ใครสนใจอัตราส่วนทางการเงินจากงบกระแสเงินสดบ้างครับ

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
กระบี่อยู่ที่ใจ
Verified User
Posts: 307
Joined: Thu Sep 28, 2006 2:35 pm

Posts by กระบี่อยู่ที่ใจ » Tue Feb 05, 2008 4:01 pm

chatchai wrote:อัตราส่วนกระแสเงินสดต่อยอดขาย = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน / ยอดขาย

เป็นตัววัดสัดส่วนของยอดขายที่สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสดจากการดำเนินงาน
อัตราส่วนนี้ ทำไมเราถึงไม่ใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษี ครับคุณฉัตรชัย


chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Tue Feb 05, 2008 4:40 pm

เพราะเราต้องการจำนวนเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานจริงๆ  เปรียบเทียบกับ  รายรับ ครับ

ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้  เป็นรายจ่ายที่เป็นเงินสดครับ

จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี

mac69
Verified User
Posts: 113
Joined: Sun Jan 13, 2008 1:21 pm

ขอบคุณครับ

Posts by mac69 » Mon Feb 18, 2008 7:13 pm

ผมเพิ่งเริ่มศึกษา ได้ข้อมูลดีๆเพิ่มอีกแล้ว ขอบคุณพี่ chatchai ครับ


sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Fri Feb 22, 2008 9:26 am

chatchai wrote: ลูกหนี้การค้า * 360 / ยอดขายทั้งปี
สินค้าคงคลัง * 360 / ต้นทุนขายทั้งปี
เจ้าหนี้การค้า * 360 / ต้นทุนขายทั้งปี
ผมเห็นหนังสือบางเล่มคำนวณระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยใช้
(ลูกหนี้ต้นปี+ปลายปี) * 360 / (ยอดขายทั้งปี * 2)
ส่วนระยะเวลาขายกับชำระหนี้ก็ใช้ต้นปี+ปลายปี

ค่าที่คำนวณได้ต่างกันอยู่ อยากถามพี่ฉัตรชัยว่า ความหมายของค่าที่ได้จากสูตรทั้ง 2 คือความหมายเดียวกันหรือเปล่าครับ


chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Fri Feb 22, 2008 9:40 am

ขอบคุณ  คุณ sattaya ที่ช่วยแก้ไขให้

สูตรที่ถูกต้อง  ต้องเป็นค่าเฉลี่ยของต้นงวดและปลายงวดครับ

จำง่ายๆก็คือ  ถ้าสูตรไหนใช้ข้อมูลจากงบดุลเปรียบเทียบกับงบกำไรขาดทุน  ข้อมูลจากงบดุลก็ควรที่จะใช้ค่าเฉลี่ยต้นงวดและปลายงวดครับ

เพราะตัวเลขที่ได้จากงบกำไรขาดทุนเป็นผลการดำเนินงานทั้งปี  แต่ตัวเลขในงบดุลเป็นค่า ณ.เวลาใดเวลาหนึ่ง  เราจึงควรที่จะเฉลี่ยต้นงวดและปลายงวดครับ

จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี

...
Verified User
Posts: 1817
Joined: Fri Nov 17, 2006 9:25 am

Posts by ... » Thu Feb 28, 2008 6:09 pm

chatchai wrote:จำง่ายๆก็คือ  ถ้าสูตรไหนใช้ข้อมูลจากงบดุลเปรียบเทียบกับงบกำไรขาดทุน  ข้อมูลจากงบดุลก็ควรที่จะใช้ค่าเฉลี่ยต้นงวดและปลายงวดครับ

เพราะตัวเลขที่ได้จากงบกำไรขาดทุนเป็นผลการดำเนินงานทั้งปี  แต่ตัวเลขในงบดุลเป็นค่า ณ.เวลาใดเวลาหนึ่ง  เราจึงควรที่จะเฉลี่ยต้นงวดและปลายงวดครับ
ชัดเจนเลยครับ  :cool:

