แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Tue Jan 15, 2019 12:16 pm

ว่าด้วยเรื่องภายนอกประเทศ
เริ่มต้นที่เมืองจีน ตอนนี้เริ่มมีข่าวเรื่อง การขายรถยนต์ของจีนที่ลดลงครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่จีนเปิดประเทศมา (นับปี 1992)
อีกเรื่องเป็นครั้งแรกที่ยอดการส่งออกของจีนถดถอย ที่ส่งออกน้อยกว่าปีก่อนหน้า (2018 น้อยกว่า 2017) จากการเปิดประเทศ
อันนี้น่าสนใจเพราะว่า พี่ใหญ่สุดของเศรษฐกิจในเอเชีย เริ่มส่งสัญญาณที่ไม่ค่อยดี จากสงครามการค้ากับ US

ส่วน US ทำไมถึงต้องเกิด Govt shutdown เกิดขึ้น ง่ายๆ คือ ถ้าหากเศรษฐกิจร้อนแรงเกิดไป ก็ทำให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย
การเบรกมิใช่ดำเนินการขึ้นดอกเบี้ย นั้น ก็คือ แรงงานนั้นต้องตกงานเพิ่มขึ้นนั้นเอง คิดแบบนี้ไซร้ก็ได้คำตอบของโจทย์นี้
ไม่เพียงแค่นั้น เลือกตั้งปีหน้า 2020 นั้น ถ้าตกงานตอนนี้ ดีกว่าตกงานต้นปี 2020 ที่เลือกตั้ง ทำให้เศรษฐกิจแย่ปีนี้
เพราะกลางเทอม มันทำให้ อีกฝ่ายที่ได้รับเลือกเข้ามา ขัดขวางการบริหารประเทศเป็นแพะไป คิดแบบนี้ก็จบเรื่องนี้
คาดการณ์ไม่ได้แต่มันมีคำตอบ มองแบบ ค่อยๆมองว่าเพราะอะไร เดี๋ยวมันก็ตอบมาเอง

ส่วน Brexti นั้น ตอนนี้ อังกฤษ เริ่มแข็งแกร่งในด้านของทหารเพราะเรือบรรทุกเครื่องบินกลับมาประจำการแล้ว
HMS Queen Elizabeth เข้าประจำการปลายปี 2017 มีระวางขับน้ำ 65,000 ตัน
HMS Prince of Wales คาดว่าเข้าประจำการปี 2020 (ตอนนี้กำลังต่ออยู่)
ทำให้หลังดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนหน้านี้

สังเกตต่อ เรื่องของทหาร ญี่ปุ่น ตอนนี้เริ่มดัดแปลงเรือบรรทุกฮ.พิฆาตของตัวเองเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน
JS Izumo กับ JS Kaga เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน ระวางขับน้ำ ตอนที่สร้างเสร็จ 19,500 ตัน
ก็ต้องดูกันต่อไปว่าบรรทุกเครื่องบิน F35 หรือเปล่า

ส่วนจีนนั้น ตอนนี้เริ่มสร้าง Type 2 ที่เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน แบบใช้พลังงานนิวเคลียส เสร็จแล้วเป้นชาติที่สามที่มีในครอบครอง ต่อจาก US และ ฝรั่งเศส นั้นเอง
ส่วน type 1A นั้น กำลังทดสอบอยู่ Sea trail รอบ2 แล้ว

น่าสนใจว่า กองทหารของจีนนั้นยังไม่แสดงศักยภาพในสนามรบจริง ผิดกับ US,EU,รัสเซีย ลงสนามกันหมดแล้ว
รอดูจีนรบแต่ว่าเป็นที่ไหนเท่านั้นเอง
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Jan 21, 2019 12:06 am

Search yield
คำนี้ได้ยินบ่อยในช่วงหลังๆ แต่ทว่า มันไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจ
หากใครอ่านหนังสือของ ปู่ อลัน กรีนสแปน อดีตประธาน FED ที่ยาวนานที่สูงในประวัติศาสตร์ของ US
มีเขียนไว้ในหนังสือ "Alan Greenspan : The Age of Turbulence ยุคแห่งความโกลาหล" ในช่วงท้ายๆของการรับตำแหน่ง
ของคุณปู่ ในส่วนของ อสังหาริมทรัพย์ ในด้านของผู้ซื้อที่เสียดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์นั้นเอง
ซึ่ง การลดดอกเบี้ยในช่วงหลังปี 2000 หลังจากการเกิด วิกฤติต้มยำกุ้ง ต่อด้วย วิกฤติ ดอทคอมนั้นเอง

แต่น่าเสียดายว่า หนังสือแปลของ ปู่ อลัน กรีนสแปน ที่สำนักพิมพ์ Post นำมาลดราคาเหลือเล่มละ 99 บาท ไม่มีใครต้องการ
ไม่เพียงแค่นั้น วางขายแบบใส่ถุงใส่เท่าไร ถุงละ 199 บาทก็ไม่ค่อยมีใครซื้อหาเท่าไร แต่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าอ่าน
เพราะว่า ระดับปู่อลัน กรีนสแปน มาเขียนหนังสือเอง มันต้องมีอะไร บางอย่าง ถึงแม้นว่า เก่าไปหน่อย แต่มันคือประวัติศาสต์
ที่สำคัญทางเศรษฐกิจเลยก็ว่าได้ เพราะ ปัจจุบันย้อนรอยอดีต ในบริบทเดิมอยู่แล้วนั้นเอง

เมื่อคนลืม หรือยุคสมัยลืมไปแล้ว นั้นแหละที่ต้องระวัง
ซึ่งมันก็สอดคล้องกับ มาตรการของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาในช่วงเวลานี้ ที่ออกมาดูแล อสังหาริมทรัพย์ เป็นพิเศษ
กลัวว่า ถ้าหดอสังหาริมทรัพย์ มีปัญหาฟองสบู่ก็ทำให้กระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนั้นเอง

ต้องรอดูว่า การลดความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ แล้วยังคงร้อนแรงอยู่หรือไม่
รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ย แล้วกระทบผู้ผ่อนชำระอสังหาริมทรัพย์ หรือไม่ในอนาคต
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Feb 07, 2019 10:42 pm

ฝุ่นและควัน
กลางเดือนมกราคม ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นั้นเกิดปรากฏการณ์คนกรุงเทพ ตื่นเรื่องหมอกที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กคือ PM 2.5 และ PM10
อันนี้มันเกิดมาหลายปี สาเหตุมาจาก
1. การก่อสร้าง ต่างๆ ที่ระดมก่อสร้างกันในช่วงนี้ ไล่ตั้งแต่ รถไฟฟ้า ทั้งใต้ดินและบนดิน ,สร้างสะพาน ,ปิดสะพานข้ามแยกเกษตร ,ขุดอุโมงค์
2. การทุบทำลายตึก อาคารต่างๆ เช่น โรบินสันสีลม ทุบทางเท้า
3. การเผาไร่
4. รถติด อันนี้หนักหนาสาหัสสกรรณมาก

แต่อย่าลืมไปเสียว่า สิ่งหนึ่งที่เรามองข้ามไปคือ อาคารสูง ในการศึกษาสภาพแวดล้อมของอาคารสูง นั้นไม่ได้ศึกษาเรื่องทิศทางของลม ที่มีผลต่ออาคารเลย ว่าสร้างไปแล้วขวางทางลมหรือไม่ ลมจะพัดไม่สะดวกขึ้น อันนี้ถ้าหากหน้าร้อนคือ โดมความร้อน คือทั้งอาคารเปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกัน ระบายความร้อนจากห้องออกภายนอก ข้างนอกก็ยิ่งร้อนและร้อนมากกว่าเดิม
ไม่เพียงแค่นั้น ลมพัดเอาอากาศที่เย็นกว่าเข้าไม่ได้ งานก็เข้าซิ ร้อนก็ร้อนมากกว่าเดิมในหน้าร้อน
ส่วนหน้าหนาวก็ไม่มีลมพัด ลมนิ่ง อากาศก็ไม่ถ่ายเท ประกอบกับ หนาวหน้าเป็นช่วงที่มีความกดอากาศสูง นั้นคือ อากาศโดนกดมาด้านล่างลอยขึ้นไปข้างบนได้ยากกว่าเดิม ก็ทำให้ฝุ่นอยู่ด้านล่าง คราวนี้ก็หมอกและควันเลย
อันนี้ละเลยกัน แต่ทว่าในอนาคตละเลยไม่ได้ สำหรับหน่วยงานโยธาธิการและผังเมือง
ถ้าหากสังเกต ในปี 2530มีเอกสารของ ธปท (เก่าเก็บแต่เอามา Scan ย้อนความหลัง) อาคารสูงภายในกรุงเทพมีประมาณ 100 ตึกเท่านั้น แต่ปัจจุบันไม่ได้สำรวจว่า มีถึงหลักพันตึกหรือยัง เพราะหลังๆ คอนโดมิเนี่ยมก็เพียบ ทำให้มันเป็นกำแพงกั้นลมไปโดยปริยาย

