แก้คำผิดครับวิธีที่ 1,2(ซึ่งมันเหมือนๆกัน) คงเข้าข่าย too good to be true
วิธีที่ 3 เข้าข่าย too true too be good
วิธีที่1,2เป็น too true to be good
วิธีที่ 3 เป็น too good to be true
ขออภัยครับ
กรุณารอสักครู่...
แก้คำผิดครับวิธีที่ 1,2(ซึ่งมันเหมือนๆกัน) คงเข้าข่าย too good to be true
วิธีที่ 3 เข้าข่าย too true too be good
วิธีที่1,2เป็น too true to be good
วิธีที่ 3 เป็น too good to be true
ขออภัยครับ
ขอให้พี่โจและครอบครัวมีความสุขตลอดปี 2553 คิดสิ่งใดขอให้สมดังปราถนาทุกประการ
สวัสดีปีใหม่ 2553 นะครับ พี่ลูกอีสานและพี่ๆเพื่อนทุกคน
ขอให้ทุกๆท่าน มีสุขภาพแข็งแรง นะครับ
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มเป็น VI ได้ไม่นาน ได้อ่านย้อนหลัง ตั้งแต่หน้า1 (ตอนนี้อ่านได้ประมาณ1/3แหละ) ![]()
อยากขอบคุณพี่ลูกอีสาน ที่เผื่อแผ่ให้ความรู้กับน้องๆมือใหม่ทุกๆคน ด้วยความจริงใจ
สวัสดีปีใหม่ครับพี่ ผมขออวยพรให้พี่และครอบครัวมีแต่ความสุขทั้งกายและใจ สมหวังทุกประการนะครับ
แบบว่าแอบอ่านจนครบทุกหน้าแล้ว ได้ความรู้มากมายเลยครับพี่ หวังว่าคราวหน้าเด็กสุราษฯอย่างผมจะได้ไปร่วม Meeting กับพวกพี่ๆที่หาดใหญ่นะครับ
ขอบคุณในความเสียสละของพี่จากใจจริงครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่โจ
ขอบคุณพี่โจสำหรับการเป็นต้นแบบของนักลงทุนที่เริ่มและพยายามด้วยตัวเอง
ขอให้พี่โจมีความสุขมากๆนะคะ ชนะศึกเล็กและสงครามใหญ่ในตลาดปีเสือ
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการเป็นต้นแบบสำหรับน้องๆรุ่นหลังค่ะ
ปี 2010 นี้ นอกจากจะมีผลตอบแทนดีๆแล้ว
ขอให้ปีนี้เป็นที่พี่ลูกอีสานและครอบครัวมีความสุขมากๆตลอดทั้งปีครับ
สวัสดีปีใหม่พี่โจครับ
ผมได้แต่มาอ่านเก็บเกี่ยวความรู้จากพี่ ปัญญาก็น้อยนิดเท่าหางอึ่ง
คงไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์เท่าไหร่นัก
ยังไงก็ขอให้พระอวยพรให้พี่มีความสุขสมหวังในทุกๆเรื่องนะครับ
สุขสันต์ปีใหม่นะครับ คุณลูกอีสาน ![]()
รบกวนถามพี่ ลูกอีสาน ครับ และ ท่าน อื่นๆ ครับ
พี่มีความคิดเกี่ยวกับหุ้น TSTH ยังไงบ้างครับ
พี่มีแนวความคิดเกี่ยวกับ ราคา "เหล็ก" ปีนี้ ยังไงบ้างครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
:oops:
พี่โจคิดยังไงกับหุ้น CNS ครับ
คือไปดูงบของ CNS มาน่ะครับ
พบว่านี้มี (เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด + เงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน (สุทธิ)+ ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (สุทธิ) - รวมหนี้สิน) / จำนวนหุ้นทั้งหมด = (1,376,843,400 + 1,035,946,469 + 2,145,404,936 - 1,275,110,755) / 71,682,300
= 3,283,084,050 / 71,682,300 = 45.80 บาท/หุ้น
