เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Aug 11, 2021 8:59 pm

ตอนแรกติดตามข่าวสภาพอากาศ ที่เกี่ยวกับฝนตก เพื่อคอยตรวจสอบปริมาณน้ำสำหรับการเกษตร ทำให้ต้องทำความเข้าใจกับลานิญ่า และเอลนิโญ่
พอผ่านไปสักพัก น้ำไม่พอ หรือน้ำมาก ก็ส่งผลกระทบต่อบมจ. ในตลาดด้วยเช่น (เท่าที่ผมรู้จัก)

น้ำมากจะส่งผลดี แต่น้ำน้อยอาจแย่ได้
+ CKP, BCPG ,BPP โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
+KSL ,KBS ,BRR , KTIS โรงน้ำตาล
+TTW, EASTW, WHAUP น้ำอุปโภคบริโภค
+KWM อุปกรณ์รถไถ
+PRG ข้าวสาร
+UVAN , Upoic , LST ปาล์มน้ำมัน
+STA , TRUBB, STGT ,NER ยางและผลิตภัณฑ์
+ กลุ่มรพ. (ก่อนโควิด)
+TVO ,SUN ,APURE ,CPF, ASIAN พืชผลทางการเกษตร และอาหารสัตว์

มีผลกระทบชั่วคราว ถ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลและต่อเนื่อง
-DOHOME, GLOBAL ,HMPRO ขายอุปกรณ์ก่อสร้าง
-SCC ปูน
-SPCG ,GUNKUL รายได้จาก Solar farm
-BJC, LPF, MAKRO , CRC
(เท่าที่นึกออก)

เมื่อปี 2562 ไทยโดนพายุเข้ามาในช่วงปลายต.ค. ทำให้น้ำในเขื่อนเต็มเกือบ 100 % ของความจุ เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมทั่วภาคอิสาน หน่วยงานของรัฐพร่องน้ำออก เพื่่อป้องกันพายุที่จะเข้ามาอีก แต่สุดท้าย เรื่องกลับตาลปัตร พายุไม่เข้าอีกเลย กลายเป็นว่ารัฐบริหารงานผิดพลาด ทำให้น้ำในช่วงหน้าแล้งปี 2563 บางพื้นที่มีไม่พอใช้ และแห้งขอดส่วนฤดูฝนก็มาช้า และพายุมาน้อยมาแบบกลายๆ แถวเวียดนาม หรือจีนมากกว่า ทำให้น้ำที่มาเติมในเขื่อนค่อนข้างน้อย แม้ว่าฝนจะตกช่วงพ.ย. 2563 (จากปรากกฏการณ์ลานิญ่า ) น้ำก็ตกใต้เขื่อนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความจุของเขื่อนไม่เต็มความจุที่สามารถเก็บกักได้ หน้าแล้งปี 2564 บางพื้นที่ก็มีการขาดน้ำอุปโภค และบริโภค ส่วนพอเข้าสู่ฤดูฝน ฝนก็ไม่ตกต่อเนื่อง หรือตกในปริมาณที่น้อย ทำให้พื้นที่ข้าวนาปี ที่ระบบชลประทานไม่ถึง เกิดแห้งตาย
ล่าสุด มีการพยากรณ์อากาศจากทางฝั่งยุโรป คาดการณ์ว่าลานิญ่าจะมีความแรงมากขึ้นในช่วงพ.ย. 2564 ทำให้คิดว่าปีนี้น้ำน่าจะดี แต่พอตามข่าวสถานการณ์ภูมิอากาศทั่วโลกแล้ว เหมือนกับว่าโลกเรามาถึงจุดที่ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมเมื่อ 7-8 ปีก่อนนได้

นี้เลยเป็นสาเหตุที่มีกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อเสนอข่าวภาวะสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนในอดีต อีกต่อไป



คาซัคสถาน​อุณหภูมิ​สูงถึง 50 องศา​ ร้อนและแล้งจนสัตว์​ตายไปมากกว่าพันตัว

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Aug 11, 2021 9:10 pm

โลกร้อนจริงเหรอ?? มันร้อนจนหิมะตกที่บราซิลเลยแหละ

และสภาวะอากาศแปรปรวนนี้กำลังเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกที่ทั่วโลก


ซึ่งคลื่นมวลอากาศเย็นที่ถาโถมเข้าประเทศบราซิลกำลังก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตน้ำตาลและกาแฟทั่วโลก
ระหว่างที่เรากำลังง่วนอยู่กับสถานะการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกหนึ่งปัญหาของชาวโลกที่กำลังวิกฤติไม่แพ้กันก็คือปัญหาโลกร้อน


โดยล่าสุดคลื่นมวลอากาศเย็นได้ทำให้เกิดหิมะที่ตกในพื้นที่ทางตอนใต้ของบราซิลนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 64 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับคนท้องที่และต่างออกมาสัมผัสหิมะครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา


Kilroy_Nikolay on Twitter
“In southern Brazil, snow fell in 13 cities, in some areas there was hail, on the street down to -8.❄️❄️❄️ It looks beautiful, but the death of coffee plantations from frosts will lead to an increase in world coffee prices. ☕📈 [https://t.co/HrbvWPQKuD”/url] แต่นี่ ... 941bf1bc

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Aug 11, 2021 9:13 pm

ต่อจากโพสท์บน แปลกในห้องนี้ไม่สามารถ Edit ได้

ในปีนี้เราจะได้ยินข่าวสภาพอากาศแปรปรวนหนักในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อนที่แคนาดา น้ำท่วมที่ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งที่จีนที่เรียกได้ว่าท่วมในระดับฝนพันปีเลยทีเดียวมีผู้ได้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบมากมาย และล่าสุดก็อากาศหนาวผิดปกติเกิดขึ้นอีก


โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการว่าโลกจะต้องเจอกับภาวะน้ำท่วมและพายุหิมะรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งนี้เนื่องจากความชื้นโดยรวมในอากาศที่สูงขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นน้ำแข็งทั่วโลกละลายอย่างรวดเร็วและน้ำก็จะระเหยขึ้นไปสู่บรรยากาศ
โลกในอนาคตนับวันคงจะยิ่งอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกระบาด อากาศแปรปรวน น้ำท่วม ฝนแล้ง เราคงต้องเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงกันมากขึ้น


https://www.blockdit.com/posts/6108c61e4a09b60c941bf1bc

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


Zippoice
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 92
Joined: Thu Jan 17, 2013 3:56 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by Zippoice » Thu Aug 12, 2021 7:25 pm

ขอบคุณครับ

ไม่ยึดติดสิ่งใดใด


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Thu Aug 12, 2021 8:15 pm

ตั้งแต่ได้ยินข่าว เรื่องเอลนิโญ และลานิญ่ามานาน ไม่เคยสนใจหาความหมาย และคิดว่าไม่กระทบกับเราเท่าไหร่
พอเจอข่าวลานิญ่า เมื่อพ.ย. 63 ก็เริ่มค้นตามอากู๋ แต่ไม่เข้าใจมากนัก
พอมาเจอคลิปนี้เมื่อ 2 เดือนก่อน ถึงเข้าใจมากขึ้น และคอยดูคลิปของช่องนี้เรื่อยๆ ทำให้เข้าใจว่าถึงแม้จะมีลานิญ่าที่แรง แต่ใช่ว่าพื้นที่ที่เราอยู่จะมีน้ำฝนเพิ่มมากขึ้น มันแค่ความน่าจะเป็นที่มากขึ้นเท่านั้นเอง


phpBB [video]




ปล.คลิปในช่องนี้อาจจะถูกกับจริตของผม เลยทำให้ได้เข้าใจง่าย

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Sat Aug 14, 2021 8:02 pm

โลกร้อน : สภาพอากาศสุดขั้วเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร

คลื่นความร้อน น้ำท่วมฉับพลัน และไฟป่ารุนแรง เหล่านี้คือผลกระทบที่คนต้องเผชิญในปีนี้ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สิ่งที่ถูกปลดปล่อยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ หรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปเก็บความร้อนเอาไว้ในชั้นบรรยากาศตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.2 องศาเซลเซียส

ความร้อนสะสมนี้เป็นผลทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่เราได้เห็นมาในปีนี้ และหากไม่ลดการปลดปล่อยคาร์บอน วงจรวิกฤตนี้ก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

นี่คือสาเหตุ 4 ประการที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (extreme weather)
1. ยิ่งร้อน ยิ่งเกิดคลื่นความร้อนนานกว่าเดิม

หากอยากจะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ให้ลองนึกถึงกราฟเส้นโค้งที่มีสภาวะร้อนและเย็นสุดขั้วอยู่ 2 ฝั่ง ส่วนตรงกลางเป็นระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย การเปลี่ยนแปลงของส่วนกึ่งกลางเพียงเล็กน้อยทำให้เส้นโค้งนั้นไปแตะบริเวณที่เป็นสุดขั้วมากขึ้น ดังนั้น คลื่นความร้อนที่บางประเทศเจอจึงได้เกิดขึ้นบ่อยและนานขึ้น

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักรให้ข้อมูลว่า สหราชอาณาจักรเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้นถึง 2 เท่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แต่ฝั่งตะวันตกของแคนาดาและสหรัฐฯ ต้องเจอกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์เพราะโดมความร้อน (heat dome) หรือปรากฏการณ์โดมความร้อน

ในบริเวณที่มีความกดอากาศสูง มวลอากาศร้อนถูกกดลงและกักไว้อยู่กับที่ ส่งผลให้อุณหภูมิทั้งทวีปพุ่งสูงขึ้น ที่เมืองลิตตัน ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา อุณหภูมิสูงถึง 49.6 องศาเซลเซียส มากกว่าสถิติเดิมเกือบ 5 องศาเซลเซียส กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ หรือ World Weather Attribution บอกว่าคลื่นความร้อนรุนแรงแบบนี้แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

มีทฤษฎีหนึ่งพยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเกิดมาจากการที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นในแถบอาร์กติกทำให้กระแสลมกรด (Jet Stream) หรือแถบกระแสลมแรงที่เคลื่อนที่ในเขตโทรโพพอส (แนวแบ่งเขตระหว่างชั้นโทรโพสเฟียร์กับชั้นสตราโตสเฟียร์) เคลื่อนตัวช้าลง ทำให้มีแนวโน้มเกิดโดมความร้อนมากขึ้น

แต่ในฤดูร้อนนี้ ไม่ใช่ทวีปอเมริกาเหนือเท่านั้นที่เจอปรากฏการณ์นี้ รัสเซีย ไอร์แลนด์เหนือ และทวีปแอนตาร์กติกาก็เจอด้วย

2. ภาวะแล้งที่หนักกว่าเดิม

พอมีคลื่นความร้อนที่หนักและนานกว่าเดิม ภาวะแล้งก็อาจรุนแรงกว่าเดิม
เมื่อฝนตกระหว่างมีคลื่นความร้อนน้อยลง ความชื้นบนพื้นดินและแหล่งน้ำก็แห้งเหือดเร็วขึ้น พอเป็นเช่นนี้ พื้นดินก็ร้อนเร็วขึ้น ทำให้อากาศร้อนหนักขึ้นไปอีก
เหล่านี้นำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในดำรงชีวิตและการเกษตร
หลังจากเจอคลื่นความร้อนในหน้าร้อน เมื่อถึงกลางเดือน ก.ค. มีพื้นที่ถึง 1 ใน 4 ของสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับภาวะแล้งอย่างรุนแรง


3. ไฟป่ารุนแรง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความร้อนอย่างยาวนานและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นวงจร เป็นผลให้พื้นดินและต้นไม้ไร้ความชุ่มชื้น ความแห้งแล้งนี้เองเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดไฟป่าซึ่งลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่มีให้เห็นคือที่ภูมิภาคตะวันตกของแคนาดาในหน้าร้อนนี้ ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและรุนแรงจนสร้างระบบสภาพอากาศเฉพาะขึ้นมาพร้อมกับการก่อตัวของเมฆไพโรคิวมูโลนิมบัส เมฆยักษ์เหล่านี้ทำให้เกิดฟ้าผ่า และฟ้าผ่าก็ไปทำให้ไฟลุกไหม้เพิ่มขึ้นมาอีก เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในไซบีเรียเช่นกัน

ในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีการเกิดไฟป่าขนาดใหญ่บ่อยขึ้นมาก

Climate Central องค์กรอิสระซึ่งเป็นการรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์และผู้สื่อข่าวบอกว่า ไฟป่าขนาด 40 ตร.กม. ที่เผาผลาญฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เกิดขึ้นบ่อยกว่าในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 7 เท่า

4. ฝนตกหนักกว่าเดิม

ในปีนี้ เกิดน้ำท่วมหนักเป็นประวัติการณ์ที่จีน เยอรมนี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์

ปีเตอร์ เกลค ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อมีพื้นที่ที่แห้งแล้งมากขึ้นอย่างในไซบีเรียหรือภาคตะวันตกของสหรัฐฯ ฝนก็ไปตกที่อื่นแทน ในพื้นที่ที่เล็กกว่า เกิดเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงกว่า อย่างในเยอรมนีและเบลเยียม

สภาพอากาศทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยิ่งทำให้ความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ สุดขั้วมากขึ้น


https://www.bbc.com/thai/international-58164331

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Sat Aug 21, 2021 8:28 pm

ฝนตกบนยอดภูเขาหิมะของกรีนแลนด์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนปรากฏการณ์โลกร้อน
โดย THE STANDARD TEAM
20.08.2021

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 สิงหาคม) ได้เกิดฝนตก ณ จุดสูงสุดของเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 2 ไมล์ โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เคยมีการจดบันทึกกันไว้ว่าเกิดฝนตกบนยอดภูเขาหิมะของกรีนแลนด์แทนที่จะเป็นหิมะ



อุณหภูมิที่ยอดภูเขา ณ จุดสูงสุดของกรีนแลนด์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเหนือจุดเยือกแข็งเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึงทศวรรษ อากาศที่อบอุ่นขึ้นทำให้เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักและส่งผลให้มีปริมาณน้ำมากถึง 7 พันล้านตันตกลงบนแผ่นน้ำแข็งหรือพืดน้ำแข็ง (Ice Sheet) ซึ่งปริมาณดังกล่าวนั้นมากพอที่จะเติมน้ำลงใน Reflecting Pool ที่บริเวณอนุสรณ์สถาน National Mall ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ถึงเกือบ 250,000 ครั้ง



นอกจากนี้ปริมาณน้ำดังกล่าวยังถือเป็นปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักที่สุดบนแผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์นับตั้งแต่ที่ National Snow and Ice Data Center ได้เริ่มเก็บบันทึกข้อมูลสถิติเมื่อปี 1950 ขณะเดียวกัน ฝนตกรุนแรงในวันเสาร์ส่งผลให้ปริมาณน้ำแข็งที่สูญเสียไปในวันอาทิตย์นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันในช่วงเวลานี้ของปีถึง 7 เท่า



เท็ด สแคมบอส นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสที่ National Snow and Ice Data Center มหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวว่า นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่ากรีนแลนด์กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว



“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่อากาศอุ่นขึ้นในช่วงหนึ่งหรือสองทศวรรษที่สะท้อนออกมาในรูปแบบของสภาพภูมิอากาศแปรปรวน” สแคมบอสกล่าวกับ CNN “นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”



Summit Station ของ National Science Foundation ตั้งอยู่ที่จุดสูงสุดบนแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ ซึ่งที่นี่นักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตสภาพอากาศของอาร์กติกและการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งได้ สถานีแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอดทั้งปีเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1989



เจนนิเฟอร์ เมอร์เซอร์ เจ้าหน้าที่โครงการของ Office of Polar Programs ในสังกัด National Science Foundation กล่าวว่า เนื่องจากเหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้น ทำให้ทีมงานจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานที่ Summit Station กล่าวคือ “เราจะต้องสังเกตเหตุการณ์สภาพอากาศที่เราไม่เคยรับมือมาก่อน” เธอบอกกับ CNN



“เหตุการณ์สภาพอากาศที่เกิดเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ การละลาย ลมแรง และล่าสุดคือฝนตกนั้นนับว่าอยู่นอกขอบเขตที่เรียกได้ว่าปกติ” เมอร์เซอร์กล่าว “และดูเหมือนว่าจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ”



การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้โลกร้อนขึ้นและส่งผลสืบเนื่องให้โลกสูญเสียน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรายงานสภาพอากาศที่สหประชาชาติ (UN) เผยแพร่ในเดือนนี้สรุปว่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลนำไปสู่การละลายของกรีนแลนด์ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cryosphere พบว่า โลกสูญเสียน้ำแข็งไปแล้ว 28 ล้านล้านตัน ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยน้ำแข็งที่สูญเสียไปนั้นส่วนใหญ่มาจากอาร์กติก ซึ่งรวมถึงแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์



ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์เกิดการละลายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยสูญเสียมวลพื้นผิวมากกว่า 8.5 พันล้านตันในวันเดียว ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้รัฐฟลอริดาจมลงในน้ำ 2 นิ้ว



ในปี 2019 น้ำแข็งประมาณ 532 พันล้านตันในกรีนแลนด์ละลายและไหลลงสู่ทะเล ในช่วงปีนั้นได้เกิดน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งโดยไม่คาดคิด และเกิดคลื่นความร้อนในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้เกือบทั้งพื้นผิวของแผ่นน้ำแข็งเริ่มละลาย ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างถาวร 1.5 มิลลิเมตร



“เรากำลังก้าวข้ามจุดเริ่มต้นที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในรอบหนึ่งพันปี และแน่นอนว่าสิ่งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าเราจะปรับเปลี่ยนสิ่งที่เรากำลังทำกับอากาศ” สแคมบอสกล่าว


ด้านเมอร์เซอร์กล่าวว่า เหตุการณ์ผิดปกติอื่นๆ ก็เกิดบ่อยขึ้นเช่นกัน โดยเมื่อสองปีที่แล้ว หมีขั้วโลกได้มาปรากฏตัวถึง Summit Station ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากหมีขั้วโลกอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลที่พวกมันสามารถหาอาหารได้ง่าย การที่หมีขั้วโลกมาปรากฏตัวที่ Summit Station นั้นหมายความว่าพวกมันเดินทางข้ามธารน้ำแข็งเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์


เมอร์เซอร์เผยว่า น้ำฝนจะส่งผลกระทบยาวนานต่อคุณสมบัติของหิมะ โดยจะทำให้เกิดเปลือกน้ำแข็ง ซึ่งเจ้าเปลือกน้ำแข็งนี้จะดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากขึ้นจนกว่าจะถูกหิมะฝังกลบไว้ ขณะที่สแคมบอสกล่าวว่า เปลือกน้ำแข็งดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้น้ำแข็งที่ละลาย ไม่ไหลลงสู่เบื้องล่าง และจะทำให้ท่วมพื้นผิวของแผ่นน้ำแข็งและเริ่มไหลออกที่ระดับความสูงที่สูงขึ้น


และเนื่องจากชั้นของน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้น เหตุการณ์ฝนตกในช่วงสุดสัปดาห์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในบันทึกแกนน้ำแข็งในอนาคต เมอร์เซอร์กล่าว

https://thestandard.co/1st-rains-atop-g ... mountains/


phpBB [video]

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Mon Aug 23, 2021 8:22 pm

โลกร้อนจริงเหรอ?? (อีกแล้ว)
งั้นเรามาดูอุณหภูมิบรรยากาศโลกเฉลี่ยย้อนหลังไป 550 ล้านปี ว่าโลกร้อนที่แท้จริงมันร้อนกันขนาดไหน
ภาพรวมอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศโลกนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน: ภาพสรุปจากเพจสาระบรรพชีวิณ

ตอนนี้เรารู้กันแล้วว่าสถานการณ์โลกร้อนกำลังเข้าขั้นวิกฤติ แต่รู้หรือไม่ว่าโลกที่กำลังร้อนขึ้นอยู่ทุกวันนี้มันยังไม่ถึงค่าอุณภูมิเฉลี่ยของโลกเสียด้วยซ้ำ
ถ้าว่ากันตามตรงก็คือโลกเราทุกวันนี้ยังเย็นกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก
โดยจากงานวิจัยของทีมวิจัยร่วมจากหลายมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกได้เปิดเผยถึงค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่เมื่อ 550 ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศที่พื้นผิวโลกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 18 องศาเซลเซียส โดยที่อุณหภูมินี้บนผิวโลกของเราจะปราศจากซึ่งพืดธารน้ำแข็ง
(Ice sheet) อย่างที่ปรากฏอยู่บนเกาะกรีนแลนด์หรือขั้วโลกใต้

ขยายภาพในช่วงเวลาของมหายุคพาลีโอโซอิก


จะเห็นได้ว่าโลกเรานั้นได้ผ่านช่วงเวลาที่อุณหภูมิบรรยากาศโลกนั้นจัดว่าสุดขั้วทั้งหนาวจัดและร้อนจัด
โดยปัจจุบันอุณหภูมิบรรยากาศโลกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14.4 องศาเซลเซียสและ
กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่เพิ่งผ่านยุคน้ำแข็งมาได้ไม่นาน
โดยช่วงร้อนจัดนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 32 องศาหรือร้อนกว่าปัจจุบันเกือบ 20 องศาและหนาวจัดลงไปได้ถึง 9 องศา
(ลองนึกถีงโลกที่หน้าร้อนบ้านเรามีอุณหภูมิสูงเกือบ 60 องศาหรือหน้าหนาวที่หนาวกว่าทุกวันนี้ 6 องศา)
ขยายภาพในช่วงเวลาของมหายุคมีโซโซอิก


และในแต่ละช่วงเวลาที่โลกเราเจอกับสภาพอากาศสุดขั้วแบบนี้ก็จะมาพร้อมกับการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่
นั่นคือจะมีสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธ์ุที่ไม่ได้ไปต่อและต้องสูญพันธุ์ไปจากผืนพิภพนี้
โดยสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบสุดขั้วนี้ก็มีได้หลายสาเหตุ ทั้งการระเบิดของภูเขาไฟยักษ์ อุกกาบาตชนโลก
หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลก
ขยายภาพในช่วงเวลาของมหายุคซีโนโซอิกซึ่งต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน


จะเห็นได้ว่าปัจจุบันโลกเราเพิ่งผ่านยุคน้ำแข็งมาหมาด ๆ และกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ
โดยในช่วงของเรานี้ถึอว่ากราฟของการเพิ่มอุณหภูมิชันมากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้
และแน่นอนว่าเรากำลังจะข้ามเส้นค่าเฉลี่ยในอีกไม่นาน
ด้วยอัตราการเพิ่มอุณหภูมิในปัจจุบันคาดว่าปี 2050 เราก็น่าจะข้ามเส้นค่าเฉลี่ยซึ่งที่จุดนี้พืดธารน้ำแข็งก็จะหายไปจากโลกและ
ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนทำให้หลายพื้นที่บนโลกต้องจมบาดาล



โดยสรุป. . .
โลกยังไม่ร้อน แต่กำลังจะร้อนแล้วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
และรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เราได้ทำลายสถิติในด้านอัตราการเพิ่มอุณหภูมิเร็วที่สุดในรอบ 125,000 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิบรรยากาศ 1.1 องศาเซลเซียสภายในเวลา 50 ปีและยังคงเพิ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ


https://www.blockdit.com/posts/6116a0fd98e5ce10afa8fb9b

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

ลุ้นพายุเข้าเพิ่ม หวังเพิ่มน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา

Posts by jverakul » Fri Sep 03, 2021 7:51 pm

หลังมีน้ำน้อยสุดตั้งแต่เริ่มมีการเก็บน้ำ

สน. ชี้ เคยแล้งสุด ปี 2558 แต่ไม่หนักเท่าปีนี้ ขณะที่วันนี้ (1 ก.ย.) มีน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก เพียง 1,824 ล้าน ลบ.ม. แนะ ขุดบ่อรอน้ำ ดีกว่าปล่อยทิ้งลงทะเล ประเมินอาจมีน้ำท่วมหนักบางพื้นที่

1 ก.ย. 2564 – สุทัศน์ วีสกุล ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยาการน้ำ (สสน.) เปิดเผยว่า ปี 2564 ผ่านมาแล้ว 8 เดือน ฝนตกค่อนข้างน้อยในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เหนือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงทำให้พื้นที่ภาคกลาง มีปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค ขณะเดียวกันลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการปลูกข้าวนาปีมาตั้งแต่ต้นฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบกับชาวนา ในขณะที่น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็มีแนวโน้มระดับน้ำลดลงเรื่อย ๆ เพราะน้ำต้องใช้ทั้งรักษาระบบนิเวศ ดันน้ำเค็ม และเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นหลัก



จริง ๆ แล้วประมาณความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง และช่วงต้นฤดูฝน ของปี 2565 ต้องมีน้ำประมาณ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่วันนี้มีน้ำเพียง 1,824 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าน้อยที่สุด มาตั้งแต่ปี 2553 ในขณะที่ปี 2558 ที่เคยแล้งที่สุด มีน้ำ 1,839 ล้านลูกบาศก์เมตร วันนี้เหลือพื้นที่กักเก็บน้ำใน 4 เขื่อนหลัก มากถึง 10,176 ล้านลูกบาศก์เมตร



ผอ.สสน. ระบุอีกว่า 7-8 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีฝนตกแบบกระจุกตัว ส่วนใหญ่เป็นบริเวณตอนบนแนวของของประเทศทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่เป็นการตกแบบกระจุกตัวเฉพาะพื้นที่ โดยผ่านมาจะเห็นฝนตกหนักน้ำท่วมค่อนข้างหนัก บางจุดเท่านั้น เช่น จังหวัดปราจีนบุรี นครราชสีมา ชลบุรี สมุทรปราการ พังงา กระบี่ เป็นต้น ซึ่งจะส่วนใหญ่เป็นจังหวัดใกล้กับชายทะเล




ส่วนกรณีน้ำท่วมนิคมอุสาหกรรมบางปู ระดับน้ำสูง 1 เมตร เมื่อวันที่ 28-29 ส.ค. 2564 มีสาเหตุ จากฝนตกสะสม 24 ชั่วโมง 115.8 มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นฝนสูง 100 มิลลิเมตร ภายใน 3 ชั่วโมง โดยมีปัจจัยที่ตั้งนิคมอุตสาหรรมบางปู เป็นแอ่งท้องกระทะ มีถนนขวางเส้นทางระบายน้ำ ขณะที่คลองลำสลัดที่ใช้ระบายน้ำมีขนาดเล็ก แคบและถูกบุกรุก เมื่อระบายน้ำออกจากนิคม ลงคลองชายทะเลไม่มีทางออกทะเลโดยตรง ต้องสูบผ่านสถานีสูบน้ำตำหรุ และสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ แต่นี่คือการกระจุกตัวของฝนที่ตกเฉพาะจุดที่ก่อนหน้านี้ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว ประมาณ 3 วัน ขระทีการระบายน้ำก็ใช้เวลาประมาณ 2-3 วันจึงจะแห้งถ้าไม่มีฝนสะสม

เหตุการณ์นี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ท่วมเฉพาะจุด ที่ตกใกล้ทะเลน้ำก็ไหลออกทะเลโดยตรง แต่ส่วนใหญ่น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ขนาดกลางและขนาดเล็กทั้งประเทศตอนบนของไทยยังมีน้ำน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนอุบลรัตน์ ทางภาคอีสานมีน้ำในเขื่อนเพียงร้อยละ 4 เขื่อนภูมิพลมีน้ำร้อยละ 6 เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำร้อยละ 8 ซึ่งเขื่อนใหญ่ ๆ หลายแห่งก็เหลือพื้นที่รองรับน้ำอีกมาก



นอกจากนี้ สสน. ยังได้คาดการณ์ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ ประเทศไทยจะมีแนวโน้มฝนเพิ่มมากขึ้นและตกมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่เท่านั้น และคาดว่าช่วงเดือนนี้อาจมีแนวโน้มพายุพัดเข้ามา 1-2 ลูก ซึ่ง ควรใช้โอกาสนี้ให้เกษตรกรหาแหล่งกักเก็บน้ำ ขุดสระ ในพื้นที่การเกษตรบางส่วน เพื่อเก็บน้ำให้มากที่สุดเพื่อลดผลกระทบปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า และก็รอลุ้นด้วยว่า ถ้าพายุเข้าเหนือเขื่อน ประมาณ 1 ลูก ก็น่าจะทำให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีน้ำเพิ่มขึ้นมาประมาณ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรใน 4 เขื่อนหลัก แต่ถ้าพายุพัดเข้ามา 1-2 ลูกน่าจะทำให้มีน้ำ เพิ่มเข้ามา 8 พัน ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นใน 2 เดือนนี้จึงเป็นความหวังของการรอฝนเพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ตลอดฤดูหน้า


https://theactive.net/news/20210901-3/

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

วารสารการแพทย์กว่า200ฉบับเตือนอากาศเปลี่ยนหนุนโควิดระบาดหนัก

Posts by jverakul » Thu Sep 09, 2021 9:37 pm

วารสารการแพทย์กว่า 220 ฉบับร่วมเผยแพร่บทบรรณาธิการร่วมเตือนว่าความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสุขภาพสาธารณะของโลก และจะทำให้โควิดระบาดหนัก

กลุ่มพันธมิตรด้านสุขภาพสหราชอาณาจักรว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ UK Health Alliance on Climate Change (ยูเคเอชเอซีซี)ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่บทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์โดยวารสารการแพทย์หลายร้อยฉบับมีจุดยืนในเรื่องเดียวกัน

“ถือเป็นความแข็งแกร่งของเหล่าผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทั่วโลกที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับภัยคุกคามจากสภาพอากาศเปลี่ยนต่อสุขภาพของผู้คน”ลอรี เลย์เบิร์น-แลงตัน ที่ปรึกษาอาวุโสจากยูเคเอชเอซีซี หนึ่งในกลุ่มผู้เขียนบทบรรณาธิการ กล่าว

บทบรรณาธิการร่วมยังเตือนว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดการติดเชื้อ เกิดภาวะขาดน้ำหรือแม้แต่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิตขั้นรุนแรง

“ความเสียหายทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า รวมถึง ที่อยู่อาศัยและสายพันธุ์ต่างๆ ปัญหาการกัดเซาะของน้ำ ความมั่นคงด้านอาหารและโอกาสที่การระบาดของโรคโควิด-19จะเพิ่มขึ้น”บทบรรณาธิการร่วม ระบุ

บทบรรณาธิการร่วมนี้ยังอ้างถึงรายงานจากโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ(ยูเอ็นอีพี)ที่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นตัวแปรหนึ่งทำให้เกิดโรคติดเชื้อเช่น การเพิ่มขึ้นของปริมาณยุง ทั้งยังส่งผลทำให้สายพันธุ์ต่างๆเพิ่มขึ้น อาทิ ค้างคาว ซึ่งบ่อยครั้งมักเป็นต้นกำเนิดของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และที่ผ่านมา มีโรคติดเชื้อใหม่ๆเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเขตร้อนชื้น

บทบรรณาธิการร่วมนี้เขียนจากบรรณาธิการวารสารการแพทย์ชั้นนำกว่า200 ฉบับรวมถึง เดอะ แลนเซ็ต เดอะ บริติช เมดิคัล เจอร์นัล และเนชั่นแนล เมดิคัล เจอร์นัล ออฟ อินเดีย โครงการนี้ดำเนินการโดยยูเคเอชเอซีซี ซึ่งติดต่อไปยังวารสารต่างๆทั่วโลก รวมถึงThe Chinese Science Bulletin

การเขียนบทบรรณาธิการร่วมนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศต่างๆลงทุนมหาศาลเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านมาตรการต่างๆตั้งแต่ปีที่แล้ว

“แม้ทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 แต่เราไม่สามารถรอให้การระบาดของโควิด-19ผ่านพ้นไปแล้วจึงหันมาให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเวลาอันรวดเร็วได้”บทบรรณาธิการร่วมระบุ

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆแสดงออกถึงพันธกิจมากกว่านี้ในการประชุมความหลากหลายด้านชีวภาพของยูเอ็นที่คุนหมิง ประเทศจีนและการหารือเรื่องสภาพอากาศที่รู้จักกันในชื่อ COP26 ที่จะจัดขึ้นในเมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ในเดือนพ.ย.

ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ ต้องตอบว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือการไม่ปล่อยก๊าชเรือนกระจกไปมากกว่าที่สามารถกำจัดได้ ภายในปี 2593 ซึ่งการเผาพลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นปัจจัยหลัก ดังนั้นกระบวนการที่ต้องทำจึงประกอบไปด้วย การหยุดใช้พลังงานถ่านหิน หยุดตัดไม้ทำลายป่า เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการลงทุนในการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

บทบรรณาธิการ ยังเสนอแนะว่าเป้าหมายของทั่วโลกที่จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออ็กไซด์เป็นศูนย์เปอร์เซนต์ภายในกลางศตวรรษนี้ไม่ได้มีการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเพียงพอ "ประเทศที่มีฐานะร่ำรวยกว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ตามเป้าให้เร็วกว่า และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ให้ได้ศูนย์เปอร์เซนต์ก่อนปี 2593 และจะต้องดำเนินการรับมือกับความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

https://www.bangkokbiznews.com/world/959105?anf=

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Mon Sep 13, 2021 9:25 pm

UPDATE: ผู้ว่าแบงก์ชาติเตือน รับมือโลกการเงินที่กำลังเปลี่ยนไป ผู้เล่นใหม่จะเข้ามามากขึ้น แม้แต่ ธปท. ยังต้องปรับตัว
.
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา ‘50 ปี เครือเนชั่น’ หัวข้อ ‘The Future of Financial System อนาคตโลกการเงิน’ ว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริการทางการเงินถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะช่องทางผ่านดิจิทัลแบงกิ้ง ที่ผู้คนหันมาใช้บริการจำนวนมาก จนเติบโตแบบก้าวกระโดด สะท้อนจากยอดการใช้บริการ e-Payment ที่เพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าจากเมื่อ 10 ปีก่อน หรือการโอนเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าจากเมื่อ 10 ปีก่อน
.
ในระยะข้างหน้ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้ให้บริการใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่อยู่นอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์หรือกองทุน ซึ่งอาจจะเป็นผู้ให้บริการจากต่างชาติที่ข้าม Channel มาสู่บริการใหม่ๆ และอาจจะเห็นการให้บริการแบบที่ไม่มีตัวกลางเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้นด้วย
.
เศรษฐพุฒิกล่าวว่า บริการดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีทางการเงินจะช่วยให้คนเข้าถึงธุรกรรมการเงินได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Anywhere Anytime หรือ Any Devices ซึ่งเป็นเทรนด์ที่น่าจะเห็นเร็วขึ้นในระยะข้างหน้า
.
นอกจากนี้อีกเทรนด์ที่น่าจะมา ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต่อระบบการเงินไทยเราคือ รายงานการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ที่ต่อไปจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการค้า เช่น ในสหภาพยุโรป ที่การค้าระหว่างประเทศ (Cossborder Econism) เริ่มนำเรื่อง Climate Change มาเกี่ยวข้อง ดังนั้นทางข้างหน้าจากนี้ไป นอกจากเราจะเจอกับกระแสเทคโนโลยี แล้วยังเจอกระแส Green ด้วย
.

สำหรับ Pain Point ของระบบการเงินไทยในปัจจุบันนั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า คงเป็นเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อหรือสภาพคล่องของรายย่อยและ SMEs ไทย ที่ยังเข้าถึงได้ค่อนข้างยาก แต่ในอนาคตอาจจะเห็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาให้บริการและแก้ Pain Point เหล่านี้ และการโอนเงินข้ามประเทศที่ค่าโอนยังค่อนข้างสูง จึงคิดว่าในอนาคตน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
.
อย่างไรก็ตาม Landscape ที่เปลี่ยนไป ธปท. ได้เตรียมมาตรการรองรับ คือ
.
1. ทำให้เกิดการใช้ข้อมูล (Data) ให้มีประสิทธิภาพและมีการใช้มากขึ้น เพื่อช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น การใช้สินเชื่อข้ามแพลตฟอร์มอื่นคือ ทำให้ใช้ข้อมูลได้สะดวกขึ้น ซึ่งน่าจะเริ่มได้ในระบบแบงก์ก่อน เช่น ในเรื่องสเตทเมนต์ (e-Statement) ที่จะให้ใช้ข้ามธนาคารได้ ขอข้อมูลได้มากพอ ให้ขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น
.
2.Open Competition หรือทำให้การแข่งขันที่เปิดกว้างขึ้น และเปิดให้ธุรกิจแบงก์ปรับตัวและแข่งขันได้ในอนาคต
.
3. Open Infrastructure สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้เล่นเก่าและผู้เล่นหน้าใหม่สามารถเข้ามาต่อยอดนวัตกรรมและให้เกิดการแข่งขันได้ เช่น การเอาข้อมูล Invoice มาใช้ในการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งในแบงก์และนอนแบงก์ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ Pain Point ของไทย
.
4. Digital Currency เป็นสิ่งที่จะเตรียมเพื่อขยายความของเทรนด์ไปในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อให้ประเด็นต่างๆ ที่พูดมาไม่เป็นนามธรรมเกินไป เพราะผู้เล่นรายใหม่มาจากเซกเตอร์อื่นที่ไม่ใช่บริการทางการเงิน ซึ่งจะทำให้เส้นแบ่งของผู้เล่นด้วยกิจกรรมการบริการต่างๆ จะเริ่มเบลอๆ ไม่ชัดเจนจากเทคโนโลยี ที่นำ DeFi ที่เอาเข้ามา เริ่มสร้างความท้าทายให้ผู้กำกับดูแล ทำให้ไม่ชัดเจนว่าใครจะดูแลอะไร ดูแลอย่างไร จาก Digitalization ที่เปลี่ยนไปเร็ว
.
อย่างไรก็ตาม แม้อนาคต ธปท. จะปรับตัวรับมือบริบทใหม่มากขึ้น แต่ยังคงแนะนำให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังที่มากขึ้นหากจะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากมีความผันผวนสูง การเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จึงควรใช้ความระมัดระวังที่มากขึ้นเป็นพิเศษ
.
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/wealth/
#TheStandardWealth

—————————————————

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

เวิลด์แบงก์ชี้ โลกร้อนทำผลผลิตเกษตรลดลง อีก 20 ปี ข้าวร่วง 5.3%

Posts by jverakul » Wed Sep 15, 2021 7:57 pm

เวิลด์แบงก์ชี้ โลกร้อนทำผลผลิตเกษตรลดลง อีก 20 ปี ข้าวร่วง 5.3%
By ปราณี หมื่นแผงวารี , ยุพิน พงษ์ทอง,
15 ก.ย. 2564 เวลา 10:21 น.


ธนาคารโลกชี้ อีก 20 ปี ผลผลิตข้าวลดลง 5.3% ปัจจัยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำอุณหภูมิสูงขึ้นแหล่งน้ำลดลง ชี้สัดส่วนวันที่อากาศร้อนของไทยจะมีสูงถึง 160% ด้าน สศก. ตระหนักปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนเร่งระดมแก้-ป้องกันเชื่อรับมือผลกระทบได้

World Bank Thailand เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด เรื่อง รายงาน ความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของไทย ปี 2564 [ Climate Risk Country Profile: Thailand (2021)] จัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ Asian Development Bank : ADB ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาระสำคัญส่วนหนึ่งระบุว่าสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงมีผลต่อภาคเกษตรมีอิทธิพลต่อประเทศไทยในฐานผู้ผลิตอาหาร

โดยผลทางตรงคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่วนผลทางอ้อมก็คือปริมาณแหล่งน้ำจะลดลงและฤดูกาลต่างๆผันแปร,แร่ธาตุในดินที่จะเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องของแมลงและโรคพืชต่างๆหรือแม้แต่การเกิดขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ๆมารุกรานพืชผล รวมไปถึงพื้นที่เพาะปลูกที่จะลดลง

ในระดับนานาชาติพบว่า สภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสียหายของผลผลิตต่อไร่ แม้ว่าจะมีการปล่อยมลพิษในสัดส่วนที่ต่ำก็ตาม โดยรายงานในแบบเดียวกันนี้ ได้ประเมินว่า ผลผลิตข้าวโพดต่อไร่จะลดลง 5-6%บนพื้นฐานที่ข้อตกลงปารีสระบุไว้ว่า อุณหภูมิโลกจะเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส

รายงานระบุว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากผลผลิตการเกษตรมีส่วนสำคัญต่อท้องถิ่น โดยพบว่า ปริมาณฝนตกระหว่างการเพาะปลูกข้าว คือ ก.ย.-ต.ค. มีสัดส่วนลดลง ขณะที่อุณหภูมิกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีผลต่อปริมาณผลผลิตข้าว

จากการศึกษาพบว่าปริมาณฝนตกจะลดลงราว 10% ในอีก 60ปีข้างหน้าหรือราวปี 2080 ภายใต้สมมติฐานการปล่อยมลพิษสัดส่วน 8.5

(RCP 8.5) และปริมาณน้ำต่อการเพาะปลูกจะลดลงราว 29% ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นคำแนะนำสำหรับประเทศไทยคือต้องสามารถที่จะเผชิญกับการลดลงของผลผลิตข้าวในสัดส่วน 5.3% ช่วงปี 2041-2050 หรืออีก 20 ปีจากนี้ ภายในการเทียบกับฐานปี 1991-2000

“ท่ามกลางผลผลิตที่ลดลงขณะที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงกว่า35 องศาเซลเซียสในแต่ละวัน โดยจำนวนวันที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 160% ซึ่งจะเป็นวันที่ร้อน ในอีก 20 ปีจากนี้หรือ 2080-2099 ภายใต้สมมติฐานการปล่อยมลพิษในระดับสูงสุด จึงคาดการณ์ได้ว่าผลผลิตการเกษตรจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน”

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯติดตามปัญหาภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องนี้เอาไว้ ส่วนหนึ่งเพราะภาคเกษตร มีการใช้น้ำในการประกอบกิจกรรมจำนวนมาก ปริมาณฝนที่ลดลง หรือ ฝนตกผิดฤดูกาลจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและรายได้เกษตรกร

ดังนั้นในส่วนของข้าว จึงมีการปรับปรุงพันธุ์ใช้น้ำน้อย รวมทั้งปรับแผนวิธีการ จากนาหว่าน นาดำ ที่ใช้น้ำมาก ก็จะปลูกหยอดหลุม ปล่อยน้ำสลับแห้ง รวมทั้งปรับแผนการเพาะปลูก บางพื้นที่เพื่อให้สอดรับกับสภาพฝนที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญได้สนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีการเกษตร เพื่อลดต้นทุน ลดการใช้แรงงาน รวมทั้งลดการเผาทำลายตอซัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างก๊าซเรือนกระจก

“ในกรณีที่ธนาคารโลกระบุผลกระทบต่างๆอาจจะอยู่บนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ทำอะไรเลย ก็เป็นไปได้ที่ผลกระทบจะรุนแรง ตามนั้น แต่ ปัจจุบัน ทุกฝ่าย ทุกองค์กร ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่รุนแรงขนาดนั้น และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพยากรณ์การเพาะปลูกจะช่วยให้ความเสียหายต่างๆลดลง เช่น การใช้บิ๊กดาต้า ”

https://www.bangkokbiznews.com/news/960136
เรื่องพันธุ์ข้าว ปัญหาตอนนี้คือหน่วยงานไหนมีหน้าที่ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและส่งเสริมให้ปลูก จากที่ติดตามข่าวเรื่องข้าวมาบางทีข้าวที่เกษตรกรปลูก ตลาดโลกก็มีไม่มาก ส่วนข้าวที่ต้องการก็ไม่ค่อยส่งเสริมกัน นโยบายที่ออกมาก็เป็นแบบปีต่อปี ไม่มีการวางนโยบายที่ยาวสัก 3-4 ปี หน่วยงานราชการจะตามหลังเทรนด์ตลอด และคิดว่าถึงแม้ปลูกข้าวได้น้อย ก็จะมีโครงการช่วยเหลือของรัฐอยู่


ส่วนการเผาตอซัง เหมือนโยบายขายฝัน ถ้าไม่มีปัญหา PM2.5 ก็จะไม่พูดถึงกัน
สาเหตุที่เขาเผาตอซัง
1.เวลาหว่านข้าวแล้วเมล็ดข้าวอาจไปค้างบนตอซังหรือฟางข้าว ทำให้ไม่งอกบริเวณนั้น เนื่องมาจากบริเวณนั้นเป็นช่วงบริเวณที่ซังข้าวหนาทั้งจากตอและจากฟางข้าวที่ทิ้งออกมาจากรถเกี่ยว
2.ไม่มีการวิจัยหรือส่งเสริมเครื่องมือที่ทำให้กลบฟางข้าวได้ลึก ทำให้ฟางข้าวลอยอยู่บนดิน รวมทั้งไม่มีวิธีที่ทำให้ตอและฟางข้าวย่อยสลายได้เร็๋วภายแบบไม่ใช้น้ำขังผืนนา ในระยะเวลา 1 เดือน
3.ต้นทุนในการไถกลบด้วยรถแทรคเตอร์ค่อนข้างสูง จากที่สังเกตุแถวบ้าน ปกติเวลาทำนาหว่านแห้ง(ไม่มีระบบชลประทาน) จะไถรอบแรกเพื่อกลบหญ้าและตอซังก่อน โดยจะเผาตอซังและฟางข้าวก่อนไถ รถที่รับจ้างไถ คิดราคาที่ 200 บ./ไร่ ทิ้งไว้1-2 อาทิตย์ ค่อยหว่านข้าวและให้รถแทรคเตอร์ใช้โรตารี่ปั่นเพื่อกลบและกระจายเมล็ดข้าวและหญ้าที่ยังไม่ตาย คิดราคาที่ 300 บ./ไร่ พอได้เวลาเกี่ยวข้าว รถเกี่ยวข้าว คิดราคาประมาณ 600 บ./ไร่ สรุปแล้ว ทำนาแบบเผาตอซัง จะมีต้นทุนอยู่ที่ 1100 บ./ไร่ ถ้าไม่เผาตอซัง ต้องมีการไถกลบ 2 รอบ ต้นทุนจะเป็น 1300 บ./ไร่

ความเห็นส่วนตัวในการแก้ปัญหาเผาตอซัง
1.ส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อฟางข้าวมากขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจ
2.วิจัยและพัฒนาอุปกรณ์สำหรับกลบตอซังที่มีประสิทธิภาพ ถ้าไถรอบเดียว อาจจะต้องมีใบตัดด้านหน้ารถแทรคเตอร์ เพื่อทำให้ฟางข้าวเป็นชิ้นเล็กและสั้นๆ กระจายออกไป ไม่กองสุมจนหนา รวมทั้งหาสารชีวภาพที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายฟางข้าว แม้มีความชื้นไม่มาก
3.มีมาตรการจูงใจทางการเงิน สำหรับเกษตรกรที่ไม่เผาตอซัง


" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Thu Sep 16, 2021 9:17 pm

“Lawson” รณรงค์ผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก เอาหม้อจากที่บ้านมาซื้อ “โอเด้ง” รับส่วนลดไปเลย!
By WP - September 15, 2021


ที่ผ่านมาเราอาจจะคุ้ยเคยกับการพกแก้วของตัวเอง ไปที่ร้านกาแฟใส่เครื่องดื่ม เพื่อลดการใช้พลาสติก และความสะดวกในการพกพา โดยบางร้านนออกเป็นโปรแกรมลดราคาให้กับลูกค้าที่นำแก้วส่วนตัวมาที่ร้าน ถือเป็นการให้ Reward กับลูกค้าในการมีส่วนร่วมลดขยะพลาสติก

แต่วันนี้ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟเท่านั้น ล่าสุดสำนักข่าว “NHK World – Japan” ได้นำเสนอวิดีโอเชนร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ในญี่ปุ่น “Lawson” (ลอว์สัน) ประเทศญี่ปุ่น ทำโปรแกรมลดขยะพลาสติก ด้วยการให้ส่วนลดกับลูกค้าที่มาซื้อ “โอเด้ง” แล้วนำหม้อ หรือภาชนะใดก็ได้ของตัวเองมาที่ร้าน แทนการใช้ถ้วยพลาสติกของทางร้าน จะได้รับส่วนลดในการซื้อโอเด้ง 5 ชิ้น

“โอเด้ง” เป็นหนึ่งในเมนูขายดีของร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นนิยมรับประทานโอเด้งในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้ขยะภาชนะพลาสติกใส่โอเด้ง มีเพิ่มปริมาณขึ้นในช่วงฤดูหนาว

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “Lawson” สนับสนุนให้ลูกค้านำภาชนะของตัวเองมาที่ร้าน โดยก่อนหน้านี้ “MACHI café” บริการกาแฟสดในร้าน Lawson ทั่วประเทศ มีโปรแกรมมอบส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 10 เยน ให้กับลูกค้าที่พกแก้วส่วนตัวมาที่ร้าน โดยทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2011 นับตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรก เพื่อลดปริมาณขยะแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

ต่อมาในปี 2019 ได้เปลี่ยนมาใช้แก้วกระดาษ สำหรับเครื่องดื่มเย็น และออกแบบแก้วให้สามารถดื่มได้สะดวก โดยไม่ต้องใช้หลอด

และเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 MACHI café ได้มอบส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 39 เยน ให้กับลูกค้าที่พกแก้วส่วนตัวมาที่ร้าน โดยข้อเสนอส่วนลดนี้จัดถึงสิงหาคม เพื่อเแสดงความขอบคุณลูกค้าที่มีส่วนร่วมในการลดขยะพลาสติก



ตั้งเป้าลดถุงพลาสติก 100% และบรรจุภัณฑ์พลาสติก 30% ภายในปี 2030

หนึ่งในวิสัยทัศน์ธุรกิจของ Lawson คือ ความยั่งยืน (Sustainability) โดยมีพันธกิจ “Lawson Blue Challenge 2050” ตั้งเป้าหมายสร้างสังคมปราศจากคาร์บอน ภายในปี 2050 และส่งต่ออนาคตโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป ดังนั้นเพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ Lawson จึงมุ่งสร้างชีวิตของผู้คนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

– ลดขยะอาหาร 50% ภายในปี 2030 และลดเป็น 100% ภายในปี 2050

ทุกวันนี้ขยะอาหาร (Food Waste) เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของทั้งในญี่ปุ่น และทั่วโลก โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ระบุว่า ปี 2017 มีปริมาณขยะอาหาร สูงถึง 25.5 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้ เป็นขยะที่เกิดจากการสูญเสียอาหาร (Food Loss) 6.12 ล้านตัน เพราะฉะนั้น Lawson มองว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมปริมาณการสูญเสียอาหาร ร่วมกับการรีไซเคิล
– ลดการใช้ถุงพลาสติก 100% ภายในปี 2030

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2020 ในญี่ปุ่นได้ใช้มาตรการเก็บเงินค่าถุงพลาสติก โดย Lawson ตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าว และที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2007 Lawson ส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ถุงที่นำกลับมาใช้ได้อีก เช่น ถุงผ้า

– ลดการใช้ภาชนะ และบรรจุภัณฑ์พลาสติก 30% ภายในปี 2030 และลดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 2050

อาหารและเครื่องดื่มที่จำหน่ายภายในร้าน Lawson ได้ทำการเปลี่ยนภาชนะ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์แก้วกระดาษ, ถ้วยซุปกระดาษ, จานกระดาษ, เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์โยเกิร์ตจากพลาสติก มาเป็นถ้วยกระดาษ, ภาชนะใส่เมนูอาหารเส้น ทำจากพลาสติก PET รีไซเคิล
– ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ออกมาตรการลด CO2 ในกระบวนการธุรกิจ เช่น ใช้ระบบทำความเย็นประหยัดไฟ, เปลี่ยนมาใช้ไฟ LED, ใช้พลังงานหมุนเวียน, พัฒนาโมเดลร้านค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, รถขนส่งสินค้า ให้ใช้พลังงานไบโอดีเซล บี 5, รถยนต์ไฟฟ้า, ยางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และวางแผนเส้นทางการจัดส่งให้มีประสิทธิภาพ
https://www.brandbuffet.in.th/2021/09/l ... tic-waste/

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

สัญญาณเตือนภัยระดับ “สีแดง” จุดแตกหักของวิกฤติภูมิอากาศโลก

Posts by jverakul » Fri Sep 17, 2021 7:53 pm

สัญญาณเตือนภัยระดับ “สีแดง” จุดแตกหักของวิกฤติภูมิอากาศโลก
By พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย
16 ก.ย. 2564 เวลา 5:00 น


สวัสดีครับ ในรอบปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ นอกจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าเดิมจากไวรัสกลายพันธุ์แล้ว

ปีนี้ยังถือได้ว่าเป็นจุดแตกหัก (Make or Break) ของผู้นำโลกที่จะต้องตัดสินใจเข้าร่วมรับมือกับภาวะฉุกเฉินของสภาพภูมิอากาศ (Global Climate Emergency) ในระดับที่มีความเข้มข้นและจริงจังมากยิ่งขึ้น จากอุณหภูมิโลกที่ไต่ระดับสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจากกิจกรรมของมนุษย์ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสุดขั้วในหลายพื้นที่ (Human-Induced Climate Change) ที่ยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาทิ ไฟป่าที่ลุกลามไปทั่วพื้นที่ไซบีเรียกว่า 2.8 ล้านเอเคอร์ (ประมาณ 7 ล้านไร่) น้ำท่วมจากฝนตกหนักครั้งใหญ่ในรอบพันปีที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ฝนตกหนักในประเทศต่างๆในยุโรปที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิใต้มหาสมุทรและความเป็นกรดของทะเล โดยรายงานของสหประชาชาติ ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่โลกเราอาจจะไม่สามารถกู้สภาวะอากาศกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป (Irreversible)

คณะกรรมการของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ได้ตอกย้ำถึงปัญหาดังกล่าวผ่านรายงานล่าสุดเพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศของโลกได้เข้าสู่ระดับ “สีแดง” แล้ว (Red Alert) โดยชี้ว่าภายในปี 2573 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากระดับอุณหภูมิโลกในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพดานที่กำหนดไว้ตั้งแต่การประชุม COP21 หรือความตกลงปารีส (Paris Agreement) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 6 ปีที่แล้ว หากเป็นไปตามนี้จริง จะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมถึง 10 ปี

ถึงวันนี้ คงเป็นที่ทราบกันดีว่าเพราะเหตุใดโลกเราจึงเดินมาสู่เส้นทางแห่งภาวะวิกฤตเช่นนี้ แต่ปัญหาที่ยังต้องการคำตอบคือเรายังมีทางออกที่เป็นไปได้หรือไม่ ดูจากตัวเลขอาจเห็นว่าการกดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินระดับเพดานที่ 1.5 องศาเซลเซียสให้ได้ในอีก 20 ปี เป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน อุณหภูมิโลกได้สูงเพิ่มขึ้นถึง 1.2 องศาเซลเซียส จากระดับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นักวิทยาศาสตร์กว่า 200 คนจาก 65 ประเทศที่ได้ร่วมกันจัดทำรายงาน IPCC จากการทุ่มเทศึกษาข้อมูลวิจัยต่างๆ กว่า 8 ปี ได้ชี้ให้เห็นถึงทางแก้ปัญหา โดยสรุปเป็นแนวทางไว้ว่า หากแต่ละประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เรายังจะสามารถชะลออุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ ไม่เพียงแค่ใน 20 ปี แต่ชะลอได้ยาวนานถึงปี 2593 หรืออีก 30 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว ซึ่งจะต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ครั้งใหญ่ จากการเลิกพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติของสังคม อาทิ การสนับสนุนการผลิตและลงทุนในพลังงานทางเลือก การปรับเปลี่ยนวิธีการเดินทางสู่การใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้า การลดการอุดหนุนทางการเงินในอุตสาหกรรมถ่านหิน การลดการทำลายผืนป่า รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของโลกอย่างเป็นไปได้ และเกิดผลกระทบเชิงบวกกับมวลมนุษย์และระบบนิเวศทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน


การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการต่อสู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความคาดหวังจากประชาคมโลกเป็นอย่างมากว่า ในการประชุม COP26 หรือการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ผู้นำจาก 196 ประเทศทั่วโลกที่จะมาร่วมงานจะสามารถผนึกกำลังกันเพื่อผลักดันให้เกิดการชะลอเวลาที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะทะลุเพดานที่ตั้งไว้ให้ได้ และหากยังไม่เริ่มทำตอนนี้ อาจจะสายเกินไปที่จะกอบกู้สภาพภูมิอากาศโลกให้กลับมาเหมือนเดิมได้อีก (Now or Never)

ภาคการธนาคารไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีส่วนร่วมในกระบวนการต่อสู้ระดับโลกนี้ได้โดยตรง ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon Transition) ผ่านการพิจารณาให้สินเชื่อที่มีความรับผิดชอบ คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ (Climate Finance) ซึ่งเป็นการอาศัยวิกฤตโรคระบาดให้เป็นโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม (Build Back Greener) ทั้งนี้ การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเกิดผลตอบแทนทางด้านเม็ดเงินหรือด้านชื่อเสียงเท่านั้น แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีการจัดการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง ในขณะเดียวกันยังสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลัง ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวต่อไปครับ


https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/960158

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Sep 17, 2021 8:14 pm

"แอลจี" ตั้งเป้านำพลาสติกรีไซเคิล กว่าครึ่งล้านตันกลับมาใช้ใหม่
15 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.

แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (แอลจี) ประกาศเป้าหมายในการนำพลาสติกรีไซเคิลจำนวน 6 แสนตัน กลับมาใช้ใหม่ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการดำเนินงานภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท สร้างอีโคซิสเต็มเพื่อรับคืนขยะอีเลคทรอนิกส์

เป้าหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่ใหญ่กว่าของ "แอลจี" ในการสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อรับคืนขยะอีเลคทรอนิกส์ และเพิ่มปริมาณการนำเม็ดพลาสติกที่มาจากวัสดุที่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภค กลับมาใช้ในการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของแอลจี

ในปี 2563 แอลจีได้นำพลาสติกรีไซเคิลราว 2 หมื่นตัน กลับมาใช้ในการผลิตสินค้าต่างๆ โดยวางแผนที่จะเพิ่มปริมาณการใช้พลาสติกรีไซเคิลมากขึ้นกว่า 10 เท่า ภายในปี 2568 แม้ว่าในปัจจุบัน แอลจีนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนภายในผลิตภัณฑ์ทีวี จอมอนิเตอร์ ลำโพง เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศแล้ว

บริษัทยังวางแผนที่จะเพิ่มปริมาณการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลกับชิ้นส่วนภายนอกของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยเช่นกัน โดยนอกจากการใช้พลาสติกรีไซเคิลเพิ่มขึ้นแล้ว แอลจียังจะลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (virgin plastic) ในทุกขั้นตอนการดำเนินงานอีกด้วย ในปีนี้ ทีวีแอลจี OLED ทั้งหมด 18 รุ่น จะถูกผลิตโดยใช้พลาสติกผลิตใหม่น้อยลง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึง 14 รุ่น และลดการใช้งานพลาสติกสูงสุด 1 หมื่นตัน



แอลจียังเพิ่มเป้าหมายในการรับคืนขยะอีเลคทรอนิคส์ จากที่กำหนดไว้ 4.5 ล้านตัน ในปี 2549 เพิ่มเป็นกว่า 8 ล้านตัน ภายในปี 2573 โดยมีขยะอีเลคทรอนิกส์ถูกเก็บไปแล้ว 3.07 ล้านตัน ณ สิ้นปี 2563 แอลจียังได้ดำเนินงานผ่านโครงการต่างๆ ในการรับคืนและรีไซเคิลขยะอีเลคทรอนิคส์ใน 52 ประเทศ


นอกจากนี้ ในประเทศเกาหลีใต้ ศูนย์รีไซเคิลแอลจีในเมืองชิลซอ (LG Chilseo Recycling Center) ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2544 ไม่เพียงแค่รับคืนขยะอีเลคทรอนิคส์ แต่ยังทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนใหม่จากพลาสติกรีไซเคิล และจัดส่งชิ้นส่วนเหล่านั้นให้กับโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของแอลจีที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ตู้เย็น เป็นต้น


แอลจีให้ความสำคัญกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัด โดยบริษัทแม่ของแอลจียังได้เข้าร่วมข้อตกลงกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมประจำประเทศเกาหลีใต้และกลุ่มประชาสังคมท้องถิ่นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบไร้พลาสติก ณ แอลจี ไซเอนซ์พาร์ค (LG Sciencepark) ศูนย์วิจัยและพัฒนาหลักของบริษัท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของแอลจี


https://www.bangkokbiznews.com/tech/960154




" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Sun Sep 19, 2021 9:31 pm

ตายเกลื่อนริมหาดแคนาดา บรรดา “หอย” สุกทั้งเป็น คลื่นความร้อนสุดขั้วแผดเผา


ตายเกลื่อนริมหาดแคนาดา – ซีเอ็นเอ็น รายงานฤทธิ์เดชของคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมในรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่เป็นสาเหตุให้หอยแมลงภู่ หอยกาบ และสัตว์ทะเลๆ อื่น ที่อาศัยอยู่บนชายหาดแคนาดาตะวันตกต้องตายกันเป็นเบือ


คริสโตเฟอร์ ฮาร์ลีย์ ศาสตราจารย์ภาควิชาสัตววิทยา มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย พบหอยแมลงภู่ตายจำนวนนับไม่ถ้วนเปิดกาบออกทันทีและเน่าเปื่อยอยู่ในเปลือกหอย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค. ที่หาดคิตซิลาโน ห่างจากบ้านพักของตนในนครแวนคูเวอร์เพียงไม่กี่ช่วงตึก

ศ.ฮาร์ลีย์ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อระบบนิเวศน์ของชายฝั่งหินที่มีหอยกาบ หอยแมลงภู่ และดาวทะเล อาศัยอยู่ จึงต้องการดูว่า บรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังระหว่างน้ำขึ้นน้ำลง (intertidal invertebrates) เหล่านี้ มีอาการอย่างไร เมื่อคลื่นความร้อนทุบสถิติแผ่ปกคลุมบริเวณดังกล่าวเมื่อวันที่ 26-28 มิ.ย.

“ผมได้กลิ่นหาดนั้นก่อนจะไปถึง เพราะมีสัตว์ตายแล้วจำนวนมากจากวันก่อนหน้า ซึ่งไม่ได้ร้อนสุดในช่วง 3 วันข้างต้น ผมเริ่มมองไปรอบๆ บนชายหาดท้องถิ่นของผมและคิดว่า “โอ้ นี่ นี่มันไม่ดีแน่ๆ” ” วันถัดมา ศ.ฮาร์ลีย์และหนึ่งในนักศึกษาสังกัดตน ไปสวนประภาคาร (Lighthouse Park) ในแวนคูเวอร์ตะวันตก ซึ่งศ.ฮาร์ลีย์เยือนมานานมากกว่า 12 ปีแล้ว

“ที่นั่นเป็นภัยพิบัติ ผืนหอยแมลงภู่เกลื่อนชายฝั่งและส่วนใหญ่ตายไปแล้ว” ศ.ฮาร์ลีย์กล่าว


ศ.ฮาร์ลีย์กล่าวว่า หอยแมลงภู่เกาะติดหินและพื้นผิวอื่นๆ และคุ้นเคยกับการสัมผัสอากาศและแสงอาทิตย์ในช่วงน้ำลง แต่ปกติแล้วไม่สามารถอยู่รอดได้ในอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ (37.8 องศาเซลเซียส) เป็นเวลานานมากๆ

อุณหภูมิในย่านชุมชนแวนคูเวอร์อยู่ที่ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ (37 องศาเซลเซียส) เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ต่อมา เพิ่มเป็น 99.5 องศาฟาเรนไฮต์ (37.5 องศาเซลเซียส) วันที่ 27 มิ.ย. และทะยาน 101.5 องศาฟาเรนไฮต์ (38.6 องศาเซลเซียส) วันที่ 28 มิ.ย. ซึ่งร้อนกว่าบนชายหาดดังกล่าวด้วยซ้ำ

ศ.ฮาร์ลีย์และนักศึกษาใช้กล้องถ่ายภาพความร้อน FLIR ที่พบอุณหภูมิพื้นผิวสูง 125 องศาฟาเรนไฮต์ (51.7 องศาเซลเซียส) และในช่วงเวลานี้ของปี น้ำลงจะมาถึงช่วงร้อนสุดของวันในพื้นที่ดังกล่าว สัตว์เหล่านี้จึงไม่สามารถอยู่ได้ได้จนกว่าน้ำจะขึ้นอีกครั้ง


ศ.ฮาร์ลีย์กล่าวว่า ความร้อนอาจฆ่าหอยแมลงภู่และสัตว์ทะเลอื่นๆ มากถึงพันล้านตัวในทะเลซาลิช รวมถึงช่องแคบจอร์เจีย เวิ้งพิวเจ็ตซาวด์ และช่องแคบฆวน เด ฟูกา แต่นั่นเป็นการประมาณการเบื้องต้น

ศ.ฮาร์ลีย์กล่าวว่า หอยแมลงภู่ 50 ถึง 100 ตัว สามารถอาศัยอยู่ในจุดที่มีขนาดเท่าฝ่ามือของคุณได้ และหลายพันตัวสามารถอยู่ในพื้นที่ขนาดเตาตั้งพื้นในครัวได้พอดี และแสดงความกังวลว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ดูจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ด้านไบรอัน เฮลมุธ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวว่า ผืนหอยแมลงภู่ เช่นเดียวกันแนวปะการัง ทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อความสมบูรณ์ของมหาสมุทร

“เมื่อเราเห็นผืนหอยแมลงภู่หายไป ซึ่งเป็นสัตว์หลัก จึงเปรียบเสมือนต้นไม้ในผืนป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของพืชชนิดอื่นๆ จึงเห็นได้ชัดเจนมากเมื่อผืนหอยแมลงภู่หายไป เมื่อเราเริ่มเห็นสัตว์ขนาดเล็กชนิดอื่นๆ ตายเป็นเบือ เนื่องจากเคลื่อนที่ไปมาและอยู่กันไม่หนาแน่นนัก” ศ.เฮลมุธกล่าวและว่า การตายของหอยแมลงภู่ส่งผลการลดหลั่นต่อสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้

ศาสตราจารย์ทั้งสองกังวลด้วยว่า คลื่นความร้อนกำลังกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และไม่แน่ใจว่าผืนหอยแมลงภู่จะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่

“หากเริ่มมีคลื่นความร้อนแบบนี้ทุก 10 ปี แทนที่จะเป็นทุก 1,000 ปีหรือทุก 5,000 ปี นั่นหมายความว่า คุณกำลังถูกโจมตีอย่างหนักเกินไป เร็วเกินไปที่จะฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง และระบบนิเวศจะดูแตกต่างจากเดิมอย่างมาก” ศ.ฮาร์ลีย์ทิ้งท้าย


ทั้งนี้ เมืองลิตตัน รัฐบริติชโคลัมเบีย ทุบสถิติอากาศร้อนจัดสุดของแคนาดาเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ด้วยอุณหภูมิถึง 121 องศาฟาเรนไฮต์ (49.4 องศาเซลเซียส) จนไฟป่าโหมวอดทั้งเมือง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนระหว่างวันที่ 25 มิ.ย. – 1 มิ.ย. อยู่ที่ 719 ราย สูงกว่าปกติในช่วงเวลาดังกล่าวถึง 3 เท่า ตามคำแถลงของ ลีซา ลา​ปวงต์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของรัฐบริติชโคลัมเบีย

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และอีกหลายคนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากอากาศร้อนจัด

https://www.khaosod.co.th/around-the-wo ... ws_6503162

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Tue Sep 21, 2021 7:05 pm

สภาพอากาศสุดขั้ว! WMO ส่งสัญญาณหายนะ“เกิดถี่และรุนแรงขึ้น”
เผยแพร่: 19 ก.ย. 2564 11:46 ปรับปรุง: 19 ก.ย. 2564 11:46 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกเป็นรายงานฉบับแรก เปิดเผยความเชื่อมโยงระหว่าง คุณภาพอากาศ ภาวะโลกร้อน และโรคระบาดจากไวรัสโควิด-19

WMO ตรวจสอบความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่าง 3 ปัจจัย คือ คุณภาพอากาศกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการล็อคดาวน์จากการควบคุมการระบาดไวรัสโควิด-19 แม้ว่าได้รับข่าวดีในช่วงแรกๆ ว่าการระบาดของโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปล่อยมลพิษลดลง แต่สิ่งที่ตามมาอีกนั้นยังไม่จบ
ผลลัพธ์จากมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐบาลกำหนดและข้อจำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 ส่งผลให้คุณภาพอากาศดีขึ้นในหลายส่วนของโลก ตัวอย่าง เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย) มีปัญหาอนุภาคในอากาศลดลง 40% ในปี 2563

นี่เป็นข่าวดี แต่เป็นข่าวดีแค่ช่วงสั้นๆ เพราะทันทีที่โรคระบาดคลายตัวลง การล็อคดาวน์ก็ไม่จำเป็นอีก การปล่อยมลภาวะก็จะเพิ่มขึ้นอีก แต่มันไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะ WMO ยังพบด้วยว่า ในช่วงเวลาเดียวกันเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมกลับทำให้เกิดพายุทรายและฝุ่นรวมถึงไฟป่าที่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

WMO กล่าวถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ว่า ระหว่างปีที่แล้วและในปีนี้ที่มีการล็อคดาวน์ ถึงแม้ว่ามนุษย์จะปล่อยมลภาวะลดลง (ซึ่งก็ไม่ได้ลดอย่างยั่งยืนอีก) ธรรมชาติยังทำหน้าที่แทนมนุษย์ในการทำให้ภาวะโลกร้อนติดลมบนจนกระทั่งไม่ต้องมีมนุษย์ ธรรมชาติก็ยังขับเคลื่อนกระบวนการทำลายคุณภาพอากาศด้วยตัวมันเอง

มีเหตุการณ์ที่รุนแรงมากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ของมวลชีวภาพ โดยเฉพาะไฟป่าหลายพื้นที่ เช่น ในไซบีเรียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ไฟป่าเหล่านี้ก่อให้เกิดมลพิษจนเกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ และไม่ใช่แค่ในพื้นที่นั้น ๆ พวกเขายังพบว่า เหตุการณ์ไฟป่าในออสเตรเลียยังทำให้คุณภาพอากาศลดลงอย่างมากในส่วนต่าง ๆ ของโลก

WMO ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสามารถส่งผลต่อระดับมลพิษโดยตรง พวกเขาบอกว่า ความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อนอาจนำไปสู่การสะสมของสารมลพิษใกล้พื้นผิวของโลกมากขึ้น รายงานระบุว่าไฟป่าที่รุนแรงได้ปะทุขึ้นในหลายส่วนของโลก ฝุ่นและพายุทรายขนาดมหึมายังทำให้มลพิษทางอากาศแย่ลงอีกด้วย

นี่คือความน่ากลัวของ "climate change" ถึงแม้ว่า น้ำมือมนุษย์จะมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ แต่เมื่อมันติดลมบนแล้ว เราจะพบว่า ธรรมชาติเริ่มที่จะขับเคลื่อนการทำลายตัวเองโดยไม่ต้องยืมมือมนุษย์อีก ธรรมชาติแปรปรวนจนสร้างไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในช่วงเวลาแค่ 2 ปีมานี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงที่มนุษย์กักตัวเองและลดการสร้างมลพิษ

ถึงแม้มนุษย์จะกักตัวเองด้วยมาตรการล็อคดาวน์ และได้ชื่นชมกับท้องฟ้าสีครามไร้มลพิษและฝุ่นพีเอ็มช่วงสั้นๆ แต่เรายังไม่รอดจากผลกระทบระยะยาว ลองดูตัวอย่างที่นิวซีแลนด์ที่เป็นเกาะห่างไกลและเหมือนจะล็อคดาวน์ตัวเองจากโลกภายนอก ตอนนี้นิวซีแลนด์กำลังเจอกับผลของภาวะโลกร้อนที่คาดไม่ถึง

เมื่อไม่นานนี้สถาบันวิจัยน้ำและบรรยากาศแห่งชาติ (NIWA) ของนิวซีแลนด์ระบุว่า อุณหภูมิในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.32 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยตั้งไว้ในปีที่แล้ว ทำให้ช่วงนี้เป็นฤดูหนาวที่อุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ (นิวซีแลนด์มีฤดูหนาวอยู่ช่วงกลางปี เนื่องจากอยู่ในซีกโลกใต้)

นิวซีแลนด์ที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากหายนะ หรือในออสเตรเลียที่เกิดไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในโลก ตอนนี้พวกเขาพบว่า สถานีตรวจวัดแห่งหนึ่งใกล้เมืองเวลลิงตันที่เคยบันทึกความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 320 ส่วนต่อล้านในช่วงต้นทศวรรษ 1970 แต่ตอนนี้ระดับอยู่ที่ 412 ส่วนต่อล้านส่วนหรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30%

WMO เตือนว่า มลพิษทางอากาศมีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของมนุษย์ การประมาณการจากการประเมินภาระโรคทั่วโลกล่าสุด (Global Burden of Disease) แสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตจากมลพิษทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจาก 2.3 ล้านคนในปี 2535 เป็น 4.5 ล้านคนในปี 2562 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากฝุ่นละออง

https://mgronline.com/greeninnovation/d ... 0000092821

ข้อมูลอ้างอิง

-Lisa Schlein. (September 3,
2021). "Air Quality, Climate Change Closely Linked". VOA.


