ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun May 29, 2016 9:55 am

เมื่อวาน ทางนิด้าได้จัดสัมมนา moneytalkขึ้น รายละเอียดหาอ่านได้จาก link ข้างล่างครับ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=59989


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Jun 02, 2016 11:29 pm

วันนี้มาอับเดทความรู้เรื่องกองทุนอสังหาริมทรัพย์กับ K-Expert Workshop

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตอน IPO จะออกโดย บลจ และ นำเอาเงินจากผู้ซื้อหน่วยลงทุนไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ
หลังจาก IPO ก็สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือผ่านตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น จำนวนหน่วยลงทุนจะเท่าเดิมเหมือนตอนIPO
ยกเว้นกองนั้น มีการเพิ่มทุนภายหลัง

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 3 แบบ
1. Property fund ปัจจุบัน 51 กองทุน Market cap 332,139 ล้านบาท
2. Infrastructure fund ( IFF ) ปัจจุบัน 5 กองทุน Market cap 232,991 ล้านบาท
3. Real Estate Investment Trust ( RIET ) ปัจจุบัน 9 กองทุน Market cap 61,300 ล้านบาท
สามารถดูความแตกต่างของแต่ละกองทุนจากสไลด์ประกอบนะครับ

กรรมสิทธิ์ของกองทุนมี2แบบคือ
1. Free Hold หมายถึง การซื้อขาย มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตลอดจนกว่าจะขายออกไป
2. Lease Hold หมายถึง การซื้อสิทธิการเช่า หรือ เซ้ง นั่นเอง
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีกองแรก เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คือ กองทุนยูโอบีอพาร์ตเมนต์หนึ่ง ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Lease Hold ส่วนกองที่สองตามมา คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกอก ( BKKCP )
ซึ่งมีกรรมสิทธิ์บางส่วนของตึกชาญอิสระ1,2 กองล่าสุดเป็น RIET ชือว่า Golden Venture Leasehold Real Estate
หรือ GVREIT ราคาเข้าตลาดวันแรก พุ่งกว่า 40% เพราะ ดอกเบี้ยต่ำทำให้คนสนใจกองนี้มาก ปันผลสูงเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยปัจจุบัน เคยขึ้นไปสูงสุดกว่า 64% ก่อนตกลงมา

หลักการตรวจสอบกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อนซื้อ
1. กรรมสิทธิ์ Freehold or Leasehold
2. ทรัพย์สินที่ไปลงทุน ทำธุรกิจอะไร ตั้งอยู่ไหน จำนวนแห่งในกอง
3. รายได้มาจากธุรกิจอะไร Occupancy Rate (ปริมาณการใช้พื้นที่ ) เท่าไหร่
อัตราการขึ้นค่าเช่า โอกาสขึ้นค่าเช่า

นอกจากได้ความรู้ ยังมีการทำ Workshop ทำให้รู้จักอสังหาริมทรัพย์ทีจะลงทุนมากขึ้น

สิ่งที่ควรเช็คเพิ่มเติม มี 3 ข้อ
1. เงินปันผล เป็นข้อดีของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่เงินปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ
2. สภาพคล่อง ถ้าขนาดกองทุนเล็ก ก็อาจเกิดสภาพคล่องน้อย อยากขายก็ขายไม่ได้
สามารถเช็คจากมูลค่าการซื้อขายจริงในตลาดได้
3. ราคา เป็นปัจจัยท้ายสุด
นอกจากนี้ จะดูว่าราคานี้สามารถลงทุนได้ไหม เราต้องมี IRR อยู่ในใจ และ คำนวณIRR จาก
ราคาตลาดตอนนี้ และ เงินปันผลที่จะได้รับ ถ้าสูงกว่าที่ เราตั้งไว้ ก็น่าลงทุน
นอกจากเราได้คำนวณราคาที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องสนใจว่า ทรัพย์สินในกองเป็นอะไร และ
ลองแวะไปดูก่อนการตัดสินใจซื้อด้วย


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Jun 04, 2016 10:49 am

สไลด์ประกอบการสัมมนากองทุนอสังหาริมทรัพย์
https://www.facebook.com/amornkowa/post ... 9583627886


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Jun 11, 2016 12:45 pm

สรุปOpp day Arrow 10 Jun 16. ที่ตลท รัชดาภิเษก

เนื่องจากเศรษฐกิจชลอตัว บริษัทเลยเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการเพิ่มMarket share
ส่วนraw material พยายามซื้อหาราคาช่วงถูก บางครั้งsupplier มีover supply
สำหรับเหล็กบางขนาด. ทางเรารับซื้อเก็บไว้ในราคาต่ำ ดังนั้นปีนี้มีinventory
เหล็กราคาถูกใช้ได้มากกว่าครึ่งปี ตอนนี้ยังเหลือเหล็กราคาถูกอยู่ในstockบ้าง
ช่วงราคาเหล็กแพงไม่ได้ซื้อเข้าstockเลย
โครงการที่เราเข้าไปทำ ราคาได้fixไว้เรียบร้อย สามารถปรับราคาได้ในprojectใหม่
รายได้หลักของไตรมาสแรกมาจาก.1. ท่อร้อยสายไฟเป็นหลัก 73.5% รายได้โตขึ้นเป็น 217ลบ
1.1ท่อร้อยสายไฟใต้ดินเป็นสินค้าใหม่ ได้BOI3ปี พึ่งเข้ามา 0.25 ลบ
2.ท่อน้ำประปาPP-R. ใช้บนท่อน้ำอุ่น ที่โรงพยาบาล และโรงแรม ไม่ได้โตมาก 2ลบ
3.ท่อระบายอากาศ ใกล้เคียงกับQ1 15. 23ลบ
4. ท่อสำหรับงานก่อสร้าง เติบโตลดลงเหลือ54.71ลบเนื่องจากงานก่อสร้างลดลง
5. รายได้จากบริการ มาจาก เมฆาเอส เพิ่มขึ้นมากกว่า 20%เป็น 13.4ลบ
ถือเป็นดาวเด่นของปีนี้ เติบโตหลายเท่าตัว
รายได้รวมเติบโตลดลง 4ลบ เป็น 310 ลบ
รายได้อื่นๆลดลงซึ่งเป็นการขายเศษเหล็ก แสดงว่าการจัดการดีขึ้น
กำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 6.5ลบ เป็น 68.38 ลบ มาจากการบริหารวัตถุดิบ ต่อรองราคาได้ดี
รวมถึงการตั้งราคาขายในแต่ละโครงการ
GP. 35.5%
NP. 20.22%.
ระยะเวลาในการเก็บหนี้เพิ่มขึ้น จาก79วันเป็น88วัน เป้าไม่ให้เกิน90วัน
เป้าหมายยอดขาย
ในส่วนท่อร้อยสายไฟน่าจะได้เป้า 880ลบ
ท่อPP-R. 12ลบ น่าจะยากในปีนี้
ส่วนการบริการเป้า100ลบ น่าจะมากกว่าเพราะตอนนี้มีBacklog187ลบซึ่งจะปิดในปีนี้เป็นส่วนใหญ่. ส่วนท่อใต้ดิน ยังรอการประมูลอยู่ ดังนั้นยังไม่ได้ปรับเป้าเพิ่มขึ้นกับโครงการรัฐจะเร็วแค่ไหน


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Aug 04, 2016 5:53 pm

สัมมนา ของ กบข ในส่วนการลงทุนต่างประเทศ โดย ดร ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล ภัทร

ดร พูดถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ประมาณ 8% ของ GDP หมายถึง รายจ่าเยน้อยกว่ารายได้ เทียบเท่ากับเงิน 31.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ปีนี้คาดการณ์ เกินดุล 36.5-38.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของ GDP ไทยมีเงินเหลือค่อนข้างมาก แต่ยังไม่เชื่อมั่น

ส่วน FDI หมายถึง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศปีนี้ น้อยกว่า บริษัทในไทยเอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศ
คราวที่แล้วที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนปี 41-42 เราก็เจอ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกัน 2 ปี
ปัญหาตอนนี้คือ ไทยจะเอาเงินที่เกินดุลไปทำให้ GDP โตได้อย่างไร
แต่ถ้าเมื่อไหร่ความเชื่อมั่นกลับมา ก็พร้อมลงทุนได้เลย
ความเชื่อมั่น เกิดจากการเมืองทั้งภายในประเทศ และ ต่างประเทศ ซึ่งสำคัญมาก

ในส่วนของต่างประเทศ เศรษฐกิจไทยเปิดมากขึ้น ดังนั้นต้องเจอกับความผันผวนจากภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การส่งออกสินค้าและบริการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 คิดเป็นแค่ 18.74% ของ GDP
ตอน SET 1,7xx การส่งออกสินค้าและบริการใน ปี ค.ศ. 1993 คิดเป็นแค่ 36.5% ของ GDP
ตอนปี 2014การส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็น 69% ของ GDP เรา plug in เศรษฐกิจบ้านเราเข้าไปในเศรษฐกิจโลกแล้ว GDP ไทยพึ่งพากับการส่งออกมากขึ้น เมื่อเทียบกับในอดีต
ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี ปรับตัวเมื่อเทียบกับ ดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยมี correlation 70%
คนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะทราบดีว่า FED มีผลต่อนักวิเคราะห์หุ้นไปแล้ว
ตอนนี้เป็นห่วงว่า เศรษฐกิจโลกไม่ดีเท่าไหร่ สหรัฐฟื้นตัวดีกว่า EU , ญี่ปุ่น หรือ จีน แต่ GDP Q2 แผ่วลงเหลือ 1%กว่าๆ เฉลี่ยโต 1% ต่อปี ซึ่งดีที่สุดแล้ว EU เจอ Brexit ทำให้ GDP EU ลดลง 0.5% ส่วนอังกฤษเข้าสู่ภาวะติดลบในอีก 2-3ไตรมาสข้างหน้า ตอนนี้ทุกคนกำลังจับตาอังกฤษว่า ช่วงที่จะออกจากEU ได้เงื่อนไขดีกว่านอร์เวย์หรือเปล่า ถ้าออกไปแล้วยังดีอยู่ ก็จะมีประเทศออกตามอังกฤษไปเพิ่มขึ้น ซึ่ง EU อาจต้องมีการเชือดไก่ให้ประเทศอื่นๆดู ปัญหาใน EU ยังไม่จบในส่วนของกรีซ ยังไม่ได้แก้ไขเรื่องหนี้ และ อิตาลี ธนาคารยังไม่สามารถเพิ่มทุนได้ เพราะต้องไปลดผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งถ้าผู้ถือหุ้นธนาคารไม่ยอม ก็เพิ่มทุนไม่ได้ และ ยังมีประชามติในเดือน ตุลาคมด้วยถ้าคนไม่พอใจมากอาจล้มรัฐบาลลง ความสัมพันธ์เศรษฐกิจและการเมืองของEU ยังมีปัญหาอีกเยอะ

ส่วนญี่ปุ่น นายกอาเบะจะออกมาตราการที่ได้แจ้งออกมาเมื่อ2สัปดาห์ก่อน ตามข่าว 28 ล้านเหรียญ แต่เป็นเงินใหม่เพียง 10 ล้านเหรียญเท่านั้น คาดว่า BOJจะช่วยปรากฏว่า วันศุกร์ที่ผ่านมา BOJ ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล
ตอนนี้ ได้ทำQE พิมพ์เงินใหม่ 80 ล้านล้านเยน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ตอนนี้ ถืออยุ่ 1 ใน 3 ของทั้งหมด คิดyield 0%
ส่วน 30% ของพันธบัตรทั่วโลกตอนนี้ yield ติดลบแล้ว ดังนั้นเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ลำบาก
ส่งผลให้ กบข ยากต่อการทำผลตอบแทนที่สูงๆ

จาก Slide ภาพที่ 1 US T 10 Y yield ซึ่งจะคาดการณ์ เงินเฟ้อว่าจะเป็นเท่าไหร่ ช่วงหลังการคาดการณ์เงินเฟ้อว่าลงไปต่ำสุดในรอบ 100 ปี ไม่เคยมีมาก่อน

ภาพที่ 2 กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนไปมาก
ภาพที่ 3 S&P 500 Real (ไม่คิดเงินเฟ้อ) เราอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2
ปี ค.ศ. 1950-2000 ดัชนี ขึ้นจาก 200 ไป 2,000 หุ้นเป็นขาขึ้น แต่ถ้าดูก่อนหน้าจะเห็นว่าหุ้นไม่ขึ้นเลย
15-16 ปีที่ผ่านมา หุ้นกลับขึ้นไป และ อาจจะไม่ไปต่อก็ได้

รูปที่ 4 ตัวเลขรายได้ของชนชั้นกลาง เห็นว่า ปี 1975-2000 รายได้ขึ้นตลอด
แต่ ปี 2000-2015 รายได้มีแนวโน้มลดลง

ที่ผ่าน Globalization ทำให้รายได้ลดลง เกิด Brexit ขึ้นมา ประชาชนไม่เชื่อผู้นำ ไม่เอาเรื่องเปิดเสรีทางการค้า
US ใครจะเชื่อ ว่า ทรัมป์จะชนะคู่แข่ง เข้ามาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ ส่วนฮิลลารี่ก็โดนคู่แข่งในพรรคเดียวกันแซงขึ้นมา แต่ก็ชนะอย่างหวุดหวิด และ ได้นำนโยบายของเขาเอามาใช้ต่อ เช่น ไม่เอา TPP เก็บภาษีคนรวย
ถ้า ทรัมป์ขึ้นมาได้ ก็ยุ่งเลย เป็นจุดอ่อนที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เศรษฐกิจโลก ดูบริษัทในยุคเก่า เช่น GM PE แค่ 4เท่า ROA 2.9 % ใช้คนงาน 250,000 คน
แต่ Facebook PE 51 เท่า ROA 11.1% และ ใช้คนแค่ 12,000 คนเอง market cap ใหญ่กว่า GM 7 เท่า
ธุรกิจรุ่นใหม่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า ธุรกิจรุ่นเก่า
ตลาดหุ้นไทย ช่วงแรก ก่อนปี 1986 ดัชนีอยู่ในช่วง 1-150 จุด
ช่วงที่สอง ปี 1986 ต่างชาติเข้ามาดันดัชนี ขึ้นไปถึง 1,7xx จุด
ช่วงที่สามหลังต้มยำกุ้ง ดัชนีจาก 204 ไปถึงตอนนี้ 1,51x จุด

สุดท้ายขอขอบคุณ กบข และ ดร ศุภวุฒิที่มาให้ความรู้มากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Aug 20, 2016 10:14 pm

DIY Portfolio by A-Academy

หลักสูตรนี้ได้ความรู้เรื่องassetแต่ละอย่าง. คล้ายกับตอนเราเรียนเรื่องสสารของวิชาวิทยาศาสตร์ ต้องรู้จุดเดือด. ความหนาแน่นของแต่ละอย่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการนำassetแต่ละชนิดมาเข้าportของเราเอง

การจัดสินทรัพย์ให้ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังในอนาคต
นั้นนอกจากรู้จักคุณสมบัติของแต่ละAssetแล้วยังต้องมีความรู้
การผสมassetอย่างไรให้ได้ตามเป้าหมาย. นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือในการวัด เพื่อเปรียบว่าเราทำได้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับตัวชี้วัด สุดท้ายก็ต้องมีการบันทึกและreviewอย่างน้อยเดือนละครั้ง. ถ้าportผิดไปจากที่เรากำหนดหรือผลตอบแทนผิดเพี้ยนไปจากเป้า ก็มาทำrebalancing port
ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

มาดูขั้นตอนการจัดportfolioที่อาจารย์เอมาแนะนำกันครับ

Investment success roadmap

1. วัตถุประสงค์ต้อลงชัด สามารถเปลี่ยนชีวิตได้เลย เช่นการศึกษาลูก การเกษียณ
2. คาดหวังผลตอบแทนอย่างมีเหตุผล เช่น ตลาดได้ผลตอบแทนจากcapital gain 8%Dividend4%รวม12%ต่อปี ก็ไม่ควรตั้งเป้าสูงมากเช่น40%ต่อปี. หรือตั้งเป้าต่ำเกินไปเช่นเกินเงินฝากก็พอ จะขาดแรงจูงใจ
3. เตรียมเส้นทางที่เป็นไปได้
4. มีส่วนผสมของสินทรัพย์ที่เหมาะสมที่ทำให้เราถึงเป้าหมาย เช่นตั้งเป้า10%จะลงตราสารหนี้เป็นสัดส่วนมากก็จะไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามที่ตั้งไว้ข้อแรก
5. เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เราต้องรู้จักปัจจัยที่ใช้เลือกเครื่องมือ เช่น. Morningstar,Wealthmagic
6. มีกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม
7. มีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
8. ติดตามผลการดำเนินงานของportอย่างต่อเนื่อง

เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้ลงหุ้น 100% ต้องการจัด asset allocationครับ

สุดท้ายขอบคุณ คุณ A-academy ที่มาให้ความรู้ตลอดสองวันครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Aug 20, 2016 10:26 pm

สำหรับบทความเรื่อง DIY Portfolio นั้นเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการ IR manager หรือ ที่ปรึกษาการเงินมาดูแล
เพราะมีความรู้ในassetแต่ละclass แล้ว ต้องการศึกษาและติดตาม port ด้วยตนเอง หลังจากจบก็ยังให้คำปรึกษาสำหรับ
คนที่ทำรายงานเรื่องการจัดพอร์ตให้กับคุณเอด้วย มีการเรียนต่อเนื่องผ่านทางline ให้ละเอียดมากขึ้น

ข่าวดีสำหรับคนที่ไม่มีเวลามาศึกษาเรื่องการจัดพอร์ต เพราะ Finnomena หลังจากได้ Launch NTER สำหรับดูแลลูกค้า
ระดับ 20 ล้านแนะนำportการลงทุนเป็นportfolio ลงทุนในหลาย asset class โดย ผู้ลงทุนจ่ายค่าfeeตามปกติเหมือนกับลงทุนกับบลจ ผลตอบแทนที่คาดหวัง 8-10% ตอนนี้ได้ประมาณ 5%
port ลงทุนมีทั้งหุ้นไทย และ อินเดีย ผ่านกองทุนรวม กว่า 25% ส่วน Alternative asset such as RIET , Gold 50%

ตอนนี้ Finnomina ได้เปิดกว้างให้กับ ผุ้สนใจแต่ไม่มีเวลาศึกษาในการจัดพอร์ต และ จำนวนเงินลงทุนลดลงมาเหลือ5ล้าน จะมีการ update port ที่แนะนำเป็นรายเดือน ผ่านทางหลายช่องทาง แต่ไม่ได้เปิดให้คำปรึกษาส่วนตัว

น่าสนใจดีนะครับ ใครสนใจลองติดต่อที่ Finnomina ดูครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Sep 17, 2016 7:10 am

การเล่นหุ้นตามเซียน

ถ้าเราลงทุนโดยดูจากหุ้นที่เซียนหุ้นถือ เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะราคาที่ลงทุนต่างกัน เราน่าจะเข้าไปตอนราคาที่สูงแล้ว และ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรออก เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนวิเคราะห์หุ้นนั้นเอง

แต่ถ้าเราทำถูกวิธีคือ ศึกษาวิธีการคิดของเซียนหุ้น ว่าทำไมเขาจึงลงทุนบริษัทนี้ อะไรคือปัจจัยในการลงทุน
Business model แบบไหนที่เซียนหุ้นชอบในการลงทุน และ เราก็ไปหาหุ้นใหม่ที่ยังไม่ขึ้นและมีลักษณะคล้ายกับบริษัทที่เซียนถือและเราได้ศึกษามา ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ แต่อย่าลืมว่าต้องมี MOS ให้สูงพอด้วยนะครับ
อย่าหวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการ ต้องหนักแน่นในหลักการ

วันนี้เลยมาศึกษา บริษัท ซีพีออลล์ ที่ ดร นิเวศน์ ถือมาอย่างยาวนาน และ สร้างผลตอบแทนให้หลายเท่าตัว
หลังจากศึกษาถึงแผนการที่ ซีพี ออลล์ วางไว้แล้ว บอกได้ว่า ไม่ธรรมดา แถมยังเติบโตไปกับ trend digitalด้วย

ลองมาติดตามจากสัมมนา ทิศทางค้าปลีกสมัยใหม่ 2560 กับยุค Digital Engagementเมื่อวันที่ 16 กันยายน 59 กันนะครับ

คุณ ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท CPAll จำกัด (มหาชน)
มาพูดในหัวข้อ ก้าวทันธุรกิจค้าปลีกไทย ก้าวใหญ่ในยุค Digital

เศรษฐกิจไทยปีนี้ดี ส่วนนึงมาจากการท่องเที่ยวที่โตมาก อีกส่วนนึงมาจากการค้าจากชายแดนที่คึกคักขึ้น

ประชาคมอาเซียน หรือ AEC เริ่มขึ้นเมื่อสิ้นปี 2558
ประชากรใน AEC ตอนนี้มีคนรวมกันประมาณ 700 ล้านคน

ประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่า ประชากรในเมืองจะเพิ่มจาก 31 ล้านคนในปี 2015 เป็น 34 ล้านคนในปี 2020
คนเกิดน้อยลง คนสูงอายุมีปริมาณเพิ่มขึ้น ครอบครัว1ครอบครัวเฉลี่ยลดลงเป็น 2.6 คน ในปี 2020
ผู้สูงอายุ จะเพิ่มจาก 9 ล้านคน เป็น 12 ล้านคน ในปี 2020 คิดเป็น 15% ของประชากรทั้งหมด

ปีนี้ประเทศไทยเรา รัฐบาลมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
มีการขยายตัวของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และ การค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เชียงราย ตาก กาญจนบุรี สงขลา นครพนม ทำให้ การค้าชายแดนคึกคักมากขึ้น ทำให้เพิ่มรายได้ และ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง

เริ่มมีการลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ได้แก่
โครงการรถไฟฟ้า 10 สาย เช่น สายสีม่วง สีน้ำเงิน สีแดง
รถไฟความเร็วสูง 4 สาย เช่น กรุงเทพ-เชียงใหม่ , กรุงเทพ-โคราช
รวมถึงการสร้างทางรถไฟรางคู่ 11 สาย เช่น ขอนแก่น-หนองคาย
ค่าโดยสารเครื่องบินราคาถูก ไป AEC เหมือนไปต่างจังหวัด

พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน Search-Shop-Share

Search ดูข้อมูลทั้งหมดจาก online โดยใช้ search engine อันทรงพลังเช่น google หรือ official forum
Shop แล้วตัดสินใจซื้อด้วยช่องทาง offline จาก Physical store
Share ผ่าน social media

Key Trend Affecting Consumer Behavior

1. Urbanization -> Better quality of living
2. Aging society -> Health and Wellness
3. Pressed for time -> Convenience needs , speed & quality
4. Digital and Socially connected -> Trusted Brand

เศรษฐกิจดิจิตอล – การเข้าถึงกลุ่มบริโภค

ตอนนี้จำนวนเลขหมายมือถือ83ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวน ประชากร
คนไทยใช้เวลากับonline 7-8 ชั่วโมงต่อวัน การใช้ Line 33 ล้านคน คนไทยใช้ FB 38 ล้านคน
ยอดขาย E-Commerce เติบโตประมาณ 20% ต่อปี

การตลาดยังใช้ของ คุณ Phillip Kotler แต่เป็นเวอร์ชั่น 3.0 บอกไว้ว่า ถ้าต้องการเข้าใจลูกค้าด้วยข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ
เราต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เหตุผล ผสมกับ อารมณ์
ใช้ข้อมูล Big Data ซึ่งมี แต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน
ผู้ประกอบการเก่ง แล้วต้องดีด้วย มีการทำ CSR ด้วย
ผู้บริโภคปัจจุบัน มีทางเลือกมากขึ้น 67% ซื้อจากหลากหลายช่องทาง
จำเป็นต้องเชื่อมโยงช่องทางต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อตอบสนองneedของลูกค้า
ทุกคนเลยมุ่งไปสู่ช่องทาง Omni-Channel Marketing
(Omni-Channel Marketing คือ การเชื่อมโยง ทุกช่องทางให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน)

พฤติกรรมของผู้บริโภค

ดูข้อมูลทั้งหมดจาก online โดยใช้ search engine อันทรงพลังเช่น google หรือ official forum
61% ของผู้บริโภคไทยมีการตัดสินใจซื้อ ณ จุดที่ขาย เลยเป็นที่มาของ E-Commerce
Physical คือสื่อต่างๆที่เชื่อมโยงกับ Digital เข้าถึงสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา หลังจากซื้อแล้ว
ถ้าไม่พอใจก็บอกต่อ สินค้าไม่ดีก็ตายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหาBrandใหม่ สินค้าที่ดี พร้อมโตต่อเนื่อง

7-11 key player in Convenience Store Sector

คำจำกัดความเกี่ยวกับ convenience store คือร้านที่มีพื้นที่ขนาดไม่เกิน 300 ตรม ถ้าเกินกว่านั้นจะเรียก
ว่า Hypermarket หรือ Super market
ข้อมูลณ สิ้นเดือน มิย 16
Leader คือ เรา 7-Eleven 9,252 สาขา
อันดับสอง Lotus Express 1,475 สาขา
อันดับสาม Family Mart 1,102 สาขา
ดังนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เราต้องแข่งขันเพื่อเอาชนะใจของลูกค้า
เราเหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องข้อมูลของsupplier และ ลูกค้า
ลูกค้าต้องการสินค้าที่เกินความคาดหมาย จึงจะตัดสินใจซื้อ
CP All พยายามปรับเปลี่ยน และ พัฒนาช่องทางการเข้าถึงลูกค้าตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
สินค้านอกจากวางขายใน 7-11 แล้ว ยังมีใน catalog นำไปสู่ ธุรกิจ E-Commerce
บางทีร่วมกับ True ออก TV shopping
Web เป็นแหล่งโฆษณาที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสื่อแบบอื่น
FB มีคนมากดlike 1.9 ล้าน ส่วน mobile app มีคนมา download 2.6 ล้าน
ส่วน line application มีคน download 13 ล้านครั้ง เดี๋ยวนี้จะดู promotion ก็สามารถดูจาก lineได้เลย
Digital Money , E money ก็เอา counter service มาทำ
วิเคราะห์ Data analytic เอาข้อมูลมาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า
ต่อไปใช้ Big Data มาวิเคราะห์อารมณ์ของลูกค้า
Digital marketing เช่น การทำpromotion ผ่านการสะสมคูปอง
เคยทำ stamp ปรากฏว่า ลูกค้าทำหาย เลยคิด M-Stamp เก็บไว้ในมือถือ ลูกค้าได้ประโยชน์
เพิ่มช่องทางการชำระและทำการตลาดกับลูกค้าชาวจีน
ผ่านทาง Union pay ,Ali pay Wallet ด้วย ทำให้รู้ว่าลูกค้าชาวจีนที่มาจับจ่ายใช้สอย มาจากมณฑลไหน
ใช้จ่ายเท่าไหร่ เห็นดร นิเวศน์ พูดบ่อยว่า ลูกค้าชาวจีน ได้มาจับจ่ายใช้สอยในไทยมากขึ้น
ซอยรางน้ำเมื่อก่อน มีแค่สาขาเดียว ตอนนี้มีถึง 6 สาขา
GrapBike ( On Demand Delivery )
ส่งสินค้าไปที่บ้าน ผ่าน application บนมือถือ ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่
ค่าบริการเริ่มต้น 20 บาท และ ค่าบริการต่อกม 9 บาท ต่อ กม
แต่ส่วนมากลูกค้าจะมารับที่สาขาของ 7-11 เพราะเรามีสาขา
เกือบหมื่นสาขา เป็นช่องทางที่สะดวกมากสำหรับลูกค้า

Case study ของ การใช้ Big data มาช่วยเพิ่มยอดขาย

7-Eleven สาขา สุขุมวิท 79 ขนาด 6 ห้อง เมื่อก่อนคิดว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัว ซึ่งปกติจะซื้อของเยอะช่วง
วันหยุดสุดสัปดาห์ เลยเตรียมสินค้าสำหรับครอบครัว แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ารายการสินค้าที่ซื้อ
เป็น สินค้าoffice และ ขายดีในช่วงวันทำงาน จึงพบว่ากลุ่มลูกค้าที่แท้จริงคือคนทำงาน เลยปรับร้านใหม่
จัดวางสินค้า ตามกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เพิ่มยอดขายจาก 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท ต่อวัน
ลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ซึ่งเป็นตัวอย่างในการจัดสินค้าตรงกับ profile ของคนแถวนั้น โดย
ใช้ข้อมูลการซื้อของมาวิเคราะห์


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Sep 22, 2016 12:35 am

ภาพรวมหุ้นรับเหมาก่อสร้าง 21 กย 16

โดย คุณ ชาตรี ศรีสมัยเจริญ ผออาวุโส ฝ่ายวิจัย บล RHB

ภาพรวมของ Infra project

ปี 2015 ออกมาแค่ 47,xxx ล้านบาท เน้นเป็นรถไฟรางคู่

ปี 2016 มีงานประมูลประมาณ 632,xxx ล้านบาท

เด่นๆคือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม และ PPP project สายสีเหลือง และ ชมพู และยังมีรถไฟรางคู่ อีก 4 สาย

สุวรรณภูมิ contact 1,4 มูลค่า 13,980 ล้านบาท ประมูลเสร็จเรียบร้อย

ส่วน High speed railway thai-chinese phase I BKK-Korat นั้นต้องตามดูว่าทัน Q4 16 หรือไม่

จับตาดูว่า การประมูล PPP project สายสีเหลือง และ ชมพู ถ้าประมูลราบรื่น ก็จะทำให้ project ต่อมาประมูลได้ไวขึ้น

ปี 2017 มีงานประมูลประมาณ 697,310 ล้านบาท

High speed railway thai-Japan phase I BKK-Pisanulok 212,000 ล้านบาท

ส่วนรถไฟฟ้า ก็มี รถไฟฟ้า สายสีม่วงส่วนต่อขยาย เตาปูน - ราชบูรณะ มูลค่า 110,300 ล้านบาท ในช่วง Q4

รถไฟฟ้า สายสีเขียวส่วนต่อขยาย บางแค - พุทธมณฑลสาย4 มูลค่า 17,262 ล้านบาท ในช่วง Q3

รถไฟรางคู่ อีก 4 โครงการ ในช่วง Q2 และ High speed อีก 2 เส้นทาง

นอกจากนี้ยังมีการเสนอโครงการใหม่ในปี17 เช่น

Red Line MRT อีก 2 สาย คือ ตลิ่งชัน-ศาลายา และ รังสิต - ธรรมศาสตร์

รวมถึง BTS extension อีก 2 สาย

นอกจากนี้ ยังมี Gold Line ที่เป็น PPP โครงการวิ่งต่อจาก BTS ไป เจริญกรุง ตัด รถไฟฟ้า สามเส้นทาง

มูลค่าโครงการ 1,xxx ล้านบาท ซึ่งน่าจะเกิดได้ง่าย เพราะ มูลค่าโครงการไม่ใหญ่

ช่วงนี้ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเหลือง และ สีชมพู ซึ่งจะประมูล 7 พย นี้มีคนมาซื้อซอง 20 ราย

นับว่ามีรายที่สนใจประมูลสูงสุด บริษัทที่มีโอกาสได้ ก็อาจมีราคาพุ่งถึง 2SD ได้




Update งาน pending

1. Blue line extension route

แยกตามแต่ละ subcontractor พบว่า

สาย บางซื่อ-ท่าพระ เจอปัญหาช่วงท่าพระ กทม ทำอุโมงค์ เลยต้องรอก่อน

2. BTS extension route

สาย แบริ่ง-สมุทรปราการ CK บริหารได้ดีกว่าเจ้าอื่น โครงการใกล้เสร็จแล้ว

ส่วน เส้น หมอชิต สะพานใหม่ คูคต พึ่งเริ่มแต่อาจจะ delay project ได้

3. Suvarnnabhumi airport extension

ITD พี่งได้งาน ชัน Ground และ ชั้นที่1 ไป ส่วน งานประมูลชั้นที่2 -4 และ East terminal extension ITD ก็มีโอกาสได้เพิ่ม

ดังนั้น Backlog ของ CK, UNIQ , STEC มีโอกาสสูงกว่าเดิม ตามสไลด์




สุดท้ายขอขอบคุณ บล RHB ที่จัดสัมมนาดีๆให้กับนักลงทุนครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Sep 23, 2016 10:21 am

สัมมนางาน Grow Together with our Best Neighbor Cambodia 22 Sep 16

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการจัดงานเสวนา "Grow Together with our Best Neighbor, Cambodia" :เสริมความรู้ คู่การลงทุน ในประเทศเพื่อนบ้าน "กัมพูชา"ว่า งานในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ด้านการส่งออกและการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ (D4) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เชิงลึกกับผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับช่องทางการขยายธุรกิจไปยังตลาดกัมพูชา ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวเชิงรุก เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งการหาพันธมิตรทางธุรกิจ การลงทุนหรือขยายฐานการผลิต การยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้า การสร้างจุดแข็งให้ตัวเอง ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านข้อกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ เพื่อการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และใช้ประโยชน์จากนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนของภาครัฐ ซึ่งงานสัมมนาในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการไทยรายใหม่ๆ ที่สนใจไปเจาะตลาดในกัมพูชา

ขณะที่นายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในฐานะกรรมการทีมภาคเอกชน คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ด้านการส่งออกและการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ (D4) และเจ้าภาพร่วมของงานเสวนาในครั้งนี้ กล่าวเสริมว่า ประเทศกัมพูชาถือเป็นตลาดการค้าสำคัญของเอสซีจีมาเป็นเวลาหลายสิบปี ทั้งการก่อตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ การขยาย ตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้านการเกษตรและยานยนต์ เรามีประสบการณ์และมีเครือข่ายทางธุรกิจอยู่ทั่วทุกภูมิภาคในกัมพูชา ซึ่งเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าไปลงทุนและขยายตลาดสินค้าไทยในประเทศกัมพูชาได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับรายละเอียดงานดังกล่าว แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก "Getting to know Cambodia" เพื่อให้ความรู้ในภาพกว้างเกี่ยวกับกัมพูชา ส่วนการเสวนาช่วงที่สอง "How to be successful in Cambodia market" เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกและประสบการณ์การค้าการลงทุนในกัมพูชา

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ด้านการส่งออกและการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ (D4) กล่าวปิดท้ายและเสริมว่า คณะทำงานฯ ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกในปี 59 ให้เติบโต 5% โดยได้จัดตั้ง Team Thailand + เพื่อร่วมผลักดันการส่งออกและหาโอกาสในขยายตลาดและการลงทุนในต่างประเทศ การส่งเสริมการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน การจัดกิจกรรม "พี่จูงน้อง" โดยให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และชี้ช่องการค้าและการลงทุนนอกจากนี้ เรายังศึกษากฎระเบียบเกี่ยวกับการค้าในต่างประเทศและกรอบการค้าต่างๆ และจัดทำ Knowledge Tank เพื่อรวบรวมข้อมูลความรู้เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Sep 24, 2016 6:15 am

ทิศทางค้าปลีกสมัยใหม่ 2560 กับ ยุค Digital Engagement

คุณ อำพา ยงพิศาลภพ
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออล์ จำกัด (มหาชน)

ประวัติโดยสังเขป

จบ ปริญญาตรี ทางด้าน Animal Scient จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ทำงานฟาร์มเกษตรกรมา 13 ปี ตอนนั้นค้าปลีกมีแค่ 200 สาขา จนถึง ตอนนี้ 9พันกว่าสาขาแล้ว
ช่วยทำในส่วน TV Shopping ของ True select ตั้งแต่ปี 54 เป็น Board อยู่ที่นั่น ต้องการผนึกกำลังกับ CPALL หลังจากนั้นมาดูแล 24 Shopping เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกอนาคต เรื่องค้าปลีก

ซึ่งเริ่มจาก mail order 7-11 Catalog
เป็นระบบ Off line เพราะเมื่อก่อน ระบบ Infra ไม่ค่อยดี ถ้าระบบinfraดีขึ้นเรื่อยๆ น่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้น

สมัยนั้น ครอบคลุมทุกจังหวัด แต่ไม่คุมถึงอำเภอ ตอนนี้คุมเกือบทุกอำเภอ เหลือแค่ 8 อำเภอ อยู่ใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ เกาะกูด ปีหน้าสาขาครบ 10,000 สาขา สมัยก่อน ระบบ off line เอื้อบางส่วน ใช้ mailorder แต่ยังไม่เชื่อมต่อ ตอนนี้ง่าย เมื่อตั้ง 24shopping ระบบค่อนข้างสมบูรณ์ ต่อยอดของ 7-11 ร้าน ขนาดพื้นที่ 120 ตรม ตอนนี้ขยายไปเป็น 200 ตรม แต่ต้องไม่เกิน 300 ตรม ถ้าขนาดพื้นที่มากกว่านี้จะเป็น Hypermarket , Supermarket

24shopping มี 3,000-4,000 SKU จะโตเป็น แสน SKU
จะมีหลายระบบมารวมกัน คือ Omi-channel ใช้จุดแข็งของ
7-11 ที่มีจำนวนร้านเกือบหมื่นสาขา , network , logistic , กำลังคนกว่า 140,000 คน ทำงาน 24 ชม ขายสินค้าไม่ต้องเห็นสินค้าเลย
ให้บริการ online เป็นจุดเชื่อมให้ลูกค้าเดินมาที่ร้าน
Supplier , SME เอาสินค้าที่หลากหลายมาค้าขายได้ Mail order 400,000 ฉบับ สมาชิก 1 ล้านคน

Platform ใหม่ Shop@24 ใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน ระบบค่อนข้างเร็ว มีสินค้ามากมาย กำลังพัฒนา preorder
ได้รับความสนใจค่อนข้างเยอะ ทุกคนจะ win ด้วยกัน
ส่วนของ Pre order มี 6 คลังสินค้า ที่บางบัวทอง 9000 ตรม ศรีราชา 2000 ตรม ปีหน้าจะไปที่ชุมพร สุราษฏร์ ที่ไหนไม่มีก็ฝาก ส่งวันนี้ได้พรุ่งนี้ 98% สินค้า Cross drop 90% ในวันรุ่งขึ้น

Q: อยากให้พูดถึง opportunity และ มีความท้าทายอะไรบ้าง
A: ผมไม่ได้มาจาก Digital แต่โตมาจากภาคเกษตรกรรม Learning by doing เรียนรู้จากการทำอยู่ในเครือ
30ปี เรียนรู้จากการลงมือทำ การทำ mail order กับลูกค้า ใช้เงินจาก CPALL มากๆ ใช้มากกว่า 200 ล้านบาท
ต่อเดือน เพราะ องค์ความรู้หาได้ยากในสมัยนั้น อันไหนถูกก็เก็บไว้ 3-4 ปีแรก ผิดมากกว่าถูก ต่อมารู้จักคนที่รู้จริง
Build คนที่อยู่ off line มาเรียนรู้ online แต่ทิ้ง offline ไม่ได้ ความยากคือให้คนofflineมาเข้าonline

อะไรที่เคยทำต้องเปลี่ยนแปลง คิดใหม่ ทำใหม่ อะไรผิดก็เลิก ถูกก็ขยายต่อ

หนังสือผลิตออกมา 1 เล่ม ไม่รู้ว่า จุดขาย และ Eye contact อยู่ตรงไหน
Double page เปิดมา มุมบนด้านขวาเป็น Goldeneye เป็นสินค้าที่ขายดี มีชั้น 1 ,2,3 ชั้นล่างขายไม่ค่อยดี เรียงจากซ้ายไปขวา แต่ไม่หนังสือทวนเข็ม ขายดีต้องทำรูปใหญ่ ตีกรอบแดง หน้าปกสมัยนั้นเป็นผู้หญิง ทั้งหมดมองหน้าคนอ่าน วางอยู๋ตรงกลาง และ เอาหนังสือขายดีมาเรียงต่อกันไป

ต่อมาเกิด online แยกfunctionแต่ละfunction ออกไปเป็น2ทีม offline และOnlineแต่ต้องผสมผสานกัน Model CPALL เป็น model ที่หลากหลาย

อยากพูดในเรื่องของข้อมูล 7-11 เปิดร้าน24shopping Website ข้อมูลสำคัญ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มีสินค้าใหม่ๆ เมื่อเข้าไปดู7-11 6 ห้องมีสินค้าที่เคยเห็น ผสมกลมกลืนกัน เกิดจากพฤติกรรมของลูกค้า ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนที่ไม่ยอมรับ จะตกยุคไปเลย 7-11 มี E-commerce , M-Stamp ทำ Digital marketing
ทำให้ขยับตามลูกค้าได้

เหมือนตัวอย่างของสาขาสุขุมวิท79 ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้
เมื่อรู้ว่าลูกค้าคือกลุ่มไหน ก็จัดสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

ในโลกสมัยใหม่ที่เป็น Big Data 60-70% ใน online มาจากมือถือ ทำให้เห็นสินค้าใน7-11
ขายสินค้าSKUไหนบ้าง ตอนนี้ดูจาก Alipay เห็นคนจีนที่มาซื้อขงและจ่ายด้วย Alipay อยู่จังหวัดไหน มณฑลไหน จ่ายเท่าไหร่ เอาข้อมูล online มาปรับเปลี่ยน

Regulation เป็นตัวเอื้อให้ธุรกิจretail โตได้ต่อเนื่อง เราต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ง่ายต่อการให้บริการ

ความเสียงของธุรกิจมาจาก
1. Server ที่อยู่ในcloud ความมั่นใจของคู่ค้าอยู่ที่ Server/cloud
ต้องมี การBackup ทำ Datacenter แยกตึก set ความปลอดภัย
2. Speed สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และ ยังไม่รู้ว่ามีภัยมืดเข้า
มาโจมตีเมื่อไหร่ เตยล่ม ต้องกู้ให้เร็วที่สุด ต้องมีผู้รู้ คอย backupตลอดเวลา Supplier , SME กว่า 2,000 กว่าราย matching ได้สินค้าเยอะ ภาครัฐ หอการค้าได้ผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ เห็นสินค้าใหม่เข้ามาต่อเนื่อง

Q:7-11 จะเข้าไปแข่งกับ Hypermarket หรือเปล่า
A: 7-11 6 ห้องจะไม่เข้าไปแข่งด้วย ตอนนี้เราเป็น stand alone มากขึ้น ยอดขายเป็น 2 Digit
คนผ่าน7-11 4%เป็นลูกค้าเรา 60%เป็นคนขับรถมาซื้อ หน้าร้านออกแบบให้มีที่จอดรถ บางร้านเป็น stand alone
มีเสาล๊อคล้อ ร้านใหญ่ขึ้น 36% แต่ไม่แข่งกับ Supermarket , Hypermarket
สินค้าใหม่ๆขายได้5ล้านบาท ต่อไปขายเพิ่มขึ้นจนถึง 300 ล้านบาท โอกาสมาจากโลกonline

สินค้าที่ขายดีใน 24shopping เช่น สินค้าซิกแพค รองลงมาเป็นเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องครัว
สินค้าที่น่าสนใจ ตอนนี้มีที่ชาร์ตโทรศัพท์ แบตสำรอง memory card เป็นบริษัทที่จีนผลิตให้
มีตัวอย่างเช่น ที่ชาร์ตมือถือ ช่วงแรกสินค้าคืนกลับมามาก เพราะ จุดที่เชื่อมตะกั่ว รอยเชื่อมไม่สม่ำเสมอ
วิศวกรคนจีนบอกใช้ ปลั๊กตัวผู้และตัวเมียประกบกัน ก็แก้ปัญหาได้
สิ่งสำคัญคือ คุณภาพสินค้า ตอนนี้โต60% ต่อปี ตอนนี้ happy มาก

ข้อคิดในการสัมมนานี้ ฝากให้ก่อนจบ
ความเสียงเลี่ยงได้ ถ้าเรามีความรู้
งานยากคืองานง่าย ให้ใส่ใจในรายละเอียด
ปลาเร็วกินปลาช้า
ไม่ต้องรอสินค้าperfectก่อน ถึงจะค่อยออกสินค้า


