แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Oct 27, 2021 6:19 pm

คปภ กับการเปิดเผยข้อมูล ของบริษัทประกันภัย
เมื่อครั้นที่ บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีปัญหาและโดนปิดบริษัทไป นั้น
ในเวลานั้น คปภ ได้ มีคำสั่งให้บริษัทประกันภัย เปิดเผยข้อมูลตัวเลขทางการเงิน(รายปี) และ Car Ratioของบริษัทที่ web site ของบริษัท เพื่อให้ประชาชนมาสามารถดูข้อมูลความแข็งแกร่งของบริษัทได้ ซึ่งหลังจากล้มไปก็สามารถหาข้อมูลได้
แต่ในเคสของ บริษัท เอเชีย ประกันภัย (1950) จำกัด (มหาชน) ที่โดนเพิกถอนใบอนุญาตไปนั้น ณ เวลาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและ ข้อมูล Car Ratio ของบริษัทแห่งนี้ได้ ซึ่ง หากค้นหาข้อมูลดีๆ มันจะมีในระบบinternet อยู่แต่อ่านค่อนข้างยากหน่อย
ซึ่งประเด็นคือ บริษัทแห่งนี้ มี Car ระดับ 140-160 ซึ่งมากกว่าบริษัทอีกแห่งหนึ่งที่เป็นข่าวแถวรัชดา ที่มีระดับปริ่ม 100
แต่สิ่งที่เห็นในงบที่หามาได้คือ ปี 2564 นี้มีการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยเงินจำนวนมาก หลัก ร้อยล้านบาท และ มีการโอนจากรายการระหว่างทำ (ระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างทำ) เป็นทรัพย์สิน รวมกับรายการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ร่วมๆ ครึ่งพันล้านบาทในปี 2564 นี้ ก่อนการสั่งปิด
แล้ว Port การลงทุนนั้น มีมูลค่าวันปิดงบที่เปิดเผยอยู่ระดับพันล้านบาท
ซึ่งตามข่าวนั้น ไม่ได้ลงไปดูไส้ในของกิจการเป็นเช่นไร แต่ สิ่งที่นี้น่าสงสัยมากๆ เพราะว่า คปภ ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรเลย
มีแต่บริษัทส่งสัญญาณว่าไม่ไหว เริ่มจาก เลิกจ้างพนักงาน แล้วก็โดนเครมจากประกันภัยโควิค 19 มากๆ
เมื่อย้อนไปดูสิ่งหามาได้ ตัวตารางแยกประเภทยังแสดงเป็นกำไรขั้นต้นในการรับประกันประเภทเบ็ดเตร็ดอยู่เลย
แสดงว่า เคสนี้รับประกันจำนวนมาก แล้วแปลงสินทรัพย์ไม่ทัน หรือ ผู้ถือหุ้นไม่ใส่เงิน ขนาดบริษัทก็เป็นขนาดกลางๆ ของกลุ่มบริษัทประกันภัย คือ ระดับ 4-5 พันบาท
น่าแปลกใจอย่างมากๆ แถมบริษัทแห่งนี้ปล่อยกู้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย น่าสงสัยในบางประเด็น แต่ในเมื่อหาได้จากระบบอินเตอร์ที่ค้างๆกันอยู่ ก็น่าเป็นข้อมูล ว่ามีเงื่อนงำ เหมือนในอดีตที่บอกว่า บริษัทประกันส่วนใหญ่ที่ล้มมักบริหารงานผิดพลาด ปล่อยกู้ให้ผู้มีความสัมพันธ์กับตัวบริษัท อันนี้ต้องรอพิสูจน์กันต่อไป
ซึ่งที่น่าแปลกใจคือ ปี 2563-2564 กรมธรรม์ประเภทเจอจ่ายจบนั้นมีจำนวนเท่าไรในระบบ แล้วบริษัที่ล้มไปนั้น รับมาจำนวนเท่าไรหนอ ถึงได้ damage แบบนี้ได้หนอน่าคิด เพราะ หน้าตักก็มีอยู่ ระดับ Car ก่อนเกิดเหตุการณ์เครมหนักก่อนประมาณ 1 ไตรมาส ก็แสดงตัวเลขที่ค่อนข้างที่ไม่น่าจะมีปัญหาได้
น่าคิดในเคสนี้

ปล อีกเคสหนึ่ง ผู้ถือหุ้นใส่เงินเข้าไป เรียกว่าสู้ตาย ซึ่งระดับ Car ใกล้ 100 มากๆที่ประกาศออกมา แถม คปภ ให้ประกาศทุกเดือนจนกว่าพ้นระดับที่คปภ กำหนดไว้ อันนี้ ข่าวจากด้านคปภ เงียบมากกว่า แต่ข่าวในแวดดวงสื่อสารไม่เงียบ แต่ซ่าลงไป
ดังนั้นต้องจำตาว่า คปภ เอาไงในเคสของบริษัทแห่งนี้ (บริษัทนี้มีให้ดูข้อมูลบน Website อยู่)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Nov 08, 2021 9:52 pm

มาตราการช่วยเหลือของ คปภ กับ 3 บริษัทประกันภัย
อันนี้ต้องบอกว่า ไปอ่านรายละเอียดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ มาตรการที่คปภ ช่วยเหลือ บริษัทประกันภัย ทั้ง3 แห่งแล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ดี แต่ก็ต้องมาบอกเล่าเก้าสิบกันต่อไป เพราะอะไรหรือ
1. บริษัททั้ง 3 แห่งที่เข้าโครงการนี้ มีมูลค่าการเครมประกันภัย โควิค มากกว่า 500 ล้านบาท ซิ อันนี้น่าเป็นห่วงเป็นใย
แต่ทว่า
2. บริษัทยังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ที่เครมประกันโควิค อยู่ แต่ทว่า มันแค่เคลื่อนไหวช้า เล่นแร่แปรธาตุได้ช้าเลยต้องช่วงระงับเรื่อง CAR ratio ไว้ก่อน
แต่ ต้องแลกกับ
3. ต้องส่งรายละเอียดงบการเงิน หรือ CAR ration ให้กับ คปภ ทุกเดือน เพื่อเข้ามาตรการนี้
ไม่เพียงแค่นี้
4. แก้ไขให้แล้วเสร็จภายในกลางปี 2565 ยืนไป ประมาณ 8-9 เดือนเท่านั้น ไม่ต้อง เกิดการเล่นแร่แปรธาตุให้เหนื่อยอะไร

สิ่งที่น่ากังวัล คือ
1. ชื่อเสียงของบริษัท บางแห่ง ที่หลังจบโควิค 19 อาจจะเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเพื่อเป็นการเกิดใหม่
2. สภาพซอมปี้ของบริษัทประกันภัย ในประเทศไทยคือ ไปด้านบนก็ไม่ได้ ลงด้านล่างไม่ได้ ยืนต้นตาย
3. การระดมทุนครั้งใหม่ แต่ไม่เห็นว่า กำไรอยู่แห่งหนตำบลใด สุดท้ายก็ต้องควบรวมกิจการหรือไม่ หรือ เพิ่มทุนให้ต่างชาติ
ทุกอย่างคือ สิ่งที่คาดการณ์ในความกังวลใจ แต่ทว่าตอนนี้ ถือว่า ความรุนแรงจากประกันโควิค 19 นั้นลดระดับลง และลดความตื่นตนกในภาคประชาชนไปแล้ว และกำลังนับถอยหลัง 3-4 เดือน ของกรมธรรม์ที่ได้ต่ออายุปีที่ 2 หมดลงแล้วด้วย
ดังนั้น ได้แต่ไหว้พระสวดมนต์กันต่อไป (บทธรรมจักร) ว่า ขอให้ไม่มีโรคภัยมาอีกคราวละกันในช่วงเพลานี้

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Nov 20, 2021 10:58 am

ปลายทางของบริษัทประกันภัย ที่รับโควิค เจอจ่ายจบ
เกณฑ์ของบริษัทประกันภัยที่จะใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19
แบบเจอจ่ายจบ ตามที่ได้มีการหารือร่วมกันกับสำนักงาน คปภ. มีดังต่อไปนี้
1) มีอัตราความเสียหายจากการรับประกันภัยโควิด-19 ตั้งแต่ 400% ขึ้นไป หรือ
2) มีค่าสินไหมทดแทนจากการรับประกันภัยโควิด-19 ตั้งแต่ 4,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือ
3) มีค่าสินไหมทดแทนจากการรับประกันภัยโควิด-19 เกินกว่าร้อยละ 10 ของเงินกองทุน

มาตรการในการเยียวยาผู้เอาประกันภัยโควิด-19 แบบเจอจ่ายจบ ที่ถูกบอกเลิก
ตามที่ได้มีการหารือร่วมกันกับสำนักงาน คปภ. มีดังนี้
1) ได้รับเบี้ยประกันภัยคืน 100% จากบริษัทที่ใช้สิทธิบอกเลิก แทนที่จะได้รับเบี้ยคืนตามส่วน
ระยะเวลาความคุ้มครองที่เหลืออยู่ หรือ
2) เปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ฉบับใหม่ ซึ่งจะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณี
เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (ภาวะโคม่า) ด้วยทุนประกันภัย 5 เท่าของวงเงินความคุ้มครอง
แบบเจอจ่ายจบในกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ที่ถูกบอกเลิก หรือ
3) เปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลฉบับใหม่ ซึ่งจะให้ความคุ้มครอง
ด้วยทุนประกันภัย 10 เท่าของวงเงินความคุ้มครองแบบเจอจ่ายจบในกรมธรรม์ประกันภัย
โควิด-19 ที่ถูกบอกเลิก หรือ
4) นำเบี้ยประกันภัยที่ได้รับคืนตามข้อ 1) มาซื้อกรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่นๆ ของบริษัทที่
ใช้สิทธิบอกเลิก โดยจะได้รับส่วนลดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2 เท่าของเบี้ยประกันภัยที่ได้รับคืน
ขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขข
ตามนี้ละครับ
บริษัทประกันภัย มี จำนวน 16 บริษัทที่รับเจอจ่ายจบ
ถ้าหากบริษัทเล็กคือ เข้าข้อ 3 กับ 1 ก่อน
ถ้าบริษัทขนาดกลางค่อนใหญ่ก็ข้อ 1 หรือข้อ 3
ส่วนบริษัทใหญ่มาก คือเข้าข้อ 2 หรือข้อ 1

ดังนั้นตอนนี้แรงกดดันเรื่อง ประกันภัยโควิค 19 ก็หมดลงแล้ว
แต่ทว่ามีแรงกดดันเรื่องของ CAR และ การแก้ไขตามมาตรการของ คปภ สำหรับ 3 บริษัทที่เข้าไว้ จบเดือน มิถุนายน 2565 นั้นเอง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Nov 21, 2021 8:41 pm

ท่าทางจบจากโควิค 19แล้ว
ประกันสุขภาพน่าจะพูดถึงอีกมาก ทั้งในแง่ของ สุขภาพประชาชนทั่วประเทศ
model เหมือน โอบาม่า แคร์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Nov 27, 2021 12:54 pm

1+1 = 3 ภาค Ture กับ DTAC
ย้อนความเดิมก่อน ว่าสงครามเรื่องของมือถือ นั้น แรกเริ่มมีหลายค่าย ที่ลงมาชิงชัยนั้น
มีหลายค่ายในสมัยก่อน แต่ทว่า ล้มหายตายจากหรือ ถดถอย ตอนประมาณช่วง 2540-2550 ลดลงมาเหลือการชิงชัยกัน 3 ค่ายใหญ่ แต่ทว่า ในมือของรัฐ มี อยู่ 2 ค่ายคือ TOT กับ CAT ที่เป็นเสือนอนกิน ตั้งแต่ยุคสัมปทานจนถึงยุค กสทช จนถึงประมาณปี 2563-2564 นี้ CAT+TOT เป็น บริษัทใหม่ ซึ่งก็หมดยุคการให้สัมปทานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ยังเหลือคลื่นในมือคือ 2300 ที่ให้ DTAC เท่านั้น เป็นคลื่นสุดท้ายในมือ ในยุคสัมปทาน

จากจุดนี้ จากตลาดคู่แข่งหลากหลายราย นั้น จริงๆ ก็ยังเป็นอยู่ เพราะว่า บรรดา AIS/TRUE/DTAC และ CAT+TOT นั้น ยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สามารถขายต่อช่องสัญญาณให้แก่ พวก Line Mobile หรืออื่นๆ ที่ทำตลาดซิมหลากหลายความต้องการอยู่

ดังนั้นขอกังวลเรื่องการผูกขาด ในด้านผู้บริโภคไม่มี
และยุค กสทช ประมาณ 3G หรือ 4G ทั้งคลื่น 900 /1800/2100/2600/700 นั้น
กำหนดอัตราเพดานราคาสูงสุดไว้ นั้นคือ แต่ละค่าย ตั้งราคาได้มากสุด นาทีละเท่าไร
ไม่พอ ยังกำหนดการใช้งานปริมาณอินเตอร์เน็ตไว้ด้วย ว่าสูงสุดไม่เกินเท่าไร
และที่สำคัญคือ เครือข่ายการให้บริการ ในแต่ละปีที่ได้สัมปทานไปนั้น ต้องครอบคลุมพื้นที่เท่าไรของประเทศไทย
จุดนี้แหละ เป็นจุดที่เกิดขอจำกัดในการแข่งขัน ทำให้ตลาดเหมือนเต็มอิ่ม ไม่เพียงแค่การวัดปริมาณจำนวนซิม ที่มากกว่าจำนวนประชากรแล้ว ซึ่งยุคต่อมาเป็นยุค IoT ที่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร ที่เห็นเด่นชัดคือ การติดตามรถยนต์ ที่ใช้ซิมเป็นตัวรับส่ง นั้นเอง

ถ้าเห็นภาพแบบนี้คือ การแข่งขัน ไม่ใช่แค่ 2-3 รายแต่ยังมีรายเล็กๆ มากกว่านั้น
มาดูเรื่องของเพดานราคาก็โดน กสทช กำหนดไว้ ว่าไม่เป็นภาระของประชาชนแล้วตั้งแต่ตอนที่ประมูลคลื่นความถี่
ดังนั้น True + Dtac ไม่น่าจะมีความเสี่ยงเรื่องของ ผู้ควบคุมกฏ ในประเด็นที่กล่าวอ้างกัน
แต่ทว่าประเด็นที่ซ่อนอยู่เป็นประเด็นเรื่อง การตรวจสอบก่อนทำ ดิว ต่างหาก
ประเด็นนี้ รอเวลาว่า ราคาที่พอใจ หรือเงื่อนไข การทำสัญญาเป็นเช่นไร ต่างหาก
ถึงแม้นว่า มีการทำ MOU แล้วก็ตาม มีหลายต่อหลายครั้งที่ล้มเพราะ ตรวจสอบแล้วกังขากัน หรือ เจรจาแล้ว ไม่ได้ตามที่ต้องการ นั้นเอง

ส่วนเรื่องที่ จากโทรคมนาคม เป็น บริษัท IT นั้น ต้องฉายภาพว่า
หากเป็นโทรคมนาคม คือ สื่อสารอย่างเดียว Value Added ที่ส่งให้ ผู้ใช้งานคืออะไร
ก็แค่ สื่อสารไม่ติดขัด ไม่สะดุ้ง ไม่กระตุก เข้าถึงได้ทุกคน แค่นี้ ก็โดนจำกัดโดย กสทช นั้นเอง
แต่ถ้าหาก Value Added ได้ ก็สามารถเอาไปต่อยอดการเติบโตได้ นั้นเอง
ยิ่งสามารถหาสิ่งที่ตอบโจทย์ประชาชนเรื่องทำมาหารับประทาน ก็ยิ่งทำให้คนใช้มากขึ้น เมื่อคนใช้มากขึ้นก็เกิด Network Effect ไปขยายต่อยอดต่อไปได้อีก ดึงคนเข้ามาใช้งานก่อนแล้วค่อยคิดว่าหาเงินจากคนที่ใช้อย่างไรต่อไป มันคือ model สมัยใหม่
ดังนั้น ถ้าหากมองแล้ว ที่บอกว่าไงจากโทรคมนาคมเป็น IT มันมีมานานแล้ว แต่ปัจจุบันภาพมันเด่นมากขึ้น ยิ่งเป็นวงการธนาคารด้วยแล้ว mega Appplication ของประเทศไทย คือ ธนาคาร นั้นเอง ที่รวมมันทุกอย่างเข้าหาตัวเอง ทั้งหมด ไม่ให้ใครมาทำแข่งด้วย
ดังนั้น เรื่องนี้ จบที่อาการรอ ว่า บทสรุปคืออะไร แค่รอเวลาเท่านั้น ดิวนี้มีความเสี่ยงไม่ แทบไม่มี เพราะ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตายแน่นอน
แถมคนที่เป็นตาอยู่คือ AIS ไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ สามารถเอาคนเก่งที่กระเด็นกระดอน จากDeal นี้มาอยู่กับตัวอีกต่างหาก แถมได้เรื่องคู่แข่งขนาดใหญ่ก็เหลือน้อยลงไป 1
แต่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวขึ้นเพราะชนกันแทบทุกผลิตภัณฑ์เลยก็ว่าได้
ทั้ง Data Center /Streamming /Start up fund และอื่นๆ อีก แต่ทว่า เมื่อคู่แข่งลดลงความร้อนแรงการแข่งขัน ก็ลดลงไปด้วย เพราะ 1และ 2 ไม่มีเบอร์สาม ก็ไม่มีใครคอยหาอะไรใหม่ออกมา เพื่อเปิดช่องว่างนั้นเอง
สุดท้ายนี้ ตามที่ทุกคนกังวลนั้น ในเรื่องผู้ควบคุมกฏ ก็กลับไปอ่านตอนประมูล คลื่นละกัน มันคือคำตอบแล้วว่า คืออะไร
ส่วนกขค ให้ไปอ่าน Deal ของ Lotus ปี 2563 (ไม่ใช่รอบ Makro ปี 2564 นี้แหละ) ว่าทำไมถึงพิจารณาไม่ผูกขาด ก็คือทางออกในเรื่องนี้

