ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
lukton2000
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 276
Joined: Fri May 09, 2008 8:43 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by lukton2000 » Thu Jul 16, 2015 10:09 pm

จริงๆมันก็ไม่ใช่ประสบการณ์ ที่สูญเปล่า เพราะทำให้เราเชื่อมั่นมากขึ้นว่า หลายๆครั้งตลาดก็ผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ
ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ผมมีประสบการณ์ที่ดีๆ กับหุ้นประเภทนี้ เช่น SCNYL และ PSL เป็นต้น


User avatar
ดำ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3771
Joined: Sat Mar 06, 2010 9:44 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by ดำ » Fri Jul 17, 2015 7:57 am

lukton2000 wrote:จริงๆมันก็ไม่ใช่ประสบการณ์ ที่สูญเปล่า เพราะทำให้เราเชื่อมั่นมากขึ้นว่า หลายๆครั้งตลาดก็ผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ
ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ผมมีประสบการณ์ที่ดีๆ กับหุ้นประเภทนี้
เห็นด้วยเลยครับ ของอย่างนี้ถ้าไม่ได้เจอเข้ากับตัวเอง บางทีก็จะลังเลว่า เอ๊ะ! ถ้าหุ้นมันดีจริง แล้วทำไมราคาลงเอาๆ ไม่มีคนสนใจล่ะ ปริมาณซื้อขายก็แทบไม่มี
ต่อเมื่อได้คอยเฝ้าติดตามไปเรื่อยๆ ด้วยตนเอง ก็จะเห็นได้ถึงความไม่มีประสิทธิภาพของตลาด (ในระยะเวลาช่วงหนึ่ง) ว่ามันมีอยู่จริง โดยเฉพาะกับหุ้นนอกสายตา

โดยส่วนตัว ผมมีความเชื่อว่า ความรู้อาจเรียนจากผู้อื่นได้ แต่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และความเชื่อมั่นจะเรียนได้จากประสบการณ์ครับ

ขอบคุณมากครับที่โพสต์เล่าประสบการณ์ให้อ่าน

กราฟที่มองไม่เห็นกับกราฟที่มองเห็น

เมื่อหมีมาเยือน
Verified User
Posts: 16
Joined: Tue Mar 10, 2015 9:30 am

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by เมื่อหมีมาเยือน » Fri Jul 17, 2015 10:12 pm

คมมากครับ คาราวะพี่ดำ หนึ่งจอกครับ

จงเตือนตนไม่ให้หลงไปกับตลาดกระทิง และ มีสติกับตลาดหมี

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Jul 18, 2015 9:11 am

เมื่อวานได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการTKS. เลยขอสรุปความคืบหน้าของproject ครับ

Q&A. Company visit TKS

1. เรื่องการทำประชามติเลือกตั้งคาดว่าได้เมื่อไหร่
ตอบ ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ที่ผ่านหรือเปล่าถ้าผ่านก็ทันปีนี้ได้พิมพ์
2. ถามความคืบหน้า Food packaging.
ตอบ ตอนนี้หาคู่อยู่ ได้เจ้านึงจะไปคุยสัปดาหห์หน้า
3. Flexible package เป็นอย่างไร
ตอบ จับมือกับญี่ปุ่นช่วงนี้งานเยอะน่าได้คุยเดือนสค
4. ถามความคืบหน้าproject ที่ลาว
ตอบ ที่ลาวเจรจาอยู่น่าจะภายในปีนี้ ส่วนพม่ารอเลือกตั้งปีหน้าก่อน

5 งานบริหารคลัง ถามความคืบหน้า
ตอบ มี3เจ้าที่ไปคุย มีprogress1เจ้ายังไม่final. อาจเป็นปีหน้าไม่ง่ายเพราะธนาคารถ้าให้งานเราต้องลดคนของเขาลง

6ถาม back log ล่าสุด
ตอบ 500 ลบ ไมรวมงานstampที่ได้

6. มีโอกาสได้ตามเป้าปีนี้หรือเปล่า
ถ้าได้พิมพ์ประชาพิจารณ์ก็ได้ตามเป้า
Attachments
image.jpg
image.jpg (131.86 KiB) Viewed 2790 times


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Jul 18, 2015 10:13 pm

วันนี้ได้ไปฟัง บล Phillips & SET จัดสัมมนาฟรี เรื่อง ศักยภาพบริษัทไทยใน AEC ว่าจะมาสรุปให้ฟัง แต่พบว่าทีมงาน ShineStock สรุปไว้ดีอยู่แล้ว เลยมาแชร์ให้ฟังกันครับ ต้องขอขอบคุณมาณ ที่นี้ด้วยครับ

Credit : ทีมงาน ShineStock

เมื่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามนิยามของท่านผู้นำ ผมเองในฐานะนักลงทุนก็ต้องเอาตัวรอด โดยหาโอกาสจากบริษัทที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน และได้ประโยชน์จากการเปิด AEC ครับ
วันนี้ทีมงาน ShineStock☀ ไปฟังสัมมนาฟรีที่ตลาดหลักทรัพย์(ผมชอบเป็นพวก ‪#‎mindsetระดับล่าง‬ นะครัช อีโมติคอน tongue ) จัดโดย บล.Phillips มาสดๆร้อนๆ และได้ไอเดียมาค่อนข้างมาก
โดยบริษัทที่มาร่วมแชร์ในวันนี้คือ CK-GUNKUL-MEGA-BKD
มาดูกันครับว่าน่าสนใจรึเปล่า
☀1) มองภาพรวมเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน มีศักยภาพในการเติบโตสูงอีกมากในอนาคตอันใกล้นี่ครับเนื่องจาก
- ทั้งๆที่จำนวนประชากรที่มากกว่าไทย แต่รายได้ประชากรและโครงสร้างพื้นฐานยังน้อยกว่าไทยมาก(ยังต้องมีการลงทุน/บริโภคสูงขึ้นอีกเยอะมาก)
- การลดกำแพงภาษีและเงื่อนไขในการขนถ่ายสินค้าและแรงงานระหว่างกัน จะช่วยให้การเข้าไปหาโอกาสมีมากขึ้น
- ที่น่าสนใจคือกลุ่ม CLMV ที่ไทยได้เปรียบทางภูมิศาสตร์(อยู่ตรงกลาง)เพื่อเชื่อมต่อ/ขนส่ง และไทยมีคุณภาพสินค้าที่ดี
-ยังรวมถึงโอกาสของ Asian+6 คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่จะมีความร่วมมือกันในอนาคต
☀2)CK
2.1 ธุรกิจของ CK มี 2 อย่าง คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจการลงทุน(เน้นเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำปะปา ทางด่วน โรงไฟฟ้า รถไฟฟ้า)
2.2 การลงทุนในเพื่อนบ้านที่ผ่านมา
- CK จะแหย่เข้าไปเริ่มจากการรับเหมาก่อน มีทั้งเวียดนาม กัมพูชา และลาว สักพักถึงจะเริ่มเอาธุรกิจการลงทุนเข้าไป
- ในลาวมีโครงการลงทุนเขื่อนที่สร้างเสร็จแล้ว 1 แห่ง คือ น้ำงึม 2 กำลังการผลิตไฟฟ้า 600MW สัมปทาน 27 ปี เริ่มจ่ายไฟเมื่อ 2011(สร้างมาตั้งแต่ปี 2005) รายได้ต่อปี 4,000 ล้าน อัตรากำไรสุทธิ 30%
- โครงการในลาวที่กำลังสร้างคือไซยบุรี(progress 50%) ขนาด 1200MW จ่ายไฟได้ปี 2019 อันนี้รูปแบบเขื่อนจะเป็นแบบฝายชะลอน้ำที่ปล่อยใ้ห้น้ำไหลผ่านตลอด 24 ชม. ทำให้ผลิตไฟได้นานมากกว่าหากเทียบกับเขื่อนน้ำงึม2ที่ไม่สามารถปล่อยน้ำได้ตลอด
- ในพม่ากำลังอยู่ระหว่างศึกษาสัมปทานน้ำประปาแบบTTW ในเมืองเมาะลำไย(เมืองใหญ่อันดับ 3 ในพม่า) และศึกษาโครงการเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าชนิดต่างๆ โดยเฉพาะแม่น้ำสาละวินมีศักยภาพในการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าได้ถึง 20,000MW!
- ก่อนเข้าไปเพื่อนบ้านต้องศึกษา "กฎระเบียบ-ภาษี-นิสัยของคนประเทศนั้น"
- อย่าไปบอกลาวว่าเราเป็นพี่น้อง คนลาวจะไม่ชอบ ให้มองว่าเราเสมอกัน อย่าไปดูถูกเค้าเพราะเค้าก็มีความรู้พอๆกับเรา
2.3 โครงการในอนาคต AEC+ไทย
- การประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพู-ส้ม-เหลือง
- การได้สัญญาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย
- การเข้าไปประมูลงานก่อสร้างทั้งถนนและสะพาน ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรองรับการเชื่อมต่อในภูมิภาค
- การลงทุน ทั้งประปาและโรงไฟฟ้าที่มีโอกาสเยอะมากๆ เพราะจากการคาดการณ์ใช้ไฟฟ้าทุกประเทศในอาเซียนอีก 20ปี จะสูงขึ้น 90%ในไทย และ 200-400% ในพม่า-กัมพูชา-เวียดนาม
- การปรับโครงสร้างภายในองค์กร เช่น การควบรวม BMCL+BECL เพื่อไปลงทุนทางด่วน/รถไฟฟ้าในเพื่อนบ้าน
☀3)GUNKUL
3.1โครงสร้างธุรกิจแบ่งเป็นการรับเหมาก่อสร้างระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า(47%) + ธุรกิจการลงทุน(1% ยังน้อยอยู่แต่จะเพิ่มแบบมีนัยยะใน 2-3 ปีนี้ เน้นในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน)+ธุรกิจ Trading อุปกรณ์ไฟฟ้าระบบสายส่ง(50%)
3.2การลงทุนในเพื่อนบ้านที่ผ่านมา
-มีธุรกิจในพม่ามา 18 ปีแล้ว เจ๊งไป 8 ปีแรก ได้ที่ขาดทุนคืนมาทั้งหมดในช่วง 5 ปีหลัง ทำให้ Gunkul เชียวชาญมาในพม่า
-โดย Gunkul มีบริษัทด้าน Logistic และโรงไฟฟ้า 50MW ในพม่า(กำไรจากโรงไฟฟ้าปีละ 2 ล้านusd)
-พม่าห้ามต่างชาติทำบริษัทเทรดดิ้ง>>ทำได้แต่เป็น Distributor ในการกระจายสินค้าเท่านั้น และรัฐมีการจำกัดปริมานนำเข้า=ปริมานส่งออก ทำให้มีการขายโควต้ากันในพม่า
-พม่ามีพื้นที่มากกว่าไทย 30% มีประชากรเยอะกว่าไทยโดยมีประชากรรวมแล้ว 70-80 ล้านคน แต่พม่ามีโรงไฟฟ้าเพียง 6000MW เทียบกับไทยมี 36,000MW(4เท่า)
-จากข้อมูลนั้นๆ ทำให้งานเรื่องการวางระบบสายส่งในพม่ามีโอกาสอีกเยอะมาก
-ใครอยากสร้างโรงไฟฟ้าในพม่าต้องโฟกัสตามนิคมหรือเมืองเป็นจุดๆ เพราะ loss ระหว่างทางสูงมากถึง 15%
-พอพม่าเปิดประเทศได้ 3 ปี ญี่ปุ่น พยายามเข้าไปเป็นพวง คือ ทำตั้งแต่สร้างนิคม-รับเหมาเอง-ยันจบ มีนิคมของญี่ปุ่นที่สำเร็จไปแล้ว(จำชื่อไม่ได้) ทำให้ Gunkul ต้องมองและวางยุทธศาสตร์ใหม่
-ของไทยมีนิคมทวายที่ใหญ่มากๆ หากเอานิคม 37 แห่งของไทยมารวมกันยังใหญ่ไม่เท่า แต่พอมันใหญ่เกินไปเลยยังกักๆกันอยู่ไ่ม่มีใครกล้าลงมือสักที ถ้าสำเร็จจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทีเดียว
-การลงทุนใน CLMV "ไม่ง่าย-เขาไม่โง่-อย่าไปเอาเปรียบเขา"
-ทุกโครงการที่ Gunkul จะลงทุนในต่างประเทศ IRR ต้องไม่น้อยกว่า 14% และต้องสร้างเสร็จเร็วเพื่อไม่ให้เงินจมถ้าจะให้ทำเขื่อนอย่าง CK ที่ต้องรอ 6-8ปีกว่าจะสร้างเสร็จเราไม่ลงทุน
-นอกจากพม่า ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าโซล่าที่ญี่ปุ่น 67MW ที่กำลังสร้างน่าจะรับรู้รายได้ใน ปี2559 รูปแบบสัญญาเป็น FIT
-ปี58 รายได้รวมน่าจะแตะ 5,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิจะก้าวกระโดดในปี 59 หลังโรงไฟฟ้าต่างๆทยอย COD
3.3 สิ่งที่ Gunkul จะเดินต่อไปในอนาคต
-ใน 4-5 ปีหน้า ต้องการนำบริษัทเข้า SET50 ต้องมี Mkt.cap 55,000 ล้านบาท
-รายได้ส่วนใหญ่จะปรับไปเป็นมาจากโรงไฟฟ้าโดยมีเป้าหมายรวม 500MW โดยมีโครงการในมือที่ผลิตแล้วและกำลังก่อสร้างน่าจะเกือบ 150MW จากแผน 396MW ภายในปี 2561(2018) ทั้งโครงการในญี่ปุ่น พม่าและในไทย ทำให้กำไรและเงินสดที่จะได้รับในแต่ละปีเติบโตแบบก้าวกระโดดและมั่นคงในระยะยาว
-การทำ Asian Grid คือ การเชื่อมระบบสายส่งไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกประเศต้องปรับปรุงสายส่งให้ตรงกัน เป็นโอกาสสำหรับงานรับเหมาของ Gunkul
-ปัญหาสายส่งไม่พอในอีสานลงไปภาคกลาง เพราะลาวผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ส่งไปภาคใต้ที่ขาดแคลนไม่ได้ ก็เป็นโอกาสสำหรับงานรับเหมาของ Gunkul ที่การไฟฟ้าต้องสร้างให้เสร็จภายในปี 61
☀4)MEGA
4.1ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายยา วิตามินและอาหารเสริม มีทั้งแบรนด์ตัวเอง(94%)และทำ OEM ให้คนอื่น(6%) โดยมีโรงงานผลิตในไทยพึ่งปรับปรุงเสร็จเมื่อปีที่แล้ว สามารถรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ 2 เท่าจากยอดขายปัจจุบัน
4.2การลงทุนในเพื่อนบ้านที่ผ่านมา
-MEGA ไปพม่า เวียดนาม มาเกือบ 20 ปีแล้ว มีประสบการณ์สูง ใช้เงินลงทุนไม่เยอะเพราะเราไปตั้งแค่สำนักงานและสร้างทีมขายในแต่ละประเทศ
-Mega เน้นขายตามร้านยา ไม่ได้เน้นขายตามโรงพยาบาล ยาส่งนใหญ่เป็นอาหารเสริม หรือไม่ก็ยาแก้ปวดเล็กๆน้อยๆ
-ในประเทศ CLMV นำเข้ายาเองไม่ได้ต้องผ่านบริษัทท้องถิ่น(เสียค่า fee) แต่เราไปทำเรื่อง Distribution ได้และเน้นการสร้างแบรนด์ยา/อาหารเสริมของตัวเอง
-ที่พม่า mega มีบริษัท logistic service เป็นของตัวเองเพื่อกระจายสินค้าเข้าร้านยา มี warehouse ใน 7 เมือง เพื่อส่งสินค้าของตัวเองและรับจ้างลูกค้ารายอื่นๆที่มาขยายตลาดในพม่า(mega กิน%จากปริมานที่ขนส่ง)
-นอกจากนี้ยังโฟกัสไปที่แอฟริกาซึ่งถือเป็นตลาดที่มีโอกาสโตสูงเช่นกันมีสัดส่วนรายได้ 11% ยูเครนมีเล็กน้อย 2%ของรายได้รวม
-ธุรกิจของเราต้องสร้างทีม+สร้างคนเพื่อขายและให้บริการต้อง Connect กับลูกค้า คือ ร้านยาและหมอ>>copy ไม่ยากทำให้คู่แข่งเยอะ
-ยอดขายยาในไทย 4,500 ล้านusd
ในพม่า 500 ล้านusd ในเวียดนาม 2,000ล้านusd ทั้งๆที่ 2 ประเทศมีประชากรมากกว่าไทย ทำให้มีโอกาสเติบโตสูง
-ในไทยมีคู่แข่งโรงงานผลิตยา 180 แห่ง เป็นรายใหญ่ 10 เจ้า ที่เหลือเป็นรายเล็กๆ
-ในธุรกิจยา+อาหารเสริมคู่แข่งเยอะมากๆคนที่มี market share มากสุดในโลกยังมีแค่ 5-6% เท่านั้นเอง
-มองว่าคู่แข่งที่จะเข้าไปพม่า เวียดนามรายใหม่ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปีกว่าจะลงตัว
4.3ทิศทางของ Mega ในอนาคต
-ทำรายได้ให้มากขึ้นเป็น 2 เท่าใน 4-5 ปีหน้า
-เน้นลงทุนขยายตลาดในต่างประเทศ โดยในพม่า-เวียดนาม-กัมพูชา ยังมี Growth ที่สูงแต่ในประเทศไทยเริ่มชะลอตัว
-ฟิลิปปินส์และอินโดก็เป็นที่ๆจะไปบุกตลาด โดยในอินโด mega อาจสร้างโรงงานผลิตยาด้วยเพราะที่นั่นห้ามนำเข้ายา
-แอฟริกาโซนกลางเริ่มที่ประเทศไนจีเรีย ถือเป็นตลาดที่ mega โฟกัสมากเช่นกันมีทีมขายแล้ว และจะขยายไปยังประเทศรอบข้าง
-บริษัท logistic ของเราในพม่าก็มีโอกาสโตได้อีกเพราะบริษัทอื่นๆที่เริ่มขยับเข้าไปพม่ามาใช้บริการมากขึ้น
-เน้นการเพิ่มสินค้าใหม่ๆและซื้อลิขสิทธิ์ยาใหม่ๆ เน้นการทำ Marketing มากกว่าการลงทุนใน Asset
-งบ R&D ประมาน 3% ของยอดขาย
☀5)BKD
5.1ธุรกิจรับเหมา ตกแต่งภายในอาคารแบบครบวงจร คือ ผลิตในโรงงานเป็น lot ใหญ่ นำไปติดตั้งใช้เวลาไม่นาน
5.2การลงทุนในเพื่อนบ้านที่ผ่านมา
-เมื่อ 10 ปีก่อนเคยไปทำ Showroom ที่ดูไบแต่ขาดทุน 8 หลักภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ทำให้ได้บทเรียนว่าจะไม่เสี่ยง ไม่ไปแบบเต็มตัวอีก
-BKD พึ่งจะเข้าไปประเทศเพื่อนบ้านที่แรกคือ กัมพูชา ไม่เหมือนกับ 3 บริษัทที่มาวันนี้ เพราะประสบการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่า bkd มากๆ
-โครงการสร้างหมู่บ้านในกัมพูชาเป็นของ ชิบหมง กรุ๊ป ที่เป็นบริษัทใหญ่ของที่นู้น โดยเราพยายามเซฟตัวเองมากที่สุดจากบทเรียนครั้งก่อน คือ รับเงินก่อน 95% ก่อนที่จะส่งของ
-โดย BKD ลงนามในเฟสแรก 1พันหลังมูลค่างาน 1,000 พันล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปี q4/58 ไปจนถึงปี 2561
-ลักษณะงานจะเป็น ผลิต Futniture เตรียมของทุกอย่างที่โรงงาน>>รับเงิน 95%>>export และส่งคนงานไปติดตั้งแบบ pre-fab ที่หน้างาน
-อัตรากำไรจองต่างประเทศเราตั้งไว้ 2 เท่าหากเทียบกับมนประเทศ คือ gross และ net margin = 40% และ 20% ตามลำดับ
-ใช้คนงานจากไทย(แต่อาจเป็นคนพม่า-กัมพูชา) เพราะ Partner ไม่เชื่อฝีมือคนงานในกัมพูชาที่ทักษะยังไม่สูงพอ
-Partner ที่นู้นจะเตรียมที่อยู่และอาหารให้คนงานเราทั้งหมด
5.3โครงการที่เป็นไปได้ในอนาคต
-ดูในพม่าไว้เพราะเคยไป Survey พบว่ามีงานเยอะมากๆ แต่เจอจีนเป็นคู่แข่งซึ่งดัมพ์ราคาลงมาจนเราไม่มีกำไร จนเรายอมถอยหากเจอจีน
-แต่เราก็ยังมองโอกาสและหาตลาดใน segment ที่สูงขึ้นคือ mid-high เพราะฝีมือและราคาเราน่าจะสู้ได้
-งานของกัมพูชา หากสำเร็จด้วยดีในเฟสแรก อาจได้รับงานในเฟส 2-5 อีกจากลูกค้าคนเดิม โดยเฟสนึงมีประมาณ 800 หลัง
-หากจะไปต่างประเทศอีกจะต้องไม่เสี่ยง เน้นแบบส่งออก หรือจับมือกับ local partner ไม่เข้าไปแบบเต็มตัวเพราะได้บทเรียนจากดูไบ
หากท่านใดจะเสริมของบริษัทไหน มาร่วม comment และ share กันได้เลยนะครับ
เพราะผมอาจจะตกหล่นไป ยังไงขออภัยมา ณ ที่นั้นครัช


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Jul 23, 2015 5:35 am

Thai Fight1 22 July 15

เป็นการชกระหว่าง บลจ และ บล
ฝ่ายแดง บล มี ดร ก้องเกียรติ คุณมนตรี และ มล ทองมกุฏ
ผ่ายน้้าเงิน คุณ เคี้ยว ดร วิน คุณสมิทธฺิฺ
กรรมการ มี คุณวรวรรณ และ คุณอู้ ภัทธีรา
คุณ ทีน่า เป็นพิธิกร ในสนามมวย

Q: ถามดร ก้องเกียรติ์ว่า บ้านเราเน้นลงทุน หรือ เก็งกำไรกันแน่
A:ดร ก้องเกียรติ์ ตอบว่า
นักเก็งกำไรต้องการเก็งให้ราคาหุ้นขึ้น เพื่อซื้อและขายไปตอนราคาขึ้น บางครั้งก็short หุ้นไปก่อน และ ซื้อคืนตอนราคามันลงก็ได้ มือสมัครเล่น มาเก็งกำไรต่างกับนักลงทุนเยอะ จะเล่นหุ้นไม่มีพื้นฐาน และ ติดหุ้นในที่สุด
ต่างกับมืออาชีพ จะเก็งในหุ้นพื้นฐานดี คุณปู่ดาวไอแอน อายุ 80 ปี เก็งในหุ้น Netfix และ Apple ตอนตกมา 70-80 USD กำไรต่อครั้งเป็น 100% ถ้าติดหุ้นก็ไม่เป็นไร เพราะ เป็นหุ้นพื้นฐานดี สามารถซื้อถัวเฉลี่ยได้ ถ้าหุ้นมีโอกาสโตขึ้น ก็ถือไปเรื่อยๆ
หุ้นตกลงมาก็ซื้อเพิ่มเติม ถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไร หุ้นตก ซื้อก็ยิ่งติดหนักขึ้น
คุณพีรพงษ์ จาก บลจ บัวหลวง มาให้ความเห็นเพิ่มเติม ว่านักลงทุนระยะยาว อยากเติบโตไปกับกิจการที่ดี สั่งสมความมั่งคั่ง มี ownership อยากเห็นบริษัทเติบโต ผู้บริหารมีความสามารถ สร้างมูลค่ากิจการ นักลงทุนสถาบัน เป็นแมงเม่าขนาดใหญ่ เก็งกำไรอย่างถูกวิธี Port ถือ stock 85% มีหุ้นวัฐจักร 15% เอาไว้สำหรับ speculation or short term trading
มล ทองมกุฏ จาก บล ไทยพาณิชย์ มาเสริมว่า การลงทุนเป็น ownership ซื้อแล้วได้ Dividend & capital gain เมื่อเวลาหุ้นมันขึ้นไป ถ้ามี opportunity ในระยะสั้น ตัวเองพร้อม และ มี discipline เรารับความเสี่ยง ได้ไหม ไม่ซื้อหุ้นราคาแพง และยังไม่ติดตามหุ้น ถ้าเล่นแบบนี้ต้องทำใจ cut loss ไป อย่าเล่นเยอะ เล่นหุ้นพื้นฐานดี long term เก็บไว้ 10-15 ปี Dividend ได้คืนตั้งแต่ต้น เก็งกำไรในส่วนน้อย ต้องเฝ้าบ้าง
Q: เวลาซื้อกองทุนควรลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนดีกว่าในระยะยาว จริงไหม และซื้อตอนนี้ดู Technical ได้ไหมว่าควรซื้อตอนไหน
A: พี่เคี้ยว คุณพีรพงษ์ ตอบว่า ก่อนอื่น เราอย่าเลือกกองทุนที่มีผลตอบแทนในอดีตที่ดี แต่ให้ดู investment process และ กองทุนมีความสม่ำเสมอขนาดไหน เราใช้หลักนี้เลือกหุ้น ผู้บริหารมีเวลาเพียงพอในการบริหารให้ไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
การให้ value ขึ้นอยู่กับ 1. Perspective 2. ทีมงานที่บริหาร 3. ทักษะของผู้จัดการกองทุนในการ selective
เราต้องดูความสม่ำเสมอในผลการดำเนินงาน เหมือนกับ คุณเกรแฮม พูดว่า ตลาดหุ้น ราคาหุ้นช่วงสั้นเป็น working machine ในระยะยาว ราคาหุ้นขึ้นไปตามผลประกอบการที่แท้จริง
คุณมนตรี จาก บล กิมเอ็งเสริมว่า การเก็งกำไร และ การลงทุน อะไรดีกว่ากัน ในตลาดทุน เราต้องการนักลงทุนทั้งสองกลุ่ม
การลงทุนที่ดี ต้องมี Core port และ port ที่เก็งกำไร
Core port ให้นักลงทุนมืออาชีพบริหารได้ ต้องดูผลประกอบการ มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ
กองทุนต้องล้อตามดัชนี บางคนใช้เก็งกำไร พอหุ้นตก ก็ทยอยซื้อไปขายตอนหุ้นขึ้น หุ้นจะขึ้นสูงสุดเมื่อมีข่าวดี และ วกกลับมา ศัตรูการลงทุนคือตัวเราเอง การซื้อทุกเดือน ต้นทุนเฉลี่ยอาจมีของถูกมากกว่าของแพง
Q: ถามว่าหุ้นตัวเล็กที่วิ่งร้อนแรงเกินไป นักลงทุนรายย่อยจะชอบใจ ผู้จัดการกองทุนมองเรื่องนี้อย่างไร
A: คุณมนตรี ตอบว่า การเข้าไปเก็งกำไร ซื้อหุ้นปุ๊บ ลงทุกที พอขาย ก็ขึ้นทุกที ที่ลงทุนพลาดเพราะว่า เล่นตามข่าวลือ หรือ เจ้ามือมาปล่อยข่าว ปี40 ลูกโป่งเยอะ ปาลูกออกไป ก็กำรา เวลาล้ม ก็เยอะ กิมเอ็งมีหนี้เสียก่อนหน้านี้ในปี 2540
แต่ปี 2008 หนี้ไม่เยอะ แต่บางบริษัท market cap ลดจาก 20,000 ล้านบาท เหลือแค่ 200 ล้านบาทในเวลา แค่ 8 วัน
เพราะข่าวไม่จริงเรื่องผลประกอบการ ปัจจุบัน PE ตลาด 18-19 เท่า Forward PE 14-15 เท่า
MAI PE 70 กว่าเท่า เราจะเตือนลูกค้า หุ้นถ้าขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล มันจะตกอย่างมีเหตุผล
Q: กองทุน Trigger fund คนพูดถึงเยอะ มี Fix กำไร แต่ downsize ไม่จำกัด ต่างชาติรวมถึง Blacklog บอกว่า กองทุน Trigger fund มีที่ประเทศไทยที่เดียว
A: ปกตินักลงทุนจะมองผลตอบแทนเทียบกับ SET Trigger fund ออกมาตอบโจทย์ เช่น 6 เดือน 6% เวลาลงจะติดยาวได้
การบริหารต่างกัน ผลประกอบการจะเป็น relative ปกติมี 2 ปัจจัย
คือ 1. Market timing 2, Stock selection
บลจ บัวหลวง ไม่ถนัดออก Trigger fund เคยออก 18 เดือน และ 24 เดือน รุ่น 18 เดือน ไม่ Trig ก็ไม่ได้ออกอีก
ดร วิน จาก บลจ วรรณ กล่าวว่า ทางบลจ วรรณ มีออก Trigger fund จะออกตอน upper limit ช่วงสั้นพออ่านได้ ถ้าไม่ Trig ไม่มีหวัง ก็แนะนำให้ขายเหอะ 4 เดือน 4 % มี 2 กองไม่ Trig นักลงทุนไทย ซื้อเป็น แต่ขายไม่เป็น ตอนลงมาได้กำไร 1% แนะนำให้ขาย ปรากฎว่าไม่ขาย และ บอกว่ามั่นใจใน ดร วิน
ดร ก้องเกียรติ์ ตลาดหุ้นดีหุ้นขึ้น ขายง่าย สักพักก็จะไม่ Trig ตอนหุ้นลง ขายยาก จะ Trig เร็ว
ทำไมไม่ทำ downsize trig ให้ลูกค้า เช่น ไม่ถึง 8% เอาแค่ 5% ก็ขายให้ เป็น product น่าสนใจ Absolute return
ตอนนี้อาจติดขัดที่กลต ไปตีความเรื่อง Hedge fund เพราะมี downsize protection
เรา track เป็นรายเดือน long index short หุ้น ความเสี่ยงขั้นสูงสุดคืออะไร
คุณมนตรี เสริม ตอนแรกเราดู Trigger fund นินทาเล็กๆ มี downsize ไม่จำกัด แต่ จำกัดกำไรแค่ 6% , 8% ก็ขาย
แต่ก็เห็นกองที่ Work ซึ่งให้คุณค่าแก่นักลงทุน เลือกหุ้น และ เลือกจังหวะ ถึงจุดนี้ก็จะขายให้
เราซื้อเองได้ แต่ต้องมีนาฬิกาปลุกให้ขายด้วย ทำเลียนแบบไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะ เขาเสียเวลาคิดมา ต้องอุดหนุน
ตอนกองทุน ทหารไทย ลงใน china เป็น trigger fund 8% พอครบปรากฎว่าเป็นวันหยุดของเรา ดังนั้นไปขายอีกวัน
โชคดี ได้เพิ่มเป็น 11 % หลังจากนั้น ไม่นานดัชนีก็ตกรุนแรง
Q: กองทุนลงทุนในต่างประเทศ เลือกอย่างไร
A: คุณมนตรี ลงทุนในต่างประเทศเพราะว่าเมืองไทย ไม่ดี แต่เราอย่างมีความสุข วันที่ไทยแย่ หันไปจีน ก็ตก กรีซก็แย่มาก
เรามองตัวเราทุกข์เกินไปหรือเปล่า หรือ มองว่าภรรยาคนอื่นสวยกว่าของเราเสมอ
คุณทองมกุฏ เล่าว่า ปี 2013 ต่างชาติขายออกมาเยอะช่วงปลายปี 190,000 ล้านบาท เรื่องดอกเบี้ยUS ล่าสุดน่าจะขึ้นในปีนี้
จะเร็วขนาดไหน ขึ้นเท่าไหร่ มองว่า รอบแรกน่าจะขึ้นถึง 0.25% ซึ่งจะกระทบต่อหุ้นไทย กับ พันธบัตรไทย Short term อะไรที่ไม่ sure ก็จะกระทบ Short term ลง แล้วค่อยขึ้น ถ้าดูปี2004 ดอกเบี้ยขึ้นจาก 1% ไปถึง 5.5%
long term นักลงทุนกลัวว่าขึ้นตอนไหน ตลาดหุ้นไทย discount ไปเยอะไม่น่ากระทบมาก ถ้าขึ้นไป 0.25% และมาดูการขึ้นครั้งที่ 2 อีกที เศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นแต่ไม่เต็มที่ ผลกระทบต่อส่งออกของเขา เช่น Microsoft Apple
QE ของญี่ปุน และ ยูโรป ยังมีต่อเนื่อง ตอนนี้ น้ำมัน และ ทองคำร่วง เพราะ ไปรับdollar แล้ว
Q: หุ้นตอนนี้แพงหรือไม่ บลจในแง่ทำกำไรอยู่ได้ไหม
A: พี่เคี้ยวตอบว่า ตอน ดัชนี 1600 ก็ร้อน ตอนนี้ 14xx ก็ดีขึ้น ดูย้อนหลัง ปี 40 PE 19 เท่าถือว่าแพง เมื่อเทียบกับอดีต
เพราะเฉลี่ยแค่ 15 เท่า ของ US จาก ปี 1900 ถึง 2007 มองไปข้างหน้า future cash flow มองแล้วไม่แพง แต่ดัชนีไม่ได้บ่งบอกอะไร เราใช้หลัก Selection skill ในการคัดหุ้นเข้า ออก
Q: ถามดร ก้องเกียรติ์ว่าจัด port การลงทุนอย่างไรที่ให้ผลตอบแทน 10-20% ในเวลา 1 ปี
A: ถามว่ารับความเสี่ยงได้ขนาดไหน ที่ผ่านมาบางครั้ง เศรษฐกิจดี หุ้นก็แพงเกินไป ในช่วงที่แย่ ของบางอย่างถูกเกินไป
ตอน ปี 2008 หุ้นไทยแย่ property PE แค่ 5-6 เท่าเอง เชียร์แต่ไม่มีใครซื้อ รอขึ้นเยอะๆค่อยซื้อ ขาลงให้ cut loss ไปลงต่างประเทศ ก็ไม่ยอม cut loss จะเปลี่ยนไปนักลงทุนระยะยาว ทุกอย่างต้องกระจายการลงทุน
ตั้งแต่ต้นปี Set ลบ 3% japan 18% up EU 16% China HK 7% Nasdaq 10%
ต้องกระจายความเสี่ยง ซื้อหุ้น และ ตราสารหนี้ ไม่ Hedge ได้กำไรอัตราแลกเปลี่ยน ไปซื้อตึกใน London ได้ค่าเช่า และ capital gain ตอนนี้สนใจ Spain บาเซโลน่า นักท่องเที่ยว 68 ล้านคนต่อปี เราเลียนแบบปี 40 ปรสขาย สินทรัพย์ให้ Hedge fund ต้องซื้อในช่วงวิกฤตจะได้ของถูก ปกติ US จะเข้ามาซื้อก่อน เราจะเป็นรอบหลัง
Q: ตอนตลาดซึม เศร้า อะไรเป็นตัวจุดประกาย ถาม ดร วิน
A: หลังหลุด 1500 เราชอบหุ้นไทย เลือกหุ้นดีๆ ถูกๆ dividend เยอะๆ ในแง่เศรษฐกิจ ปัจจัยพื้นฐาน GDP การก่อหนี้ภาคเอกชนไม่มาก ยังพอไปได้ Balance sheet ค่อนข้างต่ำ หุ้นไทยดี แต่ขาดอารมณ์การลงทุน รอ sentiment ของตลาด
ทุกคนไม่กล้าเอาเงินมาลงทุน กังวัลเศรษฐกิจ กลัวรับแล้วช้อนหัก จุดน่าสนใจคือ คนไม่ชอบที่สุด ต้องซื้อบริษัททีเราเข้าใจ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Aug 06, 2015 9:49 am