สิ่งที่เห็นในรอบนี้คืออะไร คือ เอกชนช่วยรัฐ เหมือนตอนถ้ำหลวงเลย
หน่วยงานไหนช่วยอะไรได้บาง โดยเฉพาะอาคารสูง ฉีดน้ำลงมาช่วยลดปริมาณฝุ่นในอากาศ เลยทีเดียว
มีฝูงบินช่วยปอยน้ำจากที่สูงอีกต่างหาก เรียกได้ว่า ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาอะไรทั้งสิ้น แถมได้กล่องจากประชาชนชาวกรุงเทพไปอีกต่างหากในฐานะพระเอกขี่ม้าขาว นั้นเอง

แต่ทว่า ช่วงนี้ผ่านพ้นไป ปีนี้ยังไม่หมดช่วงที่สภาพอากาศเลวร้ายละ ต้องวัดกันต่อไปว่าเกิดเหตุไหม

อย่างไรเสีย ถ้าหาก ใครจับแพะชนแกะ คือ ช่วงที่เกิด นั้น เป็นช่วงฝุ่นตลบจากการประกาศเลือกตั้ง
ช่วงหนักๆคือช่วงที่ใกล้ประกาศรับผู้สมัคร พอผ่านมาปุ๊บ ฝุนและควันหายไปเลย เหมือนเสกสั่งมา เลยละเนี่ย

เอาละไปก่อนละ สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อน
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Feb 16, 2019 10:20 pm

Rare item ในโลกการ์ตูน
ธุรกิจที่ทุกคนคิดว่าเป็นตะวันตกดินคือการพิมพ์หนังสือการ์ตูน แต่หารู้ไม่ว่า
เมื่อคนรุ่น ที่เติบโตมากับการ์ตูนเรื่องนั้นมีกำลังเงินแต่หาอ่านการ์ตูนเรื่องที่เราเป็นเด็กไท่ได้ราคาสูงแค่ไหน
มีตัวอย่างให้เห็น เรื่อง dragon ball ค่าย nation ได้ลิขสิทธิ์ มีสองรูปแบบ แบบเล่มเล็กตอนนี้ราคาอยู่ที่ 4,000-6,000 แล้วแต่สภาพ ราคาหน้าปก 35 บาท มี 42 เล่ม
เล่มใหญ่ 5,000-7,000 บาทจำนวนเล่มเท่ากัน แต่ปกออกแดงๆ
เซ็นต์ไซย่าของวิบูลย์กิจ ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ มี 7,000+ ถ้าลิขสิทธิ์ ตั้งแต่3000 -5,000 บาท
แต่ถ้ารุ่นใหม่ล่าสุด มีกล่อง 2 กล่อง ขาดตัว 7,000 บาทมีทอน
ถ้าปรสิต อันนั้น 2,000-3,000 บาทเล็กใหญ่แล้วแต่สภาพ
City hunter อันนี้ ยังมีขายทั่วไป 3,000-4,000บาท

ราคาของพวกนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการเก็บหนังสือและความต้องการของตลาด
ส่วนใหญ่ราคาจะเป็น discount นอกจากการ์ตูนระดับตำนรนเท่านั้น

อันนี้เหมือนแทงหวยว่าการ์ตูนเรื่องใดเป็นตำนานนั้นเอง
:)

:)

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1629
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by amornkowa » Sun Feb 17, 2019 9:23 am

เห็นด้วยครับ การ์ตูนบางเล่มเคยซื้อไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนี้ไม่อยู่ เห็นแล้ว
ก็อยากซื้อ แต่ราคาก็สูงมาก บางครั้งก็ตัดใจซื้อไปเพื่อเก็บเป็นของที่ระลึก
แต่บางเรื่องนำมาพิมพ์ใหม่และขายลดราคา ถือว่ามีMOSน่าสะสม เช่นการ์ตูนของเนชั่น
เกี่ยวกับเรื่องของคนเขียนโดเรมอนเป็นต้น


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Mar 03, 2019 10:48 am

999
ในแวดดวงการหวย นั้น เลขที่มีโอกาสที่ถูกรางวัลได้ต่ำที่สุดคือ เลขตอง สำหรับสามตัวหน้าหรือสามตัวหลัง
แต่การออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลสัญจรอีกครั้ง
ครั้งนี้ที่คอหวยทั้งหลาย ออกอาการตั้งแต่การออกสามตัวหน้า คือ ผลรางวัลคือ 999
แถมแค่ั้นไม่พอ สองตัวท้าย นั้นออก 65 ถ้าย้อนกลับไปงวดประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 สองตัวท้ายออก 56
งานนี้คอหวยเกิดอาการคอพับไปเป็นทิวแถว

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงในงวด 1 มีนาคม 2562 คือ การขายสลากที่คละเลขในเล่ม แถมไม่พอ กองสลากออก2 ใบเหมือน
มากดราคาขายอีกต่างๆหาก ไม่ให้พวกยี่ปั้ว ทั้งหลายจับเลขมาชนแล้วขายเป็นชุดได้ เรียกได้ว่า ทำเองซักเลย ขายเองอีกต่าหงาก

การลุ้มโชคโดยการลงทุนในสลากินแบ่งรัฐบาลนั้น โอกาสถูกน้อยๆมากๆ แค่ทว่า เป็นการลุ้นที่ประชาชนทั่วไปชอบ
เพราะว่า ลงทุนต่ำ แต่ถ้าฟลุ๊คได้รางวัลใหญ่ก็คุ้มค่านั้นเอง
ซึ่งบางคนเปลี่ยนชีวิตได้จากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเอง แ
แถมกำลังของกองสลากนั้นกลับคืนสังคมไทย ในหลากหลายรูปแบบ คือ ด้านการศึกษา การลงทุนในสาธารณูปโภค องค์กรการกุศลต่างๆ เป็นต้น

อันนี้ให้อ่านกันขำๆ กับพฤติกรรมของคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่มีพฤิตกรรมเกี่ยวข้องกับตัวเลขทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน นั้นเอง
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Mar 17, 2019 3:36 pm

ค่าแรง ขั้นต่ำ ปรับเป็น 300 บาท
อันนี้ต้องย้อนอดีตตอนที่ปรับค่าแรงเป็น 300 บาท ราคาเดียวทั้งประเทศ ซึ่ง เป็นการปรับที่แยกมากๆ
ไม่มองเรื่องอื่นน่า มองแค่ ปรับค่าแรง 300 บาท นั้น เป็นการดึงอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้น แน่นอน
มันคือต้นทุนของบริษัท/ห้าง/ร้านต่างๆ ถ้ามองอีกมุมหนึ่งคือ ร้านไหนที่ใช้กำลังแรงแบบหนักหน่วง ไม่ยอมปรับปรุงก็อยู่ไม่ได้
นั้นคืออะไร คือ รัฐ ใส่แรงเค้นลงไปในระบบแรงงานเลยว่า ถ้าหากแรงงานไม่ปรับปรุง ให้มีทักษะที่สูงขึ้น และบริษัท ไม่ปรับปรุง
ให้สามารถขายสินค้าที่ใช้ เทคโนโลยี่ระดับสูงได้ หรือ บริษัท ที่มีกินขนาดตลาดมากขึ้นได้ ก็ยอมตายไป
ด้านนี้มองแล้ว เป็นอย่างไร ก็คือ รัฐ ต้องการให้บริษัทในประเทศมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ลงทุนในด้านเทคโนโลยี่ที่ใช้แรงงานคนมากขึ้น เพราะอะไร เพราะว่า ประชาชนกรของเรา เป็นผู้สูงอายุมากขึ้น คือ แรงมีน้อยลง แต่มีความเก๋าเกมมากขึ้นเท่านั้นเอง
ดังนั้น ต้องใช้ความเก๋าเกม ที่ผ่านร้อนความหนาวมาให้เป็นประโยชน์คือ ปรับปรุงให้ประเทศไทย จากรายได้กลางๆ ไปสู่รายได้สูงให้ได้
ถ้าทำแบบนี้แล้ว ประเทศไปเป็นประเทศรายได้สูงไม่ได้ นั้นคือเกิดภาวะ ช็อคขึ้นมาก ก็คืออะไร ก็คือ เกิดปัญหา ว่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และ ไม่เพียงแค่นั้น รัฐต้องกดราคาสินค้าให้ต่ำให้ประชาชนครองชีพให้ได้ คนตกงานต้องหาอาชีพมารองรับ
คำถามใหญ่ๆก็เกิดขึ้นว่า ระยะหลัง กลับกลายเป็นรัฐ เป็นผู้จ้างงานหลักๆของประเทศเลย นี้คือ รัฐต้องปรับตัวให้ได้ด้วยหรือเปล่า
ถ้าหากขึ้นค่าแรงแบบนี้ ซึ่งรัฐ ก็จ้างประชาชนเป็นพนักงานอัตราจ้าง แบบรายได้ รายวันก็เพียบ ไม่ได้แจ้งเป็นข้าราชการ ดังนั้น ก็คือ ต้อปรับตัว ให้เป็นรัฐ ที่ใช้เทคโนโลยี ที่ สอดประสานกัน ในระดับกอง ระดับกรม ระดับกระทรวง ทบวง ให้ได้นั้นเอง