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Oct 04, 2016 12:23 am



User avatar
ดำ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3771
Joined: Sat Mar 06, 2010 9:44 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by ดำ » Tue Oct 04, 2016 8:12 am

เข้าไปดูไม่ได้อ่ะครับ

กราฟที่มองไม่เห็นกับกราฟที่มองเห็น

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Oct 12, 2016 6:27 am

ดำ wrote:
เข้าไปดูไม่ได้อ่ะครับ
เข้าดูที่ห้อง SF ได้เลยครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Oct 12, 2016 6:30 am

ในช่วงที่หุ้นตกหนัก มาหาความรู้่กันดีกว่า

The Wisdom Wealth Avenue : Investor’s Next Move

ช่วง ปรับการลงทุนให้สอดรับเศรษฐกิจอย่างไรให้รุ่ง 11 Oct 16

คุณเผดิมภพ กรรมการผู้จัดการ KS ได้เกริ่นนำ ด้วย รูปภาพ ของ นาฬิกาการลงทุน

เริ่มจาก 1. Inflation Rise 2. Growth Weakens 3. Inflation Falls 4. Growth Recovers

ช่วงที่ดี คือ ช่วง Recovery

เป็น ช่วงที่แย่และแย่น้อยลง อัตราดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยเป็นขาลง เงินเฟ้อต่ำ เป็นช่วงที่ดีที่สุด หุ้นเป็น First Priority ที่ต้องลงทุน


ช่วงต่อมา Boom คือ เศรษฐกิจพอไปได้ แต่โตน้อยลง อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น เป็นช่วงน่าซื้อ

อันดับหนึ่ง คือ สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น สินค้าน้ำมัน ปิโตรเคมี ถ่านหิน ทองคำ

รองลงมาคือ หุ้น ให้ trade แบบ sideway

กลางปีที่แล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มขึ้น ทองคำเลยขึ้นเร็วมาก


ช่วงถัดไป Slowdown สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่ม slowdown ดอกเบี้ยก็ขึ้นอีก ต้องเก็บเงินสดอย่างเดียว ฝากออมทรัพย์


ช่วงสุดท้าย Recessopm อัตราเงินเฟ้อสูงสุด เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อดอกเบี้ยขึ้นสูงสุด ตอนนี้โลกยังไม่เกิด เพราะดอกเบี้ยยังต่ำอยู่ เมื่อดอกเบี้ยขึ้นสูงที่สุด รายได้ลดลง GDP ลดลง ต้องซื้อตราสารหนี้ระยะยาว

หรือ พันธบัตรรัฐบาล 5-10 ปี


นื่คือกลยุทธการจัดสินทรัพย์ตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งรอบนึงใช้เวลาประมาณ 12 ปี

ตอนนี้เรามาดูแต่ละประเทศกัน


US เติบโตเด่นสุด แต่ โตน้อยลง จากการคาดการณ์ ดอกเบี้ยจะขึ้นปีนี้ครั้งเดียว และ จะขึ้นปีละ2 ครั้งในปี 2017 และ ปี 2018 ดอกเบี้ยจะไปพีคในปี 2018-19 ซึ่งจะตรงกับช่วงที่4 ปัจจุบัน ดอกเบี้ย 0.25-0.5%

ปีหน้าจะขึ้นอีก1% ตอนนี้ดอกเบี้ย Bottom และ จะขึ้นเร็ว สิ่งที่ทำให้ดอกเบี้ยขึ้นเร็วมาจาก

1. เศรษฐกิจบริการโต

2. การจ้างงานดีขึ้น

ดอกเบี้ยขึ้นแน่ๆ แต่การลงทุนขึ้นกับอนาคต แสดงว่า ดอกเบี้ยสหรัฐสิ้นสุดขาลงแล้ว


EU ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแต่จะลด QE การลดพิมพ์แบงค์ ผมขอเสริมเองว่า ทำให้สภาพคล่องในระบบลดลง การเก็งกำไรลดลง


JP จะmanage yield curve ให้เป็นบวก จากปัจจุบัน ติดลบ เนื่องจากเดิมที่ทำ QE เพื่อให้หุ้นกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น

แต่ปรากฏว่า หุ้นในกลุ่มธนาคารลดลง Bond Yield ลดลง

สรุป ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ดัน Bond yield ให้สูงขึ้น


ตอนนี้ เป็นช่วงของ Commodity หุ้นsideway และ จะเหวี่ยงเข้าหาเงินสดในปีหน้า


ดังนั้นในปีหน้า จะต้องมีเงินฝาก เป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย commodity และ เงินสด

ให้รออีก 10 ปี หุ้นจะดี ตอนนี้สินค้า commodity น่าสนใจสุด


การลงทุนหุ้น ต้องดู PE Band


ตอนนี้ หุ้น US ดี แต่ราคาแพง รอซื้อตอนย่อ


หุ้น EU อังกฤษ ออก แต่ตัวเลขการผลิตของ EU เพิ่มขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจแย่ แต่จริงๆไม่แย่ ทำให้หุ้นขึ้นยาก


หุ้น JP น่าใจ เพราะเศรษฐกิจแย่ ตัวเลข PMI ต่ำกว่า 50% ถ้าตัวเลขเกิน 50%เมื่อไหร่ หุ้นจะขึ้นเยอะเหมือน

ตอน US 2 ปีที่แล้ว หุ้นขึ้นหลังจาก ตัวเลข PMI สูงกว่า 50%


ส่วนหุ้นไทย ดัชนีวันนี้ 1430 PE 14 เท่า เก็งกำไร เล่นแต่ rebound

นักลงทุนระยะยาว ถ้าหุ้นลงไปที่ 1335 PE 13 เท่าต้องเข้าลงทุน



สรุป เศรษฐกิจโตช้าๆ ดอกเบี้ยสิ้นสุดขาลง

เมื่อก่อนหุ้นยิ่งแพง ยิ่งซื้อ เพราะดอกเบี้ยยังไม่ขึ้น

ตอนนนี้เงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

หุ้นเป็นทางเลือกอันดับสอง ให้ซื้อใน ช่วง PE 13-15

อันดับหนึ่งคือให้เลือกกลุ่มพลังงงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น ประกันชีวิต และ ธนาคาร


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Oct 19, 2016 10:19 pm

AEC 2025

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) และอดีตผู้อำนวยใหญ่ องค์การการค้าโลก (WTO) กล่าวในงานสัมมนาประจำปี ธนาคารกรุงเทพ AEC Business Forum : "AEC 2025" ในหัวข้อ ประเทศไทยกับทศวรรษใหม่แห่งการพลิกโฉมเศรษฐกิจ ภายใต้ความร่วมมือ AEC ว่า
ก่อนอื่นขอพูดถึง พระองค์ท่านไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ปรัชญาที่นำมาใช้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก สหประชาชาติ
น้อมเกล้าถวายรางวัล หลายรางวัล รางวัลที่สำคัญ คือ ความโดดเด่นของการที่พระองค์ท่านเป็นกษัตริย์นักพัฒนา
(Development King ) ในด้านการจัดการบริหารน้ำ การปรับปรุงการเกษตร สิ่งแวดล้อม
พระองค์พระราชทานปรัชญาการเตือนสติเพื่อใช้ในการวางแผน สรุปได้ 3 ประการ
1. พระองค์ท่านทรงพระราชดำริ “ สมดุล “ หรือ Balance Motivation กินอยู่ พอกิน พออยู่ได้
แต่ ระบบเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่ ลืมคิดถึงอยู่เสมอ บ่อยครั้ง เศรษฐกิจผ่านการเติบโตที่ดี
ลงทุนมากมาย มักก่อให้เกิดคุณภาพการลงทุน โดยละเลยความสมดุลของทุกสิ่ง นำไปสู่ปัญหาด้าน
คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ในแง่เศรษฐศาสตร์ วัฐจักรการล่มสลายของเศรษฐกิจ ที่ขึ้นและลง ต้องมีทาง
สายกลาง ไม่เช่นนั้น เกิด Crisis
2. ความมั่นคงในเรื่อง การวางแผน รองรับสิ่งที่คาดไม่ถึง เช่น contingency plan ในสิ่งที่เรารู้จัก
3. ความยั่งยืน ( Sustainability ) เราต้องคำนึงถึงลูกหลานของเรา ทุกอย่างที่ใช้ หรือ กิน ต้องไม่หมดไป
มีเหลือให้ใช้สำหรับชนรุ่นหลัง
ดร ศุภชัย ค่อนข้างผิดหวัง ตอนไปประเทศต่างในอาเซียน ไม่ค่อยมีคนรู้ว่า อาเซียนครบรอบ50ปีแล้ว
เราเป็นกลุ่มของการรวมตัวทางเศรษฐกิจและสังคม ประชาคมอาเซียน ไม่ใช่แค่เพียง เศรษฐกิจ และ เป็นสังคม น้อมนำ
ให้โลกอยู่กันอย่างเป็นสุข สหประชาชาติ ห่วงเรื่อง ตอนนี้การลงทุนในอาวุธ ค่อนข้างมาก
และ ปีที่แล้ว FDI มาอาเซียนลดลง 10% แต่การลงทุนอาวุธเพิ่มขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในภูมิภาคนี้ ซึ่งสูงที่สุดในโลก
Pearson นักประวัติศาสตร์ ผู้เขียน The War of The World พูดว่าสาเหตุของสงครามโลกมี 3 ประการ
1. ความขัดแย้งในเรื่องเผ่าพันธุ์ มีทั่วโลก แม้แต่ในยุโรปก็มี
2. Change of Empire
สิ่งที่ถดถอยใน EU , USA เกิดขึ้นอยู่แล้ว Medium income USA รายได้เพิ่มขึ้นมาในช่วง30ปี
น้อยมาก ( 0.xx%) การล่มสลายในปี 2007-2009 คนที่ฟื้นตัวมีแค่ 1% เท่านั้น
อังกฤษไม่สามารถค้าขายกับอาเซียน เพราะต้องรออีก 20 ประเทศตกลงด้วย แต่เมื่อออกจาก ยูโรแล้ว
สามารถทำสัญญาใหม่กับ อาเซียน ดังนั้น อังกฤษออกจากยูโร จะดีขึ้น
3. Financial Volatility ถ้าหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่มีสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ก็ไม่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่2
ในเวลานี้การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะสั้นเชื่อว่ารัฐบาลมีการดำเนินไปแบบสุดทางแล้ว ผ่านนโยบายที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นห่วงว่าหากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำโดยไม่มีจุดจบ จะไม่ได้เป็นการพลิกโฉม หรือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว
ทั้งนี้ จากการกำหนดกรอบนโยบายของรัฐบาล ถือว่ามาถูกทางแล้ว ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขว่าประเทศไทยควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะวิสัยทัศน์ของอาเซียน หรือสหประชาชาติ (UN) ขณะเดียวกันการเติบโตของประเทศไทยจะพึ่งพาการเติบโตภายในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมีการเติบโตไปกับภูมิภาคและโลก เพื่อให้เกิดความสมดุล อย่างไรก็ตามใน Vision ที่จะนำพาไทยก้าวไปได้ในอนาคต และการกลับมากระตุ้นภายในประเทศ หรือการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) รวมถึงการที่จะยกระดับประเทศให้มีการเติบโตขึ้น จะมาจากการปรับเพิ่มเงินเดือนในทุกระดับ, การขยายผลิตภาพการผลิต (Productivity) เป็นต้น ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง
นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญของอาเซียนในขณะนี้ที่ไทยจะต้องยึดมาเป็นหลักในการพลิกโฉม ประกอบด้วย ความต้องการที่จะเป็นตลาดเดียวกัน (Single Market) ที่จะเป็นการสร้างภูมิภาคที่ทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันได้ ,การพัฒนากลุ่มประเทศ CLMV ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่ง CLMV ในขณะนี้ถือว่าเป็นเครื่องจักรของอาเซียน ที่มีอัตราการเติบโตโดยรวม 6-8% และต้องเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทเป็นผู้นำในเวทีโลก และต้องมีการรวมตัวเพื่อไปต่อสู้ใน UN ได้ เพื่อเข้าไปเจรจาหารือร่วมกันในรูปแบบ global economy เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในอาเซียน

สรุปของสัมมนานี้
กระบวนการของไทยที่จะพลิกโฉม ประการแรก คือ กระบวนการ digitization ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยเสรี และเริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ ,ค้าปลีก มากขึ้น โดยไทยควรเตรียมพร้อมในเรื่องของระบบ ทักษะ และกฎระเบียบ รวมถึงความปลอดภัย จากการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
ประการที่สอง Megatrend เป็นภาพใหญ่ที่จะเข้ามาพลิกโฉมของอาเซียนและสำคัญอย่างมาก คือ connectivity หรือ การเชื่อมต่อ ที่จะต้องมีความจำเป็นในการดูแลความเคลื่อนไหวของสินค้า ของต้นทุน ของคน ซึ่งจะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะตั้งเป้า connectivity เป็นโครงการของอาเซียนอย่างไรบ้าง เช่น สิงคโปร์จะเป็นผู้นำทางด้าน transportation ,เคมี,อิเล็กทรอนิกส์ และทางด้านมาเลเซีย ก็จะเป็นผู้นำทางด้านระบบการเงิน การบิน ส่วนไทย รัฐบาลก็มีการให้นโยบายออกมาแล้ว แต่ยังมีความหลากหลายอยู่มาก ซึ่งการเป็นผู้นำของไทย น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของเรื่อง Ecotourism ,การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ,อีโคคาร์ เป็นต้น
ประการที่สาม การปฎิรูปการพลิกโฉม ก็น่าจะเป็นเรื่องของ Productivity เหมือนUSA เราศึกษา Total factor technology เวียดนาม ประชุมที่ดาวอส ไม่กี่ครั้ง แต่กลับมีโครงการใหญ่มากเกิดขึ้น รวมถึง TPP มีบริษัทใหญ่ระดับโลก
ทางด้าน ธัญพืช กาแฟ มาร่วมกับรัฐ และ เกษตรกร เพื่อเพิ่ม productivity ซึ่งได้ผลมาก
ไทยก็ต้องการเพิ่ม productivity ผลผลิตต่อไร่ให้เพิ่มขึ้นเหมือนกัน
เราต้องมีการพัฒนาและวิจัย (R&D) และการมีนโยบายการทำงานร่วมกับภาคเอกชนก็ถือว่ามีความสำคัญมาก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน และยกระดับสินค้าให้ดีขึ้น
พร้อมกันนี้กลุ่มประเทศที่มีความสำคัญอย่างมากของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) คือ CLMV ซึ่งอาเซียนจะต้องมีการเติบโตไปด้วยกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมองว่าการเชื่อมโยงของ CLMV จะเป็นหัวใจสำคัญให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในอนาคต รวมถึงประเทศจีนด้วย สุดท้ายการพัฒนาเกี่ยวกับข้อตกลงอัตราแลกเปลี่ยน จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งอยากเห็นในโลกต่อไปในอนาคต ในภูมิภาคต่าง ๆ โดยไม่ควรให้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนมากเกินไป จนทำให้เกิดการแข่งขันการดำเนินนโยบายติดลบ ซึ่งจะไม่ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวไปได้


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Oct 25, 2016 9:45 am

สัมมนา กรุงเทพธุรกิจ Thailand Economic outlook 2017

หัวข้อ

From vision to action

https://www.facebook.com/Seminar-knowle ... 2/?fref=ts#

Transforming Thailand into a Sustainable Economy

https://www.facebook.com/Seminar-knowle ... 2/?fref=ts#

อนาคตเศรษฐกิจไทยปี 60

https://www.facebook.com/Seminar-knowle ... 2/?fref=ts#

ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย มาพูดในหัวข้อ เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

https://www.facebook.com/Seminar-knowle ... 2/?fref=ts#


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Nov 04, 2016 3:07 am

สัมมนา การลงทุนในหุ้นเวียดนามของ ดร นิเวศน์
Investment in Vietnam by ดร นิเวศน์ จัดโดย Maybank KimEng


เริ่มต้นจากการสนใจประเทศเวียดนามเป็นลำดับแรก ต่อมา Moneychannel ชวนไปดูตลาดหุ้นในเวียดนามพร้อมกับนักลงทุนวีไอ แต่ยังไม่มีไอเดีย กลับมาตัดสินใจว่าตลาดหุ้นที่เวียดนามน่าลงทุน และ ช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยโตช้าลง ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยแพงขึ้น หาลงทุนยากขึ้น เราเคยซื้อหุ้นถูกๆในอดีต เลยตัดสินใจเอาเงินส่วนนึงไปลงทุน ถือเป็นการกระจายความเสี่ยง เพราะถ้าถือหุ้นที่ไทยอย่างเดียว เวลาเกิดปัญหา Portfolio ก็จะเสียหายหมด
ประเทศเวียดนามพึ่งเป็นระบบทุนนิยมมา 20กว่าปีนี้เอง หลังจากปิดประเทศไปเกือบ20ปี ระบบการทำธุรกิจแตกต่างจากไทย เพราะ ไทยมีการค้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เวียดนาม เมื่อ 100กว่าปีก่อน เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ก่อนหน้านี้ก็เป็นของจีน จนกระทั่งมีสงครามกลางเมือง ไม่ได้สร้าง entrepreneur ตอนหลังสร้างผู้ประกอบการเร็วมากและเปิดประเทศ รับระบบทุนนิยม ดูเหมือนจะมากกว่า ประเทศไทย คือเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ถือเป็นการเติบโตมากกว่าเมืองไทยโดยดูจากศักยภาพ

ปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมี 3 ปัจจัย

1. ระบบเศรษฐกิจเสรี ที่เอื้อต่อการค้าขาย

2. คุณภาพของประชากร ของ เวียดนาม ได้มีการทดสอบ พิซาร์เทส ซึ่งเป็นการเทสในระดับมัธยมปรากฏว่าได้คะแนน IQ เท่ากับเยอรมัน เวียดนามถือเป็นประเทศที่ใช้ตะเกียบประเทศสุดท้ายที่ยังไม่โต

3. กำลังแรงงานที่มีเหลือเฟือ อยู่ในช่วงวัยทำงาน ประมาณ30ปีเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เคยเกิดที่เมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อน ทำให้ไทยมี GDP โตกว่า 10 % ตอนหลังคนไทยมีอัตราการเกิดน้อยลงแต่เรามีเงินเยอะขึ้น เนื่องจากลูกๆโตกันหมดแล้ว รายได้ต่อหัวโตเร็ว ทำให้มีเงินซื้อหุ้น แต่คนเวียดนามไม่ค่อยมีเงินเหลือไปลงทุนในหุ้น เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้หุ้นเวียดนามไม่ค่อยขึ้น เหมือนไทยสมัยก่อนเมื่อ20กว่าปี ตลาดหุ้นไทยไม่ค่อยโต Market cap 2-3 ล้านล้านบาท ซึ่งพอๆกับตลาดหุ้นเวียดนามตอนนี้ ประมาณ 3-4 ล้านล้านบาท
นักลงทุนต่างประเทศเข้าไปผลิตสินค้าที่เวียดนามเต็มไปหมด ตอนนี้เวียดนามเหมือนไทยเมื่อ20ปีก่อน แต่หุ้นยังไม่ขึ้น
เราอยากเป็นหนุ่มเหมือนเมื่อก่อน เลยไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม ความเสี่ยงในระยะสั้นยังมี แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้า
เวียดนามโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพแรงงานที่ดี ค่าแรงถูกกว่าไทย เศรษฐกิจต้องการการบริโภคอีกเยอะ ซัมซุงเมื่อก่อนตัดสินใจอยู่ว่าจะลงทุนเพิ่มในไทยหรือเวียดนาม สุดท้ายก็มาเลือกลงทุนในเวียดนาม แถมยังย้ายการผลิตจากไทยมาที่นี่ด้วย เพราะที่เวียดนามได้เปรียบกว่าหลายด้าน
สังคมที่เวียดนามไม่สุดโต่ง เล่นได้ทุกรูปแบบ ยืดหยุ่น แรงงานขยันขันแข็ง หลังจากไปvisitคราวที่แล้ว ภาพยังไม่เปลี่ยนเหมือนเมืองไทยเมื่อ20กว่าปีก่อนพอเศรษฐกิจเฟื่องฟู มีโอกาสเกิดการโกงขึ้นมาเป็นเรื่องธรรมชาติhandleกันได้
เศรษฐกิจโตเร็วกว่าต้นทุนนี้เยอะ CG ก็ค่อยๆดีขึ้น ดัชนีหุ้นเวียดนามไม่โดดเด่นมาก เมืองไทยก็คล้ายๆกันในสมัยก่อน
ระยะ5-6ปีหลังเริ่มผิดปกติ โตช้าลง สำหรับดัชนีหุ้นเวียดนามคิดว่าโตเฉลี่ย 10-15% ไม่มากกว่านี้ ถึงแม้จะมีหุ้นเช่น
Mobileworld ก็ตาม อาจกระโดดบ้างจากการปรับตัวจากตลาด Frontier ไปเป็น Emerging Market

หุ้นบางตัวอาจโตกว่า15% หลายคนได้ศึกษา ถ้าลงทุนในหุ้น PE ต่ำ และ ราคาขึ้นก็ขายไปเรื่อยๆ ย้อนหลัง15ปี ผลตอบแทนอาจเป็น 30% ถึง 10เท่า ดังนั้นการเลือกควรซื้อหุ้นตัวเล็ก และ ซื้อเก็บไว้

ตอนนี้ตลาดหุ้นเวียดนามขึ้นๆลงๆ ควรหาหุ้นเล็กเก็บไว้ เลือกเก่งๆก็รวยได้ ดีกว่าการซื้อดัชนี ซึ่งโดยปกติขึ้น10เท่ายากมาก แต่หุ้นตัวเล็กขึ้น10เท่าเป็นไปได้

