VI หาดใหญ่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Mon Apr 20, 2020 11:45 am

มองวิกฤตในมุมVI
เราต้องรอด กับ คุณฮง สถาพร งามเรืองพงศ์

สรุปจากความเข้าใจของ เพจ Seminar Knowledge

คุณฮง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในภาวะวิกฤต Covid-19 ว่า
ปกติ ธรรมชาติของตลาดหุ้น ยกตัวอย่าง
ตลาดหุ้นสหรัฐ ตอนที่อยู่วิกฤตซึ่งเกิดจากภาค Financial sector ตลาดหุ้นจะลงอย่างรวดเร็ว
ถ้าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งใช้เวลานาน กว่าการจ้างงานจะกลับมา ดัชนีของตลาดหุ้นจะขึ้นไปแล้ว30%
ดังนั้นควรลงทุนตอนช่วงอยู่ในวิกฤต เพราะตลาดหุ้นจะสะท้อนในอนาคต(6-12เดือน)
ตัวอย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 1973 ที่สหรัฐ เศรษฐกิจซึ่งอยู่ในช่วง Stagflation
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ได้ลงทุนในวอชิงตัน โพสต์ 10ล้าน$ และมูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 1500 ล้านเหรียญในอีก 30 ปีต่อมา
ดังนั้น การลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนเร็วๆ ก็ไม่เหมาะกับการลงทุนในหุ้น เพราะตอบไม่ได้ว่า
อีก 3-6 เดือนจะกำไรไหม แต่ถ้าถือลงทุนในระยะยาว มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูง
คุณฮง ถือหุ้นเต็มพอร์ตตั้งแต่ช่วงก่อนหุ้นลง ดังนั้นได้ผลกระทบพอสมควร
แต่ก็ไม่ท้อถอย หมั่นทำการบ้าน ศึกษาหุ้นอย่างน้อยวันละ 4ชม ซึ่งถ้าเทียบกับตอนช่วงไฟแรงๆ
วันละศึกษาหุ้นไม่ต่ำกว่า 8-9 ชม แต่เนื่องจาก ประสบการณ์การลงทุนเพิ่มขึ้น
หุ้นบางตัว พอเห็นข้อมูลบางอย่างก็สามารถตัดสินใจเลิกศึกษาต่อได้
และช่วงนี้ก็หมั่นทบทวนงบการเงินปัจจุบันเทียบกับในอดีตว่าแตกต่างกันอย่างไร

คุณฮงบอกว่า ช่วงก่อนวิกฤต หลายๆคนก็ตั้งเป้าว่า จะทำกำไรมากๆ ในช่วงวิกฤต
ให้เหมือน กูรูที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดร นิเวศน์ หรือ คุณ โจ ลูกอีสาน
แต่พออยู่ในวิกฤต โดนกระทบจากหุ้นลดลงมามากๆ หลายๆคนก็ท้อ และหยุดลงทุน
เปรียบเหมือน เราผลัดกันชกกับเพื่อน ซึ่งเราถูกชกมารอบแรก พอถึงรอบที่เราจะชกกลับ
ปรากฏว่าเราถอดใจ และเลิกชกกลับเพื่อนไป

ภาวะหุ้นในปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่ถูกมาก แต่ด้วยDividend Yield 4%กว่า ซึ่งไม่เห็นมาหลายปีแล้ว
ก็ยังดูน่าสนใจ แต่ไม่ได้บอกว่ากลุ่มไหนน่าสนใจ แนะนำให้ศึกษาหุ้นเป็นรายตัวดีกว่า เพราะ
ในแต่ละอุตสาหกรรมถึงแม้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี ก็จะมีบริษัทที่แข็งแกร่ง ผ่านประสบการณ์วิกฤตมาแล้ว
และ บริษัทที่ไม่เคยเจอวิกฤต มีหนี้เยอะ ไม่เผื่อถ้าเกิดพลาดเลย ดังนั้น การศึกษาหุ้นเป็นรายตัวจะเหมาะสมกว่า
เช่น กลุ่มสายการบินและโรงแรม ที่โดนกระทบโดยตรง บางบริษัทอาจถูกกระทบจนเกือบล้มละลาย
แต่บางบริษัทยังมีโอกาสรอด เราอาจดูจากหนี้สินต่อทุน ดูจากปีที่แล้วและมาเทียบกับปีนี้
กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ว่าพอจ่ายดอกเบี้ยหรือเปล่า ถ้าไม่พออาจมีการเพิ่มทุน
ซึ่งกระทบกับผู้ถือหุ้น
คุณฮงศึกษาหุ้นที่โดนกระทบจากวิกฤตที่ผ่านมา และมีความแข็งแกร่ง หลังวิกฤตก็ฟื้นตัวมาหลายเท่า
ในช่วงแค่3-4ปี แต่หุ้นบางตัวขึ้นมาเท่าเดียว และกลับลงไปใหม่
ดังนั้นอย่าพึ่งไปเหมากลุ่มไหนดี ให้เจาะเป็นรายตัวดีกว่าว่า สร้างกำไรได้เท่าไหร่จะได้ประเมินราคาได้ถูก

หลักการเลือกหุ้นในภาวะวิกฤต
เลือกหุ้นที่เก่งกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม โดย
ดูหุ้นที่มี ROE สูงๆเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่ม เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
หุ้นที่ฟื้นตัวเร็วในภาวะวิกฤตจะมีROEสูง
ราคาหุ้นก็ดูว่าฟื้นตัวไปมากหรือยัง แต่ก็ตอบยาก และขึ้นกับการมองสั้นหรือมองยาว
บางตัวก็ฟื้นเร็วเกินไป ถ้าเทียบกับกำไรที่ประมาณการได้ในปีนี้ ตลาดอาจมองไปถึงปี 64-65 หรือไป
บางตัวกำไรลดลงบ้าง แต่กำไรมีประสิทธิภาพ ราคายังไม่ฟื้นตัว
ดังนั้นเราต้องดูเรื่องหุ้นที่น่าสนใจ นำมาศึกษาเป็นอันแรกก่อน

คุณฮง แนะนำว่า เลือกหุ้นต้องมองระยะยาวแบบว่า เกษียณได้ในอีก10ปีข้างหน้า
การนั่งทำสมาธิ สวดมนต์ เดินจงกลม ทำให้เรามีสติ ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก
เปรียบกับ การรัดเข็มขัดตอนขับรถ จะใช้ตอนเกิดอุบัติเหตุ
พอร์ตตอนช่วงจุดต่ำสุด ลงเกือบ40%จากจุดสูงสุด แต่เคยเจอรอบหนักกว่านี้โดนไป 50%
ช่วงนั้นมีความตึงเครียดมาก และไปอยู่สถานปฏิบัติธรรม 7วัน
แต่รอบนี้ เริ่มชิน เพราะโดนไปหลายรอบแล้ว
เคยฟัง หลวงพ่อไพศาล เล่าเรื่องเด็กโดนมิจฉาชีพมาหลอกครั้งแรกกลัว แต่โดนอีกครั้งเริ่ม
ชินแล้ว ผมก็เลยเชื่อว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่าเด็ก
วิกฤตรอบนี้ เราก็เรียนรู้มาแล้ว
หุ้นตกแรงๆก็ไม่ใช่รอบแรก และ รอบสุดท้าย
อยู่กับมันเหมือนเป็นส่วนนึงในชีวิตการลงทุน

แนะนำคนที่เคยผ่านครั้งแรก อย่าซีเรียส วันนึงก็ผ่านไป และ กลับมาใหม่
หลังที่คุณเจอ กลับไปnew highได้ อย่ากู้ลงทุนเยอะเกินไป

คุณ เฟิร์นได้สรุปหลังสัมภาษณ์ให้เราฟังว่า
1. ตลาดหุ้นนำเศรษฐกิจ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะคาดการณ์เศรษฐกิจ
2. ให้ระวัง ว่าถอดใจผิดจังหวะ หุ้นอาจต่ำสุดไปแล้วถ้าไม่มีอะไรมากระทบ
3. ความรู้ ทำให้ มั่นใจลงทุน ถ้าลงทุนได้นานสิบปี ก็สามารถรวยได้
4. หลักการเลือกหุ้น ดูหุ้นคุณภาพ ROE สูงสม่ำเสมอ และ ราคาเหมาะสม
5. ความผันผวน กับ การลงทุน คู่กันเสมอ การทำสมาธิใช้กับตลาดช่วงนี้ได้

ขอบคุณ คุณ ฮง และ น้องเฟิร์น ศิรัถยา มากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Wed Apr 22, 2020 10:29 am

CSI Seminar กับ คุณจิตรา รองกรรมการผู้จัดการ บล ฟินันเซีย
สรุปจากความเข้าใจของเพจ Seminar Knowledge
เมื่อวานได้มีโอกาสฟังคุณจิตรา นักวิเคราะห์ที่มาออกในรายการของ CSI ผ่าน Zoom
พอดีออกกำลังกายตอนเย็น เลยเข้าฟังช้าไปหน่อย แต่ก็ได้สาระมาฝากเพื่อนในเพจครับ
คุณจิตรา พูดถึงประมาณกำไรของตลาดSETปีนี้ว่าจะอยู่ที่ 75บาท ดังนั้นคิดจากPE 16 เท่า
ดัชนีควรอยู่ที่ 800 จุด แต่ที่ดัชนีลงไม่ถึงและขึ้นมาที่ 1250 จุด ได้เพราะ มีliquidity จากสถาบัน
เช่น กองทุนรวม ช่วงนี้มีกอง SSFextra ซึ่งสามารถซื้อได้สูงสุด 200,000 บาทเพิ่มเข้ามา
ทำให้ดัชนีไม่ลงไปที่ 800 จุด
แต่ต้องระวังเรื่องผลประกอบการในไตรมาสหนึ่งที่จะประกาศในช่วงนี้
บวกกับ guidance ที่บริษัทแต่ละที่จะบอกออกมา ซึ่งจะกำหนดราคาหุ้นของแต่ละกลุ่มและ แต่ละตัว

ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมา overstated เนื่องจากมาตราของรัฐ ที่ยังไม่ต้อง
ลงNPL สำหรับหนี้ที่ค้างชำระ รวมถึงมาตรการอื่นที่ช่วยให้SME และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เรื่องตราสารหนี้
ทำให้ชะลอการการเพิ่มขึ้นของNPL
ผลประกอบการที่แท้จริงของกลุ่มนี้ จะออกมาจริงในQ2-Q3

กลุ่มโรงกลั่นผลประกอบการไม่ดี ถึงแม้ราคาน้ำมันที่นำมากลั่นจะถูก แต่demandน้ำมันลดลงด้วย
เนื่องจาก กิจกรรมธุรกิจหยุดไป คนอยู่บ้าน สายการบินก็หยุด และ ค่าการกลั่นยังไม่ฟื้นตั้งแต่ Q4 2019

ธุรกิจปลายน้ำของกลุ่มนี้ดี เช่น IVL เพราะซื้อน้ำมันถูกแต่เอามาผลิตพลาสติกทางการแพทย์สำหรับทำหน้ากากอนามัย
และชุด PPE
หุ้นอื่น เช่น TASCO วัตถุที่นำมาผลิต คือน้ำมัน ต้นทุนถูก แต่เสียดายที่ลูกค้าหลักอยู่ที่จีน ปิดทำธุรกรรมไป
ส่วนธุรกิจที่เป็นห้างสรรพสินค้า คุณจิตราได้สัมภาษณ์และพบว่า ช่วงแรกที่ห้างเริ่มกลับมาเปิดกิจการก็ลดค่าเช่า50%
ไปสามเดือน ช่วงต่อมาก็จะลดส่วนลดลงจนถึงปลายปีนี้ จึงมองว่าธุรกิจฟื้น ซึ่งจะกระทบกับ REITsที่เกี่ยวข้องกับห้าง
เช่น CPNREIT รวมถึง officeด้วย แต่ถ้าเป็น Infrastructure fund ที่ขายไฟฟ้าอาจโดนกระทบไม่มาก กองที่กระทบ
ก็จะเป็นกองที่มีลูกค้าที่เป็นธุรกิจเยอะ แต่บางกองขายไฟให้การไฟฟ้าก็ไม่ได้ผลกระทบ
ซึ่งกลุ่มนี้ราคาขึ้นมาพอสมควรแล้ว

ดังนั้นกลุ่มที่จะฟื้นตัวช้าสุด ได้แก่ กลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว และ กลุ่มธนาคร

ส่วนเงินที่ลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขึ้นกับส่งออกและการท่องเที่ยว
ตอนนี้ทั้งสองส่วนโดนกระทบ ที่ยังดี ก็มีส่งออกอาหาร ดังนั้น เงินที่ไหลมาที่ Emerging Market
จะไหลไปที่ เกาหลีและไต้หวัน ยิ่งถ้าเงินบาทยิ่งอ่อน เงินต่างชาติจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เงินจะไหลเข้ายาก
ต้องให้เงินบาทแข็ง จึงมีโอกาสที่เงินต่างชาติไหลเข้า ซึ่งปีที่แล้ว เงินบาทแข็ง จะเห็นว่าเงินไหลเข้ามาเยอะช่วงกลางปี
คุณจิตรามองว่า เงินบาทปีนี้น่าจะอยู่ในช่วง 33-34 บาท

คำถาม กลุ่มFood เช่น TU น่าสนใจมั้ย
ตอบ เนื่องจาก รายได้ของTU ประกอบด้วยสองกลุ่ม คือ อาหารกระป๋อง เช่น ทูน่า และ กลุ่มอาหารแช่แข็งที่ขาย ที่ภัตตาคารและ ร้านอาหาร Reb Lobster
กลุ่มแรก ขายดี รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้ในส่วนร้านอาหาร ภัตตาคาร และ สายการบินจะหายไป เนื่องจากปิดตัวในช่วงCovid-19 ทำให้รายได้โตไม่มากใน Q1 (จากบทวิเคราะห์โบรคอื่นหลายที่ บอกว่า รายได้ลดลง)

คำถาม Deal ที่กลุ่มCP Take Lotus เป็นอย่างไร
ตอบ เนื่องจากกลุ่ม CP ประกอบด้วยสามบริษัท ที่เข้าไปลงทุน ทำให้ CPALL , CPF ไม่น่าจะเพิ่มทุน
แต่รายได้จาก Makro ที่ขายจากช่วงก่อนหน้าที่มีการซื้ออาหารไปเยอะ ถ้าเปิดให้คนออกมา ก็จะมีการซื้อของน้อยลง
เพราะได้ซื้อไปล่วงหน้าแล้ว
ช่วงที่ก่อนประกาศ Work from Home และ ปิดห้าง COM7 ขายสินค้า Notebook,Monitor ดีมาก
ในวันก่อนปิดห้าง และ มีการเสนอให้เช่าอุปกรณ์คอมเพื่อทำงานที่บ้านด้วย แต่ถ้าเปิดห้างใหม่
รายได้อาจไม่โต เพราะมีการซื้อไปล่วงหน้าแล้ว

คำถาม กลุ่ม Electronic น่าสนใจไหม
ตอบ 2บริษัทที่น่าสนใจคือ Hana , Delta
Hana ผลิตชิ้นส่วนในเครื่องคอมและมือถือ ส่วน Delta ผลิต Power supply ในคอมและอุปกรณ์การแพทย์
ตอนนี้เริ่มมีorderจากทางจีนแล้ว

ขอขอบคุณ คุณจิตรา และ ทางCSI มากๆนะครับที่จัดสัมมนาให้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Fri Apr 24, 2020 9:52 am

นายตลาด & อารมณ์ และ การลงทุนที่ดีขึ้น
โดย เพจซั่มหุ้น

อารมณ์ของตลาดหุ้นเดือนที่แล้ว และ เดือนนี้แตกต่างกันสิ้นเชิง
(เดือนมีค ดัชนีลดลงอย่างรุนแรง ต่ำสุด969จุด และ reboundมาสูงสุดในเดือนเมษายนประมาณ1,270จุด )

การลงทุนที่ดีขึ้น

1.การเข้าใจตลาดจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ตัวแปร มีทั้งควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

นายตลาดเป็นตัวแทนของมวลชน และ ความคาดหวังของทั้ง4กลุ่ม
(ได้แก่ ต่างชาติ ,prop trade,สถาบัน และ รายย่อย)
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้น

พอตลาดมีการแปรเปลี่ยนไปทุกขณะ เดือนที่แล้วเป็นขาลงแรงที่สุดในรอบ10ปี
เดือนนี้reboundของหุ้นแต่ละตัวตั้งแต่20%-70%

2.ผัสสะ (กระทบ)
พอตลาดมีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบกับผัสสะ เป็นปัจจัยระหว่างภายนอกและภายใน

3.ตัวเรา ( ยึดมั่น ถือมั่น )
ทำให้กลายเป็นเรื่องยึดติด เป็นของตัวเรา ยึดมั่น ถือมั่น
และเป็นตัวขวางให้เราไม่ประสบความสำเร็จ และไม่สามารถสร้างพอร์ตให้ประสบความสำเร็จได้เลย
เราไม่สามารถอยู่กับสภาวะนี้ได้ยาว และ ไม่สามารถใช้วิกฤตแปรเป็นโอกาสได้

เหมือนคุณสถาพร(ฮง)ให้สัมภาษณ์ว่า การศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน
หลังวิกฤต แล้วพอร์ตโตขึ้นเยอะ
แต่หลายคนบอกว่าไม่เก่งหรอก ถ้าเขาได้รับโอกาสแบบนี้ ก็จะรวยบ้าง

แต่ตลาดหุ้น ก็มีกฎว่า มีแค่ 10-20% เท่านั้นที่รวยได้
เราสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้พอร์ตโตได้ไหม
ปัจจุบัน มีบทวิเคราะห์มากมาย แต่เราอาจได้กำไรแค่2-3%ก็ขายไปแล้ว

ดังนั้น ตลาดแปรเปลี่ยน เกิดการกระทบ และ ตัวเราก็ยึดมั่น ถือมั่น
แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่ได้กำไร.

ถ้าเราactionเหมือนตลาด เราก็คือคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้กำไรมาก เราไปเล่นตามสิ่งเร้า
อารมณ์ถูกโน้มเอียงไปตามสิ่งเร้า

เข้าใจตลาด

นายตลาดมีการแปรเปลี่ยนตามปัจจัยในระยะสั้นที่มากระทบ

1.หุ้นขึ้น เพราะอะไร

บางคนบอกว่า มีคนไปไล่ราคา แต่จริงๆคนมองว่า กำไรในอนาคตจะดีขึ้นมากกว่าปัจจุบัน
ดังนั้นปัจจุบัน กำไรอาจแย่ แต่อนาคตกำไรดี ก็ทำให้ราคาหุ้นขึ้นได้

หุ้นส่วนใหญ่ที่มีพื้นฐาน กำไรไม่ขึ้นกับcommodity ทำให้ต้นทุนบางตัวติดตามได้
เราก็สามารถคาดการณ์ต้นทุน และ กำไรได้
ดังนั้นพอเห็นปัจจัยดังกล่าว ก็จะไปซื้อทันที

แต่คนปกติจะไปซื้อเมื่อกำไรดีแล้ว
ซึ่งกลุ่มแรกที่เข้าไปซื้อก่อน ก็ขายให้

2.หุ้นลง เพราะ กำไรในอนาคตแย่ลง

3.หุ้นไม่ขึ้น ไม่ลงเพราะ กำไรไม่เปลี่ยนแปลงกว่าปัจจุบัน กำลังรอปัจจัยในอนาคต


เหตุที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา และเกิดผลลัพธ์ขึ้น

เหตุ มาจาก Fundamental (VI)
ศึกษาเหตุจาก กิจการที่ดี ความเสี่ยงต่ำ ในราคาตลาด
ทำให้ ไม่ถูกเอาเปรียบ

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา

ผลลัพธ์ Technical Analysis
ศึกษารูปแบบของผลลัพธ์ ให้เกิดความได้เปรียบในการเข้าลงทุน

ส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างFundamental & Technical คือ
Hybrid Investing 70/30
และTrend Following 30/70

เมื่อเข้าใจนายตลาดแล้ว
ในทางพุทธศาสนา ผัสสะ ปัจจัยภายนอกและภายในมาเจอกัน + เกิดความไม่รู้
ทำให้เกิดการยึดมั่น ถือมั่น


ทำให้เกิดโทษ ได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงของราคา ทำให้เกิดความทุกข์ จาก กำไร (ขายหมู) หรือ ขาดทุน
ทำให้เกิดอารมณ์ไม่อยากมีความทุกข์

เป็นความกลัว ไม่อยากทุกข์
ขาดทุน เท่ากับ ทุกข์
กำไร (ขายหมู) เท่ากับทุกข์
กำไร (หายไป). เท่ากับทุกข์ หมายถึง เคยกำไรมาก แล้วดัชนีลดลง ทำให้กำไรเริ่มหายไป

คุณออฟ ก็มีความทุกข์ จาก การขายหมู มากกว่า ขาดทุน
ปีที่แล้ว ได้ตามหุ้นตัวนึง ทำการบ้านมาอย่างดี แต่ปรากฏว่าซื้อไม่ทัน เลยไม่ซื้อ และหุ้นขึ้นไป 30-40%
มีความทุกข์มาก แต่ถ้าเราคิดว่า เราไม่ได้ลงทุนอะไร และ ได้ความรู้เพื่อนำไปซื้อหุ้นตัวต่อไปได้

เกิดโทษอย่างที่สอง
2.ทำให้ไม่สามารถลงทุนได้เป็นปกติ
2.1 ไม่ทำตามแผน เวลาหุ้นผ่านแนวต้าน คราวที่แล้วหุ้นไม่ไป เลยไม่ซื้อตามแผนรอบนี้ ปรากฏว่าหุ้นขึ้นต่อ
2.2 ซื้อในจุดที่ไม่ควรซื้อ / ขายในจุดที่ไม่ควรขาย /รอไม่เป็น

ตอนนี้เราอยู่ในวิกฤต ดังนั้นหุ้นไม่แพง ถ้าวิกฤตจบลง หุ้นก็ไม่สามารถอยู่ที่ราคานี้ได้
ถ้าเราไม่กล้าซื้อ ราคาขึ้นตอนเหตุยังไม่จบ ถ้าเราไม่กล้าซื้อ ก็จะซื้อไม่ทัน


