SCGP

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
arm10182
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 551
Joined: Tue Oct 02, 2018 1:25 pm

Re: SCGP

Posts by arm10182 » Tue Sep 08, 2020 5:31 pm

BLS.SCGP - ผู้นำแห่งธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน (IPO Report)
วันที่เผยแพร่ : 08/09/2020

บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
ข้อมูลสรุป

เราประเมินมูลค่าหุ้นอยู่ในช่วง 184,129 - 210,676 ล้านบาท: เราประเมินมูลค่าหุ้นสามัญบริษัท เอสซีจีแพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) ณ สิ้นปี 2564 ด้วย 3 วิธี ได้แก่ 1) วิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF), 2) วิธีเปรียบเทียบอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PER) และ 3) วิธีเปรียบเทียบอัตราส่วนมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EV/EBITDA) เราประเมินมูลค่าหุ้นสามัญอยู่ที่ 210,676 ล้านบาท สำหรับวิธีคิดลดกระแสเงินสด, อยู่ที่ 184,129 ล้านบาท สำหรับวิธีเปรียบเทียบ PER และอยู่ที่ 184,383 ล้านบาท สำหรับวิธีเปรียบเทียบ EV/EBITDA โดยมูลค่าเฉลี่ยจากการประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 3 วิธีอยู่ที่ 193,063 ล้านบาท คิดเป็น PER ปี 2564 อยู่ที่ 23.7 เท่า

ผู้นำแห่งอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน: บริษัท เอสซีจีแพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) ได้ดำเนินธุรกิจมามากกว่า 4 ทศวรรษ จนกลายมาเป็นผู้นำแห่งอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน ปัจจุบันบริษัท คือ ผู้ประกอบการชั้นนำในทุกๆ ตลาดที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ประเทศไทย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ในปี 2562 บริษัท คือ ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์จากกระดาษลูกฟูกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามรายงานของ Frost & Sullivan และในปี 2562 บริษัทยังเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากกระดาษแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน นอกจากนี้ SCGP ยังเป็นผู้นำในตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกคุณภาพสูงและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารอีกด้วย

ควบสองเทอร์โบ — การดำเนินธุรกิจในภูมิภาคที่เติบโตรวดเร็วและสอดรับกับทุกกระแสการเปลี่ยนแปลงใหม่: บริษัทดำเนินธุรกิจในภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วซึ่งการเติบโตของการใช้จ่ายของผู้บริโภคกำลังเร่งตัวขึ้น วิถีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้เปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรอย่าง SCGP เช่น การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจ e-commerce นอกจากนี้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้สร้างโอกาสใหม่ๆ อีกมากมาย

บริษัทที่มีการควบรวมกิจการแนวดิ่งรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: SCGP เป็น 1 ใน 10 บริษัทชั้นนำที่ประกอบธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทั้งในประเทศไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และเป็นผู้นำด้านการให้บริการโซลูชั่นสำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในอาเซียน นอกจากนี้บริษัท คือ ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ควบรวมกิจการแนวดิ่งได้มากที่สุด และในปี 2562 บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษสำหรับกล่องบรรจุภัณฑ์ ในแง่ของกำลังการผลิต, ปริมาณขาย และรายได้ตามรายงานของ Frost & Sullivan

“ผู้ควบรวมกิจการที่ได้รับการยอมรับ” ในอาเซียน—ปัจจัยเร่งการเติบโต: บริษัทเติบโตในช่วงสิบปีที่ผ่านมาทั้งจากการขยายธุรกิจจากภายใน และจากการควบรวมกิจการ SCGP ได้เข้าซื้อกิจการทั้งสิ้น 18 ดีลทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงเดือน มี.ค. 2563 โดยการซื้อกิจการจะมุ่งเน้นการขยายตลาดและการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว

ผู้ริเริ่มดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม, สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) และตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) — ความยั่งยืนในระยะยาว: SCGP ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่บริษัทยังดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม, สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ในภูมิภาค และการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างวงจรการใช้งานบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ค่านิยมหลัก (core value) ดังกล่าวนั้นจะกลายเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งขึ้น เนื่องจากสิ่งแวดล้อมและการเติบโตแบบยั่งยืนจะกลายเป็นประเด็นที่ทั่วทั้งภูมิภาคให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น

ทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม: บริษัทประกอบด้วยทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และมากด้วยประสบการณ์ ซึ่งมาพร้อมกับภารกิจที่จะรักษาการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) คือ บริษัทชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมของภูมิภาคที่ปัจจุบันถือหุ้นใน SCGP เป็นสัดส่วน 99% ดังนั้นการดำเนินธุรกิจมากมายในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ SCC จะสนับสนุนแผนการขยายธุรกิจของ SCGP

กำไรหลักเติบโตแข็งแกร่งในปี 2563-2566 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 7.7%: การประมาณการของเราบ่งชี้ว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำไรหลักอยู่ที่ 7.7% ในปี 2563-2566 เราคาดว่ากำไรหลักจะขยายตัวอย่างรวดเร็วที่ 43.0% YoY ในปี 2563 มาอยู่ที่ 7.4 พันล้านบาท หนุนโดยการเติบโตของรายได้, อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง และกำไรหลักคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 10.9% YoY มาอยู่ที่ 8.1 พันล้านบาท ในปี 2564 หนุนโดยกำลังการผลิตและอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัว สำหรับปี 2565-66 เราประเมินในเชิงอนุรักษ์นิยมว่ากำไรหลักจะเติบโต 4.7% มาอยู่ที่ 8.5 พันล้านบาท และ 7.6% มาอยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท ตามลำดับ

EBITDA ที่แข็งแกร่งและหนี้สินที่ลดลงจะเพิ่มความสามารถในการลงทุนในอนาคต: EBITDA ที่แข็งแกร่งและการปรับตัวลดลงของหนี้สินหลังการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบดุลของ SCGP ดังนั้นบริษัทน่าจะมีความสามารถในการกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนในอนาคตอีกมาก


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Thu Sep 10, 2020 9:57 am

ซื้อ SCC วันนี้ ไม่ได้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน SCGP โบรกคาดกระทบต่อราคาหุ้น 0.75-1 บ./หุ้น

ทันหุ้น-สู้โควิด : บล.เอเชีย พลัส หรือ ASPS ชี้การที่ SCC นำบริษัทลูกคือ SCGP ซึ่งเป็นให้บริการโซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้น SCC จองซื้อหุ้น IPO ได้ในอัตราส่วน 7.095 หุ้น SCC : 1 หุ้น SCGP กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XB ( วันที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ) วันที่ 10 ก.ย. 63 ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าจะกระทบต่อราคาหุ้น SCC ไม่มาก บนสมมุติฐานว่าหุ้น SCGP น่าจะกำหนดราคา IPO

โดยให้ส่วนลดจากมูลค่าเหมาะสมประมาณ 15% ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไป หากอ้างอิงจากราคาเหมาะสมของ SCGP ที่ฝ่ายวิจัยคำนวณภายใต้วิธี Discount Cash Flow ที่ 41 บาท (เทียบเท่า PER ปี 2564 ที่ 21.75 เท่า) ทำให้สิทธิประโยชน์ที่ผู้ซื้อหุ้น SCC วันนี้จะไม่ได้รับจากการไม่ได้สิทธิ์ซื้อหุ้น SCGP น่าจะกระทบต่อราคาหุ้น SCC ประมาณ 0.75-1 บาท/หุ้น

ขณะที่ฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำซื้อ SCC (FV@B 424 ) ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่มั่นคง และสามารถสร้างกำไรเติบโตในระยะยาวควบคู่กับการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ


durunvo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 410
Joined: Thu Sep 13, 2018 1:10 pm

Re: SCGP

Posts by durunvo » Thu Sep 10, 2020 8:18 pm

http://210.1.59.10/research/Daily202091018318752880.pdf

http://research2.bualuang.co.th/attach/ ... 6Bcg8YaQ--

บทวิเคราะห์จาก KTZ และ BLS ครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 935
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: SCGP

Posts by pookii » Thu Sep 17, 2020 12:04 pm

บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ใกล้จะเข้าตลาดหุ้นแล้ว!

