SCGP

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 1:23 pm

SCC เตรียมขายไอพีโอ SCGP ไม่เกิน30%ทุนจดทะเบียน

28 OCTOBER 2019

บริษัทปนูซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานว่าที่ประชมุคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 วมีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป เป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SCGP”) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แหง่ประเทศไทย



กำหนดสัดส่วนจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน โดย SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนข้างต้น เพื่อใช้ลงทนุในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ทั้งนี้ SCC จะยังคงเป็นผ้ถูือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยจะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ คณะกรรมการบริษัทของ SCGP จะพิจารณากำหนดรายละเอียด เงื่อนไขและสัดส่วนที่แน่นอนเกี่ยวกับการเสนอขายห้นุตามแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ข้างต้นอีกครั้งหนึ่ง


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 1:24 pm

*SCC เผยบอร์ดไฟเขียว"เอสซีจี แพคเกจจิ้ง"เสนอขายหุ้น IPO ใช้ขยายธุรกิจ-ปรับโครงสร้างการเงิน-ใช้เป็นทุนหมุนเวียน
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (Th)

Monday, October 28, 2019 12:56

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ต.ค. 62)--บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนดสัดส่วนจำนวนหุ้นที่จะเสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ทั้งนี้ SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อใช้ลงทุนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ขณะที่ SCC จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยบริษัทฯ จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ณ วันที่ 28 ต.ค.62 SCGP มีทุนจดทะเบียน 1,563,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 156,300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยสัดส่วนการถือหุ้นของ SCC ใน SCGP คิดเป็น 99.04%

ผลประกอบการของ SCGP ในช่วงปี 59-61 มีรายได้ 74,542 ล้านบาท 81,455 ล้านบาท และ 87,255 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไรสุทธิ 3,851 ล้านบาท 5,374 ล้านบาท และ 6,826 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 62 มีรายได้ 41,529 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 43,773 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,884 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 3,362 ล้านบาท

--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์ โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 1:26 pm

phpBB [video]


Packaging Business, SCG คู่คิดที่ตอบโจทย์ด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร

มุ่งสู่การเป็น Total Packaging Solutions Provider ที่สร้างนวัตกรรมและคุณค่าเพื่อตอบสนองความต้องการ ให้แก่ลูกค้า ผู้บริโภค และผู้เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 2:48 pm

*(เพิ่มเติม) SCC เผยบอร์ดไฟเขียว"เอสซีจี แพคเกจจิ้ง"เสนอขายหุ้น IPO ใช้ขยายธุรกิจ-ปรับโครงสร้างการเงิน-ใช้เป็นทุนหมุนเวียน
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (Th)

Monday, October 28, 2019 14:17


สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ต.ค. 62)--บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนดสัดส่วนจำนวนหุ้นที่จะเสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ทั้งนี้ SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อใช้ลงทุนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ขณะที่ SCC จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยบริษัทฯ จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ณ วันที่ 28 ต.ค.62 SCGP มีทุนจดทะเบียน 1,563,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 156,300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยสัดส่วนการถือหุ้นของ SCC ใน SCGP คิดเป็น 99.04%

ผลประกอบการของ SCGP ในช่วงปี 59-61 มีรายได้ 74,542 ล้านบาท 81,455 ล้านบาท และ 87,255 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไรสุทธิ 3,851 ล้านบาท 5,374 ล้านบาท และ 6,826 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 62 มีรายได้ 41,529 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 43,773 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,884 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 3,362 ล้านบาท

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดผยว่า SCC เล็งเห็นว่าธุรกิจแพคเกจจิ้งมีศักยภาพที่โดดเด่น และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีอัตรากรบริคและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่งต่อเนื่องมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะบรรจุกัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิคภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าที่ซื้อขายผ่านช่องทาง E-commerce โดยเฉพาะในประเทศไทย อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเดิบโตที่สูงและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต โดยในปี 61 ตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์

ดังนั้น เพื่อให้สามารถร่งสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจแพคเกจจิ้งในภูมิภาค ทั้งในด้านฐานการผลิตและการตลาดให้ตอบสนองกับความต้องการในตลาดได้ดีมากยิ่งขึ้น SCC จึงได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้น IPO ของ SCGP ไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุนและนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้งของ SCC จะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาจุดแข็งและสร้างโอกาส ทั้งในด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีวัสดุหลากหลายประภพ (Muแ-aerl) ทั้งกระดาษและพอลิเมอร์ พร้อมการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integraled packaging solutions provide) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ผ่านการเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก และการควบรวมหรือการซื้อกิจการ (Merger & Acquistion; M8A) ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโต โดยในปี 62 ได้มีการเข้าซื้อ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในอินโดนีเซียและบริษัท วีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในไทย

ตลอดจนการมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญในตำนต่างๆ ทั้งในไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเชีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียนในอนาคด ให้สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิตที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตำนบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชั้นนำระดับสากลได้อย่างครอบคลุมและครบวงจรตั้งแต่ตันน้ำจนถึงปลายน้ำต่อไป


--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์ โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 6:38 pm

เอสซีจี เร่งเครื่องธุรกิจแพคเกจจิ้ง เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

เอสซีจี ประกาศแผนติดปีกธุรกิจแพคเกจจิ้ง โดยได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SCGP จำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุนและนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) เพื่อระดมทุนมาใช้ขยายธุรกิจแพคเกจจิ้ง หวังรุกตลาดทั้งในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีอนาคตสดใส และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มอย่างครบวงจร ดันธุรกิจแพคเกจจิ้งให้เติบโต

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “เอสซีจีเล็งเห็นว่าธุรกิจแพคเกจจิ้งมีศักยภาพที่โดดเด่น และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีอัตราการบริโภคและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะสำหรับบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าที่ซื้อขายผ่านช่องทาง E-commerce โดยเฉพาะในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต โดยในปี 2561 ตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์

ดังนั้น เพื่อให้เอสซีจีสามารถเร่งสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจแพคเกจจิ้งในภูมิภาค ทั้งในด้านฐานการผลิตและการตลาดให้ตอบสนองกับความต้องการในตลาดได้ดีมากยิ่งขึ้น เอสซีจีจึงได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SCGP ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุนและนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสร่วมลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโตในอนาคต และเพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจีทั้งในและต่างประเทศให้เติบโตรวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต อีกทั้ง SCGP ยังจะสามารถระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหาเงินทุนในรูปแบบอื่น ๆ ผ่านช่องทางของตลาดทุนได้ด้วยตัวเอง และสามารถปรับโครงสร้างการบริหารธุรกิจในอนาคตให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การบริหารจัดการ การพัฒนา และการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตของ SCGP มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยที่เอสซีจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเอสซีจีเช่นเดิม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เอสซีจีได้รับประโยชน์กลับมาจากผลการดำเนินงานของ SCGP ที่มีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจี จะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาจุดแข็งและสร้างโอกาส ทั้งในด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีวัสดุหลากหลายประเภท (Multi-materials) ทั้งกระดาษและพอลิเมอร์ พร้อมการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated packaging solutions provider) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ผ่านการเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก และการควบรวมหรือการซื้อกิจการ (Merger & Acquisition: M&A) ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตโดยในปี 2562 ได้มีการเข้าซื้อ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในอินโดนีเซีย และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในไทย ตลอดจนการมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทั้งในไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ให้สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิตที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชั้นนำระดับสากลได้อย่างครอบคลุมและครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำต่อไป”

การแจกจ่ายเอกสารฉบับนี้ไปยังประเทศหรือเขตอำนาจรัฐอื่น ๆ นอกจากประเทศไทย อาจเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ที่ได้รับเอกสารฉบับนี้ควรศึกษาและปฏิบัติตามข้อจำกัดทางกฎหมายนั้น ๆ เอกสารฉบับนี้ไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อการเผยแพร่ การตีพิมพ์ หรือการแจกจ่าย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในหรือไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา

เอกสารฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้เข้าซื้อหลักทรัพย์ใด ๆ และไม่มีการเสนอขายหรือซื้อหลักทรัพย์ในประเทศหรือเขตอำนาจรัฐใดที่การเสนอขาย การชักชวนการเสนอซื้อ หรือการขายหลักทรัพย์นั้นขัดต่อกฎหมาย หลักทรัพย์ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ยังไม่ได้นำไปจดทะเบียนภายใต้กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1933 รวมทั้งที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม (“กฎหมายหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา”) หรือกฎหมายของรัฐใด ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา และจะไม่มีการเสนอขายหรือการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกา เว้นแต่จะได้มีการจดทะเบียนหรือได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา และกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ยังไม่มีความประสงค์ที่จะจดทะเบียนไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดหรือว่าทั้งหมดของการเสนอขายหรือหลักทรัพย์ใด ๆ ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือดำเนินการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 9:23 pm

