ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Jun 15, 2020 8:59 am

โรคอ้วน (3)

ครั้งที่แล้วผมเกริ่นถึงการนำเอาความรู้เกี่ยวกับพันธุกรรมมาใช้รักษาการเป็นโรคอ้วน ซึ่งผมมีความเชื่อว่าในอนาคตการรักษาโรค

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลสุขภาพของเราให้ดีอยู่ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่นั้น จะทำโดยการดูแลพันธุกรรมหรือ Genome ของเรา ครั้งนี้ผมจะขอสรุปข้อมูลที่ได้ไปค้นคว้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังเป็นเพียงขั้นของการทดลอง ยังไม่ใช่สิ่งที่นำไปใช้ได้อย่างแพร่หลาย ดังนั้นปัจจุบันการควบคุมน้ำหนักตัวของเราให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นจากการจำกัดการกินอาหาร ซึ่งผมอาศัยการจำกัดช่วงเวลาการกินเวลาในแต่ละวันให้อยู่ในช่วงเวลา 8-10 ชั่วโมงเพื่อให้ท้องว่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงดกินอาหารค่ำหรือจำกัดการกินในช่วงนั้นให้น้อยที่สุด ส่วนการอออกกำลังกายนั้นก็เป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้ร่างกายแข็งแรงแต่จะมีบทบาทที่จำกัดในการควบคุมน้ำหนักตัวเพราะร่างกายของเราจะเผาผลาญพลังงานไม่มากจากการออกกำลังกาย เช่น การวิ่งมาราธอน (42 กิโลเมตร) จะใช้พลังงานเพียง 2,000 แคลอรี่ ซึ่งบางครั้งเรากินอาหารและของหวานมากๆ ในหนึ่งมื้อก็เกือบจะเท่ากับ 1,500 แคลอรี่

แต่ก็ต้องยอมรับว่า การอ่านพันธุกรรมของมนุษย์ที่สหรัฐทำสำเร็จมาแล้วตั้งแต่ปี 2003 ทำให้สามารถค้นคว้าและศึกษาได้ว่ายีนส์ใดมีหน้าที่อะไรและ ณ ปัจจุบันมีข้อสรุปว่าในยีนส์ของมนุษย์ที่มีอยู่มากกว่า 20,000 ยีนส์นั้นได้ค้นพบว่ามียีนส์ประมาณ 50 ชนิดที่น่าจะมีส่วนทำให้มนุษย์เรามีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนและงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับโรคอ้วนมีข้อสรุปว่าการเป็นโรคดังกล่าวนั้นอาจเป็นเพราะยีนส์ประมาณ 40-70% ซึ่งค่อนข้างสูงมาก ทำให้ผมเข้าใจดีขึ้นว่าเรื่องของการควบคุมน้ำหนักนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยับยั้งชั่งใจในการกินอาหารและความต้องการที่จะควบคุมอาหารแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นเมื่อน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนแล้วการจะเป็นโรคอื่นตามมา เช่น เป็นโรคเบาหวานนั้น ยีนส์ก็จะมีส่วนในการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงได้ ปัจจุบันพบยีนส์ 4 ตัวคือ TCF7L2 ABCC8 GLUT2 และ GCGR ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและอาจมียีนส์อีก 67 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดตีบตัน เป็นต้น

เมื่อเดือน ก.ย.2015 วารสาร The New England Journal of Medicine ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของทีมจากมหาวิทยาลัย Harvard และ MIT ชื่อว่า “FTO Obesity Variant Circuitry and Adipocyte Browing in Human” (ชื่ออ่านแล้วเข้าใจยากมาก) ที่สรุปได้ว่านักวิจัยค้นพบยีนส์ 2 ตัวคือ IRX3 และ IRX5 ซึ่งหากกระตุ้นให้ยีนต์ทั้ง 2 ทำงานมากๆ (elevate expression) แล้วผลที่ตามมาคือจะแปลงไขมัน น้ำตาล (Brown Fat) ซึ่งเผาผลาญพลังงานได้ดีทำให้ไม่อ้วน มาเป็นไขมันขาว (White Fat) ที่จัดเก็บไขมันเอาไว้ กล่าวคือผลที่ตามมาคือจะทำให้อ้วนและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเผาผลาญพลังงานจะลดลงและร่างกายจะเก็บรักษาไขมันเอาไว้แทน (from energy burning to energy storage)

