PRAPAT

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

PRAPAT

Posts by pakapong_u » Tue May 05, 2020 4:55 pm

“พีรพัฒน์ เทคโนโลยี” ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ 100 ล้านหุ้น ระดมทุนต่อยอดธุรกิจ จ่อเข้าเทรด mai

บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทฯบริษัทยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 100 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 29.41 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

สำหรับวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้ลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต จำนวนเงินลงทุนที่ใช้จากการระดมทุน 50 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เงินในไตรมาส 4/63 ถึงไตรมาส 2/64, ใช้ลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม จำนวนเงินลงทุนที่ใช้จากการระดมทุน 72 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เงินในไตรมาส 1/64 ถึงไตรมาส 1/65 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน คาดว่าจะใช้เงินในปี 2563-2564

อนึ่ง PRAPAT และบริษัทย่อยประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Hygiene Cleaning Solution) ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตน้ำยา ตั้งอยู่ที่ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าผ่านทางทีมงานฝ่ายขายของบริษัท ศูนย์ธุรกิจ และสาขา อีกทั้งบริษัทยังมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายที่บริษัทเป็นผู้คัดเลือกซึ่งปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด 18 ราย ครอบคลุมเขตพื้นที่การขายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทและบริษัทย่อยได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community: AEC) โดยรูปแบบการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศที่ขยายเขตพื้นที่การขายเข้าไป ปัจจุบันมีการแต่งตั้งตัวแทน 8 รายในพื้นที่การขาย 5 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา สปป.ลาว และอินโดนีเซีย อีกทั้ง ในอนาคตมีแผนที่จะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพิ่มเติม อาทิ บังคลาเทศ เป็นต้น

ทั้งนี้ มีบริษัทย่อยรวม 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ไทยสจ็วต เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (TSS), บริษัท แอลไลส์ อินเตอร์เทรด จำกัด (AL), บริษัท แคลวาทิส-เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (CVT) และบริษัท มิสเตอร์พูล จำกัด (MP) ซึ่งบริษัทย่อยแต่ละบริษัทจะมีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน และ/หรือเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะด้าน ทั้งนี้ การจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจเป็นไปเพื่อแบ่งแยกความชัดเจนในการบริหารจัดการให้มีความชัดเจนในด้านกลุ่มลูกค้าและความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์เฉพาะด้าน

ด้านผลดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2562 มีสินทรัพย์รวม 942.92 ล้านบาท หนี้สินรวม 594.08 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 348.84 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขาย 815.48 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 169.43 ล้านบาท กำไรสุทธิ 51.60 ล้านบาท

โดยในปี 2560-2562 PRAPAT และบริษัทย่อยมีรายได้รวม เท่ากับ 904.75 ล้านบาท 934.40 ล้านบาทและ 1,003.83 ล้านบาท ตามลำดับ กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายเติบโตเฉลี่ย 3 ปี (CAGR) เท่ากับร้อยละ 4.57 ต่อปี โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักรีด โดยมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 23.73 – 24.77 ของรายได้จากการขาย อันดับที่สอง ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ โดยมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 21.30 – 24.20 ของรายได้จากการขาย และอันดับที่สาม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ โดยมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 17.32 – 20.15 ของรายได้จากการขาย

ขณะที่ปี 2560-2562 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการให้เช่าและบริการเติบโตเฉลี่ย 3 ปี (CAGR) เท่ากับร้อยละ 9.29 ต่อปี โดยงานบริการที่มีสัดส่วนหลักมาจากงานบริการกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านครัว ร้อยละ 68.83 – 71.96 ของรายได้จากการให้เช่าและบริการ และงานบริการกลุ่มผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ มีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 25.42 – 30.72 ของรายได้จากการให้เช่าและบริการ

ทั้งนี้ PRAPAT และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทในปี 2560 ปี 2561 และปี 2562 เท่ากับ 43.21 ล้านบาท 31.21 ล้านบาท และ 45.23 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 61 กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทลดลงจากปีก่อนหน้า จำนวน 12 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไรขั้นต้นที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น ส่วนในปี 62 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท เท่ากับ 45.23 ล้านบาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จำนวน 14.02 ล้านบาท เป็นผลมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหารก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในจำนวนน้อยกว่ากำไรขั้นต้น

สำหรับปี 2563 กำไรสุทธิอาจจะลดลงจากปี 2562 อันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งกดดันให้รายได้ที่คาดการณ์อาจจะลดลง กอปรกับอัตราการทำกำไรอาจลดลงเนื่องจากกลุ่มบริษัทมีการกำหนดมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าของบริษัทเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของรายได้ให้สามารถผ่านพ้นในช่วงวิกฤตได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์หรือภาวะทางธุรกิจในอนาคต

ส่วนโครงการในอนาคต เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าของบริษัท ดังนี้

1. ลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต ได้แก่ ระบบ ERP และระบบ SCADA ซึ่งระบบ ERP เป็นระบบบัญชีที่สามารถรองรับธุรกรรมจำนวนมากได้ และระบบ SCADA เป็นระบบควบคุมการผลิตที่มีจุดเด่นในการใช้เครื่องจักรควบคุมการผลิตแทนคน ทั้ง 2 ระบบที่บริษัทวางแผนจะลงทุนดังกล่าวสามารถที่จะเชื่อมต่อกันและส่งข้อมูลจากสายงานผลิตตรงเข้าสู่ระบบบัญชีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนระบบ ERP และระบบ SCADA รวมประมาณ 50 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการสั่งซื้อ ติดตั้งระบบ ถ่ายโอนฐานข้อมูล ทดสอบระบบ จนกระทั่งใช้งานระบบได้อย่างสมบูรณ์ (Go LIVE) ฝ่ายบริหารกำหนดว่าจะเริ่มดำเนินการสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2563 เพื่อให้สามารถใช้งานระบบดังกล่าวได้เริ่มต้นภายในปี 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัทวางแผนจัดหาแหล่งเงินลงทุนจากเงินระดมทุน IPO และ/หรือวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือกระแสเงินสดภายในกิจการ

2. ลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม บริษัทมีแผนที่จะลงทุนสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติมในบริเวณที่ตั้งของโรงงาน โดยมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นประมาณ 5,800 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ คลังสินค้าดังกล่าวจะถูกใช้สำหรับการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยาโดยเฉพาะแยกจากผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น และจะสร้างท่าขึ้นสินค้า (Land Dock) สำหรับการขนถ่ายสินค้าขึ้นรถขนส่งแต่ละขนาด ซึ่งการบริหารและการออกแบบดังกล่าวจะส่งผลให้การควบคุมสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้นและการจัดส่งสินค้าจะทำได้เร็วขึ้น เนื่องจากการขนส่งผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการผลิตนำเข้ามาจัดเก็บและจัดส่งออกไปจำหน่ายมากที่สุด ได้ถูกแยกออกจากผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น และท่าขึ้นสินค้าถูกออกแบบให้พอดีกับขนาดของรถบรรทุกแต่ละรุ่น ทำให้สามารถลดเวลาและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในการเคลื่อนย้ายสินค้า

อีกทั้ง บริษัทอยู่ระหว่างการวิจัยระบบ RFID ซึ่งคือระบบเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทนการสัมผัสในการเก็บและส่งต่อข้อมูล เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารคลังสินค้าต่อไป อาทิ การนำ RFID ไปฝังหรือติดไว้กับผลิตภัณฑ์เพื่อติดตาม (Tracking) การเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าใหม่ประมาณ 72 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้างคลังสินค้าได้ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ทั้งนี้ บริษัทได้มีการออกแบบ และขอใบอนุญาตก่อสร้างที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 – 18 เดือน สำหรับการดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ทั้งนี้ บริษัทวางแผนจัดหาแหล่งเงินลงทุนจากเงินระดมทุน IPO และ/หรือวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือกระแสเงินสดภายในกิจการ

3. ลงทุนก่อสร้างโชว์รูมวังมะนาว บริษัทได้ลงทุนเช่าที่ดินบริเวณวังมะนาว สัญญาเช่า 7 ปี (1 กันยายน 2561 – 1 กันยายน 2568) ซึ่งบริษัทมีแผนงานที่จะก่อสร้างโชว์รูมสำหรับการจัดแสดงสินค้าและสาธิตการใช้น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ รวมทั้งสาธิตการใช้งานเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ เครื่องล้างจาน เครื่องล้างแก้ว เครื่องจ่ายน้ำยาอัตโนมัติ (Dispenser) อุปกรณ์สระว่ายน้ำ เป็นต้น อีกทั้ง บริษัทยังมีแผนที่จะสนับสนุนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตราสินค้าในเครือ PRAPAT เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง เนื่องจากว่าสถานที่ตั้งของโชว์รูมใหม่นี้ตั้งอยู่ริมถนนหลวง มีผู้ใช้งานสัญจรกันเป็นจำนวนมาก และเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางไปสู่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างโชว์รูมดังกล่าวประมาณ 9 ล้านบาท บริษัทคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ภายในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ทั้งนี้ บริษัทวางแผนจัดหาแหล่งเงินลงทุนจากวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือกระแสเงินสดภายในกิจการ

อย่างไรก็ดี ณ วันที่ 22 เม.ย.2563 PRAPAT มีทุนจดทะเบียน 170 ล้านบาท แบ่งเป็น 340 ล้านหุ้น และเป็นทุนชำระแล้ว 120 ล้านบาท แบ่งเป็น 240 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท หลังเสนอขาย IPO แล้ว บริษัทมีทุนจดทะเบียน 170 ล้านบาท แบ่งเป็น 340 ล้านหุ้น และเป็นทุนชำระแล้ว 170 ล้านบาท แบ่งเป็น 340 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท

โดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ณ วันที่ 22 เม.ย.2563 ประกอบด้วย กลุ่มนายสืบพงศ์ เกตุนุติ ถือหุ้น 48,304,007 หุ้น คิดเป็น 20.13% หลังขาย IPO ครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 14.21%, กลุ่มนายวีระพงค์ ลือสกุล ถือหุ้น 40,909,826 หุ้น คิดเป็น 17.05% หลังขาย IPO ครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 12.03%, กลุ่มนางสาวชลนที ถวิลเติมทรัพย์ ถือหุ้น 38,246,154 หุ้น คิดเป็น 15.94% หลังขาย IPO ครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 11.25%

นอกจากนี้ มีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองตามกฎหมาย และเงินสำรองอื่นตามที่บริษัทกำหนด โดยพิจารณาจากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Tue May 05, 2020 10:11 pm

*"พีรพัฒน์ เทคโนโลยี"ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 100 ล้านหุ้น เข้า mai, ลงทุนระบบบัญชีและควบคุมการผลิต-ก่อสร้างคลังสินค้า
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Tuesday, May 05, 2020 15:29

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ค. 63)

บมจ. พีรพัฒน์ เทคโนโลยี (PRAPAT) ยื่นข้อมูลไฟลิ่งเพื่อเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 100 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 29.41 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยบริษัทฯมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

วัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้ลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต จำนวนเงินลงทุนที่ใช้จากการระดมทุน 50 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เงินในไตรมาส 4/63 ถึงไตรมาส 2/64, ใช้ลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม จำนวนเงินลงทุนที่ใช้จากการระดมทุน 72 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เงินในไตรมาส 1/64 ถึงไตรมาส 1/65 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน คาดว่าจะใช้เงินในปี 2563-2564

บริษัทและบริษัทย่อยประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Hygiene Cleaning Solution) ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตน้ำยา ตั้งอยู่ที่ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

ทั้งนี้ บริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าผ่านทางทีมงานฝ่ายขายของบริษัท ศูนย์ธุรกิจ และสาขา อีกทั้งบริษัทยังมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายที่บริษัทเป็นผู้คัดเลือกซึ่งปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด 18 ราย ครอบคลุมเขตพื้นที่การขายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทและบริษัทย่อยได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community: AEC) โดยรูปแบบการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศที่ขยายเขตพื้นที่การขายเข้าไป ปัจจุบันมีการแต่งตั้งตัวแทน 8 รายในพื้นที่การขาย 5 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา สปป.ลาว และอินโดนีเซีย อีกทั้ง ในอนาคตมีแผนที่จะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพิ่มเติม อาทิ บังคลาเทศ เป็นต้น

บริษัทมีบริษัทย่อยรวม 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ไทยสจ็วต เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (TSS) บริษัท แอลไลส์ อินเตอร์เทรด จำกัด (AL) บริษัท แคลวาทิส-เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (CVT) และบริษัท มิสเตอร์พูล จำกัด (MP) ซึ่งบริษัทย่อยแต่ละบริษัทจะมีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน และ/หรือเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะด้าน ทั้งนี้ การจัดโครงสร้างกลุ่มธุรกิจเป็นไปเพื่อแบ่งแยกความชัดเจนในการบริหารจัดการให้มีความชัดเจนในด้านกลุ่มลูกค้าและความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์เฉพาะด้าน

ผลดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2562 มีสินทรัพย์รวม 942.92 ล้านบาท หนี้สินรวม 594.08 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 348.84 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขาย 815.48 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 169.43 ล้านบาท กำไรสุทธิ 51.60 ล้านบาท

ในปี 2560-2562 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม เท่ากับ 904.75 ล้านบาท 934.40 ล้านบาทและ 1,003.83 ล้านบาท ตามลำดับ กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายเติบโตเฉลี่ย 3 ปี (CAGR) เท่ากับร้อยละ 4.57 ต่อปี โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักรีด โดยมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 23.73 – 24.77 ของรายได้จากการขาย อันดับที่สอง ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ โดยมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 21.30 – 24.20 ของรายได้จากการขาย และอันดับที่สาม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ โดยมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 17.32 – 20.15 ของรายได้จากการขาย

ปี 2560-2562 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการให้เช่าและบริการเติบโตเฉลี่ย 3 ปี (CAGR) เท่ากับร้อยละ 9.29 ต่อปี โดยงานบริการที่มีสัดส่วนหลักมาจากงานบริการกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านครัว ร้อยละ 68.83 – 71.96 ของรายได้จากการให้เช่าและบริการ และงานบริการกลุ่มผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ มีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 25.42 – 30.72 ของรายได้จากการให้เช่าและบริการ

ทั้งนี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทในปี 2560 ปี 2561 และปี 2562 เท่ากับ 43.21 ล้านบาท 31.21 ล้านบาท และ 45.23 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 61 กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทลดลงจากปีก่อนหน้า จำนวน 12 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไรขั้นต้นที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น ส่วนในปี 62 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท เท่ากับ 45.23 ล้านบาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จำนวน 14.02 ล้านบาท เป็นผลมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหารก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในจำนวนน้อยกว่ากำไรขั้นต้น

สำหรับปี 2563 กำไรสุทธิอาจจะลดลงจากปี 2562 อันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งกดดันให้รายได้ที่คาดการณ์อาจจะลดลง กอปรกับอัตราการทำกำไรอาจลดลงเนื่องจากกลุ่มบริษัทมีการกำหนดมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าของบริษัทเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของรายได้ให้สามารถผ่านพ้นในช่วงวิกฤตได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์หรือภาวะทางธุรกิจในอนาคต

โครงการในอนาคต เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าของบริษัท ดังนี้ 1.ลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต ได้แก่ ระบบ ERP และระบบ SCADA ซึ่งระบบ ERP เป็นระบบบัญชีที่สามารถรองรับธุรกรรมจำนวนมากได้ และระบบ SCADA เป็นระบบควบคุมการผลิตที่มีจุดเด่นในการใช้เครื่องจักรควบคุมการผลิตแทนคน ทั้ง 2 ระบบที่บริษัทวางแผนจะลงทุนดังกล่าวสามารถที่จะเชื่อมต่อกันและส่งข้อมูลจากสายงานผลิตตรงเข้าสู่ระบบบัญชีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนระบบ ERP และระบบ SCADA รวมประมาณ 50 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการสั่งซื้อ ติดตั้งระบบ ถ่ายโอนฐานข้อมูล ทดสอบระบบ จนกระทั่งใช้งานระบบได้อย่างสมบูรณ์ (Go LIVE) ฝ่ายบริหารกำหนดว่าจะเริ่มดำเนินการสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2563 เพื่อให้สามารถใช้งานระบบดังกล่าวได้เริ่มต้นภายในปี 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัทวางแผนจัดหาแหล่งเงินลงทุนจากเงินระดมทุน IPO และ/หรือวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือกระแสเงินสดภายในกิจการ

2. ลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม บริษัทมีแผนที่จะลงทุนสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติมในบริเวณที่ตั้งของโรงงาน โดยมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นประมาณ 5,800 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ คลังสินค้าดังกล่าวจะถูกใช้สำหรับการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยาโดยเฉพาะแยกจากผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น และจะสร้างท่าขึ้นสินค้า (Land Dock) สำหรับการขนถ่ายสินค้าขึ้นรถขนส่งแต่ละขนาด ซึ่งการบริหารและการออกแบบดังกล่าวจะส่งผลให้การควบคุมสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้นและการจัดส่งสินค้าจะทำได้เร็วขึ้น เนื่องจากการขนส่งผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการผลิตนำเข้ามาจัดเก็บและจัดส่งออกไปจำหน่ายมากที่สุด ได้ถูกแยกออกจากผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น และท่าขึ้นสินค้าถูกออกแบบให้พอดีกับขนาดของรถบรรทุกแต่ละรุ่น ทำให้สามารถลดเวลาและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในการเคลื่อนย้ายสินค้า

อีกทั้ง บริษัทอยู่ระหว่างการวิจัยระบบ RFID ซึ่งคือระบบเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทนการสัมผัสในการเก็บและส่งต่อข้อมูล เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารคลังสินค้าต่อไป อาทิ การนำ RFID ไปฝังหรือติดไว้กับผลิตภัณฑ์เพื่อติดตาม (Tracking) การเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าใหม่ประมาณ 72 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้างคลังสินค้าได้ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ทั้งนี้ บริษัทได้มีการออกแบบ และขอใบอนุญาตก่อสร้างที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 - 18 เดือน สำหรับการดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ทั้งนี้ บริษัทวางแผนจัดหาแหล่งเงินลงทุนจากเงินระดมทุน IPO และ/หรือวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือกระแสเงินสดภายในกิจการ

3. ลงทุนก่อสร้างโชว์รูมวังมะนาว บริษัทได้ลงทุนเช่าที่ดินบริเวณวังมะนาว สัญญาเช่า 7 ปี (1 กันยายน 2561 – 1 กันยายน 2568) ซึ่งบริษัทมีแผนงานที่จะก่อสร้างโชว์รูมสำหรับการจัดแสดงสินค้าและสาธิตการใช้น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ รวมทั้งสาธิตการใช้งานเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ เครื่องล้างจาน เครื่องล้างแก้ว เครื่องจ่ายน้ำยาอัตโนมัติ (Dispenser) อุปกรณ์สระว่ายน้ำ เป็นต้น อีกทั้ง บริษัทยังมีแผนที่จะสนับสนุนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตราสินค้าในเครือ PRAPAT เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง เนื่องจากว่าสถานที่ตั้งของโชว์รูมใหม่นี้ตั้งอยู่ริมถนนหลวง มีผู้ใช้งานสัญจรกันเป็นจำนวนมาก และเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางไปสู่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างโชว์รูมดังกล่าวประมาณ 9 ล้านบาท บริษัทคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ภายในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ทั้งนี้ บริษัทวางแผนจัดหาแหล่งเงินลงทุนจากวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือกระแสเงินสดภายในกิจการ

ณ วันที่ 22 เม.ย.2563 บริษัทมีทุนจดทะเบียน 170 ล้านบาท แบ่งเป็น 340 ล้านหุ้น และเป็นทุนชำระแล้ว 120 ล้านบาท แบ่งเป็น 240 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท หลังเสนอขาย IPO แล้ว บริษัทมีทุนจดทะเบียน 170 ล้านบาท แบ่งเป็น 340 ล้านหุ้น และเป็นทุนชำระแล้ว 170 ล้านบาท แบ่งเป็น 340 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ณ วันที่ 22 เม.ย.2563 ประกอบด้วย กลุ่มนายสืบพงศ์ เกตุนุติ ถือหุ้น 48,304,007 หุ้น คิดเป็น 20.13% หลังขาย IPO ครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 14.21%, กลุ่มนายวีระพงค์ ลือสกุล ถือหุ้น 40,909,826 หุ้น คิดเป็น 17.05% หลังขาย IPO ครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 12.03%, กลุ่มนางสาวชลนที ถวิลเติมทรัพย์ ถือหุ้น 38,246,154 หุ้น คิดเป็น 15.94% หลังขาย IPO ครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 11.25%

บริษัทมีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองตามกฎหมาย และเงินสำรองอื่นตามที่บริษัทกำหนด โดยพิจารณาจากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Thu May 07, 2020 2:33 pm

PRAPAT : บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
ประเภทธุรกิจ
ผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
กลุ่มอุตสาหกรรม
สินค้าอุตสาหกรรม
สถานะ
Filing
จำนวนหุ้นที่ IPO
ไม่เกิน 100,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 29.41 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น n/a
ราคา IPO n/a
ราคา PAR 0.50 บาท
วันที่เริ่มซื้อขาย n/a
ที่ปรึกษาทางการเงิน
บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด
ข้อมูล Filing
www.peerapat.com


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Thu May 07, 2020 2:34 pm

https://market.sec.or.th/public/ipos/IP ... sID=295851

หนังสือชี้ชวนตราสารทุน
รายละเอียดตราสาร
ผู้ออกหลักทรัพย์ : บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ : บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
วันที่ยื่น Filing version แรก : -
วันที่แก้ไข Filing ครั้งล่าสุด (วันที่นับ 1 Filing) : -
วันที่ Filing มีผลบังคับใช้ : -
วันที่เริ่มต้นการเสนอขาย : -
วันที่สิ้นสุดการเสนอขาย : -
ประเภทหลักทรัพย์ : หุ้นสามัญ
ประเภทการเสนอขาย : การเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งแรกต่อประชาชน
ที่ปรึกษาทางการเงิน/ผู้ควบคุม : บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด / นาย สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Sun Sep 06, 2020 12:26 pm

เตรียมเงินให้พร้อม IPO แห่เปิดขายหุ้นหลายบริษัท, จับตา SCM เทรด 8 ก.ย.

ทันหุ้น-สู้โควิด : หุ้น IPO หลายบริษัทมีแผนที่จะเสนอขายหุ้นในช่วงที่เหลือปีนี้ หลังจากที่หุ้นใหม่บางบริษัทเข้ามาแล้วได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เช่นหุ้น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT, หุ้นบริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SICT และหุ้นบริษัท ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IIG โดยราคาปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าราคาจอง

**MICRO คาดขายหุ้นปลาย ก.ย.

จากการรวบรวมข้อมูลของ"ทันหุ้น" พบว่ามีหุ้นที่เตรียมจะขายประกอบด้วย บริษัท ไมโครลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MICRO ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง และสินเชื่อประเภทอื่นที่มีรถบรรทุกมือสองเป็นหลักประกัน ปัจจุบันมี 12 สาขา ในเขตพื้นที่ภาคกลางและทุกภูมิภาคทั่วประเทศคาดว่าจะขายหุ้น IPO ปลาย ก.ย.นี้ จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในไตรมาส 4/63 ขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 235 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.13% โดยมีบริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

**SCGP และ KK นับหนึ่งไฟลิ่งแล้ว

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ซึ่งเป็น IPO ขนาดใหญ่ และเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน หรือ SCC ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งไฟลิ่งแล้ว ซึ่ง SCGP ขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น คิดเป็น 26.5% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO โดยมีธนาคาร ไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ไทยพาณิชย์ และบล.บัวหลวง เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

นอกจากนี้ก็มีบริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ KK ที่สำนักงาน ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่งแล้ว ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้ชื่อ “ร้าน เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์” จะขายหุ้น IPO จำนวน 69 ล้านหุ้น โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีบล.เคทีบี(ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