วันนี้มาคุย case study กิจการที่ Turn arround กันครับ

ผู้บริหารที่พลิกฟื้น แป้งทาหน้า ศรีจันทร์ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ 67 ปีที่แล้ว โดย หมอเหล็ง และ เอาชื่อนามสกุลมาใช้เป็นยี่ห้อสินค้า คือ คุณ รวิศ หาญอุตสาหะ ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ Citibank มาก่อน หลังจากไปเยี่ยมคุณปู่และไปเห็นโรงงาน ทำแป้งศรีจันทร์ ซึ่งเก่ามาก ประมาณ ทวิภพได้ มีหลงจู๊ และ คนงานไม่เยอะ ยอดขายประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเดาได้เลยว่าต้องเจ๊งแน่ๆ ดังนั้นจึงตัดสินใจบอกกับหัวหน้าขอลาออกมาดูแลกิจการ และได้คำมั่นจากหัวหน้าว่าสามารถกลับมาทำงานใหม่ได้ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนอื่น ต้องปรับปรุงการจัดการเรื่องข้อมูลโดย ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ Software ซึ่งตอนนั้นในปี 2550 เขารู้เรื่องคอมเพียงคนเดียว และได้ สำรวจตลาด เข้าหาลูกค้าพบว่า การตลาดไม่ดี ร้านค้า ซาปั้วมีภาพลบกับสินค้าและการให้บริการมาก ส่วนผู้บริโภคสินค้า ก็เป็นแบบบอกต่อรุ่นสู่รุ่น จาก ย่า มา แม่ และ ตัวเอง มีข้อด้อยอันหนึ่ง คือ ตัวตลับใส่แป้งเชยมาก เวลาใช้ ก็เอาตลับที่ทันสมัยมาใส่แป้งของศรีจันทร์ หลังจากนั้นก็ทำการเปลี่ยนแปลง packaging แบบ minor change แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ว่าจ้างนักทำโฆษณามือหนึ่งของโลกที่เป็นคนไทย ซึ่งได้รับรางวัลมา7ปีซ้อนมาช่วยออกแบบ ซึ่ง ทำให้สินค้าขายดีขึ้น แต่ งบโฆษณาเป็น50%ของยอดขาย ดังนั้นต้องไปหาเงินทุนมาเพิ่ปมเติม ซึ่งไปหาธนาคารเกือบทุกธนาคาร จนได้ มาซึ่งเงินกู้ เพื่อไปลงทุนสินค้าใหม่ โดยให้ทีมวิจัย ไปหา วัตถุดิบที่ดีที่สุด ตลับและกล่อง ซึ่งทุกอย่าง import มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น เพื่อเพิ่ม margin และทำการทดสอบ blind testเป็นเวลาปีครึ่ง จนเป็นที่น่าพอใจ ในช่วงนั้นก็หาที่ลงสินค้าเป็น 7-11 fimily mart ส่วนการโฆษณา ก็เป็นคนทำคนเดิม แต่คราวนี้ให้ฝรั่งเป็นคนพูดสินค้า และมี caption ด้านใต้ ปรากฎว่า ยอดขายที่ 7-11 เพิ่มขึ้น 8 เท่า จากการดูโฆษณาที่ไม่รู้เรื่อง ยอดขายตอนนี้ 500 ล้านบาท โตขึ้น 45 เท่าเมื่อเทียบกับยอดขายเดิม 20 ล้านบาท
สรุป กลยุทธ์ Turnarround
1. Product ต้องมีการพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าตลอดเวลา
2. Price การเพิ่มราคาสินค้าจาก 15 บาท มาเป็น 280 บาท โดนการยกbrand ขึ้นไปเทียบกับแบรนด์นอก
3. Place ช่องทางการจัดจำหน่าย ขายในร้านสดวกซื้อ
4. Advertise ผ่าน มือหนึ่งระดับโลกมีส่วนช่วยได้มากให้ คนรู้จักสินค้า แม้แต่ลูกสาววัย 9 ขวบของผมยังรู้จักเลย
ถ้าเรากล้าพอ เดี๋ยวมีคนเอาเงินมาให้ เป็นคำพูดของคุณรวิศ ในช่วงขอเงินทุนมาขยายกิจการ ใช้ความกล้าและหน้าหนาในการติดต่อกับ Bank จนได้ดีลที่ดีที่สุดของ SME ขายฝันเก่งจนธนาคารเชื่อ นอกจากนี้ยังไปดักหน้าโรงเรียนของลูกของผู้จัดการธนาคาร หรือดักหน้าธนาคารจนได้พูดคุย ตอนทำเอาของไปขายที่ 7-11 ก็ทำเหมือนกัน ดักคุยหน้า office
ตอนนั้นยังต้องระวังคู่แข่งที่จะคอยขย้ำตลอดเวลา และ คอยหมั่นเช็คยอดขาย เมื่อก่อน 3 สัปดาห์เช็คทีสำหรับสินค้าในแต่ละ product line แต่ตอนนี้ต้องเช็คเกือบทุกวัน
การพัฒนาคน เริ่มจากการรับคน โดยให้คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเคยทำ HR มาก่อนคอยscreen คนก่อนรับเข้าทำงาน
ส่วนการพัฒนาคน ต้องฝึกเรื่อง Mindset ให้ถูกต้องกับสินค้าของเรา และ พยายามให้พนักงานมี sense of urgency ตลอดเวลา สามารถแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องถึงมือเจ้าของตลอดเวลา ตอนนี้ก็ไปให้ความรู้กับ SME เกือบทุกวัน
สุดท้ายขอบคุณ บริษัท เอไอเอ ที่จัดสัมมนาดีๆแบบนี้ให้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Aug 10, 2015 1:36 am

วันนี้ได้มีโอกาส ไปฟังสัมมนาของ Money talk เลยสรุปมาให้ ก่อนดูจริงครับ

Money Talk 9 Aug 15 หัวข้อ ทำอย่างไรให้รวย? รวยแล้วจะทำอะไร?
แนะนำวิทยากรในรายการมีดังนี้
คุณ ชาย มโนภาศ วิทยากรภาคเช้าด้วย การลงทุนหุ้นกับเส้นทางธรรม และ เป็น อุปนายกสมาคมเน้นคุณค่า แห่งประเทศไทย เป็นนักลงทุนอายุไม่มาก แต่มีวุฒิภาวะ mature มาก เหมือนคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก
คุณ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ อดีต นายกสมาคมวางแผนการเงินไทย จบอักษรศาสตร์ ได้รับทุนจากการชนะวิศวทั้งหมดที่เข้าแข่งขันชิงทุน จบจากเคลล็อค เป็นวิทยากรที่ ดร ไพบูลย์ต้องเชิญมา เวลาอยากให้พูดเรื่องการออมและสร้างแนวคิดสำหรับอนาคต
ดร วีรณัฐ โรจนประภา ประธานมูลนิธิบ้านอารีย์ อยู่ริมถนนพหลโยธิน ปากซอยอารีย์ ให้ครูบาอาจารย์ มาสอนธรรมะสอนฝึกอาชีพ สอนคอมพิวเตอร์ ให้ผู้สูงอายุ ไปได้ทุกวัน ตามเวลาราชการ
ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อจ เสน่ห์แซว ถูกนินทาเยอะ เป็นเป้าใหญ่ ตัวเล็ก น่าสงสาร เป็นดาวพระศุกร์ โดนซ้ำเติม โดนรังแกไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่รู้ว่าทำไมชอบไปพารากอน เพราะมีของให้เลือกเยอะต่างกับตลาดที่เคยไป มีของดีเยอะ มีความสามารถพิเศษ เข็นรถได้ทีละ2คัน แต่ดร แย้งว่า เข็น2คันเฉพาะตอนจ่ายตังค์ 555 ดร ไพบูลย์บอกว่าเข็นคันลากคันนึง
ดำเนินการโดย ดร ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อจ เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ผู้ดำเนินการรับเชิญ ปกติรับค่าจ้างแพงมาก แต่ใช้ไม่ได้กับรายการนี้ ที่นี่ไม่มีให้
งาน Money Talk จองรอบหน้า 22 สค 7.00 ตาม Facebook.com/Money talk และ งานจัดในวันที่ 29 สค 15 ครับ
และ รอบต่อไปในเดือนกันยายน คือ วันที่ 19 กย 15 กับ 4บริษัทพึ่งเข้าใหม่ ส่วนช่วงที่2 คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย คุณพีรนาถ โชควัฒนา ในหัวข้อเรื่อง การลงทุนกับเป้าหมายในชีวิต ฟ้าลิขิตหรือจะสู้คนทำ อจ เสน่ห์ไปทำรายการที่ชลบุรี และจะรีบมาให้ทันงาน การจองที่นั่ง ต้องจองผ่าน Facebook.com/Money talk เท่านั้น
เริ่มเข้ารายการ หัวข้อ ทำอย่างไรให้รวย? รวยแล้วจะทำอะไร?
อจ เสน่ห์ ขอเติม หัวข้อ ว่า ตายแล้วจะไปไหน ตอนท้าย
อจ เสน่ห์ บอกว่ามีประเด็น เริ่มจาก ทำอย่างไรให้รวย เป็นหัวข้อในการพูดคุย มีคำถามต่อว่า รวยแล้วจะทำอย่างไร ถ้าพลาดอาจจนเหมือนเดิม ไม่สามารถรักษาความรวยได้
ทำแล้วรวย ทำอย่างไรไม่พลาด
คุณ ชาย นามสกุล มโนภาส น่าจะเปลี่ยนเป็น คุณ ชาย มโนไม่พลาด เดาผิดทุกตัว รู้จักมานาน ไม่เคยพลาด
ส่วนคุณก้อย วิวรรณ ต้องระวังทุกครั้งที่ออกรายการ เพราะชื่อเหมือนภรรยา ปกติจะเรียกแม่ก้อย หมายถึงภรรยา อจ เสน่ห์ รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย เวลาออกรายการด้วยกันกับคุณก้อย
ส่วนคุณใหม่ วีรนัฐ ส่วนใหญ่ คนที่รวยแล้วเป็นผู้ให้ แต่บางคนไม่พร้อมก็ให้ เพื่อตกเหยื่อ แต่มั่นใจว่าคุณใหม่ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน คุณใหม่ ให้ปลาไม่ได้ให้เหยื่อ ดังนั้น การให้แต่ละคนวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน
ดร นิเวศน์ คนสนใจการลงทุนของเขา วันนี้ตั้งใจดูว่าเขาทำอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า ดร มีปัญหาเรื่อง เฉดสี แกจำได้สีเดียวคือศรีภรรยา อันนี้มุข อจ เสน่ห์ ครับ
เริ่มจริงๆแล้ว มาเริ่มที่คุณก้อย แนวคิดทำอย่างไรให้รวย
คุณก้อย บอกว่า แบ่งความรวย 4 ประเภท
1. เกิดมารวย เนื่องจากพ่อแม่รวย เราสามารถใช้มันได้ เพราะพ่อแม่รวย
2. แต่งงานกับคนรวย แล้วสบาย รวยด้วย
3. ได้รับมรดกจากพ่อแม่ เป็นของเรา ตอนเกิด พ่อแม่อาจยังไม่รวย
4. สร้างตัวเองขึ้นมาให้รวย
คุณก้อย จะพูดเฉพาะกลุ่มที่ 4 เท่านั้น อันแรก
1. ต้องทำงานหนัก เหมือน ดร นิเวศน์ ทำงานโรงงานน้ำตาล เคยโดนเหล็กทับ บาดเจ็บที่นิ้วก้อย นิ้วงอไม่ได้ ไม่รู้รักษาอย่างไร
2. ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า หาเงินต้องรู้จักใช้ ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย
3. เก็บออม ออมเอาไว้ก่อน ที่เหลือค่อยไปใช้
4. ลงทุนอย่างมีหลักการ ให้เงินทำงาน ทำเงินให้เพิ่มพูนขึ้น
อจ เสน่ห์ ถามว่าคนเราสามารถรวยได้ generation ตัวเอง
คุณก้อย ตอบว่า เป็นไปได้ อจ เสน่ห์ ถือว่าไม่จน มีพลั้งพลาด มโนพลาดไป ถือว่า self made
ดร นิเวศน์ รวยด้วยตัวเองหรือเปล่า ดร ตอบว่าเป็นอย่างนั้น แต่ส่วนใหญ่ คนอื่นสร้างให้ อจ เสน่ห์ บอกว่า ดูดเงินจากแมงเม่าเข้ากระเป๋า ดร นิเวศน์ บริษัท พนักงาน ทำให้ เรานั่งๆนอนๆ กระดิกเท้า อจ วิวรรณ บอกว่า ใช้ข้อ 4 แต่ต้องทำงานมาก่อน
อจ ก้อย บอกว่า การรวย อยู่ที่ใจ ทางการเรียกว่า เศรษฐี 1 ล้าน US หรือ 35 ล้านบาท ตอนนี้มี 14.6 ล้านคน จาก ประชากร 7,200 ล้านคน ส่วนใหญ่รวย 1-5 ล้านเหรียญ
ส่วนที่มากกว่า 5 -30 ล้านเหรียญ มีจำนวน 1 ล้าน 3 แสนคน
ผู้ที่มีเงินพันล้าน จะมีแค่ แสนสี่หมื่นคน
ปัจจุบันการสร้างเงินล้านง่ายกว่าแต่ก่อน เพราะ อดีตเงินใหญ่มาก ตอนค่าเงินเล็กลง มาจากอัตราเงินเฟ้อ เงินมีค่าลดลง แต่เกณฑ์ยังใช้ตามเดิม ตอนนี้เงิน 1ล้านบาท ตอนเกษียณ ใช้อะไรไม่ค่อยได้
อจ เสน่ห์ ถามคุณ ชาย ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรให้รวย_?
คุณ ชาย ตอบว่า อดออมมาจากเงินเดือน วิศวกร ขาย เครื่องปรับอากาศยี่ห้อเทรน ค่อยๆเก็บออมหาความรู้เรื่องลงทุน จาก ดร ไพบูลย์ ก่อนปี 2000 ซึ่ง รายการ money talk มีมา 25-26 ปีแล้ว เมื่อก่อน ดร นิเวศน์ยังไม่มาพูด
อจ ชาย ฟังสัมมนาฟรี ตอนนั้นเงินไม่ค่อยมี ดร นิเวศน์ ยังมีภาระ บริษัทยังไม่เจ๊งสมบูรณ์แบบ สมัยนั้นเป็น ดร ก้องเกียรต ดร สมชาย มาพูดในรายการ
อจ ชาย ลงทุนด้วยเงินออมมา 10 กว่าปี ทำไปทำมาเก่งกว่า ดร ไพบูลย์ อันนี้ ดร ไพบูลย์พูดเองครับ อจ ขาย บอกว่า กำไรมาเร็วกว่าที่คาดเยอะ
ดร ไพบูลย์ แซว อจเสน่ห์ ว่า บางคนยังไม่พัฒนา เจ๊ง ตลอด อจ เสน่ห์ บอกว่าชีวิตต้องผ่านแบบนี้มาบ้าง แหม รับมุขทันกันเลย
ถามอจ ชาย ต่อ ว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้จิตใจวอกแวก ใช้เงินใช้ทองเติมความสุขให้กับชีวิต บ้างหรือ
อจ ชาย ตอบ เก็บเงินบางส่วนไปเที่ยวต่างประเทศ และ ได้ความรู้ เที่ยวให้สนุกตอนที่เรายังแรงอยู่
รุ่นพี่ที่ทำงานบอกว่า สามอย่างที่ไม่พร้อมกัน แรง เงิน เวลา มีไม่พร้อมกัน
ถามดร นิเวศน์ มีทั้ง แรง เงิน เวลา มีครบนี่น่า ครบ แต่ไม่อยู่ในระดับเต็มที่ แต่อจ ชาย มีแรง แต่ไม่มีเวลา และ เงิน
ถามอจ ชาย ตอบว่า ตอนอายุยังน้อย ได้เพิ่มประสบการณ์ ถ้าไม่เที่ยว แต่มุ่งเก็บเงินอย่างเดียวไม่ใช้เลย อาจเลือกไม่ถูกต้อง
จัดสรรทรัพยากรให้ประโยชน์สูงสุด เรารู้จักการลงทุน
เราลงทุนเพื่อให้งอกเงย ศึกษาจากมหาเศรษฐีทั่วโลก บอกว่า ไม่สามารถร่ำรวยจากการฝากเงิน
ผลตอบแทนดอกเบี้ยไม่พอ เลยเริ่มศึกษาลงทุน แต่ผิดมา ตลอด
มโนอย่างเดียว ไม่รู้หลักการเลย หลังเรียนปริญญาโท คิดอย่างมีระบบ มองทั้ง2ด้าน อย่ามองด้านดีอย่างเดียว ฝรั่งไม่สอนให้จำอย่างเดียว พิจารณาทั้ง2ด้าน แล้วค่อยตัดสินใจ ได้ประเด็นช่วยในการลงทุน ทั้งข้อดีและข้อเสีย อ่านหนังสือ ดร นิเวศน์ และ นักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคนระดับโลก
อจ ชาย เคยไปเที่ยว อเมริกา และ เยอรมัน พร้อมกับไปเรื่องงานด้วย ไปจีน ฮ่องกง ด้วย
ถามอจ ชาย ตอนตั้งหลัก มีแรงบันดาลใจอย่างไร อจ ชาย ตอบว่า แรงบันดาลใจไม่ได้ตั้งเป้าหมายทางตัวเลขการเงิน ทำดีที่สุดในส่วนที่ควบคุมได้ แต่ตั้งเป้าเรื่องความรู้ที่เราศึกษามากกว่า พยายามทำเหตุให้ดี แต่ผลไม่สามารถควบคุม ต้องปล่อยไป เลยไม่ได้ตั้งเป้า 20-30% ทำให้เกร็ง เบ่ง เข็นให้ไปไกลๆ เหมือนตีgolf ยากมาก
เลือกหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีคูคลอง ป้องกันกิจการเป็นอย่างดี บางตัวไม่คิดว่าบางตัวราคาขึ้นได้ขนาดนี้
ดร ไพบูลย์ ถามคุณใหม่ หนทางสู่ความร่ำรวย มาทางไหน
คุณใหม่ตอบว่า คุณชายตอบหมดแล้วว่าเป็นปัจจัยสำคัญสู่หนทางการร่ำรวย ลงทุนความรู้ตลอดเวลา ทำอย่างไร ลงทุนกับการหาความรู้หรือประสบการณ์ นั่นคือเคล็ดลับการร่ำรวย มาจาก หัวใจเศรษฐี อุ อา กะ สะ
อุ อุฎฐานสัมปาทา เต็มไปด้วยขยันหมั่นเพียร ขยันการทำงาน รวมถึงการเล่นหุ้น และ หาความรู้ ข้อมูล
ฟังข้อมูลจากMoney talk
อา อารักขสัมปทา พอมีกำไร ใช้เลย ฝรั่งจะแบ่ง 10% มาใช้จะได้ไม่มีข้ออ้าง
กะ กัลยาณมิตตตา ต้องมีเพื่อนที่ดี ไม่ใช้สุรุ่ยสุร่าย คอยตักเตือนเรา เพื่อนร่วมสังคม เช่น ดร ไพบูลย์
สะ สมชีวิตา ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงให้เหมาะกับสมาถะ ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล
การแบ่งคนรวย4ประเภทชองคุณก้อย คุณก้อยพูดประเด็นที่ 4 แต่ผมพูดในประเด็นที่1 คือเกิดมารวย หลักศาสนา มีผลมาจากเหตุ อยู่ในวิบากด้านดี
ดร นิเวศน์ เกิดมารวย เพราะ ลูกเกิดมารวย หมายถึง บารมีจากลูก เนื่องจากรวยหลังจากมีลูกเกิดขึ้นมา
ถามดร นิเวศน์ และ ดร บอกเม็ดเงินเพิ่มมาเยอะ ทำเอง ผสมกับความโชคดี เลือก ข้อ 4 สร้างตัวเองจากการลงทุน มองย้อนหลังชีวิต ถ้าเม็ดเงินแตกต่างกันมาก ชีวิตที่ดำเนินมาไม่ค่อยเปลี่ยน ดร ไพบูลย์แซว แกเริ่มเปลี่ยนเรื่อง หาเรื่องอื่นพูด
ดร นิเวศน์ พูดถึง ตอนหนุ่ม ได้ท่องเที่ยวทั่วโลก จากได้ทุนมา อายุ20กว่า สมัยก่อน เที่ยวฟรี ทั่วอเมริการ เดินทางเป็นเดือนบังเอิญ ได้ทุนไปดูงาน พวกเราอาจไม่รู้ว่า เป็น ผู้นำนักศึกษา เราแสวงหา ไม่ได้ปล่อยเวลา ทำงานอย่างเดียว เราไม่จำเป็นต้องรอ เหมือน วอร์เรน พูดว่า ไม่จำเป็นต้องเซฟ sex เพื่อไปใช้ในอนาคตได้เยอะไม่ได้
ดร นิเวศน์ บอกต่อว่า คนเราไม่ต้องทำแบบนั้น ทำทุกอย่างน้อยหน่อย หาวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะ ไม่จำเป็นต้องรวยก่อนแล้วค่อยทำ เรามีเงินพอสมควร เราก็หาความสุขได้ อาหาร หนัง ครั้งละ ร้อยกว่าบาท ก็ไม่ต้องใช้เงินเยอะ ไม่อดหยาก โชคดีมีเงินเก็บ ตอนจบปริญญาตรีใหม่ๆ ตอนทำโรงงานน้ำตาล ก็เที่ยวบ้านโป่ง ไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหารสามมื้อ เงินเดือนออกมาใช้ไม่กี่ตังค์ ความสุขเพียงพอแล้ว แต่ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านหรือ ทรัพย์สิน แต่ เหมือนกับตอนนี้ ตอนรวย ก็กินเหมือนกัน คนจนก็กินข้าวราดแกง แต่ตอนออกมาก็เหมือนกัน ดร ไพบูลย์ ถามว่า ทำอย่างไรให้รวย
ดร นิเวศน์ ตอบว่า ความรวย เป็น revolution เป็นการปฏิรูป เป็นวิวัฒนาการมาตั้งแต่เกิด ไปเรื่อยๆ ในระหว่างเดินทางไม่รู้สึกว่ารวย ค่อยๆมา เมื่อกดน้ำร้อน ค่อยๆร้อน ไม่รู้ตัว ค่อยๆสร้างฐานะขึ้นมา ตอนอายุ 30 ไม่ค่อยมีเงิน มีไม่ถึง 3 แสน ก็ถือว่าไม่มีตังค์ อายุ 40 ก็ไม่ค่อยมีตังค์ ก่อนจบปริญญาเอกก็เรียนอย่างเดียว ทำเหมือนเดิม ไม่มีตังค์ แต่เรียนจบปริญญาเอกเมืองนอกได้ ไม่ต้องสละอะไร เราอยากไปก็หาทางไปให้ได้ สร้างตัวเองมาเรื่อยๆ
เส้นทางนี้คนอื่นก็ทำได้ ผมเป็นคนประหยัด แต่ใช้จ่าย แบบ รู้จักใช้
ดร ไพบูลย์ เส้นทางของดร นิเวศน์ มาจากเหตุ บอกตอนไปเมืองนอก ถ้ามีเรา ไม่มีทางอด แต่ ถ้าอด ดร นิเวศน์ อดก่อน 555
ดร นิเวศน์ พูดถึง แก้ว 3 ประการ
แก้วดวงแรก ทำงานแล้วออมเงิน เก็บเงิน เราไม่ยอมใช้เงิน ก้อนใหญ่ ถ้าใช้ เราผ่อนจนไม่มีเงินเหลือ ไม่ทำ แต่ถ้ารายจ่ายไม่แพงและได้ประโยชน์ เช่น เรื่องอาหารก็ยังใช้ แต่เราอยู่โรงงาน ตอนทำงาน ตอนแต่งงาน เราก็อยู่บ้านแม่ยาย ปกติบ้านแฟนเป็นคนไทย ต้องไปอยู่บ้านผู้หญิง ไม่มีอะไรต้องเสีย เขาและเราก็อบอุ่น ลูกเกิดมามีคนช่วยดูแล อาหารการกินพร้อม มันดีไหมละ อจ เสน่ห์ แซว ว่า คนทำได้เหมือนดร ยากมาก ไม่ต้องเสียค่าเช่า ถ้าคุณไม่ได้อยู่ฟรี ก็หาทางเช่าบ้านเอง
เอาเงินไปลงทุน ที่เหลือจากการทำงาน ไม่ใช่จากการลงทุน มีเมล็ดไปปลูกให้โต
แก้วดวงที่สอง การลงทุนผลตอบแทนที่เราได้ เช่น ลงทุนแบบวีไอ 20 ปีที่ผ่านมา ตอนลงทุนไม่คิดว่าจะได้เยอะ เพราะ ตลาดตกตลอด จาก 800 จุด เหลือ 200 จุด หวังได้ปันผล โชคดี หุ้นวีไอเติบโตมหาศาล โดยเฉพาะ10ปีที่ผ่านเป็นยุคทองของ VI
หุ้นสมัยก่อน เช่น โรงพยาบาล PE จาก 10 เท่าเ ป็น 40 เท่า ภายใน 10 ปีที่ผ่านมา
หรือ หุ้น modern trade PE 10 เท่า ปันผล 6% โชคดีคนเริ่มเห็นทีหลัง ราคาก็เริ่มขึ้น reward ตอบแทนให้เรามากกว่าที่เป็นจริง เรามีเงินเพิ่มขึ้น เราไม่ได้เอาไปกิน ผลตอบแทน20ปี มโหฬาร เม็ดเงินตั้งต้นน้อย แต่ลงทุนวันนี้ ไม่สามารถได้มากเหมือนสมัยก่อน เป็นโชคที่เปลี่ยนเราเป็นคนรวย และ เราใช้หลักการวีไอ ตอนนี้ PE 10 เท่า ดีๆ หายากขึ้นเยอะ เป็นโชคของผม
แก้วดวงที่ 3 เรื่องของเวลา ลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ลงไปเรื่อยๆ เป็นนิสัย ชอบทำอะไรสม่ำเสมอ ยืนหยัดแต่ไม่เร็วนึกย้อนหลังถือว่าร่างกายช้า เทียบสมัยก่อน เล่น ตี่จับ โดนจับตลอด เราช้า เหมือนปลาว่ายช้าๆ
เวลาในการเริ่มลงทุนให้เร็ว ผลตอบแทนให้สูง ถ้าเงินทุนเริ่มต้นไม่เยอะ แต่สามารถเพิ่มเงินลงทุนได้ตลอดเวลา โชคดีที่ได้ผลตอบแทนที่สูง จะหุ้นขึ้นหรือลง ก็ถือไป เวลาเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 40 เปรียบกับถ้าคนรุ่นใหม่ อายุน้อยมีโอกาสเร็วกว่า แต่ชีวิตตัวเองไม่ค่อยเปลี่ยน จน แต่สามารถท่องเที่ยวทั่วโลก และ เรียนจบปริญญาเอกด้วย
ดร ไพบูลย์ บอกว่า กลับมาที่คุณก้อย สิ่งที่ดำรงความรวย เพิ่มพูนความรวย รักษาความมั่งคั่งมีแนวคิดอย่างไร
คุณก้อย พูดถึง คุณใหม่บอกถึง การเรียนรู้ ดร นิเวศน์ พูดบ่อยคือโอกาสที่ทำให้ตัวเองรวย ถ้าไม่มีโอกาส ก็สร้างขึ้นมาเอง เช่น ดร นิเวศน์ พูดถึงการขอทุน หรือ สร้างโอกาสให้ตัวเรามากที่สุด ดร ไพบูลย์ บอกว่า ต้องอยู่ ถูกที่ ถูกเวลา คนในกลุ่มแบบ ดร อยู่ในช่วงเจริญเติบโต แต่หลังจากนั้น อาจหาโอกาสได้น้อยลง
ดร ไพบูลย์ บอกว่า คุณใหม่พูดถึง ถูกที่ ถูกเวลา และ เรื่อง เหตุและผล คุณใหม่เลยขอเสริม ดร นิเวศน์ มีครบทั้ง 4 ข้อเลย
มีเพื่อน ที่ดี ดร ไพบูลย์ ใช้ชีวิตสมถะ กินทีละคำ ไม่ใช้ชีวิตเลิศหรูอะไร
คุณใหม่ พูดถึง วิลตัน เชอร์ชิว บอกไว้ว่า ยิ่งคุณมองอดีตได้ไกลเท่าไหร่ จะพยากรณ์อนาคตได้ชัดเท่านั้น ดร นิเวศน์ สะสมความรู้ไว้เยอะเลยสำเร็จ ศึกษาหุ้นและประวัติศาสตร์
ดร ไพบูลย์เสริม ร่ำรวย โชคดี มาจาก ตอนมีลูก อดออมขึ้น ได้ฝึกให้ คุณใหม่ บอกว่า จิตใจอ่อนโยนลง สร้างแรงบันดาลใจบางอย่าง เวลามองคนอื่นได้ วิเคราะห์หุ้น เลยลงทุนได้กำไรเหมือน ดร นิเวศน์
ถามคุณใหม่ อยู่ๆไม่สามารถโผล่มาได้ เช่น อยู่ๆ ทำไมมีปืน ในกระเป๋า ไม่มีคำตอบ
อจ ก้อย พูด ขอแบ่งเป็น2ช่วง ในช่วงที่เริ่มต้น ยังไม่รวยหรือ ก่อนรวย
1. หารายได้อย่างสุจริตไม่เบียดเบียนใคร
2 ต้องใช้อย่างอดออม
3 ต้องมีเป้าหมายชีวิตในแต่ละขั้นของชีวิต
4.ต้องบริหารความเสี่ยง กระจายความเสี่ยง ทำประกันชีวิต ถ้าเราเป็นหัวหน้าครอบครัว
5.มองโรคในแง่ดี
6 เผื่อแผ่ ให้คนอื่น มีก็แบ่งปัน ไม่ต้องรอจนรวยค่อยแบ่งปัน
ช่วงที่ 2 เมื่อรวยแล้ว
1 ปกป้องเงินทองของเรา
2. บริหารความเสี่ยง กระจายความเสี่ยง
3. ควบคุมความมั่งคั่ง ลงทุนอย่างสุจริต
4 ไม่โลธ
5 ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
6 เผื่อแผ่ แบ่งปัน ให้โอกาสกับคนอื่นๆ
ดร นิเวศน์ บอกว่าไม่ได้ตั้งเป้าหมาย เพราะ สมัยก่อน ไม่มีใครสอน แต่ จำได้ว่ามีเป้าหมายอันนึง เคยเป็นที่ปรึกษา บริษัทแห่งหนึ่ง เคยไปดู ของที่ ธนิยะ กินข้าวถึงบ่ายสาม เริ่มลงทุนไม่นาน เริ่มตั้งเป้าหมาย พยายามเขียนบทความ คิดว่า วันหนึ่งจะมีชื่อเสียง เป็นนักวิชาการการลงทุน ในแนววีไอ เพราะตอนนั้นไม่มีคนเขียนเลย ไม่มี conceptนี้ในประเทศไทย ในที่สุดแนวทางต้องมีในเมืองไทย ตอนนั้น นสพ ก็ไม่มีบทความพวกนี้ ซึ่งก็ทำได้จริง เสนอบทความเขียนฟรีให้นสพ xxxxx 10 กว่าปี ไม่ได้เงิน เลยทำรวมเล่มขาย อันนี้ดร ไพบูลย์เสริม
กลับมาที่คุณ ชาย ดูจากมหาเศรษฐีระดับโลก หลังจากรวยแล้ว ส่วนใหญ่ก็ทำประโยชน์ให้สาธารณะ ช่วงสุดท้ายของการลงทุน ทักษะจะใช้ตรงกันข้าม ใช้ทรัพย์ที่หามาใช้ เป็นประโยชน์ ยิ่งมีมาก ต้องใช้ออกไปให้เกิดประโยชน์วงกว้างในสาธารณชน เหมือน ข้าวในโกดัง เก็บไว้ไม่มีประโยชน์ แต่เมื่อหว่านในนาจะเกิดประโยชน์มากกว่า
ผม ตอนปฏิบัติ จะให้เงิน ก็ยังลังเลเหมือนกัน มันก็เป็นเงินที่หามา วอร์เรน เด็ดขาด ให้ถึง 90% และ ยังชวนคนอื่นมาบริจาคด้วย พอเรามีความมั่งคั่งระดับนึง ต้องช่วยเหลือ
มีคนมาถาม ว่าทำบุญกับใครได้บุญเยอะสุด ตอบว่า ต้องทำบุญบ้าง ไม่ต้องเลือกว่าช่วยใครบ้าง คน พระ สัตว์ ช่วยทุกระดับชั้น มีอานิสงฆ์ ต้องทำเองเห็นเองดีกว่า
คนประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะทำเหมือนกัน จะมีแนวคิดแบบนี้ อจ เสน่ห์ แซว ดร นิเวศน์ มีความคิดแบบนี้ไหม
ดร ตอบ เรื่องยีน ตายไปเอาไปไม่ได้ ถ้าให้ลูกเพียงพอ แล้วให้คนอื่น พูดถึง วอร์เรน ก่อน อายุ 70 ปี ไม่ค่อยบริจาค แต่จุดเปลี่ยนคือภรรยาเสียชีวิต ในห้องประชุม หัวเราะกันใหญ่ กลับมาต่อ วอร์เรนเคยสัญญากัน ว่า ถ้าเขาตาย เงินเป็นของเมีย ถ้าเมียตาย เงินจะเป็นของสาธารณะ และ เมื่อเจอ บิลเกตต์ ที่เลิกทำงานและดูแลมูลนิธิ คุณวอร์เรนเจอคนที่ใช้เงินอย่างมีค่า ก็เลยบริจาคเข้ามูลนิธิ
กลับมาที่คุณก้อย พูดถึง ไม่ต้องรอให้เมียตายก็ทำได้ตลอดเวลา คุณใหม่ เสริม จากหนังสือที่แจก คุณวราพรรณ หรือ คุณ ตรีนุช ถ่ายทอด การไม่มีเงินเป็นปัญหาชั่วคราว แต่การไม่มีเป้าหมาย และความฝันเป็นปัญหาตลอดชีวิต คุณใหม่เสริม ว่า ดร นิเวศน์ ตั้งเป้า อยากเป็นเจ้าพ่อตลาดวีไอ ต้องเข้าตลาดก่อน ถ้าเรารู้ตลาดล่วงหน้า เราก็เข้ามาก่อน จริงๆก่อนหน้ามี อจ สมชายเข้าตลาดก่อน ดร นิเวศน์ บอกว่าตั้งเป้าเรื่องวีไอ หลักการวีไอ แต่การลงทุนหุ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คุณใหม่ เสริมคุณก้อย นอกจากหัวใจเศรษฐี เราต้องมีเป้าหมายชีวิต ถามคนในห้องประชุม ว่าเรามีเป้าหมายหรือยัง คนพยักหน้าอายุมากกว่า 60 ปี ดร ไพบูลย์ เสริม บางทีก็ทำไปแบบไม่ตั้งใจ
คุณใหม่แจ้งว่า ข่าวดีสำหรับคนที่อายุ 60 อาจมีการขยายอายุออกไป อายุคาด หมายถึง อายุที่คาดว่าจะเหลืออยู่ อาจมีการเลื่อนอายุที่เกษียณจาก 60 ปี
เป้าหมายที่ถูกต้อง คือ เป้าหมายว่าเราจะทำประโยชน์ให้คนอื่นได้เมื่อไร จึงนับว่าเป็น เป้าหมายที่แท้จริง ทำให้เราถึงที่หมายอย่างแท้จริง ไม่เสียชาติเกิด คือเป้าอยากเป็นอะไร เพื่อใคร
คุณใหม่ ถาม ดร นิเวศน์ ตายแล้ว งานศพ คนจะพูดถึงเรื่องอะไร
ดร นิเวศน์ บอกว่า แค่ให้ลูกเมีย ว่า พ่อให้ชีวิตที่ดีกับเค้า คนอื่น ชั่งหัวมัน ใครคิดอย่างไร ไม่สนใจ ได้ใจผมจริงๆ อจ เสน่ห์ เสริม อย่างนี้นอนตายตาหลับ แต่ถ้าอย่างอื่นได้มา เป็นเรื่องของอนาคต เรื่องของโลก
คุณใหม่ เสริม อาจารย์ เป็นนักลงทุน เป็นนักวิชาการ สร้างความรู้ให้แก่ ประชาชน อาจเปิด hot line ให้แมงเม่า
อจ เสน่ห์ ให้จำลองงานศพ ดร นิเวศน์ จะพูดอย่างไรครับ คุณชาย
ดร ไพบูลย์ เอาอย่างนี้ ให้ทุกคนนึก ว่า งานศพของเรา เราอยากให้คนพูดว่าอย่างไร เราไม่ได้ยิน สุดท้ายเราจะไปไหน สำคัญกว่า เราได้วางตัวว่าเราไปไหน ไม่มีใครบอกได้ว่าเราไปไหน ถ้าเราไม่ประมาท จะได้ไปสู่ที่ชอบ อจ เสน่ห์ เสริม ที่ชอบคือไปในที่ดีๆ นั่นเอง เช่น ทำชอบ ทำชั่ว ทำดี สุดท้ายอยู่ที่กำลังใจ บางคนไปลงทุน แม้พลาดการลงทุน แต่ไม่เคยหมดตัว มีอีก track หนึ่งของชีวิตเดินต่อไป สามารถที่เอาชนะที่แพ้ได้ เป็นสิ่งที่ดี
มีคนฝากข้อคิดไว้ครับ
ไม่มีเงินทอง มันสมองเรายังมี
หมดเนื้อหมดตัว
เท้าถึงหัว ก็ยังอยู่ดี
คิดว่าโชคร้าย ที่โชคร้ายกว่าเราก็มี
วันนี้มืดไม่เห็นหนทาง พรุ่งนี้แสงสว่างก็ยังมี
ไม่มีคนทีเรารัก แต่คนที่เรารักก็ยังมี
วันนี้ชีวิตไม่เหลือใคร คิดได้ไง
เพราะลมหายใจเรายังมี

