RBF

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 6:57 pm

RBF : บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย์ จำกัด (มหาชน)
ประเภทธุรกิจ
ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) ดังนี้
วัตถุแต่งกลิ่นและรส (Flavour) แป้งประกอบอาหาร เกล็ดขนมปัง เครื่องปรุงรส ซอสและน้ำจิ้ม สีผสมอาหาร ผลิตภัณฑ์อบแห้ง ผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง รวมถึงวัตถุแต่งกลิ่นที่นำไปเป็นส่วนผสมในน้ำหอมและเครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์พลาสติก
ซื้อมาเพื่อจำหน่ายไปซึ่งสินค้าประเภท Food Additive อาทิ สารกันบูด สารกันรา กรดมะนาว เป็นต้น รวมถึงนมผง และปลอกไส้กรอก
นอกจากนี้ยังได้ลงทุนในธุรกิจโรงแรม 2 แห่ง คือ โรงแรมไอบิส สไตล์ เชียงใหม่ และโรงแรมโนโวเทล ชุมพร บีช
รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ
ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร / อาหารและเครื่องดื่ม
สถานะ Filing
จำนวนหุ้นที่ IPO
จำนวนไม่เกิน 520,000,000 หุ้น คิดเป็น 26.0% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น
n/a
ราคา IPO
n/a
ราคา PAR
1.00 บาท
วันที่เริ่มซื้อขาย n/a
ที่ปรึกษาทางการเงิน
บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด

ข้อมูล Filing
www.rbsupply.co.th


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 6:58 pm

R&Bรวบ 6 รง. “อยุธยา-เชียงใหม่” เข้าตลาดหุ้นระดม 3 พัน ล. ลงทุน 5 ประเทศ

วันที่ 28 June 2018 - 19:37 น.

ภาพรวมการส่งออกอาหารไทยไปทั่วโลกเฉลี่ยแต่ละปีมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนั้น เบื้องหลังครัวโลกแต่ละเมนูล้วนมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตวัตถุแต่งกลิ่นเลียนรสธรรมชาติ (flavours) สีผสมอาหาร เครื่องเทศต่าง ๆ มาช่วยแต่งเติมให้ออกมาน่ารับประทาน เช่น “บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด” หรือ R&B “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ” ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยทายาท “บุตรสาว” แพทย์หญิงจัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการ และ “หลานชาย” นายธีรพัฒน์ ญาณาธรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ มาเปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางที่กำลังจะก้าวเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินไปขยายการลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก

Q : 4 บริษัท 3 ธุรกิจหลัก 6 โรงงานผลิต

ผมเรียนจบทางด้านเคมี และเข้าสู่ธุรกิจ flavours มากว่า 40 ปีแล้ว เป็นบริษัทคนไทย 100% มีการจัดตั้งห้องแล็บ ว่าจ้างคนต่างชาติมาทำงานวิจัยและพัฒนากลิ่นให้ตามที่ลูกค้าต้องการ ไม่ได้ซื้อหัวน้ำหอมจากผู้ผลิตรายอื่นมาผสม

โดยลูกค้าส่วนใหญ่เน้นขายวัตถุดิบ B to B เข้าโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่มส่งออกประมาณ 80% เช่น เครือ ซี.พี. ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป กระทิงแดง ฯลฯ มีขายปลีกประมาณ 20% โดยเฉพาะแป้งตลาดที่ซื้อขายกันมากจริง ๆ คือตลาดสด ตลาดยี่ปั๊ว โชห่วย และห้างสรรพสินค้า เช่น แมคโคร เทสโก้ บิ๊กซี่ อิออน รวมถึงรับจ้างผลิต(OEM)ให้ลูกค้ารายใหญ่ ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาด flavours ในไทยประมาณ 20% และส่งออกไปหลายประเทศ

“ในอดีตธุรกิจ favours เป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยมีคนรู้ ผมทำมา 40 ปีแล้ว พูดง่าย ๆ เราเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย เราซัดกับฝรั่ง และญี่ปุ่นได้ไม่กลัว”