ถ้ามองแบบเบื้องหลังแบบนี้แล้ว ก็ไม่มีปัญหา ที่บอกว่า Hyper inflation นั้น ต้องบอกว่า ต้องสาบ คือ รัฐ ทำไม่ได้ พรบ ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี พรบ หลักจัดทำงบประมาณ และรัฐธรรมนูญ ก็ทำไม่ได้ เพราะ ขาดดุลงบประมาณ ทำได้ไม่มากอะไร นอกจากฉีกกฏเกณฑ์ทั้งหมด คือไปกันไม่ได้อีกรอบ ก็ล้มกระดานใหม่เท่านั้น คือเคลียร์ทุกอย่างเหมือน ซึนามิ ที่ถล่มญี่ปุ่น จากแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์นั้นเอง

สิ่งที่กังวลกัน ดูปัจจุบันก่อนว่า มีอะไรเป็นกำแพง หรือเปล่า ถ้ามีก็ไม่น่าห่วง
สิ่งที่น่าห่วงคือ เทคโยโลยี่ ที่เราเอามานั้น ทำแล้ว สอดประสานกับสิ่งที่เป็นอยู่หรือไม่

สิ่งหนึ่งที่น่าห่วงคือปากท้องมากกว่า ว่าประชาชนท้องอิ่ม หรือประชาชนอดอยาก ถ้าประชาชนท้องอิ่มประเทศก็เดินหน้าได้ แต่หากประชาชนอดอยากก็เกิดคลื่นกำแพงสูงขึ้นมาแทน เพื่อล้มล้างสิ่งปลูกสร้างตามชายฝั่งนั้นเอง
ต้องรอดูว่าอะไรคืออะไร
จงอยู่ปัจจุบัน แล้วค่อยๆ มองไปข้างหน้า

อีกเรื่องที่ยังไม่ได้เขียนคือ รถร้อนของขสมก นั้นปี 2565 ไม่มีวิ่งแล้ว ไปเอารถประจำทางปรับอากาศวิ่งแทนทั้งหมด
งานนี้ มีนอกมีในหรือเปล่า ต้องรอดูข้ออ้างว่า เป็นเช่นไร คำถามที่น่าถามตอนนี้คือ ถ้าหากรถประจำทางปรับอากาศทั้งหมดแล้วไซร้ แล้วน่าร้อน แอร์ในรถสู้อากาศร้อนได้แค่ไหน ท่านที่คิด ลองไปนั่งดูได้ก่อนแล้วค่อยคิด นโยบายอันนี้ออกมาก่อนครับ
ช่วงนี้หน้ารอพอดี น่าลองก่อน เทียบระดับรถประจำทางปรับอากาศ กับ รถร้อน เอาตอน เที่ยงถึงบ่ายสี่โมงเย็น ว่าแอร์มันน็อค หรือเปล่าครับ ถ้าน็อค แล้ว มันนรกแตกหรือไหมครับ
ลองไปดูก่อนแล้วค่อยออกนโยบาย อันนี้เล่าสู่กันฟัง
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Mar 24, 2019 12:41 pm

เอามาลงให้ดูว่า สำนักพิมพ์ NED ปรับตัวแบบนี้ ลงตลาดแบบนี้ มาถูกทางไหม
ต้องตอบว่าไม่ใช่ของใหม่ เหมือน แผ่นเกมเมื่อก่อนนี้ครับ ตลาดนั้น รู้ผลภายใน 1 อาทิตย์ ว่าสินค้าขายได้หรือไม่ได้
สินที่ล่อให้คนซื้อในช่วงนั้น คือ ของแถม เป็น Limited edition ครับ

ตอนนี้ราคา มือสองที่เป็นชุด แถมที่ใส่พลาสติก คือ 8,000-9,000 บาท
เรียกได้ว่า คนที่กำลังเงินพอควรเลยแล้วสินค้าหาได้ยากอีกต่างหาก


https://scontent.fbkk2-8.fna.fbcdn.net/ ... e=5D09769E

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Mar 28, 2019 11:59 am

Apple Change Biz Model อีกครั้ง
เมื่อสองวันที่แล้ว Apple เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ฮือฮา กันอย่างมาคือ Apple Card
Apple ได้ก้าวไปสู่ ตัวทางการเงิน เข้าไปสู่ธุรกิจการให้ใช้เครดิต ซึ่ง ทุกคนคาดการณ์ไว้ว่า ซักวันหนึ่ง
Apple ต้องเข้ามา ในที่สุดก็เข้ามาจนได้
การที่เป็นเจ้าของบัตรเอง กับ การที่เป็น แค่ สื่อสาร มันแตกต่างกันอยู่
เพราะ เจ้าของบัตร ในระบบตัวเอง บริษัทผู้ออกบัตร ก็ต้อง สร้างกระแสการต่อต้านออกมาแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องหาพันธมิตรหรือ ทำเองในการจ่ายเงินของลูกค้าการใช้บัตรและระบบหลังบ้าน
จุดนี้น่าสนใจว่า เป็นเช่นไร
ในอดีต เป็นสื่อสาร คือ แค่ เอาบัตรผูกในระบบ ใครซื้ออะไรก็ จัดการให้ เป็นสื่อสารเก็บค่าธรรมเนี่ยมแทน
เปลี่ยนไปจากเดิมมา เรียกได้ว่า Biz Model Change จาก เจ้าของ Platform กลายเป็น ตัวแทนทางการเงินด้วย
ครั้งนี้น่าจับตาอย่างยิ่ง
ยังไม่จบแค่นั้น บัตรการเป็น ตัวเสริม แต่ บัตรดันออกมาในรูปแบบเรียบงานมากๆ ไม่มี Logo ของ Master/VISA อะไรทั้งสิ้น
งานนี้ ต้องถามเรื่อง ความปลอดภัย ว่าอย่างไรต่อไป เก็บใน Chip แน่นอน แล้ว เลขที่บัตรต้องเป็นมาตรฐานสากลด้วย
ต้องดูว่า บัตรตัวจริงเหมือนบนเวทีหรือเปล่า เรียกได้ว่า ถ้าใช่ งานนี้บริษัทบัตรเครดิตในเมืองไทย ทำอย่างหรือไม่
เคสนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง

สำหรับเมืองไทย ยังต้องร้องเพลงรอไปก่อนน่า เพราะกฏหมายของเรา แน่นหนามากในเรื่องนี้
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Apr 01, 2019 5:57 pm

ไปซื้อการ์ตูนจากสำนักพิมพ์โดยตรง โปรโมทชั่นเดียวกับงานสัปดาห์หนังสือแต่ทว่า ....
อันนี้เกิดขึ้นจากการที่ขี้เกียจขนการ์ตูนกลับบ้านเพราะ ว่ามันต้องไปสองรอบเป็นอย่างต่ำ
เลยสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์โดยตรงจากหน้า web site
อย่างแรกคือ หน้า WebSite ของสำนักงานพิมพ์นี้ ไม่รับบัตรเครดิต อันนี้พอทน แต่ทว่าสิ่งต่อมา
คือ รับเงินสด ก็ยังพอทน แต่ทว่า ไม่ทำงานวันเสาร์และวันอาทิตย์ อันนี้พอทน
แต่ทว่า การจัดส่ง อย่างช้าคือ ได้รับ 3-7 วัน แต่ทว่า เวลาผ่านไป 3 วัน คำสั่งซื้อยังไม่ปรากฏว่า
ทำอะไร คือ จ่ายเงินไปแล้ว มันก็ควรบอกว่า จ่ายเงินแล้ว กำลังจัดสินค้า กลับเป็น จ่ายเงินแล้วเท่านั้น
ส่งแบบปกติ อันนี้คือ ทั่วไป รับวันรุ่งขึ้นเพราะ อยู่กทม เหมือนกัน ปรากฏว่า
จากสำนักพิมพ์ ส่งให้ ขนส่งตอนช่วงเช้า วันพุธ กว่าจะได้ของถึงบ้านคือวันศุกร์เช้า
เรียกได้ว่า ช้าพอควรเลยทีเดียว แบบนี้ ไม่เพียงแคนั้น เปิดกล่องออกมา ของไม่ครบ
โทรไป เบอร์ที่ระบุก็ไม่มีใครรับ สาย ก็ทำเนา ต้องนั่งเขียนปัญหากลับไปอีกต่างหาก ว่าเกิดอะไรขึ้น
กว่าจะตอบกลับคือ วันอาทิตย์ (อ้าวทำงานวันอาทิตย์ด้วย) บอกว่า เดี๋ยวส่งให้ แต่ทว่าช้าหน่อยละกัน
คือเป็นอาทิตย์กว่าจะได้
ตอนนี้ที่เขียนอยู่ รอคอย ว่าจะได้ครบวันไหน จะได้แกะมาอ่านซักที จากลดเครียดดันเพิ่มความเครียด