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร ไพบูลย์ อจ เสน่ห์ และ วิทยกรทุกท่าน ที่มาให้ความรู้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Aug 10, 2015 1:39 am

Money talk 9 Aug 15
คุณ ชาย มโนภาศ วิทยากรภาคเช้าด้วย การลงทุนหุ้นกับเส้นทางธรรม และ เป็น อุปนายกสมาคมเน้นคุณค่า แห่งประเทศไทย เป็นนักลงทุนอายุไม่มาก แต่มีวุฒิภาวะ mature มาก เหมือนคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก
คุณ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ อดีต นายกสมาคมวางแผนการเงินไทย จบอักษรศาสตร์ ได้รับทุนจากการชนะวิศวทั้งหมดที่เข้าแข่งขันชิงทุน จบจากเคลล็อค เป็นวิทยากรที่ ดร ไพบูลย์ต้องเชิญมา เวลาอยากให้พูดเรื่องการออมและสร้างแนวคิดสำหรับอนาคต
ดร วีรณัฐ โรจนประภา ประธานมูลนิธิบ้านอารีย์ อยู่ริมถนนพหลโยธิน ปากซอยอารีย์ ให้ครูบาอาจารย์ มาสอนธรรมะสอนฝึกอาชีพ สอนคอมพิวเตอร์ ให้ผู้สูงอายุ ไปได้ทุกวัน ตามเวลาราชการ
ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อจ เสน่ห์แซว ถูกนินทาเยอะ เป็นเป้าใหญ่ ตัวเล็ก น่าสงสาร เป็นดาวพระศุกร์ โดนซ้ำเติม โดนรังแกไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่รู้ว่าทำไมชอบไปพารากอน เพราะมีของให้เลือกเยอะต่างกับตลาดที่เคยไป มีของดีเยอะ มีความสามารถพิเศษ เข็นรถได้ทีละ2คัน แต่ดร แย้งว่า เข็น2คันเฉพาะตอนจ่ายตังค์ 555 ดร ไพบูลย์บอกว่าเข็นคันลากคันนึง
ดำเนินการโดย ดร ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อจ เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ผู้ดำเนินการรับเชิญ ปกติรับค่าจ้างแพงมาก แต่ใช้ไม่ได้กับรายการนี้ ที่นี่ไม่มีให้
งาน Money Talk จองรอบหน้า 22 สค 7.00 ตาม Facebook.com/Money talk และ งานจัดในวันที่ 29 สค 15 ครับ
และ รอบต่อไปในเดือนกันยายน คือ วันที่ 19 กย 15 กับ 4บริษัทพึ่งเข้าใหม่ ส่วนช่วงที่2 คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย คุณพีรนาถ โชควัฒนา ในหัวข้อเรื่อง การลงทุนกับเป้าหมายในชีวิต ฟ้าลิขิตหรือจะสู้คนทำ อจ เสน่ห์ไปทำรายการที่ชลบุรี และจะรีบมาให้ทันงาน การจองที่นั่ง ต้องจองผ่าน Facebook.com/Money talk เท่านั้น
เริ่มเข้ารายการ หัวข้อ ทำอย่างไรให้รวย? รวยแล้วจะทำอะไร?
อจ เสน่ห์ ขอเติม หัวข้อ ว่า ตายแล้วจะไปไหน ตอนท้าย
อจ เสน่ห์ บอกว่ามีประเด็น เริ่มจาก ทำอย่างไรให้รวย เป็นหัวข้อในการพูดคุย มีคำถามต่อว่า รวยแล้วจะทำอย่างไร ถ้าพลาดอาจจนเหมือนเดิม ไม่สามารถรักษาความรวยได้
ทำแล้วรวย ทำอย่างไรไม่พลาด
คุณ ชาย นามสกุล มโนภาส น่าจะเปลี่ยนเป็น คุณ ชาย มโนไม่พลาด เดาผิดทุกตัว รู้จักมานาน ไม่เคยพลาด
ส่วนคุณก้อย วิวรรณ ต้องระวังทุกครั้งที่ออกรายการ เพราะชื่อเหมือนภรรยา ปกติจะเรียกแม่ก้อย หมายถึงภรรยา อจ เสน่ห์ รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย เวลาออกรายการด้วยกันกับคุณก้อย
ส่วนคุณใหม่ วีรนัฐ ส่วนใหญ่ คนที่รวยแล้วเป็นผู้ให้ แต่บางคนไม่พร้อมก็ให้ เพื่อตกเหยื่อ แต่มั่นใจว่าคุณใหม่ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน คุณใหม่ ให้ปลาไม่ได้ให้เหยื่อ ดังนั้น การให้แต่ละคนวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน
ดร นิเวศน์ คนสนใจการลงทุนของเขา วันนี้ตั้งใจดูว่าเขาทำอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า ดร มีปัญหาเรื่อง เฉดสี แกจำได้สีเดียวคือศรีภรรยา อันนี้มุข อจ เสน่ห์ ครับ
เริ่มจริงๆแล้ว มาเริ่มที่คุณก้อย แนวคิดทำอย่างไรให้รวย
คุณก้อย บอกว่า แบ่งความรวย 4 ประเภท
1. เกิดมารวย เนื่องจากพ่อแม่รวย เราสามารถใช้มันได้ เพราะพ่อแม่รวย
2. แต่งงานกับคนรวย แล้วสบาย รวยด้วย
3. ได้รับมรดกจากพ่อแม่ เป็นของเรา ตอนเกิด พ่อแม่อาจยังไม่รวย
4. สร้างตัวเองขึ้นมาให้รวย
คุณก้อย จะพูดเฉพาะกลุ่มที่ 4 เท่านั้น อันแรก
1. ต้องทำงานหนัก เหมือน ดร นิเวศน์ ทำงานโรงงานน้ำตาล เคยโดนเหล็กทับ บาดเจ็บที่นิ้วก้อย นิ้วงอไม่ได้ ไม่รู้รักษาอย่างไร
2. ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า หาเงินต้องรู้จักใช้ ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย
3. เก็บออม ออมเอาไว้ก่อน ที่เหลือค่อยไปใช้
4. ลงทุนอย่างมีหลักการ ให้เงินทำงาน ทำเงินให้เพิ่มพูนขึ้น
อจ เสน่ห์ ถามว่าคนเราสามารถรวยได้ generation ตัวเอง
คุณก้อย ตอบว่า เป็นไปได้ อจ เสน่ห์ ถือว่าไม่จน มีพลั้งพลาด มโนพลาดไป ถือว่า self made
ดร นิเวศน์ รวยด้วยตัวเองหรือเปล่า ดร ตอบว่าเป็นอย่างนั้น แต่ส่วนใหญ่ คนอื่นสร้างให้ อจ เสน่ห์ บอกว่า ดูดเงินจากแมงเม่าเข้ากระเป๋า ดร นิเวศน์ บริษัท พนักงาน ทำให้ เรานั่งๆนอนๆ กระดิกเท้า อจ วิวรรณ บอกว่า ใช้ข้อ 4 แต่ต้องทำงานมาก่อน
อจ ก้อย บอกว่า การรวย อยู่ที่ใจ ทางการเรียกว่า เศรษฐี 1 ล้าน US หรือ 35 ล้านบาท ตอนนี้มี 14.6 ล้านคน จาก ประชากร 7,200 ล้านคน ส่วนใหญ่รวย 1-5 ล้านเหรียญ
ส่วนที่มากกว่า 5 -30 ล้านเหรียญ มีจำนวน 1 ล้าน 3 แสนคน
ผู้ที่มีเงินพันล้าน จะมีแค่ แสนสี่หมื่นคน
ปัจจุบันการสร้างเงินล้านง่ายกว่าแต่ก่อน เพราะ อดีตเงินใหญ่มาก ตอนค่าเงินเล็กลง มาจากอัตราเงินเฟ้อ เงินมีค่าลดลง แต่เกณฑ์ยังใช้ตามเดิม ตอนนี้เงิน 1ล้านบาท ตอนเกษียณ ใช้อะไรไม่ค่อยได้
อจ เสน่ห์ ถามคุณ ชาย ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรให้รวย_?
คุณ ชาย ตอบว่า อดออมมาจากเงินเดือน วิศวกร ขาย เครื่องปรับอากาศยี่ห้อเทรน ค่อยๆเก็บออมหาความรู้เรื่องลงทุน จาก ดร ไพบูลย์ ก่อนปี 2000 ซึ่ง รายการ money talk มีมา 25-26 ปีแล้ว เมื่อก่อน ดร นิเวศน์ยังไม่มาพูด
อจ ชาย ฟังสัมมนาฟรี ตอนนั้นเงินไม่ค่อยมี ดร นิเวศน์ ยังมีภาระ บริษัทยังไม่เจ๊งสมบูรณ์แบบ สมัยนั้นเป็น ดร ก้องเกียรต ดร สมชาย มาพูดในรายการ
อจ ชาย ลงทุนด้วยเงินออมมา 10 กว่าปี ทำไปทำมาเก่งกว่า ดร ไพบูลย์ อันนี้ ดร ไพบูลย์พูดเองครับ อจ ขาย บอกว่า กำไรมาเร็วกว่าที่คาดเยอะ
ดร ไพบูลย์ แซว อจเสน่ห์ ว่า บางคนยังไม่พัฒนา เจ๊ง ตลอด อจ เสน่ห์ บอกว่าชีวิตต้องผ่านแบบนี้มาบ้าง แหม รับมุขทันกันเลย
ถามอจ ชาย ต่อ ว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้จิตใจวอกแวก ใช้เงินใช้ทองเติมความสุขให้กับชีวิต บ้างหรือ
อจ ชาย ตอบ เก็บเงินบางส่วนไปเที่ยวต่างประเทศ และ ได้ความรู้ เที่ยวให้สนุกตอนที่เรายังแรงอยู่
รุ่นพี่ที่ทำงานบอกว่า สามอย่างที่ไม่พร้อมกัน แรง เงิน เวลา มีไม่พร้อมกัน
ถามดร นิเวศน์ มีทั้ง แรง เงิน เวลา มีครบนี่น่า ครบ แต่ไม่อยู่ในระดับเต็มที่ แต่อจ ชาย มีแรง แต่ไม่มีเวลา และ เงิน
ถามอจ ชาย ตอบว่า ตอนอายุยังน้อย ได้เพิ่มประสบการณ์ ถ้าไม่เที่ยว แต่มุ่งเก็บเงินอย่างเดียวไม่ใช้เลย อาจเลือกไม่ถูกต้อง
จัดสรรทรัพยากรให้ประโยชน์สูงสุด เรารู้จักการลงทุน
เราลงทุนเพื่อให้งอกเงย ศึกษาจากมหาเศรษฐีทั่วโลก บอกว่า ไม่สามารถร่ำรวยจากการฝากเงิน
ผลตอบแทนดอกเบี้ยไม่พอ เลยเริ่มศึกษาลงทุน แต่ผิดมา ตลอด
มโนอย่างเดียว ไม่รู้หลักการเลย หลังเรียนปริญญาโท คิดอย่างมีระบบ มองทั้ง2ด้าน อย่ามองด้านดีอย่างเดียว ฝรั่งไม่สอนให้จำอย่างเดียว พิจารณาทั้ง2ด้าน แล้วค่อยตัดสินใจ ได้ประเด็นช่วยในการลงทุน ทั้งข้อดีและข้อเสีย อ่านหนังสือ ดร นิเวศน์ และ นักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคนระดับโลก
อจ ชาย เคยไปเที่ยว อเมริกา และ เยอรมัน พร้อมกับไปเรื่องงานด้วย ไปจีน ฮ่องกง ด้วย
ถามอจ ชาย ตอนตั้งหลัก มีแรงบันดาลใจอย่างไร อจ ชาย ตอบว่า แรงบันดาลใจไม่ได้ตั้งเป้าหมายทางตัวเลขการเงิน ทำดีที่สุดในส่วนที่ควบคุมได้ แต่ตั้งเป้าเรื่องความรู้ที่เราศึกษามากกว่า พยายามทำเหตุให้ดี แต่ผลไม่สามารถควบคุม ต้องปล่อยไป เลยไม่ได้ตั้งเป้า 20-30% ทำให้เกร็ง เบ่ง เข็นให้ไปไกลๆ เหมือนตีgolf ยากมาก
เลือกหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีคูคลอง ป้องกันกิจการเป็นอย่างดี บางตัวไม่คิดว่าบางตัวราคาขึ้นได้ขนาดนี้
ดร ไพบูลย์ ถามคุณใหม่ หนทางสู่ความร่ำรวย มาทางไหน
คุณใหม่ตอบว่า คุณชายตอบหมดแล้วว่าเป็นปัจจัยสำคัญสู่หนทางการร่ำรวย ลงทุนความรู้ตลอดเวลา ทำอย่างไร ลงทุนกับการหาความรู้หรือประสบการณ์ นั่นคือเคล็ดลับการร่ำรวย มาจาก หัวใจเศรษฐี อุ อา กะ สะ
อุ อุฎฐานสัมปาทา เต็มไปด้วยขยันหมั่นเพียร ขยันการทำงาน รวมถึงการเล่นหุ้น และ หาความรู้ ข้อมูล
ฟังข้อมูลจากMoney talk
อา อารักขสัมปทา พอมีกำไร ใช้เลย ฝรั่งจะแบ่ง 10% มาใช้จะได้ไม่มีข้ออ้าง
กะ กัลยาณมิตตตา ต้องมีเพื่อนที่ดี ไม่ใช้สุรุ่ยสุร่าย คอยตักเตือนเรา เพื่อนร่วมสังคม เช่น ดร ไพบูลย์
สะ สมชีวิตา ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงให้เหมาะกับสมาถะ ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล
การแบ่งคนรวย4ประเภทชองคุณก้อย คุณก้อยพูดประเด็นที่ 4 แต่ผมพูดในประเด็นที่1 คือเกิดมารวย หลักศาสนา มีผลมาจากเหตุ อยู่ในวิบากด้านดี
ดร นิเวศน์ เกิดมารวย เพราะ ลูกเกิดมารวย หมายถึง บารมีจากลูก เนื่องจากรวยหลังจากมีลูกเกิดขึ้นมา
ถามดร นิเวศน์ และ ดร บอกเม็ดเงินเพิ่มมาเยอะ ทำเอง ผสมกับความโชคดี เลือก ข้อ 4 สร้างตัวเองจากการลงทุน มองย้อนหลังชีวิต ถ้าเม็ดเงินแตกต่างกันมาก ชีวิตที่ดำเนินมาไม่ค่อยเปลี่ยน ดร ไพบูลย์แซว แกเริ่มเปลี่ยนเรื่อง หาเรื่องอื่นพูด
ดร นิเวศน์ พูดถึง ตอนหนุ่ม ได้ท่องเที่ยวทั่วโลก จากได้ทุนมา อายุ20กว่า สมัยก่อน เที่ยวฟรี ทั่วอเมริการ เดินทางเป็นเดือนบังเอิญ ได้ทุนไปดูงาน พวกเราอาจไม่รู้ว่า เป็น ผู้นำนักศึกษา เราแสวงหา ไม่ได้ปล่อยเวลา ทำงานอย่างเดียว เราไม่จำเป็นต้องรอ เหมือน วอร์เรน พูดว่า ไม่จำเป็นต้องเซฟ sex เพื่อไปใช้ในอนาคตได้เยอะไม่ได้
ดร นิเวศน์ บอกต่อว่า คนเราไม่ต้องทำแบบนั้น ทำทุกอย่างน้อยหน่อย หาวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะ ไม่จำเป็นต้องรวยก่อนแล้วค่อยทำ เรามีเงินพอสมควร เราก็หาความสุขได้ อาหาร หนัง ครั้งละ ร้อยกว่าบาท ก็ไม่ต้องใช้เงินเยอะ ไม่อดหยาก โชคดีมีเงินเก็บ ตอนจบปริญญาตรีใหม่ๆ ตอนทำโรงงานน้ำตาล ก็เที่ยวบ้านโป่ง ไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหารสามมื้อ เงินเดือนออกมาใช้ไม่กี่ตังค์ ความสุขเพียงพอแล้ว แต่ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านหรือ ทรัพย์สิน แต่ เหมือนกับตอนนี้ ตอนรวย ก็กินเหมือนกัน คนจนก็กินข้าวราดแกง แต่ตอนออกมาก็เหมือนกัน ดร ไพบูลย์ ถามว่า ทำอย่างไรให้รวย
ดร นิเวศน์ ตอบว่า ความรวย เป็น revolution เป็นการปฏิรูป เป็นวิวัฒนาการมาตั้งแต่เกิด ไปเรื่อยๆ ในระหว่างเดินทางไม่รู้สึกว่ารวย ค่อยๆมา เมื่อกดน้ำร้อน ค่อยๆร้อน ไม่รู้ตัว ค่อยๆสร้างฐานะขึ้นมา ตอนอายุ 30 ไม่ค่อยมีเงิน มีไม่ถึง 3 แสน ก็ถือว่าไม่มีตังค์ อายุ 40 ก็ไม่ค่อยมีตังค์ ก่อนจบปริญญาเอกก็เรียนอย่างเดียว ทำเหมือนเดิม ไม่มีตังค์ แต่เรียนจบปริญญาเอกเมืองนอกได้ ไม่ต้องสละอะไร เราอยากไปก็หาทางไปให้ได้ สร้างตัวเองมาเรื่อยๆ
เส้นทางนี้คนอื่นก็ทำได้ ผมเป็นคนประหยัด แต่ใช้จ่าย แบบ รู้จักใช้
ดร ไพบูลย์ เส้นทางของดร นิเวศน์ มาจากเหตุ บอกตอนไปเมืองนอก ถ้ามีเรา ไม่มีทางอด แต่ ถ้าอด ดร นิเวศน์ อดก่อน 555
ดร นิเวศน์ พูดถึง แก้ว 3 ประการ
แก้วดวงแรก ทำงานแล้วออมเงิน เก็บเงิน เราไม่ยอมใช้เงิน ก้อนใหญ่ ถ้าใช้ เราผ่อนจนไม่มีเงินเหลือ ไม่ทำ แต่ถ้ารายจ่ายไม่แพงและได้ประโยชน์ เช่น เรื่องอาหารก็ยังใช้ แต่เราอยู่โรงงาน ตอนทำงาน ตอนแต่งงาน เราก็อยู่บ้านแม่ยาย ปกติบ้านแฟนเป็นคนไทย ต้องไปอยู่บ้านผู้หญิง ไม่มีอะไรต้องเสีย เขาและเราก็อบอุ่น ลูกเกิดมามีคนช่วยดูแล อาหารการกินพร้อม มันดีไหมละ อจ เสน่ห์ แซว ว่า คนทำได้เหมือนดร ยากมาก ไม่ต้องเสียค่าเช่า ถ้าคุณไม่ได้อยู่ฟรี ก็หาทางเช่าบ้านเอง
เอาเงินไปลงทุน ที่เหลือจากการทำงาน ไม่ใช่จากการลงทุน มีเมล็ดไปปลูกให้โต
แก้วดวงที่สอง การลงทุนผลตอบแทนที่เราได้ เช่น ลงทุนแบบวีไอ 20 ปีที่ผ่านมา ตอนลงทุนไม่คิดว่าจะได้เยอะ เพราะ ตลาดตกตลอด จาก 800 จุด เหลือ 200 จุด หวังได้ปันผล โชคดี หุ้นวีไอเติบโตมหาศาล โดยเฉพาะ10ปีที่ผ่านเป็นยุคทองของ VI
หุ้นสมัยก่อน เช่น โรงพยาบาล PE จาก 10 เท่าเ ป็น 40 เท่า ภายใน 10 ปีที่ผ่านมา
หรือ หุ้น modern trade PE 10 เท่า ปันผล 6% โชคดีคนเริ่มเห็นทีหลัง ราคาก็เริ่มขึ้น reward ตอบแทนให้เรามากกว่าที่เป็นจริง เรามีเงินเพิ่มขึ้น เราไม่ได้เอาไปกิน ผลตอบแทน20ปี มโหฬาร เม็ดเงินตั้งต้นน้อย แต่ลงทุนวันนี้ ไม่สามารถได้มากเหมือนสมัยก่อน เป็นโชคที่เปลี่ยนเราเป็นคนรวย และ เราใช้หลักการวีไอ ตอนนี้ PE 10 เท่า ดีๆ หายากขึ้นเยอะ เป็นโชคของผม
แก้วดวงที่ 3 เรื่องของเวลา ลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ลงไปเรื่อยๆ เป็นนิสัย ชอบทำอะไรสม่ำเสมอ ยืนหยัดแต่ไม่เร็วนึกย้อนหลังถือว่าร่างกายช้า เทียบสมัยก่อน เล่น ตี่จับ โดนจับตลอด เราช้า เหมือนปลาว่ายช้าๆ
เวลาในการเริ่มลงทุนให้เร็ว ผลตอบแทนให้สูง ถ้าเงินทุนเริ่มต้นไม่เยอะ แต่สามารถเพิ่มเงินลงทุนได้ตลอดเวลา โชคดีที่ได้ผลตอบแทนที่สูง จะหุ้นขึ้นหรือลง ก็ถือไป เวลาเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 40 เปรียบกับถ้าคนรุ่นใหม่ อายุน้อยมีโอกาสเร็วกว่า แต่ชีวิตตัวเองไม่ค่อยเปลี่ยน จน แต่สามารถท่องเที่ยวทั่วโลก และ เรียนจบปริญญาเอกด้วย
ดร ไพบูลย์ บอกว่า กลับมาที่คุณก้อย สิ่งที่ดำรงความรวย เพิ่มพูนความรวย รักษาความมั่งคั่งมีแนวคิดอย่างไร
คุณก้อย พูดถึง คุณใหม่บอกถึง การเรียนรู้ ดร นิเวศน์ พูดบ่อยคือโอกาสที่ทำให้ตัวเองรวย ถ้าไม่มีโอกาส ก็สร้างขึ้นมาเอง เช่น ดร นิเวศน์ พูดถึงการขอทุน หรือ สร้างโอกาสให้ตัวเรามากที่สุด ดร ไพบูลย์ บอกว่า ต้องอยู่ ถูกที่ ถูกเวลา คนในกลุ่มแบบ ดร อยู่ในช่วงเจริญเติบโต แต่หลังจากนั้น อาจหาโอกาสได้น้อยลง
ดร ไพบูลย์ บอกว่า คุณใหม่พูดถึง ถูกที่ ถูกเวลา และ เรื่อง เหตุและผล คุณใหม่เลยขอเสริม ดร นิเวศน์ มีครบทั้ง 4 ข้อเลย
มีเพื่อน ที่ดี ดร ไพบูลย์ ใช้ชีวิตสมถะ กินทีละคำ ไม่ใช้ชีวิตเลิศหรูอะไร
คุณใหม่ พูดถึง วิลตัน เชอร์ชิว บอกไว้ว่า ยิ่งคุณมองอดีตได้ไกลเท่าไหร่ จะพยากรณ์อนาคตได้ชัดเท่านั้น ดร นิเวศน์ สะสมความรู้ไว้เยอะเลยสำเร็จ ศึกษาหุ้นและประวัติศาสตร์
ดร ไพบูลย์เสริม ร่ำรวย โชคดี มาจาก ตอนมีลูก อดออมขึ้น ได้ฝึกให้ คุณใหม่ บอกว่า จิตใจอ่อนโยนลง สร้างแรงบันดาลใจบางอย่าง เวลามองคนอื่นได้ วิเคราะห์หุ้น เลยลงทุนได้กำไรเหมือน ดร นิเวศน์
ถามคุณใหม่ อยู่ๆไม่สามารถโผล่มาได้ เช่น อยู่ๆ ทำไมมีปืน ในกระเป๋า ไม่มีคำตอบ
อจ ก้อย พูด ขอแบ่งเป็น2ช่วง ในช่วงที่เริ่มต้น ยังไม่รวยหรือ ก่อนรวย
1. หารายได้อย่างสุจริตไม่เบียดเบียนใคร
2 ต้องใช้อย่างอดออม
3 ต้องมีเป้าหมายชีวิตในแต่ละขั้นของชีวิต
4.ต้องบริหารความเสี่ยง กระจายความเสี่ยง ทำประกันชีวิต ถ้าเราเป็นหัวหน้าครอบครัว
5.มองโรคในแง่ดี
6 เผื่อแผ่ ให้คนอื่น มีก็แบ่งปัน ไม่ต้องรอจนรวยค่อยแบ่งปัน
ช่วงที่ 2 เมื่อรวยแล้ว
1 ปกป้องเงินทองของเรา
2. บริหารความเสี่ยง กระจายความเสี่ยง
3. ควบคุมความมั่งคั่ง ลงทุนอย่างสุจริต
4 ไม่โลธ
5 ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
6 เผื่อแผ่ แบ่งปัน ให้โอกาสกับคนอื่นๆ
ดร นิเวศน์ บอกว่าไม่ได้ตั้งเป้าหมาย เพราะ สมัยก่อน ไม่มีใครสอน แต่ จำได้ว่ามีเป้าหมายอันนึง เคยเป็นที่ปรึกษา บริษัทแห่งหนึ่ง เคยไปดู ของที่ ธนิยะ กินข้าวถึงบ่ายสาม เริ่มลงทุนไม่นาน เริ่มตั้งเป้าหมาย พยายามเขียนบทความ คิดว่า วันหนึ่งจะมีชื่อเสียง เป็นนักวิชาการการลงทุน ในแนววีไอ เพราะตอนนั้นไม่มีคนเขียนเลย ไม่มี conceptนี้ในประเทศไทย ในที่สุดแนวทางต้องมีในเมืองไทย ตอนนั้น นสพ ก็ไม่มีบทความพวกนี้ ซึ่งก็ทำได้จริง เสนอบทความเขียนฟรีให้นสพ xxxxx 10 กว่าปี ไม่ได้เงิน เลยทำรวมเล่มขาย อันนี้ดร ไพบูลย์เสริม
กลับมาที่คุณ ชาย ดูจากมหาเศรษฐีระดับโลก หลังจากรวยแล้ว ส่วนใหญ่ก็ทำประโยชน์ให้สาธารณะ ช่วงสุดท้ายของการลงทุน ทักษะจะใช้ตรงกันข้าม ใช้ทรัพย์ที่หามาใช้ เป็นประโยชน์ ยิ่งมีมาก ต้องใช้ออกไปให้เกิดประโยชน์วงกว้างในสาธารณชน เหมือน ข้าวในโกดัง เก็บไว้ไม่มีประโยชน์ แต่เมื่อหว่านในนาจะเกิดประโยชน์มากกว่า
ผม ตอนปฏิบัติ จะให้เงิน ก็ยังลังเลเหมือนกัน มันก็เป็นเงินที่หามา วอร์เรน เด็ดขาด ให้ถึง 90% และ ยังชวนคนอื่นมาบริจาคด้วย พอเรามีความมั่งคั่งระดับนึง ต้องช่วยเหลือ
มีคนมาถาม ว่าทำบุญกับใครได้บุญเยอะสุด ตอบว่า ต้องทำบุญบ้าง ไม่ต้องเลือกว่าช่วยใครบ้าง คน พระ สัตว์ ช่วยทุกระดับชั้น มีอานิสงฆ์ ต้องทำเองเห็นเองดีกว่า
คนประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะทำเหมือนกัน จะมีแนวคิดแบบนี้ อจ เสน่ห์ แซว ดร นิเวศน์ มีความคิดแบบนี้ไหม
ดร ตอบ เรื่องยีน ตายไปเอาไปไม่ได้ ถ้าให้ลูกเพียงพอ แล้วให้คนอื่น พูดถึง วอร์เรน ก่อน อายุ 70 ปี ไม่ค่อยบริจาค แต่จุดเปลี่ยนคือภรรยาเสียชีวิต ในห้องประชุม หัวเราะกันใหญ่ กลับมาต่อ วอร์เรนเคยสัญญากัน ว่า ถ้าเขาตาย เงินเป็นของเมีย ถ้าเมียตาย เงินจะเป็นของสาธารณะ และ เมื่อเจอ บิลเกตต์ ที่เลิกทำงานและดูแลมูลนิธิ คุณวอร์เรนเจอคนที่ใช้เงินอย่างมีค่า ก็เลยบริจาคเข้ามูลนิธิ
กลับมาที่คุณก้อย พูดถึง ไม่ต้องรอให้เมียตายก็ทำได้ตลอดเวลา คุณใหม่ เสริม จากหนังสือที่แจก คุณวราพรรณ หรือ คุณ ตรีนุช ถ่ายทอด การไม่มีเงินเป็นปัญหาชั่วคราว แต่การไม่มีเป้าหมาย และความฝันเป็นปัญหาตลอดชีวิต คุณใหม่เสริม ว่า ดร นิเวศน์ ตั้งเป้า อยากเป็นเจ้าพ่อตลาดวีไอ ต้องเข้าตลาดก่อน ถ้าเรารู้ตลาดล่วงหน้า เราก็เข้ามาก่อน จริงๆก่อนหน้ามี อจ สมชายเข้าตลาดก่อน ดร นิเวศน์ บอกว่าตั้งเป้าเรื่องวีไอ หลักการวีไอ แต่การลงทุนหุ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คุณใหม่ เสริมคุณก้อย นอกจากหัวใจเศรษฐี เราต้องมีเป้าหมายชีวิต ถามคนในห้องประชุม ว่าเรามีเป้าหมายหรือยัง คนพยักหน้าอายุมากกว่า 60 ปี ดร ไพบูลย์ เสริม บางทีก็ทำไปแบบไม่ตั้งใจ
คุณใหม่แจ้งว่า ข่าวดีสำหรับคนที่อายุ 60 อาจมีการขยายอายุออกไป อายุคาด หมายถึง อายุที่คาดว่าจะเหลืออยู่ อาจมีการเลื่อนอายุที่เกษียณจาก 60 ปี
เป้าหมายที่ถูกต้อง คือ เป้าหมายว่าเราจะทำประโยชน์ให้คนอื่นได้เมื่อไร จึงนับว่าเป็น เป้าหมายที่แท้จริง ทำให้เราถึงที่หมายอย่างแท้จริง ไม่เสียชาติเกิด คือเป้าอยากเป็นอะไร เพื่อใคร
คุณใหม่ ถาม ดร นิเวศน์ ตายแล้ว งานศพ คนจะพูดถึงเรื่องอะไร
ดร นิเวศน์ บอกว่า แค่ให้ลูกเมีย ว่า พ่อให้ชีวิตที่ดีกับเค้า คนอื่น ชั่งหัวมัน ใครคิดอย่างไร ไม่สนใจ ได้ใจผมจริงๆ อจ เสน่ห์ เสริม อย่างนี้นอนตายตาหลับ แต่ถ้าอย่างอื่นได้มา เป็นเรื่องของอนาคต เรื่องของโลก
คุณใหม่ เสริม อาจารย์ เป็นนักลงทุน เป็นนักวิชาการ สร้างความรู้ให้แก่ ประชาชน อาจเปิด hot line ให้แมงเม่า
อจ เสน่ห์ ให้จำลองงานศพ ดร นิเวศน์ จะพูดอย่างไรครับ คุณชาย
ดร ไพบูลย์ เอาอย่างนี้ ให้ทุกคนนึก ว่า งานศพของเรา เราอยากให้คนพูดว่าอย่างไร เราไม่ได้ยิน สุดท้ายเราจะไปไหน สำคัญกว่า เราได้วางตัวว่าเราไปไหน ไม่มีใครบอกได้ว่าเราไปไหน ถ้าเราไม่ประมาท จะได้ไปสู่ที่ชอบ อจ เสน่ห์ เสริม ที่ชอบคือไปในที่ดีๆ นั่นเอง เช่น ทำชอบ ทำชั่ว ทำดี สุดท้ายอยู่ที่กำลังใจ บางคนไปลงทุน แม้พลาดการลงทุน แต่ไม่เคยหมดตัว มีอีก track หนึ่งของชีวิตเดินต่อไป สามารถที่เอาชนะที่แพ้ได้ เป็นสิ่งที่ดี
มีคนฝากข้อคิดไว้ครับ
ไม่มีเงินทอง มันสมองเรายังมี
หมดเนื้อหมดตัว
เท้าถึงหัว ก็ยังอยู่ดี
คิดว่าโชคร้าย ที่โชคร้ายกว่าเราก็มี
วันนี้มืดไม่เห็นหนทาง พรุ่งนี้แสงสว่างก็ยังมี
ไม่มีคนทีเรารัก แต่คนที่เรารักก็ยังมี
วันนี้ชีวิตไม่เหลือใคร คิดได้ไง
เพราะลมหายใจเรายังมี

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร ไพบูลย์ อจ เสน่ห์ และ วิทยกรทุกท่าน ที่มาให้ความรู้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Aug 24, 2015 11:43 pm

วันนี้ เป็นอีกวันหนึ่งที่ตลาดหุ้นลบเยอะมากวันนึง

เท่าที่สังเกตุดูมาจากปัจจัยภายนอกประเทศที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาจาก จีน เกาหลี เหนือและใต้ และ ปัจจัยจากบ้านเรา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ราชประสงค์ ตลาดหุ้นรอบบ้านเราตกรุนแรง เช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นของเรา
ผมตั้งข้อสังเกตุว่า
จากเหตุการณ์ ที่ราชประสงค์เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สค 15 มีผลกระทบต่อ การท่องเที่ยว โรงแรมในบ้านเรา ทำให้วันรุ่งขึ้น
หุ้นโรงแรม และ ท่าอากาศยาน ร่วงอย่างรุนแรง แต่ถ้าลองสังเกตดูหุ้นบางตัวถึงแม้ร่วงรุนแรง แต่ก็สามารถกลับขึ้นมาได้บางส่วน เพราะว่า รายได้ในประเทศ เป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
วันนี้ตลาดหุ้นลดลงมากกว่า 60 จุดภายในวันเดียว สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุน มีการโพสในSocial media มากมาย ลองสังเกตุดูว่ายังมีหุ้นบางตัว ลงเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับตัวอื่น หมายความว่า หุ้นมีความแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับหุ้นทั่วไป ดังนั้น ในวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเสมอ ถ้าเราถือหุ้นที่ดี มีภูมิต้านทานสูง ก็จะทำให้ port ไม่เสียหายมากเมื่อเทียบกับ SET index และ ยังสามารถเลือกซื้อหุ้นที่ราคาลงมาเยอะ ซึ่งอยู่ใน watch list ได้ด้วย