ปล. เมื่อเกิด Deal ขนาดใหญ่ก็ต้องระวังเรื่องความร้อนแรง ในการลงทุน
เหมือนตัวเร่งขึ้นกว่าปกติ นั้นคือ อาจจะเป็นจุดสูงสุดของตลาดก็ได้น่า
อีกเรื่องการทำ Deal ที่มองว่าใช้เงินมาก แต่ ต้นทุนทางการเงินนั้นต่ำมาก ในเรื่องของดอกเบี้ย นั้นเอง เกิดขึ้นตอนดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาขึ้น นั้นเอง
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Dec 06, 2021 10:49 pm

มันจะเหมือนปี 2563ไหม ในช่วงเวลานี้
ตอนนี้เป็นช่วงปลายปี 2564 เดือนสุดท้ายแล้ว ถ้าหากย้อนเวลาไป 1 ปีก่อนหน้านี้คือปลายปี 2563 นั้น
สถานการณ์ Covic 19 ของแต่ละประเทศ เป็นเช่นไร
ช่วงเวลานั้น ยังหนักหนาสาหัสกัน แต่ทว่า มีแสงสว่างออกมาแล้ว คือ วัคซีนมาแล้ว
โดยที่ COVIC 19 สายพันธ์ที่แพร่กระจาย ณ เวลานั้น คือ BETA ที่มีแหล่งกำเนิดที่ อังกฤษ เป็นหลักเลย
แต่ละประเทศประกาศ lock down กันเป็นว่าเล่น มีข่าวเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนกันรายวัน
และมีวัคซีนไหนที่ได้รับรองแล้วด้วย
มาดูที่เมืองไทย เวลานั้น คือเรากำลังรับมือ สมุทรสาคร ที่เห็นแหล่งระบาดในรอบที่ 2 และ กำลังรองรับการแพร่กระจายจาก สถานบันเทิง ทองหล่อ ในระลอกนี้อยู่

ในเวลาเดียวกัน US ก็เลือกตั้งประธานาธิปดี แล้วได้ คนใหม่แทนนายหัวมือ
ซึ่งกว่าจะยอมแพ้กันได้ ก็ใช้เวลานานมากๆ ที่ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ แถมมีความวุ่นวายส่งท้ายอีกต่างหาก
แต่สุดท้ายคือ ส่งมอบตำแหน่งเป็นไปด้วยดี โดยที่ นายหัวนิ้วมือก็ ไม่อยู่รอคนใหม่ เหมือนธรรมเนี่ยมด้วย

ในปี 2564 ณ เวลานี้ความไม่แน่นอน มากกว่าปี 2563 คือ สายพันธ์ที่เรียกว่า Omicorn กำลังเริ่มระบาด ข้อมูลมีน้อยมาก แต่แพร่ได้เร็วกว่า BETA และ DELTA เสียด้วย ณ ข้อมูลเวลานี้
แถมมีเรื่องความไม่แน่นอนเรื่องการเงินเข้าไปอีก ในเรื่องของ EVERGRAND ที่โพล่ออกมาคือ Default ไม่สามารถหาเงินมาคืนเงินกู้ได้ หลังจาก ครบกำหนด 30 วันแล้วก็ตาม ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้กลายเป็นแพะและแกะ รับผิดไปแทน
โดยสิ่งที่ซ่อนอยู่คือ เรื่องของผลประโยชน์ของ US ที่มีระเบิดเวลาในเรื่อง US Goverment Shutdown ที่ผ่าน Deadline ไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เลื่อนออกไปเป็น 18 กุมภาพันธ์ 2565 แทน และ มีอีกเรื่องคือ Debt Limit ที่กำลังตามมาจากการขยายขอบบนไปเมื่อเดือน ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ทั้งสองเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดความผันผวน แต่ทว่ามีเรื่องของ Omicorn และ EVERGRAND เกิด Defualt มากลบแทน ทำให้แสงไฟ ไปส่องแทน
โดยที่มีข้อสังเกตว่าปี 2565 เป็นการเลือกตั้งกลางปีของ ปธน ไบเดน เสียด้วย แล้วคำถามว่า การขยายเวลาในการ US shutdown และ Debt limit มันควรขยายเวลาไปแค่ 2-3 เดือนต่อครั้งหรือไม่ น่าเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าทำไมเป็นแบบนี้ เพราะ สภาล่างเสียงเป็นของเดโมเครต แต่สภาบนนั้น ริพับรีกัน ครอบครองเสียง 50% และ อีก 48% เป็นของเดโมเครต ที่เหลือ 2% เป็นเสียงอิสระ ดังนั้น ทำให้การผ่านร่างแต่ละครั้งมีการออกแรงในสภาสูงทุกรอบเลย แต่ชี้ขาดคือเลือกตั้งกลางเทอมว่าเป็นเช่นไร นั้นเอง

ส่วนประเทศไทย ปี 2565 คือปีที่ครบเวลาของสภา 4ปีแต่ทว่า จะเลือกก่อนเวลาหรือไม่ อันนี้ตอบไม่ได้ แต่ทว่าต้องเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพก่อน ตอนนี้เริ่มมีการเปิดตัวผู้ที่คาดว่าเป็นผู้อาสามาเป็นผู้ว่ากรุงเทพฯ ออกมาแล้ว แสดงว่า สัญญาณออกมาแล้วว่า ใกล้เลือกตั้งแล้ว และ เป็นสนามที่สำคัญของประเทศ เพราะเสียงของประชาชนเมืองหลวงนั้นเป็นเสียงที่ดังมาก ดังนั้นน่าจับตาอย่างยิ่ง ว่าเป็นเช่นไร (คงไม่ผิดกฏเพราะว่า ไม่ได้เชียร์พรรคแต่ทว่าบอกเรื่องของเวลาเท่านั้น)
ในปี 2565 นั้นจับตามเรื่อง เอกสารที่เป็นเรื่อง M&A ในเคสของ SCB เป็น SCBx (ยานแม่) , เคสของ TURE + DTAC ว่าจบไหม
,SCBS ซื้อ BitKub ที่ประกาศแล้ว รอเวลาที่บอกไว้ในประกาศ ว่าเป็นเช่นไร
การเลิกบริษัทของไทยประกันภัย (เป็นบริษัทหนึ่งในสามที่เข้ามาตรการของคปภ ที่ออกมาช่วยเหลือบริษัทที่โดนหนักกับกรมธรรม์ประเภทเจอจ่ายจบนั้นเอง ส่วนอีก 1 คือ เดอะวันประกันภัย นั้น คปภ สั่งไม่ให้รับประกันภัยใหม่แล้ว ส่วนอีก 1 คือ สินมั่นคง ณ เวลานี้ ที่ประกาศ CAR ออกมาจากสิ้นเดือน กันยายน 2564 นั้น CAT อยู่ที่ 16x-17x ตอนนี้ลอยมาอยู่ที่ระดับ 18x จากเดิมที่รายงานอยู่ในระดับ 4xx ซึ่งตามประกาศของ คปภ ว่า CARเกิน 300 ได้ เครดิตเรตติ้งคือ AAA เรียกได้ว่า ตกสวรรค์ละรอบนี้ แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ถ้าหากบริษัทใดที่ส่งประกันภัยต่อมายัง สินมั่นคง ประกันภัย อยู่ดีๆ ก็มี Risk Charge ในเรื่องเบี้ยประกันภัยส่งเพิ่มขึ้นมาทันทีเลย เพราะ CAR ที่ลดลงนั้นเอง เรียกได้ว่า ลงมามากเลย ดังนั้นประเด็นเรื่องการเพิ่มทุนของ สินมั่นคง คงจะมีทางชัดเจนมากขึ้นในระยะเวลานั้น เพราะ เดือน มิถุนายน 2565 คือ dead line ที่คปภ ให้ไว้สำหรับบริษัทประกันภัย ที่มีผลกระทบจาก กรมธรรม์ เจอจ่ายจบของโควิค 19 นั้นเอง

สุดท้าย คือ ตลาดใดที่ผลตอบแทนสูง ในปีถัดไป มันย่อตัวลง เพื่อให้สินทรัพย์ประเภทอื่นได้เป็นพระเอกบาง
ดังนั้น ปีหน้าจับตา ตลาด Coin ว่าเละเทะหรือไม่ เพราะปีนี้ เป็นตลาดที่ผลตอบแทนดีมากๆ เป็นปีทองของ Coin เลยทีเดียว
ยุคของ Coin ยังไม่จบสิ้นเพราะ มาทุก halfing เสมอ ดังนั้น ประมาณปี 2568 หรือเร็วกว่านั้น มันกลับมาอีกรอบ
ถึงเวลานั้น สินทรัพย์ประเภท Coin นั้น อาจจะยอมรับมากขึ้น
ปล ให้อ่าน พรบ เงินตรา ประกอบด้วย มันมีประเด็นที่น่าสนใจ อยู่ ซึ่งเป็นประเด็น CBDC ว่า ธปท สามารถทำได้หรือไม่
เพราะ พรบ เงินตรา มันเขียนไว้ชัดเจน ว่า เงินตราของประเทศไทย คือ บาท เท่านั้น ถ้าหาก CBDC สามารถ ชำระสินค้าได้ ระหว่างกัน มันจะมีปัญหาหรือไม่ น่าสนใจในประเด็นนี้น่า
ดังนั้น หากทำอะไร กลับไปดูว่า วิธีการทำ อาจจะป็น CBCD ต้อง เปลี่ยนเป็นบาท โดยหาตัวกลางมาเป็นตัวแปลง (exchangeแห่งใดแห่งหนึ่งหรือไม่) แล้ว เอาบาทเป็นตัว Net settment หรือเปล่า เรียกได้ว่ารอดช่อง หรือไม่วิธีการนี้
ซึ่งไม่ผิด พรบ เงินตรา นั้นเอง
ดังนั้น คนคุมกฏอย่างผิดกฏซักเอง เพราะว่าผิดกฏแล้ว มันจะมีความผิด 2 เท่าของปกติ (อันนี้ยิ่งเปาวุ้นจิ้น แล้วด้วย ยิ่งคูณมากกว่า 2 เท่า)
ไปแหละ
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Dec 25, 2021 11:53 pm

หลังจากฟัง คุณกอบศักดิ์ จบ ที่ออกมาพูดเรื่องระเบิดสี่ลูก นั้น มีลูกสุดท้าย ที่กล่าวไว้คือ ระเบิกลูดของจีนนั้นเอง และได้อ่านหนังสือของ ดร อาร์ม ต่อเนื่องในเล่ม จีน-อเมริกา 3D
(ยังอ่านไม่จบ แต่ทว่าเริ่มเห็นภาพประติดประต่อได้)

อเมริกา เป็นมหาอำนาจเมื่อไร เมื่อสงครมโลกครั้ง1 จบลง
ตอนนั้น อังกฤษ ที่เป็นมหาอำนาจเดิม การเงินออกจาก gold standard ในปี 1914 ที่ผูกเงินไว้กับทองคำ เพราะสงครมต้องใข้เงินมากนั้นเอง ทำให้ไม่สามารถผูกเงินทองคำได้ อีกต่อไป

ในสงครามโลกครั้งที่2 US นั้นทั้งรบเอง ทั้งให้การสนับสนุนทางการเงิน ทั้งฝ่ายอักษะและ พันธมิตร ไม่เพียงแค่เงินยังให้ความข่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์ และ อื่นๆ โดยไม่ส่งคืนแต่สามารถแลกได้เป็นสิทธิ์ต่างๆได้

ตอนสงครามโลกครั้ง 2 ก็มีการยึดเงินจากประชาชนด้วนการให้ประชาขนขายทองคำให้แก่รัฐ เมื่อขายเสร็จก็ขึ้นลดค่าเงิน ไปที่ $33 ต่อออนซ์ ทองคำ ทันที งานนี้ ก็เมื่อค่าเงินก่อน ดำเนินการมัน ระดับไม่ถึง $20 ต่ออนซ์ แต่กลายเป็น $33 งานนี้คืออะไรหนอ

เมื่อจบสงครามโลกครั้งที่ 2 US เป็นมหาอำนาจ ขั้วประชาธิปไตยและ โซเวียต้ป็นมหาอำนาจขั้วคอมมิวนิสต์ แข่งขันทางการสะสมอาวุธ ทางอวกาศใคร ส่งดาวเทียมก่อน ใครส่งมนุษย์ ไปอวกาศได้ก่อน ใครไปเหยียบดวงจันทร์ได้ก่อน
จากนั้น US ก็ฟื้นฟูญี่ปุ่น และ ยุโรปจากสงครามโลกครั้ง2 ต่อมาฟื้นฟูเกาหลีใต้จากสงครามเกาหลี โดยเป็นฐานการผลิตสินค้าให้กับ US(เหมือนสมัยล่าอาณานิคม ให้ทำงานและส่งสินค้าไปขาย โดยระบายสินค้าไปในตัว)
ต่อมาก็คือภัยทางด้านเศรษฐกิจจากญี่ปุ่น แต่ทว่า ภัยนี้หายไปหลังปี 1980s ที่เกิดฟองสบู่ในญี่ปุ่น ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เรื่องของเรื่องเกิดการการบีบบังคับให้ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น สูญเสียอำนาจการแข่งขันทางการค้าในขาเวลาก่อนหน้า

มายุคนี้ คือ จีน กับ US ที่แข่งกัน ในด้านการค้า จีนเป็นโรงงานของโลก แต่ทว่าต้องพึ่งพา US เมื่อ US ต้องการโดดเดี่ยวจีน ก็ต้องจัดการเรื่องการผลิต ที่แยกจีนออกจากการผลิตของโลก
ตอนนี้ การผลิต เริ่มมีอาการบิดเบี้ยวมากขึ้น มีสองสายคือ สายจีน และ สาย US
โดย US นั้นฐานออกจากจีนไปยัง อินเดียและเวียดนามเป็นหลัก
ส่งจีน ฐานออกไป กาฬทวีป
แต่สิ่งที่ US ถือไพ่เหนือกว่า คือเรื่อง อายุของประชากร ที่เข้า aging social ช้ากว่าจีน อันนี้คือกุญแจสำคัญมาก ในการแข่งขัน

จีนไม่ส่วประชาชนออกมาภายนอก เก็บ เรื่อง การบริโภคภายในประเทศ อย่างเดียว เหมือนทำการทดลองว่า หากตัวเองไม่ยุ่งกับต่างประเทศ แล้วเป็นเช่นไร สินค้ายังผลิตป้อนตลาดได้ไหม

แถมเรื่องจีนน่าคิดว่า ระเบิดที่ทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหา คืออสังหา เหมือนที่ไทยเกิดในปี 2540 และที่ US เกิดตอน แฮมเบอร์เกอร์ น่าคิดละ แถมตอนนี้ราคาบ้านใน US แพงกว่าข่วงที่เกิดแฮมเบอร์เกอร์ เสียด้วย งานนี้ก็ยิ่วน่าคิดว่า อะไรเนี่ย มันฟื้นตัวเร็วอะไรขนาดนั้นหนอ

ในเรื่องนี้ มีซ่อนเรื่อง gdp ไว้ด้วย ลองไปคิดเล่นๆ ปีที่แล้ว จีน +2% ปีนี้ +4ถึง 6% มันคือ ยังโต แต่โตด้วยฐานที่ต่ำลงหรือเปล่า ส่วน US ไม่ต้องพูดถึงเพราะติดลบ และ บวกกลับยังเท่าของก่อนหน้า โควิค19 ดังนั้นดู gdp ต้องมองย้อนไปก่อนโควิค 19 ด้วย

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Jan 02, 2022 11:23 pm

2022
ปฏิทิน ปี 2022 ในด้าน US คือเลือกตั้งกลางเทอมของ ปธน โจ ไบเดน คราวนี้ คือ สิ่งที่น่าจับตาดูว่า สภาล่างเป็นของเดโมแครต ส่ง สภาสูง รีพับรีกัน 50 ต่อ เดโมแครต 48 และ อิสระ อยู่2 เปลี่ยนแปลงอย่างไร
ผลงาน ของ ธปน โจ ไบเดนคืออะไร หนอ

ปฏิทินจีน 2022 มี เรื่องแรก จัดโอลิมปิกฤดูหนาว เป็นการแข่งขันกีฬาฤดูหนาว ในข่วงโควิค19 น่าสนใจว่า จีนเอาอะไรมาโชว์ ให้แก่ชรสโลกในรอบนี้
เรื่องที่สอง หยวนดิจิตอล ว่าอย่างไร หลังจากทดสอบในระดับหนึ่ง คราวนี้ขยายการใช้งานไปแค่ไหน
เรื่องที่สาม 7 อรหันต์ชุดเดิม หรือชุดใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงบางส่วน
เรื่องที่สี่ ต่อจากปี 2021 เรื่องตลาดอสังหาของจีน อันนี้มีผลจนทำให้ค่าเงินหยวนลดลงหรือไม่ น่าจับตาดู
เรื่องที่ห้า จะมีการจัดการบริษัทเทคโนโลยี่อื่นๆอีกไหม หรือพอแค่นี้
เรื่องที่ 6 จีนจะส่วนักท่องเที่ยวออกมาเที่ยวประเทศอื่นหรือยัง
และเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าไปยังจีนหรือไม่