โดยที่ผมไม่ได้นับสินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงว่าจะขายไม่ได้ เช่น Fixed Asset ก็ยังพบว่าสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องหักหนี้สินทั้งหมดก็ยังแพงกว่าราคาขายในปัจจุบันค่อนข้างมาก ปัจจุบันขายที่ราคา 22.8 บาทต่อหุ้น (discount 50%)
นอกจากนี้บริษัทก็มีกำไรติดต่อกันมามากกว่า 8 ปี (กำไรทุกปี เฉลี่ยแล้วประมาณ 2 บาท และไม่มีปีไหนที่กำไรตำกว่าบาทเลย) ดังนั้นไม่น่าที่จะเป็นบริษัทที่ทำลาย value ของตัวเอง
ผมดูแล้วน่าจะเป็นหุ้น net-net ได้เลย แต่กลับไม่ค่อยมีคนสนใจ เพราะมีข่าวร้ายเกี่ยวกับการเปิดเสริค่าคอม
ROE และ ROA ต่ำก็เพราะว่ามีเงินสดเยอะที่ไม่ยอมปันผลออกมาใช้บ้างเลย
มี assumption 2 ข้อคือถ้าเปิดเสรีการเงินน่าจะส่งผลกระทบโดยรวมกับธุรกิจหลักทรัพย์ คือต้องมีการควบรวมกันมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่หวังว่าจะเกิดคือ
1 CNS โดนคนอื่นยื่นข้อเสนอ take over ที่ book value ซึ่งคาดว่าน่าจะยากมาก เพราะที่ญี่ปุ่นไม่น่ายอม
2 คือ CNS เอาเงินสดที่มีอยู่มากไป take finance บริษัทเล็กๆ อันนี้น่าจะเกิดขึ้นได้มากกว่า เพราะมีเงินตั้งเยอะควรนำไปขยายงานกับโอกาสที่เปิดกว้าง ซึ่งถ้าเป็นจริง ก็เป็นเหมือนการนำ asset ไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นนั่นเอง ไม่ใช่เอาไปฝังตุ่มอย่างเดียว
บริษัทนี้มันค่อนข้างตรงกับแนวความคิดที่ว่าให้ซื้อแบงค์ 1 ดอลล่าห์ในราคา 50 เซนต์
ประกอบกับผมว่ามันเป็นบริษัทที่เป็น Asset play ที่เป็นเงินสด ไม่เหมือนกับ asset play ที่เป็นที่ดิน หรือ เป็นบริษัทที่ถือหุ้นตัวอื่นที่มีมูลค่าสูง เช่น SVOA, TIPCO, TR, CK เป็นต้น ทำให้น่าจะตรงกับ concept ข้างบนที่สุดน่ะครับ
เข้ามาสวัสดีปีใหม่พี่โจครับ :D
theme ของ Lanna คือเป็นหุ้นพลังงานทดแทนน้ำมัน ทั้งถ่านหินและเอทานอล ดังนั้นถ้าแนวโน้มน้ำมันเป็นขาขึ้นตัวนี้จะได้รับผลดีแน่ๆ ถือว่าเห็นหุ้น hedge กับราคาน้ำมันได้ แต่ราคาน้ำมันเป็นเรื่องที่เราคาดเดาได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับหลายเหตุหลายปัจจัยของโลกเรา ที่เราพอจะคาดเดาได้คือกำลังการผลิตของบริษัท ถ้ากำไรการผลิตเพิ่ม แนวโน้มกำไรและราคาหุ้นก็น่าจะเพิ่มเช่นกัน ถ้าดูแยกทั้งสองสินค้า..คนคอน เขียน:สวัสดีครับ พี่ลูกอิสาน
คือยากจะถามความเห็นพี่ลูกอิสาน เกี่ยวกับตัว Lanna อีกครั้งได้รึป่าว
เพราะไม่กี่วันมานี้ผมได้ซื้อตัวนี้เพราะ อย่างแรก เห็นว่า เหมืองที่สาม เปิดทำการเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่า Q4 อาจจะมีกำไรน้อยจากต้นทุนเอทานอลที่หมดสัญญา แต่ผมคิดว่าคงไม่ใช่สาระสำคัญเท่าไรหากเทียบกับสัดส่วนของกำไรโดยรวม และ ยังมองว่า อนาคตโลกจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการที่บ้านปู เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในเหมืองถ่านหินและ สผ ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่ากำลังจะลงมาเล่นด้วย
