มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Paul VI » Wed Feb 08, 2012 5:08 pm

คุณหมอ Leky เขียนตรงนี้ จี๊ดได้ใจผมมากเลยครับ

สมัยก่อนตอนอยู่เวร เจอประจำ พอเราวิจารณ์ เป็นโดนบัตรสนเท่ห์ อนาถจริงๆ :twisted:
เรื่องที่สอง ER ต่างประเทศ ใครที่มาต้องเป็นโรคฉุกเฉินจริง ๆ เพราะจะเสียค่ารักษาแพงกว่าปกติมาก แต่ ER ไทยกลับกลายเป็นโรคไม่ฉุกเฉินซะมาก (รพ.ส่วนใหญ่) ทำให้ไปเบียดเบียนเวลาที่จะต้องใช้รักษาคนไข้หนักจริง ๆ เคยได้ยินมาว่าบางคนชอบมา ER เพราะว่าไม่ต้องรอนานเหมือน OPD ในเวลาราชการ แต่ที่แน่ ๆ ผมเคยเจอคนไข้มาหาผมที่ ER ตอนตีสองด้วยเรื่อง...
ผมร่วงครับ


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Paul VI » Wed Feb 08, 2012 5:12 pm

หมอแป๊ก เขียนไว้ตรงนี้ ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้ ระบาดไปเกือบทั่วแล้วละครับ

ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวตอนนี้ รพช.ที่จังหวัดผมน้องเค้าไม่กล้าทำอะไรเเล้ว referหมดครับ สมัยผมเป็นInternยังผ่าAppendicitisที่่รพ. 30 เตียงอยู่เลย เหตุที่ผมต้องผ่าเองเพราะการส่งคนไข้มาในเมืองค่าใช้จ่ายแฝงสำหรับคนไข้เเละญาติเพียบ เเถมส่งต่อต้องข้ามภูเขา 1 ลูก เจ้าหน้าที่ที่ไปreferก็เสี่ยง...ปีที่เเล้วก็มีเจ้าหน้าที่ รพช. นึงรถrefer คว่ำเสียชีวิต

ตอนนี้คนที่ยัง practice ที่รพ. เครือรัฐบาล โดยเฉพาะในชุมชน คงเห็นภาพและปัญหาได้ดีกว่า คนี่ไม่ได้อยู่ในวงการแล้ว

แต่ก็ยังยกเว้น พวกที่อยู่ใน รพ.ช รพ.จ ก็จริงแต่ อยู่บนหอคอยงาช้าง


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Paul VI » Wed Feb 08, 2012 5:15 pm

teatree wrote:คุณหมอlekyให้ข้อคิดที่ดีมากนะครับ

ส่วนตัวผม50upแล้ว คิดว่าคงpracticeไปอีกไม่นาน น่าจะไปหาอย่างอื่นทำได้
แต่เราเองก็ยังต้องมองไปในอนาคตอยู่ดี
ลูกหลานที่ตามมาในรุ่นหลังจะได้ผลกระทบจากบริการทางการแพทย์อย่างไรบ้าง
ที่แน่ๆ ผมคิดว่า ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไป อิมแพ็คน่าจะรุนแรงมาก
ต่อไปคนไทยอาจจะต้องใช้หมอเขมรมาทำคลอดให้ก็ได้ ใครจะไปรู้
(อย่าลืม อีก3-4ปีจะมี asean economic communityแล้วนะครับ)

ผมว่า กรณีสมิติเวช จะเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องร้องแพทย์ที่หนักหน่วงขึ้น
เพราะการตัดสินว่า ไม่ดูแลคนไข้ตลอดเวลา จะทำให้พวกเราทำงานยากมากๆขึ้นไปอีก
นึกถึงเรื่องนี้แล้วก็เศร้าแทนอาจารย์ดมยาท่านนั้นจริงๆ
เคยอ่านสัมภาษณ์ท่านตอนศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง
ท่านถึงกับบอกว่า คงจะได้นอนหลับสนิท สักทีนึง หลังจากเครียด นอนไม่เคยหลับมาเป็นเวลาหลายปีระหว่างถูกฟ้อง

นั่นสิครับ พี่ teatree

ผิดไม่ผิดยังไง เวลาหมอเจอภาวะตกเป็นข่าว ชื่อเสียงที่สะสมมาเป็น 10 ปี 20 ปี 30 ปี แทบจะหายไปกับคำพิพากษาของ ลมปากคน

รุ่นของพี่ หมอได้รับความเคารพและรักจากประชาชนทั่วไป รุ่นผมก็ยังมีอยู่บ้างพอควร

แต่รุ่นน้องๆ ที่ตามมา ระยะหลังนี่สิ น่าเห็นใจจริงๆครับ


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Paul VI » Wed Feb 08, 2012 5:17 pm

ประโยคนี้ โดนใจผมมากเลยครับ คุณหมอ dr1

ผมเลยหวังเล็กๆว่า
แนวทางแวลยูอินเวสเตอร์ที่กำลังเรียนรู้อยู่เนี่ย
จะเป็นอีกพาหนะหนึ่ง นำพาหมอไทยที่น่าสงสาร
ฝ่าคลื่นทุนนิยม ไปสู่อิสรภาพทางการเงิน
เพื่อเราจะได้ไม่ต้องมาห่วงเรื่องเงิน
จนอาจไปล้ำเส้นทางวิชาชีพที่เราทำ
จนคนไข้ หรือตัวเราเดือดร้อนในภายหลังได้ครับ
การเป็น VI ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีมากๆ อีกทางหนึ่งของพวกเราเลยครับ


User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Paul VI » Wed Feb 08, 2012 5:19 pm

gongphop wrote:
leky wrote: เรื่องที่ผมบอกว่าทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ผมไม่ได้คิดว่าจะให้ประชาชนมาจ่ายเงินหรือภาษีสูง ๆ แบบต่างประเทศนะครับ แค่คิดเล่น ๆ ว่าจ่ายกันคนละ 100 บาทต่อปี ปีหนึ่งก็ได้ 6000-7000 ล้านแล้ว
เรื่องค่าใช้จ่ายนี้ ผมเคยไปดูงานที่สิงคโปร์แล้วชอบครับ มันเป็นระบบ subsidize (แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ในไทย ที่ประชานิยมเกินไป) ซึ่งผมชอบมากกว่าการรักษาฟรี แต่เก็บภาษีมากแบบยุโรปครับ

คือที่สิงคโปร์เขาจะให้ประชาชนจ่ายค่ารักษา แต่รัฐบาลจะช่วยตามความรวยความจน โดยดูจากจำนวนเงินการเสียภาษี
รัฐบาลจะ subsidize 30-70% ครับ โดยคนจนที่สุดจะได้รับการช่วย 70% ของค่ารักษา และจะลดการ subsidize ไปเป็นขั้นบันได โดยขั้นที่รายได้สูงสุด รัฐบาลจะช่วย 30% ข้อดีคือ เข้าโรงพยาบาล ยังไงก็ต้องเสียตังบ้าง ไม่ใช่ป่วยเล็กๆน้อยๆ ดูแลตัวเองได้ก็มาใช้ฟรี นอนโรงพยาบาลก็ต้องเสียตังบางส่วน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ขอนอนโรงพยาบาล ทะเลาะกันแฟนไม่อยากกลับบ้านก็มาขอนอนโรงพยาบาลเหมือนของไทย ถ้าจะมาปรับใช้ในประเทศไทยอาจ subsidize ถึง 90% ก็ยังได้ แต่ควรต้องให้จ่ายบ้าง เพราะพอฟรีก็มีผู้ป่วยบางรายที่พฤติกรรมการใช้บริการไม่ไหว (ผู้ป่วยดีๆ ก็มีมานะครับ)

อย่างเจ็บป่วยหนักเรียก ของสิงคโปร์ นี่รถพยาบาลไปรับ .....ฟรีครับ.....แต่หากไม่หนัก เดินทางมาเองได้ แต่เรียกรถพยาบาล พอมาถึง ประเมินแล้วไม่ฉุกเฉิน ต้องจ่ายเงิน ประมาณ 1,800 บาท ซึ่งแพงกว่านั่ง taxi มาเอง...

