ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Dec 04, 2015 6:21 am

ช่วงนี้ตลาดหุ้นตกมานาน 8 วันทำการแล้ว ผมเลยเอาเวลามาศึกษาหาความรู้ดีกว่าไปจดจ่อในตลาดครับ
วันนี้มาประชุมที่ EPCO เรื่องการซื้อโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น
สรุป EGM EPCO
โครงการซื้อโรงไฟฟ้า5แห่งที่ญี่ปุ่นใช้เงินลงทุน 2500 ล้านบาท นั้น
โครงการ Kyoto 9.99 MW
โครงการ Genbi 10.00 MW
โครงการ Shirakata1-3 รวม 5 MW ได้มีการสอบถามตอนประชุมวันที่ 3 ธค
ได้ความว่า ใช้เงินกู้ที่ญี่ปุ่น 80% และ ใช้เงินสดของบริษัท20% ตอนนี้มีเงินสด 400-500 ล้านบาท น่าจะพอ
ตอนนี้ EPCO เป็น cashcow ส่วนบ่อพลอย จะเพิ่มทุนเป็น900 ล้านบาท และlistในตลาดหลักทรัพย์ปีหน้าโดยFiding
พค 59 เงินกู้ที่ได้มาน่าจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 2.5%
อัตราผลตอบแทนของโครงการ ประมาณ 4.18%-5.55% โดยโครงการที่ Shirakata1-3 ได้ผลตอบแทนสูงเพราะขนาด
โครงการเล็กและอยู่ไกลกันระหว่างโครงการ แต่เราต้องซื้อยกทั้งโครงการ
ส่วน IRR ของผู้ถือหุ้น อยู่ระหว่าง 10.86-18.29% แต่จะได้เยอะในช่วงปีที่18-20 เพราะต้องตัดค่าเสื่อมคิดเป็น 17 ปีตามกฎหมายที่ญี่ปุ่นเรื่องการคิดค่าเสื่อมแผงโซล่าร์ ระยะคืนทุนนานสุด 9 ปี Terminal value ไม่คิด ถ้าได้จะเป็น
มูลค่าเพิ่ม จริงๆแล้ว IFA คิดแบบ conservative สำหรับ efficiencyแค่ 50% แต่จริงๆทำได้ 90%
ส่วน DE ratio จะสูงเป็น 3:1 สูงถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม แต่ถ้าเป็นโรงไฟฟ้าจะไม่สูง
โครงการGenbiจะเริ่มช้าสุด เสร็จปี 2561 ผลตอบแทนเลยสูงกว่าโครงการอื่น
ผมไม่ได้อยู่ทานข้าวที่บริษัทจัดให้ที่โรงแรม เผอิญนัดคุณครูที่สวนกุหลาบทานข้าวครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Dec 05, 2015 4:45 pm

ศึกษากลยุทธ์การลงทุนของบลจ อเบอร์ดีน
การคัดเลือกตามหลักการคัดเลือกหุ้นแบบวีไอ
Company visit บริษัทละ2ครั้งต่อปี
Turnoverต่อปีต่ำมากไม่เกิน20%ส่งผลให้เสียค่าคอมต่ำ
หุ้นที่ดีแต่ราคาสูงเกินไปก็ทำการขายออกไป
เลือกหุ้นที่ราคาลดลงรับเข้าport
หุ้นส่วนใหญ่ถือเกิน10ปีขึ้นไป
เราสามารถลอกวิธีการมาปรับใช้กับการลงทุนส่วนตัวได้ครับ
ขอบคุณบลจ อเบอร์ดีน คุณอดิเทพมากครับ


User avatar
romee
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1733
Joined: Thu Jun 07, 2007 10:08 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by romee » Mon Dec 07, 2015 12:35 am

amornkowa wrote:ศึกษากลยุทธ์การลงทุนของบลจ อเบอร์ดีน
การคัดเลือกตามหลักการคัดเลือกหุ้นแบบวีไอ
Company visit บริษัทละ2ครั้งต่อปี
Turnoverต่อปีต่ำมากไม่เกิน20%ส่งผลให้เสียค่าคอมต่ำ
หุ้นที่ดีแต่ราคาสูงเกินไปก็ทำการขายออกไป
เลือกหุ้นที่ราคาลดลงรับเข้าport
หุ้นส่วนใหญ่ถือเกิน10ปีขึ้นไป
เราสามารถลอกวิธีการมาปรับใช้กับการลงทุนส่วนตัวได้ครับ
ขอบคุณบลจ อเบอร์ดีน คุณอดิเทพมากครับ
อันนี้​พี่ไปฟังงานไหนเหรอครับ มีyoutubeย้อนหละงมั้ยครับ

ขอบคุณ​ครับ

เราเสียพลังงานไปกับการคาดเดาว่า"ราคา"มันจะขึ้นหรือลง
แต่เราไม่เคยคิดเลยว่าถ้า"ราคา"ไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น...
Mudley live

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Dec 07, 2015 7:31 am

งานสัมมนาประจำปีของอเบอร์ดีนเมื่อวันที่1ธคครับไม่แน่ใจว่าเขาอัดไว้หรือเปล่า


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Dec 07, 2015 7:35 am

สัมมนา The Energy
ตอน Money Coach หัวข้อ How to be a good investor

คุณหนุ่ม พูดถึง คุณสมบัติของนักลงทุนที่ดี
โดยเริ่มจาก คำถามของนักลงทุนว่าเป็นนักลงทุนทั่วไป หรือ นักลงทุนที่ดี
นักลงทุนทั่วไป จะมีคำถามซึ่งแสดงว่าไม่เข้าใจในการลงทุน เช่น
มีเงินห้าแสนบาทเอาไปลงทุนอะไรดี หรือ ตอนนี้น่าซื้อคอนโดไหม
จริงๆแล้ว การมีเงินห้าแสนจะไปลงทุนอะไรขึ้นอยู่แต่ละบุคคล เช่น เงินเย็น และ เงินค่าผ่อนบ้าน รับความเสี่ยงได้แค่ไหน
ส่วนคำถามว่าน่าซื้อคอนโดไหม นักลงทุนเองที่ไปดู น่าจะมีคำตอบในใจแต่อยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยconfirmอีกที นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะลงทุนได้ทุกสถานการณ์
คุณหนุ่มแชร์ประสบการณ์บ้านหลังแรกที่ลงทุน มาจากคุณป้าที่ทำบ้านเช่า 15ห้องบนทาวเฮ้าส์1หลัง ต้องการหนีแฟนเลยเสนอขายบ้านให้คุณหนุ่มที่พักแถวนั้น คุณหนุ่มปฎิเสธเพราะอยากได้บ้านหลังแรกที่สวยๆ แต่คุณพ่อของคุณหนุ่มเป็นคนจุดประกายความคิดในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ว่า ถ้าคิดคำนวณออกมาว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์ แล้วมี cash flow เป็นบวก
ก็สามารถลงทุนได้ บ้านหลังแรก ราคา 1.35 ล้านบาท ผ่อนธนาคารโดยใช้slipเงินเดือน จ่ายดอกเบี้ยแค่ 9,500 บาท แต่ได้ค่าเช่าต่อเดือน 22,000 บาท มีcash flow เป็นบวก 12,000 บาท ก็เลยตัดสินใจซื้อ ต่อมาก็ซื้ออีกหลังเป็นหลังที่สอง ซึ่งนึกว่าง่ายเหมือนเดิม ทำการบ้านมาน้อย ฟังแต่ข้อมูลของคนขาย ซึ่งเป็นข้อคิดเห็น ไม่ได้ไปหาข้อเท็จจริง หลังจากซื้อมาหาคนเช่าในราคา10,000 บาทต่อเดือนไม่ได้ เลยไปหาข้อมูล ปรากฎว่า ช่วงนั้นมีบริษัทเลิกกิจการทำให้พนักงานที่เช่าแถวนั้นตกงานและเลิกเช่าบ้านแถวนั้น ทำให้ราคาเช่าตกลงมาเหลือ 5,000 บาท เป็นบทเรียนที่ดีซึ่งต้องนำมาแก้ไขในอนาคต บทเรียนอีกครั้งนึง
สูญเงินจอง2ห้อง 20,000 บาท เพราะเชื่อคนง่าย วางเงินจองโดยไม่เช็คอย่างละเอียดว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง เรียนรู้และ
จะเช็คโดยเอาสำเนาโฉนดที่ดินไปเช็คที่กรมที่ดินว่าใครเป็นเจ้าของก่อนทำธุรกรรม ประสบการณ์จะสอนเราให้เก่งขึ้น
สูตรคำนวณอย่างง่ายก่อนการตัดสินใจซื้อบ้านคือ
ราคาซื้อ = กำไรจากการดำเนินงานต่อปี หารด้วย อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ
โดย กำไรจากการดำเนินงานมาจาก รายรับ – รายจ่ายเช่นดอกเบี้ย
อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับ แต่ละคน ยิ่งต้องการสูง หมายถึงราคาที่ซื้อได้จะยิ่งต่ำ ทำให้หาซื้อได้ยาก แต่ควรสูงอย่างน้อยเท่ากับ หรือสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กู้มา
ขั้นตอนในการซื้ออสังหา
1. ตรวจสอบรายได้
2. ตรวจสอบค่าใช้จ่าย
3. คำนวณกำไรต่อปี
4. คำนวณราคาซื้อ
5. จัดหาเงินลงทุน
จะเห็นได้ว่า เรื่องการหาเงินมาลงทุนเป็นอันดับสุดท้าย นักลงทุนทั่วไปจะอ้างว่าไม่มีเงิน ก็เลยปล่อยโอกาสที่ดีไป แต่นักลงทุนที่ดี จะเลือกหาโอกาสในการลงทุน เมื่อพบแล้ว ค่อยมาหาเงินไปลงทุน
ดังนั้นนักลงทุนที่ดีสำหรับลงทุนอสังหาซึ่งง่ายกว่าหุ้น ต้องมีแผนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ 3 ขั้นตอน
1. แผนครอบครองทรัพย์สิน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญสุด ซึ่งได้เกริ่นมาแล้วมี 5 ขั้นตอน
ถ้าทำไม่ดี ทำให้เราอาจล้มเหลวได้
2. แผนบริหารทรัพย์สิน เช่นตกแต่ง ปรับปรุงทรัพย์สิน เพิ่มมูลค่า และ ลดหนี้ การบริหารเงินสด
3. แผนการออก การลงทุนในอสังหาต้องคิดตลอดเวลา ต้องมีแผนการออกก่อนซื้ออสังหาด้วย
การประเมินราคาขายที่เหมาะสม ลงทุนบ้านให้เช่า ราคา 6 แสนบาท ให้เช่ามีรายได้เป็นบวก 18,000 ต่อปี ต่อมารถไฟฟ้าผ่านทำให้มีคนมาขอซื้อ 1.2 ล้านบาท กำไร 6 แสนบาท เมื่อมาคิดดูแล้วการให้เช่า กว่าจะได้กำไรเหมือนขายกินเวลาหลายสิบปี ก็ขายดีกว่า เป็นวิธีการคิดที่ดีน่าเอาไปใช้บ้าง
และต้องมีแผนการจัดการความเสี่ยง เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนเสมอ

ท้ายสุดคุณหนุ่มได้สรุปหลักการการลงทุนที่ดีมี 10 ข้อ
1. มีพื้นฐานการเงินที่ดี หาความรู้ทางด้านการเงิน ไม่มีภาระหนี้สิน
2. กระตือรือร้นในการหาความรู้ ความรู้มีอยู่มากมาย ไปฟังสัมมนาคือไปฟังความคิดของคนอื่น ท้ายสุดก็ต้องมีความคิดที่เป็นของตัวเองในการลงทุน
3. มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน และ มีแผนการออกด้วย
4. Focus อย่ากระจัดกระจาย คุณหนุ่มเชี่ยวชาญพื้นทีแค่ 4 พื้นที่ก็พอแล้ว
5. มีวินัยในการลงทุนสูง
ถ้าบ้านราคาสูงเกิน ทำให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าที่ต้องการ ต้องรอไปก่อน จนกว่าจะเจอที่ใช่
6. วางแผนรับมือความเสี่ยง ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณได้ดี
8. เรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็ว เช่น ตอนซื้อบ้านหลังที่สอง หรือ เสียค่ารู้ ตอนจ่ายค่าจองไป
9. ใช้ประโยชน์จากเงินคนอื่นเป็น
คือการกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งสัดส่วนเงินกู้ต่อเงินตัวเองขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละคน
10. แวดล้อมด้วยทีมงานมืออาชีพ มีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาช่วยเหลือเรา


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Dec 07, 2015 7:36 am

สัมมนา สุดยอดคัมภีร์อสังหาสร้างอภิมหาเศรษฐี ภาคหุ้น
ช่วง คุณหยง เกิดมาเทรด และ คุณแพท ภาววิทย์ มาพูดคุย
คุณหยง บอกว่า ลงทุน 7 ปี จาก 1 ล้าน โต เป็น เลข 8-9 หลัก มาจากฝีมือ 20% และ ส่วนอีก 80% โชคดีจากหุ้นเทรนขาขึ้นทำให้ได้ขนาดนี้ ตอนพอร์ตเล็ก สามารถโตได้เร็วมาก แต่พอร์ตเริ่มใหญ่จะโตไม่ได้แบบก่อน ช่วงนี้ตลาด ไซด์เวย์ เหมาะกับการเทรดเร็ว เล่นสั้น ครับ พอพอร์ตใหญ่ ก็ต้องศึกษาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ไม่อยากเฝ้าหุ้นตลอดเวลาจนแก่ เลยสนใจการลงทุนแบบพื้นฐาน จะได้ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา สามารถไปไหนก็ได้
ช่วงแรก เงินน้อย ลงทุนในFuture ซึ่งมีทั้งหุ้น ยาง สามารถลงทุนด้วยเงินน้อย ซึ่งได้กำไรดีมาก ตอนช่วงปี2008 จริงๆไม่ขาดทุน แต่ด้วยความโลธ เลยลงหนักขึ้นสุดท้ายที่ได้มาคืนไปหมดเลย
Q: เคยลงทุนแล้วขาดทุนไหมในช่วง7ปี
A: ไม่เคยขาดทุนในแต่ละปี แต่อาจจะขาดทุนกำไร คือ คืนให้กับตลาด
บทเรียนที่เจอมา เป็นประสบการณ์เลย ที่ช่วงนึงถือหุ้น SVI ค่อนข้างเยอะพอบริษัทเจอไฟไหม้ ราคาลดลงมาเร็วมาก ทำให้กำไรที่เคยได้ของพอร์ตหายไปเยอะ แต่ก็ยังบวกอยู่
ถามคุณแพทบ้าง ให้แนะนำเรื่องการลงทุน
คุณแพท กล่าวว่า การลงทุน ให้แบ่งเงินลงทุนออกเป็นสองส่วน
ส่วนแรก 70% ให้ลงทุนในหุ้น หรือ asset อื่นเช่น อสังหาริมทรัพย์
ส่วนที่สอง ให้ถือเป็นเงินสด หรือ หลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเปลี่ยนเป็นเงินง่าย เอาไว้ซื้อตอนหุ้นเกิดวิกถต
ซึ่งโดยปกติก็แต่ละช่วงก็ห่างกับ 10 ปี ซึ่งตอนปี 2008 ผมก็ทันลงทุนพอดี ซื้อหุ้นต้องซื้อตอนวิกฤต โดยซื้อไม้แรกๆจะน้อย
และเพิ่มปริมาณหุ้นในการซื้อต่อไปมากขึ้น เช่น Advance ซื้อเฉลี่ย 8x บาท โดยเริ่มซื้อตั้งแต่ 90 บาท จนถึงราคา 7x บาท
หลังจากนั้นก็ถือยาว ไม่ได้ไปยุ่งมากนัก
คุณแพทโชว์กราฟของ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET พร้อมกับ กราฟ RSI ด้านล่าง
ถ้า RSI วิ่งขึ้นชนเพดานบน ประมาณ 80% เป็นช่วงที่หุ้นแพง ไม่ควรซื้อ แต่ถ้า RSI วิ่งลงมาเยอะๆ เป็นโอกาสซื้อ
เช่น ตอน ปี 1997 ต้มยำกุ้ง และ ปี 2008 Subprime เส้น RSI ตกลงมาต่ำสุด เป็นช่วงที่ ดร นิเวศน์ เข้าไปซื้อทั้งสองครั้ง
ส่งผลให้ Port ดร นิเวศน์ โตมาก และ ต้องถือยาวๆด้วย ไม่ใช่พอขึ้นไม่กี่สิบ% ก็ขายแล้ว ยกตัวอย่างตอนไปพูดให้กับ AOT
ก็ถามคนที่มาฟังจำนวน 400 คน ว่าใครซื้อตอน วิกฤต ราคาลงมา 15 บาท จากราคา IPO 40 บาท ปรากฎว่า มีแค่4 คนที่ซื้อ
ช่วงนั้น 3 คนแรก ขายไปเมื่อขึ้นนิดหน่อย แต่คนที่4 ถือจนราคาขึ้นไป 30 บาท ค่อยขายหมด ก็เลยสัมภาษณ์ว่าทำไมขาย
พนักงานอายุ 55 ปีตอบว่า ตอนนั้น ทุ่มหมดหน้าตัก 10 ล้านบาทซื้อหุ้นAOT ที่ราคา 15 บาท พอขึ้นไป 100% ก็เลยขายหมดเลย ถ้าเป็นคนอื่นได้กำไร 100% คือ 10 ล้านบาทก็ขายเหมือนกัน
สำหรับเศรษฐกิจปีหน้า หลายสำนักบอกว่าไม่ดี ทำให้หุ้นไทยไม่น่าจะดีด้วย ส่วนตัวคิดต่าง พยายามคิดไม่เหมือนคนอื่น
เลยคิดว่าหุ้นน่าจะขึ้นปีหน้า

สุดท้ายขอบคุณ The Energy ที่ให้โอกาสฟังสัมมนาที่ดี และ ขอบคุณคุณหยงและแพท ด้วยครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Dec 10, 2015 9:59 am

สัมมนา The Energy เรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดย คุณ พิชัย จาวลา สัมภาษณ์โดยคุณสร้อยฟ้า
หลักการในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์คือ เราต้องมีความรู้ในด้านอสังหาริมทรัพย์ก่อนที่จะมีเงินลงทุน จึงค่อยมาลงทุน
อสังหา
ผมเริ่มลงทุนเมื่อ10กว่าปีที่แล้ว โดยมีเงินทุนของครอบครัวอยู่แล้ว ศึกษาใช้เวลาระยะหนึ่งค่อยเริ่มทำ
โรงแรมบีทู เราเริ่มทำไปก่อน ไม่ตรงเป้าหมาย ค่อยๆหา ขอให้เริ่มทำ มันก็ผิดๆถูกๆ สุดท้ายก็ดีเอง
ทฤษฎีระบบผลประโยชน์ไม่จำเป็นต่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ใช้กับตลาดหุ้น
การลงทุนในตลาดหุ้น ใช้ได้กับทฤษฎีระบบผลประโยชน์ หลักการคิด การลงทุนสวนตลาด ข่าวร้ายให้ซื้อ
ถ้าเราไม่อยากซื้อ คนอื่นก็ไม่อยากซื้อ นั่นเป็นโอกาสที่ซื้อ แต่ถ้าเราเป็นคนคิดว่าไม่น่าซื้อ แต่คนอื่นไม่ใช่ก็ยังไม่ใช่โอกาสซื้อหุ้นตอนนี้ หุ้น และ ทอง เป็นแบบนี้ไหม ถ้าใช่ก็ซื้อ
ช่วงนี้ ตอนดัชนี13xx มันลงต่อได้ แต่ไม่มาก เป็นความคิดเชิงเหตุผล ทุกคนคิดกลัวเหมือนเรา มันจะลงอีกมากๆไม่ได้
เราเป็นคนส่วนน้อย มันจะคลาดเคลื่อนไม่เยอะ เช่น Zone 1300-1400 ซื้อได้ แต่ผมลงในอสังหาเป็นสัดส่วนมากกว่าเพราะดูว่าเสี่ยงน้อยกว่า ปัจจัยที่มากระทบน้อยกว่า
การเล่นหุ้นในปริมาณที่เยอะ เวลาหุ้นตก จะรู้สึกกลัว ถ้าเล่นเทรด แต่ถ้าเป็นการลงทุนวีไอไม่ใช่
แต่ลงทุนในอสังหา ไม่น่ากลัว ตอนนี้ลงทุนโรงแรมบีทู 23 แห่ง และ กำลังสร้างอีก 4 ที่
เงินลงทุน 100 ล้านบาทแรก เอาจากพ่อมาลงทุน ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ความรู้ แต่คือจะทำเมื่อไหร่
ไม่มีเงิน เมื่อก่อนไกลตัว ช่องทางลงทุนน้อย แต่เดี๋ยวนี้เราก็มีหนทาง บางช่วงง่าย บางช่วงยาก ทำอย่างไรเราอยู่ได้
ถึงแม้เศรษฐกิจจะแย่ เราแข็งแรง แบงค์ก็ปล่อยกู้เรา

