วิกฤตโควิดกับ 2008 ต่างกันอย่างไร? โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
always24
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 795
Joined: Mon Nov 29, 2010 2:28 pm

วิกฤตโควิดกับ 2008 ต่างกันอย่างไร? โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

Posts by always24 » Sun Jun 07, 2020 6:04 pm

วิกฤตโควิดกับ 2008 ต่างกันอย่างไร?

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรียบเรียงจากเว็บ CNBC

ผมได้อ่านเว็บ CNBC เค้าสรุปไว้สั้นๆ ถึงความแตกต่างระหว่างผลกระทบของวิกฤตโควิด 19 กับวิกฤตการเงินปี 2008 หรือที่เรียกว่า “The Great Recession” (เป็นคนละอันกับ The Great Depression เมื่อปี 1929) ที่มีต่อเศรษฐกิจ ว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง เขาเขียนไว้ค่อนข้างกระชับและน่าสนใจ จึงอยากเอามาถ่ายทอดต่อไว้ในที่นี้ครับ

CNBC บอกว่า ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างวิกฤตครั้งนี้กับครั้งที่แล้วมีอยู่สามข้อ

หนึ่ง) บทบาทของธนาคาร

สมัยปี 2008 ธนาคารคือ “ต้นเหตุแห่งปัญหา” ด้วยการขายหนี้อสังหาคุณภาพต่ำ จนกลายเป็นฟองสบู่และสุดท้ายก็แตกออก ก่อนจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินในท้ายที่สุด แต่ครั้งนี้ แบงก์ไม่ใช่ “ต้นเหตุ” เหมือนคราวที่แล้ว

ตรงกันข้าม แบงก์ในยุคนี้ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งก่อน และเตรียมตัวพร้อมรับวิกฤตมาเป็นอย่างดีพอสมควร จึงเป็นฝ่ายช่วย “แก้ปัญหา” มากกว่า “สร้างปัญหา” ด้วยซ้ำไป

สอง) การว่องไวของรัฐบาลและเฟด

สมัยปี 2008 รัฐบาลปล่อยให้เลห์แมน บราเธอร์ส ที่ประสบปัญหาจากหนี้ล้มละลายลงไปในเดือนกันยายนปี 2008 ก่อนที่กระทรวงการคลังจะเพิ่มสภาพคล่องเข้ามาในระบบ และทยอยซื้อสินทรัพย์รวมทั้งลดภาษี

แต่ครั้งนี้ เฟดได้ลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วลงไปใกล้ 0 ในชั่วข้ามคืน และเริ่มโครงการซื้อหุ้นกู้รวมถึง ETF ต่างๆ ทันที จนแม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังชม เจโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดว่าช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้เป็นอย่างดี ก่อนที่รัฐบาลจะออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านมาสมทบ ซึ่งถือว่าลงมือได้รวดเร็วมาก

สาม) ความไวในการร่วงลงของตลาด

สมัย ” Great Recession” ตลาดใช้เวลาถึงปีครึ่ง ระหว่างปี 2007-2009 กว่าจะร่วงลงมา 50% มาแตะจุดต่ำสุดในวันที่ 9 มี.ค. 2009 และพุ่งทะยานขึ้นมาตลอดนับจากวันนั้น โดยใครที่ไม่โดดเข้าไปตอนนั้น ถือว่า “ตกรถยาว” เป็นรถที่ไม่เคยเลี้ยวกลับมาเลยตลอด 12 ปี

แต่ในวิกฤตโควิดครั้งนี้ ตลาดหุ้นใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ ในการร่วงลงมาถึงจุดต่ำสุด โดยระหว่างวันที่ 19 ก.พ. ถึง 23 มี.ค. S&P 500 ปรับตัวลดลงถึง 34%

และถือเป็นการร่วงลงที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ !!

ทั้งหมดข้างต้นคือข้อมูลจาก CNBC ซึ่งผมอยากสรุปออกมาว่า บทเรียนที่เราได้จากวิกฤตทั้งสองก็คือ “อย่าพยายามจับจังหวะตลาด” ในวิกฤตการเงินคราวที่แล้วไม่มีใครคิดว่าตลาดจะลงไปหนักขนาดนั้นเพราะมันค่อยๆลงกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถึงก้นเหวแต่แล้วบทจะกลับมาก็กลับขึ้นมาได้ในเวลาเพียงปีกว่าๆและวิ่งยาวมาสิบกว่าปีวิกฤตโควิดครั้งนี้ ตลาดแทบจะเรียกได้ว่า “โดดลงเหว” ในเวลาเพียงเดือนเดียว แต่แล้วก็กลับขึ้นมาสู่ปากหลุมได้ในเวลาแค่สองเดือนกว่าๆ เท่านั้น และไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

ดังนั้นจึงเป็นการสูญเปล่าที่จะมัวคิดว่าเราเข้าเร็วไปไหมหรือช้าไปไหม? วอร์เรนบัฟเฟตต์ตกรถไฟไหม? ทว่าสิ่งที่เราควรทำคือต้องรู้จักธุรกิจที่เราจะลงทุนและรู้ว่าเราจะได้อะไรจากการลงทุนครั้งนี้ “ณราคานี้“

.. และอย่าสติแตกกับความเคลื่อนไหวของตลาดนั่นเอง


Post Reply