นี่อาจเป็นบททดสอบบทนึง สำหรับการลงทุนระยะยาว และ ย้ำเตือนตัวเองไว้ว่า ดัชนีพึ่งลงมาจาก 1600 ไปแค่ 1300 เทียบไม่ได้กับวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งนับเป็นครั้งใหญ่สุด ที่ดัชนีลงจาก 17xx มาเหลือ 204 จุด เราต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อจะได้ไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ครับ

ก่อนจบบทความนี้ ขอฝากเรื่องความรู้เรื่องการลงทุน

การลงทุนในความรู้ ไม่ว่าอ่านเอง หรือ ไปเรียนกับกูรู และ ศึกษาข้อมูลของหุ้นแต่ละตัวอย่างละเอียด จะเป็นประโยชน์กับเรา เวลาเราต้องใช้เลือกหุ้น ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอครับ ตอนนี้น่าจะไปโอกาสดี ในการไปสัมมนา เพราะ ห้องสัมมนาจะว่างกว่าปกติ ดูจากการสัมมนาสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นยังมีเหลือบ้าง ซึ่งปกติจะเต็มตลอด


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Aug 31, 2015 6:47 am

งานสังสรรค์ VI Q2/58 ค้นหาโอกาสในวิกฤต ( Opportunities in Crisis )
ช่วง ดร สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติเปิดงาน
ผมเลยสรุปมาให้คนที่ไม่ได้ไปฟังครับ
ดร สถิตย์ พูดถึงคำว่า วิกฤต ในภาษาจีน มาจากคำว่า เว่ย (อันตราย) บวกกับ จี (โอกาส)
จะเห็นว่ามีคำว่าอันตรายกับโอกาสอยู่ในตัวเดียวกัน หมายถึง ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาส
ตอนวิกฤตปี2540 เริ่มต้นที่ประเทศไทย วิกฤตฟองสบู่ ลุกลามไปที่สถาบันการเงิน ชื่อวิกฤตเรียกตามอาหารที่มีชื่อ
ของแต่ละประเทศ ดังนั้นวิกฤตครั้งนี้เริ่มจากไทย ดังนั้นจึงเรียกว่า วิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 เราเจอวิกฤตอีกหลายครั้ง
มาแรงในปี 2008 วิกฤตเริ่มที่ สหรัฐอเมริกา เกิดจากการมีหนี้ด้อยคุณภาพจากภาคอสังหาริมทรัพย์ นำหนี้มาผสมกันเป็น
ตราสารหนี้ชนิดใหม่ และนำไปขายต่อ ปรากฎว่า สินทรัพย์ด้อยคุณค่า ได้มีการซื้อขาย ลุกลามไปทั่วโลก ตราสารชนิดนี้มี
การรับประกัน เช่น B ซื้อจาก A โดย A รับประกันตราสารนี้ เนื่องจากมีการซื้อต่อไปเรื่อยเป็นงูกินหาง ท้ายสุด รายสุดท้ายก็
ขายมาให้ A และ เป็นผู้ค้ำประกันให้ A ดังนั้น เวลาเกิดปัญหาก็ทำให้สถาบันล้มกันมากมาย ไม่สามารถรับประกันความเสี่ยงซึ่งกันและกันได้ เราเรียกวิกฤตนี้ว่า แฮมเบอร์เกอร์ Crisis ซึ่ง นักลงทุนหุ้นคุณค่าหลายคน ก็ค้นพบหุ้นที่มีคุณค่าแต่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากมาย และ ประสบความสำเร็จในการลงทุน นักลงทุนชั้นเซียนเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เลยพยายามให้ข้อคิดกับมือใหม่ไปใช้งาน หุ้นที่ลงทุนต้องมีกำไร เงินปันผลที่ดี และ บริษัทมีการเติบโต กำไรไม่ใช่มีแค่ในอดีต แต่มีกำไรในอนาคตด้วย ค้นหาว่าราคาที่แท้จริงมีค่าเท่าไหร่ ซื้อหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ยิ่งในช่วงตอนวิกฤต สามารถค้นหาหุ้นได้ไม่ยาก
นักลงทุนหุ้นคุณค่า สามารถลงทุนในหุ้น ทุกช่วงเวลาของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ขึ้นหรือลง SET ไม่ได้สะท้อนหุ้นคุณค่าที่เราถือ
ดัชนีไม่ได้สูงกว่าเมื่อก่อน แต่หุ้นคุณค่าได้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อก่อน เป็นไปได้ ดังนั้นควรสนับสนุนการลงทุนแบบหุ้นคุณค่า
เห็นด้วยกับคุณโจ ว่า เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของชีวิต และ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์อยู่ได้อย่างมั่นคง เพราะว่า สัดส่วนของผู้ลงทุนแบ่งได้เป็น 1. รายย่อย 55% 2. ต่างประเทศ 20% 3. สถาบันหรือบริษัหลักทรัพย์ ประมาณ 20กว่า%
ดังนั้นถ้านักลงทุนรายย่อยซึ่งคิดเป็น55%ของนักลงทุนทั้งหมด ลงทุนด้วยวิธีการลงทุนหุ้นคุณค่า ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เติบโตอย่างยั่งยืน
ย้อนหลังกลับไป 10กว่าปี ถ้าต่างชาติขาย เราก็ต้องขายตามทำตามกระแส วิเคราะห์หุ้นเองไม่เป็น
พอต่างชาติเข้ามาซื้อ เราก็ตามต่างชาติ โดยไม่รู้คุณค่าของหุ้นอยู่ตรงไหน
โชคดีที่ไทยมีนักลงทุนหุ้นคุณค่า และ รายย่อยเป็นสัดส่วนที่เยอะ ต่างชาติไม่เข้าใจสถานการณ์ของเรา
ทำให้รายย่อยเข้าไปซื้อแทนต่างชาติ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไม่หวือหวา ขึ้นแรง หรือ ลงแรง
ได้คุยกับดร ไพบูลย์ แนวการลงทุนเช่นนี้ ทำให้ดร ไพบูลย์เชิญมาพูดว่า การลงทุนหุ้นคุณค่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
การลงทุนหุ้นคุณค่า ไม่ได้ทำให้รวยทันที แต่สะสมความรวยตามช่วงเวลา ต้องใจเย็น
การมั่งคั่งมาจากการเลือกหลักทรัพย์ที่ดี ได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง
เหมือนการประกอบธุรกิจ ก็ต้องค่อยๆเจริญเติบโต การลงทุนต้องมีสัญชาติญาณในการขายกำไรบ้าง
และต้องนำหลักการหุ้นคุณค่ามาใช้ “ จงกล้าตอนที่คนอื่นกลัว จงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า”
อย่าปล่อยให้ความโลธเข้ามาครอบงำการลงทุน ยึดหลักการให้แน่น อย่าลืม ให้เข้าใจว่าเป็นการลงทุนระยะยาว
อยากให้พวกเราใจเย็น ตั้งใจลงทุน ทำให้ส่วน 55% ทำให้ตลาดโตอย่างยั่งยืน
ตอนนี้ Market Cap ของตลาดสูงกว่า GDP แล้ว ต้องการเพิ่ม Market Cap อย่างมีคุณค่า
ขอให้ทุกคนโชคดีครับ ขอบคุณครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Aug 31, 2015 6:50 am

Opportunities in crisis
พี่ชาย มโนภาส

ผมขอเสริมประเด็นเพิ่มเติมละกันนะครับ ถ้าผมตกหล่นอะไรไป
ก็ขอเชิญพี่ๆท่านอื่นมาเสริมด้วยล่ะกันนะครับ
ขอบคุณครับ
nuthjira

พี่ชายจะอธิบายในภาพเศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ ย้อนกลับไปดูวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในอดีต
วิกฤตทั้งหมดทั้งสังคม การเมือง การปกครอง และ การลงทุน

ขึ้นต้นจากภาพต้นไม้4ฤดู ศก.เป็นวัฏจักร ทั้งขึ้นและลง แต่นักลงทุนอยากให้มีแต่ขาขึ้นอย่างเดียว
ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีทั้ง เริ่มต้นการผลิต>ขยายกำลังการผลิต>
ขยายกำลังการผลิตจนล้นความต้องการของตลาด>> และเข้าสุ่ภาวะชะลอตัว
"วิกฤตเศรษฐกิจเป็นเรื่องดี เพราะเป็นโอกาสในการกำจัดบริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไป
เมื่อพ้นวิกฤตบริษัทที่อยู่รอดจะแข็งแกร่งขึ้น"
เหมือน4ฤดู มีข้อดีทั้งนั้น เหมือนในวิกฤตก็มีข้อดี

พี่ชายได้ยก Quotes จากหนังเรื่อง Margin call ประโยคที่ว่า
"there are three ways to make a living in this business be first be smarter or cheat"
การที่คุณอยู่ในอุตสาหกรรม คุณต้องเร็วกว่าเค้า คุณต้องฉลาดกว่าเค้า หรือ คุณต้องโกงเค้า
ย้อนกลับมาที่นักลงทุนอย่างเรา เราไม่โกง ดังนั้นเราควรเห็นก่อนคนอื่น และ ฉลาดกว่าคนอื่นถึงจะชนะได้

ย้อนกลับไปในอดีตของประเทศไทย 30 ปี
ประเทศไทยผ่านวิกฤติ ราชาเงินทุน blackmonday ซึนามิ ซาร์ แฮมเบอร์เกอร์ ต้มยำกุ้ง...
ในวิกฤติ ท่านดร.นิเวศน์ สร้างความมั่งคั่งได้ในปี 2540 ในวิกฤตครั้งนั้นสร้างความมั่งคั่ง
ให้กับนักลงทุนหลายคน ฉนั้นในวิกฤตย่อมมีโอกาส

ช่วงนี้มีข่าวออกมาว่าการส่งออกลดลง หลายคนกังวลกับการส่งออก!!!
การส่งออกของไทยเป็นอันดับ 22 ของโลก
มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงมากในปัจจุบัน
ขณะที่ในปี2540 มีทุนสำรองน้อยกว่านี้มาก
ถ้าให้เทียบปัจจุบันกับวิกฤตต้มยำกุ้งแล้ว
ยังห่างไกลมาก คนละบริบทกัน

แต่ในปัจจุบันโลกได้เชื่อมต่อถึงกัน ภาวะเศรษฐกิจในอเมริกา
อาจจะเกิดผลกระทบกับประเทศไทยได้เช่นกัน

ในตลาด Shanghai ดัชนีขึ้นไปสูงมาก แต่ว่าสูงเพราะ ปริมาณของ margin ที่อัดเข้ามาในตลาด
ขึ้นเพราะคนกู้เงินมาซื้อหุ้น การขึ้นอย่างนี้เป็นการขึ้นที่ไม่ยั่งยืน สุดท้ายแล้ว shanghai ก็ล้มลง
ย้อนกลับมาที่ SET เราก็ต้องระวังหุ้นที่ขึ้นไปสูงๆ อาจจะเกิดจากบัญชีที่เปิดในต่างประเทศแล้วกลับ
มาซื้อที่ประเทศไทย ใช้โอกาศในการกู้ยืมต่ำ มาปั่นหุ้นในไทย ฉนั้นเราอย่าชะล่าใจไปกับดัชนีที่ขึ้นไป

กลับมาที่การเติบโตของประเทศไทย
GDP ประเทศไทยในปี 1960-2010
GDP ประเทศไทยเติบโตมาโดยตลอด แบ่งเป็น2ช่วง
1.ช่วงก่อนปี 2540 โตปีละ 7-8%
2.หลังปี 2540 โตปีละ 4-5%

เหตุจากการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยเกิดจาก
การเปลี่ยนผันในสมัย พลเอกเปรม การเปลี่ยนบริบททางสังคมเริ่มต้นจาก
1.การให้ นิสิต นักศึกษา ที่เข้าป่าได้กลับเข้ามาช่วยพัฒนาชาติ
2.ให้ต่างชาติ เข้ามาลงทุน สัมปทาน ปิโตรเลียม
ประเทศไทยค่อยๆค้นพบ แหล่งพลังงานเป็นของเราเอง

ตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมาเกิดวิกฤติต่างๆมากมาย แต่GDPเราก็เติบโตได้
ดังนั้น"หนทางของการพัฒนาประเทศ ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ"
ปี 2523 วิกฤตราชาเงินทุนของประเทศไทย เกิดการปั่นหุ้นขึ้นไปมาก
ช่วงที่ พลเอกเปรมเข้ามา เศรษฐกิจของประเทศแย่มากๆ
มีการปรับค่าเงินลดลง
เกิดกบฎเมษาฮาวาย
แต่รัฐบาลพลเอกเปรมพยายามผลักดันให้เกิดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ได้
ตั้งแต่ มาบตะพุด ทางด่วนขั้นที่1 ต่างๆ สนามบินดอนเมือง ทั้งๆที่รัฐบาลไม่มีเงิน
แต่ก็ค่อยๆพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปทีละชิ้น

ระหว่างนี้ก็มีวิกฤติพฤษภาทมิฬ วิกฤตเสี่ยสอง สงครามรบกับลาว
แต่เราก็มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไปด้วยเช่นกัน
เช่น ทางด่วนศรีรัช ดอนเมือง-โทลเวย์
จะเห็นว่า แม้เราจะมีวิกฤตอะไร แต่เราก็มีการก่อสร้าง infrastructure ไปด้วยเช่นกัน

แต่หลังจากปี 2540 เป็นต้นมาการสร้าง infrastructure น้อยลงมาก
มีแค่ แอร์พอร์ตลิงค์ เท่านั้นเอง

เมื่อก่อนเศรษฐกิจไทยโตจากการส่งออก และ การลงทุนขั้นพื้นฐานของประเทศ
แต่หลังจาก Hamberger crisisi การค้าระหว่างประเทศลดลงทั่วโลก
ดังนั้นประเทศไทยจะหวังกับการส่งออกมากไม่ได้
การส่งออกของประเทศเพื่อนบ้านยิ่งแย่กว่าประเทศไทยอีก

เราส่งออกข้าวอันดับ1ของโลก
ส่งออกน้ำตาลอันดับ2ของโลก
แต่ ข้าว และ น้ำตาลไม่ใช่ TOP5 ของการส่งออกของประเทศไทยเลย !!! :shock:
ฉนั้นที่ว่าเรากังวลว่าการส่งออกทางการเกษตรของเราต่ำลงจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเลย

ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมี4ส่วนคือ
1.การใช้จ่ายภาครัฐ
2.การส่งออก
3.การบริโภคครัวเรือน
4.การลงทุน

สิ่งที่เราหวังได้จากนี้ไปคือ การใช้จ่ายจากภาครัฐ และการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
ที่จะมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากนี้ไป

ขอสรุปคร่าวๆใน PART I ประมาณนี้ครับ
ถ้าตกหล่นอะไรไปขออภัยด้วยครับ

Cr K. Nuthjira


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Aug 31, 2015 6:53 am

Money talk at SET 29Aug2015

หัวข้อที่ 1 สัมมนา หัวข้อ "จับตาหุ้นเด่นบริษัทดัง"

1) คุณณรงค์ ทัศนนิพันธ์ _CEO SEAFCO

2) คุณอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ _CEO TKN

3) คุณกิตติ ชีวเกตุ_CEO UAC

4) คุณสุระ คณิตทวีกุล_CEO COM7


ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ นพ. ศุภศักดิ์ หล่อธนวนิช ดำเนินรายการ
เกริ่นนำ
Money talk คราวหน้าวันที่ 19 กย 15 จองตั้งแต่ 12 กย 15 เวลา 7.00 น ผ่านทาง Facebook Moneytalk
ช่วงที่1 เจาะลึกหุ้นใหม่ IPO
BA คุณ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการ
S11 คุณ สุรศักดิ์ เข็มทองคำ กรรมการผู้จัดการ
WICE คุณ ชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ
ASEFA คุณ ไพบูลย์ อังคณากรกุล กรรมการผู้จัดการ
ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ นพ. ศุภศักดิ์ หล่อธนวนิช ดำเนินรายการ
ช่วงที่ 2 เป้าหมายชีวิตพิชิตการลงทุน
คุณ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
คุณ พีรนาถ โชควัฒนา
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ดำเนินรายการ

แนะนำ
ผู้บริหารสอดคล้องกับตลาด บริษัทมีหลากหลาย ทั้ง สาหร่าย เสาเข็ม บริษัทคอม และ พลังงานทางเลือก
SEAFCO พี่ใหญ่ เข้าตลาดมาตั้งแต่ปี 47 คิดเป็น 11 ปี คุณ ณรงค์ จัดตั้งศูนย์ปฎิบัติธรรม คนถือหุ้นได้บุญด้วย
UAC คุณกิตติ น้องคุณณรงค์นิดหน่อย เข้ามาได้5ปี มาจาก ชื่อเดิม บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน)
COM7 พึ่งเข้าตลาดมาไม่นาน แค่ 1 เดือน คุณสุระ เป็น CEO อายุ 46 ปี
TKN ยังไม่เข้าตลาด CEO คุณ อิทธิพัทธ์ หรือ คุณ ต๊อบ อายุ 30 ปี หน้าดูเหมือนอ่อนกว่า ลูก ดร ไพบูลย์ บริษัทคงเข้าตลาดประมาณปลายปี
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่รายการจองแล้วคนไม่เต็ม ปีก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ จัดที่ หอประชุมจุฬา ปี 40 ซึ่งจุคนได้ 1800 คน หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง
จัดที่หอประชุมธรรมศาสตร์ จุคนได้ 3,000 คน คนมาพูด 5 คน แต่คนมาฟังแค่ 4 คนเท่านั้น ไม่รู้ว่าคนไปไหนหมด แต่เราก็ยังจัด
ขอชื่นชม ช่วงเกิดระเบิด นายก ออสเตรเลียเชียร์ให้คนมาเที่ยว ไม่ต้องกลัวระเบิด แค่ไม่ไปที่มีโอกาสเท่านั้น
ปีหน้า ยังไม่แน่ว่ามีจัดรายการ Money Talk เพราะว่าสุขภาพไม่ดี กำลังหาคนมาแทน ยังหาคนไม่มาแทนไม่ได้ ดูปีหน้าอาจจะเลิกหรือลดขนาดลง
ขอบคุณ sponsor ที่มาสนับสนุน เช่น คุณณรงค์ คุณสุระ เป็นต้น ส่วนคุณต๊อบเอาเถ้าแก่น้อยมาแจก ส่วนคุณกิตติ ดร ไพบูลย์เป็นประธานอยู๋แล้ว
ท่านใดอายุ 60 ปี ก็มาได้เลยไม่ต้องจอง ท่านใดที่บาดเจ๊บ ก็มาขอที่นั่งกับทีมงานได้เลย
คำถามข้อแรก
ธุรกิจของบริษัททำอะไร?
คุณณรงค์ ผู้นำเสาเข็มเจาะมา 41ปี ธุรกิจ ทำเสาเข็มเจาะ ใช้รถเครนใหญ่ เจาะเสาเข็มรถไฟฟ้า เหมาะกับ อาคารสูง คอนโด งานรถลอยฟ้า รถไฟสายสีต่างๆ
ต้นเสาเข็ม เส้นผ่าศูนย์กลาง 60 cm ลึก 60 เมตร ต้นละ 2-3 แสนบาท ถ้าต้นใหญ่ 2 เมตร อาจแพงหน่อย ต้นละ 4 ล้านบาท
ถ้าโครงการเล็กๆ 30 ล้าน โครงการใหญ่ เช่น ไอคอนสยาม 300 ล้านบาท เมื่อหลายปีก่อน เคยทำ โครงการมหานคร 400 ล้านบาท
จำเป็นต้องมีฐานราก ต้องมีเสาเข็ม แม้แต่คนยังต้องมีรากฐานชีวิต นีก็พื่งเสร็จ เสาเข็มของรถไฟฟ้า สายสีม่วง น้ำเงิน และ เขียว ไป
หมอ เค ถามว่า มองที่ตอม่อ คือ เสาเข็ม คุณณรงค์ ตอบว่า ใช่ครับ งานมองไม่เห็น ทำงานแบบไม่เอาหน้า ไม่เห็นผลงาน แต่เอาเงิน
ยังมีทำ ห้องใต้ดินลึกๆ เพราะว่า ที่ดินแพง จึงทำที่จอดรถลงใต้ดิน เราเป็น pioneer เคยทำห้องใต้ดิน 6 ชั้น ที่ โรงแรม แกรนด์ไชน่า
เราเป็นบริษัทแรกที่ทำในไทย ถ้าเรามีเทคโนโลยี เราก็สามารถทำได้ ถึงแม้ที่ดินจะอ่อน การทำให้ลึก ต้องมีกำแพงกันดิน Diaphragm wall
ซึ่งรับแรงดันดินที่มากๆได้ หนาประมาณ 1 เมตร ลึก 30 เมตร
บางงานทำไม่คุ้ม เพราะค่าตัวแพง เพราะต้องใช้วิศวกรที่ใช้ License ขอบ่นว่า ต้องให้รัฐไปควบคุมบางงานที่ไม่ได้ใช้วิศวกร ที่ชำนาญ
ก่อน IMF มีบริษัทต่างชาติมาทำเยอะ แต่พอเจอวิกฤต ต้มยำกุ้ง เหลือเราอยู่เจ้าเดียว เมื่อเศรษฐกิจกลับมา ได้ทำสยามพารากอน แล้วค่อยมีเจ้าใหม่มาทำแข่ง
เวลามีวิกฤต เราเป็นธุรกิจต้นน้ำ เสาเข็มต้องเสร็จก่อน ตอนช่วงต้มยำกุ้ง ประสบการณ์ทางการเงินเราน้อย ผมรู้ก่อน ตอนช่วงปี 38 ไม่ค่อยมีงานมาให้คิดราคาแล้ว
ผู้รับเหมายังแย่งงานกัน แต่เราไปบอกเขาว่าไม่มีงานแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อ งานเสาเข็ม เป็นตัวบอกว่ามีงานหรือไม่
ตอนนี้งานชลอนิดหน่อย ประมาณ 80% มี cycle ของมัน มีลดลงไปบ้าง แต่ไม่เจ๊ง เราเช็ค demand and supply ตลอด สรุป มันยังไปได้สบาย

ถามคุณกิตติ UAC ทำ ธุรกิจสารเคมี และเข้าสู๋พลังงานทางเลือก
เราแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 หมวด คือ
1. Trading ขายสารเคมี และ สารต่างๆที่ใช้ในบ่อแก็ส จนไปถึง โรงไฟฟ้าเลย พวกนี้เป็นลูกค้าของเราตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
เป็นโรงงาน หรือ แท่นขุดเจาะ ทำมา 20 ปี มีลูกค้าหลัก คือ PTT , SCC
อีกหมวด 2. ทางด้านการผลิต
2.1 ร่วมทุนบางจาก ตั้งโรงงาน Biodiesel มา5 ปี ใช้ถึง B7 อาจไปถึง 10 เราถือ 30% ผลิตได้ 800,000 ลิตรต่อวัน โรงที่1 กำลังการผลิต 360,000 และ โรงที่ 2 กำลังการผลิต 450,000 เรานำเข้าน้ำมัมปาล์ม และ ขายไปให้บางจาก เชลล์ เป็นต้น เราไม่ได้ผสมเอง
2.2 ลงทุนในด้านพลังงานทดแทน เราผลิต Biogass เอาของเสียจากฟาร์มสัตว์ เช่น ขี้หมู ทำให้มีส่วนผสมเทียบเท่ากับ NGV ทำที่แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
เราก็มี Solar roof top จ่ายไฟแล้ว 2 MW ต้น Q3 15
ค่าไฟ FITT 5.xx บาทต่อหน่วย ดีกว่า เดิม โรงแรกกำลังผลิต 1.5 MW ใช้หญ้าเนเปียร์ เซ็นต์ PPA แล้ว รอการไฟฟ้าภูมิภาคมาต่อ
สองปีที่แล้ว ลงทุนโรงแยกก๊าซที่จังหวัดสุโขทัย จากบ่อน้ำมัน มีก๊าซมาแยก NGV , LPG ก่อนมาแยก เอาของเสียมาทำให้เป็นประโยชน์ เดินเครื่องแล้ว 1 ปี ค่อนข้างนิ่งแล้ว
ส่ง NGV , LPG อย่างละ 10 ตัน ให้ PTT เราตั้งท่อแยกก๊าซจากที่อื่นด้วยใช้เวลา 4 เดือน ในบ่อก๊าซเราก็มีโรงไฟฟ้า กำลัง take over ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ในแหล่งใกล้ๆกัน
ด้านเคมีภัณฑ์ โรงงาน กาวลาเทค จะไปเทค เป็นวัตดุดิบทำสี เทคไทค์ และ ต้องนำไปผสมกับคอนกรีตเพือทำเสาเข็ม และ มีความต้องการในลาว พม่า
เรามีลูกค้าในโรงงานนี้ รายได้ 400 ลบ เราสามารถขยายธุรกิจให้โตขึ้นไปอีก
เรามี partner ที่ อิตาลีสนใจพลังงานทดแทน เลยมาร่วมทุน ก่อสร้าง โรงงาน Biogass , Biomass ให้คนอื่นๆที่สนใจทำ
ดร ไพบูลย์มาเสริม ว่า ก๊าซชีวภาพ มาจาก มูลสัตว์ ต่อท่อมาจากฟาร์มเลย ส่วนก๊าซชีวมวล มาจาก อ้อย เอามาเผา
โรงงานใช้คนไม่เยอะ แต่ใช้เทคโนโลยีมาควบคุม วัตถุดิบมาจากแหล่งเดียว
เรื่องวัตถุดิบ ส่วนนึงเราพัฒนา เตรียมตัว อีกส่วนใช้ Contact farming 50ไร่ขึ้นไป ต่อราย วัตถุได้แก่ หญ้าเนเปียร์

COM7
คุณสุระ บริษัท เป็นร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าคอมพิวเตอร์ 7 หมายถึง เราจะใช้คอมพิวเตอร์ 7 วัน สมัยนั้น คนใช้ไม่ถึง 5% สุดท้ายทุกคนต้องใช้คอมพิวเตอร์หมด
ปัจจุบัน มีร้านBanana IT ขาย smartphone computer สมีคร เปลี่ยนซิมให้ค่ายทุกค่ายได้เลย มี counter service เหมือน เป็น operator รวมชำระค่าโทรศัพท์
Banana Mobile และ เปิดร้าน i studio by com7 ตอนนี้มี 101 สาขา market share สูงสุดในไทย มี ทุก product ของ apple เรามาทีหลัง แต่เห็นโอกาสตอนเปิดตัว
สินค้า iphone รุ่นแรก เป็นยุคที่เข้ามาตลาดConsumer เช่น ipod iphone เริ่มขยายสาขาจากกรุงเทพชั้นใน สู่ ชั้นนอก และต่างจังหวัด ทุกภาค เรามีร้านที่ขาย Samsung ด้วย มีสืนค้าให้ครบทุกยี่ห้อ ทำให้ลูกค้ามาที่เดียวได้ทุกยี่ห้อ
ร้านล่าสุดเปิดที่ Central Westgate 28 Aug 15 เรามีร้านทั้งหมด 320 สาขาทั่วประเทศ ส่วนที่เป็นของเราเอง Banana it and mobile 170 สาขา
เราทำธุรกิจค้าปลีก100% ที่ผ่านมาไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัท หรือหน่วยงานราชการ เราได้ทุนเพิ่ม เราจะเข้าหาลูกค้าอีกกลุ่มที่ขยายไปในองค์กร หน่วยงานราชการ สถานการศึกษา มีการซื้อทุกปีแต่เราไม่ได้เข้าเลย เรามีสาขาเยอะ ทำให้ขายได้ง่ายขึ้น ตาม มหาลัยมี E-auction เราแค่ยื่นซอง่ผ่านทาง web
จุดเด่น ที่แตกต่างกับนริษัทอื่น เราเป็นบริษัทที่มี product ครบทุกอย่าง วันนึง มือถือ มาเชื่อมกับอุปกรณ์ที่บ้าน IOT ( Internet of thing ) ในอนาคตมี wifi ,4G ,5G มันจะอำนวยความสดวกให้กับเรา เราขายอุปกรณ์ตอบโจทย์นี้ได้ เราสามารถคอนโทรลทุกอย่างในบ้านได้
TKN เถ้าแก่น้อย
คุณต๊อบ ชีวิตจริงลำบากกว่าในหนังที่จบใน 2 ชั่วโมง โดนแฟนทิ้ง เพราะเรามุ่งทำแต่งานอย่างเดียว เราคาดหวังคนละแบบ บางเรื่องที่เล่าให้ผู้กำกับ ก็ไม่ได้ทำทุกเรื่อง แต่บางฉากก็เกินจริงเช่นที่หักรถกลับที่เยาวราช ไม่ได้ทำจริงเพราะกลัวตาย ตอนนี้ไปช่วยวัยรุ่นให้ประสบความสำเร็จดีกว่า
คนทอดสาหร่าย ได้ 10,000 แผ่น ต่อวัน เพราะได้เงินทุกแผ่นที่ทอด ดีกว่าเครื่องผลิตได้แค่ 5,000 แผ่น เริ่มต้นพนักงาน 5 คน รวมคุณต๊อบเป็น 6 คน ตอนนี้เริ่มทำ pop corn
ปีแรก ได้ 1 ลบ ปีสองเข้า 7-11 ได้ 75 ลบ สิ่งที่สำคํญ คือ การจับกลุ่มเป้าหมายอันดับแรก เป็น ผู้หญิง office ที่รักษาสุขภาพ มาจากการขาย เกาลัด ต่อมาเข้าพวก พนักงานผู้ชาย ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มยอดขายในปีที่สอง โดยเอาประสบการณ์ไปใช้กับ 7-11
ปีที่ 5 1,000 ลบ ปีที่แล้ว 2,300 ล้านบาท ตั้งเป้าปีนี้ 3,200 ลบ สินค้า มีทอด ย่าง อบ เทมปุระ ตอนนี้มี pop corn เพิ่มเข้ามา
ตอนนี้ สาหร่าย ทอด ยอดขายเป็นอันดับหนึ่ง แต่สาหร่ายย่างเริ่มดี ส่วน รสชาติ ต้มยำ ขายดีสุด
ส่งขายจีน 40 ตู้ต่อเดือน ที่กวางเจา เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก คนไทยบริโภค 8 แผ่น ต่อคนต่อปี
คนจีน บริโภคแค่ 0.1 แผ่นต่อคนต่อปี มีโอกาสโตได้อีกเยอะ

ช่องทางการขาย
1. Modern trade ได้แก่ Bigc Lotus 7-11
2. Traditio trade เช่น ร้านโชว์ห่วย
Export ตอนนี้ส่งออกไป 30 กว่าประเทศ focus sounth east พม่า กัมพูชา อินโด and asia จีน เกาหลี สัดส่วน 40% ในปีที่แล้ว ตอนนี้ยอดขายเป็น 60% แล้ว
Market share เป็นอันดับ1ในแต่ละประเทศ
คู่แข่ง ในต่างประเทศอยู่แล้ว เป็นแบบเก่า ที่มีอยู่แล้ว เราเป็นสแนกมากกว่าเขา จีนชอบความเข้มข้น กรอบ และความเป็นสแนกมากกว่า ยังไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจน
จีนมีทำออกมา แต่คุณภาพยังไม่ได้ วัตถุดิบมาจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่เราใช้ของเกาหลีเป็นหลัก ซึ่งวัตถุดิบเป็นสิ่งสำคัญ มีความเฉพาะ เรานำเข้า 5%จากเกาหลี
8,000 ล้านแผ่น มี contact farming กับ เจ้าของฟาร์ม
ต้นทุน หลัก มาจาก วัตถุดิบ สาหร่าย รองลงมา เป็น Packaging ในบาง BKU ดร ไพบูลย์เสนอ ให้สามารถทาน packaging ได้ด้วย
ซองเถ้าแก่น้อย ต้องไม่ให้แสงส่องได้ ดีกว่า ซองของมันฝรั่ง เพื่อให้มันกรอบได้นาน

ผลประกอบการ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แนวโน้ม และโครงการ ทำไมน่าซื้อหุ้นของแต่ละบริษัท
วิกฤตเป็ดปักกิ่ง ในระยะสั้น ลดลงมาก แต่ระยะยาว 5ปี ยังขึ้นเยอะมาก แต่กลัวลงมาที่เดิม ถ้าเราถือยาวในบริษัทที่ดีก็ไม่เป็นไร
SEAFCO 1H กำไร 77 ลบ รายได้ 900 ลบ ทั้งปี กำไร ก็คูณ2 infrastructure เริ่มมีมามาก และ ไปบุกพม่า เราจะส่งเครื่องมือเพิ่มอีก 2 ชุด
เราต้องออกไป AEC เมื่อก่อนไปสิงค์โปร์ เจอฐานเงินเดือนที่สูง โดนดึงตัวไปหมด ขืนอยู่นานคนหมด เลยขายหุ้น JV ออกไป
แต่ถ้าไปเวียดนาม ไม่โดนดึงคน ส่วน พม่า รายได้ 80-90 ล้านบาท ไม่ถึง 200 ล้านบาท เพราะงาน delay ต้องมีงานเสาเข็มทดสอบก่อน
รถไฟฟ้า เสาเข็มมีมูลค่าประมาณ 7% ของทั้งหมด เป็นโครงสร้างทั่วไป ตอนนี้สายสีม่วง เสาเข็ม 1,000 ลบ เฉพาะค่าแรง
ส่วนปากน้ำ ค่าแรง 900 ลบ ถ้ารวมของ จะเป็น สองเท่า 2,700 ลบ ตอนนี้ Backlog 1,040 ลบ ไม่รวมงานรถไฟฟ้า
ปีนี้ผมทำเสาเข็ม 1,500 ล้านบาท คิดเป็น 7%ของรายได้ทั้งโครงการ ดังนั้นราคางานรวม 20,000 ล้านบาท ถ้าเรามีส่วนแบ่งใน 3 เจ้า
ดังนั้นคิดเป็นมูลค่าโครงการทั้งหมด 60,000 ลบ แต่ ทั้งหมดน่าจะได้ 80,000 ลบ
เศรษฐกิจยังดีอยู่ ตอนนี้ยังขาดคนงานอยู่ เราต้องรอรับงานที่คนอื่นสร้าง ตอนนี้งานอสังหาลดลงแต่ไม่เลิก ที่สำคัญ เราต้องหาตลาดเพิ่ม
ย้ายเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งานไปที่อื่นทำงานได้
การปฎิบัตธรรม เป็นการติดเบรคให้กับจิตใจ คนลงทุนในตลาดหุ้น จังหวะไหนลงทุน ดร แซว เราจะเบรคแรงสุดเมื่อ 3 วันก่อน
เราเน้นในเรื่องสมาธิ ซึ่งเป็นส่วนนึงของธรรมะ ร่างกายอ่อนแอ ก็ไปบริหารกาย จิตอ่อนแอ ก็ไปทำสมาธิ ให้ความโลธน้อยหน่อย ความยับยั้งชั่งใจดีกว่าปกติ
หลวงพ่อวริยัง มาสอน ถ้าสนใจ ติดต่อ 029190090-7 มาเรียนไม่มีค่าใช้จ่าย

UAC 1H 15 รายได้ 700 ลบ กำไร 25 ลบ เนื่องจาก q1 ปรับปรุงเรื่องโรงงาน ตอนนี้ค่อนข้างนิ่ง ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ลบ กำไร น่าจะดีขึ้นจากพลังงานทดแทน
สัดส่วนรายได้ Trading 60% แต่กำลังมาจาก manufacturing
กำไรใน 2-3 ปีข้างหน้า UAC จะ พยายาม Balance 50:50
ตอนนี้จะเข้าไปซื้อโรงไฟฟ้า ปีหน้าน่าจะมีผลประกอบการเต็มที่ กำไรโต 20% เราวางแผน warrant exercise เป็นทุนที่เพิ่มขึ้น อีกส่วนนึง แล้วมาดูผลกำไรอีกที
ทางการส่งเสริมพลังงานทดแทน ชีวภาพ ชีวมวลและ ขยะ ส่วน solar จะหยุดแล้ว หลังจบงาน 800 MW
เหตุผลที่น่าลงทุน ราคาต่ำ โรงงานเริ่มส่งผลดีต่อผลประกอบการ เป็นโอกาส

COM7 ปีนี้ เป้ายอดขาย 15,000 ลบ ขายได้แล้ว 7000 ลบ รายได้โต 5% กำไร โต 24%
10 ปีที่ผ่านมา โตตลอดมาจาก เรามีสินค้าครบ ขยาย channel ไป เพื่อครอบคลุม สาขา และ ยอดขาย ชนะคนอื่น ตอนนี้ไปfocus สินค้า น่าจะมี NP ที่โตมากขึ้น
เราได้ economy of scales ต่อรอง apple ได้รุ่นที่ขายมาก
เรามีช่องทางจำหน่ายใหม่จากการเพิ่มทุน 1,000 ลบ เรามี market share 10% ของ consumer แต่ภาครัฐ อีก 100,000 ลบ ขอแค่ 5% ก็ได้ 5,000 ลบ มองว่าเป็นการเติบโตอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญ
Penetration 5% ในช่วงเริ่มธุรกิจใหม่ จนถึงตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30 % ยังมีโอกาสโตในส่วนของ PC
การซื้อขายแบบ Online Ecommerce มาจาก เทรนเมืองนอก แต่จากการสำรวจ การทำ E commerce อย่างเดียว ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องเป็น ออมนิแชนแนล
หมายถึง E commerce รวมกับ Store ดูในเน๊ต และ มาซื้อที่ร้าน COM7ได้เปรียบเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น
TKN
สามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงปลายปี ขึ้นกับสภาวะแวดล้อม
สัดส่วนในประเทศไม่ค่อยโต เรามีแผนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์มานานแล้ว แต่เจอน้ำท่วม ยอดขายตก เลยต้องซ่อมแซมโรงงาน ปรับเทคโนโลยีการผลิตให้ดีขึ้น
และ ไปตลาดต่างประเทศด้วย
มี back order 50-60 ลบ กำลังผลิต 100% ผลิต 23 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมง ปีนี้ตลาดในประเทศโต แต่สู้ต่างประเทศไม่ได้
เราสร้างโรงงานที่ใหม่ ที่ นิคมอุตสาหกรรมโรจจนะ ตอนนี้มีการทำเขื่อน 5 เมตร เราได้ BOI ยกเว้นภาษี 8 ปี ยอดขายเติบโต 26% กำไร โต 100% ใน ครึ่งปีแรก
ตอนนี้ ยอดขายไตรมาสนี้ดีกว่าไตรมาสสอง และ ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว
อีก 5 ปี เป็นอันดับหนึ่งในเอเซีย ยอดขาย 5,000 ลบ
โรงงานใหม่เพิ่มยอดขาย 100% เน้นส่งออกอย่างเดียว
ต้องการสร้าง Brand เถ้าแก่น้อย 10,000 ล้านบาท อยากใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ พบ Project Start up สามารถทำให้ธุรกิจขยายเร็วกว่า
อยากช่วยคนให้ประสบความสำเร็จ

ช่วงที่ 2 สัมมนาหัวข้อ “ลงทุนเปลี่ยนชีวิต ฟ้าลิขิตหรือจะสู้คนทำ”


1) คุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ
วีไอรุ่นเก๋า

2) คุณทิวา ชินธาดาพงษ์ หรือ คุณ มี้
วีไอพ่อค้าหมูยอ

3) คุณวราพรรณ วงศ์สารคาม หรือ คุณตรีนุช ชื่อใน Thaivi
วีไอแบบบ้านๆ

4) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ปรมาจารย์วีไอ


ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.ถาวร โชติชื่น ดำเนินรายการ

เกริ่นนำ
ถาม ดร นิเวศน์ เคยดูรายการ Money talk หรือ ไม่ ดร ตอบไม่ดู และคนที่บ้านก็ไม่ได้ดูเพราะกลัวเสียภาพพจน์
อจ ถาวร ตรวจสอบคนฟัง ถามว่า ฟ้าลิขิตหรือจะสู้คนทำ ถามว่า ใคร แต่งงาน แล้วมีหุ้นให้พริตตี้หรือเปล่า
ถามต่อ ฟ้าลิขิต กับคนทำ ใครสำคัญกว่ากัน ดร ไพบูลย์ เลือก ฟ้าลิขิต ฟ้าคือกรรมของเรา วิถีชีวิตใหญ่เกิดจากกรรมของเรากำหนด แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องเราทำ
ดร นิเวศน์ ไม่ได้ยก แต่เลือก ฟ้าลิขิต ป่านนี้ถ้าไม่ใช่ฟ้าลิขิต ก็มีคนประสบความสำเร็จมากมายแล้ว
หาเสียงโหวตจากผู้ฟัง
ข้อสังเกต เกี่ยวกับ วิทยากร 4 ท่าน
ท่านใดมีชื่อ นามสกุล มี ว แหวน ปรากฎว่ามีทุกคน
ท่านใด มี ส หรือ ศ ปรากฎว่า มี ทุกคน
ท่านใด มี พ ปรากฎว่า ดร นิเวศน์ ไม่มี แต่ ภรรยา ดร มี พ ครับ
มันอาจเป็นฟ้าลิขิต ว่ามีอะไรเหมือนกัน
คุณวิบูลย์ ทำงานบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ ลงหุ้นเรื่อยๆ ทำงานเต็มเวลา ลงทุนใช้เวลาน้อยมาก ปล่อยให้หุ้นไปตามยถากรรม ผลของมันกำหนดไม่ได้
คุณทิวา เคยขี่มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ครั้งละ 10 บาท ตอนเสาร์ อาทิตย์ ยังช่วยภรรยาส่งหมูยอ และ แหนมเนือง
คุณวราพรรณ ขื่อมาจากกระทู้ VI บ้านๆ ลาออกจากงานแล้ว สมัยก่อนเป็นพยาบาล รับเข้าเวรแทนคนอื่น และตอนนี้หารายได้เสริม มาเป็นพยาบาลในโรงงาน
เจอ แฟน มาขอวิตามินซี เกือบทุกวัน
ดร นิเวศน์ ถูกแซวว่า ใส่เสื้อสีแดงไป แต่ดูไปน่าจะเป็นสีบานเย็น
อจ ถาวร คิดว่า ก้ำกึ่ง บางคน ฟ้าลิขิต เช่น คุณ นุช ไม่ได้ทำงานที่โรงงาน ก็ไม่เจอแฟน ดร ไพบูลย์ บอกว่าเป็นกรรม หรือ เป็นบุญที่ทำด้วยกัน เป็นฟ้าลิขิต
คุณทิวา สู้ชีวิตมาตลอด
ดร นิเวศน์ บอกว่า ฟ้าลิขิต ฝีมือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ตอนเก่งระดับหนึ่ง กลางๆพอ
ประเด้นคือ ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่โดดเด่น ที่สุด เพราะคนนี้น เกิด หรือ เริ่มต้นกับเขาพอดี เกิดถูกเวลา ถูกที่ ทำไป สถานที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ ขึ้นมาได้ก็ต่อเนือ่ง
ถึงเวลาถ้าโชคดี ตายไปก่อน ดอนยังประสบความสำเร็จ เช่น คุณ พุ่มพวง Elvis แต่ถ้าเทียบเสียงกับตอนนี้ เสียงแม่ผึ้ง ไม่ได้แตกต่างกับสมัยนี้ เช่น คนตกรอบ AF
สมัย ฮิตเลอร์ ช่วงนั้นต้องการผู้นำ ก็เลยประสบความสำเร็จ
คนเกิดในที่เหมาะสม ในช่วงที่กำลังฟื้นตัว เช่น คุณ วอร์เรน บัฟเฟต ถ้าไปเกิดที่อื่น อาจไม่ประสบความสำเร็จ
อจ ถาวร บอกว่า เกิดถูกที่ แต่งงานถูกคน ดร นิเวศน์ บอกว่าไม่ได้เกาะภรรยา เพราะ บ้าน ก็ของแม่ยาย อาหาร ก็ใช่
ถามคุณวิบูลย์ เรื่องการลงทุนเปลี่ยนชีวิต คุณวิบูลย์ เขียนใน Column value way เขียนให้คนอื่นรู้ ประมาณ 5-6 ตอน พูดถึง
คนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้เกิดมาพ่อรวย ทำงานเก็บเงินลงทุน ในที่สุดก็เปลี่ยนชีวิตได้จริง
ทุกคนที่เขียนเป็นตัวอย่าง ทุกคนมีความมุ่งมั่น ประหยัด ขยัน อดทน อดออม ถ้าทำได้ครบ ประสบความสำเร็จ
หลังจากประสบความสำเร็จ ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม
ข้อแตกต่างกับคนไม่ประสบความสำเร็จ ได้เงินมา ก็ใช้ไป ไม่มีความมั่นคงในจิตใจ เทียบกับคนประสบความสำเร็จ ไม่มีความกังวลเรื่องการใช้จ่าย ไม่กลัวคนมายึดรถ
ลงทุนปลี่ยนชีวิต ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ว่า อีกสิบปี จะเป็นอย่างไร
อจ ถาวร ถาม ผู้ฟังว่า ใครมีเป้าหมาย คุณ วิบูลย์ แนะนำว่า ต้องเขียนเป้าหมายออกมา อีก 5 ปี เป็นอย่างไร อีก 10 ปี เป้า เป็นอย่างไร และ เก็บเป้าหมายไว้ในกระเป๋า หมั่นดูบ่อยๆ
นโบเลียน ฮิว หนังสิอ คิดแล้วรวย การจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นกับว่าเราคิดอย่างไร
คุณวิบูลย์ เริ่มเขียนเป้าหมายในกระดาษ 5 ปีข้างหน้า เป็นอย่างไร อีก 10 ปีอย่างไร และ เก็บกระดาษไว้ในหนังสือ 5 ปีผ่านไป มาดูเป้าหมาย ทำได้ดีกว่าเป้าหมาย

ถามคุณทิวา เชื่อเหมือนคุณวิบูลย์ เราต้องต้องเป้า แต่ความสำเร็จขึ้นกับฟ้าลิขิต การวัดด้วยเงิน ตอบยาก แต่ถ้าทุกคนตั้งเป้าไว้ จะสำเร็จทุกคน
ตอนเด็ก ส่งบะหมี่ อ่านหนังสือ Law of Success เอาตัวอย่างยกมาให้ดู มันเป็นไปได้ เปรียบกับแม่ บอกว่า เราไม่สามารถประสบความสำเร็จ เพราะ มี Barrier กั้นความคิดอยู้
ถ้าเรากล้าคิด เราจะประสบความสำเร็จ

ถามคุณนุช การลงทุนเปลี่ยนชี่วิต ได้อย่างไร
เริ่มมาจากหนังสือ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก ดร นิเวศน์ เป็นคนแปล ดร แปลมา 30 ปี ขาย ยังขายได้ถึงทุกวันนี้
คุณนุชเล่าว่า เล่มนี้ ซื้อให้เพื่อนหลายรอบ เวลาซื้อของขวัญให้เพื่อน ก็จะซื้อเล่มนี้แจก
ความคิด ถ้าคิดเล็ก ก็ทำเล็กๆ ถ้าคิดใหญ่ จะขยายไปเรื่อยๆ
สมัยก่อน ลำบาก จบมาก็ทำงานเริ่ม C2 ได้เงินเดือน 2,880 บาท ถ้าคิดแค่นั้น เราก็อยู่แบบนั้น แต่ไม่ได้คิดแบบนั้น
จะจดว่าจะเน้นอะไร ในหนังสือที่อ่าน เช่น หนังสือของ อจ วรากรณ สามโกเศษ
เช่น ลงทุนทำอะไร ที่ไม่ต้องรับราชการตลอดชีวิต ดร ไพบูลย์ บอกว่า ใช้กับแกไม่ได้ ตอนนี้ ต่ออายุราชการไปแล้ว มีข่าวว่าจะต่อถึง 70 มีโอกาสตายในหน้าที่สูง
คุณนุช คิดตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ตอนทำงานราชการ ทำหลายหน้าที่ แต่เงินเดือนเท่าเดิม หารายได้พิเศษ จบใหม่ๆ ทำงาน พยาบาลที่โรงงาน นั่งรถทัวร์หลังเลิกงาน
มาทำงานจบเช้า ก็นั่งรถทัวร์กลับ ไปทำงานที่สถานราชการต่อ ไม่ได้นอนเลย เหมือน ดร นิเวศน์ ทำงาน 24 ชม รอคนมีปัญหาเครื่องจักร มาปลุก 555
ตอนนั้นจะซื้อ คอนโด ที่ ม บูรพา ทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข และ จะสร้างอพาร์เม้นต์ จะใช้เงินผ่อนทั้งหมด
จุดเปลี่ยนก้าวกระโดด คือ เจอแฟน เงินเดือนเยอะ แต่ตัวเองรายได้จาก การอยู่เวร ใกล้เคียง แฟน เคยเช่าสวนรถไฟ ก็รับจ้างอยู่คลินิค หารายได้พิเศษ
หลังแต่งงาน แฟนเป็นหนี้ ส่งน้องเรียน เลยใช้บัตรเครดิต เลยใช้ 50,000 บาทแทนแฟน ช่วงนั้นกินมาม่า และ ใช้รายได้มาจ่ายหนี้
ตอนเยี่ยมแม่ ไม่ให้แฟนมาเพราะ จะได้มีที่เพื่อขนไข่ มาขายที่ร้านผัดไท หอยทอด
ขายคอนโด และ ขายที่ดินที่จะสร้างอพาร์เม้นท์ ส่วนนึง ใช้หนี้ และ ที่เหลือ เอาเงินมาลงทุน
ลงทุนแค่ 5 ปีกว่า มีอิสรภาพทางการเงิน สามารถมาช่วยงานได้ เช่น งาน Money Talk
ที่เห็นคุณนุชทำ คล้ายกัน ก็คืด มีเป้าหมาย มีความมุ่งมั่น และ เขียนเป้าหมายลงไปด้วย

ถามคุณทิวา ตอนเริ่มต้น ตั้งเป้าหมายเรื่องอิสรภาพทางการเงิน
คุณมี้ ตอนอายุ 17 ปี ตั้งเป้าหมาย อยากมีบ้านราคา 1.2 ล้านบาท ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ คิดว่าอยากรวย แต่ไม่รู้ควรรวยเท่าไหร่ เช่น 5 ล้านก็พอแล้ว
ได้เงินมาก็เก็บ ไม่ค่อยกิน ตอนเปิดร้านเกม ที่ อิมพีเรียล ได้รายได้ เดือน ละ 2-3 แสนบาท เก็บได้ 10 ล้านบาท รู้สึกรวยมาก แต่ได้ยินเจ้าของร้านกาน้ำ
เล่นหุ้นรวย ตอนนั้นอายุ 20 กว่าๆ ก็เลยหาอ่านหนังสือธุรกิจ เริ่มเข้าใจว่าการมองธุรกิจแบบนี้ หาธุรกิจทำบ้าง หลังจากทำงานร้านเกม แต่เสียเงินกับร้านอาหาร
ของแฟน แต่เจ๊งตลอด จนเปิดร้านหมูยอ เริ่มดี ที่เอสพานาด เจอดร นิเวศน์ ที่โปรโมต หนังสือ รวยหุ้นอย่างพอเพียง ตอน กพ 2008
ทำให้รู้ว่า ธุรกิจดี เราก็สามารถไปลงทุนบริษัทนั้นได้ ตอนนั้นเลยมาซื้อหนังสือของดร เป็นสิบเล่ม รู้สึกถูกจริต ดร เสริม ทุกเล่มเป็นอย่างนี้หมด
ไม่น่าเปิดช่องให้ดร เลย มาต่อกันดีกว่า คุณมี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีคนรวยกว่ามี้ที่มี 10 ล้านบาท หลังจากอ่านเสร็จก็เจอSubprime
แต่ไม่ได้ลงทุนมาก เพราะลงทุนเพียง5ล้านบาท เหลือแค่ 2.4 ล้านบาท มาฟังดร พูดตลอด รวมถึง รุมหลังงานด้วย
รู้สึกโชคดีมากที่เมืองไทย มีดร มาสอนความรู้เรื่องการลงทุน ค่อยๆเปลี่ยนทัศนคติ คิดย้ำบ่อยๆ เป้าหมาย เราต้องกำหนดเป้าหมายชีวิต
ก่อน เช่น สุขภาพแข็งแรง แล้ว ค่อยมากำหนดเป้าหมายการลงทุน เช่น ตั้งเป้า 10-15% ต่อปี
ส่วนธุรกิจหมูยอ กำไรดี Net profit มากกว่า 50% ต้นปียอดขายหมูยอลดลง เลยลดการลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ลง
คุณวิบูลย์ เขียนถึงวิศวกร อายุ 30 ปี ทำงานที่ SCC
คนที่สอง คือคุณวราพรรณ ที่เริ่มทำงานพยาบาล ใช้เวลาเป็น 10 กว่าปี พ่อแม่ไม่ได้รวย
อีกสองท่าน ท่านนึง ไม่ได้ลงทุนในหุ้น แต่ลงทุนอสังหา ก่อนหน้าศึกษาจริงๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เจอตึกแถวที่อนุสาวรีย์ ประกาศขาย 10 ล้านบาทมีเงิน แค่ 5 แสนบาท
ยืมเงินพี่ชายห้าแสน กู้อีก 9 ล้านบาท หลังซื้อ ได้ 7-11 มาเช่า ได้ค่าเช่าเท่ากับค่าผ่อน ผ่านไปสิบปี ขายได้ 30 ล้านบาท
คนสุดท้ายเป็นแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชา ตอนแรกทำงานโรงงาน เงินไม่พอ แต่มีความคิดไม่ได้แล้ว เลยสมัครเป็นคนสวนเงินเดือน 9000 บาท รวมได้ขายต้นไม้
เก็บเงิน 10 ปี ได้ 1 ล้านบาท

ดร นิเวศน์ จริงๆเกิดมาจน ขนาดที่บ้านเป็นช่างก่อสร้าง เหมือนเขมรรับงานก่อสร้าง ต่อมาพ่อเป็นช่างไม้ ส่วนตัว ชีวิตดีมาตลอด จนแต่พออายุมากขึ้นดีขึ้นมาตลอด
ไม่เคยมีหนังสือการลงทุนมาให้อ่าน คิดอย่างเดียวให้ชีวิต ดีขึ้นทุกปี เราคิดว่าเงินเป็นส่วนนึง แต่เงินไม่มีปัญหา ทำปีต่อปี เงินเดือนเพิ่มขึ้นตลอด
การศึกษานำเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น พยายามหาอะไรที่ดีขึ้นทุกปี ไม่ได้คิดว่าต้องรวย หรือ คิดว่าตัวเองรวยได้ เพราะไม่มีทุนหรือ blackgroud ที่ดี
เรียนจบ ปริญญาเอก สาวจะได้สนใจ ชีวิตดีขึ้นทุกปี เงินเป็นเป้าหมายรอง วันนึง เริ่มมีปัญหา เรื่องเงิน ถ้าไม่มีเงินจะมีปัญหาเพราะต้องออกจากงาน
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จช่วงนี้ บังเอิญเข้ามาถูกจังหวะ อย่าไปคิดว่าการลงทุนจะสามารถเปลี่ยนชีวิตเรา แต่ให้คิดว่าทำให้เราดีขึ้น ช่วยเสริมให้พอมีเงินใช้จ่าย
ถ้าเรามีเงินเยอะๆ เราก็ไม่ได้ใช้ เราก็ใช้เหมือนเดิม ดังนั้นการลงทุนไม่ได้เปลี่ยนชีวิต มีเงินพอสมควร ใช้พอสมควร มีผลตอบแทนพอสมควร พออายุma 70 ปีก็น่าจะดี
จะทำให้เราไม่ลงทุนเกินจริง ไปอัดmarginเยอะๆ มันจะเปลี่ยนชีวิตไปในทางไม่ดี ชีวิตเราโชคดี พระเจ้าเตะเรา ทำให้เราตกงาน เราก็เปลี่ยนมาลงทุน
การกินแบบเดิมๆ ไปเที่ยวต่างประเทศ ปีละ 1-2 ครั้ง เหมือนกับตอนเป็นมนุษย์เงินเดือน

คำถามสุดท้าย อุปสรรคในการลงทุนของแต่ละท่าน
เริ่มที่คุณวิบูลย์ คนแรก กล่าวว่า อุปสรรคที่สำคัญ คือ ตัวเราเอง คนส่วนใหญ่จะคิดว่าฟ้าลิขิต ทำอะไรไม่ได้หรอก ไม่มีเงินเก็บ พอเราเปลี่ยนความคิด
ต้องการประสบความสำเร็จ เราต้องลงทุนทำทุกอย่าง ก้าวข้ามไปให้ได้ ที่สำคัญคือความคิดของเราเอง
คนที่สองที่มาให้ความเห็นคือ คุณ วราพรรณ กล่าวว่า ทัศนคติเป็นสิ่งที่นำเราไปทางไหน พฤติกรรมจะไปตามทังิศนคติที่เราคิด
ในการลงทุน ตอนแรกก็หวังแค่เงินปันผลให้ชนะดอกเบี้ยเท่านั้นก็พอ ตอนที่ย้ายจากการสร้างอพาร์ตเม้นต์มาลงทุน เพื่อคิดอย่างดีแล้วเดิมต้องกู้เงินเพิ่มอีก
เยอะเพื่อสร้างอพาร์ตเม้นต์ เลยคิดใหม่ว่า ถึงแม้เกษียณแล้วยังต้องทำงานอยู่ แต่ขอให้มีเงินเก็บมากกว่านี้ก็พอใจแล้ว
ใจเรานิ่งเวลาลงทุน จิตใจหวังเข้ามารวยจะวิ่งไปทางที่แปลก ส่วนใหญ่คนที่ต้องการรวยเร็ว ไม่ได้มุ่งมั่น และ ใช้marginในการเพิ่มกำไร อาจทำให้portติดลบได้
คุณมี้ เล่าว่าชอบติดต่อกับนักลงทุนรายย่อย อยากฟังหุ้นใหม่ๆ เวลาคนมาปรับทุกข์ จะพบว่า ไม่ค่อยได้ทำการบ้าน เวลาหุ้นขึ้นเร็ว จะบ่นไม่มีเวลา
แต่ตอนหุ้นตก ก็บอกว่าหมดกำลังใจในการดูหุ้น
อุปสรรค เราต้องตั้งเป้าหมายของเราชัดจริงๆว่า เราอยากเลือกแบบไหน บางคนถนัดเทคนิคอลก็ไปทางนั้น บางคนชอบลงทุนแบบวีไอ
เวลาหุ้นขึ้นไม่ลังเล แต่หุ้นลงเริ่มกังวล ว่าใช้เทคนิคอลดีหรือไม่ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ
อจ ถาวร มาปิดท้าย โดยเล่าเรื่องว่า มีคนหนึ่งพยายามหวังว่าฟ้าหรือโชคชะตาช่วย ขอให้ถูกหวยทุกวัน แต่ไม่ถูกสักที บ่นเทวดาว่าไม่ช่วยบ้างเลย
เปลี่ยนแปลงจากการขอ มาเป็นการบ่น เทวดาปรากฏตัวให้เห็น และ กล่าวว่า เจ้าก็ให้โอกาสโดยไปซื้อหวยบ้างสิ จะได้ถูกเสียที
เหมือนกับว่า ถ้าเราไม่ลงมือทำ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ขอบพระคุณอ.ไพบูลย์,พิธีกร,วิทยากร, ทีมงาน money talk และผู้สนับสนุนทุกท่าน


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Aug 31, 2015 12:08 pm

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=59129
ติดตาม สรุป Money Talk ฉบับเต็ม ได้ตามLink ข้างบนครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Sep 01, 2015 9:41 am

หลักการการลงทุนของพี่เวป จากงานสังสรรค์วีไอครับ

1. การลงทุนไม่แนะนำให้ใช้มาร์จิ้น เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้portของเรา
2. มีหุ้นหลายตัว อยู่ในหลายอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความเสี่ยง
3. หุ้นแต่ละตัวมีความเสี่ยงคนละประเด็น
4. มีหุ้นที่สามารถค้ำportได้ เช่น หุ้นค้าปลีกที่ขาย24 ชม ขึ้นได้ในช่วงที่ตลาดpanic สามารถลดความเสียหาย
ของportได้
5. อย่าเชื่อผู้บริหารเขาหมด เขาหลอกเราให้หลวมตัวมาซื้อ และ เมื่อเขาได้เราไปแล้วก็ทิ้งเราไป
6. ถ้าจะลงทุนในหุ้น Net-Net ก็ต้องซื้อหุ้นให้มากตัวไว้ ประมาณ 30 ตัว ตอนที่เบนจามิน เกรแฮมใช้ ตอนวิกฤตปี1929 เพื่อลดความเสี่ยง ถ้าซื้อแค่ตัวเดียว
7. การลงทุนถ้าพลาด ต้องดูว่าผิดที่ใคร ถ้าผิดที่เรา เราก็ไปปรับปรุงว่าเราผิดที่ไหน เช่น ลงทุนในอุตสาหกรรมที่
ไม่น่าลงทุน สามารถดูได้จากหนังสือของ ปีเตอร์ลินซ์ ว่ากลุ่มไหนไม่น่าลงทุนบ้าง
แต่ถ้าผิดที่เขา หมายถึง เกิดpanic หุ้นลงมาทั้งตลาด อันนี้ควบคุมไม่ได้ ท้ายที่สุดก็จะกลับมาที่จุดเดิมถ้าหุ้นยังกำไร
ปกติ สุดท้ายราคาจะสะท้อนกลับมาที่จุดเดิม

สามารถเสริมได้ครับ

ถ้าผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมาณ ที่นี้ด้วยครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Sep 16, 2015 10:36 pm

วันนี้มาประชุมวิสามัญของบริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่น โปรดักส์ ที่ สโมสรกองทัพบก รู้สึกว่า คนบางตาไปมากมากันแค่ประมาณ 130 คน สอบถามเจ้าหน้าที่ เลยทราบว่าคราวนี้ ไม่ได้แจกของชำร่วย เลยมากันน้อย แสดงว่าที่มาสนใจมาประชุมจริงๆ
วาระที่ 1 รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี2558 ไม่ต้องลงมติ
แต่มีคนแย้งว่า รับรองรายงานควรลงมติ ไม่เช่นนั้นควรเป็นรับทราบ ทางผู้บริหารรับไปพิจารณา
วาระที่2 พิจารณาและอนุมัติแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด มหาชน
Q: ทำไมถึงเปลี่ยนชื่อ TUF เป็น TU อยากทราบสาเหตุ และ เครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์เปลี่ยนแปลงไปขอเหตุผลด้วยครับ
A: ชื่อบริษัทใช้มากว่า 30 ปี เมื่อก่อนทำเฉพาะแช่แข็ง ต่อมาธุรกิจขยายไปค่อนข้างมาก และ ลงทุนในต่างประเทศ จำเป็นต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเป็น Thai union group น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะสม โลโก้ที่ออกแบบ จะแทน มหาสมุทร น้ำทะเล มีพลังขับเคลื่อน รองรับกลุ่มบริษัทที่จะครบ40ปีในอีก 2 ปีข้างหน้า และรองรับบริษัทในอนาคต มีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มยอดขายจาก 4,000 เป็น 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะเหมาะสม ชื่อจะครอบคลุมบริษัทลูกที่อยู่ทั่วโลก เป็นครั้งแรกของบริษัทที่ใช้โลโก้กับทุกบริษัททั้งโลก และ ทำให้ภายนอก เห็นศักยภาพของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าอนุมัติจะยื่นตลาดหลักทรัพย์ภายในเย็นนี้ ใช้เวลา3วันทำการ และจะเริ่มTrade ชื่อใหม่ TU ในวันที่ 22 กันยายน
Q: สอบถามเรื่อง สำนักงานการค้าระหว่างประเทศ (IHQ) ขอรายละเอียดครับ
A: เนื่องจากไทยพยายามเชื้อเชิญ บริษัทในต่างประเทศเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยเป็นศูนย์กลางเรื่องการเงิน บริษัทเราเข้าเกณฑ์ที่จะขอรับเข้า International Head Quarter ซึ่งมีข้อดี เราสามารถบริการจัดการค่าใช้จ่ายการเงิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทเราสามารถจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น จากแต่ก่อน แต่ละภูมิภาคต่างบริหารการเงินเฉพาะของแต่ละภูมิภาค ไม่สามารถนำเงินส่วนเกินไปให้กับภูมิภาคอื่นที่ขาดได้ ตอนนี้สามารถนำกระแสเงินสดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ประหยัดต้นทุนทางการเงิน และ withholding tax ได้รับการยกเว้นมากทีเดียว หลายล้านเหรียญสหรัฐ ไทยมีต้นทุนทางการเงินต่ำสุดเลยสามารถปล่อยกู้ให้บริษัทลูกในต่างประเทศ ลดต้นทุนการเงินได้มากทีเดียว และจะไม่มีการปล่อยกู้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง Global คือการปล่อยกู้ภายในบริษัท
Q: สอบถามความคืบหน้าการต่อต้านคอรัปชั่น
A: ตอนนี้ได้ยื่นแสดงจำนงเข้าร่วมต่อต้านคอรัปชั่นแล้วครับ และ ได้หนังสือตอบรับมาเรียบร้อย
Q: อยากทราบว่า การเพิ่มทุนยกเลิกไปเพราะเหตุใด
A: การเพิ่มทุนมีการขอกลต ขอเลื่อน PPO ได้ถึง 6 เดือน สาเหตุจากในอาทิตย์ก่อนการเพิ่มทุน และ รับหนังสือจาก Chicken of the sea ว่า มีคนร้องเรียนไปที่กระทรวงยุติธรรม สหรัฐ DOJ เปิดไต่สวนการกระทำผิดสำหรับบริษัทในอุตสาหกรรม Seafood package ถึงแม้ว่าเวลานั้น สามารถเพิ่มทุนได้ เราได้เรียกฝ่ายบริหารและ ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย เกิดความไม่แน่นอน เลยเลื่อนการเพิ่มทุนออกไป เพื่อให้เวลากับผู้ถือหุ้นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ทำการคืนเงินให้ผู้จองซื้อ
เราได้แต่ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่ข้อมูลอะไรออกมาจาก DOJ
เราเข้าใจว่า การไต่สวนต้องใช้เวลาต่อเนื่อง และ เราก็ติดตามอย่างใกล้ชิด
Q: ถ้าคดีความไม่จบ ยังยืดไปอีก จะมีประเด็นสภาพคล่อง ถ้าไม่มีเงินเพิ่มทุนมาหรือไม่
A: การไต่สวนของ DOJ ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจแต่อย่างไร ไม่มีผลต่อสภาพคล่อง Q2 สถานะการเงินมีความเข้มแข็งกว่าในอดีต DE=0.68 เท่า ต่ำมาก มีกระแสเงินสดดีอย่างต่อเนื่อง สิ้น Q4 DEอาจเหลือแค่ 0.5 เท่า การเพิ่มทุนเลื่อนไปไม่มีผลต่อสถานะของบริษัท
Q: อยากทราบการลงทุนในจีน และ อินเดีย ล่าสุดที่ร่วมทุนกับบริษัท ซาโวลาฟู๊ด
A: บริษัทร่วมทุนกับ บริษัท ซาโวลาฟู๊ด สัดส่วน 50:50 ซึ่งpartner จัดจำหน่ายอาหารในเขตภูมิภาคตะวันออกกลาง
สอดคล้องกับกลยุทธ์ หา local partner ที่เข้มแข็ง เพราะมีแขนขาในการจัดจำหน่าย ช่วยให้ธุรกิจในตะวันออกกลาง Brand มีความเข้มแข็ง
ส่วนที่ประเทศจีน ร่วมทุนผ่านเซนจูรี่ เพื่อทำการตลาดอาหารสำเร็จรูป รายได้ค่อนข้างน้อย เป็นไปตามสภาวะตลาด็
ส่วนอินเดีย ร่วมทุน โดยpartner รายได้หลักคืออาหารกุ้ง 90% แปรรูปส่งออก 10% เราไปร่วมเพื่อขยายกำลังการผลิตกุ้ง ตอนนี้ส่งออก เต็มกำลังการผลิต ตอนนี้มีการซื้อที่ดิน 60 ไร่ ปลายปีสร้างโรงงานใหม่ ใช้เวลาสร้าง 9 เดือน เสร็จไตรมาส3ปีหน้า
Q: สอบถามความคืบหน้าของ โรค EMS สำหรับกุ้ง
A: 8เดือนที่ผ่านมา ผลผลิตเพิ่มขึ้น 18% เกษตรกรจะมีปัญหาเรื่องราคา ถ้าราคาขายต่ำกว่าต้นทุน จะไม่ลงกุ้ง ทำให้อีก2-3 เดือนข้างหน้าจะไม่มีกุ้งขาย จึงเกิดโครงการรับประกันราคากุ้ง ทำให้เกษตรมีความมั่นใจ ปีนี้น่าจะกลับมาที่ 250,000 ตัน
คาดว่าปีหน้า อย่างน้อย 300,000 ตัน
Q: สอบถามความคืบหน้าของ Bubble bee
A: ส่วน Bubble bee สัญญาจะจบในเดือนธันวาคม ซึ่งปกติจะใช้เวลาไม่เกิน1 ปี ซึ่งขึ้นกับ DOJ อย่างเดียว


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun Sep 20, 2015 8:43 am

สรุปสัมมนา งาน มหกรรมนักวิเคราะห์2015 ในหัวข้อ Media - TV digital

Grammy คุณ จิราภรณ์ รุ่งศรีทอง ผู้บริหารของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มาพูดถึงการเปลี่ยนผ่านจากระบบ Analog มาเป็น Digital ยังไม่สมบูรณ์แบบ แม้กสทชแจกคูปอง 14 ล้านฉบับไปแลกกล่องดิจิตอลแล้ว แต่ใช้แลกแค่ 50% ประชาชนยังเข้าถึงค่อนข้างยาก สิ้นปีตั้งเป้าจะเข้าถึง 100% สำหรับโครงข่ายคิดว่าอาจไม่ทัน ผู้ประกอบการค่อนข้างsuffer คาดหวังว่าระบบจะสมบูรณ์ เชื่อในสื่ออยู่แล้วว่าเป็น contract provider เราอยู่ในทุกช่องของ analog ทำหนัง ทำซิกคอม ละครหลังข่าว ซึ่งเคยอัตรืาค่าโฆษณา 3แสนถึง4แสนบาทต่อนาที เคยเป็นเจ้าซิกคอม คือ เป็นต่อ หรือ บ้านนี้มีรัก ที่ฉายช่อง3 alและ ช่อง9 ปีที่ยังไม่มีช่อง Digital รายได้ประมาณ 2,000 ถึง 2,500 ล้านบาท ต่อปี คิดจากการมีละครและรายการอื่นๆ 17 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ มองเห็นว่ามีโอกาส อดีตมีข้อจำกัด ช่องแค่นี้ ของ analog รายได้มาจาก profit sharing และต้องจ่ายค่าเช่าช่อง ตอนนี้มีช่องมากมาย เรามีช่องของตัวเองจะได้มีรายได้จากทั้ง2ส่วน จากช่อง one และ ช่อง 25

Q: สอบถามกลยุทธ์ของทั้งสองช่องเป็นอย่างไร
A: ช่องone ช่วงแรก เราไม่ผลิตละครใหม่ทันที ณ ตอนนั้น ยังไม่มีใครจับจองโฆษณา เพราะรอ Rating
บางช่อง เขาเอารายการจากช่องดาวเทียมมาฉายได้เลย เราก็ rerun ฉายในช่วงแรก ต่อมาต้องการให้คนเห็น เราเริ่มส่งละคร
สงครามนางงาม มาฉายในช่วงปลายปีที่แล้ว เรามีคุณบอย นำทัพของช่องone Rating ดีมาก หลังจากจบเราก็มี เรื่อง บังลังค์เมฆ มาต่อ ทำให้ Rating เป็นอันดับหนึ่งในช่องของ digital ไม่รวมช่อง 3,7 หลังจากจบ ก็มีเรื่องตะวันตัดบูรพา มาทันที เรียกว่า ไม่ทำให้ Rating ตกเลย ดราม่า สามารถชนกับช่อง 3 และ 7 ได้เลย ละครใหม่ ค่อยๆ Rate up และ ยังมีนักข่าวจากทีมช่อง7 คุณต๊ะ นรากร มาร่วม ทำให้มีข่าวทั้งวัน วาไรตี้ก็สนุก ซิกคอม เป็นต่อ มาลงที่ช่อ one ภาพค่อยชัดขึ้น
ส่วนช่อง 25 target กลุ่ม Mass วัยรุ่นเยอะ 15up พ่อแม่สนใจดูว่าวัยรุ่นเขาคิดยังไง ที่ดังเช่น โฮโมน คนดูเยอะมาก
มาดามมด target กลุ่มเด็ก คนมีลูก เราอาจไม่ได้ดูเพราะอยู่คนละกลุ่ม กระแสคลั่งดารามาก วันเกิด ของดีเจ พุด คนมาแน่นกว่างานอากู๋เสียอีก Target เลยแตกต่างจากช่อง one โฆษณาจะเข้ามาตามลักษณะของแต่ละช่อง
กระแส Rating ของ เป็นต่อ ไม่ด้อยกว่าอยู่ที่ช่อง 3 การขาย sponser ยังเหนียวแน่น เรายังจะย้าย เฮง เฮง เฮง และ บ้านนี้มีรัก กลับมา ยูทูป มีการ view สูง ความเป็น Grammy มาจากเพลง ตอนแรก คนยังเข้าใจว่าทำเพลงอย่างเดียว จริงๆเราทำต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขายลิทสิทธิ์เพลง เอาเพลงมาทำซ้ำขาย จัดคอนเสริท์ พัฒนาศิลปินเป็น ดีเจ หรือ ดารา ยังมีรายได้จากช่องทางอื่นอีกเยอะ
จุดน่าสนใจ พยายามให้รายได้สม่ำเสมอ ก่อนปี 12 กำไร 500-600 ล้านบาท ความยั่งยืนอยู่ที่ไหน แต่ไม่สามารถsecure platform เราพยายามจัดให้อยู่ทุกช่องทาง online strategy , onground ซึ่งมาจากตัว content
เราโฟกัสที่ช่อง digital tv แต่ไม่หยุดแค่นี้ ต้องไปทุก device Grammy anywhere เพิ่งจับมือกับสื่อโฆษณาทั้งทีวี วิทยุ internet นี่คือภาพที่ Grammy กำลังไป
สำหรับ rating หลังเรื่องสงครามนางงามจบ ดีขึ้นมากอยู่อันดับ3 ยกเว้น ช่อง 3, 7 ต่อด้วยบังลังค์เมฆ ก็ขึ้นไปอีกหลังตกลงเล็กน้อยช่วงพึ่งฉาย และไปยืนแถว Workpoint ในต่างจังหวัด ส่วนกรุงเทพขออัตราโฆษณาจากคุณวจี บอสใหญ่จาก วีจีไอที่มาร่วมพูดคุยด้วย จะช่วยโปรโมทช่องได้เยอะ
อากู๋เน้นคุณภาพมากๆ ก็จะทำให้Rating ดีขึ้นเรื่อยๆ ช่อง 25 target 15-34 ปี
อัตราค่าโฆษณาของช่อง3และ7 อยู่ที่ 400,000 บาท Grammy เราก็มีRate 300,000 กว่าบาท สำหรับ Club Friday เราขายทุกรูปแบบ try in , co production ขึ้นกับความต้องการของคนซื้อ
Growth Driver สำหรับรายได้
สำหรับช่อง Digital TV จะเป็นตัวช่วยเรื่องรายได้ในอนาคต ซึ่งตอนนี้สัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 1% มาเป็น 22%แล้ว
สุดท้ายต้องขอบคุณ คุณจิราภรณ์ที่มาให้ข้อมูลครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Sep 21, 2015 9:39 am

มหกรรมนักวิเคราะห์ Health Care – BDMS
นพ ชาตรี ดวงเนตร จาก บมจ กรุงเทพดุสิตเวชการมาพูดถึง ธุรกิจการแพทย์ให้ฟัง
เศรษฐกิจไม่ดี คนไข้ในต่างประเทศจะไปกระจายไปหาหมอในแต่ละประเทศ ยิ่งเป็นประเทศที่ขายน้ำมัน ตอนนี้น้ำมันราคาลดลงทำให้รายได้ลดลง ยิ่งมีโอกาศมาทางเอเซียมากขึ้น จากเมื่อก่อนก็ไปหาแถบยุโรป อีก2-3ปีข้างหน้า จะมาไทยมากขึ้น
ซึ่งเด่นสุดในเอเซีย เมื่อเทียบกับ มาเลย์ สิงคโปร์ อินเดีย อาเซียนเปิดมา จะมีคนเข้ามาไทยมากขึ้น การแพทย์ไทยดีที่สุดในอาเซียน คนไข้ ระดับสูง กลาง ล่าง จะมาหมด อีก 5 ปีข้างหน้า ต่างชาติจะมามากขึ้น
ระเบิดที่ราชประสงค์ ไม่มีผลต่อการดำเนินงานของ BDMS คนไข้หายไปอาทิตย์นึง แต่ไปโผล่ที่อื่น เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่แทน
ถ้าจะแย่ก็มาจากเศรษฐกิจโลกมากกว่า
Q: ค่าใช้จ่ายในการลงทุนโรงพยาบาลใหม่ๆ เช่น ดอกเบี้ย การเสื่อมราคา อาจมองว่า เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวกดดันอีกริ่มนานไหม
A: เราเริ่มซื้อโรงพยาบาลเมื่อ3ปีที่แล้ว ขยาย Networking เพื่อปกป้องจาก AEC Free flow การมี50โรงพยาบาล เป็นส่วนนึง ที่ protect หลังบ้านเรา เราไม่ทำทีเดียว กว่าเสร็จครบหมดก็ปลายปี 59 ไปอย่างช้าๆ กินทีละคำ แต่ละที่ Green field จะตั้งคลีนิคก่อน แล้วค่อยตั้งโรงพยาบาล ซึ่งจะเปิดใช้ทีละชั้นเมื่อลูกค้ามากพอ เป็น Dynamic stability ดูแลไม่ให้margin ลดลง โรงพยาบาล สมิติเวช จะเป็นโรงพยาบาลเล็ก เอาไว้รองรับในจังหวัดเล็ก ถ้าเราใช้ชื่อกรุงเทพ คนจะไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ โรงพยาบาลที่เราซื้อมาที่นครปฐม ยังไม่เปลี่ยนชื่อ เราจะเข้าไปดูแลเรื่องคุณภาพการให้บริการ เราสัญญาว่าจะรักษา margin ให้เหมือนเดิม
เรามีแผนจากปี 2011 ถึง ปี 2015 และมองไปข้างหน้าจนถึงปี 2018 เราเน้นเอเซีย แปซิฟิก รวม จีน ออสเตรเลีย
เราดูแล Networking ให้เรามั่นคง จำนวนโรงพยาบาล 50 แห่ง มีบางแห่งหาร่วมกับโรงพยาบาลอื่น ให้มีมาตราฐานเหมือนเรา ไปช่วยตั้งศูนย์โรคหัวใจ เช่น ที่ นครสวรรค์ ไม่ใช่ของเรา โรงพยาบาลบางแห่ง ต้องมีศูนย์โรคหัวใจ มะเร็งครบวงจร
นอกจากนี้เรายังมี Group Non Hospital ทำLab ทำ chain ฟาร์มาซี ผลิตยา น้ำเกลือ ทำให้รายได้สามารถcompareกับกลุ่มอื่นได้ เรามี Health insurance ซื้อและไปใช้ได้ทุกประเทศ แน่ใจว่าก้าวไปอาเซียน หลังบ้านยังดี คนจะซื้อเพราะการรักษาพยาบาลจะแพงขึ้นเรื่อยๆ
การที่เราไปต่างประเทศนั้นเป็นกลยุทธ์ การลงทุนต้องมี IRR 15% ขึ้นไป ตอนนี้เรามี potential growth ที่ดีมาก
ตอนนี้เรามองทุกประเทศ เราดูพม่ามา6ปี กฎหมายออกแล้วแต่ยังไม่มีกฏหมายลูกรับรอง ซึ่งเสื่ยงมาก
เราก็มองลาวอยู่ ตอนนี้โรงพยาบาลที่อุดร กลายเป็นโรงพยาบาลลาวไปแล้วเพราะมีคนไข้ลาวเกือบครึ่ง
มีโอกาสก็จะเข้าไปลาว และ อินโดนีเซีย แต่ไม่เข้าจีน


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Oct 01, 2015 9:30 am

EGM การควบรวมกิจการ TWS และ TWFP 30 กย 2015
บรรยากาศในงาน รู้สึกว่าคนเยอะมาก ที่นั่งประชุมเต็มเอียด จัดที่นั่งตามยาว มีการขยายไปห้องข้าง ไม่มีโต๊ะเพื่อจดบันทึก
ท่านประธานแจ้งว่าคราวหน้าจะจัดโต๊ะบางส่วนให้ แต่ไม่ทั้งหมด
สรุปคำถาม และ คำตอบ ในที่ประชุม
Q: สำหรับการแปลงหุ้น TWS และ TWFP เป็น หุ้นบริษัทใหม่ TWPC เศษหุ้นมีหลักเกณฑ์อย่างไร
A: สำหรับเศษหุ้นที่แปลงมากกว่า 0.5 จะปัดเป็น 1 หุ้น
แต่ถ้าน้อยกว่า 0.5 ทาง Balancer ของแต่ละบริษัท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิม เป็นผู้เสียสละ จะชดเชยเป็น 1 หุ้นให้ และ ได้รับค่าชดเชยเป็นเงินสดแทน
Q: ถ้าตั้งบริษัทใหม่ และ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จะเปิดตลาดที่ราคาเท่าไหร่
A: ราคาของหุ้นบริษัทใหม่ ในแง่ของหลักการ ราคาหุ้นจะคำนวณจาก มูลค่าตลาดของ2 บริษัท หารด้วยจำนวนหุ้นใหม่
การควบรวม จะมีเรื่อง Synergy มูลค่าจะสะท้อนในราคาตลาด เราจะดูที่ Bid offer ว่าราคาควรเป็นเท่าไหร่
ในความคิดของผู้สรุปสัมมนา ซึ่งดูแล้วคงตอบไม่ได้ขึ้นกับ Demand and supply นั่นเอง
Q: สอบถามเรื่องตั้งกำไรตามกฎหมายหลังควบรวมแล้ว ยังต้องตั้งอีกหรือไม่
A: ตามกฎต้องตั้ง 5% จนกว่าจะครบ 10%ของทุน ซึ่งดูจากงบเสมือน ซึ่งสามารถ download 1 oct 15 ทุน 880 ลบ สำรองแล้ว 89 ลบ แสดงว่าตั้งครบแล้ว ไม่ต้องสำรองอีก
Q: สอบถามเรื่องนโยบายของการปันผลในบริษัทใหม่
A: รอประชุมคณะกรรมการในวันที่ 1 ตค และจะแจ้งที่ตลาดหลักทรัพย์ไม่เกินวันที่ 5 ตค ซึ่งจะคิดจาก Base on profit growth
Q: สอบถามเรื่อง การใช้จ่าย ไม่เกิน 1.1 ล้านบาทสำหรับผู้สอบบัญชีในการขออนุมัติคราวนี้
A: ทาง อีวายแจ้งว่า เพิ่มจากเดิม 1 หมื่นบาท แต่พอซักถามมากขึ้นปรากฎว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ผมสอบทานที่อนุมัติของ TWS ไม่เกิน 1.1 ล้านบาท ต่อปี และ ของ TWFP ไม่เกิน 945,000 บาท ซึ่งรวมทั้ง2 บริษัทแล้ว
ประมาณ 2,045,000 บาท ซึ่งหาร 3 ไตรมาสจะตก ประมาณ 1.5 ล้านบาท และ ค่าสอบ ไตรมาส สี่ควรจะ 0.5 ลบ เข้าใจว่า
น่าจะมีค่าใช้จ่ายในปิดงบและรวมบริษัทด้วย แต่ยังสงสัยว่าทาง อีวาย ทำไมตอบแบบง่ายๆจัง อันนี้เป็นประเด็นถกเถียงพอสมควร และ มีเสียงไม่อนุมัติหัวข้อนี้ แต่ไม่มากพอ เลยผ่านโหวตไป
Q:สอบถามจาก Proxy ซึ่งเป็นตัวแทนของกองทุน เรื่องอีวายสอบบัญชีของทั้ง2บริษัทมากี่ปี
A: TWS ปีนี้ปีแรก ส่วน TWFP ทำมา 10-15 ปีแล้ว ปกติจะเปลี่ยน Auditor ทุก 5 ปี ทางผู้ถามเลยแนะว่าน่าจะเปลี่ยนบริษัทใหม่ได้แล้ว
ผมตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมคะแนนยังไม่โชว์ตั้งแต่วาระที่ 2 ถึง 8 ซึ่งในช่วงท้ายประชุมก็มีคนถามจนด้าย
Q: ดูจากสำนักใหญ่และสาขาที่1 ตั้งอยู่บนตึกเดียวกันทำไมไม่รวมกัน
A: เพื่อสดวกในการปิดบัญชี อันนี้ต้องคิดต่อครับ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้หรือเปล่า
Q: ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทใหม่ถือประมาณกี่%
A: ประมาณ 35% เท่าเดิม
Q: การกำหนดค่าตอบแทนบริษัท มีมาตราฐานของการกำหนดค่าตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์หรือเปล่า
A: ไม่มี แต่เราเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
Q: มีการประเมินค่าใช้จ่ายหลังการควบรวมสักกี่% และ ลดค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่
A: ยังไม่ถึงเวลาที่จะตอบ จะแจ้งใน next AGM สำหรับ financial result ว่าประหยัดอย่างไรในบริษัทใหม่
Q: สอบถามเรื่อง Goodwill 147 ลบ ของ บริษัท TWFP หลังควบรวม จะเป็นเท่าไหร่และ ไตรมาส3 จะมีการตัดจำหน่ายค่าเสื่อมเท่าไหร่
A: ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่ผมสอบถามกับ เจ้าหน้าที่หลังประชุม ได้ความคืบหน้าว่า น่าจะการประเมิน Trade mark ว่าต้องตัดหรือไม่ ส่วน Good will ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ต้องตัดค่าเสื่อม
Q: สอบถามการเพิ่มทุนบริษัทลูกของ TWS คือ ไทยวาเรียลริตี้ จาก 100 ลบ เป็น 450 ลบ เพื่ออะไร
A: นำส่วนนึงไปลงทุน Bio gas ประมาณ 1.4 MW ผลิตให้กับไทยนำ และ ยังได้สิทธิภาษีจากการขาดทุน
Q: อยากทราบ พอจะบอกได้ไหม มองไปข้างหน้าจะมีอะไรมาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ
A: เราจะทำให้บริษัทใหม่ ลึก กว้างขวาง และ ครอบคลุม จะเพิ่มกำลังการผลิตในไทยเพิ่มขึ้น และบุกในภูมิภาค
Mission : ต้องการเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาค
ผมสอบถามหลังงาน demand มันสำปะหลังมาก ผลิตเท่าไหร่ขายหมด เฉพาะจีนก็ 70% แล้ว น่าจะเป็นเทรนที่ดี


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Oct 14, 2015 6:09 pm

วันนี้มาพูดถึงเทศกาลกินเจ ซึ่งเข้ากับบรรยากาศช่วงนี้พอดี

เทศกาลกินเจ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ตค 58 ถึง 22 ตค 58 วันนี้เป็นวันที่2 แล้วนะครับ เทศกาลกินเจเป็นช่วงที่ชาวไทยรวมถึงชาวจีนที่อยู่ในไทย และ ทั่วโลก ทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ซึ่งต่างจากการทานมังสะวิรัติเล็กน้อย อาหารเจจะมีรวมไข่ ปกติผมจะทานมังสะวิรัติในช่วงเช้าเป็นประจำ และ ไข่ก็เป็นอาหารหลัก เพราะหาทาน หรือ ทำง่าย และ ใช้เวลาน้อย ตอนนี้คงต้องห่างน้องไข่ไปสัก10วัน
กลับมาเรื่องทานเจ มีหลายคนเริ่มทานล่วงหน้าตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 11 ถือเป็นการล้างท้องก่อนทานจริงในวันที่13ผมก็ทานล่วงหน้าตั้งแต่วันที่11 เหมือนกัน การทานเจถือเป็นการละเรื่องทานสัตว์ ลดการทำบาปช่วงนึง และ ให้ร่างกายเราพักจากการทานอาหารสัตว์ช่วงนึง โดยธรรมชาติร่างกายของมนุษย์เหมาะกับการทานผักมากกว่า เราไม่ใช่กินสัตว์เหมือน เสือ สิงต์โต ตอนนี้ถือว่าได้โอกาสปรับเข้าธรรมชาติช่วงหนึ่ง ถ้าใครติดใจสามารถปฏิบัติต่อได้ก็ยิ่งดี ก่อนจบเทศกาล เราก็ไปไหว้พระในวัดจีนซึ่งมีหลายที่ ส่วนใหญ่จะให้เฉพาะผู้ชาย คนที่ทานเจครบเข้าได้ ถ้าทานไม่ครบต้องไหว้ด้านนอก นุ่งเสื้อผ้าสีขาวด้วย ผมจะไปไหว้ที่ศาลเจ้า โจวซือกง ซึ่งอยู่ที่ตลาดน้อยมีคนจีนเชื้อสายไทยมากมายไปไหว้ ศาลเจ้า ยังมี พิพิทธภัณฑ์แสดงถึงการใช้ชีวิตในสมัยก่อนประมาณ50ปี เราจะเห็นการใช้ชีวิต และ ของใช้สมัยนั้น บางอย่างผมก็เคยใช้มาแล้ว เช่น เตารีดใช้ถ่านร้อนๆ วิทยุทรานซิสเตอร์ โทรศัพท์ใช้หมุนเอา แต่ตอนนี้ได้สูญหายไปหมดแล้ว ใครสนใจก็ไปชมได้อยู่ข้างศาลเจ้าโจวซือกง ในช่วงก่อนจบเทศกาลกินเจมีประเพณีลอยกระทงเจ โดยนั่งเรือไปลอยกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยา และ ไหว้พระระหว่างทางที่เรือแวะจอดด้วย ส่วนพิธีเดินธูปปีนี้จัดขึ้นในวันที่20 เดินทั้งหมด 3 รอบ แถวตลาดน้อย ใช้เวลาประมาณ 1ชมกว่า บางปีฝนตก ก็ต้องลุยไป ปีที่แล้วมีเทศกาลกินเจ สองรอบ ก็มีโอกาสเดินธูป2รอบ แต่สังเกตว่ารอบที่2คนทานเจกันน้อยลง และ มาเดินธูปน้อยลง ปีนี้ ก็พยายามจะไปพร้อมครอบครัว
ถือว่าเป็นการทำความดีครั้งนึงในชีวิต


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Oct 14, 2015 7:44 pm

การทานเจกับการลงทุน

การทานเจเหมือนกับการลงทุนในหุ้น ตรงที่ เราทานเจ ก็คือการทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การลงทุนก็ควรลงทุนในบริษัทที่มีธรรมมาภิบาล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคต โดยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในแง่เงินปันผลและ capital gain ได้ เราจะไม่ลงทุนในบริษัทที่มีพฤติกรรมคดโกง หรือ เบียดเบียนสังคม ซึ่งถ้าเราลงทุน จะต้องเจอปัญหาบริษัทขาดทุนจากการผ่องถ่ายเงินออกจากบริษัท หรือ ทำให้บริษัทขาดทุน และ ราคาก็จะลดลงมาก
การทานเจ1มื้อหมายถึงการลดการฆ่าสัตว์ 10,000 ตัว คล้ายๆกับการลงทุนในหุ้นที่ทำอาหาร ซึ่งต้องมีการฆ่าสัตว์เพื่อนำไปแปรรูปขาย ซึ่งก็เหมือนเรามีส่วนร่วมในการทำบาปด้วย ผมยังมีลงทุนในบริษัทที่ผลิตอาหาร่ ซึ่งก็มีการฆ่าสัตว์ ถือว่าผิดศีล ช่วงนี้คงไม่ลงทุนเพิ่มและจะลดลงไปในที่สุด
ผมพยายามลงทุนในกิจการที่มีประโยชน์ต่อสังคม ธุรกิจที่ผิดศีล5ก็จะไม่ไปลงทุนเพื่อส่งเสริมให้ทำผิดศีล แต่ต้องใช้เวลาค่อยๆลดบริษัทที่เคยลงทุนไป ถ้าใครต้องการลงทุนผ่านกองทุนรวม ก็มีกองทุนคล้ายๆกับconceptนี้ คือ กองทุนจากค่ายบัวหลวงของพี่ตู่ วรวรรณ คือ กองทุนคนไทยใจดี หรือ Bekind เป็นกองทึ่ลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาล และยังมีเกณฑ์อีกหลายอย่างที่คล้ายกับเกณฑ์ในการคัดเลือกบริษัทที่ธรรมาภิบาล หรือ CG Score ทำให้เหลือหุ้นที่สามารถลงทุนได้เพียงไม่ถึง 40 ตัวจาก 600 กว่าตัว และ ผลตอบแทนส่วนนึงไปทำบุญด้วย ใครสนใจก็เชฺิญได้ครับ
ตอนนี้เริ่มเช้าใจหลักการการลงทุนของนักลงทุนบางท่านที่เคร่งครัดในขอบเขตการลงทุนแล้ว ค่อยๆปรับทัศนคติไปในทางที่ถูกต้อง ซึ่งต้องใช้เวลา แต่เรารอได้ เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Oct 24, 2015 12:19 pm

สรุป คำถาม และ คำตอบ ในการประชุมวิสามัญ บริษัท Bigcamera

ประชุมเมื่อวันที่ืืื 22 ตค 2558 มีผู้มาประชุมพอสมควร เกือบแน่นห้องประชุม เห็นเพื่อนนักลงทุนที่คุ้นหน้าหลายคน และ ก็มีการซักถาม
มาก ใครได้มาประชุมก็ได้ประโยชน์กลับไปพอสมควร ส่วนของว่างก็เป็นไก่ห่อใบเตยชิ่นเล็กๆ2ชิ้น พร้อม ขนม มีน้ำผลไม้เช่นน้ำฝรั่งคอยบริการผู้มาประชุม ใครชอบชา กาแฟก็มีให้ทาน นับเป็นมื้อแรกที่ทานอาหารที่ไม่ใช่อาหารเจ

Q: ในวาระที่2 เรื่องการอนุมัติการโอนกิจการทั้งหมดระหว่างบิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน และ บริษัท บิ๊ก คาเมร่าจำกัด ผมและเพื่อนนักลงทุนหลายท่านได้สอบถามเรื่องประโยชน์ในการโอนกิจการกับคุณธนสิทธิ์ว่ามีอะไรบ้าง
A: ประโยชน์ในการโอนกิจการบริษัทลูกทั้งสามมายังบริษัทแม่ได้ประโยชน์คือ
1.การลดค่าใช้จ่าย เช่นค่าใช้จ่ายตรวจสอบบริษัทย่อย 3 บริษัท เหลือแค่ 1 บริษัท
2. บริษัทย่อยเป็นบริษัทจำกัด บริหารงานค่อนข้างซ้ำซ้อน ยุ่งยาก ตอนนี้เริ่มติดต่อคู่ค้าในต่างประเทศ ในเรื่องกล้องยี่ห้อต่างๆ จากปัจจุบัน due ซื้อผ่านบริษัทต่างๆในไทยทั้งหมด ถ้าติดต่อในฐานะบริษัทจดทะเบียนจะดูดีมากขึ้น และ ภาพรวมของโครงสร้างใหม่เป็นประโยชน์ในเรื่องภาษีด้วย
3. สามารถนำ Tax loss จากบริษัท Sun wood 190 ล้านบาทมาใช้ในปีหน้า เพื่อลดการเสียภาษี ภาพรวมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นได้ ด้วย performance ของบริษัท สามารถใช้ Tax loss งภายในปีหน้าปีเดียว
4. ไม่ต้องชดเชยให้กับพนักงานในการโอนย้ายไปบริษัทแม่ เพราะเป็นการโอนย้ายคน
5. ส่วนการโอนทรัพย์สินไปบริษัทแม่ ไม่ใช่การจำหน่ายจ่ายโอนจริงๆ มาจากการปรับโครงสร้างเฉยๆ ประมวลรัฐฎากรถือโอนได้ในราคาทุนตามบัญชี ไปที่บริษัทแม่ในราคาทุน ภาษีจะเสียต่อเมื่อมีการจำหน่ายจ่าย โอน ตอนที่ทำไม่มีเรื่องภาษี มีแค่ค่าธรรมเนียมการโอน ส่วนสินค้าคงคลัง ไม่ถือว่าเป็นการขาย เป็นการโอนไปรวมค่าเช่าด้วย
6. การรวมธุรกิจ แต่ละบริษัท ได้เสียภาษีไปแล้ว เมื่อรวมกันแล้ว ถ้ามีภาษีที่ขอคืนได้จากบริษัทลูก ก็ทำได้เหมือนเดิม
Q: ภาพการลดทุน จาก 0.25 เป็น 0.10 บาท ต่อหุ้น เพื่อล้างขาดทุนสะสม 98.42 ลบ และ ล้างส่วนต่าง 430.91 ลบ
เมื่อไหร่จะล้างขาดทุนสะสมอีก 51 ลบ หมดครับ
A: คาดว่ากำไรจาก 2H 15 จะสามารถล้างขาดทุนสะสมได้หมด
Q: เนื่องจากฝ่ายที่ปรึกษาในการลดทุนบอกว่า ไม่มีผลต่อผู้ถือหุ้น นั้นขออธิบายด้วย
A: งบการเงิน ส่วนผู้ถือหุ้น สุทธิก่อน และ หลัง การปรับพาร์ลดลง มีค่าเท่าเดิม คือ 301.77 ลบ กระแสเงินสดของบริษัทที่นำมาคำนวณราคาหุ้นก็เท่าเดิม และ สามารถเริ่มปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ ถ้ามีกำไรสุทธิ
แต่ไม่น่าจะทันในผลประกอบการของปีนี้
คำถามในวาระที่5 เรื่องอื่นๆ
Q: สอบถามเรื่อง inventory ซึ่งมีกว่าพันล้านบาท กล้องรุ่นใหม่ ทำให้เกิด obsolete / write off หรือไม่ PE , DE ค่อนข้างสูง จะดำเนินการต่อไปอย่างไร
A: ตลาดกล้องดิจิตอล เป็นขาลงหลายปี แต่เราโตขึ้นทุกปียอดขายในปีนี้โตสุดใน 18 ปี กล้องมีวิวัฒนาการ เราเป็นผู้ค้าปลีก มองสินค้า และ deal ตรงกับผู้บริโภคโดยตรง มีการทำการตลาดแบบจับกลุ่มลูกค้าได้ไว และ ปรับตัว ทำกำไรค่อนข้างสูง วิกฤตเป็นโอกาส ปัจจุบัน ตลาดเปลี่ยนแปลงตลอด ตลาดกล้องดิจิตอล ประมาณ ล้านเครื่อง ในปีที่โตสุด เทียบกับ ผู้ใช้ smart phone นับ 30 ล้านคน ซึ่งกลายเป็นผู้ถ่ายรูปไปแล้ว ตอนนี้ตลาดกล้องดิจิตอลเหลือแค่สี่แสนเครื่องต่อปี ถ้าได้ส่วนแบ่งจากตลาด smartphone แค่ 5% มาใช้กล้องดิจิตอล ก็พอแล้ว เทรนตอนนี้เริ่มเห็น กลุ่มลูกค้าใหม่ คือ ผู้หญิงและเด็ก
เข้ามามากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ และอายุผู้ใช้ที่สูงขึ้น และ น้อยลง เริ่มถ่างมากขึ้น ลูกค้าเริ่มใช้ social media มีการเซลฟี่มากขึ้น นั่นคือเหตุผลสำหรับเราที่เติบโตขึ้น การจัดงานเมื่อกันยาที่ผ่านมาขาย กล้อง ML ได้5 พันเครื่อง ยอดขายที่ตั้งไว้ 100 ก็กลายเป็น 135 ล้านบาทเป็นปรากฏการณ์ใหม่ คนต่อคิวมากซื้อยาวมาก นอกจากนี้ยังมีการโปรโมทท่องเที่ยว ตลาดก็โตขึ้นอีก
ส่วนอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 2 เท่า ถ้าคิดเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยไม่ถึง 1 เท่า เราบริหารจัดการสินค้าให้หมุนเร็วขึ้น สอดคล้องกับกล้องที่ออกมา เรามี market share มากกว่า 50% supplierเมื่อมีการทำpromotion ก็จะมาชดเชยต้นทุนให้กับเราด้วย
Q: Online shopping มาค่อนข้างแรง เช่น amazon เรามีวิธีรับมืออย่างไร
A: ภาพรวมการบริโภค เทรนonline สำหรับสินค้า กล้องดิจิตอล ไม่เยอะ ต้องอีก 3-5 ปี ลูกค้าดูราคาสินค้าที่online แต่มาดูของจริงก่อนซื้อ
Q: ทุนพอไหมในการขยายเพิ่มครับ
A: เราเปิดสาขา 10 ที่ ในห้างที่เปิดใหม่ เช่น CPN , The Mall และ จะปิดสาขาใน Hypermarket ที่อยู่ใกล้กับสาขาเปิดใหม่ หรือสาขาที่มียอดขายน้อย ประมาณใกล้เคียงกับที่เปิด ปีนี้ไม่ได้เปิด Big mobile หลังจากเปิดปีที่แล้ว
Q: Opp day ประมาณการณ์รายได้ไว้ 4,140 ลบ ผ่านมา 10 เดือน จะปรับขึ้นหรือไม่ ถามสัดส่วน product mix ,AR,OD
A: เป้าตั้งไว้ต้นปี 3,800 ลบ พอครึ่งปีแรกได้เกือบ 2,000 ล้านบาท ก็ปรับเป้าขึ้นเป็น 20% จากเดิม 10% มั่นใจทำทะลุเป้าใหม่ได้ ส่วน forcast อีก 3 ปีข้างหน้า ก็ขอโต 10% ต่อปี เราสามารถไปได้อย่างสบาย ตลาดกล้องดิจิตอลผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
ตลาดผู้เล่นใหม่ไม่มี เพราะว่า กำแพงการแข่งขันสูง เรามีสาขาเยอะ marginเราสูง ต่างกับคู่แข่ง
Product mix ตอนนี้ส่วนของ ML ซึ่งมี margin สูงมาก and accessory โตมาก แนวโน้ม คนใช้กล้อง DSLR จะมาทาง ML มากขึ้น
ส่วนยอดเงินcredit จาก supplier ประมาณ 60 วัน ซึ่งไม่มีดอกเบี้ย ส่วน OD มีไว้สั่งซื้อสินค้าบางชนิด
Cash flow ที่ติดลบจะเป็นช่วงQ1 ซึ่งเป็นช่วง low season และจะมาบวกใน 2H
ส่วน inventory จะมีมูลค่าใกล้เคียงกับ 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่การบริหาร unit จะดีขึ้น สินค้าจะเปลี่ยนจากกล้องคอมแพคที่มีราคาถูกมาเป็นกล้อง ML ซึ่งมีราคาสูงกว่า 4 เท่า อายุของกล้อง ML จะเพิ่มขึ้นเป็น 1-1.5 ปี จึงมีรุ่นใหม่มา


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Oct 24, 2015 12:46 pm

เหตุการณ์หลังทานเจกับโอกาสในการลงทุน

หลังเทศกาลกินเจ อาหารเจที่ทำสำเร็จรูปหลายอย่างถูกนำมาลดราคาเพื่อเคลียร์ออกจากร้านสะดวกซื้อ โดยเฉพาะอาหารที่มีกำหนดหมดอายุในเร็วๆนี้ เช่น ไส้กรอก โบโลน่า อาหารกล่องเจ หรือ ขนมไหว้พระจันทร์ ถ้ามีเหลือหลังจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ ก็จะมีการลดราคาเพราะเก็บได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น
วันนี้ได้ไปขี่จักรยานออกกำลังกายขากลับเลยไปแวะร้านสดวกซื้อที่มีสาขาเยอะสุดในไทย เพื่อดูว่ามีของกินอะไรไว้ทานตอนเช้าเป็นอาหารมังสวิรัติบ้างปรากฎว่ามีไส้กรอกเจและบาโลน่าเจมาขายในราคาพิเศษลด 50%เลยเข้าไปซื้อ ปรากฎว่าตอนคิดเงินราคาถูกเกิน 50%กลัวว่าน้องที่คิดเงินจะต้องชดเชยส่วนต่างนี้เลยเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่อาวุโสในร้านให้ลองคิดใหม่ดู เขาก็มองว่าถูกจริงเลยทำการคืนเงินและคิดใหม่อีกทีปรากฎว่า ราคานั้นถูกต้องแล้ว เพราะ คิดราคา 50% จากราคาที่ลดมาแล้วรอบนึง เลยค่อยสบายใจหน่อยที่ได้ของราคาถูกและมีประโยชน์ในแง่ลดการสนับสนุนการฆ่าสัตว์ในช่วงเช้าของทุกวันที่ทาน ใครสนใจลองเข้าไปซื้อมาทานได้นะครับ

เปรียบกับการลงทุนในหุ้น นักลงทุนที่ดีมีการทำการบ้านไว้ล่วงหน้าว่า หุ้นไหนอยู่ข่าย watch list บ้าง แต่ราคาอาจจะสูงกว่าราคาที่เราคำนวณ ก็ต้องนั่งรอจนกว่า บริษัทอาจมีข่าวที่กระทบผลประกอบการครั้งเดียว หรือ ชั่วคราว ทำให้ราคาตกลงมาต่ำกว่าราคาที่เราคำนวณ
หรือ เป็นช่วงที่ตลาด Panic จากข่าวที่มากระทบกับประเทศ เช่นปี 2008 แฮมเบอร์เกอร์ Crisis ราคาหุ้นที่ดีหลายตัวราค าลดมากกว่า 50% ถึงตอนนี้ไม่ใช่เวลาขาย แต่เป็นเวลา shopping สินค้า เช่นเดียวกับ การซื้ออาหารเจช่วงหลังเทศกาล
ดังนั้น ตอนดัชนีสุูงๆ เราอาจหาบริษัทดีที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงยาก ก็เป็นเวลาที่เราต้องทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลของหุ้นอย่างสม่่ำเสมอ เพื่อพยายามเติมหุ้นที่ดีใน watch list สำหรับใช้ในอนาคตครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Oct 28, 2015 11:16 pm

สรุป EGM SPCG 28 Oct 2015 14.00-15.00
บริษัทจัดการประชุมวิสามัญขึ้นที่โรงแรม แอมบาสเดอร์ ได้เตรียมที่นั่งไว้มากพอควร ปรากฎว่า มากันไม่ถึง 200 คน ที่เหลืออีก 300 คนเป็นการมอบฉันทะ ทำให้ที่นั่งด้านขวามือข้างหลังห้องว่างไปเลย หลังจากถามคำถามแรกและ ได้คำตอบเรียบร้อย เลยแอบไปนั่งด้านหลังสบายกว่านั่งข้างหน้าเยอะ ก่อนเข้างาน บริษัท เคียวเซร่า มา present แผง Solarcell ที่ติดตามบ้าน สาธิตและให้ความรู้กับผู้ถือหุ้นที่มาประชุม เห็นหลายคนสนใจ สอบถามกันใหญ่ แต่คุยไม่ได้มากเพราะถึงเวลาเข้าประชุมพอดี
วาระมีแค่ 2 วาระ คือ วาระแรก รับรองการประชุมสามัญที่จัดเมื่อ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ทุกคนอนุมัติให้ผ่าน
ส่วนวาระ2 พิจารณาอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท จำนวนไม่เกิน 13,000 ล้านบาท ผมเลยถามคำถามกับคุณวันดี เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ในการออกหุ้นกู้นี้ มีสัดส่วนในการrefinance เท่าไหร่ และ นำไปลงทุนใน project เท่าไหร่ และ ถามว่า ออกหุ้นกู้ครั้งเดียว หรือ ทยอยออก
A: คุณวันดี ตอบว่า ออกหุ้นกู้ครั้งเดียว วงเงินไม่เกิน 13,000 ล้านบาท เพื่อไป refinance เงินกู้จากธนาคารทั้งหมด7แห่งของบริษัทย่อย ที่กู้มา และ สามารถปลดล๊อคเงินที่สำรองไว้ใช้หนี้จำนวน 1,172 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องมากขึ้น มีเงินสดหมุนเวียนมากขึ้น ไม่มีหนี้จากสถาบันการเงิน
Q: การออกหุ้นกู้คราวนี้จะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นหรือเปล่า หนี้สินต่อทุน เปลี่ยนแปลงอย่างไร สอบถาม project ใหม่มีที่ไหนบ้าง
A: การออกหุ้นกู้ไม่ได้เพิ่มหนี้โดยรวม การออกหุ้นกู้คราวนี้ คือการเอาเงินสดจากผู้ถือหุ้นกู้ไปจ่ายให้กับสถาบันการเงิน 7 แห่ง ปลดล็อกเงินสำรองที่เก็บไว้ 1,173 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ลดลงไป 15-20 กันยายน ไม่มีเงื่อนไขสำหรับ ข้อจำกัดของสถาบันการเงิน ค่า DE เดิม 1.92 ถ้าออกหุ้นกู้สำเร็จ ทำให้ค่า DE = 1.72 เงินที่ได้กลับมา 1,172 ล้านบาท
หน้าที่ของผู้บริหาร คือเอาไปลงทุนบางส่วนกับแผนกงานในอนาคต เช่นในญี่ปุ่น และ ภูมิภาคอาเซี่ยน พม่า และ ฟิลิปปินส์
เป็นสิ่งที่เราต้องการทำ และ TRIS ประเมินบริษัทแล้ว อันดับที่ถือได้คือ เอลบ
Q: อยากทราบว่าหนี้เดิมที่ทำกับธนาคาร 5 แห่ง เป็นจำนวนเท่าไหร่
A: บริษัทเป็นหนี้ทั้งหมด 12,3xx ล้านบาท Project Finance ออกไม่เกิน 13,000 ล้านบาท เพื่อชำระหนี้ 12,3xx ล้านบาท
ถ้าออกหุ้นกู้ 13,000 ล้านบาท ก็จะเหลือ 6xx ล้านบาท รวมกับ เงินที่ธนาคารคืนมา 1,173 ล้านบาท จะไปลงทุนในต่างประเทศ เช่นที่ พม่า ขนาด 5-30 MW
Q: การออกหุ้นกู้ ตาม Financial หุ้นกู้จะทำให้ต้นทุนทางการเงิน ได้ประมาณ กี่ประเซ็นต์
A: เดิมกู้ผ่านธนาคาร ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ แต่ของใหม่เป็นอัตราลอยตัว และ ได้กำไรประมาณ 10-15 ล้านบาท
ต้นทุนการกู้ยืม ประมาณ 4-5%
Q: เรามีสภาพคล่องทางการเงิน อย่างไร
A: กลัวหนี้ เราจึงทำให้หนี้มากขึ้น เป็นภาระผู้ถือหุ้น มีดอกเบี้ยจ่าย คิดว่าเงินที่จะทำ Refinance
เมื่อปลดล็อก สภาพคล่องสูงขึ้น มีอิสระ เงินลงทุน 4,000 ล้านบาท


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Oct 30, 2015 7:55 pm

สัมมนา จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล สู่ โรดแม็ป 4 G โดย ดร อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและ การสื่อสาร ได้มาพูดให้ฟัง ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558
การมุ่งปรับเปลี่ยนหรือ Transform ต้องมีปัจจัยหลายด้านให้พร้อม ในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา พัฒนามนุษย์ และ สาธารณสุข ให้คนของเราเข้าใจในเทคโนโลยีที่จะมาในอนาคต ไม่ว่า จะ 5G เราพยายามให้ประเทศมี Landscape (ระบบนิเวศน์) สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาพรวม กระทรวงICT จะเปลี่ยนชือจริงหรือเปล่า
ประเด็นที่ผ่านมาพูดถึง ICT โทรคมนาคม เป็นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบัน แนวความคิดต้องเปลี่ยนแปลง เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับทุกภาคส่วนในสังคม เป็นพื้นฐานสำคัญมากๆของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ควรเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม innovation ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปฎิรูปโครงสร้างในอดีต พยายามผลิตมูลค่าสูงขึ้น ต้องใช้นวัตกรรม
ต้องขับเคลื่อนและขยายให้โครงสร้างเศรษฐกิจสำคัญขึ้น เราพูดถึง Digital technologyจะซึมซับไปในชีวิตประจำวัน จะพูดถึงบางประเด็นของ Digital Thailand ว่าใช้อย่างไรให้คุ้มค่ามีประสิทธิภาพ
ประการแรก ปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ Digital Thailand กระบวนความคิดในภาพรวม สังคม เศรษฐกิจ ระบบการดูแลกันอย่างไร เพราะว่าเทคโนโลยีมีทั้ง2ด้าน ถ้าไม่รู้เท่าทันมีผลกระทบด้วย จำเป็นที่ภาครัฐและเอกชน มาพิจารณาภาพรวม
บทบาทของภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องเศรษฐกิจ และ เทคโนโลยีจำเป็น อีกเรื่องนึง คือสร้างความเข้าใจ ตระหนักของการใช้เทคโนโลยี มีโอกาสและความท้าทายในหมู่ประชาชนที่ใช้ ได้ประโยชน์อย่างจริงจัง พัฒนาคนให้ประเทศไทยมีบุคคลากรพร้อม ปฎิบัติงานในอุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยหลัก 1. โครงข่ายพื้นฐานโทรคมนาคม Infrastructure เรามีอยู่ระดับนึง Internet Broadband , Fibre 300,000 กม เป็นของรัฐ 2แสน และเอกชน 1 แสนกม แต่การเข้าถึงของประชาชนทั่วประเทศในชุมชนต่างๆ มีปัญหาในการเข้าถึง จำเป็นต้องพัฒนาให้เข้าถึงง่าย เป็นยุคส่งผ่านdata แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน สื่อสาร เกิดนวัตกรรม ต่อยอดความคิด เกิดขึ้นได้ ทางกสทช เข้าถึง Broadband 25%ของทั้งประเทศ ต้องพยายามให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีให้ได้ ต้องมีการลงทุนโครงข่ายอีกมาก ให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย แชร์โครงข่ายพื้นฐานเป็นหลักการที่สำคัญ
ปัจจุบันก็ดูอยู่ ตัวโมเดล แนวทาง National Broadband ตอนนี้ยังไม่กำหนดModel เพี่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน ต้องมีแผนพัฒนาเคเบิลใต้น้ำ (Submarine cable) เราต้องมองภาพรวมของประเทศ และ มียุทธศาสตร์สอดคล้องกับภาพรวม
ไทยมีความได้เปรียบอยู่มาก เช่น AEC เกิดขึ้นในปีหน้า มีโอกาสมหาศาลในการค้าขาย พัฒนาเป็นดิจิทัล เซ็นเตอร์ หรือ ฮับ
ในAsianได้ ในภูมิภาคอื่นให้ความสนใจมาก EU ได้ประกาศแล้วว่าจะพัฒนา Digital single market ทำให้ประเทศในกลุ่มEU ใช้Digital Technology ทั้งค้าขาย ลงทุน ท่องเที่ยว ให้เป็นตลาดเดียว ตอนนี้ศึกษาว่าถ้าทำได้ เพิ่มมูลค่าในEUอีก
250,000ล้านยูโร ไทยก็เช่นเดียวกัน จะเพิ่มมูลค่าให้ประเทศอีกมาก แต่เราต้องมีทิศทางที่ชัดเจน แผนICT ในอาเซียนจะร่วมกันทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วย Digital Technology ให้ได้ เดือนหน้าจะมีการประชุมอนุมัติแผน Digital Economy ด้วย ไทยมีแผนDigitalแห่งชาติ กระทรวงICT กำลังทำให้เสร็จปลายปีนี้ ภาพรวมต้องการให้ไทยเป็นผู้นำรายนึง
มีเทคโนโลยีไปเกื้อหนุนส่วนอื่นของประเทศ เช่น ทำอย่างไรให้ไทยเป็นที่น่าสนใจ ให้บริษัทต่างชาติด้านเทศโนโลยีมาลงทุนในไทย มี content provider มาลงทุนเปิดสำนักงาน มีธุรกรรมมากขึ้น ทำให้ Internet transfer มากขึ้น ไทยอยู่ในแนวหน้าในการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง
ภาครัฐเป็นองค์ประกอบที่สำคัญทำให้บริการประชาชน ต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของรัฐ เช่น การบริการอิเลคทรอนิคส์ online ได้รวดเร็ว ใช้กระดาษน้อยลง แบบฟอร์มจะทยอยหมดไป ใช้แบบฟอร์มอิเลคทรอนิคส์
ภาครัฐมีฐานข้อมูลแต่ไม่เชื่อมถึงกัน มองไปข้างหน้า ต้องปรับปรุงอย่างมากให้เชื่อมกัน แชร์กันใช้ในการกำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ อีกด้านเปิดเผยข้อมูล open data ให้ประชาชนจัดเป็นหมวดหมู่ ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนและเอกชน
อีกด้านเป็นเรื่องของการคิดภาพใหญ่อยู่เสมอ ยุทธศาสตร์ของชาติจะเชื่อมโยงกับ Digital Technology ได้อย่างไร
หน่วยงานต้องมาพูดคุยกัน นโยบายด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างไร Digital Landscape เป็นอย่างไร กำกับดูแลอย่างไร
เชื่อมโยงมหภาคเข้าด้วยกัน การประมูลเป็นเรื่องของกสทช แต่คลื่นต้องตอบโจทย์ของประเทศให้ชัดเจน
กฎเกณฑ์ที่รัฐต้องพัฒนากฎหมายให้รับกับระบบนิเวศน์ ตอนนี้ยังไม่พร้อม แต่เริ่มทำแล้ว มีร่างกฎหมายหลักด้านดิจิตอล
จะนำสู่กระบวนการกฎหมายในปีหน้า การค้าขาย ส่งผ่านข้อมูล มีมาตราฐานอย่างไร ความสมดุลระหว่างการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว กับเรื่อง Cyber Security เราจะมีกฎหมายดูแลเรื่องนี้ ให้ทุกคนเข้าใจ รับทราบกฎหมายที่ดูแลเราอยู่
และตระหนักเรื่องตัวบุคคล การใช้ต้องเข้าใจ เท่ากับมีความรับผิดชอบ ควบคู่ไปด้วย อีกปัจจัยเรื่องการสนับสนุนภาคเอกชน
รอประธานอุตสาหกรรมมาช่วย ผู้ประกอบการSMEเข้าถึงDigital Technologyให้ได้ และใช้ในกระบวนการทางธุรกิจในวงกว้างโดยรัฐเริ่มต้นพัฒนาPlatformให้ก่อน สำหรับอุตสาหกรรมหลัก การท่องเที่ยว Tourism ICT กำลังพัฒนาให้ระดับSMEมาร่วมใช้และเป็นเจ้าของร่วมกัน เอกชนบริการและจัดการได้ดีกว่า นโยบายมีแล้วแต่ยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ต้องมีและ Digital Technology ต้องสอดคล้องกันเพราะว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สังคมเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลง ความคิดมีได้หลายด้านต่อนัยยะการขับเคลื่อนDigital Technology ไทยมีศักยภาพสูง ที่ตั้งชัดเจนมาก มีองค์กรจากต่างประเทศ มีฑูตซึ่งไม่เคยมาเยี่ยม ICT ครบ10ปี วันนี้มาเยี่ยม เพราะว่าไทยพูดถึง Digital Technology ตลอด ซึ่งเขาเห็นว่าเรามาทางนี้แล้ว
แสดงศักยภาพของไทยซึ่งมีอยู่มาก เราต้องทำให้เกิดจริงได้แค่ไหน สุดท้ายขอขอบคุณ ดร อุตตม ที่มาให้ข้อมูลมากครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Nov 04, 2015 9:08 pm

สัมมนา อนาคต เศรษฐกิจ และ การลงทุนปี 2016
โดย ดร สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รองนายกรัฐมนตรี มาพูดถึงนโยบายของรัฐบาล


ผมพึ่งมาดูแลเศรษฐกิจได้ไม่ถึง 3 เดือน
อยากชี้แจงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้เตรียมการมาก่อนมารับมอบงาน ในช่วงเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้แก่
ข้อ 1 นโยบายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
1. กองทุนหมู่บ้าน ภาระคือชดเชยดอกเบี้ย 2,000 ล้านบาท
2. Loan ดอกเบี้ยต่ำแสนล้านบาท แบ่งเป็นให้ SME. 40,000 ลบ และชดเชยดบ 3,000 ลบ ภาษีลดลง 5,000 ลบ รวมเป็นยอด 48,000 ลบ
3. มาตราการช่วยอสังหาริมทรัพย์. ต้นทุนลดภาษีการโอน = 1x,xxx ลบ
ไม่รวมต้นทุนช่วยเกษตรกรซึ่งทุกรัฐบาลต้องช่วยอยู่แล้ว ถ้ายังไม่reform

รัฐบาล generate รายได้เพิ่มขึ้น. ภาษีที่เก็บสามารถอยู่ได้. จะออกผลในQ4 15 - Q1 16
เรื่อง NPL ดูว่ามาจากอะไร ดูรายละเอียด ส่วน SME ไม่เยอะ ที่เยอะมาจากบัตรเครดิต. มาจากเหล็ก อย่าโทษนโยบายรัฐบาล
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจน่าจะพอแล้ว

ข้อ 2.การปฎิรูป จะพูดถึงเรื่อง

2.1 Balance Growth

ดูรายละเอียดของเงินที่ลงไป เป็นเงินทุ่มไปรายใหญ่ซะมาก เรื่องส่งออก สิ่งทอเตือนเป็น10ปีว่าไม่ควรทำแล้ว
คนส่วนใหญ่ 30ล้านคน ยังยากจนรายได้ชั้นต่ำ
สิ่งที่สำคัญต้องสร้างbalance Growth. นักเศรษฐศาสาตร์รางวัลโนเบิลไพร์ทปีนี้. ทุ่มเทสำรวจของจริงในแต่ละกลุ่ม
มีการตอบสนองนโยบายของรัฐเรื่องtaxอย่างไร.
ไทยต้องมีการเติบโตภายใน ต้องมาจากกระทรวงเกษตร แต่ผมว่าไม่ใช่ น่ามาจากการขับเคลื่อนฐานรากของเรา
เราต้องแผนพัฒนาแต่ละจังหวัด
ประชุมกรอ ที่ขอนแก่น. ต้องมีแผนพัฒนาในแต่ละจังหวัดก่อนการประชุม
จะใช้แกนกองทุนหมู่บ้านมาพัฒนา ของบประมาณในปีหน้า ประชาชนมีส่วนร่วมในแนวราบและแนวดิ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชาวเกษตร เปลี่ยนแปลงแนวทางพัฒนา

2.2 ความสามารถของประเทศ
หน่วยงานทางการศึกษาไม่ทันการ ต้องปรับเปลี่ยน
ในมหาวิทยาลัยที่ดี ไม่ต้องไปควบคุมมาก ในการสร้างเป็นผู้ประกอบการ
ต้องพัฒนาอาชีวะที่มีประเทศเยอรมันสนับสนุนมาผสม จะเปลี่ยนเป็นtechnicalแท้จริง เป็นผู้ประกอบการโดยเรียนเพิ่มอีก1ปี
หมอขาดแคลน มีอีกทางที่สร้างหมดขึ้นมา ครูมีหนี้1.2 ล้านล้านบาท ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการเรียนการสอนที่ดีต้องหาทางแก้ไข
ทำไมต้องcluster เพราะสินค้า ต้องมีการแข่งขัน
ปะธานซัมซุงคนเดิม บอกว่า เกาหลีใต้โตได้จากนวัตกรรมกลายพันธ์ จากเมื่อก่อนเก่งเรื่อง VTR และ Semiconductor
ตอนนั้นถูกส่งไปดูงานที่Japan เห็นแล้วว่าเกาหลีใต้แข่งได้ลำบาก คนในบริษัทของเขาไม่บอกเราเลย ต้องอาศัยไปเลี้ยงเหล้าเจ้าหน้าที่จึงได้ข้อมูลมา เอาข้อมูลมาใช้ปรับปรุง telecomเป็นเป้าใหม่ รัฐบาลเน้นการสรรหาขับเคลื่อน ข้าราชการอดตาหลับ
ทำให้50ปีที่ผ่านมาดีขึ้น แต่คนรุ่นใหม่ของเกาหลีใต้ไม่ให้น้ำหนักกับการพัฒนาแต่ไปเน้นการเป็นประชาธิปไตย
การมีวิกฤตคือจุดที่ได้พัฒนา เปลี่ยนแปลง มิสเตอร์หยุ่น ประธานซัมซุงคนก่อน บอกว่าตอนนี้ ไม่กลัว แอปเปิ้ล แต่กลัว คู่แข่งจากจีนเช่นเสี่ยวหมี่
คณะกรรมการของเรามีเยอะมาก ประชุมเสร็จก็เลิก เรื่อง Cluster S curve เป็นอย่างไรเริ่มจากศูนย์ในปีที่แล้วตอนนี้มีกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้ S curve เกิดขึ้นให้ได้ เช่นกลุ่มอาหาร โรบอท
จะเชื่อม Cluster ได้อย่างไร ที่ปรึกษาของนายก อาเบะ บอกว่าสนใจ เส้นที่สองแหลมฉบังที่เชื่อมทวายเพื่อขนสินค้า
ส่วนเส้นแรกขนคน Japan commit 2เส้นนี้
ขับเคลื่อนเชื่อมโยงกับประเทศเชิญผู้ประกอบการแต่ละประเทศมาร่วมกัน
คนทำการเม้นต์ จะพัฒนาอย่างไรอย่าไปกังวล ยอดส่งออกจะตกเท่าไหร่
ติดลบจากต้นปี ดีขึ้นหรือไม่ อย่าไปดูรวม ให้แยกน้ำมันออกลดลงไม่เยอะแค่3%เอง
เอาเวลาไปพัฒนาสินค้าของ คุณเองเลย. คุณหยุ่นพูดไว้
Cluster ที่สร้างขึ้นมา ศุกร์นี้ วันที่ 6 พย ที่ทำเนียบมาตามการบ้านเรื่อง ปัญหาและพัฒนาอย่างไรที่ให้ไว้เมื่อเดือนที่แล้ว
ต้องเร่งเวลาเร็วขึ้น แก้กฎหมายให้ทันในปีครึ่ง
Financial market ต้องมีการแก้ไข ตั้งทีมขึ้นมา ต้องถึงเวลาปฎิรูปแล้ว
รัฐวิสาหกิจต้องออกมา การreform ต้องเคลื่อนภายในปีครึ่งวางรากฐานให้เติบโต. ผู้ประกอบการได้รับการช่วยเหลือbank ต้องสร้างSMEขึ้นมา เป็นการโต ไม่ต้องรอGDPโตซึ่งไม่ได้อะไร
การพัฒนาประเทศเป็นagendaที่สำคัญ อะไรไม่อยู่ในยุทธศาสตร์ไม่ต้องเอามา
การปฎิรูปงบประมาณประเทศพรุ่งนี้ วันที่ 5 พย 2558
มี 3ข้อ ที่ต้องกังวลถ้าไม่ปฎิรูป
1. เงินตราต่างประเทศแข็งแรง แต่เดินอีก5ปีส่งออกแย่กว่านี้อีก
2. Social unrest
3. ตัววัดต่างๆที่ต่างชาติใช้วัดเรา ก็จะตกลงทุกปี
หาคนดีมาช่วยนายก ต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเราต้องทำภายในปีครึ่ง


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Nov 05, 2015 10:51 am

100 บริษัทสุดยอดมั่งคั่งแห่งอาเซียน โดย คุณสุกิจ จากเมย์แบงค์กิมเอ็ง

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=59320

รูปภาพประกอบการบรรยาย

https://www.facebook.com/amornkowa/post ... tif_t=like#


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Nov 28, 2015 2:53 am

งานสัมมนา ถอดรหัส The Real Deal 2015 ภาคหุ้นอสังหาริมทรัพย์
แบ่งปันความรู้โดย
คุณพีรนาถ โชควัฒนา
คุณณัฐชาต คำศิริตระกูล เป็นผู้สัมภาษณ์
คุณทิวา ชินธาดาพงศ์ เซียนมี่
Q:อยากให้แชร์ประสบการณ์ในการซื้อหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เริ่มจากเซียนมี่ก่อน
A: เซียนมี่ บอกว่าอสังหาไทยถูกที่สุดในโลก ธุรกิจอสังหา เน้นงานการตลาด และ การขาย
หลักการเลือกหุ้นจะเลือกบริษัทที่เจ้าของถือหุ้นใหญ่เกิน 25%
ส่วนการ Valuation ใช้หลักการของหมอพงษ์ศักดิ์ โดยตั้งPE 10 เท่าสำหรับบริษัทมาตราฐาน
ถ้าธุรกิจมี DCA ก็จะบวกให้อีก 1,2,…… แต่ถ้ามีจุดแข็งใน Five Force ก็จะบวกให้อีก
ทำให้ค่าPE สูงกว่ามาตราฐานคือ 10 เท่า
ธุรกิจอสังหา เป็นธุรกิจที่ต้องสร้างใหม่ลูกค้าใหม่ทุกๆปี ดังนั้นจะให้ PE มาตราฐานแค่ 7 เท่า บางธุรกิจ ที่ต้นทุนต่ำมีBrand ดีกว่าคนอื่นอาจให้ PE10-12เท่า หากหุ้นตัวไหนไม่มีประสิทธิภาพพอ ก็ให้แค่ PE 7 เท่าก็พอ

คุณพีรนาถ กล่าวว่า ทำอย่างไรจะได้เงินคืนจากที่จองคอนโดของเขา ถ้าเป็นบริษัทนอกตลาดก็ทำอะไรไม่ได้
แต่ถ้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ก็อาจจะโดนเอาคืนกันบ้าง ผ่านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
หลักการเลือกหุ้น
1. ต้องการให้เจ้าของถือหุ้นในสัดส่วนที่เยอะ
2. ข้อนี้สำคัญมาก ไม่เฉพาะอสังหา การลงทุนเหมือนชวนเราให้ลงทุนอสังหา
ถ้ามีใครมาขอเงินเช่น 3 ล้านบาท ถ้าเอา 10 คนมาเฉลี่ยก็คนละ 3 แสนบาท ถือเป็นเงินส่วนน้อยของเรา
และสมมติว่าคนที่ขอเป็นรุ่นน้องที่คณะ ก็เลยร่วมลงทุนด้วย
แต่ถ้ามีคนขอทีเดียว 30 ล้านบาท ถ้าเราไม่รู้จักเขา ไม่คุ้นเคย อาจไม่ลงทุน หรือ ซื้อเล็กน้อย ลงทุนบางส่วน




เราไปประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี AGM หรือ EGM ค่อยๆตั้งคำถาม และ เรียนรู้ ไม่ต้องซื้อเยอะๆ เวลาเข้าใจก็เริ่มซื้อ มากขึ้นเรื่อยๆ
การ Valuation สมมติมีรายได้ 1 ล้านบาท กำไร 2 แสนบาท ก็พอใจถ้าเทียบกับดอกเบี้ย เงินฝาก
แต่ถ้ามีการลงทุนต่อ ให้เรา5หมื่น เนื่องจากต้องเอาเงินบางส่วนไปลงทุนขยายกิจการ พอใจใช่ไหมที่ได้ 5% เทียบกับการไปฝากแบงค์ได้แค่หมื่นเดียว ปีไหนจ่ายเงินปันผลน้อย ก็ต้องดูเหตุผล เวลาลงทุนหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หรือ กลุ่มอื่นๆ ก็ใช้หลักการเดียวกัน มีคนมาบอกเชียร์ให้ซื้อ ยกตัวอย่างเช่น คุณทิวา มาชวนขายหมูยอ ต้องถามเยอะแยะ ประกอบการตัดสินใจว่าจะร่วมลงทุนด้วยหรือเปล่า แต่ลงทุนหุ้น ซื้อได้เลย ใช้เวลาตัดสินใจนิดเดียว
Q: ขอเป็นCase Study ว่าไปเจอหุ้นได้อย่างไร ตอนตัดสินใจขายเพราะว่าอะไร
A: เซียนมี่ จริงๆที่เจอเป็นหุ้นเปลี่ยนชีวิตเลย ตอนนั้นมีน้องคนนึงมาบอกหุ้นแสนสิริ PE 5 เท่า ในช่วงกลางปี2554
ราคา 5 บาท เลยอ่านรายงานประจำปี วิเคราะห์งบจาก 56-1 ทำ Valuation
คนที่เล่นหุ้นในตลาดที่ไม่ได้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก่อนซื้อ ได้ยินคนพูดหุ้นครั้งที่ 1 เก็บไว้ใน watch list ถ้ามีคนมาเชียร์เพิ่มก็จะทยอยเก็บไปส่วนนึง ถ้ามีคนเชียร์อีก ก็เคาะซื้อไปเลย ถ้าหุ้นลงค่อยกลับมาดูรายงานประจำปีว่าลงเพราะอะไร
กลับมาที่หุ้นแสนสิริ ตอนนั้นเป็นเบอร์2ในตลาด รายได้ 2หมื่นกว่าล้านบาท PE 5เท่า
อสังหาระดับ Tier 1-3 เทรดกัน PE 10-12 ส่วน tier 2 อันดับ 4-10 PE 6-8 เท่า
หุ้นแสนสิริเบอร์2 แต่เทรด PE 5 เท่ามันผิดปกติ ทำไมคนไม่ซื้อ
ไปหาข้อมูลพบว่า SG&A 22% GP 3x% ทำให้ NP เหลือแค่ 9%
ปกติ SG&A 15-17% NP จริงๆ ควรได้ 10-15% ใครทำได้มากกว่าก็เก่ง
ตอนนไปร่วมงานประชุมผู้ถือหุ้น ผู้บริหารบอกว่าจะคุม SG&A ให้ได้ และจากนี้ไป Net profit margin จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มปีละ1% และมีข่าวตลาดประกาศว่าเจ้าของกู้เงินมาซื้อหุ้นเพิ่มจนมีสัดส่วน 25% เป็นการเพิ่มสัดส่วนการลงทุน และถือว่า 1. ผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ฝั่งเดียวกับนักลงทุน
2. กู้เงินมา ซึ่งมีต้นทุน ต้องมั่นใจมากๆ แสดงว่าหุ้นต้องขึ้น
เลยซื้อไป 10-15% ของ Port ปรากฎว่า เจอน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ขายออกมาไม่ได้ เลยคิดว่าจะถือเป็นมรดกให้ลูกๆ
ทีวีก็มาบอกว่าอสังหาจบแล้ว ชีวิตผมก็จบเหมือนกัน อยู่ๆก็มี demand ใน section ใหม่ เช่นคอนโดในกรุงเทพ
ราคาพุ่งขึ้น ก็เลยซื้อตาม ราคาขึ้นไปอีกเป็น 1 เท่าตัว โบรคเชียร์ขายทันที บอกว่าเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย เลยตั้งใจถือไว้ ปีนั้นน ขายคอนโดดีมาก ปรับเป้าขายไป4รอบในปีเดียว ทำให้ราคาขึ้นไป600% ตอนนั้นดีใจมาก หัวใจพองโต เชื่อมั่นตัวเองมาก คิดว่า PE 10 เท่า หรือ ราคา 5 บาทจะขาย
ปรากฎว่าพอราคาขึนถึง 5.5 บาท มีบทวิเคราะห์ปรับเป้าเป็น 6 บาท เพื่อนซื้อเพิ่มที่ 6 บาท เลยถือต่อ หุ้นเริ่มลงมา
เพราะที่ดินกรุงเทพแพงไป และ โครงการหัวหิน presales ได้แค่ 28% แต่รักหุ้นตัวนี้มาก Q1 ชาดทุน Q2ก็มีคนมาบอกว่าจะขาดทุนอีก ตัดใจขายไปที่ราคาครึ่งนึงของราคาสูงสุด จาก 15 เด้งกลายเป็น 7 เด้ง มีคำถามกับตัวเองว่า
ทำไมสัญญากับตัวเองแล้วทำไม่ได้
สรุปบทเรียนคือ วางแผนการลงทุนแล้ว ไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้
จุดที่ซื้อ ตอนที่เห็น เจ้าของกู้เงินมาซื้อหุ้น แสดงว่าอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ถือหุ้น

Q: พี่พี มีอะไรจะแชร์ให้นักลงทุนบ้างหรือเปล่า
A: คุณพีรนาถ บอกว่า วุฒิการศึกษาไม่ได้บอกว่า จบสูง ได้เกรดดี ก็ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุน
คนจบชั้นม3 แต่ประสบความสำเร็จแสดงว่าต้องมีอะไรดี เช่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
จริงๆแล้วการทำผิดสำคัญกว่า เพราะ เราจะวิเคราะห์ว่าทำไมถึงทำผิด เราต้องดีใจว่าเราทำผิด ถ้าทำถูกจะเพิ่มอีโก้เราเท่านั้น คุณปู่ของผม ดร เทียม บอกว่า มีคนทำผิด ทำให้ขาดทุน หนึ่งแสนบาท ก็จะเล่าให้คนอื่นฟัง10 คนก็จะเหลือขาดทุนต่อคนแค่หมื่นบาท หุ้นอสังหาตัวแรกซึ่งทำกำไร คือ หุ้น ปรีชา ตอนขับผ่านถนนพระรามเก้า เห็นขายตรมละ 4หมื่นบาท เลยไปกะจองตั้งแต่ 6 โมง เพราะรับจอง9โมง เลยเดินเล่น พอไปถึง 8.30 ปรากฎว่าได้คิว 400กว่า แต่ห้องที่เล็งไว้ตั้งแต่ต้น ได้จองพอดี one day sales out เวลารับรู้รายได้ จะรับรู้รายได้เมื่อโอน
แต่ไตรมาสที่มีการจอง จะไม่มีรายได้ มีแต่ค่าใช้จ่ายโรงแรม และค่าจัดงาน ก็จะขาดทุน แต่ราคาหุ้นขึ้น
ผมผ่อนดาวน์ไปเรื่อยๆ ปรากฎว่ามีprojectใหม่ไม่เยอะ ขาดทุนไตรมาสแล้วไตรมาสเล่า พอโอนตึกราคาก็ตก ก็ซื้อหุ้นไปเรื่อยๆ วันละหมื่นบาท ราคาไม่ถึงบาท ทำให้ได้กำไรเยอะมาก เมื่อราคากลับขึ้นมา เลยได้คอนโดฟรี
นักวิเคราะห์ก็มาบอกเลยว่าราคาจะขึ้นในปีหน้าอีก แต่จริงๆกำไรไม่ดี ก็เลยขายไปซื้อคอนโด

คุณพีรนาถตั้งใจขับรถจะไปดูวิลล่าของ SC Assetที่หัวหิน ดูแล้วแพงจะไปขายใคร ขากลับแวะทิวทะเลของชาญอิสระ ไม่คิดว่ามันออกมาดีอย่างนี้ เลยกลับมาดูหุ้นในตลาด ปรากฎว่าตอนนั้นหุ้นราคาถูกมาก Market cap แค่นี้เอง การดำเนินงานขาดทุนตลอด ส่วนตัวของคนเรียบเรียงจะเห็นการจ่ายผลประโยชน์ให้ผู้บริหารสูงมากในช่วงนั้นด้วย และ พัฒนาโครงการไม่ต่อเนื่อง แต่จากนี้ไปจะเริ่มมีโครงการโอนจากบ้านทิวทะเลและมีต่อเนื่องไปอีก
การดูบริษัทเล็กจะง่ายกว่าบริษัทใหญ่ ตอนนี้ยังถืออยู่
ส่วนอีกหุ้น คือบาจา เห็นตอนไปเดินมาบุญครอง มีคนต่างชาติและคนไทยเข้าร้านเยอะมาก เลยไปดูmarket cap
เล็กมาก เพราะคงไม่ได้มีใครคิดว่าจะขายดีแบบนี้ เลยซื้อหุ้นบาจา
สรุป สไตล์การลงทุนของคุณมี่ เก็บข้อมูลเยอะ ติดตามละเอียด Model ใน Excel หาค่า EPS, PE เท่าไหร่
ส่วนพี่พี ชอบไปห้าง เช่น JMART หรือ คอนโดที่เปิดตัวใหม่ ใช้ชีวิตกับการลงทุนให้สอดคล้องกัน อาจเป็นผู้ถือหุ้นแล้วได้ คอนโดฟรีด้วย

Q: มีอะไรฝากไว้ สำหรับสภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ การลงทุนในหุ้นอสังหามีคำแนะนำอะไรบ้าง
A: เซียนมี่ บอกว่า วิเคราะห์ไม่ค่อยเก่ง รัฐบาลใหม่จะดีขึ้นในไตรมาสหนึ่งหรือสอง ความมั่นใจของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น
ยอดขายในต่างจังหวัด เช็คดูว่าดีขึ้น นักลงทุนชอบเสพข่าวร้าย หุ้นถูกไม่ซื้อ ชอบหุ้นตอนขึ้นไปแล้ว อยากฝาก
ทัศนคติที่ถูกต้องเหมือน หางเสือเรือ แม้จะเล็ก แต่ก็เป็นส่วนที่สำคัญที่controlชีวิตให้หันเหไปทางทิศทางไหนก็ได้
พี่พีรนาถ บอกว่าในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีคำว่าพอดี กลัวมากไป ดีใจโลภมากเกินไป จริงๆมีโอกาสตลอดเวลา
อสังหาเป็นปัจจัย4 ที่อยู่อาศัยมีอยู่กี่ยูนิค น้อยมากเทียบกับประชากร และ จำนวนนักศึกษาที่จบออกมาแต่ละปี
คนเราตัดสินใจจากนักวิเคราะห์ เช่น oversupply แล้ว ไม่น่าลงทุน ผมลงทุนในหุ้น คอนโด ผมลงทุนอย่างเพียงพอ
ของชอบ คุ้มไหม ไม่ค่อยคุ้ม อยากอยู่ที่กรุงเทพซึ่งเป็นเมืองน่าอยู่ สำหรับคนที่มีฐานะแล้ว พยายามคิดในแง่บวก
ตอนคนอื่นมองว่าดี เราก็มองต่าง อะไรน่าสงสัย ก็ตามไปศึกษาอาจเป็นช่องทางได้หุ้นดีๆก็ได้