วิธีการลงทุนของดร นิเวศน์ในตลาดหุ้นเวียดนาม

ผมไม่รู้ว่าตัวไหนดี สุดท้ายเลือกหุ้นถูก ใช้วิธีของ Magic formular ของ ดร ไพบูลย์ ให้ program คอมพิวเตอร์ เลือกมา 50-60 ตัวถือ ไว้ ผ่านไป 1 ปี หุ้นไม่ไปไหน แต่ได้ ปันผลมาทุกตัว เกือบ 10% ต่อปี happyมาก
ทิ้งไว้2ปี คนเริ่มมาลงทุนกันมากขึ้น ปรากฏว่าขึ้นมา 50% บางตัวขึ้นมา3เท่า เช่น หุ้นโรงงาน้ำตาลและ หุ้นโม่หิน
หุ้นขึ้นมาขนาดนี้ แต่ยังไม่ขาย เวลาซื้อใช้เวลา6เดือน แต่ถ้าจะขายน่าจะใช้เวลา6ปี ตอนนี้ volunmการซื้อขาย
อยู่ที่ 3000-4000 ล้านบาทต่อวัน รอจนคนเวียดนามมาเล่นหุ้นเยอะ จะถึงเวลาขายได้ หุ้นที่ซื้อส่วนใหญ่ Marketcap แค่ 100-500 ล้านบาทเอง พยายามไม่ซื้อเกิน5% ลงทุนในsectorที่น่าเบื่อ แต่ราคาหุ้นถูก
จะซื้อเพิ่มอีก30-40 บริษัทให้ครบ100บริษัท ปันผล10%มากกว่าหุ้นไทย มีหุ้นเน่าบ้างแต่มีหุ้นดีๆมาชดเชย
หุ้นรับเหมาก่อสร้างขึ้นมา2-3เท่า market cap แค่ 300 ล้านบาท หุ้นโม่หิน C32 หุ้นน้ำตาล จำได้เพราะขึ้นมาเยอะ
อีก40บริษัทที่จะซื้อเพิ่มก็ใช้วิธีเดิมซึ่งได้ผลมาก่อน เน้น PEต่ำ โดยใช้หลักการของ Magic formular และ Jitta
เหมาะกับการใช้ในตลาดหุ้นที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ แต่ใช้กับหุ้นไทยไม่ได้ เพราะ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่มีประสิทธภาพไปแล้ว แต่ตลาดหุ้นเวียดนามยังไม่ใช่ตลาดที่มีประสิทธิภาพ ยังสามารถหาหุ้นถูกได้
ผมอยากซื้อหุ้นเป็นตัวๆ เพราะซื้อกวาดมีข้อจำกัด ติดตามยาก ซื้อเก็บแบบหุ้นในเมืองไทยแค่ 5-6 ตัวใหญ่ๆ
และตามไปเรื่อยๆ เราต้องรู้เรื่องหุ้นเวียดนามมากกว่านี้ อยากหาบริษัทที่มั่นคง เช่น บริษัทผลิตไฟฟ้าที่เวียดนามยังต้องการไฟฟ้าอีกเยอะ ถ้าทุกอย่างลงตัว น่าจะขึ้นไปได้ ราคาหุ้นน่าจะขึ้นไปให้เหมาะสมกับฐานะ
ร้านสะดวกซื้อ หรือ Modern trade ยังต้องมองไปเรื่อยๆ ยังไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด
หุ้น Infrastructure เติบโตแบบมั่นคง คู่แข่งเข้ามายาก ต้องลงทุนสูง ไม่ได้เปรียบคนเก่าที่เข้ามาก่อน
แต่บริษัทที่ขายมือถือ เช่น Mobileworld ถึงแม้โตเร็ว แต่ อาจมีคู่แข่งเข้ามาแข่ง ซึ่งเข้ามาง่าย
หุ้นเขื่อน น่าสนใจเพราะไฟฟ้าทั่วประเทศมาจากเขื่อน 50% บางบริษัท Market cap 600 ล้านบาท อยากซื้อไว้
เผื่อชวนเพื่อนไปตกปลาที่เขื่อนของตัวเอง
ย้อนมาที่ Infrastructure ต่างชาติแข่งยาก ต้องเข้าไปBid และ ลงทุนสูง ผมเจอบริษัทนึง ทำทางด่วนเหมือน BECL
แต่ Market cap 500 ล้านบาทเองเป็นทางด่วนที่รถรอขึ้นตลอดเวลา และ รถช่วงนี้ขายดีมากเพราะคนชั้นกลางเริ่มมีรายได้มากขึ้น สรุปหุ้นที่น่าลงทุน จะเน้น บริษัทก่อสร้าง ทางด่วน ทำเขื่อน ที่มั่นคง บริษัทผลิตยาก็น่าสนใจ สักวันน่าจะ
โตเท่ากับ บริษัท Mega ในเมืองไทย เพราะคนเวียดนามรวยขึ้น ต้องการยา อาหารเสริมมากขึ้น
ส่วน Modern trade ไม่ค่อยดี ประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ช่วง4-5ปีแรก มีสาขาน้อย ที่เวียดนามก็เหมือนเราช่วงนั้น
บริษัทพวกนี้อยู่นอกตลาดหุ้น แข่งขันกันอยู่ แต่ถ้าเราเห็นว่ามีบริษัทในตลาดหุ้นก็น่าสนใจ ผมจะรอบริษัทที่ชนะขาด
ค่อยลงทุน ส่วนบริษัทขายโทรศัพท์มือถือ local ชนะ เพราะต่างชาติแข่งขันยาก กำไรต่ำมาก ไม่คุ้มลงทุน
ส่วนธนาคารไทย PEแค่ 10 เท่า ผ่านวิกฤตเศรษฐกินมาอย่างน้อย2รอบ ตอนนี้ได้มาตราBazel3แล้ว ผู้บริหารไม่ซี้ซั้ว
NPL พอได้ เงินปันผล4% ก็โอเค แต่ธนาคารในเวียดนาม ไม่เคยผ่านวิกฤต เราไม่รู้ข้างใน เฉยๆไว้ก่อน

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร นิเวศน์ และ Maybank KimEng ที่จัดสัมมนาและความรู้ดีๆกับเราเสมอมาครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Nov 08, 2016 6:07 am

ปาฐกถาจาก ดร สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
หัวข้อ เศรษฐกิจกระแสใหม่กับสังคมไทยปี 60 โดย Seminar Knowledge Page
เกริ่นนำ ผมเคยพบดร สถิตย์ ตอนมาเปิดงานสังสรรค์วีไอเมื่อปี 2558 โดย ดร ไพบูลย์แนะนำว่า ผมจดบันทีกการสัมมนาได้ดี ดร สถิตยังชวนให้ไปบันทึกเวลาท่านเป็นวิทยากร แต่ยังไม่มีโอกาสฟังท่านเลย จนมาวันนี้ผมได้มีโอกาสเข้าฟังสัมมนาของท่าน จึงพยายามจะบันทึกสัมมนาครั้งนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด ผิดพลาดประการใด ขออภัยมาณ ที่นี้ครับ

ต้นปี 2500 อดีตนายกมาเลยเซียบอกว่าจะเป็นประเทศพัฒนา หมายถึงรายได้ประชาชนอยู่ในระดับสูง 12,735 US ต่อปี
ในปี 2020 ซึ่งถ้ารายได้ตามเป้าจะพ้นจากการมีรายได้ระดับปานกลาง นำไปสู่ประเทศพัฒนา
ประเทศไทยพยายามที่จะบอกว่าเราจะพ้นจากระดับรายได้ปานกลาง ข้อเท็จจริงขณะนี้ ไทย มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 5,780 USD ต่อคนต่อปี การที่จะก้าวไปสู่รายได้ต่อปีต่อคน 12,735 USD ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 15 ปี โดยการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสาหกรรมใหม่ ประเทศไทยก้าวสู่ New Normal ซึ่งกลายเป็นการโตของเศรษฐกิจในระดับปานกลาง
คือ GDPโต 3% ต่อปี เราต้องมีเครื่องยนต์ new growth engine เป็นอุตสาหกรรมสาหกรรมต่างจากเดิม
เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมสาหกรรม 4.0
TDRI บอกว่า ถ้าไม่ได้นำอุตสาหกรรมสาหกรรมเกษตร การท่องเที่ยว เข้ามาเสริมจะใช้เวลานานกว่านั้น ขณะนี้ ข้อเท็จจริงการจดทะเบียนคนจนปีนี้มีเพียง 7.8 ล้านคน ไม่นำจดซ้ำ หรือ เสียชีวิตไปแล้ว
ปี 2537 มีคนจน 24 ล้านคน แสดงว่าคนจนลดไปได้มาก แต่ว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน
20% ด้านบนรายได้ เป็นของคนรวย และ 20%ของรายได้ต่ำสุด ซึ่งเป็นของคนจน ห่างกัน 12 เท่าเหมือนเดิม
และจะยิ่งห่างออกไป
การพัฒนาที่แท้จริง การเติบโตต้องรวดเร็ว เป็น inclusive growth โตอย่างทั่วถึง
เมื่อก่อน ปล่อยเศรษฐกิจให้เสรีไป คนอยู่ข้างบนได้ประโยชน์ ท้ายสุดจะมาสู่ข้างล่างเอง
ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น อีกแนวคิดนึง มีโอกาสได้ประโยชน์เหมือนกัน แบ่งปันเท่าที่จำเป็น แนวทางนี้ก็ล้มเหลวด้วย
แนวคิดอยู่ตรงกลาง เสรี และ สร้างความเป็นธรรม เติบโตอย่างทั่วถึง ไม่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสียหายด้วย
ต้องเป็นการพัฒนายั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม( sustainable )
ปี 1986 กรรมาธิการ สหประชาชาติ ออกรายงานสำคัญที่ทั่วโลกนำไปปฎิบัติ (Our common future )
รายงานนี้ ถ้าละเลยสิ่งแวดล้อม จะไม่เหลืออะไรอยู่ ปีนี้ มีการกำหนดเป้าหมาย sustainable 17ข้อ
เติบโตแบบมี ประสิทธิภาพมีหลายทาง บางกรณีเรียกว่า ประชานิยม, ประชารัฐ, ไทย 4.0
ผมอยู่ในคณะกรรมการอยู่ด้วย มีที่ปรึกษาเป็นอดีตรมตเกษตร คุณ กิติพร พึ่งบุญ รวมถึงวิทยากรรอบต่อไป
คือคุณอลงกรณ์ เรากำลังดูว่าต้องมีเศรษฐกิจอะไรบ้าง เราควรใช้คำว่า เศรษฐกิจ กระแสไทย หรือ New Economy
เริ่มต้น จาก เศรษฐกิจชีวภาพ ใช้ศักยภาพชีวภาพ ที่มีอยู่ให้มีมูลค่าขึ้นมา เรามีความสำคัญอยู่อันดับแปดของโลก
พืชขีวภาพ 13,000 ชนิดที่หาไม่ได้นอกจากประเทศไทย เช่น จุลินทรีย์แบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่า ทำอย่างไรให้งานวิจัย
กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ห้องทดลองแปลงเป็น productชีวภาพที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งออกได้
เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม เกษตร ยา อาหาร เครื่องสำอาง พลังงานชีวภาพ เชื่อมกับอุตสาหกรรม ชีวภาพ ประกอบ เคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมชีวภาพ
PTT ไปตั้งบริษัทย่อย 3 บริษัทผลักดันให้นำชีวภาพมาเป็นสินค้า เช่น ยาที่สั่งจากต่างประเทศ เป็นยาสำหรับเมืองหนาว
ถ้าเราสามารถทำยาสำหรับเมืองร้อน ท้ายสุดส่งออกมากกกว่านำเข้ายา ลดการขาดดุล
เศรษฐกิจชีวภาพ สร้างความมั่นคง กระจายรายได้ สร้างความเติบโตให้กับภาคเกษตร กลายเป็นผืนป่าชีวภาพ เพิ่มมูลค่า นำสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ
เศรษฐกิจกระแสใหม่ ประกอบ เศรษฐกิจดิจิตอล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไทยจัดอันดับอยู่กลางของการใช้ข้อมูลสารสนเทศ คนไทยมีมือถือ 1 ล้านเครื่อง ใช้ internet 23 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมสังคม
แต่ยังไม่ได้ใช้เพิ่มมูลค่า ถ้าหันไปใช้กับธุรกิจอุตสาหกรรม ทำให้มูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้
ดัชนีความง่ายในการประกอบธุรกิจ เราอยู่ลำดับ 46 จาก 190 ประเทศ
ความง่ายในการประกอบธุรกิจส่งผลให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ open government
เราใช้เทคโนโลยีเปิดเผยแค่ไหน เราสามารถนำไปเสริมสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง ถ้าเปิดเผยมากกว่านี้
ทำให้การประกอบธุรกิจมากขึ้น และ กำจัดการคอรับชั่นด้วยอีกทางนึง
นอกจากการเปิดเผยข้อมูล เราต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน เช่น ข้อมูลบัตรประชาชน เวลาเราไปโอนที่ดิน
ติดต่อขอใบอนุญาติก่อสร้าง ยังต้องแสดงบัตรประชาชน และ สำเนา ทั้งที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว
จริงๆแค่มีบัตรประชาชนก็พอ ไม่ต้องมีสำเนา ลดขั้นตอนในการติดต่อราชการและการทำธุรกิจได้
สามารถใช้ข้อมูลกลางให้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ธนาคาร และ เกี่ยวข้องกับตลาดทุนด้วย
ถ้าเราทำจริงจังออกมา ทั่วถึง โปร่งใส ก็ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้แล้ว
การปฏิวัติรุ่นที่สาม หลังปี 1995 หนังสือได้เกิดขึ้นมา และ Digital economy เข้ามาบทบาทั่วโลกตั้งแต่วันนั้น
ต่อมาเกิดหนังสือ Blockchain สามารถทำธุรกรรมการเงิน การกู้ยืมเงิน ไม่ต้องผ่านทางธนาคาร
สามารถปรึกษาผ่านทางคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างที่สั่นสะเทือนโลกมาแล้ว แชมป์หมากรุกเล่นแพ้คอมพิวเตอร์
การประกันภัย ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับคนอีกแล้ว มีความอิสระที่อยากจะทำ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
ในกฎเกณฑ์ของรัฐ ถ้าเปิดสนามทดลอง ให้มีการทดลองสิ่งเหล่านี้ ดิจิตอลก้าวไปไกล เรานำประโยชน์
จากดิจิตอลได้อย่างไร บางapplicationเชื่อมผู้ต้องการที่พักกับผู้ให้พักเข้าด้วยกัน เกิดเป็น Airbnb
ทำให้มีขนาดใหญ่กว่า chain Hotel
Uber เชื่อมคนใช้รถกับคนที่มีรถสามารถหารายได้เพิ่มได้ผ่านทาง application นี้ ชำระเงินผ่านบริการทาง อิเลคทรอนิคส์ บางคนบอกว่า Uber มีมูลค่ามากกว่า Airbus เสียอีก
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ เศรษฐกิจวัฒนธรรม เชื่อมกันอย่างไร กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นมา เรามีอุตสาหกรรม อาหาร กราฟิก ดนตรี การแสดง ละคร โทรทัศน์ และ วิทยุ ที่เห็นชัดและเฝ้ามอง คือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเกาหลี คือ หนัง แดจังกึม แสดงถึง วัฒนธรรมของอาหารเกาหลี แถมด้วยดนตรี และ แฟชั่น เครื่องสำอาง เกาหลีส่งออกความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรมไปทั่วโลก ไทยต้องหยุดนำเข้าพวกนี้ เราส่งออกประมาณ 13.5% ของ GDP
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็รวมกับภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม แฟชั่น ดนตรี จะมีมูลค่าถ้าจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
ซอสพริกศรีราชา ถูกจดทะเบียนที่USD โดยคนเวียดนาม
ความคิดสร้างสรรค์ถ้าไม่จดสิทธิบัตร ก็จะไม่มีมูลค่ากับเศรษฐกิจไทย
เป้าหมายของประเทศสังคมนิยม ขาดแรงจูงใจขับเคลื่อนไปข้างหน้า ต้องอาศัยทุนนิยมมาช่วย
ไทยมีเงินทุนมากมายจากภาคเอกชน งบ CSR 10,000 ล้านบาทต่อปี โครงการรัฐเช่นกองทุนคนพิการ
มีเงินมากมาย ถ้ามาทำให้มีคุณค่าก็เกิดกิจกรรมทางสังคม และ เศรษฐกิจ
ประเทศบังคลาเทศ ปล่อยสินเชื่อให้กับสังคม โดยกามินแบงค์ รวมถึง ธนาคารออมสิน ก็นำแนวคิดนี้มาปล่อยสินเชื่อคนจนซึ่งธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยให้ เป็นธุรกิจเพื่อสังคม อยู่ได้ด้วยการทำธุรกิจ ไม่ใช่อยู่ได้จากการรับบริจาคหรืองบภาครัฐ
ตัวอย่างเช่น
พระยาอภัยภูเบศ อุดหนุนเงินให้เกษตรทำสมุนไพร แบ่งกำไรให้โรงพยาบาลพระยาอภัยภูเบศ และ เกษตรก็มีรายได้
ถือเป็นธุรกิจเพื่อสังคม
Silver Economy เศรษฐกิจผู้สูงวัย ไม่ใช่ภาระของคนจำนวนมาก
ไทยมีผู้สูงวัย ร้อยละ 10 ต่อไปจะมี ร้อยละ 20 เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
แต่ผู้สูงวัยที่สามารถสร้างสรรค์ ออกไปข้างนอกคิดเป็นจำนวน 79.5% มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
product สำหรับผู้สูงวัย เช่นอาหารเสริม บ้าน เฟอร์นิเจอร์ หุ่นยนต์ที่ช่วยเหลือคนป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
หุ่นยนต์ดินสอเพื่อทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ทั้งหมดนี้คือ เศรษฐกิจกระแสใหม่
ทำให้ไทยมีกระจายความมั่งคงได้มากขึ้น เป็นการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ถึงแม้มีกำไร แต่มีประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจกระแสใหม่ หลายส่วนงานทำอยู่แล้ว
ไม่ได้ใหม่จริง ตัวอย่างเช่น สวนจิตรลดามีโครงการพัฒนาโคนม และ ผลิตภัณฑ์นม พระองค์ส่งเสริมมาก
ในช่วงที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ามาตอนแรกๆ มีพระกระแสราชดำรัสให้ค้นคว้าเรื่องคอมพิวเตอร์ ทรงออกFrontภาษาไทย จิตรลดา พระองค์สื่อสารให้พสกนิกรตลอดมา เศรษฐกิจดิจิตอลที่มีมานาน
กังหันน้ำชัยพัฒนา เป็นกังหันน้ำที่ได้รางวัลจากประเทศเบลเยี่ยม
และ วันที่ 2 กพ 2536 จึงกลายเป็นวันนักประดิษฐ์ไทย ต่อมาปี2551 สมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติถือว่าเป็นวันนักประดิษฐ์โลก
พระองค์ทรงใช้ดนตรี เพื่อสื่อเชื่อมกับจส 100
พระองค์เชื่อมนักศึกษาผ่านทางวันทรงดนตรีไทย แสดงดนตรีที่เวียนนาเพื่อเชื่อมกับตะวันตก
บริษัทดอยคำ เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ให้ผุ้บริโภคได้ทานสินค้าOrganic
ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น มาปลูกพืชสร้างรายได้ให้กับชาวเขา
พระองค์มีหน่วยทันตกรรมช่วยเหลือผู้สูงอายุตามท้องถิ่นทุรกันดาล
และส่งเสริมให้ทำเครื่องกรอฟันขึ้นมาเองได้
พระองค์ได้รับรางวัลจากเลขาธิการสหประชาชาติ ยกย่องพระองค์
แนวทางเศรษฐกิจ พอเพียง เป็นแนวทางที่สำคัญ สมดุลทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม

เพลงแสงเทียน นำพาเราให้สร้างไทย มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนตลอดไป
ศาสตราจารย์ ระพี สาคลิต อายุ 94 ปี เป็นคนเล่นเพลงนี้


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Nov 08, 2016 6:26 am

https://www.facebook.com/permalink.php? ... 4232617862
สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมจากpageได้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Nov 10, 2016 10:41 pm

สัมมนา มุมมองตลาดทุนในปีหน้าของ อเบอร์ดีนครับ

https://www.facebook.com/permalink.php? ... 4232617862


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Nov 12, 2016 6:13 am

สัมมนา The Road Ahead Market Outlook 2017 by Aberdeen
ผู้บรรยาย คุณอดิเทพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลงทุน บลจ อเบอร์ดีน
คุณพงษ์ธาริน หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ บลจ อเบอร์ดีน
สัมภาษณ์โดย พิธีกรคนเก่ง คุณ Fern Siratthaya อดีตพิธีกร Money channel และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Finnomena
Q: คุณFern ได้ถามคุณพงษ์ธาริน เกี่ยวกับ ทรัมป์ตอนนี้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี จะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร
A: คุณพงษ์ธาริน บอกว่า คำตอบต้องใช้เวลาเพราะต้องดูว่าทรัมป์ทำตามที่พูดหรือเปล่า ปกติต้องผ่านกระบวนการใช้เวลามากกว่าจะimplEmerging Marketent
ถ้าทำได้บางอย่าง เช่น นโยบายการคลัง ที่ลงทุนเป็นของภาครัฐ ต้องยอมรับว่าของเขาclear สุด 2-3 ล้านๆเหรียญ$
มันดีต่อเศรษฐกิจของ US
ช่วงก่อนรัดเข็มขัด ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้จะเพิ่มดอกเบี้ยด้วย ถ้าใช้นโยบายการคลังดีต่อ US และดีต่อโลกด้วย
ผมว่าควรส่งผลบวกต่อไทย ผมเห็นว่า net net เป็นบวก
กำแพงภาษีคงไม่สูงเหมือนกำแพงเมืองจีน เขาไปดูเรื่องmanufacture
ตอนนี้ เม็กซิโก โดนnegative ไปเยอะ
การเปลี่ยนแปลง Trade agreEmerging Marketent ต้องใช้เวลา 2-3 ปี ถ้าเขาทำอย่างที่พูดเรื่องคลังจะดีต่อเศรษฐกิจ
แต่จะกระทบเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมจะดี
ตอนนี้บางประเทศดอกเบี้ยติดลบ จะไม่ใช้เงิน ดังนั้น เงินเฟ้อขึ้นเป็น 2-3%ก็จะดีต่อระบบ
Q: ในแง่ตลาด DJ Future ตอนแรกลงแต่ท้ายสุดฟื้นกลับมาในวันเดียวกัน มองว่าอย่างไร
A: เจอความไม่แน่นอน เมื่อทรัมป์มา ดัชนีก็ติดลบแต่กลับมาปิดบวก ทรัมป์มาต้นปีหน้า นโยบายทำจริงแค่ส่วนเดียว
กระทบต่อ Trade และ ภาษี ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจะกระทบสินทรัพย์เสี่ยง และ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ เช่น จีน
เกาหลี ออสเตรเลีย แต่ข้อมูลไม่นิ่ง $จะแข็งหรือเปล่า กู้มากขึ้นหรือเปล่า ตอนนี้ค่อยๆดูกันไป
ที่แน่ๆ EMERGING MARKET รวมไทย ไม่น่ากระทบรุนแรง เราค้าขายคิดเป็นแค่ 10% ของGDP
สินค้าเป็นข้าวซะเยอะ ทรัมป์ไม่ได้พูดถึงไทยในตอนหาเสียงเลย
ถึงแม้ไทยอยู่ใน EMERGING MARKET
Q: พื้นฐาน ภาพใหญ่ GDP เป็นอย่างไรบ้าง
A: ปีนี้ไม่น่ากระทบ แต่ปีหน้าต้องดูที่สมมติฐาน ถ้าเราคิดว่า
1. นโยบายการคลังเกิด GDPไทยก็เพิ่มได้
ตอนนี้คงForecastไว้ จนกว่านโยบายจะclear ทรัมป์ยังไม่ได้เลือกทีมงานเลย ปีหน้า GDP ไม่น่าต่ำกว่าปีนี้
แต่ไส้ในเปลี่ยนไป หลักๆมาจากการลงทุนภาครัฐ แต่contribution การผลักดันน้อยกว่า เพราะส่วนอื่น
ของเศรษฐกิจจะฟื้นมา เช่น การบริโภคเอกชน ตัวเลข3-4เดือนเริ่มดีขึ้น มีโอกาสคาดว่าค่อยๆขึ้นไป
เพราะคิดเป็นสัดส่วน GDP ค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ได้บอกว่าขึ้นมาหรูหรา
2. Net Expert ที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นลบ Expertคือส่วนสิ่งของ ไม่รวมการท่องเที่ยวซึ่งปีนี้ช่วยได้เยอะ
นี่คือTheme ของปีหน้า

Q: หนี้ครัวเรือน มีผลอย่างไรในปีหน้า
A: ตอนนี้หยุดเพิ่ม ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ลดไม่ใช่จำนวนเงิน แต่ของเขาเป็น absoluteหนี้เพิ่มขึ้น
แต่คิดเทียบกับ GDP มันลดลง หนี้ครัวเรือนของเราอยู่ตรงกลางเทียบกับเพื่อนบ้าน
ส่วนสินค้าการเกษตรที่ตกต่ำ กราฟที่แสดง ข้าวเริ่มเด้งขึ้นแล้ว Netแล้วราคาเกษตรปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว
ปีหน้า ราคาเกษตรน่าจะสูงกว่าปีนี้ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในแง่นโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเดียวใน3-6เดือนข้างหน้า
ตอนนี้ยังรอดูปัจจัยหลายอย่าง
ตอนนี้มีปัจจัยเช่น
1อัตราแลกเปลี่ยน มุมมองของเรา $/Baht ประมาณ 35-35.5 บาทต่อ$
ปกติธนาคารแห่งประเทศไทยวัดดอกเบี้ยบาทเทียบกับสกุลอื่น ตอนนี้เทียบกับทวีปอื่นเราค่อนข้างคงที่ดีกว่า
NEER จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะนำมาพิจารณาลดดอกเบี้ยเหมือนตอนปี 2015
2. เงินเฟ้อที่คาดว่า ไม่น่าจะถึง 2% มีช่องว่างให้ลดดอกเบี้ยมากขึ้น
ถือเป็น2ปัจจัยให้พิจารณาลดดอกเบี้ย

Q : พอทรัมป์เป็น President มีโอกาสคงดอกเบี้ยหรือไม่
A: ตอนนี้โอกาสขึ้นน้อยกว่า 50% แต่ทางเราคิดว่ามีโอกาสเพิ่มมากกว่า
และมีโอกาสขึ้นปีหน้าอีก 2-3 ครั้ง แต่ยังไม่Formal จริงๆจำนวนขึ้นดอกเบี้ยน่าจะลดลง เรากำลังคำนวณกันอยู่

Q: ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีอะไรบ้าง
A: ปี2017 นโยบายการคลังยังต่อเนื่อง แต่การcontributionของภาครัฐคิดเป็น % ของ GDP น้อยลง

Q: ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้เป็นอย่างไรในปีหน้า
A: คุณ อดิเทพพูดถึง กองทุน LTF70/30 มี densification effectเยอะกรณีหุ้นไม่ค่อยดี
พันธบัตร 1 ปี ถึง 50ปี ตราสารหนี้ให้ yield 6-7%
ยอมรับผลตอบแทนมาจาก 3-4 เดือนแรกของปีนี้
เหตุที่ผันผวนเพราะว่า
นักลงทุนต่างประเทศ ลดการลงทุนในตราสารหนี้ ในประเทศEMERGING MARKET มา3-4 ปี แล้ว
ซึ่งตลาดเคยpeak ในปี 2013 แต่ปัจจัยบวกมาจากความต้องการของนักลงทุนไทยมาแทนนักลงทุนต่างประเทศ
เช่น บลจ บริษัทประกันชีวิต กบข ซึ่งถือเป็น National Emerging Market เป็น National buyer ทำให้ราคาไม่ผันผวน

ตลาดตราสารหนี้จะเทียบผลตอบแทนกับเงินเฟ้อ
เราเอาผลตอบแทนลบเงินเฟ้อเทียบกับในตราสารหนี้ในเอเชีย และ DEVELOPE MARKET
ไทย ผลตอบแทน พันธบัตร 2.3% เงินเฟ้อ 2%
เรายังดีกว่า มาเลเซียอีก มุมมองของผมดูว่าดี
Slideหน้าต่อไป ผลตอบแทนในส่วนหุ้น จะเทียบกับผลตอบแทน SETRI (ผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์บวกเงินปันผล)
ส่วนตราสารหนี้จะเทียบกับดัชนีอ้างอิงตราสารหนี้ ,Benchmark ใช้ Thaibma index
จากslide จะเห็นว่า ปี2008 ,2013,2015 ความสัมพันธ์ของหุ้นกับตราสารหนี้จะตรงกันข้าม
ถ้ามีตราสารหนี้ในport จะช่วยsupport ราคาของกองทุนได้ระดับหนึ่ง

Q: ตลาดหุ้นไทยปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง
A : ปีนี้return 16-17% ค่อนข้างดี ถึงแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่เราคาดการณ์ไว้แล้ว Total return 11%
เพราะ 1. ธนาคารที่มีหนี้เสียปีที่แล้ว แต่ปีนี้ดี เพียงแต่กลุ่ม SME ไม่ค่อยแข็งแรงทำให้ NPL เพิ่มขึ้น
สถาบันการเงินยังแข็งแกร่ง ระดับสำรองหนี้เพียงพอ เศรษฐกิจมีโอกาสเติบโต
Sector Telecom ปีที่แล้วแข่งขันเยอะ
ส่วนพลังงานปีนี้ ราคาเริ่มอยู่ตัว
โดยรวมตลาดหุ้นปีนี้ เราไม่คาดว่าตลาดดีแบบนี้
ปีนี้ไหลเข้ามาจากต่างประเทศ Net-Net 3,000 ล้านUS ส่วนใหญ่ไหลมาจากกองทุน ETF (Passive fund)
ตลาดEMERGING MARKETเริ่มมีคนสนใจ ไทยอยู่ในนั้นด้วย และ US ขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาด
Japan ค่าเงินแข็งขึ้นเยอะ ทั้งที่พยายามให้เยนอ่อน
( คุณ Fern บอว่า ปีที่แล้ว 11 พย มีการประมูล4Gข้ามวันข้ามคืน )
ระดับหนี้เราไม่เยอะ ค่อนข้างอยู่ในระดับหนี้ที่ใช้ได้ ดังนั้นบริษัทจดทะเบียนไม่น่ามีปัญหา
ราคาหุ้นแพงขึ้นเมื่อเทียบกับต้นปี แต่กำไรไม่ได้สูงขึ้น
การพูดว่าถูกหรือแพง เราต้องเทียบกับเพื่อนบ้านซึ่งขึ้นเหมือนกัน
เราอยู่ตรงกลาง นักลงทุนบางกลุ่มก็คิดว่าน่าจะtrade ได้
เราไม่เหมาะสมที่จะtrade Premium เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอินเดีย กับ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเศรษฐกิจเติบโตกว่าไทย
เช่นประเทศอินเดีย อัตราการโตของGDPสูงมาก ตลาดใหญ่กว่า สภาพคล่องดีกว่าเรา แต่ก็เป็นไปได้ครับ

Q หุ้นไทยมี 8 sector หลัก ให้ช่วยวิเคราะห์แต่ละSectorว่าอันไหนดีบ้าง
A: Health care trade PE สูง เพราะธุรกิจ ลูกค้าต่อรองราคาไม่ได้
Retail เติบโตดี , Banking ราคาค่อนข้างถูก
Commodity ราคากลับไประดับเดิมค่อนข้างยาก
เราพยายามmix หุ้นแต่ละกลุ่ม ใน portfolio

Q: การลงทุนปีนี้ หุ้นไทยถึงแม้แพง การกระจายการลงทุน หุ้นไทยถือว่าเป็นการกระจายการลงทุนหรือเปล่า
A: ส่วนใหญ่ นักลงทุนต่างประเทศจะถามต้องลงในไทยด้วยเหรอ
ผมตอบว่า บริษัทไทยไปขยายใน Asian ซึ่งดีมาก เช่น SCC เป็นผู้นำในไทยเลยขอไปขยายในต่างประเทศ
ปูนกลาง เร็วๆนี้ประกาศว่าไป ศรีลังกา เวียดนาม ถือเป็นอนาคตที่สดใส มีต่อport สามารถกระจายความเสี่ยงได้

Q: กลยุทธ์ปี 2017 อยากรู้ว่าประเมินอย่างไร
A: ปีนี้ค่อนข้างผันผวน จนถึงต้นปี เพราะมีอะไรไม่แน่นอนสูง ตลาดผันผวนมากขึ้น
เราไม่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ลงทุนระยะยาว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทหารายได้ในประเทศ แต่เริ่มมีบริษัทที่มี exposureใน
ต่างประเทศมากขึ้น เอเชียยังมีความไม่แน่นอนในทางการเมืองสูง รวมถึงus
ระยะสั้นชะลอตัว แต่ที่เราคุยกับหลายบริษัท บอกว่าเริ่มดีขึ้นในต้นปีหน้า
Q3 ตัวเลขค่อนข้างดี แต่ชะลอตัวลงในเดือนตุลาคมอย่างชัดเจน

Q: อยากทราบรายละเอียดของ portfolio กองทุน Aberdeen LTF
A: กองนี้ก่อตั้งมา 12 ปี บริษัทส่วนใหญ่ถือเกิน 10 ปี รายได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหาตัวใหม่เข้ามา
ในราย Sector มาจากการสร้าง port แบบ bottom up
เราตัดสินใจถือในหุ้นแต่ละตัว Sectorไม่ได้มีความหมายมากเท่าไหร่
ปีนี้ HMPRO , KKP ปรับออกบ้าง และถือเพิ่มหุ้นบ้านปูพาวเวอร์ เนื่องจากถือตัวแม่มา
ถือมาตั้งแต่ ราคา 400 บาท จนถึงตอนนี้เลยได้ บ้านปูพาวเวอร์มา
หลังจากได้มาไม่เยอะ เลยซื้อเพิ่มหลัง IPO และ จะถือต่อไป ถ้าราคาลงมาจะซื้อเพิ่ม
Timing วันนี้ การลงทุนใน LTF ,RMF
1. ใกล้หมดเวลา
2. การทำ timing ไม่ค่อยถูกนัก เพราะ ไม่มีผล ต่อผลตอบแทนในระยะยาว ตอนนี้ LTF ขยายเวลา ถือ 7 ปีแล้ว
เลือกหุ้นที่PE ไม่สูง และมี Dividend 3-4%
Debt ในตลาดโลก มีผลตอบแทนติดลบ 14 Trillion ซึ่งมันไม่make sense ตอนนี้ถ้าความเสี่ยงรับได้ก็น่าลงทุน
US จะขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่น่าขึ้นแรง , ส่วน JP อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ยังติดลบอยู่เลย
Performance ในช่วง 1,3 ปี Ranking ลดลง ส่วนใหญ่มาจากปีนี้ ตลาดขึ้นจะเป็นหุ้นใหญ่ใน SET50
ถ้าใครไม่ได้ weight SET50 ผลตอบแทนก็จะunderperform และ กองactive fund หลายกองก็เจอแบบเรา
ถามว่าจะเข้าเหมือนเดิมคือหุ้นใหญ่ ก็เดายาก แต่ถ้าดอกเบี้ยเริ่ม normalize , QE เลิก กลับสู่ภาวะปกติ
Active fund ก็จะกลับมา
อยากฝากไว้ ถ้ามีโอกาส ผู้จัดการกองทุนมีตัวเลขความเสี่ยงคอยกำกับเวลาหาผลตอบแทนด้วย
เริ่มมีการใส่ความเสี่ยงเข้าไปเทียบกับผลตอบแทนลงไปใน Benchmark
เรา trading น้อยมาก commissionก็น้อย ทำให้ performance กองหุ้นดีด้วย
ส่วนใหญ่ผลตอบแทนมาจากเงินปันผล และ capital gain ไม่ใช่มาจากการเทรดเยอะ
ส่วน Aberdeen LTF 70/30 เกิดขึ้นมาเพราะเราขาดกองนี้ใน port
ในระยะยาวการแกว่งของราคาจะน้อยกว่ากองที่ลงทุนหุ้น 100%
ส่วนหุ้น Port 90% ถือเหมือน กองLTF เดิม ที่เหลือลง Property fund อาจมี หุ้นsmall cap ที่อยากลงทุนเพิ่ม
ผลตอบแทน 70/30 เทียบกับลงหุ้น 100%
จากกราฟ เส้นสีชมพู คือ 70/30 performance จะอยู่กลางต่ำกว่า Total return นิดหน่อย
ที่ผลตอบแทนสูงสุดคือ กองLTF ที่ลงทุนในหุ้น 100%
ส่วน Set index ผลตอบแทนต่ำสุด คิดเป็น return ตามความเสี่ยง

Q: ถามคุณพงษ์ธารินทร์ สำหรับส่วนตราสารหนี้ 30% ลงอะไรคะ
A: 30%ที่อยู่ในport จะเน้นลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาลอายุเฉลี่ย 2-2.5 ปี ( 6 M- 4Y )
Management fee 1.65% รายละเอียดดูในslide ประกอบ

Q: ตลาดหุ้น DEVELOPE MARKET , EMERGING MARKET ควรจะ underweight , overweight?
A: ตลาดเกิดใหม่ใน Global ของเราจะเยอะ คุณภาพดี ราคาไม่แพง เพราะโดนขายไปเยอะ
US performดีมา3-4 ปี หลัง ทรัมป์น่าจะมีไหลออก แต่เราก็ยัง overweight
ส่วนตลาด US, เรามีกอง small cap US มีบริษัทที่มีการเติบโตในประเทศ ซึ่งนโยบายใหม่ของทรัมป์
จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เลยยังน่าสนใจถึงแม้แพง
แต่ตลาดEU ไม่ถูกเหมือนก่อน ตอนนี้ Brexit ทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
อาจมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศของEU อีก ดอกเบี้ย ติดลบเรามองว่าไม่ work
เราพยายามมองข้ามภาพรวม แต่หาหุ้นจาก Bottom up การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ค่อย work
เห็นด้วยว่า ใช้นโยบายการเงินมาเยอะ ต้องใช้นโยบายการคลังช่วย
ตอนนี้ภาพmacro ไม่ดี ส่วน ประเทศเยอรมัน ดอกเบี้ยต่ำไป

Q: โอกาสตลาดตราสารหนี้ Bubble หรือเปล่า จะ กระทบต่อตราสารทุนหรือไม่
A: ถ้าเราพูดถึงตราสารหนี้ใน DEVELOPE MARKET ยังไม่bubble
US ดอกเบี้ยไม่ติดลบ นโยบายการเงินจะปรับขึ้น
ส่วน เยอรมันและญี่ปุ่น ที่ดอกเบี้ยเป็น 0% เพราะนโยบายการเงินของทั้ง2ประเทศให้โอกาสบริษัท
ไปลงทุนเพิ่มเติม ตอนนี้ยังไม่กล้าใช้กันเท่าไหร่ และหนี้ทั้ง2ทวีปเยอะด้วย ซึ่งที่ผ่านจำเป็นต้องลดหนี้
สรุป ถ้าเป็นตลาดเกิดใหม่ ก็ไม่bubble
ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยของUS มีสิทธิเพิ่มในอัตราที่น้อยลง เพราะถ้าเพิ่มดอกเบี้ยเยอะเกินไปในพันธบัตร10ปี
จาก 2 ถึง 4% เป็นไปได้crash แต่ FED พยายาม control yield ของเขาไว้
คุณอดิเทพบอกว่า ตัวเองผ่านฟองสบู่มา2ช่วง คือ ต้มยำกุ้ง กับ แฮมเบอร์เกอร์
ตอนนั้น Bond แพงเกินไป มี QE มานาน ใครพิมพ์เงินก็พิมพ์ไป
บริษัทที่ฐานะดีหน่อย กู้เงินผ่าน bond จะมี cost of fund ต่ำกว่า 3%
ทำให้การคำนวณproject ไหนก็คุ้มหมด
ช่วงนั้นเราต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังสูงมาก
และ ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ความเสี่ยงจะไหลมาตลาดหุ้นด้วย

Q: มีนโยบายเปิดกองทุนหุ้นที่เวียดนามหรือไม่
A: ไม่มี เรามีกองทุนลงทุนในตลาด Frontier เช่น เวียดนาม ,พม่า และ กัมพูชา
การลงทุนเวียนนาม ตัวเลือกอาจไม่เยอะพอ เลยเปิดกอง frontier แทน แต่ยังซื้อที่ไทยไม่ได้

Q: ตลาดหุ้นทั่วโลก มองอย่างไรบ้าง
A: ทั่วโลก ยังมี Liquidity support อยู่ แต่เชื่อว่า US ค่อนข้างแพง EU มีปัญหา
เน้นตลาดเกิดใหม่ แต่กระจายความเสี่ยงไปที่ small cap usa fund บ้าง
ที่ผ่านมาperformance ถือว่าทรงๆ
ต้องกลับมาดูว่าแต่ละประเทศมีgrowthไหม ถ้าประเทศไหนโต 5-6%ตลาดหุ้นน่าจะยังดี

Q: หุ้นตอนนี้แพง จะบริหารport อย่างไร
A: ถึงแม้หุ้นแพง เรามีคณะcommittee มาพิจารณาว่าหุ้นแต่ละตัวว่าแพงเกินไปไหม
ทางเลือก
1. ขายทิ้งถ้าราคาแพงเกินไป
2ถือหุ้นในจำนวนน้อยลงสัก 50% เอาเงินไปซื้อตัวอื่น หรือ ไปเสนอซื้อหุ้นอื่น
ส่วนหุ้นโรงพยาบาล pe 40 เท่า เราก็ถือแต่สัดส่วนที่น้อยหน่อย

เกณฑ์ในการเลือกหุ้น
PE
PB
EV/EBITDA
ทุกครั้งที่ขายไม่จำเป็นต้องซื้อทันที แต่หาโอกาสซื้อถูกที่สุด เราถือเงินสดไม่เกิน 5%

Q: เขาไม่เอาTPP ส่งผลบ้านเราหรือเปล่า
A: เขาไม่เอา NAFTA ด้วย และ ฮีลารี่ก็ไม่เห็นด้วย มีโอกาสจะไม่เกิดขึ้น
เวียดนามจะถูกกระทบมากสุด แต่ไม่กระทบไทย
เราwork: อาเซฟ ซึ่งรวมจีนด้วย ผมไม่คิดว่ายกเลิกได้ในระยะสั้น คล้าย Brexit ต้องใช้เวลามาก
เขาจะทำอย่างที่เขาพูดหรือไม่ หรือ แค่ทำบางส่วน ซึ่งน่าจะ negative กับเศรษฐกิจUS

Q: Trump is likely to throw away TPP , How does that affect thai economy?
A: ถ้าเขาทำจริง จีนน่าจะมีโต้ตอบแน่ ซึ่งถ้าเกิดแบบนั้น เศรษฐกิจ ยักษ์ใหญ่ เกิด Tradewar ขึ้น
ส่วนตัวไม่คิดว่าจะทำ เขาไม่ทำทั้งหมดตามที่หาเสียง

Q: ภาวะดอกเบี้ยต่ำ Bond fund ในไทยน่าสนใจหรือเปล่า
A: เราอยู่ในขาลงมา 2-3 ปีแล้ว มีโอกาสลงอีก 0.25% ถือเป็น Bottom แล้ว ปี 2018-19 ดอกเบี้ย
จะขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทุน Bond ในระยะ 12 เดือนยังดีถ้าดอบเบี้ย คงที่ หรือ ลดลง
ราคาพันธบัตรตอนนี้ไม่แพงมาก ถ้าเราซื้อตัวที่ยาวขึ้น premium ยังมีอยู่
Yield curve ยังไม่ Flat (1 Year =1.5% , 10Years =2.3%)

Q; FIF ปีหน้าน่าสนใจหรือเปล่า
A: DEVELOPE MARKET US, EU นโยบายสุดทางแล้ว
ดูภาพ macro ไม่ค่อยดี แต่ดูรายบริษัท ทั้ง2ภูมิภาค มีบริษัทยุโรปและญี่ปุ่นยังดีอยุ่