เป็นระบบที่ผมชอบนะครับ เป็นระบบที่ใหเอามาเล่าสู่กันฟังเฉยๆ แม้ว่ามันจะไม่สามารถเป็นไปได้ในประเทศไทยครับ

ดีครับ หมอก้องภพ เอามาแชร์กันอย่างนี้บ้างครับ

เผื่อมี ผู้หลักผู้ใหญ่ ในวงการหมอ หรือสาธารณสุข มาอ่านจะได้เอาไปคิดเป็นการบ้านบ้าง

ไม่ใช่ เอะอะ อะไรก็ประชานิยม กันท่าเดียว


User avatar
nACrophiles_117
Verified User
Posts: 1362
Joined: Sun Apr 04, 2010 2:19 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by nACrophiles_117 » Wed Feb 08, 2012 5:21 pm

Paul VI wrote:หมอแป๊ก เขียนไว้ตรงนี้ ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้ ระบาดไปเกือบทั่วแล้วละครับ

ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวตอนนี้ รพช.ที่จังหวัดผมน้องเค้าไม่กล้าทำอะไรเเล้ว referหมดครับ สมัยผมเป็นInternยังผ่าAppendicitisที่่รพ. 30 เตียงอยู่เลย เหตุที่ผมต้องผ่าเองเพราะการส่งคนไข้มาในเมืองค่าใช้จ่ายแฝงสำหรับคนไข้เเละญาติเพียบ เเถมส่งต่อต้องข้ามภูเขา 1 ลูก เจ้าหน้าที่ที่ไปreferก็เสี่ยง...ปีที่เเล้วก็มีเจ้าหน้าที่ รพช. นึงรถrefer คว่ำเสียชีวิต

ตอนนี้คนที่ยัง practice ที่รพ. เครือรัฐบาล โดยเฉพาะในชุมชน คงเห็นภาพและปัญหาได้ดีกว่า คนี่ไม่ได้อยู่ในวงการแล้ว

แต่ก็ยังยกเว้น พวกที่อยู่ใน รพ.ช รพ.จ ก็จริงแต่ อยู่บนหอคอยงาช้าง
จังหวัดที่ผมเคยไปอยู่ก็เป็นคล้ายๆแบบนี้ครับ
อย่างคนไข้ สูติ แม้แต่ใน รพ จังหวัด สตาฟยังเป็นคนผ่าเองหมด ไม่ปล่อยให้อินเทิร์นทำเอง ส่วนศัลยกรรมก็คล้ายๆกัน คือถ้า intern ไม่ได้ want อยากทำมากๆ สตาฟที่มีน้อยนิดก็ทำกันเองเหมือนกัน intern แค่เข้าช่วย หรือบางทีก็ออกมารับเคสข้างนอก ผมเองก็รู้สึกปลอดภัยนะครับ แต่มันก็เสียที่ว่า มันจะไม่ได้ทำอะไรเลย skill หมดหดหาย (ตอนนี้ยังเสียดายอยู่เลยว่า ถ้าตอนใช้ทุนปีแรกได้ทำบ้าง ชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปเรียน urosx หรือเปล่า)
ออโถก็เช่นกันครับ แม้แต่ closed fracture บางทีก็ refer จาก รพ ชุมชนเข้าจังหวัด (ยกเว้นอำเภอหนึ่งที่มีหมอออโถอยู่) ลดความเสี่ยงกันไปหมด ผมลองคิดดูเล่นๆว่า ถ้ามันเป็นแบบนี้ไปหมด ต่อไปก็คงจะมีปัญหาลูกโซ่ตามมาอีกมหาศาล
มีรุ่นพี่สอนมาว่า 'สามปีนี้ไม่ต้องซ่ามาก ท่องไว้อย่างเดียว เอาใบ ว กลับมาเรียนต่อก็พอ' ผมท่องจำขึ้นใจเลยครับ 5555

labor omnia vincit

User avatar
nACrophiles_117
Verified User
Posts: 1362
Joined: Sun Apr 04, 2010 2:19 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by nACrophiles_117 » Wed Feb 08, 2012 5:27 pm

อย่างเจ็บป่วยหนักเรียก ของสิงคโปร์ นี่รถพยาบาลไปรับ .....ฟรีครับ.....แต่หากไม่หนัก เดินทางมาเองได้ แต่เรียกรถพยาบาล พอมาถึง ประเมินแล้วไม่ฉุกเฉิน ต้องจ่ายเงิน ประมาณ 1,800 บาท ซึ่งแพงกว่านั่ง taxi มาเอง...
อันนี้ก็ทำให้นึกได้ ตอนอยู่ รพ จังหวัดเจอแบบนี้แทบทุกวัน
วันหนึ่ง ตอนดึก รถมูลนิธิบึ่งมาอย่างเร็ว ผมก็นึกในใจ เอาละไง งานเข้าละ ปรากฏเข็นคนไข้ลงมา คนไข้เป็นอะไรมาครับพี่ .....

ปวดฟัน !!!!!!!!!!!!! :shock: :shock: :shock:
ต้องเรียกรถกู้ชีพไปรับเลยหรอ(วะ)เนี่ย ฟรีด้วยนะ

labor omnia vincit

User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Paul VI » Wed Feb 08, 2012 5:32 pm

ปวดฟัน !!!!!!!!!!!!!
ต้องเรียกรถกู้ชีพไปรับเลยหรอ(วะ)เนี่ย ฟรีด้วยนะ
คนเรียกรถ ก็ช่างกล้า :twisted:


navapon
Verified User
Posts: 761
Joined: Mon Jul 12, 2010 11:15 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by navapon » Wed Feb 08, 2012 7:41 pm

พอดีเจอในเฟซบุคนะครับ เลยเอามาแชร์ต่อ

5 คำถามยอดฮิต ที่เห็นคนในเน็ตด่าหมอ แล้วคันปากอยากตอบ

http://www.facebook.com/notes/%E0%B8%AB ... 3858452633

- จุดแข็งทางธุรกิจที่เลียนแบบได้ยาก มักต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสร้างและเพาะบ่มเสมอ ไม่สามารถเนรมิตได้ด้วยเงิน (สุมาอี้)
- จะเก่ง จะรวยหุ้น ก็ต้องใช้เวลาเพาะบ่มเช่นกัน เป็นวีไอ ต้องมี ศรัทธา ขยัน ประหยัด และ อดทน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ย่อมไม่ได้มาง่ายๆ

gongphop
Verified User
Posts: 1009
Joined: Thu Aug 27, 2009 9:18 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by gongphop » Thu Feb 09, 2012 12:27 am

nACrophiles_117 wrote: ปวดฟัน !!!!!!!!!!!!! :shock: :shock: :shock:
ต้องเรียกรถกู้ชีพไปรับเลยหรอ(วะ)เนี่ย ฟรีด้วยนะ
อันนี้ขอเพิ่มข้อมูลครับ คือว่าในช่วงแรกนี่เขา พยายาม promote การใช้รถพยาบาล (ผู้ใหญ่เขาว่าอย่างนั้น) คือฟรีหมด
เพราะสถิติบอกว่าคนไทย ที่ป่วยหนักมาโรงพยาบาลด้วยพาหนะอื่นครับ ....แต่ไม่รู้ว่าจะ promote ถึงเมื่อไหร่ สรุปว่าฟรีไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน

แต่ความผิดพลาดมันอยู่ที่ dispatcher คนรับโทรศัพท์ และปล่อยรถครับ จะต้องถามว่าผู้ป่วยเป็นอะไร จำเป็นต้องใช้รถพยาบาลหรือไม่ ส่วนใหญ่ก็ยังฝีมือไม่เท่าต่างประเทศครับ ถ้าคนโทรเขาบอกว่าปวดฟัน จะ shock ตายอยู่แล้วก็จะรีบออกรถไปทันที โดยที่ไม่รู้หรอกว่าปวดฟันมัน shock ได้อย่างไร dispatcher นี่สำคัญมากครับ พวกฝรั่งนี่ต้องใช้ผู้มีประสบการณ์อย่างต่ำ 5 ปีเลยครับ คงนึกภาพออกนะครับ ว่า dispatcher ของไทยจะทำงานประมาณไหน ขนาดในกรุงเทพ ตอนนี้การทำงานของศูนย์กลางก็ยังไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่เลยครับ......จึงน่าจะเป็นที่มาของ case นี้ครับ.......สำหรับผม ไม่แปลกใจครับ ถ้าเห็น case ปวดฟันนี้มา แต่จะถามเลยว่าใครเป็นคนปล่อยรถออกไปครับ


torpongpak
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2595
Joined: Mon May 11, 2009 11:02 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by torpongpak » Thu Feb 09, 2012 7:37 am

Spoilกันซะทำให้ชาวบ้าน"รู้สิทธิ์ เเต่ไม่รู้หน้าที่"....Thailand Only
งานนี้ผมไม่ได้โทษคนไข้นะครับ เเต่ผมโทษสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า"ผู้ใหญ่" หลายครั้งที่เจ้าผู้ใหญ่นี่เเหละครับสร้างปัญหาให้ประเทศชาติ

คนเราจะมีความสุข มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเท่าไร เเต่ขึ้นกับว่า เราพอเมื่อไร
~หลวงพ่อชา สุภัทโท~
o

torpongpak
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2595
Joined: Mon May 11, 2009 11:02 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by torpongpak » Thu Feb 09, 2012 7:54 am

อ้อ เรื่องDispatcherยังต้องพัฒนาอีกมากสำหรับเมืองไทยครับ
หลักการคือถ้าผู้ป่วยเเจ้งมาที่ 1669 ก็ต้องรีบถามให้ได้ข้อมูลเร็วที่สุดเพื่อคัดเเยกว่าป่วยฉุกเฉินระดับไหน(เเดงหรือเหลืองหรืออื่นๆ) ทำให้ข้อมูลอาจจะผิดได้เช่นญาติเเจ้งว่าเหนื่อยเรียกไม่ตอบสนอง อาจจะต้องActivateเป็นสีเเดง1 เเต่ไปรับจริงๆเป็นHyperventilation Syndrome ก็ได้