ที่พิมพ์ให้อ่านเพราะอะไร เพราะว่า หากระบบดี และ สอดคล้องการทำงานกัน แบบไหลลื่น ผลประกอบการ
คงดี เหมือนกับ เจ้าอื่นๆ พอสั่งแล้วรู้ซึ้งเลยว่าเป็นเช่นไร
ที่คิดคือ ไล่ตั้งแต่ระบบหน้าร้าน ให้ไปดูงาน SME รายเล็กว่า ตอบเร็วมาก เรียกได้ว่าเค้าจ้างคนมานั่งเฝ้าเลย
ส่งของได้ตรงตาม Order แถมมีระบบคืนสินค้าด้วยอีกต่างหาก หากไม่พอใจ แต่ทว่า สำนักพิมพ์ไม่มี ซื้อแล้วซื้อเลย
ไม่รับคืน นอกจากชำรุด ส่งไปขอรับใหม่ต้องเสียค่าส่งอีกต่างหาก
ตรวจสอบการแพ็คสินค้า ก็มีปัญหาคือ แพ็คอย่างไร ให้สินค้าหลุด ได้ไม่ครบได้ ต้องตามท้วง
เรื่องพวกนี้คือระบบการขาย ,ระบบคลังสินค้า ,ระบบการเบิกสินค้าออกจากคลัง มีปัญหา
แถมระบบที่ไปยังขนส่ง Deal ได้ห่วยอีก (ขนส่งน่าจะเป็นพวกตัวกลางทีครอบสายส่งอีกที ทำไมไม่ใช้ คนส่งจริงๆ
น่าสงสัยว่า ครอบแบบนี้เพื่อ อะไรอีกละ )

ผิดหวังจริงๆ กับไม้บรรทัดของสำนักพิมพ์นี้
เดี๋ยวมา update ต่อว่าเป็นเช่นไร ละกัน

ปล ปัจจุบันคือ ติดตามสินค้าที่ส่งมาเพิ่มเติมไม่ได้ เพราะโทรมาไม่บอกอะไร บอกว่าเดี๋ยวส่งให้พี่เพิ่มเติม
ไม่มี E-mail มาตอบอะไรด้วย
สุดยอดมาก
T_T

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Apr 08, 2019 2:56 pm

update เรื่องของสั่งการ์ตูน ออนไลน์หน่อย
วันศุกร์(5 เมษายน 2562) โทรไปถาม ว่าติดตามอย่างไร ผลคือใช้ order ติดตาม ระบบไม่มีแจ้งว่าเรื่องไปถึงไหน ดูเองไม่ได้ว่า ดำเนินการอย่างไร
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2562 ตอนบ่ายสองกว่าๆ ส่งมาให้เล่มที่ขาด ซึ่งจบงานหนังสือเรียบร้อยแล้ว งานนี้บอกได้ว่า
เราไปเดินงานสัปดาห์หนังสือวันที่ 6 เมษายน 2562 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ นั้นถ้าซื้อในงานคือ ได้รูดบัตร แถมได้แต้ม และ Cash Back ซื้อ Online จ่ายสด แถมเจอว่าส่งช้า ไม่ได้อ่านทันที ต้องตามเล่มที่ขาดอีก
เหนื่อยใจมากๆ สำหรับเคสนี้

เอาล่ะมาเรื่องงานหนังสือต่อ รอบที่นี้เป็นรอบสุดท้ายที่จัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ รอบหน้าไปที่ เชเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ทำให้เกิดการเปลี่ยนเทียบกับงานหนังสือของต่างประเทศ คือ Wolf ว่า
1. ที่จอดรถฟรี ในอาคารหลัง 21.00 น. ถ้าหากซื้อในงาน
2. เปิดมัน 24 ชั่วโมง
3. การรับส่งประชาชนร่วมงาน เพราะงาน Wolf ไปหลัง 2 ทุ่มรถวิ่งวนหมด
4. ที่จอดรถฟรี นั้นปิด ตอน 22.00 น. เท่านั้น แถมจอดไปแย่งชิงกับงานอื่นๆ
ดังนั้นพวกนี้ เป็นการเปรียบเทียบว่างานไทยกับงานเทศใครจัดได้ดีกว่ากัน ในทีเดียวกัน
รอดูกันต่อไป

แต่งานหนังสือรอบนี้เห็นการเปลี่ยนแปลงคือ จุดระหว่างฮอลล์ C กับ ห้องประชุม Meeting room ก่อนเดินไปห้องหลัก นั้น
เมื่อก่อน ไปรษณีย์ตั้ง บูตมาจัดส่งสินค้าให้แก่ประชาชน แต่รอบนี้เป็น Kerry มาจัดบูต แถมการเปลี่ยนแปลงคือ
รอบนี้ มีการต่อคิวในการใช้บริการ มีคนช่วยในการแพ็คหนังสือลงกล่อง (ไปรษณีย์ไม่ค่อยมีคนช่วย ให้เจ้าของจัดการเอง)
การจ่ายเงินมีระบบและระเบียบดีกว่า
ส่วนไปรษณีย์ล่าถอยไปยังที่ทำการที่อยู่ภายในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์แทน ทำเลไม่ดี เพราะทำเลเดิมที่ Kerry อยู่คือ จุดศูนย์กลางของคนเดิน ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึง นั้นเอง
อันนี้สำคัญเพราะ การส่งกลับนั้น เพิ่งมีมาประมาณ 5-6 ปีหลังๆ นี้
ถ้าหากย้อนไปการจัดงานหนังสือนั้น ที่จำได้คือ เมื่อก่อน อยู่ที่ข้างกระทรวงศึกษาธิการ ริมคลองผดุงกรุงเกษมนั้นจัดปีละ ครั้ง จนเป็นปีละสองครั้ง แล้วย้ายมากที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติจัดกันปีละ สองครั้ง จัดกันเรื่อยมาจนถึงครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
เดินริมคลองคือ เดิมเมื่อยขาเพราะทางมันยาวมากๆ 1 Block หรือ 2 Block เลยทีเดียวกว่าจะหมด แถมบังคับเดินอีกต่างหาก ไม่สุดไม่ได้ออก แต่ที่ศูนย์ประชุมมาเป็นโซนๆ แล้วมีเก้าอี้นั่ง (น้อยแต่มีทีพัก)
การเดินทางหลังๆก็สะดวกคือ ใครใคร่เอารถมาก็มีที่จอด ไล่ตั้งแต่ยาสูบ ตึกตลาดหลักทรัพย์(หลังเดิม) ที่จอดของ รถไฟฟ้าใต้ดิน มาด้วยการเดินทางสาธารณะได้แก่รถประจำทาง และรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็ได้
แต่ไปที่ เมืองทอง คือ รถยนต์ส่วนตัว หรือ รถตู้ ,ชัดเตอร์บัสของเมืองทอง ,รถประจำทาง (มีไม่มากสาย)
ดังนั้น ต้องใช้เวลาปรับตัวอีกซักพักหนึ่ง

ส่วนปริมาณคนเดินนั้น ไม่เหมือนตอนที่รุ่งๆของหนังสือ แน่นมากๆ แต่ตอนนี้เบาบางลง แต่ทว่าก็ยังแน่นในบางบูต เรียกได้ว่า คนยืนเต็มหน้าบูต (เมื่อก่อนนี้ บูตที่เป็นนิยาย มีแต่สาวๆยืนคนเดินไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว)
ส่วนหน้า SCG green read นั้น คนก็เบาบาง แต่คิวนี้ มากมายเหมือน กดไปหลายร้อยคิวเหมือนเดิม อันนี้ ก็เรียกได้ว่า SCG green read นั้น เป็นตัวขับดันอีกตัวหนึ่ง คือ สำนักพิมพ์/หนังสือ พิมพ์กระดาษแบบนี้แพงกว่าปกติ ก็ต้องส่งเสริมการขายคือ ช่วยกัน ในเรื่องโปรโมทให้ใช้งาน ก็ต้องออกบูตมาช่วยกระตุ้นแบบนี้ มีทั้งกดชิงโชค และ ส่วนลดหนังสือ (บางบูตที่เข้าร่วม) ขึ้นอยู่กับปริมาณหนังสือ แต่เจ้าอื่นที่เป็น Green read ไม่มีมาจัดบาง มีแต่ SCG ในเน้นตลอดเลย

อีกส่วนที่สำคัญคือ เรื่องของทาน ปีหลังๆ มีบูตเล็กๆเรื่องของกินมาตั้ง ทำให้คนหิว คนเหนื่อยก็แวะเต็มพลังนั้นเอง
สิ่งนี้ขาดไม่ได้ กองทัพเดินด้วยท้อง นั้นเอง