ปัจจุบันมีธุรกิจหลัก 3 ประเภท ได้แก่ 1.วัตถุแต่งกลิ่นเลียนรสธรรมชาติ และสีผสมอาหาร (flavours) ภายใต้แบรนด์ “เบสท์ โอเดอร์” (Best Odour) มียอดขายประมาณ 50% 2.แป้งทอดกรอบ, แป้งข้าวโพด, เกล็ดขนมปัง, แป้งชุบทอดสำเร็จรูปต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ “อังเคิลบาร์นส์” (Uncle Barns) มียอดขายประมาณ 30% และ 3.เครื่องเทศอบแห้ง และพืชผักผลไม้อบแห้ง (ทำโดยโรงงานพรีเมี่ยมฟู้ดส์) มียอดขาย 20%

ภายใต้การบริหารงาน 4 บริษัท ได้แก่ 1.R&B เป็นบริษัทแม่ ดำเนินธุรกิจผลิตเคมีภัณฑ์ผสมอาหาร แป้งผสมอาหาร นม 2.บริษัท พรีเมี่ยมฟู้ดส์ จำกัด ตั้งอยู่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ผลิตและส่งออกพืช ผัก ผลไม้อบแห้ง 3.บริษัท ไทย เฟลเวอร์ แอนด์ แฟรกแร็นซ์ ผลิตกลิ่น และ 4.บริษัท เบสท์ โอเดอร์ จำกัด ผลิตวัตถุแต่งกลิ่นเลียนรสธรรมชาติ และสีผสมอาหาร มีโรงงานผลิต 7 แห่ง มีพนักงาน 1,200 คน แบ่งเป็นภายในประเทศ 6 แห่ง ได้แก่ 1.ภายในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.พระนครศรีอยุธยา มี 3 โรงงาน 2.อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา 1 โรง 3.เชียงใหม่ 1 โรง และ 4.เขตลาดพร้าว กทม. 1 โรง และโรงงานในต่างประเทศ 1 โรง ที่ประเทศอินโดนีเซีย

Q : เล็งเข้าตลาดไตรมาส 3 ปีนี้

ผมมีแผนจะระดมทุน เพื่อขยายการลงทุนไปต่างประเทศให้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้ผมอายุ 67 ปีแล้ว จุดเป้าหมายเราจะไปตีฝรั่ง ตีญี่ปุ่น คนไทยเราเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเริ่มตั้งบริษัทเมื่อ 30 ปีก่อนมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ตอนนี้เพิ่มทุนเป็น 1,480 ล้านบาท เดือนกรกฎาคม 2561 จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2,000 ล้านบาท ปี 2560 มียอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ปี 2561 วางเป้าหมายไว้ 3,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นยอดขายภายในประเทศ 2,000 ล้านบาท และส่งออกประมาณ 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หลังการขยายโรงงานในหลายประเทศแล้วเสร็จ คาดว่าอีก 5 ปี ยอดขายน่าจะเติบโตขึ้นไปประมาณ 20,000 ล้านบาท

ขณะนี้ได้ว่าจ้างบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด และบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน มาดำเนินการเตรียมจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯขายหุ้น 25% ประมาณไตรมาส 3 นี้ ในนามบริษัท R&B เพื่อระดมทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนในต่างประเทศ

Q : แผนลงทุนตั้งโรงงานในต่างประเทศ

ทุกวันนี้มีโรงงานที่อินโดนีเซีย 1 แห่ง กำลังก่อสร้างโรงงานที่เวียดนามอีก 1 แห่ง และมีแผนจะนำเงิน 3,000 ล้านบาทไปตั้งโรงงานในอีกหลายประเทศ ซึ่งได้ส่งสินค้าไปขายหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่ขายเข้าโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จะผลิตสินค้า 4 ประเภทเหมือนในไทย จะทำสินค้าที่เราชำนาญ อย่าออกนอกสายสิญจน์ เจ๊ง

อย่างเวียดนาม ผมเข้าไป 20 ปีแล้ว และไปตั้งสำนักงานได้ประมาณ 5 ปี นำเข้าสินค้าเดือนละประมาณ 25 ตู้คอนเทนเนอร์ (ตู้ขนาด 40 ฟุต) จึงวางแผนไปตั้งโรงงานลงทุนเอง 100% ตอนนี้เริ่มก่อสร้างแล้วที่จังหวัดหลงเห่า(LONG HAO) อยู่ใต้ของเวียดนาม อยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องจักร ตามแผนจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2561จีน ส่งออกแป้งเกล็ดขนมปัง กลิ่นผสมอาหารไปเดือนละ 10 ตู้ และเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างน่าตกใจ ปัจจุบันกำลังจะไปเปิดสำนักงาน และตั้งเป้าจะไปตั้งโรงงานที่เมืองชานตง อยู่ทางเหนือ ผลิตแป้ง และเมืองกว่างโจว ทางใต้ ผลิตกลิ่น คาดว่าตามแผนจะดำเนินการได้ไม่เกินปี 2562 ต้องเสร็จ

