สรุปจาก คุยเรื่องลงทุน บอกครบจบทุก Gen จากเพจ วันนี้สรุป มา

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2075
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

สรุปจาก คุยเรื่องลงทุน บอกครบจบทุก Gen จากเพจ วันนี้สรุป มา

Posts by amornkowa » Fri Mar 26, 2021 10:24 am

สรุปจาก คุยเรื่องลงทุน บอกครบจบทุก Gen

=================
สรุปสั้นๆ
=================
- วิธีการดูการลงทุนที่เหมาะสมกับเรา 1. ดู Performance, 2. ดูใจเราเอง ว่าถ้าราคามันลงขนาดนี้ เรานอนหลับไหม
.
- การลงทุนก้อนเดียวยาวๆ กับการแบ่งเป็นหลายๆ ก้อนแล้วลงทุน แบบหลังมักจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า
.
- วิธีการเพิ่มเงิน 1. หาความรู้ เพิ่มผลตอบแทน 2. เก่งขึ้น หารายได้มากขึ้น 3. ประหยัด รายได้เหลือลงทุนได้มากขึ้น
.
- เงินสำรองควรมี 6 เท่า ถ้าผ่านโควิดไปควรมี 10-12 เท่าของรายจ่าย
.
- การลงทุน ต้องเริ่มต้นทันที ถ้ายังรับความเสี่ยงได้แนะนำให้ลงหุ้น ถ้ายังไม่กล้าให้ลงกองทุนรวมในหุ้นก่อนก็ได้
.
- ต้องซื้อหุ้นที่ได้ราคาถูก ราคาต่ำกว่าคนอื่น ซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนอื่น
.
- พอลงทุนไปเรื่อยๆ แล้วอย่าลืม Rebalance พอร์ตอยู่เสมอ ประมาณ 1-2 ครั้งต่อปี กำลังดี
.
- 80% ของคนที่ลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ มักจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย เพราะเราไม่มีความรู้ (กฎ 80/20) มีแค่ 20% ที่ชนะตลาด มันคือโจทย์ที่เราต้องคิด

===============
[โค้ชหนุ่ม - Money Coach]
.
- การมีรายได้ทางเดียวเสี่ยงจริงๆ การต่อยอดและการลงทุนเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้
.
- การลงทุนสำคัญและต้องใช้ความรู้ ต่อยอดเงินต้องใช้ความรู้ความสามารถ
.
- ไม่ว่าจะเป็นการดูแลครอบครัว ความมั่งคั่ง ระหว่างทางเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
.
- ส่งแต่เงิน หุ้น ให้ลูกหลานต่อไปอย่างเดียวคงไม่ใช่ อยากส่งต่อความรู้ไปด้วย สอนกันเองในครอบครัวนี้จริงๆ ยาก
.
- ในช่วง 10-20 ปี มีการเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่มาศึกษาการลงทุนเร็ว แต่ใจร้อน

===============
Speaker Introduction
===============
[คุณกวี ชูกิจเกษม]
- รองกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
- ดูแลจัดพอร์ตการลงทุน วางแผนทางการเงินให้กับลูกค้าทุกวัย
- ทำงานมาเกือบ 30 ปี ทำให้รู้ว่าแต่ละ Gen มีปัญหาไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ Gen เดียวกันเองบางทีก็ไม่เหมือนกัน
- ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ในการลงทุน จุดหมายปลายคือเกษียณให้ได้ก่อนอายุ 60
.
[คุณวีระพล บดีรัฐ]
- ผู้บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
- งานหลักเกี่ยวกับให้ความรู้มาตลอด โดย 10 ปีย้อนหลังเป็นเรื่องการเงิน
- ในอดีตเขียนหนังสือให้กับตลาดหลักทรัพย์ให้ครูเอาไปใช้ในโรงเรียน ชื่อหนังสือว่า “เงินทองของมีค่า” 10 กว่าปีแล้ว ช่วง 5 ปีหลัง เขียนหนังสือ “เกษียณสำหรับคนมีลูก”
- งานหลักๆ ที่กสิกรไทยคือ ทำเทรนนิ่ง ให้ความรู้การเงินตามบริษัทต่างๆ ช่วงหลังโฟกัสพนักงานและ Sale ของกสิกรไทยมากขึ้น แต่ยังวนเวียนเกี่ยวกับความรู้เรื่องการเงิน
- ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเกษียณเป็นอายุ แต่ให้เราได้ไปที่ชอบๆ มีอิสระจากการหารายได้ได้

===============
—————————————
1. ทั้งสองคนใช้เวลานานไหม และใช้เครื่องมืออะไร
—————————————
[คุณกวี]
- ผมได้เปรียบเพราะทำงานด้านการลงทุนมาก่อน ตั้งแต่เรียนตรีวิศวะ ตั้งใจจะมาทำงานสายการลงทุนมาตั้งแต่ต้น เคยไปลงคอร์สนึงเกี่ยวกับการลงทุน เศรษฐกิจ แล้วชอบ ก็เลยไปตามความฝัน ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการเงิน อยากเป็นกำลังใจไม่ว่าคุณเริ่มชีวิตยังไง เงินเดือนมากน้อยแค่ไหน ไม่สายที่จะเริ่มลงทุน
.
- เริ่มทำงานตอนปี 1994 จน 1997 ก็เจอวิกฤติต้มยำกุ้ง เงินที่สร้างมาหมดตัว เอาเงินคุณพ่อคุณแม่มา ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตอนต้มยำกุ้ง ท้อมาก ว่าสิ่งที่เรียนรู้มาว่า การลงทุนทำให้เป็นอิสรภาพทางการเงินได้ ไม่เห็นเป็นจริงเลย เลยไปลองอ่านหนังสือทุกเล่มที่เกี่ยวกับการลงทุน จึงพบว่า ที่ผ่านมาเราเรียนด้านการเงินมา แต่เราไม่เคยเจอประสบการณ์จริงๆ นักลงทุนมีหลายแบบ สินทรัพย์ก็มีหลายแบบ ลงทุนก็มีหลายแบบ เลยกลับมาเชื่อในการลงทุนใหม่ เราเข้าใจผิดไปเอง เหมือนคุณจะไปไหน คุณหลงทาง คุณก็ต้องเปิด Google Map ให้กลับมาถนนเส้นเดิม
.
- จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็เรียนรู้ว่าต้องลงทุนสไตล์นี้ เวลาแนะนำใคร ก็ใช้ประสบการณ์ตัวเอง ไม่ว่าคุณจะ Gen ไหน X, Y, Z เวลาคุยในเรื่องของคอร์ส เขาจะระบุไปเลย Gen นี้ลงทุนแบบนี้ เช่น 20 ต้นๆ ยังเสี่ยงได้ เสี่ยงไปเลย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบเสี่ยง ชอบลงทุนเหมือนกัน เวลาเราไปดูภาพรวมของหนังสือ จะบอกอายุเท่านี้เสี่ยงเท่านี้ อายุ 60 ไม่ต้องเสี่ยง แต่ผมเคยเจอ อาแป๊ะ อายุเยอะ แกชอบเสี่ยงๆ และสนุกกับการเสี่ยง แล้วประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจว่าเขาผ่านเรื่องการเก็งกำไรมานานและมีประสบการณ์ บางคนเขาบอกต้องเสี่ยง ก็เสี่ยงแต่อาจจะไม่เข้ากับไลฟ์สไตล์ รายได้ ภาระท่ีต้องดูแล ผมก็พยายามทำความเข้าใจแต่ละคน ไม่ได้ดูว่า Gen ไหน แต่ดูว่าเป็นคนลักษณะไหนมากกว่า เวลาคนให้ช่วยจัดพอร์ต
.
- การจัดพอร์ตลงทุนไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับทุกคน แผนการเกษียณก็ไม่มี ยอดภูเขาขึ้นได้หลายทาง 360 องศา บางคนชอบปีน บางคนชอบขึ้นลิฟต์ แต่พอถึงยอดเขาแล้วเห็นวิวเดียวกัน
.
-สำรวจตัวเองก่อน ศึกษาสินทรัพย์ให้รอบด้าน แล้วเราคอยมาดูว่าเราควรปีนภูเขามุมไหน ไม่งั้นเวลาคุณจะเดินเข้าไปที่ไหน เขาก็จะแนะนำ อายุเท่านี้แบ่งอัตราส่วนแบบนี้ กี่ % มันให้ง่าย แต่พอเวลาผ่านไป คุณก็จะไม่รู้ว่าทำยังไงต่อ พอไปถามคนเดิมเขาก็อาจลาออกไปแล้ว คนใหม่เข้ามาก็เหมือนเริ่มต้นใหม่
.
- เป็นสิ่งที่ทุกคนชอบพลาด ถึงรู้ว่าต้องศึกษา แต่ก็ชอบไม่ศึกษา หวังว่าที่ปรึกษาจะเป็นหมอ แจกสูตรยาพาราสำเร็จสำหรับทุกคนได้แต่เรื่องการลงทุน Pattern ของแต่ละคนมันต่างกัน
.
- เงินเดือนน้อย ต้มยำกุ้ง ติดดอยหุ้น ผมผ่านมาหมดแล้ว โดนไล่ออกก็เคย