SCC กำไร Q3 ดิ่ง 35% ธุรกิจปิโตรฯยังกดดัน กูรูจ่อหั่นเป้า

efinanceThai.com
บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เผย Q3/62 กำไรวูบ 35% เหลือ 6.2 พันลบ. เหตุธุรกิจปิโตรเคมียังกดดัน แถมมีรายการพิเศษ ส่วนงวด 9 เดือน ลดลง 27% รับปีนี้ยอดขายวูบ 8% ตามศก. - เคมีภัณฑ์ชะลอ เตรียมดันบ.ลูก SCGP เข้าตลาดหุ้น ด้านโบรกฯ แนะโยกเล่นตัวอื่น เล็งลดเป้ากำไร-ราคาหุ้น

*** Q3/62 กำไรทรุด 35% ปิโตรฯ-รายการพิเศษกดดัน

ไตรมาสที่ 3 ปี 2562 SCC มีกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 6,204 ล้านบาท ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ เนื่องจากมีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (DTA) จำนวน 1,063 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 983 ล้านบาท ประกอบกับผลจากสงครามการค้า ทำให้ปริมาณความต้องการสินค้า HDPE ลดลง

ในไตรมาสนี้มีขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ จำนวน 762 ล้านบาท จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำนวน 640 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ เอสซีจีมี EBITDA เท่ากับ 14,842 ล้านบาท ลดลง 25% จากไตรมาสก่อน ขณะที่มีรายได้จากการขายเท่ากับ 110,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวดลดลง 35% ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 2,022 ล้านบาท และส่วนต่างราคาสินค้าลดลง โดย EBITDA ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง

ราคาหุ้น SCC ปิดการซื้อขายวันที่ 28 ต.ค.62 ที่ 359 บาท เพิ่มขึ้น 5 บาท หรือ 1.41% มูลค่าการซื้อขาย 1,953.44 ล้านบาท


*** 9 เดือนยังไม่ฟื้น กำไรหด 27%

ด้านผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 SCC มีกำไรสำหรับงวด 24,910 ล้านบาท ลดลง 9,371 ล้านบาท หรือ 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ รายการสำคัญในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ประกอบด้วย ไตรมาสที่ 2 มีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 2,035 ล้านบาท ไตรมาสที่ 3 มีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (DTA) จานวน 1,063 ล้านบาท และขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ จำนวน 762 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ

ประกอบกับความกังวลจากสงครามการค้า ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ของทั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วม เอสซีจีมี EBITDA เท่ากับ 54,202 ล้านบาท ลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายเท่ากับ 331,803 ล้านบาท ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง

*** รับยอดขายปีนี้วูบ 8% ศก.ซบ -ราคาเคมีภัณฑ์ทรุด

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ยอมรับว่า ยอดขายปีนี้จะลดลงราว 8% จากปีก่อนที่ทำได้ 5.05 แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และราคาสินค้าธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณการขายจะยังอยู่ในระดับเดิม

ทั้งนี้ธุรกิจเคมีภัณฑ์มีสัดส่วนยอดขายและรายได้มากกว่า 50% ของธุรกิจทั้งหมด ซึ่งมองว่าขณะนี้อุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงวัฏจักรขาลง และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เนื่องจากกำลังการผลิตยังล้นตลาด และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตรายใหม่ ส่งผลกระทบต่อราคาขาย

อย่างไรก็ตามแม้อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จะเป็นขาลง แต่บริษัทยังไม่มีแผนชะลอลงทุนในกลุ่มธุรกิจนี้ เพราะมองว่ายังมีศักยภาพสูงในระยะยาว โดยโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ที่เวียดนามยังดำเนินการก่อสร้างไปกว่า 24% แล้ว คาดแล้วเสร็จปลายปี 65 ตามแผน

*** หั่นเป้าความต้องการปูนปีนี้เหลือ 1-2%

ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง บริษัทจะเน้นกลยุทธ์ด้านธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่ายให้ลูกค้าเข้าถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการในช่องทางที่หลากหลาย ตลอดจนพัฒนา Construction Solution เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการก่อสร้างให้กับลูกค้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวมีมาร์จิ้นดีกว่าการขายสินค้าในรูปแบบเดิม


ทั้งนี้ปรับลดดีมานด์การใช้ปูนซีเมนต์ปีนี้เหลือเติบโต 1-2% จาก 3-4% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังชะลอตัว และมีปัญหาน้ำท่วมเข้ามาสร้างผลกระทบในช่วงปลายปี นอกจากนี้บริษัทเตรียมปรับกลยุทธ์ เน้นวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพการทำกำไร เนื่องจากมีมาร์จิ้นสูง

นอกจากนี้เตรียมขยายธุรกิจแพคเกจจิ้ง เนื่องจากมีอัตราการเติบโตสูง ตามดีมานด์ของตลาดโลก โดยเตรียมนำบริษัทย่อย "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง" เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนขยายธุรกิจให้ครบวงจร โดยอยู่ระหว่างการเตรียมยื่นไฟลิ่ง และยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้


ส่วนล่าสุดที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP สินค้าจากไทย ไม่ส่งผลกระทบ เพราะมีสัดส่วนการส่งสินค้าไปประเทศดังกล่าวไม่ถึง 5% ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการปี 2563 ยังไม่ได้ประเมิน โดยจะทบทวนอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดไตรมาส 4/2562 ออกมา

*** พร้อมดันบ.ลูก SCGP เข้าตลาดหุ้น


ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ SCC ได้มีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป เป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยกำหนดสัดส่วนจานวนหุ้นที่จะเสนอขายข้างต้นเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน โดย SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนข้างต้นเพื่อใช้ลงทุนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยบริษัทฯ จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ากว่าร้อยละ 70 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน


*** โบรกฯ เริ่มแนะให้โยกไป SCCC - จ่อหั่นเป้า


บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ธุรกิจหลักปิโตรเคมีของ SCC ได้รับปัจจัยลบหลายเรื่อง ทั้ง Demand ที่ชะลอตัวจากปัญหาสงครามการค้า, เงินบาทที่แข็งค่ากระทบรายได้ส่งออก, Spread HDPE-Naphtha ที่ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 7 ปี เหลือเพียง 456 เหรียญฯ/ตัน รวมไปถึงการหยุดซ่อมบำรุงของบริษัทร่วมในอินโดนีเซีย

ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้รับผลจากปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่และความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในภาค Residential ที่ลดลง มีเพียงธุรกิจ Packaging ที่คาดกำไรยังเติบโตได้ จากการทำงบการเงินรวมกับ Fajar ซึ่ง SCC ซื้อหุ้น 55% ในเดือน มิ.ย. 62 ทำให้หลังการประกาศงบ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ฝ่ายวิจัยจะปรับลดประมาณการกำไรปี 2562-63 ลงราว 10-15%

เบื้องต้นราคาเป้าหมายมีโอกาสลดลงจาก 460 บาท ลงมาเหลือ 400-420 บาท ขณะที่เงินปันผลน่าจะลดลงเหลือเพียง 13-15 บาท/ปี ซึ่งคิดเป็น Yield ประมาณ 3.6% เท่านั้น ทำให้ความน่าสนใจของ SCC ทั้งในเชิง Capital Gain และ Dividend Yield ลดลงจึงแนะนำ Switch ไป SCCC (FV@B 269) ที่มีแนวโน้มธุรกิจดีกว่า

บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง เปิดเผยว่า SCC กำไรปกติดีกว่าคาด 6% แต่พอรวมรายการพิเศษจากภาษีรอตัดบัญชี -1.06 พัน ลบ. และ ด้อยค่าสินทรัพย์ -762 ลบ. กำไรสุทธิ จะต่ำกว่าคาด 18% โดยประเมินแนวโน้ม spread ปิโตรฯ ยังแย่ต่อ ทำให้กำไรปกติ Q4/62 คาดจะยังไม่ดี แนะเพียง "ถือ" รอ spread ปิโตรฯฟื้นตัว


บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดเผยว่า มีแนวโน้มจะปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2562 และปี 2563 รวมถึงราคาเป้าหมายลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้ 493 บาท/หุ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Oct 29, 2019 1:33 am

SCG เตรียมนำ ‘ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง’ เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้านผลงาน 9 เดือนรายได้ลด 8%
โดย ถนัดกิจ จันกิเสน
28.10.2019




การที่ ‘ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง’ ทำผลงานที่โดดเด่น โดยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้จากการขาย 65,974 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,245 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่งผลให้ SCG อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน และนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

เพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพ็กเกจจิ้งของ SCG ทั้งในและต่างประเทศให้เติบโต รวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ระบุว่า SCG จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ SCG เช่นเดิม

“การดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ SCG ได้รับประโยชน์กลับมาจากผลการดำเนินงานของ SCGP ที่มีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นด้วย”

ด้านภาพรวมผลประกอบการ 9 เดือน SCG มีรายได้จากการขาย 331,803 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 24,910 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้รายการสำคัญในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ประกอบด้วย ไตรมาสที่ 2 มีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 2,035 ล้านบาท ไตรมาสที่ 3 มีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี จำนวน 1,063 ล้านบาท และการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีจำนวน 762 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ ประกอบกับความกังวลจากสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ของทั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

สินทรัพย์รวมของ SCG ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีมูลค่า 611,503 ล้านบาท โดยร้อยละ 35 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