ที่สำคัญในเมืองไทยยังไม่มีหลักสูตรสอนDispatcherเเละต้องผ่านCertifyเหมือนในต่างประเทศ(คุ้นๆว่าสถาบันการเเพทย์ฉุกเฉินเเห่งชาติเคยสอนไปเเล้วซักรุ่นมั้งครับ...เเต่ยังไม่Work) ส่วนกลางเเค่โยนหนังสือให้เล่มเดียวที่เเปลมาจากหนังสือDispatchของเมืองนอกคำต่อคำ ทั้งๆที่ตามหลักภาษาเเล้ว เจ็บหน้าอกของภาษาไทยมีหลายคำมากกว่าภาษาอังกฤษเยอะ...ทำให้หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะมาใช้ในเมืองไทย

ดังนั้นคงต้องพัฒนากันอีกเยอะครับในส่วนบริการการเเพทย์ฉุกเฉิน(EMS)ในบ้านเรา :D
(พี่ก้องมีอะไรเสริมได้นะครับ...ได้อ่านเรื่องที่น้องเค้าFeed backการทำงานของDispatcherก็รู้สึกได้ว่าหลายที่มีปัญหาเเบบนี้)

คนเราจะมีความสุข มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเท่าไร เเต่ขึ้นกับว่า เราพอเมื่อไร
~หลวงพ่อชา สุภัทโท~
o

User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Paul VI » Thu Feb 09, 2012 8:39 am

navapon wrote:พอดีเจอในเฟซบุคนะครับ เลยเอามาแชร์ต่อ

5 คำถามยอดฮิต ที่เห็นคนในเน็ตด่าหมอ แล้วคันปากอยากตอบ

http://www.facebook.com/notes/%E0%B8%AB ... 3858452633
อ่านแล้วจี๊ดที่หัวใจ

แต่ละเรื่อง แต่ละเคสที่ยกมา บาดหัวใจจริงๆ :evil:


User avatar
Fon^^
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 604
Joined: Thu Jun 12, 2008 5:37 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by Fon^^ » Thu Feb 09, 2012 10:44 am

หมอที่มาทำงาน 3 จังหวัดชายแดน งานหนัก ตรวจ OPD 200 คนต่อวัน อยู่เวรแสนจะยุ่งกับอุบัติเหตุหมู่
เงินได้เพิ่มค่าเสี่ยงภัย 1,000 บาทต่อเดือน
ทุกคนทำใจพร้อมหมดแล้วนะคะ
เพียงแต่ว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่คนไข้ไม่พอใจ คนไข้ทาง 3 จังหวัดค่อนข้างมีความรู้สึกรุนแรง และมีอำนาจ

เหตุการณ์ การรอคิวนาน การรอ labนาน ไม่มีเตียง เพราะรพช.ที่ฝนอยู่ต้องนอนเสื่อ
หากเรามองมุมหมอ ไม่ใช่ความผิดหมอเลย
แต่คนไข้มองมุมมองคนไข้ เกิดการร้องเรียน พุ่งเป้ามาที่หมอ
มีการฟ้องร้อง ศอ.บต. ซึ่งมีอำนาจใหญ่สุด ทำทุกอย่างได้หมด
รวมทั้ง ความปลอดภัยต่อชีวิตของตัวฝนเอง จากเหตุการณ์และจากผู้มีอิทธิพล
อำนาจมืดเยอะมากมาย

หากเกิดการร้องเรียน นโยบาบรพ.นี้ต้องหาหมอมารับผิด
ไม่ว่าโดยไปขอโทษคนไข้ในหมู่บ้าน หรือ การขอโทษวิธีใดก็ตาม
ทางผู้บริหาร อยากอยู่ในอำนาจพื้นที่ ต้องการฐานเสียง ไม่ให้อำนาจเสื่อม
ก็ต้องตามใจคนไข้ หาหมอมารับผิด
หมุนวนไปวนมาแบบนี้ไม่รู้จบ :cry:

หมอที่มาตั้งใจทำงานกันทุกคน แต่ออกไปจากรพ.ความรู้สึก trauma จิตใจมาก ฮาๆ
ยังไงฝนก็ได้เรียนรู้ว่า อุดมการณ์ กับโลกความจริง มันห่างกันมากมาย
อยากเตือนน้องๆที่จะมาจังเลย
ส่วนความรู้สึกดีๆ ระหว่างหมอที่ service ด้วยกัน ช่วยเหลือกัน มันมากมายบอกไม่ถูกจริงๆ :D

ผิดหนึ่งพึงจดไว้.....ในสมอง
เร่งระวังผิดสอง.....ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก.....เพื่อนเอย
ถึงสี่อีกทีห้า.....หกซ้ำ อภัยไฉน

User avatar
oatty
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2445
Joined: Mon Jan 17, 2005 9:45 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by oatty » Thu Feb 09, 2012 10:50 am

รถฉุกเฉินบางแห่ง และ บางคัน เอาไว้ไปงานเผาศพญาติครับ :P ไม่มีคนเจ็บคนไข้ให้ไปรับ หรือ ส่ง แต่เปิดไฟขอทางเพื่อจะรีบไปให้ทันเผาศพ 16.30 น. หรือ 17.00 น. ซึ่งส่วนมากจะเป็นเวลานี้
ปกติเลิกงานใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง พอไปกับรถใช้เวลา 30 นาที 555

คลายเคลียดซะหน่อย เห็นวิจารณ์กันหนักหน่วง :D

"ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี" ว.วชิรเมธี

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Thu Feb 09, 2012 3:06 pm

อ่านแล้วก็รู้สึกยินดีครับ ที่ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน หลายรุ่น หลายประสบการณ์ รวมถึงคนที่เป็นอาชีพอื่นที่อุตส่าห์มาอ่านที่พวกเราบ่น :D

จริง ๆ ผมก็ไม่อยากให้คนข้างนอกเข้าใจผิดนะครับ ผมเคยบอกไว้คร่าว ๆ แล้วว่า ผมเห็นด้วยว่ามีหมอบางส่วนที่ทำไม่ดีจริงและระบบก็ควรมีการตรวจสอบหรือลงโทษ แต่การตรวจสอบและลงโทษนั้นผมขอเถอะครับ อย่าได้ลากเอาหมอที่ดีซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่เข้าไปรับเคราะห์ตรงนั้นด้วย ที่ผมต้องบอกแบบนี้เพราะปัจจุบันนี้ถ้าหมอออกมาคัดค้าน ความรู้สึกของคนข้างนอกผมเชื่อว่าไม่มากก็น้อยมักจะมีอคติว่า "เข้าข้างพวกเดียวกัน" หรือ "ประท้วงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง" ทั้ง ๆ ที่หลายคดีพอตัดสินว่าแพทย์ไม่ผิดก็อาจจะไม่ลงข่าวหรือลงเป็นข่าวคอลัมน์เล็ก ๆ ในนสพ.หน้าหลัง ๆ แต่ที่สำคัญคือผมยังไม่เคยเห็นแพทย์ที่โดนดำเนินคดีแล้วไม่ผิด "ฟ้องกลับ" นะครับ ทั้ง ๆ ที่มันทำลายเครดิตชื่อเสียงที่เค้าสะสมมาพอสมควรทีเดียว ยังไม่นับความเจ็บปวดทางด้านจิตใจที่ต้องได้รัับ

ระบบตรวจสอบมันก็เหมือนกับการรักษาโรคมะเร็งน่ะครับ คุณต้องการรักษามะเร็งซึ่งอาจจะเปรียบได้กับคนที่ทำไม่ดี คุณก็ควรที่จะทำลายแต่เฉพาะมะเร็ง แต่ถ้าการรักษานั้นทำให้เนื้อดี ซึ่งเป็นเนื้อส่วนใหญ่ของอวัยวะนั้น ถูกทำลายไปด้วย สุดท้ายอวัยวะนั้นก็อยู่ไม่ได้ จนถึงบทสุดท้ายถ้าอวัยวะล้มร่างกายก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่พวกเรากลัว หมายถึงระบบสาธารณสุขในอนาคตแบบที่ผมหรือท่านอื่นเกริ่นออกไป รวมถึงบทความใน FB ผมว่ามันเกิดแน่นอนครับ ซึ่งจริง ๆ สิ่งที่ผมเคยบอกไปผมพูดจำกัดแต่ในรพ.รัฐด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงในวงการรพ.เอกชน ปัญหาต่าง ๆ มันล้ำหน้าไปมากแล้ว ถ้าจะมองเป็นเรื่องของการลงทุนลองไปอ่านบทความของดร.เรื่องล่าสุด "Mega Trend" แล้วลองมองย้อนกลับมาที่ระบบสาธารณสุขไทยครับ สุดท้ายมันก็คงเดินตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น ทั้งเรื่องการฟ้องร้อง การขาดแคลนแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูง ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนจากหมอกับคนไข้เปลี่ยนเป็นผู้ให้การบริการและผู้มาใช้บริการ คล้ายกับการใช้บริการของธนาคาร ร้านโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องกลัวครับผมกล้าบอกเลยว่า "โดนแน่ ๆ" ครับ และ "เอาไม่อยู่" ด้วย

แล้วทำไมผมถึงคิดว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้ามันก็น่าจะเป็นแบบเดิม ผมขอขยายภาพหน่อยนะครับ ลองนึกภาพดูว่ามีเก้าอี้สามขา ขาแรกคือพรรคการเมืองที่คิดระบบประชานิยมนี้ ขาที่สองคือพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ขาที่สามคือข้าราชการประจำระดับสูงที่มีส่วนในนโยบายสาธารณสุขของประเทศ เก้าอี้สามขานี้รองรับระบบสาธารณสุขเหมือนของที่อยู่บนเก้าอี้ ทีนี้ถ้าขาใดขาหนึ่งหัก อีกสองขาก็จะล้มลงไปข้างที่หัก ลองดูทีละกรณีนะครับ