คำถาม: 100 ล้านบาทแรกมาได้อย่างไร
คำตอบ: ตั้งใจจะสร้างโรงแรม เลือกแบบง่ายสุด ออกไปดูตึก เป็น 100 ที่ ทำตัวเป็นผู้ซื้อถามคนขายอพาร์ตเมนต์
แค่ตึกเดียว ก็มีความรู้หลายอย่าง เช่น ระบบไฟ ระบบน้ำ เป็นต้น เราดู50-100 ตึก ก็จะเจอของดี คนอื่นบอกว่าอย่าซื้อ
แต่คุณดูแล้ว รู้ว่าดี ถึงไม่มีเงิน ก็หานายทุนมาซื้อได้
ของดี หมายถึง สินทรัพย์ดีในราคาเหมาะสม
ผมดูมา 20 แปลง แต่มาเอาแปลงแรก เพราะเปรียบเทียบแล้วดีกว่าที่อื่น ผมมีน้องชายมาช่วยดูด้วย
หลักการเลือก ขึ้นกับ วัตถุประสงค์ว่าอยากทำอะไร
ผมมี business model คือ ของดีราคาปานกลาง เพราะลูกค้าของผมชอบแบบนี้ ผมวิ่งหนีที่ดินแนวรถไฟฟ้า
ซื้อแถวถนนศรีนครินทร์ รอมา 3 ปี รถไฟฟ้าค่อยมา ราคาตรวไม่เกิน 120,000 บาท
ของดีราคาสูง จะง่ายต่อการขึ้นราคา เหมือนกับ วอร์เรน บัฟเฟตพูดถึงการลงทุนใน Growth stock
ลูกค้าของโรงแรมบีทู ส่วนใหญ่เป็นคนเดินทาง ไม่เหมาะกับคุณสร้อยฟ้า ซึ่งรวยแล้ว ดังนั้นเศรษฐีไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
ลูกค้าอยู่ในห้อง ความรู้สึกในการพักต้องผ่าน ราคาค่าเช่าต่อคืน 500-600 บาท ไม่มีสระว่ายน้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนใช้
คำถามจากคุณสร้อยฟ้า: อะไรคือจุดต่างกับโรงแรมอื่น
คุณพิชัยตอบว่า : ถ้าเรานึกออก เห็นโอกาสใหญ่โตมหาศาล เคยพักอพาร์ตเมนต์ ราคา 300-500 บาท
ทำให้เห็นโอกาส
เราเริ่มราคาค่าพักที่ 500 บาทต่อคืน ทำทุกอย่างให้บวกมากกว่าอพาร์ตเมนต์ ขยาย Lobby ตลาดช่วงไฮ หรือ โลว์ซีซั่น คนเต็มตลอด ที่เชียงใหม่เรามีถึง 10 สาขา เพราะเราอยู่ที่นั่น แบงค์ให้กู้ในช่วงแรกเนื่องจากฐานคุณพ่อดี
ตอนหลังเป็นเครดิตของเรา
จ้างผู้จัดการเคยอยู่โรงแรมใหญ่ ตอนนี้เงินเดือนเป็นแสน เขาไม่เคยคิดว่า แบบนี้เป็นโรงแรมได้ด้วย
วัตถุประสงค์ของโรงแรมเราให้แค่พักอย่างเดียว ตอนนี้ อัตราเข้าพัก capacity 80-90%
คุณสร้อยฟ้าถามต่อ: ลงทุนด้วยอสังหา ไม่ต้องใช้เงิน ทำอย่างไร
คุณพิชัยตอบ : จริง คุณสามารถดูตึกเป็น 100 ที่ ไม่ต้องใช้เงิน ถ้าเจอ ก็หาคนที่รู้จักมาซื้อ ก็ได้ค่าcommission แล้ว
คุณสร้อยฟ้าเสริม เหมือนคุณปิ่น ขวัญชัย บอกเมื่อเช้า
ปกติคนจะมีนิสัยการหาสถานที่กินที่ราคาถูก ทำให้รู้มากเสียเงินมาก หรือ ได้ประหยัดเงิน
แม่บ้าน รู้จริง แต่ไม่ทำเงิน ต้องเปลี่ยนความรู้ให้ทำเงินให้ได้ ลงมือศึกษา เช่น ที่ดินที่จังหวัด อรัญประเทศ จากที่ไม่มีราคา ขึ้นเป็นร้อยเท่า เรารู้ข้อมูลมากมาย ท้ายสุด ก็ได้เงิน โดยเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเงิน ต้องทำใจให้สนุก ถ้าไม่ชอบ ก็ไปทำอย่างอื่น
คุณสร้อยฟ้า บอกว่า ซื้อตามคุณพิชัยดีกว่า คุณพิชัยบอกว่า ผมซื้อเพื่อทำโรงแรม ไม่ใช่อยู่อาศัยหรือขายต่อ
ตอนนี้พยายามทำอะไรที่ดีสำหรับเรา
การสร้างตามแนวรถไฟฟ้า มันแพง แต่ซื้อแถวชายแดน เช่น สระแก้ว อรัญ อ่านหนังสือไม่กี่ฉบับ ก็รู้แล้ว
เรารู้การเชื่อมต่อของ master plan จากกรมทางหรือที่ไหนที่ให้ได้
การไปดูที่ ต้องหานายหน้าเก่งๆ จะช่วยได้เยอะ เราเอาความรู้จากนายหน้าอย่างน้อย 2 คน
เราก็จด และ ถามไปเรื่อยๆ ผ่านสักพัก เราจะรู้ว่าใครพูดจริง เราต้องจด ไม่งั้นลืม
คุณสร้อยฟ้า ไปดูที่กาญจนบุรี 3 สัปดาห์ แต่ไม่ได้จดก็ลืม คุณพิชัย แนะนำให้จด
เราไปดูตึกจะได้ความรู้มากกว่าดูที่ ดูให้หมดเลยอยากรวยต้องสู้หน่อย ไม่มีอะไรง่ายขนาดนั้น
เราคิดมากเกินไป ความรู้ที่แท้จริงมาจากภาคปฎิบัติ คิดให้น้อย ดูให้เยอะ ความคิดเกิดจากหลังปฎิบัติ
ผมชอบคิด หักมุมหน่อยๆ บางครั้งก็คลิกได้เลย ไม่ต้องคิดมาก ออกไปดูเยอะๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินก่อน
เงินเป็นเรื่องสุดท้าย เหมือนกับคุณหนุ่ม Money coach ที่ผมเขียนก่อนหน้านี้เลย เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการซื้อทรัพย์สิน
คุณปู่ของคุณพิชัย เริ่มจากศูนย์มาถึงเมืองไทย สมัยก่อนเริ่มง่าย ขยันพอ มาถึงยุคนี้รวยหมด เริ่มจากรถเข็นกลายเป็นห้อง ห้อง1ห้องกลายเป็นหลายห้อง จนกลายเป็นห้าง สมัยนี้ถ้าเริ่มจากรถเข็นก็จบที่รถเข็น 555
ผมเป็นรุ่น3 มีทุนรอนอยู่แล้ว ทำให้เกิดการโตเร็ว แต่ต้องใช้เงินให้เป็นด้วย ทำให้มี 23 สาขา
บางคนใช้เงินเท่ากันเวลาเท่ากัน อาจทำได้แค่ 4 สาขา ขึ้นกับใครให้น้ำหนักอะไร
ผมเน้นธุรกิจที่ไม่เสี่ยงราคาไม่แพง กำไรไม่เยอะให้ความมั่นคงก่อน เราสามารถกู้เงินแบงค์ได้ เราใช้ส่วนทุนน้อย
ทำให้มีสาขาได้เยอะ คิดราคา 500 บาทต่อคืน ผมจะรวยกว่าในอนาคต
เทียบกับธุรกิจที่ต้องเฝ้าตลอด กำไรเยอะ แต่มันเสี่ยงกว่า คิดราคาแพง 800 บาท สาขาจะได้น้อยกว่า
คนเรียนสูง ไม่รวย คิดเป็น 80% เป็นผู้บริหาร แต่คนรวยเรียนไม่เก่ง แค่ 20%เท่านั้น
หลักการลงทุนคือ เราต้องกู้ให้เยอะไปลงทุนในธุรกิจที่ไม่เสี่ยง เราก็จะใช้เงินตัวเองน้อยไปขยายธุรกิจออกไปได้
ขอย้ำว่าธุรกิจต้องไม่เสี่ยงนะครับ ธุรกิจของผม ขายราคา 500 บาท คือธุรกิจไม่เสี่ยง
ถ้ามีปัญหากดราคา 450 บาท ก็ยังอยู่ได้ นั่นคือธุรกิจไม่เสี่ยง ทำผิดบ้าง แต่เราไปเรื่อยๆดีกว่ารอทำให้ถูกหมดค่อยลงทุน
ซึ่งมันเป็นธุรกิจที่ดีกว่า ธุรกิจที่ใช้เงินตัวเองมาก กู้เงินน้อย ตั้งราคาสูง กำไรต่อหน่วยสูง แต่ขยายสาขาได้น้อย
ความผิดถูกไม่ได้บั่นทอนกิจการในระยะยาว เราทำแบบนี้เพราะทำตามนิสัยเรา เราไม่ใช่โรงแรมที่สวยที่สุด แต่หลายคนก็ติดใจ ลูกค้า 1,000-2,000 คนต่อวัน ต่อ 23 สาขา เดือนนึง 70,000 คน ปีนึงเป็นล้านคน ไม่ใช่ทุกคนชอบ แค่ดีพอใช้ รู้จักโรงแรม มีระบบขยายเติบโตเร็ว ผมรวยกว่า ถึงผมได้ 8 คะแนน คนอื่นได้10คะแนน แต่ผมทำรายได้10 คะแนน คนอื่นทำรายได้แค่ 3 คะแนน คนส่วนใหญ่เน้นไปที Product ว่าของชั้นดีสุด สวยสุด สุดท้ายทำได้แค่สาขาเดียวไม่ทำให้เจ้าของรวย
เปรียบกับ แมคโดนัล ทำเบอร์เกอร์อร่อยสู้ที่อื่นไม่ได้ แต่ขยายสาขาได้เร็ว มีสาขาเยอะ สุดท้ายรวยกว่าใครมีสาขาเดียวไม่สามารถรวยได้ เราโฟกัสที่ระบบซึ่งมันจะเป็นคีย์สำคัญในการโตในอนาคต
ระบบคือ ความสามารถในการดูแลสาขาให้สามารถทำงานได้โดยไม่เสียหายมาก เช่น เราควบคุมจากคีย์การ์ด ลูกค้าของโรงแรมเข้าห้อง เราจะรู้ทันทีว่าโรงแรมสาขาไหนมีใครพักบ้าง เราสามารถดูแลโรงแรม 10 จังหวัดโดยนั่งอยู่ที่สำนักใหญ่ เรานับห้องได้ทุกวัน คุมบัญชีได้ แต่อนุโลมให้ผิดพลาดได้ไม่เกิน 2-3 ห้องต่อสาขา เช่น ห้องไม่เย็นขอเปลี่ยนห้อง สาขาไหนตุกติก เราจะดูแนวโน้มการทุจริตได้ อีก3ปีจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตอนนี้ก็สร้างสาขาไปเรื่อยๆ

คุณสร้อยฟ้าถาม: แนวคิดการทำโรงแรมเริ่มต้นอย่างไร
คุณพิชัยเฉลยว่า : แนะให้ซื้อFranchise ผมก็ได้ ตอนนี้มีสองที่ ที่ลาวและเชียงใหม่ แต่ระบบยังไม่พร้อม น่าจะเสร็จก่อนเข้าตลาด จะมีสำนักใหญ่แห่งใหม่ คนที่อยากเรียนลัด มีทุนแล้ว มาลงทุน Franchise ที่เจ้าของธุรกิจมีความเข้าใจ เราจะได้อะไรบ้าง โดยเสียค่า Management 7-8% ต่อปี ส่วนค่าธรรมเนียมFranchise 1.5 ล้านบาท เป็นการจ้างผู้บริหาร
แต่คุณต้องมีที่ดิน และจ้างคนออกแบบ ก่อสร้างเองนะ เราไม่มีเวลาไปควบคุม เราไปช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องช่วยดูเรื่องแบบ จัดห้องอย่างไร ชี้ทางให้ติดต่อราชการ การดิวกับธนาคาร ให้ Theme หลักเหมือน แต่ไม่คล้าย มี2รายที่ไม่ผ่านการกู้ มาเข้าFranchise กู้ได้ ดอกเบี้ยลด 25 สตางค์ ก็ประหยัดดอกเบี้ย เงื่อนไขก็ดีกว่า เช่น ผ่อน 8-10 ปี แทนที่จะให้แค่ 7 ปี ระบบบริหารความเสี่ยงเหมือนกับโรงแรมของเราเอง คิดว่าอีกสัก6เดือน รอขยายofficeให้เรียบร้อยเสียก่อน
ถ้าทำให้โรงแรมให้สวย งบประมาณห้องละไม่เกิน 1ล้านบาท ถ้าทำสัก 79 ห้อง งบก็ไม่เกิน 70 ล้านบาท ได้ประโยชน์หลายอย่างเมื่อมาเป็น Franchise ของเรา
คุณสร้อยฟ้าเสริม ว่า ได้เงินกู้เร็ว ดอกเบี้ยได้ส่วนลดจากปกติ กู้ได้นานขึ้น ได้เรื่องชี้ช่องทางติดต่อราชการ ช่วยแนะเรื่องออกแบบ เป็นสิ่งน่าสนใจ คุณพิชัยเสริม ตอนนี้บีทู จอยกับคอนโด คุยกับ investor
คุณทำคอนโด และเอาแบรนด์ บีทูไปใช้
คนซื้อคอนโด ได้ใช้โรงแรมบีทู 10 ปี 27 สาขา ปีละ 50 คืน จะเห็นการขยาย ต่อยอดได้เร็ว
เราไม่เสียอะไร ลูกค้าก็ไม่เสียด้วย
SME ยึดหลักการสร้างแบรนด์ให้ติดก่อนค่อยขยาย ซึ่งต่างกับผม ขยายสาขาก่อนแล้วค่อยสร้างแบรนด์ เอาแค่ชนะคู่แข่งได้ก็พอ สินค้า 8 คะแนนก็พอ สินค้าต้องดีด้วยนะ เราไม่เคยคิดสร้างแบรนด์ แต่สร้างระบบขึ้นมาควบคุม การตอบรับดีมากจากมีสาขาแรก ก็เลยรีบขยายสาขาให้เร็วสุด มีการผิดพลาดบ้างไม่เป็นไร ลูกค้าเห็นสาขาเยอะแยะ เริ่มจดจำ เราพยายามสาขาให้เล็กๆเพื่อให้ลูกค้าจดจำ แต่สาขาเล็ก ค่าใช้จ่ายก็เท่าสาขาใหญ่มันไม่คุ้มถ้ามีแค่สาขาเดียว
เราสร้าง23สาขา ในเวลา10กว่าปี ขึ้นกับ cash flow เข้ามาอย่างไร ถ้าใครมีเงินทุนมาก ก็ใช้เวลาแค่ 3 ปีเอง

คุณสร้อยฟ้า ถามต่อว่าเรา สามารถติดตามผลงานได้ที่ไหนบ้าง เพราะถ้าเป็นหนังสือสามารถอ่านซ้ำตกผลึกความคิดได้
คุณพิชัย ตอบว่า ผมคิดว่ายิ่งแบ่งปันยิ่งได้ ผมแชร์ในหนังสือ ใน ยูทูป หนังสือเกี่ยวอสังหาเล่ม2กำลังทำ แต่ใช้เวลามากกว่าการไปสร้างตึกได้2ตึก ส่วน Audio cd ยอดขายน้อยกว่าหนังสือ 5 เท่า แต่ผมhappy มากใช้เวลาในการทำแค่3-4ชั่วโมง กรุงเทพ รถติดฆ่าเวลาด้วยการฟังดีมาก มีขาย Se-ed , B2S
คุณพิชัยอ้างคำพูดของ Nikie พูดว่า “ Just do it “
แค่ทำเท่านั้น เราก็จะรู้ มันจะไม่มากกว่านี้ ตัดสินใจทำ จะได้อีกหลายอย่างขึ้นมา ทำได้ถึงรู้
มีปัญหาก็แก้กันไป ทุกคนเริ่มทำ เจอปัญหาแน่นอน ศึกษาระยะเวลา 1 หรือ 5 ปี ก็เจอปัญหาเหมือนกัน มีความรู้พอสมควร ทำไปแล้ว แก้ปัญหาดีกว่า ตอนบีทู ศึกษา 6 เดือน ก็เริ่มทำ ไม่มีการตกสเปก ข้อผิดพลาดในโครงการที่ 1-2 ได้แก่ สร้างราคาแพง เอาchain มาบริหารทำได้6เดือน ขาดทุนไปเป็นล้านบาท ก็ถอนตัวไป operation cost สูงเกินไป มีห้องอาหาร สถานที่ไกลเกินไป ซึ่งสองโครงการสร้างห่างกันแค่เดือนเดียว โครงการที่ 3 ก็แก้ไขข้อผิดพลาด มีห้องแค่ 79 ห้อง ไม่มีห้องอาหาร บริหารเอง สร้างไม่แพงเกินไป ดีเพียงพอ ต้องสร้างในเส้นทางที่เมืองเติบโตไปทางนั้น
มีคนพักเยอะ
โรงแรมบีทู ลำปาง คุณสร้อยฟ้า ประทับใจเพราะลืมมือถือที่counter เจ้าหน้าที่โทรไปตามมารับ อีกข้อ ไม่มีอาหารเช้า เราเบื่ออาหารโรงแรม แต่อยากทานอาหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ก็แนะนำสถานที่ให้ ทำให้เราประทับใจ
จดใจสิ่งดีๆ อยากไปซ้ำ
การเทรนให้พนักงานทำให้ลูกค้าประทับใจ เรามีอาหาร Frozen food CP ให้ลูกค้าบางคนที่หิว เลือกทานได้ง่ายๆ แต่ดีกว่าการมีอาหารเช้า เพราะไปเพิ่มcostสูงมาก สุดท้ายเราไปเพิ่มราคาห้องอีก

คำถามช่วงท้าย เรียนลัดสร้างพอร์ตอสังหา ทำอย่างไรได้ 10 ล้านบาท
คุณพิชัย บอกว่าเอาแค่สิบล้านเหรอ 555 อพาร์ตเมนต์ ไม่น่าจะได้ คอนโดน่าจะได้ ซื้อคอนโดผมไหม เวลาทำคอนโดขายต้องสวยกว่า ดีกว่า ต้องคุ้มค่า ขายได้ตลอด คอนโดทำให้คุณมีกำไร แต่ไม่รวย ถ้าต้องการรวยต้องทำธุรกิจ เช่น อพาร์ตเมนต์ ได้รายได้ตลอดเวลา
เวลาซื้อคอนโด ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าน่าซื้อ แต่บางครั้งเราเลือกทำเลที่ดีสุด แพงสุด จะมีการคัดกรองคนออก
จะมีผู้ใช้ตลอดเวลา Developerแข่งขันกันไม่เยอะ แต่คนซื้อแข่งขันกันสูง เพราะรีบซื้อ ไม่ได้ดูรายละเอียด
ผมมีโครงการคอนโด ที่เชียงใหม่ ราคาถูก แถมพักที่โรงแรมบีทูฟรีด้วย
ของถูกแต่ไม่ดี อย่าไปซื้อ ถ้าดีจริงและแพง ก็ซื้อได้เพราะมีคนเช่า
คุณสร้อยฟ้าถามว่า ในกรุงเทพ บางซื่อเป็นจังค์ชั่นในอนาคต รถไฟฟ้าเริ่มมาแล้ว น่าสนใจไหม
คุณพิชัยบอกว่าต้องศึกษาให้ดี ผิดมุมผิดที่ ผิด Zone ก็ต่างกัน
คุณสร้อยฟ้าเสริม คอนโดบางซื่อขึ้นมามาก บางคอนโดขายได้ 50% อีก2ปี รถไฟมา ก็โปรโมตในอนาคตเป็นสยามในอนาคต แต่มันไม่น่าจะใช่ คุณพิชัยตอบว่า ดังนั้นต้องศึกษาทำเล ลงdetailให้มากที่สุดครับ คุณบัฟเฟต บอกว่าต้องให้แน่ใจจึงจะลงทุน แนะนำให้ซื้อที่ดินดีกว่า หรือ คอนโดที่ขายไม่หมด ก็ต่อจาก สมมติขายตรมละ 70,000 ก็ต่อไปที่ 50,000 บาท เพราะsupply เยอะมาก อาจเป็นช่วงที่น่าซื้อ แต่ธนาคารไม่ค่อยปล่อย ต่างกับ ช่วงที่ขายดี มันไม่ใช่เวลาซื้อคอนโด ราคาแพง แต่ธนาคารปล่อยสินเชื่อง่าย แต่มีบางธนาคารมาจากเงินทุน ก็ยังปล่อยกู้ได้
ต้องขยันเดินสัก 3-4 ที่
สุดท้าย คุณพิชัยฝากให้กับนักลงทุน “Just Do It”

