สรุป BUSINESS MODEL ในต่างประเทศที่คนไทยควรศึกษา

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
DonaldduckVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36
Joined: Mon Jul 16, 2012 3:34 pm

สรุป BUSINESS MODEL ในต่างประเทศที่คนไทยควรศึกษา

Posts by DonaldduckVI » Sat May 23, 2020 5:36 pm

สรุป BUSINESS MODEL ในต่างประเทศที่คนไทยควรศึกษา

นักลงทุนควรที่จะศึกษาประวัติศาสตร์บ้านเมือง ประวัติศาสตร์การเมือง สถานที่ สิ่งปลูกสร้าง ได้โดยสังเกตเห็นผู้คน นอกจากจะไปเที่ยวนั้นเราควรที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจดังนั้นเราจะศึกษาประวัติศาตร์เศรษฐกิจได้อย่างไรคือเราไปดูตลาดหุ้นของประเทศนั้นๆ อย่างเช่น ถ้ายกตัวอย่างประเทศไทย หุ้นต่างๆในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เห็นถึงอดีตถึงปัจจุบันพัฒนาการที่ผ่านมา 30-40 ปีที่แล้วมานั้น ว่าในช่วงแรกๆของกลุ่ม SECTOR แรกๆนั้น ได้มีการเริ่มต้นจากหุ้นอะไรบ้าง หุ้นสิ่งทอ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร พลังงาน MODERN TRADE การท่องเที่ยว


อย่างไรก็ตาม ถ้าเราศึกษาประวัติศาตร์ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศในดวงใจของคน ที่ไป SHOPPING ต่างๆ ฝรั่งเศสจะมีหุ้นหนึ่งซึ่งผลิตยางรถยนต์ ชื่อ ยาง MICHELIN (Ticker EPA: ML) ทำไมถึงเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเพราะว่า เราจำเป็นต้องคิดตาม สาเหตุเพราะว่าประเทศฝรั่งเศสมีอาณานิคม ประเทศแทบ INDOCHINA หนึ่งในอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศสคือประเทศเวียดนามซึ่งได้ทำการป้อนวัตถุดิบซึ่งเป็นยาง ป้อนวัตถุดิบไปประเทศแทบยุโรป ถ้าผู้ผลิตยางรถยนต์อันดับ 1 คือ บริษัท BRIDGESTONE บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น (Ticker TYO: 5108)


นอกจากนี้ยกตัวอย่างอีกประเทศคือประเทศอังกฤษดูบ้านเมืองดูเมือง LONDON ดูประวัติศาตร์การพัฒนาของตลาดหุ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งหุ้นในยุคแรกๆซึ่งจะเป็นหุ้นเหมือง ในสมัยนั้นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นหุ้นชื่อ ANGLO AMERICAN ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น เป็นเจ้ามหาอำนาจทางเหมือง (Ticker LON: AAL) คนอาจจะไม่คุ้นซึ่งอาจจะไม่ได้รู้จักแต่ถ้ามีชื่อว่า DE BEERS GROUP


DE BEERS GROUP เป็นบริษัทผลิตเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทลูกของ บริษัท ANGLO AMERICAN ประเทศอังกฤษนั้นมีอาณานิคมใน AFRICA เยอะมากๆ


ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคอดีตนั้นซึ่งทำให้เราได้มาคุยกันเรื่อง BUSINESS MODEL ใหม่ๆ เราควรที่จะจำแนกกรอบ GDPเศรษฐกิจ เป็น 3 SECTORS. 1.ภาคการเกษตร 2. ภาคการผลิต 3.ภาคการบริการ


ยกตัวอย่างเศรษฐกิจ GDP ภาคการเกษตร ประเทศกำลังพัฒนาหน่อย ประเทศแทบทางทวีป AFRICA เป็น 20%-30% ของ GDP ส่วนของประเทศไทยเป็น 7-8%


ถ้าเราไปเดินทางไปประเทศแทบตะวันออกลาง จะเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว จะสังเกตเห็นถ้าเรานั่งเครื่องบินตรงกลางทะเลทรายจะมีพื้นที่สีเขียวใหญ่มากๆนั้นคือประเทศอิสราเอล เป็นประเทศที่มีการจัดการที่ดีที่สุดในโลก SMART FARMING


อันต่อไปจะเป็นภาคการผลิต ประเทศที่เก่งมากๆในเรื่องการผลิตคือประเทศ GERMANY ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน


ภาคการผลิตในหุ้นไทยนั้นเคยเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างเช่นในพื้นที่ ภาคตะวันออก EEC ซึ่งจะมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดมามากมาย แต่ว่าประเทศสามประเทศเหล่านั้นดังกล่าวได้ล้ำหน้ากว่าไปอีกขั้นหนึ่ง


ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยนั้นได้ผลัดดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นการยกระดับการผลิตไปอีกขั้นอีก เช่นยกขึ้นอีกระดับของการผลิต PCB (PRINT CIRCUIT BOARD) ภาคการผลิตในอุตสาหกรรม PCB บ้านเรายัง ยังไม่ถึงเทคโนโลยี ไต้หวันหรือประเทศจีนหรือถึงจุดนั้นได้


SECTOR สุดท้ายในประเทศที่สร้างความร่ำรวยนั้นจะเป็น SECTOR ที่ใหญ่มากๆ คือ SECTOR ภาคบริการ


อย่างประเทศไทย SERVICE SECTOR จะนับรวมเป็น 50-55% อย่างประเทศที่เจริญกว่าเรา อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นถึง 80% ของ GDP หรือบางประเทศ เช่น เขตบริหารพิเศษมาเก๊า เกือบ 100%