หุ้นขึ้น. กลัวตกรถ ไล่ราคา
ไล่ราคา. ก็คือซื้อราคาสูง
ซื้อสูง. ขายเอากำไรสั้นๆ ก่อนดีกว่า
ขาย. หุ้นลง / หุ้นไปต่อ



สาระสำคัญของการลงทุน

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะไม่เดาตลาด เพราะไม่รู้ตลาดหุ้นเป็นอย่างไร
แต่จะรู้ในสิ่งที่เขาลงทุนเป็นอย่างดี ระหว่างทางขึ้นกับสภาวะจิตใจ
ไม่ใช่ความบังเอิญ เช่น ช่วงSubprime ขึ้นจาก 400 ไป 800จุด และ ขึ้นสูงสุดที่ 1850 จุดในปี2018
ดังนั้นการขึ้นมาแค่30% ยังสามารถขึ้นได้อีก
เรายืนอยู่บนวิกฤต ดังนั้นควรได้รับผลตอบแทนที่สูงหลังผ่านวิกฤต

ซึ่งเปรียบเทียบกับรายย่อย ซึ่งอยากรู้ว่า แนวรับ แนวต้าน อยู่ที่ไหน ซื้อแนวรับ ขายแนวต้าน
และลงทุนระยะสั้น คาดเดาตลอดเวลา เวลาตลาดเป็นขาขึ้น เราจะพลาด
เพราะเราไม่เข้าใจตลาดหุ้น

การลงทุนที่ปราศจาก Bias
1. นักลงทุนจะไม่เดาหรือคาดการณ์ตลาด แต่ทำการบ้านให้มาก
2. ถ้าเราทำเหมือนตลาด แสดงว่าเราคือคนส่วนใหญ่ของตลาด
3. ไม่เอาอารมณ์ มาแย่งความสามารถในการตัดสินใจไปจากเรา
4. ความหวัง ไม่จำเป็นในการเล่นหุ้น ถ้าเราทำเหตุที่ดี หวัง หรือ ไม่หวัง ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้น

สุดท้ายขอบคุณน้องAof เพจซั่มหุ้น ที่มาให้ความรู้นะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Wed May 06, 2020 8:40 am

https://board.thaivi.org/viewtopic.php? ... 2#p1858992

VI ปรับตัว โดยศึกษาเพิ่มเติมในช่วงcovidกันนะครับ
ผมทยอยสรุปสัมมนาลงในหัวข้อนี้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Thu May 07, 2020 8:34 am

เล่าเท่าที่รู้ในช่วง Covid-19 EP4
ซั่มหุ้น หัวข้อ อ่านงบเป็น เห็นกำไร (ที่แท้ทรู)

เวลาดูงบ สัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่4-6 พค
หุ้นที่งบออกมา 8-9ตัว มีบางตัว งบโต แต่ของจริงไม่มีประเด็น
เช่น DCx กำไรโต20% จริงๆไม่ดี ลองแกะงบดูนะครับ
TU งบ กำไรลดลง 19% แต่ดูข้างใน งบดี อาจเกิดจากหลายอย่าง
รายได้โต5% แต่ต้นทุนเพิ่ม4%น้อยกว่า ทำให้ gpโต 15%
แต่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้กำไรลดลง แสดงว่า operationดีมาก
ช่วงนี้ดีเพราะคนตุนอาหารแช่แข็ง แต่ช่วงสภาวะปกติจะดีแบบนี้ตลอดไหม ต้องพิจารณา

เวลาดูงบ ดูแค่กำไรบรรทัดสุดท้ายไม่ได้ เลยเป็นที่มาของหัวข้อนี้

เช็คงบกำไรขาดทุน มีอะไรบ้าง
1.เช็คความสามารถในการสร้างรายได้
2.การควบคุมต้นทุน
3.การควบคุมค่าใช้จ่าย
4.การเติบโตของกำไร
5.รายการพิเศษ

เราต้องดูที่ความเก่งของกิจการ โดยดูจากการสร้างรายได้ที่แท้จริง

ถ้ากำไรไม่ใช่มาจากรายได้โต อาจมาจากเรื่องการควบคุมต้นทุน

ถ้าเป็นสินค้าcommodity เช่นราคาน้ำมัน ถ่านหิน สินค้าเกษตร
มีการผันผวนตามตลาดโลกอยู่แล้ว
เช่น น้ำมันปาล์ม อาจดีหรือแย่ในบางช่วง
โดยไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของกิจการ เป็นความบังเอิญที่กำไรดี
แต่ถ้าราคาวัตถุดิบกลับทิศ ก็อาจขาดทุนได้ส่งผลต่อผลประกอบการได้
ต้องไปดูที่เหตุปัจจัย

แต่ถ้าต้นทุนไม่เกี่ยวข้องกับcommodity แต่อาจมาจากการกดราคาผู้ผลิต หรือ OEM
ก็เป็นแค่ชั่วคราว ไม่สามารถทำได้ในระยะยาว

แต่ความเก่งของกิจการ เป็นการหาของขายได้มากขึ้น หรือ ลูกค้าต้องการมากขึ้น
ส่วนต้นทุนควบคุมได้ปานกลางก็พอ
สุดท้ายก็จะทำให้กำไรของกิจการเติบโตได้

เช่น TUกำไรติดลบ19% คนอยู่บ้านช่วงCovid ก็ซื้อวัตถุดิบแช่แข็งมาตุน
ทำให้ยอดขายดี และ มีmarginดี GPก็สูงขึ้น ถึงแม้กำไรลดลง
สุดท้ายต้องดูรายการพิเศษเพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่า

อย่าลืมเช็คความแข็งแกร่งของกิจการ โดยดูได้จาก
1. DE Ratio
2. เงินสด
3. สินค้าคงเหลือ (เป็นกลุ่มสินค้าที่หมุนเร็วไหม)
4. ดูคุณภาพหนี้ : หนี้ที่ถึงกำหนดชำระใน1ปี ปกติกิจการจะออกหุ้นกู้ roll over
แต่ช่วงนี้ นักลงทุนก็ต้องเช็คดูมากขึ้น ก่อนลงทุน

กิจการที่กำไรดี และ กระแสเงินสดดีด้วย

การดูงบคร่าว เวลาดูงบกำไรขาดทุน
ถ้าเป็นมือใหม่จะตาลาย ต้องดูเป้าหมายว่าเป็นอย่างไร

ต้องดูรายรับและรายจ่ายก่อน เหลือเท่าไหร่ เป็นส่วนที่เก็บไว้ที่บริษัท
มีการเพิ่มขึ้นทุกปีไหม

แบ่งเป็นกรอบ หรือ เป็นสี ในแต่ละส่วน ให้ดูง่ายขึ้น

แบ่งเป็นก้อน
รายได้ สีเขียว
ค่าใช้จ่ายสีส้ม
กำไร เป็นสีฟ้า
จะเริ่มดูง่ายขึ้น

กิจการสร้างรายได้เก่งหรือไม่
โดยดูตัวอย่างงบปี62ของหุ้นตัวนึง

วิธีการทำตัวเลขเพื่อดูแนวโน้ม
การคำนวณ จะคิดรายได้ครั้งนี้หารด้วยรายได้คราวที่แล้ว ลบด้วยหนึ่ง จะเห็นเทรนแนวโน้มของกิจการ
ส่วนบรรทัดอื่นๆก็copy สูตรลากลงมา ก็จะเห็นเทรนทุกบรรทัด

1.รายได้โตนิดหน่อย +3% แต่รายจ่ายติดลบเยอะกว่า -7%
สรุป ค่อนข้างดี ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงLineการผลิต และ ลดการโฆษณาลงด้วย
ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลย

2.นอกจากนี้ ยังทำรายได้เทียบกับรายได้รวมคิดเป็น%หลังจากนี้ก็ทำทุกบรรทัด โดยlockสูตรด้วย
เราจะเห็นอีกมุมนึงของงบการเงิน

ต้นทุนปกติจะเทียบกับรายได้จากการขาย เห็นว่า ต้นทุนลดลง 7%
มันจะวิ่งลงข้างล่าง (กำไร)
ค่าใช้จ่ายการขาย ลดจาก 17% เหลือ 13.1%
ถ้าเทียบรายได้เท่าเดิม ช่องกำไรสำหรับปี จะเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 16%

Case study 2 กิจการขาดทุน แต่มีกระแสเงินสดเป็นบวก
ไม่ดี แต่ ไม่แย่สุด

หุ้นตัวนี้ เป็นหุ้นเดินเรือ

รายได้กิจการ ติดลบ 16%
รายจ่าย ดูต้นทุน ค่าใช้จ่ายการขาย และ บริหาร
รายจ่ายทรงๆ แต่รายได้ลดลง16% เราก็พอรู้ว่า marginจะน้อยลง
มีการลงค่าเสื่อมในงบด้วย ปกติสามารถดูจากงบกระแสเงินสดได้

กำไรก่อนภาษี หายไปพอสมควร จาก 1,200 เหลือ 400 ลบ
แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงิน หรือดอกเบี้ยลดลงจาก 800เหลือ700 ลบ
แน่นอนก็เจอว่าขาดทุน 300ลบ กลายเป็นว่า งบของเดินเรือ ติดลบง่าย

งบกระแสเงินสด
กิจการที่มีสินทรัพย์เยอะ เช่น กิจการเดินเรือมีการซื้อเรือและเช่า
จะเกิดค่าเสื่อมราคาค่อนข้างสูง
เราจะดูอัตราส่วน EBITDA ซึ่งก็คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
เอาค่าเสื่อมมาบวกกลับ สี่งที่เกิดขึ้น ความเป็นจริง
กระแสเงินสดไม่ได้ติดลบ เวลาซื้อสินทรัพย์เยอะ แต่ไม่ได้bookค่าใช้จ่ายในคราวเดียว
แต่จะตัดเฉลี่ยไป เช่น เรือ 10-20ปี โดยดูจากหมายเหตุประกอบงบ
เพื่อจะได้matchกับรายได้ โดยตัดค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมของเรือ
เราจึงมาดูในเรื่อง CFO เป็นบวก ซึ่งกิจการไม่ได้แย่มากนัก
ปัญหาของบริษัทที่มีหนี้เยอะ หนี้ที่ครบใน1ปีจะอยู่ในงบ
ถ้าไม่มีครบกำหนด ก็ไม่มีประเด็น

ภาวะของหุ้นเดินเรือปีนี้เป็นอย่างไร
ค่าเสื่อมอยู่ที่ 28%ของรายได้ ค่อนข้างเยอะมาก และ
ค่าเสื่อมคิดเป็น50%ของต้นทุนถือเป็นสัดส่วนที่เยอะ
แต่ในช่วงของโรคระบาดCovid-19 แต่เมื่อพ้นวิกฤต
วัฐจักรเดินเรือเริ่มกลับมา แต่ค่าเสื่อมเท่าเดิม รายได้เพิ่มขึ้น
เมื่อพ้นค่าใช้จ่ายที่fixed cost จะวิ่งลงกำไร ซึ่งจะโตระเบิดเลย
ซึ่งทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Case study3 ขาดทุน แต่กระแสเงินสดเป็นบวก
ขาดทุนทางบัญชี ยังไม่คุ้มทางบัญชีที่ตัดมา กิจการไปรอด แต่ยังไม่น่าลงทุนตอนนี้
แต่ถ้าเป็นกำไรพิเศษ ถ้าดูไม่ดี อาจโดนงบหลอก ราคาลงได้
รายได้-4% , ค่าใช้จ่าย-5% พอดูกำไรสุทธิโต 3%
แต่มาดูให้ดี รายการของรายได้
มีรายการนึงแปลกๆ หุ้นเกี่ยวกับสื่อ
รายได้สุทธิจากการคืนคลื่นความถี่ 340ลบถ้าก้อนนี้เอาออก
กลายเป็นว่า รายได้ลดลง ไม่ใช่-4% แต่เป็น -17%
กำไรดีขึ้นนิดนึง กลายเป็นขาดทุนไม่น้อยเลย
คนที่รู้ก็ขาย ทำให้หุ้นลงเลย

กระแสเงินสดเป็นบวก ค่าเผื่อการลดลงจากลิขสิทธิ์ 1800 ลบ เยอะมาก
ทำให้มีกระแสเงิน +1900 ลบ

ดังนั้น กำไร ในงบการเงิน
1. กำไรสุทธิ ดูแค่บรรทัดนี้ยังไม่พอ
2. EBITDA ดูแค่ตรงนี้ ไม่เพียงพอ อาจดูROA ประกอบ
3. กระแสเงินสด

บริษัทที่มีกำไรเท่ากัน อาจไม่ดีเท่ากัน
บริษัทแรก ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่บริษัทที่สอง ลงทุนเยอะเช่น ซื้อเรือ
ถ้าต้องการกำไรเท่าเดิม ต้องลงทุนไปเรื่อยๆ
กิจการแรกน่าสนใจมากกว่า

ข้อ3 กระแสเงินสด มีเรื่อง Working capital เข้ามาประกอบ มีการซื้อสินค้าเข้าคลังหรือเปล่า

งบกำไรดี ไม่จำเป็นต้องมีกระแสเงินสดดี


Case Study4
รายได้รวมโต2% และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
กำไรโต 170%
ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนและบริษัทร่วม 120ลบซึ่งเป็นกำไรครั้งเดียว
ถ้าเอาออก กำไรจะลดลง 20%

ซึ่งราคาหลังออกงบ ขึ้นตอน ATO หลังจากนั้นลงตลอด หุ้นตัวนี้ควรหลีกเลี่ยง

สุดท้ายนี้ ขอบคุณน้องAofที่มาให้ความรู้นะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Fri May 08, 2020 3:02 pm

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วง Covid-19
EP5
Tisco Seminar 8 May 8, 2020 13.30-14.20

ทิสโก้ประเมินว่าทิศทางหุ้นไทย แบ่งเป็น 3 กรณีขึ้นกับ โอกาสการติดโรคระบาดในแต่ละวัน
1. 15-30 รายต่อวัน โอกาส 30% ผลกระทบตลาด อยู่ในช่วง 1300-1360
2. 40-70 รายต่อวัน โอกาส 60% ผลกระทบตลาด อยู่ในช่วง 1230-1300
3. >100 รายต่อวัน โอกาส 10% ผลกระทบตลาด อยู่ในช่วง 1200

คาดการณ์กำไรในไตรมาสแรก แย่ลงมากเกือบทุกกลุ่ม ดูภาพประกอบ

ที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่ม
COMM: CPALL
TRANS : BTS,PRM
BANK : BBL,KKP,TMB
FOOD : CPF
HEALTH : BCH
PETRO : VNT
FIN : MTC
CONS : PYLON
AGRI : STA

แนวโน้มการหั่นประมาณการกำไรยังไม่สิ้นสุด
ปีนี้ 74 บาท ปีหน้า 89.1 บาท

การประเมินมูลค่าหุ้นในระยะสั้นเริ่มตึงตัว
Forward PE Average 10 Y 16.6 ดัชนี (Q2,3,4) = 1353,1416,1478
Forward PE -0.5SD PE 15.2 ดัชนี (Q2,3,4) = 1239,1296,1354
Forward PE -1.0SD PE 13.8 ดัชนี (Q2,3,4) = 1125,1177,1229

กลยุทธ์การลงทุน
คงมุมมอง ดัชนีเริ่มมีupsideจำกัด เน้นขายมากกว่าซื้อ หรือ เทรดสั้นๆ

ธีมหุ้นที่น่าสนใจ

1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากผ่อนปรน lock down : BEM,CPALL,CPN,HMPRO
2.หุ้นที่งบคาดว่าออกมาดี : RBF,SMPC
3.หุ้นศักยภาพเติบโตดี : BAM

Model Portfolio

Cash : 30%
Stock : 70% ( BAM , BEM , CPALL , CPN , HMPRO , RBF , SMPC ) ตัวละ 10%

Q&A

1.อุตสาหกรรมที่น่าสนใจ
หุ้นกลุ่มค้าปลีก : CPALL,BJC,HMPRO
หุ้นกลุ่มอาหาร : CPF , RBF
หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก WFH : Intuch , DTAC
BAM , RATCH

2.หุ้นกลุ่มธนาคาร มีความเสี่ยงเรื่องหนี้เพิ่มขึ้น หุ้นขนาดใหญ่เช่น BBL น่าสนใจสุด รองลงมา TMB
หุ้นProperty : LH มีรายได้หลายทาง มีบ้านหลากหลาย ปันผลดี
AP Backlog ค่อนข้างดี รับรู้รายได้อีก 1-2 ปี ปันผลดี

3.กลุ่มรพ ระยะสั้น เน้น รพ ที่มีรายได้จากประกันสังคม หรือ หลีกเลี่ยง รพ ที่ลูกค้าต่างชาต
แต่ระยะยาว BDMS น่าสนใจ

4. กลุ่ม โรงแรม รร Centel น่าสนใจกว่า MINT ซึ่งมีรร ในต่างประเทศ ซึ่งฟื้นตัวช้ากว่า


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sun May 10, 2020 2:19 pm

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วงCovid EP6

Business Model ในต่างประเทศที่คนไทยควรศึกษา โดย คุณหลิน เลขาธิการสมาคม Thaivi
สัมภาษณ์ โดย คุณอิก

คุณหลินไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ ล่าสุดวางแผนไป Emerging Market แถบ บราซิล
อาเจนติน่า ปรากฏว่า ไม่ได้ไป เพราะเจอCovid ไม่รู้จะได้คืนค่าตั๋วไหม ขึ้นกับสายการบินจะรอดหรือเปล่า

นอกจากการไปเที่ยว ก็ศึกษาแต่ละสถานที่ด้วย
เช่น ที่ฝรั่งเศส มีคำถามว่าทำไม จึงมีบริษัทที่ผลิตยางรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มาตั้งที่นี่
จากการค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์พบว่า เวียดนามเคยเป็นเมืองขึ้น และป้อนวัตถุดิบยางมาให้
หรือที่อังกฤษ ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น ยุคแรกเป็นหุ้นเกี่ยวกับเหมืองที่ใหญ่ที่สุดตัวนึง คือ แองโกลอเมริกา พีแอลซี
ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางด้านเหมือง ถ้าใครไม่รู้จัก ก็จะพูดถึงบริษัทลูกคือDe Beersซึ่งเป็นบริษัทเพชรที่ใหญ่ที่สุด

คุณหลินเล่าว่า เศรษฐกิจได้แบ่งออกเป็น 3 Sectors
1.ภาคเกษตร ตอนนี้ ประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น แอฟริกา ภาคการเกษตรคิดเป็น 20-30%ของGDP
ไทยผ่านจุดนี้ไปแล้ว สัดส่วนภาคการเกษตรมีแค่ 7-8% เลยไม่ค่อยพูดกัน
ประเทศทางตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล เก่งเรื่องการเกษตรมาก (startup of nation) มีพื้นที่สีเขียว
ที่สร้างขึ้นท่ามกลางทะเลทราย
2.ภาคการผลิต ประเทศที่เก่งสุดมี 3 ประเทศ คือ เยอรมัน ญี่ปุ่น และ จีน ซึ่งล้ำหน้ากว่าไทยอีกขึ้น
ภาคการผลิตของไทยเคยเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ภาคตะวันออก
ตอนนี้เราพยายามผลักดัน EEC เราอยากพัฒนาแผงวงจร PCB ให้ก้าวหน้ามากขึ้น
เลยอยากเคลื่อนไปผลิตระดับเวเฟอร์เหมือน จีน และ ไต้หวัน

3.ภาคดาวรุ่ง คือ ภาคบริการ ไทย ตอนนี้มีสัดส่วน 55% ที่เจริญกว่าคือ US 80% บางประเทศ เช่น มาเก๊า 100%
ภาคบริการมีการพัฒนาที่เร็วมาก โดยเฉพาะธุรกิจOnline
ในไทย ยกตัวอย่างหุ้นที่วีไอร่ำรวย คือ Retail ซึ่งใหญ่สุดภาคะนึง เคยพัฒนาจากโชว์ห่วยมารอบนึงแล้ว
US ก็มีพัฒนาmodel จากร้านของชำมาเป็นร้านค้าปลีก
การพัฒนาทางภาคบริการเฟสสอง E-commerce ที่ใหญ่สุดคือ Amazon , Aibaba
ประเทศที่มีหุ้นอยู่ในอุตสาหกรรมแบบนี้ คือ ตลาดหุ้นจะรุ่ง
เทียบกับประเทศทางละตินอเมริกา อาเจนติน่า ค่าเงิน เมื่อก่อน 1US=4เปโซ
ตอนนี้กลายเป็น 66 เปโซ ค่าเงินอ่อนลง 15 เท่า
ประเทศในกลุ่มนี้ มีหุ้น พลังงาน ธนาคาร และ หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน เยอะ
ส่วน EU ประเทศที่ยังลำบาก เช่น อิตาลี มีโครงสร้างหุ้นเหมือน ละตินอเมริกา
แตกต่างจาก ประเทศทีเจริญ คือ อเมริกา FRANG ถือเป็นสัดส่วน 10-20%ของตลาดหุ้น
จะสะท้อนเศรษฐกิจได้ดีมาก
หรือ บริษัท Ferrari ในอิตาลี ผลิตรถแค่ 10,000 คันต่อปี แต่ market capมากกว่า บริษัทรถยนต์เช่น Ford
กลับมาที่ประเทศไทย การใช้บริการซื้อของonline ผ่านบริษัท Lazada ( Alibaba ), Shoppee (บริษัทซีจากสิงคโปร์)
บริษัทซี เป็นหุ้นที่แปลกมาก รายได้ 10,000 ล้าน ขาดทุน 10,000ล้าน
แต่หุ้นขึ้น 5เท่าในสองปี เพราะเกิด Economy of scale ถือเป็นธุรกิจสมัยใหม่ในกลุ่มservices

ตัวอย่าง ธุรกิจภาคการศึกษา ในอังกฤษถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากในอังกฤษ
Sectorการศึกษาใหญ่มาก ถือเป็น traditional ผลิตหนังสือ ตำราเรียน
ปัจจุบัน ประเทศที่เด่นในเรื่องภาคการศึกษา คือจีน ใช้ E-learning โดยใช้ AI สอน
แตกต่างจากไทย ที่อัดเทปไว้ให้นักเรียนมาเรียน