ที่สำคัญคือนักวิจัยได้ใช้เครื่องมือในการตัดแต่ง (edit) ยีนส์ที่เรียกว่า CrisperCas9 ซึ่งสามารถปิดการทำงานของยีนส์ทั้งสอง (IRX3 และ IRX5) ได้สำเร็จและได้ทำการทดลองกับหนูที่กินอาหารที่มีไขมันสูงและพบว่าหนูที่ได้ทำการตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อปิดการทำงานของ IRX3 และ IRX5 จะผอมกว่าหนูที่ไม่ได้ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม 50% กล่าวคือน้ำหนักตัวไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยจากการกินอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงเพราะร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2020 วารสาร Cell ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของทีมจากมหาวิทยาลัย University of British Columbia (ประเทศแคนาดา) ที่พบว่ายีนส์ ALK นั้นเป็นยีนส์ที่ทำให้ร่างกายผอม (the skinny gene) ทั้งนี้จากการวิจัยฐานข้อมูลของประชาชนประเทศ Estonia กว่า 47,000 คนและพบว่ามีประชาชนที่โชคดีมียีนส์ดังกล่าวไม่ถึง 2% ของประชากรทั้งหมด กล่าวคือคนที่ผอมโดยธรรมชาติจะมียีนส์ ALK 2 ประเภทที่แตกต่างจากยีนส์ ALK ที่มีอยู่ในคนส่วนใหญ่และเป็นยีนส์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมการนำเอาอินซูลินมาใช้ (insulin receptor)

แต่ที่สำคัญคือยีนส์ ALK นี้หากมีการกลายพันธ์ (mutation) ก็จะนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้ ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนายาออกมาหลายตำรับเพื่อรักษาโรคดังกล่าว เช่น ยาของบริษัท Pfizer (Xalkori และ Lorbrena) ยาของ Novartis (Zykadia) ยาของ Roche (Alecensa) และ ยาของ Takeda (Alunbrig) ดังนั้นก้าวต่อไปคือการออกแบบงานวิจัยเพื่อนำเอายาดังกล่าวมาทดลองใช้ในการควบคุมน้ำหนักและรักษาโรคอ้วน ทั้งนี้เพราะการทดลองกับหนูพบว่าเมื่อปิดการทำงานของ ALK หนูกลุ่มดังกล่าวน้ำหนักตัวไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แม้จะได้รับอาหารที่มีไขมันสูงนานถึง 16 สัปดาห์ ในขณะที่หนูอีกกลุ่มหนึ่งที่กินอาหารเหมือนกัน แต่ปล่อยให้ ALK ทำงานโดยปกติมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนเป็นโรคอ้วนทั้งหมด ซึ่งนักวิจัยมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าการควบคุมการทำงานของ ALK นั้นน่าจะมีผลในการสั่งการผ่านสมองให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ (instructing the fat tissues to burn more energy)


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:04 am

COVID-19 อันตรายมากน้อยเพียงใด

https://www.prachachat.net/columns/news-495976

คอลัมน์ Healthy Aging
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
กรณีของทหารอียิปต์และลูกนักการทูตซูดานติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แสดงให้เห็นว่าเกิดการตื่นตระหนกกันไปอย่างกว้างขวาง กระทบกับเศรษฐกิจและความมั่นใจในหลายจังหวัด ตรงนี้ทำให้สรุปได้ว่าในความกลัวของคนไทยนั้นยังคงไม่คิดที่จะปรับตัวที่จะ “อยู่กับโควิด-19” แต่คิดว่าจะต้อง “ปิดประเทศ” เพื่อให้ประเทศไทยปราศจากโควิด-19 จนกว่าจะมีวัคซีนที่ป้องกันโรคนี้ได้จริง ซึ่งอาจต้องรอนานอีกเป็นเวลา 1 ถึง 2 ปี

ความกลัวโควิด-19 จนเหนืออื่นใดนั้นเป็นเพราะมีข่าวคราวที่ทำให้ตกใจเกี่ยวกับโรคนี้มากมายไม่เว้นแต่ละวัน เช่น