[คุณวีระพล]
- ผมเรียนจบปี 2540 ตอนต้มยำกุ้ง ต้องใช้เวลาถึง 8 เดือนกว่าจะได้งานทำ เริ่มต้นจากเงินไม่มี แล้วพอเริ่มมี ต้องพยายามใช้ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี จุดเริ่มต้นคือพยายามจัดเงินให้เงินเหลือแบบไม่มีความรู้ มีบัตรเครดิตครั้งแรกก็ไม่มีใครแนะนำ เครดิต 45 วัน คิดว่ารูดวันที่ 1 ก็คือ นับไป 45 วัน วันที่ 2 ก็นับไปอีก 45 วัน ก็ใช้ผิดโดนดอกเบี้ย ก็วนเวียนหาใช้ไปเรื่อยๆ จนมีโอกาสเข้ามาทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์ มาเจอพี่กวี แต่ก็ยังไม่ได้เอ็นจอยกับการลงทุนมาก ไปเรียนคลาสพี่กวี เริ่มเห็นภาพแต่ก็ยังไม่อิน เราไม่ได้อยากเสียเวลากับตรงนี้ เริ่มจริงๆ ตอนไปต่างประเทศที่อเมริกา ตอน CFP จะเริ่มมาในไทย มีสอนเรื่องภาษี มีพาร์ทลงทุน เหมือนที่พี่กวีบอก เรียนมาไม่เหมือนของจริงเลย ตอนนั้นได้จังหวะพอดีพอจะมีเงิน เลยลองลงทุน เดาแบบไม่มีความรู้ หุ้นตัวแรกที่ซื้อคือ Pfizer เพราะแฟนอยู่ในวงการการแพทย์ พอเห็นข่าวสารเชื่อว่าน่าจะเวิร์ค อีกตัวที่ซื้อคือ ธนาคาร Top 4 ของไอริส ลงเสร็จ Lehman Brothers ล้มทันที เล่นแบบไม่รู้เรื่อง ไปซื้อ Penny Stock พอ Lehman Brothers ล้ม ไอริสเหลือ 50 เซนต์ จากที่ซื้อมา 1 เหรียญ ขายทิ้งแทบไม่ทัน แต่ก็ไม่ได้ซื้อเยอะมาก
.
- บทเรียนที่ได้คือ ถ้าเราไม่มีเวลา เราอาจจะไม่เหมาะกับตลาดหุ้น ที่ต้องใช้ข้อมูลในการลงทุนเยอะๆ ให้ได้ตามเป้าหมาย
.
- พอกลับมาไทย ช้อยส์แรกที่เลือกคือกองทุนรวม กองทุนที่ซื้อตัวแรกคือ กองทุนประหยัดภาษี ก็อยู่มาเรื่อยๆ ไม่ได้ไขว่คว้าหาตัวท๊อปตลอด ผมเป็นแนว Asset Allocation พยายามอยู่กับสัดส่วนที่เหมาะกับผม Maintain สัดส่วน ไม่ได้ดูขึ้นลงเยอะ แค่ดูว่ากองทุนที่เราถืออยู่ ยังพอไปได้ แล้วก็พยายามใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ
.
- บางทีเราฟังข้อมูลมาเหมือนใบ้หวย เขาให้มาแบบไม่รู้นิสัย รู้สไตล์ของเรา ถ้าเขาไม่ถามข้อมูลของเราแล้วให้มาเลย ตอนจบก็จะไม่แมตช์กับสิ่งที่คุณอยากได้ สินทรัพย์เสี่ยงมีได้ แต่ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีคนจัดการให้ ถ้าผมจะลงอะไรที่ไม่ใช่หุ้น ผมลงเพื่อกระจายความเสี่ยง บาลานซ์พอร์ต จะได้ไม่ไปทางเดียวกันหมดเวลาบางตัวลง
.
- วันนี้ถ้าแยก LTF ออกจากพอร์ต ผมจะเหลือหุ้นกับตราสารหนี้ครึ่งๆ แต่ถ้าเอา LTF มารวม จะเป็นหุ้นประมาณ 70% ต้องดูว่าเหมาะกับเราไหม
.
*1. ดู Performance: ยาวๆ 1-5 ปี ได้ 4-5% แบบนี้เราโอเคไหม
*2. ดูใจเราเอง: บางทีมีหุ้น 50% หรือ 70% ตอบไม่ได้ว่าแบบไหนเหมาะ ดูใจตัวเองตอนตลาดเปลี่ยนแปลง ตอนลงแล้วเป็นทุกข์ นอนไม่หลับ กินไม่ลง แบบนี้คือเรารับไม่ได้ แปลว่าคุณต้องลดสัดส่วนหุ้นตรงนี้ลง แต่ถ้าคนบอกว่าแดง เราก็ยังไม่มีปัญหา รับได้ เราก็เล่นสูงได้ ยิ่งถ้าทำงานมีรายได้อยู่ เราก็เติมหุ้นไปเรื่อยๆ หุ้นลงก็เติม หุ้นขึ้นก็เติม
.
หาสัดส่วนที่เหมาะกับเราได้เจอ ดูความเสี่ยงปัจจุบัน ถ้าเรายังยิ้มได้แปลว่าแบบนี้โอเค