กรณีแรก ขาแรกหัก นั่นหมายถึง มีการล้มระบบนี้โดยพรรคการเมืองที่คิดระบบนี้ขึ้นมาเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับยอมรับว่าระบบที่คุยนักคุยหนาว่าทำแล้วดีจริง ๆ แล้วก็ล้มเหลว ยังไม่นับจะโดนขาที่สองทับใส่อ้างว่าบอกแล้วไงว่าทำไม่ได้ สรุปแล้วกรณีนี้ไม่มีทางเป็นไปได้

กรณีที่สอง ขาที่สองหัก หมายถึงระบบถูกล้มโดยพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้คิดระบบนี้ สิ่งที่ตามมาคือประชาชนส่วนใหญ่จะไม่พอใจเพราะ "คนอื่น" เคยทำแบบให้ฟรี แต่ทำไมคุณทำให้เค้าต้องจ่าย ยังไม่นับว่าขาเก้าอี้อันแรกก็คงใช้จังหวะนี้บอกประชาชนว่าเห็นไหมถ้าผมอยู่ท่านก็ไม่ต้องเสียเงิน สรุปแล้วกรณีนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะเก้าอี้ขาที่สองไม่ต้องการจะเป็น "แพะ"

กรณีที่สาม ขาที่สามหัก หมายถึงข้าราชการประจำที่มีอำนาจในการผลักดันนโยบาย เป็นคนล้มระบบนี้ ดูเหมือนน่าจะเป็น "ความหวัง" แต่ผมเชื่อว่าก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เพราะข้าราชการเหล่านี้อยู่ในระดับสูง อาจจะอยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่ปี่ก่อนเกษียณ เรื่องอะไรเค้าต้องไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน สู้อยู่ไปตาม "กระแสลม" จนเกษียณแบบจบสวย ๆ ดีกว่าไปหาเรื่องแล้วโดนเด้ง ยังไม่นับว่าข้าราชการอีกส่วนหนึ่งหวังผลด้านการเมืองหลังเกษียณด้วย สรุปกรณีนี้ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน

:cry: :cry: :cry: :cry: :cry: :cry: :cry: :cry: :cry:

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมยังไม่ได้พูดถึงนะครับ ประเด็นที่ว่าคือในปัจจุบันต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมให้แพทย์เป็นผู้กำหนดหรือเลือกแนวทางการรักษาให้ ในขณะที่ทางตะวันตกผู้ป่วยกับแพทย์มักจะช่วยกันกำหนดแนวทางการรักษาโดยอาศัยข้อมูลที่แพทย์ให้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ฝรั่งบางคนถือ paper งานวิจัยมา discuss กับแพทย์

ทีนี้ถ้าแนวโน้มมันเดินตามตะวันตก ลองคิดเล่น ๆ นะครับกับสองกรณีที่ผมจะยกตัวอย่าง

กรณีแรก คนท้องอายุเกิน 35 ปี มีความเสี่ยงของการเกิด Down' s syndrome ฉะนั้นในที่ที่ตรวจได้จะมีการเจาะ amniotic fluid ไปดูโครโมโซม คำถามคือการตรวจแบบนี้น่าจะทำได้ในรพ.เช่นรร.แพทย์หรือรพ.ใหญ่ ๆ บางแห่ง สมมติมีคนไข้อายุเกิน 35 ปี อยู่จังหวัดไกล ๆ คลอดลูกออกมาเป็น Down' s syndrome เกิดฟ้องแพทย์ผู้ทำคลอดว่าไม่มีการแนะนำให้ตรวจโครโมโซม (ซึ่งจริง ๆ ถ้าแนะนำจะยอมไปหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ) จะถือว่าแพทย์ผิดหรือไม่

กรณีที่สอง ตอนนี้นิยมเรื่องการผ่าตัดแผลเล็ก สมมตินะครับคนไข้เป็นโรคหนึ่งที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด สมมติว่าการผ่าตัดนั้นมีหลายเทคนิค เช่นส่องกล้องผ่าตัดกับการผ่าตัดปกติ และสมมติอีกเช่นกันท่านเลือกการผ่าตัดแบบปกติให้ อาจจะเนื่องจากรพ.ของท่านไม่มีกล้องหรือท่านไม่ชำนาญกับเทคนิคนี้ และสุดท้ายผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดแบบปกติ แล้วจะมาเอาผิดคนที่ผ่าตัดว่าทำไมไม่ทำหรือไม่ส่งตัวไปรักษาแบบส่องกล้องซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า แบบนี้จะถือว่าแพทย์ผิดหรือไม่

ที่ผมยกตัวอย่างสองกรณีข้างต้น ผมเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันนะครับว่า แพทย์ผิด ระบบผิด หรือจริง ๆ ไม่มีใครผิดแต่คนไข้ผิดที่ดันเกิดเป็นคนไทย อยากฟังความเห็นท่านอื่น ๆ ครับ

จริง ๆ ระบบมันจะดีได้ โครงสร้างของระบบ บุคลากรมันต้องพร้อมทั้งคู่ ถ้ามีหมอเก่ง แต่โครงสร้างห่วย สุดท้ายระบบมันก็ห่วยครับ

"Become a risk taker, not a risk maker"

User avatar
oatty
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2445
Joined: Mon Jan 17, 2005 9:45 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by oatty » Thu Feb 09, 2012 8:42 pm

อ่านแล้ว อยากเห็นแนวโน้มที่เดินไปทางตะวันตกครับ

ส่วนครอบครัวใช้บริการ รพ.เอกชน สำหรับลูกและภรรยา ตัวเองไม่ค่อยจะได้ใช้บริการเพราะไม่เคยป่วยหนัก ยกเว้นตอนที่กล้ามเนื้อหัวไหล่เจ็บเลยไปหาหมอที่ รพ.จุฬาฯ และก็ได้รับการวินิจฉัยจากอ.หมอที่เคยเล่าให้ฟัง

ได้แต่หวังว่าท่านหมอในนี้ หากได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโตจะกล้าแสดงจุดยืนและพัฒนาระบบให้เมืองไทยได้อย่างที่ควรจะเป็น แม้กระทั่ง 30 บาท ก็ควรจะปรับเปลี่ยนให้เพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อก็ยังดี

เป็นกำลังใจให้หมอทุกคนครับ

"ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี" ว.วชิรเมธี

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Thu Feb 09, 2012 10:48 pm

oatty wrote:อ่านแล้ว อยากเห็นแนวโน้มที่เดินไปทางตะวันตกครับ

ส่วนครอบครัวใช้บริการ รพ.เอกชน สำหรับลูกและภรรยา ตัวเองไม่ค่อยจะได้ใช้บริการเพราะไม่เคยป่วยหนัก ยกเว้นตอนที่กล้ามเนื้อหัวไหล่เจ็บเลยไปหาหมอที่ รพ.จุฬาฯ และก็ได้รับการวินิจฉัยจากอ.หมอที่เคยเล่าให้ฟัง

ได้แต่หวังว่าท่านหมอในนี้ หากได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโตจะกล้าแสดงจุดยืนและพัฒนาระบบให้เมืองไทยได้อย่างที่ควรจะเป็น แม้กระทั่ง 30 บาท ก็ควรจะปรับเปลี่ยนให้เพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อก็ยังดี

เป็นกำลังใจให้หมอทุกคนครับ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ แต่ผมจะบอกอย่างหนึ่งว่าประเทศไทยนั้น ในระยะหลังคนที่เป็นคนกำหนดโครงสร้างหลักเหล่านี้มักไม่ใช่หมอครับ จึงเป็นความแปลกข้อที่ 6 ของ "ไทยแลนด์แอนตาร์กติก" คือ เจ้ากระทรวงสาธารณสุขมักไม่ใช่แพทย์ บางครั้งแม้จะมีแพทย์อยู่ในรัฐบาลแต่กลับไปเป็นเจ้ากระทรวงอื่น

"Become a risk taker, not a risk maker"