Q; บริษัท AEONT Market cap เล็กสุดใน port ทำไมลงทุน
A: เราลงทุนตัวนี้ตั้งแต่ผมเข้าทำงาน เมื่อ14 ปีก่อน
มีคนถามว่าลงทำไม ไม่เห็นน่าสนใจ
จริงๆ เขาเป็น expert ในส่วน finance มีระบบ collection ที่ดี ธนาคารใหญ่ลงมาแข่งยาก
มีห้องใหญ่มากสำหรับโทรตามหนี้ Yield ของ personal loan ,credit card สูงมาก
หนี้เกินสามเดือน ตั้งสำรองไว้สูง
เป็น Consumer finance ที่ดีที่สุด รายได้เพิ่มขึ้นตลอด กลุ่มลูกค้ามีสิทธิใหญ่ขึ้น
รัฐบาลอยากให้กู้เงินจากในระบบ บริษัทได้ประโยชน์ บริษัทแข็งแกร่ง จ่ายปันผลที่ดี
ตอนซื้อมาราคา 10กว่าบาท ตอนนี้ราคา100บาทแล้ว

Q: ปีหน้า Midcap / Small cap อันไหนน่าสนใจกว่ากันเพราะเหตุใด
A: จริงๆ marketcap ไม่สำคัญ ดูที่ความโปร่งใส คุยกับ investor ไหม
จริงบริษัทเล็กก็ดีเท่าบริษัทใหญ่ หรือ ดีกว่าด้วยซ้ำ เราเน้นหาหุ้นแบบ bottom up

Q: 2017 ควรลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ระยะยาวอย่างไรไม่ให้ขาดทุน
A: โอกาสเพิ่มน้อย และ ราคาพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาวขึ้น ดูจาก นโยบายการคลังปีหน้า
ไม่เวอร์เกินไป ติดลบ2-3% GDP ดังนั้นsupply ไม่น่าeffectในปีหน้า

Q การเลือกตั้งของไทยปีหน้า เป็นอย่างไร
A: ถ้ามีการเลือกตั้งปีหน้าขึ้นมา น่าเป็นข่าวดี เพราะบางประเทศ จะทำสัญญาก็ต่อเมือรัฐบาล
มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นควรที่จะดีในปี2018 เพราะเลือกตั้งน่าจะปลายปีหน้า

Q: มีการเปลี่ยนการHedgeค่าเงินหรือเปล่า
A: FIF ของ กองตราสารหนี้ เราใช้ forward $/Baht ครบ3 เดือน roll ต่อ

Q: มองหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก อย่างไร
A: SET50 ขึ้นเท่ากับ SET ดังนั้นหุ้นอีก 500 บริษัทไม่ได้ขึ้นเลย
พวกsmall midcap ต้องไล่ตาม เพราะสุดท้าย valuation ต้องขึ้นมา
แต่ก็อาจจะเข้า Large cap ต่อได้
ถือว่าเป็นโอกาสในการหาหุ้นของเรา

Q: view EU high yield ด้วยในอนาคตเป็นอย่างไร
A: EU ถึงแม้ไม่บอกเป็นทางการ เดือนหน้าน่าจะextendไป
มุมมองของ aberdeen น่าจะต่อออกไป แต่ไม่แน่ใจว่าจะเพิ่มวงเงินหรือไม่
เพราะไม่ใช่ดาร์กี้อยากจะเพิ่มฝ่ายเดียว ก็ทำได้ เป็นความยากของEU
High yield เน้น ลง duration ที่สั้น 2-3 ปี ดังนั้น ดอกเบี้ยคงที่ก็ไม่น่ากระทบ
ข้อที่สอง หนี้ หรือ บริษัทมีหนี้ ลงทุนนอกจากEU ยังมี ประเทศในเอเชียด้วย
จริงๆแล้วอาจเป็นบริษัทในเอเชีย ที่ออกหุ้นกู้เป็นสกุลยูโรได้ กองทุนนี้สามารถซื้อได้

สุดท้ายขอขอบคุณ บลจ อเบอร์ดีน ที่จัดสัมมนาให้ความรู้กับผู้ลงทุนครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Nov 18, 2016 1:07 am

Company Visit SENA 17 Nov 16

โครงการที่เปิดใหม่ในปี 2559
1. SENA Ville บรมราชชนนี สาย5 มูลค่าโครงการ 882 ล้านบาท ยอดโอน 19 ล้านบาท Backlog 54 ล้านบาท
2. SENA Parkville รามอินทรา-วงแหวน มูลค่าโครงการ 1,106 ล้านบาท ยอดโอน 82 ล้านบาท Backlog 135 ล้านบาท
3. The Kith Plus Sukhumvit 113มูลค่าโครงการ 554 ล้านบาท ยอดโอน 0 ล้านบาท Backlog 400 ล้านบาท
4. The Niche Mono บางนา Phase3มูลค่าโครงการ 185 ล้านบาท ยอดโอน 0 ล้านบาท Backlog 20 ล้านบาท
5. The Niche ID พระราม2 Phase2มูลค่าโครงการ 572 ล้านบาท ยอดโอน 0 ล้านบาท Backlog 55.60 ล้านบาท

รวมมูลค่าโครงการปีนี้ 3,286 ล้านบาท
โครงการที่มีSolar roof top และไม่มี Solar roof top
อัตราการขาย Solar house เทียบกับโครงการปกติ ใกล้เคียงกัน เพราะบ้านขายช้ากว่าคอนโด
ต้องสร้างบ้านเสร็จก่อน อย่างน้อย 15 units การขายค่อยๆขายค่อยๆสร้าง
Value ที่ลูกค้าเข้าใจมากขึ้น
เนื่องจาก บ้านพร้อมsolar ยังใหม่สำหรับคนที่มาซื้อบ้าน
ปฏิกิริยาคือ ความกังวลว่ามีอะไรไม่รู้อยู่บนหลังคาบ้านจะปลอดภัยไหม ฟ้าจะผ่าไหม
เราให้วิศวกรให้การดูแล อีก 2 ปี

Q: คนให้value กับSolar ตรงนี้ไหม
A: เราแบ่งsolar เป็น 2 ส่วน
1 Solar roof top บนหลังคาบ้าน
2 solar อยู่ตรงกลาง สโมสร ถนน
เราจะsafe ค่าบริการส่วนกลาง ยิ่งถ้าเราอยู่ช่วงกลางวันจะsafeมากกว่า คนที่อยู่เฉพาะกลางคืน
เราเป็นเจ้าแรกที่ทำ Sena solar house และเช็ค Branding คือ ลูกค้ารู้จัก Sena มากขึ้นจากโครงการพวกนี้
ความคุ้นเคยตอนเดินเข้ามีระดับนึง

Q: ที่บรมราชชนนีมีความแตกต่างกันกับคู่แข่งในพื้นที่แถบนั้นอย่างไร
A: ต่างกันที่ location และ กลุ่มลูกค้า คนที่ออกไปสร้างบ้านแถวนครปฐมค่อนข้างเยอะ แต่กำลังซื้อไม่สูง
เราไปช่วงตรงกลาง เลยแผ่วนิดนึง เราต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจ
ลูกค้าชอบ อยากได้ แต่มีsegmentของราคานิดนึง เลยซื้อไม่ได้ตอนนี้
ค่าส่วนกลาง 15 บาท เรา safe ค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายเรื่องไฟถูกลง ทำให้มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นในหมู่บ้าน
คนไม่ใช้ไฟจะปกติ แต่คนใช้ไฟตอนกลางวัน จะยิ่งได้ประโยชน์ ช่วยลดโลกร้อนด้วย
ปกติค่าส่วนกลางของบ้านเหมือนกัน ค่าไฟลดลงได้ ถ้าอยู่ทั้งวัน จะลดค่าไฟได้ 600-800 บาทต่อเดือน
Solar ที่มากับตัวบ้าน เป็นการกู้ระยะยาว กับธนาคาร

Q : ไฟที่ได้มารอบรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งบ้านได้ไหม
A: ได้บางส่วน เพราะมีการออกแบบแผงไฟให้รองรับ และ มีไฟจากการไฟฟ้ามาเสริมช่วงที่ขาดด้วย
ไม่ได้รองรับการใช้ไฟทั้งหมด
การกู้บ้าน จะเป็นการกู้พร้อมแผงไฟ ระยะ 20 ปี
ส่วนเรื่อง CSR เราได้ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เรามี application วัดว่าประหยัดไปเท่าไหร่
ถ้าเราอยู่บ้านทั้งวัน จะลดการใช้ไฟฟ้าจากปกติ ลดโลกร้อน
Sena Solar condon phase I เปิดแล้ว และphase II จะเปิดต่อมา มีคู่แข่งมากมาย มีของ Prebuild อยู่ติดกันแต่เราขายดีกว่า
ขนาดของเราเล็กกว่า 28 ตรม ทำหน้ากว้าง ขายแค่ 800,000 บาท
เขาทำ 30 ตรม ไม่ได้กั้นห้อง คนส่วนใหญ่ต้องการแยกห้อง แต่ราคาแพงกว่า
รายได้จะรับรู้ได้ช่วงกลางปีหน้า
The Niche ID พระราม2 Phase I ขายหมดแล้ว phase II กำลังขายอยู่ พึ่งเปิดกลาง กย 16
ช่วงแรก หลัง 13 ตค เงียบ แต่ต้นเดือน พย เริ่มเข้ามามากขึ้น แต่ยังไม่มากเท่าก่อนหน้านี้
หนี้รถคันแรกเริ่มหมด มีผลต่อการกู้ซื้อบ้าน ธนาคารปล่อยกู้ง่ายขึ้น เพราะความสามารถในการก่อหนี้สูงขึ้น
ยังไม่มีการปรับ presales ต้องลุ้นเดือนนี้และเดือนหน้า ถ้าใครเข้ามา จะพยายามปิดการขาย อัดโปรโมชั่น
The Niche Mono บางนา 1ตึกแค่ 42 units ที่จอดรถ 1 ต่อ 1
Segment นี้ อยากทำ เพราะ ลูกค้าที่เรารู้จัก คือ low- medium income ซึ่งเรายังจับกลุ่มนี้อยู่
อาจเดินมารถไฟฟ้าไกลบ้าง แต่ราคาถูกกว่า
การขยายฐานลูกค้าเป็นการกระจายรายได้ และ เป็นการรักษาmargin ให้เท่าเดิม
โครงการบ้าน เสนา ปาร์คแลนด์ และ มี Niche Mono บางนาเฟส3 80,000 บาทต่อตรม
ทิศทางการจับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้นแต่ยังไม่ได้ตั้งเป้าว่ากี่%

Q: ไอเดียการหาที่ดิน อยากให้แชร์เป็นความรู้
A: หัวใจของการทำธุรกิจ คือ การหาที่ดินเลย เราเด่นในเรื่องนี้

Q: มีแผนเปิดคอนโด ที่ศรีราขา ใช่ไหม
A: เรามีที่ดินที่ซื้อแล้ว เรามองการเดินทางที่สะดวก ยังมีชาวต่างชาติเช่น ญี่ปุ่น เราเห็นโอกาสนั้น
เรามีทีมดีดี คอยหาที่ดินตลอด ผู้ก่อตั้ง มีความเชี่ยวชาญในการดูที่ดิน มี connection เยอะ
จะวิ่งเข้ามาหาเรา บางที่ติดปัญหานิดหน่อย คนมีประสบการณ์เช่นคุณธีราวัฒน์ จะแก้ไขได้
ท่านเป็นคนเจรจากับนายหน้า เลือกที่ดินเองด้วย
ที่ดิน 10กว่าไร่ตรงศรีราชา สำหรับทำคอนโด แต่จริงๆก็มองแนวราบด้วย ยังไม่สรุป
เราถามว่า ราคาประมาณเท่าไหร่ ผู้บริหารตอบว่าราคาไม่เกิน 500 ลบ
ที่ดินที่ซื้อแล้วคือ สุขุมวิท50 รับรู้รายได้ ปี 61
มีการพัฒนา The kith ไฮไลท์ ซึ่งมีมูลค่าสูงขึ้น ราคา 800,000 ถึง ล้านนิดๆ
อยู่ในช่วงstudy ที่ดินซื้อไปแล้ว
Budgetในการซื้อที่ดินปีละ 1,000 ล้านบาท ปีนี้ซื้อครบแล้ว
เป็นการสร้างรายได้อีก2ปีถัดไป ราคาที่ดินประมาณ 20% ของต้นทุนโครงการ
ตอนนี้ ปีนี้ตั้งเป้ารับรู้รายได้ 3,500 ล้านบาท แต่ตอนนี้ 3,200 ล้านบาทแล้ว
Backlog 27,000 ล้านบาท
Project รัชวิภา ยังมีเหลือ อาจทำโปร โดยมี planน่าจะปิดใน Q1 17
ปีหน้าจะรับรู้จาก Niche prime
Condo โลว์ไลท์ 8 ชั้นใช้เวลาสร้าง12เดือน

Q: คนกังวลว่า 2 projects ใหญ่หมดแล้ว จะมีโครงการมาmaintain รายได้หรือเปล่า
A: ปีหน้าจะมีโครงการ8 ชั้น เปิดปี 60 แล้วรายได้รับรู้ปี 61 และ ปี61 อาจมีเปิด
โครงการคอนโด ไฮไลท์เพื่อจะมีรายได้ในปีถัดไป
สัดส่วนการขาย จะเป็น แนวราบ ต่อ คอนโด 70:30
ตอนนี้แนวราบเริ่มหมดไป เริ่มเติมเต็มประกอบกับมีที่ดินแนวราบด้วย ข้อดี เปิดไปขายไปได้
แนวราบ การทำProject finance สามารถกู้ได้ถ้ามีการสร้างบางส่วน
เราตั้งเป้าโต 20% ทุกปี นับตั้งแต่เข้าตลาดตอนปี 52
Mix แนวราบ คอนโดแนวสูง และ โลว์ไลท์ ด้วย
เราmanage การรับรายได้ได้ดี

Q: แรงงานก่อสร้าง ยังมีปัญหาหรือไม่
A: ปกติเราจ้างผู้รับเหมา ดังนั้นเป็นปัญหาของผู้รับเหมา
นอกจากนี้บริษัทยังมีธุรกิจให้เช่า ( Real Estate Recurring Income )
โครงการอาคารสำนักงาน ย่านราชเทวี รับรู้รายได้ปี 63

Q: ข่าว spin off solar แยกเข้าตลาด ใช่ไหม
A: มีการเปลี่ยนแปลงกฏการipoหุ้นใหม่ เลยขอศึกษาก่อน และ เราต้องมีแผนการเติบโตด้วย
ต้นทุนของ solar farm เป็นค่าเสื่อมของแผงเป็นหลัก

Q: อยากทราบว่าGP ที่สูงกว่าคู่แข่ง อะไรเป็นปัจจัยทีสำคัญ
A: ปัจจัยที่ทำให้ GP สูงต่อเนื่อง คือ การซื้อที่ดิน และ วัสดุก่อสร้างที่หาได้ถูก
เราลงลึกรายละเอียดการซื้อ บางอย่างเราสั่งเองถูกกว่าให้ผู้รับเหมาสั่ง
ถ้าตึกสูง จ้างเขา แต่แนวราบ ใช้แบบบ้านเดิม เปลี่ยนหน้ากาก ทำให้marginสูง
ถ้าบ้าน เราใช้ผู้รับเหมาเล็ก เช่น ทำสถาปัต

Q: GP 40% อีก 2-3 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร
A: กดดันสูง แต่เรามีland bank ทำให้ยังได้อยู่ แต่อีก 2-3 ปี ไม่แน่

Q: supalai เมื่อเทียบกับ SENA ซึ่งการเลือกซื้อที่ ไปซื้อรอบเมือง ไม่ใกล้รถไฟฟ้า เป็นเหตุผลใช่ไหม
ที่ทำให้ได้ GP สูง
A: เราคล้ายsupalai ช่วงต้น ที่ยังเล็กอยู่ ยังได้ margin ยังดีอยู่
ถือว่า เราซื้อที่แข่งกับSupalai แต่เขาเป็น model ที่ดี

Q: ROE สิ้นปีจะถึง20%หรือไม่ มีการimproveอะไรได้อีก ยกตัวอย่าง เช่น
บางบริษัทไม่เพิ่มพนักงาน ทำให้เห็น improve ROEได้
A: ปัจจุบันมีพนักงาน 540 คน ที่เพิ่มจาก 400 คน เพราะเราเพิ่ม service sena we care 2 ปีเต็ม
ของชำรุด จากเสียหายปกติ จะอยู่ในประกันสองปี การเพิ่มส่วนนี้เป็นการส่งเสริมผลบวก
เรามีบริษัทลูก Victory รับบริหารนิติบุคคลในปีแรก อยู่ตามแต่ละ project ไม่ขาดทุน แต่กำไรไม่หวือหวา ใช้คนเยอะในการดูแล สร้างฐานที่ดีในอนาคต
คนที่มีอยู่ตอนนี้ที่ 540 คน รอบรับยอดขายได้ถึง 10,000 ล้านคน
แต่โซนการขาย ที่เปิดเป็น project จ้างagencyมาช่วย

Q: ในช่วง2-3 ปี มีหลายที่ ที่ผู้รับเหมาผิดพลาด เรามีการรับมือต่อปัญหานี้อย่างไร
A: แต่ถ้าเป็น โลว์ไลท์ เราส่งคนไปอยู่ดูแล มีการประชุมกันทุกสัปดาห์

Q: อะไรที่น่าห่วง
A: Q4 มีการเปลี่ยนแผน ก่อนหน้าเป็นช่วงhigh season เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ปกติ
ต้นปีหน้าทุกคนที่มีโครงการค้าง จะมาเปิดเพิ่มขึ้นรวมของเก่าและของใหม่ จะคึกคักขึ้น
หนี้สินครัวเรือน เป็นปัจจัยบวก ให้สามารถกู้เงินมาซื้อบ้านได้ เนื่องจากหนี้รถคันแรกทยอยหมดไป
โครงการคอนโดพร้อมขาย และ พร้อมโอนเยอะในปีหน้า เราจะมีการจัด โปร เช่น ฟรีดาวน์ หรือ อยู่ฟรี2ปี
ตอนทำอยู่ฟรี คิดมาก เช่น จ่ายดอกเบี้ย 0% 2 ปี ผ่อนเดือนละ 7000 บาท
ในเมื่อฟรีดาวน์ทุกเดือน ก็เอาเงินไปฝากหรือซื้อกองทุน เพื่อให้มีผลตอบแทน
และ เอาเงินที่เก็บมาโอนได้ใน 2 ปีข้างหน้า
แต่ธนาคารไม่กลัวการปล่อยหนี้มากขึ้น และ ตึงน้อยกว่าช่วงต้นปี ถึงแม้NPL ขึ้นก็ตาม
ช่วงแรกที่มีบ้านประชารัฐ ก็กระทบพอสมควร ช่วงนี้เริ่มผ่อนลงแล้ว
หลังรถคันแรกหมดไป
บ้านราคา 8แสนบาทน่าสนใจ ตรงเป้ากลุ่ม Low – Medium income

Q: LPN ที่กลุ่มลูกค้าใกล้กัน ที่สาขารังสิต ทำไมขายไม่ดี
A: มี 2 โครงการ ใหญ่มาก เป็นเมืองเลย ที่คนไม่สนใจซื้อ มี ปัญหา EIA รอบแรก ทำให้คนไม่อยากซื้อ
ไปเอาที่อื่นดีกว่า ถ้าเปิดแล้วแป็ก งัดไม่ขึ้น ดังนั้นเปิดช้าแต่ชัวร์ดีกว่า
ดังนั้น Q4อาจเปิดสำหรับลูกค้าระดับบน

Q: Sena ที่ให้เช่า occupancy เป็นอย่างไรบ้าง
A: Occupacy 95% แต่มีคนย้ายออกบ้าง พยายามหา magnet อยู่ ตอนนี้อยู่ที่ 90% แต่เจ้าใหญ่ยังอยู่

Q : อาคารสนง ราชเทวี ร่วมทุนกับแสงฟ้า จะเอาเข้า RIET หรือไม่
A: อยู่ในแผน เงินลงทุน 2,500 แต่ราคาขายมากกว่า แต่พื้นที่ขายแค่ 50% ต้องถามMD อีกที
ตึกจะเสร็จสิ้นปี 63 และ เปิด Grand opening ปี 64
ที่เราไม่ย้ายไปตึกนี้ เพราค่าเช่าสูง เลยไม่ย้ายไปเพื่อต้องการรักษา GP ให้ผุ้ถือหุ้น เลยไปเช่าตึกใหม่หน้าซอย ราคาถูกกว่า

สุดท้ายขอขอบคุณ ผู้บริหารที่มาให้ข้อมูล ขอบคุณน้องมาร์กที่ช่วยนัดบริษัทให้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Nov 28, 2016 7:18 pm

สัมมนา VI Knowing charity4 27 Nov 16
ทุนนิยมไทย โดย พี่เตา บรรยง พงษ์พานิช

หลัก กาลามสูตรสมัย เป็นเรื่อง 10 อย่าง
พี่เตาแนะว่า อย่าพึ่งเชื่อ นึกตรึกตรองก่อนจะเชื่อ
ทุกเรื่องต้องใช้เหตุ ตรึกตรอง ก่อน พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าไม่ปฎิบัติ ก็ไม่ควรเชื่อ

ทำไมตลาดทุนเป็นหัวใจหลัก

วิชาเศรษฐศาสตร์101 สอนว่าทำอย่างไรจึงจัดสรรทรัพยากรที่จำกัดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การแบ่งสรรกันอย่างเป็นธรรม แต่มันขัดกันเองในตัวทฤษฏี โลกก็เรียนรู้เรื่องนี้มาตลอด 200 ปี
โลกมีอายุ 4,000 ล้านปี แต่วิชานี้แค่ 200 ปี เป็นแค่ขบวนการ
พี่เตาพูดถึงวิวัฒนาการในแต่ละยุค เริ่มจาก

1.อาจารย์ Smith เป็นผู้สังเกตจากธรรมชาติ และ คิดเรื่องเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาได้
หลังปฏิวัตอุตสาหกรรม มนุษย์ย่อมตัดสินใจตามเหตุผล ถ้ากลไกเป็นธรรม
รัฐไม่ต้องยุ่ง มันจะเป็นไปอย่างที่ควรเป็น

2. David คิดเรื่องภาษี เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ส่วนกลาง ใครถนัดอะไรทำอย่างนั้นและมาแลกเปลี่ยนกัน