—————————————
2. High Risk High Return เสมอไปหรือไม่?
—————————————
[คุณกวี]
- ผมไม่ชอบคำว่า High Risk High Return ไม่งั้นคุณก็ไปเล่นหุ้นปั่นสิ ไปเล่นแล้วก็ได้ผลตอบแทนต่ำ งั้นเก็งกำไรเถอะ เพราะเสี่ยงเยอะ ถ้าแบบนั้นเล่นหวยน่าจะรวยสุด เพราะเสี่ยงสุด
.
- บางครั้ง Low Risk ก็ High Return ได้ด้วยความรู้ ในร้อยปีจะมีสินทรัพย์ใหม่ๆ แทรกมาตลอด หุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ หลังๆ จะพบว่าหุ้นให้ผลตอบแทนดีกว่าอสังหาฯ อาจจะเพราะ Aging Society หรือการใช้ชีวิตแบบคนปัจจุบันที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะแบบสมัยก่อน ที่บ้านไหนมีสนามหญ้าหน้าบ้านถือว่ารวย ในยุโรปทำแบบนี้ แต่ปัจจุบันมันไม่จำเป็นแล้ว แต่ในระยะยาวให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกัน

—————————————
3. ตลาดหุ้นไทย vs. ตลาดหุ้นอเมริกา
—————————————
[คุณกวี]
- อีกเรื่องที่หลายคนชอบเข้าใจผิดคือ ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ตลาดหุ้นไทยเปิดตัวตั้งแต่ปี 1975 แล้วเอา Set Index มาคำนวณตั้งแต่ 100 ถึง 1,500 จุด เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยแค่ 6% ต่อปีเอง ไหนบอกว่าผลตอบแทนสูงสุด นี่มันยังน้อยกว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก ตลาดหุ้นอเมริกาจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 12% แต่ที่เราลืมคิดคือ เราไม่ได้คิดเงินปันผลที่เราได้รับระหว่างนั้น นี่คือความรู้ที่คุณต้องเข้าใจ ประเทศไหนที่อิ่มตัว ถ้าผลตอบแทนเป็นราคาหุ้น จะไม่สูงแล้วเพราะเขาอิ่มตัว แต่ข้อดีคือ เขาไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ขยายต่อไม่ได้ แต่จะได้เงินปันผล เพราะเงินไม่ได้เอาไปลงทุน
.
- จะสังเกตประเทศที่เข้าสู่ Aging Society อิ่มตัว พื้นฐานดี ประเทศไทยถือว่าผลตอบแทนสูงมากสุดในเอเชีย อย่างวันนี้ธนาคารใหญ่ๆ ให้เงินปันผล 5-7% อสังหาฯ 7-8% บางตัวถึง 10% ถ้าจะไปดูแค่ราคาหุ้นที่ไม่ขึ้นและไม่ดูผลตอบแทน เราจะเกิดความเข้าใจผิด เพราะเวลาได้เงินปันผลจากหุ้น คุณมักไม่เอาไปซื้อหุ้น คุณมักจะเอาไปซื้อสิ่งของ มือถือ กล้องถ่ายรูป หนักสุดก็รถยนต์ ทำให้เรารู้สึกว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแบบหุ้น ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเราในตลาดหุ้นไทย
.
- พอไปดูตลาดอเมริกา รู้สึกว่าได้ผลตอบแทนดี แต่อย่าลืมนะเขาจ่ายเงินปันผลน้อยกว่า ถ้าเราซื้อหุ้นในตลาดไทยไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เปิดตัวมา 40 กว่าปี ตอนนี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12% ต่อปี ถ้ารวมเงินปันผลที่ได้แล้วเอาไปลงทุน ถ้าลงทุนไปร้อยบาท ตอนนี้ได้คืนเกินหมื่นแล้ว

—————————————
4. เคล็ดลับในการลงทุน
—————————————
[คุณกวี]
- แต่แน่นอนการลงทุนหุ้นมีความผันผวน แต่การไม่มีสินทรัพย์ที่เสี่ยงเลยก็ถือว่าเป็นความเสี่ยง กองทุนตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล ให้ผลตอบแทนค่อนข้างน้อย อยากให้คิดถึงความเสี่ยงขึ้นมานิดนึงก่อน
.
- สมมุติถ้าคุณลงทุนหนี่งแสนบาท แล้วได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี ลงทุนไป 20 ปี เงินจะเพิ่มมาเป็นแสนเจ็ดแสนแปด
.
- แต่ถ้าคุณแบ่งเงินเป็นห้าก้อนเท่าๆ กัน ก้อนละสองหมื่นบาท ก้อนนึงไปลงความเสี่ยงที่ทำให้เงินหายไปเลย ก้อนนึงได้ผลตอบแทน 0% ก้อนนึง 10% ก้อนนึง 15% ปรากฏว่าเงินที่ได้รับจะมากกว่ากรณีแรก
.
- เห็นไหมว่าการใส่ความเสี่ยงขึ้นไปนิดนึง มันจะแตกต่าง ยิ่งเด็กๆ ยิ่งต้องใส่ เพราะฉะนั้นเรื่องอายุมีความจำเป็น แต่ปัญหาคือ เมื่อคุณเริ่มมาลงทุน ไม่ว่าจะเข้ามาอายุเท่าไหร่ จะบอกว่า คุณมีอายุลงทุนเท่ากัน เพราะฉะนั้นเริ่มต้นคุณต้องหาความรู้ก่อน แล้วความรู้จะทำให้ความเสี่ยงลดลง
.
- อันแรกคือ หุ้นมีผลตอบแทนสูงสุด ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าลดลงไป 50% ทั้งหมดสองครั้ง ส่วนในอเมริกาลดลงไป 50% นับครั้งไม่ถ้วน ในอเมริกามีเยอะมาก ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งสงคราม, Hamburger Crisis, Dot-Com เจอไม่รู้กี่รอบ แต่พอผ่านไป หุ้นก็ยังให้ผลตอบแทนสูงสุด ถ้าคุณมีความรู้ คุณจะมั่นใจกับมันว่าหุ้นให้ผลตอบแทนสูงสุด
.
- สินทรัพย์ที่ลงทุน กับสินทรัพย์เก็งกำไรต่างกันตรงไหน สินทรัพย์ลงทุนคือ หุ้น ตราสารหนี้ มีปันผล ให้เงินเราได้ แม้เราไม่ได้ซื้อๆขายๆ ส่วนพวก Cryptocurrency ค่าเงิน ทองคำ เป็นการลงทุนทางเลือก ไม่มีเงินปันผล แต่พวกนี้ลองไปเปิดประตูโอกาสเอาไว้ได้
.
- ถ้าศึกษาไปเรื่อยๆ ตอนแรกอาจจะมีหุ้นแค่ 10% ซื้อผ่านกองทุนก็ได้ พอคุณศึกษาไปเรื่อยๆ คุณก็จะเพิ่มความเสี่ยงได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้คือจุดที่อยากให้เริ่มต้น ก่อนจะไปดูว่าเรามีศักยภาพสามารถทำเงินได้เพิ่มเท่าไหร่ เพราะมันโคตรยาก แต่หาความรู้ง่ายกว่า เพราะมันไม่ต้องพึ่งใคร ทุกรายได้ต้องพึ่งคนอื่นทั้งสิ้น คุณจะทำอะไร คุณจะไปเอาเงินเขา ก็ต้องยาก หาความรู้แล้วเพิ่มความเสี่ยงไปเรื่อยๆ มีความสำคัญ พอเราได้ตรงนั้นปุ๊บ ก็มากำหนดเป้าหมายว่าเราจะมีเงินเท่าไหร่ จะเกษียณอายุ 50 หรือ 60 ต้องมีเงินเท่าไหร่ แล้วระหว่างทางก็ปรับไปเรื่อยๆ ถ้ายังไม่มีความรู้แล้วใส่ 50-80% ปีแรกเละเลย เข็ดไปเลย เราก็จะขยาดกับการลงทุน เรารู้แค่ไหนเราลงแค่นั้น พอมีความรู้ค่อยเพิ่มความเสี่ยง แล้วมาดูเป้าหมาย สมมุติเราทำๆ ไป เราทำไม่ได้ก็เพิ่มอายุ
.
*1. หาความรู้เพิ่มผลตอบแทน
*2. เก่งขึ้น หารายได้มากขึ้น
.
ทุกคนชอบลืมอีกข้อหนึ่งที่เราทำได้คือ
*3. ประหยัดรายได้ ถ้าเหลือมากขึ้นก็ลงทุนได้มากขึ้น
.
- อันนี้คือสิ่งที่คุณต้องรู้ ฟังจบแล้วก็จบวันนี้ แค่นี้ไม่พอ ไปซื้อหนังสือหาอ่านเพิ่ม เล่มนึง 200 บาท กินข้าววันเดียวก็หมดแล้ว
.
- หลายคนรู้ว่าผมทำงานหนักมาก สัมมนาเยอะมาก ทำบทวิเคราะห์ ทำ YouTube แต่ทำไมผมมีเวลาอ่านหนังสือ วิ่งออกกำลังกายวันเว้นวันด้วยนะ ถ้าผมมีเวลา คุณจะไม่มีได้ไง คุณก็ต้องมีเวลาหาความรู้ แล้วต้องทำด้วย รู้ไปก็เท่านั้น ถ้ารู้แล้วไม่ทำก็ไม่มีประโยชน์