ภาคการบริการนี้ซึ่งเป็นการพัฒนาการที่เร็วมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ ONLINE ซึ่งทำให้ความน่าสนใจ ทำให้เกิดหุ้น เกิด BUSINESS MODEL ต่างๆ กลับมาถ้ายกตัวอย่าง ภาคบริการง่ายๆที่เราเคยหรือได้ใช้บริการ คือ ภาคบริการค้าปลีก RETAIL ซึ่งเป็นภาคบริการที่ใหญ่ที่สุด


ค้าปลีกประเทศไทยเคยถูกพัฒนามาช่วงระยะเวลาหนึ่ง มาจากโชว์ห่วยเมื่อสมัยก่อนเป็นการค้าขายระบบเล็กๆไม่ได้พึ่งพาระบบ ELECTRONIC เป็นภาพ TRADITIONAL แล้วมาเป็น MODERNTRADE คนที่ทำให้ MODEL นี้ SUCCESS ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้เกิด SUPERMARKET WALMART อันนี้คือการพัฒนาในรูปแบบต่างๆของ MODERNTRADE ต่างๆ


มา ณ ในตอนนี้การพัฒนาในตอนนี้คือการพัฒนาในรูปแบบ E-COMMERCE บริษัท E-COMMERCE ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ AMAZON เจ้าแห่ง E-COMMERCE บริษัทที่รองลงมาคือ ALIBABA ประเทศจีน ประเทศที่มีหุ้นอุตสาหกรรม E-COMMERCE ในตลาดหลักทรัพย์เยอะๆนั้น ประเทศนั้นจะเป็นดาวรุ่งของโลก เป็นประเทศผู้นำของโลก


ประเทศอาร์เจนติน่า สมัยก่อน ก่อนหน้าอัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 4 ARS ARGENTINA PESO ณ ปัจจุบัน 1 USD = 66 ARS ARGENTINA PESO ค่าเงินอ่อนเกือบ 15 เท่าทุกประเทศในแทบประเทศละตินอเมริกาโครงสร้างของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนั้นๆจะมีหุ้นพลังงาน หุ้นธนาคาร หุ้นเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน หุ้นไฟฟ้า ฯลฯ


ในแทบยุโรปอย่างเช่น ประเทศ ITALY ถ้าเราไปดูโครงสร้างตลาดหุ้นในประเทศอิตาลีนั้นจะคล้ายๆตลาดหุ้นแทบละตินอเมริกา


แต่ถ้าเราไปดูโครงสร้างตลาดหุ้นในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น S&P 500 หุ้น TECHNOLOGY กลุ่ม FAANG (Facebook Amazon Apple Netflix Google) ซึ่งนับเป็น 20% ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา เพราะหุ้นกลุ่มประเทศนั้นจะ LEAD นำสะท้อนตลาดประเทศนั้นๆ และเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ


(Ticker NASDAQ: FB)

(Ticker NASDAQ: AMZN)

(Ticker NASDAQ: AAPL)

(Ticker NASDAQ: NFLX)

(Ticker NASDAQ: GOOGL)


หุ้นในประเทศอิตาลีตัวหนึ่ง หุ้น FERRARI (Ticker NYSE: RACE) ปีหนึ่งนั้นจะผลิตรถยนต์ไม่เกิน 10,000 คันแต่ MARKET CAPITALIZATION 25 BILLIONS มากกว่า หุ้น GM (Ticker NYSE: GM) , FORD (Ticker NYSE: F) ซึ่งแต่หุ้นแบบนี้มีอย่างแบบหุ้น FERRARI นั้นมีน้อยเกินไปในตลาด


อย่างเช่นประเทศอาเจนติน่ามีหุ้นตัวหนึ่ง E-COMMERCE ชื่อบริษัทว่า MERCADOLIBRE INC. (Ticker NASDAQ: MELI) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE (THE NEW YORK STOCK EXCHANGE) SECTOR นี้เล็กเกินไปที่จะ CARRY MARKET CAP. ทั้งหมด


กลับมาในประเทศไทย E-COMMERCE LAZADA (Ticker NYSE: BABA) , SHOPEE SEA GROUP (Ticker NYSE: SE)


ซึ่งมี BASED อยู่ที่ประเทศสิงค์โปร์


ประวัติศาตร์จะเชื่อมโยง LINK กับความแข็งแรงของประเทศความแข็งแรงของประชากร ความแข็งแรงของบริษัท ยกตัวอย่างกลับมาที่ประเทศไทยเรา ระบบสาธารณสุชประเทศไทย ประเทศไทยนั้นมีหมอที่ดี ซึ่งอันนี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทย


อย่างไรก็ตามกลับมาดูที่หุ้น SEA GROUP รายได้หมื่นล้าน ขาดทุนหมื่นล้าน หุ้นขึ้นมา 5 เท่า แต่ถ้ากลับมาล่าสุด ไตรมาสรายได้เริ่มฉีกเพราะเกิด ECONOMIC OF SCALE เป็นธุรกิจสมัยใหม่ในภาคกลุ่ม SERVICE


นอกจากนี้ธุรกิจการศึกษา เป็น SECTOR ที่ใหญ่มากๆ ประเทศนั้นคือประเทศอังกฤษ อย่างเช่น OXFORD CAMBRIDGE แต่ก็จะมีหุ้นหนึ่งในส่วนของ SUPPLY CHAIN ธุจกิจผลิตหนังสือเรียน เป็น ธุรกิจที่ MARKET CAP ใหญ่มากๆ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาธุรกิจการศึกษาที่ใหญ่มากๆ เป็น E-LEARNING ซึ่งอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน


E-LEARNING ที่จีน หุ้นในจีนนั้นไม่ได้ใช้อัดเทป ใช้ AI สอนซึ่งสามารถ TAYLOR-MADE PARTICIPATE กับคนกันนักเรียนได้มีการปรับความง่ายความยากได้ ซึ่งมีหุ้นหลายตัวที่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา NASDAQ


อนาคตถ้าเราสามารถพัฒนา AR (AUGMENTED REALITY), VR (VIRTUAL REALITY) เจอเพื่อนได้ แต่ไม่สามารถ REPLACE ได้ 100% ได้ เทียบกับการเจอตัวจริงๆ หรือเจอเพื่อน


อย่างไรก็ตามนั้น


E-COMMERCE เพิ่งจะ REPLACE 20% ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างจีน


ในส่วนของประเทศไทย E-COMMERCE ก็ REPLACE แทนที่ได้แค่ 5% แต่เมื่อ REPLACE ไประดับหนึ่งก็จะยิ่งใหญ่มากๆ ธุรกิจแบบนี้ก็จะไม่อยู่ในรูปแบบเดิม จะเป็นธุรกิจในรูปแบบ WINNER TAKE ALL ซึ่งผู้ชนะจะกินรวบทั้งหมด


ซึ่งในสมัยก่อนเราจะเปิดหนังสือพิมพ์ BUSINESSWEEK ดูว่ามหาวิทยาลัย TOP50 100 500 ของประเทศทุกคนก็จะแบ่งๆกันไป ณ ตอนนี้ ก็จะเหลือไม่กี่อัน


อนาคตจะมีไม่กี่อันจะเหลืออันเดียว


ธุรกิจแบบนี้จะเป็นแบบ WINNER TAKE ALL ซึ่งธุรกิจแบบนี้อาจจะไม่มีในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม


เราจะสามารถรับรู้ ทิศทางลมได้ก่อน สิ่งที่มันเกิดขึ้นได้ก่อนเราจะได้ปรับ PORTFOLIO ได้ก่อน หรือรับมือวิกฤติ


ซึ่งสามารถยกตัวอย่างในวิกฤติรอบๆนี้ เราดูหุ้นตลาดทั่วโลกทั้งโลกในกลุ่มหุ้น CONSUMER DISCRETIONARY กลุ่มรถยนต์ หุ้นสินค้าคงทนมันลงตั้งแต่ปีที่แล้ว ลงมาเตรียมตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งถ้าเราเห็น TREND ของโลกเราจะเตรียมตัวได้ทันจะได้ไปเตรียมตัวซื้อหุ้น อุปโภคบริโภคมากขึ้น ซึ่งยกตัวอย่าง


นอกจากนั้นธุรกิจ HEALTHCARE ของแพทย์เป็นพันๆปี การวิวัฒนาการของการพัฒนาของแพทย์ จนกระทั่งปัจจุบัน จนกระทั่งจำแนกแตกหุ้นเป็น SECTOR ย่อยๆ


หุ้นที่ทำ NEW HIGH ALL TIME HIGH


ซึ่งหุ้นการแพทย์สามารถจำแนกได้หลาย SECTOR


หุ้นที่ทำ NEW HIGH ALL TIME HIGH จะเป็นหุ้น HEALTHCARE TECH STOCK


ในอดีตเราเก่งเรื่อง HEALTHCARE SERVICES หุ้นโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหุ้น MARKET CAP ติดอันดับโลกแต่ว่าธุรกิจ HEALTHCARE ในอนาคตคือ


HEALTHCARE ONLINE ซึ่งในประเทศไทย โรงพยาบาลหลายๆโรงพยาบาลเริ่มได้ใช้ หลายโรงพยาบาลในไทยได้ใช้ รับยา จ่ายเงิน ส่งมอไชค์


TELEDOC (ticker NYSE: TDOC), TELEHEALTH ประเทศจีนน่าจะสูสีกว่าอเมริกา นำหน้ากว่านิดหน่อยยกตัวอย่างเช่น


หุ้น PINGAN GOOD DOCTOR (Ticker HKG: 1833)


หลายๆในโรงพยาบาลมีในประเทศไทยแล้ว


ซึ่งอาจจะ REPLACE ไม่ได้ 100% แต่จะเป็น SECOND OPINION ซึ่งเป็นกลุ่มที่โตเร็วมากๆ ถ้าเราคิดแบบนี้จะแคบไปเราต้องขยายแตกแขนกออกไป


อย่างเช่น APPLE WATCH จะทำการเตือนเราเลย หรือส่ง HELICOPTER มารับเราไปโรงพยาบาลเลย


ซึ่งถ้าเรามองกลุ่มหนึ่งแตกแขนงไปอีกกลุ่มหนึ่ง หุ้นบางตัวขึ้นไปสิบเท่าหุ้นกลุ่มที่ทำ VACCINE


หุ้น BIOTECH สามารถจัดยาให้เราได้เลย เฉพาะจัดยาสำหรับเราโดยเฉพาะ


หุ้น MEDIA หุ้น FACEBOOK GOOGLE


SECTOR ต่อมา MEDIA เราอาจจะมองได้ว่ามีแค่ (GOOGLE, FB)


ใน SERVICE เกี่ยวกับโฆษณาซึ่ง SUPPLYCHAIN มันใหญ่มากๆ หุ้นตัวนี้ช่วยทำหน้าที่ AGENCY โฆษณา จ่ายเงินโปรแกรมนี้ จัดการยิงโฆษณาโดยที่เราจะไม่ต้องทำอะไรซึ่งจะทำการ BOOST GOOGLE ADS. ซึ่งจะเป็น SERVICE ที่มาช่วย MANAGE จัดการเราอีกที ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็น BUSINESS MODEL ใหม่ๆ ยังไม่ได้เกิดกำไร