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Thu Feb 09, 2012 10:56 pm

nACrophiles_117 wrote:จังหวัดที่ผมเคยไปอยู่ก็เป็นคล้ายๆแบบนี้ครับ อย่างคนไข้ สูติ แม้แต่ใน รพ จังหวัด สตาฟยังเป็นคนผ่าเองหมด ไม่ปล่อยให้อินเทิร์นทำเอง ส่วนศัลยกรรมก็คล้ายๆกัน คือถ้า intern ไม่ได้ want อยากทำมากๆ สตาฟที่มีน้อยนิดก็ทำกันเองเหมือนกัน intern แค่เข้าช่วย หรือบางทีก็ออกมารับเคสข้างนอก ผมเองก็รู้สึกปลอดภัยนะครับ แต่มันก็เสียที่ว่า มันจะไม่ได้ทำอะไรเลย skill หมดหดหาย (ตอนนี้ยังเสียดายอยู่เลยว่า ถ้าตอนใช้ทุนปีแรกได้ทำบ้าง ชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปเรียน urosx หรือเปล่า)
ออโถก็เช่นกันครับ แม้แต่ closed fracture บางทีก็ refer จาก รพ ชุมชนเข้าจังหวัด (ยกเว้นอำเภอหนึ่งที่มีหมอออโถอยู่) ลดความเสี่ยงกันไปหมด ผมลองคิดดูเล่นๆว่า ถ้ามันเป็นแบบนี้ไปหมด ต่อไปก็คงจะมีปัญหาลูกโซ่ตามมาอีกมหาศาล
มีรุ่นพี่สอนมาว่า 'สามปีนี้ไม่ต้องซ่ามาก ท่องไว้อย่างเดียว เอาใบ ว กลับมาเรียนต่อก็พอ' ผมท่องจำขึ้นใจเลยครับ 5555
น่าเสียดายจริง ๆ ครับ ไม่คิดเลยว่าเดี๋ยวนี้จะกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว มันก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนอีกข้อหนึ่งว่า เรากำลังเดินไปในทิศทางแบบอเมริกา เพราะได้ยินมานานแล้วว่าหมอที่นั่นถ้าจบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์เฉพาะทางหรือทั่วไปก็จะมีปัญหาในการทำหัตการ เพราะตอนเรียนได้ทำน้อยเนื่องจากกลัวปัญหาฟ้องร้อง ระวังจะตามแบบเค้าอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แบบว่าคนไข้จะมาผ่าตัดกับใครเค้าจะถามเลยว่า "คุณทำเคสแบบผมมาแล้วกี่เคส" ผมเคยได้ยินจากหมอสูติที่รู้จักกันท่านหนึ่ง เค้าเล่าให้ผมฟังว่าที่นั่นบางรัฐหมอสูติไม่ยอมทำคลอดเพราะกลัวฟ้องร้อง แต่ยังรักษาเรื่องอื่น ๆ อยู่ ทำให้บางครั้งถึงขนาดต้องบินไปฝากท้องที่รัฐอื่น ฟังดูผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อันนี้เท็จจริงยังไงช่วยบอกผมด้วยครับ

"Become a risk taker, not a risk maker"

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Thu Feb 09, 2012 11:13 pm

jverakul wrote:ขอบคุณครับคุณหมอ leky ที่ให้มุมมองที่เห็นได้ชัดเจน แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าอึดอัดเ่ท่าใดนักครับเพราะเป็นความจริงที่เราต้องเจอ ถ้าอึดอัดแสดงว่าเราไม่ยอมรับความจริงเท่านั้นเอง
ความอึดอัดมันขึ้นกับหลายอย่างครับ ผมยกตัวอย่าง แพทย์มีหลายสาขา บางสาขามีน้อยแต่ต้องดีลกับคนไข้หนักหรือภาวะเร่งด่วน เช่น ศัลยกรรมสมอง หมอด้านโรคหัวใจ หมอสูติฯ ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้ารพ.จังหวัดที่มีทางหลวงผ่าน มีอุบัติเหตุคืนละหลายรายที่ต้องมีการผ่าตัดสมอง แต่ในรพ.แห่งนั้นมีหมอด้านนี้เพียง 1-2 ท่าน ในเวลากลางวันท่านต้องทำงานประจำ กลางคืนเป็นแพทย์ที่อยู่ในตารางเวรรับปรึกษาทางสาขานั้น กลางคืนมีเคสที่ต้องทำผ่าตัด 1-2 รายเป็นอย่างน้อย แพทย์จะอึดอัดหรือไม่ ความอึดอัดอาจจะมาได้หลายอย่าง เช่น ทนงานหนักไม่ไหว หรือทนพอไหวแต่มาตรฐานการรักษาตกลงไปเพราะอยู่กันไม่กี่คน มีงานล้นมือเกินกำลัง ก็อาจจะเกิดความอึดอัดว่ารักษาคนไข้ได้ไม่ดี หรืออึดอัดระบบ เรื่องพวกนี้ส่วนหนึ่งเค้ายอมรับความจริงกันนะครับ ถ้าใครไม่ไหวก็ลาออก

แล้วถ้าศาลมาตัดสินแบบคดีของสมิติเวชว่าต้องมีการเฝ้าคนไข้ใกล้ชิดแบบนั้น ในความเป็นจริงจะทำได้หรือไม่ แพทย์อาจจะมีคนไข้หนักในมือ 10 คน ถ้าท่านต้องเฝ้าคนไข้ที่ตึกแห่งหนึ่ง 1 คน คนไข้อีก 9 คนที่เหลือที่อยู่ตึกอื่นจะถือว่าท่านไม่เฝ้าเค้าหรือไม่ บางครั้งผมเองก็ไม่แน่ใจว่ากฎหมายเหมือนจะอิงกับเทคนิคของกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงมันมีอะไรมากกว่าที่คิด

"Become a risk taker, not a risk maker"

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Thu Feb 09, 2012 11:21 pm

torpongpak wrote:ข้อสุดท้ายคงเป็นเรื่องที่เคยเกิดที่จังหวัดผม ทั้งๆที่หมอเค้าตั้งใจจะรักษาคนไข้ผ่าตัดใส้ติ่ง...เศร้ากว่านั้นคือวันที่ตร.รับเเจ้งความหมอคนนั้นต้องไปเข้าคุกที่ สภอ. ด้วยครับ เพราะผิดคดีอาญา...ฆ่าคนตาย :shock: เเต่ด้วยความเป็นหมอตำรวจเกรงใจเลยให้นั่งรอข้างนอก ไม่ต้องเข้ากรง
สรุปคดีนี้ศาลตัดสินสุดท้ายหมอไม่ผิด เเต่ระหว่างนั้นกระทรวงก็เสียตังค์ให้คนไข้ที่ฟ้องไปก่อนเเล้วร่วมเกือบล้านบาท Spoilกันสุดสุดๆ...
ปัญหาก็คือถ้าตัดสินแล้วแพทย์ไม่ผิด เงินที่จ่ายเค้าไปมีการเอาคืนหรือไม่ครับ ผมว่าเรื่องการเยียวยาหลักการดูดี แต่การจะทำต้องรัดกุม ไม่ใช่ตามกระแสสังคม ไม่งั้นมันจะมีปัญหาทำไปตามแฟชั่น คือรู้ว่าจริง ๆ หมอก็ไม่ได้ผิดแต่ลองฟ้องหรือร้องเรียนเผื่อจะได้เงินส่วนนี้ แบบไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้ก็ดี

ที่สำคัญพอตัดสินว่าไม่ผิด ไม่มีข่าวใหญ่โตหรือมีแต่เป็นคอลัมน์เล็ก ๆ หน้าหลัง ๆ แล้วความเจ็บปวดทางจิตใจที่เขาได้รับล่ะครับ
torpongpak wrote:ส่วนสื่อ...มีอยู่ช่วงนึงที่ทีวีช่องดัง(ที่สุดในประเทศไทย) ทำScoopเอาคนไข้ที่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษามาออกรายการสัปดาห์ละครั้งเพื่อตีเเผ่ให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของเเพทย์ เหมือนจะยุให้ลุกขึ้นมาฟ้องเลยอะ... อันนี้ผมว่าทำได้เเต่ต้องทำร่วมกับเเพทย์สภา มีคนไข้มาพูดก็ต้องมีหมอมาอธิบาย...ไม่ใช่ว่าให้พวกเราเป็นจำเลยสังคมก่อน
อาชีพที่ข่าวขายได้มีไม่กี่อาชีพครับ ดารา หมอ ครู พระ (อันหลังอาจจะไม่นับเป็นอาชีพ) รับรองได้ว่าถ้าเป็นข่าว คนให้ความสนใจแน่ครับ

"Become a risk taker, not a risk maker"

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Thu Feb 09, 2012 11:26 pm

gongphop wrote:เรื่องค่าใช้จ่ายนี้ ผมเคยไปดูงานที่สิงคโปร์แล้วชอบครับ มันเป็นระบบ subsidize (แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ในไทย ที่ประชานิยมเกินไป) ซึ่งผมชอบมากกว่าการรักษาฟรี แต่เก็บภาษีมากแบบยุโรปครับ

คือที่สิงคโปร์เขาจะให้ประชาชนจ่ายค่ารักษา แต่รัฐบาลจะช่วยตามความรวยความจน โดยดูจากจำนวนเงินการเสียภาษี
รัฐบาลจะ subsidize 30-70% ครับ โดยคนจนที่สุดจะได้รับการช่วย 70% ของค่ารักษา และจะลดการ subsidize ไปเป็นขั้นบันได โดยขั้นที่รายได้สูงสุด รัฐบาลจะช่วย 30% ข้อดีคือ เข้าโรงพยาบาล ยังไงก็ต้องเสียตังบ้าง ไม่ใช่ป่วยเล็กๆน้อยๆ ดูแลตัวเองได้ก็มาใช้ฟรี นอนโรงพยาบาลก็ต้องเสียตังบางส่วน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ขอนอนโรงพยาบาล ทะเลาะกันแฟนไม่อยากกลับบ้านก็มาขอนอนโรงพยาบาลเหมือนของไทย ถ้าจะมาปรับใช้ในประเทศไทยอาจ subsidize ถึง 90% ก็ยังได้ แต่ควรต้องให้จ่ายบ้าง เพราะพอฟรีก็มีผู้ป่วยบางรายที่พฤติกรรมการใช้บริการไม่ไหว (ผู้ป่วยดีๆ ก็มีมานะครับ)

อย่างเจ็บป่วยหนักเรียก ของสิงคโปร์ นี่รถพยาบาลไปรับ .....ฟรีครับ.....แต่หากไม่หนัก เดินทางมาเองได้ แต่เรียกรถพยาบาล พอมาถึง ประเมินแล้วไม่ฉุกเฉิน ต้องจ่ายเงิน ประมาณ 1,800 บาท ซึ่งแพงกว่านั่ง taxi มาเอง...