—————————————
5. วิธีการประหยัดเพื่อเพิ่มเงินลงทุน
—————————————
[คุณวีระพล]
- Personal Finance การเติมความรู้ประสบการณ์ ทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเงินที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเรามาฟังเพื่อพยายามหาท่าของตัวเอง มันบอกไม่ได้
.
- แค่ให้ความสำคัญของเรื่องการเงินในมิติไหนก็ได้ ในยุคเก่า การหาเงินอาจจะยากจริงๆ แต่คนยุคนี้ มีแหล่งหาเงินได้เยอะ หารายได้ได้หลายทางมากกว่า เพราะฉะนั้นถ้าคุณเอ็นจอยกับการหาเงิน คุณก็ไปโฟกัสด้านนั้น แค่ไปทำเรื่องการใช้จ่ายแล้วเหลือเงินเก็บ
.
- ในยุคผม คนที่มี Cash ในกระเป๋าอาจจะมีโอกาสใช้เยอะ นิสัยเสียคือบัตรพลาสติก (บัตรเครดิต) ผมจะดัดนิสัยด้วยการใส่เงินสดให้พอดีใช้ มีซองวันจันทร์ อังคาร พุธ เงินสดในแต่ละวันดีไซน์มาแล้ว ขนาดเราจัดเงินมาแล้ว เงินยังเหลือเลย
.
- แต่พอเราเข้าสู่ยุค Cashless มันไม่ง่ายแล้ว ผมใช้มือถือเครื่องเดียวจ่ายได้หมดเลย เราต้องรู้ก่อนว่า วิธีที่จะทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋ามีทางไหนบ้างและคุมให้อยู่ เราเป็นภูมิแพ้อะไร เช่น ผมเป็นโรคภูมิแพ้หนังสือ ผมจะต้องรู้ก่อนเสมอผมอยากซื้อหนังสืออะไร ผมจะทำการบ้านมาก่อนเข้าร้านหนังสือ จะได้ไม่เผลอซื้อเยอะ
.
- ทุกครั้งเวลาบรรยายการลงทุน ผมจะพยายามพูดเรื่องการประหยัดก่อน คนจะตกม้าตายตอนบอกว่าเงินเดือนน้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินมากน้อย แต่ขึ้นอยู่ว่าเราเงินเหลือเท่าไหร่ หาภูมิแพ้คุมให้อยู่ จะได้มีเงินเหลือเอาไปลงทุน

—————————————
6. การเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องฉุกเฉิน
—————————————
- การจัดการการเงิน ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่การเตรียมตัวมีสูตรบางอย่าง จะถามคนที่มาปรึกษาเสมอว่า มีเงินสำรองหรือยัง ในชีวิตเราจะเจอเหตุการณ์ฉุกเฉิน น้ำท่วม โควิด มีลูก เกิดมาตลอดเวลา ตอนวัยรุ่นผมไม่เคยคิดอะไรแบบนี้ เรามีสวัสดิการ พอวันนึงเรามีลูกเราจะพบว่า สวัสดิการบางอย่างจัดการแทนไม่ได้ เรามีแผนเก็บเงินให้ลูกเรียนหลายๆ แผน สามารถล่มไปก่อนได้ อย่าลืม Protect ความเสี่ยง ผมไม่ทำประกันอุบัติเหตุเลย จนสุนัขกัด และเข็นรถตัวเองชนตัวเอง หลังจากนั้นไม่เคยลืมทำเลยทุกปี ขึ้นอยู่กับว่าเราประเมินความเสี่ยง ความเสี่ยงแต่ละคนไม่เท่ากัน
.
- ผมทำประกันให้ลูก ภรรยา ผมคิดว่าลูกของเรา แปดขวบ มีแนวโน้มจะเป็นโรคเบาหวาน เลยเอาที่ทดสอบ มาทดสอบเองที่บ้านดูปรากฎว่าขึ้นไปพีคสุด คิดว่าเป็นแน่ ภรรยาผมก็เตรียมลาออกจากงานมาดูแลลูก ผมเช็กเลย ถ้าเขาเป็นเบาหวานจริง ประกันที่ทำไว้ไม่ครอบคลุมแน่นอน จนพอเราไปทดสอบเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล แล้วรู้ว่าผลที่เราทดสอบมาก่อนมัน Error เหตุการณ์นี้เลยทำให้เรารู้ว่าเราต้องเตรียมประกัน เตรียมความพร้อมให้เขาไว้มากกว่านี้
.
- ทั้งหลายทั้งปวงคือการเตรียมตัวสร้างความมั่งคั่ง เงินสำรองควรมี 6 เท่า ถ้าผ่านโควิดไปควรมี 10-12 เท่าของรายจ่าย Protect ส่วนที่ควร Protect

