ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Apr 19, 2021 11:50 am

AstraZeneca vaccine: How common are blood clots

https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652370

คนไทยจะต้องพึ่งพาวัคซีนของ AstraZeneca-Oxford เป็นหลักในการป้องกันการเป็นโรค COVID-19

แต่มีข่าวออกมามากมายเกี่ยวกับความเสี่ยงที่การฉีดวัคซีนดังกล่าว อาจมีอาการข้างเคียงที่รุนแรงถึงเสียชีวิต คือเกิดลิ่มเลือด (blood clot) ซึ่งผมพบบทวิเคราะห์ที่ค่อนข้างละเอียดของ CNN เมื่อวันที่ 8 เมษายน ผมจึงขอนำเอาบทวิเคราะห์ดังกล่าวมาสรุปให้อ่านกันในตอนนี้ครับ

หลังจากการพบหลักฐานว่า การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca (AZ) อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือลิ่มเลือดอุดตันที่สมองและที่ท้องได้ในประเทศยุโรปในเดือนมีนาคม หน่วยงานที่รับผิดชอบของยุโรปคือ European Medicines Agency (EMA) และของอังกฤษคือ UK MHRA จึงได้นำเอาข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาและได้ประกาศผลการพิจารณาและข้อสรุปออกมาให้สาธารณชนทราบเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

ในกรณีของ EMA นั้นยอมรับว่า
“there is a possible causal association” กล่าวคือเป็นไปได้ที่จะมีความเชื่อมโยงกันระหว่างการฉีดวัคซีน AZ การเกิดลิ่มเลือด
แต่ EMA ก็ยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงคำแนะนำให้สามารถฉีดวัคซีน AZ ได้ต่อไป เพราะประโยชน์ที่พึงได้รับนั้นมีมากกว่าอันตรายที่ อาจเกิดขึ้นซึ่งที่มีความเสี่ยงที่ต่ำมาก


อย่างไรก็ดีหลายประเทศในยุโรปเพิ่มข้อกำหนดของตนเองโดยแนะนำให้ฉีดวัคซีน AZ สำหรับผู้สูงอายุเป็นหลัก (อายุ 50-60 ปีหรือมากกว่า)
ในส่วนของยุโรปนั้นมีรายงานว่ามีผู้ที่ฉีดวัคซีน AZ แล้วเกิดลิ่มเลือดขึ้นทั้งหมด (ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2021) 86 ราย เป็นลิ่มเลือดที่สมอง 62 ราย (เรียกว่า cerebral venous sinus thrombosis หรือ (CVST)) และลิ่มเลือดที่ท้อง (เรียกว่า splanchnic vein thrombosis) 24 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 18 ราย ทั้งนี้จากการฉีดวัคซีน AZ รวมทั้งสิ้น 25 ล้านเข็มทำให้ EMA สามารถสรุปได้ว่าความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดที่เป็นภัยอันตรายต่อชีวิตนั้นมีอยู่ค่อนข้างต่ำมากคือประมาณ 1 ใน 100,000 ราย

อย่างไรก็ดีในส่วนของข้อมูลของยุโรปนั้นไม่ได้แบ่งแยกในรายละเอียดออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น เพศชายหรือเพศหญิงและไม่ได้แบ่งตามอายุ สาเหตุเพราะมีตัวอย่างกรณีการป่วยน้อยรายจึงคงไม่มีความมั่นใจว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนได้ในเชิงสถิติ อย่างไรก็ดี EMA มีข้อสังเกตว่าผู้ป่วย “ส่วนใหญ่” นั้นเป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่า 60 ปี

สำหรับประเทศอังกฤษนั้นก็ยอมรับว่า “ความเชื่อมโยง” (link) กันระหว่างการฉีดวัคซีน AZ กับการเกิดลิ่มเลือด โดยพบการเกิดลิ่มเลือดที่รุนแรง (serious blood clot) ทั้งสิ้น 79 ราย (ตัวเลขถึงวันที่ 31 มีนาคม) และมีผู้เสียชีวิต 19 รายเป็นผู้หญิง 51 คน ผู้ชาย 28 คน แต่ทั้งนี้ก็ได้ฉีดวัคซีน AZ ให้กับผู้หญิงในจำนวนที่สูงกว่าผู้ชายด้วย โดยฉีดไปแล้ว 20 ล้านเข็ม


ที่น่าสนใจคืองานวิจัยของมหาวิทยาลัย Cambridge ที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการแถลงข่าวด้วยดังข้อสรุปปรากฏในตารางข้างต้นนี้ ซึ่งพยายามประเมิน “ผลดี-ผลเสีย” ของการฉีดวัคซีน AZ โดยในคอลัมน์แรกนั้นคือการประเมินว่าการฉีดวัคซีน AZ จะให้ประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงอาการป่วยหนักจนต้องนำตัวเข้ารักษาในห้อง ICU ต่อ 100,000 กรณีที่เกิดการเป็นโรค COVID-19 ซึ่งจะเห็นได้ว่าสำหรับคนที่อายุ 20-29 นั้น มีโอกาสป่วยหนักต้องเข้าไปรักษาตัวในห้อง ICU เพียง 0.8 คนต่อ 100,000 คน (ในช่วงเวลา 16 สัปดาห์)

แต่ในขณะเดียวกัน คนอายุน้อยดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการลิ่มเลือดเท่ากับ 1.1 คนต่อ 100,00 คน เป็นผลให้ UKMHRA แนะนำว่าสำหรับคนกลุ่มดังกล่าวนั้นควรเลือกฉีดวัคซีนประเภทอื่นที่ไม่ใช่ AZ จะดีกว่า แต่สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่านั้นก็ยืนยันว่ายังควรรับการฉีดวัคซีน AZ เพราะประโยชน์ที่พึงจะได้รับนั้นสูงกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดอย่างมาก เช่นในกรณีของผู้ที่มีอายุ 60-69 ปีนั้น มีเพียง 0.2 คนต่อ 100,000 คน (หรือ 2 คนต่อ 1 ล้านคน) ที่จะเกิดลิ่มเลือดแต่จะช่วยให้ 14.1 คนไม่ป่วยหนักจนต้องเข้าไปรักษาตัวในห้อง ICU