สุดท้าย ขอขอบคุณผู้จัดงาน คุณพิชัย และ คุณสร้อยฟ้าที่มาให้ความรู้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Dec 16, 2015 5:48 pm

สรุป Opp Day TKS 14 Dec 15 15.20-16.30

ผลประกอบการQ3 ลดลง 8.6% YoY มาจากส่วน Business form 16 to 11%
ส่วน9เดือน ลดลง 15.1% YoY มาจากส่วน Business form & Advance security
ส่วนผลกำไร GP ลดลง จาก 28% to 25.4% ในงวด9เดือน และ Q3 GP เหลือ 24%
ส่วนกำไรสุทธิ ทั้งงวด 9 เดือน และ Q3 โตกว่าปีที่แล้ว
บริษัทพยายามจะหาโครงการใหม่เพื่อให้ได้ 25%มาชดเชยงานเดิมที่การตัดราคาทำให้GP ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ควรต่ำกว่า 20%
Business update
AEC focus on Laos, Cambodia and Myanmar
- Join venture กับ Wellco โดยเราถือ 60% project สามารถrunได้ในQ2 16 รายได้ประมาณ 90ลบ
ส่วนในพม่า ต้องเริ่มต้นใหม่เพราะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง
- Project ที่ลาว ระบบ Billing ( Turn key ) เปลี่ยนจากจดมิเตอร์ด้วยมือมาเป็นเครื่องมือเอาไปบันทึกตามจุดต่างๆตั้งเป้า 60-70 ลบ รับรู้ปีหน้าหมด อยู่ในแผนรายได้ปี16 = 1,645 ลบ เป็นของราชการ join กับ local ที่เป็นเอกชน
Q: คุณสุทธิดาไปซื้อ TBSP 32% ส่งผลต่อ TKS หรือไม่
A: เราพยายามรักษาคู่แข่งในตลาดเป็น 3 เจ้าเหมือนเดิม ดังนั้นTKS จะไม่ซื้อเพิ่มใน TBSP แต่จะช่วยกัน งานบัตรพลาสติกก็จะส่งไปให้เขา ต่างคนต่างมีลูกค้าของตัวเอง เขาไปเปิดตลาดในต่างประเทศเช่นอินเดีย
Q: Soft packaging เป็นอย่างไรครับ
A: เราได้แค่ 1 รายจากที่คาดไว้ 2 ราย เหลือ capacity 50% ต้องหางานอื่นเข้ามาเพิ่ม ปริมาณเท่ากันราคาหายไปครึ่งนึง
คนที่ได้งานไปอีก1งานคือเจ้าเบอร์หนึ่งที่ทำ passportซึ่งประมูลไปในราคาต่ำกว่า 50% น่าจะเหนื่อยที่ได้ไป
มองภาพรวมเศรษฐกิจแบบนี้ ก็ยังเกิดหั่นราคาอยู่ อยู่เฉยๆดีกว่า แต่ไม่มีตัวใหม่ ก็ต้องทำอยู่
ปีหน้าปัจจัยบวก คือ รายได้เพิ่ม จาก new project ที่ญี่ปุ่น ส่วนปัจจัยลบคือ การเลื่อนโครงการภาครัฐเช่น ร่างรัฐธรรมนูญ
GP ไม่ควรต่ำกว่า 20% ปกติต้องได้ 25% ขึ้นไป ตอนนี้งานเดิม GP ต่ำลงจากการตัดราคา เลยต้องหาprojectใหม่เพิ่มขึ้น
งานภาครัฐยังเป็นสภาพแบบนี้ ใครถูกสุดได้ไป อาจได้supplier ที่ไม่qualified แต่ถ้างานพิมพ์securities ทำไม่ได้
Q: Backlog ตอนนี้เท่าไหร่ครับ
A: ตอนนี้มี 1200 ลบ คิดว่ารายได้ปีหน้าน่าจะได้เป้า 1,650 ลบ
Q: Label product ใหม่เป็นอย่างไร
A: product ที่มีมูลค่าสูงจึงมี label มองสินค้าที่เป็น highend ปกติมี attention label
เราไปคุยกับเจ้าของที่ต้องการประหยัด เราขายทั้งระบบให้ลูกค้า บางทีปริมาณ
งานมากอาจเอาเครื่องไปตั้งที่โรงงานเขาเลย ส่วนของที่ญี่ปุ่น เอาเครื่องของเขามาหมดตั้งที่เราจะได้เริ่มเร็วขึ้น
ปีหน้า 9 เดือน รายได้ประมาณ 90 ล้านบาท อนาคตอาจมีการพัฒนา securities เราเป็นเจ้าความคิดเขาเป็นเจ้าด้านนวัตกรรม
สุดท้ายผมถามนอกรอบเรื่องหนี้ synex 150ล้านบาท ปรากฎว่ายังไม่คืบหน้า


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Jan 12, 2016 12:02 am

วันนี้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของบริษัท IEC ต้องขอบคุณ คุณภูษณ ที่มาต้อนรับตอนเช้า และ คุณณรงค์อยู่ร่วมกับเราจนกลับเข้ากรุงเทพ คุณณรงค์มาเล่าเรื่องโครงการผลิตเม็ดพลาสติกให้ฟัง และ มีเจ้าหน้าที่พาเยี่ยมชมโรงงานที่ระยอง รายละเอียดผมเขียนลงไปใน ห้องหุ้น IEC แล้วครับ ต้องขอบคุณทีมงาน IEC ทุกท่านมากครับ

นึกๆดู ย้อนหลังเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบริษัท IEC ก็เกี่ยวข้องกับผมเป็นช่วงๆ
ช่วงแรก พึ่งจบใหม่ ก็มาสมัครงานที่บริษัท IEC แถวสุขุมวิท ซึ่งตอนนั้นทำเกี่ยวกับNetwork แต่ผมได้งานที่DATAMAT ก่อนเลยไม่ได้มาทำงานที่นี่ 10ปีต่อมาได้ยินว่า บริษัทขายมือถือดีมาก และ ผู้บริหารจากIEC ก็ย้ายมาทำงานที่DATAMAT ด้วย
ช่วงที่สอง ตอนผมทำงานที่เอเซอร์ ได้รับเชิญไปที่ IEC แถวรามคำแหง เพื่อดูศูนย์ซ่อมมือถือโนเกีย ตอนนั้นน่าจะเป็นหนึ่งในkey หลัก ที่ขายมือถือNokia และ ได้รับการแต่งตั้งจากโนเกียเป็นศูนย์ซ่อมมือถือรายเดียวในไทย และสนใจเป็นศูนย์บริการของเอเซอร์ แต่เราไม่สามารถให้ได้เพราะไม่ได้เป็นdealer ของเอเซอร์
ช่วงที่สาม ตอนช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพื่อนที่ทำให้ที่ไออีซีสนใจจะนำซิม เครือข่ายทีโอทีมาbundle กับมือถือเอเซอร์
ช่วงที่สี่ คือช่วงปัจจุบันเพื่อนคนนี้ได้รับการแต่งตั้งรักษาการกรรมผู้จัดการ และ ธุรกิจมือถือก็เลิกไป ตามโนเกีย และเริ่มเข้าสู่พลังงานทดแทน และ ผมก็เริ่มศึกษาหุ้นตัวนี้ในแนวการลงทุนแบบ Turnarround

วันนี้ก็ไปoffice IEC ซึ่งตอนนี้ย้ายมาที่ถ พหลโยธิน ทำให้คิดย้อนหลังกลับไป และ ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า
ธุรกิจก็อาจไม่ยั่งยืนตลอดไป อาจล้มหายตายจากไป ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ดังนั้นเราต้องติดตามให้ใกล้ชิด
แต่ถ้าเราลงทุนในหุ้นที่เป็น Super stock อาจไม่ต้องติดตามมากขนาดนี้เพราะถ้าเราเจอ และ ได้ในราคามี MOS เยอะ
ก็ถือหุ้นไปโดยไม่ลุ้นว่ามันจะล้มหายตายจากไปเมื่อไหร่


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Jan 19, 2016 11:31 pm

สรุปงานสัมมนาของ บลจ วรรณ. Investment Forum " Where is the opportunity "

Ms Alexis. Economist from Vanguard's Investment Strategy Group
มุมมองตลาดอเมริกา ไม่ได้คิดว่าเศรษฐกิจอเมริกาถดถอย

- คาด 2016 GDP โต 1.5-2.5% ซึ่งโตน้อยกว่าปี2015 ซึ่งตัวเลขจะต่ำกว่าสถาบันอื่น
- Fed ขึ้นดอกเบี้ยทุกๆ 2-3 meetings to 1% เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานดีขึ้น long term Fed fund rate ประมาณ3%. คาดอัตราการว่างงาน <5%. จากการsurvey. พบว่า โอกาสเติบโตมากกว่า1% คิดเป็น 67%
- US$ แข็งค่า กระทบการส่งออก แต่ดีกับ การบริโภค
- ตลาดหุ้น US ปรับตัวลงมา ไม่คิดว่าเป็น bear market เป็นโอกาสซื้อหุ้น US คาด market return 3-5% valuation ไม่แพงเกินไป แม้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับ L/T
- แนะนำลงทุนใน passive fund หรือ ETF มากกว่า Managed fund เนื่องจากตลาดหุ้น US หา Alpha ยาก
ผู้จัดการกองทุนที่เอาชนะindex fund มีค่อนข้างน้อย

ถ้าเป็นเงินส่วนตัวจะมาลงทุน จะลง index fund. มีการทำasset allocation. Base on market cap on country world
Core : Passive fund.
Sattalite : Active fund



European market - view from Mr Nicholas. JP Morgan Asset management ซึ่งมีมุมมองเชิงบวก
แต่การลงทุนอาจยังไม่บวก การบริโภคจะกลับมา
QE ช่วยในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยในการปล่อยกู้เป็นปัจจัยในการฟื้นตัว
- Cycle EU ช้ากว่า US 4-5 ปี และ JP Morgan มองว่ากำไรสุทธิ ปรับขึ้นมาจาก
1. EU โดนเรื่องกฎหมายรัฐทำให้ต้องปรับตัวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นลดคนงาน หรือจ้างถูกลง
2. ต้นทุนการผลิตการกู้ยืมเงิน หรือต้นทุนพลังงานถูกลงเป็นปัจจัยห้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงก็มีเรื่อง อังกฤตอาจจะออกจากEUตอน ตคนี้ ซึ่งมีสาเหตุจาก ปัญหาเรื่องอพยพ เช่นซีเรีย
- PER 14x ไม่แพง
- แนะนำการลงทุนแบบ stock pick เน้นที่Earning เนื่องจากแต่ละประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน
- ชอบประเทศในยุโรปที่เคยมีปัญหา และอยู่รอบนอก เช่น Italy Spain Ireland เพราะจะเห็นการฟื้นตัวของกำไรชัดเจน


ถ้าลงทุนด้วยเงินส่วนตัวก็จะลงหุ้นในEU ตามนายจ้างคือ Morgan

Japan Market - View from Mr Wataru Nomura Asset Management

- คาด 2016 GDP โต 1% มาจากการลงทุน ค่าจ้าง การบริโภค และท่องเที่ยว ไทยอยู่อันดับ2ที่ไปเที่ยวสูงสุด
เงินเฟ้อจาก0ไป1% BOJ ไม่น่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่ม
- คาดกำไรของบริษัทจะโตถึง 15% ในปีนี้
- คาดเงินเยนจะแข็งค่าจาก 115 to 110/US$ ไม่คิดว่ามี QE เพิ่ม
แต่ BOJ จะเพิ่มการถือหุ้น และซื้อพันธบัตรอายุยาวขึ้น
- คาด market return 8-9% ในปีนี้ + currency gain อีก
- sector ที่น่าสนใจ คือ retails & Telecom ซึ่งมีผู้เล่นหลัก3ราย รวมถึงExportบางกลุ่ม

ส่วนถ้าลงทุนเอง จะลงทุนคล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีหุ้นรวมหุ้นจีนด้วย 50%
เน้นหุ้นมีDiv สูงๆ

China market - view from Mr Gordon Head of Fix income. Taikang Asset Management

- เมื่อก่อนเติบโตเฉลี่ย10.6% คาด ปี2016 GDP โต 6.5% เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ จากที่เติบโตสูง ต่อมา เติบโตลดลงเหมอนกัน. โดยการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนจากการผลิตเป็นการบริการเช่น IT. ไม่ต้องลงทุนเยอะ ความเชื่อมั่นช่วยเรื่องการบริโภค ดังนั้นรัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่น
- Inflationลดลง , CPI ตกลงจากค่าเฉลี่ย 2.6%. เหลือ1-2%
- ไม่คิดว่าจีนจะเกิด hard landing
- ราคาหุ้นปรับตัวลง เป็นโอกาสซื้อหุ้น เพราะเชื่อว่าทางการจีนจะพยายามรักษาเสถียรภาพของตลาดเอาไว้
- ใช้ bottom up strategy เลือกหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรที่ดี
- คาด market return 5-10% ถ้าตลาด rebound ตามคาด ให้ Take profit แล้ว switch มาลงทุนใน fixed income ที่มี risk/return profile ที่ดีกว่าหุ้น

ถ้าต้องลงทุนด้วยเวินตัวเองจะลงในChina fix income และ เงินสดบางส่วน
การออมเป็นการป้องกันInflation. เพิ่มกำลังซื้อ เป็นแผนการออม

ยังมีต่อครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Jan 20, 2016 12:19 am

สรุปงานสัมมนาของ บลจ วรรณ. Investment Forum " Where is the opportunity "
ส่วนตลาดหุ้นไทย และ Alternative Investment

Mr. Monthol Chief Investment officer One Asset Management

เศรษฐกิจไทย การใช้จ่ายภาครัฐในครึ่งปีหลัง 16 เริ่มเพ่ิ่มขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นในการบริโภคค่อนข้างสูงขึ้น
ในเเง่การท่องเที่ยวหลังเกิดเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ก็สูงขึ้น ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก low cost เมื่อ
เทียบกับ US, EU ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาไทยมากขึ้น และ ตัวเลขการท่องเที่ยวก็สูงขึ้น
การส่งออกลดลงตามภูมิภาค คำถามคือ การส่งออกของภูมิภาคสูงขึ้น ของไทยจะสูงตามหรือเปล่า
แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปีที่แล้วไม่มา ปีนี้อย่างน้อยก็เห็นการประมูล4G และ รถไฟฟ้าใต้ดิน
ท่านสมคิดมองว่า เป็นสะพานเชื่อม หรือ กระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น นโยบายใช้จ่ายไม่เกิน 15,000 บาท ในสัปดาห์
สุดท้ายของปีสามารถลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้ หรือ การจัดสรรงบประมาณการใช้เงิน เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ในปี59,60,61
= 1.99 ล้านล้านบาท มุมมองของรัฐ ปีที่แล้วต่ำแล้ว ปีนี้จะสูงขึ้น 1% จากการลงทุนภาครัฐ ตัวเลข2digits อยู่ใน
การลงทุน Private/Public Investment เศรษฐกิจไทยจะโตตามประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา
ไทย หนี้สาธารณะไม่สูง หนี้บริษัทเอกชนก็ไม่สูง ค่าเงินแกว่งตัว แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ปรับตัวรุนแรง
แต่บริษัทน้ำมันทำให้Earning ตลาดทรุดตัวลง Sector Energy ลงมาเยอะมีผลต่อ SET

คำถามจากคุณวิน บ้านเราตอนนี้เหมือนปี98หรือไม่ หนี้ส่วนบุคคลมากกว่าปี56 กระทบอย่างไร
คุณMonthol ตอบว่า หนี้ภาคครัวเรือนหลายปีก่อนอยู่นอกระบบเยอะ มี Micro finance คนของธนาคารแห่งประเทศไทย
concern ตอนนี้ยังไปได้ หนี้ค่อนข้างเห็นจริงมากขึ้น เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น การบริโภคในประเทศไม่ค่อยโต
แต่จริงๆโต ความรุนแรงในหนี้ไม่ค่อยสูง

ในปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทย underperform เป็นอันดับที่3 ส่วนที่แย่สุดเป็นจีน
Valuation ของตลาดหุ้นไทย EPS growth 33% ,PB= 1.59 , โดยศักยภาพถือว่าถูก Div Yield = 3.xx%
ราคาหุ้นเริ่มนิ่ง EPS = 102 บาทต่อหุ้น
Fed แสดงท่าทีในการปรับอัตราดอกเบี้ย ต่อไปอาจไม่เกิดขึ้น
Thailand Future Fund จะช่วยเป็นแหล่งเงินทุนของโครงการต่างๆ นอกเหนือจากการกู้

Asset Allocation
- ลงทุนใน Short term roller fund ได้ประโยชน์จากการreinvestment เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยปรับขึ้น
- ทอง เงินเฟ้อไม่ค่อยสูง ดังนั้นทองไม่ค่อยได้ประโยชน์มาก ทองเป็น Asset ที่ไม่มีผลตอบแทนเช่นเงินปันผล
- น้ำมัน upside ไม่ค่อยมีเยอะ เพราะ Supply เยอะ
- หุ้น ถ้าเลือกเข้าเป้า มีอะไรปนๆมา เช่น Tourism , Medical Tour ทัวร์ด้านสุขภาพ คิดว่าน่าจะเป็นหุ้นไทย
ไม่กังวลเรื่องการปรับตัว factor: Medical Tour ทัวร์ด้านสุขภาพ
คิดว่า น่าจะเป็นหุ้นไทย ไม่กังวลเรื่องการปรับตัว , Factor เช่นน้ำมัน หรือนโยบาย Fed, China ,FX นิ่งหรือยัง

ถ้าเป็นเงินตัวเองมาลงทุน
ถ้าระยะเวลาลงทุนนานๆ ก็ลงทุนในหุ้น , LTF , RMF
ุ้ถ้าระยะเวลาสั้นๆ ก็เป็นตราสารหนี้ Roll over

คุณ อลงกรณ์ ดูแลสำหรับ Alternative Investment
ที่น่าสนใจ ได้แก่ โรงแรม เพื่อรับการท่องเที่ยว การเลือกต้องดูคุณภาพ หรือ operator
RIET นั้น ต้องดูความเสี่ยงว่าเหมาะสมหรือเปล่า

ถ้าเป็นเงินตัวเอง ก็จะลงทุนใน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และ ลง RMF , LTF เป็นหลัก

Port ที่บลจ วรรณ แนะนำ คือ

50% ลงทุนในประเทศไทย
- 20% ลงทุนหุ้นไทย
- 20% Property Fund
- 10% หุ้นกู้ และ ตราสารหนี้

50% ลงทุนในต่างประเทศ
- 20-25% ลงทุนหุ้นต่างประเทศ
- 20-25% Property Fund ในต่างประเทศ
- 5-10% หุ้นกู้ และ ตราสารหนี้ในต่างประเทศ