นอกเหนือจาก ‘ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง’ ผลประกอบการ 9 เดือนของธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 136,283 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 13,295 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าที่ลดลง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 139,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่าย โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รุ่งโรจน์กล่าวว่า แม้ผลประกอบการของ SCG ในช่วงไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2562 จะได้รับผลกระทบหลักจากธุรกิจเคมิคอลส์ที่มีกำไรลดลงตามวัฏจักรปิโตรเคมี เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลงและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทร่วม แต่ธุรกิจเคมิคอลส์ยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังสามารถสร้างรายได้ให้ SCG อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตลาดจะค่อนข้างอ่อนตัวลงโดยเฉพาะตลาดเซรามิกในต่างประเทศ แต่ SCG ยังคงมุ่งเน้นการรุกธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่ายให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการต่างๆ ในทุกช่องทางได้อย่างสะดวกสบาย หลากหลายโซลูชัน ตลอดจนการพัฒนา Construction Solution ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการก่อสร้างอย่างครบวงจร พร้อมยกระดับวงการก่อสร้างไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Oct 30, 2019 11:29 pm

ทำไมเอสซีจีถึงได้เลือกธุรกิจแพคเกจจิ้งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ


จากธุรกิจที่น่า “เป็นห่วง” ที่สุดของ “เอสซีจี” กลายเป็น “ธุรกิจดาวรุ่ง พุ่งแรง” ที่สุดในวันนี้

Case study ที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงตัวเองและไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่ขององค์กรใหญ่กว่า 100 ปี

ปัจจุบันเอสซีจีมีธุรกิจหลักที่ทำรายได้รวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท กำไร 4.4 หมื่นล้านบาท จาก 3 กลุ่มธุรกิจหลักคือ 1. ธุรกิจเคมิคอลส์ 2. ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และ 3. ธุรกิจแพคเกจจิ้ง

ธุรกิจที่ทำรายได้สูงที่สุดในรอบ 9 เดือนปี 2562 คือเคมิคอลส์ รายได้ 136,283 ล้านบาท กำไร 13,295 ล้านบาท

รองลงมาคือซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รายได้ 139,555 ล้านบาท มีกำไร 4,801 ล้านบาท

ส่วนแพคเกจจิ้งมีรายได้ 65,974 ล้านบาท กำไร 4,245 ล้านบาท

ทั้งรายได้และกำไรของแพคเกจจิ้งถึงจะมียังมีสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ (รายได้เพียง 21% กำไร 17% เมื่อเทียบกับทั้งกลุ่ม) แต่เป็นรายได้และกำไรที่แต่ละปีมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดกว่ากลุ่มอื่นๆ
3AE5FFBF-3162-4B8E-97C5-15FDD97B67E1.jpeg
3AE5FFBF-3162-4B8E-97C5-15FDD97B67E1.jpeg (160.78 KiB) Viewed 2070 times
เหตุผลสำคัญในการส่ง เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเพราะ

1. จากการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในยุคดิจิทัลนี้ทำให้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต

2. ในปี 2561 ตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์

3. วันนี้ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง คือบริษัทผู้นำตลาดทางด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว

4. เป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อให้เอสซีจี แพคเกจจิ้ง มีความได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องของการเงิน

จากเหตุผลดังกล่าวกลายเป็นที่มาของการประกาศว่า เอสซีจี เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SCGP”) และนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมทุนเสริมศักยภาพธุรกิจดาวรุ่ง รับโอกาสตลาดเติบโต

โดยที่เอสซีจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเอสซีจีเช่นเดิม

หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ SCGP สามารถระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหาเงินทุนในรูปแบบอื่นๆ ผ่านช่องทางของตลาดทุนได้ด้วยตัวเอง และสามารถปรับโครงสร้างการบริหารธุรกิจในอนาคตให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การบริหารจัดการ การพัฒนา และการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตของ SCGP มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น



จากธุรกิจ “ดาวโรย“ กลายเป็น “ดาวรุ่ง” ได้อย่างไร

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5-10 ปีก่อน กลุ่มธุรกิจของเอสซีจีที่โดนดิสรัปชั่นอย่างเห็นได้ชัดคือ เอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระดาษที่ครบวงจรรายใหญ่ของอาเซียน เมื่อความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนในโลกดิจิทัลลดลงอย่างรวดเร็ว

ผู้บริหารของเอสซีจีเองก็ออกมายอมรับในช่วงนั้นว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าเป็นห่วงที่สุด

จนกระทั่งในปี 2558 มีกลยุทธ์การพลิกแบรนด์ครั้งสำคัญจาก “เอสซีจี เปเปอร์” กลายเป็น “เอสซีจี แพคเกจจิ้ง“ เพราะถึงแม้การใช้กระดาษพิมพ์เขียนจะลดลงแต่ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยวัตถุดิบที่เป็นเยื่อกระดาษยังมีความสำคัญ

ครั้งนั้นไม่แค่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนบิสสิเนสโมเดลใหม่หมด กลายเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจร ที่ไม่ใช่มีเพียงกระดาษเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ใช่กระดาษด้วย อย่างเช่นบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) ที่ทำจากพลาสติก กระดาษ ฟอยล์



พร้อมๆ กับการขยายฐานการลงทุนในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในปี 2562 นี้ยังได้มีการเข้าซื้อ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในอินโดนีเซีย และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในไทย

ผลประกอบการและกำไรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของแพคเกจจิ้ง และปัจจัยบวกที่มีความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าในอาเซียน รวมทั้งความมุ่งมั่นในเรื่อง R&D เพื่อนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตแพคเกจจิ้งที่ตอบโจทย์ลูกค้า และนำหน้าคู่แข่ง

กลายป็นความหวังใหม่ของเอสซีจีที่จะสามารถมีรายได้ที่มั่นคงจากกลุ่มธุรกิจนี้ นอกจากธุรกิจเคมิคอลส์ที่มีกำไรลดลงต่อเนื่องตามวัฏจักรปิโตรเคมี หรือธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ที่ต้องพึ่งในเรื่องภาวะเศรษฐกิจเป็นหลักอีกด้วย



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Dec 17, 2019 11:09 pm

94F44B2D-6749-4280-A7AB-B580F52D0F18.jpeg
94F44B2D-6749-4280-A7AB-B580F52D0F18.jpeg (243.12 KiB) Viewed 1653 times
2299DF24-342D-4948-AF61-382CAF05F0E0.jpeg
2299DF24-342D-4948-AF61-382CAF05F0E0.jpeg (225.29 KiB) Viewed 1652 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Dec 18, 2019 9:41 am

SCGP : บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
ประเภทธุรกิจ
ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการโซลูชั่นส์ด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง่
ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ สินค้าอุตสาหกรรม / บรรจุภัณฑ์
สถานะ Filing
จำนวนหุ้นที่ IPO
(1) หุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 1,194,800,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.7 ของทุนชำระแล้วหลัง IPO (ไม่รวม Over-allotment)
(2) อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 179,200,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น
n/a
ราคา IPO
n/a
ราคา PAR
1.00 บาท
วันที่เริ่มซื้อขาย n/a
ที่ปรึกษาทางการเงิน
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ข้อมูล Filing
www.scgpackaging.com


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Dec 18, 2019 9:51 am

https://market.sec.or.th/public/ipos/IP ... 07&lang=th






หนังสือชี้ชวนตราสารทุน
รายละเอียดตราสาร
ผู้ออกหลักทรัพย์ : บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ : บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
วันที่ยื่น Filing version แรก : -
วันที่แก้ไข Filing ครั้งล่าสุด (วันที่นับ 1 Filing) : -
วันที่ Filing มีผลบังคับใช้ : -
วันที่เริ่มต้นการเสนอขาย : -
วันที่สิ้นสุดการเสนอขาย : -
ประเภทหลักทรัพย์ : หุ้นสามัญ
ประเภทการเสนอขาย : การเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งแรกต่อประชาชน
ที่ปรึกษาทางการเงิน/ผู้ควบคุม : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) / นางสาว อัศวิณี ศรีสมบูรณานนท์


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Dec 18, 2019 10:39 am

KUN พ้นจอง ชูกำไรโตเท่าตัว IMH ตั้งราคาไอพีโอ 6 บาท

17/12/2019Exclusive News, IMH, KUN, scgp
HoonSmart.com>>”วิลล่า คุณาลัย” สอบผ่าน เข้าตลาด maiวันแรก เปิดต่ำ ปิดเหนือจองที่ 1.11 บาท โมเดลธุรกิจหนุนรายได้-กำไรปี 63 โตเท่าตัวจากปี 61 ส่วนโรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ เตรียมเปิดจอง 18-20 ธ.ค.เทรด 26 ธ.ค. SCC ยื่นไฟลิ่ง “เอสซีจี แพคเกจจิ้ง” ขาย 1,370 ล้านหุ้น รวมกรีนชู



หุ้นบริษัทวิลล่า คุณาลัย (KUN) เข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai) วันที่ 17 ธ.ค.2562 โดยเปิดที่ราคา 1.02 บาท และลงไปต่ำสุดที่ 0.94 บาทก่อนฟื้นกลับมาปิดที่ 1.11 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาทหรือ 0.91% จากราคาจองที่ 1.10 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 79 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมลดลง 1.09 จุด ปิดที่ระดับ 1,548.65 จุด

นาง ประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย (KUN) ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบเพื่อขาย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มากกว่า 10 ปี กล่าวว่า บริษัทฯมั่นใจว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่ดี โดยตั้งเป้ารายได้และกำไรปี 2563 โตขึ้นเท่าตัวจากปี 2561ที่มีรายได้ 447.09 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 11.56 ล้านบาท วางแผนจะเปิด 1โครงการ ชื่อ คุณาลัย จอย 2 บางบัวทอง มูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปิดการขาย 3 โครงการในต้นปี 2563

ปัจจุบันบริษัทมี 7 โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างและขาย มูลค่ารวมโครงการ 3,900 ล้านบาท รับรู้ไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้เพิ่มในปี 2563-2564 ณ สิ้นเดือนก.ย.2562 มียอด Backlog ที่ 167 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทมีการขยายพื้นที่ในการลงทุนไปจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ย.2562 บริษัทได้เปิดโครงการใหม่ ชื่อ คุณาลัย จอย ออน 314 ซึ่งเป็นโครงการแรกในโซนพื้นภาคตะวันออก เนื่องจากบริษัทมองว่าทำเลมีศักยภาพอัตราการเติบโต และมีความต้องการของแหล่งที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับย่านบางบัวทอง ประกอบกับเขตพื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย พร้อมมีแผนการขยายให้ครบ 4 ทิศของกรุงเทพมหานคร เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบในเขตปริมณฑล

” บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น IPO จำนวน 150 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 1.10 บาทไปขยายการลงทุนและลดต้นทุนทางการเงิน ส่งผลให้ภาพรวมของเราดียิ่งขึ้น “นางประวีรัตน์ กล่าว

ทางด้านบริษัทโรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ (IMH) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นละ 6 บาท พาร์หุ้นละ 0.50 บาท เปิดให้จองซื้อหุ้นจำนวน 55 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 18-20 ธ.ค.นี้ และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาด mai ในวันที่ 26 ธ.ค.62

นายกอบเกียรติ บุญธีรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเชีย เวลท์ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า ความน่าสนใจของหุ้น IMH เป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการแบบเชิงรุกนอกสถานที่ (Mobile Checkup) พร้อมด้วยประสบการณ์ให้บริการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ 23 ปี จุดเด่นคือมีกลุ่มลูกค้าครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พร้อมบริการตรวจสุขภาพครบวงจรในแบบต่างๆ มีศักยภาพรองรับการตรวจสุขภาพลูกค้าได้มากถึง 5,000 คน ต่อวัน และให้บริการได้สูงสุดถึง 31 จุดบริการต่อวัน จึงครอบคลุมได้เกือบทุกพื้นที่

ด้านนายสิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IMH กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนสถาบันแสดงความสนใจจองซื้อหุ้นจำนวน 5.54 ล้านหุ้น ส่วนเงินที่ระดมทุน จำนวน 330 ล้านบาท นำไปใช้ปรับปรุงและขยายสาขาใหม่ พร้อมทั้งการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ และชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของธุรกิจการให้บริการตรวจสุขภาพและธุรกิจการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง และบริษัทยังมีจุดแข็งในการแข่งขันด้านราคา โดยมีการบริหารรายได้เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้ตามฤดูกาลของธุรกิจตรวจสุขภาพประจำปี

ส่วนผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2559-2561) และงวด 9 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้รวม 285.51 ล้านบาท 273.20 ล้านบาท 320.25 ล้านบาท และ 237.32 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 37.58 ล้านบาท 14.85 ล้านบาท 14.06 ล้านบาท และ 6.72 ล้านบาท ตามลำดับ

บริษัทปูนซิเมนต์ไทย(SCC) เปิดเผยว่า วันที่ 17 ธ.ค. 2562 บริษัทย่อยคือ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)ได้ยื่นไฟลิ่ง โดยจะเสนอขายหุ้นไม่เกิน 1,374ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท แบ่งเป็นหุ้นเพิ่มทุน 1,194.8 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 179.2 ล้านหุ้น รวมจะมีสัดส่วนไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้ว โดยมีบล.ไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการ วัตถุประสงค์การใช้เงิน เพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตของ SCGP และ/หรือการควบรวมกิจการ (Inorganic) , ชำระคืนเงินกู้ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

SCGP ประกอบธุรกิจโฮลดิ้ง เพื่อให้บริการโซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำเสนอทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber-Based Packaging) บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและโพลิเมอร์ (Performance and Polymer Packaging : PPP) และภาชนะบรรจุอาหาร (Food Service Products) พร้อมบริการออกแบบ การพิมพ์และโซลูชั่นที่หลากหลายตามที่ลูกค้าต้องการ โดย SCGP เป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำลังการผลิตรวม 4.0 ล้านตัน/ปี และเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำลังการผลิตรวม 1.1 ล้านตัน/ปี

ผลการดำเนินงานปี 2559-2561 บริษัทมีรายได้จากการขาย 74,542 ล้านบาท 81,455 ล้านบาท และ 87,255 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไร 3,851 ล้านบาท 5,374 ล้านบาท และ 6,826 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่งวด 9 เดือนแรกปี 62 มีรายได้จากการขาย 65,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 65,972 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไร 4,571 ล้านบาท ลดลงจาก 5,218 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะอัตรากำไรได้รับผลกระทบค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ของพนักงานจากการปรับปรุงเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานจำนวน 527 ล้านบาท และการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมจาก SCC เพื่อเป็นเงินทุนในการควบรวมกิจการ และการบันทึกการรวมเงินกู้ยืมของบริษัทต่าง ๆ ที่ SCGP ควบรวมกิจการมา


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Dec 18, 2019 10:46 am

SCC ยื่นไฟลิ่ง`เอสซีจี แพคเกจจิ้ง`ขาย IPO 1.37 พันล้านหุ้น ขยายการผลิต

  SCC ยื่นไฟลิ่งขายหุ้น IPO "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง" ไม่เกิน 1.37 พันล้านหุ้น รวมกรีนชู ระดมเงินขยายกำลังผลิต-คืนเงินกู้

  ตามที่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ได้เปิดเผยสารสนเทศ เรื่องแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และการนำหุ้นของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SCGP”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ไปแล้วนั้น

  บริษัทฯ ขอแจ้งให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 SCGP ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“สานักงาน ก.ล.ต.”) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยภายใต้แผนการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) นี้ SCGP จะออกและเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 1,374,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

  โดยแบ่งเป็น (1) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนรวมไม่เกิน 1,194,800,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 27.7 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ (ไม่รวมจานวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจาก SCGP ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และ (2) อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 179,200,000 หุ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้

  ทั้งนี้ จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จะมีสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ และบริษัทฯ จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

  ในเบื้องต้น SCGP มีวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อ (ก) ใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของ SCGP (Organic) และ/หรือการควบรวมกิจการ(Inorganic) (ข) ชำระคืนเงินกู้ และ (ค) ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ ทั้งนี้ บริษัทฯ จะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SCGP ให้ทราบต่อไป


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Dec 18, 2019 2:54 pm

`เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)` ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 1,743 ล้านหุ้น รวมกรีนชู



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 ธ.ค. 62 14:48 น.
  "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)" ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) โดยจะออกและเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 1,374,000,000 หุ้น การระดมทุนครั้งนี้เพื่อเร่งขยายธุรกิจรองรับการเติบโตของผู้บริโภคในภูมิภาค (Consumer Growth) รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าตลอดจนถึงผู้บริโภค โดยดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างความยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

  นายวิชาญ จิตร์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า SCGP เป็นคู่คิดที่ตอบโจทย์ลูกค้าด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร มีนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าและบริการที่หลากหลาย และมุ่งเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดย SCGP มีการขยายการเติบโต พัฒนาจุดแข็งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการต่าง ๆ

  โดยในปี 2562 ได้ควบรวมกิจการ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์กระดาษ และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบคงรูปที่มีมูลค่าสูงระดับสากล อีกทั้งธุรกิจยังมีฐานลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  ปัจจุบัน SCGP มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครอบคลุมทุกด้าน โดยแบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและหลากหลายกว่า 120,000 รายการ หรือ SKUs ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Fast-Moving Consumer Goods หรือ “FMCG”) ธุรกิจค้าปลีก รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ซึ่งมีโอกาสที่ดีในการเติบโต

  โดยสินค้าหลักในกลุ่มดังกล่าว ประกอบด้วย บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก (Corrugated Containers) บรรจุภัณฑ์กล่องพิมพ์สีเพื่อแสดงสินค้า (Retail Display Packaging) เพื่อส่งเสริมแบรนด์ลูกค้า บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) และบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป (Rigid Packaging) เพื่อรักษาและปกป้องสินค้า รวมถึงกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper) ถุงกระดาษรีไซเคิลสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และถุงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ SCGP ยังมี สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) ซึ่งประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์ภาชนะสำหรับบรรจุอาหารปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ “เฟสท์” (Fest) ที่มีรูปแบบดีไซน์สวยงามและฟังก์ชั่นที่เหมาะกับการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงผลิตภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ ยิ่งไปกว่านั้น SCGP ยังให้บริการโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษของลูกค้า ได้แก่ โซลูชันด้านการออกแบบและการพิมพ์ โซลูชันสำหรับงานย่อย โซลูชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกผู้บริโภค โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ โซลูชันสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) โซลูชันสำหรับการจัดแสดงสินค้าและส่งเสริมการตลาด โซลูชันสำหรับกลุ่มสินค้าและบริการภายใต้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

  ภาพรวมตลาดบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ตลอดจนการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในภูมิภาค SCGP จึงวางแผนงานขยายธุรกิจเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องโดยมีกลยุทธ์หลักประกอบด้วย

  1) เพิ่มสัดส่วนการขายบรรจุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการบริการด้านอาหาร และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce)

  2) นำรูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ SCGP ในประเทศไทยไปขยายในต่างประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการทั้งในแนวตั้งและแนวนอนเพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่าง SCGP กับลูกค้า และมีส่วนร่วมกับลูกค้าในด้านต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น

  3) ดำเนินการตามกลยุทธ์การควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเร่งการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์จากการผนึกกำลัง (Synergy) ระหว่างธุรกิจภายใน SCGP

  4) ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงขยายฐานลูกค้าในตลาดที่มีการเติบโตสูง

  5) เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เครื่องจักรกลอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

  6) เป็นต้นแบบ (Role Model) ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในภูมิภาคและสนับสนุนแนวทางดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น

  นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ Chief Financial Officer บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2561 ของ SCGP มีรายได้รวมจากการขายทั้งสิ้น 87,255 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7.1% แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากการขายแบ่งตามที่ตั้งของลูกค้าในประเทศไทย 61.0% และต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 39.0% และมีกำไรสุทธิ 6,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 27.0% เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตและบริหารจัดการต้นทุนภายในด้านต่าง ๆ โดยในปี 2562 SCGP ได้ขยายธุรกิจโดยการควบรวมกิจการในภูมิภาคด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท

  นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า SCGP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยจะออกและเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 1,374,000,000 หุ้น โดยแบ่งเป็น (1) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนรวมไม่เกิน 1,194,800,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 27.7 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจาก SCGP ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และ (2) อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 179,200,000 หุ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้

  โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพคเกจจิ้ง ทั้งในและต่างประเทศให้เติบโต รวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Fri Dec 20, 2019 5:12 pm

`เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)` ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 1,374 ล้านหุ้น รวมกรีนชู



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 ธ.ค. 62 10:44 น.
  "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)" ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) โดยจะออกและเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 1,374,000,000 หุ้น การระดมทุนครั้งนี้เพื่อเร่งขยายธุรกิจรองรับการเติบโตของผู้บริโภคในภูมิภาค (Consumer Growth) รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าตลอดจนถึงผู้บริโภค โดยดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างความยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

  นายวิชาญ จิตร์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า SCGP เป็นคู่คิดที่ตอบโจทย์ลูกค้าด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร มีนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าและบริการที่หลากหลาย และมุ่งเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดย SCGP มีการขยายการเติบโต พัฒนาจุดแข็งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการต่าง ๆ

  โดยในปี 2562 ได้ควบรวมกิจการ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์กระดาษ และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบคงรูปที่มีมูลค่าสูงระดับสากล อีกทั้งธุรกิจยังมีฐานลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  ปัจจุบัน SCGP มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครอบคลุมทุกด้าน โดยแบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและหลากหลายกว่า 120,000 รายการ หรือ SKUs ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Fast-Moving Consumer Goods หรือ “FMCG”) ธุรกิจค้าปลีก รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ซึ่งมีโอกาสที่ดีในการเติบโต

  โดยสินค้าหลักในกลุ่มดังกล่าว ประกอบด้วย บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก (Corrugated Containers) บรรจุภัณฑ์กล่องพิมพ์สีเพื่อแสดงสินค้า (Retail Display Packaging) เพื่อส่งเสริมแบรนด์ลูกค้า บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) และบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป (Rigid Packaging) เพื่อรักษาและปกป้องสินค้า รวมถึงกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper) ถุงกระดาษรีไซเคิลสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และถุงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ SCGP ยังมี สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) ซึ่งประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์ภาชนะสำหรับบรรจุอาหารปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ “เฟสท์” (Fest) ที่มีรูปแบบดีไซน์สวยงามและฟังก์ชั่นที่เหมาะกับการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงผลิตภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ ยิ่งไปกว่านั้น SCGP ยังให้บริการโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษของลูกค้า ได้แก่ โซลูชันด้านการออกแบบและการพิมพ์ โซลูชันสำหรับงานย่อย โซลูชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกผู้บริโภค โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ โซลูชันสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) โซลูชันสำหรับการจัดแสดงสินค้าและส่งเสริมการตลาด โซลูชันสำหรับกลุ่มสินค้าและบริการภายใต้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

  ภาพรวมตลาดบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ตลอดจนการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในภูมิภาค SCGP จึงวางแผนงานขยายธุรกิจเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องโดยมีกลยุทธ์หลักประกอบด้วย

  1) เพิ่มสัดส่วนการขายบรรจุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการบริการด้านอาหาร และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce)

  2) นำรูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ SCGP ในประเทศไทยไปขยายในต่างประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการทั้งในแนวตั้งและแนวนอนเพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่าง SCGP กับลูกค้า และมีส่วนร่วมกับลูกค้าในด้านต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น

  3) ดำเนินการตามกลยุทธ์การควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเร่งการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์จากการผนึกกำลัง (Synergy) ระหว่างธุรกิจภายใน SCGP

  4) ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงขยายฐานลูกค้าในตลาดที่มีการเติบโตสูง

  5) เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เครื่องจักรกลอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

  6) เป็นต้นแบบ (Role Model) ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในภูมิภาคและสนับสนุนแนวทางดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น

  นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ Chief Financial Officer บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2561 ของ SCGP มีรายได้รวมจากการขายทั้งสิ้น 87,255 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7.1% แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากการขายแบ่งตามที่ตั้งของลูกค้าในประเทศไทย 61.0% และต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 39.0% และมีกำไรสุทธิ 6,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 27.0% เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตและบริหารจัดการต้นทุนภายในด้านต่าง ๆ โดยในปี 2562 SCGP ได้ขยายธุรกิจโดยการควบรวมกิจการในภูมิภาคด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท

  นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า SCGP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยจะออกและเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 1,374,000,000 หุ้น โดยแบ่งเป็น (1) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนรวมไม่เกิน 1,194,800,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 27.7 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจาก SCGP ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และ (2) อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 179,200,000 หุ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้

  โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพคเกจจิ้ง ทั้งในและต่างประเทศให้เติบโต รวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Thu Jan 30, 2020 3:47 pm

เอสซีจียื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต.เพื่อขายหุ้นไอพีโอเรียบร้อยแล้ว เล็งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เผยแพร่: 30 ม.ค. 2563 09:19 ปรับปรุง: 30 ม.ค. 2563 11:07 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

30 ม.ค. 2563 11:07


บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ("SCGP") ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต.เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) แล้ว ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 โดย SCGP ชูศักยภาพธุรกิจเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging Solutions) และบริการที่หลากหลาย โดยการระดมทุนครั้งนี้เพื่อเร่งขยายธุรกิจรองรับการเติบโตของผู้บริโภคในภูมิภาค (Consumer Growth) รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าตลอดจนถึงผู้บริโภค โดยดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นายวิชาญ จิตร์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า SCGP เป็นคู่คิดที่ตอบโจทย์ลูกค้าด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร มีนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าและบริการที่หลากหลาย และมุ่งเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดย SCGP มีการขยายการเติบโต พัฒนาจุดแข็งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการต่างๆ โดยในปี 2562 ได้ควบรวมกิจการ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์กระดาษ และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบคงรูปที่มีมูลค่าสูงระดับสากล อีกทั้งธุรกิจยังมีฐานลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



ปัจจุบัน SCGP มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครอบคลุมทุกด้าน โดยแบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและหลากหลายกว่า 120,000 รายการ หรือ SKUs ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Fast-Moving Consumer Goods หรือ "FMCG") ธุรกิจค้าปลีก รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ซึ่งมีโอกาสที่ดีในการเติบโต โดยสินค้าหลักในกลุ่มดังกล่าวประกอบด้วย บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก (Corrugated Containers) บรรจุภัณฑ์กล่องพิมพ์สีเพื่อแสดงสินค้า (Retail Display Packaging) เพื่อส่งเสริมแบรนด์ลูกค้า บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) และบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป (Rigid Packaging) เพื่อรักษาและปกป้องสินค้า รวมถึงกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper) ถุงกระดาษรีไซเคิลสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และถุงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ SCGP ยังมีสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) ซึ่งประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์ภาชนะสำหรับบรรจุอาหารปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ "เฟสท์" (Fest) ที่มีรูปแบบดีไซน์สวยงามและฟังก์ชันที่เหมาะต่อการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงผลิตภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ ยิ่งไปกว่านั้น SCGP ยังให้บริการโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษของลูกค้า ได้แก่ โซลูชันด้านการออกแบบและการพิมพ์ โซลูชันสำหรับงานย่อย โซลูชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกผู้บริโภค โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ โซลูชันสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) โซลูชันสำหรับการจัดแสดงสินค้าและส่งเสริมการตลาด โซลูชันสำหรับกลุ่มสินค้าและบริการภายใต้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ภาพรวมตลาดบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ตลอดจนการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในภูมิภาค SCGP จึงวางแผนงานขยายธุรกิจเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกลยุทธ์หลักประกอบด้วย