นอกจากนั้นก็ยังได้มีการประเมินอีกว่าการฉีดวัคซีน AZ ที่ต้องฉีดทั้งหมด 2 เข็มนั้นเมื่อฉีดเข็มแรกไปแล้วจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ได้สูงถึง 73% (และสูงถึง 90% เมื่อฉีดเข็มที่ 2) ทั้งนี้มีข้อสรุปด้วยว่าเมื่อฉีดวัคซีน AZ แล้ว ความเสี่ยงที่จะป่วยหนักจนต้องเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลจะลดลงไปมากกกว่า 80%

ประเด็นสุดท้ายคือการเกิดลิ่มเลือดนั้นเป็นเรื่องของพันธุกรรมหรือไม่เพียงใด ซึ่งได้มีการประเมินว่าที่ยุโรปนั้นน่าจะมีคนที่มียีนที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดลิ่มเลือด (คือยีน Factor V Leiden) ประมาณ 3% ถึง 15% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ในขณะที่ US CDC ประเมินว่ามีประชาชนสหรัฐประมาณ 5% ถึง 8% ที่มียีนที่ทำให้มีความเสี่ยงดังกล่าว

การจะเกิดหรือไม่เกิดลิ่มเลือดนั้นให้สังเกตอาการที่ผิดปกติที่ยืดเยื้อเกินกว่า 1 สัปดาห์ เช่น การหายใจไม่ค่อยออก (shortness of breath) อาการเจ็บหน้าอก การบวมของขา อาการปวดท้องเรื้องรัง การปวดหัวอย่างหนัก การมองเห็นที่พร่ามัวและเม็ดเลือดใต้ผิวหนัง (blood spots under the skin) ทั้งนี้หน่วยงานด้านสาธารณสุขของเยอรมนีชี้แจงว่าอาการลิ่มเลือดนั้นสามารถรักษาได้โดยไม่ยาก โดยโรงพยาบาลขนาดกลางและขนาดใหญ่จะสามารถทำการรักษาได้เพราะมีอาการเหมือนกับการแพ้ยาละลายลิ่มเลือดคือ Heparin ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ปี 1916 (105 ปี) มาแล้วครับ.



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon May 03, 2021 9:18 am

ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกัน COVID-19

แม้ว่าจะมีความพยายามซื้อวัคซีนชนิดต่างๆ มาให้คนไทยใช้ในการป้องกัน COVID-19 แต่วัคซีนหลักสำหรับคนไทยก็คงจะต้องเป็นวัคซีน AstraZeneca-Oxford

เหตุที่สำหรับคนไทยก็คงจะต้องเป็นวัคซีน AstraZeneca-Oxford เพราะได้มีการสั่งซื้อล่วงหน้ามากกว่า 60 ล้านโดส ดังนั้น หลายคนคงจะได้เห็นตารางข้างล่างที่สำนักข่าว BBC ได้รวบรวมการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดต่างๆ ๆไปแล้ว ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าวัคซีนหลักที่จะเป็นทางเลือกให้กับคนไทยนั้นจะมีประสิทธิภาพประมาณ 62-90% ซึ่งอาจมีประสิทธิภาพต่ำกว่าประเภทอื่นๆ เช่น วัคซีน Moderna หรือ Pfizer บ้าง แต่ราคาถูกกว่ามากและเก็บรักษาได้ง่ายดายกว่า ทั้งนี้สำหรับวัคซีนของ Pfizer นั้น รัฐบาลไทยประกาศว่าจะนำเข้ามาให้ฉีดสำหรับเด็ก (อายุ 12ปีขึ้นไป)

รูปภาพ

https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652450


ล่าสุดนั้นมีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร The Lanect เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2021 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer-BioNTech กับ AstraZeneca-Oxford โดยอาศัยข้อมูลการฉีดวัควีนดังกล่าวให้กับชาวสก๊อตแลนด์ 1.33 ล้านคนในช่วง 8 ธันวาคม 2020 ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2021 (ฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็วมากแม้จะเป็นฤดูหนาวของสก๊อตแลนด์) โดยประเมินผลออกมาว่า

โดสแรกของวัคซีน Pfizer ลดการป่วยเข้าโรงพยาบาลจาก COVID-19 ได้เท่ากับ 91% โดยติดตามตัวเลขผู้ป่วย 28-34 วันหลังการฉีดวัคซีน
สำหรับวัคซีน AstraZeneca นั้นประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยเข้าโรงพยาบาลเท่ากับ 88%


ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนหลายประเภทและฉีดได้อย่างทั่วถึงอย่างรวดเร็วมาก (ปัจจุบันฉีดให้ประชาชนครบเกือบทุกคนแล้ว) ซึ่งมีข้อมูลจากการฉีดวัคซีน Pfizer ให้กับบุคลากรด้านการแพทย์ที่ Sheba Medical Center เกือบ 10,000 คนว่าการฉีดโดสแรกช่วยป้องกันการติดเชื้อ covid-19 ได้สูงถึง 85%

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2021 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าวัคซีน Pfizer และ Moderna ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็น COVID-19 ได้ 80% สองสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนเข็มแรกและเมื่อฉีดเข็มที่ 2 แล้วความเสี่ยงที่จะเป็น COVID-19 ก็จะลดลงไปอีกเป็น 90% สองสัปดาห์หลังจากการฉีด ทั้งนี้โดยอาศัยข้อมูลจากการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของสหรัฐ 4,000 คน ซึ่งมีผลใกล้เคียงกับงานวิจัยก่อนหน้าเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนทั้งสอง

สำหรับวัคซีนอีกประเภทหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังนำมาใช้คือ Sinovac นั้นเป็นวัคซีนหลักที่ได้ถูกนำไปใช้ที่ประเทศบราซิลและชิลี โดยในกรณีของชิลีนั้นได้มีรายงานข่าวจาก South China Morning Post เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2021 (“Chile COVID-19 vaccination drive adds to Sinovac efficacy data”) โดยมีข้อสรุปว่าวัคซีน Sinovac นั้นให้ความคุ้มครองจาก COVID-19 สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนดังกล่าวประมาณ 56.5% สองสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนดังกล่าวครบ 2 โดส ซึ่งเป็นข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับที่พบในประเทศบราซิลที่วัคซีน Sinovac ให้การคุ้มครองจาก COVID-19 ประมาณ 50%