E-commerce ในไทยมีการเปลี่ยนแค่ 5-6%
ส่วนในUS replace ไปแล้ว 20% ไม่จำเป็นต้อง take all
แต่ผู้ชนะ winner take all
ต่อไป อาจมีแค่สถาบันการศึกษาไม่กี่แห่ง กินส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด
เราสามารถรับรู้ทิศทาง และปรับพอร์ตทัน
วิกฤตรอบนี้ หุ้นกลุ่มสินค้าคงถือ เช่น รถยนต์ ราคาลงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
เราก็เตรียมตัวทัน ย้ายไปกลุ่มอุปโภค บริโภค

HealthCare มีมาตั้งนานแล้วเป็นพันปี หุ้นรอบนี้ All Time High มีสองกลุ่มคือ
HealthCare , Technology
ในไทยคือ โรงพยาบาล
แต่ที่กำลังจะมา ได้แก่ HealthCare online เอาหมอมาให้คำปรึกษาonline
(Telehealt , TeleDoc)
บาง รพ ในไทย เริ่มให้บริการแล้ว
ที่จีน Teledoc ก็เริ่มมีเหมือน US ได้แก่ เช่น Ping Ann good doctor

หุ้นกลุ่มทำวัคซีน ราคาขึ้นมา 10 เท่า ยังไม่รู่ว่าคิดจริงๆได้
หุ้นกลุ่ม Biotech

Sector ต่อมา คือ Media เรามองแค่ Facebook,Google
ซึ่งดูแต่ค่าโฆษณา จริงๆ Serviceที่เกี่ยวช้องโฆษณาเยอะ
Supplychainใหญ่
มีapplication ตัวนึง มาช่วยAgencyโฆษณา ระบบจะจัดการยิงโฆษณาด้วยตัวของเขาเอง

ธุรกิจธนาคาร ถือเป็นธุรกิจโบราณ ซึ่งอาศัยรายได้จากการปล่อยกู้เท่านั้น
ธนาคารไทยก็เริ่มปรับตัว ตัวกลางในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไป จะมีคนกลางที่ช่วยทำหน้าที่แทนเรา
สังเกตจาก P/B Ratio ของธนาคารส่วนใหญ่ PBV=1 ส่วน JP Morgan PBV มากกว่าหนึ่ง
เพราะบริษัทอยู่ที่นิวยอร์ต มีรายได้จาก Investment Banker
ทำให้เราเห็นว่า รูปแบบธนาคารที่อยู่รอดได้ ไม่ได้ทำretailอย่างเดียว ต้องทำIBด้วย
ลองสังเกตธนาคารในไทยว่า ธนาคารใดมีรายได้คล้ายเจพี-มอร์แกน

คราวนี้เนื้อหาเยอะ แล้วเจอกันในตอนที่สองนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sun May 17, 2020 2:20 pm

เล่าเท่าที่รู้ในช่วงวิกฤต Covid-19
EP9 คุยกับคุณโจ ลูกอีสาน ซึ่งมาพูดใน Meetingวีไอภาคใต้

คุณโจ อนุรักษ์ บุญแสวง ถือว่าเป็นนักลงทุนวีไอ ที่มีวิวัฒนาการในการลงทุนท่านนึง
หลังจากเคยพูดคุยกับคุณโจ เมื่อต้นเดือนธค 2562 ว่าคุณโจ ได้เริ่มลองShort หุ้นขนาดใหญ่ที่
ขึ้นเกินพื้นฐาน เนื่องจากยังมีแรงเก็งกำไร และ ประสบความสำเร็จพอสมควร

ในปีนี้ หุ้นไทยได้ตกหนักในเดือนมีนาคม และ มีcircuit breakerติดต่อกันหลายครั้ง ทำให้พอร์ตลดลงมามาก
แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่น่าลงทุนที่สุดในรอบ10ปี

วันนี้มาเล่าถึงกลยุทธ์ที่ใช้ในปีนี้

อ โจ บอกว่า ปัญหาของพวกเรา หุ้นลงมาไม่มีเงินซื้อ
จะเอาเงินจากที่ไหนมาซื้อ ทางเลือกได้แก่

1.ไม่มีเงินก็อยู่เฉยๆ ปิดหน้าจอ รอถึงปลายปีค่อยมาดูใหม่ ซึ่งได้ประโยชน์น้อยสุด

2.กรณีไม่มีเงิน ใช้การswitching
หุ้นที่อยู่ในพอร์ต ระดับราคาตกลงมาไม่เท่ากัน ตั้งแต่ 15%-70% และตอนขึ้นจากจุดต่ำสุดมีตั้งแต่ 20%-100กว่า%

ซึ่งหุ้นที่ตกลง 15% เวลาขึ้น ก็ไม่น่าจะเกิน 20% ดังนั้น จึงได้ขายเพื่อไปซื้อหุ้นที่ดี แต่ราคาลงหนัก ซึ่ง
มีโอกาสขึ้นในภายหลังมากกว่า

ทำไปหลายตัวโดยเฉพาะหุ้นที่ถูกForce sales ก็ไปซื้อบ้าง
บางตัวเป็นหุ้นdefensive ขายน้ำภาคตะวันออก อนาคตไม่ค่อยดี ก็ขายไปซื้อหุ้นลงแรง

3. หาเงินมาซื้อเพิ่ม หาจากไหนบ้าง

3.1 คุณโจ ก็เริ่มสังเกตวิกฤตโคโลน่าไวรัส ซึ่งเป็นชื่อเรียกในช่วงต้นๆ ตอนเริ่มเกิดที่ อู่ฮั่น ประเทศจีน
คุณโจเคยมีประสบการณ์จากโรคระบาดSarsมาแล้ว เลยเริ่มใส่ใจสถานการณ์ในช่วงนั้น
และเริ่ม Short TFlex SET50 ในสัดส่วน 10% ของพอร์ตลงทุน เพื่อป้องกันหุ้นในภาวะขาลง

3.2 ช่วงเดือน เมษายน จนถึงปลายเดือน พฤษภาคม เริ่มได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุน
ก็นำเงินปันผลมาลงทุนต่อ


3.3 สุดท้ายก็เริ่มใช้บัญชีMarginมาซื้อหุ้นซึ่งตกไปแล้ว 40% ในช่วงที่จีนชนะcovid
และ ไทยเริ่มดีขึ้นแล้ว ก็ถือเป็นเงินลงทุนอีกก้อน (ดัชนีช่วง 1,000-1,100)
ที่สามารถนำมาลงทุนเพิ่มได้ แต่มีlimitว่าไม่เกินความเสี่ยงที่รับได้ (น่าจะ10%ของพอร์ต)




4. คุณโจมีลงทุนหุ้นในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ปกติ หุ้นขนาดใหญ่จะขึ้นลงตามตลาด
แต่หุ้นขนาดเล็กจะไม่เคลื่อนไหวตามตลาด ก็จะทำการขายออก ซึ่งยังมีกำไร และนำมาลงทุนหุ้น
ในตลาดUS ซึ่งมีทั้ง successในกองทุนtechnology
กับ Failในกองทุนน้ำมันซึ่งไม่เข้าใจกลไกการต่อสัญญาในตราสารอนุพันธ์

ตอนนี้ ตลาดมีโอกาสแย่น้อยลง แต่มีโอกาสสดใสมากกว่า
อ โจ แนะนำให้ศึกษาการลงทุนในต่างประเทศ เพราะไม่ได้ยุ่งยากมาก
แต่มีโอกาสไปถือหุ้นhigh technologyซึ่งให้ผลตอบแทนดี และไม่ค่อยมีในไทย

สุดท้ายขอขอบคุณ คุณโจ ที่มาให้ความรู้ครับ


dr1
Verified User
Posts: 833
Joined: Tue Jul 13, 2010 2:44 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by dr1 » Mon May 18, 2020 10:20 pm

จ๊ะเอ๋.. จุ๊กกรู้...
เป็นไงกันมั่งฮะ พี่ๆน้องๆ

ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณพี่amornkowaเป็นอย่างสูงฮะ
ที่กรุณามาเติมสาระความรู้จากทุกที่ให้สมาชิกในห้องหาดใหญ่นี่นะฮะ
หุ้นสาระแหน่ที่พี่กับผมวางแผนจะถัวที่ต่ำสามสิบน่ะ มีแววโดนเพิ่มทุนมั้งฮะ
อ.saiก็บอกว่าถ้าตัดหุ้นกู้ชั่วกาลปาวสารออก DEปาเข้าไป2.3
เครือยุโรปที่ไปซื้อมาแล้วขายกลับไปเช่าต่อ ก็ไปประกันค่าเช่าขั้นต่ำไว้
อ.ลูกอิสานก็บอกว่าทุกทีลุงบิลจะรับซื้อหุ้นตกไม่อั้น เที่ยวนี้เฉยจ้อย..
คงต้องเก็บตังค์ไว้เพิ่มทุนรึถ้าปันผลได้มาท่วมท้นก็ค่อยแบ่งไปถัวเนอะพี่เนอะ

ประชุมเที่ยวนี้เป็นครั้งแรกที่ออนไลน์(ครั้งแรกของสมาคมไทยวีไอ อาจเป็นครั้งแรกของทุกสมาคมอื่นๆในไทยด้วยมั้ย) ผมน่าจะเป็นคนเดียวที่ใช้mobile device(ไอแผดแอร์ เพิ่งเปลี่ยนจากipad1 pcคือเพนเที่ยมสาม)สนุกมากฮะ ฟังไปก็ซ่อมเก้าอี้ไปด้วย ซ่อมสากกระเบือ(ซ่อมจริงๆ เอากาวร้อนติดรอยแตก)ปีนโรงรถไปซ่อมสายไฟ ชาร์จแบตรถ อาบน้ำในสวน กินมื้อเที่ยงกับแม่ ถ้าไม่เลิกมี้ตติ้งก็จะไปโบกปูนพื้นบ้านต่อ..(อ.น่าจะทำมั่งนะฮะ ประชุมไปตัดหญ้าหน้าบ้านไปรึทำกับข้าวไปไลฟ์สดไป กันเองดี)
คิดถึงท่านAnieLee มีเพื่อนบอกว่าสอนเพื่อนๆให้จองมีตติ้งจนตัวเองจองไม่ทัน
ท่านผักกาดก็บ่นว่าตั๋วเรือบินแพงขึ้นเยอะ เดินทางไม่ไหวแล้ว
ท่านindyVIก็เสนอว่า สมาชิกเหนือ อีสานที่ต้องต่อเรือบินสองต่อรึไปนอนรอ ลดค่าใช้จ่ายไปเยอะ
น่าจะเพิ่มจำนวนผู้ประชุมใด้จากที่ไกลๆต่างภาค ต่างประเทศ
แต่ก็นะ มันไม่ได้บรรยากาศ (นึกถึงงานประชุมเบิร์กชาย)ไม่เหมือนเจอหน้ากันตัวเป็นๆแบบเดิม เวลาถามอาจารย์ไปก็เบี่ยงหัวหลบมะเหงกอาจารย์ไปด้วย แซวกันไป นินทากันไปมันๆไม่ต้องห่วงจะมีใครบันทึกเสียงไว้..(ใครหาเครื่องscrambleเสียงอาจารย์แบบในthe mask singerให้อ.ใช้หน่อย อ.จะใด้สับแหลกแบบตอนมีตติ้งออฟไลน์)


วิกฤติcorona virusเที่ยวนี้ ทั้งเร่งขบวนการdisrupt และทั้งdisrupt megatrendเลยมั้ยฮะ
Aging society โดนไวรัสกวาดเรียบเป็นใบไม้ร่วง บ้างก็ว่าแก่ตายไป ลูกหลานจะใด้เอาสมบัติที่หวงไว้มาผลาญ เอ๊ย ทำประโยชน์ให้หมุนเวียนต่อไป
Sharing economy แชร์อาหาร(ชาบู สุกี้ พิซซ่า โต๊ะจีน)โดนแยกกันกินคนละโต๊ะ
แชร์รถยนต์ (uber) แชร์เครื่องบิน(low cost ) แชร์บ้าน(air bnb) แชร์แม่ชม้อยแม่มณี
ทุกอย่างที่scalable จนมีeconomy of scale ก็ถอยกลับไปจากpublic กลายเป็นprivateหมด
การท่องเที่ยว การเดินทาง Globalization การประชุม การแข่งกีฬา งดหมด
Urbanization ย้ายเข้าเมืองก็วงแตกกระจายออกบ้านนอกห่างๆกันหมดเหมือนที่นอสตราดามุสเคยทายไว้
เผลอๆลามจากวิกฤติชีวิตสุขภาพ เป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ไปเป็นวิกฤติการเมืองการปกครองไปเลย

แต่ในแง่ร้ายของเศรษฐกิจmanmade ก็มีแง่ดีของฟื้นฟูธรรมชาตินะฮะ โลกเย็นและสะอาดขึ้นเยอะ
ด้านสุขภาพก็ดีขึ้นมาก ตายจากไวรัสหลักสิบ แต่ตายจากอุบัติเหตุ จากแอล์กอฮอล์ โรคระบาดตามฤดูกาล หายไปเยอะเป็นหลักพัน อดตายไม่มีหรอกฮะ ยิ่งอด โรคจากกินเกินพวกอ้วนเบาหวานความดันไขมันเก๊าต์ยิ่งทุเลานะจ๊ะ

Corona glandis วีไอแสนรู้ รู้ทุกเรื่องเว้นเรื่องหุ้น รายงาน

samatah

User avatar
ดำ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4068
Joined: Sat Mar 06, 2010 9:44 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by ดำ » Tue May 19, 2020 10:26 pm

พี่หมอหนึ่งยังเล่าเรื่องสนุกเหมือนเดิม :mrgreen:

กราฟที่มองไม่เห็นกับกราฟที่มองเห็น

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sat May 23, 2020 11:25 am

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วง Covid-19 EP 11
ส่องหุ้น อึด ถึด ทน กับ คุณนิ้วโป้ง อธิป กีรติพิชญ์

Content ของที่จะพูดได้แก่
1.วิกฤตคราวนี้ หุ้นกลุ่มไหน อึด ถืด ทน
2.หลักการพิจารณาใน 2H 2020
3.หุ้น Megatrend เช่น ท่องเที่ยว รพ ลงทุนได้ไหม
4.Watch list และหุ้นที่ส่องอยู่
5. หลักคิดในการลงทุน

เรามาเริ่มกันเลยครับ
คุณนิ้วโป้งเล่าว่า ตลาดsideway ตั้งแต่เดือน มค ส่วน กพ SET เริ่มลงจากเรื่อง Covid-19
ดัชนีลงจาก 1,600ไปที่ 1,500. คุณนิ้วโป้งเริ่มถัวแบบ ถัวสะเทือนใจตั้งแต่ดัชนี 1,3xx
แล้ว เพราะไม่รู้ว่าCovidจะแพร่ไปทั่วโลก ปรากฏว่าในเดือน มีนาคม แพร่ไปทั่วโลก
ดัชนีSET เจอcircuit breakerถึง 3ครั้ง ตอนนี้ ถัวแบบปวดใจ จุดต่ำสุดคือ 969 จุดในวันที่ 23มีค 2020

สรุปความคิดของคุณนิ้วโป้งดังข้างล่าง
•วิกฤตCOVIDที่ผ่านมาถือว่าค่อนข้างหนักในแง่ของตลาดหุ้น ขาดทุนกันทุกคน
• มั่นใจในlongtermโดยเฉพาะกลุ่มขนส่งรถไฟฟ้า
•ที่ผ่านมาซื้อก่อนโดนเซอร์กิตเบรคเกอร์แต่ใช้กลยุทธ์แบ่งซื้อหลายไม้ จากถัวสะเทือนใจ เป็น ถัวปวดใจ
• ส่วนตัว เชื่อว่าจุดต่ำสุดผ่านไปแล้ว เพราะคนกลัวกันมาก นักลงทุนต้องวิเคราะห์ คือ เราจะซื้อ กลุ่มไหน จะแบ่งพอร์ต อย่างไร มีหุ้นกลุ่มไหนฟื้นตัวบ้าง

กลุ่มหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดนกระทบไม่เท่ากัน แบ่งเป็น
•กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยเช่นไฟฟ้า (หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า) ประปา (TTW,EASTW) โทรศัพท์ (operator 3 เจ้า)
•กลุ่มที่ได้รับผลกระทบในระยะสั้น และฟื้นตัวเร็ว เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า (BTS , BEM) อาหาร ห้างสรรพสินค้า ค้าปลีก
•กลุ่มที่ได้รับผลกระทบกลางๆต้องใช้ระยะเวลาฟื้นตัวปานกลาง เช่น ร้านอาหาร อสังหาให้เช่า(IMPACT,Property fund,REITs ที่ให้เช่าพื้นที่)
•กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักๆต้องใช้ระยะเวลาฟื้นตัวนาน เช่น โรงแรม โรงหนัง สนามบิน ปิโตรเคมี
•ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ตลาดจะเกิด New Normalไหม คนจะออกไปซื้อของหรือเปล่าเพราะช๊อปปิ้งออนไลน์ทดแทนได้
•ส่วนตัวคิดว่าคนไทยชอบออกจากบ้าน ชอบเที่ยว ชอบพบปะผู้คน คิดว่าการช๊อปออนไลน์ไม่น่าจะแทนกันได้

หลักในการลงทุนช่วงวิกฤต

•Value > Stock
ในช่วงวิกฤตเราเลือกกลุ่ม Defensive+Value มากกว่าGrowth (ซึ่งตรงกับ ดร นิเวศน์ ที่พูดเสมอในช่วงหลัง
ให้แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มdefensiveแทนหุ้นเติบโต ซึ่งผมให้รายละเอียดไปแล้ว)
• Well Recovery
ต้องกลับมาฟื้นตัวได้ (Well Recovery) เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า (BEM)
•Not be disrupted
ไม่โดนDisruptและผูกขาดระดับหนึ่ง เช่นโรงหนัง..
ธุรกิจโรงหนังเป็นความบันเทิงที่หาจากบ้านไม่ได้ ในเรื่องความคมชัดของภาพและเสียง เป็นต้น (ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับ
คุณนิ้วโป้ง รายได้ของโรงหนัง นอกจากขายบัตร ยังมีโฆษณา และ ขายน้ำและป๊อบคอร์นอีกด้วย)
หรืออย่างธุรกิจการโรงแรมคู่แข่งเยอะ. เกิดการแข่งขันรุนแรง ถ้าไม่รายใหญ่พออาจจะโดน Disrupt ได้

•ถ้านักลงทุนทำการบ้านเพิ่ม ลองใช้วิธี Benchmark กับรายใหญ่ดูว่าพวกเขามีต้นทุนเท่าไร
เช่นถ้าเราวิเคราะหุ้น Global เมื่อห้าปีที่แล้ว SCC เขาซื้อลงทุนที่13บาทต่อมาGlobalมการปันผลเป็นหุ้น ทุกครั้ง
ด้วยอัตรา 7:1 ทำให้ทุนเฉลี่ยของSCCอยู่ที่ 9 บาท
ดังนั้นถ้าราคาอยู่ใต้9บาท. แสดงว่าValueแล้วมีความน่าสนใจในการซื้อ

• บางทีนักลงทุนต้องมีตัวเลขราคาหุ้นในใจ ถ้าเราไม่คำนวณ ไม่มีตัวเลขราคาหุ้นที่เหมาะสมในใจ เราจะรู้สึกกลัวเวลาหุ้นลง เราก็ไม่กล้าซื้อ. แต่รอ รอ รอ. ทำให้เราพลาดโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นได้

•ท่องเที่ยวแต่เดิมเป็นธุรกิจความคาดหวังสูง. พอเกิดวิกฤตเลยลงมาค่อนข้างหนักนักลงทุนผิดหวัง ...ส่วนตัวคิดว่าเป็นธุรกรรมได้กลับมา. แต่ต้องใช้เวลาและเราต้องเจออีก

•กลุ่มโรงพยาบาลเป็นกลุ่มท่องเที่ยวสุขภาพ. เชื่อว่ากลับมาได้ และกลับมาได้เร็วกว่ากลุ่มโรงแรม

•หุ้นกลุ่มNew Normal คือ การเปลี่ยนแปลงที่จะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม
การดึง10 ปีข้างหน้ามาเป็นวันนี้ สำหรับหุ้นไทยเราไม่ค่อยมีธุรกิจสายเทคโนโลยี แต่อยากให้เน้นธุรกิจผูกขาด ไม่มีคู่แข่งและธุรกิจที่มีผู้เล่นน้อยราย

หลักคิดจากนี้ไป
1.VI good stock ในราคาที่เหมาะสม (Good price)
2.ไม่ถูกdisrupt ถ้าถูกdisrupt. รายได้ลง ราคาหุ้นลง
มีหลายตัวที่เป็น old economy ที่รายได้ไม่กลับมาอีก ถึงแม้ราคาถูกก็ตาม เช่น
TVที่เคยรุ่งเรือง ตอนนี้รายได้ลด กำไรลด ถ้ามองไม่ออก รายได้ และ กำไรจะกลับมาได้อย่างไร
รูปแบบการเติมเงินมือถือ app mobile Banking ทำให้เติมเงินง่าย บัตรขูดเงินก็หายไปแล้ว
ต่อไปอะไรหายไปอีก (อาจเป็นตู้เติมเงิน)

สุดท้ายขอขอบคุณ คุณนิ้วโป้ง น้องทีน่า และ 2readที่จัดสัมมนาonlineด้วยครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sat May 30, 2020 9:55 pm

MoneyTalk Special หุ้นไทย จะรุ่งหรือร่วง 21พค 2020 กับ ดร ก้องเกียรติ โอภาสวงการ
ผู้ดำเนินรายการ ดร ไพบูลย์ และ ดร นิเวศน์

ดร นิเวศน์ สอบถาม ว่าวิกฤตCovid-19 เทียบกับ วิกฤตที่ผ่านมา เป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า วิกฤตคราวนี้หนักกว่า ครั้งก่อนๆมาก เช่น
ตอนต้มยำกุ้ง โรงแรมยังมีรายได้ดี เพราะรับรายได้เป็นเงิน$ซึ่งตอนนั้น 50กว่าบาทต่อ$
แต่ตอนนี้ รร ขาดรายได้ เพราะนักท่องเที่ยวหายไปหมด
ไทย ศก โตช้า ปีที่แล้วก็เติบโตแค่ 2%กว่า ก่อนหน้าก็ 4%
ไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่เหมือนกับ US ที่มีกลุ่มเทคโนโลยีใหม่
ไทย ไม่มี บริษัทที่ขนาดรายได้ขนาด Unicorn ( 1,000 ล้าน US )
ดัชนีNasdaq(หุ้นIT) เพิ่มขึ้น 7% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกยังติดลบอยู่รวมทั้งไทยด้วย

ดร ก้องเกียรติ แนะนำว่าตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 0.5%ของโลก และ เติบโตต่ำ
อัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัว ไม่มีธุรกิจไอทีที่ทำให้เติบโตต่อ ถ้าเราไปลงในหุ้นไอที
โดยให้แบ่งเงินส่วนนึงลงทุนในบริษัทไอทีในต่างประเทศ
ลงทุนทางตรง หรือ ลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ได้ การกระจายมากน้อยขึ้นกับแต่ละคน
การลงทุนตรง จะต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรือ ค่าเงิน
แต่ถ้าลงผ่านกองทุนรวม เขาจะดูแลเรื่องค่าเงินให้
คนไทยต้องกระจายความเสี่ยง ธุรกิจไทยก็ลงในต่างประเทศเยอะ
บางบริษัทเป็นอันดับหนึ่งของโลก
การลงทุนส่วนบุคคล ก็มีลงในต่างประเทศ แต่ยังไม่ใช่ก้อนใหญ่
ฐานลูกค้าของบริษัทมีความสนใจ ลงมา10ปีแล้ว
การติดตามข่าวสารตอนนี้ง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ

ส่วนตลาดหุ้นไทยหลังCovid-19 มองเห็นภาพอย่างไร
ดร ก้องเกียรติตอบว่า ที่ตอนนี้อยู่ที่ 1,3xx จุด ความท้าทายรอบต่อไป
อยู่ที่งบไตรมาสสอง ซึ่งไม่น่าจะดี แย่กว่าไตรมาสหนึ่ง
หลังจากนั้น สถาบันไทย ก็ยังประคองตัว และลงทุนในหุ้นไทย ซื้อและขาย
หุ้นขนาดใหญ่ที่ผลประกอบการดี ยังไปได้ ก็ยังพอพยุงกันอยู่ ส่วนหุ้นที่ผลประกอบการไม่ดี ก็ไม่มีคนลงทุน
ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น พลังงาน สื่อสาร ตอนนี้เริ่มตีบตันแล้ว
ธุรกิจก็มีระยะวงจรสั้นลงเยอะ ยกตัวอย่าง ธุรกิจเสริมสวย ความงาม ที่มีLife Cycleสั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ดี
พอขาลง ทุกคนก็เลยหนีหมดเลย
เชื่อว่า ตลาดหุ้นปีนี้คงประคองตัวผ่านไปได้ สิ่งที่กระตุ้นได้มีสองอย่างคือ
1.ธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ชาวไร่ ชาวนา ได้อย่างไร
2.ขึ้นกับรัฐบาล นอกจากการอัดฉีด ซึ่งใช้หมดไม่นาน เช่น โครงการต่างๆที่ค้างคา
และมีโครงการอนุมัติไปเยอะ แต่อยากให้เพิ่มสาธาณูโภคมากขึ้น

ณ วันนี้ ยังไว้ใจ ศก ไม่ได้ ยังตามบริษัทยาอยู่ว่า จะได้อนุมัติวัคซีนเมื่อไหร่
ศก โลก ถ้าไม่ดี ไทยก็ไปยาก เพราะรายได้ส่วนใหญ่จากท่องเที่ยว รพ หรือ รถยนต์
ส่วน อุตสาหกรรม มือถือ อิเลคทรอนิคส์ ที่ย้ายฐานจากจีน ไทยก็ไม่ได้ประโยชน์สักเท่าไหร่
เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายไปอินเดีย และ เวียดนาม
ดังนั้น ดร เป็นห่วงเรื่อง Soft skill มากกว่า
Us ยังมีโรคระบาดอยู่เยอะ คนก็ไม่มาเที่ยวไทย

ดร ไพบูลย์ ถามว่า เรายังต้องระมัดระวังมาก แต่เปรียบเทียบกับ ต้มยำกุ้ง
ลงจาก 1700 มาถึง 200 จะลงมา400-500 จุดไหม

ดร ก้องเกียรติ บอกว่า ธุรกิจในตลาดหุ้นตอนนี้ต่างกับตอนต้มยำกุ้งเยอะ
ธุรกิจยังใช้ได้ และ กระจายไปเยอะ แต่ดัชนียังไม่พ้นจุดสูงสุด เหมือนกับญี่ปุ่น
เราไม่แย่เท่าญี่ปุ่น แต่ขนาดน้องๆ ซึ่งไม่ค่อยดี

ดร ไพบูลย์ถามต่อว่า กลุ่มที่โดนกระทบ ต้องระมัดระวัง และ กลุ่มไหนที่ดี
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า กลุ่มที่จับจ่ายใช้สอย เช่น ค้าปลีก ยังไปได้ ต้องดูเป็นรายตัว
ธุรกิจธนาคารไม่ค่อยดี แต่ธุรกิจเก็บหนี้ ยังดีในขาลง
ธุรกิจ โรงแรม อาจยังน่าสนใจ หลังลงสุดๆ ถ้า รร ไหน ไม่มีท่าทีล้ม แข็งแรงมาก
มีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ช่วยเหลือ อาจรอดได้
บริษัทน้ำมันที่ราคาหุ้นตกลงมาเยอะๆ ก็น่าสนใจ
เมืองนอก โบอิ้งก็น่าสนใจ รวมถึง บริษัทเดินเรือที่ตกหนัก ก็น่าสนใจ
ซึ่งในเมืองไทยไม่เห็นในลักษณะนี้

ตอนต้มยำกุ้ง บริษัทอสังหา ถูกมาก แต่ตอนนี้ หุ้นรอบนี้ตกหนัก แต่เด้งเร็วมาก ไม่ถูกเหมือนตอนต้มยำกุ้ง

ดร นิเวศน์ ถามว่า ธนาคารของไทยราคาตกมาเยอะ เมืองนอกเป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า ธนาคาร เช่น Citi, JP Morgan ก็ตกเยอะ แต่ถ้าเทียบกับวิกฤตคราวก่อน ยังไม่เยอะ แค่ 30-40%
ไม่ต่างจากไทย แต่ ดร ก้องเกียรติ ขายออกไปแล้ว
สถาบัน ต่างประเทศ เช่น ซาอุ ก็เริ่มซื้อ โบอิ้ง Citi หรือ เรือสำราญ เข้าPort
เวลาหุ้นขึ้นเป็น V shape แต่กำไรของบริษัท จะฟื้นช้าๆ เป็นรูป U shape

ดร นิเวศน์ สอบถามว่า การท่องเที่ยว ที่มีหนี้เยอะ เช่น โรงแรม จะเป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า ส่วนใหญ่ ก็มีการแก้ไขคือ
1. ถ้าได้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ ก็ไม่กระทบ
2.ขายกิจการบางประเภท เพื่อลดหนี้
3 ถ้าโอกาสเปิด ก็ออกหุ้นกู้
4.การเพิ่มทุน
ถ้าทำทุกอย่างแล้ว ไม่พอ ก็ต้องยอม หรือ ขายกิจการให้คนที่มีเงิน
บริษัทอสังหา บางบริษัท ขายทรัพย์สินบางอย่างทิ้ง บางบริษัทขายช้า ก็ขายราคาถูก ก็ต้องยอม

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร ก้องเกียรติ ดร ไพบูลย์ และ ดร นิเวศน์ มากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Thu Jun 04, 2020 2:24 pm

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วง Covid-19 EP 13
คุ้ยแคะ แกะหุ้น CPW จากเพจซั่มหุ้น

1.Business Model
สินค้า แบ่งออกเป็น สินค้าของ Apple product 50% , Life style ex : Gadgetต่างๆ 50%
เปรียบเทียบ CPW กับ SPVI ซึ่งขายสินค้าคล้ายกัน
สาขา ที่เป็น Apple store 15 สาขา / 20 สาขา
สาขา Life style 21 สาขา / AIS & Mobi 22 สาขา
สาขา ที่เป็นศูนย์ซ่อม 6 สาขา / 6 สาขา

ช่องทางการขาย
1. .LIFE 21 สาขาขายสินค้า IOT , Gadget, Technology life style ซึ่งมี GP สูง
2. Istudio , ibeat
3. iService shop
4. E-commerce ยอดขาย online โต10เท่าตัวในQ1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายonline com7

ส่วนอีกช่องทาง เป็นการขายส่ง KOAN ให้กับร้านค้าปลีก เช่น
ร้านในห้าง Central,The MALL,
SPVI,True Lifestyle,AIS shop

โครงสร้างรายได้

2.1 Digital Lifestyle 42% ซึ่งเติบโตในส่วนของยอดขายต่อเนื่อง และ คงสัดส่วนเท่าเดิม

2.2 Smart phone 31% เพิ่มขึ้นจากสองปีก่อนที่ 26%

2.3 Computer&Tablet 23% ลดลงจากสองปีก่อนที่ 27% ภาพไม่เหมือนspvi ซึ่ง Tablet โตมากมาจากเหตุผลคือ ร้านค้าที่แตกต่างกัน

ช่องทางการจัดจำหน่าย

1.ค้าปลีก 92.46%

2.ขายส่ง หรือ KOAN 6% ซึ่งยังไม่ใช่key driver

3.ช่องทางonline 1.5%
ซึ่งยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนในปีที่แล้วประมาณ 7-8 ล้านบาท ปีนี้ยอดขายonlineเพิ่ม10เท่า

ดังนั้นยอดขาย 80 ลบ ที่เพิ่มขึ้นเทียบกับยอดขายรวม 3,335 ลบ ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย

COM7 บอกว่า ยอดขายonlineที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่coverยอดขายหน้าร้านที่หายไปในช่วงcovid
แต่ยอดขายที่หายไปเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ระยะยาวยังโตได้จาก IOT,5G

การเปิดสาขา Apple brand shop ต้องได้รับอนุญาตจาก apple south asia (thailand) และมีระยะห่างของร้านด้วย

2.สุขภาพงบดุล (ความแข็งแกร่งทางการเงิน ซึ่งในสภาวะที่ต้องการสภาพคล่อง
ใครทำกำไรมาก น้อย ไม่สำคัญ แต่จะดูที่เงินสด แต่ถ้ากำไรดี และ เติบโตยิ่งดีใหญ่

งบดุลและอัตราส่วนทางการเงินเปรียบเทียบระหว่าง CPW/SPVI

Asset 1093 / 637
หนี้สินระยะสั้น 406/ 226
Equity 687/351
D/E 0.59 / 0.75
รายได้รวม 3,607 ลบ / 3,609 ลบ

3. Financial Ratio

ROA 8.21% / 15.47%
ROE 10.21% / 20.98%
Net profit margin (NP) 1.48% / 1.62%
ปันผล 5% / 4%

วิเคราะห์สุขภาพทางการเงิน

สินทรัพย์หมุนเวียน 71% ( เงินสด 203 ลบ,ที่ดิน 97 ลบ.สค คงเหลือ 391 ลบ และ ลูกหนี้การค้า 41 ลบ)

หนี้สินหมุนเวียน 29%
ประกอบด้วย หนี้สินหมุนเวียน 263 ลบ ( หนี้สินระยะยาวที่ครบในหนึ่งปี 121 ลบ , เจ้าหนี้การค้า 128 ลบ,เจ้าหนี้ระยะสั้น 27 ลบ และ หนี้สินหมุนเวียนอื่น 12 ลบ) และ หนี้สินไม่หมุนเวียน 142 ลบซึ่งคือ หนี้ระยะยาวเยอะสุด 120 ลบ

สรุป ค่อนข้างok เพราะมี เงินสด 203 ลบ ซึ่งสามารถชำระหนี้สินที่ครบกำหนดปีนี้ 121 ลบได้

DE 0.59 เท่า ถ้ามีปัญหา สามารถกู้จากสถาบันการเงินเพิ่มได้

เปรียบเทียบ GP ,SG&A ระหว่าง CPW / SPVI / COM7

GP 14.8% / 11.2 % / 13.2%

SG&A 12.5% / 9.6% / 8.7%

ถ้าดูโดยรวม COM7 เก่งสุด แต่ราคาก็แพง ตลาดให้PE 24 เท่า แต่ CPW PE แค่12 เท่า
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรให้PE CPW เท่ากับผู้นำอย่าง COM7

4.ความเสี่ยง

4.1 ไวรัสระบาดยืดเยื้อ ทำให้ห้างปิดรอบสอง ซึ่งจะส่งผลต่อ ศก มาก

4.2 เมื่อ ศก ชะลอตัวลง กำลังซื้อก็ลดลง

4.3 การจัดการสินค้าตกรุ่น

สุดท้ายข้อมูลเหล่านี้ นักลงทุนก็นำไปทำการบ้านต่อว่า น่าสนใจหรือไม่นะครับ


dr1
Verified User
Posts: 833
Joined: Tue Jul 13, 2010 2:44 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by dr1 » Tue Aug 18, 2020 10:29 pm

มารายงานมี้ตติ้งล่าสุดQ2 63จร้า

เที่ยวนี้จองเต็มช้ากว่าทุกครั้ง(3นาที เทียบกับไม่ถึงนาที)คงเพราะหุ้นตก กลัวติดไวรัส
ผมนั่งติดกับพี่amornkowaคุยกระหนุงกระหนิงกันสองคน
เพราะครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็งานวงในวีไอที่กทม. เที่ยวนั้นเจออ.nevercryboyด้วย
จนอ.แซวว่าถ้ามีท่านsyjอีกคนน่าจะดี(ผมกับพี่amornkowaสองคนก็เกินร้อยแล้วฮะ อายุนะ ถ้าท่านsyjมาแจมอีกคนก็เกิน300(ไอคิวหรือน้ำหนักตัวไม่แน่ใจ)

หลักการลงทุนก็เหมือนเดิมฮะ
(รอพี่amornkowaหรือท่านAnieLeeมาขยายความนะฮะ ผมถนัดทุกเรื่องที่ไม่ใช่หุ้น)
แต่ดูเหมือนอ.จะimproviseราวๆ จะเพิ่มวิธีอื่นมาให้มีกำไรบ้างก็ใด้ อย่าให้ผิดกฎหมายก็พอ
(ถ้าเราเขียนกฎหมายเองยิ่งดี จะใด้เขียนให้เราทำอะไรก็ไม่ผิด ในวงเล็บนี้ผมเติมให้)

อ.ถามเรื่องโควิตวัคซีนด้วย ว่าคิดไง ปธน.รัสเซียฉีดให้ลูกสาวเลยนะ
ผมก็ตอบในใจไปว่าฉีดให้ลูกสาว น่าจะชัวร์มากกว่าฉีดให้เมียฮะ เพราะพลาดไม่ใด้ ฉีดเมียนี่ พลาดพลั้งไปยังมีแผนสองสำรองใด้..
เอาจริงๆก็มีสองความเห็นแบบจักรวาลคู่ขนานของคนสองยุคเหมือนกับทุกเรื่อง(ทั้งการเมือง สุขภาพ ลงทุน ปากท้อง)ล่ะฮะ
คือรุ่นเก่าก็บอกว่าวัคซีนไม่ใด้ง่ายๆนะ รีบร้อนพลาดไปนี่ เป็นเรื่องเลย วัคซีนโปลิโอรุ่นแรกนี่ฉีดแล้วเป็น
โปลิโอง่อยไปเลย วัคซีนไข้เลือดออกที่ฟิลลิปปินส์ก็ฉีดแล้วเป็นไข้เลือดออกจนต้องยกเลิกไป วัคซีนเอดส์ก็ไม่ออกมาซะที แถมโควิตเนี่ยภูมิต้านทานในคนติดเชื้อก็มีแค่ไม่กี่เดือนเอง ภูมิต้านทานจากวัคซีนน้องกว่าตั้งเยอะจะป้องกันใด้รึ herd immune ยิ่งไม่ต้องหวัง
ส่วนรุ่นใหม่เค้าก็เชื่อในศักยภาพของมนุษยชาติ ทุกอย่างพัฒนาใด้ ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม new normal วิถีใหม่ ,ความหวังใหม่,อนาคตใหม่(ชื่อคล้ายพรรคการเมืองแฮะ)
ก็รอดูกันต่อไปนะฮะ ถ้าไวรัสมันกลายพันธ์เร็ว แพร่เร็ว แต่ไม่แรง ก็จะใด้ติดกันทั่วๆถึง ถ้ากลายพันธ์แรงก็ตายกันหมด ไม่ต้องไปติดใครต่อแบบsars
ระหว่างที่รอวัคซีน หรือรอให้ติดโรคกันทั่วถึง ก็ระวังตัวเองกันไปเองนะฮะ รุ่นแก่ๆก็ระวังเยอะหน่อย
เพราะรุ่นเด็กๆเค้าไม่แคร์แล้วล่ะ แก่ๆตายๆไปซะก็ดี(ไม่ใด้พูดถึงลุงนะจ๊ะ) ขวางหูขวางตาอยู่ใด้ วัยรุ่นเซ็ง

แจกหุ้นเลยดีก่า..
โชว์ห่วยเชียงราย
แบงค์ที่เคยเป็นบ.เงินทุนหนึ่งในสองที่รอดต้มยำกุ้งมา
แบงค์เล็กชื่อคล้ายจังหวะเต้นรำแต่นำหน้าด้วยตัวที
บ.ห้าตัวอักษร สามตัวหน้าแปลว่าชา สองตัวหลังเป็นชื่อรถจีนที่ไปซื้อยี่ห้อจากอังกฤษ
โรงไฟฟ้าtarget point chip hai..(ขออภัย ใบ้ไม่สุภาพ)
หุ้นชื่อเหมือนรร.สวนกุหลาบนนทบุรี
กองอสังหามีศาลาให้เช่า(ฟังดูเหมือนวัดแฮะ)
นิคมนะวะ
ลีสซิ่งขื่อมีตัวเลขสองหลักกับอีกหนึ่งตัวอักษร
ขายเหล็กมีตัวเลขหนึ่งตัวกับอีกหนึ่งตัวอักษรเดียวกับลีสซิ่งด้านบน

คำนวนราคากันเองนะจ๊ะ
ไม่ต้องห่วงตอนซื้อ เพราะซื้อปุ๊บ อาจารย์ เอ๊ย เจ้ามือจะเสนอขายให้ถูกกว่าเดิมอีก
จะใด้สะสมเพิ่มแบบว่ามีmargin of safetyเพิ่มยังไงล่ะ

อีกเรื่องที่อยากจะบอกคือเรื่องการเมืองจ้ะ
(ย้อนไปดูหน้าแรกๆกระทู้นี้ ที่เคยคุยเรื่องขุนศึก,ปัญญาชน ,พ่อค้า ที่ผลัดกันมาปกครองพวกไพร่แบบเรา)
ประชาธิปไตยทุนนิยมจะนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง
ส่วนเผด็จการสังคมนิยม จะนำมาซึ่งความเท่าเทียมของความยากไร้
เลือกตั้งเป็นส่วนนึงแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย(ซึ่งไม่ใช่ดีที่สุด แต่เลวน้อยที่สุด)
ผู้นำที่มาจาการเลือกตั้งก็จะเป็นตัวแทนคนประเทศนั้น ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งอาจเผด็จการ,ประชาธิปไตยน้อยกว่าผู้นำที่มาจากการแต่งตั้งก็เป็นใด้
เอาเป็นว่าไม่พอใจอะไร ก็รอให้พวกเก่าๆแก่ๆตายไปก่อนก็ใด้นะจ๊ะ เรายังเด็กๆรอใด้อีกนานจ้ะ

วีไอชู(จริงๆควรใช้คำว่าห้อย)นิ้วกลางลำตัวสามนิ้ว(3inch) รายงาน

samatah

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Wed Aug 19, 2020 1:04 am

RS GROUP จัดงาน “Open House 2020”

อาร์เอส กรุ๊ป ประกาศรีแบรนด์องค์กรอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นก้าวใหม่ที่ยั่งยืนของบริษัทฯ ในการปรับองค์กรครั้งใหญ่ที่สุด โดยมีเป้าหมายหลัก ( Core Purpose ) สร้างแรงบันดาลใจ เติมเต็มชีวิตผู้คนด้วยความบันเทิง สินค้า และบริการที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า
ผ่านอัตลักษณ์และวิถีใหม่ ภายใต้คติประจำองค์กร คือ
Passion to Win พร้อมเปิดเส้นทางแห่งความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากสื่อและบันเทิงสู่ธุรกิจพาณิชย์ ในงาน “RS GROUP Open House 2020” ที่จัดขึ้น ณ บ้านหลังใหม่ RS GROUP Headquarter บนถนนประเสริฐมนูกิจ โดยเปิดอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ กพ 2563

ภายในงาน คุณสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำงานตลอด 40 ปีที่ผ่านมา จนถึงก้าวใหม่ของ อาร์เอส กรุ๊ป ในวันนี้ และบทบาทของโมเดลธุรกิจ Entertainmerce ซึ่งมาจาก Entertainment + Commerce เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สนับสนุนให้บริษัทฯ เติบโตอย่างยั่งยืน ขณะที่ผู้บริหารจากธุรกิจคอมเมิร์ซและธุรกิจสื่อและบันเทิงได้เปิดเผยถึงความสำเร็จและกลยุทธ์ใหม่ที่เน้นการ Synergy ระหว่างกลุ่มธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตระหว่างกันภายใต้โมเดลธุรกิจ Entertainmerce

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า “ปี 2563 เป็นอีกหนึ่งปีที่สำคัญมาก เพราะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของ อาร์เอส กรุ๊ป ยุคใหม่ ที่ได้พิสูจน์แล้วว่าการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยโมเดลธุรกิจที่แตกต่างไม่เหมือนใครนั้นเป็นไปได้ และเป็นก้าวใหม่ที่ยั่งยืน ทำให้ถึงเวลาแล้วที่ อาร์เอส จะประกาศรีแบรนด์องค์กรอย่างเป็นทางการ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ และส่งต่อพันธกิจใหม่ของเราไปสู่ผู้คน ไม่เพียงแต่เปลี่ยน โลโก้เท่านั้น ( ซึ่งได้ขออนุมัติผู้ถือหุ้นเมื่อปลายเดือน กค ที่ผ่านมา )

เรายังปรับโครงสร้างองค์กร โดยใช้แนวคิดการทำงานแบบ Agile มุ่งทำงานเป็นทีม ลดโครงสร้างและขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้การทำงานรวดเร็วขึ้นและสื่อสารกันได้โดยตรง ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างแรงบันดาลใจ เติมเต็มชีวิตผู้คนด้วยความบันเทิง สินค้า และบริการที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า โดยทุกคนใน อาร์เอส กรุ๊ป ต้องมีค่านิยม 4 ประการ ฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ได้แก่

Inspiring (แรงบันดาลใจ)
Passionate (แรงผลักดัน)
Inquisitive (ใฝ่เรียนใฝ่รู้)
Goal-Oriented (แน่วแน่ที่เป้าหมาย)

ภายใต้โมเดลธุรกิจ Entertainmerce (Entertainment + Commerce)
ซึ่งเป็นการดึงศักยภาพ ความเชี่ยวชาญจากธุรกิจสื่อและธุรกิจบันเทิงในมือออกมาใช้ให้มากที่สุด สร้างคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และน่าสนใจ เพื่อเปลี่ยนผู้ชมและผู้ฟังเป็นผู้ซื้อ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ Synergy กันระหว่างกลุ่มธุรกิจในเครือ ที่สามารถควบคุมและบริหารงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

ปัจจุบัน อาร์เอส กรุ๊ป แบ่งกลุ่มธุรกิจ ออกเป็น

-ธุรกิจคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย อาร์เอส มอลล์ จำกัด ถือหุ้น99.99% ดำเนินธุรกิจพาณิชย์
และ บริษัท ไลฟ์สตาร์ จำกัด ถือหุ้น99.99% ดำเนินธุรกิจพาณิชย์

-ธุรกิจสื่อและบันเทิง ประกอบด้วย สถานีโทรทัศน์ช่อง 8, วิทยุ คูลลิซึ่ม และ อาร์เอส มิวสิค

ธุรกิจคอมเมิร์ช

อาร์เอส มอลล์ (RS Mall)
นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ กล่าวว่า

เส้นทางของธุรกิจคอมเมิร์ช
การเปลี่ยนหมวดธุรกิจการซื้อขายในตลทจากหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ มาสู่หมวดพาณิชย์
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อ ประเทศไทยมีฟรีทีวีจาก 4ช่อง
มาเป็น 24ช่อง ในขณะที่คนดูอยู่เพียง 60กว่าล้านคู่เท่าเดิม บริษัทจึงได้กำหนดกลยุทธ์
ที่แตกต่างจากผู้เล่นอื่นในตลาดด้วยการเลือกเวลาโฆษณาครึ่งหนึ่งที่มีอยู่มาสร้างธุรกิจใหม่ที่มีสายตาของคนดูเป็นต้นทุน

ดังนั้น อาร์เอส มอลล์ คือ การผนวกการช้อปปิ้งเข้ากับความบันเทิง ผ่านการเล่าเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ การนำเสนอแนวทางแก้ปัญหารวมถึงเรื่องราวจากผู้ใช้จริง และข้อมูลเชิงลึกเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

โดยมีทีมงานคอลเซ็นเตอร์คอยตอบปัญหาและให้คำปรึกษาเรื่องสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง และส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือลูกค้าด้วยความสะดวกสบาย ซึ่งลูกค้าไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง อาร์เอส มอลล์ เป็นธุรกิจที่ไม่มีหน้าร้าน แต่อยู่ทุกที่ที่สะดวกสำหรับลูกค้า ลูกค้าสามารถพบเจอเราได้ทางช่องดิจิทัลทีวีต่างๆ เทเลเซลล์ และบนช่องทางออนไลน์ ทั้งทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน”

อาร์เอส มอลล์ ได้ดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยความสำเร็จของ อาร์เอส มอลล์ เกิดจาก Value Chain ที่แตกต่าง ดังนี้

1.มีเดีย เราเป็นเจ้าของสื่อสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ที่มีสายตาคนดูที่พร้อมให้ความสนใจกับสินค้าที่นำเสนอ ผ่านการเล่าเรื่องราวที่แตกต่าง และยังมีพันธมิตรเป็นช่องดิจิทัลทีวีจากหลากหลายช่องชั้นนำ

2.สินค้าที่มีคุณภาพ อาร์เอส มอลล์ มีทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ่านการดำเนินงานของบริษัท ไลฟ์สตาร์ โดยร่วมมือกับสถาบันวิจัยชั้นนำ เพื่อนำนวัตกรรมที่มีการจดสิทธิบัตรในระดับโลกมาผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งมอบสินค้าคุณภาพที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้จริง นอกจากนี้ เรายังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในหลากหลายประเภทสินค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าได้ทันท่วงที

3.ระบบ Fulfillment ที่เติมเต็มทุกความต้องการอย่างครบถ้วน มีเทเลเซลล์ กว่า 500 คน
แบ่งเป็น 150 คนสำหรับรับสายลูกค้าเพื่อปิดยอดขาย และอีก 350 คนสำหรับโทรหาลูกค้า
ที่เคยซื้อสินค้าเพื่อเสนอสินค้าเพิ่มเติม หรือ ซื้อซ้ำ
เพื่อให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีคลังสินค้าเพื่อการจัดเก็บและบริหารสินค้าด้วยระบบที่มีมาตรฐาน รวมถึงสามารถส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

4.Data and Voice Analytics อาร์เอส มอลล์ จะนำข้อมูลของลูกค้ามาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และสร้างแคมเปญ CRM ที่หลากหลาย ปัจจุบันเรามีฐานข้อมูลลูกค้าActiveกว่า 1.4 ล้านรายที่มีการซื้อซ้ำมากกว่า 2 ครั้งต่อปี

ด้วยความแตกต่างและจุดแข็งข้างต้น ทำให้ในปี 2563 อาร์เอส มอลล์ สามารถสร้างยอดขายทุบสถิติเดิมตั้งแต่ไตรมาส 2 ด้วยรายได้ 586.2 ล้านบาท และเชื่อมั่นว่าจะเติบโตต่อไปในทุกไตรมาส ด้วยอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด และยังมียอดรายได้onlineเติบโตกว่า 80%

วงจรการขายเดิม

Product -> Media&Channel -> Fulfillment -> Analytics

เปลี่ยนเป็น

Life + Partners. -> 8+Workpoint+Amarin TV+ RS Mall
—> 500 Telesales + WMS + PDS —> Data Analytics + Voice Analystics

บริษัท ไลฟ์สตาร์ จำกัด
โดย ดร.ชาคริต พิชญางกูร

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ไลฟ์สตาร์
ห้าปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า เราคือหนึ่งในผู้นำนวัตกรรมด้านสุขภาพและความงามระดับโลก ส่งตรงสู่ผู้บริโภคคนไทย ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพและความงาม เพื่อตอบโจทย์ที่หลากหลายของผู้บริโภคในยุคนี้ ด้วยสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในราคาที่เหมาะสม และมีคุณภาพผลิตภัณฑ์เทียบเท่ามาตรฐานสากล

ดร.ชาคริต พิชญางกูร หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจไลฟ์สตาร์ เผยว่า “ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ยอดขายบนแพลตฟอร์มของอาร์เอส มอลล์ มาจากสินค้าของไลฟ์สตาร์ สูงถึง 60% และมีโปรดักส์แชมป์เปี้ยนที่ทำยอดขายสูงสุด 3 ผลิตภัณฑ์ได้แก่
S.O.M. Cordy Tibet & Bhutan, S.O.M. I-Kare และ S.O.M. CMAX
ซึ่งแผนธุรกิจของไลฟ์สตาร์ ในครึ่งปีหลังนี้ก้าวไปไกลกว่าการขายผ่านช่องทางของ อาร์เอส มอลล์ โดยจะขยายไปสู่จุดขายต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ออนไลน์มาร์เก็ตเพลส โมเดิร์นเทรด ร้านขายส่ง ร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ และไดเร็คเซลล์ ซึ่งเราได้วางกลยุทธ์ร่วมกับพันธมิตรสื่อที่แข็งแกร่ง โดยการใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญของอาร์เอส กรุ๊ป ผสานพลังกับกลยุทธ์ที่เป็นหัวใจสำคัญมากที่สุดของไลฟ์สตาร์ คือการร่วมพัฒนาสินค้ากับสถาบันวิจัยระดับโลก เพื่อเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ และตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับสากลมาสู่ผู้บริโภคคนไทย

ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากกลยุทธ์ในปีนี้ของไลฟ์สตาร์ ได้แก่

1) S.O.M. Probio – 10 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ร่วมค้นคว้าและวิจัยกับ Danisco บริษัทในเครือของ Dupont สหรัฐอเมริกา ยักษ์ใหญ่ในวงการอาหารของโลก จนมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลิขสิทธิ์เฉพาะ ที่มีจุลินทรีย์ที่มีชีวิตถึง 10 สายพันธุ์ จำนวน 5 หมื่นล้านเซลล์ในเม็ดเดียว ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันพร้อมปรับสมดุลการขับถ่ายไปพร้อมๆ กัน

2) Functional Ready–to-Drink การต่อยอดความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไลฟ์สตาร์ ที่สามารถขยายช่องทางไปยังร้านสะดวกซื้อต่างๆ ได้ มาในรูปแบบเครื่องดื่มปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม สะดวก อร่อย ให้คุณค่า เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบัน ได้แก่ รังนก และเครื่องดื่มน้ำผลไม้และสมุนไพรสกัดเข้มข้น

3) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal replacement) ในรูปแบบผงชงดื่ม ใน 1 ซอง ให้สารอาหารเทียบเท่าที่ร่างกายต้องการในครึ่งวัน อิ่ม อยู่ท้อง รสชาติอร่อย ลดความอยากในการทานอาหารมื้อหนัก และช่วยลดการบริโภคอาหารขยะในมื้อที่เร่งรีบอีกด้วย

4) อาหารสุนัขและอาหารแมว มีมูลค่าตลาดที่สูงถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องทุกปี ปีละ 10% ไลฟ์สตาร์จึงเห็นโอกาสที่จะนำผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์มานำเสนอขายผ่านช่องทางทีวีดิจิทัล

5) ผลิตภัณฑ์คอสเมติกส์ การนำศิลปินดาราชื่อดัง มาร่วมคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มแฟนคลับ ภายใต้กลยุทธ์ Star Commerce Model เริ่มต้นที่ใบเตย อาร์สยาม กับแบรนด์ BT Cosmetics Color Collection ที่ประกอบไปด้วยแป้ง Color Palette และ Lipstick โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผู้ผลิตรายใหญ่จากประเทศเกาหลีที่ผลิตสินค้าให้กับแบรนด์เครื่องสำอางค์ระดับโลกมากมาย ขายผ่านช่องทางออนไลน์และขนาดพิเศษในร้านสะดวกซื้อ

ธุรกิจสื่อและบันเทิง

นางสาวนงลักษณ์ งามโรจน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 บอกว่า
ดิจิทัลทีวีที่โดนใจผู้ชมทั่วประเทศ ด้วยคอนเทนต์รายการที่มอบอรรถรสอันหลากหลายและน่าติดตาม ทั้งละคร ข่าว และรายการมวยไทยที่เป็นอันดับหนึ่งในใจคนไทย ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ เก้าอี้ 4 ขา กระจายรายได้มาจาก 4 ช่องทาง ซึ่งได้แก่

มีเดียสปอนเซอร์ 40%
การจัดอีเวนท์ 10%
การขายลิขสิทธิ์ 15%
Entertainmerce 35%

นางสาวนงลักษณ์ งามโรจน์ กล่าวว่า “ในครึ่งปีหลัง ช่อง 8 พร้อมจัดเต็มความบันเทิง เพื่อธุรกิจพาณิชย์ กับรายการ “นายจ๋าทาสมาแล้ว” ที่จะช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ บริษัท ไลฟ์สตาร์ ผลิตขึ้น และรายการ “ราคาพารวย” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นำเวลาไพร์มไทม์ของช่องมาทำรายการเพื่อสนับสนุนโมเดลธุรกิจ Entertainmerce และเป็นครั้งแรกในการซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้ซื้อสินค้า”

คูลลิซึ่ม (COOLISM)

นายปริญญ์ หมื่นสุกแสง หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจวิทยุคูลลิซึ่ม กล่าวว่า “COOLfahrenheit เป็นสถานีเพลงอันดับหนึ่ง มาเกือบ 2 ทศวรรษ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ฟังเติบโตมาตลอด ถึงแม้มีกระแสว่าคนฟังวิทยุลดลง แต่ COOLfahrenheit ยังคงเติบโตส่วนกระแส และทำสถิติใหม่นิวไฮบนเอฟเอ็ม ด้วยยอดผู้ฟังสูงสุดทะลุ 2 ล้านคน ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา ขณะนี้เราเดินหน้ากลยุทธ์แม่น้ำ 3 สาย เพื่อขยายรายได้หลักออกเป็น 3 ทาง ลดการพึ่งพารายได้ช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์นี้จะสามารถสร้างการเติบโตครั้งใหม่แบบก้าวกระโดด หวังเป็น นิว เอส เคิร์ฟ ในรอบ 15 ปีของคูลลิซึ่ม”

สัดส่วนรายได้จากกลยุทธ์แม่น้ำ 3 สาย เป็นดังนี้

– Coolfahrenheit สัดส่วนรายได้ 40% ด้วยจำนวนเรตติ้งและคนฟังคลื่นคูลฟาเรนไฮต์ที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง

– COOLive สัดส่วนรายได้ 30% ด้วยการยกระดับการทำงานด้านคอนเสิร์ตและอีเวนท์ ให้เป็นหน่วยธุรกิจอิสระ สร้างสรรค์คอนเสิร์ต และมิวสิค เฟสติวัล โดยในปี 2564 เตรียมจัดงานทั้งหมด 10 งาน ที่มีทั้งศิลปินชั้นนำระดับประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าเข้าถึงผู้ชมคอนเสิร์ตทั้งหมดกว่าหนึ่งแสนคน

– COOLanything สัดส่วนรายได้ 30% เป็นส่วนหนึ่งของโมเดล Entertainmerce ที่เปลี่ยนผู้ฟังให้เป็นลูกค้า สร้างประสบการณ์ที่ดีในการช้อปปิ้ง ด้วยสินค้าคุณภาพที่รู้ใจและการบริการที่เข้าใจ ผ่านแอปพลิเคชันคูลลิซึ่ม ซึ่งเป็นต้นน้ำแหล่งใหม่ สำหรับยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ฟังเพลงได้ ช้อปเพลิน ในแอปเดียว’

อาร์เอส มิวสิค (RS Music)

นายสุกฤช สุขสกุลวัฒน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจเพลง กล่าวว่า “ความท้าทายครั้งสำคัญของธุรกิจเพลง คือ การปรับตัวเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่แตกต่าง เพลงเป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง แต่สิ่งที่จะสร้างและต่อยอดธุรกิจได้คือ สตาร์ ที่มีตัวตน มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน และมีฐานแฟนคลับ ซึ่งทั้งหมดจะถูกเชื่อมโยงกับโมเดลธุรกิจใหม่ ‘Music Star Commerce’ จากการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ศิลปิน และสอดคล้องกับธุรกิจของอาร์เอส กรุ๊ป”

ในเดือนตุลาคม 2563 นี้พบกับศิลปินใหม่ ผ่าน 3 ค่ายเพลง ได้แก่

– RSIAM การยกระดับของ Rsiam

– Kamikaze การกลับมาของ Kamikaze

– Rose Sound การฟื้นคืนชีพของไอคอนทางดนตรีของRose Sound

ซึ่งการมาของ อาร์เอส มิวสิค ในครั้งนี้ จะสร้างปรากฏการณ์ให้วงการเพลงของไทยอีกครั้ง เพื่อเติมเต็มความรู้สึกให้คนไทยได้หายคิดถึงเพลงในแบบฉบับของ อาร์เอส อย่างแน่นอน และเป็นก้าวใหม่ที่ท้าทายของ อาร์เอส มิวสิค ด้วย

ทั้งหมดนี้คือความมหัศจรรย์ที่เกิดจาก Passion ของผู้บริหารและทีมงานทุกคนของ อาร์เอส กรุ๊ป ภายใต้ โมเดลธุรกิจ Entertainmerce ที่แตกต่าง ซึ่งยึดโยงกันอย่างแข็งแกร่ง และทรงพลัง ซึ่งทีมงานทุกคนพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ร่วมกัน และทั้งหมดนี้คือ New Legacy ของ อาร์เอส กรุ๊ป

หลังจากที่ผู้บริหารพูดจบ ก็มีการนำผู้เข้าร่วมงานเข้าชมส่วนงานต่างๆของ RS


jverakul
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 756
Joined: Wed May 18, 2005 7:53 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by jverakul » Wed Aug 19, 2020 7:58 pm

dr1 wrote:
Tue Aug 18, 2020 10:29 pm

แจกหุ้นเลยดีก่า..
โชว์ห่วยเชียงราย = _np
แบงค์ที่เคยเป็นบ.เงินทุนหนึ่งในสองที่รอดต้มยำกุ้งมา = _ks (เดา)
แบงค์เล็กชื่อคล้ายจังหวะเต้นรำแต่นำหน้าด้วยตัวที = ดร.นิเวศน์ถืออยู่ ควบรวมกับแบ็งค์ทหารแก่
บ.ห้าตัวอักษร สามตัวหน้าแปลว่าชา สองตัวหลังเป็นชื่อรถจีนที่ไปซื้อยี่ห้อจากอังกฤษ = ชาmg
โรงไฟฟ้าtarget point chip hai..(ขออภัย ใบ้ไม่สุภาพ)
หุ้นชื่อเหมือนรร.สวนกุหลาบนนทบุรี
กองอสังหามีศาลาให้เช่า(ฟังดูเหมือนวัดแฮะ)
นิคมนะวะ
ลีสซิ่งขื่อมีตัวเลขสองหลักกับอีกหนึ่งตัวอักษร = _11
ขายเหล็กมีตัวเลขหนึ่งตัวกับอีกหนึ่งตัวอักษรเดียวกับลีสซิ่งด้านบน =2_



วีไอชู(จริงๆควรใช้คำว่าห้อย)นิ้วกลางลำตัวสามนิ้ว(3inch) รายงาน

" สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย "
" Whatever your mind can conceive and believe it can achieve "

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Fri Aug 21, 2020 5:10 pm

แวะเยี่ยมชมสตูดิโอของRS

หลังจากเฮียฮ้อและผู้บริหารมาพูดในงานopen house

ขอขอบคุณเฮียฮ้อที่ชวนสมาชิกThaiviมางานนะครับทำให้เห็นภาพบริษัทได้ชัดเจนขึ้น

รายการปากท้องต้องรู้เป็นรายการแรกที่เยี่ยมชม
เป็นรายการ แปลกใหม่เพราะช่องอื่นมีแต่คุยเรื่องหุ้น

เฮียฮ้อเลยคิดรายการใหม่เกี่ยวกับปากท้องชาวบ้าน

พูดถึงการทำมาหากินแบบชาวบ้าน ที่น่าสนใจ
มีขายของท้ายรายการซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ทานเป็นประจำและ ซื้อซ้ำ

มีรายการขายสินค้าอีกรายการ คล้ายกับTVD
มีพิธีกรสาวสวยสาธิตเตียงพับได้ เกือบได้ลองนอนดูแล้วแต่คนเยอะมาก
ซึ่งห้องนี้สามารถใช้ถ่ายโฆษณาได้ ทุกมุมห้องเลยครับ ใช้ห้องคุ้มมาก

จากนั้นก็ไป
ดูห้องอัดเสียงโฆษณาสำหรับลูกค้ามาอัดเสียงเพื่อโฆษณาที่ช่องทีวี
มีวิศวกรช่วยปรับแต่งเสียง
ให้ดูมีมิติ และน่าสนใจมากขึ้น

ส่วนชั้นถัดไปเป็นห้องserverเก็บข้อมูลสื่อดิจิตอล
ส่วนข้างห้องserver เป็นห้องที่ตรวจสอบคุณภาพเสียงของที่ถ่ายทำมา มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบตลอดเวลา

ห้องถัดมาจะเป็นห้องตัดต่อคลิปต่างๆก่อนถ่ายทอดหรือคอยสลับคลิปที่ออกอากาศ

ห้องประกาศข่าว ได้มีโอกาสชมสดวิธีการทำงานของผู้ประกาศข่าวอย่างใกล้ชิด
อุปกรณ์บันทึกภาพ และถ่ายทอดที่ทันสมัย
ระบบแสงสีเสียงที่ทันสมัย ปรับเปลี่ยนได้ตามที่เราต้องการ

ห้องสุดท้ายจะเป็นห้องวิทยุคลื่นคูลฟาเรนไฮต์
ได้คุยกับดีเจ หรือ คูลเจ ซึ่งเริ่มนำแอปคูล
มาแนะนำและเริ่มมีขายของผ่านสื่อมา1เดือน รายได้วันละ10,000-100,000บาท
โดยดูสินค้าผ่านแอปคูลได้ ถือเป็นการเริ่มที่ไม่เลวนะ และดูคูลเจที่มาทำกระตือรือร้นมากถึงมาอยู่กับคลื่น17ปีแล้ว ดีใจที่ได้สัมภาษณ์อย่างใกบ้ชิดเรื่องข้อมูลของรายการ

ขอบคุณเฮียฮ้อ และคุณจิ๊บ IR ที่ให้โอกาส
สมาชิกThaiviมาเยี่ยมชมบริษัท
อาคารใหม่นะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sat Aug 29, 2020 10:06 pm

วันนี้ อาจารย์ ชาย มโนภาส มากล่าวอำลาตำแหน่ง นายกสมาคมไทยวีไอ
ในงานสังสรรค์VI ประจำปี 2563 ครั้งที่ 1
และมาพูดในหัวข้อ “Beyond Finance…..มากกว่าเรื่องหุ้นที่ผมอยากเล่าให้นักลงทุนฟัง”
ผมได้ขออนุญาตอาจารย์ชายในการเผยแพร่ให้กับนักลงทุนเรียบร้อยครับ