สำหรับอินเดีย ส่งออกไปเดือนละ 5 ตู้ เริ่มมีความต้องการ แป้งและเกล็ดขนมปังคือสินค้าขายดี ส่วนปากีสถาน มีประชากร 200 ล้านคน ยอดขายดีกว่าอินเดีย ขณะที่บังกลาเทศ มีลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ซื้อเราอยู่ชวนไปตั้งโรงงาน เพราะตอนนี้รัฐบาลตั้งภาษีนำเข้าเกล็ดขนมปัง 200% ตัวอื่น 90% เขาบอกว่า ไม่ไหวแล้ว คุยกันเรียบร้อย

ล่าสุดรัสเซีย ส่งออกไปเดือนละ 10 ตู้ ต้องรีบไปตั้งโรงงานเลย เพราะตอนนี้รัสเซียได้ออกกฎหมายให้ซื้อของทุกอย่างจากภายในประเทศ และไม่ซื้อของอเมริกาเด็ดขาด เราจะไปเสียบแทนทันที นอกจากนี้ มีแผนไปตั้งสำนักงานขายที่เมียนมา กัมพูชา และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การไปลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศ จะลงทุนผลีผลามมาก ๆ ไม่ได้ ต้องดูวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วย บางครั้งทุกอย่างดีหมด แต่เราไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเขากิจการเจ๊งเลย

Q : จุดเด่นที่เหนือคู่แข่งต่างประเทศ

จุดเด่นของเรามีสินค้าครบวงจรทุกอย่างพร้อมเมื่อลูกค้าเข้ามาที่บริษัท มีผลิตภัณฑ์แป้ง กลิ่น มาริเนด (marinade) ยกตัวอย่าง ลูกค้าชอบกลิ่น รสชาติไหน เราสามารถผลิตกลิ่นที่ลูกค้าต้องการเฉพาะขึ้นมาให้บริการจบภายใน 1 วัน โดยมี flavor list ทั้งหมด 5 คน แบ่งเป็น อังกฤษ 1 คน เยอรมัน 1 คน สิงคโปร์ 1 คน คนไทย 2 คน เราถือเป็นบริษัทคนไทยแห่งแรก และแห่งเดียวที่ทำ flavours จากต้นกำเนิดเลย ไม่ได้ซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นมาผสม เรามีห้องแล็บดีที่สุดในประเทศไทย

ปัจจุบันใช้เทคโนโลยีทางยามาช่วย ทำได้ถึงขั้น encapsulate (เอ็นเค็ปสุเรต) คือ การเอากลิ่นมาเคลือบ โดยไม่ให้กลิ่นหาย กลิ่นทนความร้อนได้ถึง 300 องศา เราพัฒนาสินค้ามาเรื่อย ฝรั่งทำได้ไม่กี่ราย และราคาแพงกว่าผม 5 เท่า ฝรั่งขาย 3,000 บาทต่อ กก. แต่ผมขายอยู่ 700-800 บาทต่อ กก. เทคโนโลยีคนไทยล้วน เราทำได้ต้นทุนถูกกว่าฝรั่งมาก

รวมไปถึงการพัฒนาทำ freeze-dried ยกตัวอย่าง มะนาวสดมาทำ freeze-dried คือ ใช้ระบบความเย็นมาทำ เพราะฉะนั้นสารระเหยต่าง ๆ ยังอยู่ครบ น้ำมะนาวได้รสชาติเหมือนจริง เราถือเป็นคนไทยเจ้าแรกที่ทำระบบนี้

ขณะที่เกล็ดขนมปังเรามีจุดเด่นผลิตเกล็ดได้หลายแบบ จะแตกต่างจากผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นเป็นแบบเข็ม รวมถึงมีเกล็ดขนมปังปรุงรส ใส่เครื่องเทศตามสูตรที่ลูกค้ามาสั่งทำด้วย ตลาดตะวันออกกลางจะรู้จักแป้งทอดกรอบอังเคิลบาร์นส์