กรณีของชิลีนั้นน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่เป็นประโยชน์เพราะได้มีการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับประชากรไปแล้วถึง 7.2 ล้านคน โดย 4.3 ล้านคนได้รับการฉีดโดสที่สองไปแล้ว ทั้งนี้จากประชากรที่ประเทศชิลีทั้งหมดเกือบ 19 ล้านคน แต่ปรากฏว่าการระบาดของ COVID-19 ในประเทศชิลีก็ยังมีความรุนแรงอยู่มาก กล่าวคือเมื่อวันที่ 8เมษายน 2021 นั้น ก็มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 8,195 คนและมีผู้เสียชีวิต 183 คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 23,979 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากสำหรับประเทศที่มีประชากรไม่ถึง 1/3 ของประชากรของประเทศไทย

แต่ที่ผมมีข้อสังเกตคือประเทศชิลีมีผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละกว่า 8,000 คนติดต่อกันมานานหลายวันแล้ว แต่ระยะหลังนี้จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันยังไม่สูงมาก (เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ที่ติดเชื้อ) ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีน กล่าวคือแม้ว่าวัคซีนอาจจะไม่ได้ช่วยป้องกันการเป็น COVID-19 แต่วัคซีนช่วยให้อาการป่วยจาก COVID-19 ไม่รุนแรงและรอดชีวิตได้มากกว่ากรณีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย

อย่างไรก็ดีงานวิจัยของ University of Chile สรุปว่าการฉีดวัคซีน Sinovac โดสแรกนั้นให้ความคุ้มครองจากการติด COVID-19 เพียง 3% เท่านั้น ทั้งนี้ความคุ้มครองจะเพิ่มขึ้นเป็น 27.7% สองสัปดาห์หลังจากการได้รับการฉีดโดสที่สองและความคุ้มครองจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 56.5% ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

งานวิจัยเกี่ยวกับ Sinovac ที่ประเทศบราซิลโดยอาศัยการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 22,000 คนในช่วงมากราคม-กุมภาพันธ์ 2021 พบว่าวัคซีนดังกล่าวให้ผลในการคุ้มครองจากการติด COVID-19 ประมาณ 50.7% สองสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนโดสที่ 2 และความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเป็น 51.8% สามสัปดาห์หลังการฉีดโดสที่ 2

แต่มีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือที่บราซิลนั้นมีการระบาดอย่างหนักของ COVID-19 สายพันธุ์บราซิล (สายพันธุ์ P1) ซึ่งพบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 64% ของ COVID-19 ที่พบทั้งหมด ทั้งนี้ COVID-19 สายพันธุ์บราซิลนั้นน่าจะทำให้วัคซีนอื่นๆ เช่น Pfizer Moderna และ AstraZeneca มีประสิทธิภาพลดลงในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 จากสายพันธุ์ดังกล่าวครับ



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Aug 23, 2021 9:22 am

'ออกกำลังกาย' ลดความเสี่ยงจากการตายเพราะติดโควิด-19

https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652857

มีการศึกษาที่ระบุให้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ น่าจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของวัคซีนโควิด-19

ตอนนี้ทุกคนพูดกันและเครียดกันมากเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อ ป่วยและเสียชีวิตจากโควิด-19 มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีความเป็นไปได้สูงว่า รัฐบาลจะไม่มีทางเลือกอื่นเหลือนอกจากจะต้องประกาศล็อกดาวน์เหมือนเมษายน 2563 ในเร็ววันนี้ก็เป็นได้ ซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยนั้นแทบจะไม่อยากนึกถึงเลย

แต่ในขณะเดียวกันภาวะที่ควบคุมการระบาดไม่ได้และตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง (เพราะตรวจเชื้อโควิด-19 ไม่เพียงพอ) นั้น กำลังทำให้ระบบสาธารณสุขถูก “ท่วม” ทำให้จะต้องมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นไปได้อีกเป็นจำนวนมาก

ประเทศไทยจึงดูแล้วไม่มีทางเลือกมากนัก ในภาวะที่มีวัคซีนไม่เพียงพอและจะไม่เพียงพอต่อสภาวการณ์ต่อไปอีกหลายเดือนข้างหน้า เพราะรัฐบาลเพิ่มเร่งสั่งซื้อวัคซีนที่มีข้อสรุปมานานแล้วว่ามีประสิทธิผลมากที่สุดในการเผชิญกันสายพันธุ์ใหม่ของโคโรนาไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยนั้นปัจจุบันห่างไกลอย่างยิ่งกับเป้าหมายของรัฐบาลที่จะเปิดประเทศให้ดำเนินชีวิตได้อย่างอย่างปกติภายใน 120 วันที่ได้ประกาศเอาไว้เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2564

ในทางส่วนตัวนั้น ผมคิดว่าจะต้องพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดและแม้ว่าบางคนจะได้ฉีดวัคซีนไป 1 เข็มแล้วก็ต้องยอมรับว่ายังได้รับความคุ้มกันที่ไม่สูงมากนัก เห็นได้จากงานวิจัยที่ประเทศอังกฤษที่พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน AstraZeneca ไปแล้ว 1 เข็มนั้นหลังจากรอให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันไปแล้ว 4 สัปดาห์ก็ยังลดความเสี่ยงจากการเป็นโควิด-19 ได้เพียง 49% เท่านั้น หากไปสัมผัสกับสายพันธุ์อัลฟ่าและเพียง 30% เท่านั้นหากไปสัมผัสกับสายพันธุ์เดลต้า (แต่ก็จะลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อแล้วป่วยหนักได้ถึง 86-92% อย่างไรก็ดีไม่มีข้อมูลว่าจะยังแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้มากน้อยเพียงใด)

ทั้งนี้จึงต้องรอการฉีดเข็มที่ 2 ซึ่งจะเพิ่มภูมิคุ้มกันได้อีกเป็น 67-74% ในระหว่างการรอเข็มที่ 2 นั้น ผมคิดว่าเราอาจคาดการณ์ต่อไปอีกได้ว่าจะต้องมีเข็มที่ 3 ตามมาและตามด้วยเข็มต่อไปๆ เป็นประจำทุกปีก็เป็นไปได้ เพราะเรื่องนี้ประเทศอื่นๆ เช่น อิสราเอล สหรัฐ อังกฤษและสิงคโปร์ที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนจนเกือบครบแล้วกำลังทำการศึกษาหาข้อสรุปอยู่ แต่มีแนวโน้มว่าโควิด-19 นั้นในกรณีที่ “ดี” จะเปลี่ยนจากโรคระบาดที่รุนแรง (pandemic) มาเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) ที่สามารถอุบัติขึ้นได้ในวงจำกัดเป็นประจำเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก เป็นต้น