ของไทย ในปี 2022
เรื่องแรก ปากท้องของประชาชน ราคาอาหารแพง แก้ไขเรื่องปากท้องอย่าบไร เดิมคือธงฟ้า แล้วอย่างไร ดี สุดท้ายอย่างไร
เรื่องที่สอง เลือกตั้ง สนาม กทม พัทยา และ … ไหม ตามที่รองนายกบอก
เรื่องที่สาม deal ในการซื้อกิจการ ยังมีต่อเนื่องไหม
เรื่องที่สี่ จำนวนนักท่องเที่ยวได้ตามแผนไหม เปิดประเทศไหม
เรื่องที่ห้า ปฏิรูปวงการประกันภัยไหม หลังจากโควิค19 ในด้าน ประกันสุขภาพ /ช่องทางจัดจำหน่าย ที่ขายจนไม่รู้ว่า หน้าตักหมด
เรื่องที่ หก สินทรัพย์ในตลท แบบใหม่
เรื่องที่เจ็ดคืนความสุข แต่ตอนนี้เรามีความสุขกันหรือยัง

ไปแหละสำหรับข้อ 7 คืนความสุข คือ สิ่งที่บอกว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าใจสุข มันก็สุข ใจทุกข์ มันก็ทุกข์
ใจเป็นของเรา แต่เราไม่มั่นรักษาใจ ไม่ให้ใจกลับบ้าน มีแต่ปล่อยให้ใจ วิ่งเล่นข้างนอกบ้าน

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Jan 03, 2022 3:26 pm

บริษัทประกัน กับ การฟื้นคืนขีวืต
วงการประกัน หาข้อมูลประวัติศาสตร์ของแต่ละบริษัทยากมากๆ
เพราะ
1 จำนวนบริษัทที่มา
2 เจ้าภาพในส่วนของรัฐนั้น หลักๆ เกิดมาไม่เกิน30 ปี ที่เป็นระดับกรมการประกันภัย จนมาเป็น คปภ ในยุค 255x
3 การเก็บบันทึกของบริษัท ที่เรียกได้ มีคั้งแต่ดีมาก จนถึงเป็นชิ้นๆ ต้องประกอบร่างเอาเอง หาข่าวเอาว่า มันคืออะไร
4 วงการนี้ เงียบมากๆ ต้องวงในเท่านั้น ถึงมีรายละเอียดแต่ค่อยเป็นเรื่อย

เอาละ เรื่องการคืนขีวิตของบริษัทประกันนั้น
ต้องเข้าก่อนว่า อุตสาหกรรมนี้ อยู่บนความเชื่อมั่น หรือพูดง่ายๆ คือธุรกิจปากต่อปาก หรือชักชวนกันซื้อประกัน
อาจจะมีคนแย้งว่า ไม่ใช่แล้วในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งเริ่มเปลี่ยนแปลง ที่อไปซื้อออนไลน์ หรือซื้อผ่านธนาคาร (ซื้อผ่านธนาคารก็ยังไม่ 20 ปี ล้มลุกคลุกคลาน มีเรื่องให้พนักงานธนาคารที่เคาน์เตอร์ ขายอยู่เนื่อย) ส่วน ออนไลน์ 2-4 ปี คือประมาณ 2560 เนี่ยเอง ที่เริ่มต้น ซึ่งข้อผิดลพาดใหญ่มาเกิดตอนโควิค19 ที่บริษัทขายมากจนไม่รู้ว่าเกิน ข้อจำกัดของตัวเองไปแล้ว ก็ล้มไป 2 แห่งแล้ว อันนี้ส่งถึงชื่อเสียงของคนขายหน้าย้านไปด้วย อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

การฟื้นนั้น คือหลักคือ
1 เงินทุน ต้องใส่เข้าไปเพื่อให้สามทรถรับประกันได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เงินกองทุนหด ก็รับงานได้ลดลง นั้นเอง
2 ชื่อที่เสียไปแล้ว อันนี้ต้องทำการเปลี่ยนขื่อ พร้อมทั้ง rebranding ตั้งแต่ รากเหง้า เลยทีเดียว คือ เรียกง่ายๆ ปลุกผีขึ้นมาก็ต้อง มีขั้นตอนหน่อย
เมื่อเปลี่ยนขื่อเสร็จ คนก็ลืมชื่อเดิมไป ก็ตั้งต้นกันใหม่
3 ระยะเวลา ในการสะสม พลังงาน หรือผลงาน อีกครั้งหนึ่ง
4 ทีมงาน อันนี้สำคัญว่า กลยุทธ์ เอาช่องทางไหน ในเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ เดินหรือวิ่งไปลงหลุม แล้วฟื้นขึ้นมา จะชงหลุมเหมือนเดิมไม่ได้ มีบทเรียนแล้ว เจ็บต้องจำน่า

ตามนี้น่า ไม่ต้องถามเพิ่มเติมอะไรอีกแล้วน่า ในเรื่องนี้
แค่รอดก็ถือว่า ปาฏิหาริย์แล้ว
เพราะ ตอนนี้ประกันรถยนต์ก็เริ่มกลับมาเครม ถึงแม้นยอดการเกิดอุบัติเหตุ /เจ็บและเสียชีวิตน้อย แค่อย่างลืมว่า คนใช้รถกันเพิ่มขึ้น คนอดกับคนติดเชื้อเลือกอันไหน ก็ต้องออกไปทำมาหารับประทาน เสี่ยงเอาด้านหน้าเพื่อปากท้อง

ถ้าปิดแบบ lock down ลองไปดู ยุโรป ที่ประกาศ lock down ในเดือน ธันวาคม 2021 ละกัน ว่าเละเทะ กับแค่ไหนกว่าจะสงบ
เรียกได้ว่าเกือบ กลียุคเลยทีเดียว

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Jan 13, 2022 11:46 pm

เรื่องของบริษัทประกันวินาศภัย ของยกเลิกคำสั่ง คปภ สองฉบับนั้น
สุดท้าย คือ ศาลปกครองสูงสุด เป็นการตีความการใช้อำนาจตาม พรบ ประกันวินาศภัย 2535 ที่ปรับแก้ไขมาหลายครั้ง น่าเสียดายตอนยุค คสช ก่อนมาเป็นยุคเลือกตั้ง
ไม่ทำคลอดกฏหมายฉบับใหม่ที่ทดแทน กฏหมายในส่วนนี้
น่าเสียดายมามีแต่การออกปรับปรุงแก้ไข เท่านั้น

By the way
ช่วงเวลานี้เริ่มน่าสิ่งหน้าขวานอีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของ จำนวนผู้ป่วยภายในประเทศ
ตอนนี้ มาถึงจุดที่ใกล้เคียงกับ Best Case Senario ที่ได้ทำได้ว่า มีผู้ป่วยรายวันประมาณ 10,000 ราย แต่ทว่า ไปมองระบบสาธารณสุข ตอนนี้ยังรับมือได้เพราะช่วงที่ Peak ในปี 2564 เรียกได้ว่า ผู้ป่วยสะสมที่รักษาตัวทั้งหมด ประมาณ 250k เลยทีเดียว
รอบนี้ขออย่างเดียว คือ อย่าทำผิดซ้ำกับรอบก่อนหน้านี้ ทำผิดครั้งแรกยังให้อภัย แต่ครั้งที่สอง อันนี้เริ่มต้องคิดว่า เอ๋! ทำไมมันผิดที่เดิมหนอ อาจจะมีผลทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำอีกครั้งก็ได้
สิ่งสำคัญของรอบนี้คือ เด็ก ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจภายในบ้านเลยแหละ ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องรับมืออย่างไร และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์ และสามารถทำได้ตามที่บอกไว้หรือไหม

อีกเรื่อง คือ ยุคข้าวยากหมากแพงอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้เรื่องที่ซ่อนไว้ใต้พรมก็โพล่มาทีละเรื่องสองเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องของหมูที่มันไม่หมูอย่างที่คิด อันนี้ไม่ต้องเล่าเพราะว่า ถ้าใครติดตามข่าวลองไปเทียบกับรอบของ ไข้หวัดนก H5N1 ที่ระบาดราวปี 2554 แถวนั้นว่า เรารับมืออย่างไร แล้วเรื่องของหมูเรารับมืออย่างไร ทำไมเกษตรกรกลัวว่าแจ้งแล้วมีผลอย่างไร
สุดท้ายเรื่องนี้คือ อะไร คือ ระบบปิด แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นตามมา และการผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่นั้นเอง อันนี้รอดูกันต่อไปละกัน ว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่
แต่ทว่าด้านนวัตกรรมก็มีเนื้อที่สังเคราะห์ออกมาสู่ท้องตลาดแล้ว ดังนั้น อาจจะเป็นช่องที่ให้เราพัฒนาอาหารจากการสังเคราะห์ภายในประเทศ เพื่อต่อยอดเรื่อง ไทยเป็นครัวของโลกนั้นเอง

ส่งท้ายด้วย
วัคซีนตอนนี้เต็มแขน เดินไปทุกที่มีให้ฉีด เรามองย้อนกลับไปดูว่า ปี 2564 ในช่วงนี้เรายังวิ่งหาวัคซีนอยู่เลย มีข่าวแต่วัคซีนของจีนที่ส่งมาก่อนเลย ต่อมาค่อยๆAZ มา บุคคลกรหน้าด่านได้ไป ลองมองย้อนกลับไปดูว่าเราเผชิญหน้ากับอะไรมาบางในปีที่ผ่านมา
แล้วเราปรับตัวหรือตอบโต้มันอย่างไร
สุดท้ายของท่านๆมีสุขภาพแข็งแรง ในช่วงเวลาน่าสิ่วหน้าขวานนี้

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Jan 16, 2022 1:16 pm

สถานการณ์ไม่ดี อารมณ์ของคนเริ่มไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย
เปิดปี 2565 มา เสียงของประชาชนเริ่มแซ่ซ้องสรรเสริญ ในเรื่อง ข้าวของในชีวิตประจำวันแพง อย่างมาก ไล่ตั้งแต่ ราคาเนื้อหมู,ไข่ไก่ ,น้ำมันพืช(น้ำมันปาล์ม) ,ราคาน้ำมัน(ทั้งราคาน้ำมันดีเซล และ ราคาน้ำมันเบนซิน) เป็นต้น ปรับตัวกันเพิ่มขึ้นมา
แต่ทว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานที่คำนวณเรื่องเงินเฟ้อนั้น คำนวณออกมาได้ขัดใจประชาชนอย่างมาก คือ เงินเฟ้อยังไม่สูงมาก เพราะ มันมาเป็นสัดส่วนต่างๆ
อันนี้ต้องถามหน่วยงานที่คำนวณเลยว่า ประเด็นนี้มันมีประเด็นมานานแล้ว ว่า วิธีการคำนวณ ไม่มีปัญหา แต่ทว่า สถานที่ลงสำรวจไม่ยอมเปิดเผย
แต่ทว่ามีการปรับปรุงในเรื่องดัชนีเงินเฟ้อในปี 2562 จากปี 2558 ตามตัวนี้
https://www.price.moc.go.th/price/fileu ... e_2562.pdf
สิ่งนี้ทำให้หลอกตาได้เลย เพราะเอาปี 2562 มาเป็นปีฐาน นั้นเอง พอปรับแล้ว ความรุนแรงมันลดลงทันที เลยนั้นเอง (เผยแพร่ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นครั้งแรกโดยใช้ปีฐาน 2562) อันนี้ลองไปอ่าน หนังสือเรื่อง How to Lie with Statistics By Darrell Huff (มีแปลไทย)

ดังนั้นประชาชนเถียงคอเป็นเอ็นว่า ของแพงแต่ มันโดนแบบนี้ประจำ

เรื่องต่อมาคือ ความเงียบของเมือง ในกรุงเทพ เริ่มเงียบลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ในช่วงเวลานี้ เหมือนประชาชน มีกำลังซื้อน้อยลง หลังหมดมาตรการคนละครึ่ง รอบที่ 3 ที่หมดไปเมื่อปลายเดือน ธันวาคม 2564 นั้เอง
ส่วนมาตรการ ช็อปดีมีคืน นั้น สำหรับซื้อของที่เป็นสินทรัพย์ถาวร ใช้ระยะยาว
ซึ่งในการนี้ น่าสนใจว่า ระยะสั้นๆมากเลยสำหรับโครงการนี้ ไม่ยาวนานเท่าไร
เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก สำหรับคนระดับกลางบน ที่ต้องการลดภาษีนั้นเอง อีกอย่างโครงการนี้ ไม่สามารถบอกยอดการใช้ของประชาชนได้ทันที ต้องรอปี 2566 นั้นถึงได้รู้ว่า มีการเข้าร่วมโครงการเท่าไร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมสรรพากรนั้นเอง
เงียบมากในช่วงระยะเวลานี้

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Jan 26, 2022 11:07 pm

เจอจ่ายจบ สุดทางคืออะไร
ตอนนนี้สถานการณ์ของ บริษัทประกันภัย ที่ขายกรมธรรม์ประเภท เจอจ่ายจบ ของโควิค 19 ณ วันนี้ 26 มกราคม 2565 ตอนนี้
2 บริษัท รมว คลัง เพิกถอนใบอนุญาต
2 บริษัท ประกาศยกเลิกกิจการ
1 บริษัท ประกาศเพิ่มทุน
มีบริษัทที่ประสบปัญหาหนักอยู่ 5 บริษัท เท่านั้น
แต่จริงๆ แล้วมันมีมากกว่านั้น แต่ทว่าหนักจริงมีแค่ 5 หรือมีมากกว่านี้อีกหรือไม่
คำถามที่ในเรื่องนี้คือ
1. Model ที่ใช้ในการคำนวณ มีปัญหาเหมือน ตอน วิกฤติ Sub prime ที่มี CDO/CDS หรือไม่
2. ทำไมบริษัทประกันภัย สามารถขายจำนวนกรมธรรม์จนสามารถทำให้เกิดปัญหาได้
3. ทำไมบริษัทประกันภัย รับประกันภัยต่อ แล้วยังมีปัญหาได้
4. ทำไมช่องทางการขาย เช่น ทางออนไลน์/ผ่านนายหน้าประกันภัย/ร้านสะดวกซื้อ ถึงตอบโตอย่างมาในช่วง 2563-2564 แล้วทำให้เกิดปัญหานี้เกิดขึ้นหรือไม่

ทุกคำถามที่ถามไป เวลาเท่านั้นที่สามารถให้คำตอบได้ เพราะ เมื่อเวลาผ่านไป เดี๋ยวก็มีคนทำวิจัยในเรื่องพวกนี้ ข้อมูลก็ค่อยๆออกมาให้อ่านกัน
ที่แน่นอนคือ คำสั่งศาลปกครอง ในเรื่องคดีความในเรื่อง เจอจ่ายจบนี้

แล้วเมื่อเทียบกับในอดีต ในกรณี Sub prime นั้นมีความเหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไร ไหม
ที่เห็นคือ บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยต่อ ต้องปิดตัวไป (ไม่ใช่บริษัทประกันภัยต่อ แต่บริษัทประกันภัยที่มีใบอนุญาตสามารถรับประกันภัยต่อได้)
เหมือน กรณีของ AIG ที่ เอาเครดิตของตัวเองไป Backup พวกหนี้สินที่มัดรวมกัน มานั้นเอง จนทำให้ตัวเองต้องเดินหน้าไปของความช่วยเหลือรัฐบาลกลางของ US เลย
จุดนี้เหมือนกัน และอีกเรื่องที่เหมือนกันคือ Model ทางคณิตศาสตร์
จุดนี้มันมีการศึกษาเรื่องของ Error ของ Model ไว้ก่อนหน้านี้ ว่า Error ที่เกิดจากสมการนั้น มันมีการรบกวนจากตัวแปรในสมการทางคณิตศาสตร์หรือไม่
และ เรื่องของการเกิดเหตุการณ์สุดกู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา คือ 5% ด้านซ้ายและ 5% ด้านขวาของการกระจายตัวแบบปกติ หรือรูประฆังคว่ำ นั้นเอง
ดังนั้นเรื่องนี้ ก็ต้องรอข้อมูล แต่สุดท้าย คือ กรมธรรม์ประกันภัยจบก่อนที่กระบวนการทางศาลปกครองยุติ เพราะ ประชาชนผู้ทำกรมธรรม์เป็นตัวประกัน
ทั้งสองด้านเลย
งานนี้สุดท้าย มองไปคือ กองทุนประกันวินาศภัย เป็นกองทุนมหัศจรรย์เป็นรายต่อไป จากเดิมที่เราเห็นในปี 2540 นั้นเอง

อย่าลืมว่า บริษัทประกันภัย คือ เสาต้นหนึ่งในจำนวน 3 เสาหลักทางด้านการเงิน เมื่อมีปัญหาก็บ่งบอกได้ว่า มันอาจจะลุกลามได้ทุกเมื่อ ต้องจับตาดีๆละกัน

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Feb 05, 2022 4:00 pm

สงครามเกิดไหม
ตอนนี้ครับ ตรึงเครียดไปอยู่ที่ ยูเครนกับรัสเซีย แต่ทว่า เป็นการขู่มากกว่า เพราะรัสเซีย เคลื่อนกำลังพลประชิดชายแดนยูเครน
ยูเครนเองนั้นเป็นประเทศในสหภาพโซเวียตเดิม (เป็นสมรภูมิรถถังที่สำคัญครั้งหนึ่งของโลก ในช่วงาสงครามโลกครั้งที่2)
ยูเครนเหมือนประตูทางเข้าออก กองเรือของรัสเซีย และเป็นรัฐกั้นชนให้กับรัสเซียในปัจจุบัน
ึความสำคัญของยูเครนนั้น คือ เป็นเส้นทางพลังงานจากรัสเซียไปยังยุโรป

