เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Aug 11, 2021 8:59 pm

ตอนแรกติดตามข่าวสภาพอากาศ ที่เกี่ยวกับฝนตก เพื่อคอยตรวจสอบปริมาณน้ำสำหรับการเกษตร ทำให้ต้องทำความเข้าใจกับลานิญ่า และเอลนิโญ่
พอผ่านไปสักพัก น้ำไม่พอ หรือน้ำมาก ก็ส่งผลกระทบต่อบมจ. ในตลาดด้วยเช่น (เท่าที่ผมรู้จัก)

น้ำมากจะส่งผลดี แต่น้ำน้อยอาจแย่ได้
+ CKP, BCPG ,BPP โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
+KSL ,KBS ,BRR , KTIS โรงน้ำตาล
+TTW, EASTW, WHAUP น้ำอุปโภคบริโภค
+KWM อุปกรณ์รถไถ
+PRG ข้าวสาร
+UVAN , Upoic , LST ปาล์มน้ำมัน
+STA , TRUBB, STGT ,NER ยางและผลิตภัณฑ์
+ กลุ่มรพ. (ก่อนโควิด)
+TVO ,SUN ,APURE ,CPF, ASIAN พืชผลทางการเกษตร และอาหารสัตว์

มีผลกระทบชั่วคราว ถ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลและต่อเนื่อง
-DOHOME, GLOBAL ,HMPRO ขายอุปกรณ์ก่อสร้าง
-SCC ปูน
-SPCG ,GUNKUL รายได้จาก Solar farm
-BJC, LPF, MAKRO , CRC
(เท่าที่นึกออก)

เมื่อปี 2562 ไทยโดนพายุเข้ามาในช่วงปลายต.ค. ทำให้น้ำในเขื่อนเต็มเกือบ 100 % ของความจุ เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมทั่วภาคอิสาน หน่วยงานของรัฐพร่องน้ำออก เพื่่อป้องกันพายุที่จะเข้ามาอีก แต่สุดท้าย เรื่องกลับตาลปัตร พายุไม่เข้าอีกเลย กลายเป็นว่ารัฐบริหารงานผิดพลาด ทำให้น้ำในช่วงหน้าแล้งปี 2563 บางพื้นที่มีไม่พอใช้ และแห้งขอดส่วนฤดูฝนก็มาช้า และพายุมาน้อยมาแบบกลายๆ แถวเวียดนาม หรือจีนมากกว่า ทำให้น้ำที่มาเติมในเขื่อนค่อนข้างน้อย แม้ว่าฝนจะตกช่วงพ.ย. 2563 (จากปรากกฏการณ์ลานิญ่า ) น้ำก็ตกใต้เขื่อนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความจุของเขื่อนไม่เต็มความจุที่สามารถเก็บกักได้ หน้าแล้งปี 2564 บางพื้นที่ก็มีการขาดน้ำอุปโภค และบริโภค ส่วนพอเข้าสู่ฤดูฝน ฝนก็ไม่ตกต่อเนื่อง หรือตกในปริมาณที่น้อย ทำให้พื้นที่ข้าวนาปี ที่ระบบชลประทานไม่ถึง เกิดแห้งตาย
ล่าสุด มีการพยากรณ์อากาศจากทางฝั่งยุโรป คาดการณ์ว่าลานิญ่าจะมีความแรงมากขึ้นในช่วงพ.ย. 2564 ทำให้คิดว่าปีนี้น้ำน่าจะดี แต่พอตามข่าวสถานการณ์ภูมิอากาศทั่วโลกแล้ว เหมือนกับว่าโลกเรามาถึงจุดที่ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมเมื่อ 7-8 ปีก่อนนได้

นี้เลยเป็นสาเหตุที่มีกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อเสนอข่าวภาวะสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนในอดีต อีกต่อไป



คาซัคสถาน​อุณหภูมิ​สูงถึง 50 องศา​ ร้อนและแล้งจนสัตว์​ตายไปมากกว่าพันตัว

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Aug 11, 2021 9:10 pm

โลกร้อนจริงเหรอ?? มันร้อนจนหิมะตกที่บราซิลเลยแหละ

และสภาวะอากาศแปรปรวนนี้กำลังเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกที่ทั่วโลก


ซึ่งคลื่นมวลอากาศเย็นที่ถาโถมเข้าประเทศบราซิลกำลังก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตน้ำตาลและกาแฟทั่วโลก
ระหว่างที่เรากำลังง่วนอยู่กับสถานะการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกหนึ่งปัญหาของชาวโลกที่กำลังวิกฤติไม่แพ้กันก็คือปัญหาโลกร้อน


โดยล่าสุดคลื่นมวลอากาศเย็นได้ทำให้เกิดหิมะที่ตกในพื้นที่ทางตอนใต้ของบราซิลนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 64 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับคนท้องที่และต่างออกมาสัมผัสหิมะครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา


Kilroy_Nikolay on Twitter
“In southern Brazil, snow fell in 13 cities, in some areas there was hail, on the street down to -8.❄️❄️❄️ It looks beautiful, but the death of coffee plantations from frosts will lead to an increase in world coffee prices. ☕📈 [https://t.co/HrbvWPQKuD”/url] แต่นี่ ... 941bf1bc

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Wed Aug 11, 2021 9:13 pm

ต่อจากโพสท์บน แปลกในห้องนี้ไม่สามารถ Edit ได้

ในปีนี้เราจะได้ยินข่าวสภาพอากาศแปรปรวนหนักในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อนที่แคนาดา น้ำท่วมที่ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งที่จีนที่เรียกได้ว่าท่วมในระดับฝนพันปีเลยทีเดียวมีผู้ได้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบมากมาย และล่าสุดก็อากาศหนาวผิดปกติเกิดขึ้นอีก


โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการว่าโลกจะต้องเจอกับภาวะน้ำท่วมและพายุหิมะรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งนี้เนื่องจากความชื้นโดยรวมในอากาศที่สูงขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นน้ำแข็งทั่วโลกละลายอย่างรวดเร็วและน้ำก็จะระเหยขึ้นไปสู่บรรยากาศ
โลกในอนาคตนับวันคงจะยิ่งอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโลกระบาด อากาศแปรปรวน น้ำท่วม ฝนแล้ง เราคงต้องเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงกันมากขึ้น


https://www.blockdit.com/posts/6108c61e4a09b60c941bf1bc

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


Zippoice
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 90
Joined: Thu Jan 17, 2013 3:56 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by Zippoice » Thu Aug 12, 2021 7:25 pm

ขอบคุณครับ

ไม่ยึดติดสิ่งใดใด


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Thu Aug 12, 2021 8:15 pm

ตั้งแต่ได้ยินข่าว เรื่องเอลนิโญ และลานิญ่ามานาน ไม่เคยสนใจหาความหมาย และคิดว่าไม่กระทบกับเราเท่าไหร่
พอเจอข่าวลานิญ่า เมื่อพ.ย. 63 ก็เริ่มค้นตามอากู๋ แต่ไม่เข้าใจมากนัก
พอมาเจอคลิปนี้เมื่อ 2 เดือนก่อน ถึงเข้าใจมากขึ้น และคอยดูคลิปของช่องนี้เรื่อยๆ ทำให้เข้าใจว่าถึงแม้จะมีลานิญ่าที่แรง แต่ใช่ว่าพื้นที่ที่เราอยู่จะมีน้ำฝนเพิ่มมากขึ้น มันแค่ความน่าจะเป็นที่มากขึ้นเท่านั้นเอง


phpBB [video]




ปล.คลิปในช่องนี้อาจจะถูกกับจริตของผม เลยทำให้ได้เข้าใจง่าย

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Sat Aug 14, 2021 8:02 pm

โลกร้อน : สภาพอากาศสุดขั้วเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร

คลื่นความร้อน น้ำท่วมฉับพลัน และไฟป่ารุนแรง เหล่านี้คือผลกระทบที่คนต้องเผชิญในปีนี้ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สิ่งที่ถูกปลดปล่อยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ หรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปเก็บความร้อนเอาไว้ในชั้นบรรยากาศตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.2 องศาเซลเซียส

ความร้อนสะสมนี้เป็นผลทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่เราได้เห็นมาในปีนี้ และหากไม่ลดการปลดปล่อยคาร์บอน วงจรวิกฤตนี้ก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

นี่คือสาเหตุ 4 ประการที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (extreme weather)
1. ยิ่งร้อน ยิ่งเกิดคลื่นความร้อนนานกว่าเดิม

หากอยากจะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ให้ลองนึกถึงกราฟเส้นโค้งที่มีสภาวะร้อนและเย็นสุดขั้วอยู่ 2 ฝั่ง ส่วนตรงกลางเป็นระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย การเปลี่ยนแปลงของส่วนกึ่งกลางเพียงเล็กน้อยทำให้เส้นโค้งนั้นไปแตะบริเวณที่เป็นสุดขั้วมากขึ้น ดังนั้น คลื่นความร้อนที่บางประเทศเจอจึงได้เกิดขึ้นบ่อยและนานขึ้น

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักรให้ข้อมูลว่า สหราชอาณาจักรเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้นถึง 2 เท่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แต่ฝั่งตะวันตกของแคนาดาและสหรัฐฯ ต้องเจอกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์เพราะโดมความร้อน (heat dome) หรือปรากฏการณ์โดมความร้อน