ดังนั้นผมจึงให้ความสนใจอย่างมากกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน British Journal of Sports Medicine เมื่อ 13 เม.ย.2564 โดยติดตามอาการของผู้ที่ป่วยเป็นโควิด-19 จำนวน 48,440 รายที่สหรัฐ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีประวัติด้านสุขภาพย้อนหลัง ทำให้สามารถแบ่งออกมาเป็น 3 กลุ่มคือ

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐานคือออกกำลังกายให้หัวใจเต้นเร็ว 150 นาทีหรือมากกว่าต่อ 1 สัปดาห์ (3,118 คน)
ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอคือออกกำลังกายสัปดาห์ละ 11 นาทีถึง 149 นาที (38,338 คน)
ไม่ออกกำลังกายเลยคือออกกำลังกายสัปดาห์ละ 0 นาที ถึง 11 นาที (6,984 คน)
จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่คือ 38,338 คน จาก 48,440 ตน ออกกกำลังไม่เป็นประจำและไม่เพียงพอ ในขณะที่จำนวนผู้ที่ออกกำลังกายเพียงพอต่อการรักษาสุขภาพที่ดีนั้นมีเพียง 3,118 คนหรือเพียง 6.43% เท่านั้น แต่หากดูข้อมูลจากตารางข้างล่างก็จะเห็นว่า คนส่วนน้อยที่หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั้นได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างยิ่งในการป้องกันตัวจากโควิด-19

https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652857

หากจะวิเคราะห์ในเชิงสถิตินั้นก็สามารถมีข้อสรุปที่น่าเป็นประโยชน์ดังนี้

คนที่ออกกำลังกายเป็นครั้งคราวนั้นได้ประโยชน์มากที่สุดจากการลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกายเพราะสัดส่วนที่ต้องป่วยเข้าห้อง ICU ไม่แตกต่างกันมาก (คือ 2.5% กับ 2.8%) แต่คนที่ไม่ออกกำลังกายนั้นเข้าใจว่าเมื่อเข้าห้อง ICU แล้วคงจะแทบไม่รอดชีวิต แต่คนที่ออกกำลังกายเป็นครั้งคราวยังมีโอกาสรอดชีวิต 60% (1.5% กับ 2.5%)

คนที่ไม่ออกกำลังกายเมื่อป่วยเป็นโควิด-19 นั้น 10% เตรียมตัวเข้าโรงพยาบาลได้เลยและในจำนวนนั้นกว่า 20% มีโอกาสไม่ได้กลับบ้านอีกซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก อย่างไรก็ดีหากดูข้อมูลอย่างละเอียดโดยดูปัจจัยอื่นๆ ที่งานวิจัยกล่าวถึงก็ต้องบอกว่าปัจจัยความเสี่ยงที่สูงสุดคืออายุโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกินกว่า 30 ปีขึ้นไปนั้นมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายและคนที่อายุเกินกว่า 80 ปียิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปอีก 8 เท่าตัว
คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอนั้น “ได้เปรียบ” คนที่ไม่ออกกำลังกายและคนที่ออกกำลังกายเป็นครั้งคราวอย่างมาก โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะต้องเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลและการต้องเข้าไปรักษาตัวในห้อง ICU

ดังนั้น เมื่อเราจะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกหลายปี (หรือตลอดไป) และเมื่อมีวัคซีนให้ฉีดอย่างครบถ้วนแล้วเราก็อาจจะยังติดเชื้อได้อีก การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงน่าจะนำมายึดให้เป็นไลฟ์สไตล์เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของวัคซีนในการปกป้องคุ้มครองตัวเราโดยเฉพาะในผู้สูงอายุครับ.



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 07, 2022 9:51 am

บอกเล่า 965 A Day in The Life ช่วง Healthy Talk เบรกแรก

https://www.youtube.com/watch?v=SWjzSxtpORo&t=587s



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 07, 2022 9:55 am

เมื่อปรับเปลี่ยนการดูแลสุขภาพครบ 8 ปี | ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วสุขภาพของผมไม่ดี ป่วยปีละ 2-3 ครั้ง เมื่อไปตรวจเลือดก็พบว่าไขมันเริ่มสูง ระดับน้ำตาลเกินเกณฑ์และมีไขมันพอกตับ หากมองภายนอกก็เห็นได้ชัดว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่า 10 กิโลกรัมและเริ่มปวดหัวเข่าและปวดหลัง

ทั้งหมดนี้ในตอนนั้นผมเข้าใจว่าเป็นไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น (การแก่ตัวลง) แต่คุณหมอที่ตรวจฮอร์โมนของผมเตือนว่าระดับฮอร์โมนต่ำเหมือนคนที่อายุ 70 ปี ไม่ใช่คนที่อายุ 56 ปี จึงทำให้ต้องถามตัวเองในตอนนั้นว่าจะทำอย่างไรกับตัวเอง คือทำอย่างเดิมต่อไปแล้วรอไปให้หมอรักษาทีละโรค หรือปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตใหม่ โดยคาดหวังว่าจะสามารถกอบกู้สุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

บังเอิญในปี 2016 ดร. Yoshinori Ohsumi ได้รับรางวัลโนเบลสาขาแพทยศาสตร์ (medicine) จากการค้นพบยีนที่กระตุ้นกระบวนการกลืนกินของเสียในเซลล์ (autophagy) ซึ่งเป็นการฟื้นฟูเซลล์ให้แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ยังพบว่าหากยีนที่กระตุ้น autophagy กลายพันธุ์หรือบกพร่องก็จะนำไปสู่การเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งและการเสื่อมของเซลล์สมองอีกด้วย

การกระตุ้น autophagy ให้เกิดขึ้นนั้นทำได้โดยการอดอาหารที่ให้พลังงาน (caloric restriction) ซึ่งสอดคล้องกับการที่คุณหมอแนะนำให้ผมงดการกินอาหารมื้อเย็น เพื่อลดน้ำหนักและลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน เพราะน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงและพันธุกรรมของผมก็บ่งชี้ว่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเมื่อแก่ตัวลง