—————————————
7. เคล็ดลับในการลงทุน (2)
—————————————
- การลงทุน ต้องเริ่มต้นทันที หุ้นถ้ายัง Take Risk ได้แนะนำ ถ้ายังไม่กล้า ให้ลงกองทุนรวมในหุ้นก่อนก็ได้ มีที่ในไทยให้ผลตอบแทนเกิน 20% ต่างประเทศ 40-60% เกิดแบบนี้ถ้าเราไม่ลง เราเสียโอกาส
.
- ในยุคนี้ถ้าจะลงแค่ตลาดไทย มันเสียโอกาส แต่ลงนอกแบบผ่านหุ้นตรงๆ อาจจะยาก ให้ซื้อกองทุนรวม 1,000 บาท กองทุนรวมที่ถือหุ้น ลองไป Google ได้
.
- Bitcoin หรืออะไรที่เสี่ยงมาก ลงเป็นทรัพย์สินทางเลือกได้ 5% แต่อย่าเอาเงินทั้งหมดไปลงทีเดียว อันนี้ไม่สนับสนุน
.
- ลงทุนเพื่ออะไรต้องตอบตัวเองให้ได้ ลงเพื่อเกษียณตัวเอง หรือมีเงินสิบล้านยี่สิบล้านไว้ทำกิจการ
ถ้าเป้าหมายทั่วไป เช่น มีเงิน 10 ล้าน ให้ใช้ชีวิตได้อีก 10-20 ปี ถ้าลงทุนไปแล้วไม่ทันก็ยืดเวลาเกษียณออกไป กะว่าเราจะใช้เดือนละเท่าไร มีอายุอีกสักเท่าไร ถ้าไม่มีเป้าหมาย เราจะไม่รู้ว่าลงทุนไปเพื่ออะไร แล้วจะต้องปรับแผนระหว่างทางหรือไม่
.
[คุณหนุ่ม]
- ประสบการณ์ส่วนตัวของผม คือผมลงทุนกองทุนรวมแล้วรู้สึกช้า เลยไปลงทุนทำธุรกิจก่อน เสร็จแล้วซื้ออสังหาฯ แล้วก็ไปลงทุน ผมไม่ลงทุนในหุ้นเยอะแต่ใช้กองทุนรวม ยิ่งไปต่างประเทศเนียนเลย จุดนึงที่สำคัญมาก ผมว่าการมีโจทย์ไปสักนิดนึง มีโจทย์อันนึงของผม ที่เรียกว่าเพี้ยน คือ ผมอยากได้ผลตอบแทนสูงสุด วิ่งไปหากองไหนก็ได้ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด เวลาผมให้คำแนะนำกองไหนดีสุด บางทีผลตอบแทน 7-8% บางคนส่ายหัว เขาไม่สนใจเลย กองทุนต่างประเทศ ขึ้น 100% คำแนะนำเราดูแบบช้าไปเลย
.
- ผมเชื่อมั่นเรื่องการมีแผนลงทุนที่ชัดเจน จัดสรรเงินเท่าไหร่ คาดหวังผลตอบแทนเท่าไหร่ ผมก็ไม่ได้บู๊ 100% มีตราสารหนี้บ้าง ผมเป็นคนมักน้อย 8% ก็อยู่ได้ ผมว่าไปได้