แต่ทว่า ในอดีต มันเคยเกิดแบบนี้หรือไม่ เคยเกิดขึ้น ยังจำวิกฤติคิวบาได้ไหม ที่อดีตสหภาพโซเวียต ส่งกองเรือไป ยังคิวบาเพื่อติดตั้ง ขีปนาวุธ ที่นั้น เพราะ จ่อ US ไว้ ตอนนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง ก็น่าคิดว่า คะแนนความนิยมของ คุณไบเดน นั้น ย่ำแย่หรือไม่ ปีนี้เป็นการเลือกตั้งกลางเทอม เสียด้วย เลยต้องหาศัตรูอันดับ 1 เพื่อให้ฝ่ายตัวเองนั้น สามารถได้รับการเลือกตั้งได้มากกว่า ปกติหรือเปล่า
มันเป็นเรื่องการเมืองภายในของ US นั้นเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นผลคือ ราคาน้ำมัน ทะลุ $90 ต่อ บาร์เรล น้ำมันขึ้นหลายต่อหลายครั้ง งานนี้เงินเฟ้อเกิดขึ้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรเสีย US กำลังขึ้นดอกเบี้ย และ ลดจำนวนเงินที่อัดฉีดเข้าระบบ แต่ จีนนั้นกำลังอัดฉีดเข้าระบบและลดดอกเบี้ย
ในอดีตก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้คือ อังกฤษกับเยอรมันนี จบด้วยการการคุณโซรอส เอาชนะธนาคารกลางของอังกฤษ เลยทีเดียว
มิน่า จีน ถึง ต้องควบคุมประตูทางเข้าของโลกคลิปโตไว้ ปิดประตู ไม่ให้เข้าออกเพราะประตูนี้ มันอิสระเสรี รัฐควบคุมไม่ได้ ก็จัดการปิดประตูตายเลย

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสงสัยคือ วิกฤติที่ตุรกี อันนี้ เงินเฟ้อไปแล้ว 40-50% ไม่ผิด น่าตัวเลขนี้ มันแปลก ทำไมพุ่งแบบนี้ เพราะ รัฐปั้มเงินออกมา กระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ อันนี้ แหกตำราทุกอย่างทิ้งเลย งานนี้เงินเฟ้อแล้วยิ่งไปกันใหญ่ นั้นเอง
อีกแห่งคือ ปากีสถาน ได้รับเงินจาก IMF ไป $1,000 ล้าน อันนี้ไม่แน่ใจว่า เกิดอะไรขึ้น ยังไม่เห็นข่าวในประเทศเท่าไร

ส่วนเมืองไทย ก็ประชาชนบ่น แค่เสียงก็ไม่ถึง ดังนั้นตามสภาพ ที่เกิดขึ้นละกัน
ส่วนนักลงทุนที่ลงทุนใน fb หรือ meta อันนี้ ก็เคยเขียนไปหลายรอบแล้ว ว่า จะเหมือน MS ในยุค 199x ปลาย เข้าสู่ 200x ที่หายไป 10 ปี แล้วทำให้เกิดช่องโหว่งทำให้ Google/FB เกิดมาได้จากการควบคุมของทางการ
FB ก็เช่นเดียวกัน เดินตามรอย MS ในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเอง เพราะไปทำเรื่องไว้ตอนเลือกตั้งของ US ที่ นายนิ้วชนะเลือกตั้งนั้นเอง ถ้าหากไม่เกิดเหตุการณ์นี้ มันก็ไม่โดนอะไรมากมายขนาดนี้ เกิดเรื่องก็ปิดช่องโหว่งกันไป เลยเป็นผลแบบนี้

ตอนนี้เหมือน tech จะตันๆ เพราะ ไม่มีอะไรใหม่ๆ เหมือนตอน MS ที่โดนเลย
ดังนั้น ตอนนี้ กลับกลายเป็น คนที่บอกว่า Disrupt แล้ว หาย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็น old economics กลับมาเฉย
แต่ไว้ใจอะไรไม่ได้ ทั้งสิ้น ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป

จริงๆแล้ว เรื่องของ Metaverse อันนั้น น่าจะอยู่ในช่วง Early state ต้นๆเลย แต่ทว่าต้องเข็นออกมาเพื่อ เป็นการต่อ new S curve แต่จุดตายคือ เมื่อเราเล่น Metaverse แล้ว Physical ของเรายังต้องการอาหาร/ต้องฉีดวัคซีนกินยา /ต้องการที่อยู่ /ต้องการเสื้อผ้า อยู่เลย มันเลย ต้องรอเวลาให้เหมือนในหนัง AVATAR เสียก่อน กระมั้ง ในส่วนนี้ หรือแบบ Matrix ที่ Physical อยู่ในแคปซูลก่อน แล้ว จิตหลงไปในโลกของ Metaverse นั้นเอง

สิ่งที่ดีของ Metaverse ก็มีคือจำลองเหตุการณ์ได้นั้นเอง /เรียนรู้ได้ /ไปท่องเที่ยวได้ แต่ทว่าPhysical ยังอยู่เมืองไทย

อีกเรื่องคือไปอ่านข่าวของบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง ที่ร่วมมือกับต่างประเทศสร้าง Data Center นั้น
ก่อนหน้านี้ประเทศนั้น โดนเรื่องไม่ให้ตั้ง Data Center ใหม่ ทำให้ต้องหาที่ตั้ง แล้วตอนนี้ไทยเปิด การพัฒนาภาคตะวันออก โดยถ้าหากได้ส่งเสริม BOI ก็ได้ลดภาษี ทำให้ย้ายมาเมืองไทย แต่จริงๆแล้ว ประเทศของเค้านั้น สร้างอีกไม่ได้ เพราะการสร้าง Data Center แต่ละที่นั้น บริโภคไฟฟ้าจำนวนมหาศาล พอๆ กับห้างเลย ทีเดียว
คำถามที่สำคัญคือ เมื่อมาเมืองไทยแล้ว ไทยได้อะไรในเรื่องนี้ คนของเราเป็นแค่ช่างหรือเทคนิคที่ผูกกับผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศ หรือ ได้อย่างอื่น หรือมาสูบเรื่องพลังงานของเราไป ก็น่าคิดน่าครับในเรื่องนี้
ไม่ได้โจมตรีอะไร แต่มันมีผลที่เกิดก่อนแล้วเหตุมันเลยตามมานั้นเอง

ส่งท้ายตอนนี้ดูแลตัวเองละกัน ยอดผู้ป่วยโควิค 19 มากขึ้น อย่างทะลุทลวงอีกรอบแล้ว ตอนนี้รวม ATK ก็ 15k เข้าไปแล้ว จากอาทิตย์ที่แล้วประมาณ 10k ดังนั้นต้องรอดูกันต่อไปว่าเป็นเช่นไร
ยิ่งให้ดื่มเหล้าได้ถึง 5 ทุ่มอันนี้ ก็น่ากลัว แถมมีเรื่องงานศพ สถานศึกษา (เด็กๆก็ยังไม่ได้รับวัคซีน ไม่ได้ตามเรื่อง อย อนุมัติให้ใช้เชื้อตายในเด็กต่ำกว่า 3 ขวบ แต่แพทย์เด็กดันออกมาออกข่าวว่า ไม่มีการวิจัย ก็มันฉีดในประเทศผู้ผลิต หรือท่านจะด้อยค่าวัคซีนอีกแล้ว ไม่งั้นเด็กก็ไม่ภูมิคุ้มกัน ก็ทำให้ยอดสูงได้ )
มาเรื่องของวัคซีน ทางตะวันตกคิดค้นแนวทางใหม่ แต่ทางตะวันออกใช้แนวทางเดิม ผลิตจากเดิมที่ช้าแต่กลับกลายได้จำนวนมากแถมเวลาลดลง จำนวนเงินที่ผลิตก็ลดลงด้วย จนประเทศทางตะวันตกรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ เลยใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาทดแทนนั้นเอง แต่สุดท้ายคือ ตะวันออกก็ได้ผลิตเทคโนโลยีใหม่ เมื่อ อายุของสิทธิบัตรหมดลง หรือเทคนิคในการผลิตที่จดไว้ลดลง
และสิ่งที่น่าแปลกคือ ชาติตะวันออก ก็มียอดการจดลิขสิทธิ์สูงกว่าชาติตะวันตกแล้ว งานนี้คืออะไร น่าสนใจแหละ
เพราะ ใครถือครองสิทธิบัตร คือครอบครองโลก นั้นเอง
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Fri Feb 11, 2022 12:18 am

ประชาชนไม่ใช่ตัวประกัน
เรื่องประชุมครม เมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา (8 กพ 2565) นั้นมีเรื่องการแก้ไขสัญญาของ รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าที่ประชุมครม
แต่ทว่า รมว คมนาคม และ ท่านผู้ทรงเกียรติ อีกหลายท่านไม่ได้เข้าร่วม
แต่งานนี้ ถ้าไปอ่าน คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 แล้ว จะรู้ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ ท่าน รมว คมนาคมเลย
ในเรื่องของการแก้ไขสัญญา ไปเกี่ยวกับ รมว มหาดไทย เป็นเจ้าภาพ
แถมเรื่องนี้เอาประชาชนเป็นตัวประกันอีก
เลยงงว่า ประชาชนไม่เกี่ยเป็นผู้ที่เสียประโยชน์คือ ดอกเบี้ยที่เกิดจากการก่อสร้างส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือ กทม ติดหนี้ bts ในการเดินรถ และการวางอาณัติสัญญาณ เรื่องนี้ ใครรับผิดชอบหน่อย เพราะ ไม่ดำเนินการตามคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 ต่างหาก
ดังนั้น เรื่องนี้ ประชาชนต้องลุกขึ้นมา จัดการแล้ว เพราะ ประชาชนเสียผลประโยชน์จริงๆงานนี้

ถ้าหากเทียบเคียง เคสก่อนหน้านี้คือ การต่ออายุสัมปทานทางด่วน อันนั้นยิ่งกว่านี้ คือยอมยุติข้อพิพากษาทั้งหมดเพื่อแลกกับการต่ออายุ ซึ่งไม่รู้ว่า ผลจากข้อพิพากษานั้น รัฐต้องจ่ายหรือรัฐชนะคดีความ
หรือเทียบเคียงกับคดีคลองด่าน หรือ เสาตอมอ hope well ที่ผ่านมา ก็ฟ้องจนกระทั่งหมดอายุความแล้วยังรื้อขึ้นมาใหม่
เลยต้องตั้งคำถาม ว่า ไม้บรรทัดเรื่องพวกนี้อยู่ที่จุดไหน ทำให้มันเป็นไม้บรรทัดหน่อยก็ดี

(อันนี้เขียนเพื่อให้รู้ว่า ที่มาที่ไปคืออะไร ) อันนี้จริงๆแล้วไม่มีความเสี่ยงอะไร เพราะมันมีการเขียนและดำเนินการขั้นตอนอยู่แล้ว แต่ทว่า ออกข่าวเหมือน ... แต่สุดท้าย ก็รักกัน เพราะใกล้ถึงวัน ที่ 14 กุมภาพันธ์ ไงละ
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Feb 13, 2022 10:38 pm

โลกธรรม 8
ถ้าหากใครที่อยากเข้าใจคำว่าโลกธรรม 8 ลอง ดูคลิปของคุณชูวิทย์
เรียกได้ว่าชีวิตของคุณชูวิทย์ขึ้นสุดลงสุด ละกัน

https://www.youtube.com/watch?v=XEv466meDQs

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Feb 13, 2022 10:54 pm

ทำไม ธปท ถึงควบคุมช่องทาง Paypal
ช่องทางรับเงินและโอนเงินออกไปยังต่างประเทศนั้น
ณ ปัจจุบัน มีช่องทางที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับการดูแลของธปท
เช่น ช่องทางของ Paypal หรือ ช่องทาง Digital Asset ต่างๆ
ดังนั้น ธปท จึงต้องดำเนินการในการตัดช่องทางที่ไม่สามารถควบคุมได้
ให้สามารถควบคุมได้ภายใต้ ธปท

ทำไมต้องเป็นแบบนี้
ถ้าหากยังจำ ตอน ต้มยำกุ้งได้ ครั้นนั้นประเทศไทย มีเงินสำรองระหว่างประเทศเรียกได้ว่า อยู่ในอันดับต้นๆของโลก แต่ปัญหาของดุลบัญชีเดินสะพัด มันคือ ร่องรอย ทำให้เกิดการโจมตีค่าเงินขึ้น เกิดขึ้นประมาณ 2-3 ระลอก โดยระลอกแรกนั้น ธปท เป็นฝ่ายที่กำชัยชนะ แต่รอบที่ 2 ไปแล้ว เริ่มออกอาการ ทำให้ธปท สูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ ในการทำสงคราม (ถ้าหากใครอ่านประวัติศาสตร์ช่วงนี้แล้วจะเห็นภาพชัดเจน)
โดยครั้นนั้น ค่าเงินบาทยังไมไ่ด้ลอยตัวแบบในปัจจุบัน แต่ถ้าหากลอยตัวแล้ว มันจะสะท้อนให้เห็นเรื่องการความต้องการค่าเงินบาทหรือความต้องการเงินสกุลอื่นๆ นั้นเอง
โดยปัจจุบัน ให้ดูที่ตุรกีเป็นหลัก ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั้น ค่าเงินอ่อน เหมือน เคสเวเนซุเอล่า เงินเฟ้อรุนแรง ไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ลดดอกเบี้ยและปั้มเงินของตัวเองใส่ในระบบ
โดยที่ ธนาคารกลางของ ตุรกีไม่สามารถควบคุมช่องทางการแลกเปลี่ยนเงินตราได้เลย เพราะ ยังเปิดช่องทาง Digital Asset ,paypal ไว้อยู่นั้นเอง

ดังนั้น ด้วยเหตุนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศก็ปิดทุกช่องทางเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเอง

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังไว้คือ ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ กำลังจะเป็นช่วงการเปลี่ยนถ่ายจากระบบ Switch (สวิตซ์) ที่ US เป็นผู้พัฒนา แล้วใช้เงินดอลลาร์เป็นแกนนั้น กำลังโดนท้าทาย นั้นเอง
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Mar 02, 2022 10:49 pm

รัสเซียลุยยูเครน
เรื่องนี้ มันมีหลายมุมมอง ว่าทำไมรัสเซียลุยกับ ยูเครน หากมองในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยูเครนนั้นเป็นรัฐกั้นชน ของรัสเซีย
ระยะทางไม่เกิน 200 km เข้าถึงเมืองสำคัญชองรัสเซีย คือ เซ็นปีเตอร์เบิร์ก และ มอสโคส ได้เลย
ดังนั้น ถ้าหาก ยูเครนตกเป็นของ US หรือ NATO งานเข้าทันที
ยูเครนนั้นเป็นรัฐที่ได้สิ่งดีๆจากสหภาพโซเวียตเดิมไปจำนวนมาก เช่นเรือบรรทุกเครื่องบินของจีน (เหลียวหนิง) ก็ซื้อมาจากยูเครน เครื่องบิน AN225 ลำที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่เพิ่งมีข่าวมีคราวว่าโดนทำลายล้างจากกองกำลังรัสเซีย นั้นอดีตผู้สร้างคือสหภาพโซเวียต รถถังโอปอบ ที่พัฒนาต่อยอดจาก T84 เดิมที่ เมืองไทยซื้อมาจำนวน 1 กองทัพรถถัง

มุมมองต่อไป การบุกของรัสเซียนั้นกลบข่าวสารทุกข่าวทิ้งทั้งหมด คือ การเลือกตั้งของเกาหลีใต้ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจจากเงินเฟ้อที่แพง และ ที่สำคัญคือ ทำให้ ราคาของน้ำมัน เพิ่มขึ้นมาก ราคาข้าวบาเลย์ ราคาข้าวโพด และแร่ธาตุเพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากนั้นการ แซงชั่นของโลก ที่มีตัวรัสเซีย นั้น ทำให้รัสเซียหนีไปเพิ่งพา พวก Cyto มากขึ้น ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี ผู้พัฒนาเหรียญต่างๆมีคนรัสเซียเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แสดงว่ามีการวางแผนกันไว้ก่อนล่วงหน้า มีทางหนีที่ไล่ว่า หากโดนแซงชั่นแล้วช่องทางไหนได้บ้าง แต่ประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึง เพราะ ไม่ได้ศึกษา ดังนั้นต้องศึกษาเอาไว้ของพวกนี้

สงครามครั้งนี้คิดว่ารัสเซียชนะแน่นอน แต่ทว่าอย่าลืมว่า US ไม่ได้รบที่อัฟกานิสถานตอนที่รัสเซีย บุก แต่ได้ส่งเงินส่งยุทโธปกรณ์เข้าไปช่วยเหลือกบฏเท่านั้น จนทำให้รัสเซียต้องถอนกำลังทหารได้ แสดงว่า รบแบบไม่ออกนามก็ได้
ซึ่งตอนนี้คือ ยูเครนจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครนั้นเอง มันคล้ายไหมแหละ สิ่งนี้ต้องระวังหน่อยละกัน
ถ้าหากรัสเซียที่คิดว่าชนะแน่นนอน แบบนอนมา กลับกลายเป็นไม่ชนะ และใช้ทรัพยากรที่มากกว่าที่คิดไว้แล้วใครได้ประโยชน์