จบจากงานนี้ ไปเจอกันที่เมืองทองละ

ปล อีกเรื่องที่น่าเขียนตอนนี้ คือ เรื่องของ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อันนี้เปลียนการจัดซื้อจัดจ้างมาตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา
ที่น่าเขียนเพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่งานประมูล โครงการใหญ่มีจำนวนมาก แต่บางท่านอาจจะเข้าใจผิดในการประมูล ว่ามีขั้นตอนอย่างไร เพราะเปลี่ยนขั้นตอน และกฏระเบียบเริ่มชัดเจนมากขึ้น และมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่เข้างานประมูลภาครัฐจำนวนมาก เดี๋ยวว่างๆเขียนให้อ่านกัน
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Apr 15, 2019 10:50 pm

ตอนนี้ ใครที่ถือตั๋วนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018-2019 ของ สโมสร ลิเวอร์พูล คงลุ้นกันสนุกว่า
จะได้ ชูถ้วย หรือไม่ ก็ต้องติดตามดูว่า
คู่แข่งคือ แมนซิติ้ สามารถทำได้หรือไม่
นัดต่อไปคือ เจอะเจอ สเปอร์ สองนัดติดต่อกันในบ้าน ทั้ง UCL และ พรีเมียร์ลีก แล้วตามด้วย แมนฯยู
ซึ่งสถานะของแมนฯยู คือต้องลุ้นไป UCL ฤดูกาลหน้า ผ่าน ติด 1 ใน 4 หรือ ต้องแชมป์ UCL เท่านั้น
ถ้าแชมป์ UCL ต้องเปิด ปาฏิหาร์ที่คัมนู ในกลางอาทิตย์นี้ แล้วผ่าน คู่แข่งอีกสองนัด
ดังนั้น วิเคราะห์เลย เอาติด 1 ใน 4 ง่ายกกว่า ลุ้น UCL ที่เหลือแต่พวกยอดทีมเท่านั้น
อีกประการ คือ ใช้สิทธิ์ไปแล้ว ที่โกงความตาย มีน้อยทีมที่โกงความตายมากกว่า 1 รอบ ซึ่งน้อยมากๆ
โอกาสยังไม่หมดก็อย่าทิ้งความหวังละกันสำหรับแมนฯยู

อีกข่าวที่น่าสนใจคือ ไทเกอร์ วุ๊ด ก็กลับมาเป็นแชมป์จนได้ แถมเป็นแชมป์ เดอะมาสเตอร์ 2019 ด้วยซิ
งานนี้จากสถิติที่หยุดมานาน ก็ไล่ตามหลังตำนานลดลงแล้ว คนนี้รอสร้างตำนานฉบับใหม่ของวงการกอล์ฟอยู่
ตำนานที่เดินได้

ส่วนเรื่องที่บอกว่าเขียนเรื่องการประมูลนั้น ได้อ่านแน่นอน

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat May 11, 2019 9:30 pm

ขอคั้นเวลานิดหนึ่ง ว่าด้วยจำนวน นายหน้านิติบุคคล ว่าเท่าไร
ไปหาข้อมูลมา จากคปภ ได้จากตัวนี้ เป็นข้อมูล ถึงแค่เดือนธันวาคม 2560 เท่านั้น (คปภ มีแค่นี้)
สถิตินายหน้านิติบุคคล (Juristic Broker Statistics)
http://www.oic.or.th/sites/default/file ... maas-4.pdf

ไม่ต้องอธิบายมาก อะไร เอกสารระบุชัดเจนแล้ว
ท่านพิจารณาเอาเองว่า เป็นทะเลเลือด ,ทะเลสีคราม หรือทะเลสีขาว เอากันเอง

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat May 11, 2019 9:42 pm

ได้เวลาการเขียนเรื่องพรบ จัดซื้อจัดจ้าง พศ 2560
รายละเอียดจาก
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/ ... 024/13.PDF
อันนี้ ต้องบอกไว้ว่า ทำให้ การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หยุดชะงักไปซักพักใหญ่ ในปี 2560 เนื่องจาก พรบ นี้มีผลบังคับใช้
แนวทางในการจัดซื้อจัดจ้างในชั่วเวลานั้น ไม่มีหลักยึด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลากหลายประเด็น และหลายประเด็นไม่ชัดเจน ต้องให้ คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างส่วนกลางเป็นผู้ตัดสิน โดยการที่ หน่วยงานต้องส่งจดหมายเข้ามาถามคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ในประเด็นที่สงสัยว่าทำได้หรือไม่ ทำให้เกิดสูญญากาศในการจัดซื้อจัดจ้างกว่าเข้าทีเข้าทางก็ใช้ระยะเวลาเป็นปี
ไม่เพียงแค่นั้น พนักงานจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานแต่ละแห่งต้องสอบให้ได้ประกาศนียบัตรอีกต่างหาก ทำให้เกิดความล่าช้า
แต่ในปัจจุบันเริ่มเข้าที่เข้าทาง และมีช่องทาง Youtube ในการชี้แจง แสดงขั้นตอนการปฏิบัติงาน และที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนขั้นตอนบางอย่างใน พรบ ฉบับนี้ เช่น
เดิมการจัดซื้อเป็น E-auction นั้นกลายเป็น E-bidding โดยการปรับลดวงเงินจากเดิมที่ มากกว่า 2 ล้านบาท เป็น E-Auction ของใหม่คือ E-bidding เกิน 5 แสนบาททุกรายการถ้าหากไม่อยู่ในบัญชีกลาง ก็จัดซื้อแบบนี้ทั้งหมด
ที่เพิ่มเข้ามาคือ การจัดซื้อจัดจ้างแบบนานาชาติ อันนี้เพิ่มขึ้นมาใหม่ ในพรบ ฉบับใหม่เลย
ที่เพิ่มเข้ามาอีกตัวคือ บัญชีสินค้ากลางนั้นเอง ที่มีราคากลางไว้

ทั้งหมดนี้คือประเด็นหลัก พรบ จัดซื้อจัดจ้างปี 2560 นั้นเอง
สิ่งหนึ่งที่ดีขึ้น คือ การประกาศการจัดซื้อจัดจ้างชัดเจน มากกว่า ประกาศหลายแห่ง สามารถตรวจสอบได้ จุดนี้ทำให้เกิดการโปร่งใสมากขึ้น เมื่อก่อนมีบางโครงการ ไม่ประกาศให้ทั่วไปรับทราบ ประกาศ ณ ที่หน่วยงานนั้นเท่านั้น
ดังนั้นเป็นหน้าที่ของนักลงทุนตรวจสอบเอง/ติดตามกิจการได้ว่าเป็นเช่นไร เพราะมีความชัดเจนมากขึ้น

สุดท้ายนี้ คืออะไร
ขยันเท่านั้น ในตอนนี้
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat May 18, 2019 9:30 pm

ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนถ่าย digital TV รอบสอง
อันนี้ บทเรียนของรอบแรกคือ จำนวนช่องมากเกินไป ทำให้ต้องลดช่องลง จังหวะเดียวกัน ของการเติบโตของอินเตอร์เน็ตไร้สาย จากอุปกรณ์มือถือเข้ามาอย่างรวดเร็ว จาก Smart Phone ราคาได้ถูกลง ทำให้ ทุกคนสามารถเข้าถึง เนื้อหาสาระเมื่อไรก็ได้
เพียงแค่ จ่ายค่าอินเตอร์เน็ตบนมือถือ บางทีก็สมัครสมาชิกเสียเงินเพิ่มเติมด้วย (ค่ายมือถือบางค่ายที่ถอนตัวจากการประมูล นั้นก็สร้างช่องทางของตัวเองจากช่องทางที่เปิดโล่งมากขึ้น)
อันนี้คือ สิ่งที่น่าคิดต่อไป ว่า Digital TV ลดลงแล้ว เม็ดเงินโฆษณา ที่กระจายออกไปเป็นเช่นไร แล้วช่องทางอื่นๆเป็นเช่นไร

ส่วนมุมต่อไปคือ การย้ายจากการใช้คลื่น 700MHz เดิมที่เป็นตัวส่งสัญญาณ ให้แก่ภาครับ นำออกประมูลแก่ค่ายมือถือ
อันนี้ประเด็นที่น่าสนใจคือ การย้ายคลื่นจาก 700MHz ไปยังคลื่นที่มีความถี่ต่ำกว่า อันนี้ Mux ต้องลงทุนเพิ่มหรือไม่
แล้วสถานีฐานเพียงพอหรือเปล่าในปัจจุบัน อันนี้ก็เป็นคำถาม เพราะว่า ระยะแรกก็มีการแจกคูปองเพื่อการเปลี่ยนถ่าย แล้วเกิดความล่าช้าในการนี้ ไม่แค่นั้น การครอบครองพื้นที่ในการแพร่ภาพสัญญาณของ Digital TV เองก็มีปัญหา ไม่ครอบคลุมตามระยะเวลาที่กำหนดด้วย ดังนั้นการเปลี่ยนถ่ายครั้งนี้ ก็คงมีบทเรียนจากรอบแรก แล้วว่าเป็นเช่นไร นั้นเอง รอดูว่า เป็นเช่นไร
ส่วนที่สำคัญคือ ผู้ชมต้องเสียเงินเพิ่มเติม หรือ มีคูปองที่บอกไว้ เหมือนรอบแรก หรือ ไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ภาครับหรือไม่ อันนี้น่าถามต่อ ยังไม่มีคำเฉลย ไม่ใช่แค่กล่องรับเท่านั้น มีอุปกรณ์อีกเพียบที่กระทบ คือ TV ที่มีส่วนของภาครับในตัวเอง ,TV เคลื่อนที่ด้วย ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นต้องรอความชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นเช่นไร
พวกนี้รอเวลาที่หน่วยงานรับผิดชอบออกมาเปิดเผยว่าเป็นเช่นไร แต่การบ้านเพียบ และคำถามเพียบเลย รอบนี้

เอาแค่เรื่องพวกนี้ก็มีเรื่องให้เล่าสำหรับกิจการที่เกี่ยวข้องเพียบแล้วน่า
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun May 26, 2019 9:22 am

การขานชื่อ นักเรียน
วันเปิดเทอมวันแรก นั้น เป็นวันที่นักเรียนไปโรงเรียน
ถ้าเป็นโรงเรียน ระบบรัฐ มีการย้ายห้อง มีการคัดนักเรียน ไปตามห้องต่างๆ เกิดขึ้น
เป็นการรู้จักเพื่อนใหม่ เพิ่มขึ้นในเอง กระจายนักเรียนออกไปอยู่ตามห้องต่างๆ
ซึ่ง ในวันแรก อจ ประจำชั้น ก็ขานชื่อนักเรียน ในห้อง เพื่อตรวจสอบตัวสะกด การอ่านชื่อ
การทักทาย เพื่อให้เริ่มสร้างความสนิทสนมขึ้นมานั้นเอง

เนี่ยแหละคือ การเช็คชื่อไปในตัว ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้น อจ ในมหาวิทยาลัย ก็ใช้ระบบนี้ในการ ตรวจสอบเวลาเข้าเรียนของนักศึกษา ในแต่ละคาบเรียน อาจจะ ตรวจสอบด้วยการ Quiz หรือ การขานชื่อก็ได้
แต่ทว่า การขานชื่อเป็น การขานเพื่อ ให้ตรวจสอบตัวสะกดและการอ่านชื่อให้ถูกต้อง

การตรวจสอบและการอ่านชื่อนั้น ในแวดดวงของธุรกิจมีความสำคัญมากๆ เพื่อ เป็นมารยาทในการดำเนินธุรกิจเลยทีเดียว
ไม่ใช่แค่นั้น ระดับผู้นำประเทศ มีคนทำหน้าที่โดยเฉพาะเลยทีเดียว ที่เรารู้กันๆ คือ ปธน ของสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น การขานชื่อนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Sep 08, 2019 6:45 pm

ช่วงหน้าซิวหน้าขวาน
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาในการเปลี่ยนถ่าย ทำไมถึงใช้คำนี้ เพราะว่าหากย้อนกลับไปดู ตอนที่ญี่ปุ่นขึ้นมามีอำนาจทางเศรษฐกิจ เป็นเพราะ US ช่วงเหลือ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (การช่วยเหลือของ US นั้นมีให้แก่ผู้แพ้สงครามครั้งนั้น มีเยอรมันนีตะวันตกและ ญี่ปุ่น ส่วนเกาหลีใต้นั้นฟื้นฟูหลังสงครามเกาหลีจบลง) ทำไมต้องฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนสามารถเลี้ยงชีพอยู่ได้ หากดูภาพยนต์ ก็มีหลายต่อหลายเรื่องที่สะท้อนภาพยุคภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ลำบากยากแค้นมาก ธุรกิจพังทลายลง คนไม่มีงานทำตกงาน
เมื่อ US เข้ามาฟื้นฟู ก็เป็นฐานการผลิตสินค้าให้แก่ US นำไปใช้ในการสงครามที่เวียดนามด้วย
แล้วก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญคือ ช่วงเวลาที่รุมกินโต๊ะ คือให้ค่าเงินเยนแข็ง อันนี้ทำให้ความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจของญี่ปุ่นเสียหาย เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) พร้อมกันการล่มสลายของเศรษฐกิจภายในประเทศ กดดอกเบี้ยภายในประเทศต่ำมาอย่างยาวนานมาก
เหตุการณ์ในปัจจุบันย้อนรอยในอดีตตรงที่ว่า จีนเป็นฐานการผลิตให้แก่ทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ของ US มาจ้างบริษัทในจีนเป็น Supply สินค้า เพื่อเอาไปขายทั่วโลก จีนเป็นแหล่งผลิตสินค้าของโลก จีนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลก แต่ทว่ารุ่งเรืองก็มีตกต่ำ นำโดย US ขึ้นเพดานภาษีเป็นการกีดกั้นสินค้าจีน (จีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังจากที่เข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก WTO แล้ว)
แถมไม่พอ ปัญหาเรื่องการใช้แรงงานของจีน นั้นกระทบมาจาก บริษัทของ US ที่นำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาอ้างอิง เรื่องของการทำงานที่แสนหนักหน่วงในประเทศจีน อันนี้เป็นเรื่องเป็นราวมาก ในด้าน US จึงเป็นข้อเรียกร้องอีกประการหนึ่งที่ทำให้ จีนต้องมีสวัสดิภาพของแรงงานเพิ่มเติมขึ้นจากในอดีต
ทำให้ช่องว่างค่าแรงของจีนและ US ที่มีช่องว่างที่ห่างกันมาก ค่อยๆ เล็กๆลงเรื่อยจนกระทั่ง ค่าแรงที่ประเทศจีนสูงกว่าค่าแรงที่ US

คำถามถัดมาหากจีนมีปัญหาเรื่องการผลิต แล้วใครที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ไทยหรือ เวียดนามหรือ อินเดียหรือ หรือไปทวีปแอฟริกาหรือเปล่า
อันนี้น่าคิดแต่ทว่า สิ่งหนึ่งที่เรานักลงทุนได้รับมาจาก กระแสการลงทุนที่มุ่งไปทางด้านเวียดนาม อินเดีย และแอฟริกา มิใช่ไทย
ทำไมเป็นเช่นนั้น ต้องดูเรื่องค่าแรงและการผลิตที่ไปตามประเทศเหล่านั้นด้วย
เริ่มแรกจากแอฟริกา นั้น ค่าแรงถูกมากๆ แถมเป็นแรงงานที่ไม่มีคุณภาพ เพราะประเทศยากจน เริ่มมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการลงทุนพื้นฐานของจีนเพื่อเปิดตลาดสินค้าของตัวเอง ทำไมอุตสาหกรรมที่ไปลงทุนที่นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้นคือ พวกสิ่งทอ เครื่องนุ่มห่มที่ย้ายฐานผลิตไปที่นั้น
ส่วนสินค้าที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี หรือเทคโนโลยี ขั้นสูงขึ้น ไปไหน ไปที่ เวียดนามและอินเดีย ทำไมไปที่สองที่นั้น
เอาที่เวียดนาม ก่อน เวียดนามนั้น มีการลงทุนไม่เฉพาะที่จีน มีเกาหลีใต้ และเพิ่งเปิดความสัมพันธ์กับ US อีกครั้งหลังจากเกิดสงครามเวียดนามจบลง ทำให้การลงทุนของ US ไหลเข้ามาที่เวียดนามจำนวนมาก ประชาชนก็มีความรู้ ความสามารถ
ส่วนอินเดีย นั้น ไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้น่าจับตามมองว่า อินเดียจะเดินตามรอยจีนได้หรือไม่
ที่นี้เป็นแหล่งผลิตคนทางด้านเทคโนโลยี เป็นหลัง เป็นศูนย์ IT หลังบ้านของบริษัทจดทะเบียนใน Fotune 500 มาหลายสิบปี (Call center /Help desk/MA program ต่างๆ) แถมคนอินเดีย ณ ตอนนี้นั่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Tech company ใหญ่ๆของโลก

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งในช่วงนี้ที่น่าติดตามแต่ไม่เป็นกระแสในเมืองไทย คือสงครามการค้าระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น อันนี้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเพียวๆเลย
เพราะ ญี่ปุ่นเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้แก่เกาหลีใต้นำไปประกอบเป็นชิ้นส่วนของชิป เรื่องนี้น่าจับตามองอย่างมากว่ากระทบต่อ Supply chain ในเรื่องของเทคโนโลยีอย่างมาก ในด้านของ Hardware เพราะ เกาหลีใต้ นั้นมี Sumsang ,LG เป็นผู้นำด้านนี้อยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เซ แล้วส่งผลกระทบมายังที่ต่างๆ ด้วย