Q : แผนขยายการลงทุนในประเทศ

นอกจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ผมทำโรงงานผลิตพลาสติกย่อยสลาย (PLA) จากข้าวโพดมาตั้งแต่ปี 2554 ลงทุนซื้อเครื่องมา 25 ล้านบาท ต้นทุนการผลิตยังแพงกว่า PET 20% เริ่มทำตลาดมา 2 ปี ผลิตให้กลุ่มบางจาก และแดรี่โฮม และล่าสุดจะทำให้โครงการหลวง และกลุ่มเบทาโกร คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกันผมเพิ่งผลิต “เยลลี่ผลไม้เคลือบคอลลาเจน” ภายใต้แบรนด์ “โกโระโกโระ” เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า อย่าลืมฉัน วางขาย 20 บาท/ถ้วย เป็นการพัฒนาสินค้าขึ้นจากทีมงานคนไทย ขณะที่ปัจจุบันในตลาดมีสินค้าเยลลี่ผลไม้ลักษณะเดียวกันเป็นสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ราคาขาย 49 บาทต่อซอง คนไทยไม่มีใครผลิต


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 7:00 pm

RBF แต่งตัวเข้า SET ปีนี้ระดมทุนหนุนแผนลุยหนักทั้งในประเทศ-ตปท.หวังช่วยเสริมความมั่นใจพันธมิตรต่างชาติ

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 11:22:36 น.

บมจ.อาร์แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) เผย RBF จับมือ APM แต่งตัวเตรียมยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO และเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ หวังระดมทุนหนุนแผนเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งสร้างเสริมความน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรที่สนใจร่วมทุนขยายกิจการด้านการผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบปรุงแต่งอาหาร โดยเฉพาะต่างชาติ วางเป้าผลักดันรายได้ต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% ใน 3-5 ปีจาก 15% ในขณะนี้

"เราอยากเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศมากขึ้น เราต้องการความน่าเชื่อถือ เราอยากบอกคนอื่นว่าเราเป็นมืออาชีพ และเราโปร่งใส เราได้รับการตรวจสอบ ดังนั้น คนดี ๆ ก็รู้สึกสบายใจที่จะมาทำงานกับเราช่วยกันพัฒนาบริษัท เวลาเราไปเมืองนอกหา Partner ก็สบายใจที่จะมาลงทุนร่วมกับเรา เพราะโปร่งใสอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถตรวจสอบได้"นางสาวจัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการ RBF กล่าว

RBF อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อยื่นแบบแสดงคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีบริษัท แอสเซท โปร เมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน



ปัจจุบัน RBF มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วจำนวน 1,480 ล้านบาท เป็นผู้นำนวัตกรรมด้านกลิ่นรสชาติ รูปลักษณ์และเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ สามารถตอบสนองลูกค้าได้ทุกรูปแบบ โดยวัตถุประสงค์ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ บริษัทต้องการเติบโตทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

กลุ่มของบริษัท ประกอบด้วย 4 บริษัท ได้แก่ RBF, บริษัท ไทย เฟลเวอร์ แอนด์ แฟรก แร็นซ์ จำกัด ดำเนินธุรกิจวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร, บริษัท พรีเมี่ยมฟู้ดส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจแปรรูปผักอบแห้งและอาหารแช่แข็ง และ บริษัท เบสท์ โอเดอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจเทรดดิ้ง

บริษัทและบริษัทในเครือผลิตสินค้าใน 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร, กลุ่มแป้งและซอส,กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง, กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ผลิตพืชผักผลไม้แปรรูปแช่แข็ง, กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยมีโรงงานผลิตในประเทศ 7 แห่งใน กทม.1 แห่ง, จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 5 แห่ง และ จ.เชียงใหม่ จำนวน 1 แห่ง

นางสาวจัณจิดา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยที่ 10% ต่อปี โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากในประเทศประมาณ 85% และต่างประเทศประมาณ 15% ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากงานรับจ้างผลิต (OEM) สูงถึง 80-90% ซึ่งบริษัทจะผลิตสินค้าตามคำสั่งของลูกค้าในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและค้าปลีก ส่วนที่เหลือมาจากการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง ได้แก่ อังเคิลบาร์นส์, เบสท์ โอเดอร์, แองเจโล, เฮโย เป็นต้น



