RBF

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31608
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 6:57 pm

RBF : บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย์ จำกัด (มหาชน)
ประเภทธุรกิจ
ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) ดังนี้
วัตถุแต่งกลิ่นและรส (Flavour) แป้งประกอบอาหาร เกล็ดขนมปัง เครื่องปรุงรส ซอสและน้ำจิ้ม สีผสมอาหาร ผลิตภัณฑ์อบแห้ง ผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง รวมถึงวัตถุแต่งกลิ่นที่นำไปเป็นส่วนผสมในน้ำหอมและเครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์พลาสติก
ซื้อมาเพื่อจำหน่ายไปซึ่งสินค้าประเภท Food Additive อาทิ สารกันบูด สารกันรา กรดมะนาว เป็นต้น รวมถึงนมผง และปลอกไส้กรอก
นอกจากนี้ยังได้ลงทุนในธุรกิจโรงแรม 2 แห่ง คือ โรงแรมไอบิส สไตล์ เชียงใหม่ และโรงแรมโนโวเทล ชุมพร บีช
รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ
ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร / อาหารและเครื่องดื่ม
สถานะ Filing
จำนวนหุ้นที่ IPO
จำนวนไม่เกิน 520,000,000 หุ้น คิดเป็น 26.0% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น
n/a
ราคา IPO
n/a
ราคา PAR
1.00 บาท
วันที่เริ่มซื้อขาย n/a
ที่ปรึกษาทางการเงิน
บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด

ข้อมูล Filing
www.rbsupply.co.th


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31608
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 6:58 pm

R&Bรวบ 6 รง. “อยุธยา-เชียงใหม่” เข้าตลาดหุ้นระดม 3 พัน ล. ลงทุน 5 ประเทศ

วันที่ 28 June 2018 - 19:37 น.

ภาพรวมการส่งออกอาหารไทยไปทั่วโลกเฉลี่ยแต่ละปีมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนั้น เบื้องหลังครัวโลกแต่ละเมนูล้วนมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตวัตถุแต่งกลิ่นเลียนรสธรรมชาติ (flavours) สีผสมอาหาร เครื่องเทศต่าง ๆ มาช่วยแต่งเติมให้ออกมาน่ารับประทาน เช่น “บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด” หรือ R&B “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ” ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยทายาท “บุตรสาว” แพทย์หญิงจัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการ และ “หลานชาย” นายธีรพัฒน์ ญาณาธรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ มาเปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางที่กำลังจะก้าวเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินไปขยายการลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก

Q : 4 บริษัท 3 ธุรกิจหลัก 6 โรงงานผลิต

ผมเรียนจบทางด้านเคมี และเข้าสู่ธุรกิจ flavours มากว่า 40 ปีแล้ว เป็นบริษัทคนไทย 100% มีการจัดตั้งห้องแล็บ ว่าจ้างคนต่างชาติมาทำงานวิจัยและพัฒนากลิ่นให้ตามที่ลูกค้าต้องการ ไม่ได้ซื้อหัวน้ำหอมจากผู้ผลิตรายอื่นมาผสม

โดยลูกค้าส่วนใหญ่เน้นขายวัตถุดิบ B to B เข้าโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่มส่งออกประมาณ 80% เช่น เครือ ซี.พี. ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป กระทิงแดง ฯลฯ มีขายปลีกประมาณ 20% โดยเฉพาะแป้งตลาดที่ซื้อขายกันมากจริง ๆ คือตลาดสด ตลาดยี่ปั๊ว โชห่วย และห้างสรรพสินค้า เช่น แมคโคร เทสโก้ บิ๊กซี่ อิออน รวมถึงรับจ้างผลิต(OEM)ให้ลูกค้ารายใหญ่ ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาด flavours ในไทยประมาณ 20% และส่งออกไปหลายประเทศ

“ในอดีตธุรกิจ favours เป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยมีคนรู้ ผมทำมา 40 ปีแล้ว พูดง่าย ๆ เราเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย เราซัดกับฝรั่ง และญี่ปุ่นได้ไม่กลัว”