การงดกินข้าวเย็นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งจากที่เคยกินอาหารค่ำเป็นอาหารมื้อโปรดและกินมากเกินเหตุ ทำให้อาหารไม่ค่อยย่อยและนอนหลับไม่เพียงพอ ผลคือรู้สึกหิวและหงุดหงิด ซึ่งทำให้ต้องเอาเวลาว่าง 1-2 ชั่วโมงดังกล่าวไปวิ่งออกกำลังกาย (หรือเดินเร็วประมาณ 1 ชั่วโมง) เกือบทุกวัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 8 ปีแล้ว ผมจึงสามารถพูดได้ว่าวิ่งช้าๆ เฉลี่ยสัปดาห์ละ 20 กิโลเมตรเป็นประจำและการงดอาหารเย็นได้ทำให้น้ำหนักตัวลดลงไป 10 กิโลกรัมและน้ำหนักตัวก็นิ่งอยู่ที่ประมาณ 67 กิโลกรัมมาโดยถาวรแล้ว

ที่ดีเกินคาดคือสุขภาพของผม ผมไม่ป่วยเลยใน 8 ปีที่ผ่านมา การปวดข้อและปวดหลังก็หายไป (แต่ทั้งนี้ได้พยายามยืนทำงานมากขึ้นและหลีกเลี่ยงการนั่งเฉยๆ เป็นเวลานานๆ อีกด้วย) ที่ไม่ได้นึกถึงแต่เกิดขึ้นกับร่างกายคือขนาดของเท้าใหญ่ขึ้นอย่างน้อย 2 ขนาด (การวิ่งทำให้เท่าใหญ่ขึ้น)

หมอฟันชมว่าฟันแข็งแรงและสึกน้อยลง (คงเป็นเพราะจำนวนมื้ออาหารที่กินลดลงไป 1/3 จากเดิมที่กินอาหารวันละ 3 มื้อ) และแน่นอนว่าเมื่อออกกำลังกายเป็นประจำก็ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นอีกด้วย

ระยะหลังนี้ผมได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาออกกำลังกาย (วิ่ง) มากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งคือเพิ่มการวิ่งตอนเช้าประมาณ 5.30 น. สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเพราะอากาศเย็นกว่าและเป็นการเผาผลาญไขมันจากร่างกายได้มากกว่า เนื่องจากตอนเช้าเซลล์จะไม่มีพลังงานสะสมเหลืออยู่ (เพราะอดอาหารมานานต่อเนื่องกว่า 12 ชั่วโมง)

เท่าที่ผ่านมาผมวิ่งไปทั้งหมดประมาณปีละ 1 พันกิโลเมตร ติดต่อกันมา 8 ปีแล้ว สามารถยืนยันได้ว่าหัวเข่ายังแข็งแรงดีอยู่และดีกว่าตอนอายุ 55 ปีหรือ 10 ปีที่แล้วอย่างแน่นอน ที่ผมมั่นใจว่าการวิ่งจะไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบนั้นก็เพราะผมได้ศึกษาวิธีการวิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้เร่งรีบหรือคิดจะวิ่งแข่งกับใคร วิ่งเพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงขึ้นและให้ได้มาซึ่งประโยชน์จากการหายใจเร็ว (Aerobics) ทำให้หัวใจ ปอดและเส้นเลือดแข็งแรง


ที่สำคัญคือผมมองว่าการวิ่ง (หรือการออกกำลังกายแบบ Aerobics) นั้นเป็น “ยาวิเศษ” เพราะมีงานวิจัยมากมายสรุปว่าการออกกำลังกายแบบ Aerobics เป็นประจำจะลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเส้นเลือดตีบตัน (และโรคหัวใจ) โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อมและโรคมะเร็งกว่า 10 ชนิด

ผมมั่นใจว่า วันนี้ไม่มียาประเภทใดที่วิเศษกว่าการวิ่งออกกำลังกายที่เราหาเวลาได้โดยการงดอาหารเย็น สำหรับรองเท้าวิ่งนั้นผมไม่ใช้รุ่นพื้นหนาที่ซับแรงกระแทก แต่ใช้รองเท้าวิ่งที่น้ำหนักเบา พื้นบาง (เช่น Asics Tarther Japan)

ที่สำคัญคือการวิ่งให้ถูกท่าเพื่อให้เท้ากระแทกน้อยที่สุด ผมพบว่าหลังจากอ่านตำราแล้วก็จะต้องค่อยๆ ฝึกวิ่งไปจนชำนาญ อย่าเร่งรีบเพราะเราตั้งใจว่าจะวิ่งติดต่อกันไปอีกหลายสิบปี

ผมมองว่าหากผมยังวิ่งได้สัปดาห์ละ 10-20 กิโลเมตร ก็ต้องแปลว่าร่างกายสมบูรณ์ในระดับที่ผมสามารถทำกิจกรรมได้ตามความต้องการปกติโดยไม่มีข้อจำกัดแม้ว่าเราจะแก่ตัวลง ข้อพิสูจน์คืองานวิจัยของ Prof James Fry เมื่อ 20 ปีที่แล้วสรุปว่ากลุ่มที่เป็นนักวิ่งนั้นเมื่อแก่ตัวร่างกายเริ่มด้อยสมรรถนะ (disability) ช้ากว่ากลุ่มที่ไม่วิ่งนานถึง 14 ปี ตรงนี้ผมถือว่าเป็นคุณภาพชีวิตที่เงินไม่สามารถซื้อได้
ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านความแก่ชราก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีกำลังใจว่าหากเราดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เราจะยังมีความหวังได้ว่าในอนาคตอาจมี disruptive technology ที่จะฟื้นฟูร่างกายที่เสื่อมโทรมให้กลับมาแข็งแรงได้


ที่ผมกล่าวถึงนี้ไม่ใช่การคาดหวังเกินความจริงเพราะความรู้ในระดับเซลล์ของมนุษย์กำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ใครจะเชื่อบ้างว่าวัคซีน mRNA ที่ใช้ปราบ COVID-19 นั้นคือเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้เซลล์ของเราผลิตโปรตีนของไวรัสให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรารู้จักและสามารถทำลายโคโรน่าไวรัสได้
กล่าวคือ mRNA technology เป็นจุดเริ่มต้นของ personalized medicine หรือการสั่งการให้ร่างกายผลิตโปรตีนอะไรก็ได้เพื่อรักษาตัวเองและยังมีเทคโนโลยีอีกหลายประเภทที่น่าจะเป็น game changer ในการทำให้มนุษย์สามารถแก่ตัวลงได้อย่างมีคุณภาพและมีชีวิตที่ดีจนวันสุดท้ายครับ.