3. Marxist คิดทฤษฏีอย่าง Smith แต่ปล่อยให้กลไกตลาดทำไป คนใช้แรงงานจะเสียเปรียบ
ทุนไม่ควรจะมีอยู่ในโลกนี้ จนไม่มีใครใช้

4. จนกระทั่ง เลนิน เอาไปใช้ในรัสเซีย

5. จนเกิด วิกฤตเศรษฐกิจ Keynesian บอกว่ารัฐต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อสร้างดุลยภาพใหม่
สร้าง Aggregate demand แต่ไม่ได้บอกว่าแทรกแซงแค่ไหน ( บรรยากาศตอนนี้เหมือนย้อนไปเรียน MBA เลย)
แต่การจำนำข้าว ไม่เรียกว่าแบบเคนส์ แต่เป็นสังคมนิยมแล้ว แต่ถ้าเป็น QE อย่างนั้นนับเป็น เคนส์ได้

6. หลังสงครามโลก จีนนำไปใช้โดยเหมา มีอุดมการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่เน้นความเป็นธรรม
สังคมนิยม ทุนนิยม อันไหนดีกว่า ผมตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นทุนนิยมที่ดี
เหมา รัสเซีย และ อีก35 ประเทศ เกิดสงครามเย็น วอร์ซอเทค เป็นสังคมนิยม
ทำไมจึงเลิก ไว้มาเล่ากันตอนหลัง

40 ปีผ่านไป ประเทศทุนนิยม ผลผลิตโดยรวมเฉลี่ย มันมากกว่าระบบสังคมนิยม มากกว่า 4 เท่า
ในเยอรมันตะวันออก ปี 1989 ผลผลิตของเยอรมันตะวันตกมากกว่า 3.5 เท่า ของเยอรมันตะวันออก
เกาหลีเหนือ GDP ห่างกับเกาหลีใต้
รายได้ 1000 $: 28000 $
คิวบา ชักเริ่มเปลี่ยนแปลง คนไม่นิยมสูบซิการ์
ตอนที่เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมา และ เหมาเสียชีวิต ปี1976 ปราบ Gang of 4
เติ้งเสี่ยวผิง เดินทางออกนอกประเทศ ไปไทยเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว อยู่เมืองไทย 5 วัน
ออกจากเมืองไทย ไปมาเลย์ 1 วัน อยู่กับ ลีกวนยู 3 วันที่สิงคโปร์
เติ้งรับนโยบายแบบจัดการแบบสิงคโปร์มา อันนี้ทางลีกวนยูกล่าวอ้างไว้
เติ้งเลิกสนับสนุนคอมมิวนิสต์นอกประเทศรวมไทยด้วย
ทำให้คอมมิวนิสต์ในไทยล่มสลายไป
จีน เริ่มเศรษฐกิจใหม่ ในปี1979 เปลี่ยนทุกอย่าง GDP ตอนนั้น 187 $ต่อคนต่อปี
ส่วนไทย 580 $ ต่อคนต่อปี 4 ปีที่แล้ว เริ่มแซงเรา
จูหรงจี บอกว่า เราอดทนกันหน่อยสำหรับ GDP ที่โตแค่ 6.5% ส่วนไทย สบายใจได้ 3%
เราบอกว่าอีก 20 ปี เราจะเป็นประเทศพัฒนา ส่วนมาเลย์ อีก 2 ปี ก็เป็นแล้ว

โลกหันมาใช้ระบบทุนนิยม อดีตนายกคนนึง เคยบอกว่า จะชอบหรือไม่ชอบ โลกจะเหลือระบบเดียวคือ ระบบทุนนิยม
Globalization ก็มา ความร่วมระหว่างประเทศก็มา เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในช่วงปี 1985-2005
จนเกิดวิกฤตมาเรื่อยๆ ใน 10 ปีหลัง

ทำไม ทรัมป์มา ทุนนิยมไม่ประสบความสำเร็จในการกระจาย แต่ประสบความสำเร็จในด้านผลผลิต
โลกมีคน 1,800 ล้านคน เมื่อ200ปีก่อน เทียบกับสมัยพุทธกาล 500 ล้านคน
แต่ ตอนนี้ มีประชากร 7,000 ล้านคน
แต่ผลผลิตเพิ่มอีก 240 เท่า ทุกคนดีขึ้นหมด คนที่จนที่สุดก็ดีกว่าคนจนสมัยก่อน
เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ถ้าป่วยเป็นไส้ติ่งก็ตายแล้ว สมัยนี้การแพทย์เจริญรักษาหาย
แต่คนต้องการดีขึ้น แต่จะเทียบกับคนข้างๆกัน

คำถามต่อ ทำไมทุนนิยมถึงชนะ
ระบบทุนนิยม Market economy ประสิทธิภาพมาจากากรแข่งขันเท่านั้น ยอมให้คนมีสิทธิในทรัพย์สินทุกอย่าง
ถ้าทำก็เป็นของคุณ เก็บไว้ได้ เงินเป็นcreation ที่ยิ่งใหญ่

หน้าที่ของเงิน
1. วัดมูลค่า
2. สื่อกลาง
3. แลกเปลี่ยนมูลค่า
เก็บไว้ใช้ยามทำงานไม่ไหว หรือ ไม่อยากทำ เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเงิน
เงินมีอายุ 2,000 ปี ไม่รู้เกิดที่ไหน มีหลักฐานที่เมโสโปรเตรเมีย ต่อมาที่จีนก็มีหลักฐานด้วย
ตัวอย่างเปรียบเทียบ
สิงโต ล่าสัตว์ได้ 4 ตัว แต่เก็บอาหารไม่ได้ ดังนั้น สิงโตพอแก่ตัวก็อดตาย
แต่คนมีเงินสามารถนำเงินเก็บมาใช้ตอนแก่ได้ ทำให้เงินเปลี่ยนโลก

ทุนนิยม จะควบคุมไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ สร้างการแข่งขัน
ส่วน marxist ไม่ยอมให้ใครครอบครอง ส่วนกลางเป็นคนบอกเองว่าใครควรได้อะไร เท่าเทียมกัน
แต่จริงๆไม่ใช่ ไม่รู้จะขยันทำงานไปทำไม มันไม่work

ตอนนี้กำลังเข้าสู่ new chapter มันเป็นกระบวนการต้องเรียนรู้ว่าจะเข้าสู่จุดสมดุล
ผมมาเล่าปัจจัยให้ฟัง มันมีแต่ความผันผวน สับสน ควบคุมไม่ได้ แต่เราต้องอยู่ต่อไปให้ได้
ผมตอบไม่ได้ predictไม่ได้ โลกเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ในทุนนิยมมี Range
ทุนนิยมในเมืองไทย ใครบอกเป็นคำหยาบ แต่จริงๆ ทุนนิยมมี range มีการสร้างกลไกการแข่งขัน
มีโอกาสห่างกันไม่มาก มีสาธารณูปโภค การศึกษาไม่ห่างกันมาก ที่สำคัญคือการเข้าถึงทุนได้เท่าเทียมกัน
มีกฎระเบียบ มีความโลภได้ แต่ต้องแข่งอย่างเป็นธรรม เป็น เศรษฐกิจแบบเปิด
ประเทศที่ถึงยังไม่มี แต่ ยุโรป ใกล้เคียง GDP ประมาณ 60,000 $ ต่อคนต่อปี
ทุนนิยมระบบพรรคพวก จะมีการสร้างพรรคพวก
กำไรส่วนเกินก็ไปแบ่งปันกัน ทำความเสียหาย ทำให้ความสามารถการแข่งขันของประเทศลดลง
เราขยายเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
เรื่องเกี่ยวกับชาตินิยม
ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ธุรกิจใหญ่ ต้องเป็นของคนไทย เราภูมิใจมากแต่จะมีกี่ครอบครัวจะทำได้
เรื่องธนาคารต้องเป็นของคนไทย
แต่ในนิวซีแลนด์ ไม่มีคนในประเทศเป็นเจ้าของธนาคาร แต่ NIM แค่ 1.5%
ใครจ่าย ความรักชาติ คนจ่ายคือ ผู้กู้จ่าย
คนลงทุนต้องดู nontraceable เช่น ธนาคาร สื่อสาร ถ้ารักชาติ ก็ต้องรับไป
ส่วนTraceable คือ ธุรกิจที่ต้องนำเข้า ส่งออก
หลายอุตสาหกรรม ควรมี แต่ต้นทุนทางการเงินสำคัญที่สุด
Capital cost คุณสูงกว่าที่อื่น เราก็อยู่ไม่ได้
ถ้าเราเข้าใจ ก็เป็นคนละเรื่อง ถ้าไม่เปิดเสรี ก็หาประโยชน์ต่อไป
พัฒนาตามระบบพรรคพวกนิยมต่อไป บริษัทวิ่งเต้นเก่ง นักการเมืองใหญ่ก็เข้าไปซื้อ

4 ทางเลือกสำหรับประเทศไทย ดูจากสไลด์
ชาวเวเนซุเอร่า ยึดบริษัทน้ำมันมา ก็เป็นสังคมนิยม พอ 20 ปี เวเนซุเอร่า เมื่อ 20 ปี ผลิต 11ล้านบาร์เรล
ตอนนี้ เหลือ 2 ล้านบาร์เรล แต่มีปริมาณน้ำมันสำรอง 350 ปี แต่อาจขายไม่ได้ในอนาคตเพราะไม่มีใครใช้น้ำมันแล้ว
ทฤษฎีสวนกระแส พูดไว้ว่า ไม่มีทางที่น้ำมันหมด ก่อนเลิกใช้
ดังนั้นควร พัฒนาระบบใหม่ที่เหมาะสมกับคนไทย แต่ก็ไม่มีหรอก
เนวิน จากประเทศพม่า ยึดอำนาจพม่า เปลี่ยนระบบเป็น Road to Burmese สังคมนิยมแบบพม่า ยึดแบบรัสเซ๊ยเลย
ไม่ให้ฝรั่งเข้าประเทศ ปี 1960 GDP 180$ ต่อคนต่อปี ไทยมีแค่ 101 $ ต่อคนต่อปี
พอเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ 40 ปีผ่านไป เศรษฐกิจถอยหลังไปเยอะ พอเปิดประเทศมา 10 ปี GDP 1100$เอง
Globalization เป็นการแชร์ทุกอย่าง ใช้ ทรัพยากร ของคน 7,000 ล้านคนมาแชร์

ทุนนิยม กับ พุทธศาสนา ดูเหมือนไปกันคนทาง เรามักเห็นการย้อนแย้ง
ทำมาหากิน และ ศาสนา เป็นคนละเรื่อง หากินก่อน เหลือก็ค่อยบริจาค
ถ้าเรามีความรู้สึกย้อนแย้ง สร้าง Right purpose ไม่ได้ จะสร้าง ฉันทะบริสุทธิ์ไม่ได้
ทุนนิยม บอกว่า อยากค่อยทำ แก้ปัญหาเรื่องsupply
ส่วนทางพุทธ บอกว่า แก้ปัญหาเรื่อง demand
น่าจะเอามาผสมผสานกันน่าจะดี มีทั้ง Demand & Supply
ปกติสร้างเท่าไหร่ความอยากก็จะวิ่งหนี แต่ศาสนาสอนให้เราพอใจในสิ่งที่มีอยู่
Passion เป็นเรื่องสำคัญมาก

ผม underwriteหุ้นเข้าตลาด ระดมให้ธุรกิจไทย 500,000 ล้านบาท
ถ้าเราจัดทุนให้อยู่ถูกที่ ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง
ส่วนM&A มีมูลค่า 800,000 ล้านบาท
ผมว่าเป็นการสร้างฉันทะ มีความเพียร องค์กรที่มีหลักแกนได้

ทุนมีความสำคัญ แต่โลกมีโลกาภิวัตน์ หมายถึง

1. นัยยะแรก ไม่มีขอบเขต โลกเชื่อมโยงกัน
ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่
ตลาดทุนเป็นหัวใจของการจัดสรรทรัพยากรที่ดี
ตลาดทุนที่ดีหมายถึงจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพและมีอัตถประโยชน์สูงสุด
แต่เศรษฐศาสตร์ ต้องมีความเป็นธรรมด้วย อย่าสับสนกัน
คุณเล่นหุ้น คุณก็มีหน้าที่ มีส่วนรวบรวมทรัพยากรด้วย จากแหล่งที่ถูกต้อง
วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดจากได้เงินกู้ระยะสั้น จากต่างประเทศ แต่มาลงทุนระยะยาว เช่น การสร้าง Real estate ,โรงพยาบาล ถือเป็นการจัดสรรให้คนที่ไม่มีศากยภาพที่แท้จริง

2 ต้นทุนการเงินต้องแข่งขันกันได้
ต้นทุนทางการเงิน คือ Required rate of return investor and cost of debt
อันแรก ต้องมีความเสี่ยงพอเพียงมาก Bid of ask spread มันควรมีแค่ 1 สตางค์
ทำไห้Product hedging สูงเกินไป และ gap ห่างเกินไป
Capital gain tax ไม่เก็บเพราะ
เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะเสียtax จากปันผล และ corporate tax
เรามีอนุสัญญาภาษีซ้อน เยอะ จะทำให้เงินทุนไหลออกด้วย คนไปลงทุนจากต่างประเทศ
มาลงทุนไทยแทน เหลือแต่คนรายย่อยเองที่ลงทุนในไทย

3 จัดสรรได้ดี เอาไปให้คนที่ศักยภาพการแข่งขัน นั่นคือตลาดที่ดี

4 ติดตาม ว่าเอาเงินไปแล้ว ใช้อย่างมีกระบวนการ มี Corporate Governent
ไม่กิน โกง เป็นกลไกที่กว้างกว่า CG

5 มี Reallocate อย่างมีประสิทธิภาพ มีนัยยะ ต้องมีสภาพคล่องเวลาซื้อและขายด้วย
ไม่เหมือนที่อินโด ขายหมื่นล้านตลาดตกหนัก
กลไกที่ยังไม่ปรับปรุง เช่น ธนาคารจะยึดกิจการ เช่น Sub micron คุณชาญ ใช้เวลา12ปีกว่าจะยึดโรงงานซึ่งไม่ทันสมัย
แล้ว ต่อไปก็ไม่ให้กู้ พวก Hitech

โครงสร้างตลาดหุ้น
ปกติมักจะไปดูรายการซื้อขายสุทธิเท่านั้น
เราบอกฝรั่งขาย เพราะดู Net sell 3000 ล้านบาท แต่ไม่ดูยอด buy 20,000 ล้านบาท
ประเทศไทยเป็นตลาดเดียวในโลก มีนักลงทุนไทยลงทุนเกิน 50% ไต้หวันตอนนี้น้อยกว่า 50% แล้ว
จริงๆแล้วตลาดหุ้นที่อื่นพัฒนาไปแล้ว แต่เรายังพัฒนาอยู่ แมงเม่าตายหมด
Market cap ส่วน 6.33 ล้านล้าน เป็น Free float ถือเป็น 44%
แต่ 55% เป็น สถาบันต่างประเทศ เป็นกองทุนใหญ่ไม่เยอะ แต่ละกองทุน ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญ

ตัวอย่างเช่น บลจ อเบอร์ดีนเก่งมาก ทยอยขายพลังงาน ก่อนหุ้นพลังงานตกจากราคาน้ำมัน
เดี๋ยวนี้ สถาบันไทยถือมากกว่าบุคคล ตัวอย่างเช่น AIA ถือ 1แสนล้าน ที่เหลือ 20% ล้านล้านบาทถือโดยบุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดา แบ่งเป็น 2 พวก

1. Inactive ปีนึงซื้อขายไม่เกิน 2 รอบ เปรียบเทียบกับสถาบันไม่ถึง 1 รอบ

2. Active ซื้อขายเกิน 2รอบ ไม่น่าจะเป็น วีไอ

ผมเคยลงทุนปี 2520 สมัยราชาเงินทุน และเลิก ผมซื้อหุ้น 7 หุ้น และ ตอนนี้เหลือแค่ 1 หุ้น ถือ ไม่ต่ำกว่า 5 ปี
4 หุ้นซื้อก่อนเข้าตลาด
นักลงทุนสถาบัน ไทย เทศ 90% อยู่ในหุ้น 70 หุ้นเองเท่านั้น ไปดูจากภัทรที่ทำ research

ที่มาว่าสถาบันในและต่างประเทศไม่สนใจหุ้นเล็ก

หุ้นเล็ก ถ้าขนาดไม่ได้ ก็ไม่สนใจลงทุนแล้ว
ต้นทุนการทำ research ใน quality ที่เขาต้องการ 3 ล้านบาท ดังนั้น ขนาดของmarket cap ของหุ้นแต่ละตัวมีผล
หุ้นเล็ก เลยไม่มีสถาบันซื้อเท่าไหร่ ไม่คุ้มค่าคอม
หุ้นใหญ่ นักลงทุนสถาบัน แต่ไม่ลงทุนในหุ้นเล็ก
กองทุน ก็ถือหุ้นใหญ่ อาจมืถือหุ้นเล็กบ้าง ต้องระวัง
ยุค 1950-2000 เป็นยุคที่โลกเติบโตดีสุด โต 10 เท่า เฉลี่ย 4.7 % ต่อปี มาจาก เทคโนโลยี ,
Disruptive ทำให้productivity เพิ่มขึ้น
แต่ช่วงหลังโตแค่ 1 %
1961 ไทยมี per capita น้อยสุด 101 $ เอง ต่อมาปี 2012 มี GDP 5474 $ ต่อคนต่อปี
เราโตเฉลี่ย 8% ดีสุดประเทศนึงในช่วง 50 ปี ยกเว้นสิงคโปร์ ประชากรลด
อดีตเราไม่เลว แต่ ช่วงนี้เราไม่ดีมาก ถ้าไม่มีจำนำข้าว จะโตแค่ปีละ 1 % กว่าๆเอง ไม่ควรหวังระยะสั้น
ไทยโชคดีในช่วงแรกของการพัฒนา ช่วง 2500-2516 เผด็จการเต็มรูปแบบ คำขวัญ น้ำไหล ไฟไม่ดับ
ความโชคดีค่อยๆหายไป เอารัฐนำ ไปขยายรัฐวิสาหกิจแทน
Bottom line productivity growth ไม่ดี ถึงแม้ GDP ดีกว่า เวียดนาม
จริงๆชาวนากว่าครึ่ง ควรเลิกปลูกข้าว

ขอบคุณพี่เตาที่มาให้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และ วิวัฒนาการของทุนนิยม มากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Jan 12, 2017 2:40 pm

Company visit ALLA 11 Jan 2017

คุณ องอาจ ประธานกรรมการบริหาร และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ALLA ซึ่งถือหุ้นบริษัทรวมกับครอบครัวกว่า 62%
พี่องอาจจบวิศวกร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง รุ่นที่ 16 คลุกคลีกับตัวรอกมาตลอดหลังจบปริญญาตรี
ตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา ทำงานมา 20 กว่าปี จากวิศวกรไฟฟ้า และ ฝ่ายขาย ตัวพี่องอาจผ่านการฝึกอบรมจากเยอรมันเรื่อง
Crane เป็น ตัวแทนผุ้เดียวของ STAHL crane Hi-technology ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนตามลูกค้าต้องการ และ ของยี่ห้อABUS ซึ่งผลิตตามมาตราฐาน ซึ่งทั้งสองยี่ห้อเป็นผลิตcraneอันดับที่1ของเยอรมัน ตามแบบ มาตราฐานของยุโรป
ทำให้เราเพิ่มmarket shareได้มาก แบรนด์ทั้งสองแข่งขันกันแยกตลาดต่างหาก เราเลยยี่ห้อ ABUSแบ่งไปบริษัทลูกด้วย
คราวหน้าจะไป บริษัทลูก คือ ONVALLA ซึ่งตั้งอยู่ที่ปทุมธานี
บริษัทนี้ตั้งอยู่ที่ ฉะเชิงเทรา เปิดมา 20 ปี เมื่อก่อน ก็ทำ ABUS ที่นี่ แต่ทำ2แบรนด์ที่เดียวกันไม่ดี เลยย้ายไปที่ ปทุมธานี
เราเข้าตลาดหลักทรัพย์มาเมื่อ 8 พย 2559 เป็นเวลา 2 เดือนเศษที่อยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์
ALLA ถือหุ้น 100% ที่บริษัท ABUS แต่เราแยกโครงสร้างออกมา 100% แค่มีร่วมเรื่อง HR และ การจัดซื้อทั่วประเทศ
ส่วนเรื่องอื่น เช่น service , engineering จะแยกกันอย่างเด็ดขาด
เรามี After sales service นอกจากที่กรุงเทพแล้ว เรามีอยู่ที่จังหวัดระยอง สำหรับรองรับลูกค้าที่นั่น
อนาคต ที่ดิน Onvalla จะใหญ่กว่าฉะเชิงเทรา เพราะเราซื้อพื้นที่เพิ่มขึ้น
เราจะย้าย warehouse ไปที่ถูกกว่า ทำให้เรามีพื้นที่ production เพิ่มขึ้น
ธุรกิจหลัก มี 4 ธุรกิจ
1.Crane and Hoist เราอยู่ใน Top three ที่ขายดีสุดในตลาด
2.Loading Dock&Industrial Door
อุปกรณ์ logistic เราเป็นอันดับ1ในตลาด เช่นใน makro, lotus
รวมถึง warehouse ให้เช่าของ ไทคอน (TICON) ด้วย
3. After sales service เราโตมาด้วยบริการหลังการขาย สำหรับสนับสนุนงานขาย
ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ และ เพิ่มรายได้จาก after sales service
4. อันสุดท้าย PVC strip Curtain and Air Curtain เล็กหน่อย แต่ทำให้ complete อยู่ใน Onvalla