ปัจจุบันมีธุรกิจหลัก 3 ประเภท ได้แก่ 1.วัตถุแต่งกลิ่นเลียนรสธรรมชาติ และสีผสมอาหาร (flavours) ภายใต้แบรนด์ “เบสท์ โอเดอร์” (Best Odour) มียอดขายประมาณ 50% 2.แป้งทอดกรอบ, แป้งข้าวโพด, เกล็ดขนมปัง, แป้งชุบทอดสำเร็จรูปต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ “อังเคิลบาร์นส์” (Uncle Barns) มียอดขายประมาณ 30% และ 3.เครื่องเทศอบแห้ง และพืชผักผลไม้อบแห้ง (ทำโดยโรงงานพรีเมี่ยมฟู้ดส์) มียอดขาย 20%

ภายใต้การบริหารงาน 4 บริษัท ได้แก่ 1.R&B เป็นบริษัทแม่ ดำเนินธุรกิจผลิตเคมีภัณฑ์ผสมอาหาร แป้งผสมอาหาร นม 2.บริษัท พรีเมี่ยมฟู้ดส์ จำกัด ตั้งอยู่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ผลิตและส่งออกพืช ผัก ผลไม้อบแห้ง 3.บริษัท ไทย เฟลเวอร์ แอนด์ แฟรกแร็นซ์ ผลิตกลิ่น และ 4.บริษัท เบสท์ โอเดอร์ จำกัด ผลิตวัตถุแต่งกลิ่นเลียนรสธรรมชาติ และสีผสมอาหาร มีโรงงานผลิต 7 แห่ง มีพนักงาน 1,200 คน แบ่งเป็นภายในประเทศ 6 แห่ง ได้แก่ 1.ภายในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.พระนครศรีอยุธยา มี 3 โรงงาน 2.อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา 1 โรง 3.เชียงใหม่ 1 โรง และ 4.เขตลาดพร้าว กทม. 1 โรง และโรงงานในต่างประเทศ 1 โรง ที่ประเทศอินโดนีเซีย

Q : เล็งเข้าตลาดไตรมาส 3 ปีนี้

ผมมีแผนจะระดมทุน เพื่อขยายการลงทุนไปต่างประเทศให้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้ผมอายุ 67 ปีแล้ว จุดเป้าหมายเราจะไปตีฝรั่ง ตีญี่ปุ่น คนไทยเราเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเริ่มตั้งบริษัทเมื่อ 30 ปีก่อนมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ตอนนี้เพิ่มทุนเป็น 1,480 ล้านบาท เดือนกรกฎาคม 2561 จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2,000 ล้านบาท ปี 2560 มียอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ปี 2561 วางเป้าหมายไว้ 3,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นยอดขายภายในประเทศ 2,000 ล้านบาท และส่งออกประมาณ 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หลังการขยายโรงงานในหลายประเทศแล้วเสร็จ คาดว่าอีก 5 ปี ยอดขายน่าจะเติบโตขึ้นไปประมาณ 20,000 ล้านบาท

ขณะนี้ได้ว่าจ้างบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด และบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน มาดำเนินการเตรียมจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯขายหุ้น 25% ประมาณไตรมาส 3 นี้ ในนามบริษัท R&B เพื่อระดมทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนในต่างประเทศ

Q : แผนลงทุนตั้งโรงงานในต่างประเทศ

ทุกวันนี้มีโรงงานที่อินโดนีเซีย 1 แห่ง กำลังก่อสร้างโรงงานที่เวียดนามอีก 1 แห่ง และมีแผนจะนำเงิน 3,000 ล้านบาทไปตั้งโรงงานในอีกหลายประเทศ ซึ่งได้ส่งสินค้าไปขายหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่ขายเข้าโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จะผลิตสินค้า 4 ประเภทเหมือนในไทย จะทำสินค้าที่เราชำนาญ อย่าออกนอกสายสิญจน์ เจ๊ง