เพิ่มสัดส่วนการขายบรรจุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจการบริการด้านอาหาร และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce)

นำรูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ SCGP ในประเทศไทยไปขยายในต่างประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการทั้งในแนวตั้งและแนวนอนเพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่าง SCGP กับลูกค้า และมีส่วนร่วมกับลูกค้าในด้านต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น

ดำเนินการตามกลยุทธ์การควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเร่งการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์จากการผนึกกำลัง (Synergy) ระหว่างธุรกิจภายใน SCGP

ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงขยายฐานลูกค้าในตลาดที่มีการเติบโตสูง

เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เครื่องจักรกลอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง


เป็นต้นแบบ (Role Model) ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในภูมิภาคและสนับสนุนแนวทางดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น

นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ Chief Financial Officer บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2561 ของ SCGP มีรายได้รวมจากการขายทั้งสิ้น 87,255 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 7.1% แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากการขายแบ่งตามที่ตั้งของลูกค้าในประเทศไทย 61.0% และต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 39.0% และมีกำไรสุทธิ 6,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 27.0% เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตและบริหารจัดการต้นทุนภายในด้านต่างๆ โดยในปี 2562 SCGP ได้ขยายธุรกิจโดยการควบรวมกิจการในภูมิภาคด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท

นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า SCGP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยจะออกและเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 1,374,000,000 หุ้น โดยแบ่งเป็น (1) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนรวมไม่เกิน 1,194,800,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 27.7 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจาก SCGP ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และ (2) อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 179,200,000 หุ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้ โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพกเกจจิ้ง ทั้งในและต่างประเทศให้เติบโต รวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลในรายละเอียดจากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนฉบับเต็มของ SCGP ซึ่งได้ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ที่ website ของสำนักงาน ก.ล.ต. (https://market.sec.or.th/public/idisc/th/Product/Filing)


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1026
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: SCGP

Posts by mezzo » Wed Feb 12, 2020 1:36 pm

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 ก.พ. 63 12:14 น.
  "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)" คาดยอดขายปีนี้โต 6.1% สอดคล้องกับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ พร้อมตั้งงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท รองรับขยายกำลังการผลิต พร้อมมองหาโอกาสลงทุนใหม่ต่อเนื่องในตลาดอาเซียน

  นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ยอดขายในปี 63 คาดจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 6.1% สอดคล้องกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในตลาดอาเซียน จากปี 62 ที่ทำยอดขายได้มากกว่า 89,000 ล้านบาท หรือ เติบโตราว 6.1% และ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท หรือ เติบโต 17% ซึ่งแบ่งออกเป็นยอดขายภายในประเทศไทย 57% และ ยอดขายในภูมิภาคอาเซียน 43%

  ส่วนภาพรวมตลาดบรรจุภัณฑ์ในปี 63 คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่ขยายตัวสอดคล้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคมีความจำเป็นในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินบาทที่แข็งค่า ไวรัสโคโรน่า และ กำลังซื้อของประชาชนลดลง แต่ด้วยผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นสิ่งจำเป็นจึงมองว่า จะไม่ส่งผลกระทบกับยอดขายของบริษัท

  ปัจจุบันบริษัทมีฐานการผลิต และ ตลาดหลักในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย เป็นต้น รวมกันกว่า 40 แห่ง ซึ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน และ มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 510,000 ตันต่อปี โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ และ คาดว่า จะทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในสิ้นปีนี้อีกกว่า 110,000 ตันต่อปี ส่งผลให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีกำลังผลิตเพิ่มเป็น 620,000 ตันต่อปี

  ขณะแผนการลงทุนในปี 63 เบื้องต้นบริษัทวางงบประมาณลงทุนไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นโรงงานบรรจุภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม แห่งที่ 2 มูลค่า 600 ล้านบาท และ คาดว่าจะ COD ภายในช่วงไตรมาส 1/63 , ลงทุนขยายเครื่องจักรที่ 3 ในประเทศฟิลิปปินส์ มูลค่า 5,200 ล้านบาท และลงทุนเพิ่มเติมในโรงงานที่ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่า1,800 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการลงทุนทั้งหมดยังไม่นับรวมการควบรวมกิจการ(M&A) ส่วนแหล่งเงินทุนหลักๆ จะมาจากกระแสเงินสดในมือ และ มีบางส่วนที่เป็นเงินกู้ยืมจากบริษัทแม่

  " 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีการควบรวมกิจการที่เกี่ยวเนื่องธุรกิจบรรจุภัณฑ์ไปแล้วมากกว่า 18 โครงการ มีฐานการผลิตแล้วกว่า 40 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ฟิลลิปปินส์ ซึ่งในปีนี้เราเองยังคงมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน ซึ่งในปัจจุบันมีการเจรจาหลายราย แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ ขณะที่ความคืบหน้าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของ กลต. แล้ว"นายวิชาญ กล่าว

  นอกจากนี้ SCGP วางเป้าหมายทางธุรกิจที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าและ ผู้บริโภค ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับแสดงสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง ตลอดจนการบรรจุภัณฑ์ในการเป็นเครื่องมือส่งเสริมทางการตลาด เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน และ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวมเร็ว โดยบริษัทประเมินว่าการเติบโตจากนี้ไปจนถึงปี 67 ตลาดจะขยายตัวได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 6.1% ต่อปี


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sat Feb 15, 2020 5:02 pm

SCG ตั้งเป้ารักษาแชมป์บรรจุภัณฑ์! เพิ่มกำลังผลิตในอาเซียนกว่า 7,600 ล้านบาท

วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เผยเป้าหมายเอสซีจี แพคเกจจิ้งในงานแถลงข่าวโชว์ศักยภาพผู้นำโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน ตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้าและผู้บริโภคทางธุรกิจคือการรักษาตำแหน่งผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน



เป้าหมายของเอสซีจี แพคเกจจิ้งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค

ทั้งบรรจุภัณฑ์เพื่อบรรจุสินค้า
เพื่อแสดงสินค้า
เพื่อการขนส่ง
เพื่อส่งเสริมการตลาด
ฐานการผลิตและตลาดหลักของเอสซีจีในด้านบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนมีทั้งไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ลูกค้าส่วนใหญ่คือบรรษัทข้ามชาติและบริษัทชั้นนำในประเทศและภูมิภาค ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ฯลฯ


วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ภาพจาก SCG
ภาพรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในอาเซียนนี้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ปี 2561 มีมูลค่ารวมกว่า 5.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท คาดว่าในช่วง 6 ปี ระหว่าง 2561-2567 จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 6.1% หรือมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์รวมอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2.26 ล้านล้านบาท




ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มูลค่าตลาดเติบโตขึ้น

การเพิ่มขึ้นประชากรวัยหนุ่ม-สาวที่มีรายได้ปานกลางในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทำให้อัตราการบริโภคต่อหัวเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตอย่างมาก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญ (เมกะเทรนด์)
SCG มุ่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค
ร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจเพื่อเร่งการเติบโตต่อเนื่อง
ขยายกำลังการผลิตมูลค่ากว่า 7,600 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563
เตรียมพิจารณาควบรวมกิจการอื่นๆ เพิ่ม เพื่อขยายศักยภาพในการเป็นผู้นำตลาดในอาเซียน


นำโมเดล Packaging Solutions มาใช้ เพื่อสร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลาย เรามีนักออกแบบมืออาชีพ 40 คน ฝ่ายวิจัยและพัฒนามากกว่า 90 คน ที่มีศักยภาพทำงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายต่างๆ เสนอโซลูชันด้านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมีความแตกต่างจากคู่แข่ง ทั้ง 6 รูปแบบ ดังนี้

สำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Solutions) เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูง
สำหรับงานย่อย (Small Lot Solutions) เพื่อตอบโจทย์การขายสินค้าปลีก
สำหรับอำนวยความสะดวก (Convenience Solutions) ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น Shelf Ready Packaging บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการจัดเรียงบนชั้นวาง
สำหรับบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart and Functional Solutions) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้มากกว่าบรรจุสินค้าและป้องกันสินค้าเท่านั้น
สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Solutions) สามารถให้บริการลูกค้าธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่จำหน่ายสินค้าออนไลน์
สำหรับกิจกรรมทางการตลาด (Marketing Event Solutions) บริการพิเศษที่ลุกค้าต้องการออกแบบ exhibition หรืองานแสดงสินค้า

วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) ภาพจาก SCG
SCG Packaging ให้ความสำคัญกับลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย 583 ล้านคนในอาเซียนทั้ง 5 ประเทศมีอัตราการใช้บรรจุภัณฑ์ 10-30 กก. ต่อปี ในประเทศพัฒนาอย่างเกาหลีใต้ใช้มากถึง 90 กก. ต่อปี




เทรนด์อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

ผู้บริโภคเงินเดือนสูงขึ้น รายได้สูงขึ้น การใช้จ่ายอุปโภคบริโภคจะเยอะขึ้นด้วย
ไลฟ์สไตล์ของคนก็เป็น individual packaging มากขึ้น ตัวอย่าง ในบ้านหลังหนึ่งมีคนอยู่ร่วมกัน 3 คน ทั้ง 3 คนนี้ชอบทานอาหารแตกต่างกัน แพคเกจจิ้งก็จะตอบโจทย์คนทั้ง 3 แบบตามสไตล์ของคน
ปัจจุบัน ผู้บริโภคใส่ใจผลิตภัณฑ์ที่รักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น SCGP ก็ใช้กระดาษของเราเองที่นำมารีไซเคิลอยู่แล้ว 95%
การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะทำให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เติบโตยิ่งขึ้น


https://brandinside.asia/scg-packaging- ... -champion/


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sat Feb 15, 2020 5:04 pm

ธุรกิจ “แพ็กเกจจิ้ง” โตตามเทรนด์รักษ์โลก-อีคอมเมิร์ซ SCGP ทุ่ม 7.6 พันล้านเพิ่มลงทุนอาเซียน
Arty SiriluckFebruary 13, 2020

เทรนด์รักษ์โลกเเละการลดใช้พลาสติกที่กำลังเเพร่หลายในขณะนี้ ทำให้บรรดาผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ หรือ “เเพ็กเกจจิ้ง” ต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อตอบสนองให้ทันความต้องการของผู้บริโภคที่ “ยอมจ่ายเพิ่ม” เพื่อให้ได้ใช้ของที่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม

หากมองภาพรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในภูมิภาคอาเซียน จะเห็นว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 ซึ่งคาดว่าในช่วง 6 ปี (ปี 2561-2567) จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 6.1% หรือมีมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์รวมอยู่ที่ 72,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567



SCG Packaging (SCGP) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน ก็กำลังเตรียมเปิดระดมทุนในตลาดหุ้นภายในปีนี้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) มองว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียนกำลังเติบโตอย่างมากเฉลี่ย 26% ต่อปี และกลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ รวมถึงธุรกิจเดลิเวอรี่ จากปัจจัยหนุนการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีรายได้ระดับปานกลางในไทย เวียดนาม อินโดนีเชีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดหลัก จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างเเพ็กเกจจิ้งที่มีความเเตกต่างเเละเป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม ด้วยโมเดล “Packaging Solutions” ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน นำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้กว่า 95%

“ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปกป้องสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำหรับส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ ทำให้สินค้ามีความน่าสนใจ ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับแบรนด์อีกด้วย”


วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP
ทั้งนี้ SCGP มีบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดกว่า 120,000 รายการ มีลูกค้าราว 4,000 ราย ผลิตตั้งแต่กล่องกระดาษลูกฟูก กล่องพิมพ์เพื่อแสดงสินค้า ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว บรรจุภัณฑ์แบบคงรูป

เเละตอนนี้ “กระดาษบรรจุภัณฑ์” (Packaging Paper) เเละ “ถุงกระดาษรีไซเคิล” สําหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และถุงอุตสาหกรรม กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จากพฤติกรรมบริโภคที่มีความต้องการที่หลากหลายและเติบโตเร็ว เช่น ธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนอย่างรวดเร็ว (Fast-Moving Consumer Goods หรือ “FMCG”) ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ส่วนการรณรงค์ลดใช้พลาสติกนั้น ผู้บริหาร SCGP บอกว่าทำให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์เเบบ single-use “ใช้ครั้งเดียวทิ้ง” ลดลงเเละมีความต้องการบรรจุภัณฑ์เเปรรูปมากขึ้น อีกมุมที่น่าสนใจคือเมื่อคนทั่วไปไม่ได้นำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำเพื่อใส่ขยะในครัวเรือนเเล้ว ก็เป็นโอกาสธุรกิจของผู้ผลิต “ถุงใส่ขยะ” ที่จะทำออกมาขายมากขึ้นเช่นกัน

สำหรับ SCGP มีกำลังการผลิตแพ็กเกจจิ้งรวม 4 ล้านตัน กระดาษลูกฟูก 1.1 ล้านตันทำบรรจุภัณฑ์ให้หลายอุตสาหกรรม อย่างในซัพพลายเชนของธุรกิจที่มีการเติบโตสูง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจค้าปลีก เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ เป็นต้น

“แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตน้อยลง แต่คนก็ยังต้องซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเหมือนเดิม”



ผู้บริหาร SCGP ยกตัวอย่างกลยุทธ์การนำ “Pain Point” ของผู้บริโภคมาต่อยอดการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ของ “นมข้นหวานหลอดบีบ” ที่คนยอมจ่ายเเพงกว่าในปริมาณที่น้อยกว่าเเบบเดิมที่เป็น “กระป๋อง” เพราะต้องการความสะดวกสบาย ใช้ง่ายกินง่าย

โดย SCG Packaging ยังใช้กลยุทธ์ “ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางเเละมองไกลกว่ากล่องกระดาษ” โดยมีทีมวิจัยความต้องการของตลาด หาสาเหตุของปัญหาเเละพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

บรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ ทำหน้าที่ 4P

•Protect เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องป้องกันสิ่งของที่อยู่ภายใน ไม่ให้ชำรุดหรือเสียหาย

•Promote บรรจุภัณฑ์ต้องทำหน้าที่โฆษณาตัวเองได้ด้วย ต้องดึงดูดเเละสะดุดตาผู้ใช้เมื่ออยู่บนชั้นวาง

•Preserve รักษาอาหารที่อยู่ข้างในให้คงสภาพได้นานที่สุด เช่นมีการนำ Polymer มาเป็นวัสดุหลักทำให้เก็บรักษาได้ 45 – 60 วัน

•Perform มีความทันสมัยเป็น Smart Packaging ตรวจสอบข้อมูลสินค้าได้ผ่านคิวอาร์โค้ด เป็นต้น

“เเม้ว่ากระบวนการ Packaging Solutions จะมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า เเต่ลูกค้าก็ยอมลงทุนเพราะมองความยั่งยืนในธุรกิจระยะยาว” วิชาญระบุ



ทุ่ม 7.6 พันล้านขยายลงทุนอาเซียน

ล่าสุด SCGP เปิดเผยผลประกอบการปี 2562 ว่ามีรายได้จากการขาย 89,070 ล้านบาท และมีกำไร 5,268 ล้านบาท (ปี 2561 ยอดรายได้อยู่ที่ 87,255 ล้านบาท) สัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ 57% มาจากภายในประเทศ และอีก 43% มาจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน เเบ่งเป็น เวียดนาม 12% อินโดนีเซีย 10% ฟิลิปปินส์ 4% มาเลเซีย 2% และประเทศอื่นๆ 15%



“เเผนหลักของ SCGP ในปี 2563 คือต้องการเพิ่มการลงทุนไปยังอาเซียนมากขึ้น ด้วยงบลงทุนกว่า 7,600 ล้านบาท เพราะเห็นโอกาสการเติบโตสูง เช่นที่เวียดนาม บรรจุภัณฑ์เเบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) กำลังได้รับความนิยมมาก”

ปี 2562 ที่ผ่านมาควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาค ด้วยเงินลงทุนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบัน SCG Packaging มีโรงงานกว่า 40 แห่งใน 5 ประเทศอาเซียน เเละปีนี้จะมีการลงทุน ดังนี้

เวียดนาม มูลค่าการลงทุน 600 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์อ่อนตัว
ฟิลิปปินส์ มูลค่าการลงทุน 5,200 ล้านบาท ในด้านการเพิ่มเทคโนโลยีเครื่องจักร ตอนนี้กำลังการผลิตรวมกว่า 2.2 แสนตันต่อปี
อินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุน 1,800 ล้านบาทในด้านการเพิ่มเทคโนโลยีเครื่องจักร ตอนนี้มีกำลังการผลิตรวม 4 แสนตันต่อปี
“ปัจจัยเสี่ยงปี 2563 เช่น ไวรัสโคโรนา (COVID-19) มองว่าเป็นความเสี่ยงระยะสั้น ส่วนภัยเเล้งที่อาจส่งผลต่อการผลิตกระดาษนั้นเห็นว่าบริษัทคงไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะเป็นกระบวนการที่ใช้น้ำน้อย เช่นเดียวกับการแข็งค่าของเงินบาทที่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้”
Attachments
983D4C94-5586-41AC-8413-00884F10C95D.jpeg
983D4C94-5586-41AC-8413-00884F10C95D.jpeg (212.25 KiB) Viewed 525 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sat Feb 15, 2020 5:06 pm

SCGP ชูโมเดล Packaging Solutions สร้างความแตกต่าง พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในอาเซียน
--อินโฟเควสท์ โดย วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์/รัชดา โทร.02-2535000 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--
ข่าวหุ้น-การเงิน 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 17:54 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