Koo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 116
Joined: Mon Jun 03, 2013 5:35 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by Koo » Thu Jan 21, 2016 2:27 pm

amornkowa wrote:ช่วงนี้ตลาดหุ้นตกมานาน 8 วันทำการแล้ว ผมเลยเอาเวลามาศึกษาหาความรู้ดีกว่าไปจดจ่อในตลาดครับ
วันนี้มาประชุมที่ EPCO เรื่องการซื้อโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น
สรุป EGM EPCO
โครงการซื้อโรงไฟฟ้า5แห่งที่ญี่ปุ่นใช้เงินลงทุน 2500 ล้านบาท นั้น
โครงการ Kyoto 9.99 MW
โครงการ Genbi 10.00 MW
โครงการ Shirakata1-3 รวม 5 MW ได้มีการสอบถามตอนประชุมวันที่ 3 ธค
ได้ความว่า ใช้เงินกู้ที่ญี่ปุ่น 80% และ ใช้เงินสดของบริษัท20% ตอนนี้มีเงินสด 400-500 ล้านบาท น่าจะพอ
ตอนนี้ EPCO เป็น cashcow ส่วนบ่อพลอย จะเพิ่มทุนเป็น900 ล้านบาท และlistในตลาดหลักทรัพย์ปีหน้าโดยFiding
พค 59 เงินกู้ที่ได้มาน่าจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 2.5%
อัตราผลตอบแทนของโครงการ ประมาณ 4.18%-5.55% โดยโครงการที่ Shirakata1-3 ได้ผลตอบแทนสูงเพราะขนาด
โครงการเล็กและอยู่ไกลกันระหว่างโครงการ แต่เราต้องซื้อยกทั้งโครงการ
ส่วน IRR ของผู้ถือหุ้น อยู่ระหว่าง 10.86-18.29% แต่จะได้เยอะในช่วงปีที่18-20 เพราะต้องตัดค่าเสื่อมคิดเป็น 17 ปีตามกฎหมายที่ญี่ปุ่นเรื่องการคิดค่าเสื่อมแผงโซล่าร์ ระยะคืนทุนนานสุด 9 ปี Terminal value ไม่คิด ถ้าได้จะเป็น
มูลค่าเพิ่ม จริงๆแล้ว IFA คิดแบบ conservative สำหรับ efficiencyแค่ 50% แต่จริงๆทำได้ 90%
ส่วน DE ratio จะสูงเป็น 3:1 สูงถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม แต่ถ้าเป็นโรงไฟฟ้าจะไม่สูง
โครงการGenbiจะเริ่มช้าสุด เสร็จปี 2561 ผลตอบแทนเลยสูงกว่าโครงการอื่น
ผมไม่ได้อยู่ทานข้าวที่บริษัทจัดให้ที่โรงแรม เผอิญนัดคุณครูที่สวนกุหลาบทานข้าวครับ
พี่ amornkowa รุ่นไหนครับ ผม osk119 :D :D :D


User avatar
Nevercry.boy
Verified User
Posts: 4617
Joined: Mon Jun 25, 2007 6:47 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by Nevercry.boy » Thu Jan 21, 2016 5:07 pm

ผม OSK 108 สลาตัน รายงานตัวครับ

เด็กผู้ชายไม่ร้องไห้
http://nevercry-boy.blogspot.com/

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Jan 21, 2016 6:25 pm

OSK101.สมัยนั้น ยังไม่มีฉายาครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ


User avatar
Nevercry.boy
Verified User
Posts: 4617
Joined: Mon Jun 25, 2007 6:47 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by Nevercry.boy » Fri Jan 22, 2016 5:07 pm

สวัสดีอย่างเป็นทางการครับพี่อมร

ขอความรู้จากพี่เยอะๆ นะครับ

จะได้เป็นแนวทางให้น้อง

เด็กผู้ชายไม่ร้องไห้
http://nevercry-boy.blogspot.com/

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Jan 23, 2016 3:57 pm

แลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ. พี่ไม่ได้รู้อะไรมากมายแต่ก็ศึกษาตลอดเวลา


Koo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 116
Joined: Mon Jun 03, 2013 5:35 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by Koo » Sun Jan 24, 2016 10:11 am

ยินดีที่ได้รู้จักครับ ถ้ามีโอกาสคงได้พบกันตามงาน meeting นะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Jan 27, 2016 5:48 am

ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ ผมไปงาน ไขรหัสเซียน ก็เจอหลายคน ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วยครับ ขอสรุปมาให้สำหรับคนที่ไม่ได้ไปนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Jan 27, 2016 5:49 am

สรุปงานสัมนา ไขรหัสเซียน จาก บล กสิกรไทย สัมภาษณ์ โดย คุณ กวี
วัชระ แก้วสว่าง หรือ เสี่ยป๋อง ซึ่งเป็นหนึ่งใน แปดเซียน และ จะมีงานไปพูดกับ Money channel วันเสาร์ที่ 30 มค ที่เชียงใหม่
ผมได้มีโอกาสไปฟังในงาน ไขรหัสเซียน เลยมาสรุปให้ฟังครับ

เสี่ยป๋อง บอกว่าเป็นนักลงทุนสายเทคนิค ใช้กราฟ ตอนเล่นหุ้นใหม่ๆใช้หูฟังอย่างเดียว ตอนนี้ดูมึนๆ
คุณกวีเสริม ตอนนี้เปลี่ยนจากใช้หูเป็นดูจากLine
วลี “ กราฟสวยให้ขาย กราฟเสียให้ซื้อ” กว่าจะมาดูกราฟ ย้อนไปเมื่อสมัย10กว่าปีก่อน ไม่มีคนมาเปิดCourseสอนเรื่อง
กราฟหรือเทคนิค เริ่มเล่นหุ้นตั้งแต่ปี2535 สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เล่นมั่วๆ ฟังผู้ใหญ่ หรือ พ่อแม่เพื่อนๆ โชคดีหุ้นขึ้น
แต่ผิดพลาดที่พ่อแม่ไว้ใจเอาเงินมาเติม ตอนดัชนี 700 จุดด้วยเงินเพียง 5 แสน พอหุ้นขึ้นไป 1700 จุดพ่อแม่เอาเงินมาให้ลงทุนเติมเงินไป 60 ล้าน เลยติดดอย ได้มาขายหุ้นตอน 400 จุดแล้วมันก็ลงไปเหลือ200จุด เหลือเงินกลับมาแค่ 20 ล้าน
หุ้นตอนนั้นที่เสียไปส่วนใหญ่โดนปิด เช่น Fin one, ITF , ศรีมิตร , ตะวันออกไฟแนนท์ และ เอกสิน กลุ่มเอกไปหมด เหลือแค่
S one โดน KGI take ไป ที่เหลืออยู่เป็นธนาคาร กรุงเทพ ราคา 120 บาท กสิกรไทย ต่ำกว่า 100 บาทและ ไทยพาณิชย์ ประมาณ 80 บาท โชคดีไม่มีธนาคารศรีนคร ตอนนั้นตัดสินใจบอกมาร์ให้ขายหมด แต่เขาหวังดีเผื่อเด้ง รอ2weeksเสียหายมากกว่าอีก ท้อมากคิดจะเลิก พอหุ้นขึ้นมาหน่อยก็กลับมาเล่นใหม่
จุดเปลี่ยน ช่วงดัชนี 200 จุด ซื้อน้อยมาก BBL 20,000 หุ้นที่ราคา 28 บาท และไปขายที่ราคา 56 บาท ในช่วง2-3เดือน
ติดรอบใหม่ตอนดัชนีขึ้นไป 500 จุด แต่ก็รอด ไปเจออาจารย์ใช้กราฟเก่งมากที่ DBS ปกติเจอเทพหรือเทวดาทางทีวีบอกหุ้นใช้Mouseเก่งมาก ถามเขาว่าเรียนที่ไหน เขาตอบว่าอ่านหนังสือ ศึกษาเอง ดังนั้นเริ่มศึกษาเองและ ขอเจ้งหรือรวยด้วยมือเราเอง ไม่มีใครสามารถรู้ได้ทุกอย่าง แล้วสัญญากับที่บ้านไว้ว่าถ้าไม่ได้คืนใน 3 ปี จะเลิกเล่นหุ้นมาขายตะปู ซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน สุดท้ายได้กำไรมาในปีที่3พอดี ช่วงหุ้นขึ้นมาจาก300จุดเป็น800จุด ซื้อตอนดัชนี400จุด ได้กำไรคืนมา 200-300ล้าน โดยใช้เทคนิคล้วนๆ นักเทคนิคต้องดูปัจจัยพื้นฐาน เราต้องรู้ไว้ แต่ไม่ต้องละเอียดเหมือนกลุ่มวีไอ เช่น ต้องรู้ว่าบริษัท RS ทำเพลง แต่VI จะรู้ มีพนักงานกี่คน ใครมาสาย รู้จัก จ๊ะ อาร์สยาม
ฝึกไปเรื่อยๆ จุดเปลี่ยนก่อนดูกราฟไม่มีความรู้ทางเทคนิคเลย พอมาดูกราฟ ตอนเล่นช่วงดัชนี1700 พึ่งมารู้ว่าดอยนี่หว่า
หลุดลงมายังซื้อถัวอีกต่างหาก ต่ำกว่า1000จุด ถัวจนงงไป ถ้าเราดูกราฟตั้งแต่แรกเราก็รอดแล้ว ไปอยู่ที่ไหนมา
ต่อมา ไปoffice บล ตอน 7.00 อ่าน Bisnew เทรดลองผิด ลองถูก วิธีที่ใช้คือมีเงิน20ล้าน เทรดไปเรื่อยๆจำกราฟแบบไหนที่ทำกำไร แบบไหนที่ทำขาดทุน ถ้าเราไม่พึ่งตัวเองแล้วเราจะไปพึ่งใคร คงไม่มีเซียนคนไหนอยู่กับเราตลอดเวลามั้ง ปีแรก20ล้านเทรดไปทั้งหมด10,000ล้าน หมุนไปมา ไม่ใช่ก็เขวี้ยงทิ้ง ลองไปเรื่อยๆ ไม่มีใครสอนท่านได้ การเล่นหุ้น ต้องฝึกเอง ต่อให้เรียนกับโคตรเซียน สุดท้ายก็ต้องฝึกเอง วงสวิงไม่เหมือนเดิมชนะกันนิดเดียว เรียนทฤษฎีเหมือนกัน ตอนเล่นจริงต่างกัน
เทคนิคอล เรียนตอนแรก อวดเก่งทุกคน พอไม่ถึงจุดไม่ขาย จริงๆเราไม่ได้เล่นเพราะประกวดโชว์ ต่อไปนี้คิดว่าทำอย่างไรให้ได้กำไร อยากได้2เด้ง3เด้งเหมือนเพื่อน แต่ไม่ใช่แนวเรา ตัวเองมาทำงานทุกวัน ดูหุ้นทุกวัน มันอยู่ที่เรา
เหมือนพ่อแม่ เปิดแผงทุกวัน เราต้องดูแลportตัวเอง ไม่เคยเถียงนักวิเคราะห์ แต่เราต้องพิจารณาเอง จะอยู่อย่างไร ถ้าขาดทุนก็จะเกิด self-bias ทำใจไม่ได้ ทุกคนส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น คนที่เป็นนักลงทุน ต้องอย่าโลกสวยอย่างเดียว ต้องปรับตัวเอง ฝึกไปเรื่อยๆ ตอนเริ่มใช้กราฟ 10 ตัว ถูกสัก 4-5 ตัว เริ่มมีความหวัง เก็บกำไรได้บ้าง แต่ตอนเครื่องบินชนตึกworld trade เกลียดบินลาเดนมาก cut loss ที่ floor พอดี เพราะเรามีวินัย ซึ่งจริงๆผมว่าผมตัดสินใจถูก เพราะมันตกต่อไปอีก 4-5 วัน นอกจากดูกราฟแล้วหลังๆผมว่าต้องดูดวงและฮวงจุ้ยด้วย
ผมเป็นคนขยันไม่เคยโกหกใคร ตอนนี้กราฟมันหลุด EMA 75months เคยหลุดสองครั้งตอนปี 1996, 2008 แล้วลงลึกสุดใจทั้งคู่ ถ้ามั่นใจก็ซื้อไปเลย ปี 2008 โชคดีทีแม่ทักเพราะฝันไม่ดีเลยขายไปก่อน ปี2014 ที่ลงวันเดียว100กว่าจุด วันนั้นผมเกือบโดน force เพราะผมมีใช้มาร์จิ้น หลังจากนั้นก็เลยเลิกใช้มาร์จิ้นเด็ดขาด
สรุป ประสบการณ์สำคัญมาก ไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าเป็นสายเทคนิคอล ต้องมีความคิดของตัวเอง เป็นจุดที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม
โปรแกรม KS Superstock ช่วยคุณได้ โปรโมทซะหน่อยเพราะเขาเป็นเจ้าภาพงานสัมมนานี้
นิสัย หรือ ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ การเป็นคนดี คิดดี ทำดี น่าจะได้รับสิ่งดีๆ
ผมเคยคิดจะเป็นวีไอ ลองมาเป็นวีไอที่ตัว TT&T ซึ่งผมก็เจ๊งที่ตัวนี้เพราะผมอยากจะเล่นในสิ่งที่ผมไม่ถูกจริตเนี่ยแหละ
ผมเป็นคนขยันมากๆ ไม่เคยเที่ยวยาวๆ ไปทำงานทุกวัน และ รอรุ่นลูกมาทำแทน ทุกคนทำได้ ผมไม่ใช่คนเก่ง ผมขยันไม่โกงใคร คิดว่าเราให้สุดท้ายเราก็ได้รับ เคนยังให้จาก10%ของกำไร ผมเริ่มเมื่อปีที่แล้ว ทำบุญจาก กำไร 5% แต่ปีที่แล้ว กำไร0%
เลยมาลุ้นปีนี้ต่อให้สังคมบ้างจะได้กลับมาขอคิดดีทำดี
ผู้เขียนก็เห็นป๋องมีส่วนในการหาเงินบริจาคต่างๆเหมือนกัน
ขอให้ป๋องประสบความสำเร็จดังที่หวัง จะได้มีเงินไปทำบุญเยอะๆนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Mar 04, 2016 10:13 am

StockRadars คุณหยงและแพท มาคุยเรื่อง
เริ่มต้นลงทุนอย่างไร
คำถามว่า เราจะเริ่มลงทุนอย่างไร กำไรเท่าไหร่ เกษียณด้วยเงินกี่ล้าน
เป็นคำถามที่ผิดประเด็น
คำถามที่ดีคือ เงินก้อนนี้ที่นำมาลงทุนใช้ตอนไหนต่างหาก
ถ้ามีเงิน1,2,,10ล้านบาท ถ้าต้องใช้ในระยะสั้นไม่เกิน1ปี ต้องเล่นสั้น
ถ้ามีเงิน1,2,,10ล้านบาท ถ้าต้องใช้ในระยะเกิน1ปี หรือ ไม่ได้ใช้เงินก้อนนี้ต้องออมในหุ้น
หยง เริ่มก่อน พูดถึง หยงสั้น เล่นสั้นดียังไง
คนส่วนใหญ่คิดผิด การเล่นสั้นที่ถูกคือการสร้างกระเเสเงินสด
ถ้าหุ้นที่ดี ราคาอาจไม่ไปไหนในระยะ6เดือนถึง2ปี ไม่ใช่ทุกคนมีเงินเย็น
เงินไม่กี่แสน ไม่สามารถถือยาวได้ ทั้งที่รู้ว่าถือยาวมันดี
เล่นสั้น หวังน้อย เสี่ยงต่ำกว่ามาก
การเล่นสั้นไม่ใช่การวัดดวง หาจังหวะที่เสี่ยงต่ำเอาชัวร์แต่ไม่เยอะ
ข้อดี เล่นสั้น อาจเล่นได้หลายครั้ง และ มีสินค้าที่เล่นหลายอย่างเช่น
Stock, Future, TFex , ยางพารา หรือ Go inter เทรดค่าเงิน
commodity ทองคำ เทรดนิเคอิ DAX หรือเก็งกำไรระยะสั้นได้
Key word คือ ทำกำไรได้ทุกสภาวตลาด
หุ้นขึ้น make money หุ้นลง ก็ make money ได้

เรามาดูแพท ยาว กันบ้าง
คุณแพทเริ่ม ถือยาวดีอย่างไร
สิ่งสำคัญในการลงทุน มีเงินก้อนนึง แบ่งอย่างไร
ถ้าไม่คิดจะทำอย่างไร สุดท้ายคือเสีย โชคดีจะแค่ครั้งแรก หรือ ครั้งที่สอง
สุดท้ายก็เจ็ง คุยกับหยงว่าวิธีการลงทุนอย่างไรจึงสำคัญ
วัตถุประสงค์ คือ ต้องการเงินเมื่อไหร่
Q: คนไทยรวยจากอะไร
A: คนส่วนใหญ่สมัยก่อนรวยจากที่ดน เพราะ ลงทุนระยะยาว
ไม่มีใครซื้อและขายในวันถัดไป สมมติซื้อที่ไร่ละแสนแถวสีลมเมือหลายสิบปี และขายตอนนี้ได้ 400ล้านบาทต่อไร่
คนส่วนใหญ่ที่รวยคิดยาวทั้งน้้น กับดักตลาดหุ้น คนส่วนใหญ่เริ่มแรกซื้อ
หุ้นไปสักพักไม่ขึ้น แต่หุ้นในlineขึ้นมาตลอดสุดท้ายไปเล่นหุ้นปั่น
ก็ติดดอยกันหมด ถ้าเราลงทุนในระยะยาว 10-20ปีขึ้นไป
จะมองหุ้นดีที่มีปันผล 10ปีหุ้นขึ้นหลายเท่า
การลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนมากที่สุด จากสถิติหุ้นอเมริกา
เจอวิกฤติ13ครั้ง หลังหุ้นตก พอขึ้นจะประมาณ 5-10เด้ง
แต่เราส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจคือขายไม่เกินแนวต้านระยะสั้น

คนมีเงิน1ล้านบาทแบ่งอย่างไร
ในระยะสั้น คุณหยงหวังผล5-30%เท่านั้น เต็มที่แล้ว เด้งไม่ต้องไปคิด
ส่วนคุณแพทมองเป็นรอบเลย จะต้องลงทุนนานแค่ไหน
หุ้นปั่นสุดท้ายจะกลับมาที่เดิม ธุรกิจจริงๆเวลาซื้อหุ้น
ที่ดิน ซื้อแล้วเก็บไม่มีเงินปันผลระหว่างทาง
ส่วนหุ้น ซื้อแล้วถือ มีเงินปันผลระหว่างทาง บรฺิษัทดีๆ ซื้อในจังหวะที่ถูก
สามารถปันผลได้ถึง 5-10% จะได้กำไรกลับไปแบบไม่มีต้นทุน
คุณหยงเสริม ในตลาด 1000คนจะถือหุ้นได้สัก 2 คนเอง
ทุกคนรู้ทำอย่างไรให้สุขภาพดึ แต่มีกี่คนที่ทำได้บ้าง
แพทกับหยง มีความคิดเห็นด้านการลงทุนเกือบไม่เหมือนกันเลย
เพราะลงทุนต่างกัน
หยง trade เกือบทุกสินค้า ปัญหาคือ เมื่อ trade เป้น จะทำกำไรได้เอง
จะเร่งได้เท่านี้ ปัญหาหนักคือ หยุดtradeไม่ได้ ผมคิดว่าเหมือน
active income จัง คือ ได้เงินต่อเมือ่ลงแรง
เทียบกับ แพท กำไรเหมือนกัน แต่ดูชิวๆกว่ามาก เหมือน passive income ในช่วงแรก ดูและซื้อในตอนวิกฤต ปันผล 6-8% trading
ได้เร็วกว่า แต่ปีท้ายปีที่ 6-8 ปันผล 10% บวกๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย
หุ้น100เด้งปกติจะใช้เวลาประมาณ 20ปี
ส่วนเวลา 10 ปี จะได้5-10 เด้ง สำหรับหุ้นเล็ก ส่วนหุ้นใหญ่ 3-5เด้ง
หุ้นจะมีช่วงลง correction รอบต่อไปไม่ทำ new low

จุดซื้อคือจุดที่ไม่มีเหตุผลระยะสั้นให้คุณซื้อ เหมือนคุณพิชัยพูดไว้
ดังนั้นปัจจัยในการประสบความสำเร็จคือ
1. ต้องมีความรู้
2. ต้องเชื่อมั่น