อย่างเวียดนาม ผมเข้าไป 20 ปีแล้ว และไปตั้งสำนักงานได้ประมาณ 5 ปี นำเข้าสินค้าเดือนละประมาณ 25 ตู้คอนเทนเนอร์ (ตู้ขนาด 40 ฟุต) จึงวางแผนไปตั้งโรงงานลงทุนเอง 100% ตอนนี้เริ่มก่อสร้างแล้วที่จังหวัดหลงเห่า(LONG HAO) อยู่ใต้ของเวียดนาม อยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องจักร ตามแผนจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2561จีน ส่งออกแป้งเกล็ดขนมปัง กลิ่นผสมอาหารไปเดือนละ 10 ตู้ และเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างน่าตกใจ ปัจจุบันกำลังจะไปเปิดสำนักงาน และตั้งเป้าจะไปตั้งโรงงานที่เมืองชานตง อยู่ทางเหนือ ผลิตแป้ง และเมืองกว่างโจว ทางใต้ ผลิตกลิ่น คาดว่าตามแผนจะดำเนินการได้ไม่เกินปี 2562 ต้องเสร็จ

สำหรับอินเดีย ส่งออกไปเดือนละ 5 ตู้ เริ่มมีความต้องการ แป้งและเกล็ดขนมปังคือสินค้าขายดี ส่วนปากีสถาน มีประชากร 200 ล้านคน ยอดขายดีกว่าอินเดีย ขณะที่บังกลาเทศ มีลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ซื้อเราอยู่ชวนไปตั้งโรงงาน เพราะตอนนี้รัฐบาลตั้งภาษีนำเข้าเกล็ดขนมปัง 200% ตัวอื่น 90% เขาบอกว่า ไม่ไหวแล้ว คุยกันเรียบร้อย

ล่าสุดรัสเซีย ส่งออกไปเดือนละ 10 ตู้ ต้องรีบไปตั้งโรงงานเลย เพราะตอนนี้รัสเซียได้ออกกฎหมายให้ซื้อของทุกอย่างจากภายในประเทศ และไม่ซื้อของอเมริกาเด็ดขาด เราจะไปเสียบแทนทันที นอกจากนี้ มีแผนไปตั้งสำนักงานขายที่เมียนมา กัมพูชา และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การไปลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศ จะลงทุนผลีผลามมาก ๆ ไม่ได้ ต้องดูวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วย บางครั้งทุกอย่างดีหมด แต่เราไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเขากิจการเจ๊งเลย

Q : จุดเด่นที่เหนือคู่แข่งต่างประเทศ

จุดเด่นของเรามีสินค้าครบวงจรทุกอย่างพร้อมเมื่อลูกค้าเข้ามาที่บริษัท มีผลิตภัณฑ์แป้ง กลิ่น มาริเนด (marinade) ยกตัวอย่าง ลูกค้าชอบกลิ่น รสชาติไหน เราสามารถผลิตกลิ่นที่ลูกค้าต้องการเฉพาะขึ้นมาให้บริการจบภายใน 1 วัน โดยมี flavor list ทั้งหมด 5 คน แบ่งเป็น อังกฤษ 1 คน เยอรมัน 1 คน สิงคโปร์ 1 คน คนไทย 2 คน เราถือเป็นบริษัทคนไทยแห่งแรก และแห่งเดียวที่ทำ flavours จากต้นกำเนิดเลย ไม่ได้ซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นมาผสม เรามีห้องแล็บดีที่สุดในประเทศไทย

ปัจจุบันใช้เทคโนโลยีทางยามาช่วย ทำได้ถึงขั้น encapsulate (เอ็นเค็ปสุเรต) คือ การเอากลิ่นมาเคลือบ โดยไม่ให้กลิ่นหาย กลิ่นทนความร้อนได้ถึง 300 องศา เราพัฒนาสินค้ามาเรื่อย ฝรั่งทำได้ไม่กี่ราย และราคาแพงกว่าผม 5 เท่า ฝรั่งขาย 3,000 บาทต่อ กก. แต่ผมขายอยู่ 700-800 บาทต่อ กก. เทคโนโลยีคนไทยล้วน เราทำได้ต้นทุนถูกกว่าฝรั่งมาก