อีกแหล่งคือ US ตอนนี้เรื่องของ Debt limit นั้นใครได้เป็นปธน รอบต่อไป รับมือเรื่องนี้เหมือนสมัยปธน บิล คลันตัน เป็นรอบแรก เพราะ เส้นตายรอบถัดไปคือ เดือน กรกฏาคม 2021 หลังเข้ารับตำแหน่งปธน ประมาณ 6-7 เดือน ต้องเรียบร้อย

สำหรับ เรื่องของ Brexit นั้นมองเป็นเรื่องของการปั้มเงินด้าน EU ว่าเอาไง รวมถึงการคืนหนี้ของกรีซ ในช่วงที่ค่าเงิน EU อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงิน US ในตอนนี้ (ประมาณ 1.1US ต่อ 1 ยูโร) นั้นเอง ถ้ากรีซไปกู้ภายใน EU ทำให้ต้องปั้มเงิน EU เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น เรื่องของ Brexit ด้วย
ตอนนี้ EU ก็ยัง ปั้มเงินอยู่ยังไม่เลิกปั้มเงิน

กลับมาที่จีนนั้น จบจากฮ่องกง เมื่อไร ก็ต้องปั้มเงินฟื้นฟู ที่นั้น แต่ทว่า ตอนนี้โดย Fitch rating เล่นงานก่อน ลดอันดับความน่าเชื่อถือ ทำให้ตอนนี้ศูนย์กลางทางการเงินทางด้านเอเชียตะวันออก ย้ายลงมาไปอยู่ที่สิงคโปร์แทนขั่วคราวหรือเปล่าน่าจับตา
:)

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Fri Oct 04, 2019 11:36 pm

รู้ทัน ตรวจสอบภายใน และ ภายนอก (Internal audit และ External audit)
เริ่มแรกก่อนว่า ทำไมต้องมี internal audit คำถามนี้สำคัญมาก
internal audit เป็นพนักงานของบริษัท แต่ทว่า เค้าทำหน้าที่ สอดส่องดูแล ว่ากิจการนั้น มีความเสี่ยงอะไร ที่ต้องลดระดับความเสี่ยงเหล่านั้นลงจนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ หรือ ผู้บริหารของบริษัทก็ดี /คณะกรรมการของบริษัท/คณะกรรมการบริหารของบริษัท ยอมรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
คำถามต่อมา ทำไม เกิดปัญหาแล้ว Audit ตรวจสอบไม่พบ
ประเด็นนี้ เป็นประเด็นใหญ่มาก เพราะว่า
1. Audit ปีๆหนึ่ง รับทำเคสที่ลงไปตรวจสอบก็ได้ไม่เท่าไร จึงหยิบแต่เคสที่มีความเสี่ยงสูง มาตรวจสอบก่อน หรือสิ่งที่ประเมินความเสี่ยงแล้วอยู่ในระดับสูงมาทำก่อน
2. Audit ยังไม่ได้ลงไปตรวจสอบเพราะยังไม่ถึงวงรอบในการตรวจสอบ
3. ปัญหานั้นทำเป็นขั้นตอนกระบวนการ มีหลายคนและหลายฝ่ายเกี่ยวข้องและซับซ้อนกันมากขึ้น
4. Audit หยิบเอาเคสเดิมมาตรวจสอบไม่ตรวจสอบเคสใหม่ๆ เน้นแต่ที่เดิมๆ
5. Audit ส่วนใหญ่ตรวจสอบแค่ บัญชี แต่ไม่ได้ลง ไปตรวจสอบอย่างอื่นด้วย (อันนี้ต้องถามว่า แผนในการตรวจสอบของ คณะกรรมการตรวจสอบภายในที่กำลังประชุมกันมีแผนการตรวจสอบอะไรบ้าง อันนี้ผู้ถือหุ้นน่าสอบถามไว้)
และมีอีกหลายเหตุผลที่ตรวจสอบที่ไม่ได้กล่าวถึง

Audit นั้นไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นเท่าไร โดยเฉพาะ CAE (Chief Audit Executive).แต่คนนี้เป็นคนที่รับรู้ว่า บริษัทเดินไปในทิศทางไหน เพราะจะได้วางแผนในการตรวจสอบได้ถูกต้อง นั้นเอง

Audit ส่วนใหญ่ นั้นมาจากนักบัญชี เพราะอะไร เพราะว่า สิ่งที่ตรวจสอบคือ บัญชีและการเงินเป็นหลัก แต่ทว่าปัจจุบัน ต้องใช้ technology มาขึ้นเลยมี IT Audit เกิดขึ้น แต่ทว่าไม่แพร่หลาย เพราะค่าตัวแพงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (เก่งด้าน IT พอต้องรู้ด้าน Audit และอื่นๆด้วย นั้นเอง) แต่ในมุมมองของพนักงาน IT นั้นคือ IT Audit มาที่ไรน่าเบื่อทุกที่ เพราะ ตรวจสอบเรื่อง user /password เปลี่ยนไหม /มีนโยบายการใช้งานอุปกรณ์ทางด้านไอทีเป็นเช่นไร เป็นต้น มาแบบซ้ำเดิมตลอดเหมือนกัน

สุดท้าย ประกาศนียบัตรของ Audit มีตัวไหนบ้าง
ตัวที่ยอมรับกันคือ CIA เป็นหลัก แต่ถ้าของสภานักบัญชีก็ IACP
แต่ถ้าเป็นด้านคอมพิวเตอร์ก็ CISA (ไม่ใช่ใบประกาศด้านการเงินของไทยน่าอันนี้ของ IT ระดับ Gobal)

ปล สังเกตอยู่อย่าง หากบริษัทไหนที่ Audit แข็งแรง นั้นคือ Process แข็งแกร่งด้วย มันสะท้อนไปถึงอย่างอื่นด้วย
ลองไปหาดูกันว่า บริษัทไหนที่ CAE แข็งแรง และมีทีม IA ที่แข็งแรงบาง และ เอา External Audit มาตรวจสอบ IA
ว่าได้มาตรฐานระดับโลกหรือไม่ (ในประเทศไทยมี บริษัททำ) มันสะท้อนอย่างดีเลยละ

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Oct 14, 2019 1:42 pm

งานสัปดาห์หนังสือ ครั้งแรกที่ ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ได้ไปวันที่เรียกได้ว่า มีหลายงานชนกัน (บางงานเพิ่งรู้ที่หลังว่ามี)
วันนั้นที่ไป ก็ขับรถวนรอบเมืองเลย กว่าจะถึงที่จอดได้ ก็ 11 โมงแล้ว ไปจอดลานไม่เสียเงินคือ ลาน Ativ (ตรงข้ามอิมแพ็ค)
ยังเหลือแต่เดินไกลหน่อยเพราะเกือบสุดลานแล้ว ที่เห็นตอนแรกคือ รถทำไมเพียบแบบนี้หนอ
เพราะวันนั้นมีงานลดราคาเครื่องใช้ไฟฟ้า งานเด็ก งานเปิดตัวหนังสือของเจ้าสัวธนินทร์(เพิ่งรู้ที่หลัง) งานหนังสือ งานจักรยาน (ก็เพิ่งรู้ที่หลัง)
ใครมาทาง มหาวิทยาลัยฯ ก็ติดมาก แต่เรามาทางด่วนลงก็เลี้ยว ไม่ติด
ลาน 100 บาททั้งวัน โล่งอยู่เลย
เดินเข้าไปในงาน ซื้อครบ 2000 บาท ดีแตกใจดี ให้กระเป๋าด้วย 1 ใบต่อเบอร์ต่อคน มีสามรอบคือรอบ11 โมง บ่ายสองและห้าโมงเย็น รอบเช้าคิวไม่ยาว แต่รอบบ่าย ยังไม่ถึงเวลา ก็ยาวประมาณ 80-90 คน เจ้าหน้าที่บอกเลยว่า มีแค่ 100 ใบ ให้บัตรคิวไว้ เลย
ส่วน บูท KTC ใช้แต้มแลก โดยนับยอดทุก 500 บาทใช้ 500 แต้มลด 18% มีบูทเดียวทำให้รอนานหน่อย
ส่วนของ กรุงศรี อันนี้ลด 15% ไม่รู้รายละเอียดละ
ใครใช้ KTC มีแต้มเหลือก็ถล่มได้เลย

ปีนี้ เดินสบายมาก ทางเดินกว้าง จัดเป็นโซน หมวดหมู่ได้ดีมากๆ แต่ไม่มีจุดแวะพักเท่าไร ส่วน บริการส่งกลับบ้านอยู่ไกลมาก น่าปรับให้อยู่ใกล้ทางออก เพราะว่า คนซื้อเสร็จแวะมาที่จุดนี้ แล้วเดินตัวปลิวกลับบ้าน
เรียกได้ว่าเดินสบาย ห้องน้ำ ก็มากกว่า ที่ศูนย์ประชุมด้วย ร้านอาหารข้างในมี ด้านอิมแพ็คมี Fast Food มีด้วย

ส่วนที่ฝากของ มีจุดเดียว ตรงทางเข้า ฝากได้ไม่มากเท่าไร ควรมีจุดฝากของมากกว่านี้ จุดน่าจะใกล้ทางออก ใกล้กับจุดส่งของ (ลืมบอกไปว่า เป็น Kerry อีกแล้ว แต่ไปรณีย์ไทย ไม่ได้เป็นบูทแต่เป็นร้านอยู่แล้ว เหมือนที่ศูนย์ประชุม ต้องรู้)

ออกมาที่รถ ตอนเที่ยง เอาของเก็บ ลาน ATIV พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ให้รถวนเข้าแล้ว แต่ข้างในพอมีที่จอด เค้้าไม่ให้วนเข้าเพราะกลัวว่า ติดมาก วนกันไม่จบไม่สิ้น นั้นเอง
พอเดินมาที่รถ ก็ช่วยเหลือคนที่ออกไม่ได้ เพราะจอด 3 แถว ออกไม่ได้จริงๆ ก็เปิดทางให้ ออก ก็ออกได้ รถทั้งสองคันก็ขอบคุณมากๆ เพราะเค้ารีบ ทำธุระต่อ
มองไปลานจอด 100 บาท ต่อวัน เต็มเข้าไม่ได้แล้ว

กลับไปหาของกิน เสร็จ ฝนตก น้ำท่วม งานเข้าเลย เพราะออกทางแจ้งวัฒนะก็ไม่ได้ เพราะทำรถไฟฟ้า ออกทางมหาวิทยาลัยฯก็ไม่ได้ ต้องวนขึ้นทางด่วน แต่สุดท้ายก็ขึ้นไม่ได้ รถปิดช่องทางขึ้นทางด่วน แถมติดแบบไม่ขยับด้วย งานนี้วิ่งอ้อมโลกเลย

สรุป งานหนังสือรอบนี้ที่บ่นกันว่า จัดไม่ดี นั้น ต้องบอกว่า ใครที่ไป อิมแพ็ค บ่อยๆ ก็รู้ที่จอดอยู่แล้วว่า มีที่จอดไหนบ้าง
ที่จอดฟรี ก็มีลานทะเลสาบ จุดนี้ ทางอิมแพ็ค มีรถวนไปรับหรือไม่รู้ ลานจอด Ativ (P3) อันนี้ติดกับเสียเงิน 100 บาทต่อวัน ในอาคารก็มีที่จอด ซึ่งคนชอบจอดในอาคารกัน เสียเงิน นั้นเอง
ต้องถามว่าเวลาไปดูคอนเสิร์ต ไปงาน motor show ไม่มีใครบ่นแบบงานหนังสือเลย มันก็แปลกใจไหมละ
งานนี้รถเข็นของ Impact มีมากกว่าตอนที่อยู่ที่ศูนย์ประชุมด้วย

ครั้งนี้ครั้งแรก เดี๋ยวก็คงดีขึ้น เพราะ ได้คำติคำชมเพื่อปรับปรุง งานในครั้งต่อไป
งานนี้ไกลแต่คุ้มค่าที่เดิน

ปล งาน wolf นี้เดินไกล ออกกำลังขาเดินยาว แต่ wolf นั้นจอดอาคารฟรี มันแตกต่างกันจุดนี้
ถ้าหาก งานนี้จอดบนอาคารฟรี แต่ยอดหนังสือเท่าไรก็ว่ากันไป ทำให้รถติดกว่านี้ แต่ได้ยอดหรือเปล่าก็น่าคิดน่า

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17982
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Nov 03, 2019 10:53 pm

ภาวะดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน
เหตุการณ์ครั้งนี้ มีเขียนไว้ในหนังสือของ คุณ อลัน กรีนสแปน เมื่อลงจากตำแหน่งผู้ว่างการของ FED
ครั้นที่โดนคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฏรของสหรัฐอเมริกา เรียกสอบสอนเรื่องของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
ที่เกิดในปี 2008 ต้นเหตุหนึ่งมาจาก ดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทุกคนมองหาผู้ตอบแทนที่มากขึ้น
โดยละเลยเรื่องของความเสี่ยงลงไป เหมือน เคยชิน ว่าดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานมันเป็นแบบนี้ตลอดไป

มาในประเทศไทยตอนนี้ ระเบิดเวลาของดอกเบี้ยต่ำก็เริ่มทำงาน เห็นได้ว่า มีการตั้งวงแชร์ แล้วมีปัญหาขึ้น
อีกครั้งแล้ว โดยมารอบนี้เป็นของ Forex 3D และ แขร์แม่มณี สังเกตว่า ข่าวว่าวงของแชร์แม่มณีข่าวใหญ่กว่า วงแชร์ของ Forex 3D ซึ่งความเสียหายนั้น วงแชร์ของ Forex 3D นั้นเสียหายมากกว่า แต่ไม่ค่อยเป็นข่าวคราวเท่าไร ในกระแสหลัก
เดี๋ยวรอดูว่า จะเป็นข่าวหรือไม่

สังเกตไหมว่า วงแชร์ก็ยังไม่ได้หายไปจากสังคม ก็มีข่าวอยู่เรื่อยๆ ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจที่มีภาวะชะลอตัว แถมดอกเบี้ยต่ำแล้วยิ่งทำให้คนแสวงหาผลตอบแทนที่มากขึ้น ไม่สนใจความเสี่ยงเลยว่า เสี่ยงแค่ไหน

หากแนวทางแก้ไขเรื่องนี้คือ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซักที แต่ทว่า ขึ้นไมไ่ด้ เพราะว่า มันมีปัญหาภาคแรงงาน ในกลุ่มของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ และรถยนต์ที่ชะลอตัวอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น อสังหาริมทรัพย์ที่สร้างแล้วรอการขายอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ คือ ขายให้กับคนจีน แต่ทว่าไม่รับโยนเนื่องจากอะไรก็ไม่ทราบได้ แถมโดนมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ในเรื่อง LVT อีกต่างหาก ถึงแม้นว่าผ่อนผันกับผู้กู้ร่วมแล้วก็ตาม ก็ไม่คึกคักเท่าที่ควร

ตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้น ตัววัดความร้อนแรงคือการขายใบจอง ซึ่งมีการซื้อขายใบจองเริ่มซื้อขายยากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา 1 -2 ปี โครงสร้างเสร็จแล้ว แต่โอนมิได้ เพราะผู้ถือใบจองไม่มีเงิน หาคนซื้อต่อไม่ได้ อีกต่างหาก เลยทำให้ซบเซาอย่างที่เห็น

ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นเป็นช่วงที่ต่อสู้ระหว่าง รถที่ใช้น้ำมันกับรถไฟฟ้า ปลายปี 2561 นั้น รถยนต์กลับมามียอดซื้อขายมากขึ้นในรอบหลายปี แต่ทว่า พอมาปี 2562 ยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จนตอนนี้เริ่มเป็น 0% 5 ปีอีกครั้ง ในบางรุ่น กันแล้ว แสดงว่า อะไรหรือ ตลาด peak แป๊บเดียว ไม่ต่อเนื่อง ที่สำคัญ การปล่อยสินเชื่อรถยนต์นั้น เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดอยู่ดีๆ ในสถานบันการเงินเจ้าหนึ่งโทรมาหา เสนอสินเชื่อรถยนต์ให้ เราเองก็อึ้งไปเล็กน้อยว่า เอ๋! เราก็ไมไ่ด้เดือดร้อนอะไรนิ แต่โทรมาเฉยเลย แสดงว่าตอนนี้เริ่ม Direct sales สินเชื่อรถยนต์ของรถใช้แล้ว

ส่วนอีกภาพหนึ่ง หากยังจำกันได้ วิกฤติต้มยำกุ้ง นั้นก่อนหน้านั้น คำหวานจากต่างประเทศทั้งหลาย ว่าเศรษฐกิจไทยคือ เสือตัวห้าของเอเชีย ให้ท่องไว้ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา เสมอดีที่สุด คำหวานมัน ทำให้ชะล่าใจ

ดังนั้น รอบนี้หลายต่อหลายท่านเชียร์ให้ลดดอกเบี้ย แต่เราเชียร์ให้ขึ้นดอกเบี้ย แล้วหาทางที่พิมพ์เงินออกมาในระบบเสียบ้าง เพื่อให้ค่าเงินอ่อนลง ไม่ใช่ว่าเพาะบ่มปัญหาจนสุกงอม แล้วลดค่าเงินเหมือนครั้ง 2523 และ 2527-2529 อีกรอบละกัน
:)

:)

Post Reply