1.ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่เริ่มลงทุน ตอนแรกๆให้พยายามอดออม เพื่อสร้างสินทรัพย์ขึ้นมา
2.บนทางเดินแห่งความฝันนี้ ก่อนการตัดสินใจซื้อหุ้น ต้องเรียนรู้มากมาย
อาจารย์ชาย ตอนอยู่US ศึกษาการลงทุตจากการยืมหนังสือมากมายหลายเล่มจากห้องสมุดมาอ่าน
การอ่านหนังสือเยอะๆ มีส่วนในการประสบความสำเร็จ
3.วิกฤตที่สุด
เคยเข้าประชุมบริษัทผาแดงแทนคุณพ่อในสมัยก่อน เริ่มลงทุนหุ้นในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย และเจอวิกฤต
อีกหลายครั้ง เช่นต้มยำกุ้ง ,Hamburger Crisis จนล่าสุด Covid-19 ผ่านประสบการณ์ Ceilingหลายครั้ง
แต่ที่วิกฤตสุดคือช่วง Hamburger Crisis ช่วง ธค 2008 ตอนนั้นหุ้นลงทุกวัน และ คุณแม่ก็แอดมิดที่โรงพยาบาล
อาจารย์ชายนั่งที่เก้าอี้ยาว มองท้องฟ้า ไม่รู้จะทำอะไรดี
การเป็นนักลงทุนไม่ใช่แต่มีความรู้ แต่ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งที่สุดด้วย
4.ความสุขสามารถมีได้ระหว่างทาง
บางที เราเป็นนักลงทุน พยายามทุกอย่าง ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้อิสรภาพทางการเงิน
แต่บางอย่างไม่สามารถรอถึงเรามีอิสรภาพทางเงินได้ เช่น
ของหวาน เราไม่สามารถรอถึงอายุ60ปี ค่อยทาน ซึ่งตอนนั้นสุขภาพไม่ดี เราก็สามารถทานตั้งแต่ตอนเริ่มลงทุนได้
หรือการดูแลคุณพ่อคุณแม่ ณ เดี๋ยวนี้ก็ได้ ไม่ต้องรอ
5.ความสวยงามอยู่ที่รายละเอียด
อยากแนะนำว่าการเป็นนักลงทุน การหมกหมุ่นมากก็ไม่ดี บางทีต้องรู้จักผ่อนบ้าง
เราควรมีงานอดิเรก เช่น ชงชา วาดรูป ปลูกต้นไม้ ออกเดินป่า เพื่อให้สมองคิดเรื่องที่ไม่ใช่หุ้นบ้าง
เพื่อทำให้สมองแจ่มใสขึ้น
6.ยุทธการอิเหลง เป็นสงครามที่เกิดขึ้นเมื่อ คศ 222 พระเจ้าเล่าปี่กรีฑาทัพ 7แสนคนมาต่อสู้กับลกซุม
และ ตัดสินใจด้วยอารมณ์ สุดท้ายรบแพ้ลกซุน และ เล่าปี่ตรอมใจตาย
เล่าปี ถือเป็น Growth Stock ซึ่งเปรียบเหมือน เล่าปี่ จากเป็นคนสานรองเท้า ก้าวสู่การเป็นอ๋อง
ซึ่งเติบโตกว่า โจโฉ และ ซุนกวน
เรื่องนี้สอนเราว่า วันที่เราประสบความสำเร็จในการลงทุน อย่าชะล่าใจ
สิ่งที่สร้างมาอาจหายไปได้ ถ้าเราประมาท
7.ทิ้งพันล้าน
เราฝึกจิตใจในการหาหุ้น ทำให้จิตจะเอาตลอด เราต้องฝึกจิตให้ทิ้งไปบ้าง เพื่อให้จิตได้ผ่อนคลายลงได้
8.ที่สุดของVI
ถ้าเราประสบความสำเร็จทางการเงิน เราควรใช้สินทรัยพ์ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
9.ที่สุดสำคัญที่ใจ
ใจของเรา เราเข้าใจที่สุด จิตถ้าฝึกไปมากๆ ก็ประมวลผลไปได้มาก
เปรียบกับเรย์ ลาดิโอ ซึ่งไม่ใช่ชาวพุทธ ก็สามารถฝึกจิตได้ และ ทำให้การประมวลผลดีขึ้น
10.คนเล็กๆ........
อาจารย์ชาย พูดถึง ลุงคำป่วนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของอาจารย์
ลุงมีชีวิตที่ยากจน และ ปลูกข้าวโพดไม่สำเร็จ แต่ไม่ย่อท้อ หาความรู้เพิ่มเติม
ลุงศึกษา ทดลอง วิจัย ในการเพาะต้นคริสต์มาส ปั้นปลายอุทิศตนให้ความรู้
เกี่ยวกับดอกไม้เมืองหนาว มีคติว่า ไม่กลัวคนมาเรียน แล้วมาทำแข่ง แต่กลัวว่าคนมาเรียน แล้วไม่ไปทำ
ในบั้นปลายชีวิต ลุงคำป่วนมีความสุขมากๆ
เปรียบกับการลงทุน ถึงแม้ว่าเรามีportใหญ่แค่ไหน เมื่อเราป่วย เราจะย้อนนึกถึงเรื่องที่ช่วยเหลือคนอื่น
ยังความชื่นใจตอนเจ็บป่วย เราไม่ได้นึกถึงหุ้นไหนที่ได้กำไรมาก

อาจารย์ชายทิ้งท้ายก่อนจบว่า
เมื่อท่านเข้มแข็งแล้ว ควรทำประโยชน์ให้คนอื่นด้วยครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Mon Aug 31, 2020 3:09 pm

มีตติ้งหลังงบไตรมาส2/63รวมเพจดัง
vi buffet เม่ากลับใจ(โฆษณาอยู่ในรูป) stock vitamin ซั่มหุ้น นักลงทุนหมายเลข6 และมิตรสหาย
30/8/63 โดย เอก ธำรง

เมื่อวานนัดกินข้าวกันกับเพื่อนๆหุ้นในร้านสไตล์วีไอไม่จำเป็นต้องถูกที่สุดแต่คุ้มที่สุดร้่น1หลังหักส่วนลด50%โดยใช้บัตรสมาชิกโรงแรม ใครสนใจสมัครสมาชิกผมแนะนำเซลล์ให้ได้ครับ

มีแนวคิดดีๆมาฝากด้านล่างเชิญชมครับ ทุกอย่างต้องยึดหลักกาลามสูตรเพิ่มเติมเพราะเป็นเพียงความคิดเห็น แล้วบางเรื่องผมอาจเข้าใจผิด

มุมมองตลาดหุ้น เศรษฐกิจ

-มีน้องของสมาชิกบางคนขายเสื้อผ้าแว่นตาอยู่ห้างแพลทตินั่ม เล่าว่ากำลังซื้อในไตรมาส3โดยเฉพาะในเดือนนี้เหมือนหายไปเลยไม่เหมือนเดือนก่อนหน้า คนหาย 20% ยอดขายหายไป 90% ผมคิดเอาเองว่าเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่ค่อนข้างเปิดเมืองและอาจจะมีการอั้นการใช้จ่ายที่ไม่ได้ออกจากบ้านมานาน ดังนั้นความคึกคักทางเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนนี้ก็อาจจะกลับสู่ความเป็นปกติซึ่งรายได้คนหดตัวลงไปมาก

-เนื่องจากการไม่ต่ออายุการสำรองหนี้เสียของแบงค์ชาติ ตั้งแต่เดือนหน้าจนถึงสิ้นปีน่าจับตาดูผลประกอบการของแบงค์อย่างยิ่ง เนื่องจากการสำรองหนี้เสียจะทำให้แบงค์มีกำไรลดลง แล้วมันจะกระทบเป็นโดมิโน เริ่มจากแบงค์ที่น่าจะปล่อยสินเชื่อได้น้อยลงและกระทบไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะในด้านสภาพคล่องของธุรกิจเอสเอ็มอี(หลายครั้งบริษัทล้มละลายไม่ใช่ไม่มีกำไรแต่มันคือการขาดสภาพคล่อง)

-แต่ก็มีสมาชิกบางคนที่ตอนนี้ถือเงินสดพอสมควรแต่ไม่ใช่เหตุผลที่ว่ากลัวตลาดกำลังจะแย่ เพียงแต่ไม่รู้จะซื้ออะไร ถ้าเจอก็ยินดีซื้อเลย

หุ้น

-มีหุ้นที่ทำพวกขนส่งที่น่าสนใจรวมถึงพวกขนส่งทางเรือ เช่นส่งน้ำมัน ลูกค้ากลัวว่าจะราคาขึ้นเลยซื้อสต๊อกเก็บไว้ก่อน ราคาขนส่งจึงเป็นราคาที่ดีสำหรับบางบริษัทขนส่ง ปกติน้ำมันที่ใช้กับเรือจะมีการผสมสารเคมีบางอย่างเพื่อทำให้ราคาไม่สูงเกินไป แล้วการผสมน้ำมันกลางทะเลบางครั้งประหยัดกว่าบนบก

-ยอดการซื้อรถมือสองเพิ่มขึ้นเพราะรายได้คนลดลง แต่ข้อมูลอีกมุมคือคนอาจจะซื้อลดลงทุกมือเลยก็ได้โดยใช้รถเก่าให้นานขึ้นเพราะรายได้หดไปมาก มีบางบริษัทประมูลยอดขายไตรมาสสอง(YOY)โตขึ้นมากส่วนใหญ่มาจากออนไลน์ แต่จริงๆบริษัทเริ่มทำด้านออนไลน์มาตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีที่แล้วแล้ว

-มีไอเดียที่ว่าเหตุการณ์โควิดคงเป็นเหตุการณ์ใหญ่ครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตของคน หุ้นตัวไหนที่ซื้อแล้วน่าจะได้ประโยชน์สูงสุด จึงควรจะเป็นตัวที่โดนกระทบมากที่สุดจนราคาลงไปแรงมาก มีบางคนคิดถึงเรือสำราญ มันคงกลับมาแน่ แต่คงต้องใช้เวลา เพราะคนรวยส่วนใหญ่กลัวตาย แล้วภาพที่ได้เห็นต้นปีว่าถ้ามีโรคระบาดก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น หนีไปไหนไม่ได้ แล้วอะไรที่มันน่าจะกลับมาเร็วกว่านั้น คำตอบก็อยู่ที่การท่องเที่ยว ทั้งพาหนะในการเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร หุ้นที่น่าสนใจ ควรมีสัดส่วนรายได้ที่ตอนนี้กระทบมากและจะหมดไปเมื่อคนพากันเชื่อว่ามีวิธีแก้ปัญหาสิ่งที่มากระทบ(โควิดนั่นแหละ)ได้แล้ว เช่นการคิดค้นวัคซีนได้ แล้วตลาดหุ้นมันได้เปรียบธุรกิจอยู่อย่างคือตลาดพากันมองไปข้างหน้าเสมอ ธุรกิจต้องรอให้มันดีสักพักแล้วมันก็จะดี ส่วนตลาดเอาแค่เจอวัคซีนที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะใช้ได้แล้วหุ้นก็ขึ้นไปรอแล้ว (จำกรณีวีจีไอขึ้นหูตับดับไหม้จากการประกาศแผนเอาเคอรี่เข้าตลาดได้ไหมครับ คำถามคือเคอรี่จะเข้าตลาดพรุ่งนี้หรือเปล่า?) แน่นอนไทม์ไลน์หลังจากได้วัคซีนคงต้องใช้เวลาอีกสักพักในการฉีดให้เข้าถึงคนหมู่มาก แล้วต้องไม่มีข่าวแง่ลบจนน่าตกใจของวัคซีนเกิดขึ้น ถึงตอนนั้นคนก็น่าจะกลับมาท่องเที่ยวอย่างเป็นปกติ แค่นี้ก็ต้องซื้อหุ้นตัวที่ได้ประโยชน์ โดยไม่ต้องกังวลความเสี่ยงอะไรอีกเลยใช่ใหม คำตอบคือไม่ใช่ ความเป็นไปได้อีกทางคือรายได้คนหดตัวลงไปมากจำนวนคนท่องเที่ยวก็มีโอกาสลดลง ประเด็นเรื่องคู่แข่งในแต่ละอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่ตายจากไปแล้วคนที่รอดมากินส่วนแบ่งการตลาดไปแทน ก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาถึงอัพไซด์เพิ่มเติม

-ข้อดีของหุ้นเทิร์นอราวที่หลังจากฟื้นตัวได้แล้วยังมีการเติบโตได้ต่อ จะได้สองเด้งคือเด้งเทิร์นอราวแล้วเด้งในฐานะหุ้นเติบโตต่อไป

-หลายครั้งการเพิ่มทุนมักจะผลักดันให้หุ้นขึ้นด้วยเหตุผลหลักด้านแรงจูงใจของคนจากผลตอบแทนที่จะได้รับ

-โรงหนังปีนี้ไม่ดีแน่ มีความเป็นไปได้ไหมว่าบรรดาค่ายหนังปีนี้เจ็บปวดกันมากปีหน้าแห่กันอัดหนังดีๆมากๆเอาคืนทั้งปีหน้า แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าสต๊อกหนังน้อยเพราะช่วงนี้มันก็ดันถ่ายทำได้ไม่สะดวก

-ภาพในอนาคตของหุ้นบางประเภทต้องเป็นนามธรรมมันถึงจะขึ้นเยอะ

-ช่วงปี 2559 ที่ผมขายหุ้นตัวหนึ่งไปหุ้นที่เกี่ยวกับความเย็นตัวหนึ่ง (อยู่ในหนังสือผมเองครับ อยากเข้าใจแบบละเอียดลองกลับไปอ่านดู) วันก่อนได้ยินจากคนที่เชื่อถือได้ว่าหุ้นตัวที่ผมขายไปซึ่งผมเคยมองเรื่องโอกาสได้ทำพลังงานทดแทนแล้วจะทำให้กำไรเติบโตขึ้นมาก สุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่คิดแต่ไม่ใช่เพราะหลอกลวงนักลงทุน แต่เป็นเพราะทำไม่ได้เอง หลักคิดตอนนั้นคือเปลี่ยนตัวดีกว่าเพราะตัวที่เปลี่ยนเรามองเห็นอัพไซด์อย่างน้อย 50% ภายในครึ่งปี สรุปตัวที่ขายไปตอนนี้ราคาลดลงไปเกินครึ่งจากราคาที่ขายไปตอนนั้น หลายครั้งความเชื่อว่ามันจะเกิดความจริงอาจจะไม่เกิดทุกอย่างมีความเสี่ยงแทรกซึมอยู่ตลอด

เสริมเพิ่มเติมรวมถึงการพูดคุยกับบางคนในวันอื่น

-วงจรชีวิตของทุกคนย่อมมีทั้งขาขึ้นและขาลงขอเพียงเดินไปในทางที่ถูกเรื่อยๆ แม้จะเฉซ้าย เฉขวาไปบ้างอย่างไรก็ถึงจุดหมาย

-สำหรับนักลงทุนที่อยู่ในช่วงขาลง เริ่มขาดทุนซ้ำซาก การเบิ้ลพอร์ตได้ 16 ครั้ง(เช่น1ไป2ล้านนับเป็นหนึ่งครั้ง) ลองทายกันสนุกๆไหมหนึ่งล้านบาททำได้ 16 ครั้งเงินจะเป็นเท่าไหร่...

เท่าไหร่?

แสนล้าน

ใช่ครับถ้าคุณเคยได้หุ้นเด้งไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง และไม่ต้องได้ทั้ง 16 ครั้งก่อนตาย โอกาสตายอย่างยากจนน่าจะน้อย

เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน

# สนใจสั่งซื้อหนังสือตามรูปโปรไฟล์อินบ็อกซ์มาได้ครับราคาปก 250 จ่ายเพียง 200 แถมส่งฟรี ไฮไลท์คือแชร์ประสบการณ์ลงทุนหุ้นเป็นตัวๆทุกปี รวมกัน 10 ปี ไม่ต้องไปโดนเองก่อนในตลาดหุ้น ลิงค์สรุปเนื้อหาหลักๆในหนังสือ

https://www.facebook.com/10224555446661 ... =n&sfns=mo

ชอบกดไลค์ใช่กดแชร์
ข้อมูลดีๆซ่อนอยู่ในคอมเม้นต์อย่าลืมอ่านกัน
ทุกไลค์ทุกแชร์ทุกคอมเม้นต์เป็นกำลังใจและสื่อให้ผมรู้ว่าคอนเทนท์ลักษณะนี้มีคนชอบกันขนาดไหน คอนเทนท์ลักษณะไหนไม่ค่อยนิยมจะค่อยๆหายไปครับ

VI Buffet byเอกธำรง #มีตติ้งหลังงบไตรมาส263รวมเพจดัง
#vibuffet #เม่ากลับใจ #stockvitamin #ซั่มหุ้น #นักลงทุนหมายเลข6 และมิตรสหาย


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Tue Sep 01, 2020 10:36 am

งานมีตติ้งหาดใหญ่จัดเมื่อวันที่ 16 สค 2563 คราวนี้จัดที่ใหม่ รร บุรีศรีภู
ใกล้กับห้างไดอาน่า. จัดอยู่ที่หาดใหญ่เช่นเดิม

คราวที่แล้ว ช่วงพค จัดผ่านZoomมา เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยังแพร่ระบาดอยู่
คราวนี้ พี่ตี้ และ คุณวรพงษ์ ไม่ได้มาเข้าร่วมงาน ทำให้ อ โจ เป็นคนตอบคำถามเป็นหลัก
รายได้จากการจัดงาน ส่วนใหญ่นำไปทำบุญต่อครับ

อ โจ แนะนำให้ทุกคน เรียนรู้ หุ้นทุกตัวในตลาด โดย ศึกษาหุ้นวันละตัว
1 ปี ก็ได้ 360 ตัวแล้วครับ แล้วค่อยแยกหุ้นลงในถาด3ใบ

ส่วนวิธีการคัดแยกหุ้นจากการอ่านนั้น อ โจ ใช้หลักการของ บัฟเฟตต์ เรื่องถาดสามใบ

โดย ถาดใบแรก จะเป็น หุ้นที่เราไม่เข้าใจเลย ถ้าเจอหุ้นประเภทนี้ก็วางอยู่ในถาดนี้เลย ก็จะไม่ไปยุ่งกับหุ้นเหล่านี้เลย
(น่าจะรวมถึง หุ้นที่ผู้บริหารไม่มีธรรมมาภิบาลด้วย)

ส่วนถาดที่สอง จะเป็นหุ้นที่ดูน่าสนใจ แต่อาจยังไม่อยู่ในช่วงที่น่าลงทุน
(สาเหตุอาจมาจากยังมีปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ ) ก็ยังอยู่ในwatch list

ถาดที่สาม คือ หุ้นที่น่าสนใจ ราคาไม่แพง อยู่ในMega trend หรือ หุ้นราคาถูกมาก
ดังนั้น หุ้นส่วนใหญ่ที่ อ โจ ดู 200 ตัว น่าจะอยู่ในถาดที่สอง และ ถาดที่สาม
น่าจะอยู่ประมาณ 40-50 ตัว

มีคำถามเกี่ยวกับวิธีการประเมินมูลค่าหุ้น ว่า วิธีประเมินหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นTechnology บางบริษัทยังไม่มีกำไร จะใช้วิธีไหนดี

อ โจ ได้เฉลยว่า วิธีการหามูลค่ากิจการด้วยวิธี Enterprise Value เทียบกับยอดขายนั้น น่าจะเหมาะที่สุด
(จะดีกว่าวิธี Sum of the part วิธีการรวมส่วนของกิจการ ซึ่งไม่ได้คำนึงงบการเงินของบริษัทแม่
ไม่ได้คำนึงถึงความสามารถของกิจการ แต่ก็เหมาะกับบริษัทที่เป็นHolding companyมีบริษัทลูกหลายบริษัท)

โดย มูลค่ากิจการ จะคำนึงถึงหนี้สินระยะยาว รวมถึง เงินสดในบริษัทด้วย
ดังนั้น บริษัทที่เป็นหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นTechnology หรือเป็นหุ้นที่เริ่มโต ยังไม่มีกำไรต้องบู๊ตตัวเลขยอดขาย
และตลาดต้องเป็นแบบลูกค้ากว้างๆด้วย สามารถกินmarket shareของคู่แข่ง
แต่วิธีการนี้ไม่เหมาะกับ ธุรกิจที่กำไรบางๆ เช่น กลุ่มโรงกลั่น เป็นต้น

Enterprise value สามารถดูค่าได้จาก settradeและไปดูที่หุ้นแต่ละตัวจะบอกค่าEVไว้

แล้วเพื่อนๆนักลงทุนละครับ ได้แยก หุ้นที่ไปศึกษา เป็น 3 กลุ่มบ้างหรือเปล่าครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sat Sep 05, 2020 8:54 am

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วงCovid-19
ตอน ตีแตกวอลสตรีท

ช่วงนี้จะเริ่มกลับมาทบทวนความรู้ด้านการลงทุนรวมถึงเทรนของอุตสาหกรรมในอนาคต
เช่น เทคโนโลยี วันนี้จะพูดถึงหนังสือ Beating the Street ซึ่งแต่งโดย Peter Lynch และ John Rothchild
ซึ่งถือเป็นหนังสือText bookเล่มแรกๆที่ได้มีโอกาสอ่าน ตอนนั้นยังไม่มีแปลในไทย เลยแวะไป
ร้านหนังสือที่Airport กัวลาลัมเปอร์ ซื้อมาอ่าน ราคาไม่ค่อยแพงนัก
พอคุณWeb พรชัย รัตนนนชัยสุข แปลเรียบเรียงก็ไม่พลาดที่อ่านฉบับแปล
รับประกันการแปลว่าได้ครบถ้วนตามต้นฉบับเลย ซึ่งเล่มนี้หายากแล้วถือเป็นRare itemไปแล้ว
แต่อ่านตอนนั้น ที่ประสบการณ์การลงทุนยังน้อย พอมาถึงตอนนี้ก็ลืมไปเยอะแล้ว
พอดร กุศยา มาแปลรอบล่าสุด ก็ลองอ่านดูพบว่า ไม่แพ้ที่คุณWebแปล
หนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่สามของ Peter Lynch ต่อจาก Learn to earn และ One Up on Wall street.