รวมไปถึงการพัฒนาทำ freeze-dried ยกตัวอย่าง มะนาวสดมาทำ freeze-dried คือ ใช้ระบบความเย็นมาทำ เพราะฉะนั้นสารระเหยต่าง ๆ ยังอยู่ครบ น้ำมะนาวได้รสชาติเหมือนจริง เราถือเป็นคนไทยเจ้าแรกที่ทำระบบนี้

ขณะที่เกล็ดขนมปังเรามีจุดเด่นผลิตเกล็ดได้หลายแบบ จะแตกต่างจากผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นเป็นแบบเข็ม รวมถึงมีเกล็ดขนมปังปรุงรส ใส่เครื่องเทศตามสูตรที่ลูกค้ามาสั่งทำด้วย ตลาดตะวันออกกลางจะรู้จักแป้งทอดกรอบอังเคิลบาร์นส์

Q : แผนขยายการลงทุนในประเทศ

นอกจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ผมทำโรงงานผลิตพลาสติกย่อยสลาย (PLA) จากข้าวโพดมาตั้งแต่ปี 2554 ลงทุนซื้อเครื่องมา 25 ล้านบาท ต้นทุนการผลิตยังแพงกว่า PET 20% เริ่มทำตลาดมา 2 ปี ผลิตให้กลุ่มบางจาก และแดรี่โฮม และล่าสุดจะทำให้โครงการหลวง และกลุ่มเบทาโกร คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกันผมเพิ่งผลิต “เยลลี่ผลไม้เคลือบคอลลาเจน” ภายใต้แบรนด์ “โกโระโกโระ” เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า อย่าลืมฉัน วางขาย 20 บาท/ถ้วย เป็นการพัฒนาสินค้าขึ้นจากทีมงานคนไทย ขณะที่ปัจจุบันในตลาดมีสินค้าเยลลี่ผลไม้ลักษณะเดียวกันเป็นสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ราคาขาย 49 บาทต่อซอง คนไทยไม่มีใครผลิต


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31608
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 7:00 pm

RBF แต่งตัวเข้า SET ปีนี้ระดมทุนหนุนแผนลุยหนักทั้งในประเทศ-ตปท.หวังช่วยเสริมความมั่นใจพันธมิตรต่างชาติ

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 11:22:36 น.

บมจ.อาร์แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) เผย RBF จับมือ APM แต่งตัวเตรียมยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO และเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ หวังระดมทุนหนุนแผนเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งสร้างเสริมความน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรที่สนใจร่วมทุนขยายกิจการด้านการผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบปรุงแต่งอาหาร โดยเฉพาะต่างชาติ วางเป้าผลักดันรายได้ต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% ใน 3-5 ปีจาก 15% ในขณะนี้

"เราอยากเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศมากขึ้น เราต้องการความน่าเชื่อถือ เราอยากบอกคนอื่นว่าเราเป็นมืออาชีพ และเราโปร่งใส เราได้รับการตรวจสอบ ดังนั้น คนดี ๆ ก็รู้สึกสบายใจที่จะมาทำงานกับเราช่วยกันพัฒนาบริษัท เวลาเราไปเมืองนอกหา Partner ก็สบายใจที่จะมาลงทุนร่วมกับเรา เพราะโปร่งใสอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถตรวจสอบได้"นางสาวจัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการ RBF กล่าว

RBF อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อยื่นแบบแสดงคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีบริษัท แอสเซท โปร เมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน



ปัจจุบัน RBF มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วจำนวน 1,480 ล้านบาท เป็นผู้นำนวัตกรรมด้านกลิ่นรสชาติ รูปลักษณ์และเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ สามารถตอบสนองลูกค้าได้ทุกรูปแบบ โดยวัตถุประสงค์ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ บริษัทต้องการเติบโตทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

กลุ่มของบริษัท ประกอบด้วย 4 บริษัท ได้แก่ RBF, บริษัท ไทย เฟลเวอร์ แอนด์ แฟรก แร็นซ์ จำกัด ดำเนินธุรกิจวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร, บริษัท พรีเมี่ยมฟู้ดส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจแปรรูปผักอบแห้งและอาหารแช่แข็ง และ บริษัท เบสท์ โอเดอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจเทรดดิ้ง

