

สิ่งต่างๆเพิ่มเติม  ขอบคุณผู้รู้ทุกท่านมากๆครับ  :lol:  :oops:

มันจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

naijan
Verified User
Posts: 5013
Joined: Mon Mar 10, 2008 12:23 pm

Re: ROE และ ROA

Posts by naijan » Wed Jan 05, 2011 3:20 pm

company perfoermance in set


naijan
Verified User
Posts: 5013
Joined: Mon Mar 10, 2008 12:23 pm

Re: ROE และ ROA

Posts by naijan » Wed Jan 05, 2011 4:00 pm

year equity assets revenues Net profit Roe % Roa %
2003 1.68 10.03 3.04 0.34 17.90 3.40
2004 2.31 11.05 3.77 0.46 20.10 4.20
2005 2.74 12.08 4.76 0.54 19.50 4.40
2006 3.11 13.10 5.61 0.47 15.10 3.60
2007 3.43 13.26 6.09 0.42 12.30 3.20
2008 3.55 14.40 7.38 0.31 8.80 2.20
2009 3.86 15.42 6.39 0.44 11.30 2.83
Corporate performances in set(bath trillion)


Post Reply