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat Nov 28, 2015 9:42 am

พึ่งทราบข่าวน้องๆที่บริษัทเก่าถูกearly retiredโดยไม่สมัครใจแบบไม่ทันรู้ตัว บางคนมีสปิริตทำงานจนวันสุดท้ายเลย แต่บางคนไม่ได้จักสรรการเงินที่ดี เงินอาจไม่พอใช้.ในอนาคต รู้สึกเศร้าใจ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนนั้นไม่มั่นคงเลย. งวดนี้ไม่โดนอาจโดนงวดหน้าได้. ดังนั้นสำหรับคนที่ยังมีงานอยู่พยายามเร่งสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง จำได้เลยกับคำพูดพี่โสซึ่งเป็นเจ้านายเก่ามาเป็นสิบปี พยายามให้งานมากๆเข้าไว้ไม่ต้องมีผู้ช่วย ทำให้เรามีคุณค่าในสายตาคนอื่น อย่างนี้บริษัทก็จะเก็บเราไว้ไม่ปล่อยไป. แต่สำหรับคนซึ่งออกจากงานแล้วเช่นผมเป็นต้น ต้องหารายได้มารองรับค่าใช้ต่างๆรวมถึงค่าเล่าเรียนรู้ รายได้จากpassive. Income ช่วยได้ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล จากการลงทุน ในหุ้น property fund. Mutual fund. ยังต้องศึกษาจากผู้รู้อีกมากเพื่อให้เราสามารถมีรายได้ที่ยั่งยืนรองรับค่าใช้จ่ายตอนเกษียณได้.
ตอนนี้ป่วย จากการคิดมากขอตัวไปหาหมอก่อนนะ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1628
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun Nov 29, 2015 3:27 am

ช่วงที่2 สัมมนาหัวข้อ “จับ Mega Trend เน้นหุ้นลงทุน”

1) คุณ ธันวา เลาหศิริวงศ์
อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า คนแรก ก่อตั้งในช่วงบุกเบิก ช่วยชาติที่ TOT เคยเป็น CEO IBM

2) คุณ กวี ชูกิจเกษม
นักกลยุทธ์หุ้น ต้องตามตัวหลายรอบ ได้ตำแหน่ง Top strategist ในฐานะการวางกลยุทธ์เลือกหุ้น ได้คะแนนสูงลิ่วจากนักลงทุน ทำให้ บล กสิกรไทย โด่งดัง

3) ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เป็นหัวข้อถนัดของอาจารย์
นักวิชาการอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

4) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ. เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ

วันนี้ เจาะmegatrend เน้นลงทุนหุ้น
ถามอจ เสน่ห์ ก่อนคนแรก ซึ่ง ความหมายของ Mega Trend คือกระแสโลก พูดมาหลายครั้ง หมายถึง การเปลี่ยนแปลงไป ตอนนั้นพูดถึง 3G ตอนนี้ต้องเป็น 4G online
อจ เสน่ห์ เสริม 4G ได้เป็นการประมูลที่สกปรกที่สุด คนร่วมประมูลไม่ได้อาบน้ำอาบท่า ไม่มีเวลากินข้าว 33 ชั่วโมง
พนักงาน AUCT ก็ไปนอนที่นั่นด้วยทำเรื่องการประมูล 555
กระแส 4G เหมือนตอนนั้นพูดถึง 3G แต่อจเสน่ห์พูดถึงGเดียว คือ จีสตริง คราวที่แล้วมีการฟ้องร้องกัน สะดุดแล้วสะดุดอีก คราวนี้ไม่สะดุด ถึงมีการฟ้องและยกฟ้องไปแล้ว
IOT Internet of Thing ชีวิตจะเกี่ยวพันไปหมด ชีวิตของ ดร นิเวศน์ ดีขึ้นมีหุ่นยนต์ มาช่วยกวาดบ้าน และกลับมาcharge ไฟที่ฐานได้ ซื้อมาราคาหมื่นบาท แต่lazada ขายแค่ 3,000 บาท
เครืองล้างจานมีแล้ว หมายถึง เมียสั่งล้างโดยอัตโนมัติ

Q: Megatrend ช่วยการลงทุนหุ้นจริงไหม
A: ดร นิเวศน์ ตอบว่า แน่นอน เป็นหลักของผม ถ้าหุ้นไม่อยู่ใน Megatrend ก็จะตกต่ำไป ถ้าอยู่ใน Megatrend ความต้องการสินค้ามากขึ้น และ ต้องหาผู้ชนะให้ได้ ใครเข้าไปส่วนใหญ๋จะตาย จะรอดน้อยมาก
ถ้าเจอผู้ชนะ ซื้อหุ้นเก็บไว้สิบปี ได้สบาย เป็นสินค้า หรือ บริการมีการใช้เป็นระยะเวลายาวนาน ในโลกมี 2-3 อย่าง ได้แก่
1. อะไรที่เป็น เทคโนโลยีของโลก พัฒนาเร็วมาก ทำใหเผลิตสินค้าได้ดีขึ้น ตอนนี้เป็นเทคโนโลยีของประชาชน สมัยก่อนสร้างเพื่อผู้ผลิต หรือ ผู้ที่ไปใช้ต่อเท่านั้น
อะไรก็ตามใช้เทคโนโลยีไปพัฒนา ถือว่าเป็น Megatrend
2. ความสูงอายุ อะไรที่คนอายุมากใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
3. เรื่องของรายได้ของคนในโลกเติบโตมาตลอดและเติบโตไปตลอด โดยเฉพาะเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น
อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคนมีโอกาสเผยแพร่เผ่าพันธุ์ ก็จะมีการใช้กันมากขึ้น การเดินทาง การท่องเที่ยวก็เป็น Megatrend คนมีรายได้มากขึ้น อยากท่องเที่ยว สามารถประหยัดเวลามากขึ้น การแพทย์ที่ดีขึ้น
รายละเอียด product อะไร ดูยาก เดี๋ยวค่อยดูอีกที

คุณธันวา ให้ความหมายสำหรับคำว่า Megatrend หมายถึง แนวโน้มใหญ่ของการลงทุน มีผลกระทบต่อกิจการของการลงทุน เราจะทำตามทิศทางลม ไม่สวนกระแสลม มองว่า ธุรกิจที่เราสนใจ ธุรกิจมีแรงส่งตามกระแสลมหรือไม่
ยกตัวอย่าง Megatrend ของโลก
1. Productivity ที่ดีขึ้น หมายถึง ประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลของธุรกิจ หาทางให้กระบวนการทำงานให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เป็นเทรนใช้ เครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีมาช่วย บริษัทไหนที่ไปลงทุนไม่มีนวัตกรรม เหมือนเดินอยู่กับที่ ก็จะโดนแซงไป
2. ธุรกิจมีบทบาทมีศักยภาพ power มากกว่าภาครัฐ ประเทศไทยเชิญชวนคนมาลงทุนในไทย เช่น ญี่ปุ่น เราต้องพร้อมที่ทำให้ทุกอย่างพร้อมต่อลงทุน รวม infrastructure ความปลอดภัย ค่าแรงต้องไม่แพง กฎระเบียบเอื้อต่อการลงทุน มีสิทธิพิเศษทางภาษีช่วย ผมมาจากบริษัท Global
รัฐบาลนี้พยายามกำหนดนโยบายให้สะดวกต่อการลงทุน ภาคธุรกิจในแต่ละประเทศจะเป็นคนพิจารณาว่าจะลงทุนหรือไม่ในประเทศไทย
3. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรศาสตร์ นอกจาก Aging Population คือ Urbanization คนเราแบ่งออกเป็น3ช่วง

ช่วงที่1 อายุระหว่าง 0-25 ปี เป็นช่วงที่เศรษฐศาสตร์ไม่มี productivity เป็นคนใช้ ไม่ได้สร้าง สุขภาพดีมาก ส่วนใหญ่อยู่ในวัยศึกษา
ช่วงที่ 2 อายุระหว่าง 26-65 ปี ช่วงนี้สุขภาพยังดีอยู่ generate productivity ได้เยอะ มีผลผลิตสูง
ช่วงที่ 3 อายุตั้งแต่ 66ปีขึ้นไป สุขภาพแย่ลง generate productivity น้อยลง

ตอนนี้โลกจะshift ไปสู่อายุสูงวัย มากขึ้น ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรองรับด้วย
ช่วงปี 2010-2050 ยุโรป ประชากรจะเพิ่มแค่ 1% สามารถทำนายและคาดการณ์ได้ การเติบโตจากประเทศพัฒนามีอัตราการเกิดน้อยมาก
เมืองไทย มีลูกเฉลี่ยแค่ 1.7 คน ต่อครอบครัว ถ้าเสมอตัวต้อง 2.1 คน ต่อครอบครัว แต่อจ เสน่ห์บอกว่า .1 จะมาได้อย่างไร ดร นิเวศน์ตอบว่า มาจากคนเสียชีวิตเป็นเศษ 0.1 คน จำนวนประชากรเริ่มลดลง แต่บางพื้นที่มีลูกเยอะจะกินสัดส่วนมากขึ้น
ญี่ปุน ซึ่งไทยจะตามไป ช่วงนี้ประชากรจะลดลง 17% ในช่วงปี 2010 -2050 ดร นิเวศน์ บอกว่า คนลดแต่หุ่นยนต์เพิ่มขึ้นเพื่อมาให้บริการแทนคน
4. Internet of thing ถ้าหาความหมายภาษาไทยที่ใกล้เคียงสุดหมายถึง สิ่งของคุยกัน คือว่าต่อไปนี้สิ่งของจะใช้เทคโนโลยีมาสื่อสารกัน ทำให้ทำงานโดยอัตโนมัติ มาใกล้กว่าคิด ปี 2020 สิ่งของจะคุยกันมากกว่าคนคุยกัน
อจ เสน่ห์ เสริม เป้นโอกาสมาก machine to machine ต่อไปจะทักกัน ทุกวันนี้สั่งโดย siri เพื่อให้ไปหาที่กินข้าวกัน ไปไหนจะมีการทักเราตลอด นัดที่กินข้าวให้เราเลย
ต่อไปบัตรต่างๆเช่น บัตรBTS บัตรมือถือ ไม่ต้องไปขาย ไม่ต้องซื้อ เดินผ่านก็ ปริ้ง หมายถึง ซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ต่อไปผู้ชายต้องการผู้หญิงแบบไหน ก็เอาเครื่องมาชนกับเครื่องของผู้หญิง ว่า match หรือเปล่า
ตู้เย็นมีซิม สามารถคุยกับเครื่องได้ว่าไข่หมดอายุหรือยัง จะมีsensorคอยบอกเรา ถ้าพบว่าหมดอายุ หรือ ใช้หมดแล้ว ก็จะสั่งโดยอัตโนมัติ

ดร นิเวศน์ บอกว่า เรื่องเงิน สวีเดน จะเลิกใช้แบงค์ และ อันที่2 ต่อไปรถไฟฟ้าไม่มีคนขับรถแล้ว รถไฟฟ้าสามารถขับเองได้
น่าจะมีเครื่องล้างจานโดยความบันเทิง อยากเล่นต้องจ่ายเงินเหมือนเล่นโบว์ลิ่ง จริงๆโบว์ลิ่งก็อยู่ของมันเฉยๆ เราไปเล่นกับมันให้ล้ม คนเข็นรถเข็นของในsupermarket ก็ไม่ต้องเข็นเองแล้ว รถจะวิ่งตามเรามาเอง

คุณธันวาเสริม เราสามารถเอาเทคโนโลยีมาช่วยได้มากขึ้น productivity สูงขึ้น จะทำให้ลดอัตราการจ้างงานลง คนจะไปทำอะไร

คุณกวี ได้มีโอกาสพูดสักที พูดถึงMegatrend มีเยอะ ผมติดตามประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นจากอเมริกา มายุโรป ญึ่ปุ่น เอเซียจนถึง จะไปอาฟริกา ตลาดหุ้นคือ Megatrend ของมันเอง มันตามด้วยอะไร มันคือในเรื่องโครงสร้างประชากร ตลาดหุ้นไทย จะเป็นMegatrendอยู่ไหม

ทำไม อเมริกา ดัชนี new highตลอดเวลาไปแล้วทั้งที่มีaging ไทยจะไปได้ New high หรือเปล่า
ประเทศที่มีคนสูงอายุมากขึ้น 60-65ปี จะมีคนมีตังค์มากขึ้น อายู50ปีจะมีกิ๊ก เป็น Megatrend สาวๆชอบแบบ ดร นิเวศน์ เพราะเป็นการลงทุนระยะสั้น
ผู้หญิงมักลงทุนเก่งกว่าผู้ชาย เพราะแต่งกับคนอายุสูงกว่า อ้างว่าต้องการความอบอุ่น มีโอกาสใช้สมบัติของผู้ชายนานกว่า

ตลาดหุ้นที่มีคนอายูมากกว่า 60ปีเป็นสัดส่วนมากสุด อายุ 55-65 ปี ช่วงนี้ตลาดหุ้นจะพีค ตอนนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรเยอะสุดในช่วง 30-40 ปี แต่ญี่ปุ่นประชากรถึงวัย60ปีแล้ว ต่อไปมีปัญหา อีก5ปี ประชากร จำนวน 1ใน4 ของประชากรทั้งหมด อายุจะมากกว่า 60ปี ของไทยยังไม่ถึง
หมายถึงพออายุ 60ปี ประเทศกำลังพัฒนา สุดท้ายคนอายุ60ก็รวยกว่าคนอายุ 30อยู่ดี แต่หลังจากอายู60คุณยังไปต่อได้ไหม ประเทศที่ไปต่อได้ คือประเทศที่เปลี่ยนแปลง จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นอุตสาหกรรมการบริการ
คนมีเงิน ทำไมอเมริกาสามารถไปต่อได้ เพราะ ไปต่อได้ด้วยธุรกิจบริการที่มีสัดส่วน 70% ของ GDP ธุรกิจบริการได้แก่ นวด สปา ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้น้ำมันน้อย
แต่ธุรกิจเทคโนโลยี จะเป็นธุรกิจที่ใช้น้ำมันเยอะ
บริการด้านการเงิน ธนาคารต้องพัฒนามากกว่านี้ สำหรับรองรับคนสูงวัย เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ เทคโนโลย๊ต้องไปมากกว่านี้ ญี่ปุ่น เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว นึกออกแค่โตเกียวแบงค์แห่งเดียว เพราะมันเป็นโตเกียว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ค่อยโดดเด่น
การศึกษา บริการ ท่องเที่ยว โรงพยาบาล เป็นธุรกิจบริการ ประเทศไทยยังมีเวลาคิดอีก 20 ปี ไม่แปลกใจว่าเรามีหนี้ครัวเรื่อนสูงที่สุด เพราะว่า คนไทยอายุเฉลี่ยประมาณ 30-40 ปี กำลังสร้างฐานะ ครอบครัว กู้บ้าน และ ซื้อรถ สามีและภรรยาสามารถกู้ร่วมกันได้ เป็นช่วงวัยสร้างหนี้ อเมริกา มีหนี้ภาคครัวเรือนมากกว่าเราเยอะ เราไม่น่าเป็นห่วงเพราะคนเป็นหนี้ มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ ตกงานไม่ถึง1%
ถ้าไปถึงยุคเกษียณ ทุกคนมีเงินมากขึ้น จะทำให้ตลาดหุ้นไปสูงสุด ต่อไปขึ้นกับรัฐบาลแล้วในอีก20ปีข้างหน้า ว่าจะเป็น Megatrend ต่อไปได้อีกไหม
ปี 2017 จะเกิด Cyclical bear ลงชั่วคราว 2ปี แต่ ลงประมาณ 50% แต่ขึ้นขอเป็น new high ในแง่ value investor
ตลาดหุ้นไทย new high แล้ว ตอน 1,650 เทียบกับเมื่อตอนดัชนี 17xx หุ้น finance 52 แห่ง , Bank 5 ที่
ที่หายไป จริงๆแล้ว ถ้านับเข้าไปด้วย ดัชนีได้ทำ new high ใหม่เรียบร้อยแล้ว SCC,BBL ,SCB ,Banpu new high ไปแล้ว อีก 5-10 ปี อาจมี new high
ธุรกิจบริการจะเป็นธุรกิจที่ทำให้เกิดดัชนี new high ที่น่าเป็นห่วงธุรกิจบริการ10ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยโต

Q: มึคำถามจากอจ เสน่ห์ ถามคุณกวีว่าจะมี new low หรือไม่
คุณกวีตอบว่า ทุกรอบของ cyclical bear จะมี new low ตลาดหุ้นไทยยังเป็น Megatrend
1 ครั้งที่1 ดัชนีร่วงจาก 17xx ลงมาที่ 204 จุด ตอนช่วงต้มยำกุ้ง
2 ครั้งที่2 ดัชนีร่วงจาก 8xx ลงมาที 380 จุด ตอนช่วงSubprime ซึ่งมากว่าครั้งแรก ประมาณ 2 เท่า
งวดหน้าลองคูณ 2 ดู น่าจะประมาณ 800 จุด ในทุกๆ 10 ปี เคยลงหนักมา 2 ครั้ง ล้อตามtechnical
แต่ดัชนีตลาดหู้นบ้านเรายังเป็น Mega bull อยู่ หุ้นพื้นฐานดีถือได้
อจ เสน่ห์ เสริมว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยตอนปี พ.ศ. 2505 ประมาณ 57 ปี พอปี พ.ศ. 2555 เป็น 75 ปี โดดมา18ปี

ถามดร สมชาย ว่า อาจารย์เห็นtrendของโลกทีชัดเจนอย่างไร
ดร. สมชายจะดึงเฉพาะประเด็นเรื่องตลาดหุ้นและการเงินมาพูด
1. IT จะนำไปสู่

1.1 การขยายตัวของการบริการ จีนกำลังปรับตัวอยู่ สิ่งที่อยากจะเรียนคือ ตัวIT มีความเสี่ยงด้านการเงิน ไม่มีphysicalมากขึ้น สถาบันการเงิน อะไรจะเกิดขึ้นกับ EPS กำไรของบริษัท ตอบยากมาก ITทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของธนาคารเปลี่ยนแปลงไป

1.2 ต้นทุนต้องบริหาร ต้องมีการลดคนด้วย และขณะเดียวกัน ต้องการรายได้ ต้องการคนเก่งมากมาทำ

1.3 เรื่องของความเสี่ยง ธนาคารต้องบริการความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ความเสี่ยงจากเรื่องทุจริต ยากมาก

1.4 ความเสี่ยงทางด้านกำกับ Regulation Barzel3 ต้องดำรงกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ต้นทุนต้องบริหาร ดังนั้นแต่ละแห่งจะบริหารต่อ IT อย่างไรบ้าง คนมีข้อได้เปรียบก็ได้เปรียบ

2. พอคนมีมากขึ้น มีสองกลุ่ม คนทางเหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป มีคนแก่เยอะ แต่ทางใต้ เช่น อาฟริกา คนหนุ่มเยอะ ประชากรโลก 7,000 ล้านคน ทุก 20 ปีจะเพิ่ม 1,000 ล้านคน ทำให้โลกร้อนขึ้น ประชากรเยอะขึ้น และ ฉลาดขึ้น จีน คอมมิวนิสต์ เปลี่ยนแปลงเป็นทุนนิยม น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือละลาย เกิดน้ำท่วม เปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ มนุษย์ กับ สัตว์ มากขึ้น
ความเสี่ยงในการเล่นหุ้น พอน้ำท่วม มีโรคติดต่อทางหายใจ สร้างความเสี่ยงได้มาก ตายได้พันล้านคนในหนึ่งเดือน อีกด้านบริษัทยา ที่แก้ได้จะมีโอกาสเติบโต

3. โลกเปิดเสรีทางการค้า Nasep หรือ TPP ถ้าผ่านสัตตยาบรรณเรียบร้อย ประเทศไทยจะเป็นประเทศสุดท้ายที่เข้าร่วม สถานการณ์จะบีบเราเอง พอไปถึงอนาคตเห็นทุกชาติเข้าร่วมก็จะเข้า
AEC 10 ประเทศ เกิดจาก อาฟต้า ใครต่อใครก็มาลงทุน ประชากรจาก 60 ล้านคน ไปเป็น 600 ล้านคน
อาฟต้า สิ่งทอเจ๊ง ฟิโตรเลย์มา มันฝรั่งในประเทศก็เจ๊ง แต่เบียร์ เหล้า ขายได้ บางบริษัทไม่เจ็ง เพราะมีความสามารถในการแข่งขัน ลูกค้าเพิ่ม จาก 600 ล้านคนไปเป็น อาเซป รวมจีน อินเดีย 3,000 ล้านคน
บริษัท startup จะถูก take over หรือ M&A นับวันเพิ่มขึ้น เช่น บริษัทของคุณเจริญไป take over F&N หรือ CPAll take over Makrow อย่างละแสนกว่าล้านบาท อีกหน่อยจะเห็น new high อีกหลายรอบ เกิดจาก พอหุ้นเล็กใหญ่ขึ้น capitalization ก็เพิ่มขึ้น ถ้าเราจับมันถูกตัว ยกตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น Zara ร้านทำเสื่อผ้า เป็น startup เจ้าของรวยเป็นอันดับ3ของโลกจากประเทศสเปน อันดับหนึ่ง คาลอส สลิม พอสเปนรวมกลุ่มในประชาคมยุโรป ปีค.ศ. 1986 มี ขายใน 12 ประเทศ 40กว่าล้านเป็น 100 กว่าล้าน ถ้าวางถูกรวยมหาศาล

4. ตลาดหุ้นในอนาคตจะรวมกัน เช่น ตลาดหุ้นไทย จีน ฮ่องกง รวมกัน ธนาคารจะมีสาขามาก ตลาดจะมีคนมาเล่นมาเยอะขึ้น จีนมีการลงทุน จะหลั่งไหลมาแข่งกับญี่ปุ่นมหาศาล บริษัทเล็กอาจมีการรวมทุน ตลาดจะมีการconnect ผ่านการรวมกองทุน Asia pacific คนที่มาเล่นหุ้นจะมาจากนอกประเทศ Researchของโบรคจะแตกต่างจากเดิม สมัยนี้ linkกันมากขึ้น ตลาดหุ้นของฟิลิปปินส์มีปัญหาจะกระทบเราด้วย

5. โลกเปิดเสรี APEC จีนจะมีทางแก้ผ่านเขตการค้า จะตามด้วย TPP บริการเกี่ยวข้องกับตลาดการเงิน คนมาเล่นไม่จำเป็นต้องอยู่ในไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดหุ้น มีกฎเกณฑ์ใหม่ ความเสี่ยงมหาศาล ล้มนิดเดียวกระทบมาก ลาตินอเมริกาแย่มาจากราคาน้ำมัน จีนลดลงเยอะจาก 10% มา 6%กว่า จีนแย่ ทุกตัวหมดเลย ตลาดการเงินกว้างขึ้น เราไม่ได้เล่นหุ้นในไทย จะลึกขึ้น ตราสารใหม่มีสองประเภท 1. ตราสารให้ผลตอบแทนสูงขึ้น จะลดความเสียงน้อยลง 2. จะเป็น Hybrid ตลาดการเงินเปลี่ยน ถ้าเราปรับไม่ทัน จะแย่ มีตวามเสี่ยงมหาศาล

6. เรื่องของ Trend มีอายุ อีกส่วน ภายใต้ AEC จะมี GMS ขยายตัวไปในต่างจังหวัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่ง GMS หมายถึงประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง5 ประเทศบวก 1 จากตอนใต้ของจีน คือยูนานไม่ต้องรอรัฐบาลชุดนี้เลย ซึ่งถูกกำหนดจาก 6 เหลี่ยมเศรษฐกิจ GMS มีสามตัวคือ
1. เหนือใต้ จาก ยูนาน ลงมา ที่ลาว พม่า และ ไปที่เชียงของ
2. พม่าจากแม่สาย ท่าขี้เหล็กลงกรุงเทพไปต่อหัวหินจบที่อินโดนีเซีย เกิดรถไฟความเร็วสูง อสังหาขึ้นมาเลย สิบปีที่ผ่านมา ตัวหัวหิน ที่ดินขึ้นเยอะ
3. เกิดจากทางฝั่งตะวันตก ตะวันออก เบิร์ต ดานัง มุกดาหาร ขอนแก่น พิษณุโลกเหนือ ใต้ แม่สอด เมียวดี จบวินเทค ศรีลังกา
4. เกิดการขยายsouth-south มี 4 เส้น คือ กรุงเทพ เขมร ไป เสียมเรียบ กุยนอง เวียดนาม อีกเส้น กรุงเทพ ผ่านทางตราดไปที่เกาะกง ไม่ต้องรอรัฐบาลนี้ จีนทำหนองคาย กับ มาตพุค ญี่ปุ่นที่เราไปจีบมา ก็เชื่อม High speed กรุงเทพ กับ เชียงใหม่ อีกทาง ก็ ทวาย กับ แหลมฉบัง อีกตัว กาญจนบุรี น้ำพุร้อน ไป กรุงเทพ แหลมฉบัง ไป อรัญประเทศ อีกตัวคือ ด้านตะวันออกและตะวันตก
Urbanization ที่ดินเพิ่มขึ้น ค้าปลีกเกิดที่แม่สอด บางบริษัทอยู่ไม่ได้ก็เจ็ง อยู่ได้ ก็โตหลายเท่า

เส้นทางรถไฟ ปราจีน จีนกำลังแข่งญี่ปุ่นในเรื่องทางรถไฟ แข่งเรื่องอัตราดอกเบี้ย ตอนนี้จีนให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ย 2.5% ซึ่งสูงเกินไปนิดนึง
อีก20กว่าปี สามารถขับรถ หรือ นั่งรถไฟจากสิงดโปร์ไปยุโรปตะวันออกได้เลย ดูง่ายๆ จากสิงค์โปร์ มาผ่านทางมาเลย์ กรุงเทพ พม่า ลาว ไปยูนนานไปที่ปักกิ่ง จากโครงการของ คุณสีเจิ้นผิงของจีน โครงการ one belt one road สร้างทางรถไฟจากปักกิ่ง ไปทรานไซบีเรีย และไปมอสโค ออกยุโรปตะวันออก ภูมิรัฐศาสตร์ จะเปลี่ยนไป หนัง how the west was run จากตะวันออกไปตะวันตก เกิด Urbanization อัตราการเติบโตของชนบทจะสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา

ดร นิเวศน์ บอกว่า ที่เห็นชัดเจน เรื่องการท่องเที่ยว อยู่ในยีนส์ของมนุษย์ ค่าเดินทางลดลง รายได้เพิ่มขึ้น คนใช้บริการเพิ่มขึ้น เกิดการบูมอย่างรุนแรง โบอิ้งคาดการณ์โตมโหฬาร ตัวเครื่องบินเร็วกว่า ยีนส์ชอบความเร็ว ธุรกิจท่องเที่ยว ค้าปลีก โรงแรม ต้องดูเป็นสายว่าใครคือผู้ชนะ
การบินไม่มีใครชนะ ธุรกิจแบบนี้เข้าไปก็ตาย Supply over ต้องดูแต่ละ sector
สนามบินชนะ เป็น monopoly ส่วนสายการบินส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่ค่อยมีใครชนะ มีคนแข่งมากขึ้น
โรงแรม คนที่เข้ามาแข่งแต่ต้องใข้เวลาในการสร้างโรงแรมใหม่ 3-4 ปี ทำให้โรงแรมมี barrier to entry เพราะ supply ใหม่เข้ามาไม่ได้ หรือ หาที่สร้างไม่ได้ เช่นที่พารากอนหายาก ส่วนที่ไกลไปก็ไม่มีคนมาพัก คนใหม่เข้ายาก
Retail หลายบริษัท ได้ประโยชน์ เช่น ห้างพารากอน อาศัยนักท่องเที่ยวเยอะ ส่วนธุรกิจสปาต้องระวัง เปิดง่ายชนะชั่วครู่เท่านั้น
ส่วนเรื่องเกี่ยวกับ คนแก่ ได้แก่ โรงพยาบาล ชัดเจนได้ประโยชน์มาก สร้างใหม่ยาก หาผู้ชนะได้ คนยังไงก็ติดโรงพยาบาลเดิม เปลี่ยนไปใช้โรงพยาบาลใหม่ยาก แต่มีปัญหา คือมีข้อจำกัด กว่าจะขยายจะใช้เวลา และขึ้นกับหมอดังๆของแต่ละโรงพยาบาล กว่าจะไปอยู่ก็ใช้เวลา
โรงพยาบาลของรัฐ สามารถปรับตัวขึ้นมาแข่ง ได้ดีเฉพาะบางแห่ง รอบต่อไป อาจขยายโรงพยาบาลมาแข่ง เพื่อหาเสียง
โรงพยาบาลเอกชน เจอ โรงพยาบาลรัฐน่าเกรงขาม เช่น มหาการุณ จะดังขึ้น
เทคโนโลยี ก้าวหน้า หากิน เป็น Megatrend ผู้ชนะอยู่ต่างประเทศ ไม่ใช่ local เช่น สินค้า apple มาขาย จะหากล้วยมาแข่งก็ยาก
จะเจอเทคโนโลยีใหม่ขายผ่าน E-commerce เช่น มือถือเซี่ยวมี่จะมา ทำให้หาผู้ชนะยาก คนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ซึ่งไปลดต้นทุนของการผลิต บริษัทที่ใช้คนเยอะๆ ถ้าใช้เทคโนโลยีจะช่วยได้เยอะ เช่น ร้านอาหาร ทำให้ใช้พนักงานเสริฟน้อยลง
E-commerce อีกหน่อยก็มา เป็นสินค้าเสื้อผ้าใช้เยอะมาก เช่น ชุดผู้หญิง แบบดูดี เหมาะกับ ใส่ทำงานoffice ต้องหาว่าใครเป็นผู้ชนะ
รถไฟจะเปลี่ยนแปลงไป จะเกิดเมืองตามทางที่คนไปเยอะขึ้น เช่น กรุงเทพไป พิษณุโลก
ตัวอย่าง สายการบิน South west airline เร็วเหมือนเครื่องบิน แต่ถูกเหมือนรถไฟ

คุณธันวา มาเพิ่มข้อมูลเรื่องท่องเที่ยว เรื่องตัวเลขผลประกอบการของ AOT นักท่องเที่ยว 107 ล้านคนเติบโต 27% แต่ราคาต้องดูอีกที ยกตัวอย่างเพื่อไปวิเคราะห์ต่อ
ธุรกิจธนาคาร อาจถุกคุกคามจากผู้ประกอบการนอกอุตสาหกรรม จากรายได้ที่เป็น ดอกเบี้ย และ ค่าธรรมเนียมซึ่งธนาคารชอบมาก เพราะมีกำไรสูง ไม่มีความเสี่ยง ต่อไปอาจไม่enjoy กำไรที่เยอะ Telco หรือ เจ้าอื่นเริ่มเข้ามา ทำให้ผลประกอบการของผู้ชนะในอดีต จะชนะต่อไปหรือไม่
อุตสาหกรรมโทรคมนาคม อาจเปลี่ยน footprint ต้องวิเคราะห์ดู
เดินทางระบบราง รางเชื่อมเมือง ในแง่ Business model ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ที่ผ่านมาenjoy material ต่อไปจะได้หรือเปล่า
นักลงทุนรายย่อยสนใจการลงทุนมากขึ้น บัญชีหุ้นที่ active ประมาณ 200,000 กว่าราย แต่ประสบความสำเร็จไม่มาก คาดหวังว่าได้หลายเด้งในอนาคตยาก ยกเว้นมีวิกฤต หรือ miss price มีความยากและซับซ้อน ต้องระมัดระวังมากขึ้น

คุณกวี พูดถึง mega trend 2 รูปแบบ
1 แบบสามัญ ปัจจัยสี่ เช่น อาหาร ไทยเป็นประเทศที่เหมาะกับการผลิตอาหาร ในอนาคตอาจมีผลิตอาหารเม็ด ทานเม็ดเดียวอิ่มเลย เพื่อประหยัดเวลา
ค้าปลีก เปิดพลาซ่า ร้านขายของน้อยลง ร้านอาหารเพิ่มขึ้น เช่น M
ที่อยู่อาศัย อสังหา ที่ดิน จำกัด น้อยลงเรื่อยๆเมื่อเทียบกับ ประชากร แต่ผันผวนที่สุด
ยารักษาโรค บ้านเราไม่ค่อยมี มีแต่ โรงพยาบาล
ธุรกิจโรงแรม ที่ดีได้แก่ MINT,CENTEL ตอนนี้ new high ไปแล้ว ในอนาคตยังมีโอกาส new high อีก
สายการบิน ไม่ควรลงทุน ต้องแข่งกับต่างประเทศ ที่รอดมาคือสนามบิน AOT ได้ประโยชน์ในระยะยาว มีการขยาย สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ
Aging บริการใครบ้าง ค้าปลีก AEC มี CPN,CPALL แต่ cpall แพงไป ซื้อตรงนี้ต้นทุนร้อยเท่าเมื่อเทียบกับดรนิเวศน์ ถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ดูหุ้นพวกนี้ไว้ ตอน subprime ส่งออก การบริโภค โดนกระทบ แต่ BH , cpall กำไรเพิ่ม แต่หุ้นราคาลง เราควรเข้าไปตอนนั้น
Technology ไม่ชอบ เช่น สื่อสาร เพราะเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เริ่มจาก สมัยก่อนต้องเดินทางมาบอก ต่อมามีPager ตอนนี้หายไป ส่วนมือถือ 3G ,4 G อาจเปลี่ยนแปลงได้ หาผู้นำได้ลำบาก เช่น เมื่อก่อนมียี่ห้อNokia,BB แต่เจ็งไป ตอนนี้มี I phone ไม่รู้จะอยู่รอดในอนาคตหรือเปล่า
ใครคิดว่า Facebook เมื่อห้าปีจะมี และ อีกห้าปีจะอยู่หรือเปล่า
ยารักษาโรค ได้แก่ โรงพยาบาล BDMS, BH ซึ่งBDMS น่าจะใช้กลยุทธ์เทคโอเวอร์คนอื่น ส่วน BH กำลังขยายพื้นที่ที่สุขุมวิท ใช้กลยุทธ์ ที่เดียว เปิดคลีนิคเล็กๆในเมืองนอก เพื่อนำคนไข้มาที่ประเทศไทย ค่ารักษาต่ำกว่าในประเทศของเขา มาทั้งครอบครัว มีบริการทัวร์พาไปเที่ยวด้วยครบวงจร
ธุรกิจการบริการ ประกัน เป็นสถาบันการเงิน หุ้นกลุ่มประกันภัยและชีวิต เงินลงทุนมาหารจำนวนหุ้น Portการลงทุนเป็นตราสารหนี้เป็นจำนวนเยอะ ซื้อหัุนดูที่เงินลงทุนแต่ธุรกิจได้ฟรี ตราสารหนี้ เกรด BBB plus อย่างน้อย ประกันภัย หลายประเทศทำไม่ได้ ได้กำไรจากการทำประกัน จ่ายค่าสินไหมน้อยกว่าที่รับมาก ต่างประเทศเจอภัยเยอะ แต่มีปัญหาสภาพคล่องน้อย ต้อง take over อย่างเดียว หั้นในกลุ่มนี้ BLA , BKI
ธนาคารเป็นธุรกิจอยู่ local จริงๆต้องแข่งระดับโลก ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากเดิมปล่อยสินเชื่อมาเป็น การหาค่า fee ต่อไปมีคนมาแข่ง ATM เป็นที่ปรึกษาของคนหรือธุรกิจ ใครปรับตัวได้ก็รอด ธนาคารที่แนะนำ เป็นธนาคารที่บริษัทแม่ของบริษัทผมซึ่งแนะนำไม่ได้
2. รูปแบบใหม่ เช่น รถไฟ หรือ infrastructure
ส่วนหุ้นตัวเล็ก ต้องไปหาจากสัมมนา กลยุทธ์การลงทุนอีกเวที

อจ เสน่ห์ กล่าวปิดการสัมมนา

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร ไพบูลย์ อจ เสน่ห์ และ วิทยากรทุกท่านมาณ โอกาสนี้ด้วยครับ


Post Reply