ซึ่งหุ้นกลุ่มพวกนี้ ณ ปัจจุบัน ไม่มีกำไร


ถ้าเราไปดูหุ้น (GOOGLE,FB) นั้นได้ทำการ เข้าไป ACQUIRE ซื้อธุรกิจเล็กๆพวก STARTUP ที่ผ่านมา เอาเข้าในระบบนิเวศ ECOSYSTEM ซึ่งสามารถทำการบริการได้ทุกรูปแบบซึ่งเราเป็นนักลงทุนมันจะยากที่จะตอบ ว่า MODEL นี้จะสำเร็จหรือไม่ เพราะอยู่ในช่วงพัฒนาหรือช่วงเริ่มตันหรือช่วงกำลังพัฒนา


ธุรกิจธนาคารไทย เริ่มปรับตัว มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากๆ ตัวกลางในอนาคตเริ่มเปลี่ยน ที่จะทำหน้าที่แทนเรา คนๆนี้จะช่วยทำแทนเรา ระบบธนาคารจะมีอยู่ แต่ธนาคารอาจจะไม่จำเป็นต้องมีอยู่ “Banking is necessary; banks are not”


ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษจะเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออเมริกานั้น P/BV จะต่ำกว่า 1 แต่จะมีบาง BANK ที่ P/BV ที่มากกว่า 1


JPMORGAN AND CHASE. (Ticker NYSE: JPM) P/BV จะมากกว่า 1หน้าที่หลักของ BANK ไม่ได้ดูแลลูกค้า RETAIL แต่จะเน้นทำธุรกิจกับลูกค้าวาณิชธนกิจ INVESTEMENT BANKING ซึ่ง JPMORGAN AND CHASE ได้ทำการ SERVICE ตรงนี้ทำอยู่ด้านทางนี้ซึ่งทำให้การเกิดมี VALUE


ยกตัวอย่างเช่น หุ้น WELLS FARGO & CO. (Ticker NYSE: WFC) ที่ปู่ WARREN BUFFETT ที่ถือนั้นเป็นแบงค์ที่เน้นทางด้าน RETAIL ซึ่งทำให้เราได้เห็น TREND และ BUSINESS MODEL ใหม่ๆ ซึ่งอาจจะกระทบกลุ่มแบงค์บางแบงค์ แบงค์ที่ไม่ได้ทำการปรับตัวหรือปรับตัวไม่ได้


ในช่วง ถามตอบ


เราจะประเมินหุ้นยังไง


เราจะแยกเรื่องนี้เป็นสองเรื่อง นักลงทุนประสบความสำเร็จ จะเป็นคน อเมริกัน 99% เพราะประเทศอเมริกามีหุ้นที่มีคุณภาพดีมากๆและมีหุ้นคุณภาพสูงมากๆ


คำถามคือถ้าเราไม่ได้เกิดใน ประเทศ USD จะทำอย่างไร


ยกตัวอย่างเช่น SIR JOHN TEMPLETON เอาเงินไปลงทุนต่างประเทศปี 1950-60 เอาเงินกองทุน TEMPLETON GROWTH FUND ไปลงทุนต่างประเทศ ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนไทยซึ่งทำให้เกิดแง่คิดได้ เราจะเป็นต้องไปลงทุนที่มี HANDICAP และเราต้องเข้าใจธุรกิจนี้ได้ HANDICAP หมายถึงเราจำเป็นต้องลงทุนที่มีแต้มต่อ ดังนั้นเราจำเป็นต้องซื้อหุ้นที่มีแต้มต่อ ซึ่งคำถามคือซื้อหุ้นเวลาไหนหละที่เราซื้อแล้วนั้นได้เปรียบ


SIR JOHN TEMPLETON ซื้อหุ้นในช่วงญี่ปุ่นเพิ่งแพ้สงครามโลกปี 1950-1960 เทรด PE3X เท่า ซึ่งตอนนั้น SIR JOHN TEMPLETON ได้มาซื้อหุ้นในประเทศเกาหลี ประเทศไทยด้วย ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ SIR JOHN TEMPLETON มีแต้มต่อ ถ้าเราจะซื้อหุ้นในกลุ่มๆนี้เราต้องคิดว่าเรา


1. มีแต้มต่อหรือเปล่า ซึ่งแต้มต่อของเรานั้นมีอะไรบ้าง ในเรื่องราคาที่เราซื้อไปมันแพงมากไปหรือเปล่า


เราจำเป็นต้องลงทุนที่มีแต้มต่อ ถ้าเราลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ต้องซื้อราคาที่ได้เปรียบ ยกตัวอย่างเช่น เวลาในที่เราซื้อ ซื้อตอนประเทศญี่ปุ่น แพ้สงคราม ซึ่ง PE3X เท่า


เราต้องคิดว่าเรามีแต้มต่อในเรื่องของราคา ราคาที่เราซื้อแพงเกินไปหรือมากเกินไปหรือเปล่า


2.PHILIP ARTHUR FISHER, SIR JOHN TEMPLETON ได้สอนว่า ถ้าลงทุนหุ้น TECHNOLOGY หรือลงทุนซื้อหุ้นในกลุ่มที่ไม่มีกำไรหุ้นต่างประเทศหลายๆตัวนั้นมีการซื้อหุ้นคืนคือจนส่วนทุนติดลบ EQUITY D/E RATIO เพราะผู้บริหารมีแรงจูงใจในการซื้อหุ้น เพราะต้องการโบนัส ซึ่งปู่ WARREN BUFFETT ได้แนะนำว่าในการซื้อหุ้นคือจะแยกออกมาสองอย่าง ซื้อหุ้นดี กับซื้อหุ้นไม่ดี