**""พีรพัฒน์ฯ" เตรียมเดินสายโรดโชว์

บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ซึ่งมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai อยู่ระหว่างเตรียมจะแนะนำข้อมูล(โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนก่อนที่จะเสนอขายหุ้น IPO บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรมจะขายหุ้น IPO จำนวน 100 ล้านหุ้น โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

**SCM พร้อมเข้าเทรด 8 ก.ย.นี้

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า หุ้นบริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCM จะเข้ามาซื้อขายใน SET วันที่ 8 ก.ย.นี้ บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศในลักษณะเครือข่ายขายตรงหรือ MLM โดยมีผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้ให้บริษัทกว่า 70%คือกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรนด์ นิวทรินัล (Nutrinal)จัดจำหน่ายสินค้าผ่านเครือข่ายนักธุรกิจและตัวแทนจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบันมีจุดกระจายสินค้าจำนวน 23 สาขาทั่วประเทศ มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศอีก 6ประเทศ ได้แก่ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้เพื่อขยายและดำเนินการปรับปรุงในพื้นที่สาขาเพื่อเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าอีกทั้งดำเนินการเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทฯ

SCM เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น โดยกำหนดราคา IPO หุ้นละ 1.90 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 285 ล้านบาทและมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,140 ล้านบาท โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดการการจำหน่าย

หุ้น ราคา IPO ราคาปิดวันแรก ราคาล่าสุด(3 ก.ย.)

STGT 34.00 60.50 72.75

SICT 1.38 4.14 4.50

IIG 6.60 19.80 16.60

หมายเหตุ หน่วยเป็นบาทต่อหุ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Thu Sep 10, 2020 11:32 am

ส่องหุ้น"พีรพัฒน์ เทคโนโลยี" ผู้นำผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ, ประเมินราคาพื้นฐาน 1.90 บาท/หุ้น

ทันหุ้น-สู้โควิด : บล.โนมูระ พัฒนสิน ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ซึ่งเป็นหุ้นใหม่ที่เตรียมจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐานของปี 2564 อยู่ที่ 1.90 บาทต่อหุ้น มองว่าเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจจากการเป็นผู้นำด้านสารทำความสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในธุรกิจการให้บริการและธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม

ทั้งนี้ พีรพัฒน์ เทคโนโลยี ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 100 ล้านหุ้น โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ฝ่ายวิจัยโนมูระ พัฒนสิน มองว่า พีระพัฒน์ เทคโนโลยี มีจุดเด่นคือมีช่องทางการขายและบริการครอบคุมทั่วประเทศ มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งราคาที่แข่งขันได้ การพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการของลูกค้า และดำเนินธุรกิจนานกว่า 32 ปี และมีสัดส่วนรายได้กว่า 12% เป็นรายได้ประจำจากบริการให้เช่าเครื่องล้างจาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการเหวี่ยงของรายได้ ขณะที่รายได้จากผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อในสายการผลิต คิดเป็น 20% ของรายได้ จะเติบโตไปพร้อมกับคู่ค้าเดิม จากการขยายโรงงานหรือไลน์การผลิตและการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มเติมจากกลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายอื่นๆ โดยคาดว่ารายได้จากผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อจะเติบโตต่อเนื่องคิดเป็นโตเฉลี่ย 10% ในช่วงปี 2561-2565

ส่วนรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ด้านครัว (ขายน้ำยาล้างจาน คิดเป็น 14% ของรายได้ และให้เช่าเครื่องล้างจาน 12% ของรายได้) จะเติบโตราว 12% ต่อปี ในช่วงปี 2564-2565 ซึ่งฟื้นตัวจากปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เนื่องจากการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ เช่นร้านอาหารขนาดกลาง และศูนย์อาหารตามโรงเรียน ศูนย์การค้า และโรงงาน

ฝ่ายวิจัย คาดว่า พีรพัฒน์ เทคโนโลยี ในปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท และในปี 2564-2565 คาดจะมีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท และ 48 ล้านบาทตามลำดับ จากรายได้จากการขายและให้ริการที่เติบโต จากธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยกลับมา สินค้าฆ่าเชื้อเติบโตตามธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น คาดว่าจะดีขึ้น และ SG&A to sales ที่ลดลง


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Tue Sep 15, 2020 10:09 pm

ส่องหุ้นใหม่PRAPAT โบรกชูพื้นฐานแกร่ง



ทันหุ้น - สู้โควิด – โบรกส่องหุ้นน้องใหม่ “พีรพัฒน์ เทคโนโลยี” ธุรกิจเข้ายุคโควิด ผู้นำด้านสารทำความสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อ มองเป็นหุ้นน่าสนใจ เตรียมเข้าเทรดกระดาน mai พร้อมเคาะมูลค่าพื้นฐาน 1.90 บาท



บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ซึ่งเป็นหุ้นใหม่ที่เตรียมจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai) โดยได้ประเมินมูลค่าพื้นฐานของปี 2564 อยู่ที่ 1.90 บาทต่อหุ้น มองว่าเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจจากการเป็นผู้นำด้านสารทำความสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในธุรกิจการให้บริการและธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม



ลักษณะธุรกิจ



ทั้งนี้ พีรพัฒน์ เทคโนโลยี ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 100 ล้านหุ้น โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ฝ่ายวิจัยโนมูระ พัฒนสิน มองว่า พีระพัฒน์ เทคโนโลยี มีจุดเด่นคือมีช่องทางการขายและบริการครอบคุมทั่วประเทศ มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งราคาที่แข่งขันได้ การพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการของลูกค้า และดำเนินธุรกิจนานกว่า 32 ปี และมีสัดส่วนรายได้กว่า 12% เป็นรายได้ประจำจากบริการให้เช่าเครื่องล้างจาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการเหวี่ยงของรายได้



ธุรกิจเติบโตดี



ขณะที่รายได้จากผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อในสายการผลิต คิดเป็น 20% ของรายได้ จะเติบโตไปพร้อมกับคู่ค้าเดิม จากการขยายโรงงานหรือไลน์การผลิตและการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มเติมจากกลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายอื่นๆ โดยคาดว่ารายได้จากผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อจะเติบโตต่อเนื่องคิดเป็นโตเฉลี่ย 10% ในช่วงปี 2561-2565



ส่วนรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ด้านครัว (ขายน้ำยาล้างจาน คิดเป็น 14% ของรายได้ และให้เช่าเครื่องล้างจาน 12% ของรายได้) จะเติบโตราว 12% ต่อปี ในช่วงปี 2564-2565 ซึ่งฟื้นตัวจากปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เนื่องจากการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ เช่นร้านอาหารขนาดกลาง และศูนย์อาหารตามโรงเรียน ศูนย์การค้า และโรงงาน



ฝ่ายวิจัย คาดว่า พีรพัฒน์ เทคโนโลยี ในปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท และในปี 2564-2565 คาดจะมีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท และ 48 ล้านบาทตามลำดับ จากรายได้จากการขายและให้ริการที่เติบโต จากธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยกลับมา สินค้าฆ่าเชื้อเติบโตตามธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น คาดว่าจะดีขึ้น และ SG&A to sales ที่ลดลง


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 8:41 pm

พีรพัฒน์ เทคโนโลยี เสริมฐานแกร่ง เล็งเข้าตลาดหุ้นใน ต.ค.นี้
Source - MGR Online
Friday, September 18, 2020 11:09

นายสืบพงศ์ เกตุนุติ รองประธานกรรมการบริษัท ในฐานะผู้ก่อตั้ง บมจ.พีรพัฒน์ เทคโนโลยี (PRAPAT) วางเป้าเข้าเป็นน้องใหม่ในตลาดหุ้นใน ต.ค.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านฐานทุนและด้านการปฏิบัติการให้แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการบุกขยายตลาดจาก CLMV ยกระดับสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ดันสัดส่วนยอดขายต่างประเทศพุ่งเป็น 30% ภายใน 5 ปี พร้อมขยายบริการลูกค้ากลุ่ม Food Industry และ Food Service มองโอกาสเติบโตสูงในยุค New Normal มั่นใจจะช่วยผลักดันผลงานปีหน้าฟื้นโตพุ่งหลังโควิดทำสะดุดไปในปีนี้