ในอดีตนั้น มีบทเรียนให้เห็นกัน คือ ครั้นสงครามกลางเมืองของสเปน อันนี้ ฝ่ายรัฐบาลเอาทองคำไปซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์จากรัสเซีย แต่ได้ของล้าหลัง ส่วนฝ่ายต่อต้านนี้ยิ่งแล้ว คือ ไปกู้เงินในอนาคตมาเพื่อต่อสู้เลย จึงทำให้สเปนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะติดพันศึกภายในอยู่ เมื่อจบศึกภายใน จากประเทศที่ร่ำรวยกลายเป็นยากจนทันตา เพราะฝ่ายที่ชนะคือฝ่ายที่กู้เงินที่ต่อสู้นั้นเอง

ตอนนี้ยูเครนก็กำลังทำเช่นเดียวกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสเปนในสงครามกลางเมืองคือ กู้มาเพื่อทำสงคราม ดอกเบี้ยแพงอีกต่างหาก ถึงแม้นว่าระดมทุนได้จำนวนหนึ่งแต่มันเป็นภาระของประเทศในอนาคตหลังจากจบสงครามครั้งนี้
ส่วนรัสเซียก็บอบช้ำ จากการสูญเสีย ไม่น้อย แต่ทว่าได้แสดงถึงแสนยานุภาพทางทหาร ครั้นใหญ่ครั้งหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว ใครคิดว่า เบอร์สองของโลก ในด้านการทหารยังรบได้ลำบากในสมรภูมิยูเครนบางหนอ

การเปิดฉากการรบทำให้ช่วงที่กำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ นั้นคืออากาศไม่เป็นปัจจัยอะไรในการต่อสู้ แต่ทำไมไม่รบในหน้าหนาวย้อนไปตอนที่เยอรมัน (นาซี) บุกสหภาพโซเวียต ดูว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นาซีแพ้คือ อากาศที่หนาวมาก น้ำมันที่เติมเชื้อเพลิงแช่งแข็งไม่สามารถไหลเป็นของเหลวได้ เรียกได้อากาศหนาวมากๆ เลยทีเดียว
จุดนี้แหละที่ น่าคิดว่า รัสเซียต้องจบสงครามก่อนฤดูหนาวปี 2022-2023 นั้นเอง

ตอนนี้ คือหุ้นอะไรที่น่าลงทุนคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับความตาย และสงครามนั้นเอง
ไปแหละ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Fri Mar 04, 2022 11:43 pm

ความผิดพลาดในการซื้อ Pre-Order
ช่วงเวลานี้มีหนังสือดีออกมาหลายเล่ม
เล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน ตอนซื้อไม่ได้ดูว่า การส่งเป็นเช่นไร
โดยสำนักพิมพ์ เขียนชัดเจนว่า ส่งเมื่อเล่มหลังออกแล้ว
แต่เราก็เอาง่ายเค้าว่า คือ กดมันทั้งปกอ่อนและปกแข็ง
โดยที่ปกแข็งส่งก่อนปกอ่อน เพราะราคาสูงกว่า เป็นการทำตลาดหนังสือรูปแบบหนึ่ง
เพื่อนที่ได้แล้ว ก็โพสลง Socail media งานนี้ก็เข้าเลยว่า
ว่าทำไมไม่ได้ ก็ถึงบางอ้อว่า มันส่งล่าช้าเพราะสั่งคู่นั้นเอง
งานนี้ต้องโทษที่ไม่อ่าน แต่ทว่า มันก็เลยตรวจสอบ งานนี้เลยรู้ว่าตอนสั่ง Pre order อ่านให้ดีก่อน แยกรายการ แต่ยังดีที่ออกใบกำกับภาษีวันที่สั่ง

งานนี้สนให้รู้ว่า สั่งอะไรอ่านก่อน อ่านให้ละเอียด

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Mar 10, 2022 9:50 pm

เมื่อ Digital Gold ไม่ทำงาน
สถานการณ์ต่างประเทศ ตรึงเครียดจากการที่รัสเซียกองทัพ รุกราน ยูเครน เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว โลกได้เริ่มแยกออกเป็น 2 ค่ายอย่างชัดเจนกันมากขึ้น คือ ค่ายตะวันตก ที่นำโดย อเมริกา และ ยุโรป (หรือนาโต้) กับตะวันออก ที่เป็นรัสเซีย (อาจจะนับจีนด้วยก็ได้แต่จีนไมไ่ด้วางตัวเป็นผู้ขัดขวางในเรื่องนี้)
ความรุนแรงมิใช่แต่การใช้กำลังเท่านั้น แต่มีการแซงชั่นการเข้าถึงระบบการเงิน (ระบบ SWIFT) เกิดขึ้น แล้วลามต่อไปยังระบบเรื่องสินเชื่อที่อยู่ความเชื่อถือของเครดิต คือ VISA และ Mastr Card ไม่เพียงแค่นั้น รวมไปถึงบริษัทที่ทำธุรกิจข้ามประเทศ หรือ มีการลงทุนอีกต่างหาก
รัสเซียก็ออกกฏหมายให้ใช้หนี้ในสกุลเงินของตัวเองได้ ลดการพึ่งพาเงินเขียวลง
สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในเหตุการณ์ที่พิสูจน์กันมายาวนานคือ ทองคำก็ได้ดำเนินการบทบาทของตัวเองในรูปแบบของการป้องกันมูลค่าของเงิน หรือ หน้าที่ที่เรียกว่า Stored of value ไว้ได้ ในเรื่องนี้ แต่ทว่า Digital Gold ผู้ท้าทายกับ ไม่ได้ทำหน้าอันนี้ กลับไปทำหน้าที่เป็นประตูในการซื้อขายแลกเปลี่ยนแทน (ก่อนหน้านี้ ธปท ก็บีบไม่ให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้นั้นเอง) แต่เพียงแค่ผู้ท้าชิงเท่านั้น แต่ทว่ามันก็มีเหตุการณ์ ซื้อขายทองคำออนไลน์ปิดระบบไปอีกต่างหาก มันเลยทำให้ คำว่า Digital Gold มีสองความหมายอีกต่างหาก

อันนี้ก็ขำมาก ว่า ก่อนหน้านี้ โปรโมท คำว่า Digital Gold และ คำว่า Store of Value แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง ไม่ใช่แบบนี้ ก็งงละซิ แต่ทว่า ก็มีความพยายามออกมากลบกระแสเรื่องนี้ ซึ่ง มันก็น่าตั้งคำถามเหมือนกัน เพราะ สินทรัพย์ประเทศนี้ เกิดได้ไม่นาน แต่ ทองคำ ได้พิสูจน์ตัวเองมาหลายเพลาแล้ว ว่ามันเป็นที่ Store of Value และต่อสู้กับอะไรอีกหลายอย่างมาอย่างยาวนาน

เรื่องนี้ สำหรับเหตุการณ์นี้ ผู้ท้าชิง เรียกว่าแพ้หมดรูป เลย ก็ว่าได้ แต่อย่างไรเสีย ระยะทางพิสูจน์ กาลเวลาพิสูจน์คน มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ว่าผู้ท้าชิงสามารถกลับท้วงความยิ่งใหญ่ได้อีกหรือไม่
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Mar 12, 2022 5:37 pm

Metaverse -> จาก 2D World สู่ 3D world แต่มันยังทดสอบอยู่น่า
ตอนนี้เริ่มมีการโปรโมทเรื่องของ Metaverse กันแล้วในประเทศไทย
เท่าที่เข้าไปสัมผัสหรือ เข้าไปร่วมสังฆกรรมด้วย ก็พอที่สรุปได้ว่า
1. พื้นฐานของโลก Metaverse คือ AVATAR มันก็คือ Model 3D ที่สร้างมาจาก 2D Texture นั้นเอง
อันนี้ต้องอธิบายก่อนว่า ก่อนหน้านี้ การทำ Model 3D นั้น ทำได้ยากมา ต้องมี พวกโปรแกรม 3D Studio Max หรือ Maya ซึ่งเป็นซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ที่แพง ไม่เพียงแค่นั้นต้องมี Hardware ที่มีประสิทธิภาพในการสร้าง Model เหล่านั้น เรียกได้ว่าลงทุน สูง นั้นเอง
แต่ในปัจจุบัน กำแพงมันทลายลงไปเรียบร้อย จากการมาของ NFT นั้นเอง
ตัวนี้มันสร้างสถาพแวดล้อมให้มี ผู้พัฒนา model หรือ พวกที่เป็น Metaverse desinger หรือ Metaverse Architecture นั้นเอง เรียกได้ว่า มีอาชีพใหม่เกิดขึ้น มาด้วย

2. พื้นฐานในด้าน Cloud Computing ที่รองรับระบบ Metaverse ในส่วนนี้ มีส่วนที่คาบเกี่ยวกับ ข้อ 1 คือพวก Tool ในการพัฒนาในปัจจุบัน มีบางส่วนที่ติดตั้งที่เครื่อง หรือ ใช้งาน Clound computing ได้เลย
ที่สำคัญคือ สามารถใช้งานได้ตาม open license ที่โปรแกรมนั้นเปิดให้ใช้งาน มิใช่เมื่อก่อนนี้ที่ราคาซอฟแวร์แพงมาก
(อันนี้จำได้เลย อจ ที่สอนตอน ปริญญา นั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้าน 3D ทำงานร่วมกับ Pixel ในการสร้าง หนังมาแล้ว อจ เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นต้องทั้งเขียนโปรแกรมให้เข้ากับ Model ไม่พอ Model ก็ต้อง ใช้เวลา render นานต้องมีอย่างต่ำๆคือ 6-12 เดือนเลยทีเดียว ส่วนเครื่องนั้นไม่ต้องพูดถึงทำเป็น Fram server สำหรับ Render โดยเฉพาะเลย )
เรียกได้ว่าตอนนั้น อาชีพ ในการเขียนโปรแกรมที่ควบคุม Model ค่าตัวแพงเอาเรื่องเลย และพวกที่ทำ Model ก็ทำเงินได้ดีด้วย ไม่ต้องพูดถึงค่าเรียนในการทำ คือแพงมาก แต่ตอนนี้ เรียกได้ว่า เรียนฟรี มีตามช่องทางปกติทั้งหมด แต่ต้องเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่ 99% เลย ณ เวลานี้

3. สภาพแวดล้อม อันนี้ ทุกบริษัทที่ประกาศทำ metaverse เริ่มปล่อย Use Case มาให้อ่านกัน และมีการใช้บนระบบทดสอบ (พวกverseion alpha /beta กันเลยทีเดียวเพื่อปรับปรุงระบบพร้อมที่เป็น Version เต็มที่สามารถใช้งานได้ เรียกได้ว่า Bug หรือสิ่งที่ต้องพัฒนากันอีกมากมายมหาศาล)
จุดนี้คือ พวกโปรแกรมหลังบ้าน ก็ต้องพัฒนาให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่าย ผู้ใช้งานสามารถได้รับการสนับสนุนในระดับที่ช่วยเหลือตัวเองให้รอดได้ นั้นเอง
แต่งานนี้ ปลายทางคือ ผู้ชนะในสนามนี้ นั้น จะใหญ่มาก แต่ตอนนี้เรียกได้ว่า อยู่ในช่วงพัฒนาที่ไม่รู้ว่า มาตรฐานมีอะไรบ้าง บริษัทแต่ละแห่งนั้นพัฒนาในแนวทางของตัวเองยังไม่มาตรฐานกลางออกมา (ก็เหมือนช่วงแรกของ AR/VR นั้นเองที่ไม่มีมาตรฐาน พอมีมาตรฐานเท่านั้น ก็ก้าวกระโดดกัน คือ ทุกคนต้องทำตามมาตรฐานแล้ว มีส่วนที่ตัวทำได้เป็นพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานนั้นเอง)
สิ่งที่สำคัญของสภาพแวดล้อมคือ ทุกฝ่ายสามารถสร้างประสบการณ์ ในการใช้ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้สร้าง /ฝ่ายผู้ใช้งาน /ฝ่ายผู้พัฒนา /ฝ่ายคนขายของ เป็นต้น มีประสบการณ์ในการใช้งานได้นั้นเอง (แต่มันจับต้องไม่ได้เท่านั้นเอง เพราะมันเป็นประสบการณ์ )

แต่อย่างไรเสีย การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนั้น ช่วงนี้มันคือช่วงแบบว่า ช่วงแรกของเทคโนโลยี่ คือ ทุกคนร้องว่าเจ๊งจริงมันเป็นนภูเขาลูกแรก เท่านั้น คือ มันจะมีช่วงระยะเวลา หลุมดำในเรื่องของเทคโนโลยี่หรือทางตัน เพื่อให้เกิดภูเขาต่อไปนั้นเอง ซึ่งภูเขาลูกที่สอง เนี่ยคือ เริ่มเข้าสู่ mainstream ช่วงแรก นั้นเอง
ถ้าหากตอนนี้ไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร แต่ทว่าใครที่สนใจ เริ่มมีข้อมูลออกมากันแล้ว แต่ทว่าตามที่บอกไว้ ก่อนหน้านี้
ไม่หวังกับ Meta(FB) เท่าไร เพราะอยู่ในช่วงฤดูหนาวในการออกด้านเทคโนโลยี่ใหม่ช่วงนี้ มันจะเห็นเหมือน MS ช่วงหลังจากจบคดีฟ้องร้องเรื่อง IE ในเรื่องการผูกขาดทางการค้าสำหรับตลาด Browser นั้นเอง ถ้าแม้นว่าช่วงนี้ กำไรของ FB จะดี อย่างไร ก็ไม่น่าสนใจ คนรุ่นเก่าที่ใช้ FB ก็ยังติดอยู่ แต่ทว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช้กันเท่าไร หนีไปที่อื่นกันแล้ว ไม่เพียงแค่นั้น การเข้าถึงหน้า FB ของสิ่งต่างๆต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นรายได้เข้าบริษัท ทำให้คนที่จ่ายเริ่มคิดว่า คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไหม นั้นเอง

ส่งท้าย ใครที่คิดลงทุนนเงินรูเบิ้ล ก็ต้องมีเงินเย็นไว้ และ แทงว่า เงินรูเบิ้ลกลับมาได้จากเหตุการณ์ รัสเซีย VS ยูเครน
คือ รัสเซีย ยังแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ อยู่ (ตามหลัก ดันโด ) ก็น่าสนใจ ว่าราคาตอนนี้ มันน่าลงทุน ไหมนั้นเอง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Mar 21, 2022 10:54 pm

ถ้าหากสงครามรัสเซียและยูเครนยืดเยื้ออะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
ตอนนี้ก็ประมาณสามอาทิตย์ของสงครามรัสเซียและยูเครนแล้ว
ตอนแรกคิดว่า รัสเซียบุกยูเครนจบสั้นแต่ที่ไหนได้ ก็เข้าสู่อาทิตย์ที่สามและกำลังครบ 1 เดือนในไม่ช้าแล้ว
ถ้าหากสงครามนี้ยืดเยื้อ มากกว่า 2 เดือนขึ้นไป จะเกิดอะไรขึ้นบางหนอ
สิ่งแรกคือ เราจะได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จากการนำเข้าน้ำมันที่ราคาแพงขึ้น ยืนเหนือ $100 ต่อบาร์เรลนั้นเอง
สิ่งที่ตามมาจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นคือ ราคาก๊าซและถ่านหิน ขึ้นไปด้วย ซึ่งส่งผลถึงค่าไฟฟ้า คราวนี้ คือ คนก็เริ่มหนีไปติดโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น หรือไม่ก็ติดตามกันดู เพราะ มีคนส่วนหนึ่งที่ติดตั้งเพราะ ค่าไฟฟ้าจากการ Work from home (WFH) กันไปแล้ว ตอนนี้ มีราคาต่ำกว่า แสนได้ 1-3kW เลยทีเดียว แต่ไม่บอกถึงการ Degrade ของแผง อันนี้ข้ามไปละกัน
สิ่งที่ตามมาสิ่งต่อมาคือ สิ่งที่อนุพันธ์ของน้ำมัน งานนี้น้ำมันขึ้น มันลากสิ่งที่เรียกว่าอนุพันธ์ของมันตามไปด้วย (ไล่กันไม่ไหวละกัน ) แต่ทว่า พวกนี้ต้องโดน impact ก่อน คือ ราคาขึ้นล่าช้ากว่าน้ำมัน ตามวงจรว่าอะไรกลั่นได้อะไรนั้นเอง สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ ต้องดูเรื่อง Stock ด้วยว่า สิ่งที่ตอนนี้ มี Stock มากอย่าไปยุ่งละกัน พวกนี้ มีการ Stock ได้ด้วย
เมื่ออนุพันธ์ของน้ำมันก็ตามมาแล้ว สิ่งที่เป็นสิ่งค่าทดแทน เช่น ยางพารา (ทดแทนอนุพันธ์ของน้ำมัน และ เสริมกันในบางอุตสาหกรรม) น้ำมันพืช(อันนี้เติมในเครื่องยนต์สันดาบภายใน) เป็นต้น ก็พลอยขึ้นตามไปด้วย เรียกว่าบางอย่างคืออาหารของคนก็แพงตามไปด้วยนั้นเอง
ไม่เพียงแค่นั้น วงจรยังไม่จบ เมื่อน้ำมันแพง วงจรที่สำคัญคือ ราคาการขนส่งแพงขึ้น อันนี้ คือ เห็นได้ชัดเจน ว่ารถยนต์ที่ซดน้ำมันเพียว คนใช้ร้องจ๊าก จากการเติมน้ำมัน เอาง่าย E20 แพงเหนือ 35 บาทต่อลิตร อันนี้ถือว่า แพงมาก นั้นเอง
มันทำให้คนเดือดร้อน จากการขนส่ง ทำให้การเดินอาจจะน้อยลงไปก็ได้ ในช่วงเวลานี้ ที่โควิคก็ระบาดอยู่
ตามมาด้วย ยุคข้าวยากหมากแพง ถ้าถึงจุดๆนี้ก็ตัวใครตัวมันละกัน (ยิ่งดาวราหู ยกเข้าราศีเมษ อันนี้บ้านเมืองร้อนแน่นอน เป็นแบบนี้ทุกรอบเลย โหราศาสตร์เป็นเรื่องของสถิติ ฟังหูไว้หูละกัน)