ต้องดู PE10X เราไม่สามารถดูกำไรในวันนี้ อีก 10 ปีข้างหน้า ถ้าเราจะซื้อหุ้น PE10X เราจะไม่มีโอกาสในการซื้อเลย ดังนั้นคำถามคือเราจะสามารถประเมินหุ้นพวกนี้ 10 ปีข้างหน้าและความยิ่งใหญ่และจะไปไกลได้ขนาดไหน คำถามก็คือบริษัทนี้สำคัญมากๆ ทำหน้าที่แทนเราสำคัญมากๆ หรือทำหน้าทดแทนเราคนจำนวนมากๆได้เลย มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจมากๆ นอกจากนี้สามารถ ดำเนินเศรษฐกิจจะประเมินศักยภาพว่าไปไกลได้ขนาดไหน


ข้อที่สองบริษัทจะมีกำไรได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ยอดขายโตเอาโตเอา สุดท้ายไม่มีกำไร ดังนั้นเราจะตัดสินอะไรไม่ได้ ถ้าเขาไปถึงจุดๆนั้น จะได้ไปถึงหรือเปล่า เพราะธุรกิจนั้น ไม่สามารถตัดสินผู้ชนะได้ ฆ่าฟันไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจสายการบิน ไม่สามารถไม่ผู้ชนะได้เลย ดังนั้นเราจะตอบคำถามได้ว่า ถ้ามีผู้ชนะ จะเกิดมีกำไรเท่าไร ควรจะมีกำไรเท่าไร


ยกตัวอย่างเช่น AMAZON กำไรส่วนค้าปลีก 5-6%


PROFESSOR ASWATH DAMODARAN กำไรส่วนค้าปลีก 4-5% สิ่งที่ประเมินไม่ได้ ธุรกิจ CLOUD


TENCENT HOLDING (Ticker HKG: 0700) วันแรกที่เข้าตลาดฮ่องกง ทำโปรแกรม CHAT QQ เราประเมินออกไหมในวันนั้น หุ้นกลุ่มพวกนี้ ซื้อทำได้ดีกว่าตลาดที่คาดหวัง การมองตลาดหุ้นนั้น เป็นการมองอนาคต จินตนาการไปเรื่อยๆ คนนั้นจะได้เงิน จินตนาการไปก่อน และเราก็คิดไปเรื่อยๆ ติดตามไปเรื่อยๆ


หรือเราซื้อในราคาที่แพงหน่อย ดูให้ชัวร์ก่อน ซื้อตอนแรก ไม่สามารถอัดไปเต็ม PORT หรือซื้อเยอะๆ เราจินตนการได้ดีขนาดไหน อยู่ใน PHASE ไหน เราประเมินมูลค่ากิจการไปได้แค่ไหน ค่อยๆ ถยอยซื้อหรือติดตาม


เวลาประเมินผู้ชนะหรือผู้แพ้ เราจะดูได้อย่างไร เราสามารถยกตัวอย่าง หุ้น AMAZON ธุรกิจ CLOUD เกิดขึ้นได้เพราะธุรกิจ E-COMMERCE เลยเล็งเห็นว่าข้อมูลนั้นจำเป็น สำคัญ ซึ่งทำให้ตัวเองใช้ก่อนหลังๆก็ให้คนอื่นๆมาใช้ ทำให้ตัวเองใช้ก่อน อย่างบริษัท ALIBABA ก็เช่นเดียวกัน


เราต้องประเมินผู้ชนะผู้แพ้ ใครสู้กันอยู่ ประวัติศาตร์คนที่มีกำลังพลเหนือกว่าก็จะชนะ ยกเว้นแต่คนที่มีกำลังพลน้อยกว่ามีกลยุทธ์ที่ดีกว่าที่ไม่สามารถ COPY ตามได้ทันยกตัวอย่างเช่น LAZADA,SHOPEE อยู่ในช่วงที่แข่งขัน สู้กันอย่างรุนแรง ซึ่งก่อนหน้านี้ LAZADA นำ หลัง SHOPEE เริ่มแซง เบียดนำ ข่าวล่าสุด ALIBABA มาตั้งสำนักงานในประเทศสิงค์โปร์


อย่างไรก็ตามถ้าหุ้นขึ้นไป5X เท่านั้น เราต้องถามตัวเองว่าเราได้เปรียบหรือไม่ ถ้าเราจะทำการซื้อตอนนี้ เราต้องตรึกตรอง คิดว่าราคานั้นได้ขึ้นมา 5 เท่านั้น เทียบกับพัฒนาการที่ผ่านที่ผ่านมาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ถึงจะประเมินสถานการณ์หรือทำการฟันธงได้ว่าจะชนะแน่นอน ดังนั้นแบบนี้ถ้าเราได้ทำการเข้าไปซื้อนั้นได้ทำการประเมิน RISK AND REWARD ซึ่ง REWARD นั้นอาจจะเสี่ยงไม่คุ้มเมื่อได้ทำการเทียบกับ RISK มันไม่คุ้มมากๆ ในเรื่องการลงทุนในธุรกิจ และในส่วนของราคาที่สูงมากๆ


หลังๆหนังสือลงทุนเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันจะไม่ค่อยมีพูดถึงธุรกิจเหล่านี้ อาจจะต้องรอให้ธุรกิจถึงจุดอิ่มตัวถึงจะออกว่าวิธีคิดอะไรที่เราสามารถเป็นนักลงทุนผู้ชนะได้


สังเกตได้จาก PETER LYNCH ตอนที่ลงทุนหุ้น MODERN TRADE จนทะลุปุโปร่งแล้วมาออกหนังสือ ถึงวิธีคิด


ในฐานะนักลงทุน เราก็ไปแข่งขันกับคนๆอื่นๆ ก็จดจ้องมองหุ้นกลุ่มนั้น ดังนั้น ถ้ามองไปในระยะยาวๆไกล อาจจะเล่นไม่ง่ายซึ่งเราต้องใช้ทุ่มเทพอสมควรในการที่จะติดตามความเข้าใจให้ดี


ถ้าเราศึกษาประวัติ MASAYOSHI ดีๆนั้น อ่านเรื่อง AI (ARTIFICIAL INTELLIGENCE) เยอะมากๆ อ่านเรื่อง TECHNOLOGY,FUTURISTIC ก็ยังพลาดได้


ดังนั้นถ้าเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่น หุ้น TOYOTA (Ticker TYO: 7203), SOFTBANK (Ticker TYO: 9984)


อย่างหุ้นประเทศไทย หุ้น สนามบิน หุ้นโรงแรม มี VALUE-ADDED น้อยซึ่งถ้าเราไปดูธุรกิจ AIR BNB ONLINE TRAVEL AGENCY PLATFORM ONLINE ถ้าเรามองเห็น 10-20 ปีไม่ออก คุณไม่สามารถได้หุ้นหรือผลตอบแทน 10 เด้งได้


คือศิลปะในการจัด PORTFOLIO ถ้าเราไม่รู้ความเสี่ยงเราก็อาจจะหมดตัวได้ เราไม่สามารถเติมเงินเป็นถุงเป็นถังเหมือน SOFTBANK ได้


ธุรกิจเกษตรตัวหนึ่งซึ่งเป็น STARTUP คือหุ้น BEYOND MEAT (Ticker NASDAQ: BYND) อุตสาหกรรมสมัยใหม่นั้นต้องการ BUSINESS MODEL ใหม่ๆ


หุ้นไทยไม่อยู่ในสถานะเหมือนหุ้นละตินอเมริกา ประเทศเรามีจุดเด่นอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร ที่กำลังเติบโตระดับโลก ดังนั้นถ้าบ้านเรา มีหุ้นกลุ่มน้ำ ไฟฟ้า WEIGHTเยอะก็จะอาจจะเหนื่อย เพราะธุรกิจแบบนี้นั้นมีมาเพื่อมา SUPPORT ธุรกิจอื่นๆ ธุรกิจธนาคารก็เปรียบเสมือนพ่อแม่ บริษัทที่เกิดใหม่ก็เกิดมากู้ธนาคาร พอลูกโตขึ้นมา เพื่อเข้าตลาดเงินตลาดทุน ธุรกิจลูกต้องใหญ่กว่าพ่อแม่


ดังนั้น SECTOR ไหนที่หุ้นใหญ่ เป็นกลุ่มธนาคารก็จะลำบาก ซึ่งเราจะสามารถดูประวัติศาสตร์แต่ละประเทศนั้น แต่ละประเทศมีเรื่องราวต่างๆ


อุตสาหกรรมในอนาคตของประเทศไทยคือ TOURISM,FOOD,HEALTHCARE,RETAIL MODERN TRADE สามารถไปสู่ REGIONAL ได้


เราจะไปเปรียบเทียบกับหุ้นประเทศอเมริกาและจีนไม่ได้


เราต้องมองภาพตามความจริง ประเทศเราเก่งในช่วง 10 20 30 ปี ตลาดหลักทรัพย์ ผลตอบแทน IN TERM OF USD เรายังมีอนาคตอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่การปรับตัวของภาคธุรกิจเราต้องพยายาม


คำว่าวิกฤติครั้งนี้ วิกฤติคือโอกาส วิกฤติคือการตัดสินใจ ในภาษากรีก คือการกล้าตัดสินใจ พี่หลิน แนะนำให้ INVEST ในตัวเอง เห็นภาพตัวเราเองมากขึ้น ศึกษา BUSINESS MODEL ดีๆในโลกซึ่งมีเยอะมากๆ หุ้นไทยในสมัยก่อนนั้นหุ้นค้าปลีกแห่งหนึ่ง MARKET CAP. 10,000-20,000 ล้าน แต่อย่าลืมถ้าเราศึกษาหุ้นใหม่ๆที่จะเข้ามาใน SET50 ความหวังในตลาดหุ้นไทยยังมี ดังนั้นเราเป็นนักลงทุนที่จะทุ่มเท ถ้าเรามุ่งมั่นพอ ก็ต้องศึกษาหุ้นต่างประเทศด้วย


ซื้อกองทุนดัชนี ETF ซื้ออเมริกา ซื้อประเทศจีนต้องดูด้วยว่าแต่ละประเทศถูก WEIGHT กลุ่มหุ้น OLD INDUSTRIES เช่นหุ้นธนาคาร หุ้นแบงค์ หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน


พี่หลินไปซื้อ ตลาดหุ้นในประเทศ FRONTIER MARKET ไม่เข้าใจ CULTURE ติดตามธุรกิจยาก


ANNUAL REPORT เป็นภาษาท้องถื่นนั้น ซึ่ง SIR JOHN TEMPLETON ได้บอกว่า อย่าซื้อหุ้น ที่มี ANNUAL REPORT เป็นภาษาถ้องถิ่น