ก็เลยคิดว่าน่าจะสรุปมาฝากแฟนเพจ เผื่อจะได้ประโยชน์ ไม่มากก็น้อยครับ
ตอนนี้ถือเป็นตอนแรก ของหนังสือ ซึ่งจะพูดถึง หลักการของปีเตอร์ ข้อที่ 1 ถึง 6
1.เมื่อจำนวนการดูโอเปร่ามากกว่าจำนวนการดูฟุตบอลสามต่อหนึ่ง
นั่นคือ มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ
คุณLynch พูดถึงช่วงที่ยังทำงานกับสำนักงานกองทุน Fidelity นั้นมุ่งแต่ทำงานจน
พูดติดตลกกับหมอว่า การออกกำลังกายอย่างเดียวตอนนั้นคือ การขัดฟันด้วยไหมขัดฟัน
ซึ่งเป็นสัญญาณว่าควรต้องทำอะไรสักอย่างก่อนชีวิตจะพัง สุดท้ายก็ขอเกษียณจากงานประจำ
มาใช้ชีวิตกับครอบครัว และมาช่วงองค์กรการกุศลบริหารพอร์ตลงทุน

2.สุภาพบุรุษที่ชื่นชอบตราสารหนี้จะไม่รู้ว่าพวกเขาพลาดอะไร
ซึ่งจะสื่อว่าควรลงทุนในหุ้นสัดส่วนที่มากกว่าตราสารหนี้ เพราะในระยะยาว
ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก โดยปกติคิดต่อปี ผลตอบแทนจะมากกว่า2เท่า
แต่ในระยะยาว เช่น 20 ปี พอร์ตหุ้นจะเติบโตมากกว่า4 เท่า

3.ไม่ควรลงทุนในแนวคิดใดๆ ที่คุณไม่สามารถวาดภาพมันได้ด้วยดินสอสี
ข้อนี้จะสื่อว่า หุ้นหรือกองทุนรวมที่เราจะลงทุนนั้น เราต้องเข้าใจมันเป็นอย่างดี
ก่อนการตัดสินใจลงทุน และ บริษัทต้องเข้าใจง่ายอย่างเด็กนักเรียนก็เข้าใจมันได้

4.คุณไม่สามารถมองอนาคตได้โดยผ่านกระจกมองหลัง
จากวิกฤตการCovid-19ที่ผ่านมา ถ้าเรามองแต่การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของตลาดทั่วโลก
เราไม่เพียงแต่ทุกข์ใจกับการล่มสลายของตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เราควรมองหาหุ้นอื่นเพื่อลงทุน
ในปีถัดไป ซึ่งได้พูดคุยกับนักลงทุนหลายท่าน ก็ได้เข้าซื้อบริษัทที่ดีในช่วงมีนาคมที่ผ่านมา
แต่ถือจนถึงตอนนี้ บางตัวได้ถึง3-4 เด้งครับ

5.ไม่มีเหตุผลที่จะจ่ายเงินเพื่อฟังโยโยมาบรรเลงทางวิทยุ
ซึ่งโยโยมา เป็นนักดนตรีสัญชาติUSเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียงด้านเชลโล
การมาฟังทางวิทยุ จริงๆไม่ควรต้องเสียเงิน
เปรียบกับการลงทุนในกองทุนรวมพันธบัตร ซึ่งโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างน้อย
สู้เราไปลงทุนตรงผ่านโบรคเกอร์หรือธนาคารไม่ได้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการบริหาร
แต่ถ้าเป็นกองทุนหุ้นที่เก่ง ก็ยังคุ้มที่จะซื้อนะครับ

6. ตราบเท่าที่คุณเลือกลงทุนในกองทุนรวม คุณก็ควรเลือกกองทุนที่ดีเช่นกัน
กองทุนหุ้นในUSสมัยที่คุณLynchพบเจอมีมากถึง 1,127 กอง
การตัดสินใจเลือกผิด อาจทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนี
และกลยุทธ์ในการถือ ต้องนานพอให้ผ่านวิกฤตต่างๆไปได้

ตอนที่ผมถือกองทุน OneUGERMF ซึ่งไปลงในกองทุนหุ้นของ Billie Giftford
และมีหุ้นเทคโนโลยีเยอะในport รวมถึงTestlaด้วย ปรากฏว่าช่วงมีนาคม
NAV ลดต่ำลงมากกว่าต้นปี แต่ปรากฏว่าการไม่ได้ทำอะไร กลับได้ผลดี
เพราะว่าตอนนี้กองนี้สร้างผลตอบแทนมากกว่าตอนต้นปี 50%

ขอจบบทความตอนที่1 และ จะมาเล่ากฏข้อต่อไปในบทความหน้านะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Tue Sep 22, 2020 5:00 pm

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วงCovid-19
ตอน ลงทุนอย่าง....ปีเตอร์ ลินช์ (Beating the Street) ตอนที่2

7. “ยิ่งสำนักงานของบริษัทดูหรูหราฟุ่มเฟือยมากขึ้นเท่าไหร่ ความใส่ใจที่จะตอบแทน
ผู้ถือหุ้นของผู้บริหารก็จะยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น”
ช่วงแรกที่ปีเตอร์ ลินช์เข้ามารับตำแหน่งใหม่ในปี1977 พบบริษัทชื่อว่า Taco Bell
ทาโกของร้านนี้อร่อยมาก และคนกว่า 90%ของประเทศยังไม่ได้ลิ้มลองมัน บริษัท
มีผลการดำเนินงานที่ดี มีงบดุลที่แข็งแกร่ง และมีสำนักงานที่ดูคล้ายโรงรถของบ้านข้างๆ
ดังนั้นอย่าดูแต่ภายนอก ให้วิเคราะห์ครบทุกด้าน ก่อนตัดสินใจลงทุน

8.ข้อนี้เป็นข้อยกเว้นของกฎทั่วไปที่บอกว่า การลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้
“เมื่อไรก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสูงกว่าอัตราเงินปันผลของดัชนี S&P 500
อย่างน้อย6% ให้ขายหุ้นทิ้งและนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรแทน”
ช่วงปี 1982 ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐระยะยาวพุ่งไปถึง 13-14% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนปกติของการลงทุนในหุ้น
ตอนนั้นลินช์ได้สะสมพันธบัตรไว้พอสมควร
เปรียบเทียบกับช่วงต้มยำกุ้ง ปี2540 พันธบัตรรัฐบาลได้เคยพุ่งสูงถึง 15% ซึ่งก็อาจเป็นช่วงที่เหมาะสมในการเข้าซื้อ
แทนการลงทุนในหุ้น พอหลังจากดอกเบี้ยเริ่มลดลง ราคาหุ้นก็เริ่มขยับขึ้น ก็เปลี่ยนลงทุนในหุ้น

9.”หุ้นสามัญแต่ละตัวไม่ได้เหมือนกันไปเสียหมด”
ตอนที่ปีเตอร์ ลินช์บริหารกองทุนซึ่งโตขึ้นเรื่อยๆจนมีหุ้นในพอร์ตถึง 900 ตัว ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า กองMagellan
มีขนาดใหญ่เกินกว่าประสบความสำเร็จ ไม่สามารถเข้าชนะตลาดได้
แต่จริงๆแล้ว ถ้าเจาะลึกถึงไส้ในกองทุน หุ้น 700 ตัวมีสัดส่วนแค่ 10% ซึ่งเอาไว้ตามหุ้นเหล่านี้
และอีกเหตุผลคือหุ้นที่เลือกมีขนาดเล็ก ลงนิดเดียวก็เต็มเพดานที่ลงได้แล้ว ดังนั้นต้องลงเป็นจำนวนมากตัว
ปีเตอร์ ลินช์พูดว่า กองที่ไปลงทุนในหุ้นใหญ่ เช่น DJ นี่แหละไม่ได้เลือกหุ้น น่าจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาด
ถ้าเทียบกับนักลงทุนในไทยที่ลงหุ้นจำนวนในport ก็มี คุณโจ ลูกอีสาน ที่ลงทุนในบางครั้งถึง 70 ตัว
ผลตอบแทนก็ชนะตลาดเป็นส่วนใหญ่ เพราะได้ศึกษาและวิเคราะห์แล้วว่า น่าเข้าไปลงทุน

10.”อย่ามองกระจกหลัง หากคุณกำลังขับรถอยู่บนมอเตอร์เวย์ของประเทศเยอรมัน”
ตอนที่ลินช์ ลงทุนในต่างประเทศซึ่งถือว่ากองนี้ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐที่ไปลงทุนในต่างประเทศ
ลินช์ไปเยี่ยมบริษัทต่างๆในยุโรป ได้ขับรถอยู่บนมอเตอร์เวย์ในประเทศเยอรมัน และ
ขับเข้าเลนซ้ายซึ่งทำความเร็วมาก เจอคันหลังจี้ติดมา ห่างแค่3นิ้ว รู้สึกตกใจก็รีบแซงคันหน้าเพื่อเข้าเลนขวา
และไม่กล้าเร่งความเร็วเกิน100 ไมล์ต่อชม อีกเลย
ข้อนี้ไม่ได้บอกเกี่ยวกับการลงทุน ผมเลยคิดว่า
ลินช์น่าจะสอนว่า บางครั้งการเปลี่ยนหุ้นกลางทาง อาจไม่ใช่solutionที่ดี
้ถ้าหุ้นนั้นที่เราถือก่อนหน้าเป็นหุ้นที่ดี ก่อนหน้านี้กองทุนMegellan
กองค่อนข้างเล็ก ดังนั้นถ้าเจอหุ้นใหม่ที่น่าสนใจ ลินช์ต้องขายหุ้นที่มีอยู่
แล้วพบว่าหุ้นที่ขาย ขึ้นไป4-5เด้ง แต่หลังจากกองใหญ่ขึ้นก็ไม่จำเป็นต้อง
ขายหุ้นที่ถืออยู่แล้ว ก็สามารถซื้อหุ้นใหม่ที่น่าสนใจได้


11.”หุ้นที่น่าซื้อที่สุดอาจอยู่ในพอร์ตของคุณแล้ว:”
ช่วงที่AUMของกองMagellanเพิ่มขึ้นปีละ1000ล้าน$ ลินช์ต้องหาหุ้นใหม่ซื้อเข้ากองตลอดเวลา
และพบว่าหุ้นบางตัวในพอร์ตมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่มสัดส่วนหุ้นเหล่านี้เข้ากองได้
ดังนั้น ถ้าหาหุ้นอื่นแล้วพบว่าหุ้นในพอร์ตดีกว่า ก็สามารถซื้อเพิ่มได้
ตัวอย่างเช่น ดร นิเวศน์ ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน QH เพิ่มขึ้นในปีนี้

12.”ยารักษาโรคที่ชอบคิดว่า การลงทุนในหุ้นมันได้กำไรแน่ๆอยู่แล้วก็คือ
การตกลงอย่างหนักของราคาหุ้น”
อย่ามั่นใจในประสบการณ์ว่าตัวเองจะชนะตลาดหุ้นได้ตลอด
เพราะมีปัจจัยที่มากระทบ เช่น ตอนช่วงปี1987 เกิดภาวะตั๋วเงินระยะสั้นให้ดอกเบี้ยสูงกว่า
ตราสารหนี้ระยะยาว (Inverted Yield Curve) ทำให้ตลาดหุ้นตกหนัก แต่ กองMagellanตกหนักกว่าตลาด
ช่วงนี้เป็นช่วงท้ายๆของปีเตอร์ ลินช์ที่บริหารกองทุน Magellan มาตามต่อในตอนหน้าว่า
จะกฏอะไรที่มาสอนเราอีกครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Tue Sep 22, 2020 5:01 pm

GP ( Gross Margin )
Q1 มีการadjust จากรับจริงต่ำกว่า ต้องบันทึกเป็นขาดทุน 11 ลบ ลงในค่าใช้จ่ายการบริหาร
ส่วน Q2 ปีนี้ เนื่องจากโรคยาก ทำให้รายได้ต่ำกว่าปีที่แล้ว impact 9ลบในQ2
ถ้าไม่มีextra cost ปีที่แล้ว

Net profit ลดลงจาก 17.2% ไปที่ 16.6% Y-Y


รายได้เมษา ลดลง 30% แต่ช่วง พค เริ่มรายได้เพิ่มขึ้น เลยลดลงแค่ 20%
ตรวจคน 36000คน(RJH)+ 10000 คน (RRH) รวม 46000 คน เรื่อง Covid Test
ตอนแรก เราได้ค่าตรวจอย่างเดียว โดย เอาไม้จิ้มจมูกและส่งไปตรวจ ได้ครั้งละ 1400 บาท
ดูไปมาดีกว่าตรวจโรค

1 กค มีบริษัทใหม่มาลงทุนเครื่องมือ 1.3 ลบ ตอนนี้ตรวจเองได้
ตรวจได้ วันละ 300คน (200+100)
ได้วัน 280,000 บาทไม่รวมโรจนะ 4วันก็คืนทุนแล้ว

ผลประกอบการในQ2ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ที่เจอกฏหมายแรงงานเพิ่มจากชดเชย300วันเป็น400 วัน และ เรื่องจ่ายเคสยาก 7,100 บาท
DRGปีที่แล้วได้ 12,800 แต้ม ปีนี้ตั้งแค่ 10,679 แต้ม


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Tue Sep 22, 2020 5:02 pm

Company Visit RJH 21 Sep 2020 13.30

ขอโทษนะครับ บทความก่อนหน้าขาดส่วนแรก เลยขอส่งใหม่นะครับ

นพ สุรินทร์ ประสิทธิ์หิรัญ ประธานกรรมการบริหาร และ กรรมการผู้จัดการ

คุณ Manassa Lertdumrongluck CFO / IR

RJH มี โรงพยาบาล 2 แห่งอยู่ที่จังหวัดอยุธยา
1.โรงพยาบาลราชธานี (RJH) มีจำนวนเตียง 253 เตียง แต่ให้บริการ 235 เตียง
จำนวนคนไข้ประกันสังคมที่รับได้ 161,000 คน ตอนนี้เต็มแล้ว
2. โรงพยาบาลราชธานี โรจนะ (RRH) มีจำนวนเตียง 100 เตียง แต่ให้บริการ 38 เตียง
จำนวนคนไข้ประสังคมที่รับได้ 40,000 คน มีคนมาลงทะเบียน33,898 คน(Q1 2020) ตอนนี้ยังรับเพิ่มได้

คู่แข่ง มี5 รพ
เป็นรพ รัฐ 2 แห่ง คือ รพ พระนครศรีอยุธยา และ รพ เสนา จำนวนเตียง 528/180 เตียง
ซึ่งทั้งสองแห่งรับลูกค้าประกันสังคม
รพ เอกชน 3 แห่ง คือ รพ การุณเวช อยุธยา , รพ ศุภมิตรเสนา และ Peravech Hospital จำนวนเตียง 105/100/53 เตียง มีแค่ รพ การุณเวช รับคนไข้ประกันสังคม

Social Security Sector’s Outlook
ประกันสังคม
Insured Person (มาตรา33,39) ที่อยุธยาQ2 2020 354,841 คน ลดลงจากต้นปี 372,560 คน
RJH มีสัดส่วน 55%
สัดส่วนรายได้ แบ่งเป็น
OPD 28%
IPD 28%
SW 44%
Q2 2020 392.9 ลบ ลดลงจาก 422.8 ล้านบาท รายได้ลดลง12% Q-Q , -7% Y-Y

แบ่งเป็น Social Security Revenue 177 ลบ
Non SW Revenue 216 ลบ
รายได้Non SW
รายได้เติบโตดีมาตลอดมาตั้งแต่เดือนมกราคม จนกระทั่งเดือนมีนาคม ลดลง 15%
เดือน เมษายน ลดลง 30% , พคลดลง 21% และ มิย ลดลง 13%





OPD=Non SW Patients
Q2 2020 รายได้ 131 ลบเติบโต6% มาจากรายได้จากตรวจcovid 32 ลบ
จำนวนที่มาvisit Q2 54,400 คนแต่รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น จาก 1,730 บาทในQ1
มาเป็น 1,812 บาทต่อครั้ง

OPD utilization rate – All Sectors
เราเพิ่มจำนวนเตียงฟอกไต 47เตียง เป็น55เตียงและจะเพิ่มอีก 8เตียง
Opd utilization 59.7% ลดลงจากQ1 80.2%

IPD รายได้ไม่มีcovidมาช่วย ทำให้จำนวนรายลดลง
รายได้ต่อหัว เพิ่มขึ้น 37,000 ไปที่ 41,700 บาทต่อหัว

IPD Utilization rate
ผลจากcovid ลดลงจาก 72% เหลือ 50.3%

ประกันสังคม เรามีmarket share 55%
โควต้าแม่(RJH) เต็มแล้ว แต่จำนวนโควตาของลูก(RRH) ยังได้อีก
รายได้ประกันสังคมลดลง มาจากการบันทึกรายได้RWจาก 12,800 เราบันทึกลดลง 10,679 บาทต่อscore ทำให้รายลดลง7% Y-Y , -9% Q-Q

รายได้ต่อหัวลดลงเป็น 912บาทต่อหัว

GP ( Gross Margin )
Q1 มีการadjust จากรับจริงต่ำกว่า ต้องบันทึกเป็นขาดทุน 11 ลบ ลงในค่าใช้จ่ายการบริหาร
ส่วน Q2 ปีนี้ เนื่องจากโรคยาก ทำให้รายได้ต่ำกว่าปีที่แล้ว impact 9ลบในQ2
ถ้าไม่มีextra cost ปีที่แล้ว

Net profit ลดลงจาก 17.2% ไปที่ 16.6% Y-Y


รายได้เมษา ลดลง 30% แต่ช่วง พค เริ่มรายได้เพิ่มขึ้น เลยลดลงแค่ 20%
ตรวจคน 36000คน(RJH)+ 10000 คน (RRH) รวม 46000 คน เรื่อง Covid Test
ตอนแรก เราได้ค่าตรวจอย่างเดียว โดย เอาไม้จิ้มจมูกและส่งไปตรวจ ได้ครั้งละ 1400 บาท
ดูไปมาดีกว่าตรวจโรค

1 กค มีบริษัทใหม่มาลงทุนเครื่องมือ 1.3 ลบ ตอนนี้ตรวจเองได้
ตรวจได้ วันละ 300คน (200+100)
ได้วัน 280,000 บาทไม่รวมโรจนะ 4วันก็คืนทุนแล้ว

ผลประกอบการในQ2ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ที่เจอกฏหมายแรงงานเพิ่มจากชดเชย300วันเป็น400 วัน และ เรื่องจ่ายเคสยาก 7,100 บาท
DRGปีที่แล้วได้ 12,800 แต้ม ปีนี้ตั้งแค่ 10,679 แต้ม


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Thu Sep 24, 2020 10:56 pm

ITEL Company Visit 24 กันยายน 2563 14.00

คุณณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพูดเปิดงาน

ข้อมูลที่ได้ไปในงาน บางส่วนเป็นข้อมูลForcast
และจะคุยถึงopportunityของบริษัท อยากให้นักลงทุนได้ข้อมูลอย่างครบถ้วน

บริษัทตั้งมาสิบปี ปีที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท
เพื่อให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น ดังนั้นต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กร
ดร บัณฑิต รุ่งเจริญพร เข้ามาช่วยITEL ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ
เพราะพนักงานตอนนี้มีคนถึง700คน การบริหารย่อมไม่เหมือนเดิม
แต่ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน


มีการฉายวีดีโอสั้นๆแนะนำโครงสร้างของบริษัทให้เข้าใจมากขึ้น

เกริ่นนำที่มาของบริษัท

ตึกITELที่นักลงทุนมาเยี่ยมชม พึ่งเปิดใช้งานตอนสิ้นปี2562
สมัยก่อนทำงานบนตึกILinkแค่ชั้นเดียว ต่อมางานขยาย เลยเพิ่มเป็นสองชั้น
ต่อมา เราให้ILINKลงทุนสร้างตึกใหม่และเราเช่าต่อ
เราใช้ในการrunบริษัทตลอดระยะเวลาหนึ่งปีท่ีผ่านมา
ตึกมี8ชั้น ใช้งาน7ชั้น
ชั้น 3-7 เป็นส่วนของที่พนักงานทำงาน


บริษัทตั้งมาแต่ปี2550 คุณพ่อถนัดงานขาย แต่มีงานติดตั้ง
การorganizeบริษัทไม่ค่อยเหมาะสม เลยตั้งบริษัทITELขึ้นมาเพื่อทำงานนี้
เช่น งานติดตั้งให้TOT และการไฟฟ้า เป็นงานก่อนที่คุณณัฐนัยมาทำงาน
ตอนเริ่มไม่มีproject
พอปี2555อยากให้itelมีรายได้recurring incomeมากขึ้น

คุณณัฐนัย บอกว่า Webboard Thaivi มีคนเขียนบอกว่ารายได้บริษัทไม่สม่ำเสมอ
ก็เลยคุยกันกับทีมงานว่าทำอย่างไรให้รายได้สม่ำเสมอ
ก็เลยมีงานติดตั้ง และงาน data centerขึ้นมา

เรานำเข้าสายLAN ยี่ห้อแอ๊มป์เข้ามาในฐานะdistributor
ซึ่งไม่มั่นคง เพราะคนอื่นก็นำมาขายได้ เลยเข้าไปติดต่อโรงงานและทำbrandตัวเอง
เราดูบริษัทซิมโพนี่ (Symphony) ซึ่งผู้บริหารออกมาจาก Ucom มาที่ไวโอลิน
และมาที่ซิมโพนี่

ข้อดีของบริษัทซิมโพนี่ คือการลากสายหมอชิตถึงอ่อนนุช เขาทำธุรกิจค่อนข้างแข็งแรง
ต้องมีอะไรsomething และมีรายได้ที่มั่นคง น่าจะเหมาะสมกับบริษัท
และการที่focus premium service , Quality service
ซึ่งเป็น Role model เริ่มต้น

ดังนั้น เราต้องทำให้มันแตกต่างจากเขา
ประจวบกับช่วงนั้นการรถไฟ เรียกเราเข้าไปซ่อมสายที่ชำรุด พบว่า
สายมันช้ำมาก ถ้าซ่อมจะใช้เงิน 1000 ลบ ซึ่งการไฟฟ้าไปตั้งงบประมาณ
ทางเปิด บริษัทเริ่มเจรจาขอสิทธิ์ในการลากสายสัญญาณตามทางรถไฟตั้งแต่ปี2555
ก็เลยมีธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคม
ซึ่งมีบริษัทที่ทำอยู่แล้ว เช่น กลุ่มเบญจรงค์กุล(UCOM), AIS (take cs loxinfo),True , Symphony , JAS
Playerรายเอกชนทั้งหมดที่กล่าวมา
ส่วนAIT ขายเฉพาะ operator และTOT ภาครัฐ

เราขยับขยายสร้างโครงข่าย
อันไหนที่ซิมโพนี่ดี เราก็หยิบมาใช้ หรือ ปรับปรุง
เราเริ่มสร้างโครงข่ายไปบ้างเเล้ว
การเน้นขายและสร้างตาม ความเสี่ยงคือ ขายแล้วสร้างไม่ทัน อาจโดนด่า
The value system ที่จ้างเราลากสายFibreที่ภูเก็ต แต่ทำให้ไม่ทัน ก็ตามแก้ไขให้ลูกค้า

เสน่ห์หรือValueคือประมาณนี้
เราสร้างเสร็จแล้วต้องดูแลโครงข่าย
แต่ที่ดินที่รัชดา พื้นที่แพง
พอดีไปร่วมกับilink ขอแบ่งพื้นที่warehouseมา600 ตรม
แต่ปรากฏว่าใช้แค่ 25 ตรม ในการตั้งNOC(Network operation center)
ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังระบบ24ชม
เลยต้องหาproductมาใช้พื้นที่ที่เหลือ ซึ่งก็คือ Data Center

Data center ซึ่งเกิดตามproductของลูกค้าต้องการ
ตอนนั้นธุรกิจหลายที่เจอน้ำท่วม หรือ บริษัทโดนปิดจากเหตุการเมือง
ทำให้เกิดความต้องการdatacenter ขึ้น
เรามีตึกเปล่า ดังนั้นเมื่อเจอลูกค้าออมสิน ก็สามารถปรับเปลี่ยนข้อเสนอตามลูกค้า
หลังแข่งกับCAT และชนะ

การเข้าใจอดีต connectกับปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่มาที่คุณณัฐนัยมาเล่าเรื่อง

บริการของบริษัท แบ่งออกเป็น

1.การให้บริการโครงข่ายวงจรสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง (Data Service)
คล้ายระบบinternet แต่ไม่มีคนอื่นมาวิ่งใช้งานร่วมกัน
บางคนอาจเรียก Lease line , Intranet , VPN
แต่ละคนในตลาด ที่บริการแตกต่าง ในเรื่อง ราคา อุปกรณ์ สายที่ลากไป
เราจะแข่ง ต้องดูว่าแข่งในdimensionไหน
เช่น Internet 599 บาท ไม่สามารถsecureความเร็วได้ว่าจะคงที่ตลอดไป
อาจโดนแชร์ความเร็วไปได้ (Sharing)
องค์กรส่วนใหญ่รับแบบนี้ไม่ได้ เลยต้องมีinternetที่เป็นส่วนตัว

media คือinternetที่พาข้อมูลเข้าบ้านแต่ละบ้าน
Wireless คือ แผงวงจร ไม่ต้องใช้สายในการเชื่อมต่อ

เราสามารถขายinternetตรงไปที่องค์กรได้ แต่มีหลายเจ้า internet provider
ทำอยู่ เขาจะไม่ไว้ใจเรา ดังนั้นเราไม่ขายinternetตรงไปที่ลูกค้า
ยกเว้นการbundleกับงานอื่นเท่านั้น
เราพยายามยืนpositioningกับลูกค้า

True อ้างว่าธุรกิจFibre Optic มีมูลค่าตลาด 14,000 ลบ
เราต้องทำให้coverage 75 จังหวัด
ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ที่ลูกค้าต้องการ และ
ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการติดต่อเพียงรายเดียว
ถ้าเราไม่ครอบคลุม อาจเสียลูกค้าไป

ศูนย์รับฝากข้อมูล
เราให้เช่าวางอุปกรณ์ ซึ่งต้องการไฟ ,แอร์ และ คนที่คอยดูแลเวลามีปัญหา
ผมให้เช่าแบบนี้

Cloudคือ layer on top เราไม่มีใครเป็นเจ้าของemail แต่เป็นการเช่าใช้

เราใช้google cloud
เราก็เป็นผู้ให้บริการระบบ iT cloud

เราพยายามให้ทำสัญญายาวขึ้น ทำอย่างไรให้เราsecure แต่อาจได้เงินต่อเดือนลดลง
สัญญายาว ดีกว่า สัญญาสั้น เพราะทุกลูกค้าที่ปิดได้ต้องมีการลากสายสัญญาณเข้าบ้านลูกค้า
ถ้าลูกค้าเลิกสัญญา เราอาจไม่คุ้มทุน
Average 18 เดือนคุ้มทุน

ผมพยายามให้สัญญาเป็น 3 ปีหรือ 5ปี

2.Data Center
ธุรกิจdata center ถ้าลูกค้าย้ายเข้าแล้วออกยาก
ถือเป็น defensive Theme อีกอัน สำหรับนักลงทุน

3.Installation นอกจากงานติดตั้ง fibre แล้ว
ด้วยbasicของช่าง อาจมีการติดตั้งSolar
เราสนใจในโทรคมนาคม เช่น AIS , True
การลงทุนเพื่อได้ไฟราคาถูกใ่นช่วงกลางวัน

Historical Performance
เรามองว่า รายได้ 2,400 ลบ เป็นไปได้ไหม
ตอนนี้เราพยายามมองตรง 2,100 ลบก่อน
1.Data service 1,105 ลบ
2.Data center. 95. ลบ
3.Installation. 900. ลบ

Recurring Income

Data service
USO มาช่วยเพิ่มรายได้ การติดตั้งโครงข่ายตามชายขอบ ถือเป็นรายได้ครั้งเดียว
ส่วนdata serviceน่าจะโต 20-40%
เห็นการเติบโตของrecurring ในงบปี พยายามมองเป็นปี
แต่ก็โตได้ Q-Q
ปีที่แล้ว q4 รายได้หาย เพราะรัฐไม่มีงบ
ปีนี้ไม่แย่เท่ากับปีที่แล้ว งบแค่ช้ายังไม่ผ่าน

ตัวที่โตต่อ คือ recurring

70% Data service
10% Installation
20% Data center

non recurring : Installation

เราเข้าถึงลูกค้า 699 รายหมด (Jun 2020) เราพยายามชิงจังหวะนี้
เพื่อเข้าถึงลูกค้า คุณณัฐนัย คุณบัณฑิตก็ไปช่วยลูกค้าปิดดีล
ถือเป็นจุดแข็งของบริษัทกลาง
และลูกค้าก็ชอบที่ได้มีโอกาสติดต่อกับเจ้าของหรือผู้บริหารโดยตรง
มีอะไรก็สามารถต่อว่าได้

ตอนนี้มีoperator : True,AIS มาใช้ ทำให้ลูกค้าเชื่อว่าโครงข่ายเราดี

เราพยายามให้แตกต่าง โดย ติดตั้งให้เร็วกว่าลูกค้า
ซึ่งตรงกับลูกค้าที่ต้องการให้ติดตั้งเร็วๆ

เช่นวงจรธนาคารกรุงไทย เราติดตั้งเกือบ1000สาขา
phase I , II อย่างละ 300สาขา แต่เราทำได้ 500สาขาต่อphase
ซึ่งเราทำเร็วกว่ากำหนด ก็เก็บเงินได้เลย

ถือเป็นการฝังชิป ไปในตัวพนักงาน

SLAถือเป็นเรื่องสำคัญ การมีปัญหา ทางแก้คือเมื่อไหร่จะขึ้นได้เมื่อไหร่
เราพยายามย้อนกลับมา ว่าให้เราสามารถตอบได้

Data center รายใหญ่ เช่น ธนาคารขนาดใหญ่ รัฐวิสาหกิจ
เราไปเน้นลูกค้าที่ซับซ้อน เราใช้กลไก ที่most flexible

แต่แลกกับcostที่จ่ายด้วย เราเป็น most flexible

ธุรกิจหลัก คือ data center
บริการที่เพิ่มขึ้นเราทำได้ แต่ก็มีการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

เรามีFibre. มีทีมอยู่ทั่วประเทศ
ไฟฟ้าออก Bid ซึ่งขอบเขตงานทั่วประเทศ เรามีคนอยู่ทั่วประเทศ
เราทำดีกว่า SI ,cost เป็นเบี้ยหัวแตก

งาน TRUE มีผู้รับเหมาอยู่ 25 รายเราอยู่กลาง

ทหาร เราได้งานMicrowaveมา เรามีแขนขา โดยบริการ dare fibreอยู่แล้ว
ก็เลยเห็นโอกาส ในการซื้อและติดตั้งได้ด้วย

จุดแข็ง คือ แรงที่เราลงไป และมีconnection ที่แข็งแรง

Net income เราคาดว่าจะได้ 190 ล้านบาท
ต้องโทษCovid-19 ที่กระทบต่อกำไร

กำไรoverall มีจากส่วนงานต่างๆเข้ามา
Recurring ที่เข้ามาอาจไม่ทันใจนักลงทุน เพราะยังมีคู่แข่งเข้ามา
รวมถึงลูกค้าที่ต่อรองมากขึ้น ดังนั้นจึงเกิดการชนะและแพ้ดีล

กบข ได้deal Dark fibre จากconnection


Q3 2018 มาจากโครงการ USO-1
ตอนนี้การติดตั้งยังไม่ครบ แต่สิ้นปีก็สามารถติดตั้งได้ครบตามสัญญาของกสทช

GP up and down กระทบบางไตรมาส
Q1,2 GP 30%กว่า
เราก็ทำ cost reduction ทำให้GPเพิ่มขึ้นมา

Performance

USO 30% ซึ่งbook ไปแล้ว รับรู้อีก 5ปีเป็นอย่างน้อย

Dark Fibre 16% ธนาคารไม่ค่อยได้เปลี่ยนบ่อยๆ ก็เลยเป็นที่มา
ดีลKTB รอมา10ปี ปีนี้ปีแรกที่เริ่มแยกlinkออกจากกัน เราเลยมีช่องทางที่เข้าได้
Kbankก็เป็นลูกค้าเรา ซิมโฟนี่ได้เยอะ
เราได้ATM ที่อยู่นอกห้างหรือ ต่างจังหวัด

Date center ไม่หวือหวา บางช่วงมีการmaintenance

installation ก็มี up and down
Margin งานรับเหมา เมื่อมีงานน้อย ก็แข่งขันกันสูง ปกติ 22-25%
ตอนนี้ได้ 17-20%

ARจ่ายช้า ติดตั้งเสร็จ ต้องมีการเซนต์จากsiteงานและส่วนกลาง ซึ่งยากระดับนึง
บางทีจ่ายชัวร์ แต่จ่ายช้าเช่น TRUE 240 วัน

Installation project จะกลายเป็น financing project

Revenue Backlog หน้า13
แบ่งเป็น
1.Data Service
1.1 Bandwidth
1.2 Dark Fibre
1.3 USO1
1.4 USO2
2.Data Center
3.Installation

Backlog Revenue Recognition
Data service 563 MB
Data center. 38. MB
Insatallation. 576 MB

DE ratio Q2 2020 ประมาณ 2.81
DE ต่อธนาคาร. 2.35 Mb


Finance สำหรับfibre optic
1.Backbone ลงไปหมดแล้ว
2.Last milesแปรผันตามที่ได้มาจากลูกค้า
เราจะได้ กี่กม forcase. และคิดว่าควรเดินสายไปกี่กมดี
เราเก็บonetime charge บางที่เดินใต้ดิน ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
เราไม่สามารถpass ค่าใช้จ่ายไปที่ลูกค้าตรงๆ
เราพยายามทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ขาดทุนในหนึ่งปี

นี่คือโครงข่าย
แต่datacenter ไม่มีอะไรซับซ้อน

Project solar ควรจะfully finance ให้หมด เราไม่เอาcash flow operationมาเสี่ยง
Uso1 ทำและวางบิลไปแล้ว กสทช ใช้บริการไประยะนึง แต่ระยะสองยังไม่ได้เก็บเงิน
ประกอบกับมีเรื่องของTOTเข้ามา
USO2 เรามีเงินค้างฝั่งติดตั้ง เนื่องจาก covidเลื่อนติดตั้ง
ต้องแก้สัญญา พึ่งเก็บได้ 270 ลบสัญญาภาคกลางก็ยังไม่ได้เก็บเงิน

ถ้าเก็บเงินได้หมด จะเห็นภาพ looking forward
USO เราคิดราคาเผื่อไว้หลายstep เราเชื่อว่าทำให้marginภาพใหญ่ดีขึ้น

ปีหน้า uso ประมาณ 500ลบ
Recurring 500ลบ
Data center
Installation

เราไม่ใช่บริษัทเน้นประมูล
เรามีทั้งเสนองานเข้าไป และ การเข้าประมูลงาน

งานที่จะเข้าในปีนี้
1.USO TOT ก็เก็บงานที่ยังเสร็จ เราสนใจ
เพราะมองถึงเกมต่อยอดในกสทช
เรามีพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้
เราอยากทำnet ชายขอบ ภาคเหนือ และ ภาคอีสาน
เราอยากทำภาคอีสาน แต่ต้องระวังเรื่องน้ำ เลยคิดว่า
ถ้าได้จะรีบทำก่อนน้ำมา

ศูนย์ คือ หัวใจของหมู่บ้าน คือการสร้างตึกหนึ่งชั้นมีเจ้าหน้าที่อยู่หนึ่งคน
113ศูนย์ ต้องทำให้เสร็จ บางทีมีหลังคา เราก็ต้องทำต่อ
เราวางกุศลโลบาย เอาคนที่เป็นผู้รับเหมารายเดิมทำต่อ
เราจะเข้าไปปิดgapตรงนี้ ยังยืนยัน ว่าอยากเข้ามูลค่า 730 ลบ
margin 10.XX%
ก่อสร้าง 900ลบ
เราน่าชนะ เพราะเชื่อว่าเราจัดการได้
ส่วนที่สอง คนพื้นที่ห่างไกล เราจะเข้าไปeducate ส่งคนไปนั่งตลอด7วัน
เด็กๆก็เข้ามาใช้internet เรามีการอบรมคนในพื้นที่ training , class online
โดยใช้กองทุนusoโดยoperatorเป็นผู้จ่ายต่อปี

มูลค่า 1800 ลบ7สัญญา. ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ เป็นสองสัญญาแรก

เราเชื่อว่า TOR จะเสร็จใน ตค หรือ พย
ดังนั้นการประมูลน่าจะ พย และคาดว่า เสร็จ กพ
มั่นใจว่าจะได้อย่างน้อย 1สัญญา คาดหวังรายได้ 800ลบ

Uso tot จะประมูลก่อน เหลือแค่รอประชาพิจารณ์
ประมาณ พย ซึ่งมั่นใจว่าน่าจะได้

โครงการ ศูนย์รับแจ้งเหตุแห่งชาติ เป็นการ outsourcing service
ส่งให้หน่วนงานที่รับผิดชอบ. แบ่งเป็น

งบลงทุน 2ปี. ติดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุแห่งชาติ66จุดในปีที่หนี่ง
และกระจายไปทุกจังหวัด

7200 ลบ มีการประมูลไปแล้วครั้งที่หนึ่ง แต่ขาดคุณสมบัติ
เลยอยู่ในช่วงประชาพิจารณ์ในรอบที่สอง

ผู้เล่นมีหลากหลาย เช่น SIรายใหญ่ถึงรายเล็ก
มีความซับซ้อน เช่น ตอนรับสาย จะรู้ได้อย่างไรว่าใครแจ้งมา
จุดที่อยู่ หลังบ้าน ต้องมีsoftware CAP ต้องมีAIมาช่วยคิดว่า
ส่งใคร สน ไหน มาดูแลให้

ระบบ191 ถ้าถูกต้อง จะเป็น Live saving

ITEL : ทำอุปกรณ์ปลายทาง
Amount 1,500 ลบ ถ้าได้ทำ ก็จะมีงานไปต่อได้
26ตค ยื่นbid

งานกองทัพไทย ได้งานภาคใต้ microwave
ยังมีภาคอื่นอีกท่ีต้องการลงทุน กำลังติดตามอยู่ว่านโยบายจะเปลี่ยนหรือเปล่า

ส่วนการขายlink เรายังเชื่อว่าตลาดโต
รายได้เพิ่มขึ้น จากcontract 150 ลบจะสามารถaddเข้ามาได้

โครงการ TELE Health 180ล้าน 5จุดต่อไปจะขยายมากขึ้น
แต่ไม่รู้ว่าจะประมูลรวม หรือ แยก
ชาวบ้านไม่ต้องไปหาหมอโดยตรง แต่ไปที่ศูนย์เพื่อคุยกับหมอผ่านเครือข่าย
โดยหมอไม่ต้องเดินทางมา มี 5โรค เช่น โรคตา ผิวหนัง

มีsoftware กลาง เพื่อตรวจสอบประวัติคนไข้

การออกประมูลซอยสัญญา จะเป็นการแข่งขันที่ลดลง
ยังไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน

Antidrone การติดตั้งผ่าน fibre และdetactผ่านdroneอีกที

คู่แข่ง ระดับโลก เช่น Amazon , Google ยังไม่มาตรง แต่มาเก็บข้อมูลก่อน
เราก็ต้องระวัง

สิ่งที่มีอยู่ในมือ คือ connectivity

งานกล้อง สตม เราไม่ได้เข้าไปงานติดตั้ง เพราะpartnerเขามีบริษัทที่ทำได้
กอ.รมน.เรื่อง CCTV คณะกรรมการ พยายามเชื่อมกล้องทั้งหมดโดยมีงบ 6500 ลบ

อยากเชื่อมกล้อง500ตัว ในสามจังหวัดชายแดนเข้าด้วยกัน
เราเสนองบ 500ลบ3ปี

ตชด งบ 600-700 ลบ ถูกดึงกลับไปกระทรวงพลังงาน รอลุ้น


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1846
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Fri Sep 25, 2020 8:18 am

Q&A

1.โครงการUSO recurring 5 years พื้นที่ให้บริการบริเวณชายขอบ และ ห่างไกล
จำเป็นต้องใช้infraของเราร่วมกับPartnerเช่น

USO1
ITEL จับมือกับ ais เชื่อมกันกับโครงข่ายสร้างใหม่ของ กสทช

USO2
ITEL จับมือกับ 3BB

2.BW data service
เรามีสัญญา 18เดือน หมายถึง การcontract ทั้งหมดมาเฉลี่ยกันได้18เดือน
ปกติ ถ้าเราได้ 3ปีก็ดีใจแล้ว ถ้าเป็น5ปียิ่งดี
แต่ถ้ากรณี1ปี ปกติลูกค้าไม่อยากเซ็นต์ยาว เพราะอาจได้ข้อเสนอที่ดีขึ้นในปีหน้า
ตอนต่ออายุ เราพยามยามชักจูงให้ต่อสัญญายาวๆ โดยยอมลดราคาลงบ้าง

3.สอบถามrateที่ลูกค้าออกไป( churn )เป็นเท่าไหร่

ลูกค้า 699 รายในปัจจุบัน มีออกไปประมาณ 1%
คิดมาจาก Churn Rate = (ลูกค้าออก/ลูกค้าทั้งหมด)*100%
ส่วนใหญ่เหตุผลมาจากบริษัทปิด หรือ เจ๊ง



4.data service เราcharge fix หรือแปรผันครับ

เราbreak down back log เป็น 4อันเพราะ usoใหญ่
4.1 bandwidth ให้บริการวงจรเช่า เช่นราคา 5000,8000 บาทขึ้นกับแต่ละคน
4.2 Dark Fibreสำหรับลูกค้ารายใหญ่ เช่น AIS, TRUE
4.3 USO1
4.4 USO2

GP แต่ละตัว (ในที่นี้เข้าใจว่าคุณณัฐนัยตอบGPของส่วนติดตั้ง แต่ผู้ถามจริงๆอยากรู้ส่วน
Data service )

USO 17% , USO2 ยังไม่เสร็จ มีค่าส่งงาน ยังไม่สามารถfinalแต่คิดว่า 17%

TOT USO งานติดตั้ง งานเก็บ งานเเก้ จะแพงกว่างานสร้างใหม่ GP จะน้อย
Overall 10-12% ยังไม่ได้ลงในรายละเอียด

BW. GP จะน้อยกว่า Dark fibre ต้องลากสายไปหาลูกค้า
Dark fibre GP จะดีกว่า อยู่ใกล้กับเรา

5.ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตอนติดตั้งในช่วงcovidจะใช้เป็นrateในการอ้างอิง
ในการคิดราคาครั้งต่อไป

6.DE USO project ผู้ถามอยากทราบว่าจะปันผลได้เมื่อไหร่

สร้างและให้บริการ
การสร้างใช้เงินเยอะ กสทชจะจ่ายเงินให้เราทีหลัง ทำให้ DE ratioสูง
หลังจากได้รับเงินมาทำให้ DE ลดลง
เราพยายามหาจุดที่DEเหมาะสม
ต่อเมื่อcashflow USO ได้รับเข้ามา

คืนหนี้ก่อน แล้วค่อยพิจารณาว่าสามารถจ่ายปันผลได้ไหม



7.Capex 350 ลบ คิดมาจากอะไรครับ

คิดจากlinkที่เราจะขึ้น เช่น 4000วงจรที่เราต้องลงทุน


8.data service คาดว่าจะหาส่วนเพิ่ม150ลบและuso เพิ่มมา200ลบ
ถูกไหม

จากตาราง ปีหน้า uso1 รับเต็มปี 148 ลบ รวมแล้วจะเพิ่ม 200ลบ
ต้นทุนขาย จะbreak down จะรับกลับไปทำให้ดูภายหลัง

9.รายได้จากการบริการโครงข่าย
มีcombination4ส่วนตัวที่มีผล คือ USO2
เกิดความไม่matchingของค่าใช้จ่าย เพราะโครงข่ายพึ่งเปิดใช้
ในอนาคต ค่าใช้จ่ายuso2จะเพิ่มขึ้น

GP 17% สามารถหา gpได้เลยจากยอดรายได้

ลูกค้าไม่swtiching เพราะ จะเกิดoverhead ในการเฝ้าเปลี่ยน
ระบบทั้ง100สาขา


10.ทำไม ISPต้องมาใช้ของเรา

ISPแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ
กลุ่มแรกมีmediaของตัวเอง เช่น AIS,TRUE
บางคร้ังบริษัทในกลุ่มเช่น True IDขอไปที่บริษัทแม่แต่ไม่ทันเวลา
ก็อาจมาใช้บริการของเราแทน

กลุ่มสองไม่มีmedia เช่น internet thailand ก็มาใช้บริการของเรา


Post Reply