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Mar 19, 2022 8:22 am

phpBB [video]



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Wed May 04, 2022 7:31 am

phpBB [video]



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Wed May 04, 2022 7:40 am

Health Brings Wealth (1) | ศุภวุฒิ สายเชื้อ
By ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ | เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ18 เม.ย. 2565 เวลา 8:46 น.560
Health Brings Wealth (1) | ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ขอเปลี่ยนมาเขียนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพบ้าง เพราะผมได้ฟังการบรรยายเกี่ยวกับหนังสือสุขภาพ ที่มีสาระความรู้ที่หนาแน่นและน่าสนใจอย่างมาก


ผู้เขียนซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน คือ Prof Jiri Dvorak (ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังกล้ามเนื้อและกีฬา) Prof Sergio Fazio (ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ) นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ (ผู้ชำนาญการด้านดูแลป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ) และ Prof Keith Black (ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง)

หนังสือเล่มนี้เป็นตำราที่ผมขอนำมาย่อสรุปเป็น 2 ตอน โดยในตอนแรกนี้ผมจะสรุปภาพรวมของหนังสือก่อนและตอนสุดท้ายผมขอเจาะลึกเฉพาะเรื่องโรคหัวใจและโรคสมองเสื่อม ซึ่งเป็นโรคอันตรายที่ผมเชื่อว่าผู้สูงอายุ (เช่นผม) จะต้องระมัดระวังให้มากที่สุด


แม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเทียบแล้วเป็นบทที่ค่อนข้างสั้นในหนังสือเล่มนี้ (บทที่ 6 ที่เขียนถึงโรคหัวใจยาวเพียง 10 หน้า ในขณะที่บทที่ 7 ที่เขียนถึงโรคสมองยาวเพียง 9 หน้าในหนังสือที่มีความยาวกว่า 200 หน้า) แต่เป็นบทที่มีสาระสำคัญที่สมควรรับรู้อย่างมาก

ข้อสรุปที่เป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้คือ Preventive Medicine and Health การดูแลและป้องกันให้สุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์ตลอดไป ไม่ใช่การรอให้เป็นโรคหรือมีปัญหาแล้วจึงต้องเรียกหาหมอมาจ่ายยารักษาหรือทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของร่างกาย

การดำเนินชีวิตที่เป็นรากฐานของสุขภาพที่ดีตลอดไปมีอยู่ 5 ข้อคือ


1. เข้านอนก่อน 22.00 น.และนอนหลับคืนละ 8-9 ชั่วโมง
2. ออกกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีทุกวัน
3. กินอาหารที่มีคุณภาพและมีความสมดุล-ลดน้ำหนักที่เกินเกณฑ์โดยเฉพาะส่วนที่เป็นไขมัน
4. ควบคุมความเครียดด้วยการนั่งสมาธิ การเล่นโยคะและไทชี
5. หลีกเลี่ยงสารอันตราย ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุราและฝุ่น PM 2.5

การมีสุขภาพแข็งแรงมีประโยชน์อย่างไรในยุคที่ COVID-19 ระบาด? ได้มีงานวิจัยที่สนับสนุนโดยบริษัทประกันสุขภาพของสหรัฐ โดยอาศัยศูนย์การแพทย์ Kaiser Permanent Medical Center เมื่อปี 2021 โดยใช้ข้อมูลของคนที่ติดเชื้อ COVID-19 48,440 ราย

ซึ่งพบว่าเพียง 6% ของคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (consistently active) ต้องเผชิญกับการป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือเสียชีวิต

ขณะที่คนที่ออกกำลังเป็นครั้งคราว (somewhat active) มีสัดส่วนที่ป่วยหนักและเสียชีวิตมากกว่า ทั้งนี้กลุ่มที่มีสัดส่วนป่วยหนักและเสียชีวิตสูงสุดคือกลุ่มที่ไม่ออกกำลังกาย (consistently inactive) ดังนั้นข้อสรุปในบทที่ 4 ว่าด้วยการออกกำลังกายคือบทที่มีความยาวมากที่สุด

แต่มีข้อสรุปสั้นๆ ที่ได้ใจความคือ “Physical activity is your cheapest medicine” ซึ่งสะท้อนชื่อของหนังสือเล่มนี้ได้ดีคือการออกกำลังกายซึ่งไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ให้ผลตอบแทนสูงในการนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีคือ Health ที่ bring Wealth อย่างแท้จริง

บทสรุปคือจะต้องกินยา “สุขภาพ” (ออกกำลังกาย) ทุกวัน ตอนเช้า 1 เม็ด (ออกกำลังกาย) ตอนเย็น 1 เม็ด (ออกกำลังกาย).

บทต่อไปคือบทที่ 5 ซึ่งพูดถึงเรื่องของการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราคงตระหนักกันดีแล้วว่า การเลือกกินอาหารที่ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็มและมีความสมดุลนั้นเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการดูแลสุขภาพ

ปัญหาคืออาหารดังกล่าวจะไม่ค่อย “อร่อย” ซึ่งตรงนี้จะต้องเลือกระหว่างการได้รับความพึงพอใจ (satisfaction) มากในปัจจุบันกับปฏิเสธความพึงพอใจดังกล่าว ณ ปัจจุบัน (delay gratification) ในวันนี้เพื่อ “ลงทุน” สำหรับอนาคตที่มีสุขภาพดีในวันหน้า

คือการกินอาหารอย่างระมัดระวังที่ไม่สบอารมณ์นัก เพื่อแลกกับการมีสุขภาพดีแข็งแรงสามารถทำกิจกรรมอะไรได้ตามในชอบไปอีกนานหลายปีและลดความเสี่ยงจากการที่สุขภาพในอนาคตจะถดถอยอย่างรุนแรง

ทำให้ต้องไปพบแพทย์หลายรายบ่อยครั้งและต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการรักษาพยาบาลร่างกาย ที่เริ่มพิการก่อนวัยอันควร และอาจจะนำมาซึ่งความทรมานตัวเป็นประจำทุกวันและยังเป็นข้อจำกัดให้ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำได้ เช่นการเดินเที่ยวนานๆ เป็นต้น

แน่นอนว่าเราไม่สามารถทราบได้ว่า “การลงทุนในสุขภาพ” ดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนมากน้อยเพียงใด (การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด) หลายครั้งตอนที่เรา (ผม) อายุน้อยก็มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับความเสี่ยงทางสุขภาพในอนาคตเพราะเคยชินกับร่างกายที่แข็งแรง จึงไม่คิดจะหาความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้ดี (“if something works, why fix it?”)