สุดท้ายเส้นชัยก็ไปถึง ถือกำไรเท่าตัว
ถือกำไรให้ปันผล การออมในหุ้น มีส่วนของเงินทำงานให้เรา
มีปันผลมากกว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือน
Process 10 ปี เริ่มเห็น และ 20 ปีจะมีอิสระภาพทางการเงิน

เงินที่ทำง่ายมาจากมนุษย์เงินเดือน
ปัญหาคือเงินน้อยไปแต่ถ้าได้ 100 เด้งละ
เราต้องกระจายความเสี่ยง ลงในหุ้น ที่ไม่มีเหตุผลให้ขึ้น
คนส่วนใหญ่ติดหุ้นในตอนหุ้นดีที่สุด
มันขึ้นอยู่ที่ตัวเรา cashflow เป็นตัวเร่งwealth
10 ปีขึ้นเท่านี้ ทำถุกวิธี

หยง บอกว่า โจทย์ต้องชัด อย่าเอาเงินทั้งหมดไปลงระยะสั้น
ต้องลงระยะยาว สุดท้ายมันง่ายกว่า
ถ้าใครไม่เลิกเล่นหุ้น จะรวยทุกคน
คุณแพทเสริม นักลงทุนรายใหญ่ ส่วนใหญ่ จะมีชั่วโมงการบินเยอะ อีก 10-20 ปี คนในห้องนี้ก็ทำได้ ส่วนใหญ่คนรู้แต่ไม่ทำ

สุดท้าย หยงและแพท ให้จำคำไว้ว่า อดทนรวยให้ได้

ขอบคุณ คุณ หยง และ คุณแพท มาให้ข้อคิดสำหรับคนเริ่มลงทุนได้
ลงทุนอย่างถูกวิธี และ ยังต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ
ผมเห็น ดร นิเวศน์ ยังอ่านหนังสือต่อไปเรื่อยๆ
คุณ เวป ยังไปลงเรียน หลักสูตรในต่างประเทศเหมือนงานอดิเรก
แล้วคุณละ ได้ทำอย่างนี้แล้วหรือยัง เขียนเสร็จ ผมไปฟัง oppday
ต่อดีกว่า


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Mar 15, 2016 3:20 pm

ตลาดหุ้นไทย3ปีติดกันแล้วที่ตอนเดือนธค ราคาหุ้นตกอย่างหนักต่อเนื่องมาที่เดือนมค
และก็ขึ้นตั้งแต่เดือนกพ บางปีก็ขึ้นในเดือนมคเลย ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าหุ้นตกได้ก็มีขึ้นได้
แต่จะมีสักกี่คนกล้าเข้าซื้อตอนนั้น ถึงแม้ประวัติศาตร์ย้อนกลับมาแต่ก็ทำใจไม่ได้
ล่าสุดเมื่อต้นปีที่ตลาดตกต่อเนื่อง จนใครๆก็คิดว่าน่าลงต่ำกว่า1,000จุด ไม่ค่อยมีคนเข้าซื้อ
ผมเองก็เข้าซื้อในช่วง13xx แต่ก็ยังตกต่อเนื่อง ทำให้กำลังใจถดถอยไปเยอะ
ทำให้เข้าซื้อน้อยลง ท้ายสุดประวัติศาสตร์ก็กลับมาซ้ำเหมือนเดิม ดัชนีเดินหน้าขึ้นมาเกิน100ร้อยจุด
แสดงว่าเรายังเรียนรู้กลยุทธ์การลงทุนอีกมาก พอดีวันนี้เห็นบทความของอจ นิเวศน์ในwebboard

ผมชอบบทความตอนนี้ของอจ นิเวศน์มากครับ เป็นการกรั่นกรอง
จากประสบการณ์การลงทุนจริงของ อจ เลยครับ
เทคนิคการลงทุนในแต่ละวิธีที่อจ นิเวศน์พูด ใช่เลย
แต่ละวิธีจะมีจุดด้อยของมัน ดังนั้นเราต้องพิจารณาดูว่า
ถ้าเป็นหุ้นแต่ละตัว เราจะใช้วิธีการลงทุนแบบไหนถึงจะเหมาะสม
ต้องอาศัยประสบการณ์ที่ลงทุนมาช่วยในการตัดสินใจ

เรามาดูวิธีการลงทุนทั้งสี่แบบที่อจ นิเวศน์พูดถึงครับ

วิธีที่หนึ่งลงทุนแบบอิงดัชนี สถิติของเมืองนอกบอกไว้ว่าลงทุนยาวๆจะได้return ที่ดี
แต่ถ้าเราลงทุนในต่างประเทศเช่น ลงทุนหุ้นจีนเมื่อปี07 หรือ ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นเมื่อ 20ปีที่แล้ว
ตอนนี้ดัชนียังไม่ถึงครึ่งนึงของตอนนั้นเลย
หรือถ้าลงทุนช่วงตลาดขาลงในบ้านเราเอง เราต้องอยู่กับมันนานมาก เช่น ผมเคยลงกองทุนรวมสมัยต้มยำกุ้ง
ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีกองทุนดัชนี มีแต่ Active fund ราคาจาก10บาทลงไปถึงบาทกว่าๆ ต้องถือเป็นเวลาสิบกว่าปี
แต่โชคดีที่เป็นกองทุนactive fund ดังนั้น ราคากลับมาเกินสิบบาทแล้ว ถึงแม้ดัชนียังไม่ถึงที่เดิมก็ตาม

ส่วนวิธีที่สอง DCA จริงๆแล้วมันจะช่วยให้เราซื้อหุ้นได้ในราคาเฉลี่ยในช่วงนั้นเท่านั้น เหมาะกับ
ตอนราคาหุ้นไซด์เวย์ ผันผวน วิธีนี้น่าจะเหมาะมากกว่า
ถ้าเป็นช่วงuptrend DCA อาจไม่เหมาะสม ควรซื้อหมดตั้งแต่ไม้แรกเลย แต่ก็นั่นแหละไม่มี
ใครรู้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน

ส่วนวิธีที่3 ขายเอาทุนออกมาก่อน หรือคุณเทพ เคยใช้แบบกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ผมเคยลองอาจได้
ในหุ้นบางตัวผมว่าวีไอหลายท่านก็ใช้วิธีนี้ แต่บางทีก็เจอว่าขายหมูอย่างที่อจ นิเวศน์ว่า บางครั้งต้องดูพื้นฐานดีๆ
ถ้ามันดีจริงๆอยู่เฉยดีกว่า ผมเคยลงหุ้นบางตัวแล้วทำงานจนลืมไปเลย ไม่ได้มาดู ปรากฎว่า
ช่วงนั้นหุ้นขาขึ้นเลยได้ประโยชน์ไป แต่บางตัวเป็นหุ้น วัฐจักร ผมว่าใช้วิธีนี้น่าจะwork

วิธีที่สี่ เห็นภาพอย่างที่อจ ว่าเลย ซื้อขายในช่วงเรียกว่า band ซื้อตอนราคาถูกและพอราคาขึ้นต้องขายออก
แต่อาจเจอราคาลงมาแนวรับก็ซื้อไว้ปรากฎว่าล่าสุดทะลุกรอบล่างลงยาว เป็นชาวดอยไปเลย


ดังนั้น ต้องจำบทสรุปของอจ นิเวศน์ ให้วิเคราะห์และประเมินว่าควรใช้หลักเกณฑ์ใดถึงเหมาะสม
ถึงแม้จะพิจารณาอย่างถึ่ถ้วนแล้ว แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ต้องขายออกตามหลักการขายของ
อจ วิบูลย์ในรายการ Money talk @ Set เมื่อเสาร์ที่แล้ว

ขอบคุณ อจ นิเวศน์ที่มาถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนในพวกเราครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Mar 16, 2016 11:21 pm

AGM SMG 16/3/16

การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่บริษัทจะออกจากตลาดไป เพราะอยู่ในช่วง Tender offer ซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 30 มีค 16 วันนี้ได้ใช้บริการรถตู้ของบริษัทที่มีรับณ จุด BTS หมอชิต

การลงทะเบียน ด้วยระบบ manual แต่ใช้เวลาไม่นาน ผมว่าประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียเงินใช้ระบบ ของ TSD ตั้งหลายแสนบาท ผู้ถือหุ้นระหว่างรอก็ทานอาหารที่บริษัทจัดเตรียมมา หลังจากลงทะเบียนและทานข้าวเสร็จ ก็เดินเข้าห้องประชุมได้เลย ซึ่งยังมีเวลาเหลือเกือบชั่วโมง ก็เลยได้พูดคุยกับผู้ถือหุ้นท่านอื่น

ครั้งนี้ประธานกรรมการ คุณหญิงชฎา ไม่ได้มาเนื่องจากติดภารกิจ เลยให้รองประธาน Mr. ฮวน หลุยส์ มาเป็นประธานในที่ประชุมซึ่งจะมีล่ามมาแปลตลอดเวลา สังเกตุเห็นสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา ส่วนใหญ่ กรรมการผู้จัดการ คุณ นิตยาเป็น

คนเดินเรื่องในการประชุม กรรมการอิสระ ประธานการตรวจสอบคุณ วิรัติ ได้เสียชีวิตไปเมื่อ 28 กพ ตอนท้ายประชุมก็เลย

แจ้งในที่ประชุม ไว้อาลัยให้กับคุณ วิรัติ

เริ่มประชุม เวลา 13.30 คุณ นิตยา ได้มาพูดเรื่องสำคัญที่ได้ทำไปในปีที่แล้ว

เรื่องแรก การทำประกันภัยผ่านธนาคาร SCB เป็นคู่ค้าหลัก คิดเป็นรายได้ส่วนนี้ประมาณ 70% เรายังมุ่งเน้น ทำงานกับ SCB อย่างใกล้ชิด เราต้องหาแหล่งอื่นประกอบกันด้วย ตอนนี้ได้ติดต่อ ไปที่ LH Bank เพื่อขายประกันให้กับลูกค้าส่วนสินเชื่อ และลูกค้าส่วนที่ walk-in นอกจากนี้เรายังสร้างรากฐานผ่านตัวแทน และ กิจการสาขาของบริษัทอีกด้วย

ปีที่แล้ว เราได้ปรับปรุงในส่วน IT อย่างต่อเนื่อง ยกเครื่อง Server,Network รวมถึง IT Securities ใหม่หมด คิดเป็นเงินลงทุน 100 ล้านบาท ส่วนนึงตัดเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว อีกส่วนเป็นasset ทยอดตัดค่าเสื่อม

อีกส่วน สร้างหลักที่ดีในการประกอบธุรกิจ เช่นนโยบายในเรื่องการกำกับดูแลที่ดี การหลีกเลี่ยงให้สินบน การหลีกเลี่ยงcorruption รวมถึงของกำนัล การสื่อสารทางelectronics และ ความปลอดภัยของข้อมูล

ผลประกอบการของปีที่แล้ว เบี้ยรับโต 6% สูงกว่าตลาดซึ่งโตแค่ 2%

แยกตามproduct

1. ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ growth 7% คิดเป็น 2,027 ล้านบาท

2. ประกันภัยรถยนต์ reduce -5% คิดเป็น 1,478 ล้านบาท แต่ตลาดโต -15%

3. Property insurance growth 15% คิดเป็น 958 ล้านบาท

4. ประกันภัยสินทรัพย์ส่วนบุคคล ที่อยู่อาศัย และ SME รายได้ 876 ล้านบาท growth 15%

ปีที่ผ่านมาโชคดีจากการupsales ในส่วนประกันภัยบ้านอยู่อาศัย ปกติขายผ่านสินเชื่อบ้าน SCB เราเสนอขายให้

ลูกค้าที่สมัครใจ เป็นประกันข้าวของในบ้าน ทำให้ส่วนนี้โตมากทั้งที่เศรษฐกิจไม่ดี

กำไรสุทธิลดลง 6% เนื่องจากไปลงทุนในส่วน IT และว่าจ้างบุคลากรจากต่างประเทศ

ปี59 เรามุ่งมั่นเป็นที่1ในการรับประกันภัย ไม่ได้เน้น income อย่างเดียว แต่เราเน้นกำไรด้วย

Q: จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยเรื่อง นโยบายต่อต้านธุรกิจ อยากทราบความคืบหน้า

A: คุณนิตยาแจ้งว่า ทาง ACE เข้ามาก็ได้นำนโยบายที่ใช้ทั่วโลกมาใช้ที่ไทย เพื่อป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ตอนนี้เรายังไม่ทราบrequirement ของ IOD

Q: อยากทราบ แนวทางในการเจาะเข้าธนาคารอื่นๆ ซึ่งปกติจะมีบริษัทลูกมาขายอยู่แล้ว

A: โลกได้เปลี่ยนแปลงไป ธนาคารแต่ละที่เน้นเรื่องกำไร ใครให้ผลประโยชน์มากกว่าก็มีโอกาสเข้าไปร่วมธุรกิจกันได้ตอนนี้เข้าไปขายใน
LH Bank แล้ว และกำลังติดต่อธนาคารขนาดใหญ่อยู่

Q: อยากทราบเรื่อง มุมมองรายได้จาก ประกันในส่วน อุบัติเหตุและสุขภาพ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด

A: ในส่วนนี้คิดเป็น 40%ของรายได้ทั้งหมด ปีที่แล้วโตดี เพราะเรามีความชำนาญ และ SCB ตอบรับหลายprojectของเรา

Q: เราได้ว่าจ้างชาวต่างชาติเข้ามามาก เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำกำไรสูงขึ้น

A: เราได้จ่ายเงินจ้างต่างชาติเข้ามา เราก็มี KPI วัดผลงานที่ชัดเจ เราใช้คนคุ้มมาก


วาระที่2 ในส่วนงบการเงิน

Q: จากงบการเงินหน้าที่4 อยากทราบว่า เงินลงทุนเผื่อขาย และ เพื่อขาย ต่างกันอย่างไร

A: เงินลงทุนเผื่อขาย หมายถึง เงินลงทุนที่ขายได้ เมื่อมีจังหวะทำกำไร

เงินลงทุนเพื่อขาย หมายถึง เงินลงทุนที่ขายได้ เมื่อครบอายุ

เราลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือ ตราสารหนี้ เป็นสัดส่วนมากกว่า 80%

Q: เห็นผู้บริหารพูดว่า มีเงินสดสภาพคล่องสูงมาก อยากถามว่าจะจ่ายปันผลหรือไม่

A: รองประธานได้ตอบว่า เมื่อไหร่ที่เราเห็นโอกาสลงทุน เราก็ลงทุน แต่ในอนาคตอันใกล้อาจมีการจ่ายปันผล


ส่วนวาระที่หก มีการเพิ่มค่าตรวจสอบบัญชีเพิ่มขึ้น มาจาก มาตราฐานในการลงบัญชีของบริษัทประกันฉบับใหม่

ต้องลงรายละเอียดมากขึ้น เลยขอปรับราคาในส่วนตรวจสอบบัญชี20% ซึ่งอนุมัติเรียบร้อยในที่ประชุม


ส่วนวาระที่ 7-9 เป็นการขออนุมัติเปลี่ยนชื่อและ โลโก้บริษัท เป็น บริษัท ชับบ์ สามัคคีประกันภัย จำกัด ( มหาชน )

ส่วนlogo มีแค่คำว่า Chubb ส่วนชื่อหุ้น เป็น SMG เหมือนเดิม


วาระที่10 อื่นๆ

Q: ผมได้เสนอแนะในส่วนประกันภัยรถยนต์ ซึ่ง วิริยะประกันภัยเป็นอันดับหนึ่ง market share 15%

เขาดูแลลูกค้า อู่ซ่อมรถ เป็นอย่างดีเคลมง่าย อยากให้ลองศึกษาเพื่อจะได้ดึงmarketshareเพิ่มขึ้น

A: คุณนิตยาเห็นด้วยว่า ข้อเสนอนี้ตรงประเด็น และ กำลังอยู่ในช่วงศึกษาเพื่อปรับปรุงเรื่องการบริการ การจัดคนให้

อยู่ในพื้นที่ที่ลูกค้าอยู่ ปรับปรุงเรื่องการเคลม และ อื่นๆ



เลิกประชุม 15.55 น


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Mar 18, 2016 8:29 am

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณผู้บริหารของบริษัทXO และ สมาคมนักลงทุนหุ้นคุณค่าที่จัดงาน Company visitขึ้นมา
ผมเลยขอสรุปจากที่ไปฟังมาเมื่อวันนที่ 17/3/16 ที่อาคารสินธร ตึก2 ชั้น2
ผมไม่ได้ไปอาคารสินธรนับเป็นเกือบ20ปีจากที่ตลาดหลักทรัพย์ย้ายไปที่คลองเตย
เพราะเมื่อก่อนมาทำงานให้กับลูกค้าที่ตึกนี้ วันนี้มารู้สึกเปลี่ยนไปเยอะ
มีร้านค้ามากมาย อาคารปรับปรุงสวยงามมากขึ้น เอาละ มาเริ่มเข้าเนื้อหากันดีกว่า

Productของบริษัท XO แบ่งออกเป็น
1. Dipping Sauce เช่นน้ำจิ้มไก่ ซอสพริก คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 66.8%ของทั้งหมด
2. Cooking Paste and Coconut product เช่นกะทิ พริกแกง คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 14.3%ของทั้งหมด
3. กลุ่มเครื่องดื่ม เช่นน้ำมะพร้าว น้ำโกจิเบอรี่ วัตถุดิบคือน้ำมะพร้าว คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 9.9%ของทั้งหมด
4. กลุ่มอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เช่น แกงบรรจุกระป๋อง ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย
คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 2.3%ของทั้งหมด

ผลประกอบการงวดปี 2558 บริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 740.11 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 734.95 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากการขายที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลจากบริษัทฯ มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ยอดขายเพิ่มไม่มากมาจากอัตราแลกเปลี่ยนตอนปี15 ซึ่งรายได้เป็นเงินยูโรซึ่งอ่อนค่าคิดเป็น 72% ของรายได้ทั้งหมด เลยได้ผลกระทบคือได้รับเงินน้อยลง ได้พูดคุยกับลูกค้าขอปรับราคาเพิ่ม และขอเปลี่ยนเป็นจ่ายเป็นเงินบาทหรือ $ แทน ทำให้รายได้ที่เป็นยูโรลดลงเหลือ12% ปีนี้น่าจะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง

- กำไรสุทธิอยู่ที่ 85.84 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 86.20 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากบริษัทฯ จากการรับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนเรียบร้อยแล้ว และคาดว่า ในช่วงต่อจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวจะน้อยลงมาก เนื่องจากบริษัทฯ ได้เปลี่ยนยอดขายสินค้าให้เป็นเงินบาทแล้ว 48% ของยอดขายทั้งหมด ดูสไลด์หน้า Profitability ปีนี้คาดว่ารายได้จะโต 15% GP เท่าเดิม

บริษัทได้แจ้งว่าจะแจก XO-W1 มีอายุไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ในราคา 4 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิซื้อหลักทรัพย์แปลงสภาพ (XW) 3 พฤษภาคม 2016 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร 9 พฤษภาคม 2016 และกำหนดวันประชุมผู้ถือหุ้น 25 เม.ย. 2016
มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากงวดดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม 2015 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2015 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 3 พฤษภาคม 2016 วันที่จ่ายปันผล 19 พฤษภาคม 2016
การเพิ่มทุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดเพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุน เวียนเพื่อขยายกิจการในอนาคต ทั้งการเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจหลักของบริษัทฯ จากการเพิ่มสายการผลิตในสินค้ากลุ่มประเภทซอสปรุงรส ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดขายมากที่สุด และมีแนวโน้มความต้องการจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างพูดคุยกับผู้ประกอบการซึ่งเป็นเพื่อนกันอยู่ในธุรกิจอาหารที่มีความแข็งแกร่ง และการพูดคุยคืบหน้าไปพอสมควรแต่ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าข้อสรุปจะจบลง เมื่อไหร่ แต่บริษัทฯ ก็จะพิจารณาอย่างรอบคอบและคาดว่าอย่างเร็วที่สุดก็น่าจะเห็นความชัดเจนภายใน ปีนี้ ซึ่งบริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบในลำดับถัดไป และเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาสนับสนุน XO ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นและช่วยเพิ่มมูลค่าหลัก ทรัพย์ในระยะยาว”