บริษัทและบริษัทในเครือผลิตสินค้าใน 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร, กลุ่มแป้งและซอส,กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง, กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ผลิตพืชผักผลไม้แปรรูปแช่แข็ง, กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยมีโรงงานผลิตในประเทศ 7 แห่งใน กทม.1 แห่ง, จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 5 แห่ง และ จ.เชียงใหม่ จำนวน 1 แห่ง

นางสาวจัณจิดา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยที่ 10% ต่อปี โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากในประเทศประมาณ 85% และต่างประเทศประมาณ 15% ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากงานรับจ้างผลิต (OEM) สูงถึง 80-90% ซึ่งบริษัทจะผลิตสินค้าตามคำสั่งของลูกค้าในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและค้าปลีก ส่วนที่เหลือมาจากการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง ได้แก่ อังเคิลบาร์นส์, เบสท์ โอเดอร์, แองเจโล, เฮโย เป็นต้น



บริษัทถือว่าเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตสินค้าในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องใช้ โดยเชื่อมั่นว่าแนวโน้มของธุรกิจในปีนี้และปีหน้าจะมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของลูกค้าผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมกันนั้นบริษัทก็จะเดินหน้าหาลูกค้าใหม่เพิ่ม รวมถึงการช่วยลูกค้าทั้งรายเดิมและรายใหม่คิดโครงการใหม่ ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ให้รสชาติเหมือนน้ำตาล เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำตาล เป็นต้น

"จุดเด่นของบริษัท คือ ถ้าจะหาคู่แข่งของบริษัท คิดว่าอาจจะยังไม่มี เนื่องจากจะหาบริษัทที่ทำครบทุกอย่าง ครบทุกไลน์ผลิต เพื่อซัพพลายให้โรงงานอาหาร หรือผู้ผลิตอาหารในเมืองไทย เหมือน R&D ในตอนนี้อาจจะยังไม่มี จากเรามีสินค้าที่หลากหลาย และเมื่อเรามีสินค้าหลายตัวความเสี่ยงที่จะเสียคำสั่งซื้อไปก็จะน้อย"นางสาวจัณจิดา กล่าว

ส่วนในต่างประเทศ บริษัทมองทิศทางการส่งออกยังคงเติบโตได้ดี เห็นได้จากคำสั่งซื้อของลูกค้าในมือขณะนี้ ประกอบกับลูกค้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในระยะ 3-5 ปีจากนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกไปยังประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ อังกฤษ ยุโรป สแกนดิเนเวีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน เป็นต้น

นางสาวจัณจิดา กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการขยายการลงทุนในอาเซียน รวมทั้งตั้งโรงงานผลิตวัตถุดิบปรุงแต่งอาหารในต่างประเทศเป็นครั้งแรกในประเทศจีนที่เมืองกว่างโจวในปี 61 เนื่องจากจีนมีประชากรค่อนข้างมาก และรัฐบาลจีนไม่มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่บริษัทผลิตและจำหน่าย โดยปีนี้จะเน้นการทำการตลาดและด้าน R&D เพื่อปรับรสชาติของอาหารให้มากขึ้น



ขณะเดียวกัน บริษัทก็เตรียมเปิดโรงงานผลิตวัตถุดิบปรุงแต่งอาหารในอินโดนีเซียและเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดโรงงานผลิตในต่างประเทศจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้ อีกทั้งบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาขยายโรงงานในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก ที่นอกเหนือจากกลุ่มอาเซียน

ส่วนทิศทางการเติบโตของธุรกิจอาหารในปีนี้ มองว่าจะยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 61 ที่บริษัทมีรายได้ 2.8 พันล้านบาท ดังนั้น จึงเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากการที่ประเทศไทยถือเป็น Trend Center หรือเป็นผู้นำทางด้านอาหาร ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ลาว และเวียดนาม มีการบริโภคอาหารตามประเทศไทยด้วย



--อินโฟเควสท์ โดย พชรธร ภูมิคำ/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31608
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 7:01 pm

“อาร์บีเอฟ”เตรียมตั้งโรงงานผลิตสินค้า ป้อนตรงตลาดเวียดนาม-อินโดนีเซีย

วันที่ 15 มีนาคม 2562 - 15:38 น.


พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ อาร์บีเอฟ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร อาทิ วัตถุแต่งกลิ่นและรส แป้งประกอบอาหาร ซอสและน้ำจิ้ม เกล็ดขนมปัง ผลิตภัณฑ์อบแห้ง สารกันบูด กรดมะนาว นมผง เป็นต้น กล่าวว่า อาร์บีเอฟ มีบริษัทย่อย 7 บริษัท ในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน โดยไตรมาส 2/2562 บริษัทฯวางแผนจัดตั้งฐานการผลิตในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย จากที่ผ่านมา 2 ประเทศนี้เป็นเพียงบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าแต่ไม่มีโรงงาน เพราะปัจจุบันความต้องการใช้เกล็ดขนมปังและแป้งประกอบอาหารเพิ่มขึ้น และอนาคตมีการขยายฐานการผลิตประเภทอื่นๆรวมถึงหลังจากนี้บริษัฯจะเริ่มออกผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวเหนียว แบรนด์”อร่อยมากมาก” ส่งออกต่างประเทศ เช่น จีน เป็นต้น

นายสุรนาถ กิตติรัตนเดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจปี 2562 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากปี2561 ผู้ประกอบการธุรกิจไทยเกือบทุกรายต้องประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน รวมถึงบริษัทฯก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงส่งผลให้รายได้ปีที่ผ่านมาไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับรายได้ธุรกิจรวมปี 2560 อยู่ที่ 2,900 ล้านบาท กำไร 400 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้ จากผลิตภัณฑ์กลิ่นและสี 36% แป้งและซอส 30% ผลิตภัณฑ์อบแห้ง 5% สินค้าแช่แข็ง 4% พลาสติก 2% ธุรกิจซื้อมาขายไป 19% และเป็นรายได้จากการลงทุนในธุรกิจอื่น อาทิ ธุรกิจโรงแรม 4% ซึ่งแนวโน้มรายได้และกำไรปีนี้น่าจะดีขึ้น เพราะบริษัทมีแผนพัฒนาสินค้าสำหรับประชาชนใส่ใจเรื่องของอาหารมากขึ้น เช่น หาสารลดความหวาน และความเค็ม


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31608
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 7:06 pm



ผ่ากลยุทธ์ RBF : วิจัยและพัฒนานวัตกรรมควบคู่บริหาร Supply Chain อย่างมีประสิทธิภาพ
By Branded Content - 26/04/2019
บริษัท อาร์แอนด์บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF บริษัทสัญชาติไทย ผู้นำนวัตกรรมด้านกลิ่น รสชาติ รูปลักษณ์และเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่ม คิดค้นและสนับสนุนบริษัทอาหารและเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของประเทศมากมาย จนถึงวันนี้ได้สยายปีกไกลถึงต่างแดน ด้วยกลยุทธ์การสร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง


R&B Food Supply ผู้อยู่เบื้องหลังวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศในไทย

ในการทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม การสร้างแบรนด์ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องควบคู่กับการที่มีสินค้าและบริการที่ดี อีกทั้งสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ด้วย

ถ้าในวงการธุรกิจอาหาร บริษัท อาร์แอนด์บี ฟู้ด ซัพพลาย จํากัด (มหาชน) หรือ RBF คงเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เพราะได้อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารมาแล้วกว่า 30 ปี เป็นผู้นำนวัตกรรมด้านกลิ่น รสชาติ รูปลักษณ์และเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก อีกทั้งยังผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ



นอกจากเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรือเป็น OEM รับผลิตให้ลูกค้าแล้ว

ยังผลิตและจําหน่ายสินค้า ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง ได้แก่ อังเคิลบาร์นส์, เบสท์ โอเดอร์, super-find, ก๊อปจัง, nurmaya, Haeyo, Angelo และ Aroi Mak Mak โดยเป็นสินค้าประเภทแป้งประกอบอาหาร เกล็ดขนมปัง วัตถุแต่งกลิ่นและรส สีผสมอาหาร น้ำหวานเข้มข้นและอาหารแช่แข็ง