ในบริเวณที่มีความกดอากาศสูง มวลอากาศร้อนถูกกดลงและกักไว้อยู่กับที่ ส่งผลให้อุณหภูมิทั้งทวีปพุ่งสูงขึ้น ที่เมืองลิตตัน ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา อุณหภูมิสูงถึง 49.6 องศาเซลเซียส มากกว่าสถิติเดิมเกือบ 5 องศาเซลเซียส กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ หรือ World Weather Attribution บอกว่าคลื่นความร้อนรุนแรงแบบนี้แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

มีทฤษฎีหนึ่งพยายามอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเกิดมาจากการที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นในแถบอาร์กติกทำให้กระแสลมกรด (Jet Stream) หรือแถบกระแสลมแรงที่เคลื่อนที่ในเขตโทรโพพอส (แนวแบ่งเขตระหว่างชั้นโทรโพสเฟียร์กับชั้นสตราโตสเฟียร์) เคลื่อนตัวช้าลง ทำให้มีแนวโน้มเกิดโดมความร้อนมากขึ้น

แต่ในฤดูร้อนนี้ ไม่ใช่ทวีปอเมริกาเหนือเท่านั้นที่เจอปรากฏการณ์นี้ รัสเซีย ไอร์แลนด์เหนือ และทวีปแอนตาร์กติกาก็เจอด้วย

2. ภาวะแล้งที่หนักกว่าเดิม

พอมีคลื่นความร้อนที่หนักและนานกว่าเดิม ภาวะแล้งก็อาจรุนแรงกว่าเดิม
เมื่อฝนตกระหว่างมีคลื่นความร้อนน้อยลง ความชื้นบนพื้นดินและแหล่งน้ำก็แห้งเหือดเร็วขึ้น พอเป็นเช่นนี้ พื้นดินก็ร้อนเร็วขึ้น ทำให้อากาศร้อนหนักขึ้นไปอีก
เหล่านี้นำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในดำรงชีวิตและการเกษตร
หลังจากเจอคลื่นความร้อนในหน้าร้อน เมื่อถึงกลางเดือน ก.ค. มีพื้นที่ถึง 1 ใน 4 ของสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับภาวะแล้งอย่างรุนแรง


3. ไฟป่ารุนแรง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความร้อนอย่างยาวนานและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นวงจร เป็นผลให้พื้นดินและต้นไม้ไร้ความชุ่มชื้น ความแห้งแล้งนี้เองเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดไฟป่าซึ่งลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่มีให้เห็นคือที่ภูมิภาคตะวันตกของแคนาดาในหน้าร้อนนี้ ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและรุนแรงจนสร้างระบบสภาพอากาศเฉพาะขึ้นมาพร้อมกับการก่อตัวของเมฆไพโรคิวมูโลนิมบัส เมฆยักษ์เหล่านี้ทำให้เกิดฟ้าผ่า และฟ้าผ่าก็ไปทำให้ไฟลุกไหม้เพิ่มขึ้นมาอีก เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในไซบีเรียเช่นกัน

ในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีการเกิดไฟป่าขนาดใหญ่บ่อยขึ้นมาก

Climate Central องค์กรอิสระซึ่งเป็นการรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์และผู้สื่อข่าวบอกว่า ไฟป่าขนาด 40 ตร.กม. ที่เผาผลาญฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เกิดขึ้นบ่อยกว่าในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 7 เท่า

4. ฝนตกหนักกว่าเดิม

ในปีนี้ เกิดน้ำท่วมหนักเป็นประวัติการณ์ที่จีน เยอรมนี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์

ปีเตอร์ เกลค ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อมีพื้นที่ที่แห้งแล้งมากขึ้นอย่างในไซบีเรียหรือภาคตะวันตกของสหรัฐฯ ฝนก็ไปตกที่อื่นแทน ในพื้นที่ที่เล็กกว่า เกิดเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงกว่า อย่างในเยอรมนีและเบลเยียม

สภาพอากาศทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยิ่งทำให้ความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ สุดขั้วมากขึ้น


https://www.bbc.com/thai/international-58164331

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Sat Aug 21, 2021 8:28 pm

ฝนตกบนยอดภูเขาหิมะของกรีนแลนด์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนปรากฏการณ์โลกร้อน
โดย THE STANDARD TEAM
20.08.2021

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 สิงหาคม) ได้เกิดฝนตก ณ จุดสูงสุดของเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 2 ไมล์ โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เคยมีการจดบันทึกกันไว้ว่าเกิดฝนตกบนยอดภูเขาหิมะของกรีนแลนด์แทนที่จะเป็นหิมะ



อุณหภูมิที่ยอดภูเขา ณ จุดสูงสุดของกรีนแลนด์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเหนือจุดเยือกแข็งเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึงทศวรรษ อากาศที่อบอุ่นขึ้นทำให้เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักและส่งผลให้มีปริมาณน้ำมากถึง 7 พันล้านตันตกลงบนแผ่นน้ำแข็งหรือพืดน้ำแข็ง (Ice Sheet) ซึ่งปริมาณดังกล่าวนั้นมากพอที่จะเติมน้ำลงใน Reflecting Pool ที่บริเวณอนุสรณ์สถาน National Mall ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ถึงเกือบ 250,000 ครั้ง



นอกจากนี้ปริมาณน้ำดังกล่าวยังถือเป็นปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักที่สุดบนแผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์นับตั้งแต่ที่ National Snow and Ice Data Center ได้เริ่มเก็บบันทึกข้อมูลสถิติเมื่อปี 1950 ขณะเดียวกัน ฝนตกรุนแรงในวันเสาร์ส่งผลให้ปริมาณน้ำแข็งที่สูญเสียไปในวันอาทิตย์นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันในช่วงเวลานี้ของปีถึง 7 เท่า



เท็ด สแคมบอส นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสที่ National Snow and Ice Data Center มหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวว่า นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่ากรีนแลนด์กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว



“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่อากาศอุ่นขึ้นในช่วงหนึ่งหรือสองทศวรรษที่สะท้อนออกมาในรูปแบบของสภาพภูมิอากาศแปรปรวน” สแคมบอสกล่าวกับ CNN “นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”



Summit Station ของ National Science Foundation ตั้งอยู่ที่จุดสูงสุดบนแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ ซึ่งที่นี่นักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตสภาพอากาศของอาร์กติกและการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งได้ สถานีแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอดทั้งปีเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1989



เจนนิเฟอร์ เมอร์เซอร์ เจ้าหน้าที่โครงการของ Office of Polar Programs ในสังกัด National Science Foundation กล่าวว่า เนื่องจากเหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้น ทำให้ทีมงานจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานที่ Summit Station กล่าวคือ “เราจะต้องสังเกตเหตุการณ์สภาพอากาศที่เราไม่เคยรับมือมาก่อน” เธอบอกกับ CNN



“เหตุการณ์สภาพอากาศที่เกิดเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ การละลาย ลมแรง และล่าสุดคือฝนตกนั้นนับว่าอยู่นอกขอบเขตที่เรียกได้ว่าปกติ” เมอร์เซอร์กล่าว “และดูเหมือนว่าจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ”



การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้โลกร้อนขึ้นและส่งผลสืบเนื่องให้โลกสูญเสียน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรายงานสภาพอากาศที่สหประชาชาติ (UN) เผยแพร่ในเดือนนี้สรุปว่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลนำไปสู่การละลายของกรีนแลนด์ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cryosphere พบว่า โลกสูญเสียน้ำแข็งไปแล้ว 28 ล้านล้านตัน ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยน้ำแข็งที่สูญเสียไปนั้นส่วนใหญ่มาจากอาร์กติก ซึ่งรวมถึงแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์



ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์เกิดการละลายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยสูญเสียมวลพื้นผิวมากกว่า 8.5 พันล้านตันในวันเดียว ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้รัฐฟลอริดาจมลงในน้ำ 2 นิ้ว



ในปี 2019 น้ำแข็งประมาณ 532 พันล้านตันในกรีนแลนด์ละลายและไหลลงสู่ทะเล ในช่วงปีนั้นได้เกิดน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งโดยไม่คาดคิด และเกิดคลื่นความร้อนในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้เกือบทั้งพื้นผิวของแผ่นน้ำแข็งเริ่มละลาย ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างถาวร 1.5 มิลลิเมตร



“เรากำลังก้าวข้ามจุดเริ่มต้นที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในรอบหนึ่งพันปี และแน่นอนว่าสิ่งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าเราจะปรับเปลี่ยนสิ่งที่เรากำลังทำกับอากาศ” สแคมบอสกล่าว


ด้านเมอร์เซอร์กล่าวว่า เหตุการณ์ผิดปกติอื่นๆ ก็เกิดบ่อยขึ้นเช่นกัน โดยเมื่อสองปีที่แล้ว หมีขั้วโลกได้มาปรากฏตัวถึง Summit Station ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากหมีขั้วโลกอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลที่พวกมันสามารถหาอาหารได้ง่าย การที่หมีขั้วโลกมาปรากฏตัวที่ Summit Station นั้นหมายความว่าพวกมันเดินทางข้ามธารน้ำแข็งเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์


เมอร์เซอร์เผยว่า น้ำฝนจะส่งผลกระทบยาวนานต่อคุณสมบัติของหิมะ โดยจะทำให้เกิดเปลือกน้ำแข็ง ซึ่งเจ้าเปลือกน้ำแข็งนี้จะดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากขึ้นจนกว่าจะถูกหิมะฝังกลบไว้ ขณะที่สแคมบอสกล่าวว่า เปลือกน้ำแข็งดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้น้ำแข็งที่ละลาย ไม่ไหลลงสู่เบื้องล่าง และจะทำให้ท่วมพื้นผิวของแผ่นน้ำแข็งและเริ่มไหลออกที่ระดับความสูงที่สูงขึ้น


และเนื่องจากชั้นของน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้น เหตุการณ์ฝนตกในช่วงสุดสัปดาห์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในบันทึกแกนน้ำแข็งในอนาคต เมอร์เซอร์กล่าว

https://thestandard.co/1st-rains-atop-g ... mountains/


phpBB [video]

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Mon Aug 23, 2021 8:22 pm

โลกร้อนจริงเหรอ?? (อีกแล้ว)
งั้นเรามาดูอุณหภูมิบรรยากาศโลกเฉลี่ยย้อนหลังไป 550 ล้านปี ว่าโลกร้อนที่แท้จริงมันร้อนกันขนาดไหน
ภาพรวมอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศโลกนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน: ภาพสรุปจากเพจสาระบรรพชีวิณ

ตอนนี้เรารู้กันแล้วว่าสถานการณ์โลกร้อนกำลังเข้าขั้นวิกฤติ แต่รู้หรือไม่ว่าโลกที่กำลังร้อนขึ้นอยู่ทุกวันนี้มันยังไม่ถึงค่าอุณภูมิเฉลี่ยของโลกเสียด้วยซ้ำ
ถ้าว่ากันตามตรงก็คือโลกเราทุกวันนี้ยังเย็นกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก
โดยจากงานวิจัยของทีมวิจัยร่วมจากหลายมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกได้เปิดเผยถึงค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่เมื่อ 550 ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศที่พื้นผิวโลกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 18 องศาเซลเซียส โดยที่อุณหภูมินี้บนผิวโลกของเราจะปราศจากซึ่งพืดธารน้ำแข็ง
(Ice sheet) อย่างที่ปรากฏอยู่บนเกาะกรีนแลนด์หรือขั้วโลกใต้

ขยายภาพในช่วงเวลาของมหายุคพาลีโอโซอิก


จะเห็นได้ว่าโลกเรานั้นได้ผ่านช่วงเวลาที่อุณหภูมิบรรยากาศโลกนั้นจัดว่าสุดขั้วทั้งหนาวจัดและร้อนจัด
โดยปัจจุบันอุณหภูมิบรรยากาศโลกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14.4 องศาเซลเซียสและ
กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่เพิ่งผ่านยุคน้ำแข็งมาได้ไม่นาน
โดยช่วงร้อนจัดนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 32 องศาหรือร้อนกว่าปัจจุบันเกือบ 20 องศาและหนาวจัดลงไปได้ถึง 9 องศา
(ลองนึกถีงโลกที่หน้าร้อนบ้านเรามีอุณหภูมิสูงเกือบ 60 องศาหรือหน้าหนาวที่หนาวกว่าทุกวันนี้ 6 องศา)
ขยายภาพในช่วงเวลาของมหายุคมีโซโซอิก


และในแต่ละช่วงเวลาที่โลกเราเจอกับสภาพอากาศสุดขั้วแบบนี้ก็จะมาพร้อมกับการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่
นั่นคือจะมีสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธ์ุที่ไม่ได้ไปต่อและต้องสูญพันธุ์ไปจากผืนพิภพนี้
โดยสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบสุดขั้วนี้ก็มีได้หลายสาเหตุ ทั้งการระเบิดของภูเขาไฟยักษ์ อุกกาบาตชนโลก
หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลก
ขยายภาพในช่วงเวลาของมหายุคซีโนโซอิกซึ่งต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน


จะเห็นได้ว่าปัจจุบันโลกเราเพิ่งผ่านยุคน้ำแข็งมาหมาด ๆ และกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ
โดยในช่วงของเรานี้ถึอว่ากราฟของการเพิ่มอุณหภูมิชันมากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้
และแน่นอนว่าเรากำลังจะข้ามเส้นค่าเฉลี่ยในอีกไม่นาน
ด้วยอัตราการเพิ่มอุณหภูมิในปัจจุบันคาดว่าปี 2050 เราก็น่าจะข้ามเส้นค่าเฉลี่ยซึ่งที่จุดนี้พืดธารน้ำแข็งก็จะหายไปจากโลกและ
ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนทำให้หลายพื้นที่บนโลกต้องจมบาดาล



โดยสรุป. . .
โลกยังไม่ร้อน แต่กำลังจะร้อนแล้วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
และรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เราได้ทำลายสถิติในด้านอัตราการเพิ่มอุณหภูมิเร็วที่สุดในรอบ 125,000 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิบรรยากาศ 1.1 องศาเซลเซียสภายในเวลา 50 ปีและยังคงเพิ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ


https://www.blockdit.com/posts/6116a0fd98e5ce10afa8fb9b

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

ลุ้นพายุเข้าเพิ่ม หวังเพิ่มน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา

Posts by jverakul » Fri Sep 03, 2021 7:51 pm

หลังมีน้ำน้อยสุดตั้งแต่เริ่มมีการเก็บน้ำ

สน. ชี้ เคยแล้งสุด ปี 2558 แต่ไม่หนักเท่าปีนี้ ขณะที่วันนี้ (1 ก.ย.) มีน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก เพียง 1,824 ล้าน ลบ.ม. แนะ ขุดบ่อรอน้ำ ดีกว่าปล่อยทิ้งลงทะเล ประเมินอาจมีน้ำท่วมหนักบางพื้นที่

1 ก.ย. 2564 – สุทัศน์ วีสกุล ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยาการน้ำ (สสน.) เปิดเผยว่า ปี 2564 ผ่านมาแล้ว 8 เดือน ฝนตกค่อนข้างน้อยในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เหนือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงทำให้พื้นที่ภาคกลาง มีปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค ขณะเดียวกันลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการปลูกข้าวนาปีมาตั้งแต่ต้นฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบกับชาวนา ในขณะที่น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็มีแนวโน้มระดับน้ำลดลงเรื่อย ๆ เพราะน้ำต้องใช้ทั้งรักษาระบบนิเวศ ดันน้ำเค็ม และเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นหลัก



จริง ๆ แล้วประมาณความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง และช่วงต้นฤดูฝน ของปี 2565 ต้องมีน้ำประมาณ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่วันนี้มีน้ำเพียง 1,824 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าน้อยที่สุด มาตั้งแต่ปี 2553 ในขณะที่ปี 2558 ที่เคยแล้งที่สุด มีน้ำ 1,839 ล้านลูกบาศก์เมตร วันนี้เหลือพื้นที่กักเก็บน้ำใน 4 เขื่อนหลัก มากถึง 10,176 ล้านลูกบาศก์เมตร



ผอ.สสน. ระบุอีกว่า 7-8 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีฝนตกแบบกระจุกตัว ส่วนใหญ่เป็นบริเวณตอนบนแนวของของประเทศทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่เป็นการตกแบบกระจุกตัวเฉพาะพื้นที่ โดยผ่านมาจะเห็นฝนตกหนักน้ำท่วมค่อนข้างหนัก บางจุดเท่านั้น เช่น จังหวัดปราจีนบุรี นครราชสีมา ชลบุรี สมุทรปราการ พังงา กระบี่ เป็นต้น ซึ่งจะส่วนใหญ่เป็นจังหวัดใกล้กับชายทะเล




ส่วนกรณีน้ำท่วมนิคมอุสาหกรรมบางปู ระดับน้ำสูง 1 เมตร เมื่อวันที่ 28-29 ส.ค. 2564 มีสาเหตุ จากฝนตกสะสม 24 ชั่วโมง 115.8 มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นฝนสูง 100 มิลลิเมตร ภายใน 3 ชั่วโมง โดยมีปัจจัยที่ตั้งนิคมอุตสาหรรมบางปู เป็นแอ่งท้องกระทะ มีถนนขวางเส้นทางระบายน้ำ ขณะที่คลองลำสลัดที่ใช้ระบายน้ำมีขนาดเล็ก แคบและถูกบุกรุก เมื่อระบายน้ำออกจากนิคม ลงคลองชายทะเลไม่มีทางออกทะเลโดยตรง ต้องสูบผ่านสถานีสูบน้ำตำหรุ และสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ แต่นี่คือการกระจุกตัวของฝนที่ตกเฉพาะจุดที่ก่อนหน้านี้ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว ประมาณ 3 วัน ขระทีการระบายน้ำก็ใช้เวลาประมาณ 2-3 วันจึงจะแห้งถ้าไม่มีฝนสะสม

เหตุการณ์นี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ท่วมเฉพาะจุด ที่ตกใกล้ทะเลน้ำก็ไหลออกทะเลโดยตรง แต่ส่วนใหญ่น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ขนาดกลางและขนาดเล็กทั้งประเทศตอนบนของไทยยังมีน้ำน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนอุบลรัตน์ ทางภาคอีสานมีน้ำในเขื่อนเพียงร้อยละ 4 เขื่อนภูมิพลมีน้ำร้อยละ 6 เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำร้อยละ 8 ซึ่งเขื่อนใหญ่ ๆ หลายแห่งก็เหลือพื้นที่รองรับน้ำอีกมาก



นอกจากนี้ สสน. ยังได้คาดการณ์ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ ประเทศไทยจะมีแนวโน้มฝนเพิ่มมากขึ้นและตกมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่เท่านั้น และคาดว่าช่วงเดือนนี้อาจมีแนวโน้มพายุพัดเข้ามา 1-2 ลูก ซึ่ง ควรใช้โอกาสนี้ให้เกษตรกรหาแหล่งกักเก็บน้ำ ขุดสระ ในพื้นที่การเกษตรบางส่วน เพื่อเก็บน้ำให้มากที่สุดเพื่อลดผลกระทบปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า และก็รอลุ้นด้วยว่า ถ้าพายุเข้าเหนือเขื่อน ประมาณ 1 ลูก ก็น่าจะทำให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีน้ำเพิ่มขึ้นมาประมาณ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรใน 4 เขื่อนหลัก แต่ถ้าพายุพัดเข้ามา 1-2 ลูกน่าจะทำให้มีน้ำ เพิ่มเข้ามา 8 พัน ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นใน 2 เดือนนี้จึงเป็นความหวังของการรอฝนเพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ตลอดฤดูหน้า


https://theactive.net/news/20210901-3/

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

วารสารการแพทย์กว่า200ฉบับเตือนอากาศเปลี่ยนหนุนโควิดระบาดหนัก

Posts by jverakul » Thu Sep 09, 2021 9:37 pm

วารสารการแพทย์กว่า 220 ฉบับร่วมเผยแพร่บทบรรณาธิการร่วมเตือนว่าความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสุขภาพสาธารณะของโลก และจะทำให้โควิดระบาดหนัก

กลุ่มพันธมิตรด้านสุขภาพสหราชอาณาจักรว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ UK Health Alliance on Climate Change (ยูเคเอชเอซีซี)ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่บทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์โดยวารสารการแพทย์หลายร้อยฉบับมีจุดยืนในเรื่องเดียวกัน

“ถือเป็นความแข็งแกร่งของเหล่าผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทั่วโลกที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับภัยคุกคามจากสภาพอากาศเปลี่ยนต่อสุขภาพของผู้คน”ลอรี เลย์เบิร์น-แลงตัน ที่ปรึกษาอาวุโสจากยูเคเอชเอซีซี หนึ่งในกลุ่มผู้เขียนบทบรรณาธิการ กล่าว

บทบรรณาธิการร่วมยังเตือนว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดการติดเชื้อ เกิดภาวะขาดน้ำหรือแม้แต่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิตขั้นรุนแรง

“ความเสียหายทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า รวมถึง ที่อยู่อาศัยและสายพันธุ์ต่างๆ ปัญหาการกัดเซาะของน้ำ ความมั่นคงด้านอาหารและโอกาสที่การระบาดของโรคโควิด-19จะเพิ่มขึ้น”บทบรรณาธิการร่วม ระบุ

บทบรรณาธิการร่วมนี้ยังอ้างถึงรายงานจากโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ(ยูเอ็นอีพี)ที่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นตัวแปรหนึ่งทำให้เกิดโรคติดเชื้อเช่น การเพิ่มขึ้นของปริมาณยุง ทั้งยังส่งผลทำให้สายพันธุ์ต่างๆเพิ่มขึ้น อาทิ ค้างคาว ซึ่งบ่อยครั้งมักเป็นต้นกำเนิดของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และที่ผ่านมา มีโรคติดเชื้อใหม่ๆเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเขตร้อนชื้น

บทบรรณาธิการร่วมนี้เขียนจากบรรณาธิการวารสารการแพทย์ชั้นนำกว่า200 ฉบับรวมถึง เดอะ แลนเซ็ต เดอะ บริติช เมดิคัล เจอร์นัล และเนชั่นแนล เมดิคัล เจอร์นัล ออฟ อินเดีย โครงการนี้ดำเนินการโดยยูเคเอชเอซีซี ซึ่งติดต่อไปยังวารสารต่างๆทั่วโลก รวมถึงThe Chinese Science Bulletin

การเขียนบทบรรณาธิการร่วมนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศต่างๆลงทุนมหาศาลเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านมาตรการต่างๆตั้งแต่ปีที่แล้ว

“แม้ทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 แต่เราไม่สามารถรอให้การระบาดของโควิด-19ผ่านพ้นไปแล้วจึงหันมาให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเวลาอันรวดเร็วได้”บทบรรณาธิการร่วมระบุ

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆแสดงออกถึงพันธกิจมากกว่านี้ในการประชุมความหลากหลายด้านชีวภาพของยูเอ็นที่คุนหมิง ประเทศจีนและการหารือเรื่องสภาพอากาศที่รู้จักกันในชื่อ COP26 ที่จะจัดขึ้นในเมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ในเดือนพ.ย.

ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ ต้องตอบว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือการไม่ปล่อยก๊าชเรือนกระจกไปมากกว่าที่สามารถกำจัดได้ ภายในปี 2593 ซึ่งการเผาพลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นปัจจัยหลัก ดังนั้นกระบวนการที่ต้องทำจึงประกอบไปด้วย การหยุดใช้พลังงานถ่านหิน หยุดตัดไม้ทำลายป่า เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการลงทุนในการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

บทบรรณาธิการ ยังเสนอแนะว่าเป้าหมายของทั่วโลกที่จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออ็กไซด์เป็นศูนย์เปอร์เซนต์ภายในกลางศตวรรษนี้ไม่ได้มีการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเพียงพอ "ประเทศที่มีฐานะร่ำรวยกว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ตามเป้าให้เร็วกว่า และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ให้ได้ศูนย์เปอร์เซนต์ก่อนปี 2593 และจะต้องดำเนินการรับมือกับความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

https://www.bangkokbiznews.com/world/959105?anf=

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Mon Sep 13, 2021 9:25 pm

UPDATE: ผู้ว่าแบงก์ชาติเตือน รับมือโลกการเงินที่กำลังเปลี่ยนไป ผู้เล่นใหม่จะเข้ามามากขึ้น แม้แต่ ธปท. ยังต้องปรับตัว
.
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา ‘50 ปี เครือเนชั่น’ หัวข้อ ‘The Future of Financial System อนาคตโลกการเงิน’ ว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริการทางการเงินถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะช่องทางผ่านดิจิทัลแบงกิ้ง ที่ผู้คนหันมาใช้บริการจำนวนมาก จนเติบโตแบบก้าวกระโดด สะท้อนจากยอดการใช้บริการ e-Payment ที่เพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าจากเมื่อ 10 ปีก่อน หรือการโอนเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าจากเมื่อ 10 ปีก่อน
.
ในระยะข้างหน้ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้ให้บริการใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่อยู่นอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์หรือกองทุน ซึ่งอาจจะเป็นผู้ให้บริการจากต่างชาติที่ข้าม Channel มาสู่บริการใหม่ๆ และอาจจะเห็นการให้บริการแบบที่ไม่มีตัวกลางเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้นด้วย
.
เศรษฐพุฒิกล่าวว่า บริการดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีทางการเงินจะช่วยให้คนเข้าถึงธุรกรรมการเงินได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Anywhere Anytime หรือ Any Devices ซึ่งเป็นเทรนด์ที่น่าจะเห็นเร็วขึ้นในระยะข้างหน้า
.
นอกจากนี้อีกเทรนด์ที่น่าจะมา ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต่อระบบการเงินไทยเราคือ รายงานการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ที่ต่อไปจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการค้า เช่น ในสหภาพยุโรป ที่การค้าระหว่างประเทศ (Cossborder Econism) เริ่มนำเรื่อง Climate Change มาเกี่ยวข้อง ดังนั้นทางข้างหน้าจากนี้ไป นอกจากเราจะเจอกับกระแสเทคโนโลยี แล้วยังเจอกระแส Green ด้วย
.

สำหรับ Pain Point ของระบบการเงินไทยในปัจจุบันนั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า คงเป็นเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อหรือสภาพคล่องของรายย่อยและ SMEs ไทย ที่ยังเข้าถึงได้ค่อนข้างยาก แต่ในอนาคตอาจจะเห็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาให้บริการและแก้ Pain Point เหล่านี้ และการโอนเงินข้ามประเทศที่ค่าโอนยังค่อนข้างสูง จึงคิดว่าในอนาคตน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
.
อย่างไรก็ตาม Landscape ที่เปลี่ยนไป ธปท. ได้เตรียมมาตรการรองรับ คือ
.
1. ทำให้เกิดการใช้ข้อมูล (Data) ให้มีประสิทธิภาพและมีการใช้มากขึ้น เพื่อช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น การใช้สินเชื่อข้ามแพลตฟอร์มอื่นคือ ทำให้ใช้ข้อมูลได้สะดวกขึ้น ซึ่งน่าจะเริ่มได้ในระบบแบงก์ก่อน เช่น ในเรื่องสเตทเมนต์ (e-Statement) ที่จะให้ใช้ข้ามธนาคารได้ ขอข้อมูลได้มากพอ ให้ขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น
.
2.Open Competition หรือทำให้การแข่งขันที่เปิดกว้างขึ้น และเปิดให้ธุรกิจแบงก์ปรับตัวและแข่งขันได้ในอนาคต
.
3. Open Infrastructure สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้เล่นเก่าและผู้เล่นหน้าใหม่สามารถเข้ามาต่อยอดนวัตกรรมและให้เกิดการแข่งขันได้ เช่น การเอาข้อมูล Invoice มาใช้ในการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งในแบงก์และนอนแบงก์ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ Pain Point ของไทย
.
4. Digital Currency เป็นสิ่งที่จะเตรียมเพื่อขยายความของเทรนด์ไปในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อให้ประเด็นต่างๆ ที่พูดมาไม่เป็นนามธรรมเกินไป เพราะผู้เล่นรายใหม่มาจากเซกเตอร์อื่นที่ไม่ใช่บริการทางการเงิน ซึ่งจะทำให้เส้นแบ่งของผู้เล่นด้วยกิจกรรมการบริการต่างๆ จะเริ่มเบลอๆ ไม่ชัดเจนจากเทคโนโลยี ที่นำ DeFi ที่เอาเข้ามา เริ่มสร้างความท้าทายให้ผู้กำกับดูแล ทำให้ไม่ชัดเจนว่าใครจะดูแลอะไร ดูแลอย่างไร จาก Digitalization ที่เปลี่ยนไปเร็ว
.
อย่างไรก็ตาม แม้อนาคต ธปท. จะปรับตัวรับมือบริบทใหม่มากขึ้น แต่ยังคงแนะนำให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังที่มากขึ้นหากจะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากมีความผันผวนสูง การเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จึงควรใช้ความระมัดระวังที่มากขึ้นเป็นพิเศษ
.
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/wealth/
#TheStandardWealth

—————————————————

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

เวิลด์แบงก์ชี้ โลกร้อนทำผลผลิตเกษตรลดลง อีก 20 ปี ข้าวร่วง 5.3%

Posts by jverakul » Wed Sep 15, 2021 7:57 pm

เวิลด์แบงก์ชี้ โลกร้อนทำผลผลิตเกษตรลดลง อีก 20 ปี ข้าวร่วง 5.3%
By ปราณี หมื่นแผงวารี , ยุพิน พงษ์ทอง,
15 ก.ย. 2564 เวลา 10:21 น.


ธนาคารโลกชี้ อีก 20 ปี ผลผลิตข้าวลดลง 5.3% ปัจจัยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำอุณหภูมิสูงขึ้นแหล่งน้ำลดลง ชี้สัดส่วนวันที่อากาศร้อนของไทยจะมีสูงถึง 160% ด้าน สศก. ตระหนักปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนเร่งระดมแก้-ป้องกันเชื่อรับมือผลกระทบได้

World Bank Thailand เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด เรื่อง รายงาน ความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของไทย ปี 2564 [ Climate Risk Country Profile: Thailand (2021)] จัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ Asian Development Bank : ADB ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาระสำคัญส่วนหนึ่งระบุว่าสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงมีผลต่อภาคเกษตรมีอิทธิพลต่อประเทศไทยในฐานผู้ผลิตอาหาร

โดยผลทางตรงคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่วนผลทางอ้อมก็คือปริมาณแหล่งน้ำจะลดลงและฤดูกาลต่างๆผันแปร,แร่ธาตุในดินที่จะเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องของแมลงและโรคพืชต่างๆหรือแม้แต่การเกิดขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ๆมารุกรานพืชผล รวมไปถึงพื้นที่เพาะปลูกที่จะลดลง

ในระดับนานาชาติพบว่า สภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสียหายของผลผลิตต่อไร่ แม้ว่าจะมีการปล่อยมลพิษในสัดส่วนที่ต่ำก็ตาม โดยรายงานในแบบเดียวกันนี้ ได้ประเมินว่า ผลผลิตข้าวโพดต่อไร่จะลดลง 5-6%บนพื้นฐานที่ข้อตกลงปารีสระบุไว้ว่า อุณหภูมิโลกจะเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส

รายงานระบุว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากผลผลิตการเกษตรมีส่วนสำคัญต่อท้องถิ่น โดยพบว่า ปริมาณฝนตกระหว่างการเพาะปลูกข้าว คือ ก.ย.-ต.ค. มีสัดส่วนลดลง ขณะที่อุณหภูมิกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีผลต่อปริมาณผลผลิตข้าว

จากการศึกษาพบว่าปริมาณฝนตกจะลดลงราว 10% ในอีก 60ปีข้างหน้าหรือราวปี 2080 ภายใต้สมมติฐานการปล่อยมลพิษสัดส่วน 8.5

(RCP 8.5) และปริมาณน้ำต่อการเพาะปลูกจะลดลงราว 29% ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นคำแนะนำสำหรับประเทศไทยคือต้องสามารถที่จะเผชิญกับการลดลงของผลผลิตข้าวในสัดส่วน 5.3% ช่วงปี 2041-2050 หรืออีก 20 ปีจากนี้ ภายในการเทียบกับฐานปี 1991-2000

“ท่ามกลางผลผลิตที่ลดลงขณะที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงกว่า35 องศาเซลเซียสในแต่ละวัน โดยจำนวนวันที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 160% ซึ่งจะเป็นวันที่ร้อน ในอีก 20 ปีจากนี้หรือ 2080-2099 ภายใต้สมมติฐานการปล่อยมลพิษในระดับสูงสุด จึงคาดการณ์ได้ว่าผลผลิตการเกษตรจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน”

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯติดตามปัญหาภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องนี้เอาไว้ ส่วนหนึ่งเพราะภาคเกษตร มีการใช้น้ำในการประกอบกิจกรรมจำนวนมาก ปริมาณฝนที่ลดลง หรือ ฝนตกผิดฤดูกาลจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและรายได้เกษตรกร

ดังนั้นในส่วนของข้าว จึงมีการปรับปรุงพันธุ์ใช้น้ำน้อย รวมทั้งปรับแผนวิธีการ จากนาหว่าน นาดำ ที่ใช้น้ำมาก ก็จะปลูกหยอดหลุม ปล่อยน้ำสลับแห้ง รวมทั้งปรับแผนการเพาะปลูก บางพื้นที่เพื่อให้สอดรับกับสภาพฝนที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญได้สนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีการเกษตร เพื่อลดต้นทุน ลดการใช้แรงงาน รวมทั้งลดการเผาทำลายตอซัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างก๊าซเรือนกระจก

“ในกรณีที่ธนาคารโลกระบุผลกระทบต่างๆอาจจะอยู่บนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ทำอะไรเลย ก็เป็นไปได้ที่ผลกระทบจะรุนแรง ตามนั้น แต่ ปัจจุบัน ทุกฝ่าย ทุกองค์กร ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่รุนแรงขนาดนั้น และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพยากรณ์การเพาะปลูกจะช่วยให้ความเสียหายต่างๆลดลง เช่น การใช้บิ๊กดาต้า ”

https://www.bangkokbiznews.com/news/960136
เรื่องพันธุ์ข้าว ปัญหาตอนนี้คือหน่วยงานไหนมีหน้าที่ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและส่งเสริมให้ปลูก จากที่ติดตามข่าวเรื่องข้าวมาบางทีข้าวที่เกษตรกรปลูก ตลาดโลกก็มีไม่มาก ส่วนข้าวที่ต้องการก็ไม่ค่อยส่งเสริมกัน นโยบายที่ออกมาก็เป็นแบบปีต่อปี ไม่มีการวางนโยบายที่ยาวสัก 3-4 ปี หน่วยงานราชการจะตามหลังเทรนด์ตลอด และคิดว่าถึงแม้ปลูกข้าวได้น้อย ก็จะมีโครงการช่วยเหลือของรัฐอยู่


ส่วนการเผาตอซัง เหมือนโยบายขายฝัน ถ้าไม่มีปัญหา PM2.5 ก็จะไม่พูดถึงกัน
สาเหตุที่เขาเผาตอซัง
1.เวลาหว่านข้าวแล้วเมล็ดข้าวอาจไปค้างบนตอซังหรือฟางข้าว ทำให้ไม่งอกบริเวณนั้น เนื่องมาจากบริเวณนั้นเป็นช่วงบริเวณที่ซังข้าวหนาทั้งจากตอและจากฟางข้าวที่ทิ้งออกมาจากรถเกี่ยว
2.ไม่มีการวิจัยหรือส่งเสริมเครื่องมือที่ทำให้กลบฟางข้าวได้ลึก ทำให้ฟางข้าวลอยอยู่บนดิน รวมทั้งไม่มีวิธีที่ทำให้ตอและฟางข้าวย่อยสลายได้เร็๋วภายแบบไม่ใช้น้ำขังผืนนา ในระยะเวลา 1 เดือน
3.ต้นทุนในการไถกลบด้วยรถแทรคเตอร์ค่อนข้างสูง จากที่สังเกตุแถวบ้าน ปกติเวลาทำนาหว่านแห้ง(ไม่มีระบบชลประทาน) จะไถรอบแรกเพื่อกลบหญ้าและตอซังก่อน โดยจะเผาตอซังและฟางข้าวก่อนไถ รถที่รับจ้างไถ คิดราคาที่ 200 บ./ไร่ ทิ้งไว้1-2 อาทิตย์ ค่อยหว่านข้าวและให้รถแทรคเตอร์ใช้โรตารี่ปั่นเพื่อกลบและกระจายเมล็ดข้าวและหญ้าที่ยังไม่ตาย คิดราคาที่ 300 บ./ไร่ พอได้เวลาเกี่ยวข้าว รถเกี่ยวข้าว คิดราคาประมาณ 600 บ./ไร่ สรุปแล้ว ทำนาแบบเผาตอซัง จะมีต้นทุนอยู่ที่ 1100 บ./ไร่ ถ้าไม่เผาตอซัง ต้องมีการไถกลบ 2 รอบ ต้นทุนจะเป็น 1300 บ./ไร่

ความเห็นส่วนตัวในการแก้ปัญหาเผาตอซัง
1.ส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อฟางข้าวมากขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจ
2.วิจัยและพัฒนาอุปกรณ์สำหรับกลบตอซังที่มีประสิทธิภาพ ถ้าไถรอบเดียว อาจจะต้องมีใบตัดด้านหน้ารถแทรคเตอร์ เพื่อทำให้ฟางข้าวเป็นชิ้นเล็กและสั้นๆ กระจายออกไป ไม่กองสุมจนหนา รวมทั้งหาสารชีวภาพที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายฟางข้าว แม้มีความชื้นไม่มาก
3.มีมาตรการจูงใจทางการเงิน สำหรับเกษตรกรที่ไม่เผาตอซัง


" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Thu Sep 16, 2021 9:17 pm

“Lawson” รณรงค์ผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก เอาหม้อจากที่บ้านมาซื้อ “โอเด้ง” รับส่วนลดไปเลย!
By WP - September 15, 2021


ที่ผ่านมาเราอาจจะคุ้ยเคยกับการพกแก้วของตัวเอง ไปที่ร้านกาแฟใส่เครื่องดื่ม เพื่อลดการใช้พลาสติก และความสะดวกในการพกพา โดยบางร้านนออกเป็นโปรแกรมลดราคาให้กับลูกค้าที่นำแก้วส่วนตัวมาที่ร้าน ถือเป็นการให้ Reward กับลูกค้าในการมีส่วนร่วมลดขยะพลาสติก

แต่วันนี้ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟเท่านั้น ล่าสุดสำนักข่าว “NHK World – Japan” ได้นำเสนอวิดีโอเชนร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ในญี่ปุ่น “Lawson” (ลอว์สัน) ประเทศญี่ปุ่น ทำโปรแกรมลดขยะพลาสติก ด้วยการให้ส่วนลดกับลูกค้าที่มาซื้อ “โอเด้ง” แล้วนำหม้อ หรือภาชนะใดก็ได้ของตัวเองมาที่ร้าน แทนการใช้ถ้วยพลาสติกของทางร้าน จะได้รับส่วนลดในการซื้อโอเด้ง 5 ชิ้น

“โอเด้ง” เป็นหนึ่งในเมนูขายดีของร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นนิยมรับประทานโอเด้งในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้ขยะภาชนะพลาสติกใส่โอเด้ง มีเพิ่มปริมาณขึ้นในช่วงฤดูหนาว

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “Lawson” สนับสนุนให้ลูกค้านำภาชนะของตัวเองมาที่ร้าน โดยก่อนหน้านี้ “MACHI café” บริการกาแฟสดในร้าน Lawson ทั่วประเทศ มีโปรแกรมมอบส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 10 เยน ให้กับลูกค้าที่พกแก้วส่วนตัวมาที่ร้าน โดยทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2011 นับตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรก เพื่อลดปริมาณขยะแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

ต่อมาในปี 2019 ได้เปลี่ยนมาใช้แก้วกระดาษ สำหรับเครื่องดื่มเย็น และออกแบบแก้วให้สามารถดื่มได้สะดวก โดยไม่ต้องใช้หลอด

และเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 MACHI café ได้มอบส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 39 เยน ให้กับลูกค้าที่พกแก้วส่วนตัวมาที่ร้าน โดยข้อเสนอส่วนลดนี้จัดถึงสิงหาคม เพื่อเแสดงความขอบคุณลูกค้าที่มีส่วนร่วมในการลดขยะพลาสติก



ตั้งเป้าลดถุงพลาสติก 100% และบรรจุภัณฑ์พลาสติก 30% ภายในปี 2030

หนึ่งในวิสัยทัศน์ธุรกิจของ Lawson คือ ความยั่งยืน (Sustainability) โดยมีพันธกิจ “Lawson Blue Challenge 2050” ตั้งเป้าหมายสร้างสังคมปราศจากคาร์บอน ภายในปี 2050 และส่งต่ออนาคตโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป ดังนั้นเพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ Lawson จึงมุ่งสร้างชีวิตของผู้คนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

– ลดขยะอาหาร 50% ภายในปี 2030 และลดเป็น 100% ภายในปี 2050

ทุกวันนี้ขยะอาหาร (Food Waste) เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของทั้งในญี่ปุ่น และทั่วโลก โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ระบุว่า ปี 2017 มีปริมาณขยะอาหาร สูงถึง 25.5 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้ เป็นขยะที่เกิดจากการสูญเสียอาหาร (Food Loss) 6.12 ล้านตัน เพราะฉะนั้น Lawson มองว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมปริมาณการสูญเสียอาหาร ร่วมกับการรีไซเคิล
– ลดการใช้ถุงพลาสติก 100% ภายในปี 2030

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2020 ในญี่ปุ่นได้ใช้มาตรการเก็บเงินค่าถุงพลาสติก โดย Lawson ตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าว และที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2007 Lawson ส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ถุงที่นำกลับมาใช้ได้อีก เช่น ถุงผ้า

– ลดการใช้ภาชนะ และบรรจุภัณฑ์พลาสติก 30% ภายในปี 2030 และลดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 2050

อาหารและเครื่องดื่มที่จำหน่ายภายในร้าน Lawson ได้ทำการเปลี่ยนภาชนะ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์แก้วกระดาษ, ถ้วยซุปกระดาษ, จานกระดาษ, เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์โยเกิร์ตจากพลาสติก มาเป็นถ้วยกระดาษ, ภาชนะใส่เมนูอาหารเส้น ทำจากพลาสติก PET รีไซเคิล
– ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ออกมาตรการลด CO2 ในกระบวนการธุรกิจ เช่น ใช้ระบบทำความเย็นประหยัดไฟ, เปลี่ยนมาใช้ไฟ LED, ใช้พลังงานหมุนเวียน, พัฒนาโมเดลร้านค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, รถขนส่งสินค้า ให้ใช้พลังงานไบโอดีเซล บี 5, รถยนต์ไฟฟ้า, ยางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และวางแผนเส้นทางการจัดส่งให้มีประสิทธิภาพ
https://www.brandbuffet.in.th/2021/09/l ... tic-waste/

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

สัญญาณเตือนภัยระดับ “สีแดง” จุดแตกหักของวิกฤติภูมิอากาศโลก

Posts by jverakul » Fri Sep 17, 2021 7:53 pm

สัญญาณเตือนภัยระดับ “สีแดง” จุดแตกหักของวิกฤติภูมิอากาศโลก
By พูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย
16 ก.ย. 2564 เวลา 5:00 น


สวัสดีครับ ในรอบปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ นอกจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าเดิมจากไวรัสกลายพันธุ์แล้ว

ปีนี้ยังถือได้ว่าเป็นจุดแตกหัก (Make or Break) ของผู้นำโลกที่จะต้องตัดสินใจเข้าร่วมรับมือกับภาวะฉุกเฉินของสภาพภูมิอากาศ (Global Climate Emergency) ในระดับที่มีความเข้มข้นและจริงจังมากยิ่งขึ้น จากอุณหภูมิโลกที่ไต่ระดับสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจากกิจกรรมของมนุษย์ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสุดขั้วในหลายพื้นที่ (Human-Induced Climate Change) ที่ยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาทิ ไฟป่าที่ลุกลามไปทั่วพื้นที่ไซบีเรียกว่า 2.8 ล้านเอเคอร์ (ประมาณ 7 ล้านไร่) น้ำท่วมจากฝนตกหนักครั้งใหญ่ในรอบพันปีที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ฝนตกหนักในประเทศต่างๆในยุโรปที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิใต้มหาสมุทรและความเป็นกรดของทะเล โดยรายงานของสหประชาชาติ ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่โลกเราอาจจะไม่สามารถกู้สภาวะอากาศกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป (Irreversible)

คณะกรรมการของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ได้ตอกย้ำถึงปัญหาดังกล่าวผ่านรายงานล่าสุดเพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศของโลกได้เข้าสู่ระดับ “สีแดง” แล้ว (Red Alert) โดยชี้ว่าภายในปี 2573 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากระดับอุณหภูมิโลกในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพดานที่กำหนดไว้ตั้งแต่การประชุม COP21 หรือความตกลงปารีส (Paris Agreement) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 6 ปีที่แล้ว หากเป็นไปตามนี้จริง จะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมถึง 10 ปี

ถึงวันนี้ คงเป็นที่ทราบกันดีว่าเพราะเหตุใดโลกเราจึงเดินมาสู่เส้นทางแห่งภาวะวิกฤตเช่นนี้ แต่ปัญหาที่ยังต้องการคำตอบคือเรายังมีทางออกที่เป็นไปได้หรือไม่ ดูจากตัวเลขอาจเห็นว่าการกดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินระดับเพดานที่ 1.5 องศาเซลเซียสให้ได้ในอีก 20 ปี เป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน อุณหภูมิโลกได้สูงเพิ่มขึ้นถึง 1.2 องศาเซลเซียส จากระดับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นักวิทยาศาสตร์กว่า 200 คนจาก 65 ประเทศที่ได้ร่วมกันจัดทำรายงาน IPCC จากการทุ่มเทศึกษาข้อมูลวิจัยต่างๆ กว่า 8 ปี ได้ชี้ให้เห็นถึงทางแก้ปัญหา โดยสรุปเป็นแนวทางไว้ว่า หากแต่ละประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เรายังจะสามารถชะลออุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ ไม่เพียงแค่ใน 20 ปี แต่ชะลอได้ยาวนานถึงปี 2593 หรืออีก 30 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว ซึ่งจะต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ครั้งใหญ่ จากการเลิกพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติของสังคม อาทิ การสนับสนุนการผลิตและลงทุนในพลังงานทางเลือก การปรับเปลี่ยนวิธีการเดินทางสู่การใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้า การลดการอุดหนุนทางการเงินในอุตสาหกรรมถ่านหิน การลดการทำลายผืนป่า รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของโลกอย่างเป็นไปได้ และเกิดผลกระทบเชิงบวกกับมวลมนุษย์และระบบนิเวศทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน


การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการต่อสู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความคาดหวังจากประชาคมโลกเป็นอย่างมากว่า ในการประชุม COP26 หรือการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ผู้นำจาก 196 ประเทศทั่วโลกที่จะมาร่วมงานจะสามารถผนึกกำลังกันเพื่อผลักดันให้เกิดการชะลอเวลาที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะทะลุเพดานที่ตั้งไว้ให้ได้ และหากยังไม่เริ่มทำตอนนี้ อาจจะสายเกินไปที่จะกอบกู้สภาพภูมิอากาศโลกให้กลับมาเหมือนเดิมได้อีก (Now or Never)

ภาคการธนาคารไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีส่วนร่วมในกระบวนการต่อสู้ระดับโลกนี้ได้โดยตรง ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon Transition) ผ่านการพิจารณาให้สินเชื่อที่มีความรับผิดชอบ คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ (Climate Finance) ซึ่งเป็นการอาศัยวิกฤตโรคระบาดให้เป็นโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม (Build Back Greener) ทั้งนี้ การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเกิดผลตอบแทนทางด้านเม็ดเงินหรือด้านชื่อเสียงเท่านั้น แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีการจัดการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง ในขณะเดียวกันยังสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลัง ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวต่อไปครับ


https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/960158

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Fri Sep 17, 2021 8:14 pm

"แอลจี" ตั้งเป้านำพลาสติกรีไซเคิล กว่าครึ่งล้านตันกลับมาใช้ใหม่
15 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.

แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (แอลจี) ประกาศเป้าหมายในการนำพลาสติกรีไซเคิลจำนวน 6 แสนตัน กลับมาใช้ใหม่ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการดำเนินงานภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท สร้างอีโคซิสเต็มเพื่อรับคืนขยะอีเลคทรอนิกส์

เป้าหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่ใหญ่กว่าของ "แอลจี" ในการสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อรับคืนขยะอีเลคทรอนิกส์ และเพิ่มปริมาณการนำเม็ดพลาสติกที่มาจากวัสดุที่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภค กลับมาใช้ในการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของแอลจี

ในปี 2563 แอลจีได้นำพลาสติกรีไซเคิลราว 2 หมื่นตัน กลับมาใช้ในการผลิตสินค้าต่างๆ โดยวางแผนที่จะเพิ่มปริมาณการใช้พลาสติกรีไซเคิลมากขึ้นกว่า 10 เท่า ภายในปี 2568 แม้ว่าในปัจจุบัน แอลจีนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนภายในผลิตภัณฑ์ทีวี จอมอนิเตอร์ ลำโพง เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศแล้ว

บริษัทยังวางแผนที่จะเพิ่มปริมาณการใช้งานพลาสติกรีไซเคิลกับชิ้นส่วนภายนอกของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยเช่นกัน โดยนอกจากการใช้พลาสติกรีไซเคิลเพิ่มขึ้นแล้ว แอลจียังจะลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (virgin plastic) ในทุกขั้นตอนการดำเนินงานอีกด้วย ในปีนี้ ทีวีแอลจี OLED ทั้งหมด 18 รุ่น จะถูกผลิตโดยใช้พลาสติกผลิตใหม่น้อยลง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึง 14 รุ่น และลดการใช้งานพลาสติกสูงสุด 1 หมื่นตัน



แอลจียังเพิ่มเป้าหมายในการรับคืนขยะอีเลคทรอนิคส์ จากที่กำหนดไว้ 4.5 ล้านตัน ในปี 2549 เพิ่มเป็นกว่า 8 ล้านตัน ภายในปี 2573 โดยมีขยะอีเลคทรอนิกส์ถูกเก็บไปแล้ว 3.07 ล้านตัน ณ สิ้นปี 2563 แอลจียังได้ดำเนินงานผ่านโครงการต่างๆ ในการรับคืนและรีไซเคิลขยะอีเลคทรอนิคส์ใน 52 ประเทศ


นอกจากนี้ ในประเทศเกาหลีใต้ ศูนย์รีไซเคิลแอลจีในเมืองชิลซอ (LG Chilseo Recycling Center) ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2544 ไม่เพียงแค่รับคืนขยะอีเลคทรอนิคส์ แต่ยังทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนใหม่จากพลาสติกรีไซเคิล และจัดส่งชิ้นส่วนเหล่านั้นให้กับโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของแอลจีที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ตู้เย็น เป็นต้น


แอลจีให้ความสำคัญกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัด โดยบริษัทแม่ของแอลจียังได้เข้าร่วมข้อตกลงกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมประจำประเทศเกาหลีใต้และกลุ่มประชาสังคมท้องถิ่นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานแบบไร้พลาสติก ณ แอลจี ไซเอนซ์พาร์ค (LG Sciencepark) ศูนย์วิจัยและพัฒนาหลักของบริษัท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของแอลจี


https://www.bangkokbiznews.com/tech/960154




" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Sun Sep 19, 2021 9:31 pm

ตายเกลื่อนริมหาดแคนาดา บรรดา “หอย” สุกทั้งเป็น คลื่นความร้อนสุดขั้วแผดเผา


ตายเกลื่อนริมหาดแคนาดา – ซีเอ็นเอ็น รายงานฤทธิ์เดชของคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมในรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่เป็นสาเหตุให้หอยแมลงภู่ หอยกาบ และสัตว์ทะเลๆ อื่น ที่อาศัยอยู่บนชายหาดแคนาดาตะวันตกต้องตายกันเป็นเบือ


คริสโตเฟอร์ ฮาร์ลีย์ ศาสตราจารย์ภาควิชาสัตววิทยา มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย พบหอยแมลงภู่ตายจำนวนนับไม่ถ้วนเปิดกาบออกทันทีและเน่าเปื่อยอยู่ในเปลือกหอย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค. ที่หาดคิตซิลาโน ห่างจากบ้านพักของตนในนครแวนคูเวอร์เพียงไม่กี่ช่วงตึก

ศ.ฮาร์ลีย์ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อระบบนิเวศน์ของชายฝั่งหินที่มีหอยกาบ หอยแมลงภู่ และดาวทะเล อาศัยอยู่ จึงต้องการดูว่า บรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังระหว่างน้ำขึ้นน้ำลง (intertidal invertebrates) เหล่านี้ มีอาการอย่างไร เมื่อคลื่นความร้อนทุบสถิติแผ่ปกคลุมบริเวณดังกล่าวเมื่อวันที่ 26-28 มิ.ย.

“ผมได้กลิ่นหาดนั้นก่อนจะไปถึง เพราะมีสัตว์ตายแล้วจำนวนมากจากวันก่อนหน้า ซึ่งไม่ได้ร้อนสุดในช่วง 3 วันข้างต้น ผมเริ่มมองไปรอบๆ บนชายหาดท้องถิ่นของผมและคิดว่า “โอ้ นี่ นี่มันไม่ดีแน่ๆ” ” วันถัดมา ศ.ฮาร์ลีย์และหนึ่งในนักศึกษาสังกัดตน ไปสวนประภาคาร (Lighthouse Park) ในแวนคูเวอร์ตะวันตก ซึ่งศ.ฮาร์ลีย์เยือนมานานมากกว่า 12 ปีแล้ว

“ที่นั่นเป็นภัยพิบัติ ผืนหอยแมลงภู่เกลื่อนชายฝั่งและส่วนใหญ่ตายไปแล้ว” ศ.ฮาร์ลีย์กล่าว


ศ.ฮาร์ลีย์กล่าวว่า หอยแมลงภู่เกาะติดหินและพื้นผิวอื่นๆ และคุ้นเคยกับการสัมผัสอากาศและแสงอาทิตย์ในช่วงน้ำลง แต่ปกติแล้วไม่สามารถอยู่รอดได้ในอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ (37.8 องศาเซลเซียส) เป็นเวลานานมากๆ

อุณหภูมิในย่านชุมชนแวนคูเวอร์อยู่ที่ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ (37 องศาเซลเซียส) เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ต่อมา เพิ่มเป็น 99.5 องศาฟาเรนไฮต์ (37.5 องศาเซลเซียส) วันที่ 27 มิ.ย. และทะยาน 101.5 องศาฟาเรนไฮต์ (38.6 องศาเซลเซียส) วันที่ 28 มิ.ย. ซึ่งร้อนกว่าบนชายหาดดังกล่าวด้วยซ้ำ

ศ.ฮาร์ลีย์และนักศึกษาใช้กล้องถ่ายภาพความร้อน FLIR ที่พบอุณหภูมิพื้นผิวสูง 125 องศาฟาเรนไฮต์ (51.7 องศาเซลเซียส) และในช่วงเวลานี้ของปี น้ำลงจะมาถึงช่วงร้อนสุดของวันในพื้นที่ดังกล่าว สัตว์เหล่านี้จึงไม่สามารถอยู่ได้ได้จนกว่าน้ำจะขึ้นอีกครั้ง


ศ.ฮาร์ลีย์กล่าวว่า ความร้อนอาจฆ่าหอยแมลงภู่และสัตว์ทะเลอื่นๆ มากถึงพันล้านตัวในทะเลซาลิช รวมถึงช่องแคบจอร์เจีย เวิ้งพิวเจ็ตซาวด์ และช่องแคบฆวน เด ฟูกา แต่นั่นเป็นการประมาณการเบื้องต้น

ศ.ฮาร์ลีย์กล่าวว่า หอยแมลงภู่ 50 ถึง 100 ตัว สามารถอาศัยอยู่ในจุดที่มีขนาดเท่าฝ่ามือของคุณได้ และหลายพันตัวสามารถอยู่ในพื้นที่ขนาดเตาตั้งพื้นในครัวได้พอดี และแสดงความกังวลว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ดูจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น

ด้านไบรอัน เฮลมุธ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวว่า ผืนหอยแมลงภู่ เช่นเดียวกันแนวปะการัง ทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อความสมบูรณ์ของมหาสมุทร

“เมื่อเราเห็นผืนหอยแมลงภู่หายไป ซึ่งเป็นสัตว์หลัก จึงเปรียบเสมือนต้นไม้ในผืนป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของพืชชนิดอื่นๆ จึงเห็นได้ชัดเจนมากเมื่อผืนหอยแมลงภู่หายไป เมื่อเราเริ่มเห็นสัตว์ขนาดเล็กชนิดอื่นๆ ตายเป็นเบือ เนื่องจากเคลื่อนที่ไปมาและอยู่กันไม่หนาแน่นนัก” ศ.เฮลมุธกล่าวและว่า การตายของหอยแมลงภู่ส่งผลการลดหลั่นต่อสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้

ศาสตราจารย์ทั้งสองกังวลด้วยว่า คลื่นความร้อนกำลังกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และไม่แน่ใจว่าผืนหอยแมลงภู่จะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่

“หากเริ่มมีคลื่นความร้อนแบบนี้ทุก 10 ปี แทนที่จะเป็นทุก 1,000 ปีหรือทุก 5,000 ปี นั่นหมายความว่า คุณกำลังถูกโจมตีอย่างหนักเกินไป เร็วเกินไปที่จะฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง และระบบนิเวศจะดูแตกต่างจากเดิมอย่างมาก” ศ.ฮาร์ลีย์ทิ้งท้าย


ทั้งนี้ เมืองลิตตัน รัฐบริติชโคลัมเบีย ทุบสถิติอากาศร้อนจัดสุดของแคนาดาเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ด้วยอุณหภูมิถึง 121 องศาฟาเรนไฮต์ (49.4 องศาเซลเซียส) จนไฟป่าโหมวอดทั้งเมือง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนระหว่างวันที่ 25 มิ.ย. – 1 มิ.ย. อยู่ที่ 719 ราย สูงกว่าปกติในช่วงเวลาดังกล่าวถึง 3 เท่า ตามคำแถลงของ ลีซา ลา​ปวงต์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของรัฐบริติชโคลัมเบีย

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และอีกหลายคนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากอากาศร้อนจัด

https://www.khaosod.co.th/around-the-wo ... ws_6503162

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2199
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: เมื่อมีสัญญานเตือนสีแดง มาจากสภาพอากาศทั่วโลก

Posts by jverakul » Tue Sep 21, 2021 7:05 pm

สภาพอากาศสุดขั้ว! WMO ส่งสัญญาณหายนะ“เกิดถี่และรุนแรงขึ้น”
เผยแพร่: 19 ก.ย. 2564 11:46 ปรับปรุง: 19 ก.ย. 2564 11:46 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกเป็นรายงานฉบับแรก เปิดเผยความเชื่อมโยงระหว่าง คุณภาพอากาศ ภาวะโลกร้อน และโรคระบาดจากไวรัสโควิด-19

WMO ตรวจสอบความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่าง 3 ปัจจัย คือ คุณภาพอากาศกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการล็อคดาวน์จากการควบคุมการระบาดไวรัสโควิด-19 แม้ว่าได้รับข่าวดีในช่วงแรกๆ ว่าการระบาดของโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปล่อยมลพิษลดลง แต่สิ่งที่ตามมาอีกนั้นยังไม่จบ
ผลลัพธ์จากมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐบาลกำหนดและข้อจำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 ส่งผลให้คุณภาพอากาศดีขึ้นในหลายส่วนของโลก ตัวอย่าง เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย) มีปัญหาอนุภาคในอากาศลดลง 40% ในปี 2563

นี่เป็นข่าวดี แต่เป็นข่าวดีแค่ช่วงสั้นๆ เพราะทันทีที่โรคระบาดคลายตัวลง การล็อคดาวน์ก็ไม่จำเป็นอีก การปล่อยมลภาวะก็จะเพิ่มขึ้นอีก แต่มันไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะ WMO ยังพบด้วยว่า ในช่วงเวลาเดียวกันเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมกลับทำให้เกิดพายุทรายและฝุ่นรวมถึงไฟป่าที่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

WMO กล่าวถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ว่า ระหว่างปีที่แล้วและในปีนี้ที่มีการล็อคดาวน์ ถึงแม้ว่ามนุษย์จะปล่อยมลภาวะลดลง (ซึ่งก็ไม่ได้ลดอย่างยั่งยืนอีก) ธรรมชาติยังทำหน้าที่แทนมนุษย์ในการทำให้ภาวะโลกร้อนติดลมบนจนกระทั่งไม่ต้องมีมนุษย์ ธรรมชาติก็ยังขับเคลื่อนกระบวนการทำลายคุณภาพอากาศด้วยตัวมันเอง

มีเหตุการณ์ที่รุนแรงมากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ของมวลชีวภาพ โดยเฉพาะไฟป่าหลายพื้นที่ เช่น ในไซบีเรียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ไฟป่าเหล่านี้ก่อให้เกิดมลพิษจนเกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ และไม่ใช่แค่ในพื้นที่นั้น ๆ พวกเขายังพบว่า เหตุการณ์ไฟป่าในออสเตรเลียยังทำให้คุณภาพอากาศลดลงอย่างมากในส่วนต่าง ๆ ของโลก

WMO ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสามารถส่งผลต่อระดับมลพิษโดยตรง พวกเขาบอกว่า ความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อนอาจนำไปสู่การสะสมของสารมลพิษใกล้พื้นผิวของโลกมากขึ้น รายงานระบุว่าไฟป่าที่รุนแรงได้ปะทุขึ้นในหลายส่วนของโลก ฝุ่นและพายุทรายขนาดมหึมายังทำให้มลพิษทางอากาศแย่ลงอีกด้วย

นี่คือความน่ากลัวของ "climate change" ถึงแม้ว่า น้ำมือมนุษย์จะมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ แต่เมื่อมันติดลมบนแล้ว เราจะพบว่า ธรรมชาติเริ่มที่จะขับเคลื่อนการทำลายตัวเองโดยไม่ต้องยืมมือมนุษย์อีก ธรรมชาติแปรปรวนจนสร้างไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในช่วงเวลาแค่ 2 ปีมานี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงที่มนุษย์กักตัวเองและลดการสร้างมลพิษ

ถึงแม้มนุษย์จะกักตัวเองด้วยมาตรการล็อคดาวน์ และได้ชื่นชมกับท้องฟ้าสีครามไร้มลพิษและฝุ่นพีเอ็มช่วงสั้นๆ แต่เรายังไม่รอดจากผลกระทบระยะยาว ลองดูตัวอย่างที่นิวซีแลนด์ที่เป็นเกาะห่างไกลและเหมือนจะล็อคดาวน์ตัวเองจากโลกภายนอก ตอนนี้นิวซีแลนด์กำลังเจอกับผลของภาวะโลกร้อนที่คาดไม่ถึง

เมื่อไม่นานนี้สถาบันวิจัยน้ำและบรรยากาศแห่งชาติ (NIWA) ของนิวซีแลนด์ระบุว่า อุณหภูมิในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.32 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยตั้งไว้ในปีที่แล้ว ทำให้ช่วงนี้เป็นฤดูหนาวที่อุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ (นิวซีแลนด์มีฤดูหนาวอยู่ช่วงกลางปี เนื่องจากอยู่ในซีกโลกใต้)

นิวซีแลนด์ที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากหายนะ หรือในออสเตรเลียที่เกิดไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในโลก ตอนนี้พวกเขาพบว่า สถานีตรวจวัดแห่งหนึ่งใกล้เมืองเวลลิงตันที่เคยบันทึกความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 320 ส่วนต่อล้านในช่วงต้นทศวรรษ 1970 แต่ตอนนี้ระดับอยู่ที่ 412 ส่วนต่อล้านส่วนหรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30%

WMO เตือนว่า มลพิษทางอากาศมีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของมนุษย์ การประมาณการจากการประเมินภาระโรคทั่วโลกล่าสุด (Global Burden of Disease) แสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตจากมลพิษทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจาก 2.3 ล้านคนในปี 2535 เป็น 4.5 ล้านคนในปี 2562 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากฝุ่นละออง

https://mgronline.com/greeninnovation/d ... 0000092821

ข้อมูลอ้างอิง

-Lisa Schlein. (September 3,
2021). "Air Quality, Climate Change Closely Linked". VOA.


·-Climate change blamed for New Zealand's warmest
winter. (September 4, 2021) AFP.

Photo by Mike Lewelling, National Park Service

-https://public.wmo.int/en/media/press-r ... mage-fewer

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "


Post Reply