บริษัทถือว่าเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตสินค้าในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องใช้ โดยเชื่อมั่นว่าแนวโน้มของธุรกิจในปีนี้และปีหน้าจะมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของลูกค้าผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมกันนั้นบริษัทก็จะเดินหน้าหาลูกค้าใหม่เพิ่ม รวมถึงการช่วยลูกค้าทั้งรายเดิมและรายใหม่คิดโครงการใหม่ ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ให้รสชาติเหมือนน้ำตาล เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำตาล เป็นต้น

"จุดเด่นของบริษัท คือ ถ้าจะหาคู่แข่งของบริษัท คิดว่าอาจจะยังไม่มี เนื่องจากจะหาบริษัทที่ทำครบทุกอย่าง ครบทุกไลน์ผลิต เพื่อซัพพลายให้โรงงานอาหาร หรือผู้ผลิตอาหารในเมืองไทย เหมือน R&D ในตอนนี้อาจจะยังไม่มี จากเรามีสินค้าที่หลากหลาย และเมื่อเรามีสินค้าหลายตัวความเสี่ยงที่จะเสียคำสั่งซื้อไปก็จะน้อย"นางสาวจัณจิดา กล่าว

ส่วนในต่างประเทศ บริษัทมองทิศทางการส่งออกยังคงเติบโตได้ดี เห็นได้จากคำสั่งซื้อของลูกค้าในมือขณะนี้ ประกอบกับลูกค้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในระยะ 3-5 ปีจากนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกไปยังประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ อังกฤษ ยุโรป สแกนดิเนเวีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน เป็นต้น

นางสาวจัณจิดา กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการขยายการลงทุนในอาเซียน รวมทั้งตั้งโรงงานผลิตวัตถุดิบปรุงแต่งอาหารในต่างประเทศเป็นครั้งแรกในประเทศจีนที่เมืองกว่างโจวในปี 61 เนื่องจากจีนมีประชากรค่อนข้างมาก และรัฐบาลจีนไม่มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่บริษัทผลิตและจำหน่าย โดยปีนี้จะเน้นการทำการตลาดและด้าน R&D เพื่อปรับรสชาติของอาหารให้มากขึ้น



ขณะเดียวกัน บริษัทก็เตรียมเปิดโรงงานผลิตวัตถุดิบปรุงแต่งอาหารในอินโดนีเซียและเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดโรงงานผลิตในต่างประเทศจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้ อีกทั้งบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาขยายโรงงานในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก ที่นอกเหนือจากกลุ่มอาเซียน

ส่วนทิศทางการเติบโตของธุรกิจอาหารในปีนี้ มองว่าจะยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 61 ที่บริษัทมีรายได้ 2.8 พันล้านบาท ดังนั้น จึงเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากการที่ประเทศไทยถือเป็น Trend Center หรือเป็นผู้นำทางด้านอาหาร ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ลาว และเวียดนาม มีการบริโภคอาหารตามประเทศไทยด้วย



--อินโฟเควสท์ โดย พชรธร ภูมิคำ/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 7:01 pm

“อาร์บีเอฟ”เตรียมตั้งโรงงานผลิตสินค้า ป้อนตรงตลาดเวียดนาม-อินโดนีเซีย

วันที่ 15 มีนาคม 2562 - 15:38 น.


พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ อาร์บีเอฟ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร อาทิ วัตถุแต่งกลิ่นและรส แป้งประกอบอาหาร ซอสและน้ำจิ้ม เกล็ดขนมปัง ผลิตภัณฑ์อบแห้ง สารกันบูด กรดมะนาว นมผง เป็นต้น กล่าวว่า อาร์บีเอฟ มีบริษัทย่อย 7 บริษัท ในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน โดยไตรมาส 2/2562 บริษัทฯวางแผนจัดตั้งฐานการผลิตในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย จากที่ผ่านมา 2 ประเทศนี้เป็นเพียงบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าแต่ไม่มีโรงงาน เพราะปัจจุบันความต้องการใช้เกล็ดขนมปังและแป้งประกอบอาหารเพิ่มขึ้น และอนาคตมีการขยายฐานการผลิตประเภทอื่นๆรวมถึงหลังจากนี้บริษัฯจะเริ่มออกผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวเหนียว แบรนด์”อร่อยมากมาก” ส่งออกต่างประเทศ เช่น จีน เป็นต้น