อีกทั้งผมยังมองว่าระดับ พีอีของลานนา ควรจะอยู่ที่ประมาน 12เป็นอย่างต่ำ ถ้าเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น ประมาน สี่ห้าปีที่ผ่านเรื่องผู้บริหาร ผมว่าคุณสมเกียรติโอเค เพราะเคยอ่านเจอประวัติว่าเมื่อก่อนเคยเป็นผู้บริหาร ปูนเล็ก จนสามารถเทียบเคียงปูนใหญ่ได้ ก่อนจะลาออกมา เป็นคนสมถะ ไม่ถือตัว
พอดีไม่รู้จะพูดอะไรต่อและ
ยังไงก็ชี้แนะหน่อยนะครับ ว่าผิดถูกยังไงนะครับ
-ธุรกิจถ่านหิน ตอนนี้มีเหมือง 1 และเหมืองที่ 3 ได้เริ่มผลิตแล้ว ส่วนเหมืองสองโดนยึดสัมปทานคืนไปแล้ว กำลังการผลิตปี 52 ของทั้งสองเหมืองประมาณ 1.7-2 ล้านตัน แบ่งเป็นเหมือง 3 ประมาณ 5 แสนตันเพราะเพิ่งเริ่มผลิต ส่วนเป้าหมายปี 53 ผู้บริหารคาดว่ากำลังการผลิตจะเป็น 3.5-4 ล้านตัน มาจากเหมือง 1 ประมาณ 1.5 ล้านตันที่เหลือมากจากเหมือง 3 ดังนั้นดูแล้วอาจจะคิดว่ารายได้และกำไรน่าจะเพิ่มขึ้นมาก แต่เดี๋ยวก่อนครับเผอิญรัฐบาลอินโดมีกฏหมายใหม่ให้เหมืองขายถ่านหินภายในประเทศ 30% ทำให้เหมือง 1 ต้องเน้นผลิตถ่านหินค่าความร้อนต่ำซึ่งมีตลาดภายในประเทศรองรับ ถ่านหินชนิดนี้มาร์จินต่ำกว่ามาก แต่ยังดีที่ผลผลิตจากเหมือง 3 เป็นถ่านหินคุณภาพดี มาร์จินดี ดังนั้นโดยรวมธุรกิจถ่านหินในปีหน้าแม้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาก แต่กำไรอาจไม่เพิ่มเท่าที่ควร เพราะสาเหตุข้างต้นครับ
-ธุรกิจเอทานอล ผ่านบริษัทย่อยคือไทยอโกรเอนเนอจี้ หรือ TAF ปี 53 มีแนวโน้มที่กำไรจะลดลงชัดเจน เพราะสัญญาซื้อวัตถุดิบโมลาสจากมิตรผลที่ราคา 1.9 พันบาท/ตันได้หมดอายุไปแล้ว ต่อไปต้องซื้อโมลาสที่ราคาตลาด 5 พันบาท/ตัน
โมลาสตามสัญญาเป็น 60% ของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ ดังนั้นกำไรธุรกิจเอทานอลจะลดลงค่อนข้างแน่ แต่ถัดไปอีกปี ปี 2554 ส่วนขยาย 2 แสนตันในพื้นที่โรงงานเดิมจะแล้วเสร็จ เป็นส่วนที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบจากปัจจุบันใช้โมลาสและน้ำอ้อย ดังนั้นปี 54 จะเป็นปีที่ดีของธุรกิจเอทานอลของลานนาครับ TAE มีแผนจะเข้าตลาดระดมทุนปี 53 นี้เพื่อหาเงินสร้างโรงงานส่วนขยาย อาจจะมีผลทางจิตวิทยาต่อหุ้นแม่ได้ครับ
ในอดีตบางปีกำไรจากส่วนเอทานอลมากกว่าธุรกิจถ่านหิน แต่ 1-2 ปีนี้มีแนวโน้มที่ธุรกิจถ่านหินจะสร้างกำไรได้ดีกว่า เพราะการแข่งขันรุนแรงจากภาวะ oversupply ของธุรกิจเอทานอล ถึงแม้ราคาถ่านหินมีแนวโน้มที่น่าจะเพิ่มขึ้น แต่มีความเสี่ยงเรื่องสัมปทานเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ตัวอย่างที่ผ่านก็เหมืองแห่งที่ 2 ถ้ามีปัญหากับเหมืองหนึ่งเหมืองใด อีกผลกระทบจะมีมากครับเพราะมีแค่ 2 เหมืองเท่านั้น.. ![]()