- - โรงงานใหม่ที่นิคมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ซึ่งจะผลิต Dipping Sauce ที่จะย้ายจากโรงงานเก่าที่แหลมฉบัง
ตอนนี้อยู่ในช่วงทดสอบในเดือนเมย ทดสอบจริงในพค และขอcertificateในเดือนมิย
ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเรามีประสบการณ์จากโรงงานเก่าแล้ว จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 3/2016 สนับสนุนให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตสินค้าประเภทซอสเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หรืออยู่ที่ประมาณ 1.48 หมื่นตัน ต่อ 1 กะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.4 พันตัน / 1 กะ และทำให้บริษัทฯ สามารถรองรับความต้องการซื้อได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนลดลง โดยในช่วงเริ่มต้นโรงงานแห่งใหม่ บริษัทฯ จะมีไลน์ผลิตซอสทั้งสิ้น 2 ไลน์ก่อน จากพื้นที่ในโรงงานใหม่ที่สามารถเพิ่มไลน์การผลิตซอสได้เต็มที่อีกทั้งสิ้น 4 ไลน์ในอนาคต รายละเอียดดูจากสไลด์หน้า
New capacity for Dipping Sauce , Utilize ของโรงงานใหม่คาดว่าจะคุ้มทุนที่ 65%ในปี2017 GPจะดีกว่าโรงงานเก่า
ดังนั้นต้องหาdemandเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนสั่ง6weeksจึงได้ของ ถ้าเป็นโรงงานใหม่จะเร็วขึ้นเพราะใช้เครื่องจักรผลิตทั้งหมด มีคนคุมแค่ 1-2คน ใช้คนทั้งหมด 50คน ดังนั้นจะใช้คนจากโรงงานเก่าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญแค่1-2คน
และ จ้างใหม่หมด
โรงงานใหม่ได้ BOI ยกเว้นภาษี 8 ปี และเสีย50%อีก5ปี นับจากวันที่มีรายได้ ส่วนโรงงานเก่ายังมีสิทธิถึงปี2019

ลูกค้าที่เราขายไปต่างประเทศ สำหรับ EU , US จะต่างกัน
EU เราติดต่อไปที่Distributor โดยตรงและขายเข้าห้าง superstore ราคาขายจะถูกกว่าใน US
US เราติดต่อไปที่Distributor และจะติดต่อไปที่คนที่นำไปขายเข้าห้าง superstore อีกที
ดังนั้นราคาขายจะแพงกว่าใน EU
ส่วนราคาขาย ไม่ค่อยได้ปรับ มีปรับตอนที่ค่าแรงเพิ่มเป็น300บาท และ อีกครั้งตอนค่าเงินยูโรอ่อนเท่านั้น


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun Mar 27, 2016 1:53 am

ดร.ก้องเกียรติ์ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ เอเซียพลัส
เป็นวิทยากรคนแรกที่มาพูดคุย เส้นทางสู่ความมั่งคั่งสำหรับวิศวกร


ผมเจอท่านตอนอยู่ชั้นล่างของตึกเลยอาสาพาไปห้องประชุมและได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร ก้องเกียรติ์ ก่อนเข้ารายการ ดร บอกว่าจบวิศวกร รุ่นว.ศ.17 อยู่หลัง ดร นิเวศน์ และ ดร ไพบูลย์ซึ่งอยู่รุ่น ว.ศ.15 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ เอเซียพลัส

ดร.ก้องเกียรติ์ เคยร่วมงาน MoneyTalkมาเกือบ30ปี เคยดูหนังแล้วเห็นว่าอาชีพวิศวกรนั้นเท่มากเลยมาสอบเข้า และ ไปเรียนวิศวคอมพิวเตอร์รุ่นแรก เป็นหนูทดลอง ซึ่งสนุกมาก คนที่ประสบความสำเร็จต้องมองไปข้างหน้า และ มีความฝัน พอจบวิศวะ ได้เกียรติ์นิยมอันดับ1 ก็ไปเรียนต่อMBA ซึ่งสมัยนั้นนิยมกันมาก รวมถึงผมด้วย
ตอนไปเรียน MBA ที่อเมริกา ตอนนั้น บิลเกตต์ และ สตีป จ๊อป กำลังดัง พยายามศึกษาประวัติของคนที่มีความสามารถ เพื่อจะเรียนลัด ติดตาม Jack Ma มาเมื่อสิบกว่าปีก่อนมาตั้งAlibaba
คนที่ประสบความสำเร็จ มาจาก 2 วิธีคือ
1. มีทุน เป็นเถ้าแก่เอง สานต่อกิจการของครอบครัว
2. ไม่มีทุน ก็มีสมองในการระดมทุน

ผมจบMBA สาขาการเงิน การต่อยอดทำได้หลายวิธี สรุปแล้ว Engineerทำได้หลายอย่าง
คนรุ่นใหม่ทำstart up วิธีคิดไม่เหมือนในหลายวิธี

ปัจจัยในการประสบความสำเร็จ
1. Dream
2. Drive ต้องมีพลังขับเคลื่อน มีใจสู้ ทำธุรกิจจะเจออุปสรรคเสมอ นอกเหนือจากเจอคู่แข่ง
เป็นตัวผลักเราขึ้นมา แข่งกับตัวเองตลอดเวลา ผมดูส่วน HR ของ บล เอเซียพลัสโดยตรง ธุรกิจขึ้นกับคนเพียงอย่างเดียว Fin Tech เป็นการสร้างเทคโนโลยีการเงินมาช่วยบริหารธุรกิจ
3. พอถึงจุดต้องลงทุน ก็เอาเงินใส่เข้าไป ผมทำหน้าที่ปรึกษาทางการเงินมากว่า30ปี มีประสบการณ์
Takeover , M&A หลายบริษัท Due M&A ให้กับลูกค้า ประมาณ 50-60ดีล ทั้งในและนอกประเทศ
ผมเห็นผู้ประกอบการเริ่มจากเงินเล็กๆก่อน บางคนเข้ามามีหนี้เป็น100ล้านบาท
การ take risk กล้าเสี่ยงหลังประเมินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นโอกาสที่ไม่ได้มาบ่อย ใครที่คว้าทันก็ประสบความสำเร็จ
เหมือน ดร นิเวศน์ ลงทุนในหุ้นช่วงวิกฤต ซึ่งไม่มีใครกล้าเข้าซื้อ หรือ หุ้น Apple ก็เข้าไปซื้อ ตอน Steve เข้าโรงพยาบาล
และ ตอนเสียชีวิตก็ซื้อเพิ่มเข้าไปอีก เพราะ บริษัทใหญ่ขนาดนี้ต้องมีผู้บริหารเป็นทีมไม่ได้ขึ้นกับ Steve คนเดียว
แต่ Steve เป็นคน drive องค์กรต่างหาก ตอนตั้งบริษัท มีทุน 100 ล้านบาท มีการLeverage 5เท่า โชคดีกำไร 7 เท่า
ทางกลับกันถ้าพลาดก็หมดตัว นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะกล้าในสิ่งที่คำนวณไว้เรียบร้อยว่ามากกว่าความเสี่ยง
ลูกค้าที่เป็นเถ้าแก่หลายคนก็เป็นแบบนี้
สิ่งที่พลิกผันคือ รู้จักการกระจายความเสี่ยง ตอนนั้นทำได้ง่าย ถ้ามีความมั่นคง และ มั่งคั่ง ก็อยู่ได้ยาว
Q: คนที่มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง
A: หลายปีที่ผ่านมา จะไปดูแลคนด้อยโอกาส เด็กกำพร้า ให้ทุนการศึกษา ให้งบสองล้านบาทในการประกวดภาพที่
บริษัท ศิลปินคุณไพโรจน์วาดรูปที่นิวยอร์ต เอาภาพมาประมูลแล้วเอาเงินที่ได้ไปช่วยเหลือสังคม
เข้าไปช่วยเหลือ โรงพยาบาลมหาราษฎร์ที่โคราชด้วยงบก้อนนึง มีแผนให้ทุนปริญญาโทที่อื่น คนมีเงินอย่าเก็บเงิน
ไว้เฉยๆ ถ้าเรามีเงินเหลือควรกระจายไป มีเงินสดเหลือไว้ใช้จำนวนนึงก็พอ
Q: ดร นิเวศน์ถามว่าจะทำงานจนตายหรือ มีแผนอะไรหลังอายุ60ปีแล้ว
A: เราทำงานส่วนนึง ส่วนที่จุกจิกก็ให้ลูกน้องที่เราเทรนมาทำแทน ซึ่งเขาต้องเข้าใจวิธีการทำงานของเรา
ผมดูแลส่วน HR เอง มีคนทำงานอยู่กับผมอายุงาน17ปีจำนวนนึง พนักงาน800คน ลาออกประมาณ 8%
ส่วนใหญ่เป็นเด็กใหม่ ส่วนคนที่อยู่กับเรานาน ไม่มีปัญหา เรามีการมอบอำนาจให้กับผู้บริหารระดับรอง
ลงมาช่วยบริหารด้วย ให้enjoyกับงานที่อยากทำ สนุกกับงานที่ไม่เคยทำด้วย


คุณ ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคาร กสิกรไทย
เป็นวิทยากรคนที่สองที่มาพูดคุย เส้นทางสู่ความสำเร็จเมื่อจบวิศวะ


อยู่รุ่น วศ 2525 คุณก้องมาจากครอบครัวธรรมดา เข้าเรียนวิศวคอมพิวเตอร์ พอปี4 มีเพื่อนมาชวนไปขอทุน
ที่ธนาคารกสิกรไทย ปรากฏว่าได้ทุนเรียน MBA สาขาการเงินที่ อเมริกา จบมาก็มาทำงานที่ ธนาคารกสิกร
ในส่วนงาน Treasury Finance และ ย้ายไปทำอีกหลายส่วน จนกระทั่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ
ทักษะของวิศวกรไปได้หลายทาง เข้าใจองค์รวม เน้นศาสตร์ในการแก้ปัญหา แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัย
จินตนาการ ซึ่งใช้สมองทางซีกขวา ถ้าเราไม่ถนัดส่วนนี้ก็หาคนที่ถนัดมาช่วย ซึ่งคนที่มีจินตนาการอาจมีช่องโหว่
ตอน execute ซึ่งวิศวกรจะถนัดเรื่องนี้
เรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วิศวกรควรเรียนเสริม ตอนนี้มีหลักสูตร Design Thinking แล้วซึ่งเป็นการapproach
โลกจากข้างนอก กลับมาว่าควรสร้างอะไร
Silicon Valley มีหลักสูตรนี้ ตอนแรกก็ดูประหลาด สัมผัสแล้วอยากใช้ มีแรงดึงดูดบางอย่าง สมองbalanceได้
การเรียนปริญญาโท ควรทำงานหลังจากปริญญาตรีสัก 3 ปี จะได้มีประสบการณ์ในการทำงานมาร่วมพูดคุยกับ
เพื่อนและอาจารย์ในชั้นได้
Q: ดร นิเวศน์ ถามว่า เด็กรุ่นใหม่ๆหลังจบจะไปทำ Startup หรือ Fintech แทนการเป็นลูกจ้าง
A: โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็ว สามารถสร้างความสำเร็จจากแนวทางนี้ได้ คนที่จบวิศวจะมีความทะนงตน
ช่วงแรกในการลงทุนเมื่อเกิดความสำเร็จยิ่งทะนงตัว เกิด Leadership trap จากนั้นเป็นจุดจบของความสำเร็จ
Q: ดร นิเวศน์ ถามต่อว่า คนจบควรออกมาทำเอง หรือ มาเข้าองค์กรใหญ่ไต่เต้าจนใหญ่โต
A: ก็แล้วแต่เรา แต่คนเราไม่ควรกระโดดไปทางลัด ฐานไม่แน่น เราควรพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเสียก่อน
คนที่ฉลาดสมัยก่อน จบมาก็จะเข้าทำงานในรัฐวิสาหกิจ หรือรับราชการ ต่อมาก็เปลี่ยนไปเข้าทำงานที่ SCG หรือ
ธนาคาร เดี๋ยวนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนเก่งจะไปทำStartup สร้างบริษัทใหญ่โตอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ได้รับมอบงานเกี่ยวกับ Digital transform ธนาคารกสิกรไทยต้องดูแลลูกค้าที่มาใช้บริการในอีก10ปีข้างหน้า
อย่างไร ใน Silicon Valley มี Tech community คนแบบ Mark เป็นแสนคน ที่ประสบความสำเร็จไม่เกิน20คน
ดังนั้นเราจึงต้องศึกษาว่า Mark หรือ คนสำเร็จคนอื่นๆทำอย่างไร เพื่อเป็นแบบอย่างให้ทำตาม
Q: ดร ไพบูลย์ ถามว่า คนจบวิศว ควรเลือกคู่ครองอย่างไร
A: เลือกคู่เป็นอารมณ์ ผมยุ่งกับตัวเลขตอนทำงานธนาคาร ส่วนภรรยาอยู่สายศิลปะ
พอดีก็ชอบงานศิลปะ เลยเจอกัน เราต้องทำชีวิตให้มัน Balance.

การทำงานแบ่งออกเป็น3ช่วงคือ
ช่วงที่1 เป็นstaff เสมียน ก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ผมไม่ชอบทำงานที่ซ้ำๆ จะเรียนรู้เอาเครื่องมือมาช่วย
บางงานใช้เวลาครึ่งวัน ก็ลดเหลือแค่15นาที การเรียนรู้เรื่องการปฎิสัณฐานกับผู้คน เช่น การอ่อนน้อมถ่อมตน
เป็นหลักจนถึงตอนนี้ รู้ว่าตัวเองไม่รู้ในส่วนไหน อาศัยคนอื่นมาช่วยเสริม
ช่วงที่2 เป็นผู้จัดการ ค่อนข้างนาน มีลูกน้องให้ดูแล
ช่วงที่3 เรียนเป็นผู้นำองค์กร วางแผนจะพัฒนาองค์ในระยะยาว 5-10ปี จะไปทางที่เรากำหนด ช่วงหลัง ความสามารถ
สร้างแนวทางให้เห็นโลกข้างหน้า

คุณ มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล เมย์แบงค์กิมเอ็ง
เป็นวิทยากรคนสุดท้ายที่มาพูดคุย เส้นทางสู่ความร่ำรวยด้วยหุ้นไทย


คุณมนตรี จบวิศว รุ่น 24 ตอนนี้เรียนจบ น้ำหนัก 82 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ 105 กิโลกรัม จบมาทำงานที SCG ได้เงินเดือน 7,500 บาท ทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์ สนุกกับหน้าที่ของเรา ไปทำงานด้วยรถมอเตอร์ไซด์ ยี่ห้อ ฮอนด้า ต่อมาปรับเป็น รถมือสอง ชวนเพื่อนแชร์ค่ารถคนละ 200 บาท สุดท้ายลูกค้าก็หายหมด สิ่งสำคัญคือการสนุกกับงาน

วิศวกรชอบงานช่าง คิดว่าเป็นไปได้ ยอมรับวิศวกรไม่น้อยมีความสามารถในการบริหารเติบโตในอุตสาหกรรมการผลิต Engineer learn wide

ถ้าเรารู้ว่าถนัดอะไร ก็มุ่งไปตรงนั้น เวลาเจอเรื่องยาก เราจะเก่งขึ้น จากการเป็น Programmer. มาเป็น ผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ ที่ JF ธนาคม และ ค่อยไปทำวาณิชธนกิจ ไปทำAIA ลงทุนทางตรง

ช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นไปทำกิมเอ็ง 15 ปีในฐานะ CEO
วิศวกรสามารถมาลงทุนหุ้นได้ แต่ต้องศึกษาพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างดี. บริษัทสามารถเข้าแข่งขันในอุตสาหกรรมอย่างไร บริษัทนี้เก่ง หรือ ไว้ใจ ได้ไหม. ผลการดำเนินงานในปัจจุบัน และ ในอนาคตเป็นอย่างไร

ตลาดหุ้นไทย ข้อมูลราคาในอดีต หรือ ข้อมูลอินไซด์ ไม่สามารถมาทำนายราคาในอนาคตได้

สำหรับวิศวกรที่มีเงินเดือน แนะนำว่าถ้าอยากลงทุน ให้ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือนแบบ Dollar cost average
หุ้นตอนถูก ซื้อได้จำนวนมาก แต่ซื้อตอนหุ้นแพง ก็จะซื้อได้เป็นจำนวนน้อยกว่า. ตลาดหุ้นถ้าถือเป็นระยะยาว อัตราผลตอบแทน ย้อนหลังประมาณ 12%

คุณสมจินต์ ศรไพศาล เคยมาคุยให้ฟังเรื่อง Automatic Millionaire ป้าซูและสามี ลงทุนในกองทุนรวม ตั้งแต่อายุ30ปีจนเกษียณ ท้ายสุดตอนเกษียณมีเงินเป็นล้าน
ทั้งที่เป็นบุคลลธรรมดา

คาถาในการลงทุน คือ การซื้อถูก และ ขายแพง อาจารย์ถาวรแซวเหมาะกับผู้ที่สอบได้หนึ่งประเทศไทยมาก

หุ้นไทย แบ่งออกมาเป็น

1. Cyclical ราคาน้ำมันมีขึ้นก็มีลง ปีที่ผ่านมา น้ำมัน ยางพารา กาแฟ เป็น Commodity
ปีที่ผ่านมา ราคาลดลงไปเยอะ กลุ่มนี้ก็โดนกระทบไปด้วย
2. Bubble มีหนี้สินล้นพ้นเป็นตัว ปัญหาในปี40 กู้เกินตัว ยุคหลังเศรษฐกิจพอเพียง
3. Structure
เป็นเรื่องของโครงสร้าง คนว่างงาน1% เพราะว่าที่เหลือกลับไปทำนาในต่างจังหวัด
บริษัท ชิ้นส่วนรถยนต์ 7 ปีที่แล้ว มีคนไทย 70-80% ตอนนี้พนักงานเป็นคนไทยแค่
30% คนเสริฟอาหาร เป็นคนพม่า คนฟิลิปปินส์
เป็นคำถามว่าคนไทยอยู่ไหน ถ้าว่างงาน 1% รายได้ เศรษฐกิจน่าจะดี จริงๆไม่ใช่
เกิด Middle class trap กับดับคนชั้นช้างกลาง
ตอนนี้นโยบายของ รัฐบาล เริ่มแล้ว และ มีความคืบหน้าของ กองทุนหมู่บ้าน
ส่งเสริมการท่องเที่ยว ดังนั้นเราควรสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

สุดท้าย ขอขอบคุณ อาจารย์ มนตรี ดร ไพบูลย์ ดร นิเวศน์ อาจารย์เสน่ห์ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Mar 29, 2016 10:35 pm

AGM ADVANC 29 MAR 16 เริ่มประชุม 14.15 ที่ โรงแรม Centara Ladprow

ก่อนอื่น ก็มีการแนะนำผู้บริหารและคณะกรรมการ ของบริษัท

วาระที่ 1 แจ้งเพื่อทราบ
AISได้ว่าจ้างที่ปรึกษามาประเมินใบอนุญาตที่เหมาะสม เพื่อจะได้รู้ราคาควรเป็นเท่าไหร
ใบแรก ประมูล 4x,xxx ล้านบาท คำนวณแล้วสามารถแสวงหากำไรได้
ส่วนการประมูลใบอนุญาติ 900 MHz สู้จนราคาเกินมูลค่า เลยไม่สู้ราคาต่อ

หลังจากพลาดการประมูลใบอนุญาติ 900 MHz บริษัทได้ดำเนินการดังนี้

1. เปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ของลูกค้าที่เป็น2G ให้ใช้ 3G,4G ได้
2. Roaming with DTAC without charge มีเบอร์ที่รอเยียวยา จะขยายความในวาระ3 โดยคุณสมชัย

AIS เปลี่ยนจาก Mobile operator เข้าไปสู่ดิจิตัลไลท์ Digital Life

1. ส่วนของมือถือ เราเป็นเจ้าตลาด ต้องการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
2. Internetความเร็วสูง เป็นธุรกิจใหม่ต้องการบริการครบวงจร ลูกค้ามือถือใช้มือถืออยู่นอกบ้าน พอมาบ้านก็ ใช้ Fix Broadband ของเรา
3. Digital content ขับเคลื่อนให้ใช้งานดาต้ามากขึ้น ไปร่วมมือกับpartnerไม่ว่าcontent ,Game
ทำให้เป็นmodel แบ่งรายได้กันกับPartner
เราต้องสร้างความแข็งแกร่ง กับตัวเรา คู่ค้าเรา เราจะไม่โตคนเดียว เราดึงpartnerต่างๆให้บริการกับลูกค้าเรา
มีบุคลากรที่แข็งแกร่ง สร้างความเป็นนำด้าน Digital Life