ในส่วนของอาหารนี้อาจมีอีก 3 เรื่องที่บางคนอาจจะยังไม่ได้นึกถึงที่หนังสือเพิ่มนี้ตักเตือนเรา ได้แก่
1. ควรกินอาหารที่มีการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด คือใกล้กับความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ดังนั้นในบางกรณี เช่น การคิดที่จะลดการกินเนื้อสัตว์โดยหันไปกินโปรตีนสกัดมาจากพืชนั้น ก็ควรคำนึงถึงกระบวนการปรุงแต่ง (processed food) ดังกล่าวด้วย

2. แนะนำให้อดอาหาร 12 ชั่วโมงทุกวัน (12 hours fasting) ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็จะต้องจำคาถานี้เอาไว้ให้ดีคือ “Eat breakfast alone (กินได้เยอะหน่อย), Lunch with your friends (กินได้และคุยกับเพื่อนด้วย), ”and give dinner to your enemy” (หากไม่มีศัตรูก็ไม่ต้องกินอาหารเย็น)

3. อาหารเนื้อที่มีการปรุงแต่งและใช้สารกันบูด (processed meat, sodium nitrite) ที่พวกเราทุกคนชอบกินคือเบคอน ไส้กรอกและซาลามี ถูกจัดอันดับโดย WHO ให้เป็นอาหารที่อยู่ใน Group 1 คือมีข้อสรุปชัดเจนแล้วแล้วว่า Carcinogenic แปลว่า “causes cancer” ในขณะที่เนื้อวัว หมูและแกะ ถูกจัดอันดับให้อยู่ใน Group 2A ที่มีข้อสรุปว่า “probably causes cancer”

ประเภทของมะเร็งที่เสี่ยงจะเกิดขึ้นกับผู้ที่กินอาหารประเภทดังกล่าวคือ มะเร็งในลำไส้ใหญ่ และแถมด้วยการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ดังปรากฏในตาราง

Health Brings Wealth (1) | ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมกินเนื้อที่มีความเค็มและใช้สารกันบูด จึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ก็ต้องบอกว่าการกินเนื้อมากๆ อาจเสี่ยงต่อการบริโภคเหล็ก (iron) มากเกินไปซึ่งจะนำมาซึ่งการดื้ออินซูลินหรือการใช้เคมีเพื่อถนอมอาหารส่งผลกระทบทำให้ตับอ่อนที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินได้รับความเสียหาย

หนังสือเล่มนี้ยังได้จัดหาตำราอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 18 ตำราด้วยซึ่งดูแล้วน่าอร่อยอย่างมากครับ



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Wed May 04, 2022 7:43 am

Health Brings Wealth (2) | ศุภวุฒิ สายเชื้อ
By ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ | เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ25 เม.ย. 2565 เวลา 6:42 น.553
Health Brings Wealth (2) | ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ในหนังสือ Health Brings Wealth นั้น บทที่ผมให้ความสนใจมากคือบทที่ 6 ว่าด้วยการป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งโรคหัวใจขาดเลือด (Ischaemic heart disease) นั้นเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดในโลกจากข้อมูลของ WHO


เมื่อปี 2019 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจขาดเลือดมากถึง 8.9 ล้านคนในปีดังกล่าว เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2000 แปลว่ามีคนที่เป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากทุกปี (ในขณะที่มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 6.2 ล้านคนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจาก COVID-19)

ทำไมจึงมีคนเสียชีวิตเพราะโรคนี้จำนวนมากและจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือ “Health Brings Wealth” บทที่ 6 อธิบายให้รู้ว่าในเวลาช่วงหลายล้านปีที่มนุษย์อาศัยอยู่บนโลกนั้น เรามีอายุขัย (life expectancy) เพียง 40 ปีเท่านั้น


ยกเว้นใน 100 ปีที่ผ่านมาซึ่งเทคโนโลยีช่วยขจัดโรคติดต่อต่างๆ และลดภัยอันตรายต่างๆ ทำให้อายุขัยของมนุษย์เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เช่นที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ แต่ปัญหาคือในช่วงที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดนั้น มนุษย์เริ่มมีลูกตั้งแต่อายุ 16-20 ปีและเมื่ออายุ 30 ปลายๆ ก็มีทั้งลูกและหลานนับสิบคนแล้ว และมักเสียชีวิตตอนอายุประมาณ 40 ปี

แปลว่ายีนที่ทำให้มนุษย์เป็นโรคหัวใจตอนแก่ตัว ไม่สามารถถูกกำจัดออกไปจากระบบพันธุกรรม โดยกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) หมายความว่ายีนดังกล่าวจึงยังอยู่ในมนุษย์อย่างครบถ้วนและเมื่ออายุขัยของมนุษย์เพิ่มขึ้นเท่าตัว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าโรคหัวใจจึงได้กลายเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดในโลกในปัจจุบันนี้

Prof Fazio ผู้ที่เขียนบทนี้ยืนยันว่าหัวใจมนุษย์เป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทนทานอย่างมากเป็นกล้ามขนาดใหญ่ที่ต้องทำงานตลอดเวลา เราจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ หัวใจมนุษย์เป็นกล้ามเนื้อที่สามารถทำหน้าที่ปั๊มเลือดได้ต่อเนื่อง 2 พันล้านครั้ง โดยที่กล้ามเนื้อไม่สึกหรอเลยหากเราดูแลหัวใจด้วยความ “เอาใจใส่”

(การที่หัวใจทำงานได้ 2 พันล้านครั้งนั้นโดยที่กล้ามเนื้อไม่สึกหรอนั้น แปลว่ามนุษย์สามารถพึ่งพาหัวใจให้ทำงานเพื่อให้เรามีชีวิตได้เป็นร้อยปี)


ปัญหาคือเรามักจะกินอาหารหรือดำเนินชีวิต ซึ่งทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดอาการตีบตันไปด้วยแคลเซียมและไขมัน นอกจากนั้นมนุษย์ก็ยังสะสมยีนต่างๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจ

เช่น ยีนที่ทำให้คอเรสเตอเรลในเลือดสูง หรือยีนที่ทำให้เกิดการอักเสบ (inflammation) ซึ่งส่งผลให้เส้นเลือดตีบตันได้ในที่สุด