—————————————
8. การ Rebalance พอร์ต/ การลงทุนแบบ Warren Buffett
—————————————
[คุณกวี]
- จริงๆ อย่างที่บอก ถ้าชอบก็คือขยันทำมาหากินก็ได้ ที่คุณวีระพลชอบพูดเสมอว่าไม่ใช่ว่าเกษียณแล้วหยุดทำงาน แต่คือเกษียณแล้วเรายังไปที่ชอบๆ ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ มีบทความอันนึงของลงทุนแมน เขาเขียนว่าถ้าหลังจากเกษียณ เราจะทำอะไรต่อได้ 1. เป็นที่ปรึกษา ด้านที่ถนัด 2. ขับ Grab หลังเกษียณเราอาจจะอยากทำอะไรที่สนุก และไม่ได้หวังรายได้
.
- แต่กลับมาเรื่องวางแผนการเงิน แต่ละคนมีเป้าหมาย การรับความเสี่ยงไม่เหมือนกัน จัดพอร์ตไม่เหมือนกัน Warren Buffett ลงทุนหุ้นระยะยาวตั้งแต่ 11 ขวบ เป็นที่มาที่ทำให้ผมให้ลูกชายลงทุน ซื้อหุ้นไทยแบบ DCA ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ วันนี้อายุ 17 ขวบ แล้ว ทำ DCA มาหกปี ปีนี้เป็นปีที่เขาได้ผลตอบแทนสูงมาก ก่อนหน้านี้ได้ผลตอบแทนไม่เยอะ การลงทุนในหุ้นต้องใช้เวลา ไม่ได้มารวดเร็ว
.
- ต่อให้ตลาดหุ้นมีขึ้นๆ ลงๆ แต่ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของ Warren Buffett คือ 26% ต่อปี เขาเก่งมาก จับจังหวะการลงทุน สังเกตว่าเขาจะปรับพอร์ตไม่เยอะ แต่หุ้นหลักๆ ที่อยู่ใน Top Ten ถือมานานมาก เป็นสิบๆ ปี ตัวอย่างเช่น Coca-Cola วิธีการของเขาคือต้องซื้อหุ้นได้ราคาถูก ต้องซื้อราคาต่ำกว่าคนอื่น ซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนอื่น อันนี้คือหลักคิดง่ายๆ สำหรับทุกสินทรัพย์ แต่วันนี้ที่เราลงทุนในสินทรัพย์มักจะซื้อในตอนที่แพง คือซื้อตอนทุกคนอยากซื้อ ตอนโควิด ผมเพิ่มพอร์ตเยอะมากตอนหุ้นตก ตอนหุ้นขึ้นผมไม่ซื้อเลย ผมพยายามหาสินทรัพย์ต้นทุนให้น้อยสุด นี่คือความรู้ ความเข้าใจที่เราต้องใส่ใจ ถ้าคุณมั่นใจกับหุ้นตัวใดตัวนึง คุณจะไม่กล้วที่จะซื้อ ไม่ว่ามันจะขึ้นหรือลง หรือซื้อกองทุนก็ได้
.
- การลงทุนแบบ Warren Buffett อาจจะไม่ได้ต้องซื้อขายทุกวัน ลองดูคนมั่งคั่งในโลกหรือประเทศไทย ผมไม่ค่อยเห็นนักเก็งกำไรนะ ขนาดปรมาจารย์ทางด้านการลงทุน Technical ก็อาจจะไม่ติด Top 50 มั่งคั่งระดับโลก ส่วนใหญ่จะมาจากธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว
.
- ผลตอบแทนสูงต้องไปซื้อตอนถูก แต่เมื่อไหร่ที่คุณได้สูตรสำเร็จสัดส่วนการลงทุน อย่าลืม Rebalance ปรับสมดุลของพอร์ต ข้อดีคือ เหมือน DCA เราจะขายของที่แพง แล้วมาซื้อของที่ถูก อันนี้คนชอบลืมทำ แล้วก็ปล่อยให้พอร์ตเบี้ยว สมมุติเราจัดพอร์ตให้เขาพอผ่านไป 3-4 เดือน ทุกอย่างมีการผันผวน สัดส่วนจะเพี้ยนทันที สมมุติถ้าหุ้นขึ้น จาก 30% ก็กลายเป็น 40% อย่าปล่อยให้ขึ้น ต้องทำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส เพราะฉะนั้นคุณต้องขายตอนแพง และซื้อสินทรัพย์สินอื่นๆ ให้สัดส่วนหุ้นเหลือ 30% เท่าเดิม อันนี้ไม่รวมกับเงินที่กันไว้สำหรับยามฉุกเฉิน ผมก็มีเงินก้อนนึงกันไว้ให้ลูกเรียน
.
- ยกตัวอย่าง Warren Buffett เขาซื้อหุ้น Apple อยู่ประมาณ 40% ตอนเริ่มต้น เวลาผ่านไปมันขึ้นมากกว่าตัวอื่น หุ้น Apple ขึ้นจาก 40% เป็น 70% โดยประมาณ คนก็ไปตีความว่า Warren ไม่เอาหุ้นนี้แล้ว เททิ้ง ไม่เอาเทคโนโลยี หลายคนก็ด่า จริงๆ Warren เลือกที่จะขายหุ้น เพราะอยากคงไว้ 40% เหมือนเดิม แล้วก็เอาเงินไปซื้อหุ้นตัวเดิมที่สัดส่วนต่ำ หรือซื้อตัวใหม่ๆ กลับมาที่เริ่มต้น ต้องจัดพอร์ตเท่าไหร่
.
- พอได้สัดส่วนตัวเองแล้ว จะทำยังไงให้สัดส่วนมันนิ่ง คนที่ประสบความสำเร็จทำแบบนี้ เราก็ควรทำตาม เวลาของแพงเราก็ขายออก มาซื้อของถูก แต่สินทรัพย์เราเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ หรือกองทุนก็ได้ เช่น คุณซื้อ Cryptocurrency 5% พอมันขึ้นเป็น 10% คุณก็ควรเอาออกมาส่วนนึง และเอามาซื้อให้ได้ตามสัดส่วน
.
- ถ้าคุณมีความรู้ก็ศึกษาต่อ ถ้าคุณเก่งมากพอ สมมุติเราตั้งไว้ 30% ในช่วงวิกฤติโควิด ต้มยำกุ้ง ราคาลงเยอะ บางคนจะมีความเข้าใจเรื่องวิกฤติ จะรู้ว่าเขาควรเพิ่มสัดส่วนหุ้นจาก 30% เพิ่มเป็น 40-50% แต่อันนี้ต้องใช้ความรู้ที่มากขึ้น ถึงจะเพิ่มความเสี่ยงได้มากขึ้น เป็นอิสระได้มากขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีความรู้ อย่าเพิ่งทำ ไปตรงๆ ก่อนนะ แต่ผมเล่าไว้ให้เป็นความรู้ก่อนเฉยๆ ให้รู้ว่ามีวิธีนี้ด้วย
.
- Warren Buffett บอกวันนี้เขาถือหุ้น 40% แต่ถ้ารวมเงินที่เอาออกมาด้วยจะเหลือ 30% วันนี้ Warren Buffett ถืออยู่ที่ 35% แปลว่าเขามองว่า หุ้นวันนี้ราคาแพง เลยเก็บเงินสดไว้รอ ค่อยซื้อตอนถูก
.
- เขาก็ใช้หลักการเดิมคือพยายามซื้อของถูก ไม่ซื้อของแพง ทำแบบนี้ คุณก็จะได้ 12% สูงกว่าทุกคน แต่ถ้าคุณไปลงทุนแบบไม่มีความรู้ แบบแมงเม่า ก็จะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
.
- 80% ของคนที่ลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ มักจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย เพราะเราไม่มีความรู้ (กฎ 80/20) มีแค่ 20% ที่ชนะตลาด มันคือโจทย์ที่เราต้องคิด เราก็ต้องอดทนซื้อของถูก
.
- แต่ถ้าคุณเก็งกำไร คุณก็ต้องมีวินัย ต้องตัด คนชนะเขารู้จักตัดขาดทุนได้ ใช้เครื่องมือยังไง เรื่องนี้ลึกลับ ถ้ามานั่งฟังนักวิเคราะห์ทุกวัน ตายแน่ๆ เขาแนะนำให้ซื้อวันนี้ แต่วันที่ขายเขาไม่บอกหรอก หรือบางทีเขาบอกแต่เราไม่รู้ เพราะเราเข้าไม่ถึงตัวเขา อันนี้ถึงบอกให้พึ่งพาตัวเอง เวลาคนมาถามว่าซื้ออะไรดี ผมมักจะเลี่ยงไม่บอกตรงๆ เพราะผมไม่รู้ว่าเขาเป็นนักเก็งกำไร หรือนักลงทุนระยะยาว หรือว่าคิดว่าเป็นนักลงทุนระยะยาว แต่ซื้อหุ้นวันเดียวขาย ผมมักจะถามแทนว่า คิดว่าหุ้นที่ดีเป็นยังไง ไม่พูดชื่อหุ้นตรงๆ สอนวิธีให้เขาตกปลา ถ้าตกมาได้ แล้วค่อยมาถามว่าจะทำกินยังไงดี
.
[คุณวีระพล]
- ผมชอบที่พี่กวีบอก เรื่องการกระตุกให้คิด โดยทฤษฎีจะเชื่อว่า คนรุ่นใหม่อยากได้ผลตอบแทนสูง ไม่ต้องทำงานหนัก ผมว่าก็เป็นธรรมชาติ ผมก็ไม่ได้รู้สึกขนาดนั้นจนเจอคนแบบนี้เยอะจริงๆ แบบไม่อยากทำงาน แล้วก็อยากเป็นนักลงทุนจริงๆ Trader เยอะขึ้นจริงๆ เกิดขึ้น จากอยากรวยเร็ว อะไรง่ายๆ เร็วๆ อันนึงที่จำเป็นมากๆ คือต้องมีใครมากระตุกว่า มันเป็นไปได้นะ แต่ไม่ได้เป็นได้กับทุกคน
.
- เราเลือกลงทุนในการลงทุนเสี่ยงได้ แต่ต้องไม่เป็นการลงทุนเดียวของเรา Generation นี้เกิดมามีลูกน้อย พ่อแม่ทำงานหนัก รายได้สูง พร้อมจะเลี้ยงดูลูกคนเดียว คนเราคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย เราต้องหาทางของตัวเองให้เจอ โซเชียลอาจจะพยายามบอกให้คุณทำแบบนู้นแบบนี้ มันอาจจะไม่ได้จริงทั้งหมด เราจำเป็นที่จะต้องมีทางเลือกในการลงทุนที่ไม่ได้เสี่ยงเท่านั้น ถ้าคุณจะไม่ทำงานประจำ คุณก็ต้องหารายได้ทางอื่นด้วย ที่ไม่ได้มีแค่ Trading ไม่งั้น Source of Income คุณจะมีทางเดียว
.
- อีกเทคนิคคือการ Rebalance พอร์ต ใครเพิ่งเริ่มต้น แนะนำ 1-2 ครั้งต่อปี สิ่งนึงที่เราจะเจอคือค่า Fee ถ้าเรา Rebalance บ่อยๆ โดยไม่ได้มีหลัก 1-2 ครั้งจะทำให้เราช่วยบาลานซ์ค่า Fee บาลานซ์พอร์ต ผมพยายามกระตุกคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียการลงทุนว่า ตลาดไม่ไช่ของเราตลอด คนที่ Protect เราก็ไม่ได้อยู่ได้ตลอด ต้องควบคุมอารมณ์ให้อยู่ ถ้ามีความโลภคือ ความเสี่ยงสูงสุด