มาร่วมฟังข้อมูลบริษัทฯได้ในงาน “SCGP IPO Road Show” วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 13.30-16.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5 (จำนวนจำกัด) หรือ รับชมออนไลน์ที่ Facebook Page: SCG

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่
https://www.eventpassinsight.co/scgp20g ... iTng6tSBWc


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sat Sep 19, 2020 12:16 pm

SCGP เตรียมประกาศช่วงราคา IPO วันที่ 23 ก.ย., คาดหุ้นเข้าเทรด ต.ค.นี้

ทันหุ้น-สู้โควิด : แหล่งข่าวจากบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ภายในวันที่ 23 ก.ย.นี้ บริษัทจะนำเสนอข้อมูล(โรดโชว์) ให้แก่นักลงทุนรายย่อย โดยมีผู้บริหารและธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ จุดเด่น แผนงานลงทุนและศักยภาพการเติบโตของบริษัท ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั่น 5 โดยจะเปิดเผยถึงช่วงราคาหุ้น IPO ที่จะเสนอขาย โดยราคาหุ้นจะใช้วิธีสำรวจความต้องการซื้อหุ้นจากนักลงทุนสถาบัน

รวมถึงกรอบระยะเวลาการขายและหุ้นเข้าซื้อขาย ซึ่งตามแผนแล้วคาดว่าจะขายหุ้น IPO ประมาณปลายเดือน ก.ย. และหุ้น SCGP จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์(SET) ในเดือน ต.ค.นี้

ทั้งนี้หุ้น SCGP เป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่หุ้นจะถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี SET50 ด้วยเกณฑ์ Fast-track ได้เช่นกัน ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทมีแผนที่จะนำไปขยายธุุรกิจโดยการซื้อกิจการตามที่ได้ระบุไว้ในแบบไฟลิ่ง รวมถึงชำระคืนหนี้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ตามแบบไฟลิ่งได้ SCGP ได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน ประกอบด้วยใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัทและ/หรือการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น นำไปชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับบริษัทใหญ่ และ/หรือสถาบันทางการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ยังไม่ได้มีการใช้เงินจากการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายกำลังการผลิตของบริษัท และ/หรือการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่นตามที่คาดหมายนั้น บริษัทอาจใช้เงินที่ได้จากการขายหุ้นในครั้งนี้ ในการเข้าทำธุรกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการบริหารเงินของบริษัท ประกอบด้วย ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับบริษัทใหญ่ , ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันทางการเงิน

SCGP เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์กระดาษรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในกระดาษบรรจุภัณฑ์ลูกฟูกในไทย โดยมีโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์, บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก ในประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ SCGP จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 1,296.68 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท แบ่งเป็นขายให้ประชาชนทั่วไป 955.59 ล้านหุ้น , ขายให้ผู้ถือหุ้น SCC 169.13 ล้านหุ้น, ขายให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมของ SCGP 2.82 ล้านหุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน 169.13 ล้านหุ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sat Sep 19, 2020 3:41 pm

ส่องหุ้น IPO ยักษ์ใหญ่ SCGP ผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจร

ทันหุ้น-สู้โควิด : บล.โนมูระ พัฒนสิน ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP โดยคาดว่าจะเสนอขายหุ้น IPO อยู่ในช่วงปลาย ก.ย.นี้ แต่ยังไม่ประกาศราคาจอง คาดว่าหุ้นจะเข้าจดทะเบียนใน SET ช่วง ต.ค. 2563 ฝ่ายวิจัยฯ ได้ประเมินมาร์เก็คแคปเหมาะสมผ่านประมาณการของ SCC ของฝ่ายวิจัยโนมูระ พัฒนสิน จะอยู่ที่ราว 1.7 แสนล้านบาท หรือราว 38.4 บาทต่อหุ้น ซึ่งยังไม่รวม upside จากการขยายกำลังการผลิต ประมาณราว 5.8 บาทต่อหุ้น

SCGP เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์กระดาษรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในกระดาษบรรจุภัณฑ์ลูกฟูกในไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 50% โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย.2563 มีโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์, บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก ในประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตรวม 4.0 และ 1.1 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ SCGP จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 1,296.68 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท แบ่งเป็นขายให้ประชาชนทั่วไป 955.59 ล้านหุ้น , ขายให้ผู้ถือหุ้น SCC 169.13 ล้านหุ้น, ขายให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมของ SCGP 2.82 ล้านหุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน 169.13 ล้านหุ้น

โครงสร้างรายได้ในครึ่งปีแรก แบ่งออกเป็นสายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรราว 84% (แบ่งย่อยเป็น บรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ, Fiber-based packaging 25%, กระดาษบรรจุภัณฑ์, Packaging paper 51%, บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและโพลิเมอร์, performance & polymer 8%) และสายเยื่อและกระดาษ /Fibrous chain ราว 16%

**มองมีความน่าสนใจ

ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าหุ้น SCGP มีความน่าสนใจ เพราะคาดธุรกิจและกำไรในปี 2564 ฟื้นตัวจากฐานต่ำในปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และประเมินว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว จากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแส e-commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการบรรจุภัณฑ์รวมที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจ, โอกาสขยายตัวที่มีอีกมากของความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในภูมิภาคอาเซียน

นอกจากนี้การเพิ่มประสิทธิภาพหลังควบรวมบริษัท Fajar และ Visy Packaging Thailand , คาดอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM ที่ดีขึ้นจากสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น และดอกเบี้ยจ่ายที่จะลดลงจากากรใช้คืนเงินกู้หลังจากได้รับเงินจาก IPO

ผลดำเนินงานในครึ่งปีแรก ยอดขาย 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะรายได้สูงขึ้น ตามปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น จากการควบรวมกำลังการผลิตของ Fajar และ Visy Packaging Thailand เข้ามาตั้งแต่ 1 ก.ค.2562 และ 1 ก.ย.2562 ตามลำดับ และอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนนี้ SCGP จะนำไปเป็นเงินทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัท และ/หรือการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น, คืนเงินกู้ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 10:02 pm

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 10:04 pm

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sun Sep 20, 2020 10:05 pm

phpBB [video]


User avatar
SawScofield
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 195
Joined: Mon Dec 20, 2010 11:26 am

Re: SCGP

Posts by SawScofield » Sun Sep 20, 2020 11:13 pm

https://www.eventpassinsight.co/scgp20g ... UJkduH2l8I

Link ลงทะเบียน Roadshow SCPG บ่ายพุธนี้ที่ Royal Paragon Hall ครับ

Respect, Persistence then Deserve

pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 1:01 pm



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 1:03 pm

SCC เผยช่วงราคา IPO หุ้น SCGP อยู่ที่ 33.50-35.00 บาท/หุ้น, ขายหุ้น ต.ค.

ทันหุ้น-สู้โควิด : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ SCGP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้ระบุในแบบรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน โดยได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นคือ 33.50-35.00 บาทต่อหุ้น

การจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ SCGP เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โดยสรุปดังนี้

(1) SCGP จะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,127,550,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อการออกและเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

(2) SCGP จะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 169,130,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent)ซึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 15% ของจำวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้ และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.8% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของSCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

ทั้งนี้ SCGP ระบุในแบบไฟลิ่งระยะเวลาจองซื้อหุ้น สำหรับประชาชนทั่วไป เฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGP ผู้ถือหุ้นของ SCC เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัท ในวันที่ 28 ก.ย.ถึง 2 ต.ค.2563

สำหรับผู้จองซื้อรายย่อย วันที่ 1-2 และ 5 ต.ค.2563 และสำหรับบุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. นี้ และสำหรับนักลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนหลัก โดยเฉพาะเจาะจง(Cornerstone Investors) และผู้ซื้อเบื้องต้นในต่างประเทศ วันที่ 9,12 และ 14 ต.ค.2563 โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ไทยพาณิชย์ และบล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 1:22 pm

SCGP ตั้งราคาขาย 33.50-35บาท/หุ้น ระดมทุน 4.3-4.5 หมื่นลบ.

21/09/2020 13:06scgp

”เอสซีจี แพคเกจจิ้ง” ตั้งราคาขายหุ้น IPO ที่ 33.50-35.00 บาท/หุ้น จากราคาพาร์ 1 บาท คาดระดมทุนประมาณ 43,438.78 -45,383.80 ล้านบาท หลังก.ล.ต.อนุมัติวันที่ 21 ก.ย. 2563

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) อนุมัติให้บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) บริษัทลูกของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย(SCC) เสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2563 โดยบริษัทกำหนดราคาขายหุ้นเบื้องต้นที่ 33.50-35.00 บาท/หุ้น จากมูลค่าหุ้นที่ตราไว้(พาร์)หุ้นละ 1 บาท มีธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

SCGP กำหนดเซ็นสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นวันที่ 23 ก.ย. นี้ เพื่อจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้นคิดเป็น 26.5 %ของทุนชำระแล้วหลัง IPO อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (กรีนชู) ไม่เกิน 169.13 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 15% ทั้งนี้ระดมทุนประมาณ 43,438.78 -45,383.80 ล้านบาท

การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ จัดสรรขายให้กับผู้ถือหุ้นของ SCC ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ไม่เกิน 169,132,500 หุ้น ผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมของ SCGP ไม่เกิน 2,823,000 หุ้น
และประชาชนทั่วไปประมาณ 955,594,500 หุ้น

บริษัทประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 สายธุรกิจหลัก คือ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 1:26 pm

เช็คตรงนี้รายชื่อนักลงทุนสถาบัน 18 รายที่ตกลงซื้อหุ้น SCGP

ทันหุ้น-สู้โควิด : บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ SCGP ระบุในแบบไฟลิ่งว่า บริษัทได้เข้าทำสัญญาลงทุนในหุ้น (Cornerstone Placing Agreement) กับผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในประเทศไทยและในต่างประเทศ จำนวน 18 ราย ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ได้ตกลงที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เป็นจำนวนรวม 676.53 ล้านหุ้น ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งรวมถึงจะต้องไม่มีการยกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายหุ้นในต่างประเทศ