แมงเม่าบินเข้ากลางใจ

wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Sat Apr 05, 2008 3:58 pm

พี่ฉัตรชัยครับ

พอดีไปย้อนอ่านกระทู้ ของ WG เรื่อง ความเพียงพอของเงินทุนต่อการเพิ่มขึ้นของยอดขาย

"หลายบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่าย  มักมีปัญหาเรื่องความเพียงพอของเงินทุน  เพื่อรองรับการเติบโตของยอดขาย

ลองมาดูของ WG บ้าง

ถ้าเราพิจารณาจาก  ระยะเวลาในการจัดเก็บเงิน  ประมาณที่ 89.19 วัน
ระยะเวลาเก็บสินค้าคงคลังที่ 82.20 วัน
ระยะเวลาชำระหนี้ที่ 64.86 วัน
อัตราการเติบโตของยอดขาย 10% ต่อปี
สัดส่วนต้นทุนขาย 80%

ยอดขายย้อนหลัง 12 เดือน  บริษัทมียอดขายประมาณ 937 ล้านบาท
ปีหน้าโต 10%  เพิ่มขึ้นเป็น 1,030 ล้านบาท

ลูกหนี้การค้าเฉลี่ยจะเท่ากับ (1,030/365)*89.19 = 252 ล้านบาท
ลูกหนี้การค้าตอนสิ้น กย. 50 = (252*2)-240 = 264 ล้านบาท
ดังนั้นบริษัทต้องลงทุนเพิ่ม = 264 - 240 = 24 ล้านบาท

สินค้าคงคลังเฉลี่ยเท่ากับ (824/365)*82.20 = 186 ล้านบาท
สินค้าคงคลังตอนสิ้น กย.50 = (186*2)-170 = 202 ล้านบาท
ดังนั้นบริษัทต้องลงทุนเพิ่ม = 202 - 170 = 32 ล้านบาท

เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ยเท่ากับ (824/365)*64.86 = 146 ล้านบาท
เจ้าหนี้การค้าตอนสิ้น กย.50 = (146*2)-120 = 172 ล้านบาท
ดังนั้นบริษัทจะมีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น = 172 - 120 = 52 ล้านบาท

สรุปบริษัทจำเป็นต้องลงทุนใน Working Capital เพิ่มจำนวน 24 + 32 - 52 = 4 ล้านบาท

ขอย้ำว่า  เป็นการประมาณการตามเงื่อนไขข้างต้นนะครับ"


สงสัยครับ ที่ เดิมมียอดขาย 937 ล้าน ต้นทุนการขาย 80 %
คาดว่าปีถัดไปจะโตขึ้น  10 % เป็น 1030 ล้านบาท

ถ้าเราคิด ว่าต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม (1030-937) * 0.8  = 74.4 ล้านบาท

มันก็จะไม่เท่ากับที่พี่คิด ที่ 4 ล้านบาท

ซึ่งจริงๆ ผมก็ว่าวิธีคิดของผม ไม่ถูกเนื่องจาก ไม่ได้คิดส่วนของ ลูกหนี้ เจ้าหนี้
แต่สงสัยว่า เงินที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างน้อยทีสุดมันน่าจะรองรับต้นทุนการขายที่เพิ่มได้ ((1030-937) *0.8)
และ เห็นตัวเลขมันค่อนข้างต่างกันมาก ก็เลยสงสัยครับ

ขอความกรุณาชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณครับ

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Sat Apr 05, 2008 4:22 pm

ยอดขายปีละ 1000 ล้านบาท  ต้นทุนขาย 800 ล้านบาท  เงินลงทุนก็คงไม่ใช่ 800 ล้านบาทครับ

เนื่องจากเวลาการทำธุรกิจซื้อขายจริง  จะมีการหมุนเงินกันหลายรอบ  ซึ่งจะกี่ได้กี่รอบก็ขึ้นอยู่กับ  ระยะเวลาการเก็บเงินจากลูกค้า  ระยะเวลาในการเก็บสินค้าคงคลัง  และระยะเวลาการชำระเงิน