เป็นระบบที่ผมชอบนะครับ เป็นระบบที่ใหเอามาเล่าสู่กันฟังเฉยๆ แม้ว่ามันจะไม่สามารถเป็นไปได้ในประเทศไทยครับ
จริง ๆ มันก็ควรจะเป็นแบบนี้นั่นแหละครับ แต่เรื่องที่บอกว่าถ้าเรียกรถพยาบาลมาแล้วประเมินแล้วไม่ฉุกเฉินต้องจ่ายตังค์เอง ผมว่าหมอไทยทุกคนคงมีประสบการณ์มาแล้วครับ เรื่องใกล้ตัวเกี่ยวกับบัตรทองกับความฉุกเฉิน ถ้าฉุกเฉินจริงไปรพ.ไหนก็ได้ปีละสองครั้ง ปัญหาคือบางครั้งดูแล้วไม่ฉุกเฉินจริง พอไม่รับรองให้ว่าฉุกเฉิน สุดท้ายคนไข้กับญาติไม่ยอม จบที่หมอโดนร้องเรียนครับ

"Become a risk taker, not a risk maker"

gongphop
Verified User
Posts: 1009
Joined: Thu Aug 27, 2009 9:18 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by gongphop » Fri Feb 10, 2012 12:21 am

เดี๋ยวนี้ไม่จำกัด 2 ครั้ง แล้วครับ ใช้ได้ตลอดกี่ครั้งก็ได้
ปัญหาเรื่องสิทธิฉุกเฉินมีอยู่มาก แต่เนื่องจากผมเป็น Emergencey med จึงมีข้อแนะนำครับ
- ภาวะฉุกเฉิน ที่เป็นจริง (case สีแดงระดับ 1 คงไม่เป็นปัญหา) เช่นเดียวกับ case สีเขียวระดับ 3 ก็ไม่ฉุกเฉินอย่างไม่เป็นปัญหา
- case ที่เป็นปัญหาคือ case ระดับ 2 สีเหลือง ที่เป็น gray zone ครับ คนไข้เขาบอกว่าฉุกเฉิน หมอดูแล้วว่าไม่
ให้พิจารณา จังหวัดในสิทธิบัตรครับ หากเป็นต่างจังหวัด แล้วมาป่วยใน กทม มีแนวโน้มจะให้ฉุกเฉินหมดครับ เพราะเดินทางกลับลำบาก หากเป็น กทม เหมือนกัน มีแนวโน้มจะไม่ให้ครับ(เพราะไม่ใช่ case สีแดงที่ ใกล้ตาย) บาง case ขอฉุกเฉิน รพ ต้นสังกัดก็อยู่ไม่ไกล ผมบอกให้ แต่ฟรีที่นี่ แต่จะเอารถพยาบาลส่งคืนที่เดิม ผมช่วยคุณแล้ว เงินก็ไม่ต้องจ่าย คุณก็ไม่หนักมาก แต่คุณก็บอกจะใช้สิทธิก็ต้องทำตามกฏครับ เขาก็ไม่ยอมไป ผมก็ไม่ให้ครับ
- ต้องแม่นในกฏครับ แต่ต้องเห็นใจคนไข้ที่เข้าไม่มีความรู้ครับ ฉุกเฉิน ของ สปสช ที่กำหนดไว้ 10 กว่าข้อ มันคือใกล้ตาย แต่คนไข้เขาเจ็บเขาก็ว่าฉุกเฉินหมด ต้องดูพฤติกรรมประกอบ ถ้าเขามาแบบใสซื่อ ต้องช่วยครับ(เบิกคืนไม่ได้ไม่เป็นไร รักษาคนก่อน เจ๊งชั่งมันครับ) แต่ถ้ามาแบบหัวหมอ ผ่านมา 2 โรงพยาบาล แต่จงใจมาใช้เพราะอยาก อันนี้ให้ไม่ได้ครับ
- ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นแม่นในระดับหนึ่งครับ หากตอนนี้ดูไม่ฉุกเฉิน อีก 1 ชั่วโมงแล้ว shock มันจะฉุกเฉินได้ครับ ถ้าไม่มั่นใจ ควรพิจารณาให้ไว้ก่อน (เพราะเราเก่งไม่พอ ฝีมือไม่ถึงไม่เป็นไร ตรวจหากันไปเรื่อยๆ ต้องให้ไว้ก่อน ดีกว่าคนไข้จ่ายตังเองไม่ไหว ขอกลับบ้าน แล้วทรุดลง เป็นญาติเราจะรู้สึกอย่างไร )

สุดท้ายนะครับ ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คือ รักษาโรคก่อนครับเป็นหน้าที่ เรื่องเงินและงบประมาณเป็นเรื่องรองลงไป


User avatar
nACrophiles_117
Verified User
Posts: 1362
Joined: Sun Apr 04, 2010 2:19 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by nACrophiles_117 » Fri Feb 10, 2012 1:03 am

gongphop wrote:เดี๋ยวนี้ไม่จำกัด 2 ครั้ง แล้วครับ ใช้ได้ตลอดกี่ครั้งก็ได้
ปัญหาเรื่องสิทธิฉุกเฉินมีอยู่มาก แต่เนื่องจากผมเป็น Emergencey med จึงมีข้อแนะนำครับ
- ภาวะฉุกเฉิน ที่เป็นจริง (case สีแดงระดับ 1 คงไม่เป็นปัญหา) เช่นเดียวกับ case สีเขียวระดับ 3 ก็ไม่ฉุกเฉินอย่างไม่เป็นปัญหา
- case ที่เป็นปัญหาคือ case ระดับ 2 สีเหลือง ที่เป็น gray zone ครับ คนไข้เขาบอกว่าฉุกเฉิน หมอดูแล้วว่าไม่
ให้พิจารณา จังหวัดในสิทธิบัตรครับ หากเป็นต่างจังหวัด แล้วมาป่วยใน กทม มีแนวโน้มจะให้ฉุกเฉินหมดครับ เพราะเดินทางกลับลำบาก หากเป็น กทม เหมือนกัน มีแนวโน้มจะไม่ให้ครับ(เพราะไม่ใช่ case สีแดงที่ ใกล้ตาย) บาง case ขอฉุกเฉิน รพ ต้นสังกัดก็อยู่ไม่ไกล ผมบอกให้ แต่ฟรีที่นี่ แต่จะเอารถพยาบาลส่งคืนที่เดิม ผมช่วยคุณแล้ว เงินก็ไม่ต้องจ่าย คุณก็ไม่หนักมาก แต่คุณก็บอกจะใช้สิทธิก็ต้องทำตามกฏครับ เขาก็ไม่ยอมไป ผมก็ไม่ให้ครับ
- ต้องแม่นในกฏครับ แต่ต้องเห็นใจคนไข้ที่เข้าไม่มีความรู้ครับ ฉุกเฉิน ของ สปสช ที่กำหนดไว้ 10 กว่าข้อ มันคือใกล้ตาย แต่คนไข้เขาเจ็บเขาก็ว่าฉุกเฉินหมด ต้องดูพฤติกรรมประกอบ ถ้าเขามาแบบใสซื่อ ต้องช่วยครับ(เบิกคืนไม่ได้ไม่เป็นไร รักษาคนก่อน เจ๊งชั่งมันครับ) แต่ถ้ามาแบบหัวหมอ ผ่านมา 2 โรงพยาบาล แต่จงใจมาใช้เพราะอยาก อันนี้ให้ไม่ได้ครับ
- ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นแม่นในระดับหนึ่งครับ หากตอนนี้ดูไม่ฉุกเฉิน อีก 1 ชั่วโมงแล้ว shock มันจะฉุกเฉินได้ครับ ถ้าไม่มั่นใจ ควรพิจารณาให้ไว้ก่อน (เพราะเราเก่งไม่พอ ฝีมือไม่ถึงไม่เป็นไร ตรวจหากันไปเรื่อยๆ ต้องให้ไว้ก่อน ดีกว่าคนไข้จ่ายตังเองไม่ไหว ขอกลับบ้าน แล้วทรุดลง เป็นญาติเราจะรู้สึกอย่างไร )

สุดท้ายนะครับ ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คือ รักษาโรคก่อนครับเป็นหน้าที่ เรื่องเงินและงบประมาณเป็นเรื่องรองลงไป
เดี๋ยวนี้มันมีใบให้ติ๊กแล้วหนิครับว่า
ก. ฉุกเฉินจริงตามอาการ
ข. ฉุกเฉินจริงตามความรู้สึกของคนไข้

ผมเคยโดนยื่นให้ติ๊กใบนี้ เห็นข้อ ข แล้วก็งงมาก !!!???