ทั้งนี้ SCGP ได้กำหนดช่วงราคา IPO เบื้องต้นที่ 33.50-35.00 บาท โดยนักลงทุนสถาบัน ที่เป็น Cornerstone Investors ได้รับการจัดสรรหุ้นมากที่สุด ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ได้รับการจัดสรรเท่ากัน แห่งละ 135 ล้านหุ้น

ส่วนนักลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ที่เป็นต่างชาติ รายที่ได้รับจัดสรรมากสุดได้แก่ Avanda Investment Management Pte Ltd ได้รับจัดสรร 27 ล้านหุ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 10:32 pm



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 10:36 pm

SCGP เคาะกรอบราคาไอพีโอ 33.50-35 บาท/หุ้น

efinanceThai.com


"เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)" กำหนดกรอบราคาขายหุ้นไอพีโอที่หุ้นละ 33.50-35 บาท เตรียมขายไอพีโอ 1,127.55 ล้านหุ้น ด้านบริษัทอื่นเดินหน้าเข้าตลาดต่อเนื่อง นำโดย "มีนาทรานสปอร์ต"- "เวล เกรดฯ" - "เอ็นอาร์ อินสแตนท์ฯ" -"ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก" จ่อเข้า SET ตามด้วย "ศิรกร"- "เคแอนด์เคฯ"- "ชริ้งเฟล็กซ์"- "ดีเฮ้าส์พัฒนา" จ่อเข้า mai

*** "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง" เคาะราคาขายหุ้นไอพีโอ 33.50-35 บ./หุ้น

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) บริษัทย่อยของ SCC ซึ่งเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ล่าสุดได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นแล้วที่ 33.50-35 บาทต่อหุ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ SCGPเพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชน
ทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โดยสรุป ดังนี้

(1) SCGP จะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,127,550,000 หุ้น มูล
ค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อการออกและเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

(2) SCGP จะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 169,130,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) ซึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้ และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.8% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้




*** หลายบริษัทตบเท้าเข้า SET

นางสุวรรณา ขจรวุฒิเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มีนาทรานสปอร์ต (MENA) เปิดเผยว่า ได้ยื่นแบบไฟลิ่งแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ filing) แบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และยื่นคำขอให้รับหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)แล้ว เมื่อ 18 กันยายน 2563 โดยมี บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

MENA จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 184 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 25.1% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ บริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้

นายสัมฤทธิ์ชัย ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทคันทรี่ กรุ๊ป แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ของ บมจ.เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง(WGE)เปิดเผยว่า WGE จะกำหนดราคาขายหุ้นไอพีโอในเดือน ก.ย.นี้ และคาดจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ?ในเดือน ต.ค.นี้ โดย WGE มีแผนจะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 160 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 26.67% ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

บล.เอเซียพลัส ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า เมื่อ 16 ก.ย.63 ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ของ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR)เรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอขายหุ้นไอพีโอไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ

*** 4 บริษัทเตรียมเข้าตลาด mai

นายภากร ตั้งนุกูลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายงานขายและการตลาด บมจ.ศิรกร (SK) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้เสนอขายหุ้นสามัญออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)จำนวน 115 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทฯ โดยจะเปิดจองซื้อในปลายเดือน ก.ย.นี้ และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กลางเดือน ต.ค.นี้

นายกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น (KK) กล่าวภายหลังการโรดโชว์ต่อนักลงทุนที่หาดใหญ่และกรุงเทพฯ ว่า กระแสการตอบรับจากนักลงทุนดีมาก นักลงทุนให้ความสนใจสอบถามข้อมูลในด้านต่างๆ ของบริษัทฯ อย่างละเอียด ทำให้นักลงทุนมีความเข้าใจในธุรกิจของ KKและมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของบริษัทมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มั่นใจว่าในวันที่เปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จะได้รับการตอบรับที่ดี

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บล.อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ.ชริ้งเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ SFT เปิดเผยว่า SFT เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชน (IPO) จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น ซึ่งจะเห็นในช่วงไตรมาส 4/63 และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai)โดย ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ.ดีเฮ้าส์พัฒนา (DHOUSE)เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต.เริ่มนับหนึ่งแบบไฟลิ่ง เพื่อเสนอขายไอพีโอของ DHOUSE เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ บริษัทฯ เตรียมเดินหน้านำเสนอข้อมูลธุรกิจพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Sep 22, 2020 12:35 pm

ส่อง 2 บิ๊ก IPO หุ้น SCGP-OR ในมุมมอง "เอเชียพลัส-โนมูระ พัฒนสิน"

ทันหุ้น-สู้โควิด : บล.เอเชีย พลัส ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด หรือ SCC โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 41 บาทต่อหุ้น ชี้การระดมทุนจะช่วยทำให้สร้างการเติบโตของธุรกิจอีกเท่าตัว ด้านบล.โนมูระ พัฒนสิน ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เชื่อเป็นหุ้นที่น่าสนใจ

บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า SCGP เป็นผู้นำด้านโซลูชั่นบรรจุภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีอัตราการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมเข้าระดมทุน เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายธุรกิจ สร้างโอกาสการเติบโตของรายได้ขึ้นอีก 1 เท่าตัว ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยประเมินราคาเหมาะสมของปี 2564 อยู่ที่ 41 บาทต่อหุ้น

SCGP มีกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์สูงถึง 4 ล้านตัน/ปี และบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก 1.1 ล้านตัน/ปี สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลุกค้าได้ครอบคลุมครบวงจร รวมถึงมีแหล่งจัดหาวัตถุดิบได้เองโดยตรง ซึ่งช่วง 5 ปีที่ผ่านมา SCGP มีอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยปีละ 14.6%

ฝ่ายวิจัยเอเชีย พลัส มองว่ากำไรที่เติบโตต่อเนื่อง เกิดจากการขยายกำลังกาผลิต ซึ่งมีทั้งรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการและการลงทุนแบบ Brown Field การระดมทุน IPO ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ที่ยังมีศักยภาพการเติบโตได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายจะมีรายได้เติบโตขึ้นอีก 1 เท่าตัวจากปัจจุบัน ภายในปี 2568

เมื่อวานนี้ SCGP ระบุในแบบไฟลิ่งว่า ได้กำหนดช่วงราคา IPO ที่หุ้นละ 33.50-35.00 บาท โดยคาดว่าจะสรุปราคาสุดท้ายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ ซึ่งจะเสนอขายหุ้นภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยมีธนาคาร ไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ไทยพาณิชย์ และบล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

**OR น่าสนใจ

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า OR มีแผนจะขายหุ้น IPO ให้ประชาชนจำนวน 3,000 ล้านหุ้น (รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ปัจจุบันได้รับอนุมัติไฟลิ่งแล้ว คาดอยู่ระหว่างเรียกประชุมผู้ร่วมจัดจำหน่าย โดยยังไม่ประกาศราคา IPO ทั้งนี้หากพิจารณาจากระดับ พี/อี เรโช 6-8 เท่า หรือ EV/EBITDA ประมาณ 7-9 เท่า ของหุ้นผู้ที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันในอุตสาหกรรม ได้แก่ PTG-BCP-ESSO เทียบกับผลดำเนินงานย้อนหลังในช่วง 3 ปี ของ OR มูลค่าตลาดของบริษัท อาจอยู่ในช่วงตั้งแต่ 4.7 หมื่นล้านบาทไปถึงราว 2 แสนล้านบาทโดยมูลค่าตามประมาณของฝ่ายวิจัยโนมูระ พัฒนสิน อยู่ที่ราว 4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งอาจมี upside ได้ในอนาคตหลังได้รับข้อมูลโครงการในอนาคตของ OR เพิ่มเติม

ฝ่ายวิจัย มองธุรกิจ OR มีความน่าสนใจ จากโอกาสในการเติบโตต่อเนื่องทั้งในประเทศและภูมิภาค ทั้งธุรกิจ oil ที่ขยายตัวตามการเพิ่มสถานีบริการน้ำมัน ราว 9% ต่อปี หรือราว 208 สาขาต่อปี โดยเฉพาะในภูมิภาคที่อัตราการใช้น้ำมันต่อหัวยังเพิ่มได้อีก และฐานลูกค้าพาณิชย์ที่เติบโต

ส่วนธุรกิจ non-oil ที่เติบโตตามการขยายร้านค้า โดยเฉพาะคาเฟ่อเมซอน และพื้นที่เช่า โดยในระยะสั้นมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของปริมาณขายน้ำมันจากฐานต่ำในปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Sep 22, 2020 12:58 pm

