VI หาดใหญ่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1968
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Wed Jan 13, 2021 5:45 pm

กลยุทธ์วีไอปี64 ตอนที่4
คุณพีรนารถ โชควัฒนา

พิธีกรดำเนินรายการ
ดร ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา
ดร นิเวศน์. เหมวชิรวรากร

อ นิเวศน์ถามว่า อยากให้เล่าภาพในปี63 หลังจากนั้นค่อยเข้าประเด็น
พี่พี บอกว่า เป็นFailureอย่างหนักในช่วงต้นปี63
แต่อยากเล่าย้อนหลังไปในช่วงปลายปี62
ช่วงเดือนพย 62 มีปัญหาคอนโดที่จะต้องโอนปี63เยอะที่สุดในชีวิต
คือประมาณ 13-14 ห้อง แล้วบางโครงการดึงเข้าโอนในเดือน ธค 62
ผมกู้มามากแล้ว ที่โอนใหม่ต้องจ่ายเงินสดหมด
ต้องเสียเงินสดค่อนข้างเยอะ ต้องเอาจากไหนมาโอน
พอช่วงCovidมา ถือเป็นBlack swan เพราะหุ้นที่ถือเยอะสุด
ราคาลงมา ที่ 1.08 บาท อีกตัวราคาลงจาก12 เหลือ 4บาท
ผมใช้marginอยู่แล้ว ก็มีปัญหาหนักมาก
ทำให้คิดถึงอาจารย์เลยว่า ปลายปีที่แล้ว คงไม่ได้ออกรายการแน่
จบชื่อเสียงไปเลย
ส่วน อาจารย์ไพบูลย์ บอกว่าตัวเองอาจต้องปิดรายการMoneytalk
และพอร์ตก็ลดลงไป50%

พี่พีพูดต่อ Ananตอนเข้าตลาดด้วยเกณฑ์ market cap ยังไม่มีกำไรเลย
ตอนเข้าไปช่วงต่ำสุดคือ 1.75 บาท ไม่ได้นึกว่าบริษัทราคาจะลงไปลึกขนาดนั้น
ไม่ได้นึกถึงว่าจะถูกcall หรือ Force sell
ในวันที่หุ้นลงมาเรื่อยๆ ยินดีขายคอนโด และ หุ้นที่ขาดทุน
หุ้นที่ต้องขาย40-50ล้านหุ้น แต่มีBidแค่แสนหุ้น มันเป็นไปไม่ได้ที่จะขายออก
ถ้าขายลงไป ก็ทำร้ายตนเอง เพราะราคาจะลงไปด้วย
เงินสดก็ไม่มีเพราะโอนคอนโดไป 3ห้อง ถ้ารู้ว่ามีปัญหาแบบนี้ก็ทิ้งดาว์นคอนโดไปแล้ว
ดังนั้นเราไม่ได้เตรียมเงินสดไว้ แต่มีหุ้นที่อยู่ในบัญชีเงินสด
เราเตรียมขายเพื่อจะไปโอนคอนโดที่ต้องโอนช่วงนั้น
สิ่งที่ต้องทำ คือ หุ้นที่ถือเป็นตัวเล็ก ไม่สามารถเอาไปค้ำประกัน
ส่วนตัวที่รับ เพื่อโอนไปค้ำประกัน ก็โอนไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พอตลอด

คอนโดคิดว่าจะขายได้ไหม ผมลดราคาก่อนเจ้าของคอนโดเสียอีก
คุณบอย ท่าพระจันทร์ โอนขายพระเครื่องง่ายกว่าผมอีก
เลยเข้าใจคนที่คิดฆ่าตัวตาย
ผมเลยมาเล่าในส่วนที่พลาดขนาดหนัก ให้คนในรายการฟัง
ผมไม่มีโอกาสที่ซื้อ แต่คิดว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
นอนไม่หลับมาหลายสัปดาห์
แหล่งแรกสุด คือ ยืมเงินจากครอบครัว แต่ไม่ใช่ทุกคนจะให้ยืม
เลยต้องหาคนที่มาซื้อbiglot ให้ได้ สุขภาพแย่ ต้องalertตลอดเวลา
คุณแม่ส่งคำเทศนามาให้พี่พีฟัง ช่วงนี้เลยได้ฟังคำเทศนา
ในที่สุด คือแก้ปัญหา ใช้สมองแก้ไม่ได้ เลยใช้วิธี
คุกเข่าสวดมนต์ ในที่สุด เราไม่คิดว่าบางคนที่เราไม่คิดรบกวน
ก็มาอาสาแก้ปัญหาให้
เขามาช่วยซื้อหุ้นไป และก็มีคนlineมาถามให้ หุ้นกู้Anan
ปลอดภัยไหม ผมก็ไปช่วยรับประกันให้ ทำให้เราดีขึ้นในเรื่องหุ้น
ทำให้ผมสามารถผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้

ทำให้มีเวลาไปอ่าน Why we sleep ที่Bill Gatesแนะนำ
เเละเลื่อนเวลานอนจากตีหนึ่งมานอนสี่ทุ่มแทน
แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด ผมก็อธิษฐานทุกวัน และนอนหลับได้เร็วขึ้น
สุขภาพก็ดีขึ้น
ช่วงเดือน มีนาคม และ เมษายน หนักสุด และช่วงเดือนพฤษภาคมก็เบาลงเเล้ว

ปัญหาหุ้นก็เบาลง หลังหุ้นreboundขึ้น ที่มีmarginก็พอซื้อหุ้นได้แล้ว
แต่ปัญหาคอนโดยังไม่จบ จริงๆก็ปล่อยยึดไปก็ได้
แต่ก็ไม่อยากให้ยึดคอนโดไป
อยู่ดีๆก็มีคนมาติดต่อขอซื้อคอนโด แน่นอนครับว่าราคาขายก็ขาย
ขาดทุน30-40% ผมขายก่อน developerอยู่แล้ว
โดยขายคอนโดที่ไม่ชอบ และ โอนคอนโดที่ชอบเก็บไว้โดย
ขายคอนโดที่มีอยู่ไป กำไรบางคอนโดก็ลดลงเยอะมากเทียบกับคนอื่นขายก่อนหน้า
ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายสิ่งต่างๆที่เจอมา ก็ผ่านไปให้ (ลุ้นแทนพี่พีซะเหนื่อยเลย
ไม่เคยทราบมาก่อนว่าเจอขนาดนี้ พี่พีไม่เคยเล่าสิ่งเหล่านี้มาเลย)

เหตุการณ์ช่วงเมษายน ที่รอดมาได้ หลังจากรู้จักกับพระเจ้าและอธิษฐานทุกวัน
ตอนที่เคยเป็นกรรมการมา2ปีของบริษัทSinger คนที่ส่งผมไปเป็นกรรมการ
ต้องการเอาผมออกจากการเป็นกรรมการ ซึ่งผมมีความรู้สึกเสียใจมาก
ว่าเราไม่เคยทำอะไรผิดเลย ผมทำเต็มที่ในฐานะกรรมการ
อันนี้อาจเป็นความประสงค์ของพระเจ้า ไม่เคยใช้marginกับหุ้นSinger
เพราะขี้เกียจมารายงานตลาดหลักทรัพย์ ตอนขายอาจโดนว่า
ผมมานั่งคิดดูว่า เขาไม่ไว้ใจในการมาเป็นกรรมการsinger
แต่คิดว่าsingerเป็นบริษัทที่ดี เลยซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นเยอะเลย
ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ว่า ถ้ายังเป็นกรรมการอยู่ก็คงไม่ได้ซื้อหุ้นนี้เยอะขนาดนี้
โดยใช้marginส่วนนึง และ เงินจากการขายหุ้นAnanส่วนนึง
ตอนนั้น คนที่เลือกซื้อหุ้นระหว่างAnanกับ Jmart เขาเลือกAnan
ผมก็ดีใจว่าทุกคนที่ช่วยซื้อหุ้นbig lotจากผม ทุกคนกำไรหมด แต่ผมขาดทุนคนเดียว
แต่กลายเป็นว่าถ้าตอนนั้น ไม่เคยคิดจะขายหุ้นAnan
แต่พอดีต้องหาเงินสดเลยต้องขายAnanไป
และหลังจากน้ันก็เลือกซื้อหุ้นอีกหลายตัวที่out performมากๆ

พี่พีพูดต่อว่า
กลายเป็นว่า failureของปีที่แล้ว กลายเป็นSuccessful Failure

เจ้าของAmazonเคยพูดไว้ว่า ไม่ต้องกลัวFailure เพราะในที่สุด
เราก็ได้เรียนรู้จากFailure
เมื่อก่อนมีความเกรงใจตอนขายหุ้น หรือ คอนโดออก
แต่ตอนนี้เคยขายหุ้นหรือคอนโด ตอนที่ขาดทุน
เราก็ขายหุ้นหรือคอนโดตอนที่กำไรได้
คุณอดิศักดิ์ จากJmart ก็มาบอกว่า เห็นคุณลงทุน และหุ้นขึ้นลงหลายรอบ
คราวหน้าก็ขายหุ้นไปบ้างก็ได้ ตอนหุ้นขึ้น
ไม่ใช่ถือตลอด ตอนหุ้นขึ้น ลง
ทำให้เราเปลี่ยนไป ขายขาดทุนได้ เปลี่ยนทัศนคติใหม่
ผมได้ตายไปและเกิดใหม่
ทุกสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นของพระเจ้า และผมเป็นผู้บริหารแทน
บริษัทหลานปู่ที่บริหารให้ครอบครัว ไม่ค่อยขาดทุน มีการขายตอนกำไร
ตอนนี้พอร์ตตัวเอง จะไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวแล้ว

มุมมองปีนี้จะเปลี่ยนไป ถ้าหุ้นขึ้นไปก็จะขายเพราะผมบริหารไม่ใช่เจ้าของ
ทำให้การตัดสินใจลงทุนดีขึ้น
เมื่อก่อนหุ้นขึ้น ก็เกรงใจเจ้าของ เลยไม่ขาย
ตอนนี้พอร์ตยังลดลงเมื่อเทียบกับพอร์ตปลายปี62
เดือนธค เริ่มคืนหนี้เงินกู้ แต่ยังไม่ได้คืนmargin
ตอนนี้ถ้ามีคนสนใจคอนโดที่ผมไม่ชอบ สามารถขายขาดทุนได้
เพราะมีผ่อนคอนโดสิบกว่าหลัง และยังต้องรอโอนอีก

อาจารย์นิเวศน์ บอกว่า จริงๆแล้ว คุณพีรนารถ รู้จักคนเยอะในวงการการลงทุน
ถ้าบอกว่ามีสินทรัพย์ที่จะขาย ก็มีหลายคนสามารถมาช่วยได้
เพราะกลุ่มวีไอที่รู้จักกันมา ไม่ใช่กลุ่มรู้จักฉาบฉวย สามารถช่วยเหลือกันได้
หุ้นที่เสนอขายเป็นBig lot ก็น่าสนใจซื้อในราคาที่สมเหตุผลตอนนั้น
แต่ที่ผ่านมา คุณพีรนารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
พี่พี บอกว่า หลังจากเหตุการณ์นั้นเเล้ว มีหลายคนพูดเหมือน
อาจารย์นิเวศน์ว่า ไม่รู้ว่าจะเจอหนักขนาดนี้ ไม่งั้นก็สามารถช่วยเหลือกันได้

อาจารย์ไพบูลย์ บอกว่า พี่พีถือเป็นน้อยคนที่มาเผยบทเรียนที่พลาดมา
และมาเล่าหลายครั้งแล้ว
ซึ่งถือเป็นบทเรียนให้กับนักลงทุนรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้และระวังไว้


อาจารย์นิเวศน์ บอกว่า ถือเป็นอุทาหรณ์
นักลงทุนรุ่นใหม่ไม่เคยเจอแบบนี้ ได้ยินแต่success story

ถามเรื่องกลยุทธ์การลงทุนในปี64จะทำอย่างไร
พี่พีตอบว่า ลงทุนแบบวีไอ ลงทุนในบริษัทที่รู้จัก
ส่วนcommodityก็ไม่คุ้นเคยและไม่อยากศึกษา
ปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว
ดูบริษัทที่ช่วงq2 63 ไม่ขาดทุน ช่วงที่แย่สุด ยังมีกระแสเงินสดอยู่
ดังนั้นบริษัทเหล่านี้ ก็สามารถอยู่รอดได้ในปีนี้
บริษัทที่มีPE20-30เท่า ส่วนกลับของpeคือ กำไรคิดเป็น 3.3%สำหรับPE 30เท่า
ถ้าปันผลครึ่งนึง คิดเป็นปันผล 1.7%ก็ไม่เลว
แต่จริงๆพี่พีคงไม่ซื้อหุ้นตอนPE 30 เพราะมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยmargin6%ด้วย
พี่พีซื้อหุ้นที่PE20เท่าก็พอไหว อาจขาดทุนดอกเบี้ยบ้างนิดหน่อย
ดังนั้นปีนี้ยินดีถือหุ้นที่ซื้อตอนPE 20 ถือยาวจนถึง PE 30ได้

หุ้นกลุ่มอสังหา ปีที่แล้วดูดีหลายตัว แต่ตลาดไม่ให้peสูงเลย
อาจมีปัญหาในส่วนของคอนโด แต่ถ้าเป็นส่วนแนวราบ
และราคาต่ำกว่าBook valueเยอะ PEไม่สูงมาก ก็น่าสนใจ
พี่พี ก็ยังมีหุ้นอสังหาอยู่ไม่ได้ขาย เลยต้องbalance port
อาจมีswitchในกลุ่อสังหาด้วยกัน
แต่สินทรัพย์อื่น ไม่ยุ่ง เช่น บิตคอย ทอง
ส่วนหุ้นต่างประเทศ พยายามปิดหูไม่ฟัง ถ้าไปลงทุนก็เป็นฐานคนอื่นแน่
ไม่ใช่เวลานี้ที่จะไปต่างประเทศ
ผมบริหารเงินให้คนอื่นและบริหารให้พระเจ้า กำไร30%คนถือก็appriciateแล้ว

อาจารย์ไพบูลย์ ถามถึงในเเง่มุมมองความเสี่ยง
ปรับให้เข้ากับความเสี่ยงที่ไม่Take risk อย่างไร
พี่พีตอบว่า ก็พยายามขายคอนโดออกไป และก่อนจะซื้อคอนโด
จะตอบถามพระเจ้าก่อนซื้อ

อาจารย์นิเวศน์ ถามว่าจะมีวันที่ลดขนาดพอร์ตลงโดยไม่ใช้marginหรือเปล่า
พี่พีตอบว่า มีโอกาสที่จะลดพอร์ตลง ไม่ใช้marginครับ
แต่ต้องใช้marginช่วงนี้ไปก่อน ไม่งั้นก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้
หุ้นธนาคารดูก็ถูก แต่ไม่ได้ศึกษา
หุ้นjmartที่ซื้อ ตอนแรกขายมือถือ ตอนนี้เปลี่ยนไปปล่อยกู้แล้ว
เขามีexprosureค่อนข้างสูงอยู่แล้ว

อาจารย์ไพบูลย์เสริมว่า คุณพีรนารถบอกว่าไม่เชี่ยวชาญหุ้นกลุ่มอื่นๆ
แต่ตอนเรียนวิศวะจุฬา ได้เกียรติ์นิยมเหรียญทองอันดับหนึ่งนะครับ
Background คือ ถ้าจะศึกษาอะไรจริงๆก็สามารถทำได้
และที่บอกว่าไม่รู้จริงๆ ก็รู้มากกว่าคนอื่นได้
จริงๆคุณพีรนารถ จะลงทุนแต่สิ่งที่ตัวเองถนัด ถือเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ได้

อาจารย์ไพบูลย์ สรุปก่อนจบสัมมนาว่า
สุดท้ายเงินไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของชีวิต ไม่ต้องมีเงินหลักหลายสิบล้าน
แต่ใช้สิ่งชีวิตอย่างมีความสุข

ขอขอบคุณ พี่พีรนารถที่มาเปิดใจถึงบทเรียนอันมีค่ากับผู้ฟังรายการนะครับ
ขอขอบคุณ อาจารย์ไพบูลย์ และ อาจารย์นิเวศน์ที่เชิญพี่พีมาออกรายการและสัมภาษณ์ประสบการณ์ในช่วงCovidด้วยครับ



amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1968
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Thu Jan 14, 2021 5:52 am

เพจซั่มหุ้น หัวข้อเปิดปี2564
รวมEvent หุ้นไทยปี64

หลังจากหยุดFB liveมาตั้งแต่ปลายธค ปีที่แล้ว น้องออฟ
ก็เริ่มliveตอนแรก ที่ชื่อว่า รวมEventหุ้นไทยปี64
โดยเริ่มเกริ่นเรื่อง Covid-19ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย
น้องออฟโชว์short note
เรามาวิเคราะห์เหตุการณ์ที่มากระทบเศรษฐกิจ และ เราวิเคราะห์ต่อว่า
ธุรกิจไหนไม่ได้รับผลกระทบ ธุรกิจไหนที่ได้รับผลกระทบ
และเราไปแยกว่าอุตสาหกรรมไหนบ้างที่ถูกกระทบ และ กระทบหนักแค่ไหน
กลุ่มที่ถูกกระทบหนักคือกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งCovidทำให้นักท่องเที่ยวหายไป
ส่วนธุรกิจที่ไม่ถูกกระทบแล้วยังได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ
เรามาดูธุรกิจกลุ่มนี้กันก่อนครับ
กลุ่มโรงพยาบาล แยกเป็น กลุ่มที่ถูกกระทบ และไม่ถูกกระทบ
ช่วงแรกที่ไวรัส Covid-19เข้ามา มีค-เมษา คนตื่นตัวมาก
ถ้าไม่จำเป็นจะไม่เข้ามาที่รพ ดังน้ันรายได้OPDจะลดลงอย่างมาก
ดังนั้น รพ ไหนที่มีลูกค้าต่างประเทศมากกว่า50%จะกระทบมาก
บางรพ รายได้หายไปหลักพันกว่าลบ
บางรพ ก็ถูกกระทบน้อย เพราะมีรายได้จากประกันสังคมเข้ามา
ทำให้ถ้าดูงบอย่างเดียวอาจมองไม่เห็นว่า รพ นี้เคยถูกกระทบจากไวรัสเลย

กลุ่มรพ ที่ไม่กระทบ Valuationดูว่า ถูกหรือแพง
ซึ่งช่วงไวรัสมา ราคาส่วนใหญ่ลงมาทุกตัว เพราะไม่รู้ข้างหน้าจะดีขึ้นเมื่อไหร่
แต่เมื่อคนเริ่มหายตกใจ และ เริ่มเห็นว่าการขายใกล้หมด จะเริ่มมีกำลังใจ
เวลาฟื้น หุ้นเติบโตจะแพงกว่าปกติมาก น้องออฟก็เจอว่าตกรถไปเพราะถือหุ้นเต็มพอร์ต
เลยไม่ได้enjoyช่วงนี้ แต่กลุ่มนี้ต้องขุดหากัน
กลุ่มที่โตได้ จะเป็นจุดสนใจและเด่นขึ้นมา
ส่วนถัดมา กลุ่มที่โดนกระทบ
อยู่รอดหรือเปล่า ถ้ามีความเสี่ยงต้องเพิ่มทุน ก็จะหลีกเลี่ยงไปก่อน
ถ้าเลือกได้ อยากเลือกหุ้นที่รอดได้ งบกำไรขาดทุน ไม่ติดลบ และ กระเเสเงินสดเป็นบวก
PE ไม่สูง
ส่วนที่โฟกัส คือ หุ้นที่อยู่รอด จะดูต่อว่า ราคาหุ้นฟื้นหรือยัง
1.หุ้นที่รอด และราคาหุ้นฟื้นตัวไปแล้ว
2.หุ้นที่รอด และราคาหุ้นยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่น้องออฟสนใจ เช่น
กลุ่มธนาคารที่พูดคุยกันในช่วงปลายปี63
เวลาวิกฤต ปกติกลุ่มธนาคารจะโดนเทก่อน
เวลาลงแรงๆ ถ้าขึ้นก็จะขึ้นแรงด้วย บางตัวจะขึ้นถึง 30-40%
จริงๆถ้าเราเข้าไปดูว่าโดนกระทบเท่าไหร่ และ ตลาดมองลบเกินไปหรือเปล่า
บางคร้ังราคาลงมากเกินไป ก็จะเป็นโอกาสของนักลงทุนวีไอ