1.โควิด-19 กำลังระบาดหนักมาก ๆ ในสหรัฐอเมริกา

2.แม้แต่ประธานาธิบดีบราซิล (และก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรีอังกฤษ) ก็ติดเชื้อได้

3.บางคนมีเชื้อและแพร่เชื้อได้ แต่ไม่แสดงอาการ

4.ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ปรับเปลี่ยนตัวอย่างรวดเร็ว ขณะนี้พบสายพันธุ์ใหม่ 4-5 ชนิดแล้ว และอาจพัฒนาไปในลักษณะที่มีจำนวน spike protein เพิ่มขึ้น ทำให้ไวรัสสามารถแพร่เชื้อไปสู่มนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

5.บางคนป่วยหนักมากเกิดลิ่มเลือด (blood clot) อุดตัน หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง (cytokine storm) เป็นผลให้อวัยวะสำคัญ ๆ ของร่างกาย รวมทั้งปอด หัวใจ เส้นเลือด ถูกทำลาย

6.มีการกล่าวถึงการระบาดรอบ 2 ที่รุนแรงมากกว่าว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมคิดว่าหลายคนคงจะรู้สึกว่ารับความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้เลย เพราะแม้ว่าตัวเองอาจจะไม่ป่วยหนักหรือเสียชีวิต แต่ก็ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง ทำให้คนอื่น ๆ (โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่) ติดเชื้อ นอกจากนั้นก็ยังถูกภาครัฐข่มขู่ด้วยว่า การติดเชื้อจะเป็นความผิด ทำให้เกิดการต้องปิดสถานบริการและส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ตั้งของสถานบริการดังกล่าวอย่างกว้างขวาง เช่น กรณีของการยกเลิกห้องพักที่จังหวัดระยองทั้งหมด เพราะคนคนเดียว


ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งคือความกลัวว่าคนที่อยู่จังหวัดอื่นจะมาท่องเที่ยวที่ระยอง แม้จะรู้ว่าความเสี่ยงไม่มาก แต่ก็อาจถูกกักกันไม่ให้กลับไปที่บ้าน หรือจะต้องถูกกักตัว 14 วัน ในบ้านของตัวเอง ที่ตั้งอยู่นอกจังหวัดระยอง นอกจากนั้นก็เห็นการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การปิดโรงเรียนใน กทม. เพราะโรงเรียนดังกล่าวมีนักเรียนบางคนได้เดินทางไปที่จังหวัดระยอง หรืออาศัยอยู่ที่คอนโดฯที่ลูกของนักการทูตซูดานได้อาศัยอยู่

หากการดำเนินชีวิตของคนไทยกระทบกระเทือนอย่างมากเพราะความกลัวโควิด-19 ในลักษณะเช่นนี้ก็คงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเกินกว่าการล่มสลายของภาคการท่องเที่ยว(ทั้งโดยคนไทยและคนต่างประเทศ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18-20% ของจีดีพี เพราะกรณีของทหารอียิปต์ และลูกเจ้าหน้าที่การทูตซูดานนั้น ทำให้ ศบค.ยกเลิกการเตรียมการอนุมัติให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาเยี่ยมเยียนและดูแลกิจการของเขาเองที่ประเทศไทยอีกด้วย ดังนั้นการลงทุนของประเทศไทยก็น่าจะต้องชะงักงันลงไปอีกด้วย การลงทุนนั้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของจีดีพี

นอกจากนั้น เราคงจะยังจำได้ว่ายุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนการขยายตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คือโครงการต่าง ๆ ในอีอีซี ซึ่งต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหัวหอกในการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการบิน มี smart city เหมือนกันกับ Silicon Valley มีโครงการขยายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สัตหีบ จึงจะต้องสร้างเมืองใหม่ที่อู่ตะเภา และขยายสนามบินอู่ตะเภา ตลอดจนสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา

แนวคิดดังกล่าวเคยตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากต่างประเทศ 40 ล้านคนต่อปี ในปี 2019 และเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี (เพิ่มขึ้น 2 ล้านคนต่อปี) มาบัดนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า ครึ่งหลังของปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทย 1.5 ล้านคน (ซึ่งอาจสูงเกินไป) และอีก 16 ล้านคนในปี 2021 ดังนั้น โครงการต่าง ๆ ของอีอีซีก็อาจต้องมีการทบทวนกันทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนต่างประเทศที่เราเคยไปชวนเขาเข้ามาลงทุน จะไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้