=================
ช่วง Q&A
=================
—————————————
Q1. ตอนนี้ปัจจุบันลงทุนในหุ้นอยู่เป็นหลัก แต่มีกระแส Yield Farming หรือ DeFi เยอะมาก แล้วเขาบอกว่าได้เงินเร็ว ปล่อยเหรียญให้คนกู้และไม่เสี่ยงมาก อยากรู้ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งนี้
—————————————
[คุณกวี]
- ตอนนี้ Top 20 ก็ยังไม่เห็นเศรษฐีจาก cryptocurrency ขึ้นมานะ โดยเฉพาะในไทย หรือว่าเขาอาจจะไม่ได้เปิดเผยออกมา
.
- ถามว่าเราเปิดประตูโอกาสกับสิ่งพวกนี้ได้ไหม ได้ แต่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงจนน่าเหลือเชื่อ จะให้ผลตอบแทนแบบนี้ในระยะยาวจริงเหรอ แล้วตามมาด้วยความเสี่ยงมากไหม เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรี นึกถึงตอน Subprime, Hamburger Crisis/ CDF หลายคนบอกไม่มีความเสี่ยง เครื่องมือทางการเงินที่เอาสินเชื่อ มาขายเป็นสินทรัพย์ แล้วก็เอามาขายไปเรื่อยๆ แล้วบอกว่าไม่มีความเสี่ยงแบงค์รับประกัน ต่อให้ลูกหนี้ไม่จ่าย แบงค์ก็จ่าย แต่ปรากฏว่าแบงค์เจ๊ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่การลงทุนหลัก เราเปิดประตูได้ แต่เปิดแบบเสียแล้ว ไม่รู้สึกไม่ดี ลงไปสิบมันหายไปหมดเหลือศูนย์แล้วเรายังโอเคอยู่ cryptocurrency ผมก็พอมี แล้วก็ rebalance ไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่อง DeFi นี่ผมยังศึกษาอยู่ แต่ถ้าลงหุ้น 100% แล้วมาเข้าอันนี้ 100% คิดว่าไม่แนะนำเลย
.
[คุณวีระพล]
อะไรที่ทำให้ลงทุนหุ้นปัจจุบันอยู่แล้ว ทำไมถึงคิดจะขยับขึ้นไป หรือเพราะอะไร
.
[คุณ A]
คิดว่ามันได้ดอกเบี้ย 10-20% ต่อปี เรียกว่าเป็นค่าทำธุรกรรม กะจะใส่ 2-5% เราไม่ใช่ฝั่งเทรด แต่เป็นเหมือนฝั่งให้ยืม
.
[คุณกวี]
- ฟังเหมือนเรากำลังใช้การลงทุนจริงเพื่อการเรียนรู้ แต่ถ้าเริ่มต้นใส่แค่ 2-5% แบบนี้ก็ยังโอเค เราลงทุนไปแล้ว เราต้องเรียนรู้ว่า เราจะกำไรจากอะไร ขาดทุนเพราะอะไร ถ้าจะเริ่มใส่เงินเข้าไปเพิ่มต้องตอบตรงนี้ให้ได้ก่อน ถ้าตอบไม่ได้ให้หยุด ถ้าเงินหายแล้วได้เรียนรู้ก็โอเค แต่ถ้าไม่ได้เรียนรู้จะไม่มีประโยชน์เลย ใช้เงินน้อยก็จริงแต่เราต้องเรียนรู้ DeFi ก็แบ่งออกเป็นอีกหลายทาง ต้องศึกษา
.
- อยากให้ศึกษาเครื่องมือตอนเกิดวิกฤติสมัยก่อน ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว หุ้นไทยลง 50% อเมริกาลง 50% ด้วยเครื่องมือใหม่ๆ พวกนี้ เป็นสาเหตุว่าทำไมผมถึงกลัว อยากให้ไปดูหนังเรื่อง short sale (The Big Short) กับ Inside Job เป็นหนังที่เกี่ยวกับตอน Hamburger Crisis
.
[คุณวีระพล]
- คนรุ่นใหม่อาจจะอยากลงทุนแบบ unique ด้วยซึ่งก็ไม่ได้ผิด แต่ฟังเราสามคนอาจจะเข้าใจว่า ทำไมเราถึง conservative ผมก็ยังสนับสนุนให้ลงทุน แต่ลงทุนน้อยๆ educate เยอะๆ ฟังพวกเราคอยกระตุกความคิดบ้าง
.
[โค้ชหนุ่ม]
- ผมขอแชร์ ส่วนตัวผมศึกษามา 2-3 ปี แล้ว แต่ผมยังไม่ได้ลงทั้ง DeFi และ Blockchain ผมชอบพูดตลกๆ ว่าเพราะที่ลงอยู่ทุกวันนี้ ก็มีอิสรภาพแล้ว ถ้าง่ายแล้วทำได้ แล้วได้เงิน ทำงานหาเงิน เก็บเงินของเรา เราก็อาจจะไม่ได้ต้องวื่งไปหาเครื่องมือใหม่ๆ ผมก็ยังอยู่กับอสังหาฯ ที่ผมคุ้นเคย ETF ก็มีลงบ้าง
.
[คุณกวี]
- ผมลงทุนกองทุนสุขภาพ เชื่อไหมผลตอบแทนอยู่ในอันดับ 2 ปีที่แล้ว 57% โห มันได้ขนาดนี้เลยเหรอ ท่าง่ายๆ
.
[โค้ชหนุ่ม]
- ผมว่าต้องระวังท่านี้ ที่เราอยากจะหาวิธี หาสิ่งใหม่ๆ เสมอ ทั้งๆ ที่เราทำอยู่ก็สามารถทำได้ เราไม่ได้มีแค่การลงทุน สุขภาพ หน้าที่การงาน การใช้ชีวิต เราอาจจะจัดให้ยังยิ้มได้ ให้เหมาะกับเรา บอกว่าของใหม่ไม่ได้ผิด ถ้าของเก่าพอทำได้ แต่ของใหม่อยากจะลอง ก็อยากให้จัด 2-5% ไป ที่เหลือก็ยังอยู่กับของเดิมได้