สินค้าหลักของ RBF แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

1.ผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น/สี ผสมอาหารและเครื่องดื่ม
เป็นสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม ประเภทต่างๆ เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่ให้สารความหวานแทนน้ำตาล อย่าง น้ำผลไม้ ขาเขียวแต่งกลิ่นต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รังนก กาแฟ นม น้ำสมุนไพรแก้ร้อน ในเร็วๆ นี้ได้เตรียมออกสินค้า “ชานมไข่มุก” เพื่อรับเทรนด์ความนิยมของชานมไข่มุกในประเทศไทย และเป็นเครื่องดื่มดับกระหายในหน้าร้อนด้วย

ลูกค้าหลักของสินค้ากลุ่มนี้ คือแบรนด์ใหญ่ๆ ในวงการ Food and Beverage ทั้งสิ้น เช่น กลุ่มอาหารสด อาหารแช่แข็ง อาหารสําเร็จรูป ขนม เครื่องดื่มทุกประเภท และอาหารเสริม เป็นต้น



2.แป้งและซอส
สินค้าที่เป็นกลุ่มบุกเบิกของบริษัท ก็คือ “เกล็ดขนมปัง” ที่ช่วยเพิ่มรสชาติและความอร่อยให้อาหารได้ ในแบรนด์ “อังเคิลบาร์น” ใช้สำหรับปรุงอาหารประเภททอดในครัว เช่น เทมปุระ คาระเกะ อาหารทะเลทอด หมูทอด ไก่ทอด ลูกค้ามีต้องแต่ระดับอุตสาหกรรมรายใหญ่ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงลูกค้าต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น จีน ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนาม



3. ผักผลไม้อบแห้งและแช่แข็ง
สินค้ากลุ่มนี้จะเน้นการส่งออกไปต่างประเทศเป็นหลัก เน้นอาหารที่มีคุณภาพสูง ปรับให้เข้ากับรสชาติของแต่ละประเทศที่ส่งออก รวมถึงรับผลิตพัฒนาสินค้าทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ตามที่ลูกค้าต้องการ

นําเมนูอาหารไทยที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก เช่น ผัดไทย ต้มยํากุ้ง แกงเขียวหวาน ผัดกระเพราะ ผัดขี้เมา ต้มข่าไก่ ส้มตํา มัสมั่น สะเต๊ะ ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่ขาวต่างชาติชื่นชอบ โดยที่กลุ่มลูกค้าหลัก คือ ประเทศจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ รัสเซีย



การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ Supply Chain ต้องแข็งแกร่งด้วย

ตลอด 30 ปี ของ RBF การันตีได้ว่ามีแบรนด์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ด้วยฐานลูกค้ารายใหญ่ที่มั่นใจในคุณภาพและบริการของเรา แต่ในยุคนี้การมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อได้

แต่ต้องมีการสร้างระบบ Supply Chain ให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างการเติบโตทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ เพราะการสร้าง Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นรากฐานในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต



ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา RBF ได้เติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่ากําลังจะเติบโตเกินตลาดในประเทศไทยในอีกไม่นาน จึงเป็นเหตุผลที่ RBF ได้ลงทุนสร้างโรงงานและออฟฟิศในต่างประเทศ เริ่มต้นที่ประเทศอินโดนีเซีย, จีนและเวียดนาม เพื่อเป็นการลดต้นทุนด้านการขนส่ง ลดระยะเวลาการผลิตและทำให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น

ทิศทางการไปบุกตลาดต่างประเทศจะค่อยๆ เริ่มจากสเกลเล็กๆ โดยให้ทีมขายไปเปิดตลาดก่อน จนเมื่อมีตลาดรองรับ มีความมั่นใจในการสร้างออฟฟิศและโรงงาน ประเทศนั้นๆ จะต้องอยู่ได้ด้วยกำไร ไม่มีการนำเงินไปลงทุนอย่างสูญเปล่า

ตอนนี้ทั้ง 3 ประเทศสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีกําไรและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพการทํา