ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Jun 15, 2020 8:59 am

โรคอ้วน (3)

ครั้งที่แล้วผมเกริ่นถึงการนำเอาความรู้เกี่ยวกับพันธุกรรมมาใช้รักษาการเป็นโรคอ้วน ซึ่งผมมีความเชื่อว่าในอนาคตการรักษาโรค

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลสุขภาพของเราให้ดีอยู่ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่นั้น จะทำโดยการดูแลพันธุกรรมหรือ Genome ของเรา ครั้งนี้ผมจะขอสรุปข้อมูลที่ได้ไปค้นคว้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังเป็นเพียงขั้นของการทดลอง ยังไม่ใช่สิ่งที่นำไปใช้ได้อย่างแพร่หลาย ดังนั้นปัจจุบันการควบคุมน้ำหนักตัวของเราให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นจากการจำกัดการกินอาหาร ซึ่งผมอาศัยการจำกัดช่วงเวลาการกินเวลาในแต่ละวันให้อยู่ในช่วงเวลา 8-10 ชั่วโมงเพื่อให้ท้องว่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงดกินอาหารค่ำหรือจำกัดการกินในช่วงนั้นให้น้อยที่สุด ส่วนการอออกกำลังกายนั้นก็เป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้ร่างกายแข็งแรงแต่จะมีบทบาทที่จำกัดในการควบคุมน้ำหนักตัวเพราะร่างกายของเราจะเผาผลาญพลังงานไม่มากจากการออกกำลังกาย เช่น การวิ่งมาราธอน (42 กิโลเมตร) จะใช้พลังงานเพียง 2,000 แคลอรี่ ซึ่งบางครั้งเรากินอาหารและของหวานมากๆ ในหนึ่งมื้อก็เกือบจะเท่ากับ 1,500 แคลอรี่

แต่ก็ต้องยอมรับว่า การอ่านพันธุกรรมของมนุษย์ที่สหรัฐทำสำเร็จมาแล้วตั้งแต่ปี 2003 ทำให้สามารถค้นคว้าและศึกษาได้ว่ายีนส์ใดมีหน้าที่อะไรและ ณ ปัจจุบันมีข้อสรุปว่าในยีนส์ของมนุษย์ที่มีอยู่มากกว่า 20,000 ยีนส์นั้นได้ค้นพบว่ามียีนส์ประมาณ 50 ชนิดที่น่าจะมีส่วนทำให้มนุษย์เรามีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนและงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับโรคอ้วนมีข้อสรุปว่าการเป็นโรคดังกล่าวนั้นอาจเป็นเพราะยีนส์ประมาณ 40-70% ซึ่งค่อนข้างสูงมาก ทำให้ผมเข้าใจดีขึ้นว่าเรื่องของการควบคุมน้ำหนักนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยับยั้งชั่งใจในการกินอาหารและความต้องการที่จะควบคุมอาหารแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นเมื่อน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนแล้วการจะเป็นโรคอื่นตามมา เช่น เป็นโรคเบาหวานนั้น ยีนส์ก็จะมีส่วนในการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงได้ ปัจจุบันพบยีนส์ 4 ตัวคือ TCF7L2 ABCC8 GLUT2 และ GCGR ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและอาจมียีนส์อีก 67 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดตีบตัน เป็นต้น

เมื่อเดือน ก.ย.2015 วารสาร The New England Journal of Medicine ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของทีมจากมหาวิทยาลัย Harvard และ MIT ชื่อว่า “FTO Obesity Variant Circuitry and Adipocyte Browing in Human” (ชื่ออ่านแล้วเข้าใจยากมาก) ที่สรุปได้ว่านักวิจัยค้นพบยีนส์ 2 ตัวคือ IRX3 และ IRX5 ซึ่งหากกระตุ้นให้ยีนต์ทั้ง 2 ทำงานมากๆ (elevate expression) แล้วผลที่ตามมาคือจะแปลงไขมัน น้ำตาล (Brown Fat) ซึ่งเผาผลาญพลังงานได้ดีทำให้ไม่อ้วน มาเป็นไขมันขาว (White Fat) ที่จัดเก็บไขมันเอาไว้ กล่าวคือผลที่ตามมาคือจะทำให้อ้วนและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเผาผลาญพลังงานจะลดลงและร่างกายจะเก็บรักษาไขมันเอาไว้แทน (from energy burning to energy storage)

ที่สำคัญคือนักวิจัยได้ใช้เครื่องมือในการตัดแต่ง (edit) ยีนส์ที่เรียกว่า CrisperCas9 ซึ่งสามารถปิดการทำงานของยีนส์ทั้งสอง (IRX3 และ IRX5) ได้สำเร็จและได้ทำการทดลองกับหนูที่กินอาหารที่มีไขมันสูงและพบว่าหนูที่ได้ทำการตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อปิดการทำงานของ IRX3 และ IRX5 จะผอมกว่าหนูที่ไม่ได้ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม 50% กล่าวคือน้ำหนักตัวไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยจากการกินอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงเพราะร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2020 วารสาร Cell ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของทีมจากมหาวิทยาลัย University of British Columbia (ประเทศแคนาดา) ที่พบว่ายีนส์ ALK นั้นเป็นยีนส์ที่ทำให้ร่างกายผอม (the skinny gene) ทั้งนี้จากการวิจัยฐานข้อมูลของประชาชนประเทศ Estonia กว่า 47,000 คนและพบว่ามีประชาชนที่โชคดีมียีนส์ดังกล่าวไม่ถึง 2% ของประชากรทั้งหมด กล่าวคือคนที่ผอมโดยธรรมชาติจะมียีนส์ ALK 2 ประเภทที่แตกต่างจากยีนส์ ALK ที่มีอยู่ในคนส่วนใหญ่และเป็นยีนส์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมการนำเอาอินซูลินมาใช้ (insulin receptor)

แต่ที่สำคัญคือยีนส์ ALK นี้หากมีการกลายพันธ์ (mutation) ก็จะนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้ ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนายาออกมาหลายตำรับเพื่อรักษาโรคดังกล่าว เช่น ยาของบริษัท Pfizer (Xalkori และ Lorbrena) ยาของ Novartis (Zykadia) ยาของ Roche (Alecensa) และ ยาของ Takeda (Alunbrig) ดังนั้นก้าวต่อไปคือการออกแบบงานวิจัยเพื่อนำเอายาดังกล่าวมาทดลองใช้ในการควบคุมน้ำหนักและรักษาโรคอ้วน ทั้งนี้เพราะการทดลองกับหนูพบว่าเมื่อปิดการทำงานของ ALK หนูกลุ่มดังกล่าวน้ำหนักตัวไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แม้จะได้รับอาหารที่มีไขมันสูงนานถึง 16 สัปดาห์ ในขณะที่หนูอีกกลุ่มหนึ่งที่กินอาหารเหมือนกัน แต่ปล่อยให้ ALK ทำงานโดยปกติมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนเป็นโรคอ้วนทั้งหมด ซึ่งนักวิจัยมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าการควบคุมการทำงานของ ALK นั้นน่าจะมีผลในการสั่งการผ่านสมองให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ (instructing the fat tissues to burn more energy)


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:04 am

COVID-19 อันตรายมากน้อยเพียงใด

https://www.prachachat.net/columns/news-495976

คอลัมน์ Healthy Aging
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
กรณีของทหารอียิปต์และลูกนักการทูตซูดานติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แสดงให้เห็นว่าเกิดการตื่นตระหนกกันไปอย่างกว้างขวาง กระทบกับเศรษฐกิจและความมั่นใจในหลายจังหวัด ตรงนี้ทำให้สรุปได้ว่าในความกลัวของคนไทยนั้นยังคงไม่คิดที่จะปรับตัวที่จะ “อยู่กับโควิด-19” แต่คิดว่าจะต้อง “ปิดประเทศ” เพื่อให้ประเทศไทยปราศจากโควิด-19 จนกว่าจะมีวัคซีนที่ป้องกันโรคนี้ได้จริง ซึ่งอาจต้องรอนานอีกเป็นเวลา 1 ถึง 2 ปี

ความกลัวโควิด-19 จนเหนืออื่นใดนั้นเป็นเพราะมีข่าวคราวที่ทำให้ตกใจเกี่ยวกับโรคนี้มากมายไม่เว้นแต่ละวัน เช่น

1.โควิด-19 กำลังระบาดหนักมาก ๆ ในสหรัฐอเมริกา

2.แม้แต่ประธานาธิบดีบราซิล (และก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรีอังกฤษ) ก็ติดเชื้อได้

3.บางคนมีเชื้อและแพร่เชื้อได้ แต่ไม่แสดงอาการ

4.ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ปรับเปลี่ยนตัวอย่างรวดเร็ว ขณะนี้พบสายพันธุ์ใหม่ 4-5 ชนิดแล้ว และอาจพัฒนาไปในลักษณะที่มีจำนวน spike protein เพิ่มขึ้น ทำให้ไวรัสสามารถแพร่เชื้อไปสู่มนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

5.บางคนป่วยหนักมากเกิดลิ่มเลือด (blood clot) อุดตัน หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง (cytokine storm) เป็นผลให้อวัยวะสำคัญ ๆ ของร่างกาย รวมทั้งปอด หัวใจ เส้นเลือด ถูกทำลาย

6.มีการกล่าวถึงการระบาดรอบ 2 ที่รุนแรงมากกว่าว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมคิดว่าหลายคนคงจะรู้สึกว่ารับความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้เลย เพราะแม้ว่าตัวเองอาจจะไม่ป่วยหนักหรือเสียชีวิต แต่ก็ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง ทำให้คนอื่น ๆ (โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่) ติดเชื้อ นอกจากนั้นก็ยังถูกภาครัฐข่มขู่ด้วยว่า การติดเชื้อจะเป็นความผิด ทำให้เกิดการต้องปิดสถานบริการและส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ตั้งของสถานบริการดังกล่าวอย่างกว้างขวาง เช่น กรณีของการยกเลิกห้องพักที่จังหวัดระยองทั้งหมด เพราะคนคนเดียว


ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งคือความกลัวว่าคนที่อยู่จังหวัดอื่นจะมาท่องเที่ยวที่ระยอง แม้จะรู้ว่าความเสี่ยงไม่มาก แต่ก็อาจถูกกักกันไม่ให้กลับไปที่บ้าน หรือจะต้องถูกกักตัว 14 วัน ในบ้านของตัวเอง ที่ตั้งอยู่นอกจังหวัดระยอง นอกจากนั้นก็เห็นการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การปิดโรงเรียนใน กทม. เพราะโรงเรียนดังกล่าวมีนักเรียนบางคนได้เดินทางไปที่จังหวัดระยอง หรืออาศัยอยู่ที่คอนโดฯที่ลูกของนักการทูตซูดานได้อาศัยอยู่

หากการดำเนินชีวิตของคนไทยกระทบกระเทือนอย่างมากเพราะความกลัวโควิด-19 ในลักษณะเช่นนี้ก็คงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเกินกว่าการล่มสลายของภาคการท่องเที่ยว(ทั้งโดยคนไทยและคนต่างประเทศ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18-20% ของจีดีพี เพราะกรณีของทหารอียิปต์ และลูกเจ้าหน้าที่การทูตซูดานนั้น ทำให้ ศบค.ยกเลิกการเตรียมการอนุมัติให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาเยี่ยมเยียนและดูแลกิจการของเขาเองที่ประเทศไทยอีกด้วย ดังนั้นการลงทุนของประเทศไทยก็น่าจะต้องชะงักงันลงไปอีกด้วย การลงทุนนั้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของจีดีพี

นอกจากนั้น เราคงจะยังจำได้ว่ายุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนการขยายตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คือโครงการต่าง ๆ ในอีอีซี ซึ่งต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหัวหอกในการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการบิน มี smart city เหมือนกันกับ Silicon Valley มีโครงการขยายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สัตหีบ จึงจะต้องสร้างเมืองใหม่ที่อู่ตะเภา และขยายสนามบินอู่ตะเภา ตลอดจนสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา

แนวคิดดังกล่าวเคยตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากต่างประเทศ 40 ล้านคนต่อปี ในปี 2019 และเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี (เพิ่มขึ้น 2 ล้านคนต่อปี) มาบัดนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า ครึ่งหลังของปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทย 1.5 ล้านคน (ซึ่งอาจสูงเกินไป) และอีก 16 ล้านคนในปี 2021 ดังนั้น โครงการต่าง ๆ ของอีอีซีก็อาจต้องมีการทบทวนกันทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนต่างประเทศที่เราเคยไปชวนเขาเข้ามาลงทุน จะไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้

ดังนั้นจึงต้องถามกันอย่างจริงจังว่า โควิด-19 น่ากลัวมากน้อยเพียงใด ซึ่งคำตอบจากผมคือน่ากลัวน้อยกว่าที่คนไทยกำลังกลัวกันอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ประเทศอื่น ๆ เขากำลังปรับตัวเพื่ออยู่กับโควิด-19 (ดูตารางที่ 1)
https://www.prachachat.net/columns/news-495976

ตารางข้างต้นนำเอาสถิติการติดเชื้อรายใหม่และการเสียชีวิตรายวันจากโควิด-19 ของประเทศสำคัญที่มีขนาดประชากรใกล้เคียงกับไทย รวมถึงประเทศจีนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศดังกล่าวมีการติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง และยังมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้เห็นเป็นข่าวให้ตื่นตระหนกเหมือนประเทศไทย และประเทศยุโรปก็เปิดให้มีการเดินทางระหว่างกันแล้ว โดยที่สำคัญคือจะต้องมีกระบวนการควบคุมให้ลดความเสี่ยงให้มากที่สุด แต่ก็คงจะไม่ได้บอกว่าจะต้องลดความเสี่ยงลงเหลือศูนย์ หรือกล่าวโทษคนที่ติดเชื้อหรือเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อ (เพราะเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อไป)

2.ที่สหรัฐอเมริกาผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ยังคุมจำนวนผู้เสียชีวิตที่ระดับต่ำได้ (ดูตารางที่ 2)
https://www.prachachat.net/columns/news-495976

ในกรณีของสหรัฐนั้นถือว่าควบคุมการระบาดได้ย่ำแย่ที่สุด และในหลายมลรัฐก็ต้องจำกัดกิจกรรมทางการค้าและบริการลงอย่างมาก แต่ผู้ที่ติดตามข้อมูลของสหรัฐก็จะทราบดีว่า ตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี และราคาหุ้นก็สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายการเงินการคลังที่ทุ่มเทให้กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมาก แต่อีกส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะอัตราการเสียชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ยังสามารถคุมเอาไว้ที่ระดับต่ำได้

3.Infection Mortality Rate กับ Case Mortality Rate (ดูตารางที่ 3)

https://www.prachachat.net/columns/news-495976

ตัวเลขข้างต้นคือการนำเอาจำนวนผู้ติดเชื้อที่ค้นพบมาเป็นตัวหาร โดยตัวตั้งคือจำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าว จึงเรียกว่า case fatality rate (CFR) สำหรับโควิด-19 ทั้งนี้ โคโรน่าไวรัสที่ “กระโดด” จากสัตว์มาสู่มนุษย์นั้น มีทั้งหมด 7 สายพันธุ์ 3 สายพันธุ์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ คือ SARS MERS และ COVID-19 แต่อีก 4 สายพันธุ์ทำให้มีอาการไข้หวัดธรรมดา ดังนั้นประเด็นสำคัญคือทำให้ป่วยหนักและเสียชีวิตมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นก็จะทำให้ “ตกใจ” เพราะโควิด-19 นั้นมี CFR สูงถึง 7.7% ในกรณีของอิตาลี

แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงของโรคนั้น ควรจะดูจาก infection fatality rate (IFR) ซึ่งแตกต่างจาก CFR ที่ตัวหาร คือ จำนวนผู้ที่ติดเชื้อจริง ไม่ใช่จำนวนผู้ที่ติดเชื้อที่ค้นพบได้จากการคัดกรอง กล่าวคือจะมีคนอีกจำนวนมากที่ติดเชื้อ แต่ไม่ได้รับการทดสอบเชื้อ และ/หรือมีอาการป่วยน้อยมาก จนไม่ได้เข้ามาขอรับการรักษา ซึ่งได้มีการถกเถียงกันและแสวงหาข้อมูลมายืนยัน จนน่าที่จะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า IFR หรือสัดส่วนของผู้ที่เสียชีวิตจากการป่วยเป็นโควิด-19 เมื่อเทียบกับคนที่เป็นโรคดังกล่าวนั้น อยู่ที่ประมาณ 0.6-1.0% (ดังที่ปรากฏในภาพข้างบน) จากบทความ “How Deadly is the Coronavirus Scientists are close to an answer” (วารสาร Nature 16 June 2020) ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ข่าวร้าย” คือ ที่จริงแล้วอาจมีคนที่ติดเชื้อเป็นโควิด-19 แล้ว ไม่ใช่เพียง 13 ล้านคนทั่วโลก แต่อาจมีจำนวนสูงถึง 50-90 ล้านคน แต่ข่าวดี คือ จริง ๆ แล้วอัตราการเสียชีวิตจากการเป็นโควิด-19 ไม่ได้สูงถึง 4-5% ดังปรากฏจากการคำนวณ CFR และแม้จะมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วถึง (สมมุติว่า) 90 ล้านคน ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประชากรของโลกทั้งหมด 7,800 ล้านคน คือ 1.15% เท่านั้น ดังนั้นระบบทดสอบและคัดกรองที่มีประสิทธิภาพย่อมจะทำให้สามารถคัดเลือกเอาเฉพาะบุคคลในโลกที่ปลอดเชื้อโควิด-19 เข้ามาประเทศไทยได้

แต่ก็ยังมีประเด็นอื่น ๆ อีก เช่น ความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโควิด-19 นั้นขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ตลอดจนการมีโรคประจำตัวของผู้ที่ติดเชื้อ ซึ่งผมขอเขียนถึงในครั้งต่อไปครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:05 am

คุณจะได้ประโยชน์อะไร "เมื่อคุณออกวิ่ง"

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:08 am

งานวิจัยพบ ดื่มชาทุกวันลดความเสี่ยง เบาหวาน ความดัน ป้องกันไวรัส

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:09 am

"งานวิจัยพบคุณประโยชน์ของชา ช่วยชะลอสมองเสื่อม ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น"

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:11 am

เรื่อง วิตามินบีรวม โอเมก้า 3 กับการป้องกัน "ภาวะสมองเสื่อม"

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 9:12 am

เรื่อง CDC สหรัฐเผย "8 ข้อดี" ที่ได้จากการออกกำลังกาย

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Jul 25, 2020 12:32 pm

ดื่มชาเพื่อสุขภาพ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ที่ปรึกษา
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

มนุษย์เริ่มดื่มชามานานกว่า 4,700 ปีแล้ว ในขณะที่ชาวตะวันตกเริ่มดื่มชาเมื่อ 400 ปีที่แล้ว แต่ที่สำคัญคือในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้หันมาสนใจและทำงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของชาอย่างแพร่หลายเพื่อพิสูจน์ว่าการดื่มชานั้นมีประโยชน์จริงอย่างที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่

ผมหันมาสนใจเรื่องชาเพราะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องดื่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากและหลายท่านที่ผมได้มีโอกาสคุยด้วยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพมักจะถามว่า “กินอะไรดี” ซึ่งในช่วงแรกผมมักจะตอบว่า “ไม่กิน” จะดีกว่า (เพราะคนส่วนใหญ่จะอยากลดความอ้วนมากกว่าเพิ่มน้ำหนักตัวเอง) แต่ก็รู้สึกว่าควรตอบคำถามที่แท้จริงว่า “กินอะไรจะเป็นประโยชน์ในการรักษาสุขภาพ” ซึ่งดูเสมือนว่าชาคือเครื่องดื่มที่มีประโยชน์กับร่างกายและไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มเพราะไม่มีแคลอรี่ ทั้งนี้ไม่ควรเหมารวมว่าชานมหรือชาไข่มุกมีประโยชน์ เพราะงานวิจัยชี้ชัดว่าการดื่มชาที่ผสมนมสดในปริมาณที่สูงนั้นจะสูญเสียประโยชน์ของสารสำคัญ เช่น Catechin และ EGCG เนื่องจากนมจะไปเคลือบสารดังกล่าวไม่ให้ออกฤทธิ์ได้ ผมเองก็เพิ่งอ่านพบเรื่องนี้ ดังนั้นจึงได้ 'หลงผิด' ดื่มชาแบบฝรั่งคือดื่มชาดำผสมนมสดมากว่า 50 ปีแล้ว และหวังว่าท่านผู้อ่านจะหลีกเลี่ยงดื่มชาแบบผิดพลาดเช่นที่ผมได้เคยทำมาโดยตลอด

หากดื่มชาแล้วจะได้ประโยชน์อะไร งานวิจัยประเภทหนึ่งคือการเก็บข้อมูลจากคนจำนวนหลายหมื่นคนที่ดื่มและไม่ดื่มชา และติดตามการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มดังกล่าวเป็นเวลาหลายปีเพื่อดูผลว่าคนที่ดื่มกับไม่ดื่มชานั้นมีพัฒนาการทางสุขภาพแตกต่างกันหรือไม่และอย่างไร ซึ่งในส่วนของงานวิจัยประเภทนี้ผมจะเสนองานวิจัย 2 ชิ้นคือ

1. ดื่มชาอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์อายุยืนขึ้นอีก 1.26 ปี

งานวิจัยนี้จัดทำโดยนักวิจัยของจีน อาศัยข้อมูลประชาชน 100,902 คน โดยติดตามเก็บข้อมูล 7.3 ปีและตีพิมพ์ในวารสาร European Society of Cardiology เมื่อ 9 มกราคม 2020

ข้อสรุปสำคัญอื่นๆ คือ

คนที่ดื่มชาเป็นประจำ (3 ครั้งหรือมากกว่าต่อสัปดาห์) ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอลง 20% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ดื่มชาเป็นครั้งคราว (น้อยกว่า 3 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์) หรือไม่ดื่มชาเลย

คนที่ดื่มชามีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพราะโรคดังกล่าวลดลง 22% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ดื่มชาเป็นครั้งคราวหรือไม่ดื่มเลย

คนที่ดื่มชาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอลงไป 39% และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 56%

นอกจากนั้นยังได้มีการแบ่งกลุ่มคนเป็นกลุ่มย่อยที่ติดตามพฤติกรรมยาวนานต่อไปอีกและพบว่า คนที่ดื่มชาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอลงไป 39% และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 56% (นักวิจัยเชื่อว่าเป็นเพราะสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่มีอยู่ในชาคือ โพลีฟีนอล และคาเทชินนั้น ร่างกายไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้จึงต้องบริโภคชาเป็นเวลาหลายปีอย่างสม่ำเสมอ)

ชาเขียวให้ประโยชน์มากกว่าชาดำ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ 49% ดื่มชาเขียว แต่มีเพียง 8% เท่านั้นที่ดื่มชาดำ นอกจากนั้นชาดำเป็นชาที่ผ่านกระบวกการผลิตมากกว่าชาเขียว โดยเฉพาะการ oxidation ซึ่งทำให้มีโพลีฟีนอลหลงเหลือในชาดำน้อยกว่าชาเขียวและอาจเป็นไปได้ว่าการดื่มชาดำนั้นมักจะดื่มผสมกับนมทำให้ประโยชน์ที่ได้รับจากชาเจือจางลง

การดื่มชาให้ประโยชน์กับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะผู้ชายนิยมดื่มชามากกว่าผู้หญิง โดยในกลุ่มที่ถูกวิจัยนั้นผู้ชาย 48% ดื่มชา แต่มีผู้หญิงดื่มชาเพียง 20%

2. ดื่มชาอย่างน้อย 4 ถ้วยต่อวัน ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ 16% (EPIC-Interact Case-Cohort Study 30 May 2012) งานนี้เป็นงานวิจัยติดตามคนในทวีปยุโรป 26,039 คนใน 8 ประเทศ โดยงานวิจัยพบว่า

- คนที่ดื่มชาวันละ 1-3 ถ้วย ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานลง 7%

- คนที่ดื่มชาวันละ 4 ถ้วยหรือมากกว่า ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานลง 16%

อย่างไรก็ดีงานวิจัยดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่สามารถสรุปได้ว่า การดื่มชาทำให้ความเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่งลดลง เพราะเป็นเพียงการแสดงข้อมูลให้เห็นความสัมพันธ์ (association) ระหว่างการดื่มชากับสุขภาพ จึงอาจถกเถียงได้ว่าคนที่ดื่มชาอาจมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่เป็นผลดีต่อสุขภาพก็ได้แม้ว่าจะมีความพยายามตัดประเด็นดังกล่าวออกไปบ้าง เช่น ตัดเอาคนอ้วนหรือคนที่สูบบุหรี่ออกไป เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังไม่เคยมีการพิสูจน์อย่างชัดเจนหรืออธิบายได้ว่าสารเช่น EGCG นั้นทำให้เกิดประโยชน์ในร่างกายด้วยกลไกอะไร แม้ว่าจะมีงานวิจัยมากมายที่นำเอาสารนี้ไปใช้ฆ่าเซลล์มะเร็งในห้องทดลอง (in vitro) แต่การทดลองดังกล่าวแตกต่างจากการให้มนุษย์ที่มีชีวิตกินชาเข้าไปในร่างกาย (in vivo)

ดื่มชาอย่างน้อย 4 ถ้วยต่อวัน ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ 16%

ดังนั้นงานวิจัยอีกประเภทหนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าคืองานที่เรียกว่า double-blinded randomized controlled trials กล่าวคือเป็นงานทดลองเสมือนกับการพิสูจน์ศักยภาพของยา โดยแบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้ยาจริง อีกกลุ่มหนึ่งได้ยาเทียม โดยทั้งผู้กินยาและผู้แจกยาต่างไม่ทราบว่ายาใดเป็นยาจริงและยาใดเป็นยาปลอม ซึ่งได้มีการทำงานวิจัยดังกล่าวเกี่ยวกับชาเป็นจำนวนหลายพันชิ้น จึงทำให้นักวิจัยกลุ่มหนึ่งสามารถรวบรวมเอางานวิจัยดังกล่าวมาประมวลหาข้อสรุปได้ซึ่งเรียกว่า meta-study โดยผมขอนำเอา meta-study 2 ชิ้นมาสรุปผลดังต่อไปนี้

1. ดื่มชาเขียวช่วยลดความดันโลหิต (ลงในวารสาร Nutrition Journal 20 May 2020)

งานนี้รวบรวมงานวิจัยประเภท randomized controlled trials จนถึงเดือนกันยายน 2019 และพบงานวิจัย 1,736 ชิ้นที่เข้าข่ายจึงนำไปกลั่นกรองและในที่สุดก็คัดเอางานวิจัยที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สุด 31 ชิ้นมาประเมินสรุปซึ่งครอบคลุมคนทั้งหมด 3,321 คนและมีข้อสรุปดังนี้

การดื่มชาเขียวทำให้คอเรสเตอรอล (total cholesterol) ลงไป 4.66 mg/dL และไขมันเลว (LDL) ลดลง 4.55 mg/dL เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ดื่มชาเทียม

การดื่มชาเขียวไม่ได้ทำให้ระดับของไขมันดี (HDL) ลดลง แต่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 3.77 mg/dL เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ดื่มชาเทียม

2. ดื่มชาเขียวทำให้ความดันโลหิตลดลง (ลงในสารสาร European Journal of Nutrition, September 2014)

งานวิจัยนี้เป็น meta-study เช่นกัน กล่าวคือคัดเลือกงานวิจัยประเภท randomized controlled trials ในช่วง 1995-2013 ที่เข้าเกณฑ์จำนวน 13 ชิ้นและสามารถสรุปผลดังนี้

- การดื่มชาเขียวทำให้ความดันโลหิตลดลง กล่าวคือ systolic blood pressure ลดลง 2.08 mmHg และ diastolic blood pressure ลดลง 1.71 mmHg เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดื่มชา

- มีผลคอเรสเตอรอลลดลง 0.15 mmol/L (เท่ากับ 5.80 mg/dL และ LDL ลดลง 0.16 mmol/L (6.19 mg/dL)

- เมื่อแยกเป็นกลุ่มย่อยพบว่ากลุ่มคนที่ความดันโลหิตสูง (เท่ากับหรือมากกว่า 130 mmHg) จะสามารถลดความดันโลหิตลงได้มากกว่าจากการดื่มชาเขียว

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างงานวิจัยบางชิ้นที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการดื่มชาเป็นประจำน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการดื่มชาที่มีความเข้มข้นโดยไม่ผสมนมและน้ำตาลครับ

■ - http://optimise.kiatnakinphatra.com/eco ... 8BpfDKIA6s - Optimise Magazine


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sun Jul 26, 2020 9:14 am

เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Fri Aug 14, 2020 8:41 am

เรื่อง "คอเลสเตอรอล" เพียงเข้าใจสามารถสร้างร่างกายให้สุขภาพดี


phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Aug 17, 2020 8:40 am

คอเลสเตอรอล


เราเข้าใจกันดีว่าการที่เลือดของเรามีระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินกว่า 200 นั้นมีความเสี่ยงที่คอเลสเตอรอลจะทำให้เกิดการก่อตัวของคราบไขมัน

ไปเกาะที่เส้นเลือดเป็นเสมือนหินปูน (plaque) ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดแข็ง (Atherosclerosis) และเส้นเลือดแคบลง ซึ่งเมื่อรุนแรงมากขึ้นก็จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ ตลอดจนปัญหาเกี่ยวกับไตเพราะไตจะมีเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก

เราจะเข้าใจกันด้วยว่ามีคอเลสเตอรอล 2 ประเภทคือ High Density Lipoprotein (HDL) และ Low Density Lipoprotein (LDL) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนั้นภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้คำว่าไขมันหรือ fat แต่ใช้คำว่า Lipid กล่าวคือไขมันหรือ fat ก็เป็น Lipid ประเภทหนึ่งเช่นกัน

นอกจากนั้นแล้วยังมีคำว่า protein อีกด้วย กล่าวคือ Lipid นั้นจะถูกขนส่งเข้าไปในเลือดไม่ได้หากไม่มีการเคลือบโดย protein จึงเป็นที่มาของชื่อว่า lipoprotein

คอลเลสเตอรอลซึ่งเป็น lipid ประเภทหนึ่งนั้นเราจะเผาผลาญโดยการออกกำลังกาย (หรือโดยการนำมา “ใช้” ของร่างกาย) ไม่ได้ คอเลสเตอรอลนั้นร่างกายของเราสร้างเองได้หรือมีอยู่ในเนื้อสัตว์และนมเนยที่เรากินเข้าไป

ที่เราพูดกันว่า LDL (Low Density Lipoprotein)คือ “ไขมันไม่ดี” ก็เพราะ LDLคือไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำที่นำพาคออเลสเตอรอลไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายและหากมีการนำส่งมากเกินความต้องการของร่างกายก็จะทำให้เกิดการสะสมตามเส้นเลือดดังที่กล่าวข้างต้น

สำหรับ HDL หรือ High Density Lipoprotein ที่เราเรียกกันว่าเป็น “ไขมันดี” นั้นก็เพราะไขมันที่มีความหนาแน่นสูงดังกล่าวคือกระบวนการของการเก็บคอเลสเตอรอลที่เหลือใช้กลับไปไว้ที่ตับ จึงเป็นที่มาของการตั้งมาตรฐานว่าร่างกายควรมี LDL ไม่เกิน 130 mg/dLและ HDL ไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dLสำหรับผู้ชายและ 50 mg/dL สำหรับผู้หญิง

ดังนั้นจึงมีการกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าหากคอเลสเตอรอลรวมเกินกว่า 200 เล็กน้อยก็อาจไม่ต้องกังวลมากหากระดับ HDL สูง (เช่นประมาณ 60-70 หรือมากกว่านั้น) เพราะหมายความว่า HDL จะช่วยเก็บกวาดเอาคอเลสเตอรอลที่ร่างกายไม่ต้องการใช้กลับออกมาจากเส้นเลือด

แต่ไขมันที่มีความสำคัญต่อสุขภาพอย่างมากอีกตัวหนึ่งคือไตรกลีเซอรไรด์ (triglycerides) ที่ไหลเวียนอยู่ในเลือดโดยจะถูกสร้างขึ้นมาเมื่อเรากินอาหารที่มีแคลอรี่สูง (เช่นอาหารแป้งและน้ำตาล รวมทั้งไวน์และสุรา) และไม่ได้ออกกำลังกายทำให้มีแคลอรี่เหลือใช้ ซึ่งจะถูกแปลงมาเก็บเอาไว้ในรูปของไตรกลีเซอรไรด์ในเซลล์ไขมัน (fat cells) ของร่างกาย ปริมาณไตรกลีเซอรไรด์ควรต่ำกว่า 100 mg/dLโดยระดับสูงที่น่าเป็นห่วงคือ 200 หรือมากกว่านั้นและหากสูงเท่ากับ 300 หรือมากกว่าจะถือว่าอันตรายมาก

การลดระดับคอเลสเตอรอลที่ “ไม่ดี” หรือ LDL กับไตรกลีเซอรไรด์ลงนั้นเราจะได้รับคำแนะนำให้ลดการกินอาหารที่มีไขมัน “ไม่ดี” (ไขมันอิ่มตัว) ให้น้อยลดง ตลอดจนการลดการบริโภคแป้งและน้ำตาลและควรออกกำลังให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ “ดี” หรือ HDL อีกด้วย แต่เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากดังที่หลายๆ คนคงจะประสบอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการค้นคว้าเกี่ยวกับ LDL ว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

ใหญ่และนุ่ม (large fluffy) หรือ Type A ซึ่งมีอันตรายน้อย
เล็กและหนาแน่น (small and dense) หรือType Bซึ่งอันตรายมาก
ทั้งนี้เพราะมีงานวิจัยพบว่า LDL Type B นั้นจะเกาะติดเส้นเลือดอย่างเหนียวแน่นทำให้ HDL เก็บกวาดออกได้ยาก ดังนั้นผู้ที่มี LDL Type B เป็นจำนวนมากจึงมีงานวิจับพบว่าความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ทั้งนี้การกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเป็นจำนวนมากจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้มี LDL Type B เป็นจำนวนมาก กล่าวคือการลดการกินอาหารประเภทไขมันลงเพื่อหวังลดคอเลสเตอรอลนั้นจะต้องทำไปพร้อมๆ กับการลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลอีกด้วย มิฉะนั้นแล้ว LDL ประเภทอันตรายคือ Type B ก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างมากก็ได้

นอกจากนั้นแล้วการกินแป้งและน้ำตาลมากเกินไปก็ยังทำให้มีพลังงาน (แคลอรี่) เหลือใช้ ทำให้ไตรกลีเซอรไรด์สูงขึ้นดังที่กล่าวข้างต้นอีกด้วย ซึ่งสามารถประเมินได้ว่าการมีไตรกลีเซอรไรด์สูงจะควบคู่ไปกับการมี LDLType B ในระดับสูงอีกด้วย ดังนั้นหากLDL ไม่สูงเกินเกณมากนักฑ์และไตรกลีเซอรไรด์ต่ำก็อาจเบาใจได้บ้างว่า LDL ที่สูงนั้นน่าจะเป็นประเภทใหญ่และนุ่ม (Type A) ที่ HDL สามารถกวาดเก็บออกมาได้โดยง่าย

จึงได้มีการทำงานวิจัยที่พบว่าสัดส่วนของไตรกลีเซอรไรด์ต่อ HDL นั้นเสามารถใช้ประเมินความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดตีบตันได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ Triglyceride/HDL นั้นควรอยู่ที่ระดับต่ำเช่น 1-2 และไม่ควรสูงถึง 4 หรือมากกว่านั้น เช่นงานวิจัยชื่อ Comparison of serum lipid values in patients with coronary artery disease ตีพิมพ์ใน American Journal of Cardiology เมื่อธันวาคม 2005 ซึ่งมีข้อสรุปว่า “Triglycerides and ratio of triglycerides to HDL cholesterol were the most powerful, indepent variables related to precocity (การคาดการณ์ที่แม่นยำ) of coronary artery disease”

ดังนั้นจึงควรระมัดระวังระดับของไตรกลีเซอรไรด์และพยายามเพิ่มระดับของ HDL นอกจากการควบคุมระดับ LDL และคอเลสเตอรอลโดยรวมให้เหมาะสมครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sun Aug 23, 2020 1:34 pm

สูงวัยอย่างมีคุณภาพ กับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ Suthichai Live : 23/08/2563


phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Sep 07, 2020 11:52 am

การดูแลผู้สูงอายุ (1)
จำนวนประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีหรือสูงกว่า) ของไทยนั้นได้มีการประเมินว่าในปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคตว่า


ในปี 2015 ไทยมีผู้สูงอายุจำนวน 11.69 ล้านคนหรือ 17.13% ของประชากรทั้งประเทศ
ในปี 2020 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์โดยมีประชากรสูงอายุจำนวน 13.28 ล้านคนหรือ 20% ของประชากรทั้งประเทศ
อีก 20 ปีข้างหน้า (2040) ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุจำนวน 22.40 ล้านคนหรือ 32.13% ของประชากรทั้งหมด
ดังนั้นการเตรียมการอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมในการรองรับจำนวนผู้สูงอายุของไทยที่จะเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านคนเป็น 22 ล้านคน จึงน่าจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ ของประเทศไทยทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง

ผู้สูงอายุเช่นผมจะให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพดีและความสมบูรณ์ของร่างกายอย่างต่อเนื่องและยาวนานจนวาระสุดท้ายของชีวิต (compressed morbidity) เพราะจะทำให้มีความสุขสบายและไม่เป็นภาระต่อผู้ใกล้ชิดและต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาพัฒนาการที่สำคัญในด้านสาธารณสุขของไทยคือการจัดตั้งระบบประกันสุขภาพแห่งชาติหรือที่ตอนแรกเรียกว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ประชากรของไทยสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขอย่างถ้วนหน้า ทำให้ประเทศไทยได้รับคำชมเชยอย่างกว้างขวางและเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยอย่างมากเพราะชัดเจนว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับประชาชนคนไทยที่มีรายได้น้อย แต่ต้องยอมเสียเวลารอคิวในการรับบริการและยังต้องมีการจำกัดมูลค่าเฉลี่ยสูงสุดต่อหัวในการให้บริการรักษาพยาบาล ดังนั้นจึงยังมีการให้บริการที่ราคาและคุณภาพแตกต่างกันระหว่างคนรวยกับผู้ที่มีรายได้น้อย

แต่ประเด็นที่ผมให้ความสำคัญดังที่กล่าวข้างต้นคือการมีสุขภาพดีจนวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในกรณีของผู้สูงอายุของไทยนั้นดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น เช่น ข้อมูลที่ว่าจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องได้รับความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมประจำวัน (เดินในบ้าน กินอาหารและอาบน้ำ) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 15.5% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดในปี 2009 มาเป็น 20.7% ในปี 2014 สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคืออนาคตที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแต่เกือบทุกคนสุขภาพดีและแข็งแรง ทำให้สัดส่วนผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตประจำวันลดลงให้มากที่สุด

เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายประเทศไทยอย่างมากในอนาคตที่ประชากรไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เช่น ค่ามัธยฐานของอายุของประชากรไทย (median age) ในปี 2020เท่ากับ 40.15 ปี แต่จะเพิ่มขึ้นเป็น 49.17 ปีในปี 2050 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่ไม่ติดต่อ (non- communicable disease หรือ NCDs) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้สถิติของโลกปัจจุบันนี้พบว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้นประมาณ 2/3 เกิดจาก NCDs ไม่ใช่โรคติดต่อได้เช่น COVID-19 และแนวโน้มในอนาคตการเสียชีวิตขาก NCDs ก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะระบบการแพทย์และการรักษาพยาบาลของโลก (และของไทย) นั้นยังเป็นการรอรักษาโรค (curing disease) มากกว่าการดูแลสุขภาพให้ดีตลอดไป (maintain good health and vitality)

กล่าวคือเรายังมีสมมติฐานว่าเมื่ออายุมากขึ้นและแก่ตัวลง สุขภาพก็จะถดถอยและต้องพึ่งพาคนอายุน้อยมากขึ้น จึงได้มีการคำนวณสัดส่วนของประชากรสูงอายุที่ต้องพึ่งพาผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (age dependency ratio) ซึ่งของประเทศไทยนั้นจำนวนผู้ที่อยู่ในวัยทำงานต่อจำนวนผู้สูงอายุจะลดลงอย่างมากจาก 7 คนทำงานต่อ 1 ผู้สูงอายุในปี 2000 มาเป็น 3.7 คนต่อ 1 คนในปี 2020 และ1.7 คนต่อ 1 คนในปี 2050 โดยเป็นข้อมูลที่ผมเห็นจากงานวิจัยของรศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผมได้อ่านรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยพ.ศ.2561 ให้ความสำคัญกับการเสนอแนะเชิงนโยบายให้ผู้สูงอายุ “ยังคงอยู่ในกำลังแรงงานมากที่สุด” โดยรายงานให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การทำงานอย่างต่อเนื่องของผู้สูงอายุรวมทั้งสิ้น 8 ข้อ ซึ่งเมื่อดูในรายละเอียดของข้อมูลแล้วผมสรุปว่าการทำงานของผู้สูงอายุนั้นน่าจะช่วยในเรื่องของภาระทางเศรษฐกิจอย่างมาก เห็นได้จากตัวเลขประชากรแบ่งตามอายุดังนี้

จะเห็นได้หากผู้สูงอายุกลุ่ม 60-79 ปีทำงานต่อไปได้ก็จะลดภาระทางเศรษฐกิจอย่างมากเพราะจะเหลือจำนวนผู้ที่ผมเรียกว่า “แก่ชรา” ((80 ปีหรือมากกว่า) เพียง 1.3 ล้านคนในปี 2561 และแม้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 ล้านคนในปี 2581 ก็น่าจะสามารถบริหารจัดการได้

แต่ประเด็นสำคัญที่จะเป็น game changer และทำให้การแก่ตัวของประชากรไม่เป็นภาระทางเศรษฐกิจน่าจะเป็นเรื่องของการทำให้กลุ่มคนอายุ 60-79 ปีมีสุขภาพแข็งแรงและไม่เป็นโรคเรื้อรังที่จะเป็นภาระกับระบบสาธารณสุขและทำให้คนกลุ่มนี้สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง (แม้ว่าอาจจะไม่ค่อยอยากทำงานแต่อยากพักผ่อน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยังออมเงินเอาไว้สำหรับวัยเกษียณไม่เพียงพอ ทั้งนี้เพราะเบี้ยยังชีพรายเดือนที่ได้รับปัจจุบันนั้นคือ 600 บาทสำหรับคนที่อายุ 60-69 ปีและ 700 บาทสำหรับคนที่อายุ 70-79 ปี

รัฐให้เบี้ยยังชีพสำหรับคนอายุ 80-89 ปีเท่ากับ 800 บาทและสำหรับคนอายุ 90 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท แต่อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทยในปี 25661 นั้นอยู่ที่ 77 ปี ดังนั้นคนที่อยู่ในกลุ่มนี้อายุ 80 ปีหรือมากกว่าคงจะมีจำนวนไม่มากนักภายใต้สภาวะปัจจุบัน

ผมมีข้อสังเกตจากการอ่านรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยพ.ศ.2561 ว่ามีการกล่าวถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคเรื้อรังไม่มากนัก ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันนั้นประมาณ 2/3 ของจำนวนผู้ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้นเกิดจากการเป็นโรคที่ไม่ติดต่อ (โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคปอด โรงสมองเสื่อม เป็นต้น) และโรคประเภทนี้บั่นทอนสุขภาพ ทำให้เป็นภาระในด้านการรักษาและทำให้ไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุไทย 10 ข้อนั้นปรากฏในหน้าสุดท้ายของรายงาน (หน้า 122)

ผมขอเสนอแนะให้ท่านผู้สูงอายุที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ลองอ่านข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่มีอยู่รายงานดังกล่าวและยังมีรายงายฉบับก่อนหน้าอีกหลายปีที่น่าสนใจอีกด้วย สำหรับผมนั้นได้ไปลองอ่านดูรายงานประเภทเดียวกันของสหรัฐ โดยสถาบันการสูงวัยแห่งชาติ (National Institute on Aging) ซึ่งเพิ่งเขียนแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผมจะได้นำมาเขียนถึงในสัปดาห์หน้าครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Sep 07, 2020 11:53 am

การดูแลผู้สูงอายุ (2)
ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุของไทยปี 2561 และมีข้อสรุปว่าการจะลดภาระทางเศรษฐกิจ


จากจำนวนผู้สูงอายุของไทยที่จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 11 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 20 ล้านคนในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้านั้น ดูเหมือนว่าจะต้องขับเคลื่อนให้กลุ่มที่มีอายุ 60-79 ปีนั้นยังมีสุขภาพแข็งแรงและทำงานหาเลี้ยงชีพได้ต่อไป

ทั้งนี้เมื่อสุขภาพแข็งแรงแล้วก็น่าจะหมายถึงการปลอดโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นพร้อมกับการแก่ตัว (เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง) ซึ่งจะเป็นภาระสำหรับระบบสาธารณสุขได้อย่างมาก หมายความว่าหากคนกลุ่มนี้ปลอดโรคและทำงานได้ ก็จะเหลือผู้สูงอายุที่อายุ 80 ปีหรือมากกว่าที่อาจเป็นภาระต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพียง 1.3 ล้านคนในปี 2561 และเพิ่มเป็น 3.1 ล้านคนในปี 2581

ประเทศที่จัดระบบการดูแลสุขภาพที่น่าสนใจมากที่สุดประเทศหนึ่ง ที่มีทั้งจุดอ่อนจุดแข็งคือสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ได้มีการจัดตั้งศูนย์กลางสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (Centers of the National Institutes of Health : NIH) โดยรัฐสภาสหรัฐเมื่อปี 1974 โดยเป็นศูนย์รวมของสถาบันวิจัยที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลทุกปี (เมื่อปีงบประมาณ 2019 ได้รับอนุมัติเงิน 39,000 ล้านดอลลาร์) เพื่อสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพใน 27 ด้าน โดยมีสถาบันที่ถูกจัดตั้งมาเพื่อการนี้ทั้งหมด 27 สถาบัน

สถาบันที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ National Institute on Aging : NIA ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมงานวิจัยและกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้สูงอายุแล้ว ก็ยังได้รับมอบหมายให้เป็นสถาบันหลักในการสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม (โดยเฉพาะโรค Alzheimer’s) อีกด้วย

ทั้งนี้ NIA ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2020-2025) โดยวิสัยทัศน์ของ NIA คือการขับเคลื่อนให้คนอเมริกันทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีอิสระเมื่ออายุสูงขึ้น“enable all Americans to enjoy robust health and independence with advancing age” ซึ่งสำหรับผมนั้นถือว่า “โดน” มาก เพราะน่าจะเป็นความหวังอันสูงสุดของผู้สูงอายุทุกคน ทั้งนี้ NIA ได้รับงบประมาณในปี 2019 รวมทั้งสิ้น 3,080 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 97,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลย

ในสาระสำคัญนั้น NIA มีภารกิจและงบประมาณที่จะส่งเสริมการวิจัยทั้งในสหรัฐและทั่วโลก โดย NIA ประเมินว่าปัจจุบันมนุษย์สามารถควบคุมและรักษาโรคติดเชื้อและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจนกระทั่งอายุคาดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก วันนี้การสูงวัยจึงกำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการนำมาซึ่งโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ เช่น โรคสมองเสื่อม โรคมะเร็งหลายชนิด โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคไตวายและโรคเบาหวาน (“aging itself remains the most significant risk factor for many chronic diseases and conditions including Alzheimer’s disease and related forms of dementia….”)

NIA ประกาศว่ามีเป้าหมายในการใช้งบประมาณสนับสนุนงานวิจัยและกิจกรรมทั้งหมด 9 เป้าหมาย แต่ผมขอนำเอาเพียง 3 เป้าหมายมาขยายความ ได้แก่

1.เข้าใจกระบวนการแก่ตัวของร่างกายเพื่อนำมาสู่การป้องกัน (prevention) ชะลอการพัฒนาและส่งเสริมการดูแลรักษาโรคภัยและการนำไปสู่การพิการของร่างกาย

2.พัฒนาวิธีการที่จะรักษาสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย เพื่อลดภาระ โรคภัย ความผิดปกติและการพิการของร่างกายในวัยสูงอายุ

3.พัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการแก่ตัวของสมอง โรค Alzheimer’s และโรคสมองเสื่อมต่างๆ ทั้งนี้ นอกจากจะรับผิดชอบการส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับการแก่ตัวแล้ว NIA ยังได้รับมอบหมายให้แกนนำด้านงานวิจัยเพื่อรักษาโรคสมองเสื่อมอีกด้วย

ในส่วนของข้อ 1 (Better understand the biology of aging) นั้นยังยืนยันว่าความแก่ไม่ใช่โรค (aging is not disease) แต่มีข้อสังเกตว่าโรคหลายชนิดเร่งกระบวนการแก่ตัวของร่างกาย โดยเฉพาะการอักเสบระดับต่ำแบบเรื้อรัง (low-level chronic inflammation) การอักเสบแบบเรื้อรังมีผลต่อสุขภาพและการแก่ตัวของร่างกายอย่างไรนั้น ผมจะขอเขียนถึงในโอกาสต่อไป แต่ท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องอาจกูเกิล “Inflammaging” ล่วงหน้าไปได้เลย

NIA ยังกล่าวถึงแนวทางในการขยายอายุขัยและอายุขัยที่มีสุขภาพแข็งแรง (interventions that extend lifespan also extend health span) โดยให้ความสำคัญกับ cellular senescence หรือการที่เซลล์หมดสภาพเป็นซอมบี้ (zombie) แต่ไม่ยอมตายไป ซึ่งในสภาวะดังกล่าวเซลล์จะยังผลิตสารเคมีที่ก่อให้เกิดการอักเสบและบ่อนทำลายเซลล์ปกติที่อยู่ใกล้เคียง

ดังนั้น NIA จึงให้ความสำคัญกับการทำวิจัยที่จะกำจัดเซลล์ซอมบี้ดังกล่าว (senolytics) และพบว่าการกำจัดเซลล์ซอมบี้ในหนูทำให้หนูสุขภาพดีและอายุยืน

NIA ยังกล่าวถึงการกำจัดการบริโภคแคลอรี (caloric restriction) ซึ่งเซลล์ปกติจะปรับตัวกับสภาวการณ์และทำให้ร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอ ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองว่าจะเป็นแนวทางในการส่งเสริมประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งโดยการทำคีโม (chemotherapy) ได้หรือไม่

และประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ การกล่าวถึง epigenetic changes ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะคุ้นหู แต่ผมขอแปลว่าการทำงานของยีนในเซลล์ที่ผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลา ปัจจัยรอบข้างและพฤติกรรมเช่นการสูบบุหรี่และไม่ออกกำลังกายที่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเซลล์เลอะเลือนและหย่อนประสิทธิภาพลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการแก่ตัว แต่ที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นสามารถส่งผ่านไปให้ลูกหลานและกระทบกับอายุขัยและสุขภาพของลูกหลานได้

กล่าวคือการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ epigenetics นี้จึงอาจนำมาซึ่งแนวทางในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและยาวนานได้ในอนาคต ซึ่งเรื่อง epigenetics นี้ผมก็จะขอเขียนถึงในรายละเอียดในโอกาสหน้า

จะเห็นได้ว่าแนวคิดในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในส่วนของการทำงานวิจัยนั้นกำลังพลิกไปสู่การทำให้ร่างกายสุขภาพดีอยู่เสมอและหลีกเลี่ยงการเป็นโรคโดยเป็นการวิจัยระดับยีนและเซลล์มากกว่าการเตรียมตั้งรับการรักษาโรคไปทีละโรคและรอดูแลผู้แก่ชราที่จะช่วยตัวเองไม่ได้ครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Fri Sep 11, 2020 11:11 pm

เรื่อง "Stroke ภัยเงียบทางสมอง ปัญหาสุขภาพที่ต้องใส่ใจ"

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Fri Sep 11, 2020 11:12 pm

เรื่อง "ปัญหาสุขภาพของนายกอาเบะ" ที่ทำให้เราต้องหันมาดูแลสุขภาพตัวเอง

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Thu Sep 17, 2020 12:17 pm

เรื่อง "ชากับคุณประโยชน์ในการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน"


phpBB [video]


Post Reply