labor omnia vincit

jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 507
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by jverakul » Fri Feb 10, 2012 7:50 am

leky wrote:
jverakul wrote:ขอบคุณครับคุณหมอ leky ที่ให้มุมมองที่เห็นได้ชัดเจน แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าอึดอัดเ่ท่าใดนักครับเพราะเป็นความจริงที่เราต้องเจอ ถ้าอึดอัดแสดงว่าเราไม่ยอมรับความจริงเท่านั้นเอง
ความอึดอัดมันขึ้นกับหลายอย่างครับ ผมยกตัวอย่าง แพทย์มีหลายสาขา บางสาขามีน้อยแต่ต้องดีลกับคนไข้หนักหรือภาวะเร่งด่วน เช่น ศัลยกรรมสมอง หมอด้านโรคหัวใจ หมอสูติฯ ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้ารพ.จังหวัดที่มีทางหลวงผ่าน มีอุบัติเหตุคืนละหลายรายที่ต้องมีการผ่าตัดสมอง แต่ในรพ.แห่งนั้นมีหมอด้านนี้เพียง 1-2 ท่าน ในเวลากลางวันท่านต้องทำงานประจำ กลางคืนเป็นแพทย์ที่อยู่ในตารางเวรรับปรึกษาทางสาขานั้น กลางคืนมีเคสที่ต้องทำผ่าตัด 1-2 รายเป็นอย่างน้อย แพทย์จะอึดอัดหรือไม่ ความอึดอัดอาจจะมาได้หลายอย่าง เช่น ทนงานหนักไม่ไหว หรือทนพอไหวแต่มาตรฐานการรักษาตกลงไปเพราะอยู่กันไม่กี่คน มีงานล้นมือเกินกำลัง ก็อาจจะเกิดความอึดอัดว่ารักษาคนไข้ได้ไม่ดี หรืออึดอัดระบบ เรื่องพวกนี้ส่วนหนึ่งเค้ายอมรับความจริงกันนะครับ ถ้าใครไม่ไหวก็ลาออก

แล้วถ้าศาลมาตัดสินแบบคดีของสมิติเวชว่าต้องมีการเฝ้าคนไข้ใกล้ชิดแบบนั้น ในความเป็นจริงจะทำได้หรือไม่ แพทย์อาจจะมีคนไข้หนักในมือ 10 คน ถ้าท่านต้องเฝ้าคนไข้ที่ตึกแห่งหนึ่ง 1 คน คนไข้อีก 9 คนที่เหลือที่อยู่ตึกอื่นจะถือว่าท่านไม่เฝ้าเค้าหรือไม่ บางครั้งผมเองก็ไม่แน่ใจว่ากฎหมายเหมือนจะอิงกับเทคนิคของกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงมันมีอะไรมากกว่าที่คิด
ขอโทษครับคุณหมอ leky ที่ำทำให้เข้าใจผิดครับ :oops: :oops:
ความอึดอัดที่ผมกล่าวถึงอยู่ในมุมมองของคนไข้นะครับ ที่ว่าต่อไปในอนาคตจะรับได้ใหมว่าไปรพ. แ้ล้วหมอใช้เวลาตรวจนานขึ้น จะไปรักการรักษา หรือ ไปจับผิดผู้รักษา , ไม่มีหมอเชี่ยวชาญเฉพาะโรคทำให้ต้องไปรพ.ที่ห่างจากที่อาศัยใกลมาก หรือต้องเข้ารพ.เอกชน ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น
แต่สำหรับผมมันจะเป็นโอกาสครับว่าต่อไปในอนาคต เราต้องรักษากายของเราให้ดี พยายามพึ่งหมอให้น้อยที่สุด และขณะเดียวกันก็ต้องบอกวิธีการนี้แก่คนรอบข้างเรา เพื่อให้เขาเข้าใจว่าระบบสุขภาพจะไม่เป็นเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนแล้วครับ ต้องพึ่งตนเองให้มากขึ้น

ส่วนความอึดอัดของหมอ เท่าที่ผมอ่านมาจากที่ท่านหมอทั้งหลายมาเล่าในกระทู้นี้ ผมก็คิดว่าน่าจะอึดอัดมาก รอเวลาระเบิดครับ เพราะตอนนี้หมอโดนบีบจากทั้งด้านบนและด้านล่าง พื้นที่ก็เหลือน้อยลงทุกที.... และเมื่อระเบิดแล้วผมคิดว่าทุกภาคส่วนน่่าจะมีการปรับตัวได้ อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง และวิธีการแบบสิงคโปร์ที่คุณหมอ gongphop นำมาเสนอ ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ดีครับ แ่ต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้

ผมก็ขอเอาใจช่วยท่านหมอทุกท่านนะครับ ให้มีจิตใจสู้ต่อไป(เท่าที่จะสู้ได้) ส่วนผมก็จะพยายามฝึกตนให้พึ่งหมอให้น้อยลงครับ ไปรักษาเท่าที่จำเป็นจริงๆ

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "

gongphop
Verified User
Posts: 1009
Joined: Thu Aug 27, 2009 9:18 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by gongphop » Fri Feb 10, 2012 8:30 am

nACrophiles_117 wrote: เดี๋ยวนี้มันมีใบให้ติ๊กแล้วหนิครับว่า
ก. ฉุกเฉินจริงตามอาการ
ข. ฉุกเฉินจริงตามความรู้สึกของคนไข้
ผมเคยโดนยื่นให้ติ๊กใบนี้ เห็นข้อ ข แล้วก็งงมาก !!!???
น่าจะไม่ใช่แบบฟอร์มมาตรฐานสำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศนะครับ (ผมยังไม่เคยเห็น)
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เรา check ครับ ปัญหามันอยู่ที่ความเห็นของ สปสช ในการจ่ายคืน ถ้าไม่เข้าข่ายฉุกเฉิน เขาก็ไม่จ่าย
ถ้ามันไม่ฉุกเฉินจริง คนไข้รู้สึกว่าฉุกเฉิน เราช่วยให้ แต่สุดท้ายก็เบิกไม่ได้ครับ ถ้าไม่ช่วยก็เป็นเรื่องอีก
ตอนผมเป็น resident ที่ รามา มีอยู่ปีหนึ่งเบิกฉุกเฉินประกันสุขภาพถ้วนหน้า คืนไม่ได้ (ไม่ฉุกเฉิน) 70+ ล้านบาท ผอ เรียกอาจารย์ประชุมทั้งหมด และกำหนดการให้สิทธิฉุกเฉินต้องได้จากอาจารย์เท่านั้น และต้องเข้มงวดมากขึ้น ไม่เข้าข่ายคือไม่ให้ แต่บางทีก้ำกึ่งๆ อาจารย์บางท่านก็จำใจให้ ไม่รู้ต้องหลังติดลบ ปีละเท่าไหร่ครับ(อันเป็นธุรกิจที่ต้องฟื้นฟู้อย่างแน่นอนครับ ไม่ใช่ margin บางมากนะครับ แต่เป็น margin ติดลบ)

คนไข้ไม่ฉุกเฉิน (แต่อาการมากหน่อย) รพ ให้สิทธิ ก็เบิกคืนไม่ได้ ส่วนถ้าไม่ให้ ก็เสี่ยงถูกผู้ป่วยร้องเรียน มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก จะมีปัญหามาเรื่อยๆ ไม่หมด ต้องชั่งตราชั่งให้ดีครับ .....ที่ผมเขียนมาเป็นแนวทางภาพใหญ่ๆ ประกอบการตัดสินใจ ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างนี้ครับ ...ขอให้มีความสุขในการทำงานครับ (ของผมปัญหาเกี่ยวกับระบบ เกิดขึ้นทุกวันครับ) :?


navapon
Verified User
Posts: 761
Joined: Mon Jul 12, 2010 11:15 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by navapon » Fri Feb 10, 2012 2:16 pm

อยากให้ได้อ่านกันครับ อ่านดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าแพทย์แรงส์ไปหน่อย แต่อยากให้อ่านหลายรอบในส่วนที่แสดงเหตุผลครับ

หนทางพินาศของแพทย์ไทย?
เจอจากเฟซบุคของพี่หมอ Manop Pithukpakorn (หมอmr prandy ?? น่าจะใช่ครับ)

http://drama-addict.com/2012/02/05/%E0% ... %E0%B8%A2/

สรุป แพทย์เซ็งกันมาก ก็เพราะเรื่องสุดวิสัย แต่ศาลกลับตัดสินคดีอย่างนี้
amniotic fluid embolism เป็นเรื่อง สุดวิสัย และคาดเดาโอกาสเกิดไม่ได้เลย

และที่ผมเข้าใจ ไม่เกี่ยวกับว่าแพทย์อยู่เฝ้าอาการจนคลอดแล้วจะไม่เกิด หรือ การเจาะถุงนําครําจะเพิ่มriskใดๆนะครับ

เป็นความความโชคร้ายของคนไข้และแพทย์เจ้าของไข้ครับ มันเป็น"โชค"เป็น"ความซวย"จริงๆครับ อยากให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจด้วย

ผมดูๆแล้วแค่ในเวปไทยวีไอของเรา ไม่มีแพทย์ท่านใด เห็นว่าศาลตัดสินถูกต้องเลยนะครับ เผลอๆผมว่าแพทย์ทั้งประเทศไทยก็คิดอย่างเดียวกัน ! ! !