ปีที่แล้วเรามีบริการแค่ 3Gแต่เราก็มีmarket share 52% ลูกค้า 38.5 ล้านเลขหมาย ดาต้าที่ใช้คิดเป็นgrowth 27%
อัตราการใช้smart phone 59% ทำให้ตลาดดาต้าของเราโตขึ้น
ปีทีแล้วลูกค้าใช้ดาต้า เฉลี่ย 2 GB ต่อเลขหมายต่อเดือน ปีก่อนแค่ 1 GBเองเป็นภาพที่อยากให้ผู้ถือหุ้นเห็น
ส่วนของ4G เราสร้างความเป็นผู้นำ หลังจากได้ไลเซนท์ตอนปลายปี เราสร้าง4G ADVANCE Mobile DATA
Internet ขยายโครงข่ายให้ได้ในพฤษาคม และ ครบในธันวาคม 15 ด้วยความเร็ว3Gที่มีอยู่ เราเน้นคุณภาพโครงข่าย
3G ใช้งานได้ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ มีองค์กรอิสระมาวัดความเร็ว เราได้certificate โครงข่ายเร็วและดีที่สุด
เรากำลังเปลี่ยนถ่ายจาก2Gไป3G,4G ลูกค้าใช้งาน2G,3G อยู่ 12ล้านเลขหมาย เราเอาเครื่อง3G,4G มาแลกเครื่องเดิม
จำนวนลดลงเหลือเพียง 7.6 ล้านเครื่องที่เป็นมือถือ 2G ลูกค้าที่เปลี่ยนไม่ทันก็ไปRoaming DTAC ได้
คลื่นความถื่ เดิมมีแค่ 2.1GHZ 15MHz ปลายปีได้คลื่น 1800 MHz เอามาให้บริการ4G รวมแล้ว 30 MHz
เราร่วมมือกับ TOT ร่วมทำงานกัน เราได้ใช้ capacity , resource ความถึ่ 2.1 GHz อีก 15 MHz
ซึ่งวันนี้(29 Mar)เราเซ๊นต์MOU กับTOT เราจะได้ทั้งหมด 45 MHZ รองรับการใช้งานได้อีก 3ปี
เรายังมีคลื่นความถี่ 850,1800 MHz อีก 3 ปีข้างหน้าของDTAC ที่มาประมูลใหม่
และ 2600 MHZ จากภาครัฐอีก2ที่มาให้ประมูลได้อีก
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ลูกค้ากลับบ้านจะใช้ Fix Broadband ตอนนี้มี3ราย TOT,True,3BB
เรามองเห็นโอกาสอันนี้ อยากให้ลูกค้าเราใช้บริการFix broadband ของเราด้วย
ตอนนี้ตลาด Fix Broadband ตอนนี้ใช้งานแค่ 30% แต่หาคนลงทุนไม่ค่อยได้
เราได้ลงทุน Fibre optic ตอนทำNetwork 3G ทำให้ลูกค้าสามารถใช้ Fix Broadband ของเราได้
ตอนนี้ ในตลาดเมืองไทย 98%ของลูกค้าใช้ Fix Broadband เป็นแบบเก่า คือ ADSL อยู่ ก็เป็นโอกาสของเราที่ได้ลูกค้าเพิ่มเป็น FTTX ซึ่งความเร็วสูงกว่า เรายังบริการcontentให้กับลูกค้าของเรา เช่น วีดีโอจาก SK Box ได้
เราเองจะลงทุน Fix Broadband อีก 7,000 ลบ ครอบคลุม 6.5 ล้านครัวเรือน สายจะผ่านหน้าบ้านลูกค้า
ภายใน5ปี เราจะเป็น Top 3 ให้ได้
ลูกค้า 38.5ล้านคนที่ใช้มือถือของเรา ก็จะเป็นฐานต่อยอดให้เรา
เราไปติดต่อ คนทำ Digital content and application
เราไม่ลงทุนเองเรามีแนวคิด ธุรกิจแบ่งปัน ให้ผู้ชำนาญทำ เราออกแบบ Platform ให้

ซึ่งแผนเราแบ่งออกมาดังนี้
1. Mobile Money ได้แก่ Bank
2. Game ยังนิยมเล่นอยู่มาก
3. Video หนัง คาราโอเกะ
4. Cloud consumer and corporate cloud
5. M2M การจับมือกับพันธมิตรได้รายได้จากอุตสาหกรรมมาหาเรา
ประมาณการปีนี้ รายได้คงที่ ยอมรับว่าตอนนี้มีการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
ยังมีลูกค้า 2G บางส่วนที่ใช้ไม่ได้หลัง 14 เมษายน อาจจะไปใช้ค่ายอื่น
EBITDA ก่อนหักภาษี ลดลงเหลือ 37-38% จากเดิม 4x% เพราะการชดเชยค่าเครื่องทำให้กำไรลดลง
ปีนี้มีการตั้งงบลงทุน Fix Broadband , 3G / 4G ประมาณ 40,000 ลบ
ปีนี้เราจ่ายปันผลที่ 100% แต่ อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้นเราจะตรวจสอบอยู่เรื่อยๆ

ปัจจัยการเป็นผู้นำในโทรคมนาคม
1. เงินลงทุนเพียงพอ
2. เป็นเลิศในการให้บริการ ไม่ว่า call center, shop หน้าร้าน
3. หน่วยงานสนับสนุนหลังบ้าน ต้องมีความแข็งแรง เช่น ระบบบิล ระบบตัดเงินprepaid
4. ภาพพจน์ ต้องสร้างตลอดเวลา
5. เราเป็นรายเดียวที่เติบโตพร้อมกับpartner ดังนั้น partnerของเรา กว่า 100 เจ้าของซึ่งแข็งแรงมาก

ทิศทางในอนาคต

ข้อดีคือ ตอนนี้เราไม่มีข้อจำกัดเรื่องคลื่นความถี่ จาก 15 MHz เป็น 45 MHz
ข้อลบคือ การเติบโตเป็น 0 เพราะการแข่งขันมาก และ การปิดให้บริการ 2G
ระยะกลางเราจะแข็งแรงเพิ่มขึ้น จากรายได้ของ Fix MHz ในธุรกิจ Digital and content application
เราได้ส่วนแบ่งรายได้จากคู่ค้า เช่น เพลง ธุรกรรมการเงิน เกม เสริมรายได้เราได้แน่นอน
EBITDA ในปีต่อไปก็จะดีขึ้น เพราะ ไม่มีการชดเชยค่าเครื่องแล้ว
ในระยะยาย การ move ไปสู่ Digital content application ลูกค้าไปใช้บริการของธุรกิจอื่นด้วย

งบฐานะทางการเงิน
รายได้เพิ่ม 4% การใช้ดาต้าเพิ่มขึ้น ดึงให้รายได้ในส่วนดาต้าสูงขึ้น 1.6%
ต้นทุนค่าบริการและต้นทุนขาย เพิ่ม 1.5%
มาจาก การลดการใช้2G หมายถึงการจ่ายให้TOTน้อยลง
Asset เพิ่มขึ้น 44%มาจากขยายเครือข่าย ทำให้เงินกู้เพิ่มขึ้น
ปีที่แล้วมี งบลงทุนในเครือข่าย 3G และ ใบอนุญาต 1800 MHz
Current ratio ลดลง เหลือ 0.66 เท่า
การระดมหนี้สินเพิ่มขึ้น ทำให้ D/E 1.32 เท่า
สัดส่วนเงินกู้ระยะยาว 93% เพื่อลงทุนเครือข่าย รวมการจ่ายค่า license 1800 MHz

คำถามและคำตอบ

Q: Leverage มากขึ้น ROE ก็สูงขึ้นเป็นเรื่องปกติไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูด
ในปี14 ต้นปี และ ปลายปี กับ ต้นปี/ปลายปี 15 Asset ที่เห็น ที่ดิน ในส่วน property plant and equipment จะเห็นว่ามีAssetเพิ่มขึ้นมาจากที่ดินหรือเปล่า
จะเห็นส่วนที่เพิ่มขึ้นคือคอมพิวเตอร์ เพิ่มมา 20,000 ล้านบาทเป็นส่วนไหน
ส่วน second license สูงขึ้นมาจากการจ่ายค่าประมูลความถี่
A: ที่ดินอาคาร ส่วนใหญ่เป็นค่าบริการเครือข่าย โครงข่าย และ ส่วนน้อยเป็นคอมพิวเตอร์ แต่ต้องลงบัญชีแบบนี้

Q: ถามนโยบายเรื่องlimit D/E ratio หรือไม่
ส่วน จ่าย คลื่น 1800 MHz D/E Ratio จะเพิ่มไปถึงเท่าไหร่ ต้องเพิ่มทุนหรือเปล่า
A: เรารักษา D/E Ratio ไม่เกิน 2 เท่า ส่วน projection หลังจ่ายครบแล้ว จะมาประเมินในปีที่ 2-3อีกครั้งนึง

Q: D/E Ratio 1.3 เหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากมีภาระจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นห่วงกำไรจะอยู่ไม่ได้ตลอด
จะกระทบต่อเงินปันผลด้วย
A: D/E Ratio 1.32 รับได้ E คงที่ ก่อหนี้เพิ่มทำให้เพิ่มขึ้นแต่รับได้ไม่เกิน 2 เท่า

Q: Interest ต่างประเทศติดลบ สนใจไปกู้ในต่างประเทศหรือไม่
A: เรานำinterest บวกกับค่าswap คิดแล้วต้นทุนจะสูงกว่ากู้ในไทยเลยยังไม่สนใจ

Q: หน้า 98 รายงานคณะกรรมการ ไม่เข้าใจเรื่อง ทำไมหน้าที่คณะกรรมการตรวจสอบต้องไป
ตรวจผู้ตรวจบัญชีด้วย
A: งบการเงินตรวจทานจากผู้ตรวจบัญชีแล้ว ไม่ใช่งานซ้ำซ้อน
เพราะกลต ให้คณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้งนึง เป็นหน้าที่ต้องทำตามกฎบัตร

Q: ที่เป็นห่วงเรื่องการประมูลคลื่น 900 MHz ที่ JAS ทิ้ง และ กสทช ให้เริ่มต้นประมูลประมาณ 70,000ล้านบาท
และ อยากให้ท่านสมชัยยืนยันว่า เรื่องการร่วมมือกับ TOT ถึงขั้นไหนแล้ว
และ เรื่องการประมูลใหม่คลื่น 900 MHz ถ้าได้ประสิทธิภาพในการสร้างกำไรจะไม่เหมือนเดิม
A:1. ตัวคลื่น 2100 MHz เป็นของ TOT
ตอนนี้มีหน่วยงานอื่นมากำกับดูแล และTOTร่างสัญญา และหน่วยงานอื่นมาตรวจสอบ
ยังไม่สามารถยืนยันได้ 100% ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ
Board อนุมัติ เซ็นต์ MOU แล้ว
2.การประมูลคลื่น lot1 900MHz ยืนยันว่าด้วยคลื่นที่มีอยู่30MHz บวกกับ TOT อีก 15MHz
ก็เพียงพอแล้ว แต่คลื่น900MHz ก็สนใจ แต่ต้องดูกฎกติกาเงื่อนไขและราคาประมูลด้วย
ต้องรอ Public Hearingใหม่ และรอดูเงื่อนไขอีกที
ถึงแม้มีเงื่อนไขแล้ว การเข้าประมูลต้องไปคำนวณว่าคุ้มค่าหรือเปล่าอีกครั้งนึง และนำเข้าBoardเพื่อพิจารณาอีกที

Q: แจ้งเพื่อทราบ ผมถือหุ้นDTAC และเขาประกาศจะไม่ประมูล Advancน่าจะไม่เข้าประมูล

Q: กังวลว่ากำไรจะลดลงจากค่าบริการเสียงและดาต้าต้องคิดราคาลดลงจากเดิมหลังได้ใบอนุญาต 1800 MHz
A: เราออก package โครงสร้างดาต้าราคาใหม่ ราคาต่อMBถูกลง แต่ไม่มี unlimited data แล้ว
ถูกต้องตามกฎของกสทช หลังจากtestแล้ว เวลามีcontentดีๆจะใช้กันเยอะ คน70%จะใช้งานมากขึ้นก็มาซื้อpackage เพิ่มเติมขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อคนสูงขึ้น

Q: อยากรู้ Road map Digital life
1. Cloud storage เปิดให้มากขึ้น ใครเป็นคนลงทุน Data centerครับ
2. ส่วน Internet บ้าน Vision จะเริ่มขยายbusiness หรือ Startup ใช่ไหม
3. Eco system ต้องหาpartnership และ เม็ดเงิน อยากทราบวิสัยทัศน์
A: วิสัยทัศน์ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง คนใช้ก็เปลี่ยน เราจะเปลี่ยนจาก Mobile operator
เป็น Digital service operator
เป้าหมายก็ต้องการให้องค์กร ลูกค้า สามารถใช้ชีวิตดีขึ้น ต้องมีการใช้ Network ที่แข็งแรงขึ้น
สร้าง Fix Broadband เราจะมีโครงข่ายที่แข็งแรง เราจะสร้างฐานลูกค้าเพิ่มไปอีก
คนนึงอาจใช้บริการมากกว่าหนึ่งเบอร์ อยู่บนdeviceต่างๆ เราจึงต้องมี digital service application
เช่น Line ในอนาคต เมืองจีน ชาวไร่สามารถซื้อขายพืชผักบนมือถือได้
AIS มีรายได้จาก
1. Core business
2. รายได้อื่น เช่น จากส่งผ่านระบบของเรา เพลง ขายผ่านมือถือ อย่างน้อย 10%จะมาอยู่ที่เรา
ธุรการการเงิน จะเกิด เรากินtransaction แต่ยืนยันว่าไม่เปิดเป็นธนาคาร
Data center เราลงทุนหลายแห่ง แต่ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับ network
Infrastructure เราลงทุนเอง แต่ เราไม่ลงทุนเรื่อง content ซึ่งเราไม่แข่งกับช่อง3,7,Grammy
และเรากินรายได้จากส่วนนี้ ลูกค้าจะใช้อุปกรณ์อะไร ก็ดูได้ ต่างจากคู่แข่ง ซึ่งทำเองทั้งหมด
เราใช้ทำการsharingทั้งหมด focus ที่ core ดังนั้นเราจะเปิด startupมากมายมาทำพวกนี้

Q: หลังจาก JAS เข้ามา ทำให้valuation ของAIS ลดลงมามาก ก็เลยกังวลการประมูลรอบใหม่ เป็นห่วงมาก
อีกเรื่อง ผู้ใช้ 2G เหลืออยู่ 7.6ล้านเลขหมายที่ยังไม่เปลี่ยนจาก2G ลูกค้าส่วนนึงจะหลุดเป็นของTrue
มีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าจำเป็นต้องประมูลคลื่น 900 MHz กสทช ก็ยังยืนยันราคาเดิม
เพราะ True ก็ไม่ยอมให้ประมูลในราคาตั้งต้นเดิม นอกจากนี้ การตีความกฤษฎาในการร่วมมือกับTOT
แต่ก็ยังไม่แน่นอน ผมกังวลปันผลจะลดลง
A: เราทำด้วยกันสามอย่าง
1. แจกมือถือเพื่อรองรับมือถือ 3G
2. เจรจา DTAC สัญญาพร้อมเปิดทันที ถ้าเปิดRoaming DTAC ได้เลยมีเพียง 4แสนคน ซึ่งเป็นลูกค้า
2G จริงๆ หลังจากได้ขยายถึงเมย พยายามจะกวาดให้มากสุด ลูกค้าส่วนนี้ก็ให้ซื้อซิมใหม่
แต่ DTAC บางพื้นที่ไปไม่ถึงเช่นภูเขา เราใส่ by spot กลางปี network 2100 เท่ากับ 900 MHz
3. TOT Deal เป็นเคสพิเศษที่มี ทรัพยากร คือ คลื่นแต่ไม่ได้ใช้ ถ้ามาร่วมกับเรา เขาก็ได้รายได้ไปรองรับองค์กร
Win - Win situation สำหรับ TOT & AIS

Q: โครงการใช้ Wifi calling ทำให้รายได้ลดลงหรือเปล่า
A: การทำ 4.5G เพื่อโชว์ศักยภาพ และ Technical solution เราเก่ง ทำให้พัฒนาได้ดี
4G วิ่งได้ 100 MBpsec วิธีที่ทำให้เร็วกว่า คือ เอาคลื่น 2-3คลื่นมารวมกัน ทำให้ความเร็วสูงขึ้น
True 4G plus = 300 Mbpsec
เราคลื่นน้อยเราทำได้300 Mbpsec ตั้งแต่วันแรกที่ launch 4G ในเดือนมค 16
ตอนนี้เราร่วมมือกับหัวเว่ย สามารถวิ่งได้ 1GBpsec เป็นเจ้าแรกที่ทำแบบ commercial launch
ซึ่งดีต่อผู้บริโภค ที่ load ข้อมูลได้เร็วขึ้น
Wifi calling สามารถใช้data โทรหากัน เราไม่กังวลเรื่องรายได้ลดลง รายได้จะกลับมาในส่วนต่างๆ
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้

Q: การโอนเงินผ่าน Mpay ยุ่งยาก และ เอาเงินออกไปก็ไม่ได้สำหรับเด็กๆ
A: ขอรับไว้พิจารณา


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Mar 31, 2016 8:13 am

ผมได้อัปเดทที่ไปประชุม AGM ของแต่ละบริษัทไว้ link ด้านล่าง สามารถติดตามได้นะครับ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=59792


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Mar 31, 2016 8:15 am

บทความเก่าแต่ก็ยังทรงคุณค่า ลองอ่านดูนะครับ
Cr: Thaivalueinvest

แง่มุมในชีวิตของคนๆหนึ่ง ที่ร่ำรวยมหาศาลติดอันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก “Warren Buffet” ผู้ที่พยายามค้นหาปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์

บัฟเฟตต์เป็นประธานผู้บริหารของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งก่อตั้งขึ้น 170 ปีแล้ว และเคยทำกิจการด้านสิ่งทอเป็นหลักก่อนที่บัฟเฟตต์และหุ้นส่วนจะซื้อกิจการมาดำเนินงานเมื่อปี 2508 บัฟเฟตต์ใช้บริษัทนั้นเป็นทางผ่านการลงทุนในบริษัทอื่นซึ่งทำกิจการหลากหลายอย่าง รวมทั้งการประกันภัย หนังสือพิมพ์ ร้านอาหาร ธนาคารและร้านสรรพสินค้า เขาซื้อหลายบริษัท มาควบรวมและซื้อหุ้นของอีกหลายบริษัทเป็นบางส่วน ก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะประสบปัญหาและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เริ่มทรุด Berkshire Hathaway มีทรัพย์สินรวมกันเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จสูงกว่านักลงทุนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ราคาหุ้นของ Berkshire Hathaway เพิ่มขึ้นจาก 4 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็น 75,000 ดอลลาร์ ในเวลา 40 ปี

The Snowball : Warren Buffett and the Business of Life เป็นหนังสือที่มีความหนาถึง 1,000 หน้าที่จะนำพาผู้อ่านไปค้นพบกับปัจจัยของการประสบความสำเร็จ ซึ่งหนังสือเล่มถูกสรุปแนวคิดของบัฟเฟตต์ออกมาเป็น 10 ข้อด้วยกัน ซึ่งในบรรดา 10 ข้อนี้ความสมถะพอเพียงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงสุด

ข้อแรก จงเป็นผู้มัธยัสถ์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่มันมีความสำคัญพื้นฐานต่อการคิดของบัฟเฟตต์ ทั้งที่เป็นอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลก เขามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย อาทิเช่น ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมซึ่งเขาซื้อเมื่อปี 2501 ที่เมืองโอมาฮาในรัฐเนแบรสกาซึ่งยังเป็นชนบทเสียเป็นส่วนใหญ่ หลังจากต่อเติมบ้าง บ้านหลังนั้นก็ยังเป็นแบบของคนอเมริกันชั้นกลางโดยทั่วไป นอกจากนั้น เวลาเขาไปไหนมาไหนก็ยังขับรถเอง

บัฟเฟตต์ได้ค่าตอบแทนจากบริษัท Berkshire Hathaway เพียงปีละ 100,000 ดอลลาร์ หรือประมาณเดือนละ 290,000 บาทเท่านั้น ต่างกับประธานผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ๆ ซึ่งมักได้ค่าตอบแทนหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี บัฟเฟตต์ไม่มีรายได้จากเงินปันผลของบริษัท Berkshire Hathaway เพราะบริษัทนั้นจ่ายเงินปันผลครั้งเดียวหลังจากเขาซื้อมาและหยุดจ่ายมาหลายทศวรรษแล้ว ฉะนั้นบริษัท Berkshire Hathaway เก็บผลกำไรไว้สำหรับลงทุนต่อได้จำนวนมาก

ส่วนตัวบัฟเฟตต์เองก็มีเงินเหลือเพื่อนำไปลงทุนต่อเพราะค่าตอบแทนที่ไม่สูงนักก็มักใช้ไม่หมด การไม่ใช้ชีวิตแบบหรูหราฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสสังคม ยังผลให้เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคอยจ้องหารายได้จากการขายหุ้นที่มีอยู่ในมือ หรือจากการปันผลกำไรที่บริษัททำได้อย่างต่อเนื่อง กิจการที่เขาเข้าไปลงทุนกำจัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ และพยายามจำกัดค่าตอบแทนของผู้บริหารส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นทำกำไรได้สูงยิ่งขึ้น

ข้อสอง จงยึดหลักช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หรือมีความอดทนเพื่อรอโอกาสทองที่จะเกิดขึ้น จากความผันผวนอย่างหนักของตลาดหลักทรัพย์ ในปัจจุบันวิกฤติเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์รวมทั้งน้ำมันปิโตรเลียมและแร่ธาตุ อาจทำให้หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งตกลงมาอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ฉะนั้นในช่วงนี้บัฟเฟตต์จะมีโอกาสดีเป็นพิเศษ มีรายงานข่าวออกมาว่าเขาได้เข้าไปซื้อหุ้นในหลายบริษัทที่ทำกิจการด้านน้ำมันปิโตรเลียม ด้านการบริการพลังงานไฟฟ้า ด้านธนาคารพาณิชย์ และด้านการขนส่งทางรถไฟ

ข้อสาม จงเดินทวนกระแส บัฟเฟตต์เฝ้ามองว่าฝูงนักลงทุนจะพากันเดินไปทางไหนแล้ว เขาจะพยายามเดินไปทางตรงข้าม เนื่องจากทางที่นักลงทุนพากันไปนั้น โอกาสในการทำกำไรได้อย่างงดงามมีน้อยเพราะนักลงทุนพวกนั้นได้ผลักดันราคาของหุ้นให้สูงขึ้นแล้ว ฉะนั้น เมื่อตอนที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเมื่อสองสามปีก่อน บัฟเฟตต์ไม่เข้าไปร่วมด้วย แต่ในตอนนี้ นักลงทุนจำนวนมากมองหาทางเทขายยังผลให้ราคาหุ้นโดยทั่วไปตกและหุ้นของบางบริษัทตกมากเป็นพิเศษ ตอนนี้บัฟเฟตต์ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก จึงมีข่าวว่าเขาเข้าไปซื้อหุ้นของหลายบริษัท บัฟเฟตต์ทำการบ้านอย่างละเอียดและต่อเนื่อง นั่นคือ วิเคราะห์บริษัทต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้น

ข้อสี่ จงเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ บัฟเฟตต์จะไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่เขาไม่เข้าใจว่าผลิตอะไรออกมาและไม่รู้อย่างแจ้งชัดว่าบริษัทนั้นทำกำไรได้อย่างไร ทั้งที่ในยุคนี้ มหาเศรษฐีจำนวนมากใช้เทคโนโลยีเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการสร้างความร่ำรวย รวมทั้งเพื่อนซี่ของเขาเอง เช่น บิล เกตส์ ด้วย แต่บัฟเฟตต์หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นในบริษัทเทคโนโลยี ฉะนั้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอันเป็นตอนที่ราคาหุ้นของภาคเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง บัฟเฟตต์จึงไม่เข้าไปซื้อเพราะเขาไม่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะทำกำไรได้อย่างไร อีกไม่กี่ปีต่อมา ผลปรากฏว่านักลงทุนพากันสูญเงินจำนวนมหาศาลเมื่อฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตก แต่บัฟเฟตต์ทำกำไรได้อย่างงดงามจากการลงทุนในภาคอื่น

ข้อห้า จงอย่าฟังนักวิจารณ์หรือการยืนยันของตลาด ยุคนี้มีนักวิจารณ์จำนวนมากออกมาวิจารณ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง คนกลุ่มนี้มีความเห็นสารพัดและมักจะให้การยืนยัน หรือไม่ก็แย้งการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุนใหญ่ๆ เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวรายวันของราคาหุ้นยังเป็นเสมือนการยืนยันในระยะสั้นด้วยว่าการตัดสินใจซื้อหุ้นนั้นถูกต้องหรือไม่ บัฟเฟตต์จะไม่ฟังคำวิจารณ์และไม่ต้องการดูราคาหุ้นว่าไปทางไหน เขาจะตัดสินใจบนฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลของเขาเอง

ข้อหก จงค้นหาของดีราคาถูกให้พบ ในกระบวนการค้นหาหุ้นราคาถูก บัฟเฟตต์เริ่มวิเคราะห์เพื่อค้นหา "มูลค่าภายใน" (intrinsic value) ของบริษัทเป็นขั้นแรก กระบวนการนี้อาจมองดูว่าราคาหุ้นของบริษัทคล้ายๆ กันเป็นอย่างไร หรือไม่ก็คำนวณค่าปัจจุบันของเงินสดที่บริษัทนั้นน่าจะทำได้ในอนาคต รายละเอียดของวิธีคำนวณอาจหาได้ในหนังสือชื่อ The Warren Buffet Way ของ Robert Hagstrom หรือเรื่อง The Market Gurus ของ John Reese และ Todd Glassman หากราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดต่ำกว่ามูลค่าภายในมากๆ บริษัทนั้นน่าสนใจเพราะมี "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (margin of safety) สูงมาก

บัฟเฟตต์ไม่ค่อยสนใจเรื่องผลกำไรต่อหุ้น หากสนใจในผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (return on equity) ส่วนต่างระหว่างราคาขายของสินค้ากับต้นทุน และภาระหนี้สินของบริษัท นอกจากนั้นเขายังต้องการเห็นบริษัททำเงินสดได้มากๆ แล้วนำไปลงทุนอย่างชาญฉลาด หรือไม่ก็จ่ายปันผลและซื้อหุ้นของตนคืน ในกระบวนการวิเคราะห์นี้ เขาจะมองย้อนไปในอดีตอย่างน้อย 5 ปี เพื่อดูว่าบริษัทมีประวัติการประกอบการอย่างไรในภาวะต่างๆ กัน ฉะนั้น เขาจะไม่เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทใหม่ๆ ที่ยังไม่มีประวัติดีจนเป็นที่ประจักษ์

ข้อเจ็ด จงมองหาบริษัทที่มีรั้วรอบขอบชิด หรือล้อมรอบด้วยคูลึก บริษัทจำพวกนี้มักมีประวัติในการทำกำไรได้ดี และมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนเพราะคู่แข่งเกิดขึ้นได้ยากมาก อาจเนื่องมาจากอำนาจในการปกป้องของสิทธิบัตรและของเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง บริษัทจำพวกนี้สามารถขึ้นราคาสินค้าและบริการได้โดยไม่กระทบยอดขายและมักไม่ได้รับผลกระทบมากนักในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ฉะนั้นบัฟเฟตต์จึงถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทประกอบการรถไฟ เพราะยากที่จะมีใครสามารถสร้างรางขึ้นมาแข่งได้ในทวีปอเมริกาเหนือ และในบริษัทโคคา-โคลาเพราะมีเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางพร้อมกับมีระบบการจัดจำหน่ายที่ลื่นไหลเป็นอย่างดีทั่วโลก

ข้อแปด จงทุ่มเงินลงไปในบริษัทที่น่าซื้อ เรื่องนี้เป็นลักษณะหนึ่งของการเดินย้อนกระแส นักลงทุนโดยทั่วไปมักใช้การกระจายการลงทุนออกไปในหลายบริษัทเพื่อหวังลดความเสี่ยง แต่บัฟเฟตต์กลับชอบลงทุนแบบกระจุกตัวมากกว่า เมื่อใดเขามองเห็นโอกาสดีเป็นพิเศษ เมื่อนั้นเขาจะทุ่มทุนซื้อหุ้นของบริษัทนั้นทันที เขามองว่าการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและการมีความอดทนที่จะรอจนได้ "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" สูงมากๆ เป็นมาตรการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ฉะนั้น ประวัติการลงทุนของเขาบ่งว่า ความสำเร็จของเขาเกิดจากผลตอบแทนสูงมากที่เขาได้จากการทุ่มลงทุนในหุ้นของบริษัทเพียงราวหนึ่งโหลเท่านั้น

ข้อเก้า จงซื้อเพื่อถือไว้หาผลกำไรในระยะยาว บัฟเฟตต์มองว่าถ้าได้วิเคราะห์เป็นอย่างดีแล้วว่าควรลงทุนในบริษัทไหน บริษัทนั้นควรจะให้ผลกำไรดีเป็นเวลานาน ฉะนั้นผู้ที่ทนไม่ไหวที่จะดูราคาหุ้นของตนตกไป 50% อย่าคิดเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นเด็ดขาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อซื้อหุ้นมาแล้วก็เลิกติดตามความเป็นไป ตรงข้าม ผู้ถือหุ้นจะต้องติดตามและวิเคราะห์เหตุการณ์รอบด้านอย่างใกล้ชิด เมื่อใดเห็นว่าบริษัทนั้นหมดโอกาสที่จะทำกำไรดีต่อไป หรือกำลังเดินเข้าภาวะยากลำบากเป็นเวลานาน เมื่อนั้นจงรีบขายออกไปทันที ด้วยหลักข้อนี้ บัฟเฟตต์จึงขายหุ้นจำนวนมากในบริษัทรับจำนองบ้านขนาดยักษ์ที่รู้จักกันในนาม Fannie Mae กับ Freddie Mac ก่อนที่สองบริษัทนั้นจะประสบปัญหาจนถูกรัฐเข้าไปยึดเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่ง Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงคือ บัฟเฟตต์มองว่าการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ รังแต่จะเป็นเหยื่อให้แก่ผู้ที่ไม่ค่อยมีบทบาทพื้นฐานทางเศรษฐกิจนัก เช่น นายหน้าค้าหุ้น ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้บริหารกองทุน เขาประเมินว่าคนเหล่านั้นหักเอาผลกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปราวปีละ 140,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 20% ของผลกำไรทั้งหมดซึ่งมีผลกระทบทางลบต่อผลประกอบการของบริษัท

ข้อสิบ จงเชื่อมั่นในอเมริกา บัฟเฟตต์จะไม่มองว่าใครเข้าเป็นประธานาธิบดี หรือในขณะนี้วัฏจักรของเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน หากมองว่าในระยะยาวบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจะกลับมาทำกำไรได้ดีอีกครั้งแม้ในขณะนี้ดูจะมีปัญหาบ้างก็ตาม ฉะนั้นในปัจจุบัน บัฟเฟตต์จึงนำเงินจากส่วนที่ซื้อพันธบัตรไว้ออกมาใส่ลงในหุ้นของบริษัทที่เขามองว่ามีโอกาสทำกำไรได้ดีในระยะยาว

การที่บัฟฟเฟตต์ประสบความสำเร็จในชีวิต มีความร่ำรวยอย่างมหาศาลแต่ แง่มุมในชีวิตของเศรษฐีที่วัยล่วงเลยถึง 81 ปีกลับไม่ได้อยู่ท่ามกลางความมั่งคั่งหรูหรา เขาใช้ชีวิตเช่นปุถุชนคนธรรมดา แต่เส้นทางเดินสู่ความร่ำรวยของเขานั้นไม่ธรรมดา

เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่า รู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป

เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่ง หนังสือพิมพ์

เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลาง เมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่า มีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม

เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคน คุ้มกัน 



เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของ บริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี

เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับ ซีอีโอเหล่านี้เป็นประจเขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ 
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงิน ของผู้ถือหุ้นเสียหาย 
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

เขาไม่สมาคมกับ พวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำ ข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรก เมื่อห้าปี ก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกตส์ได้พบบัฟเฟตต์ จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็น ผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์ บนโต๊ะทำงาน

เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิต และลงทุนในตัวคุณเอง
ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่าง เพียงพอนั่นเอง มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นาน เพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกันมองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต...


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed May 04, 2016 7:10 pm

สรุปสัมมนาประจำเดือนของ บล ทิสโก้ 4 พค 16 13.30-14.30

คุณวิวัฒน์มาอัปเดทเทรนของตลาดหุ้น
ผลจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เงินฝาก และ เงินกู้ของECB เมื่อวันที่ 10 มีค ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นมามากกว่าหนึ่งเดือน
อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐลดเหลือ 1.7% ทำให้มีการสับเปลี่ยนเข้าหุ้นส่วนนึง

แผนการลงทุนในปีนี้

ตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วเช่น EU , JP จะ underperform แต่ทั้งปีจะผันผวนรุนแรง
ดัชนี PMI US, EU มากกว่า 50% แต่ขึ้นมาแค่ 1.x% ส่วนญี่ปุ่น ต่ำกว่า 50%

Update Commodity product

ส่วนทองคำปีนี้พิเศษ ปกติ ดอกเบี้ยสหรัฐขึ้น ทองคำจะลงแต่คราวนี้แนวโน้มขึ้น เป้า 1,400$
เพราะนักลงทุนสถาบันกลัวหุ้นที่ขึ้นมาแรงเลยแบ่งส่วนนึงลงทุนในทองคำ
ทองคำในบ้านเรามีโอกาสขึ้นถึง 22,000 บาท
จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันลดจาก 3,000 หลุมเหลือแค่ 343 หลุมในเดือนเมย
ราคาน้ำมันจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลตั้งแต่ Q3 16
ราคาแกว่งตัวในช่วง 42-50 $

แนวโน้มตลาดหุ้นเดือน พค

Sell in May and go away

DJ จับตาแนวรับ 17,750 จุด หากปิดต่ำกว่า มีโอกาสลงแรงสู่ 17,000 จุด
ตลาดหุ้น EU ราคาถูก แต่ก็ยังไม่น่าจะขึ้น ไม่น่าสนใจ
ส่วน JP ก็เหมือนกัน ราคาถูกแต่ไม่น่าซื้อตอนนี้ เพราะ BOJ ใช้ Negative interest rate policy หวังว่าให้เยนอ่อน แต่เงินนอกไหลเข้า เยนกลับแข็งค่าขึ้น Exportไม่ดี
ส่วน จีน DB ปรับเพิ่มประมาณการ GDP Q2 16 เป็น 7% ประกอบกับ MSCI จะพิจารณานำหุ้นจีน A-Share เข้าคำนวณ Emerging Market ทำให้ดูน่าสนใจมากขึ้น

ส่วนหุ้นไทยจะถูกลดน้ำหนักลง 0.06% เทียบเป็นเงินที่คาดว่าต้องขายออก 2.4 หมื่นล้านบาทใน
ช่วงเดือน พค – มิย 16 ซึ่งคาดว่าดัชนีจะเริ่มลงแรงในช่วงครึ่งหลังของพค16


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat May 14, 2016 10:39 pm

Company visit ARROW May 14, 2016
วันนี้มาเปิดประเดิมห้องประชุมใหม่ซึ่งปรับปรุงมาจากห้องสัมมนาเดิมของพนักงาน และ คุณธานินทร์ MD มาต้อนรับด้วยตนเอง ช่วงแรกเป็นการแนะนำบริษัทโดยวีดีโอ หลังจากนั้นเป็นการเล่าความเป็นมาของบริษัท เริ่มจากก่อตั้งมา
ตั้งแต่ปี 2531 และเข้าตลาดหลักทรัพย์ MAI ในปี 2555 ปีที่แล้ว เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท เมฆา เอส ซึ่งทำธุรกิจรับเหมาติดตั้งงานระบบ ในปี 2558 สามารถดูรายละเอียดจากใน slide
Update ผลประกอบการ Q1 2559
1. สัดส่วน ท่อร้อยสายไฟ เพิ่มเป็น 73.15% เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาเลยใช้กลยุทธ์เพิ่ม marketshare โดยกลยุทธ์เรื่องราคา ส่วนท่อน้ำประปาเติบโตไม่มาก
เพราะว่าปกติจะเติบโตกับการก่อสร้างซึ่งช่วงนี้ซบเซามา2-3 ปีแล้ว
สัดส่วนรายได้จาก BOI ลดลง เพราะสิทธิบัตรหมดอายุไปเมื่อ Q1 2558
ท่อร้อยสายไฟแบบอ่อน ยังไม่จำเป็นต้องปรับปรุงการผลิต เพราะ อัตราการผลิตแค่ 75%
ท่อร้อยสายไฟแบบอ่อนกันน้ำ เดิมขายอยู่ 800 ตันต่อปี พอ Q1 16 ยอดขายขยับจาก 200 เป็น 230 ตัน
กำลังมองว่าจะต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพราะ เป็นธุรกิจในส่วนสื่อสารใช้กันเยอะหลังประมูล 4G
Q1 16 เริ่มขาย ท่อร้อยสายไฟใต้ดิน (RTRC) 250,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นSegment ใหม่
พื้นที่ว่าง7 ไร่ เตรียมลงทุนก่อสร้างโรงงานทำท่อร้อยสายไฟใต้ดิน แต่ยังไม่ดำเนินการ เพราะว่า
ราคาวัตถุดิบผันผวนเลยชะลอไว้ก่อน
RTRC เรามองไปที่ solution อื่น นอกเหนือจากการตั้งโรงงาน คือ การนำเข้าจากจีนหรือ เวียดนาม
กำลังอยู่ในช่วงการตัดสินใจ
ส่วนโครงการท่อสายไฟลงดินช่วงนราธิวาส 10 กม ยังรอประกาศผู้ได้โครงการ
ส่วนโครงการอื่น กำลังตามดูว่า มีการเพิ่มเงื่อนไข ต้องได้ สมอ ก่อน หรือไม่ ถ้ามี ก็เป็นประโยชน์กับ ARROW
ซึ่ง ได้รับเรียบร้อยแล้ว

2. ท่อน้ำประปา PP-R เนื่องจากธุรกิจที่ใช้คือ โรงแรม โรงพยาบาลเกิดใหม่น้อย ก็เลยเหลือ อัตราการผลิตเยอะ
3. ท่อระบายอากาศ ขายได้ 400 ตันเท่าเดิม
4. ท่องานก่อสร้าง Post-intention ก็มีการปรับปรุงการผลิตเล็กน้อย Q1 15 = 1,300 ( 91%)
ส่วน Q1 16 = 1,500 ( 67% )
เราไม่ถูกshareจากเจ้าอื่น ธุรกิจก่อสร้างผ่านมาไม่หวือหวา ทำให้ธุรกิจส่วนนี้ dropลงเล็กน้อย
เป้าปีนี้ 1,400 ล้านบาท มาจากธุรกิจเดิม 1,200 ล้านบาท และ อีก 200 ล้านบาท มาจากบริษัท เมฆา - เอส ซึ่งตอนนี้มี
Backlog 270 ล้านบาท คาดว่ารายได้เข้าปีนี้ 200 ล้านบาท
หนี้สินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นมา Q1 16 เป็นวัตถุดิบล้วนๆ เราเก็บมากตอนต้นปี ประมาณ 789 ล้านบาท
ทำให้ต้นทุนของเราเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ทั้งที่ช่วงมีค ราคาขึ้นมากว่า 30% ซึ่งเราก็มีวัตถุดิบในราคาต่ำไปอีกกว่า 7 เดือน
อันนี้ผมเดาเอาเองครับ
ROE เพิ่มจาก 23% เป็น 28%
รายได้ Q2 มักจะdrop เพราะเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดเยอะ ปีนี้ก็น่าจะเหมือนเดิม


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1615
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon May 16, 2016 7:06 pm

ดร นิเวศน์ มาพูดถึง การเติบโตของเศรษฐกิจมีผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร
หุ้นไหนน่าสนใจลงทุนในมุมมองของอาจารย์
ตลาดหุ้นเวียดนามน่าสนใจอย่างไร
หุ้นMegatrend ที่ยังน่าสนใจลงทุน

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=59951


Post Reply