ผมค้นพบบทความล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation: Genomic and Precision Medicine เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2021 รายงานผลการวิจัยของ Icahn School of Medicine at New York’s Mount Sinai ค้นพบยีนในมนุษย์มากถึง 162 ชนิดที่มีส่วนทำให้เสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจ


ทั้งนี้ได้มีการเรียงลำดับความสำคัญของยีนดังกล่าวโดยสรุปว่ามียีนที่นักวิจัยประเมินว่ามีความเสี่ยงในการทำให้เกิดโรคหัวใจสูงสุด 22 ชนิด โดยยีนที่สำคัญที่สุดได้แก่ CDKN2B และ PHACTR1

แปลว่าการตรวจสอบดีเอ็นเอนั้นน่าจะเป็นขั้นตอนเบื้องต้นที่สำคัญในการประเมินความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับคนที่ยังอายุน้อย (อายุประมาณ 40 ปี) และยังไม่มีอาการอะไร

เพื่อให้ได้รับรู้ข้อมูลและประเมินความเสี่ยงในอนาคต ตลอดจนการปรับการดำเนินชีวิตเสียแต่เนิ่นๆ หากพบว่ามียีนที่เพิ่มความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจ แต่หากอายุมากขึ้นแล้ว เช่น อายุ 55 ปีหรือมากกว่า ก็อาจต้องทำการตรวจเส้นเลือดหัวใจอย่างละเอียด โดยใช้การฉีดสีเข้าเส้นเลือดที่เรียกว่า CT (Computerized tomography) angiography เป็นต้น

บทนี้ยังให้ข้อคิดที่สำคัญคือการเตือนใจเราว่า “your genetics, load the gun but your lifestyle pulls the trigger” กล่าวคือ ยีนเพิ่มความเสี่ยง แต่การดำเนินชีวิตก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดว่าจะหลีกเลี่ยงการเป็นโรคหัวใจตอนสูงวัยใด้หรือไม่

อีกบทที่สำคัญคือบทที่ 7 ว่าด้วยการดูแลสุขภาพของสมอง ซึ่งแนวทางการดำเนินชีวิตเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงตลอดไป 5 ประการนั้นก็สามารถนำมาใช้ได้กับการดูแลสมองเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น การที่ผู้เขียนบทนี้คือ Prof Keith Black กล่าวว่าการอดอาหารจะมีส่วนช่วยให้สมองมีความสมบูรณ์และอายุยืน (optimizing brain wellness and longevity) โดยคำแนะนำคือให้อดอาหารทุกวันวันละ 12 ชั่วโมงและยังแนะนำให้อดอาหารหนึ่งวัน (24 ชั่วโมง) ในแต่ละเดือน เป็นต้น


อีกข้อคิดหนึ่งคือการนำเสนองานวิจัยที่มีเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่พบว่าการมีแบคทีเรียที่ดีในลำไส้และกระเพาะอาหารนั้น น่าจะมีความสำคัญอย่างมากในการดูแลให้สมองมีความสมบูรณ์

แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลที่ละเอียดและครบถ้วนในขณะนี้ ซึ่ง Prof Keith Black สรุปว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพส่วนใหญ่แนะนำให้กินโปรไบโอติกซึ่ง Prof Black เองก็กินโปรไบโอติกเช่นกัน

สำหรับผมนั้นข้อแนะนำที่สำคัญอีก 2 ข้อคือ
1.การมีปัญหาความดันโลหิตสูงกับการเป็นโรคเบาหวานนั้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมประเภท vascular dementia คือการที่มีเลือดเข้าไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
2.ข้อสรุปของงานวิจัยที่มีคุณภาพหลายชิ้นที่พบว่าการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมอื่นๆ

ในส่วนของสมองนั้นยีนก็มีความสำคัญเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เป็นเรื่องที่ทราบกันอย่างแพร่หลายแล้วว่า มนุษย์มียีนที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงไขมัน (lipids) คือ APOE อยู่ 3 ชนิด e2, e3 และ e4

ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สรุปว่า คนที่โชคดีมียีน APOE ประเภท e2 ผสมอยู่นั้น จะมีโอกาสน้อยที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ ในขณะที่หากมี e3/e3 ซึ่งเป็นลักษณะที่พบในคนส่วนใหญ่นั้น ก็จะมีความเสี่ยงปกติ

แต่หากโชคไม่ดีได้รับยีน APOE ที่เป็น e3/e4 ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าปกติประมาณ 2 เท่า ในขณะที่คนซึ่งมียีน APOE ที่เป็น คู่ e4/e4 นั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นถึง 4 เท่า



นอกจากนั้น ผมยังพบงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อ 4 เมษายน 2022 ในวารสาร Nature Genetics ที่อาศัยเทคโนโลยีเกี่ยวกับการตรวจสอบและเปรียบเทียบ ดีเอ็นเอและยีนของคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ 111,326 คน เทียบกับคนปกติ (control) 667,663 คน ใน 8 ประเทศ ซึ่งพบว่ามียีนมากถึง 75 ยีนที่มีผลต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยยีน 42 ยีนที่ค้นพบในงานวิจัยนี้เป็นยีนใหม่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน

การมียีนหรือไม่มียีนที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์นั้นเป็นเรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้ แต่ในอีกงานวิจัยหนึ่งตีพิมพ์เมื่อ 23 มีนาคม 2022 ตีพิมพ์ในวารสาร Alzheimer’s and Dementia

โดยนำเอาข้อมูลประวัติการวิจัยสุขภาพของคนสหรัฐใน Framingham Heart Study 4,932 คน พบว่าคนอายุกลางคนที่มีระดับไขมันดี (HDL) ต่ำ ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์และระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้น จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่อสูงอายุ

ตัวอย่างเช่น หากออกลังกายอย่างเป็นประจำเพื่อช่วยทำให้ระดับ HDL ในเลือดสูงขึ้น 15 mg/dL ก็จะลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่อแก่ตัวไปได้ประมาณ 15-18% เป็นต้น

ในขณะที่ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น 15 mg/dL ตอนอายุกลางคนก็จะทำให้ความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ตอนแก่ตัวลงเพิ่มขึ้น 14.5% เป็นต้น การที่ HDL ต่ำและไตรกลีเซอร์ไรด์กับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นก็ย่อมจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจตอนแก่ตัวอีกด้วย



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1562
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon May 09, 2022 1:05 pm

phpBB [video]



Post Reply