Production Process
เมื่อก่อนเราสั่งของจากเยอรมัน และ ให้ subcontractor ทำต่อ แต่ มี value added น้อย
ดังนั้น เราทำโรงงานเพื่อให้ มี value added และควบคุมคุณภาพได้ด้วย
1. Material receiving
สั่งเหล็กสำเร็จจาก supplier ตรวจรับคุณภาพเหล็ก
2. Surface preparation and Painting
หลังจากเข้าเครื่องทำความสะอาดของผิว ไม่ให้เกิดสนิม
3. Plate connection Welding
เชื่อมต่อเหล็กแต่ละชิ้น และมีเครื่องตรวจสอบรอยเชื่อมต่อว่าสนิทหรือไม่ก่อนส่งต่อไปprocessถัดไป
4.Girder Assembly&Welding
หลังจากเตรียมแผ่นงานที่จะใช้ประกอบคานให้มีขนาดตามที่ลูกค้าต้องการ ต้องประกอบแผ่นปิดคาน
และ ทำการเชื่อมภายนอก
ซึ่งจะเป็นกึ่งauto ทั้งหมด จากรับของ มี quality control เข้า ไฟล์ ทำประวัติของลูกค้าเข้า ERP
เราทำฐานข้อมูลลูกค้า ที่สั่งอะไรบ้าง เพื่อการทำ after sales service รวมถึงการขาย spare part ด้วย ERP
หลังจากการทำสะอาดผิว ก็ประกอบรูป บล็อต
การเชื่อมกึ่งอัตโนมัติ เราเป็นรายเดียวในเอเชีย เชื่อมแบบ 6-8 หัว เราไปดูงาน และ ประดิษฐ์เครื่องเชื่อมนี้ออกมา
เราภูมิใจมาก และขายให้ มาเลย์ สิงค์โปร์ ตอนไปเยี่ยม มีแสดงการเชื่อมพร้อมกัน 6 หัว ซึ่งถ้าใช้คนเชื่อมก็จะทำ
ไม่ได้ยาวตามขนาดความยาวของคานได้
5. Walkway&End Carriages Assembly
การประกอบคานกลางกับชุดรอก และประกอบทางเดิน คานมาใส่เสร็จ
6. Painting จบกระบวนการเชื่อม แล้ว ทาสีตามที่ลูกค้าต้องการ
เป็นข้อที่เราเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
การทำสีเป็นการทำcraneให้สวยงาม พ่นสี เราย้าย warehouse เพื่อทำการพ่นสีเพิ่มขึ้น
ถือเป็น image ที่ดีของบริษัท คุณธราธร รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งถือหุ้นอยู่ 11% เป็นผู้รับผิดชอบ และ ดูแลฝ่ายผลิตทั้งหมด รวมถึง preventive maintenance ตอนนี้รับยอดขายในส่วนนี้ถึง 30% ของรายได้ทั้งหมด
7. Electrical system assembly ระบบไฟฟ้า เราทำให้กับโรงไฟฟ้าขยะของ TPIPL เป็นcraneกึ่งอัตโนมัติ์
ปกติในโรงงานไฟฟ้าขยะ กลิ่นเหม็นมาก ต้องใส่หน้ากากเข้าไป
คู่แข่งทำระบบcontrol ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ เราใช้วิศวกรของเราออกแบบทั้งหมด สำเร็จคนแรกในไทย
ALLAจะทำ software สำหรับโรงไฟฟ้าขยะ ดังนั้นโรงไฟฟ้าโรงต่อไปก็ใช้ software ตัวเดิมได้ทำให้ต้นทุนลดลง
ทำให้มีโอกาสยื่นBid ได้ เป็น software onvalla 1-2-3
8. Quality control/Quality Assurance เป็นการควบคุมคุณภาพก่อนส่งให้ลูกค้า เป็นจุดแข็งที่เช็คทุกอัน
9. Preparation for Installation at site เราไปส่งให้ลูกค้ารวมถึงการติดตั้งที่สถานที่ของลูกค้า

Production process-Dock กระบวนการผลิตของช่องโหลดสินค้าและประตูอุตสาหกรรมและ
ม่านริ้วพีวีซี เป็นกระบวนการในการเพิ่ม margin ให้เกิด value added กำลังอยู่ในช่วงคิดอยู่
นอกจากเป็น Resales อย่างเดียว ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้โรงงานทำกันชนของโตโยต้า
ส่วนของ steel and contraction materials เราได้รับ enquiry 2 งานในการสร้างถนน
บางช่วงเป็นสะพาน เราได้งานยกตอม่อ
เราได้งานสร้างอุโมงค์ที่เชียงใหม่ การทำผนังอุโมงค์ เราได้งานcraneยกผนังอุโมงค์ไปติด
เราไปหาคนที่ได้งานพวกนี้ เพื่อขอรับงานมาทำ
เมื่อก่อนทำของคอนโด เช่น PS , SIRI ดังนั้นน่าจะไปรับจาก ยูนิต, Sinothai
ส่วนปิโตรเค็ม เราเชี่ยวชาญอยู่แล้ว STAHLเชี่ยวชาญcraneกันระเบิด
ส่วนรถไฟฟ้า เราเข้าไปทุกสาย depot 3 โรง เราได้ 2 โรง เป็นโรงซ่อมรถไฟฟ้า
งานอื่น เช่น คอสะพาน ต้องมีโรง precast เราก็ไปเสนอให้กับ CK
เราไปบุกส่วนอื่น เช่น crane 25 ตัน อยู่ตรงข้าม พารากอน ทำให้กับ Workpoint และ Central world
Logistic เราเป็นเจ้าตลาด ส่วนใหญ่ ตอนนี้
1. Warehouse ให้เช่า ready to built
2. Build to suit สร้าง warehouse ให้กับอุตสาหกรรม เช่น FORD ในไทคอนเราบริหารให้
เราตามหลายโรง บางอันมูลค่ามาก เราได้ของ Ford มูลค่า 7-8 ล้านบาท
แมคโครเช่าไทคอน ให้คนของเราบริหารให้ เขารู้จักเรา เราจะไปด้วยกันเป็น partner
ตอนนี้ไปอินโด เพราะไทคอน ไปเปิดโรงงานที่จากาต้า และ ไปเปิดอีกเกาะนึง
สภาพของอินโดเป็นเกาะ ทำให้ต้องมีท่าเรือจำนวนมาก ดังนั้นต้องมีที่3,4,5 ต่อไป
3. ห้องเย็นมากขึ้น เราเป็นมือหนึ่ง

After sales service
Service coverage target 100% ของ 3,000 ราย จะเพิ่มรายได้ไปด้วย
-sparepart
-Preventive Maintenance
-Load test
-One-time service
Customer
-Contractor
-End-User
- ภาครัฐ เช่น crane logistic , ถนน และ อุโมงค์
- ภาคเอกชน เช่น รถยนต์ คาดดะเน ปี 61 ดีขึ้น การผลิตรถยนต์ ดีขึ้น ต้องมีการเตรียมตัวก่อน 6 เดือน ถึง 1 ปี
ดังนั้น Q3-4 ต้องมีเรื่องcraneมากขึ้น
เหล็กดีขึ้น หุ้นเหล็กขึ้น ทำให้ สร้าง warehouseมากขึ้น หมายถึง ความต้องการ crane มากขึ้น
เช่น ยี่ปั้ว ต้องการมากขึ้น
โรงไฟฟ้าขยะ ชีวมวล ใช้craneมากขึ้น
เราจะทำให้คุณภาพ และ brand name onvalla ให้ดีขึ้น
เราได้ ISO มาด้วย เราเป็น เบอร์ 1 ในด้าน after sales service
เราขยายฐานลูกค้า ไปที่อินโดนีเซีย เป็นหลัก
เราตั้งทนายมาช่วย รีวิวก่อนเซ็นต์สํญญากับPartnerให้จบภายใน Q1 17
Financial Highlight
GP 30%
NP 10%
D/E Ratio 1.06 at Q3 16
Revenue
สัดส่วน ของ 4 ส่วน รายได้หลัก จากการขายcrane 60% ขาย dock 15% ซึ่งมีแนวโน้มลดลง Service 20% PVC 1-2%
Asset ลดลง มาจาก เงินสดจ่ายปันผล และ บริหารคลังดีขึ้น
Liability มาจาก เงินปันผลค้างจ่าย
GP 30% maintain มาตลอด
CA ดีดขึ้น DE ลดต่ำลง
ROA ลดลงจากกำไรที่ลดลง
ROE มาจากกำไรที่ลดลง
Future plan
เงินจากIPO มาพยายามลดcost และ ทำอะไรมากขึ้น
มาลดในส่วนของ production line


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun Jan 15, 2017 9:31 am

สรุปสัมมนา Moneytalk jan16
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=60629


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Jan 21, 2017 12:22 am

สัมมนา เปลี่ยนปีชง เป็นปีโชคดี ทางด้านการเงินปี 2560 หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา
จัดโดยบลจ วรรณ


ปีนี้ยากกว่าปีที่แล้ว ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทั้งดวงในแบบจีนปีนักษัตร ฮวงจุ้ย เพื่อจัดรับความเฮง
ปีที่แล้ว เป็นปีที่ดาวมฤตยูเข้าสู่ดวงเมือง ทุกราศีเปลี่ยนแปลงหมด
ดาวมฤตยูเข้าช่วงเดือนมีค แนะให้ทำบุญที่ศาลหลักเมือง และ ที่วัดไตรมิตร เรามีความกังวลใจ
ดาวยูเรนัสกว่าจะเปลี่ยนราศี 1 ครั้งประมาณ 7 ปี และเข้ามาเจอเรา 7 ปี
แต่ดาวอื่นเช่น อังคาร แค่ 60 วัน ตอนนี้ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติแล้ว
12 ราศี 84 ปีกลับมาอยู่ที่เดิม ปีแล้วกลับมาที่ ราศีเมษ
เมื่อ ปี2475 ตอนที่ดาวมฤตยูกลับมาที่ราศีเมษ เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ปีที่แล้ว ดาวมฤตยูกลับมาที่ราศีเมษ ซึ่งเป็นราศีของดวงเมือง
มีระเบิด มีเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ราศีเมษ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกเรา

ราศีแรก คือ ราศีเมษ เมื่อดาวมฤตยูเข้ามา เช่น ทรัมป์ได้รับเลือกเข้ามาเป็นต้น
อีกรอบประมาณเดือนสิงหาคมของปีนี้ ดาวราหูย้ายราศี ในปีนี้ ขบวนการดวงดาว เปลี่ยนหมดเลย
ปีนี้ราหู มา3ครั้ง หลักการพยากรณ์ บทที่อะไรดี ก็เปลี่ยนแปลง
ความผันผวนในปี 60 อาจเกิด crisis ในระดับโลก
ดวงเมืองไทยวุ่นวายแน่นอน แต่ข่าวดี พอเข้าสู่ปี 61 คือปีจอ ไม่เหลือราศีให้ย้าย
ปีหน้า จะเป็นปีที่ดีของดวงเมือง โดยไม่สนข่าว หรือ เรื่องในวันนี้
ดวงเมืองปีหน้าดี แต่เราจะอยู่อย่างไรในปีนี้
ดาวมฤตยูไม่ไปไหน เหตุการณ์ปีนี้ กับ ปีที่แล้วจะคล้ายกัน จนกว่า เดือน กค 60
แต่ ครึ่งปีแรก จะผันผวน ดาวพฤหัส เป็นดาวเรื่องการปกครอง
หลังวันที่ 12มค อยู่ดีๆ ข่าวเริ่มหายไป ปีไก่ปีนี้ไม่ธรรมดา
ปีชง ต้องย้ำกับท่านว่า มีมาตั้งพันปีแล้ว
12ปีจะชงหนึ่งครั้ง แต่ปีที่เหลือ จะเป็นปีที่เป็นเจ้าภาพร่วม
ตำนานปีชงแต่ละที่ เช่น ไทย ฮ่องกง มาเก๊า ไม่เหมือนกัน หลายคนสับสน
วัดกังหัน ที่ฮ่องกง จุดธูปเสร๊จ ร้อง เฮงๆรวยๆ ที่วัดก็ให้เขียนชื่อแก้ชงได้ เป็นภาษาไทย

หมอช้างมาพูดในแต่ละปีเริ่มจากปีชวด

1.ปีชวด ได้รับผลกระทบ เป็นปีที่ถูกด่า ให้ระมัดระวัง ถูกด่า ถูกใส่ร้าย นินทา
ปี 2467 ,2527 จะแรงกว่าเพื่อน

2.ปีจอ ระวังเรื่องสุขภาพ
พศ ที่ต้องระวัง 2477 , 2537

3.ปีระกา ที่คนครบรอบ ในหลักของโหราศาสตร์ ในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆในชีวิต อาจมีความกังวลใจ
ส่วนใหญ่เกิดจากตัวเรา หงุดหงิด ใจร้อน แก้โดย ฝึกตัวเอง สวดมนต์ นั่งสมาธิ
พ.ศ.ที่ต้องระวังคือ 2488,2536

4.ปีมะเมีย มีเฉพาะในเมืองไทย
ปีที่แรง คือ 2485,2509,2545
ระวังเรื่องขัดแย้ง คดีความ

5.ปีเถาะเป็นเจ้าภาพปีนี้
รอบที่แรงคือ พ.ศ. 2494 , 2518 , 2554
สิ่งที่แนะนำคือ การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ ตื่นมาก็เจอสิ่งใหม่ๆ
ผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน ในห้องนอน ง่ายสุด จัดห้องนอนใหม่
เอียงหัวเตียง โดยทำในวันที่ 4 กพ เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมใหม่ๆ
โดย ก่อน 4 กพ ยังเป็นปีเก่าอยู่ วันที่ 29 มค วันตรุษจีน ยังเป็นปีเก่าจนกว่าจะถึงวันที่ 4 กพ
ต้องระวัง เช่น วันไหว้พระ ไท่ส่วยเอี้ย เป็นลำดับององค์ที่ 34 คือ ถั่งแช้ไต่เจียงกุง
การฝากดวง โดยเขียนชื่อ ขึ้นอยู่ที่แต่ละวัด วันไหนเก็บดวง ที่ดีสุดคือการสวดมนต์ให้ตัวเอง
ปีฉลูกับปีมะเส็งสมพงษ์กับปีนี้ the best คือ ปีมะโรง
ชงปีไม่ได้แรงมาก เป็นทั่วไป แต่ถ้าชงที่เดือนจะกระทบกับงานมากกว่า
นับว่าปีเราปีที่หนึ่ง อันไหนเป็นปีที่เจ็ดคือชงกัน
เช่นปีมะเส็ง จะชงกับปีกุล
ดูต่อว่า ในแต่ละเดือนเกิด มีนักษัตรประจำเดือนเกิด มีความสำคัญ
เช่น เกิดวัน่ที่ 5 กพ เกิดในเดือนเสือ
คนที่เกิดช่วง 6 มีค ถึง 4 เมษา จะชง
ชวด ร่วมชง คือคนที่เกิด Dec 07- Jan 05
วิธีดูต่อ สมมติ ปีระกา ชนกับเถาะ ปีนี้ไม่ได้แย่ทั้งปี เดือน ที่แย่คือเดือนระกา
ดังนั้นลงทุนในเดือนระกา ต้องระวังเพราะชนกับนักษัตรพอดี
ปีชง คือ ปีเถาะ ร่วมชง ชวด ระกา มะเมีย จอ
เดือน ชง คือ เดือน เถาะ และ เดือนร่วมชง คือ ชวด ระกา มะเมีย จอ
ลงทุน ควรหลีกเลี่ยงในช่วงไหน
เราต้องรู้ก่อนว่าไม่ถูกกับนักษัตรไหน
เช่น ชวด ไม่ถูกกับ ม้า ดังนั้น ถ้าเราจะลงทุน อย่าไปยุ่งกับเดือน ม้า คือ Jun 06- Jul 06
ปีแพะ เดือนมะแม
สมมติเกิดในปีมะเส็ง เดือนชง คือ กุล ในเดือน Nov 7- Dec 6
ดังนั้นควรระมัดระวังในช่วงนี้
แต่ถ้าชงตรงๆ และ เจอเดือน ที่ถูกด้วย ความแรงเป็นทวีคูณ
เวลาเกิดชงด้วย
เวลาเกิด คือ บริวาร เช่น ห้าทุ่มถึงตีหนีง คือ เวลา หนู เป็นต้น
ที่ชง คือ เวลา 5 am -7 am ซึ่งเวลาเถาะ ส่วนเวลาอื่นไม่มีผลมากนัก
สรุป มันไม่ได้ปีชง ซึ่งเป็นเรื่องญาติ อย่างเดียว มีเดือน เกี่ยวกับการงานและ เวลา ชงด้วย
ปีนี้ เบิ้ลเดือน 6 สองครั้ง ดังนั้นเวลาไหว้ต้องปัด 13 ครั้ง

ราศีมี 2 แบบ ในแบบ ตะวันออก จะเปลี่ยนวันที่ 15-16
หมอช้างมาพูดเจาะลึกในเรื่องราศี

1.เริ่มวันที่ 15-16 มกราคม ถึง 12 กุมภาพันธ์ ราศีมังกร เกรด C อย่าไปกลัวราหูเข้า
เป็นเพื่อนกัน เหมือนเพื่อนที่เข้ามาหา แต่อาจมายืมเงิน มีสิทธิรวยขึ้นในช่วงกลางปี
แนะให้ทำบุญ แสงสว่าง บริจาค ค่าไฟ หนังสือสวดมนต์ รวมถึงการลงทุนในต่างประเทศ

2.ราศีต่อมาคือราศีกุมภ์ 13 กพ – 14 มีค ได้เกรดบี
ดาวเริ่มเปลี่ยน ความรักดี สร้างครอบครัว เงินไหลมา มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ทำธุรกิจลงหลักปักฐาน
ดีมากในช่วงครึ่งปีหลัง
แก้เคล็ด ทำบุญไหว้พระธาตุ ทำบุญระหว่างเดินทาง จะนำโชคให้เรา พระธาตุจะอยู่ในต่างจังหวัด

3.ราศีมีน ในช่วง 15 มีค – 13 เมย เกรด C
มีเรื่องทำไม่ได้ดั่งใจ มีผลมาสัปดาห์นึงแล้ว ทะเลาะคนได้ง่าย ครึ่งปีแรก ดี แต่ครึ่งปีหลัง เงินไหลออกเร็ว
แก้ โดย ปล่อยสัตว์น้ำ ทำบุญเกี่ยวกับ โรงเรียน

4.ราศีเมษ เกรด AAA 14 april – 14 may
เลือนขั้นตำแหน่ง เงินไหลมา ดวงดีมาก ราศีน่าจับตามอง
แก้ โดย ขอพรพระแก้วมรกต ไหว้ศาลหลักเมือง
ถ้าไหว้ตรงกับ 21 เมย ตรงกับดวงเมือง จะดีมาก
น้ำมนต์วัดพระแก้ว เอาไว้ล้างหน้า

5.ราศีพฤษก เกรด D 15 May – 14 Jun
ศัตรูเยอะ เงินตึงมือ ความรักเหนื่อยหน่าย แก้เคล็ด โดย ทำบูญกับสัตว์น่ำ
เน้นเลข 7 เลข 10 บูชาพญานาค ที่ กท คือ วัดนาคปรก
ถวายพระไตร แถวเทเวศร์ วัดเทวราชกุญชร
ครึ่งปีแรก ยังดี แต่เหนื่อยในครึ่งปีหลัง

6. ราศีเมถุน เกรด ซี
15 Jun- 16 July
ครึ่งปีแรกดี ครึ่งแรกหลัง กระเป๋ารั่ว เจอรายจ่ายหนัก ดังนั้นควรหาเรื่องลงทุน เปิด office
เรื่องทำบุญในครึ่งปีหลัง

7. ราศีกรกฤ เกรด D 17 Jun – 16 aug
ไม่ค่อยถูก ราหูเข้าระวังคดีความในครึ่งปีหลัง
แก้ โดย ทำบุญแสงสว่าง บริจาคหนังสือสวดมนต์
การเดินทางช่วยลดความรุนแรง
มีโชคด้านต่างประเทศ
ไหว้ พระพุทธไสยาศน์ นอน
มังกรก็ใช้ได้
8.ราศีสิงห์ เกรด B ในช่วง 17 aug- 16 sep
มีโชคจากการขาย
ระวังราหูครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นดี

9. ราศีกันต์
เกรด B ในช่วง 17 sep- 17 oct
การทำบุญ ด้วยยารักษาโรค

10. ราศีตุลย์ เกรด AAA
18 oct – 16 Nov
ชีวิตโชติช่วง หาเงินคล่อง มีสิทธิ์สละโสด
แก้ โดย ทำบุญให้เยอะขึ้น นับที่ศรัทธาและตั้งใจ และ เป็นสาธารณะประโยชน์ด้วย
ราศีตุลย์ดวงดี

11 ราศีพิจิก เกรด D 17 Nov -15 Dec
ครึ่งปีแรก ดี ครึ่งปีหลัง การเงินติดขัด เกิดการเจ็บป่วยจากญาติพี่น้อง
เป็นปีที่เหนื่อยพอสมควร ในการเริ่มต้นธุรกิต ปีหน้าดีสุด
ทำบุญ สวดมนต์ ไหว้พระอยู่ที่บ้าน

12 ราศีธนู เกรด C+ 16 Dec- 14 Jan
มีโชค ถูกหวย รวยหุ้น มีลุ้น
แต่ต้องทำบุญ บริจาคประจำ เพราะมีภาระหนักในปีหน้า


yoko
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4153
Joined: Sat Jan 27, 2007 4:49 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by yoko » Sat Jan 21, 2017 10:29 am

งานสัมนาหมอช้าง คนเยอะไหมครับ :?:


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun Jan 29, 2017 4:53 pm

เยอะครับ. ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Mar 02, 2017 11:52 am

สิ่งที่ได้รับจากการสนทนากับเพื่อนนักลงทุนในงานแต่งของน้องกานต์

ได้ข้อคิดมาฝากเพื่อนๆครับ

1.คุยเรื่องสุขภาพของคุณโจ ทำให้เราต้องหันมาดูสุขภาพตัวเอง อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่าประมาทนะครับ

2.จากเหตุการณ์socialที่พึ่งผ่านมา
การควบคุมอารมณ์ขณะอยู่ข้างนอกเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นทาสของอารมณ์และ
ทำอะไรที่ผิดพลาดไปจะแก้ไขก็ไม่ได้แล้ว

อย่าได้พกของอันตรายไว้ในรถ ซึ่งทำให้เราถือว่า
มีแต้มต่อ และ ก้าวร้าว
หรือเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนและมีเรื่องก็จะไม่กลัว
ทำให้กล้าทำอะไรเกินขอบเขต


Post Reply