ดังเช่นธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ๆ  ซึ่งเป็นแบบซื้อเชื่อขายสด  ระยะเวลาเก็บหนี้สั้นเพราะรับเงินสดหรือบัตรเครดิต  ระยะเก็บสินค้าคงคลังก็น้อย  แต่จ่ายเงินให้ Supplier นานหลายเดือน  ก็สามารถนำเงินมาหมุนได้ฟรีๆ  ยิ่งขายมากก็ยิ่งได้เงินมาหมุนใช้มาก

จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี

wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Sat Apr 05, 2008 8:41 pm

ขอบคุณครับ

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Sun Apr 06, 2008 3:10 pm

พี่ฉัตรชัยครับ กรณีที่บริษัทขยายกำลังการผลิต

บริษัทต้องมีเงินมาลงทุนเพิ่ม ในส่วนของ
1.โรงงานใหม่
2.working capital

โดยเงินที่จะนำมาใช้อาจมาได้ 3 ทาง
1.จากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
2.เงินสดที่มีอยู่เดิม
3.กู้เงิน
4.เพิ่มทุน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทจะมีเงินลงทุน โดยใช้เงินสดเดิม + กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงพอ โดยไม่ต้องใช้ เงินกู้ หรือ เพิ่มทุน ครับ

(ผมไม่ได้เรียนบํญชีมา คำถามผมอาจสับสนน่ะครับ อย่างไรก็ขออภัยไว้ก่อน)

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Sun Apr 06, 2008 4:28 pm

คำตอบเดียวครับ  เราต้องประมาณการงบการเงินครับ  

เหมือนเวลาจะทำโครงการใหม่  หรือว่าขอเรื่องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน  เราก็ต้องทำประมาณการเงินสดล่วงหน้าครับ  จะว่ายากก็ยาก  จะว่าง่ายก็ง่าย

จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี

wara
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 241
Joined: Tue Apr 06, 2004 11:20 pm

Posts by wara » Sun Apr 06, 2008 6:56 pm

พี่ครับ ช่วยยกตัวอย่างได้ไหมครับ ยังไม่ค่อยเข้าใจ

เป็น VI มันไม่ง่าย
VI ถือยาว ก็ลงได้
VI ขาดทุนได้
และจะเป็น VI ที่ดี ต้อง "รอ" ให้เป็น

chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 11444
Joined: Tue Jun 03, 2003 8:16 pm

Posts by chatchai » Sun Apr 06, 2008 9:48 pm

เราต้องตั้งสมมุติฐานต่างๆ เช่น การเติบโตของยอดขาย

จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี

User avatar
kongkiti
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 5828
Joined: Wed Apr 16, 2008 12:55 am

Re: ใครสนใจอัตราส่วนทางการเงินจากงบกระแสเงินสดบ้างครับ

Posts by kongkiti » Tue Aug 27, 2013 12:45 am

ขุดมาให้อ่านกันครับ

“Its like a finger pointing away to the moon. Don't concentrate on the finger
or you will miss all that heavenly glory.”- Bruce Lee

FAQs เกี่ยวกับแนวทางลงทุนแบบ VI
Blog ใหม่ >> https://www.blockdit.com/articles/5d733 ... 270d7b530

tigerroad197
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 390
Joined: Mon Jul 25, 2011 11:11 am

Re: ใครสนใจอัตราส่วนทางการเงินจากงบกระแสเงินสดบ้างครับ

Posts by tigerroad197 » Tue Aug 27, 2013 8:53 am

kongkiti wrote:ขุดมาให้อ่านกันครับ
ขอบคุณ คุณฉัตรชัย สำหรับความรู้ และ ขอบคุณ คุณ kongkit ที่ขุดมาให้อ่านครับ


Post Reply