SCGP ชูโมเดล Packaging Solutions สร้างความแตกต่าง พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในอาเซียน
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ในกลุ่มบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดวิสัยทัศน์ และเป้าหมายทางธุรกิจที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าและผู้บริโภค ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับแสดงสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง ตลอดจนการบรรจุภัณฑ์ในการเป็นเครื่องมือส่งเสริมทางการตลาด

โดยมีฐานการผลิตและตลาดหลักในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบรรษัทข้ามชาติ และบริษัทชั้นนำในระดับประเทศและภูมิภาคที่มีการประกอบธุรกิจที่มั่นคงในอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลาย ที่อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตสูง อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ เป็นต้น

สำหรับภาพรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมประมาณกว่า 51,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2561 ซึ่งคาดว่าในช่วง 6 ปี (ปี 2561-2567) จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.1% ต่อปี หรือมีมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์รวมอยู่ที่ 72,700 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยหนุ่ม-สาวที่มีรายได้ระดับปานกลางในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งส่งผลดีต่ออัตราการบริโภคต่อหัวของประชากรในภูมิภาคนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

พร้อมทั้งได้รับผลดีจากภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างมาก และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญ (เมกะเทรนด์) ในภูมิภาคอาเซียน SCGP จึงมุ่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค โดยการนำรูปแบบที่ประสบความสำเร็จแล้วของบริษัทไปใช้ในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการทั้งในแนวตั้งและแนวนอนเพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างบริษัทกับลูกค้า และมีส่วนร่วมกับลูกค้าในด้านต่าง ๆ ตลอดถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเร่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วย

โดย SCGP มีโครงการขยายกำลังการผลิตมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7,600 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จในปี 2563 และยังมีการพิจารณาการควบรวมอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจและรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในภูมิภาคนี้

"ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปกป้องสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำหรับการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ ทำให้สินค้ามีความน่าสนใจ และช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับแบรนด์สินค้าอีกด้วย ดังนั้น ผู้ผลิตสินค้าจึงต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีรายละเอียดที่มากกว่าปกติหรือบรรจุภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่ดี จึงทำให้บรรจุภัณฑ์ของ SCGP สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในธุรกิจต่าง ๆ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนของธุรกิจต่าง ๆ เช่น ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจค้าปลีก และอีคอมเมิร์ซ"นายวิชาญ กล่าว
นายวิชาญ กล่าวอีกว่า SCGP ได้นำโมเดล Packaging Solutions มาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้าน และสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในลูกค้าแต่ละราย โดย SCGP มีนักออกแบบมืออาชีพและฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่มีศักยภาพโดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานฝ่ายต่าง ๆ และลูกค้า ผ่านการนำเสนอโซลูชันด้านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมีความแตกต่างจากคู่แข่ง ทั้ง 6 รูปแบบ ได้แก่

1.โซลูชันสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Solutions) เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด 2.โซลูชันสำหรับงานย่อย (Small Lot Solutions) เพื่อตอบโจทย์การขายสินค้าปลีก 3.โซลูชันเพื่ออำนวยความสะดวก (Convenience Solutions) ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น Shelf Ready Packaging หรือบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อความสะดวกในการนำสินค้าจัดเรียงบนชั้นวาง 4. โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart and Functional Solutions) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติมากกว่าการบรรจุและป้องกันสินค้า

5. โซลูชันสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce Solutions) สามารถให้บริการแก่ลูกค้าธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ที่จำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ และ 6.โซลูชันด้านกิจกรรมทางการตลาด (Marketing Event Solutions) บริการพิเศษเพื่อช่วยลูกค้าที่ต้องการออกแบบงานเอ็กซิบิชั่นหรืองานแสดงสินค้า นอกจากนี้ SCGP ได้มีการพัฒนาความพร้อมในการยกระดับการบริการแบบโซลูชัน ในด้านต่างๆ ได้แก่ ความสามารถในด้านการออกแบบ (Design Capabilities) และความสามารถในด้านการพิมพ์ (Printing Capabilities) อีกด้วย

ขณะเดียวกัน SCGP ได้พัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างเหมาะสม ความสามารถในการเข้าถึงตลาด และการสร้างความไว้วางใจของลูกค้าและผู้บริโภคผ่านแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริษัทฯ สร้างสรรค์โซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค นอกจากนี้ SCGP ยังได้ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านนักวิจัยและพัฒนาจำนวนมากกว่า 90 คน และนักออกแบบมืออาชีพจำนวน 40 คน ที่พร้อมในการสร้างสรรค์และให้บริการแก่ลูกค้า โดยปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร รวมถึงอยู่ระหว่างยื่นขอรับความคุ้มครองในไทยและต่างประเทศอีกกว่า 60 รายการ

SCGP มั่นใจว่าการดำเนินงานตามกลยุทธ์การขยายการเติบโตของธุรกิจ ด้วยการมุ่งขยายการเจริญเติบโตไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน และการนำเสนอความหลากหลายของสินค้าและบริการด้านแพคเกจจิ้ง ด้วยโมเดลแพคเกจจิ้งโซลูชัน ควบคู่ไปกับการดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะทำให้ SCGP ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าและผู้บริโภค และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญ (megatrends) ได้ และทำให้เรายังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนและเป็นองค์กรที่มีศักยภาพและเติบโตเคียงข้างลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องได้


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34708
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Sun Feb 16, 2020 9:41 pm

SCGPปักหมุดรายได้ปีนี้โต6% ทุ่ม8พันล้านขยายธุรกิจตปท.
Source - ข่าวหุ้น
Thursday, February 13, 2020 05:16

“SCGP” คาดปี 63 รายได้จากการขายเติบโต 6% รับอานิสงส์ตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนขยายตัว พร้อมวางเป้าความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในอาเซียน ขณะที่ทุ่มงบลงทุนปี 63 กว่า 8 พันล้านบาท ลุยขยายธุรกิจในต่างประเทศ

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2563 คาดว่าจะมีรายได้จากการขายเติบโต 6% สอดคล้องกับในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2559-2562) โดยในปี 2562 มีรายได้จากการขายรวม 89,070 ล้านบาท เติบโต 6.10% และมีกำไรสุทธิ 5,268 ล้านบาท เติบโต 17% จากปี 2561 คิดเป็นสัดส่วนยอดขายจากประเทศไทย 57% และจากต่างประเทศ 43%

โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของตลาดบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะประชากรในแต่ละประเทศขยายตัวสูง และที่ผ่านมากลุ่มอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตกว่า 26% ทำให้ทิศทางธุรกิจมีการเติบโตที่ดี ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์เฉลี่ย 10-30 กิโลกรัมต่อปีต่อคน เทียบกับประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐฯ (ประเทศเจริญแล้ว) ใช้เฉลี่ย 80-90 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน พร้อมมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และเพิ่มนวัตกรรมด้านโซลูชั่น เพื่อสร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจ ตอบสนองความต้องการใช้งานของลูกค้าและผู้บริโภค ทั้งบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุสินค้า สำหรับแสดงสินค้า และสำหรับการขนส่ง

โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานการผลิตและตลาดหลักในประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย กว่า 40 โรงงาน แบ่งเป็น การผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ 4 ล้านตันต่อปี และบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก 1.1 ล้านตันต่อปี จาก 10 ปีที่ผ่านมามีการควบรวมกิจการ (M&A) ถึง 18 โครงการ และในปี 2562 ก็มีการลงทุนเพิ่มในไทยและอินโดนีเซียกว่า 25,000 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทในภูมิภาคอาเซียน มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2561 มีมูลค่ารวมกว่า 51,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าในช่วง 6 ปี (2561-2567) จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 6.10% หรือมีมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์รวม 72,700 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2567

ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเร่งการเติบโตต่อเนื่อง โดยวางงบลงทุนปี 2563 ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท (ไม่รวม M&A) แบ่งเป็น 1.การลงทุนโรงงานบรรจุภัณฑ์ แห่งที่ 2 ในประเทศเวียดนาม งบลงทุน 600 ล้านบาท ปัจจุบันเริ่มทยอยเดินเครื่องจักรแล้ว 2.การลงทุนเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์กระดาษเครื่องที่ 3 ในประเทศฟิลิปปินส์ งบลงทุน 5,200 ล้านบาท และ 3.การลงทุนเพิ่มเติมในโรงงานประเทศอินโดนีเซีย งบลงทุน 1,800 ล้านบาท ส่งผลให้ในปี 2563 มีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นมา 620,000 ล้านตันต่อปี ดังนั้นจะทำให้ในปี 2564 มีกำลังการผลิต และรับผลบวกเต็มปีรวมทั้งสิ้น 5.10 ล้านตันต่อปี ส่วนการเจรจา M&A ปัจจุบันมีอยู่หลายราย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้

นายวิชาญ กล่าวว่า ความคืบหน้าของการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,374 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท ยังรอตามขั้นตอน ระยะเวลา และกระบวนการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หลังจากยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) เมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา

ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 13 ก.พ. 2563


Post Reply