โบรกฯ คาด SCGP ติด Fast track เข้า SET50-SET100 เบียด 2 หุ้นตกกระดาน



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 ก.ย. 63 10:59 น.
  โบรกฯ คาด SCGP จะติด Fast track เข้า SET50/SET100 ทันทีหลังเข้าเทรด หลังมาร์เก็ตแคปบริษัทเกิน 1% ของมาร์เก็ตแคปตลาด พร้อมประเมิน TCAP - ERW ถูกเบียดกระเด็นตกกระดาน

   บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า วานนี้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ได้กำหนดช่วงราคา IPO ของ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ไว้เบื้องต้นที่ 33.50-35.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งหากอ้างอิงที่ช่วงราคาดังกล่าว หมายความว่า SCGP จะเข้าตลาดมาด้วยขนาด Market cap ราว 1.48 – 1.55 แสนล้านบาท

   ทั้งนี้หมายความว่า SCGP จะเข้าเกณฑ์ Fast track ของตลท.ทันที ที่ว่าหุ้นที่จดทะเบียนใหม่เป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1% ของ SET Market Cap ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 13.8 ล้านล้านบาท หรือเป็นหุ้นที่คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดติดอยู่ในช่วง 20 ลำดับแรกของดัชนี SET50/SET100 ซึ่งทาง SCGP นั้นมีแนวโน้มผ่านทั้ง 2 เกณฑ์ดังกล่าว

   ทั้งนี้ หาก SCGP ได้ถูกคัดเลือกเช้ามาในดัชนี SET50 และ SET100 ระหว่างรอบจริง จะทำให้มีหุ้นที่หลุดออกจากทั้ง 2 ดัชนีดังกล่าวไป ซึ่งหากพิจารณาจากขนาด Market cap ล่าสุดนั้น

   เราประเมินว่าจะเป็นทาง บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ที่หลุดออกจากดัชนี SET50 และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ที่หลุดออกจากดัชนี SET100 ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น 2 ตัวนี้ไปก่อน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Sep 22, 2020 11:14 pm

SCGP จ่อเคาะ IPO ช่วงราคา 33.50-35 บ. 8 ต.ค.นี้ หวังระดมทุนต่อยอดธุรกิจ

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เตรียมสรุปราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) สุดท้าย (Final Price) ในวันที่ 8 ต.ค.63 จากช่วงราคาที่นำมาใช้ทำการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Bookbuilding) อยู่ที่ระหว่างราคา 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น ขณะที่เปิดให้ผู้จองซื้อหุ้น IPO ต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคา 35 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาที่เสนอขาย โดยให้รายย่อยสามารถจองซื้อได้ในวันที่ 1,2 และ 5 ต.ค.63

โดยแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ของ SCGP ระบุว่า บริษัทจะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 1,296.68 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท ซึ่งรวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกินด้วย คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 37,772.93 ล้านบาท ถึง 39,464.25 ล้านบาท (ไม่รวมจำนวนหุ้นส่วนเกิน)

สำหรับการเสนอขาย IPO แบ่งเป็น 1. การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น ซึ่งจะจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นของ SCGP ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น 2.82 ล้านหุ้น , ผู้ถือหุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร 169.13 ล้านหุ้น , บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 75.3 ล้านหุ้น ,ผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในประเทศไทย 600 ล้านหุ้น ,ผู้มีอุปการคุณของบริษัท 143.76 ล้านหุ้น ,รายย่อย 60 ล้านหุ้น และผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ต่างประเทศ 76.53 ล้านหุ้น 2. หุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 169.13 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent)

ทั้งนี้ การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ผู้ถือหุ้นของบริษัท, ผู้ถือหุ้นของ SCC เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น (Pre-emptive Rights) ผู้มีอุปการคุณของบริษัท ผู้จองซื้อรายย่อย บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ จะต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคา 35.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายที่ 33.50- 35.00 บาทต่อหุ้น และจะได้รับคืนเงินส่วนต่างค่าจองซื้อหุ้นในกรณีที่ราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดของช่วงราคาดังกล่าว

โดยผู้ถือหุ้นของบริษัท ผู้ถือหุ้นของ SCC และผู้มีอุปการคุณของบริษัท จองซื้อในวันที่ 28 ก.ย.-2 ต.ค.63 , รายย่อย จองซื้อวันที่ 1 ,2 และ 5 ต.ค.63 ขณะที่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ จองซื้อวันที่ 5-7 ต.ค.63

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ (รวมถึงผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในประเทศไทย) และผู้ลงทุนในต่างประเทศ (รวมถึงผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในต่างประเทศ) ผ่านผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (Initial Purchasers) จะต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคาเสนอขายสุดท้าย โดยบริษัท ร่วมกับผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายคาดว่าจะสามารถประกาศราคาดังกล่าวได้ประมาณวันที่ 8 ต.ค.63 โดยนักลงทุนกลุ่มนี้จองซื้อในวันที่ 9 , 12 และ 14 ต.ค.63

สำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ของ SCGP ครั้งนี้ มีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ไทยพาณิชย์ บล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะที่มูลค่าตามราคาบัญชี (Book Value) อยู่ที่ 20.9 บาทต่อหุ้น กรณีคำนวณจากส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงินรวมของบริษัทที่สอบทานแล้ว สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.63 ซึ่งเท่ากับ 65,414 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เรียกชำระแล้วก่อนการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้จำนวน 3,126 ล้านหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทประมาณการว่าจะได้รับเงินจากการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ (ภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์) จำนวนประมาณ 37,004 – 38,678 ล้านบาท (โดยมีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน แต่ไม่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) หรือ 42,613 – 44,539 ล้านบาท (โดยมีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน และรวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนจากบริษัท กรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

อย่างไรก็ดี บริษัทอาจพิจารณานำเงินส่วนหนึ่งที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (หลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์) รวมถึงเงินที่ได้รับหากผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนส่วนเกินจากบริษัท ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน นำไปใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัท (organic) การเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น (inorganic) และ/หรือการลงทุนเพื่อบำรุงรักษา ประมาณ 27,000 ล้านบาท ภายในปี 66 , ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันทางการเงิน 10,004-13,000 ล้านบาท ภายในปี 64 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ 0-4,539 ล้านบาท ภายในปี 66


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Sep 22, 2020 11:32 pm

SCGP เคาะราคา IPO 8 ต.ค.จากช่วง 33.50-35 บ./หุ้น เปิดขายรายย่อย 1-5 ต.ค.
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Tuesday, September 22, 2020 17:49

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 63)

บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) เตรียมสรุปราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) สุดท้าย (Final Price) ในวันที่ 8 ต.ค.63 จากช่วงราคาที่นำมาใช้ทำการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Bookbuilding) อยู่ที่ระหว่างราคา 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น ขณะที่เปิดให้ผู้จองซื้อหุ้น IPO ต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคา 35 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาที่เสนอขาย โดยให้รายย่อยสามารถจองซื้อได้ในวันที่ 1,2 และ 5 ต.ค.63

แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ของ SCGP ระบุว่า บริษัทจะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 1,296.68 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท ซึ่งรวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกินด้วย คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 37,772.93 ล้านบาท ถึง 39,464.25 ล้านบาท (ไม่รวมจำนวนหุ้นส่วนเกิน)

สำหรับการเสนอขาย IPO แบ่งเป็น 1. การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น ซึ่งจะจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นของ SCGP ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น 2.82 ล้านหุ้น , ผู้ถือหุ้นของบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร 169.13 ล้านหุ้น , บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 75.3 ล้านหุ้น ,ผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในประเทศไทย 600 ล้านหุ้น ,ผู้มีอุปการคุณของบริษัท 143.76 ล้านหุ้น ,รายย่อย 60 ล้านหุ้น และผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ต่างประเทศ 76.53 ล้านหุ้น 2. หุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 169.13 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent)

การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ผู้ถือหุ้นของบริษัท ผู้ถือหุ้นของ SCC เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น (Pre-emptive Rights) ผู้มีอุปการคุณของบริษัท ผู้จองซื้อรายย่อย บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ จะต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคา 35.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายที่ 33.50- 35.00 บาทต่อหุ้น และจะได้รับคืนเงินส่วนต่างค่าจองซื้อหุ้นในกรณีที่ราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดของช่วงราคาดังกล่าว

โดยผู้ถือหุ้นของบริษัท ผู้ถือหุ้นของ SCC และผู้มีอุปการคุณของบริษัท จองซื้อในวันที่ 28 ก.ย.-2 ต.ค.63 , รายย่อย จองซื้อวันที่ 1 ,2 และ 5 ต.ค.63 ขณะที่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ จองซื้อวันที่ 5-7 ต.ค.63

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ (รวมถึงผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในประเทศไทย) และผู้ลงทุนในต่างประเทศ (รวมถึงผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในต่างประเทศ) ผ่านผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (Initial Purchasers) จะต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคาเสนอขายสุดท้าย โดยบริษัท ร่วมกับผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายคาดว่าจะสามารถประกาศราคาดังกล่าวได้ประมาณวันที่ 8 ต.ค.63 โดยนักลงทุนกลุ่มนี้จองซื้อในวันที่ 9 , 12 และ 14 ต.ค.63