"วันนี้เราเป็นผู้นำด้าน Cleaning และ Hygiene อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ชัดเท่าไหร่ เมื่อเราเข้าตลาดหุ้นนำเงินมามาปรับฐานทุน ระบบซอฟท์แวร์ คลังสินค้า โลจิสติกส์ เราก็จะพร้อมมากขึ้น เพราะช่องทางการจัดจำหน่ายเราสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่จะทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะระยะหลังแข่งขันที่ระบบโลจิสติกส์ ฉะนั้นตรงนี้ทำให้ฐานดีขึ้น ต้นทุนเราลดลง คนก็จะลดลงด้วย เราก็พร้อมก้าวต่อไป เราไม่ได้มองแค่ประเทศไทย แต่มองการขยายใน CLMV ที่เป็นผู้นำอยู่ และจะก้าวต่อไปเป็นผู้นำในระดับ AEC ภายใน 5 ปี ต้องไปถึง"นายสืบพงศ์ กล่าว

นายสืบพงศ์ เปิดเผยว่า บริษัทส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในตลาด CLMV แบบค่อยเป็นค่อยไปมาแล้วกว่า 20 ปี จนถึงวันนี้มีระบบตัวแทนจำหน่ายที่เข้มแข็ง จากนี้ไปก็จะมีการเปลี่ยนระบบจัดจำหน่ายให้มั่นคงมากขึ้น อาจจะเปลี่ยนจากตัวแทนจำหน่ายเป็นการตั้งสาขาหรือร่วมทุนตั้งบริษัทจัดจำหน่าย ซึ่งตัวแทนที่มีอยู่ก็ยินดี เพราะจะทำให้บริษัทสามารถส่งพนักงานไปร่วมบริหาร ไปทำเทรนนิ่งต่างๆ เนื่องจากบริษัทจะมีการนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด CLMV ที่ยังมีโอกาสอีกมาก

"เขาไม่รู้ธุรกิจนี้มาก่อน นี่คือหัวใจ เราไป เราไปสอน ไป educate ไปทำ Training เพราะ growth ของเขามากกว่าเรา อย่างเวียดนาม การลงทุนโตมาก อีก 5 ปีด้านอุตสาหกรรมคงแซงประเทศไทย แม้ว่าท่องเที่ยวจะยังตามเราอยู่ การขยายงานจึงเป็นโอกาสที่ดี"นายสืบพงศ์ กล่าว

PRAPAT เตรียมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 100 ล้านหุ้น และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน วัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต 50 ล้านบาท, สร้างคลังสินค้า 72 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

บริษัทและบริษัทย่อยประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Hygiene Cleaning Solution) ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตน้ำยา ตั้งอยู่ที่ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

นายสืบพงศ์ กล่าวว่า แผนงานขยายตลาด AEC นั้น เป้าหมายหลัก คือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งบริษัทได้มีการเจรจาและทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับตัวแทนในอินโดนีเซียตั้งแต่ปีที่แล้ว และเตรียมเซ็นสัญญาก่อนเริ่มส่งสินค้าไปจำหน่ายในเดือน ก.พ.63 แต่มาเจอกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เสียก่อน ดังนั้นเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงแล้วก็จะกลับมาเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยมองว่าอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่จำนวนประชากรมาก แต่จำนวนห้องของโรงแรมยังน้อยกกว่าไทย การท่องเที่ยวยังตามหลังเราอยู่

ปัจจุบันยอดขายจากต่างประเทศยังมีสัดส่วนเพียง 10% แต่จากนี้จะเติบโตได้ดีขึ้น หลังจากบริษัทมีฐานทุนที่ดีขึ้น ก็จะสามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้นด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทยอ่อนค่าลงปีละ 10% ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากขยายการส่งออกมากก็อาจมีผลกระทบกับตัวเลขในบัญชี แต่เมื่อฐานทุนเข้มแข็งขึ้น เราก็พร้อมจะโหมทำตลาดให้หนักขึ้น โดยวางเป้าหมายจะขึ้นเป็นผู้นำในตลาด AEC และสัดส่วนยอดขายจะเพิ่มเป็น 30% ภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า

"ด้วยลักษณะของตลาด สัดส่วนยอดขายจากการส่งออกคงไม่เกิน 30% ภายในไม่เกิน 5 ปี ถ้าเราโหมจริง ๆ โกดัง ออฟฟิศ ตัวแทนที่มีลักษณะ 2 คูหายังไม่พร้อม เพราะต้นทุนโลจิสติกส์จะสูง เราอาจจะต้องไปร่วมทำโกดังใหญ่ขึ้นและกระจายทั่วประเทศ อย่าง เวียดนาม จากฮานอยถึงโฮจิมินห์ยาวมาก ต้องใช้โลจิสติกส์มโหฬาร เราต้องไปจัดการอะไรประเภทนี้ เราเห็นภาพสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ"นายสืบพงศ์ กล่าว

ส่วนตลาดในประเทศ ขณะนี้เป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายเป็นหลัก โดยมีตัวแทนอยู่ราว 30 ราย ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่อาจจะเพิ่มตัวแทนขายสินค้าเฉพาะทาง (Specialized) เพื่อรองรับแผนงานที่บริษัทจะขยายสินค้าพ่วงบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่เป็น Food Service และ Hospitality Industry ซึ่งจะเน้นนำเสนอบริการที่ใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคนที่ขาดแคลน

"สินค้าเราเป็น dynamic ตัว Cleaning ทั้งตัวน้ำยา เครื่องจักร วิธีการทำงาน ทุกปีต้องมีอะไรใหม่ เราอยู่ใน scope ของ tourist อยู่ใน scope ของ food industry แต่ในนั้นเปลี่ยนตลอด เราต้องควานหาอะไรใหม่ ๆ อย่างเช่นเครื่องจักรทำความสะอาด จากแต่ก่อนใช้คน แต่ตอนนี้รุ่นใหม่กวาดถูตัวเดียวกัน แต่มันก็ยังไม่ทัน คนนึงได้ทำได้วันละ 100 ตร.ม. แต่ตอนนี้เครื่องได้ชั่วโมงละ 3-4 พัน ตร.ม. แทนคนได้ 10 คน แรงงานคนเดิมจะไปทำอะไรเราต้องช่วยเขาคิด ส่วนเครื่องก็ต้องใช้คนดูแลมืออาชีพ เราก็ต้องเข้าไปช่วย"นายสืบพงศ์ กล่าว

สินค้านวัตกรรมจะเข้ามาอีกมาก โดยเฉพาะที่เป็นระบบหุ่นยนต์ที่สามารถใช้ในโรงงาน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ซึ่งในยุค New Normal สิ่งที่จะคงอยู่คือความรู้สึกในด้านจิตสำนึกที่จะให้ความสำคัญกับสุขอนามัยเพิ่มเติม เช่น ล้างจานต้องสะอาดขึ้น ขณะนี้โรงเรียน สถานศึกษา นี้ติดตั้งเครื่องล้างจานเพิ่มขึ้นมาก และบริษัทยังเตรียมนำสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาขายพิ่มเติม ได้แก่ หุ่นยนต์ที่สามารถสแกนหน้าคนเพื่อวัดอุณหภูมิในรัศมี 10 เมตร และตรวจสอบว่าใครใส่หน้ากากหรือไม่ สุดท้ายจะฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อให้กับแต่ละคน

"เซอร์วิสที่เราจะก้าวต่อไปต้องใช้เงินจำนวนมากแต่กำไรดี ต้องลงทุนเครื่องจักร เพราะลูกค้าไม่มั่นใจว่าซื้อแล้วจะใช้เป็นหรือไม่ จะซ่อมเป็นหรือไม่ มีโมเดลใหม่จะเปลี่ยนรุ่นอย่างไร ซึ่งเป็นโอกาสงานบริการของเรา"นายสืบพงศ์ กล่าว

รองประธานกรรมการ PRAPAT กล่าวอีกว่า แผนงานดังกล่าวของบริษัทจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต หลังจากที่สถานการณ์โควิดส่งผลกระทบต่อลูกค้าหลักในกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว แต่เมื่อบริษัทหันมาเน้นลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่แทบไม่ได้รับผลกระทบ ทำให้ยอดขายตกลงไม่มากนัก จากที่ยอดขายตกลงมากไปในเดือน เม.ย. แต่พอเดือน พ.ค.-ก.ค.ฟื้นกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เดือน ส.ค. กลับมาที่ 80% ของช่วงก่อนโควิดแล้ว และคาดว่าเดือน ก.ย.จะเพิ่มมาที่ 90%

"ตอนนี้เรากระจายความเสี่ยงมาที่ Food Industry เกือบ 50% แล้ว ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด และยังมีตัวใหม่คือ Food Service เป็นอีกแขนงหนึ่ง ตลาดตรงนี้โตเร็วมาก ฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหารต่าง ๆ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ โตเกือบเท่า Food Industry แล้ว เป็น segment ไปได้เร็วมาก โดยเฉพาะเครื่องล้างจาน

ในภาพรวมกระทบแต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ปีนี้คงตกไปบ้าง แต่ปีหน้าเราหวังอย่างยิ่งกว่าจะแซงปี 62 ขึ้นอยู่กับว่าวัคซีนจะมาไตรมาสไหน ถ้ามาไตรมาส 1 โอ้โหแฮปปี้เลย แต่ถ้ามาไตรมาส 2 หายไปครึ่งปี ตัวนี้ยังตอบไม่ได้ แต่เราก็ drive ทุกตัวเต็มที่"นายสืบพงศ์ กล่าว

ที่มา: https://mgronline.com


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 8:45 pm

#IPO_INSIGHT: PRAPAT เสริมฐานแกร่งเตรียมบุกหนักตลาด AEC ชูกลุ่ม Food Service ดันฟื้นโตพุ่ง,โบรกฯให้เป้า 1.84-2.10 บ.
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Friday, September 18, 2020 09:40

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.ย. 63)
นายสืบพงศ์ เกตุนุติ รองประธานกรรมการบริษัท ในฐานะผู้ก่อตั้ง บมจ.พีรพัฒน์ เทคโนโลยี (PRAPAT) วางเป้าเข้าเป็นน้องใหม่ในตลาดหุ้นใน ต.ค.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านฐานทุนและด้านการปฏิบัติการให้แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการบุกขยายตลาดจาก CLMV ยกระดับสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ดันสัดส่วนยอดขายต่างประเทศพุ่งเป็น 30% ภายใน 5 ปี พร้อมขยายบริการลูกค้ากลุ่ม Food Industry และ Food Service มองโอกาสเติบโตสูงในยุค New Normal มั่นใจจะช่วยผลักดันผลงานปีหน้าฟื้นโตพุ่งหลังโควิดทำสะดุดไปในปีนี้

"วันนี้เราเป็นผู้นำด้าน Cleaning และ Hygiene อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ชัดเท่าไหร่ เมื่อเราเข้าตลาดหุ้นนำเงินมามาปรับฐานทุน ระบบซอฟท์แวร์ คลังสินค้า โลจิสติกส์ เราก็จะพร้อมมากขึ้น เพราะช่องทางการจัดจำหน่ายเราสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่จะทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะระยะหลังแข่งขันที่ระบบโลจิสติกส์ ฉะนั้นตรงนี้ทำให้ฐานดีขึ้น ต้นทุนเราลดลง คนก็จะลดลงด้วย เราก็พร้อมก้าวต่อไป เราไม่ได้มองแค่ประเทศไทย แต่มองการขยายใน CLMV ที่เป็นผู้นำอยู่ และจะก้าวต่อไปเป็นผู้นำในระดับ AEC ภายใน 5 ปี ต้องไปถึง"นายสืบพงศ์ กล่าว

นายสืบพงศ์ เปิดเผยว่า บริษัทส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในตลาด CLMV แบบค่อยเป็นค่อยไปมาแล้วกว่า 20 ปี จนถึงวันนี้มีระบบตัวแทนจำหน่ายที่เข้มแข็ง จากนี้ไปก็จะมีการเปลี่ยนระบบจัดจำหน่ายให้มั่นคงมากขึ้น อาจจะเปลี่ยนจากตัวแทนจำหน่ายเป็นการตั้งสาขาหรือร่วมทุนตั้งบริษัทจัดจำหน่าย ซึ่งตัวแทนที่มีอยู่ก็ยินดี เพราะจะทำให้บริษัทสามารถส่งพนักงานไปร่วมบริหาร ไปทำเทรนนิ่งต่างๆ เนื่องจากบริษัทจะมีการนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด CLMV ที่ยังมีโอกาสอีกมาก

"เขาไม่รู้ธุรกิจนี้มาก่อน นี่คือหัวใจ เราไป เราไปสอน ไป educate ไปทำ Training เพราะ growth ของเขามากกว่าเรา อย่างเวียดนาม การลงทุนโตมาก อีก 5 ปีด้านอุตสาหกรรมคงแซงประเทศไทย แม้ว่าท่องเที่ยวจะยังตามเราอยู่ การขยายงานจึงเป็นโอกาสที่ดี"นายสืบพงศ์ กล่าว

PRAPAT เตรียมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 100 ล้านหุ้น และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน วัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปลงทุนในระบบบัญชีและระบบควบคุมการผลิต 50 ล้านบาท, สร้างคลังสินค้า 72 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

บริษัทและบริษัทย่อยประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Hygiene Cleaning Solution) ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตน้ำยา ตั้งอยู่ที่ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

นายสืบพงศ์ กล่าวว่า แผนงานขยายตลาด AEC นั้น เป้าหมายหลัก คือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งบริษัทได้มีการเจรจาและทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับตัวแทนในอินโดนีเซียตั้งแต่ปีที่แล้ว และเตรียมเซ็นสัญญาก่อนเริ่มส่งสินค้าไปจำหน่ายในเดือน ก.พ.63 แต่มาเจอกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เสียก่อน ดังนั้นเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงแล้วก็จะกลับมาเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยมองว่าอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่จำนวนประชากรมาก แต่จำนวนห้องของโรงแรมยังน้อยกกว่าไทย การท่องเที่ยวยังตามหลังเราอยู่

ปัจจุบันยอดขายจากต่างประเทศยังมีสัดส่วนเพียง 10% แต่จากนี้จะเติบโตได้ดีขึ้น หลังจากบริษัทมีฐานทุนที่ดีขึ้น ก็จะสามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้นด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทยอ่อนค่าลงปีละ 10% ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากขยายการส่งออกมากก็อาจมีผลกระทบกับตัวเลขในบัญชี แต่เมื่อฐานทุนเข้มแข็งขึ้น เราก็พร้อมจะโหมทำตลาดให้หนักขึ้น โดยวางเป้าหมายจะขึ้นเป็นผู้นำในตลาด AEC และสัดส่วนยอดขายจะเพิ่มเป็น 30% ภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า

"ด้วยลักษณะของตลาด สัดส่วนยอดขายจากการส่งออกคงไม่เกิน 30% ภายในไม่เกิน 5 ปี ถ้าเราโหมจริง ๆ โกดัง ออฟฟิศ ตัวแทนที่มีลักษณะ 2 คูหายังไม่พร้อม เพราะต้นทุนโลจิสติกส์จะสูง เราอาจจะต้องไปร่วมทำโกดังใหญ่ขึ้นและกระจายทั่วประเทศ อย่าง เวียดนาม จากฮานอยถึงโฮจิมินห์ยาวมาก ต้องใช้โลจิสติกส์มโหฬาร เราต้องไปจัดการอะไรประเภทนี้ เราเห็นภาพสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ"นายสืบพงศ์ กล่าว

ส่วนตลาดในประเทศ ขณะนี้เป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายเป็นหลัก โดยมีตัวแทนอยู่ราว 30 ราย ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่อาจจะเพิ่มตัวแทนขายสินค้าเฉพาะทาง (Specialized) เพื่อรองรับแผนงานที่บริษัทจะขยายสินค้าพ่วงบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่เป็น Food Service และ Hospitality Industry ซึ่งจะเน้นนำเสนอบริการที่ใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคนที่ขาดแคลน

"สินค้าเราเป็น dynamic ตัว Cleaning ทั้งตัวน้ำยา เครื่องจักร วิธีการทำงาน ทุกปีต้องมีอะไรใหม่ เราอยู่ใน scope ของ tourist อยู่ใน scope ของ food industry แต่ในนั้นเปลี่ยนตลอด เราต้องควานหาอะไรใหม่ ๆ อย่างเช่นเครื่องจักรทำความสะอาด จากแต่ก่อนใช้คน แต่ตอนนี้รุ่นใหม่กวาดถูตัวเดียวกัน แต่มันก็ยังไม่ทัน คนนึงได้ทำได้วันละ 100 ตร.ม. แต่ตอนนี้เครื่องได้ชั่วโมงละ 3-4 พัน ตร.ม. แทนคนได้ 10 คน แรงงานคนเดิมจะไปทำอะไรเราต้องช่วยเขาคิด ส่วนเครื่องก็ต้องใช้คนดูแลมืออาชีพ เราก็ต้องเข้าไปช่วย"นายสืบพงศ์ กล่าว

สินค้านวัตกรรมจะเข้ามาอีกมาก โดยเฉพาะที่เป็นระบบหุ่นยนต์ที่สามารถใช้ในโรงงาน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ซึ่งในยุค New Normal สิ่งที่จะคงอยู่คือความรู้สึกในด้านจิตสำนึกที่จะให้ความสำคัญกับสุขอนามัยเพิ่มเติม เช่น ล้างจานต้องสะอาดขึ้น ขณะนี้โรงเรียน สถานศึกษา นี้ติดตั้งเครื่องล้างจานเพิ่มขึ้นมาก และบริษัทยังเตรียมนำสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาขายพิ่มเติม ได้แก่ หุ่นยนต์ที่สามารถสแกนหน้าคนเพื่อวัดอุณหภูมิในรัศมี 10 เมตร และตรวจสอบว่าใครใส่หน้ากากหรือไม่ สุดท้ายจะฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อให้กับแต่ละคน

"เซอร์วิสที่เราจะก้าวต่อไปต้องใช้เงินจำนวนมากแต่กำไรดี ต้องลงทุนเครื่องจักร เพราะลูกค้าไม่มั่นใจว่าซื้อแล้วจะใช้เป็นหรือไม่ จะซ่อมเป็นหรือไม่ มีโมเดลใหม่จะเปลี่ยนรุ่นอย่างไร ซึ่งเป็นโอกาสงานบริการของเรา"นายสืบพงศ์ กล่าว

รองประธานกรรมการ PRAPAT กล่าวอีกว่า แผนงานดังกล่าวของบริษัทจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต หลังจากที่สถานการณ์โควิดส่งผลกระทบต่อลูกค้าหลักในกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว แต่เมื่อบริษัทหันมาเน้นลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่แทบไม่ได้รับผลกระทบ ทำให้ยอดขายตกลงไม่มากนัก จากที่ยอดขายตกลงมากไปในเดือน เม.ย. แต่พอเดือน พ.ค.-ก.ค.ฟื้นกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เดือน ส.ค. กลับมาที่ 80% ของช่วงก่อนโควิดแล้ว และคาดว่าเดือน ก.ย.จะเพิ่มมาที่ 90%

"ตอนนี้เรากระจายความเสี่ยงมาที่ Food Industry เกือบ 50% แล้ว ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด และยังมีตัวใหม่คือ Food Service เป็นอีกแขนงหนึ่ง ตลาดตรงนี้โตเร็วมาก ฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหารต่าง ๆ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ โตเกือบเท่า Food Industry แล้ว เป็น segment ไปได้เร็วมาก โดยเฉพาะเครื่องล้างจาน

ในภาพรวมกระทบแต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ปีนี้คงตกไปบ้าง แต่ปีหน้าเราหวังอย่างยิ่งกว่าจะแซงปี 62 ขึ้นอยู่กับว่าวัคซีนจะมาไตรมาสไหน ถ้ามาไตรมาส 1 โอ้โหแฮปปี้เลย แต่ถ้ามาไตรมาส 2 หายไปครึ่งปี ตัวนี้ยังตอบไม่ได้ แต่เราก็ drive ทุกตัวเต็มที่"นายสืบพงศ์ กล่าว

*โบรกฯ ให้ราคาเป้าหมาย PRAPAT ในปี 64 ที่ 1.84-2.10 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจำหน่ายและผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้น PRAPAT ได้ออกบทวิเคราะห์และให้ราคาเป้าหมายราคาหุ้นในปี 64 ดังนี้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
โบรกเกอร์ ราคาเป้าหมาย (ปี 64)
โนมูระ พัฒนสิน 1.90
ยูโอบี เคย์เฮียน 1.88
ทรีนีตี้ 2.10
ฟิลลิป 2.02
เคทีบี 2.00
โกลเบล็ก 1.84
ฟินันเซียไซรัส 1.85
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทวิเคราะห์ของ บล.โนมูระพัฒนสิน ประเมินมูลค่าพื้นฐานของ PRAPAT ปี 2564F ที่ 1.90 บาท/หุ้น ด้วย PE 18 เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ย PE ในอดีตของ 7 บริษัทที่อยู่ในธุรกิจเคมีภัณฑ์ในตลาด mai ได้แก่ COLOR, MGT, SALEE, SELIC, SWC, UBIS,UKEM โดย PRAPAT เป็นผู้นำด้านสารทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในอุตสาหกรรมการให้บริการและอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่มของไทย โดยตลาดในรูปแบบ B2B ซึ่งมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ การทำความสะอาดไลน์การผลิต ซักรีด ล้างจาน ทำความสะอาดพื้น ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ และเครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงาน

ทั้งนี้ PRAPAT มีความชำนาญในการดำเนินงานธุรกิจนานกว่า 32 ปี นอกจากนี้บริษัทยังมีฐานลูกค้าครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ มองว่าจะช่วยลดผลกระทบของโควิด-19 ต่อผลประกอบการของบริษัท และมีรายได้ในปี 61-62 เฉลี่ยราว 12% เป็นรายได้ประจำ(Recurring revenue)จากบริการให้เช่าเครื่องล้างจาน มองว่าจะเป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงจากการเหวี่ยงของรายได้

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า กำไรสุทธิของ PRAPAT ในปี 63 อยู่ที่ 17 ล้านบาท ชะลอตัว 62% Y-Y ถูกกดดันจากรายได้รวมที่คาด -18% Y-Y อยู่ที่ 811 ล้านบาท โดยรายได้ปรับลงเกือบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักรีดที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 อย่างไรก็ดี ประเมินว่ามีเพียงรายได้การขายผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ และครัวเรือนที่ขยายตัวได้ +6% Y-Y และ +10% Y-Y ตามลำดับ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดปรับขึ้นเป็น 45.3% จาก 44.7% ในปี 62 ตามสัดส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่มีมาร์จิ้นสูง เนื่องจากใช้วัตถุดิบที่บริษัทผลิตเอง

ทั้งนี้ กำไร 6 เดือนแรกของปี 63 คิดเป็น 64.5% ของประมาณการทั้งปี ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีหลังคาดอ่อนลง H-H และ Y-Y จากสถานการณ์โควิดที่ยังยืดเยื้อ แต่ในปี 64 คาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัว 103% Y-Y ที่ 35 ล้านบาท จากรายได้รวมที่ขยายตัว 14% Y-Y เป็น 927 ล้านบาท หนุนจากยอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อและครัวเรือนที่เร่งขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการฟื้นตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโรงแรม และร้านอาหาร นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นรวมคาดปรับขึ้นเป็น 46.1% จาก 45.3% ในปี 63 จากการเน้นขายผลิตภัณฑ์ที่บริษัทผลิตวัตถุดิบเอง รวมถึงไม่มีการยกเว้นค่าเช่าให้แก่ลูกค้าเหมือนในไตรมาส 2/63

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม และมีผลต่อประมาณการคือ การแพร่ระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีหลายกลุ่มเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม และร้านอาหาร

บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ คาดว่าผลการดำเนินงาน PRAPAT จะเติบโตต่อเนื่อง ประมาณการรายได้เติบโตในปี 63 ถึง 65 เฉลี่ย 14.1% ต่อปี จากปีนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นฐานต่ำ และคาดในปีหน้าสถานการณ์จะค่อยๆดีขึ้น ประกอบการการลงทุนในระบบ ERP ช่วยควบคุมต้นทุน คาดอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ราว 46% ต่อปี และประมาณการกำไรสุทธิปี 63-65 เติบโตสูง (CAGR) เฉลี่ย 91.6% ต่อปี

โดย ศศิธร ซิมาภรณ์


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 9:07 pm



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 9:09 pm

7 โบรกฯ ประสานเสียงเชียร์ PRAPAT ชูประสบการณ์แน่น-รายได้สม่ำเสมอ เป้าสูงสุด 2.10 บาท!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT อยู่ระหว่างการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดรองซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายหลังจากบริษัทฯยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก

โดยมีจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด 100,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 29.41 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ทั้งนี้ก่อนเสนอขาย IPO มีหุ้นอยู่ทั้งหมด 120 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 240 ล้านหุ้น ภายหลังเสนอขาย IPO จำนวน 170 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 340 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) 0.50 บาทต่อหุ้น โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมี บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) (CNS) เป็นแกนนำผู้จัดจำหน่าย และรับประกับการจำหน่าย

ทั้งนี้ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์และราคาเป้าหมายของ PRAPAT โดยพบว่า ทั้ง 7 บริษัทหลักทรัพย์ที่ทำการรวบรวมมามองว่าบริษัทมีประสบการณ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีรายได้เติบโตต่อเนื่องมาอย่างสม่ำเสมอ และราคาเป้าหมายสูงสุดที่นักวิเคราะห์ให้ไว้อยู่ที่ 2.10 บาท โดยบล.ทรีนีตี้

โดย บล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ (10 ก.ย.63) โดยมองว่า บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ก่อตั้งมาแล้ว 32 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีรายได้เติบโตต่อเนื่องมาอย่างสม่ำเสมอ โดยปี 2563 เป็นจุดต่ำสุดจากผลกระทบโควิด-19 และมองว่าจะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า

สำหรับ IPO ในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถลงทุนในระบบ ERP ช่วยประหยุดต้นทุน ทั้งนี้ประเมินราคาเป้าหมายปี 2564 เท่ากับ 2.10 บาท จากวิธี P/E ที่ 16 เท่า อ้างอิงค่าเฉลี่ย P/E ของ SET ย้อนหลัง 5 ปี

ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุในบทวิเคราะห์ (9 ก.ย.2563) โดยมองว่า PRAPAT เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 30 ปี และเป็นที่ยอดรับในตลาด ทั้งนี้คาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะหดตัวลง 54.1% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จากผลกระทบจากโควิด-19 ในปี 2563 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง 96.3% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ในปี 2564 จากฐานกำไรสุทธิที่ต่ำในปี 2563 ทั้งนี้ประเมินมูลค่าเหมาะสมของบริษัทที่ 1.88 บาท อ้างอิง P/E ปี 2564 ที่ 15.7 เท่า

ขณะเดียวกัน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (10 ก.ย.63) โดยมองว่า PRAPAT มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ในการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม

โดยบริษัทได้ลงทุนระบบ SCADA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและยังสามารถช่วยลดต้นทุนได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ขยายคลังสินค้าและสร้างโชว์รูม เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อลูกค้าโดยตรงและเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1/2564

ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 40 ล้านบาท ปรับตัวขึ้น 77% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน กลับมาฟื้นตัวจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว ทำให้ประเมินว่ารายได้กลุ่มซักรีดจะกลับมาฟื้นตัว 30% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ตามด้วยรายได้จากกลุ่มครัวเรือน 25% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ GPM ที่ปรับตัวดีขึ้น จากต้นทุนที่ลดลงจากการลงทุนในระบบ SCADA ทั้งนี้ประเมินหุ้น PRAPAT ด้วยราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 2 บาท อิง PER ปี 2564 ที่ 17 เท่า

ด้านบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับหุ้น PRAPAT โดยมองว่า บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อครบวงจรชั้นนำในภูมิภาค มีแต้มต่อคู่แข่งจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

ขณะที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 แม้จะส่งผลต่อกลุ่มโรงแรมซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าหลัก แต่กลยุทธ์การกระจายลูกค้าเป้าหมายช่วยบรรเทาผลกระทบด้วยการเติบโตของความต้องการของผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อในโรงงานอุตสาหกรรมและครัวเรือน จากการหันมาให้ความสำคัญต่อการรักษาความสะอาด

ทั้งนี้ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2563 ชะลอตัว 62% จากปีก่อน อยู่ที่ 17 ล้านบาท แต่จะฟื้นเด่น 103% ในปี 64 เทียบกับปีนี้ ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นในกลางปีหน้า และอัตรากาไรขั้นต้นที่ปรับขึ้นจากสินค้าที่บริษัทผลิตเองมีสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าของหุ้น PRAPAT อิง PER ที่ 18 เท่า ได้ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 1.85 บาท

ขณะที่ บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า บริษัท PRAPAT ประกอบธุรกิจมากว่า 30 ปี ในการผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่างน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยการเข้าระดมทุนในตลาดครั้งนี้เพื่อลงทุนในระบบบัญชี และระบบควบคุมการผลิต ก่อนสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม ตลอดจนเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2564 ที่ 1.84 บาทต่อหุ้น โดยประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี Prospective PER ที่ระดับ 16.5 เท่า เทียบกับบริษัท ECOLAB ซึ่งจดทะเบียนในตลาด NYSE และประกอบธุรกิจใกล้เคียงกัน ประเมินกำไรสุทูิต่อหุ้นในปี 2564 ราว 0.11 บาท/หุ้น คำนวนเป็นราคาเหมาะสมปี 2564 ราว 1.84 บาท/หุ้น

ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินมูลค่าพื้นฐานของ PRAPAT ปี 2564 ที่ 1.90 บาทต่อหุ้น อิง PE 18.0 เท่า เทียบเท่า PE เฉลี่ยในอดีตของ 7 บริษัทที่อยู่ในธุรกิจเคมีภัณฑ์ในตลาด MAI ได้แก่ COLOR, MGT, SALEE, SELIC, SWC, UBIS, UKEM โดย PRAPAT เป็นผู้ให้บริการด้านสารทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล และธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม โดยทำตลาดในรูปแบบ B2B

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าบริษัทมีจุดเด่นด้านช่องทางการขายและบริการครอบคลุมทั่วประเทศ มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ราคาที่แข่งขันได้ สามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการของลูกค้า และดำเนินงานธุรกิจนานกว่า 32 ปี และมีสัดส่วนรายได้กว่า 12% เป็นรายได้ประจำจากบริการให้เช่าเครื่องล้างจาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการเหวี่ยงของรายได้

พร้อมกันนี้คาดผลการดำเนินงานปี 2563 มีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท ส่วนปี 2564-65 คาดกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท และ 48 ล้านบาท ตามลำดับ เติบโตสูง +56% CAGR 2564-65 จากปัจจัยดังนี้

1) รายได้จากการขายและให้บริการรวมเติบโตต่อปี +12% จากธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยกลับมา สินค้าฆ่าเชื้อเติบโตตามธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม ประกอบกับสินค้าด้านครัวที่จะเติบโตจากเทรนด์รักษาความสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนมาใช้เครื่องล้างจานแทน เพื่อลดต้นทุนแรงงาน

2) Gross margin รวมคาดว่าจะดีขึ้นอยู่ที่ 46.0-46.3% ในปี 2564-65 จากการลงทุนในระบบ SCADA ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ Product mixed ที่เปลี่ยนไป โดยสัดส่วนของสินค้าน้ำยาฆ่าเชื้อที่มี GPM สูงสุดเพิ่มสูงขึ้น

3) คาดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงอยู่ที่ 39.0-39.5% ในปี 2564-65 จากความประหยัดต่อขนาดที่มากขึ้นจากรายได้ฟื้นตัว


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 9:11 pm

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36475
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PRAPAT

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 9:14 pm

บรรยากาศงานนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน ของบริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ ภายใต้ตราสินค้า “PEERAPAT” รวมถึงนำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการให้บริการ (Hospitality Industry) ทั้งนี้บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 100 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 29.41 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเสนอขายหุ้น

phpBB [video]



phpBB [video]


Post Reply