อีกกลุ่มนึงคือ ได้รับผลกระทบ แต่ฟื้นตัวเร็วในแง่ผลประกอบการ อีกหน่อยก็ฟื้นเร็ว
ตอนนี้น้องออฟโฟกัสกลุ่มน้ีอยู่
ดังนั้นสรุปกลุ่มที่น้องออฟสนใจ จะมีสามกลุ่มคือ
1.กลุ่มที่ไม่กระทบ และ valuationไม่แพง
2.กลุ่มที่ถูกกระทบ อยู่รอดได้ และราคาหุ้นยังไม่ฟื้น
3.กลุ่มที่ถูกกระทบ แต่ฟื้นตัวเร็วมาก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้
วัคซีนเริ่มมาไทย สามารถใช้กับไวรัสที่กลายพันธ์
เส้นทางวัคซีนของไทย ข้อมูลจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
1.Sinovac เริ่มเข้ามาไทย กพ นี้ เริ่มส่งมอบ 200,000โดส
และทยอยส่งถึงเมษา อีก 1.8 ล้านโดส
(ประสิทธิภาพที่ทดลองที่บราซิลแค่เกิน50%มานิดเดียว)
2.AstraZeneca เริ่มส่งมอบใน พค 26ล้านโดส
และ ตค จะเริ่มถ่ายทอดความรู้ให้สยามไบโอไซเอนซ์ของไทย
ปัจจุบันยังเจรจากับ Pfizer, Moderna และอื่นๆเพื่อให้ได้วัคซีนตามาเป้า70ล้านโดส
ล่าสุดนายกระบุจัดหาวัคซีนเพิ่มอีก 35 ล้านโดส

มองว่าวัคซีนกระจายไปทั่วประเทศภายในกลางปีหน้าแล้ว
กลุ่มประชากรอย่างน้อย40-50%ได้รับวัคซีน ทำให้คนกลางที่แพร่เชื้อถูกตัดตอน
และควบคุมโรคได้ ทำให้เกิดภาพดังกล่าวตามสไลด์แนบ
ต่างประเทศเริ่มฉีดวัคซีนแล้ว ส่วนไทยอยู่ในช่วงจัดหาวัคซีน
เมื่อวัคซีนมาไทย เกิดภูมิคุ้มกันหมู่
กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

มาตราการที่ทางรัฐช่วยเหลือลูกหนี้ สามารถดูจากFB ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ เช่น
1.Soft loanเพิ่ม
2.ปรับโครงสร้างหนี้ รับความช่วยเหลือ ผ่อนยอดลดลง
3.ยืดหนี้

น้องออฟได้พูดคุยกับสองสถาบันการเงินและได้ข้อมูลมาว่า
มาตราการคราวนี้ ไม่เหมือนคราวที่แล้ว
ใครที่มีปัญหาก็เข้ามาติดต่อ ยังมีแค่ไม่ถึง10%ที่ยังมีปัญหา
ก็จะปรับโครงสร้างหนี้ให้ แต่ถ้าลูกค้าที่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้
ก็เอาสินทรัพย์มาเพื่อล้างหนี้ จะไม่เหมือนคราวที่แล้วที่freezeหนี้ไว้

หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้น บริษัทที่ไปไหว ก็จะลงทุนเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าบริษัทไหนที่ไม่ฟื้น หลังเศรษฐกิจฟื้น ก็จะกลายไปเป็น​NPL
ซึ่งน้องออฟคิดว่า ไม่น่าจะน้อย ก็จะมีระดับนึง
หลังเศรษฐกิจฟื้น ก็จะเห็นว่ามีรายไหนไปไม่ไหวบ้าง
หวังว่า เอาใจช่วยบริษัททุกบริษัทนะครับ

หลังจากวัคซีนมา ก็มีการฉีดวัคซีนในต่างประเทศ เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น
มีการลงทุนเพิ่ม เกิดการรักษาพยาบาล เช่น IVF และ มีการท่องเที่ยวในเฟสถัดไป
หลังจากอั้นการลงทุนจากก่อนหน้านี้

ปัญหา pain point 4 อย่าง
1.การฉีดวัคซีน60ล้านคน
2.การจัดการ npl
3.กิจกรรมที่ถูกอั้นไว้
4.การกระตุ้นเศรษฐกิจ อาศัยการบริโภคในประเทศอย่างเดียวก็อาจไม่พอ
แต่ปัจจัยจากต่างประเทศ จะกระตุ้นอย่างไร ดังนั้นรัฐบาลจะกระตุ้นกำลังซื้อ
ในประเทศก่อน
น้องออฟไม่คาดหวังว่าจะช่วยได้ แต่ถ้ามา ก็ลองหาดู อาจลงทุนเป็นรอบๆ
พอfactออกมา ก็ทำกำไรเป็นรอบไป

ให้ผู้ฟังไปคิดต่อว่า ใครได้ประโยชน์บ้าง

บางธนาคารเริ่มปรับตัว ไปเชื่อมกับส่วนต่างๆ เช่น Grab food
ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงเทรนดอกเบี้ยขาขึ้น ก็จะได้ประโยชน์

Theme ต่อมา คือ รถยนต์ไฟฟ้า ที่เปลี่ยนจากใช้น้ำมันมาใช้ไฟฟ้าแทน
กับอีกส่วนที่ ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมถึง IOT ที่เชื่อมโยงกับชิ้นส่วนรถยนต์
ชิปที่แต่ก่อนอยู่ในเครื่องPC จะเข้ามาในรถยนต์
ดังนั้น กลุ่มอิเลคทรอนิคส์ เช่น KCE,Delta, Hana ก็จะไม่ได้หยุดเฉพาะ 5G
Plain point ของรถยนต์ คือ ใช้เวลาchargeนาน เช่น 10-30นาที
ไม่เหมือนกับเติมน้ำมัน ใช้เวลาไม่นาน
แต่อาจใช้วิธีการเปลี่ยนแบต ดังนั้นอาจเป็นธุรกิจ ซื้อรถและพ่วงการการซื้อแบตด้วย

กลุ่มอุตสาหกรรม. วิเคราะห์โอกาสในการลงทุน

-อาหารและเครื่องดื่ม เช่น Functional drink และ ฉลากดูน่าสนใจ

-ธนาคาร มองอนาคต ยังมีdoubtถึงแม้ถูกระดับนึงก็ตาม NPL จะมาไหม
เช่น npl Aeon เพิ่มจาก3มา4% แต่ยังมีการสำรองค่อนข้างเยอะ

-Finance ชอบมาตั้งแต่ปลายปี แต่valuationเริ่มไม่น่าดึงดูด ราคาขึ้นมาแล้ว
รวมถึง financeนอกสายตาก็ขึ้นมาแล้ว
แต่มีตัวที่เช่าซื้อ บางตัวPE 8 เท่าก็ยังน่าสนใจ

-กลุ่มประกันก็ยังเฉย

-ยานยนต์ มีปัญหาเรื่องการหาชิ้นส่วนในการผลิต

สายเรือทำให้กระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบยานยนต์ทำให้บางค่าย
ปรับประมาณการผลิตรถยนต์ลดลง ต้องติดตามดู

-ไม่ถนัดกลุ่มปิโตรเคมี บางคนชอบก็น่าทำการบ้าน

-บรรจุภัณฑ์ ชอบแต่หาตัวเล่นไม่ได้ ตัวที่เก่ง SCGP เคยลงมาพักเดียวตอนนี้เกือบAll time highแล้ว บางตัวก็เจอเรื่องกำลังการผลิต Kerryราคาก็ซื้อไม่ลงเรลย

-วัสดุก่อสร้าง น่าจะมา

-อสังหาริมทรัพย์ ชอบบางตัวที่ทำได้ดีมาก
น่าจะมาพร้อมกับธนาคาร เวลาวิกฤต ลงก่อนคนอื่น ตอนนี้ขึ้นมาเเล้ว

-รับเหมา จะมา แต่ไม่คาดหวัง บางทีจะมีstoryให้เราเห็น

-พลังงาน และ พาณิชย์ ดูน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มไอที 5G ทำให้ดูน่าสนใจ

-การแพทย์ Q4 63 ก็ฟื้นแล้ว ปีนี้น่าจะดี รพ รอบที่แล้ว คนกลัวเยอะ คนติดน้อย
รอบนี้ คนกลัวกลางๆ แต่ติดกันเยอะ บางจังหวัด ต้องมี รพ สนามกันเลย
ดูน่าสนใจ รวมถึงการฉีดวัคซีน รอบนี้ipdในกลุ่มรพในจังหวัดที่ระบาดขึ้นทุกตัวเลย
ถ้าใครไม่รีบและรอวัคซีนได้ ให้รอAstraZeneca ดูน่าจะดีกว่า
สุดท้ายถ้าภาครัฐหาไม่ได้บางส่วน เอกชนก็จะหามาเอง
ปีนี้รพ น่าสนใจ รวมถึง รพ ที่มีคนไข้ต่างประเทศและราคาลงมาแรงก็น่าสนใจ

-สิ่งพิมพ์ ท่องเที่ยว รู้สึกเฉยๆ

-ICT และชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ story&centimentมา สุดท้ายใครทำได้ใครทำไม่ได้
ก็ต้องลองติดตามดูอีกครั้ง


4 Sector ที่น่าสนใจ:
Finance, การแพทย์ , พาณิชย์ , เลือกจากBottom up (ไม่สนภาพใหญ่ แต่ดูเป็นรายบริษัท)

Valuation
1.หุ้นดี
2.ราคาเหมาะสม

สุดท้ายขอบคุณน้องออฟที่มาสรุปเหตุการณ์และกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนครับ



miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18113
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by miracle » Fri Jan 15, 2021 12:10 pm

สวัสดีปีใหม่ ครับ

:)


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1968
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sat Jan 16, 2021 7:02 am

กลยุทธ์วีไอปี64 ตอนที่5 ในปีแห่งการฟื้นตัว
ข้อคิด:การลงทุนในต่างประเทศ?
และเส้นทางลงทุนกับเส้นทางธรรม
โดย อาจารย์ชาย มโนภาส

พิธีกรดำเนินรายการ
ดร ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา
ดร นิเวศน์. เหมวชิรวรากร

อาจารย์นิเวศน์เริ่มคำถามแรก กับอดีตนายกThaivi
ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ไหม
เพราะเจอหุ้นที่อยู่ๆก็ขึ้นและลงทีละ20-30%
Volumnซื้อขายของSETสูง 100,000กว่าล้านบาท

อาจารย์ชายตอบว่า สำหรับผม หลักการลงทุนในการลงทุนแบบวีไอก็เหมือนเดิม
ถึงแม้สภาพแวดล้อมในการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไป
ผมอ่านresearchของตปท ตอนนี้ในโลกสภาวะที่คล้ายกัน
เงินล้นโลก ปริมาณเงินM1,M2 สภาพคล่องสูงล้นโลก
การเก็งกำไรก็สูง สินทรัพย์แบบบิตคอยก็ผันผวนสูง
ดอกเบี้ยต่ำ คนเลยเอาเงินไปลงทุนแบบเสี่ยงดีกว่า
ไม่แน่ใจที่ขึ้นจาก ปัจจัยพื้นฐาน หรือ การเก็งกำไร

หลักการของผมคล้ายเดิม ที่เปลี่ยนแปลงคือ
สนใจในบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น จากการอ่านresearch
ทุกอย่างจะต่อเชื่อมกันด้วยinternet
4Gที่เกิดขึ้นทำให้การเชื่อมโยงผ่านinternet
ข้อมูลข่าวสาร ทั้งข้อมูลวิเคราะห์ ด้านสาระ และบันเทิง
ข้อมูลได้รับการเชื่อมผ่าน4G
พอ5Gเกิดขึ้น ผมเชื่อว่า
การเชื่อมโยงinternet of thing (IOT)มากขึ้น ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม 100 เท่า
เปรียบเหมือนกับ ถนนเปลี่ยนจาก 1 เลน เป็น 100เลน
การเชื่อมโยงของอุปกรณ์ง่ายขึ้น
เช่น Telemedical, Smart Manufacturing , Autonomous จะสนใจมากเป็นพิเศษ
ที่เปลี่ยนไปในการดู Ratio เช่น PB จะมีผลค่อนข้างมาก ซึ่งสินทรัพย์เมื่อก่อนเรามาจาก
Manufacturing base สินทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นสินทรัพย์จับต้องได้(Tangible )
ต่อไปเชื่อว่า สินทรัพย์ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็น สินทรัพย์แบบจับต้องไม่ได้ (Intangible)
เช่นบริษัท Software company
ต้องดูทรัพย์สินมากกว่าเดิม มีpatientอะไรบ้าง Softwareอะไรบ้างที่ก่อให้เกิด
กระแสเงินสด
อะไรที่ไม่เข้าใจ ก็จะไม่ลงทุนเหมือนเดิม

อาจารย์ไพบูลย์ถามอาจารย์นิเวศน์ ว่าหุ้นที่ผันผวน ได้กำไรในเวลาเพียง1-2 วัน
อาจารย์นิเวศน์ตอบว่า ไม่ทำอยู่แล้ว ไม่สามารถปรับตัวไปลงทุนแบบนี้ได้
คนรุ่นใหม่คิดกำไรกันเป็นรายวันเช่น ต้องได้วันละแสนบาท
เขาจะทนไหวเหรอ ที่ถือหุ้นและไม่ไปไหนเลย แต่หุ้นอยู่บนกระดาน
ที่ขึ้นทุกวัน เลยย้ายไปหุ้นที่ผันผวน ตอนนี้หุ้นที่ถูกconnerกำไรวันละ
25% แต่เขาบอกว่ามีวิธีในการลงทุน
มีผู้นำในการจับตาหุ้นแต่ละตัว อาจารย์ไม่อยากไปยุ่งถึงแม้จะเจ็บใจก็ตาม
หุ้นที่ถือจะนิ่งไปอีกกี่ปี

อาจารย์ไพบูลย์บอกว่า ประวัติศาสตร์สอนเราว่า
ปีนี้จะมีนักลงทุนรวยหุ้นด้วยการลงทุนแบบนี้100คน
แต่พอผ่านไปปีนึงจะเหลือแค่5คน อีก90กว่าคนก็ตายจะตลาดไป
เป็นแบบนี้มาตลอด ใครจะเป็น5คนที่รอดซึ่งจะรวยมากๆ
และจะไปสร้างความรู้สึกว่าลงทุนแบบนี้จะได้กำไรมากๆ

กลับมาถามอาจารย์ชายว่า ที่พูดมาทั้งหมดในไทยมีไหม
อาจารย์ชายตอบว่า เมืองไทยหายาก เพราะเรายังเป็นmanufacturing base
และขึ้นกับการท่องเที่ยวด้วย(17%ของGDPในปี62)
ถ้าเป็นเทคโนโลยีสูง , Software company , Software as a service
หายาก ถ้ามีก็จะเป็นบริษัทเล็กๆ 2-3 บริษัทในตลาดต่างประเทศ
แต่หาได้เยอะในตลาดต่างประเทศ
ถ้าเป็นนักลงทุนในตลาดมา5ปี ควรศึกษาสัก1-2ปี
เพื่อศึกษาความรู้และกฏเกณฑ์ต่างๆ
แต่ถ้าใครที่คิดว่าเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ไปลงทุนตปทก็จะได้ความรู้กว้างขวาง
นำไปใช้กับตลาดหุ้นไทยได้ แต่ต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย
เพราะภาพแมคโครเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน
เช่นในละตินอเมริกา อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน10%กว่า
ถ้ากำไรหุ้นแล้วมาขาดทุนค่าเงิน อยู่ตลาดหุ้นไทยจะดีกว่า

อาจารย์ไพบูลย์ถามว่า มีบลจเปิดกองทุนใหม่ๆเยอะ โดยเฉพาะ
ไตรมาสสี่ปีที่แล้ว นักลงทุนไทยซื้อกองทุนหุ้นแบบนี้ดีไหม
อาจารย์ชายตอบว่า เป็นทางเลือกที่ดี กองทุนมีหลากหลายต้องจัดสรรให้ดี
หลายกองคิดค่าธรรมเนียมค่อนข้างแพง ซื้อตรงจะดีกว่า
ถ้าเราเชื่อใจ ผจก กองทุน และถืออย่างเข้าใจ
แต่ไม่เห็นด้วยที่ซื้อกองทุนตามแห่
อยู่ดีๆNAVกองทุนลดลงอย่างมาก
ดังนั้นควรศึกษากองทุนให้ดีก่อนลงทุน เหมือนกับการซื้อหุ้น
ที่เราต้องศึกษาก่อนการลงทุน ให้รู้ว่ากิจการทำอะไรอยู่ในอุตสาหกรรมอะไร

เราต้องรู้ว่า กองทุนนี้ปันผลหรือเปล่า มีการhedgeอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่
ลงทุนfeeder fundกองเดียวหรือเปล่า

ปี63ลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน20%ของport
ปีนี้ก็คงสัดส่วนเท่าเดิม เพราะยังลงทุนหุ้นไทยได้ดี
ต้องรักษาสุขภาพ เพราะการลงทุนต่างประเทศ ต้องนอนดึกเพื่อดูหุ้น
บริษัทที่ขึ้นราคาสูงๆได้ในต่างประเทศ ทุกๆปีต่อเนื่องยาวนาน
มีค่อนข้างมาก แต่หายากในตลาดหุ้นไทย แต่ก็ยังมีบริษัทที่น่าสนใจเหลืออยู่บ้าง
ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Domestic play ทางด้านบริการ
แต่ถ้าพวกการผลิต ไม่ค่อยมีหุ้นในเมืองไทยมากนัก
มีบ้างซึ่งไม่ได้ลงcapexไม่มาก แต่สามารถขยายงานต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามมีpotential
อาจารย์ชายมองว่าศักยภาพในการลงทุน ไม่สามารถลงทุนได้3-4ประเทศ
ผมเลยลงทุนในต่างประเทศแค่ที่เดียว ไม่ต้องไปศึกษา accounting policy
หลายประเทศ ซึ่งมีกฏเกณฑ์ที่ไม่เหมือนกัน
การลงทุนในไทยได้ผลตอบแทนชนะเงินฝากมาหลายปี
มีecosystem ที่ทำให้การลงทุนได้ผลตอบแทนดี เช่น
มีเเหล่งข้อมูลที่ดีมากจาก Webboard Thaivi, Settrade.com,set.or.th
นอกจากนี้ มีรายการหลายรายการที่ให้ความรู้ข้อมูลข่าวสาร เช่น Moneytalk
เลยเลือกอเมริกา ซึ่งมีecosystemพอๆกับที่หาได้ในเมืองไทย
มีwebboard รายการที่ให้ข่าวสารเยอะมาก
ปัญหาคือดูไม่ทัน ก็เลยเลือกลงทุนในอเมริกา
ส่วนที่เวียดนาม ก็สนใจ ถ้าดูจาก GDP, รายได้ประชากรต่อหัว มีโอกาสเติบโตอีกมาก
แต่ได้ยินว่า นักลงทุนบางท่านไปเรียนภาษาเวียดนาม ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้

อาจารย์นิเวศน์ ไปลงทุนที่เวียดนามแบบETFในช่วงหลัง
ส่วนอาจารย์ก็ลงทุน5 ตัวในตลาดหุ้นอเมริกา
โดยเน้นหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก
ส่วนหุ้นที่ถือ market cap อย่างน้อยสุด 20,000ล้าน$
หุ้นในBig tech สามารถทำได้หลายธุรกิจและเปลี่ยนไปทำธุรกิจได้ง่ายมาก
ก็เลยมีถือหุ้นลักษณะไว้เหมือนกัน
หุ้นฮุนได ขึ้นมา20%กว่าหลังมีข่าวว่าจะพัฒนารถกับบริษัทApple

อาจารย์ไพบูลย์ บอกว่า อาจารย์ชายดำเนินชีวิตในสายธรรมด้วย
เป็นลูกศิษย์ของ พระอาจารย์ภาวนาวิสุทธิญาณเถร(แบน ธนากโร) วัดดอยธรรมเจดีย์
ปฎิบัติธรรมตลอด อายุเพียง49ปี ถึงเวลาปรับชีวิตไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้นไหม

อาจารย์ชายตอบว่า ทุกวันนี้ที่ปฏิบัตอยู่ คู่ขนานกันไป ทั้งสายธรรมและการลงทุน
ตอนเช้าตื่นมาปฏิบัติ เดินจงกรม หนึ่ง ชม และนั่งสมาธิ หนึ่งชม
สามารถเดินในคอนโดได้เลย ถ้าจดจ่อกับการมีสติ ก็จะไปเดินในสวนสาธารณะก็ได้
อาจารย์ไพบูลย์บอก เดินจงกรม โดยอยู่กับที่ก็ได้
ส่วนการออกกำลังกาย โดยตีแบตสัปดาห์ละสองครั้ง

สำหรับการให้คำแนะนำกับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นวีไอ
นักลงทุนรุ่นใหม่ไม่ควรลงทุนอะไรที่ไม่เข้าใจ โดยไม่เข้ากลไกของบริษัท
อาจารย์ชายจะไม่สนใจว่าจะชนะหรือแพ้ตลาด
เปรียบเหมือน ชอบเล่นบาส แล้วมีคนมาชวนเล่นบอล โดยมีรางวัล
ซึ่งถ้าเราย้ายไปเล่นบอล ก็อาจแพ้ได้เพราะเราไม่ชำนาญกับกีฬาใหม่
ดังนั้นผมอยู่กับที่ลงทุนแบบเข้าใจธุรกิจเป็นอย่างไร เข้าใจผู้บริหารของบริษัทนั้น

ในโลกของการลงทุนที่สภาพคล่องสูง จะมีเหนือการคาดหมาย
คนที่ไปซื้อ negative bond yield มูลค่าของบอนด์ 15ล้านล้าน $
เท่ากับmarket cap ของตลาดแนสแดกตอนนี้
เกิดจากการเก็งกำไร และ regulationของบริษัทประกันว่าต้องซื้อ
ถึงแม้ดอกเบี้ยติดลบก็ตาม
ซึ่งมูลค่าขนาดนี้อาจทำให้เกิด super bubble
ถ้าโรคระบาดหายไป เงินเฟ้อจะกลับมาเร็วมาก เพราะดอกเบี้ยของบอนด์กินดอกเบี้ยต่ำมาก
อาจารย์ไพบูลย์เสริมว่า เงินเฟ้อเพิ่ม จะทำให้เกิดการซื้อทรัพย์สินมาก และจะเกิดฟองสบู่

อาจารย์ชายไม่ห่วงว่าพอร์ตจะunderperformถ้าไม่ได้ลงทุนสินทรัพย์ที่ขึ้นมาเยอะ
แต่อาจมีเล่นบ้างเล็กน้อยเพื่อหาประสบการณ์ เช่น
เทสล่า ตอนแรกก็ไม่สนใจ พอศึกษามากขึ้น ก็เห็นเหตุผลที่ทำไมราคาขึ้น
แต่ไม่เอาเงินส่วนใหญ่มาลงทุน

ส่วนอาจารย์นิเวศน์ ไม่ลงทุนแบบนี้เลย ไม่รู้จะทำไปทำไม อายุขนาดนี้
Enjoyกับชีวิตดีกว่า
อย่างตลาดเวียดนาม ควรศึกษามากกว่านี้ แต่ก็ไปลงทุนผ่านETFดีกว่า

อาจารย์ชายบอกว่า เมืองไทยยังมีสิ่งนึงที่undervalue
ทางภูมิศาสตร์ เราเหมาะเป็นศูนย์การlogistic โดยต่อรถไฟรางเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน
รวมทั้งถนน ทำให้เพิ่มมูลค่ากับที่ดิน
ที่ดินเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านถูกมาก และเป็นfreeholdด้วย
Wealthของประเทศไทยมีโอกาสขยับขึ้นอีก จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดิน
และสำหรับคำถามเรื่องสัดส่วนในการลงทุนต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นไหมในอนาคต
อาจารย์ชายตอบว่า มีแนวโน้มจะขยายพอร์ตลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
จะหลีกเลี่ยงบริษัทที่ไม่สามารถต่อเชื่อมกับinternet , IOTได้
บริษัทคาร์เทอพิลาร์ ผลิตรถขุดดิน ตอนนี้เป็นAutonomousแล้ว
ถ้าเราเข้าไปที่เหมือง จะไม่เห็นคนในเหมือง รถทำงานเองหมด
บริษัทที่เป็น old economy แต่ก็เอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ก็ดูน่าสนใจ
แต่valuationอาจไม่เท่าบริษัทเทคโนโลยี
มีmarket share ใหญ่กว่าอันดับสองและสามรวมกัน

สำหรับหุ้นเทคโนโลยี น่าลงทุนแต่ต้องดูว่าราคาแพงไปหรือไม่
บัฟเฟตต์ ตอนที่ซื้อapple ก็ซื้อในราคาที่ดีมาก ซึ่งห้าปีที่ผ่านมา
ชนะamazon , google (สรุปคือเลือกหุ้นที่ดีในราคาที่เหมาะสม)

สุดท้ายขอขอบคุณ อาจารย์ชาย ที่มาให้ความรู้
และขอบคุณอาจารย์ไพบูลย์ และ อาจารย์นิเวศน์ สำหรับคำถามดีๆครับ



User avatar
Nevercry.boy
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4623
Joined: Mon Jun 25, 2007 6:47 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by Nevercry.boy » Mon Jan 18, 2021 10:42 am

จารย์หมอหนึ่งครับ
ผมกำลังจะเดินทางไปหาดใหญ่
ผมรบกวน อาจารย์ ทักหลังไมค์ มาทีครับ ขอบพระคุณอย่างสูง

เด็กผู้ชายไม่ร้องไห้
http://nevercry-boy.blogspot.com/


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1968
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Mon Jan 18, 2021 4:02 pm

กลยุทธ์ลงทุน เอก ธำรง ภาค3
2564

แนะนำอ่านภาคหนึ่งและสองในโพสต์ด้านล่างก่อนครับ เรียงกันมาเลยเป็น 321

หรือจะกดอ่านจากลิงค์ที่แนบให้ก็ได้ครับ

ภาค1
https://www.facebook.com/10224555446661 ... xtid=0&d=n

ภาค2
https://www.facebook.com/10224555446661 ... xtid=0&d=n

อ่านจบแล้วมาต่อกันเลย

หุ้นที่ขึ้นได้เยอะมี2อย่าง

1หุ้นที่ลงมาเยอะจากสถานการณ์ชั่วคราว

ถ้าสถานการณ์เหมือนเดิมทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมราคาน่าจะกลับไปเหมือนเดิมและเติบโตขึ้นถ้าทุกอย่างดูดีขึ้นรายได้และกำไรมีโอกาสเติบโตขึ้น

2หุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงจากขนาดของตลาดที่ใหญ่มาก

แล้วบริษัทนั้นนั้นมีโอกาสที่จะกินส่วนแบ่งตลาดได้สูงแต่ตอนนี้ยังมีไม่เยอะ เมื่อไหร่ที่มีความชัดเจนระดับหนึ่งว่ามีโอกาสทิ้งห่างคู่แข่งเยอะมาก(เช่นมีเทคโนโลยี ข้อมูล โนว์ฮาวเหนือกว่าเบอร์สองมากๆ)มันจะขึ้นได้เยอะและมีโอกาสขึ้นได้เยอะอีกหลังจากทุกอย่างชัดเจนเรียบร้อย (รถอีวี เทค) แล้วพอมันชัดแบบโอกาสพลาดน้อย หุ้นมีโอกาสที่จะขึ้นล่วงหน้าหลายปี (ตัวอย่างหนึ่งคือช่วงเดือนเมษาปีที่แล้วความเข้าใจคนส่วนใหญ่วัคซีนมาอย่างเร็วคือกลางปีนี้ หลังจากโดนเซอร์กิตเบรคเกอร์สองวันติดเดือนมีนาหลังจากนั้นก็เป็นขาขึ้นชัดเจนแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาเกินสามถึงหกเดือนก็ตาม)

ขอขยายความข้อ1

ปีที่แล้ว(ย้ำ)ผมมีคิดถึงธีมการลงทุนตอนช่วงปิดเมือง ว่าใครที่โดนโควิทเล่นงานสูงสุด (และแน่นอนยิ่งลงมาเยอะยิ่งกลับไปเยอะ มีข้อแม้อย่างเดียวคืออย่าตายก่อน)

มุมมองนี้เรียกว่า ท๊อปดาวน์ มองจากภาพใหญ่ลงไปภาพย่อยซึ่งก็คือบริษัท

ซึ่งก็คือภาพของการท่องเที่ยว

ช่วงนั้นผมคิดถึงหุ้นเรือสำราญที่ราคาตอนนั้นลงไปน่าจะ 70%

ธรรมชาตินักท่องเที่ยวที่ล่องเรือสำราญมันคือการท่องเที่ยวและพักผ่อนจริงๆ และใช้เงินไม่น้อย ดังนั้นการที่เศรษฐกิจจะกลับมาดีเหมือนเดิมและให้ความมั่นใจให้ลูกค้ากลับไปใช้บริการใหม่มันน่าจะต้องใช้เวลา

พลันคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีที่แล้ว ที่แต่ละประเทศไม่ยอมให้เรือเทียบถ้าเลยเพราะกลัวจะมีคนติดโควิดแล้วไปติดคนในประเทศ ผู้โดยสารคงไม่น่าจะกลับมาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะภาพจำที่เห็น และน่าจะมีความกังวลว่าการไปอยู่ในเรืออย่างน้อยหลายวันถ้ามันจะติด โอกาสก็สูง

มันจะมีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่ก็เหมือนกันมากที่สุด

ผมคิดถึงสายการบิน

ซึ่งมีแนวโน้มที่ควรจะกลับมาให้บริการได้เร็วกว่าเรือสำราญ ในประเด็นการใช้เวลาอยู่ในเครื่องบินก็น้อยกว่าในเรืออย่างเห็นได้ชัด(ไม่กี่ชั่วโมง/ครั้ง) ในแง่ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่ามาก แล้วในการเดินทางก็ต้องใส่หน้ากากซึ่งผมคิดว่าคนคุ้นชินกันแล้ว ความปลอดภัยก็มีอยู่สูง แน่นอนผมรู้ข่าววอร์เรนบัฟเฟตขายหุ้นสายการบินทิ้ง แต่เข้าใจว่านั่นเป็นช่วงก่อนที่จะมีความชัดเจนอย่างหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเกิดขึ้นตามมา

นั่นคือโซเชียล ดิสแทนส์ หรือการนั่งที่นั่งแบบมีระยะห่าง

ไม่ต้องคาดการณ์ประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก็เดาได้แล้วว่ารายได้คงหายไป 50% แล้วถ้าเป็นอย่างนี้กลุ่มนี้ก็จะไม่น่าสนใจอีกเลย (อัตรากำไรสุทธิสมมติ 20% ยังไม่น่าสนใจเลยเพราะรายได้ 100 เหลือ 50)

สุดท้ายการเดินทางด้วยเครื่องบินทุกวันนี้นั่งกันเหมือนเดิม กินอาหารได้เหมือนเดิม สิ่งที่แตกต่างอย่างเดียวคือทุกคนใส่หน้ากากเข้าหากัน

ในไทยมีอยู่4ตัว ba aav thai nok ตัวแรกเป็นตัวที่รอดแน่นอนสถานะทางการเงินเข้มแข็งมั่นคงเน้นการบินที่สมุยและเมืองรอง ตัวที่2บินไปทั่วด้วยสัดส่วนการบินช่วงปกติในประเทศ 60-70% ที่เหลือเป็นต่างประเทศ ในแง่การเงินมีความเสียวกว่าตอนแรกมาก สองตัวหลังเหมือนอยู่กลุ่มเดียวกันคือกลุ่มฟื้นฟูกิจการ

สิ่งที่น่าสนุกคือภาพมันชัดแล้วว่าวัคซีนจะมาในปีนี้เยอะมาก มีวัคซีนก็จบ แต่ดันมีโควิดระบาดรอบสอง ตอนนี้มีแต่คนมองแย่ ยอดการบินเดือนมกราไม่ดีแน่นอน(อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ช่วงหลังคนอยู่ในกรุงเทพบางพื้นที่ สมุทรปราการจะบินไปเที่ยวภูเก็ตต้องมีตรวจโควิดก่อนและลงทะเบียนนะครับ) การจราจรไม่ค่อยติดขัด โบรคส่วนใหญ่แนะนำเลี่ยงการลงทุน วันนี้ทุกอย่างดูไม่ดีเลย มันทำให้ผมคิดถึงตอนที่ทองราคาลงไปต่ำกว่าต้นทุนจากการขุดจากที่เหมือง แล้วสุดท้ายทุกอย่างมันก็จะกลับไปที่เดิมที่มันควรจะเป็น

ที่น่าสนุกกว่าเดิมคือคนรอดมีโอกาสสูงที่จะกินส่วนแบ่งการตลาดของคนที่ไม่รอดหรือคนที่ร่อแร่มาเป็นส่วนแบ่งของตัวเองได้ แล้วการเดินทางโดยเครื่องบินมันไม่ใช่การท่องเที่ยวร้อยเปอร์เซ็นต์มันมีเรื่องของการเดินทางไปทำธุระด้วย ดังนั้นโอกาสเหลือที่นั่งว่างมัน <เรือสำราญ

mint centel ก็ไม่เลวตราบใดที่การท่องเที่ยวกลับมาก็กลับมาได้แต่ความน่าสนใจอาจจะน้อยกว่าสายการบินตรงที่ว่าคนจะนอนโรงแรมไหน กินอาหารที่ไหนก็ได้

มีแนบข้อมูลสำคัญๆในรูปเลยครับ มีเพิ่มเติมอีกหน่อยคือผู้บริหารเครือเอราวัณ ดุสิตธานีมีให้สัมภาษณ์เร็วนี้คิดว่าต่างชาติจะเริ่มกลับมาได้ครึ่งปีหลัง

เบื้องหลังจากใจ:สังเกตเลยว่าตั้งแต่ทำ Page นี้มา คอนเทนท์อะไรก็สู้คอนเทนท์สาระความรู้ที่ได้จากการเจอเซียน&วิเคราะห์หุ้นไม่ได้ ตอนแรกว่าจะเขียนสั้นกว่านี้มากแต่ก็เกรงใจคนที่ติดตามอ่าน มีหลังไมค์มาก็ไม่น้อย เลยเขียนยาวขนาดนี้ แต่จริงๆถ้าฟีตแบคมันดีกว่านี้เยอะคงเขียนแบบหมดเปลือก แต่เท่านี้แต่ละภาคก็ใช้เวลาไปเป็นชั่วโมงๆแล้ว

เท่านี้แล้วกันครับตอนหน้าคิดว่าน่าจะกลับมาถึงหุ้นรายตัวเอายอดไลค์&แชร์บ้างละ



Post Reply