ส่งท้ายคือ โรงไฟฟ้า ตอนนี้ key คือราคาถ่านหิน ที่เพิ่มขึ้น เรียกว่าแพงเลยทีเดียวในรอบหลายปี
นโยบายของภาครัฐนั้น อยากได้โรงไฟฟ้า แต่ภาคเอกชนต่อต้านเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน มันอาจจะทำให้ความมั่นคงทางด้านไฟฟ้า มีปัญหาในระยะยาว ต้องจำตาดูละกัน
และการแปรรูปการไฟฟ้าค่อยๆเป็นค่อยๆไป สังเกตได้ว่า โรงไฟฟ้าของ กฟผ ปลดระวางแล้วไม่สร้างใหม่ ให้เอกชนเข้าประมูลแทนตลอดในระยะหลัง และซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแทน เพื่อส่งเสริม เป็น green energy นั้นเอง
ต้องดูกันต่อไป ว่าใกล้ถึงทางสองแพร่งที่ต้องเดินในเรื่องไฟฟ้าแล้ว

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Apr 06, 2022 2:00 pm

อากาศหนาวในหน้าร้อน
ยังจำได้ไหมว่า อากาศหนาวในหน้าร้อน เคยเกิดขึ้นในปี 2559 ในเดือนมีนาคม หนาวจนคนคิดว่า ในปีนั้น อาจจะมีหน้าร้อนที่อากาศเย็นก็ได้ แต่สุดท้ายเมื่อเข้าสู่สงกรานต์ อากาศร้อนเหมือนเดิม และปริมาณการใช้ไฟฟ้าก็ยังคงสูงกว่าปีก่อนหน้าด้วย
ต้นเหตุในครั้นนั้นการระเบิดของภูเขาไฟ บริเวณขั้วโลก ทำให้เกิดอากาศหนาว ในเดือนมีนาคม 2559 นั้นเอง (ที่อธิบายกันว่าเกิดเพราะอะไร)
พอมาในปี 2565 ปีนี้ ก็เกิดอากาศหนาวในหน้าร้อนอีกครั้ง ในต้นเดือน เมษายน 2565 เรียกได้ว่า ลมแรง และอากาศเย็นอย่างรวดเร็ว อีกครั้งหนึ่ง มีการกล่าวถึง ปรากฏการลมขั้วโลกที่หย่อนลงมา แต่ทว่าจริงๆ แล้วต้องรอเวลา เดี๋ยวคำตอบก็มาเองว่า
เกิดเพราะอะไร
แต่บทเรียนสำคัญคือ ตอนนี้โลกมันเกิด Black Swan ที่ทุกคนคิดว่าหงส์นั้นเป็นสีขาวอย่างเดียว แต่ปรากฏว่ามีหงส์ดำด้วย (ไม่ใช่หงส์แดง อันนี้ทีมบอลที่กำลังจะมาแข่งศึกแดงเดือดในต้นเดือนกรกฏาคม 2565 ตอนนี้ลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ทีมแรกที่ได้แชมป์ทั้ง 4 หรือ หงส์ทอง อันนี้ต้องมีน้ำโซดาและน้ำแข็ง) ทำให้คนต่างตกใจว่า อะไรเนี่ยมันเกิดได้อย่างไรหนอ มันคือเกิดสิ่งที่คนไม่คาดคิดมาก่อน นั้นเอง
ในโลกแห่งการลงทุนนั้น เราเจอเรื่องความเสี่ยงมากมาย ที่เรารู้คือ known ก็เตรียมรับมือไว้แล้ว หรือ รู้แต่ยอมรับความเสี่ยง อีกส่วนคือ unknow คือสิ่งที่เราคิดไม่ถึงว่ามันคือความเสี่ยงแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องอยู่กับมัน หรือ อยู่กับสิ่งที่มันเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ได้นั้นเอง
นักลงทุนก็เลยต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอย่างมหาศาล จากปรากฏการณ์ดังกล่าว
ในปัจจุบัน โลกนั้นข้อมูลข่าวสารเข้ามาแทบทุกทิศทุกทาง เราใช้เวลาพิจารณาในแต่ละข่าวสาร ลดลงน้อย ในการการตอบสนอง ลงไปด้วยจากปริมาณข้อมูลที่มากนั้นเอง สิ่งนี้ต้องระวังไว้ด้วย

อีกเรื่องที่น่าจะบอกกล่าวคือ ปรากฏการณ์ invent yield curve ถ้าใครมีความรู้เรื่องการเงิน หรือติดตามประวัติศาสตร์ในตลาดตราสารหนี้ ในอดีตนั้น ปรากฏการณ์ที่อัตราผลตอบแทนของพันบัตร ระยะสั้น มากกว่า พันธบัตรระยะยาว (ราคาของพันธบัตรระยะสั้น น้อยกว่า ราคาของพันธบัตรระยะยาว นั้นเอง) มีมีผลคือ
1. การ mark to market ของพันธบัตร อันนี้เมื่อไปถือครองพันธบัตรหรือสินทรัพย์ทางการเงิน ต้องตีมูลค่า อยู่เนื่องๆ ดังนั้นเมื่อผลตอบแทนมันเพิ่มขึ้น ราคาพันธบัตรลดลง ส่งผลทำให้การตีมูลสิ่งที่เราถือครองนั้นลดลง แต่หากคุณถือจนครบอายุก็คือ คุณได้ผลตอบแทนได้อยู่
2. การมองผลตอบแทนจากการลงทุน ในสมการการลงทุนนั้น ตัวแปรสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ย นั้นเอง ถ้าหากคุณลงทุนสิ่งที่เรามาเปรียบเทียบคือ พันธบัตรรัฐบาล โดยที่พันธบัตรรัฐบาลคือ สิ่งที่ไม่มีความเสี่ยง(แต่จริงมันก็มีความเสี่ยงของมันแฝงอยู่ คือประเทศล้มละลาย หรือ ชักดาบไม่จ่ายพันธบัตรตัวเองที่ออก แต่ไม่ค่อยมีคนที่พูดถึงเท่าไร)
เมื่ออัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มขึ้น นั้นคือ นักลงทุนระยะสั้นก็มองว่า เอ๋! เราไม่ทำอะไรเลย เอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ไม่มีความเสี่ยงได้ผลตอบแทนเท่าไร แล้วเราไปเทียบกับผลตอบแทนของการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยง มาเทียบกันนั้นเอง
ถ้าหากผลคือ ผลตอบแทนของการลงทุนที่มีความเสี่ยง ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาลที่ไม่มีความเสี่ยง งานนี้คืออะไร ถ้าตามทฤษฏี หรือพฤติกรรมคือเงินจะไหลออกจาผลตอบแทนที่น้อยกว่าไปมากกว่า นั้นเอง ยิ่งมีจากมีความเสี่ยงได้น้อยกว่า สิ่งที่ไม่มีความเสี่ยงด้วยแล้ว ยิ่งรุนแรง
3. ตัวหารในสมการทางการเงิน คือ สิ่งที่นักลงทุนต้องการผลตอบแทนในการลงทุนนั้นๆ (ตัวแทนที่ใช้คือ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เป็นตัวหนึ่งของผลตอบแทนด้วย) ดังนั้นเมื่อพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มขึ้นมันก็ทำให้ ตัวหารเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแล้วไซร้ มันก็ทำให้ผลจากสมการทางการเงินลดลงไปด้วย นั้นเอง
4. เมื่อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเพิ่มขึ้น มันก็ต้องไปกดดัน ธนาคารต่อว่า คนที่มีเงินมีทางเลือกในการเลือกว่าฝากเงินกับธนาคาร (ที่มีความเสี่ยงของธนาคารเพิ่มด้วย) หรือเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล ก็ส่งผลทำให้ ธนาคารก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยให้แก่เงินฝาก แก่คนกลุ่มที่มีเงิน (มีทางเลือกในการลงทุนในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้นเอง)
และเมื่อธนาคารโดนกดดันแบบนี้แล้วไซร้ อย่างลืมว่า ธนาคารก็มีผู้ถือหุ้นด้วย ผู้ถือหุ้นก็ต้องกดดันธนาคารให้สร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ในที่สุดก็ต้องเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ต่อไป จากแรงกดดันของดอกเบี้ยเงินฝาก นั้นเอง
5. เมื่อ ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ ค่าของเงินในวันนี้ คือ 100 แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยิ่งลดค่าเพิ่มขึ้น ในอนาคต นั้นเอง (time value of money) แต่ จริงๆแล้ว เงินคือ 100 เหมือนกันแต่ คุณค่าที่เงินไปแลกซื้อสินค้าและบริการลดลงจากวันนี้
แล้วทำไม พันธบัตรระยะยาวไม่เพิ่มขึ้น มันคือ QE version 2019 (จากโควิค 19) นั้นเองที่เอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยการปั้นเงินเข้าไปซื้อ เพื่อประครองราคาพันธบัตรให้เพิ่มขึ้น กดผลตอบแทนของพันธบัตรลดลง นั้นเอง (เจ้ามือคือ ธนาคารกลางที่ปั้มเงินออกมา เพื่อไม่ให้ เศรษฐกิจแย่ในช่วงที่เกิดปัญหาโควิค 19)
6. invent yield Curve มันบอกเรื่องของปัญหาทางเศรษฐกิจ ได้ไหมว่าเกิดไหม อันนี้บอกว่า ให้อ่านหนังสือของ Ray ดีที่สุด ของข้ามการอธิบายละกันในส่วนนี้

อีกเรื่องที่น่าดูคือ เรื่องของเงินรูเบิ้ลที่บอกไป ความสนุกมันอยู่ที่รัสเซียไม่ยอมรับเงินสกุลอื่น(โดยเฉพาะยุโรป) ในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ประเภท น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน งานนี้เลยทำให้ความต้องการของเงินรูเบิ้ล เพิ่มขึ้น หากรัสเซียจำกัดปริมาณเงินที่เป็น Offshore ไว้ให้มีจำนวนน้อยด้วย (เรียกว่าไม่ปล่อยเงินออกนอกประเทศ จำกัดเงินรูเบิ้ลที่หมุนเวียน ภายนอกประเทศด้วย) งานนี้ค่าเงินรูเบิ้ลที่ตกอยู่นั้น ก็เพิ่มขึ้นด้วย ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่า เกิดสงครามแล้ว ค่าเงินลดลง แต่รัสเซีย เปิดตำรา (แบบพลิกตำราทั้งหมดเลยทีเดียว) สิ่งที่รัสเซียทำ คือ ปิดประตูในการแลกเปลี่ยนเงินตรา จำกัดทางไหลเข้าออกเงินตรา /ปิดตลาดทุน ซึ่งโดยทั่วไปเป็นตัววัดผลงานของรัฐ ที่เด่นชัดเจนว่า เอามาเครมเรื่องผลงานของรัฐ /แล้วก็สิ่งที่ขายก็ให้มาจ่ายเป็นเงินรูเบิ้ล แทน ก็เป็นสิ่งที่เห็นทันทีเลย
อันนี้เรียกได้ว่า รัสเซีย ดำเนินการศึกษามาอย่างดีเลยทีเดียวในเรื่องนี้
มีหลายคน หาว่าบ้า แต่ทว่า การสวนคน มีโอกาสมากกว่าที่ตามคน ถ้าหากคุณคิดถูกต้อง แล้วคนมาแย้งก็ตาม แต่ไม่ใช่ไม่ฟังคนที่มาแย้งน่า แต่เราก็ต้องฟังแล้วคิดว่า มีเหตุผลไหม มีอดีตที่เป็นแบบนี้ไหม ยิ่งศึกษาอดีตมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นว่า ปัจจุบันเดินตามรอดอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่มันเปลี่ยนแปลงไปในบริบทปลีกย่อยเท่านั้น หรือ เปลี่ยนเรื่องไป แต่ใจความสาระของเรื่องเหมือนเดิม

ส่งท้าย
ตอนนี้จับตา ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นทางเรือที่สำคัญของโลก แห่งหนึ่ง /ที่ปลูกชาที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง /ศูนย์ซื้อขายพลอย ที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก มีปัญหาเรื่องกองทุนสำรองของประเทศ จากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงมาก
ประเทศที่สองที่น่าจับตาคือ เลบานอน ปัญหาเกิดจาก โควิค 19 ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจหรือไม่ (สิ่งที่สังเกต เลบานอนติดกับ ซีเรีย และติดกับอิสราเอลด้วย น่าสนใจว่า จริงแล้ว โควิค 19 หรือปัญหาอื่นที่เป็นเรื่องสงครามการเมืองหรือสงครามตัวแทนหรือไม่ หรือ ปัญหาทางตะวันออกกลางที่เราเห็นนั้นไมให้สิ่งที่เห็นหรือเปล่า)

ไปแหละ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Apr 13, 2022 9:52 pm

จุดอ่อนของ E-AGM
ในช่วงระยะเวลา ปลายเดือนมีนาคม ถึง ปลายเดือนเมษายน ของทุกปี เป็นช่วงที่มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวนมากที่สุด (สังเกตได้ว่า ยิ่งปลายเดือน เมษายน ก็มีการจัดการประชุมฯมาก บางปี วันสุดท้ายของเดือน เมษายน เป็นวันที่จัดมากที่สุดด้วยซ้ำไป)
การประชุม AGM นั้นเมื่อก่อนนี้จัดที่สถานที่ตั้งบริษัท หรือ สถานที่อื่นที่บริษัทระบุไว้ในหนังสือบริคณสนธิ ที่ให้ไว้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (อันนี้คือ ทำตามกฏหมายที่บัญญัติไว้)
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงที่โควิค 19 คือ
1. มาตรการประชุม onsite ที่มีมาตรการเข็มงวดเพิ่มขึ้น แต่จำนวนที่จัดประชุม onsite ลดลงอย่างมาก
2. การจัดประชุม online ได้รับความนิยมจำนวนมาก โดยที่สังเกต ใช้หลากหลาย platform ในการประชุมมาก
ไล่ตั้งแต่ MS team / Cisco WebEx /Zoom /Google Meet เป็นต้น
online ได้ความนิยม เพราะว่า ไม่ต้องเดินทาง สามารถ ฟังได้หลากหลายบริษัท แม้ประชุมชนกันก็ตาม ถ้าหากคนแยกสมองได้ เพราะบริษัทจดทะเบียนจัดการประชุมผู้ถือหุ้นชนกันจริงๆ

แต่อย่างไรเสียจุดอ่อนของการประชุม e-agm คือ
1. เอกสารที่บริษัทจดทะเบียน ส่งมานั้น แบบฟอร์มที่ได้รับจาก TSD มีแต่บอกว่าประชุมวาระอะไร แค่ 2 แผ่น เท่านั้น ไม่บอกเลยว่าส่งรายละเอียดที่ไหนอย่างไร ต้องหาเอาเอง ติดต่อ IR เอาเอง เรียกได้ว่า ไม่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหุ้น
2. อันนี้มากมากกว่าอันแรก คือ มีการส่งวาระมาให้ พร้อมแนบเอกสารมอบฉันทะ มีเอกสารระบุจำนวนหุ้นที่ถือ เลขทะเบียนผู้ถือหุ้น (เหมือนกับ AGM ปกติ) ไม่บอกว่าติดต่ออย่างไร ไม่บอกว่าลงทะเบียนอย่างไร ซึ่งเมื่อประสาน IR แล้วยังมีการขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งอ้างในเอกสารที่มากับวาระการประชุมว่าต้องลงทะเบียนก่อนอีก ต้องส่งตามหลังอย่างวุ่นวาย อีกต่างหาก
3. อันนี้ก็มากกว่าข้อที่ 2 คือได้มาหมดเลย บอกรายละเอียดเลย ว่าส่งเอกสารอย่างไร (ส่งแบบจดหมาย หรือส่งแบบอิเล็กทรอนิกส์) บอกเลยว่าติดต่ออย่างไร ต้องทำอย่างไร เพื่อเข้าร่วมประชุมได้ แล้วถ้าเกิดปัญหากับการเข้าใช้โปรแกรมให้ติดต่อที่ไหน อย่างไร เรียกว่าดีสุดๆ
สิ่งที่สำคัญคือ TSD ไม่ได้ตั้งมาตรฐานในการจัดส่งเอกสาร ว่าหากบริษัทที่จัดประชุมผู้ถือหุ้นแบบ E-agm นั้น เอกสารที่ส่งมาให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้นต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ส่วนบริษัทจดทะเบียนทั้งหลายก็ต้องให้สิทธิของผู้ถือหุ้นเท่าเทียมกัน ในการจัดส่งเอกสาร เพื่อการติดต่อ ในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้นแบบ E-agm
ปัญหาต่อมาที่เจอะเจอ คือ บริษัทจดทะเบียนใช้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมที่หลากหลายมากมาย
บางบริษัทใช้ระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการถ่ายรูปและบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตน (ไม่แน่ใจว่า PDPA มีให้อ่านไหม ว่าขอให้ถ่ายเพื่ออะไร เพราะว่า เอกสารประชุมการเข้าประชุมก็ต้อง Scan บัตรประชาชนไปให้อยู่แล้วนิ ว่าใช่ผู้ถือหุ้นหรือไม่)
บางบริษัทใช้ระบบการลงทะเบียนจาก thrid party ในการลงทะเบียน อันนี้ไม่ต้องมีการถ่ายรูปและบัตร แค่เอกสารครบก็ตอบกลับว่าได้รับเอกสาร และ เข้าร่วมประชุมได้
ที่หนักสุดและปัญหามากที่สุดคือ บริษัทที่ให้ติดต่อลงทะเบียนกับตัวบริษัท ซึ่งก็เป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานเลขานุการบริษัท หรือ ไม่พ้น IR ของบริษัท เรียกว่าส่งไปเงียบหายเข้ากลีบเมฆ เลย ไม่มีการตอบกลับว่าได้รับเอกสาร หรืออย่างไร
เงียบกริบเลย ซึ่งก็บอกไปแล้วว่า ในเอกสารที่ส่งจาก TSD ไม่ได้ระบุช่องทางติดต่อไว้ว่า ติดต่ออย่างไร สุดท้ายก็ต้องงมหานั้นเอง