การเสนอขายหุ้น IPO ของ SCGP ครั้งนี้ มีธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ไทยพาณิชย์ บล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

มูลค่าตามราคาบัญชี (Book Value) อยู่ที่ 20.9 บาทต่อหุ้น กรณีคำนวณจากส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงินรวมของบริษัทที่สอบทานแล้ว สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.63 ซึ่งเท่ากับ 65,414 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นที่เรียกชำระแล้วก่อนการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้จำนวน 3,126 ล้านหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทประมาณการว่าจะได้รับเงินจากการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ (ภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์) จำนวนประมาณ 37,004 – 38,678 ล้านบาท (โดยมีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน แต่ไม่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) หรือ 42,613 – 44,539 ล้านบาท (โดยมีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน และรวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนจากบริษัท กรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

บริษัทอาจพิจารณานำเงินส่วนหนึ่งที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (หลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์) รวมถึงเงินที่ได้รับหากผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนส่วนเกินจากบริษัท ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน นำไปใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัท (organic) การเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น (inorganic) และ/หรือการลงทุนเพื่อบำรุงรักษา ประมาณ 27,000 ล้านบาท ภายในปี 66 , ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันทางการเงิน 10,004-13,000 ล้านบาท ภายในปี 64 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ 0-4,539 ล้านบาท ภายในปี 66

โดย วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์/ศศิธร ซิมาภรณ์


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Sep 22, 2020 11:40 pm

SCGPเข้าSET50ทันที เบียดTCAP-AAV-ERW
Source - ทันหุ้น
Tuesday, September 22, 2020 09:05

ทันหุ้น-สู้โควิด -SCGP เคาะช่วงราคา IPO อยู่ที่ 33.50-35.00 บาทต่อหุ้น ก่อนประกาศราคาสุดท้าย 8 ตุลาคมนี้ มาร์เก็ตแค๊ปทะลุ 1.5 แสนล้านบาท จ่อเข้า SET50 ฟาสต์แทร็ก กองทุนกสิกร-บัวหลวง กวาดเยอะรายละ 135 ล้านหุ้น ด้านโบรกคาดเบียดหุ้น TCAP หลุด SET50 ส่วนใน SET100 หุ้น ERWหรือ AAV มีโอกาสหลุดเช่นกัน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ SCGP ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO เบื้องต้นที่ราคา 33.50-35.00 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ผู้จองซื้อหุ้นจะต้องชำระเงินค่าหุ้นที่ราคา 35 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาที่เสนอขายก่อน และจะได้รับคืนเงินส่วนต่างค่าจองซื้อหุ้นในกรณีที่ราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดดังกล่าว โดยคาดว่าจะประกาศราคาสุดท้ายได้ประมาณวันที่ 8 ตุลาคม 2563 หลังผ่านการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์จากนักลงทุนสถาบัน

จากช่วงราคา IPO ดังกล่าว จะคิดเป็นมูลค่าเสนอขาย 37,772.92-39,464.25 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้ขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัท การเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น คิดเป็นเงินประมาณ 27,000 ล้านบาท ภายในปี 2566, ใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันทางการเงิน ประมาณ 10,004-13,000 ล้านบาท และที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

SCGP จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น และหุ้นอีกไม่เกิน 169.13 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (OverAllotment Agent) โดยมีธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด และบริษัท หลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ส่วนระยะเวลาจองซื้อหุ้น IPO ในส่วนของประชาชนทั่วไปเฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGP ผู้ถือหุ้นของ SCC เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น ในวันที่ 28 กันยายนถึง 2 ตุลาคม 2563, สำหรับผู้จองซื้อรายย่อย วันที่ 1, 2 และ 5 ตุลาคม 2563, สำหรับบุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม 2563 และนักลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) และผู้ซื้อเบื้องต้นในต่างประเทศ วันที่ 9, 12 และ 14 ตุลาคม 2563

จัดสรรสถาบัน 18 ราย

SCGP ได้เข้าทำสัญญาลงทุนในหุ้นกับผู้ลงทุน สถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในประเทศไทยและในต่างประเทศรวม 18 ราย โดยได้ตกลงที่จะซื้อหุ้น SCGP จำนวนรวม 676.53 ล้านหุ้น โดยตกลงจะซื้อในราคาเสนอขายสุดท้าย ซึ่งแบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันไทย 14 ราย และนักลงทุน สถาบันต่างประเทศ 4 ราย สำหรับนักลงทุนสถาบันในประเทศที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุด ได้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ที่ได้รับการจัดสรรเท่ากัน รายละ 135 ล้านหุ้น รองลงมาได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด จำนวน 81 ล้านหุ้น เป็นต้น

ส่วนนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรมากสุด ได้แก่ Avanda Investment Management Pte Ltd ได้รับจัดสรร 27 ล้านหุ้น

ผู้สื่อข่าวทันหุ้นรายงานว่า ราคาไอพีโอที่ระดับ 33.50-35.00 บาท เมื่อคูณกับจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 4,500 ล้านหุ้น จะทำให้ SCGP มีมาร์เก็ตแคป 1.50-1.57 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่า 1% ของมาร์เก็ตแคป ตลาดรวมและมีโอกาสที่จะเข้าคำนวณ SET50 แบบฟาสต์แทร็กได้ทันที

ด้านนางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ระบุว่า ตามเกณฑ์หากราคาปิดวันแรกไม่ทำให้มาร์เก็ตแคปของ SCGP ลดต่ำกว่า 1% ก็มาร์เก็ตแคปสูงกว่า 20 อันดับแรกของตลาดหุ้นไทย ก็เป็นไปตามเกณฑ์ที่ได้เข้าคำนวณใน SET50 ได้ทันที

จับตาเบียด TCAP หลุด SET50

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า หุ้น IPO ของ SCGP เป็นหุ้น ขนาดใหญ่ คาดว่าจะถูกนำเข้าคำนวณใน SET50 และ SET100 เมื่อเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นหุ้นที่มีโอกาสหลุดจากการคำนวณใน SET 50 ได้แก่หุ้นบริษัททุน ธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 50 มีมาร์เก็ตแคป 3.6 หมื่นล้านบาท

ส่วนหุ้นใน SET100 ที่มีโอกาสจะหลุดจากการคำนวณได้แก่ หุ้นบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มีมาร์เก็ตแคปประมาณ 8.1 พันล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 100 และหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ที่มีมาร์เก็ตแคปประมาณ 9 พันล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 99 หากราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ERW ก็มีโอกาสจะหลุดได้

ดังนั้น นักลงทุนจึงควรที่จะหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีโอกาสหลุดจากการคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 เพราะมองว่าหากหุ้นหลุดจากการคำนวณ จะส่งผลต่อการลงทุนของกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตาม SET50 และ SET100 ที่อาจจะนำหุ้นนั้นออกจากการพอร์ตการลงทุนได้

บรรยายใต้ภาพ
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

ที่มา: นสพ.ทันหุ้น ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2563


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Sep 23, 2020 1:31 pm

ชวนนักลงทุนมาร่วมก้าวไปได้ไกล เติบโตไปด้วยกันกับ SCGP

โดยร่วมรับฟังการนำเสนอข้อมูลสำหรับนักลงทุนรายย่อย ในงาน “SCGP IPO Roadshow” เพื่อสัมผัสกับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และร่วมรับฟังแผนงานลงทุนและศักยภาพการเติบโตของ SCGP
#SCGP #SCGPackagin


phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Sep 23, 2020 2:36 pm

SCGP เตรียมระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ หลังธุรกิจแพคเกจจิ้งโตต่อเนื่อง แม้เผชิญวิกฤติโควิด-19 พร้อมกำหนดราคาเสนอขาย IPO เบื้องต้น 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น เปิดให้จองซื้อวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคม และคาดเข้าทำการซื้อขายภายในตุลาคมนี้




นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า SCGP เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) อีกไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายครั้งนี้ (กรณีที่มีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) พร้อมกำหนดราคาเสนอขายเบื้องต้น 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดให้จองซื้อวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคมนี้ (ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้จองซื้อ) และคาดว่าจะนำหุ้น SCGP เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ ผู้บริหาร SCGP ย้ำว่าแม้มีการระบาดของโรค COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกันส่งผลดีต่อธุรกิจบรรจุภัณฑ์ตามการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ฟู้ดเดลิเวอรี่ อาหารส่งออก สินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและสุขอนามัย ส่งผลให้การดำเนินงานครึ่งปีแรก 2563 มีรายได้จากการขายรวม 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา



พร้อมมองว่าอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน และมี 4 เมกะเทรนด์ที่จะส่งผลดีต่อปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ ได้แก่ อัตราการบริโภคบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์ที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรและไลฟ์สไตล์ การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจุบัน SCGP มีส่วนแบ่งในตลาดอาเซียน 36% ดังนั้น การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้จะนำเงินเพื่อขยายธุรกิจ ทั้งในรูปแบบการขยายกำลังการผลิต การร่วมทุน การเข้าซื้อกิจการ การชำระคืนเงินกู้ยืม และสำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ


User avatar
SawScofield
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 195
Joined: Mon Dec 20, 2010 11:26 am

Re: SCGP

Posts by SawScofield » Thu Sep 24, 2020 8:27 am

น่าจะเห็นข้อมูลกันพอสมควรแล้ว มีโอกาสเข้าไปฟัง IPO Roadshow ที่พารากอนมาครับ จัดงานยิ่งใหญ่มาก มีของที่ระลึกด้วย เลยเอาภาพบางส่วนมาฝากกันครับ

Respect, Persistence then Deserve

pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 9:41 am

ข่าวนี้ที่ 1 : 18 กองทุน คว้าไอพีโอ SCGP-หวั่นปรับพอร์ตทุบหุ้น SET50 ดิ่ง


สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 ก.ย. 63 7:23: น.


  

  เปิดโผ 18 กองทุนสถาบันได้รับจัดสรรหุ้นไอพีโอ SCGP มากสุด พบ บลจ.กสิกรฯ-บัวหลวง ได้โควต้า 135 ล้านหุ้น ต้องเตรียมเงินจองซื้อรายละ 4.7 พันลบ. พร้อมเปิดสถิติย้อนหลังหุ้นไอพีโอขนาดใหญ่เข้าตลาด จะกดดันหุ้นใน SET50 ปรับฐานแรง เหตุสถาบันต้องปรับพอร์ตระดมเงินซื้อไอพีโอแทน โดยกรณี SCGP คาดกองทุนต้องใช้เงินรวมกว่า 2.3 หมื่นลบ.



*** เปิด 18 สถาบัน แห่ซื้อหุ้นไอพีโอ SCGP

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯเดือนต.ค.นี้ ได้รับความสนใจจองซื้อหุ้นจากนักลงทุนสถาบันแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) จำนวน 18 ราย ทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 676.53 ล้านหุ้น หรือราว 2.37 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่อาจมีแรงขายหุ้นอื่นๆ จากสถาบันฯออกมาก่อน SCGP เข้าตลาดราว 2.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนสถาบันฯทั้งในและต่างประเทศ มีระยะเวลาการจองซื้อหุ้น SCGP ถึงวันที่ 5-7 ต.ค. 2563 ทำให้ต้องขายหุ้นบางส่วนออกมา เพื่อที่จะนำเงินไปจ่ายจองซื้อหุ้นดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดผันผวนในช่วงนี้ ส่วนนักลงทุนทั่วไปจองซื้อในช่วง 1 ,2 และ 5 ต.ค. 63

โดยสัดส่วนการจัดสรรหุ้น SCGP ให้ทั้ง 18 สถาบัน มีดังนี้ (มูลค่าคิดจากราคาสูงสุดที่ 35 บาท )


บลจ.ที่เป็น จำนวนหุ้น มูลค่า
Cornerstone Investors ล้านหุ้น ล้านบาท
บลจ.กสิกรไทย 135 4,725
บลจ.บัวหลวง 135 4,725
บลจ.ไทยพาณิย์ 81 2,835
บลจ.เอ็มเอฟซี 63 2,205
บลจ.ทิสโก้ 42 1,470
บลจ.กรุงไทย 37 1,295
บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) 26 910
บลจ.ธนชาต 25 875
บลจ.ไทยประกันชีวิต 13 455
บลจ.อเบอร์ดีนฯ 11 385
บลจ.เมืองไทยประกันชีวิต 8 280
บลจ.พรินซิเพิล 8 280
บลจ.ภัทร 8 280
บลจ.วรรณ 8 280
Avanda Investment Management LTD 27 945
NT Asian Diacovery Master Fund 23 805
Ghisallo Master Fund 13.26 464
Tudor Systematic Tactical Trading 13.26 464
รวม 676.52 23,678


*ที่มา : บล.เอเซียพลัส



*** เปิดสถิติย้อนหลัง ไอพีโอใหญ่เข้าตลาด ฉุดหุ้น SET50 ปรับฐานแรง

นอกจากนี้ บล.เอเซียพลัส เปิดเผยสถิติ ว่าในอดีต 1 เดือนก่อนหุ้นขนาดใหญ่เข้าซื้อขายในตลาด มักจะทำให้หุ้นใน SET50 ปรับฐาน 3 – 6% และหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันปรับฐานแรง 6-10%

เริ่มจากก่อนที่หุ้น AWC เข้า ซื้อขาย 1 เดือน ดัชนี SET50 ปรับฐานแรง -3.6% หุ้นในกลุ่มอสังหาฯลดลง -6.15%

และช่วงต้นปีนี้ก่อน CRC เข้าซื้อขาย 1 เดือน SET50 ปรับฐานแรง -5.86% และหุ้นในกลุ่มค้าปลีกลดลง -10.59%

ขณะที่ปัจจุบัน SCGP อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม (Industial) อาทิ ปิโตรฯ, ยานยนต์, วัสดุ-เครื่องจักร, กระดาษ, บรรจุภัณฑ์ และเหล็ก และเป็นที่สังเกตว่า หุ้นปิโตรฯ ซึ่งมีขนาดใหญ่สุดในกลุ่มฯ ปรับฐานแรงในช่วง 2- 3 วันที่ผ่านมา เช่นเดียวกับสถิติในอดีต



*** โบรกฯ คาด SCGP ติด Fast track เข้า SET50/SET100 ทันที

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ได้กำหนดช่วงราคาขายหุ้น IPO ไว้เบื้องต้นที่ 33.50-35.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งหากอ้างอิงที่ช่วงราคาดังกล่าว หมายความว่า SCGP จะเข้าตลาดมาด้วยขนาด Market cap ราว 1.48 – 1.55 แสนล้านบาท

ทั้งนี้หมายความว่า SCGP จะเข้าเกณฑ์ Fast track ของตลท.ทันที ที่ว่าหุ้นที่จดทะเบียนใหม่เป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1% ของ SET Market Cap ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 13.8 ล้านล้านบาท หรือเป็นหุ้นที่คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดติดอยู่ในช่วง 20 ลำดับแรกของดัชนี SET50/SET100 ซึ่งทาง SCGP นั้นมีแนวโน้มผ่านทั้ง 2 เกณฑ์ดังกล่าว

หาก SCGP ได้ถูกคัดเลือกเช้ามาในดัชนี SET50 และ SET100 ระหว่างรอบจริง จะทำให้มีหุ้นที่หลุดออกจากทั้ง 2 ดัชนีดังกล่าวไป ซึ่งหากพิจารณาจากขนาด Market cap ล่าสุดนั้น

ประเมินว่าจะเป็นทาง บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ที่หลุดออกจากดัชนี SET50 และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ที่หลุดออกจากดัชนี SET100 ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น 2 ตัวนี้ไปก่อน



*** โบรกฯ ชี้หุ้นไทยร่วงแรง วิตกศก.โลกชะลอ-การเมืองกดดัน

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยกับว่า ดัชนีหุ้นไทยช่วงเช้าปรับตัวลดลงแรง โดยปิดตลาดที่ 1,244.59 จุด ลดลง 19.42 จุด คิดเป็น 1.54% เป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย ความไม่แน่นอนของการเมืองภายในประเทศ ความเสี่ยงการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบ 2 และค่าเงินดอลลาร์เเข็งค่า โดยให้แนวรับ และแนวต้านของสัปดาห์นี้อยู่ที่ 1,240 - 1,275 จุด

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนถือเงินสดมากขึ้น ประมาณ 25-30% ของพอร์ตการลงทุน ส่วนหุ้นที่แนะนำ ชอบหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการผลิตวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 และมีศักยภาพในการฟื้นตัวโดดเด่นประกอบด้วย MINT, CRC และ BDMS



*** แนะลดพอร์ตหุ้นเหลือ 25% รอเก็บแนวรับ 1,217 จุด

บล.โนมูระพัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงแรง เป็นผลจากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากการแพร่ระบาดโควิด-19 และความกังวลของเศรษฐกิจไทย ที่นักวิเคราะห์กำลังปรับคาดการณ์ใหม่ โดยหลังจากดัชนีร่วงต่ำกว่า 1,250 จุด จึงให้กรอบแนวรับและแนวต้านรอบใหม่ที่ 1,217-1,240 จุด

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นเหลือ 25% ของพอร์ต แต่นักลงทุนที่ยังรับความเสี่ยงได้ และมองว่าช่วงหุ้นลงเป็นโอกาส แนะนำลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ชอบ TU, CPF และ XO


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 9:44 am

`เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP) คาด 8 ต.ค.เคาะราคาขาย IPO เทรดภายในต.ค.นี้



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 ก.ย. 63 13:45 น.
  "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP) คาด 8 ต.ค.เคาะราคาขาย IPO เทรดทันต.ค.นี้ ชี้ช่วงราคาขาย 33.50-35 บาท มี P/E 22-23 เท่า ทุ่มงบ 8.2 พันลบ. ขยายกำลังผลิต

  นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)​ หรือ SCB ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายร่วม เปิดเผยในงาน กลยุทธ์และวิสัยทัศน์การเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน พร้อมแต่งตั้งผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า SCGP ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพื่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ​ที่ 33.50-35 บาทต่อหุ้น จากนั้นจะสำรวจความต้องการ จองซื้อหุ้นไอพีโอของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) ​เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย ในวันที่ 8 ต.ค.63

  กำหนดระยะเวลาจองซื้อแต่ละประเภทดังนี้ ผู้ถือหุ้นของ SCGP ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร, ผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)​ หรือ SCC ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น, ผู้มีอุปการคุณของ SCGP สามารถจองซื้อในวันที่ 28 ก.ย.ถึง 2 ต.ค.63 ขณะที่ผู้จองซื้อรายย่อย สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 1,2 และ 5 ต.ค.63

  ส่วนบุุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อวันที่ 5-7 ต.ค.63
ทั้งนี้จะต้องจองซื้อที่ราคา 35 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่เสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น อย่างไรก็ตามหากราคาเสนอขายต่ำกว่าราคาจองซื้อ จะมีการคืนเงินค่าส่วนต่างแก่ผู้จองซื้อทุกรายหลังสิ้นสุดการเสนอขาย

  สำหรับราคาที่เสนอขาย 33.50-35 บาทต่อหุ้น คิดเป็น P/E ที่ระดับ 22-23 เท่า เมื่อเทียบกับธุรกิจ integrated packaging และหุ้นอุปโภคบริโภค เช่น CPALL, OSP ที่มี P/E 30 เท่า และคาดจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือนต.ค. 63

  ปัจจุบัน SCGP มีทุนจดทะเบียน 4,500 ล้านบาท โดยเป็นทุนที่ออกและชำระแล้ว 3,126 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 3,126 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 26.5 %ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท

  ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ (ไม่รวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน อาจใช้สิทธิซื้อหุ้น IPO จากบริษัทในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) นอกจากนี้อาจจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกิน 29.3% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังเสนอขายครั้งนี้ (กรณีที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) ทั้งนี้ จำนวนหุ้นที่เสนอขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ

  ด้านนายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP เปิดเผยว่า ในช่วงราคา 33.50-35 บาทต่อหุ้น ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 140,000 ล้านบาท โดยถือว่ามีคุณสมบัติได้รับการเข้าคำนวนใน SET 50

  โดยในปี 63 บริษัทได้ทำการเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ในเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์

  นอกจากนี้ อยู่ระหว่างขยายกำลังผลิตอีก 4 โครงการ ในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ใช้งบลงทุนรวมกว่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งทยอยแล้วเสร็จในปี 63–64 ช่วยเพิ่มความสามารถการผลิตบรรจุภัณฑ์และขยายส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น

  บริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 20% ของกำไรสุทธินั้น มองว่าในช่วงย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการจ่ายปันผลเฉลี่ย 25% ของกำไรสุทธิมาโดยตลอด


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 9:54 am

สถาบันรีบขายหุ้นตุนเงินสด คืนเกษียณกองเลี้ยงชีพ-ซื้อ SCGP

23/09/2020 18:57scgp, กนง., สถาบัน

ทำใจหุ้นขาลงอีกหลายวัน สถาบันไทยจำเป็นต้องขาย ระดมเงินสด ไว้จ่ายคืนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาชิกข้าราชการเกษียณอายุเดือนก.ย. เตรียมจ่ายค่าหุ้น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง กว่า 2 หมื่นล้านบาท ไม่แตะเงินสดที่มีไว้ 10-15% รอเก็บของถูก แนวรับต่อไป 1,250 และ 1,200 จุด ด้านกนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% คาดเศรษฐกิจปีนี้หดตัวน้อยลงแค่ -7.8% ส่งออกเดือนส.ค.ดีกว่าคาด – 7.9% ทั้งปีติดลบในช่วง 5-8% จับตามการชุมนุม 24 ก.ย.



วันที่ 29 ก.ย. ตลาดหุ้นต่างประเทศหลายแห่งเขียวแล้ว ส่วนไทยพยายามยืนบวก แต่ฝืนไม่ไหว ดัชนีปิดที่ 1,264.01 จุด ลดลง -3.62 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็น 50,707.09 ล้านบาท ด้านค่าเงินบาทอ่อนตัวต่อ 31.50 บาท ระดับต่ำที่สุดในรอบ 1 เดือน

ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 903 ล้านบาท สถาบันขายตาม 575 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 1,286 ล้านบาทและบัญชีบล.ซื้อ 192 ล้านบาท ถือว่านักลงทุน 2 กลุ่มใหญ่ขายน้อยลงเทียบกับ วันที่ 22 ก.ย.สถาบันทิ้งหนักถึง 3,275 ล้านบาท ต่างชาติขาย 1,417 ล้านบาท รวม 4,692 ล้านบาท 21 ก.ย.สถาบันขายหนัก 2,719 ล้านบาท ต่างชาติขาย 1,889 ล้านบาท รวม 4,608 ล้านบาท โดยรวมเดือนก.ย.(1-23 ก.ย.) ต่างชาติขายนำสุทธิ 14,318 ล้านบาท สถาบันตาม 10,869 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากนักลงทุนสถาบัน เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ยังมีโอกาสเห็นนักลงทุนสถาบันขายหุ้นอย่างมาอย่างหนักหน่วง จะมาจาก 3 ปัจจัย คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ที่บริหารเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับหน่วยงานราชการ จะต้องขายหุ้นเพื่อนำเงินให้สมาชิกที่จะเกษียณสิ้นเดือนก.ย.นี้ ปกติจะขาย 1-2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.ย.นี้ ส่วนแรงขายอีกส่วนหนึ่ง อาจนำเงินเตรียมซื้อหุ้น IPO ของ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) และปัจจัยสุดท้ายคือขายเพราะภาวะตลาดไม่ดี ไม่มีข่าวบวกสนับสนุน

” กองทุนต้องขายหุ้นออกมาเพื่อนำเงินไว้ใช้ในระยะสั้น แม้ว่ากองทุนส่วนใหญ่จะถือเงินสดไว้ประมาณ 10-15% เนื่องจากมองทิศทางตลาดหุ้นยังถูกปัจจัยลบกดดันตลาดมีความไม่แน่นอน แต่จะไม่แตะเงินสดส่วน 10-15% นี้ เพื่อรอรับสถานการณ์เผื่อหุ้นตก ไม่บาดเจ็บมากและมีเงินรอซื้อหุ้น แนวรับต่อไป 1,250 และ 1,200 จุด” เพราะยังมีปัจจัยลบอีกมาก เช่น วันที่ 24 ก.ย. มีนัดชุมนุมทางการเมือง” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับกลุ่มหุ้นที่ตกเป็นเป้าหมายในการขายของสถาบันและต่างชาติ หนีไม่พ้นหุ้นขนาดใหญ่ ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร และค้าปลีกที่ถือไว้ในพอร์ตจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่นักวิเคราะห์แนะนำให้เก็งกำไรหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีโอกาสปรับตัวได้ดีกว่าตลาด

ด้านน.ส.วีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวาณิชธนกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม เปิดเผยว่า หุ้น SCGP ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) จำนวน 18 ราย รวมทั้งสิ้น 676.53 ล้านหุ้นหรือประมาณ 60% ของจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) แบ่งเป็นสถาบันไทย 14 ราย จอง 600 ล้านหุ้น คาดมูลค่า 21,000 ล้านบาท และสถาบันต่างประเทศ 4 แห่ง ซื้อ 76.53 ล้านหุ้น ใช้เงิน 2,678.55 ล้านบาท กำหนดราคาสูงสุดที่ 35 บาทต่อหุ้น จากช่วงราคาเบื้องต้น 33.50-35 บาท


สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี ตามคาด โดยประเมินว่าเศรษฐกิจดีขึ้น คาดว่าในปี 2563 จะหดตัว -7.8% จากเดิมคาด -8.1% ส่วนปี 2564 คาดว่า จะขยายตัว 3.6% จากเดิมคาด 5% โดยเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนไปทางด้านต่ำจากปัจจัยในและนอกประเทศ

ด้านการส่งออกในเดือนส.ค. หดตัว -7.9% น้อยกว่าที่คาดไว้ รวม 8 เดือนหดตัว -7.8% กระทรวงพาณิชย์คาดว่าทั้งปีจะหดตัวในกรอบ -5 ถึง -8% ไม่ทรุดถึงสองหลักอย่างที่หลายฝ่ายประเมิน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการการส่งออกไทยปี 2563 หดตัวที่ 12% มองว่ายังเผชิญสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเสี่ยงสูง ประกอบกับทิศทางค่าเงินบาทที่มีความผันผวนอย่างมาก ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 12:09 pm

SCGP จอง 28 ก.ย.เร่งขยายอาณาจักรอาเซียน

ทันหุ้น-สู้โควิด “SCGP” ชูศักยภาพผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างคาด 4 เมกะเทรนด์ หนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในอาเซียนขยายตัวมากขึ้น เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) อีกไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายในครั้งนี้ (กรณีที่มีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) พร้อมกำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นที่ 33.50–35.00 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดให้จองซื้อในวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคมนี้ (ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้จองซื้อ)

บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัดและบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วมและแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ 9 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ประกอบด้วย (1) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (2) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด (3) บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (4) บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (5) บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) (6) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (7) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (8) บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ (9) บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่าได้วางกลยุทธ์นำบริษัทฯ รุกขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน โดยชูศักยภาพเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนมุ่งเน้นตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีผลิตภัณฑ์หลากหลายครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ กระดาษบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ทั้งแบบอ่อนตัวและแบบคงรูป บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารเยื่อกระดาษและกระดาษพิมพ์เขียนโดยมีการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มส่งผลให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายทั้งในด้านรูปแบบ คุณสมบัติและวัตถุประสงค์การใช้งานโดยมีฐานการผลิตใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศมาเลเซียนอกจากนี้ยังมีฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมที่หลากหลายครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันและสินค้าอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน SCGP เป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคพร้อมต่อยอดการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำหน้าที่ปกป้องสินค้าช่วยสร้างแบรนด์และเพิ่มความโดดเด่นแก่ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ SCGP ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่

“เรามองว่าอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงโดยประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน และมี4 เมกะเทรนด์ที่จะส่งผลดีต่อปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ได้แก่ อัตราการบริโภคบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์ที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรและไลฟ์สไตล์ การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น” นายวิชาญกล่าว

นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า จากการปรับโมเดลธุรกิจของ SCGP จากอุตสาหกรรมการผลิตสู่การเป็น Packaging Solutions Provider โดยมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจทั้งแบบ B2B B2B2C และ B2C ตลอดจนการเร่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการแบบครบวงจรเพิ่มขึ้นการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาส่งผลดีต่อการเติบโต

โดยผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2563 มีรายได้จากการขายรวม 45,903 ล้านบาท เติบโต 11% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้มีการระบาดของโรค COVID-19 ปัจจัยเกื้อหนุนมาจากบรรจุภัณฑ์ สำหรับอีคอมเมิร์ซฟู้ดเดลิเวอรี่ อาหารส่งออก สินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและสุขอนามัย

โดยในปี 2563 บริษัทฯ ได้ทำการเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ในเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ นอกจากนี้อยู่ระหว่างขยายกำลังผลิตอีก 4 โครงการ ในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซียและประเทศฟิลิปปินส์ ใช้งบลงทุนรวมกว่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งทยอยแล้วเสร็จในปี 2563–2564 ช่วยเพิ่มความสามารถการผลิตบรรจุภัณฑ์และขยายส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นและล่าสุดบริษัทฯ เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) เพื่อระดมทุนนำมาใช้ขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน

นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า ขณะนี้แบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และแบบ Filing ของ SCGP มีผลใช้บังคับเป็นที่เรียบร้อยแล้วปัจจุบัน SCGP มีทุนจดทะเบียน 4,500 ล้านบาท โดยเป็นทุนที่ออกและชำระแล้ว 3,126 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 3,126 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ (ไม่รวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน อาจใช้สิทธิซื้อหุ้น IPO จากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

นอกจากนี้อาจจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายครั้งนี้ (กรณีที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน)ทั้งนี้ จำนวนหุ้นที่เสนอขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทฯ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (ถ้ามี)

ล่าสุด SCGP ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น จากนั้นจะสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้ายซึ่งคาดว่าจะประกาศได้ประมาณวันที่ 8 ตุลาคม 2563 โดยกำหนดระยะเวลาจองซื้อของผู้จองซื้อแต่ละประเภท ดังนี้

ผู้ถือหุ้นสามัญของ SCGP ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร, ผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น, ผู้มีอุปการคุณของ SCGP สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 28 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2563 (เฉพาะวันทำการ)

ผู้จองซื้อรายย่อยสามารถจองซื้อได้ในวันที่ 1, 2 และ 5 ตุลาคม 2563

บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 5-7 ตุลาคม 2563

โดยจะต้องจองซื้อที่ราคา 35.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น (“ราคาจองซื้อ”) อย่างไรก็ตามหากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาจองซื้อ จะมีการคืนเงินค่าส่วนต่างแก่ผู้จองซื้อทุกรายหลังสิ้นสุดการเสนอขาย

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า SCGP เป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยมีกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) จำนวน 18 ราย ได้ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement รวมทั้งสิ้น 676.53 ล้านหุ้น หรือประมาณ 60% ของจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันและสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ SCGP ที่เป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย

ขณะที่ความคืบหน้าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คาดว่าจะนำหุ้น SCGP เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินแก่ SCGP


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 12:19 pm

SCGP หุ้นที่ถูกจับตามากที่สุดของปี
เตรียมเข้าเทรดภายในเดือนตุลาคมนี้

SCGP ถือเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี มีฐานการผลิตใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมที่หลากหลายครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน และสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ยังเป็นหนึ่งในหุ้น IPO ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปี เพราะการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น วันนี้ Wealthy Thai มีโอกาสสัมภาษณ์ “ชาญ จิตร์ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP จะเป็นอย่างไรบ้างไปชมกันเลย


https://www.facebook.com/17474232521791 ... ZN1yhRXHdq


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36581
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 12:22 pm

SCGP เคาะราคาไอพีโอรายย่อย 35 บาทพร้อมเทรดตุลาคมนี้


SCPG เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ส่งบรรจุภัณฑ์ครบวงจรแต่งตัวเข้าตลาดฯ ประกาศกรอบราคาที่ 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น และรายย่อยจองซื้อได้ที่ 35 บาท มั่นใจเมกะเทรนด์หนุนดีมานด์อาเซียนเติบโตสวนทางการระบาดโควิด-19

วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยความคืบหน้าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ขณะนี้แบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และแบบ Filing ของ SCGP มีผลใช้บังคับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมคาดการณ์ซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินให้กับบริษัทมากขึ้น

สำหรับในปัจจุบัน SCGP มีทุนจดทะเบียน 4,500 ล้านบาท โดยเป็นทุนที่ออกและชำระแล้ว 3,126 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 3,126 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท และจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ (ไม่รวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน อาจใช้สิทธิซื้อหุ้น IPO จากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

นอกจากนี้ บริษัทอาจจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายครั้งนี้ (กรณีที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) ซึ่งจำนวนหุ้นที่เสนอขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (ถ้ามี)



ขณะเดียวกัน SCGP ยังกำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น จากนั้นจะสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้ายซึ่งคาดว่าจะประกาศได้ประมาณวันที่ 8 ตุลาคม 2563 โดยกำหนดระยะเวลาจองซื้อของผู้จองซื้อแต่ละประเภท ได้แก่ ผู้ถือหุ้นสามัญของ SCGP ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร, ผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น, ผู้มีอุปการคุณของ SCGP สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 28 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2563 (เฉพาะวันทำการ)

ส่วนผู้จองซื้อรายย่อย สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 1, 2 และ 5 ตุลาคม 2563 และบุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 5-7 ตุลาคม 2563 โดยจะต้องจองซื้อที่ราคา 35.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น (“ราคาจองซื้อ”) แต่หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาจองซื้อ จะมีการคืนเงินค่าส่วนต่างแก่ผู้จองซื้อทุกรายหลังสิ้นสุดการเสนอขาย



นอกจากนั้น ที่ผ่านมายังมีกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) จำนวน 18 ราย ได้ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement รวมทั้งสิ้น 676.53 ล้านหุ้นหรือประมาณร้อยละ 60 ของจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) โดยสามารถสะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนสถาบัน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของ SCGP ที่เป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย

“เรามองว่าอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคนและมี 4 เมกะเทรนด์ที่จะส่งผลดีต่อปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ ได้แก่ อัตราการบริโภคบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์ที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรและไลฟ์สไตล์ การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น”

วิชาญกล่าวถึงกลยุทธ์นำบริษัทรุกขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน โดยชูศักยภาพเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน หรือ Packaging Solutions Provider ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ กระดาษบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ ทั้งแบบอ่อนตัวและแบบคงรูป

บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร เยื่อกระดาษและกระดาษพิมพ์เขียน ซึ่งสามารถสร้างการเติบโตช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 2563 มีรายได้จากการขายรวม 4.59 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 11 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสวนทางการระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนมาจากบรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซ ฟู้ดเดลิเวอรี่ อาหารส่งออก สินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและสุขอนามัย



ขณะที่บริษัทยังให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยได้มีการเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ในเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์

โดยอยู่ระหว่างขยายกำลังผลิตอีก 4 โครงการ ในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ใช้งบลงทุนรวมกว่า 8.2 พันล้านบาท ซึ่งทยอยแล้วเสร็จในปี 2563–2564 ช่วยเพิ่มความสามารถการผลิตบรรจุภัณฑ์และขยายส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น พร้อมนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนมาใช้ขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียนต่อไป

ทั้งนี้ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ได้แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม และแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ 9 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด


Post Reply