—————————————
Q2. สอบถามเรื่อง ETF และการเปิดตัวในไทยเป็นยังไง
—————————————
[คุณวีระพล]
- ผมเคยซื้อ ETF แต่ตอนอยู่ที่อเมริกา ที่ไทยสภาพคล่องยังไม่โอเค ผมจะซื้อให้เกาะตามดัชนี เราเชื่อในตลาดไหนก็จะไปซื้ออันนั้น แต่ ETF ในไทยยังไม่ค่อยเห็นความน่าสนใจ
.
[คุณกวี]
- ความแตกต่างระหว่าง EFT กับกองทุน คือ ETF ค่าธรรมเนียมต่ำ แต่สภาพคล่องก็ต่ำกว่า ถ้าซื้อแล้วขายเยอะจริงๆ บางทีขายไม่ได้ มันก็อิงไปกับดัชนีด้วยกัน ถ้าเราเข้าใจว่าลงทุนตามดัชนีประเทศ อุตสาหกรรม หรือธีมต่างๆ เช่น ธีมเทคโนโลยี ต่างประเทศมีเยอะมาก สภาพคล่องสูงกว่าเยอะมาก แต่อันนั้นเราก็ต้องไปเปิดพอร์ตหุ้นต่างประเทศ ในหลายๆ โบรกเกอร์ ต้องเปิดพอร์ตก่อน ถึงจะเปิด ETF ได้ แต่ก็จะมีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินอีก ถ้าเรายังไม่มีความรู้ อาจจะเริ่มจากกองทุนอิงตามดัชนีไปก่อน อีกข้อที่ ETF ดีกว่าคือ มัน Real Time เพราะกองทุนข้อเสียคือต้องรอสรุปราคาเมื่อจบวัน บางทีก็ต้องรอสี่ห้าวันถึงจะได้เงิน แต่ ETF ไปได้เร็ว แนะนำให้ลงทุน ETF แต่ต้องเป็น ETF ต่างประทศ แต่ยังไงอย่าลืมศึกษาก่อน
.
[คุณวีระพล]
- ผมแนะนำให้เปิดพอร์ต Offshore ต่างประเทศมีให้เลือกเยอะมาก ธีม Casino ธีม Health Care ธีม e-Sport การลงทุนธีมไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรเสมอ แต่บางทีมันเป็น Passion ไม่ได้เป็นแค่การหากำไร ถ้าเรามี Passion เริ่มต้น ETF ก็ได้ แต่อย่างที่บอก เวลาสภาพคล่องไม่มี มันยาก
.
[คุณ B]
- สมมุติผมสนใจ ETF ที่ล้อไปตามดัชนี ถ้าเทียบกับกองทุนเลย อันไหนน่าสนใจกว่า
.
[คุณกวี]
- ถ้ามีเงินเย็น แนะนำ ETF แต่ ETF 11 ตัวในตลาดหุ้นไทย สภาพจะยังไม่คล่องเท่าไหร่

=================
ฝากทิ้งท้าย
=================
[คุณวีระพล]
- ดีใจที่เห็นคนที่เข้ามาฟังเป็น New Gen อย่างที่อยากให้ฟัง จะเห็นว่าวันนี้พวกเราทั้งสามคนใช้คำว่า กระตุกเยอะ Educate ตัวเองให้เข้าใจเยอะ ผมขอทิ้งคำเดียวคือ เวลาเราอยากเร็วบางทีมันจะช้า แต่บางทีถ้าเราช้ามันจะเร็ว ถ้าเรามีคำนี้อยู่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ ถ้าเราใจเย็นบ้าง เรารู้จักช้าบ้าง บางทีเราจะถึงเป้าหมายเร็วกว่าที่คิด มันใช้ได้เสมอสำหรับ หลายๆ Scenario โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้การ Shopping เวลาเราเจอของที่อยากได้มากๆ ลองให้เวลาสัก 24 ชม. ถ้ายังอยากซื้ออยู่ แปลว่าเราอยากได้จริงๆ แต่ถ้าเราไม่อยากได้ แปลว่าเราไม่ได้อยากได้จริงๆ
.
[คุณกวี]
- ถ้าจะลงทุนเสี่ยงมาก ก็ต้องมีความรู้ หลายคนเข้าใจคำว่ากระจายความเสี่ยงผิด Warren Buffett บอกว่า ให้กระจายความเสี่ยง อย่าใส่ไข่ไว้ที่ตะกร้าใบเดียว แต่ก็พูดว่า เราต้องโฟกัสที่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง มันดูแย้งกัน แต่มันทำได้ในสองคำพูดที่ย้อนแย้ง ดูหุ้นในพอร์ตของ Warren Buffett เขามีหุ้น 40 ตัวถือว่ากระจายเยอะมาก แต่เขาโฟกัส เพราะเขาถือหุ้น Apple 40%
.
- อันนี้คือกระจายความเสี่ยงกับโฟกัส เขาโฟกัสในสิ่งที่เขารู้ที่สุด แต่ไม่ได้บอกว่าเขาต้องถือหุ้นตัวเดียว ถือ 40 ตัว เพื่อกระจายความเสี่ยง
.
- ถ้าคุณมีความรู้ด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าเรารู้เรื่องหุ้นเยอะ เราอาจจะกระจายความเสี่ยงไปสินทรัพย์อื่น แต่เราก็โฟกัสหุ้น มันเป็นของคู่กันได้ ขอให้เราเข้าใจมัน
.
- บางทีเราไม่มีความรู้เรื่องหุ้น แต่มีความรู้เรื่อง พระเครื่อง ไวน์ นาฬิกา ของสะสมเก่าๆ แล้วบังเอิญมีความรู้เยอะมากกว่าคนอื่น
คนที่รู้ก็หาพระจริงได้ คนไม่รู้ก็โดนหลอกพระปลอม ถ้าคุณรู้มากกว่า คุณก็โฟกัสพระเครื่อง แล้วที่เหลือก็กระจายหุ้น กระจายสินทรัพย์ไป วันนี้เราไม่ได้พูดเรื่องการลงทุนทางเลือก มันก็ทำได้ แต่คุณต้องรู้มากกว่าคนอื่นด้วย ไม่ใช่รู้เท่าหรือน้อยกว่า

=================
Date: 24 MAR 2021 (20:00-22:00)

Moderator:
@coachnumm โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ Money Coach
@kbanklive KBank Live

Speaker:
@kavee_ks คุณกวี ชูกิจเกษม
@weeraponb คุณวีระพล บดีรัฐ

#Clubhouse #ClubhouseTH #ClubhouseThailand
#KBankLive #KBank #กสิกรไทย #คุยเรื่องลงทุน #บอกครบจบทุกGEN #investment #โค้ชหนุ่ม #MoneyCoach #กวีชูกิจเกษม #todayinotetotext #todayinoteto #วันนี้สรุปมา



Post Reply