การใช้ E-agm นั้นถือว่าเป็นการพัฒนาเลยทีเดียว แต่ทว่า กว่าจะเข้ารูปเข้ารอยก็ต้องเสียงสะท้อนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ให้มันเข้าที่เข้าทาง

ถ้าหากเป็น AGM ธรรมดา เปรียบเทียบดู
ถ้าหากไปประชุมด้วยตัวเอง โดยที่ไม่มีเอกสารของ TSD ไปด้วย (ไม่มีใบปะหน้า ระบุว่าจำนวนหุ้นเท่าไร เลขทะเบียนผู้ถือหุ้นคืออะไร) ก็ไปถึงยื่นเอกสารได้เลย แต่ทว่า E-AGM มีกำหนดระยะเวลาการยื่นว่า ต้องส่งเอกสารก่อนวันที่เท่าไร ถึงสามารถเข้าร่วมประชุมได้
AGM ธรรมดาขอรายงานประจำปี และ วาระประชุมหน้างานได้ ส่วน E-AGM มีเมนูให้โหลด อ่านบนหน้าแสดงผลได้ แถมไม่พอบริษัทลดต้นทุนในการใช้งานกระดาษคือ ไม่ต้องเอาเอกสารประจำปีและวาระประชุมมาตั้งไว้ให้ผู้ถือหุ้นอีกต่างหาก
AGM ต้องจัดให้มีอาหารว่าง รองรับ (พวกชา กาแฟ ของว่าง) E-AGM นั้นผู้ถือหุ้นจัดหากันเอาเอง อันนี้คือบริษัทลดต้นทุนในการจัดประชุมไปได้หลาย (รวมถึง พวกถ้วยชา ถ้วยกาแฟ จานรองของสถานที่จัดการประชุม โดยเก็บกลับบ้าน หรือมีการชำรุดเสียหายด้วย)

แต่อย่างไรเสีย ก็ต้องขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ ที่ยอมปรับแก้ไขกฏหมายและกฏระเบียบต่างๆเพื่อรองรับการประชุม E-AGM ให้เกิดขึ้น ภายใต้สถานการณ์โควิค 19 ที่เกิดขึ้นมา ครับ

ไปแหละก่อนโดนตีหัว เพราะเขียนในเรื่องที่ไม่น่าควรเขียน

ส่งท้าย
ตามที่บอกไปอันก่อนคือให้จับตา ศรีลังกา และ เลบานอล
อย่างลืม กลับมาจับตาที่เมืองไทยด้วยละ เพราะ สิ้นเดือน ราคาน้ำมันดีเซล ไมใช้ตรึงอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตรแล้ว
ส่วนราคาก๊าซหุงต้มก็ทยอยปรับขึ้นเป็น step แต่ทว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่บอก สูตรการคำนวณค่าก๊าซ หรือราคาเป้าหมายว่าปรับถึงราคาเท่าไร บอกว่าปรับเป็น step เพื่อลดภาระเท่านั้นเอง มันเลยทำให้ไม่รู้ว่า สุดท้ายมันควรไปที่ราคาเท่าไร หรือปรับจนกว่า เท่าราคาของตลาดโลก และที่สำคัญราคาอ้างอิงจากไหน (เมื่อก่อนนี้ตั้งแต่การค้นพบก๊าซจำนวนมากในอ่าวไทย ประชาชนทั่วไปก็จำได้ว่า ประเทศไทยของเรานั้น ไม่ต้องพึ่งพา ก๊าซจากต่างประเทศ นั้นเอง)
อีกต่อไปคือ จับตาเรื่อง หนี้เสียเมื่อสิ้นสุดมาตรการของ ธปท
เรื่องสุดท้ายคือ จับตาตัวเองดุลเดินสะพัด ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ราคาพลังงานสูงนั้น ขาดดุลหรือยัง
(เรื่องฝากมากกว่าเรื่องที่เขียน 55555 )

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Apr 17, 2022 9:17 pm

ปรากฏการณ์ข้าวเหนียวมะม่วง
วันนี้ได้เกิดปรากฏการณ์ ข้าวเหนียวมะม่วงเกิดขึ้น เรียกได้ว่า ร้านไหนขายข้าวเหนียวมะม่วง วันนี้
ขึ้นป้ายว่า หมด มีพนักงานขับ GRAB ,Robinhood ,panda food หรือเจ้าต่างๆ ยืนต่อคิวซื้อข้าวเหนียวมะม่วง
มันไม่ใช่ปรากฏการณ์แรก และไม่ใช่ปรากฏการณ์สุดท้าย ในเรื่องของกิน
ก่อนหน้านี้ยังจำได้ไหม ว่า ออเจ้า (บุพเพสันนิวาส) ได้สร้างปรากฏการณ์เรื่องอาหารการกินเอาไว้
ว่าออกอากาศตอนไหน ที่มีของกินเช่น หมูกระทะ หรือ มะม่วงน้ำปลาหวาน เรียกได้ว่าขายดิบขายดี หลังจากการออกอากาศไปแล้ว เรียกได้ว่า เป็นปรากฏการณ์
แต่ พ.ศ. 2565 นี้ เรียกได้ว่า ไม่ใช่บรรยายกาศเหมือนออเจ้า แต่ทว่าตอนแรก คือ มหกรรมเทมะม่วงทิ้ง คือราคาขายของมะม่วงตกต่ำอย่างมาก เรียกได้ว่า ขายกันหน้าสวน ราคาต่ำมาก แต่ทว่าราคาขายที่แบ่งตามรถเข็นไม่ได้ลดลงเลย
มีปรากฏการณ์การซื้อขายโดยตรง โดยหน่วยงานต่างๆก็ยื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหา แต่สุดท้ายก็ ราคาลดลงอย่างมาก
แต่ทว่า พอ น้องมัลลิ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตระดับโลก ในระหว่างการแสดง ก็ได้กินข้าวเหนียวมะม่วงบนเวทีเท่านั้นแหละ
กลายเป็นร้านที่ขายข้าวเหนียวมะม่วงนั้น ขายดิบขายดีทันตาเห็นเลย
อย่างนี้ไม่เรียกว่าปรากฏการณ์ได้อย่างไร เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย คือราคาตกต่ำของมะม่วงกลับกลายเป็นโอกาสของพ่อค้าคนกลาง และ ร้านที่ทำข้าวเหนียวมะม่วงมาจำหน่าย เลยทีเดียว
งานนี้ กระแสอยู่นานได้แค่ไหน เป็นแบบดาวหาง หรือ เป็นดาวตก รอดูกันละกัน

ปล ตอนนี้ เยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย และ เงินดอลล่าร์
ลองดูละกันว่า เยนจะอ่อนไปเท่าไร น่าจับตา ในประเด็นนี้อย่างมาก

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Tue May 03, 2022 12:38 pm

ไม่ตรวจไม่เจอโควิค 19
งานนี้ก็สนุกซิ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed May 04, 2022 5:36 pm

ได้ดูพาเหรดฟรี
พูดถึงคำว่าพาเหรด นั้นในหัวคิดถึง การแสดงนอกสถานที่ มีขบวนรถ ขบวนผู้คน ขบวนเครื่องเสียงทั้งดีดสีตีเป่า ออกมาให้สร้างความบันเทิงเริงรมย์ ตามท้องถนน เป็นการแสดงภายนอกอาคาร เรียกประชาชนคนดูได้เพียบเลยในการจัดแต่ละครั้ง หากมีแม่เหล็กดึงดูดดีๆ
แต่ทว่า มันไม่ใช่พาเหรดที่คิดซิ กลับกลายเป็น พาเหรดในความหมายนี้คือ การขึ้นราคาของสินค้า เอาซิ งานนี้คือ เรื่องของปากท้องของประชาชน นั้นซิ (ไม่เกี่ยวกับการเมืองน่า)
ถ้าหากในความหมายนี้ นั้นคือ สถานการณ์ ยุคข้าวยากหมากแพงกำลังกลับมาอีกครั้ง ยังจำครั้งก่อนหน้า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ได้ไหม (ก่อนรัสเซียบุกไครเมีย) นั้นเอง
ตัวแปรในครั้นนั้นคือราคาน้ำมันพุ่ง เป็นจรวดไปถึง $150 ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว
เรียกได้ว่าตอนนั้น นักวิแคะ ขออภัย นักวิเคราะห์ออกมากันบางท่านบอกว่าไป $200 บางท่านก็ไป $300 แต่สุดท้าย น้ำมันจากหินดินดาน ช่วยชีวิตไว้ ราคาลงมาประมาณ $50-60 และไม่เพียงแค่นั้นคือ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เข้ามาผสมโรงด้วย
แต่รอบนี้ไม่ใช่ ต้นเหตุมาจาก Demand push คือความต้องการหลังจากปิดเมืองจาก โควิค 19 ไม่เพียงแค่นั้น การแยก Supply chain ออกเป็นสองขั้ว และซ้ำเติมด้วยการ แบนรัสเซียออกจากระบบการเงินของโลก เลยทำให้รัสเซีย ดำเนินการมาตรการซื้อขายน้ำมันและก๊าซเป็นเงินรูเบิ้ลแทน แล้วไม่ปล่อยเงินรูเบิ้ลในตลาดต่างประเทศ เพื่อดันค่าเงินกลับจากการแซนชั่นนั้นเอง
ตอนนี้ก็มีการเชือดไก่ให้ลิงดู จำนวน 2 ประเทศ ที่ไม่จ่ายตามที่รัสเซียบอก ก็ตัดการส่งน้ำมันและก๊าซเป็นที่เรียบร้อยแล้ว งานนี้ค่อยๆทำกันไปเรื่อยๆ
ตอนนี้หากใครมองดู เรื่องนี้มันมีเรื่องของประเทศในชมพู่ทวีปที่น่าแปลกใจว่า เนื้อหอมมาก เจ้าใหญ่ๆก็ไปหาคือ ทั้ง US จีน รัสเซีย วิ่งไปหา ไม่โดนโจมตรีเรื่องการเข้าข้างในเรื่องสงครามอีกต่างหาก มันก็น่าแปลกน่า หรือว่า ประเทศนี้ จะเป็น Rising star ต่อจากจีน หรือไม่ก็ติดตามกันดูต่อไป

กลับมาเรื่องของพาเหรดต่อ เรียกได้ว่า มาเร็วและแรงแบบนี้ ความต้องการสูง มีปัจจัยทางด้านการขนส่งไม่ได้คือ จีน shutdown เซี่ยงไฮ้ที่เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ งานนี้ผลกระทบไม่เพียงแค่เรื่องของเมืองทางด้านการเงินเท่านั้น แต่กระทบถึงการขนส่งทางน้ำอีกต่างหาก งานนี้ส่งออกทางน้ำก็ยากลำบากอีกครั้ง ซ้ำเติมด้วย ตอนนี้น่าจะเริ่ม lock down ปักกิ่งอีก งานนี้คือ ระฆังช่วยชีวิต ทำให้ ราคาน้ำมันลดลงเพราะเดินทางลดลง คนอยู่บ้านนั้นเอง

แต่ทว่ามันก็น่าจะสายไปหน่อย เพราะเงินเฟ้อมันพุ่งไปแล้ว ดังนั้น ตัวที่ทำลายล้างความมั่งคั่งคือดอกเบี้ย ถึงแม้นว่า ขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถทำลายล้างความมั่งคั่งได้อย่างมากมายมหาศาล จุดนี้ต้องระวัง
การดึงเงินกลับ คือ เงินมันดึงออกจากระบบ แต่ความมั่งคั่งมันเป็นตัวเลข เล่นเกี่ยวกับอารมณ์ของผู้คน ในตลาดต่างๆ ดังนั้นตัวเลขนี้แหละ อันตรายมากๆกว่า การปั้มเงิน เพราะเงินที่ปั้มออกมาไม่สามารถดึงออกได้ทั้งหมด ให้เทียบกับกับก่อนการดำเนินการได้ เพราะปล่อยออกมาแล้ว หมุนไปแล้ว ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร เนี่ยซิที่น่าคิดว่า ตอนนี้เรานั้น อยู่ในหม้อต้มน้ำหรือไม่ ที่น้ำค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิที่ละเล็กทีละน้อย
เอาแหละ นอกเรื่อง ราคาน้ำมันขึ้น งานนี้กระทบโดยตรงต่อภาพขนส่ง และ ยานยนต์เลยทีเดียว แต่ทว่ายานยนต์หนีไปใช้ไฟฟ้า ก็มิวายไม่รอด เพราะ ชิปมันหายไปจากตลาดซ้ำไปอีก ไม่ใช่ไม่มี แบตเตอรี่ แต่ชิปมันไม่มีเพียงพอให้ผลิต แถมไม่พอ ส่วนประกอบบางส่วนไม่อาจจะผลิตได้ด้วย งานนี้อาจจะเกิดโรงงานที่ใช้คำว่า ทดแทนการนำเข้าในแต่ละพื้นที่ เพื่อขจัดปัญหาเรื่องการขาดแคลนเรื่องนี้ไป ถึงแม้นว่า ราคามันแพงกว่าก็ตาม ก็ต้องทำในเวลา
ส่วนเรื่องของพืชอาหาร นั้นก็กระทบจากสงครามทำให้ปุ๋ยราคาพุ่งเป็นจรวดเหมือนกัน
งานนี้เมื่อพืชแพงอาหารสัตว์แพงไปด้วย และทำให้ เนื้อสัตว์แพงไปอีก งานนี้อาจจะได้เห็น Plant Food มาเร็วกว่าที่คิดก็เป็นไปได้ เรียกว่าตัดวงจรที่ให้พืชไปเลี้ยงสัตว์ต่อ เพราะ จุดนี้มันทำให้เกิด ความสูญเสียในขั้นตอนกระบวนการเจริญเติบโต และต้องใช้เวลา ก็ตัดตอนผลิตจากพืชไปเลยดีกว่า
สุดท้ายคือ ทุกอย่างลองมอง ว่าอะไร แก้ไขปัญหาอะไร แล้วจะเห็นว่าตอนนี้โอกาสมี แต่ทว่ากรรมบังหรือเปล่าเท่านั้นเอง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat May 07, 2022 2:18 pm

เรามาถึงวันที่น้ำมันเบนซิน 2 ลิตร มากกว่า 100 บาท น้ำมันโซฮอล์ E20 ราคามากกว่า 40 บาท ซึ่ง น้ำมัน 1 ลิตร ราคาเท่ากับ การกินข้าว 1 มื้อ
น้ำมันเป็นสิ่งที่ทำให้เงินเฟ้อสูงแน่นอน เตรียมตัวในเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย
ไม่เพียงแค่นั้น ต้องรับมือในเรื่องขนส่งที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ ว่ามีการปรับขึ้นแน่นอน
น้ำมันเบนซิน -> การขนส่งพวกมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นหลัก
น้ำมันดีเซล -> กระทบทั้งขนส่งคน และ ขนส่งสินค้าต่างๆ ไม่ว่าเป็นพืชผลิตทางการเกษตรยัน ตู้คอนเทนเนอร์
งานนี้ปฏิกิริยาลูกโซ่ จากน้ำมันขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งคือ ที่ต้องดูต่อไป เมื่อน้ำมันขึ้น มันหมายถึง By Product ของน้ำมัน ตอนนี้ต้องจับตาดู (แต่แปลกใจว่า ราคายางพารา ยังไม่มา โดยปกติ แล้ว ยางพาราก็ต้องมาด้วย ซึ่งมีบางคนบอกว่า มีการเปลี่ยนแปลงการใช้งานยางพารา ไปใช้ By product ของน้ำมันแทนไปแล้ว แต่ก็มีส่วนผสมอยู่ดี)
By product ของน้ำมันคือ Chain ของปิโตรเคมี นั้นเอง ต้นน้ำคือน้ำมัน กลางน้ำ ปลายน้ำ ก็ต้องมา แต่รอเวลาส่งพาทางด้านราคาเท่านั้น ว่าเร็วแค่ไหน