หุ้น จีน ใน ตลาด USA NASDAQ หุ้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทียม 80-90% ที่เราไม่รู้จักเลย หรือหุ้นไกลตัวเราเกินไป ทำให้ธุรกิจนั้นหายไปเลย ประมาณ 300 ตัว มูลค่าหุ้นเป็น 0 ไม่ใช่เป็นเฉพาะหุ้นอเมริกา เป็นทุกประเทศ


ถ้าเราไม่เข้าใจธุรกิจหุ้น เป็นประเทศที่ DYNAMIC มากๆเปลี่ยนแปลงพลวัตรไปเยอะมากๆ


เราจะเสียเปรียบเราจะไม่มีข้อได้เปรียบ เราจะไม่มีเวลาไปตาม เราก็ต้องยอม


คำถาม พี่หลินการบริหารเวลายังไง


เรื่องการหาความรู้ คุณมีความสนุกหรือเปล่า เริ่มสมัครสมาชิกต่างๆ ลงทุนหุ้นไทย 15-20 ปี หุ้นหลายๆ ตัวทำให้เราหา PASSION ในการหาหุ้นใหม่ๆ ถ้าเรามี เราจะมี PASSION เอง สำคัญที่สุด คุณมี PASSION มากแค่ไหน คุณเข้าใจหุ้นที่คุณซื้อใน PORTFOLIO เราได้แค่ไหน คนส่วนมากจะสนใจอย่างยิ่งกับการ ถือหุ้น ถือเงินสด กี่เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า หุ้นคุณใน PORTFOLIO เราดีแค่ไหน ศิลปะในการเลือกหุ้น ศิลปะในการจัด PORT PORTFOLIO ซึ่งยากกว่าการจัดหุ้น คุณจะสะท้านได้ทุกวิกฤติ เจ็บน้อยในทุกวิกฤติ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราลงทุนในหุ้นท่องเที่ยว ก็อาจจะไม่มีโอกาสในการแก้ตัวเลย แต่ละเราลงทุนกระจาย ขายหุ้นตัวอื่นๆ มาซื้อหุ้นท่องเที่ยว นอกจากนั้นการถือหุ้นสัดส่วน ในประเทศและต่างประเทศ การจัดหุ้นแต่ละ SECTOR อุตสาหกรรม มันเป็นศิลปะ ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ ความเข้าในอุตสาหกรรมและการติดตามของตัวเราเอง


ถ้าเราอ่านภาษาอังกฤษคล่อง เราก็ไปลงทุนเยอะหน่อย มีโอกาสเยอะมากๆ แต่เราต้องศึกษาหุ้นไทยมาถึงระดับหนึ่ง มาอย่างน้อย 3-5 ปี หรือเรามีพื้นฐานการลงทุนได้มาดีพอ แต่นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ขยันมากๆ หนังสือ JOHN C. MAXWELL เครื่องบินจะบินขึ้น จะต้องใช้ RUN WAY ยาวเท่าไร ไม่ขึ้นอยู่กับ RUNWAY ขึ้นอยู่กับความเร็วเครื่องบิน ถ้าเครื่องบินสามารถบินได้เร็วได้ถึงจุดๆหนึ่งมันจะเหินฟ้า ดังนั้นซึ่งเปรียบเปรยได้ว่า คุณจะลงทุนมานานกี่ปี ยังไม่ไปไหน แต่ถ้ามี RUNWAY แค่ 1 ปีแต่มีความเร็วซึ่งมีความเร็วพอซึ่งจะเหินฟ้าได้ ดังนั้นซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่ตายตัว เราควรทำจะประเมินตัวเราเองดู


คำถามคือพี่หลินมองธุรกิจ SAAS (SOFTWARE-AS-A-SERVICE) PLATFORM อย่างไรบ้าง


อันไหนจะเป็นดาวรุ่งที่สุด ขึ้นอยู่หลายองค์ประกอบ AS-A-SERVICE คือ MODEL ในการสมัครสมาชิก ซึ่ง USER จะต้องยินดีที่จะสมัครสมาชิกหรือยินดีที่จะทำการจ่ายตังค์ ซึ่งพี่หลินได้ทำการจ่ายตังค์ซื้อ CONTENT ต่างๆ สำนักข่าวต่างๆ หรือ WEBSITE ต่างๆ


ดังนั้นธุรกิจพวกนี้เป็น ธุรกิจที่ SCALE ได้ ผลิตหนึ่งชิ้น คนดู 6,000 ล้านคนต้นทุนเท่ากันหมด


ดังนั้นคำถามคือมีกลุ่มผู้บริโภคยอมจ่ายแค่ไหน กลุ่มธุรกิจ SAAS ก็จะยิ่งใหญ่ มีอนาคต ถึงแม้จะไม่ได้จ่ายตังค์ จ่ายโดยการดูโฆษณา เช่น FACEBOOK มี MODEL ลักษณะธุรกิจแบบนี้คนใช้ซึ่งยอมใช้นั้น ใช้บ่อยๆใช้นานๆ จึงทำให้ธุรกิจนี้มี VALUE สูงมากๆ


หุ้นลักษณะแบบนี้ SAAS ALL TIME HIGH ทุกตัวในช่วง COVID-19 บางตัวอาจจะไปได้ บางตัวอาจจะไปไม่ได้ ต้องประเมิน และติดตามไปเรื่อยๆ


HOMEDEPOT (Ticker NYSE: HD) , (LOWE Ticker NYSE: LOW) บ้านเรามีธุรกิจคล้ายๆ HOMEDEPOT ธุรกิจ BRICK AND MORTAR มันมีหลายตัวโดนผลกระทบอย่างรุงแรง มีหลายตัวโดนแรงๆ สินค้า โตช้าๆแต่มั่นคงอย่างเช่นหุ้น ESTEE LAUDER (Ticker NYSE: EL)


L OREAL (Ticker EPA: OR) PE30x-40x เท่า


เราต้อง วิเคราะห์ต่อหุ้นอย่างเช่น หุ้น COSTO (Ticker NASDAQ: COST) หุ้น MACY’S (Ticker NYSE: M)


SIMON GROUP (Ticker NYSE: SPG) ธุรกิจยังดำเนินไปต่อเพราะลูกค้าเป็นกลุ่มขายนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะทาง บางทีหุ้นบางตัวลายละเอียดในแต่ละตัว


HOMEDEPOT ยังทำหน้าที่ได้ดีกว่า E-COMMERCE ซึ่ง CHARACTER หุ้นแต่ละหุ้นไม่เหมือนกัน หุ้นแต่ละตัวในกลุ่ม PERFORM ไม่เหมือนกันเพราะแต่ละตัวจะมี CHARACTER ไม่เหมือนกัน



คำถามเรื่องหลักการประเมินมูลค่าใช้วิธีไหน


ถามหลักการประเมินมูลค่า ต้องตอบได้สองอย่าง 1.ต้องรู้ว่ากำไรเขาจะเป็นเท่าไรในอนาคตใน 5-10 ปีข้างหน้า ยิ่งถ้าคุณประเมินและมองมองอนาคตได้ไกลแค่ไหนคุณจะยิ่งได้เปรียบเพราะตลาดจะมองล่วงหน้าไป 1 ปี เราจะไม่ได้เปรียบถ้ามองมองน้อยกว่า 1 ปี ซึ่งเราต้องมอง ASSUMPTION คร่าวๆล่วงหน้าอย่างน้อย 5-10 ปีว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นถ้ามันไม่เป็นตามที่เราคิดไว้เราอาจจะต้องทำการปรับมูลค่าไปเรื่อยๆ เพราะการประเมินมูลค่ามีความน่าจะเป็นเยอะมากๆ การประเมินกำไรเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ในการที่จะประเมินกำไรที่แม่นยำ เพราะการประเมินมูลค่านั้น มีความน่าจะเป็นเยอะมากๆ


2.ประเมินคุณภาพของกำไร ว่ากำไรยั่งยืนหรือเปล่า กำไรจะเติบโตได้เร็วหรือเปล่า ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเยอะ เป็นกำไรสด ไม่ใช่กำไรแห้ง ไม่ต้องไปลงทุนต่อ กำไรเติบโตได้เร็ว มั่นคง ไม่ต้องใช้เงินลงทุน ไหลเข้าบริษัทเลย ไหลเข้ากระแสเงินสด ไหลเข้าผู้ถือหุ้นทันที เราจะประเมินสิ่งๆหนึ่งได้ที่นักลงทุนชอบถามคือ PE RATIO คุณต้องตอบคำถามก่อนหน้านั้นให้ได้ก่อนว่าหุ้นตัวนี้ PE RATIO เป็นเท่าไรดี หลังจากนั้นคุณก็นำ PE RATIO ไปคูณกำไร ก็จะได้ราคาหุ้น


คำถามต่อไปถ้าบริษัทที่ไม่มีกำไร เราจะประเมินยังไงอย่างเช่น บริษัทหุ้น TECH บริษัท START UP


คุณต้องไปประเมินความ ADVANCED ต่อมันจะมีความซับซ้อนเข้าไปอีก ทำไมถึงท่านอาจารย์ แนะนำบริษัทที่ง่ายๆ ก่อนเล่นท่าง่ายๆ แล้วค่อยไปประเมินท่ายากก่อน ว่าเราเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้ ได้มากกว่านักลงทุนท่านอื่นๆไหมดีแค่ไหน


ประเมินมูลค่าในท่าง่ายๆก่อน หนังสือแหล่งความรู้ ที่ทำให้แนะนำนักลงทุนหน้าใหม่ๆ มีช่องทางไหนบ้าง


1.WEBSITE THAIVI.ORG ในนั้นมี WEBBOARD


2.SEEKING ALPHA


พี่หลินได้ให้คำแนะนำเวลาจะติดตามข้อมูลนั้นคือ ข่าวร้ายฟรี ข่าวดีๆเสียตังค์ เราควรที่เสพข้อมูลที่มีคุณภาพที่ดีกว่า สำนักข่าวจากต่างประเทศ


3.หนังสือจากต่างประเทศ อย่างเช่น WARREN BUFFET, PHILIP FISHER, PETER LYNCH


4.หนังสือของท่านอาจารย์ ดร. นิเวศน์


อยากจะย้ำอีกอย่างการเสพข้อมูลซึ่งในยุคนี้ข้อมูลในยุคนี้เยอะมากๆ เราควรที่จะเลือกเสพข้อมูลที่ถูกต้องและการเลือกหนังสือเหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่สำคัญสุด เราต้องเลือกอาจารย์ให้ถูก เราก็จะได้วิชาที่ดี เราจะรู้ว่าแหล่งความรู้ที่ดีเป็นอย่างไร เราจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง



ต้องขอขอบพระคุณ เพจ FACEBOOK ถามอีก กับอิก Tam-Eig และพี่หลินด้วยครับ
09/05/2020. (23/05/2020.)
CREDIT REFERENCE: https://www.facebook.com/Tam.eig/videos ... 523358074/


Post Reply