ดังนั้นจึงต้องถามกันอย่างจริงจังว่า โควิด-19 น่ากลัวมากน้อยเพียงใด ซึ่งคำตอบจากผมคือน่ากลัวน้อยกว่าที่คนไทยกำลังกลัวกันอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ประเทศอื่น ๆ เขากำลังปรับตัวเพื่ออยู่กับโควิด-19 (ดูตารางที่ 1)
https://www.prachachat.net/columns/news-495976

ตารางข้างต้นนำเอาสถิติการติดเชื้อรายใหม่และการเสียชีวิตรายวันจากโควิด-19 ของประเทศสำคัญที่มีขนาดประชากรใกล้เคียงกับไทย รวมถึงประเทศจีนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศดังกล่าวมีการติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง และยังมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้เห็นเป็นข่าวให้ตื่นตระหนกเหมือนประเทศไทย และประเทศยุโรปก็เปิดให้มีการเดินทางระหว่างกันแล้ว โดยที่สำคัญคือจะต้องมีกระบวนการควบคุมให้ลดความเสี่ยงให้มากที่สุด แต่ก็คงจะไม่ได้บอกว่าจะต้องลดความเสี่ยงลงเหลือศูนย์ หรือกล่าวโทษคนที่ติดเชื้อหรือเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อ (เพราะเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อไป)

2.ที่สหรัฐอเมริกาผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ยังคุมจำนวนผู้เสียชีวิตที่ระดับต่ำได้ (ดูตารางที่ 2)
https://www.prachachat.net/columns/news-495976

ในกรณีของสหรัฐนั้นถือว่าควบคุมการระบาดได้ย่ำแย่ที่สุด และในหลายมลรัฐก็ต้องจำกัดกิจกรรมทางการค้าและบริการลงอย่างมาก แต่ผู้ที่ติดตามข้อมูลของสหรัฐก็จะทราบดีว่า ตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี และราคาหุ้นก็สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายการเงินการคลังที่ทุ่มเทให้กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมาก แต่อีกส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะอัตราการเสียชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ยังสามารถคุมเอาไว้ที่ระดับต่ำได้

3.Infection Mortality Rate กับ Case Mortality Rate (ดูตารางที่ 3)

https://www.prachachat.net/columns/news-495976

ตัวเลขข้างต้นคือการนำเอาจำนวนผู้ติดเชื้อที่ค้นพบมาเป็นตัวหาร โดยตัวตั้งคือจำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าว จึงเรียกว่า case fatality rate (CFR) สำหรับโควิด-19 ทั้งนี้ โคโรน่าไวรัสที่ “กระโดด” จากสัตว์มาสู่มนุษย์นั้น มีทั้งหมด 7 สายพันธุ์ 3 สายพันธุ์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ คือ SARS MERS และ COVID-19 แต่อีก 4 สายพันธุ์ทำให้มีอาการไข้หวัดธรรมดา ดังนั้นประเด็นสำคัญคือทำให้ป่วยหนักและเสียชีวิตมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นก็จะทำให้ “ตกใจ” เพราะโควิด-19 นั้นมี CFR สูงถึง 7.7% ในกรณีของอิตาลี

แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงของโรคนั้น ควรจะดูจาก infection fatality rate (IFR) ซึ่งแตกต่างจาก CFR ที่ตัวหาร คือ จำนวนผู้ที่ติดเชื้อจริง ไม่ใช่จำนวนผู้ที่ติดเชื้อที่ค้นพบได้จากการคัดกรอง กล่าวคือจะมีคนอีกจำนวนมากที่ติดเชื้อ แต่ไม่ได้รับการทดสอบเชื้อ และ/หรือมีอาการป่วยน้อยมาก จนไม่ได้เข้ามาขอรับการรักษา ซึ่งได้มีการถกเถียงกันและแสวงหาข้อมูลมายืนยัน จนน่าที่จะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า IFR หรือสัดส่วนของผู้ที่เสียชีวิตจากการป่วยเป็นโควิด-19 เมื่อเทียบกับคนที่เป็นโรคดังกล่าวนั้น อยู่ที่ประมาณ 0.6-1.0% (ดังที่ปรากฏในภาพข้างบน) จากบทความ “How Deadly is the Coronavirus Scientists are close to an answer” (วารสาร Nature 16 June 2020) ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ข่าวร้าย” คือ ที่จริงแล้วอาจมีคนที่ติดเชื้อเป็นโควิด-19 แล้ว ไม่ใช่เพียง 13 ล้านคนทั่วโลก แต่อาจมีจำนวนสูงถึง 50-90 ล้านคน แต่ข่าวดี คือ จริง ๆ แล้วอัตราการเสียชีวิตจากการเป็นโควิด-19 ไม่ได้สูงถึง 4-5% ดังปรากฏจากการคำนวณ CFR และแม้จะมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วถึง (สมมุติว่า) 90 ล้านคน ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประชากรของโลกทั้งหมด 7,800 ล้านคน คือ 1.15% เท่านั้น ดังนั้นระบบทดสอบและคัดกรองที่มีประสิทธิภาพย่อมจะทำให้สามารถคัดเลือกเอาเฉพาะบุคคลในโลกที่ปลอดเชื้อโควิด-19 เข้ามาประเทศไทยได้

แต่ก็ยังมีประเด็นอื่น ๆ อีก เช่น ความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโควิด-19 นั้นขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ตลอดจนการมีโรคประจำตัวของผู้ที่ติดเชื้อ ซึ่งผมขอเขียนถึงในครั้งต่อไปครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:05 am

คุณจะได้ประโยชน์อะไร "เมื่อคุณออกวิ่ง"

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:08 am

งานวิจัยพบ ดื่มชาทุกวันลดความเสี่ยง เบาหวาน ความดัน ป้องกันไวรัส

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:09 am

"งานวิจัยพบคุณประโยชน์ของชา ช่วยชะลอสมองเสื่อม ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น"

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:11 am

เรื่อง วิตามินบีรวม โอเมก้า 3 กับการป้องกัน "ภาวะสมองเสื่อม"

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:12 am

เรื่อง CDC สหรัฐเผย "8 ข้อดี" ที่ได้จากการออกกำลังกาย

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 12:32 pm

ดื่มชาเพื่อสุขภาพ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ที่ปรึกษา
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

มนุษย์เริ่มดื่มชามานานกว่า 4,700 ปีแล้ว ในขณะที่ชาวตะวันตกเริ่มดื่มชาเมื่อ 400 ปีที่แล้ว แต่ที่สำคัญคือในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้หันมาสนใจและทำงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของชาอย่างแพร่หลายเพื่อพิสูจน์ว่าการดื่มชานั้นมีประโยชน์จริงอย่างที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่

ผมหันมาสนใจเรื่องชาเพราะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องดื่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากและหลายท่านที่ผมได้มีโอกาสคุยด้วยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพมักจะถามว่า “กินอะไรดี” ซึ่งในช่วงแรกผมมักจะตอบว่า “ไม่กิน” จะดีกว่า (เพราะคนส่วนใหญ่จะอยากลดความอ้วนมากกว่าเพิ่มน้ำหนักตัวเอง) แต่ก็รู้สึกว่าควรตอบคำถามที่แท้จริงว่า “กินอะไรจะเป็นประโยชน์ในการรักษาสุขภาพ” ซึ่งดูเสมือนว่าชาคือเครื่องดื่มที่มีประโยชน์กับร่างกายและไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มเพราะไม่มีแคลอรี่ ทั้งนี้ไม่ควรเหมารวมว่าชานมหรือชาไข่มุกมีประโยชน์ เพราะงานวิจัยชี้ชัดว่าการดื่มชาที่ผสมนมสดในปริมาณที่สูงนั้นจะสูญเสียประโยชน์ของสารสำคัญ เช่น Catechin และ EGCG เนื่องจากนมจะไปเคลือบสารดังกล่าวไม่ให้ออกฤทธิ์ได้ ผมเองก็เพิ่งอ่านพบเรื่องนี้ ดังนั้นจึงได้ 'หลงผิด' ดื่มชาแบบฝรั่งคือดื่มชาดำผสมนมสดมากว่า 50 ปีแล้ว และหวังว่าท่านผู้อ่านจะหลีกเลี่ยงดื่มชาแบบผิดพลาดเช่นที่ผมได้เคยทำมาโดยตลอด

หากดื่มชาแล้วจะได้ประโยชน์อะไร งานวิจัยประเภทหนึ่งคือการเก็บข้อมูลจากคนจำนวนหลายหมื่นคนที่ดื่มและไม่ดื่มชา และติดตามการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มดังกล่าวเป็นเวลาหลายปีเพื่อดูผลว่าคนที่ดื่มกับไม่ดื่มชานั้นมีพัฒนาการทางสุขภาพแตกต่างกันหรือไม่และอย่างไร ซึ่งในส่วนของงานวิจัยประเภทนี้ผมจะเสนองานวิจัย 2 ชิ้นคือ

1. ดื่มชาอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์อายุยืนขึ้นอีก 1.26 ปี

งานวิจัยนี้จัดทำโดยนักวิจัยของจีน อาศัยข้อมูลประชาชน 100,902 คน โดยติดตามเก็บข้อมูล 7.3 ปีและตีพิมพ์ในวารสาร European Society of Cardiology เมื่อ 9 มกราคม 2020

ข้อสรุปสำคัญอื่นๆ คือ

คนที่ดื่มชาเป็นประจำ (3 ครั้งหรือมากกว่าต่อสัปดาห์) ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอลง 20% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ดื่มชาเป็นครั้งคราว (น้อยกว่า 3 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์) หรือไม่ดื่มชาเลย

คนที่ดื่มชามีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพราะโรคดังกล่าวลดลง 22% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ดื่มชาเป็นครั้งคราวหรือไม่ดื่มเลย

คนที่ดื่มชาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอลงไป 39% และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 56%

นอกจากนั้นยังได้มีการแบ่งกลุ่มคนเป็นกลุ่มย่อยที่ติดตามพฤติกรรมยาวนานต่อไปอีกและพบว่า คนที่ดื่มชาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอลงไป 39% และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 56% (นักวิจัยเชื่อว่าเป็นเพราะสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่มีอยู่ในชาคือ โพลีฟีนอล และคาเทชินนั้น ร่างกายไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้จึงต้องบริโภคชาเป็นเวลาหลายปีอย่างสม่ำเสมอ)

ชาเขียวให้ประโยชน์มากกว่าชาดำ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ 49% ดื่มชาเขียว แต่มีเพียง 8% เท่านั้นที่ดื่มชาดำ นอกจากนั้นชาดำเป็นชาที่ผ่านกระบวกการผลิตมากกว่าชาเขียว โดยเฉพาะการ oxidation ซึ่งทำให้มีโพลีฟีนอลหลงเหลือในชาดำน้อยกว่าชาเขียวและอาจเป็นไปได้ว่าการดื่มชาดำนั้นมักจะดื่มผสมกับนมทำให้ประโยชน์ที่ได้รับจากชาเจือจางลง

การดื่มชาให้ประโยชน์กับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะผู้ชายนิยมดื่มชามากกว่าผู้หญิง โดยในกลุ่มที่ถูกวิจัยนั้นผู้ชาย 48% ดื่มชา แต่มีผู้หญิงดื่มชาเพียง 20%

2. ดื่มชาอย่างน้อย 4 ถ้วยต่อวัน ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ 16% (EPIC-Interact Case-Cohort Study 30 May 2012) งานนี้เป็นงานวิจัยติดตามคนในทวีปยุโรป 26,039 คนใน 8 ประเทศ โดยงานวิจัยพบว่า

- คนที่ดื่มชาวันละ 1-3 ถ้วย ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานลง 7%

- คนที่ดื่มชาวันละ 4 ถ้วยหรือมากกว่า ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานลง 16%

อย่างไรก็ดีงานวิจัยดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่สามารถสรุปได้ว่า การดื่มชาทำให้ความเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่งลดลง เพราะเป็นเพียงการแสดงข้อมูลให้เห็นความสัมพันธ์ (association) ระหว่างการดื่มชากับสุขภาพ จึงอาจถกเถียงได้ว่าคนที่ดื่มชาอาจมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่เป็นผลดีต่อสุขภาพก็ได้แม้ว่าจะมีความพยายามตัดประเด็นดังกล่าวออกไปบ้าง เช่น ตัดเอาคนอ้วนหรือคนที่สูบบุหรี่ออกไป เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังไม่เคยมีการพิสูจน์อย่างชัดเจนหรืออธิบายได้ว่าสารเช่น EGCG นั้นทำให้เกิดประโยชน์ในร่างกายด้วยกลไกอะไร แม้ว่าจะมีงานวิจัยมากมายที่นำเอาสารนี้ไปใช้ฆ่าเซลล์มะเร็งในห้องทดลอง (in vitro) แต่การทดลองดังกล่าวแตกต่างจากการให้มนุษย์ที่มีชีวิตกินชาเข้าไปในร่างกาย (in vivo)

ดื่มชาอย่างน้อย 4 ถ้วยต่อวัน ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ 16%

ดังนั้นงานวิจัยอีกประเภทหนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าคืองานที่เรียกว่า double-blinded randomized controlled trials กล่าวคือเป็นงานทดลองเสมือนกับการพิสูจน์ศักยภาพของยา โดยแบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้ยาจริง อีกกลุ่มหนึ่งได้ยาเทียม โดยทั้งผู้กินยาและผู้แจกยาต่างไม่ทราบว่ายาใดเป็นยาจริงและยาใดเป็นยาปลอม ซึ่งได้มีการทำงานวิจัยดังกล่าวเกี่ยวกับชาเป็นจำนวนหลายพันชิ้น จึงทำให้นักวิจัยกลุ่มหนึ่งสามารถรวบรวมเอางานวิจัยดังกล่าวมาประมวลหาข้อสรุปได้ซึ่งเรียกว่า meta-study โดยผมขอนำเอา meta-study 2 ชิ้นมาสรุปผลดังต่อไปนี้

1. ดื่มชาเขียวช่วยลดความดันโลหิต (ลงในวารสาร Nutrition Journal 20 May 2020)

งานนี้รวบรวมงานวิจัยประเภท randomized controlled trials จนถึงเดือนกันยายน 2019 และพบงานวิจัย 1,736 ชิ้นที่เข้าข่ายจึงนำไปกลั่นกรองและในที่สุดก็คัดเอางานวิจัยที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สุด 31 ชิ้นมาประเมินสรุปซึ่งครอบคลุมคนทั้งหมด 3,321 คนและมีข้อสรุปดังนี้

การดื่มชาเขียวทำให้คอเรสเตอรอล (total cholesterol) ลงไป 4.66 mg/dL และไขมันเลว (LDL) ลดลง 4.55 mg/dL เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ดื่มชาเทียม

การดื่มชาเขียวไม่ได้ทำให้ระดับของไขมันดี (HDL) ลดลง แต่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 3.77 mg/dL เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ดื่มชาเทียม

2. ดื่มชาเขียวทำให้ความดันโลหิตลดลง (ลงในสารสาร European Journal of Nutrition, September 2014)

งานวิจัยนี้เป็น meta-study เช่นกัน กล่าวคือคัดเลือกงานวิจัยประเภท randomized controlled trials ในช่วง 1995-2013 ที่เข้าเกณฑ์จำนวน 13 ชิ้นและสามารถสรุปผลดังนี้

- การดื่มชาเขียวทำให้ความดันโลหิตลดลง กล่าวคือ systolic blood pressure ลดลง 2.08 mmHg และ diastolic blood pressure ลดลง 1.71 mmHg เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดื่มชา

- มีผลคอเรสเตอรอลลดลง 0.15 mmol/L (เท่ากับ 5.80 mg/dL และ LDL ลดลง 0.16 mmol/L (6.19 mg/dL)

- เมื่อแยกเป็นกลุ่มย่อยพบว่ากลุ่มคนที่ความดันโลหิตสูง (เท่ากับหรือมากกว่า 130 mmHg) จะสามารถลดความดันโลหิตลงได้มากกว่าจากการดื่มชาเขียว

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างงานวิจัยบางชิ้นที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการดื่มชาเป็นประจำน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการดื่มชาที่มีความเข้มข้นโดยไม่ผสมนมและน้ำตาลครับ

■ - http://optimise.kiatnakinphatra.com/eco ... 8BpfDKIA6s - Optimise Magazine


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 854
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sun Jul 26, 2020 9:14 am

เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย

phpBB [video]


Post Reply