·-Climate change blamed for New Zealand's warmest
winter. (September 4, 2021) AFP.

Photo by Mike Lewelling, National Park Service

-https://public.wmo.int/en/media/press-r ... mage-fewer

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Sep 29, 2021 8:59 pm

McDonald’s จะลดการใช้พลาสติก ในของเล่นชุด Happy Meal โดยหันไปใช้กระดาษ หรือ พลาสติกจากพืช แทน
22 ก.ย. 2021
ล่าสุดทาง McDonald’s ได้ออกมาบอกว่า จะลดการใช้พลาสติกในของเล่นชุด Happy Meal กว่า 1 พันล้านชิ้น ที่จะขายออกไป ภายในปี 2025
ในการลดการใช้พลาสติกนี้ จะทำให้ McDonald’s สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
ที่เกิดจากของเล่นชุด Happy Meals ได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับปี 2018
โดยตัวอย่างของเล่นที่จะเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เช่น ตัวฟิกเกอร์แบตแมน
ที่เดิมทีทำจากพลาสติก จะเปลี่ยนเป็นของเล่นที่ทำจากกระดาษแข็งหนา ๆ มากระกบกัน
และออกแบบให้เด็ก ๆ สามารถประกอบของเล่นเองได้
ส่วนในด้านของเล่นอื่น ๆ ก็จะหันมาใช้พลาสติกรีไซเคิล หรือพลาสติกจากพืช (Plant-based Plastics) ที่ง่ายต่อการย่อยสลาย แทน
จะเห็นได้ว่า McDonald’s เป็นหนึ่งในเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดระดับโลก ที่มีความพยายามจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ
เดิมที McDonald’s เริ่มขายชุด Happy Meals ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979
แล้วก็มีนโยบายการเปลี่ยนไปใช้วัสดุของเล่น ที่ใส่ใจความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว
ซึ่งได้เริ่มต้นจากกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส เป็นประเทศแรก ๆ
ส่วนในปัจจุบัน McDonald’s ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มจำหน่ายของเล่นที่ใส่ใจความยั่งยืนแล้ว
ตัวอย่างของเล่นก็จะมีทั้ง หนังสือและชุดการ์ด Pokemon เป็นต้น
ส่วนของเล่นอื่น ๆ ก็จะทยอยเข้าตีตลาดในสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมปีหน้า
นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ กว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่มีการขายชุด Happy Meal
ก็จะมีการปรับเปลี่ยนชุดของเล่นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ทางบริษัทกล่าวว่า จะไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนของเหล่าแฟรนไชส์สาขาย่อยแน่นอน
อย่างไรก็ตาม McDonald’s ไม่ใช่เชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เพียงแห่งเดียวที่ใส่ใจความยั่งยืน
เพราะคู่แข่งในอุตสาหกรรมอย่าง Burger King ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2019
ว่าจะยกเลิกการให้ของเล่นพลาสติกสำหรับเด็ก ๆ รวมถึงลูกค้าสามารถนำของเล่นพลาสติกเก่า ๆ มาบริจาค เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นถาด หรือของใช้อื่น ๆ ได้
เรื่องนี้ทำให้เห็นได้ว่า ร้านฟาสต์ฟู้ดระดับโลก ต่างมีการใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น
ไม่ใช่แค่เฉพาะในเมนูอาหาร แต่ยังรวมไปถึงส่วนอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะดีต่อโลกแล้ว
ยังอาจทำให้ได้ใจลูกค้าอีกด้วย..
อ้างอิง :
-https://english.aawsat.com/home/article ... bally-2025

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Sep 29, 2021 9:03 pm

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างความยั่งยืน เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ทำให้ทิศทางธุรกิจวันนี้ และในอนาคต แบรนด์/องค์กรขยับสู่โมเดล “Circular Economy” หรือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ครอบคลุมตลอดทั้งชีวิตวงจรผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ จัดหาวัตถุดิบ ผลิต ไปจนถึงปลายน้ำ และขั้นตอนหลังการบริโภค ที่ผู้ผลิตต้องเข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว เพื่อลดการใช้ทรัพยากร ลดปริมาณขยะ โดยบางองค์กรมีเป้าหมายลดขยะให้เป็นศูนย์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยหนึ่งในวิธีการไปสู่โมเดล “Circular Economy” คือ การเปิดบริการรับซื้อสินค้าคืน (Buy Back) และขายต่อ (Resell) เป็นสินค้ามือสอง

อย่างเชนค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านระดับโลก “IKEA” (อิเกีย) วางเป้าหมายจะทราสฟอร์มโมเดลธุรกิจไปสู่ “Circular Business” ซึ่งเป็น Purpose-driven ที่ต้องการสร้างผลเชิงบวกทั้งต่อธุรกิจ IKEA ลูกค้า การจัดหาและพัฒนาวัสดุในระบบซัพพลายเชน ยืดอายุสินค้าและวัสดุ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน ด้วยระบบหมุนเวียน 4 วิธีคือ

– นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse)

– ซ่อมแซม-ตกแต่งใหม่ (Refurbishment)

– สินค้าที่ใช้งานแล้ว นำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต เพื่อปรับปรุง/แปรสภาพ ให้มีรูปลักษณ์ และคุณสมบัติเหมือนของใหม่ (Remanufacturing)

– รีไซเคิล (Recycling)

จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว “IKEA” ในต่างประเทศได้เริ่มทดลองเปิดบริการ “รับซื้อเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และของใช้ภายในบ้าน IKEA ที่ใช้แล้ว” เพื่อนำมาขายเป็น “สินค้ามือสอง” ลดปริมาณขยะเฟอร์นิเจอร์​ที่ต้องนำไปฝังกลบ

ล่าสุด “IKEA ประเทศไทย” ได้เปิดให้บริการดังกล่าวแล้ว!



เปิดโซน “Circular Shop” คืนชีวิตครั้งที่ 2 ให้เฟอร์นิเจอร์

จากการสำรวจ Brand Buffet พบว่าล่าสุด “IKEA ประเทศไทย” เปิดโซนชื่อว่า “Circular Shop” นำร่องที่ IKEA สาขาบางใหญ่

คอนเซ็ปต์โซนนี้คือ รับซื้อสินค้า IKEA ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง หรือของใช้ภายในบ้านต่าง ๆ จากนั้นทาง IKEA จะนำสินค้าที่ลูกค้านำมาขายคืน ขายเป็น “สินค้ามือสอง” ในราคาย่อมเยา เพื่อคืนชีวิตครั้งที่ 2 ให้กับสินค้า เพื่อลดปริมาณขยะ



สำหรับขั้นตอนสำหรับลูกค้าที่ต้องการนำสินค้า IKEA มาขายคืน

– ลูกค้านำเฟอร์นิเจอร์​ ของตกแต่งบ้าน หรือของใช้ภายในบ้านแบรนด์ IKEA ที่เห็นว่าไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือไม่ต้องการแล้ว และยังอยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานได้ มาที่สาขา “IKEA บางใหญ่” (ปัจจุบันเปิดให้บริการสาขาบางใหญ่ก่อน)

– ในโซน “Circular Shop” จะมีพนักงาน IKEA คอยตรวจสอบสภาพสินค้าที่ลูกค้านำมาขายคืนว่ายังอยู่ในสภาพใช้งานได้หรือไม่ และประเมินว่าหากนำไปขายเป็นมือสอง จะเป็นอันตรายต่อลูกค้าที่ซื้อกลับไปหรือไม่

– การขายคืนสินค้า IKEA ลูกค้าจะได้เป็น “Gift Card” ลูกค้าสามารถนำแต้มไปช้อปสินค้าอื่นใน IKEA ต่อได้



ส่วนวิธีการซื้อสินค้าในโซน “Circular Shop”

– ลูกค้าต้องตรวจดูสินค้า และป้ายราคา เพื่อให้ทราบเหตุผลที่สินค้าชิ้นนั้นถูกนำมาจำหน่ายที่ Circular Shop ซึ่งจะมีป้ายโลโก้สีเขียว พร้อมประโยคว่า “สวัสดี! ฉันกำลังหาบ้านใหม่”

– หยิบสินค้าที่ต้องการซื้อไว้ ไม่สามารถจองสินค้า เพื่อกลับมาซื้อภายหลังได้

– นำสินค้าไปชำระเงิน

– สินค้าใน Circular Shop ไม่อยู่ในเงื่อนไขการรับประกัน และไม่สามารถเปลี่ยน หรือคืนเงินได้

นอกจากเปิด Circular Shop ในสาขาแล้ว “IKEA” ยังได้เปิดจุด “Recycling Center” โดยลูกค้าสามารถเอาวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้มาแลกเป็น IKEA Family Points เพื่อนำไปช้อปในสโตร์ได้อีก



“Circular Shop” ทำให้คนไทยเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เร็วขึ้น – เพิ่มทางเลือกช้อปสินค้า IKEA ในราคาสุดคุ้มกว่าเดิม

นอกจาก “Circular Shop” จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ต่อแผน Circular Business ของ IKEA แล้ว การเปิดบริการนี้ในไทย ยังแป็นการแก้ Pain Point ของผู้บริโภคไทยที่อยากเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งบ้าน แต่ไม่รู้จะนำของเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่อันหนึ่งของตลาดเฟอร์นิเจอร์ในไทย ส่งผลให้ที่ผ่านมารอบการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ของคนไทย โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เรียกได้ว่าใช้จนกว่าจะพัง!

เมื่อ IKEA มีบริการรับซื้อ-ขายเฟอร์นิเจอร์มือสอง ย่อมทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกสินค้า IKEA ได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าหากซื้อมาแล้ว เมื่อวันหนึ่งอยากเปลี่ยน หรือไม่ได้ใช้งานของชิ้นนั้น ๆ แล้ว หากสินค้านั้นยังอยู่ในสภาพดี ก็สามารถนำมาขายคืนให้กับ IKEA ได้ จึงทำให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องใช้จนกว่าจะพัง หรือรอจนกว่าจะมีสถานที่ทิ้ง หรือมีคนมารับต่อ



ขณะเดียวกัน Circular Shop ยังเป็นโมเดลที่ทำให้ IKEA รักษาฐานลูกค้าเก่า ไปพร้อมกับการสร้าง Engagement เพราะเมื่อลูกค้านำเฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้ต่าง ๆ มาขายคืนที่ Circular Shop จะได้เป็น Gift Card สำหรับนำไปซื้อสินค้าในสโตร์ ทำให้เกิดการซื้อและใช้สินค้า IKEA ต่อเนื่อง จนกลายเป็นความผูกพันในแบรนด์

ยิ่งทุกวันนี้คนทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้หนึ่งในปัจจัยการตัวเลือกแบรนด์ หรือสินค้าในยุคนี้ มีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจซื้อ แบรนด์ไหนที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน มีโอกาสที่ผู้บริโภคจะเลือกแบรนด์นั้นๆ

นอกจากนี้การเปิด Circular Shop ยังเพิ่ม “ทางเลือก” ในการช้อปสินค้า IKEA ให้ได้ความคุ้มค่าคุ้มราคากว่าเดิม ด้วยการช้อปสินค้ามือสอง สภาพดี ในราคาถูกลงกว่าสินค้าใหม่

นับเป็น Win – Win ที่ได้กับทั้ง “IKEA” ในการสร้าง Circular Business Ecosystem และฝั่งลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่นำสินค้ามาขายคืน หรือลูกค้าที่มาช้อปสินค้ามือสอง

ส่วนใครที่อยู่โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก เช่น ย่านอ่อนนุช ย่านบางนา ย่านศรีนครินทร์ หรือสะดวกเดินทางไป IKEA สาขาเมกาบางนาอยู่แล้ว Brand Buffet ทราบมาว่า IKEA เตรียมขยายบริการ “Circular Shop” ไปที่สาขาบางนาอย่างแน่นอน
https://www.brandbuffet.in.th/2021/09/i ... l-service/

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Tue Oct 12, 2021 8:18 pm

ทำไม "Climate Change" เป็นธีมลงทุนที่ทั่วโลกสนใจ ?



“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change) จากปัญหาโลกที่ร้อนขึ้น ส่งผลกับไทยอย่างเห็นได้ชัดจากสถานการณ์ฝนตกหนักตลอดทั้งวันจนทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรสาคร ที่น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 15 ปี และยังเป็นที่ตั้งของ Delta หรือบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของตลาดหุ้นไทยในปี 2020 และอันดับ 2 ในปัจจุบัน ที่จำเป็นต้องปิดโรงงานไปชั่วคราว ขณะเดียวกันในฤดูร้อนก็ยาวนานขึ้นและมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นในแต่ละปี รวมถึงฤดูหนาวก็มีเวลาที่สั้นลง

โดยข้อมูลของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) พบว่า ปัจจุบันอุณหภูมิโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 14.9 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นถึง 1.2 องศาเซลเซียส เทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมเมื่อปี 1850 – 1900 และถือเป็นช่วงที่ “โลกร้อนที่สุด” ในรอบกว่า 100,000 ปี เท่าที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติและเอกสารทางวิทยาศาสตร์มาได้

ก่อนหน้านี้ในปี 2015 มี 195 ประเทศทั่วโลกได้ทำข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อร่วมมือกันรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้ขึ้นไปแตะระดับเพดานที่ 1.5 องศาเซลเซียส แต่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและพฤติกรรมมนุษย์ทำให้มีแนวโน้มว่าอุณหภูมิโลกจะขึ้นไปแตะเพดานนี้ภายในปี 2040 และมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปอีก 3 – 5 องศาเซลเซียส หากยังไม่ “ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” อย่างจริงจัง ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้โลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น เกาะกำลังจะจมน้ำเพิ่ม สัตว์มาเกยตื้นบนฝั่งมากขึ้น รวมทั้งยังส่งผลมาสู่เศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนด้วยเช่นกัน
“Climate Change” ในออสเตรเลียทำให้เกิดวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ที่มา:bloomberg

ออสเตรเลียเป็นประเทศและทวีปที่เกิดไฟป่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะพื้นที่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ที่มีภูมิประเทศเป็นป่าเขาและมีเมืองสำคัญที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น เช่น ซิดนีย์ เมลเบิร์น และบริสเบน

โดยช่วงปลายปี 2019 ถึงต้นปี 2020 ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales) ทางตะวันออกเฉียงใต้เกิดวิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย สร้างความเสียหายกินพื้นที่รวมกว่า 48,000 ตารางกิโลเมตร มากกว่าสองจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของไทยรวมกันอย่างเชียงใหม่และกาญจนบุรี แต่หากรวมทั้งประเทศก็เสียหายไปกว่า 100,000 ตารางกิโลเมตร หรือพอ ๆ กับขนาดของประเทศเกาหลีเหนือ บ้านเรือนเสียหายและผู้คนต้องอพยพกว่าหลายพันคน มีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 30 คน และสัตว์ป่ากว่า 1,000 ล้านตัว

สาเหตุสำคัญเกิดจากสภาพอากาศในช่วงนั้นร้อนและแล้งที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการจดบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1910 ด้วยอากาศที่ร้อนเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Indian Ocean Dipole (IOD) หรือ Indian Niño นั่นคือ อุณหภูมิของมหาสมุทรแต่ละฝั่งของออสเตรเลียไม่เท่ากัน

ออสเตรเลียฝั่งตะวันตกติดกับมหาสมุทรอินเดีย ส่วนฝั่งตะวันออกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้กระแสน้ำเคลื่อนไหวไม่เท่ากัน เกิดน้ำอุ่นในฝั่งตะวันตกและน้ำเย็นในฝั่งตะวันออก จนกลายเป็นความชื้นและเกิดฝนตกในฝั่งตะวันออกหรือแถบแอฟริกา แต่เกิดอากาศร้อนและแล้งในฝั่งออสเตรเลียจนเกิดเป็นไฟป่าครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างซิดนีย์และเมลเบิร์น

มีการประเมินความเสียหายจากวิกฤตไฟป่าครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี ในเดือน ต.ค. 2019 ขณะที่รายได้ท่องเที่ยวในปี 2019 ลดลงจากปีก่อนถึง 20.5% จากการยกเลิกทริปเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพอากาศที่แย่ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ GDP ใน Q1/2020 หดตัว 0.3% (QoQ) เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2011

นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่าง Great Barrier Reef หรือแนวปะการังที่ได้รับมรดกโลกมาตั้งแต่ปี 1981 และเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก รวมทั้งมีความสำคัญในเชิงวิทยาศาสตร์ทางทะเล เพราะเป็นตัวชี้วัดไว้คอยเตือนภัยวิกฤตโลกร้อน กลับเกิดปัญหาฟอกขาวตามแนวปะการังที่มีความยาวกว่า 2,300 กิโลเมตรจากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น จนทำให้สาหร่ายที่อยู่ตามแนวปะการังต้องย้ายถิ่นไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ จนปะการังเสียแหล่งอาหารเหลือเพียงโครงสร้างหินปูนสีขาวเท่านั้น ทัศนียภาพใต้ท้องทะเลที่หายไปซ้ำเติมรายได้ภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นออสเตรเลียที่ผันผวนอยู่ร่วมครึ่งปี
น้ำท่วมจีนหนักที่สุดในรอบ 1,000 ปี ผลกระทบจาก “Climate Change”

เมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2021 ที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วมเมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงเป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของจีนที่อยู่ในภาคกลางมณฑลเหอหนาน (Henan) มณฑลที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 17 แต่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า น้ำท่วมจีนครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าสภาพอากาศทั่วโลกกำลังแปรปรวนอย่างหนักจากโลกที่ร้อนขึ้น จนชั้นบรรยากาศเกิดความอุ่นและกักเก็บความชื้นมากจนฝนตกหนัก ขณะที่ประชาชนในท้องถิ่นเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นวิกฤตน้ำท่วมหนักสุดในรอบ 1,000 ปีเลยทีเดียว

มีการประเมินกันว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาติดต่อกัน 3 วัน เทียบเท่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีของปีก่อน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างกระทบประชาชนกว่า 3 ล้านคน เสียชีวิตและสูญหายหลายร้อยคน รวมถึงต้องอพยพย้ายถิ่นอีกเกือบ 4 แสนคน

ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมได้รับความเสียหายจากการหยุดให้บริการทั้งรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน พืชผลทางการเกษตรเสียหายกว่า 1.3 ล้านไร่ มูลค่าเกือบ 200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนขยายตัวต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ยอดขายสินค้าในประเทศต่ำสุดตั้งแต่ต้นปี ดัชนีตลาดหุ้นจีนอย่าง Shanghai Composite Index ก็ปรับลดลงมากกว่า 5% ในเดือน ก.ค. 2021

วิกฤตน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่เพียงกระทบชีวิตการเดินทาง เศรษฐกิจและภาคการเงินของจีนเท่านั้น แต่ในฐานะแหล่งผลิตสินค้าของโลกย่อมกระทบต่อ Supply Chain การขนส่งและการส่งออกสินค้าจากจีนไปทั่วโลกด้วย

โดยการส่งออกของจีนในเดือน ก.ค. 2021 ขยายตัวต่ำสุดตั้งแต่ต้นปี ทำให้ประเทศที่อยู่ใน Supply Chain ของจีนอย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มีการส่งออกต่ำที่สุดในรอบหลายเดือนตามไปด้วย กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมต้นทุนการขนส่งที่สูงอยู่แล้ว สะท้อนจากดัชนีค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ (Shanghai Containerized Freight Index) ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ทั้งเส้นทางขนส่งไปยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกา จากปัญหาโควิด-19 และการขาดแคลนวัตถุดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญอย่างยานยนต์ เชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จนล่าสุดทาง Goldman Sachs ออกมาปรับลดคาดการณ์ GDP จีนลงจาก 8.6% เหลือ 8.3% ในปี 2021 นี้

สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภัยธรรมชาติและสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะโลกร้อนซึ่งยากจะรับมือ ไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจและการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ยังกระทบไปยังทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย
พายุเฮอริเคนไอดาในสหรัฐฯ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ที่มา:Reuters

รัฐลุยเซียนา (Louisiana) อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 26 จาก 50 รัฐ มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มอยู่ในเขตร้อนชื้นและตั้งอยู่บนราบชายฝั่งของอ่าวเม็กซิโก นับเป็นรัฐที่มักจะเกิดฝนตกอยู่บ่อยครั้งและมีความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุด

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ส.ค. 2005 เกิดพายุเฮอริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina) ที่มีความรุนแรงสูงสุดระดับ 5 ในเมืองนิวออร์ลีนส์ (New Orleans) รัฐลุยเซียนา โดยพื้นที่ 80% ถูกน้ำท่วมทั้งหมด กระทบประชาชนรวมกว่า 2 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตราว 1,800 คน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 125,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดครั้งประวัติการณ์ของสหรัฐฯ

เวลาผ่านไป 16 ปี ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือน ส.ค. 2021 เกิดพายุเฮอริเคนไอดา (Hurricane Ida) ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนาอีกครั้ง วัดความรุนแรงสูงสุดได้ระดับ 4 มีผู้เสียชีวิตราว 60 คน ประชาชนนับล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้และบางส่วนต้องไปต่อแถวปั๊มน้ำมันเพื่อเติมเชื้อเพลิงกลับมาปั่นไฟที่อยู่อาศัยของตน รวมถึงเกิดน้ำท่วมสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินและตามถนนทางหลวงทำให้การเดินทางต้องหยุดชะงักลง

เฮอริเคนไอดายังสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ ไม่น้อย โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันในรัฐลุยเซียนามีทั้งหมด 17 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันราว 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของกำลังการผลิตน้ำมันทั้งประเทศ แต่เกือบครึ่งหนึ่งต้องหยุดการผลิตไป

ขณะที่บริษัทแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวเม็กซิโกกว่า 200 แห่ง ต้องหยุดการผลิตกว่า 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในบริเวณนี้ ส่วนก๊าซธรรมชาติ 83% ก็ต้องหยุดการผลิตเช่นกัน แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเริ่มได้รับการปรับปรุงและทยอยเปิดดำเนินการบ้างแล้วก็ตาม

ส่วนบริเวณท่าเรือน้ำมันนอกชายฝั่งหรือ The Louisiana Offshore Oil Port (LOOP) เกิดน้ำท่วมจนต้องปิดท่าเรือ Fourchon ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีรถบรรทุกน้ำมันกว่า 1,200 คัน เรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่กว่า 270 ลำ ที่คอยผ่านเข้าออกกันอย่างหนาแน่นในช่วงปกติ ไม่สามารถวิ่งเข้าสู่ฝั่งได้และต้องจอดไว้ชั่วคราวในบริเวณอ่าวเม็กซิโก ทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต้องหยุดชะงักไปโดยปริยาย

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ปริมาณสต๊อกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขาดแคลน ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (NYMEX Futures) ขึ้นไปแตะที่ 5 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู สูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์ปี 2010 เป็นต้นมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ก็ปรับตัวเป็นขาขึ้นมาต่อเนื่องกว่า 12% นับตั้งแต่เกิดพายุเฮอริเคนไอดา และขึ้นไปแตะระดับจุดสูงสุดในรอบเดือนที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้จะมีบางช่วงที่ราคาน้ำมันปรับลดลงมาในระยะสั้นบ้างก็ตาม

ยังไม่นับเรื่องภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือละลายกลายเป็นน้ำทะเลครั้งใหญ่สุดในรอบ 10 ปี การเกิดไฟป่าหลายประเทศในยุโรปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การลงทุนธีม “ESG” กำลังมาแรงและทำผลตอบแทนได้ดีอย่างต่อเนื่อง

จากทั้งหมดนี้ พี่ทุยว่าเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change) โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน เป็นเรื่องที่ “ใกล้ตัวนักลงทุน” กว่าที่คิด เพราะไม่เพียงแต่กระทบชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจโดยรวมเท่านั้น แต่ยังสร้างความตื่นตระหนกมาสู่ภาคการเงินการลงทุน และการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ด้วย

ดังนั้นในฐานะนักลงทุน การตัดสินใจเลือกลงทุนในธุรกิจและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ “ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม” เชื่อมโยงกับการรักษ์โลก และมีการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน จะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุนแห่งอนาคตนอกเหนือจากสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน

ยิ่งในยุควิกฤตแบบนี้การให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดไว้สำหรับบริษัทในการทำธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทและนักลงทุน ในการตัดสินใจเลือกลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

ซึ่งกระแส ESG นับว่าได้รับความสนใจในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก โดยมีดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนของโลกอย่าง Dow Jones Sustainability Index (DJSI) ที่หลายบริษัททั่วโลกอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี DJSI นี้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างมาตรฐานการดำเนินงานที่ดีให้กับธุรกิจและความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

โดยในปี 2020 มีบริษัททั่วโลกเข้าร่วมการประเมินเพื่อคัดเลือกดัชนี DJSI ของโลก (DJSI World) จำนวน 1,386 บริษัท เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเทียบกับ 5 ปีที่แล้วที่มีเพียง 864 บริษัทเท่านั้น ในส่วนของไทย จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในปี 2020 บริษัทไทยได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี DJSI World ถึง 11 บริษัท และอีก 21 บริษัท อยู่ใน DJSI Emerging Market มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหากดูผลตอบแทนรวมก็จะพบว่า บริษัทที่อยู่ในดัชนีดังกล่าวนี้ของไทยสร้างผลตอบแทนรวมสะสมถึง 51% มากกว่าดัชนี SET 100 TRI ถึง 13% เลยทีเดียว ถึงตรงนี้พอจะแสดงให้เห็นแล้วว่า การลงทุนตามแนวทาง ESG นับเป็นอีกหนึ่งกระแสที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน

https://www.moneybuffalo.in.th/economy/ ... nteresting

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Oct 15, 2021 8:59 pm

ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น กรุงเทพฯ ทรุดตัว นับวันคนและบ้านเรือนในกรุงเทพฯ เสี่ยงเผชิญน้ำท่วมถี่และหนักขึ้นเรื่อยๆ
.
ทั้งนี้สาเหตุที่น้ำทะเลสูงขึ้น เกิดจากโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายลงรวดเร็ว โดยเฉพาะแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ในทวีปแอนตาร์กติกที่ละลายเร็วมาก มีการประเมินว่าหากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 6 เมตร โดยนอกจากน้ำทะเลสูงขึ้นแล้ว อุณหภูมิน้ำทะเลก็สูงขึ้นด้วยเพราะน้ำในมหาสมุทรดูดซับความร้อนที่มนุษย์สร้างไว้มากถึง 90%
.
มีการประเมินว่าในปี 2030 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า กว่า 40% ของพื้นที่กรุงเทพฯ เสี่ยงถูกน้ำท่วมเสียหาย ทั้งจากปริมาณฝนที่ตก และกรุงเทพฯ ที่จมหรือทรุดตัวลง โดยเมื่อปี 2017 องค์กร Germanwatch ได้จัดทำดัชนีวัดความเสี่ยงจากปรากฏการณ์โลกร้อน ผลปรากฏว่าไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนมากสุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
.
ปรากฏการณ์น้ำท่วมบ้านเมือง ผืนดินหายไป เกิดขึ้นทั่วโลก เฉพาะในอาเซียน กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองหลวงเดียวที่เสี่ยงจมน้ำ กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงอินโดนีเซีย กรุงมะนิลา เมืองหลวงฟิลิปปินส์ โฮจิมินห์ เมืองสำคัญของเวียดนาม ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน มีการประเมินว่าเมืองโฮจิมินห์เสี่ยงจมน้ำหรือได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกว่าครึ่งหนึ่งของเมือง และประชากรราว 1 ใน 4 ของเวียดนามที่อาศัยอยู่บนบกเสี่ยงถูกน้ำท่วม
.
งานศึกษาบางชิ้นระบุว่า กรุงเทพฯ เวนิส และนิวออร์ลีนส์ เป็น 3 เมืองที่อัตราการจมสูงกว่าอัตราการเพิ่มของระดับน้ำทะเลถึง 10 เท่า แต่ละปีพื้นดินกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยทรุดตัวปีละ 2 ซ.ม. บางพื้นที่ของกรุงเทพฯ สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 50 ซ.ม. เท่านั้น ยิ่งน้ำทะเลหนุนสูงเร็วขึ้นเท่าไร ยิ่งทำให้กรุงเทพฯ เสี่ยงจมไวขึ้น
.
หลายประเทศให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และเตรียมรับมือแล้ว เช่น รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศเมื่อปี 2563 จะย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปที่เกาะเบอร์เนียว รัฐกาลิมันตัน เนื่องจากเมืองจาการ์ตาก็ถูกคาดการณ์ว่า พื้นที่ชายฝั่งกว่า 95% จะจมน้ำในปี 2590
.
ทั้งนี้สำหรับกรุงเทพฯ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเคยเสนอมาตรการรับมือกรุงเทพฯ จมน้ำไว้ตั้งแต่ปี 2555 คือ ควรมีกฎหมายว่าด้วยระบบเตือนภัย ป้องกันภัย และบรรเทาภัยพิบัติสาธารณะแบบมีส่วนร่วม นอกจากนี้ควรกำหนดมาตรการหรือข้อกำหนดทางผังเมือง เพื่อจัดการและป้องกันภัยพิบัติ โดยเน้นคำนึงถึงคุณภาพชีวิตหรือความปลอดภัยของส่วนรวมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ยังเสนอให้ใช้มาตรการด้านสิ่งก่อสร้าง เช่น คันล้อมเมือง เขื่อน/พนังกั้นน้ำ คลองผันน้ำเลี่ยงเมือง และมีมาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการทางสังคม
.
รัฐบาลไทย และผู้บริหารกรุงเทพฯ ควรเตรียมรับมือปัญหากรุงเทพฯ จมน้ำ เพราะจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การขนส่งของประเทศ GDP ของประเทศกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ถ้ากรุงเทพฯ จมน้ำจะส่งผลต่อธุรกิจและประชาชนจำนวนมาก
.
รัฐบาลไทยควรวางแผนอย่างจริงจัง ตรวจสอบความเสี่ยงน้ำท่วมของพื้นที่ต่างๆ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ และทำผังเมืองรองรับปัญหาในอนาคตอย่างเหมาะสม
.
#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด เป็นกำลังใจให้ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน
.
คลิกอ่านข่าว : https://news.ch7.com/detail/522118
.
#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด #กรุงเทพฯจมน้ำ #ทีมที่ปรึกษาข่าวเศรษฐกิจ
#7HDร้อนออนไลน์
#Ch7HDNews

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Oct 20, 2021 8:28 pm

"Agrivoltaics" โซล่าฟาร์ม 2 in 1 การทำเกษตรใต้แผงโซล่าเซลล์ที่ได้ทั้งไฟได้ทั้งอาหาร
อีกหนึ่งแนวทางสู้โลกร้อนที่ได้ประโยชน์หลายด้าน?


พืชที่ชอบร่มรำไรน่าจะให้ผลผลิตที่ดีใต้แผงโซล่าเซลล์?


พลังงานแสงอาทิตย์ความหวังหลักในการสู้โลกร้อนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ด้วยความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
แผงโซล่าเซลล์บนหลังคาคงไม่พอ ครั้นจะทำ Solar farm ทั่วประเทศก็กลายเป็นว่าไปแย่งพื้นที่ทำการเกษตรส่งผลกระทบด้านอาหาร
แม้มีความพยายามทำโครงการ Floating Solar ก็ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโครงการและต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
และต่อให้เราใช้ศักยภาพพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศก็ยังห่างไกลกับการทดแทนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ได้

Floating Solar


แล้วเราจะทำยังไงให้การใช้พื้นที่สำหรับการทำ Solar farm มีประสิทธิภาพสูงสุด?
หนึ่งในแนวที่ที่ผุดขึ้นมาก็คือแทนที่จะต้องเลือกทำ Solar farm หรือเอาที่มาปลูกข้าว ทำไมเราไม่ทำมันทั้ง 2 อย่างเลยละ?
แต่ถามว่าปลูกข้าวใต้แผงโซล่าเซลล์จะรอดมั้ย ชาวนาคงรู้ดีว่าไม่รอดเพราะข้าวเป็นพืชที่ต้องการแดด
ซึ่งก็ได้มีความพยายามในการพัฒนาแผงโซล่าเซลล์แบบโปร่งแสงเพื่อให้สามารถทำการเกษตรใต้แผงโซล่าเซลล์
ซึ่งก็ไม่ค่อยเวิร์คเพราะจากต้นทุนที่สูงขึ้นและผลผลิตที่ได้ก็ไม่ค่อยดี ไม่สุดซักอย่าง
แต่เราจำเป็นจะต้องปลูกข้าวอย่างเดียวหรือเปล่า?

แปลงนาสาธิตการปลูกข้าวใต้แผงโซล่าเซลล์แบบโปร่งแสงของ กฟผ.


ทั้งนี้ได้มีงานวิจัยพบว่าถ้าหากเลือกปลูกพืชที่ชอบแสงรำไรแล้วละก็ ต่อให้ปลูกใต้แผงโซล่าเซลล์แบบทึบก็ยังให้ผลผลิตที่ดีได้
และด้วยแปลงเกษตรที่อยู่ด้านล่างจะช่วยทำให้แผงโซล่าเซลล์เย็นลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
(ถ้าแผงร้อนจะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง) รวมถึงร่มเงาจากแผงโซล่าเซลล์นั้น
จะช่วยลดการใช้น้ำในการเพาะปลูกและยังให้ร่มเงากับเกษตกรที่ทำงานในแปลงเกษตรใต้แผงโซล่าเซลล์เหล่านี้ด้วย
แต่แน่นอนว่าแผงโซล่าเซลล์ก็ต้องติดให้สูงพ้นความสูงคนที่จะทำงานอยู่ข้างล่างซึ่งก็จะทำให้โครงสร้างรองรับแผงมีขนาดใหญ่ขึ้นไปด้วย


phpBB [video]



การทำเกษตรร่วมกับการทำ Solar farm นี้เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก เพราะจะทำให้นักลงทุนที่ทำ Solar farm
ได้ผลตอบแทนมากขึ้นจากการใช้พื้นที่เท่าเดิมและ Agrivoltaics นี้ยังช่วยลดประเด็นปัญหาการทำ Solar farm
ที่ไปแย่งพื้นที่ทำการเกษตรได้ด้วยเพราะก็ยังทำการเกษตรได้อยู่ และหากได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ก็น่าจะมาช่วยเป็นกำลังสำคัญในการสู้โลกร้อน เกษตกรหัวก้าวหน้าหรือนักลงทุนท่านใดสนใจก็ลองเอาไอเดียนี้ไปประยุกต์ใช้ก็น่าจะดี
ขายได้ทั้งไฟและผลผลิตการเกษตร(แต่ก็ต้องเลือกชนิดพืชที่ปลูกให้เหมาะสมด้วย)

https://www.blockdit.com/posts/6169bafb8c857d0dad197fc2

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Oct 20, 2021 8:43 pm

อีกหนึ่งไอเดียสู้โลกร้อนด้วยเทคโนโยลีดักจับคาร์บอนแบบใหม่!!

โดยแทนที่จะดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศอย่างระบบดักจับคาร์บอนอื่น ๆ
แต่คราวนี้เราจะดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากน้ำทะเลแทน
ใช้หลักการเดียวกับการที่สัตว์ทะเลสร้างเปลือกแข็ง


เทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศคือความหวังหนึ่งในการต่อสู้โลกร้อนของมนุษย์เรา
แต่การจะพัฒนาให้มันมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำได้นั้นยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งมือกันพัฒนา
ก่อนที่จะทุกอย่างจะสายเกินไป. . .


ซึ่งมาวันนี้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (UCLA) ได้นำเสนอไอเดียใหม่ในการดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์
ออกจากน้ำทะเลแทน แล้วทำไมต้องไปเอาออกจากน้ำทะเล??
เพราะว่าน้ำทะเลในมหาสมุทรทั่วโลกนั้นทำหน้าที่เป็นเหมือนดั่งฟองน้ำที่ดูซับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้
และมีปริมาณที่ดูดซับไว้มากกว่าในบรรยากาศเยอะ

ในวัฎจักรคาร์บอนนั้นทะเลคือส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง


แต่ปัจจุบันมหาสมุทรได้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้จนมันอิ่มตัวเหมือนฟองน้ำที่ชุ่มน้ำแล้ว
การดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากน้ำทะเลนั้นจะทำให้ฟองน้ำยักษ์นี้สามารถที่จะดูดซับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากอากาศได้มากขึ้น


ซึ่งวิธีการที่ทีมวิจัยนำเสนอนี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ กับกระบวนการแบบเดียวกับที่สัตว์ทะเลใช้แปลงคาร์บอนได้ออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำทะเล
นำมาสร้างเป็นเปลือกแข็งของพวกมันนั่นเอง

หลักการง่าย ๆ แค่ดึงน้ำทะเลผ่าน reactor เพื่อให้เกิดสารประกอบคาร์บอเนต


โดยใช้การทำปฎิกิริยากันระหว่างน้ำ, แคลเซียม, แมกนีเซียมและคาร์บอนไดออกไซด์เกิดเป็นสารประกอบคาร์บอเนตซึ่งเป็นของแข็งที่จัดการง่าย
เพียงแค่นำไปทิ้งก้นทะเลหรือเอามาถมที่ก็ได้ ส่วนน้ำทะเลที่ถูกดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
ก็จะถูกปล่อยกลับลงสู่มหาสมุทรเพื่อไปทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป


ด้วยความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำทะเลที่สูงกว่าในอากาศถึง 150 ทำให้วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่ามากในการดักจับเอาคาร์บอนออกจากบรรยากาศ

รวมถึงวิธีการนี้ยังเราได้ก๊าซไฮโดนเจนเป็นผลพลอยได้จากปฎิกิริยาด้วย ซึ่งสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสะอาดใช้ใน Fuel cell ได้อีกด้วย
แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจไปเพราะวิธีการนี้ยังคงมีต้นทุนและการใช้พลังงานที่สูงอยู่ ซึ่งยังคงต้องพัฒนาหาวิธีการที่จะลดต้นทุนกันต่อไป

https://www.blockdit.com/posts/60bcfaf1493e4c0c7457aa2a

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Oct 29, 2021 8:13 pm

เมื่อจีนจัดโอลิมปิกสีเขียว ครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก (1)


เมื่อจีนจัดโอลิมปิกสีเขียว ครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3724 ระหว่างวันที่ 21-23 ต.ค.2564

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเล่าสถานการณ์วิกฤติพลังงานของจีนเอาไว้ และวิเคราะห์ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความพยายามในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสีเขียวของจีน พร้อมประเมินว่าสถานการณ์จะดำรงอยู่ไปจนจบฤดูหนาวของจีนเป็นอย่างน้อย ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาสำคัญของการฉลองตรุษจีน และการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 (Beijing 2022) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้เอาไว้ด้วย ...

โดยทาง IOC ได้เปิดเผยมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด สำหรับการแข่งขันในเมืองหลวงของจีน ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งจำทำให้กรุงปักกิ่งกลายเป็นมหานครแห่งแรกของโลกที่เคยจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนและโอลิมปิกฤดูหนาว

มาตรการจัดการแข่งขันจะเริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2022 จนถึงหลังจบการแข่งขันพาราลิมปิกฤดูหนาวในวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งจะครอบคลุมสนามแข่งขัน ที่พักอาศัย ร้านอาหาร พิธีเปิด และพิธีปิดการแข่งขัน รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะ


“ภายในการแข่งขันแบบปิด ผู้เข้าร่วมจะสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างสถานที่ของการแข่งขันสำหรับการฝึกซ้อม แข่งขันและทำงาน” ส่วนหนึ่งของคำแถลงการณ์จาก IOC กล่าว

วันนี้ผมอยากขยายประเด็นพลังงานสีเขียวไปยังเรื่องกีฬา จีนในยุคใหม่มัก “คิดใหญ่ ทำใหญ่ อย่างสร้างสรรค์” ผมคิดว่า จีนไม่เพียงต้องการเป็นเจ้าภาพการจัดงานและครองตำแหน่งแชมป์เหรียญทองเท่านั้น แต่ยังเตรียมสร้างสรรค์ใช้ Beijing 2022 เป็นเวทีสำคัญในการทำประโยชน์ในหลายส่วน อาทิ การเปิดตัวเงินดิจิตัลหยวน และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศและสินค้าจีนในสายตาของชาวโลก


การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ยังจะทำให้กรุงปักกิ่งจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน และโอลิมปิกฤดูหนาวในเมืองเดียวกันได้เป็นแห่งแรกในโลก ขณะที่ สี จิ้นผิง ก็ยังอยู่ในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเตรียมจัดงานโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 และโอลิมปิกฤดูหนาว 2020 ดังกล่าว



ไฮไลต์สำคัญก็คือ จีนต้องการจะยกระดับ Beijing 2022 ให้มีความพิเศษสุดที่มากกว่าเพียงการแข่งขันกีฬา โดยวางแผนจะให้เป็นการจัดงาน “โอลิมปิกสีเขียว” (Green Olympics) ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ


ท่านผู้อ่านอาจทราบว่า เมื่อราว 2 ปีก่อน ผู้นำจีนได้ประกาศเป้าหมายว่า ปี 2030 จะเป็นปีที่จีนใช้พลังงานฟอสซิลและปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด และกำหนดวิสัยทัศน์แผนแม่บทในการบรรลุความเป็นกลางด้านคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2060


Beijing 2022 จึงเหมาะเป็นงานใหญ่ที่จีนต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงความเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ดังจะเห็นได้ว่า สี จิ้นผิงได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการจัด “โอลิมปิกสีเขียว” เป็นอย่างมาก โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้นำจีนได้เดินทางไปสำรวจความคืบหน้าของการเตรียมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามแข่งขันและศูนย์ฝึกซ้อมทั้ง 3 แห่ง อันได้แก่ พื้นที่ใจกลางกรุงปักกิ่ง พื้นที่เขตเหยียนชิ่ง (Yanqing) ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงปักกิ่งไปทางด้านซีกตะวันตกเฉียงเหนือราว 70 กิโลเมตร และพื้นที่เมืองจางเจียโค่ว (Zhangjiakou) มณฑลเหอเป่ย ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางด้านซีกตะวันตกเป็นระยะทางกว่า 160 กิโลเมตร



ในภาพใหญ่ สี จิ้นผิง ได้ตอกย้ำว่า จีนจะจัดงานโอลิมปิกฯ ภายใต้ “ท้องฟ้าที่สดใส” (Blue Sky) ขณะที่หลี่ เซิน อธิบดีกรมการวางแผนของ Beijing 2022 ให้สัมภาษณ์ว่า “ความพยายามของพวกเราก็คือการทำให้โอลิมปิกในครั้งนี้บรรลุความเป็นกลางด้านคาร์บอน”



ว่าง่าย ๆ จีนต้องการให้ Beijing 2022 เป็นตัวอย่างของการลดการใช้แหล่งพลังงานฟอสซิล และการปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ รวมทั้งการอนุรักษ์พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับกับนโยบายหลักด้านพลังงานและสิ่งแสดล้อมของจีนในระยะยาว


แต่คำถามที่ตามมาคือ มีอะไรบ้างที่จะเป็นตัวกำหนดการริเริ่ม “โอลิมปิกสีเขียว” ดังกล่าวที่จับต้องและบอกให้ชาวโลกได้รับรู้ได้อย่างแท้จริง


ส่วนแรก สนามแข่งขันสีเขียว คณะกรรมการจัดงานฯ ได้ออกแบบให้สนามแข่งขันทั้ง 26 แห่งใช้พลังงานสีเขียว 100% และเพื่อให้ฝันดังกล่าวเกิดขึ้นจริง รัฐบาลจีนได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง


กิจการไฟฟ้าสีเขียวชั้นนำของรัฐ อาทิ หัวเตี้ยน (Huadian) และจิ้งเหนิง (Jingneng) รวมทั้งการไฟฟ้าปักกิ่ง ได้ลงนามในความตกลงติดตั้งพลังงานสีเขียวกับสนามแข่งขันภายใต้การดำเนินโครงการ “Smart Grid Planning for Low-Carbon Olympics” เพื่อผลิต ส่ง และกระจายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียวผ่านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะใน 3 พื้นที่หลักที่ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้


ผลจากความตกลงดังกล่าวได้นำไปสู่การดำเนินโครงการพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่มีความยืดหยุ่นระหว่างปักกิ่งและจางเจียโค่ว ซึ่งช่วยให้สามารถส่งผ่านกระแสไฟฟ้าที่ใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในจางเจียโค่วไปยังสนามกีฬาและศูนย์ฝึกซ้อมในปักกิ่งได้


Shougang Ski Jumping Platform ซึ่งจะใช้ในการแข่งขันสโนว์บอร์ด และสกีฟรีสไตล์ คาดว่าจะใช้กระแสไฟฟ้าราว 100,000 กิโลวัตต์ในระหว่างการแข่งขันฯ ซึ่งเท่ากับการใช้กระแสไฟฟ้าของ 500 ครอบครัวเป็นเวลาหนึ่งเดือน กระแสไฟฟ้าเหล่านี้จะมาจากพลังงานสะอาดและที่นำกลับมาใช้ใหม่


หลังการจัดงานสิ้นสุดลง โครงข่ายดังกล่าวยังจะซัพพลายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียวได้อย่างยั่งยืน โดยสามารถป้อนกระแสไฟฟ้าคิดเป็นถึง 10% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าของปักกิ่ง และช่วยลดการใช้ถ่านหินได้ 7.8 ล้านตัน และลดการปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 2,040 ตันต่อปี


นอกจากนี้ จีนยังนำเอานวัตกรรมสารทำความเย็นจากคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพื่อทำน้ำแข็ง ซึ่งเป็นสารทำความเย็นที่มีสารพิษต่ำสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนเกือบเป็นศูนย์ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องทำน้ำแข็งรุ่นเดิมที่ใช้ก๊าซฟรีออนเป็นสารทำความเย็น


เทคโนโลยีใหม่ดังกล่าวจะถูกใช้ในสนามแข่งขันและศูนย์ฝึกซ้อมจำนวน 4 แห่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องทำความเย็นได้เป็นจำนวนมาก เฉพาะสนามแข่งขัน National Speed Skating Oval ก็เพิ่มได้ถึง 20% และประหยัดกระแสไฟฟ้าได้ 2 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี


https://www.thansettakij.com/columnist/500525

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Oct 29, 2021 8:19 pm

เมื่อจีนจัดโอลิมปิกสีเขียวครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก (จบ)
: คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย... ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

ส่วนที่ 2 การให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการจัดงานฯ ออกแบบสนามแข่งขัน โดยตัดสินใจนำเอาสนามกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2008 จำนวน 5 แห่งกลับมาดัดแปลงใช้ในครั้งนี้ และก่อสร้างสนามแข่งขันและศูนย์ฝึกซ้อมส่วนที่เหลือขึ้นใหม่ โดยทุกแห่งเลือกใช้วัสดุรีไซเคิ้ลเป็นหลักเพื่อประหยัดการใช้พลังงานและป้องกันสิ่งแวดล้อม


ที่เหยียนชิ่งและจางเจียโค่ว ซึ่งเป็นสนามแข่งขันกีฬากลางแจ้ง จีนก็ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การโยกย้ายดอกไม้พื้นบ้าน และการก่อสร้างเส้นทางเดินที่ปลอดภัยแก่สัตว์ขนาดเล็ก


ในการก่อสร้างถนนที่ National Alpine Skiing Center ในเหยียนชิ่ง คนงานยังให้เวลากับการโยกย้ายต้นอัลไพน์ก่อนการก่อสร้าง และย้ายต้นไม้เหล่านั้นกลับเข้ามาในพื้นที่หลังจากการก่อสร้างถนนแล้วเสร็จ รวมทั้งใส่ใจกับการรักษาสภาพทุ่งหญ้าที่เพาะปลูกไว้ให้รอดพ้นช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่าทุ่งหญ้าเหล่านั้นจะยังคงเขียวขจีในช่วงจัดการแข่งขันในปีหน้าและหลังจากนั้น


และที่โดดเด่นเป็นสง่าอีกจุดหนึ่งก็คือ หอคอยของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar Tower) ที่ติดตั้งโลโก้สัญลักษณ์ของโอลิมปิกขนาดความกว้าง 38 เมตร และความสูง 17 เมตรเข้าไว้ เพื่อใช้เป็นแลนด์มาร์กเพื่อตอกย้ำความเป็น “โอลิมปิกสีเขียว”


หอคอยนี้ตั้งอยู่ที่สนามแข่งขันในเขตเหยียนชิ่ง มีความสูงเกือบ 120 เมตร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านนวัตกรรมการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ของจีน



ส่วนที่ 3 การใช้ระบบการขนส่งสีเขียว นอกจากการก่อสร้างพื้นที่สนามจัดการแข่งขันและภูมิทัศน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว คณะกรรมการจัดงานฯ ยังวางแผนที่จะใช้ระบบการขนส่งสีเขียว อาทิ รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟใต้ดิน รถยนต์ไฟฟ้า และจุดชาร์ตไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมายว่ากว่า 85% ของการเดินทางเข้าออกสนามกีฬาและศูนย์ฝึกซ้อมจะเป็นพาหนะที่ใช้พลังงานสีเขียว


ในชั้นนี้ รถไฟความเร็วสูงเส้นทางปักกิ่ง-จางเจียโค่วได้ถูกก่อสร้างขึ้น และเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ปลายปี 2019 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาของการเดินทางระหว่างปักกิ่งจางจางเจียโค่วจากเดิม 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 1 ชั่วโมง และปักกิ่ง-เหยียนชิ่งจาก 2 ชั่วโมงเหลือไม่ถึงครึ่งชั่วโมง


ขณะเดียวกัน ทุกสนามแข่งขันในตัวเมืองปักกิ่ง ยังออกแบบก่อสร้างให้ต่อเชื่อมกับสถานีรถไฟใต้ดินที่สามารถต่อเชื่อมไปยังจุดต่างๆ ทั่วทุกมุมเมือง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าออก


พาหนะในการเดินทางของเจ้าหน้าที่ กรรมการ และนักกีฬาทั้งหมดก็เป็นรถยนต์พลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ ไฮโดรเจน และไฮบริด นอกจากนี้ จีนยังลงทุนก่อสร้างแท่นชาร์ตไฟฟ้าแก่รถยนต์พลังงานใหม่ในทุกสนามและตลอดเส้นทางระหว่างปักกิ่งและจางเจียโค่ว


นอกจากนี้ วีแชต (WeChat) ยังจะออกมินิโปรแกรมเพื่อช่วยกระตุ้นและแนะนำการใช้ชีวิตสีเขียวและเก็บสถิติพฤติกรรม “โลว์คาร์บอน” ในระหว่าง Beijing 2022 อาทิ การเดินทางโดยระบบการขนส่งสาธารณะ

ส่วนที่ 4 การเสริมสร้างเมืองสีเขียว ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองสีเขียวในปักกิ่ง อาทิ การปิดและโยกย้ายโรงงานผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตสู่สมัยใหม่ การปิดกิจการที่ก่อให้เกิดมลพิษ และการเปลี่ยนแหล่งพลังงานไปสู่พลังงานที่สะอาดกว่าเพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยมลพิษ


ปักกิ่งได้ลดการใช้ถ่านหินลงกว่า 1.7 ล้านตันในปี 2020 จากที่เคยใช้สูงสุดที่ 30 ล้านตันในช่วงเพียงไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ขณะที่ก๊าซธรรมชาติถูกใช้ในสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของแหล่งพลังงานทั้งหมด



ภาพในอดีตที่เราเคยเห็นปักกิ่งมีสภาพอากาศที่ขมุกขมัวจนชินตาได้เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่สดใส ผลการวัดค่า “ความเขียว” ของปี 2020 ระบุว่า ปักกิ่งมีค่า PM 2.5 เฉลี่ยเพียง 38 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติเมื่อปี 2013 และลดลง 9.5% เมื่อเทียบกับของปีก่อน


นอกจากนี้ เมืองจางเจียโค่วก็ยังได้ก่อสร้างโครงข่ายท่อก๊าซที่สามารถขนส่งได้ถึง 3,200 ลูกบาศก์เมตร และดำเนินโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานสีเขียวอีกหลายโครงการ เพื่อซัพพลายกระแสไฟฟ้าสีเขียวไปยังสนามกีฬาและศูนย์ฝึกที่เกี่ยวข้อง


ภายหลังการเดินทางติดตามความคืบหน้าในการเตรียมงาน ฮวน อันโตนิโอ ซามารานช์ (Juan Antonio Samaranch) ประธานกรรมการประสานงานของคณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติ (International Olympic Committee: IOC) ได้กล่าวว่า “Beijing 2022 จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนที่สนใจกีฬาฤดูหนาว และกีฬาโอลิมปิกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน”


ซึ่งนั่นเท่ากับว่า การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในโอลิมปิกฤดูหนาวในครั้งนี้จะมีบทบาทนำในการก่อสร้างสนามแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว และเป็นต้นแบบแนวคิดของการก่อสร้างอาคารสำนักงานในอนาคต