สิ่งที่ต้องจับตาดูเมื่อน้ำมันแพง คือ การใช้ปริมาณน้ำมันในประเทศ ว่ายังใช้งานลดลงหรือ เท่าเดิม แค่ไหน (ก่อนหน้าที่น้ำมันดีเซลปรับขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลา 05.00 น. ที่ตรึงราคาไว้ 29.99 บาทนั้น เกิดปรากฏกักตุนน้ำมัน จนเกิดจราจลย่อยๆ ที่ปั้มน้ำมันปตท และ บางจาก ที่ขายราคาถูกกว่าปั้มอื่นๆ เรียกได้ว่ามี ถัง 200 ลิตรก็นำมาใส่กัน เพื่อแลกกับการได้น้ำมันถูก นั้นเอง)
ดังนั้น เมื่อ Shortage น้ำมัน คำถามว่า จะหนีไปทางไหน
เพราะ พืชน้ำมันตอนนี้ ราคาน้ำมันปาล์มก็ไม่ใช่ว่าถูกเหมือนก่อนหน้านี้
ประเทศที่ส่งออกสำคัญคือ อินโดนีเซีย ก็งดการส่งออก ส่วนมาเลเซียก็เพิ่งน้ำท่วมไปเมื่อปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 แถมด้วย ประเทศในกลุ่มอียูเริ่มแบนผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำมันปาล์ม
ซ้ำด้วย วิกฤติน้ำมันทานตะวันที่เกิดจากแหล่งผลิตที่ยูเครน เนื่องจากสงครามของยูเครนและรัสเซียอีก ซึ่งทำให้ อินเดียก็ต้องหาน้ำมันทานตะวันไม่ได้ ก็เลยนำเข้าน้ำมันปาล์มทดแทนจากมาเลเซีย ซ้ำเมื่อมาเลเซียโดนน้ำท่วมไปก็เหมือน short ไปด้วย
ส่วนน้ำมันถั่วเหลือง เนี่ยโดนตั้งแต่รอบสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกาในรอบของปธน ทรัมป์ นั้นเอง
ส่วนพวก สบู่ดำ ก็เงียบไป หญ้าเนียเปีย ก็เงียบไปแล้ว อันนี้เอาไปผลิตกระแสไฟฟ้าเงียบหาจากหน้าสื่อไปเฉยเลย
แต่สิ่งที่มาเรื่องพลังงานคือ โซล่าร์เซลล์ ที่ได้อานิจสงฆ์ (การกลับมาของค่าไฟฟ้า ทีปี 2563 เกิดการ Lock down จนการใช้งานไฟฟ้าลดลง และการไฟฟ้าต้องลดค่าไฟฟ้าให้ ในปีนั้น มาเอาคืนปีนี้แทน )
เมื่อน้ำมันแพง สิ่งที่น่าจับตามองคือ ก๊าซธรรมชาติ แพงด้วย ไม่มีมาบอกเลยว่า ราคามันแพงมากกว่าน้ำมันเสียอีก ราคาเพิ่มตลอดทางเลย ซึ่งมันเป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศไทย และสิ่งที่สำคัญคือ ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาที่พลัดเปลี่ยนใบจากบริษัทที่ได้รับสัมปทานเดิม มายังบริษัทในเครือของปตท พอดิบพอดีด้วย

ส่วนผลทำให้ ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยอยู่ที่ 4 บาท สำหรับภาคครัวเรือน อันนี้คือ ต้นทุนการผลิตอีกต่างหาก ดังนั้นตอนนี้เห็นภาคการผลิตเริ่มติดตั้งโซล่าร์เซลล์รวมกับภาคครัวเรือนที่เริ่มให้เห็นกัน

ไม่เพียงแค่นี้ ในอนาคต การไฟฟ้าทั้ง 3 อาจจะต้องมีการซื้อขายกระแสไฟฟ้าแบบ Real time เหมือนของ US ที่ทำได้ แต่ทว่าเมื่อไรเท่านั้น ตอนนี้กำลังเริ่มทำกันในวงจำกัดอยู่
จุดนี้สำคัญเพราะหากทำจริงในอนาคต ได้ก็งานนี้สนุกเหมือนกัน

ในส่วนของภาคประชาชน ตอนนี้รายจ่าย มีแต่ราคาปรับเพิ่ม แต่รายได้ อันนี้ไม่ทรงตัวก็ลดลง ยังไม่ก้าวออกจากปัญหาจากโควิค 19 เลย นั้นคือพูดง่ายๆคือ ค่าแรงยังไม่เพิ่มขึ้น โบนัสในปี 2564 ก็ไม่มี อีกต่างหาก แล้วไม่เพียงแค่นั้น ในปี 2563 ก็ใบไม้ร่วง ออกจากงาน หรือ โดนลดเงินเดือนกัน ยังไม่ค่อยกลับมาเท่าไรเลย

ในด้านภาคประชาชน อันนี้ เมื่อท้องไม่อิ่ม แล้วอาจจะเห็นอะไรตามมาก็ได้ ในระยะต่อไปนี้

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว ตอนนี้จับตาดู ภาระของนักท่องเที่ยวที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันเครื่องบิน ที่ก่อนหน้านี้รัฐ ช่วยอุ้มในการลดภาษีน้ำมันเครื่องบินให้ อุ้มมากกว่าอุ้มน้ำมันดีเซลของภาคขนส่งด้วยซ้ำ ตัวนี้แหละเป็นตัวที่ทำให้ ยอดนักท่องเที่ยวกลับมาหรือไม่
มองดูว่านักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา เงินต่างประเทศไหลเข้ามา จังหวะเดียวกับ ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปด้วย อันนี้ตั้งขอสังเกตไว้ด้วย ว่า เมื่อนักท่องเที่ยวกลับมาพร้อมค่าเงินบาทอ่อน อันนี้ดีหรือไม่ดี ก็ต้องดูระยะถัดไป

สิ่งที่เขียนไปก่อนหน้านี้คือ จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดให้ดีๆ ว่า น้ำมันนำเข้ามา ทำให้กดดันอย่างมาในส่วนนี้ ส่วนส่งออกก็โดนเรื่องการ Lock down เซี่ยงไฮ้ และ ปักกิ่ง
แต่ทว่า ยอดรายได้ของคลองสุเอซ นั้นสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ มันคือภาพที่ขัดแย้งกันอย่างยิ่งยวดในช่วงเวลานี้ เลยทีเดียว แต่อย่าไรเสียเมื่อน้ำมันเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ราคาขนส่งทางทะเลเพิ่มไปด้วย

สุดท้าย น้ำมันเป็นตัวที่ทำให้ เกิด Short ทางด้าน Supply side คือราคาข้าวของเพิ่มขึ้น ผสมโรงกับ Demand ที่กลับมาสูงระดับปกติ แต่ Supply ยังไม่สามารถเร่งตัวให้เท่ากับปกติได้จากข้อจำกัดต่างๆ นั้นเอง ว่าผลิตไม่ได้ของขาดแคลน จากวัตถุดิบ (Raw material)

แต่อย่างไรเสีย ต่อไปในระยะอันสั้น เมื่อ US ขึ้นดอกเบี้ย ตัวนี้คือการสกัดเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่เมือเพิ่มดอกเบี้ย ก็ทำให้ ความมั่งคั่งของประชาชนลดลงอีกด้วย นั้นคือ ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ ราคาลดลง แต่ผลตอบแทนต้องเพิ่มขึ้น เพื่อชักชวนนักลงทุนมาลงทุนนั้นเอง

สิ่งที่เตือนตอนนี้ นั่งทับมือ และกลับไปอ่านหนังสือดันโด นั้นเอง
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat May 21, 2022 8:37 am

ถึงเวลาอ่าน พระคัมภีร์ intelligent investor อีกครั้งหนึ่ง
ในเวลานี้ เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นรุ่นแรง ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกปรับขึ้นดอกเบี้ย
มีแนวโน้มที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบก่อนหน้านี้ ยังไม่สามารถหยุดการขึ้นของเงินเฟ้อได้ เนื่องจาก เงินเฟ้อรอบนี้มากจาก supply push เป็นหลัก ไม่ใช่มาจาก Demand
เมื่อมองหาประวัติศาสตร์ในโลกของการเงินการลงทุน ในสมองคิดเลยว่า มันมีหนังสือที่เป็นระดับตำนานและหลายต่อหลายคนที่อยู่ในวงการการเงินการลงทุน บอกต่อว่า คุณต้องไปอ่านเล่มนี้ หนึ่งในหนังสือเหล่านั้นคือ intelligent investor (มีแปลไทย โดยพี่พรชัย) ถึงแม้นจะหนังสือหนาระดับที่หนุนหัวเข้านอน (ทดแทนหมอนได้เลย)
แต่ทว่าในนั้นมีความหมายในเรื่องของเหตุการณ์ปัจจุบันอย่างมาก
หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกเหตุการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในสมัย นายพอล โวล์คเกอร์ (Paul Volker) เป็นประธาน FED ที่ขึ้นดอกเบี้ยแบบรุนแรง เพื่อกดอัตราเงินเฟ้อจนต้องเกิดผลิตภัณฑ์กู้ยืมเงินข้ามคืนมาใช้ในปัจจุบัน เพราะ ในอดีต ดอกเบี้ยมันเกิน 18% ต่อปีมิได้ แต่ต้องไปให้เกิน เพราะในสมัยนั้นน้ำมันแพง เลยเกิดอาการช็อครุนแรง
เรียกได้ว่า ผลตอบแทนของตราสารหนี้ วิ่งแซงผลตอบแทนของตราสารทุน เลยทีเดียว (โดยทั่วไป อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้น้อยกว่าตราสารทุน เพราะ ความเสี่ยงต่างๆของตราสารหนี้ต่ำกว่า ตราสารทุน และ เมื่อบริษัทเลิกกิจการคืนเงินผู้ถือตราสารหนี้ก่อนตราสารทุน)
ถึงแม้นมันจะหนาแต่ต้องทนได้หน่อยละกัน แต่สิ่งที่ได้ มันมากกว่าที่คิดไว้
พี่พรชัย เป็นที่รู้จักของหลายต่อหลายท่านในที่นี้อย่างมาก แปลหนังสือการลงทุนไว้มากมาย (ถ้าหากทันยุคที่พี่พรชัยเล่น TVI อยู่ ก็จะเห็นบทความดีจากพี่เค้าเหมือนกัน แต่น่าเสียดาย)
ดังนั้นจึงแนะนำให้อ่าน เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนในช่วงเวลานี้ ซึ่งมีความผันผวนอย่างมาก จากสิ่งที่เราเรียกว่า unknow+unknow ซึ่งแตกต่างจากยุคก่อนที่ know +know หรือ อย่างมาก unknow -> know หรือ know -> unknow
ฝากไว้แค่นี้แหละ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat May 28, 2022 6:37 pm

บอร์ด คปภ. เห็นชอบให้นายทะเบียนสั่ง “พุทธธรรมประกันภัย” หยุดรับประกันวินาศภัยชั่วคราวแล้ว
https://www.oic.or.th/th/consumer/news/releases/92952
เคสนี้ เรื่องมันเริ่มต้นตอนเดือน พค 2564 ตำรวจอาญากรรมทางเศรษฐกิจ อายัดบัญชีของบริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด (มหาชน)
อันนี้ อ่านกันเอาเองละกัน ว่าเกี่ยวข้องอย่างไร
https://www.isranews.org/article/israne ... 9-100.html
https://today.line.me/th/v2/article/vvz3wj

ตอนนี้ โควิค กวาด 4 บริษัท + 1 ร่อแร่ (ฟื้นฟู)
อีก 1 ตามข้างบน

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18318
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Jun 19, 2022 12:32 pm

เมื่อโลกวุ่นวาย จนต้องมองกลับ
ตอนนี้โลกวุ่นวายในเรื่องของการคว่ำบาตรรัสเซียจากสงคราม แต่ มันไม่ใช่มันเกิดผล ตามที่ร้องการแต่กลับเป็นการท้าทายแทน
ทำไมมันเป็นแบบนั้น จากการที่คว่ำบาตรไม่ให้มีการ transfer เงินผ่านระบบ swift จนหาทางออกได้ ไม่ล่มสลาย
ไม่ส่งเสริมการใช้น้ำมันและก๊าซ กลับทำให้เกิกการขาดแคลนพลังงาน เพราะบีบให้ใช้พลังงานไฟฟ้าแทน
ยิ่งทำยิ่งเจ็บ แถมไม่พอคือ ปิโตร-ดอลล่าร์ โดนท้าทาย เป็น ปิโตร-รูเบิ้ล ไม่จ่าย ตัดการส่งน้ำมันและก๊าซ แทนเลย
แถมไม่เพียงแค่นั้น โลกคลิปโต หลังปรากฏการณ์ราหูอมจันทร์ มันกล่ยเป็นฤดูหนาว ราคา BTC นั้น ประวัติศาสตร์สั้นแต่ทว่า มีนก็พอบอกได้ว่า จากยอด ลดลง 80% โดยประมาณ ดังนั้น มันไม่ถึงเวลาที่ ลงทุน ผลจากโลกคลิปโต กระทบ ผู้ผลิตการ์ดจอ ซึ่งเดิมมีเจ้าใหญ่ แค่ 2 เจ้า คือ amd และ nvidia ตอนนี้เริ่มมี intel ลงสนามมา ร่วมวงด้วย จากเดิม 2 เจ้า ก็เป็นสามเจ้า ก็ต้องมีผลกระทบอยู่แล้ว โดนการเข้าตลาดของ intel นั้นคือ ประสิทธิภาพ และ ราคา คือหัวหอก ในการสอดแทรก นั้นเอง
ต่อมาคือ เมื่อสถานการณ์ของ btc ย่ำแย่ลง นั้นเป็นตัวชี้ได้ว่า เหล่า startup ก็เริ่มมีปัญหา ต่อเนื่อง แถม ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งเป็นตัวเร่ง ในการทำลายล้าง บริษัท ที่ไม่สร้างกำไร ถึงแม้นเติบโตก็ตาม (เงินไม่มีให้เผาทำลาย จากการทำ QE อีกต่อไป)
อีกอย่างการทำลายค่าเงินของ เหล่าเหรียญคลิปโต มันกลายเป็น โดมิโน ออกมาสู่สินทรัพย์ อื่นๆด้วย เรียกได้ว่า มีการกลบข่าวกัน หาการเชื่อมโยงกันอยู่ แต่จริง ไม่ต้องเชื่อมโยง เพราะ เงินมันมีที่มาที่ไป เป็นตัวเขื่มออยู่แล้ว จากเงินจริง เทียบมูลค่าเป็นคลิปโตได้ มันก็คือจุดเขื่อมโยงนั้นเอง
อีกส่วนหนึ่ง ปัจจุบัน เริ่มมีข้อสงสัยว่า น้ำมันจากชั้นหินดินดาษ หรือ เชลล์ออลล์ และเชลล์ก๊าซรอบนี้เงียบสนิทเลย ซึ่งต้นทุนที่นักลงทุนจำได้คือ $60 ต่อบาร์เรล แล้วทำไม ถึงไม่ออกมา แต่เอาน้ำมันยุทธศาสตร์ มาใช้ มันก็แปลกน่า เพราะก่อนหน้านั้น มีสงครามอิรักระลอกสอง แล้วมีข้อโจมตรีเรื่องของการผ่อนถ่ายน่ำมันจากอิรักไป แล้วมาในรูปแบบของเชลล์ออลล์และเชลล์ก๊าซ หรือเปล่ามันก็น่าสงสัยอยู่ ถ้าทำได้จริงก็ควรออกมาในช่วงเวลานี้ซิ แปลกแหละในเรื่องนี้

ส่วนเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนค่า นั้นก่อนหน้าบอกไว้ว่า ถ้าต้องการท่องเที่ยวหรือการส่งออกต้องลดค่าเงิน การลดค่าเงินคือ การทำการปั้มเงิน หรือกระตุ้นผ่านดอกเบี้ยที่ติดดิน นั้นเอง
ไม่เพียงแค่นั้น ต่างชาติ พอเห็นไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามก็จัดการ short sall ถล่มต่างหุ้นแล้ว ทำสัญญาซื้อขายค่าเงิน เพื่อให้ได้กำไร ทั้งส่วนต่างตอนขายและซื้อกลับในตลาดหุ้นและ ตลาดค่าเงิน งานนี้ แถม action ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องการที่ให้ฟื้นคืนชีพการท่องเที่ยวนั้นเอง
ตอนนี้พื้นที่ที่น่าไปดูเรื่องการลงทุนคือ ลาว ซึ่งเป็นแหล่งพลังใหม่ มีทั้งเขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน และ เหมืองถ่ายหินที่เรียกว่าอุดมสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ ลาวเป็นแหล่งลงทุนของจีนที่สำคัญเลย (เหมือนศรีลังกา)

เรื่องต่อไปคือ ตอนนี้ ในเดือน กค 2565 ต้นเดือน นั้น มฤตยู ย้ายไปราศีพฤษภ มันคือเรือนการเงินของโลก ซึ่งมฤตยูย้ายกลับเมษ ในเดือนธันวาคม อีกครั้ง แล้วเดินไปพฤษภ ช่วงกลางปี 2566 แล้วไม่กลับที่เมษอีก ยาวนาน (เวลา 84ปี)
แถม ราหูอยู่ที่ราศีเมษ ดวงเดียว นั้นคือ ต้องระวังเรื่องการบ้านการเมืองที่จะแรงขึ้นเรื่อย และการเปลี่ยนทางด้านแวดวงทางการเงินในระยะเวลาตั้งแต่ กค 2565 ถึง ธ.ค. 2565 นี้ นั้นเอง

การเงินเริ่มเห็นแววก่อน แต่เราจริงๆคือ 2566 มันมาแน่นอน แต่การก่อตัว ที่น่าสนใจ เพราะตอนนี้ เทคโนโลยี กำลังเข้่สู่ฤดูหนาว ยาวนาน จากการที่ port ของ mobile เป็น type C เท่านั้น การรับประกันการ update OS อย่างน้อย 5ปี ทำให้การเปลี่ยนมือถือช้าลงไปจากเดิม รอ metaverse ก็เพิ่งตั้งไข่ แต่ไม่มา impact /play to earn ยอดการเล่นต่อวันก็ลดลง /defi ก็ ถล่มทลาย จากเหตุการณ์ราหูอมจันทร์ ถ้าหากพ้นพวกนี้ได้ คือ รอบใหม่จากการล่มสลายของเก่า มีการปะ ของเดิม เพื่อแก้ไขปัญหา นั้นเอง

:)


Post Reply