- จุดแข็งทางธุรกิจที่เลียนแบบได้ยาก มักต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสร้างและเพาะบ่มเสมอ ไม่สามารถเนรมิตได้ด้วยเงิน (สุมาอี้)
- จะเก่ง จะรวยหุ้น ก็ต้องใช้เวลาเพาะบ่มเช่นกัน เป็นวีไอ ต้องมี ศรัทธา ขยัน ประหยัด และ อดทน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ย่อมไม่ได้มาง่ายๆ

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Fri Feb 10, 2012 9:12 pm

jverakul wrote:
leky wrote:
jverakul wrote:ขอบคุณครับคุณหมอ leky ที่ให้มุมมองที่เห็นได้ชัดเจน แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าอึดอัดเ่ท่าใดนักครับเพราะเป็นความจริงที่เราต้องเจอ ถ้าอึดอัดแสดงว่าเราไม่ยอมรับความจริงเท่านั้นเอง
ความอึดอัดมันขึ้นกับหลายอย่างครับ ผมยกตัวอย่าง แพทย์มีหลายสาขา บางสาขามีน้อยแต่ต้องดีลกับคนไข้หนักหรือภาวะเร่งด่วน เช่น ศัลยกรรมสมอง หมอด้านโรคหัวใจ หมอสูติฯ ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้ารพ.จังหวัดที่มีทางหลวงผ่าน มีอุบัติเหตุคืนละหลายรายที่ต้องมีการผ่าตัดสมอง แต่ในรพ.แห่งนั้นมีหมอด้านนี้เพียง 1-2 ท่าน ในเวลากลางวันท่านต้องทำงานประจำ กลางคืนเป็นแพทย์ที่อยู่ในตารางเวรรับปรึกษาทางสาขานั้น กลางคืนมีเคสที่ต้องทำผ่าตัด 1-2 รายเป็นอย่างน้อย แพทย์จะอึดอัดหรือไม่ ความอึดอัดอาจจะมาได้หลายอย่าง เช่น ทนงานหนักไม่ไหว หรือทนพอไหวแต่มาตรฐานการรักษาตกลงไปเพราะอยู่กันไม่กี่คน มีงานล้นมือเกินกำลัง ก็อาจจะเกิดความอึดอัดว่ารักษาคนไข้ได้ไม่ดี หรืออึดอัดระบบ เรื่องพวกนี้ส่วนหนึ่งเค้ายอมรับความจริงกันนะครับ ถ้าใครไม่ไหวก็ลาออก

แล้วถ้าศาลมาตัดสินแบบคดีของสมิติเวชว่าต้องมีการเฝ้าคนไข้ใกล้ชิดแบบนั้น ในความเป็นจริงจะทำได้หรือไม่ แพทย์อาจจะมีคนไข้หนักในมือ 10 คน ถ้าท่านต้องเฝ้าคนไข้ที่ตึกแห่งหนึ่ง 1 คน คนไข้อีก 9 คนที่เหลือที่อยู่ตึกอื่นจะถือว่าท่านไม่เฝ้าเค้าหรือไม่ บางครั้งผมเองก็ไม่แน่ใจว่ากฎหมายเหมือนจะอิงกับเทคนิคของกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงมันมีอะไรมากกว่าที่คิด
ขอโทษครับคุณหมอ leky ที่ำทำให้เข้าใจผิดครับ :oops: :oops:
ความอึดอัดที่ผมกล่าวถึงอยู่ในมุมมองของคนไข้นะครับ ที่ว่าต่อไปในอนาคตจะรับได้ใหมว่าไปรพ. แ้ล้วหมอใช้เวลาตรวจนานขึ้น จะไปรักการรักษา หรือ ไปจับผิดผู้รักษา , ไม่มีหมอเชี่ยวชาญเฉพาะโรคทำให้ต้องไปรพ.ที่ห่างจากที่อาศัยใกลมาก หรือต้องเข้ารพ.เอกชน ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น
แต่สำหรับผมมันจะเป็นโอกาสครับว่าต่อไปในอนาคต เราต้องรักษากายของเราให้ดี พยายามพึ่งหมอให้น้อยที่สุด และขณะเดียวกันก็ต้องบอกวิธีการนี้แก่คนรอบข้างเรา เพื่อให้เขาเข้าใจว่าระบบสุขภาพจะไม่เป็นเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนแล้วครับ ต้องพึ่งตนเองให้มากขึ้น

ส่วนความอึดอัดของหมอ เท่าที่ผมอ่านมาจากที่ท่านหมอทั้งหลายมาเล่าในกระทู้นี้ ผมก็คิดว่าน่าจะอึดอัดมาก รอเวลาระเบิดครับ เพราะตอนนี้หมอโดนบีบจากทั้งด้านบนและด้านล่าง พื้นที่ก็เหลือน้อยลงทุกที.... และเมื่อระเบิดแล้วผมคิดว่าทุกภาคส่วนน่่าจะมีการปรับตัวได้ อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง และวิธีการแบบสิงคโปร์ที่คุณหมอ gongphop นำมาเสนอ ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ดีครับ แ่ต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้

ผมก็ขอเอาใจช่วยท่านหมอทุกท่านนะครับ ให้มีจิตใจสู้ต่อไป(เท่าที่จะสู้ได้) ส่วนผมก็จะพยายามฝึกตนให้พึ่งหมอให้น้อยลงครับ ไปรักษาเท่าที่จำเป็นจริงๆ
ขอบคุณที่ยังมีคนเข้าใจครับ

"Become a risk taker, not a risk maker"

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Fri Feb 10, 2012 9:17 pm

navapon wrote:อยากให้ได้อ่านกันครับ อ่านดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าแพทย์แรงส์ไปหน่อย แต่อยากให้อ่านหลายรอบในส่วนที่แสดงเหตุผลครับ

หนทางพินาศของแพทย์ไทย?
เจอจากเฟซบุคของพี่หมอ Manop Pithukpakorn (หมอmr prandy ?? น่าจะใช่ครับ)

http://drama-addict.com/2012/02/05/%E0% ... %E0%B8%A2/

สรุป แพทย์เซ็งกันมาก ก็เพราะเรื่องสุดวิสัย แต่ศาลกลับตัดสินคดีอย่างนี้
amniotic fluid embolism เป็นเรื่อง สุดวิสัย และคาดเดาโอกาสเกิดไม่ได้เลย

และที่ผมเข้าใจ ไม่เกี่ยวกับว่าแพทย์อยู่เฝ้าอาการจนคลอดแล้วจะไม่เกิด หรือ การเจาะถุงนําครําจะเพิ่มriskใดๆนะครับ

เป็นความความโชคร้ายของคนไข้และแพทย์เจ้าของไข้ครับ มันเป็น"โชค"เป็น"ความซวย"จริงๆครับ อยากให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจด้วย

ผมดูๆแล้วแค่ในเวปไทยวีไอของเรา ไม่มีแพทย์ท่านใด เห็นว่าศาลตัดสินถูกต้องเลยนะครับ เผลอๆผมว่าแพทย์ทั้งประเทศไทยก็คิดอย่างเดียวกัน ! ! !
ปัญหาคือทนาย ศาล เค้าไม่มีความรู้ทางการแพทย์ครับ เค้าไม่เข้าใจว่าบางเรื่องมันไม่มีความตรงไปตรงมา มันไม่เหมือนกับคดีฆ่าคนตายที่คุณจับคนร้าย คุณมีหลักฐาน ขาวดำมันบอกได้ค่อนข้างชัด มันจะไม่ชัดถ้าไม่มีหลักฐาน

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมรับไม่ได้คือการที่จะมีคนที่ไม่ใช่แพทย์มาตัดสินการจ่ายเงินทดแทนผู้เสียหาย ขนาดผมเป็นแพทย์ถ้าให้ผมไปตัดสินแพทย์ที่ไม่ใช่สาขาเดียวกับผม ผมยังไม่กล้าเลย เพราะผมไม่ได้รู้จริงด้านนั้น แต่คนเหล่านี้คือใครครับ สุดท้ายก็ไม่พ้นตัดสินให้ได้คะแนนจากคนในสังคม เมื่อตัดสินถูกใจ คนก็อยากให้อยู่ในตำแหน่ง สุดท้ายก็มีเรื่องของผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องนั่นเอง

"Become a risk taker, not a risk maker"

leky
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1803
Joined: Sun Aug 08, 2010 12:01 am

Re: ชมรมหมอ VI

Posts by leky » Fri Feb 10, 2012 9:26 pm

ผมคิดเล่น ๆ ดูนะครับ ระหว่างมีอาชีพแพทย์กับเล่นหุ้นปั่นไร้ปัจจัยพื้นฐาน อันไหนเสี่ยงกว่ากัน ????

ถ้าเล่นหุ้นปั่น หุ้นตกลงมาต่อให้ 3 ฟลอร์ ถึงผมขายผมยังได้เงินคืนมาบ้าง ยังไม่นับว่าผมคงไม่บ้าเอาเงินทั้งหมดที่มีไปเล่น

แต่ถ้าผมเป็นแพทย์วันหนึ่งผมซวยโดนฟ้องร้อง ศาลอาจจะบ้าจี้ให้ผมจ่ายเงินเป็นหลักหลายสิบหรือร้อยล้าน เงินที่ผมเก็บสะสมมากลายเป็นติดลบ :'O :'O :'O

"Become a risk taker, not a risk maker"

Post Reply