ส่วนที่ 5 การเทรดพลังงานสีเขียวผ่านแพล็ตฟอร์ม เพื่อให้ Beijing 2022 เป็นโอลิมปิกสีเขียว ได้อย่างแท้จริง คณะกรรมการจัดงานยังได้ซื้อพลังงานสีเขียวเพื่อใช้ในการก่อสร้าง และการทดสอบระบบ รวมทั้งการเปิดใช้สนามแข่งขันและศูนย์ฝึกซ้อมจากโครงข่ายผู้ผลิตพลังงานสีเขียว ผ่านแพล็ตฟอร์มซื้อขายกระแสไฟฟ้าจี่เป้ย (Jibei Power Exchange Platform) ที่จัดตั้งขึ้นที่กรุงปักกิ่ง และอาศัยกฎการซื้อขายพลังงานสีเขียวตามกลไกตลาด (Rules for Market-Based Trading of Green Power) ในปักกิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ยที่เริ่มใช้เมื่อปลายปี 2018



ทั้งนี้ Beijing 2022 ได้เริ่มเทรดพลังงานสะอาดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 เพื่อใช้ในสนามกีฬาและศูนย์ฝึกซ้อมจำนวน 7 แห่ง แต่ต่อมาก็ขยายวงไปครอบคลุมในสนามแข่งขันทุกจุด โดยในระหว่างปี 2019-2020 ผู้จัดงานได้ซื้อกระแสไฟฟ้าสีเขียวรวมทั้งสิ้น 700 กิ๊กกะวัตต์ และได้รับสิทธิ์พิเศษด้านราคาเป็นอันดับแรกจากผู้ผลิตพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยให้การจัดการแข่งขันประหยัดค่าใช้จ่าย และสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานสีเขียวของรัฐได้อย่างแท้จริง



โดยรวมแล้ว การใช้พลังงานสีเขียว โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีประสิทธิภาพ และการดำเนินการที่ประหยัดพลังงานในทุกสนามแข่งขัน Beijing 2022 ดังกล่าวจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ได้ 320,000 ตัน หรือเท่ากับการลดการใช้ถ่านหินได้ถึง 128,000 ตัน


วิกฤติพลังงานที่จีนพยายามปรับโครงสร้างไปสู่การใช้พลังงานสีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในช่วงที่ผ่านมา อาจสร้างกังวลใจและผลกระทบต่อผู้คนและผู้ประกอบการในจีนบางส่วน แต่เมื่องาน Beijing 2022 จัดขึ้นในต้นปีหน้า ก็จะเปิดโอกาสให้ชาวโลกได้เห็นว่าความทุ่มเทของจีนในการทำคุณประโยชน์จาก “โอลิมปิกสีเขียว” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ...



เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน

https://www.thansettakij.com/columnist/500707

เพื่องานนี้

เพื่อที่จะได้มีความมั่นใจว่าทั่วฟ้าของจีน จะไม่มีหมอกควันบดบัง ท้องฟ้าที่สดใส (Blue sky)

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Oct 29, 2021 8:24 pm

ธารน้ำแข็ง Mont Blanc ละลาย โลกปล่อย CO2 มากสุดใน 3-5 ล้านปี

phpBB [video]

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Oct 29, 2021 8:37 pm

ขนลุก สัตว์ทะเลตายปริศนามหาศาล โดนคลื่นซัดมากองพะเนินบนหาดอังกฤษ
ไทยรัฐออนไลน์

เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น สัตว์ทะเลมากมายตายปริศนาถูกคลื่นซัดมากองพะเนินบนชายหาดในอังกฤษ เชื่อมลพิษสิ่งแวดล้อมในทะเลคือสาเหตุทำให้สัตว์ทะเลเหล่านี้ต้องตายเป็นจำนวนมาก
เมื่อ 27 ต.ค. 64 เดลี่เมลรายงานและเผยแพร่ภาพชวนขนลุก สัตว์ทะเลหลายแสนตัวถูกคลื่นซัดมากองบนชายหาดทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของอังกฤษ จนสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

สัตว์ทะเลเหล่านี้ มีทั้งปู ล็อบสเตอร์ และสัตว์ทะเลอีกหลายชนิด ซึ่งมีทั้งยังมีชีวิตและบางส่วนก็ตายไปแล้ว ถูกคลื่นซัดมากองพะเนินริมชายหาดระหว่างเมืองมาร์สค์ และซัลค์เบิร์น จนทำให้ผู้คนที่พบเห็นบอกว่ามันเป็นภาพเลวร้ายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบเห็นมาเลยทีเดียว

สำนักงานด้านสิ่งแวดล้อมในอังกฤษ ยืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะเริ่มการสอบสวนหาสาเหตุปรากฏการณ์ปริศนาที่ทำให้สัตว์ทะเลจำนวนมากตายเกลื่อนหาดกองเป็นภูเขา ในขณะที่มีความหวั่นวิตก เชื่อว่ามลพิษทางทะเลคือสาเหตุที่ทำให้สัตว์ทะเลตายมากมายถึงขนาดนี้

ชารอน เบลล์ หญิงชาวอังกฤษวัย 48 ในเมืองมาร์คส์เล่าว่าเธอเดินผ่านชายหาดนี้ทุกวันเพราะอยู่ใกล้บ้าน และได้เห็นสัตว์ทะเลถูกคลื่นซัดมาเกยหาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เธอและสามีได้มาถ่ายรูปบริเวณชายหาด และได้เห็นภาพกองสัตว์ทะเลที่ทำให้เธอทั้งตกตะลึงและเสียใจ จึงทำให้ต่อมา เธอและสามีใช้เวลา 4 ชั่วโมงเพื่อช่วยกันจับสัตว์ทั้งปู ทั้งล็อบสเตอร์ กุ้งที่ยังมีชีวิตกลับสู่ท้องทะเลอีกครั้ง ซึ่งตั้งแต่เกิดมา เธอไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย.




https://www.thairath.co.th/news/foreign/2229125

https://www.dailymail.co.uk/news/articl ... aches.html

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

เตือน "ลานีญา" ดีดตัวเพิ่มกำลังแรง ฝนถล่มใต้ ถึง ม.ค. 2565

Posts by jverakul » Tue Nov 16, 2021 7:55 pm

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร โพสต์เฟซบุ๊ก Witsanu Attavanich อัพเดทน้ำท่วมน้ำแล้ง (16 พ.ย. 64) กำลัง “ลานีญา” ยังแรงได้อีก!

ฝนภาคใต้ยังหนักได้อีกช่วง พ.ย. 64 – ม.ค. 65 เสี่ยงท่วมสูง โดยฝนภาคใต้จะมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติลากยาวถึงอย่างน้อย เม.ย. 65 และช่วง ก.พ. – เม.ย. 65 ทุกภูมิภาคอาจจะมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ฤดูแล้งปีหน้าน่าจะไม่แล้งมาก และฤดูฝนมีแนวโน้มมาเร็วกว่าปกติ กทม. ฝุ่นพิษน่าจะหนักสุดช่วง ม.ค. 65 ขณะที่ภาคเหนืออาจได้ฝนช่วยดับฝุ่นพิษ PM2.5

ล่าสุดทาง International Research Institute for Climate Society (IRI) มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้พยากรณ์ว่า ความน่าจะเป็นที่จะเกิดปรากฏการณ์ “ลานีญา” เกิน 90% ต่อเนื่องจากนี้จนถึง ก.พ. 65 และจะอ่อนกำลังลงโดยช่วง มี.ค.-พ.ค.65 จะเหลือราว 50% และจะมีการเปลี่ยนไปสู่เฟสกลาง (ภาพซ้าย) โดยทางองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) พยากรณ์ว่าลานีญาจะทำจุดสูงสุดเดือน ธ.ค.64 ด้วยกำลังที่ปรับเพิ่มจากเดิมเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการพยากรณ์ในเดือน ต.ค. 64 และจะเริ่มอ่อนกำลังลง (ภาพขวา)

ส่วนภาพที่ 3 เป็นผลพยากรณ์ล่าสุดเมื่อวาน (15 พ.ย. 64) ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคใต้ต้องระวังอย่างมาก! เสี่ยงน้ำท่วมต่อเนื่อง ช่วง พ.ย. 64 - ม.ค. 65 จากกำลังของลานีญาที่เร่งตัวอีก ทำให้ฝนจะมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งอาจจะมีลักษณะคล้ายกับปีที่ผ่านมา และช่วงปี 2560-2561 ซึ่งเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยช่วง ก.พ.-พ.ค.65 ปริมาณฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคและมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ


ดังนั้น ฤดูแล้งปีหน้าน่าจะไม่แล้งมากและฤดูฝนอาจจะมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งสอดคล้องกับทาง APEC Climate Center (ภาพที่ 4) ซึ่งพยากรณ์ว่าช่วง พ.ย. 64 – ม.ค. 65 ภาคใต้จะยังมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติซึ่งต้องระวังน้ำท่วม โดยฝนจะมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติลากยาวถึง เม.ย. 65 ส่วนภาคอื่นๆ ธ.ค. 65 จะยังมีฝนมากกว่าปกติเล็กน้อย และลดลงเดือน ม.ค. 65 แต่ช่วง ก.พ.-เม.ย. 65 ฝนจะกลับมามากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ

นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ไม่ปกติ ต้องเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยความไม่ประมาท ต้องติดตามการพยากรณ์อย่างใกล้ชิดกันต่อไปนะครับ รักษาสุขภาพกันด้วย

https://www.thansettakij.com/economy/503427?as=

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

มหันตภัยโลกร้อน เราจะไม่มีโลกที่ 2

Posts by jverakul » Tue Nov 16, 2021 8:02 pm

นายกรัฐมนตรีแถลงต่อที่ประชุมเมื่อ 1 พ.ย.64 ว่า “ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทางเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี 2065

...และด้วยการสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และเท่าเทียมสามารถยกระดับ NDC (แผนปฏิบัติการ) ขึ้นเป็นร้อยละ 40 ได้ ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2050”

อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย บอกว่า อีก 30 ปีข้างหน้าไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นกลางหรือเป็นศูนย์...แต่ดูจากนโยบายแล้วยากที่จะเป็นจริง? รายงานของ สผ. (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ระบุ...

ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2559 ถึง 354 ล้านตัน CO2 ขณะที่ป่าไม้ดูด CO2 ได้เพียงประมาณ 91 ล้านตัน โดยภาคพลังงานปล่อยออกมามากที่สุดถึง 263 ล้านตัน CO2 (ในปี 2561) คิดเป็นร้อยละ 74 โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปีทุกปี “CO2”...มาจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 38

รองมาคือ “อุตสาหกรรม” และ “ขนส่ง” ร้อยละ 28 และ 27 ตามลำดับ จากการคำนวณโดยองค์การก๊าซเรือนกระจกพบว่า หากจะให้เป็น Net Zero ของ CO2 ในปีที่ว่า...ภาคพลังงานต้องลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ปีละ 86 ล้านตัน...และป่าไม้ต้องดูด CO2 ให้ได้ปีละ 120 ล้านตัน

กล่าวคือ...ต้องเพิ่มต้นไม้เพื่อดูด CO2 จากที่มีอยู่แล้วให้ได้ปีละ 29 ล้านตัน



ให้รู้อีกว่า...“ต้นไม้ใหญ่” สามารถดูด CO2 ได้ไม่เกิน 6.09 ตัน CO2 ต่อไร่ต่อปี (งานวิจัย) ดังนั้นจึงต้องปลูกต้นไม้ให้ได้ 4.7 ล้านไร่ต่อปีทุกปี

สำหรับภาค “พลังงาน” ต้องปฏิรูปใหม่ทั้งหมดคือ...ต้องใช้พลังงานทางเลือกให้ได้มากกว่าร้อยละ 50 และยานพาหนะต้องเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ต้องยกเลิกการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ใช้ก๊าซธรรมชาติน้อยลง ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้มาก ลดการเกิดขยะหรือนำมาใช้ซ้ำและรีไซเคิล
ให้มากที่สุด

รวมทั้งต้องไม่ให้เกิดการเผาป่า การเผาในที่โล่งทุกแห่ง ส่วนสภาพแวดล้อมของเมืองต้องทำให้เป็นเมือง “สังคมคาร์บอนต่ำ” หรือ “Low carbon society” ให้มากที่สุด

เมื่อประเทศไทยไปแถลงให้สัญญาต่อนานาชาติแล้วจึงเป็นการผูกมัดที่ต้องทำให้ได้ภายใน 30 ปี...ซึ่งหากดูจากแผนปฏิบัติและการทำงานจริงแล้วในสภาพปัจจุบันแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย



ทั้งขาดการส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งยังมีราคาแพงมากและไม่มีสถานีเติมไฟระหว่างทาง, ถ่านหินยังเป็นสินค้าราคาถูกที่รัฐบาลยังส่งเสริมให้ใช้อยู่, การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังน้อยมาก รวมทั้ง รัฐยังส่งเสริมการกำจัดขยะที่ปลายทางทั้งเผาและฝังมากกว่าการจัดการที่ต้นทาง

เช่น ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ประชาชนแยกขยะที่ต้นทางเพียงแค่ขอความร่วมมือ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศเพียงแต่เปลี่ยนชื่อเป็นเศษพลาสติกแทน

เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เป็นปัญหาสำคัญของ “โลก” และ “ประเทศไทย” ไม่เว้นแม้แต่เงื่อนปัญหาสำคัญที่ต้องไม่ปล่อยผ่าน กรณีตัวอย่างล่าสุด... “กากอุตสาหกรรม” ที่ลพบุรีถูกปล่อยปละละเลย

ประเด็นแรก...การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมากกว่า 500 ถังในที่ดินของเอกชน ที่ตำบลดีรัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายน 2564 จนถึงปัจจุบัน (10 พ.ย.64)

น่าสนใจว่า...ยังไม่มีการจัดการขนย้ายออกไปกำจัดแต่อย่างใด ปล่อยให้ฝนที่ตกหนักชะล้างน้ำมันและสารเคมีลงไปปนเปื้อนแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้เคียงและซึมลงไปในดินซึ่งคาดว่ามีผลกระทบต่อน้ำใต้ดินเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน...ใครจะรับผิดชอบ

ถัดมา...กรมโรงงานแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าของที่ดินในข้อหาครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต รวมทั้งดำเนินคดีฐานตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากมีรถแบ็กโฮเกิน 50 แรงม้าทำงานในพื้นที่รวมทั้งดำเนินคดีกับรถขนกากของเสียมาทิ้งจำนวน 2 คัน ขนมา 6 เที่ยว

แต่...ยังจัดการกับโรงงานที่เป็นต้นตอที่ให้มาทิ้งไม่ได้เนื่องจากยังสาว ไปไม่ถึง?

สาม...การจัดการของหน่วยงานราชการขาดความกระตือรือร้นปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ผลที่ตามมาคือสิ่งแวดล้อมทั้งน้ำ ดิน ระบบนิเวศใกล้เคียง ถูกทำลาย...

การรวบอำนาจในการจัดการกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของกรมโรงงานโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน...องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้มีความยากลำบากในการแก้ไขปัญหา

“การกระจายความรับผิดชอบและอำนาจให้ท้องถิ่นในเรื่องการจัดการกากอุตสาหกรรม โดยให้เป็นหน่วยเฝ้าระวัง...ตรวจสอบรถที่ขนส่งกากฯจะทำให้ประชาชนมั่นใจมากยิ่งขึ้น...”

ฉายภาพต่อเนื่องประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมกับแก้ปัญหากันแบบวัวหายล้อมคอก ไม่เว้นแม้แต่เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อย่างกรณีเย็นวันที่ 7 พ.ย.64 เกิดไฟไหม้หนักโรงงานรีไซเคิลผลิตภัณฑ์พลาสติกและกระดาษ บริษัท พลัส พรอสเตอร์ จำกัด อยู่เลขที่ 88 หมู่ที่ 7 ตำบลมะขามคู่ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง

ผลิตพลาสติกรีไซเคิล เม็ดหลอม เศษบด ประเภท HD, PP, PE, EVA, PET, PVC, ABS, HI, AS, PS...ใช้วัตถุดิบจากพลาสติกรีไซเคิล, เศษพลาสติก, เม็ดพลาสติก PP, PE, HDPE, LLDPE, ABS, HI, PS, AS

มลพิษทางอากาศที่ปล่อยออกมาจาก “ไฟไหม้” คือ “ควันดำ” หรือ ฝุ่น 2.5, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ก๊าซคลอรีน, ไอระเหยของสารอินทรีย์ประเภทสารอะคริโลไนไตรล์ สไตรีน บิวทาไดอีน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก สารบางตัวเป็นสารก่อมะเร็งหากได้รับเข้าไปมากๆ มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และระบบไหลเวียนของโลหิต จึงต้องออกห่างจากแหล่งที่ไฟไหม้ดังกล่าวให้มากที่สุด

“โลกร้อน...ภัยพิบัติ หายนะของโลก จะแก้ไขอยู่ที่ความจริงใจของผู้นำ”

“ประเทศไทย” ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 20 ของโลก หรือ 0.8% (สิ้นปี 61) และจะนำเสนอเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการประชุมครั้งนี้ลง 20-25% (จากปี 2548) ภายในปี 2573 โดยลดจากภาคพลังงาน การขนส่ง การเกษตร อุตสาหกรรม เป็นต้น

“เราจะทำได้หรือไม่อยู่ที่วิสัยทัศน์ นโยบาย ความจริงใจของผู้นำ ความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน แต่ในระยะเวลาอันใกล้รัฐต้องจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจกก่อน”

ไม่ว่าจะเป็น...ขยะที่กองเป็นภูเขาตามท้องถิ่นต่างๆ การนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม รถยนต์ปล่อยควันดำ รถไฟใช้น้ำมันดีเซล โรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง การลักลอบเผา...ตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่การเกษตร การทำการเกษตรแบบน้ำขัง

ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต... “สิ่งแวดล้อม” เป็นปัญหาสำคัญ ต้องแก้เร่งด่วน อย่างจริงจัง.

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2496
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Nov 19, 2021 8:54 pm


" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


Post Reply