นายสุรนาถ กิตติรัตนเดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจปี 2562 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากปี2561 ผู้ประกอบการธุรกิจไทยเกือบทุกรายต้องประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน รวมถึงบริษัทฯก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงส่งผลให้รายได้ปีที่ผ่านมาไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับรายได้ธุรกิจรวมปี 2560 อยู่ที่ 2,900 ล้านบาท กำไร 400 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้ จากผลิตภัณฑ์กลิ่นและสี 36% แป้งและซอส 30% ผลิตภัณฑ์อบแห้ง 5% สินค้าแช่แข็ง 4% พลาสติก 2% ธุรกิจซื้อมาขายไป 19% และเป็นรายได้จากการลงทุนในธุรกิจอื่น อาทิ ธุรกิจโรงแรม 4% ซึ่งแนวโน้มรายได้และกำไรปีนี้น่าจะดีขึ้น เพราะบริษัทมีแผนพัฒนาสินค้าสำหรับประชาชนใส่ใจเรื่องของอาหารมากขึ้น เช่น หาสารลดความหวาน และความเค็ม


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 7:06 pm



ผ่ากลยุทธ์ RBF : วิจัยและพัฒนานวัตกรรมควบคู่บริหาร Supply Chain อย่างมีประสิทธิภาพ
By Branded Content - 26/04/2019
บริษัท อาร์แอนด์บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF บริษัทสัญชาติไทย ผู้นำนวัตกรรมด้านกลิ่น รสชาติ รูปลักษณ์และเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่ม คิดค้นและสนับสนุนบริษัทอาหารและเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของประเทศมากมาย จนถึงวันนี้ได้สยายปีกไกลถึงต่างแดน ด้วยกลยุทธ์การสร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง


R&B Food Supply ผู้อยู่เบื้องหลังวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศในไทย

ในการทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม การสร้างแบรนด์ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องควบคู่กับการที่มีสินค้าและบริการที่ดี อีกทั้งสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ด้วย

ถ้าในวงการธุรกิจอาหาร บริษัท อาร์แอนด์บี ฟู้ด ซัพพลาย จํากัด (มหาชน) หรือ RBF คงเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เพราะได้อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารมาแล้วกว่า 30 ปี เป็นผู้นำนวัตกรรมด้านกลิ่น รสชาติ รูปลักษณ์และเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก อีกทั้งยังผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ



นอกจากเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรือเป็น OEM รับผลิตให้ลูกค้าแล้ว

ยังผลิตและจําหน่ายสินค้า ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง ได้แก่ อังเคิลบาร์นส์, เบสท์ โอเดอร์, super-find, ก๊อปจัง, nurmaya, Haeyo, Angelo และ Aroi Mak Mak โดยเป็นสินค้าประเภทแป้งประกอบอาหาร เกล็ดขนมปัง วัตถุแต่งกลิ่นและรส สีผสมอาหาร น้ำหวานเข้มข้นและอาหารแช่แข็ง

สินค้าหลักของ RBF แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

1.ผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น/สี ผสมอาหารและเครื่องดื่ม
เป็นสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม ประเภทต่างๆ เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่ให้สารความหวานแทนน้ำตาล อย่าง น้ำผลไม้ ขาเขียวแต่งกลิ่นต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รังนก กาแฟ นม น้ำสมุนไพรแก้ร้อน ในเร็วๆ นี้ได้เตรียมออกสินค้า “ชานมไข่มุก” เพื่อรับเทรนด์ความนิยมของชานมไข่มุกในประเทศไทย และเป็นเครื่องดื่มดับกระหายในหน้าร้อนด้วย

ลูกค้าหลักของสินค้ากลุ่มนี้ คือแบรนด์ใหญ่ๆ ในวงการ Food and Beverage ทั้งสิ้น เช่น กลุ่มอาหารสด อาหารแช่แข็ง อาหารสําเร็จรูป ขนม เครื่องดื่มทุกประเภท และอาหารเสริม เป็นต้น



2.แป้งและซอส
สินค้าที่เป็นกลุ่มบุกเบิกของบริษัท ก็คือ “เกล็ดขนมปัง” ที่ช่วยเพิ่มรสชาติและความอร่อยให้อาหารได้ ในแบรนด์ “อังเคิลบาร์น” ใช้สำหรับปรุงอาหารประเภททอดในครัว เช่น เทมปุระ คาระเกะ อาหารทะเลทอด หมูทอด ไก่ทอด ลูกค้ามีต้องแต่ระดับอุตสาหกรรมรายใหญ่ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงลูกค้าต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น จีน ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนาม



3. ผักผลไม้อบแห้งและแช่แข็ง
สินค้ากลุ่มนี้จะเน้นการส่งออกไปต่างประเทศเป็นหลัก เน้นอาหารที่มีคุณภาพสูง ปรับให้เข้ากับรสชาติของแต่ละประเทศที่ส่งออก รวมถึงรับผลิตพัฒนาสินค้าทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ตามที่ลูกค้าต้องการ

นําเมนูอาหารไทยที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก เช่น ผัดไทย ต้มยํากุ้ง แกงเขียวหวาน ผัดกระเพราะ ผัดขี้เมา ต้มข่าไก่ ส้มตํา มัสมั่น สะเต๊ะ ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่ขาวต่างชาติชื่นชอบ โดยที่กลุ่มลูกค้าหลัก คือ ประเทศจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ รัสเซีย



การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ Supply Chain ต้องแข็งแกร่งด้วย

ตลอด 30 ปี ของ RBF การันตีได้ว่ามีแบรนด์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ด้วยฐานลูกค้ารายใหญ่ที่มั่นใจในคุณภาพและบริการของเรา แต่ในยุคนี้การมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อได้

แต่ต้องมีการสร้างระบบ Supply Chain ให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างการเติบโตทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ เพราะการสร้าง Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นรากฐานในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต



ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา RBF ได้เติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่ากําลังจะเติบโตเกินตลาดในประเทศไทยในอีกไม่นาน จึงเป็นเหตุผลที่ RBF ได้ลงทุนสร้างโรงงานและออฟฟิศในต่างประเทศ เริ่มต้นที่ประเทศอินโดนีเซีย, จีนและเวียดนาม เพื่อเป็นการลดต้นทุนด้านการขนส่ง ลดระยะเวลาการผลิตและทำให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น

ทิศทางการไปบุกตลาดต่างประเทศจะค่อยๆ เริ่มจากสเกลเล็กๆ โดยให้ทีมขายไปเปิดตลาดก่อน จนเมื่อมีตลาดรองรับ มีความมั่นใจในการสร้างออฟฟิศและโรงงาน ประเทศนั้นๆ จะต้องอยู่ได้ด้วยกำไร ไม่มีการนำเงินไปลงทุนอย่างสูญเปล่า

ตอนนี้ทั้ง 3 ประเทศสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีกําไรและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพการทํางานแบบเจาะลึกของทีมในพื้นที่และการวางกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงลูกค้า



ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในไทย และต่างประเทศ

สำหรับเป้าหมายระยะยาวในอีก 3-5 ปีข้างหน้านี้ RBF ยังคงเน้นสร้างการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ กลยุทธ์หลักคือการบริหารจัดการ Supply Chain ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด บริหารให้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด ในขณะเดียวกันสินค้าต้องมีคุณภาพดีที่สุด มีความรวดเร็ว สามารถอํานวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าได้มากที่สุด

ส่วนตลาดในประเทศไทยนั้นก็ยังคงให้ความสำคัญ เพราะไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์แห่งอาเซียน กลยุทธ์หลักยังคงเน้นในเรื่องของนวัตกรรมสินค้า มีสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง



ที่สำคัญคือดูเทรนด์ผู้บริโภคในแต่ละปี อย่างในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้มีเทรนด์เรื่องสุขภาพ ก็มีนวัตกรรมสินค้าเรื่องการลดน้ำตาล ให้ความหวานโดยไม่ให้พลังงาน ยังคงมีรสชาติเหมือนน้ําตาลแท้ สารทดแทนไขมันประเภท Transfat หรือแป้งทอดกรอบที่ใช้การอบแทนการทอด ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำมัน แต่รสชาติเหมือนกินอาหารประเภททอดอยู่

ก้าวต่อไปคือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เชื่อว่าเป้าหมายของการทำธุรกิจของหลายๆ บริษัทก็คือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้ บริษัท อาร์แอนด์บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) ก็เช่นกัน มีแผนที่จะพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต

สำหรับ RBF แล้ว เหตุผลหลักในการเข้าตลาด คือ ต้องการได้รับการยอมรับและความน่าเชื่อถือ เพราะตอนนี้ธุรกิจของเราเริ่มเติบโตออกไปนอกประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้คู่ค้าในต่างประเทศเกิดความมั่นใจในบริษัท ในเรื่องของความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เมื่อทำธุรกิจกับเราแล้ว มั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน



ถ้าให้พูดถึงปัจจัยความสำเร็จของ RBF แน่นอนว่าคงไม่ใช่แค่นวัตกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่สำคัญก็คือการตอบโจทย์ของลูกค้า การช่วยลูกค้าจัดการ Supply Chain ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด บริการที่รวดเร็ว สินค้าที่มีคุณภาพ สั่งวันนี้ได้พรุ่งนี้ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสต็อคของเยอะจนเกินไป และความเป็นทีมเวิร์ค ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เซลล์ ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ ทุกคนต้องทำงานประสานกันทั้งหมด

สรุป

นอกจากสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการและการมีแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน ก็คือการจัดการระบบให้มีประสิทธิภาพ การที่ RBF ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการ Supply Chain
เพราะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue May 14, 2019 7:07 pm

https://market.sec.or.th/public/ipos/IP ... 40&lang=th


หนังสือชี้ชวนตราสารทุน
รายละเอียดตราสาร
ผู้ออกหลักทรัพย์ : บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน)
ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ : บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน)
วันที่ยื่น Filing version แรก : -
วันที่แก้ไข Filing ครั้งล่าสุด (วันที่นับ 1 Filing) : -
วันที่ Filing มีผลบังคับใช้ : -
วันที่เริ่มต้นการเสนอขาย : -
วันที่สิ้นสุดการเสนอขาย : -
ประเภทหลักทรัพย์ : หุ้นสามัญ
ประเภทการเสนอขาย : การเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งแรกต่อประชาชน
ที่ปรึกษาทางการเงิน/ผู้ควบคุม : บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด / นาย สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Thu May 16, 2019 10:35 am

*"อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย"ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 520 ล้านหุ้น เข้า SET ลงทุนก่อสร้างโรงงานในตปท.,ปรับปรุง-ซื้อเครื่องจักร
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (Th)

Thursday, May 16, 2019 10:09


สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ค. 62)--บมจ. อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) ยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 520 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 26.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ และมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
วัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้ลงทุนก่อสร้างโรงงานในต่างประเทศ คาดว่าจะใช้เงิน 500-750 ล้าบาท ในปี 2563, ปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม และใช้ชำระคืนเงินกู้ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
RBF และบริษัทย่อย ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภทดังนี้ (1) วัตถุแต่งกลิ่นและรส (Flavour) แป้งประกอบอาหาร เกล็ดขนมปัง เครื่องปรุงรส ซอสและน้ำจิ้ม สีผสมอาหาร ผลิตภัณฑ์อบแห้ง ผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง รวมถึงวัตถุแต่งกลิ่นที่นำไปเป็นส่วนผสมในน้ำหอมและเครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์พลาสติก (2) ซื้อมาและจำหน่ายไปซึ่งสินค้าประเภท Food Additive อาทิ สารกันบูด สารกันรา กรดมะนาว เป็นต้น รวมถึงนมผง และปลอกไส้กรอก โดยซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น หรือนำเข้าจากต่างประเทศ มาจำหน่ายให้กับลูกค้าที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
นอกจากการผลิตและจำหน่ายให้กับลูกค้าตามที่กล่าวแล้ว บริษัทและบริษัทย่อยยังผลิตและจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมตามคำสั่งซื้อ (Made to order) และจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่สั่งผลิตในรูปแบบ OEM (Original Equipment Manufacture) เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า "อังเคิลบาร์นส์" "เบสท์ โอเดอร์" "super-find" "ก๊อปจัง" "Haeyo" "Angelo" และ "Aroi Mak Mak" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแป้งประกอบอาหาร เกล็ดขนมปัง วัตถุแต่งกลิ่นและรส สีผสมอาหาร น้ำหวานเข้มข้น และอาหารแช่แข็ง เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง
ปัจจุบันบริษัทและบริษัทย่อยมีโรงงานผลิตวัตถุผสมอาหารตามที่กล่าวและผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก รวม 7 โรงงาน ตั้งอยู่ที่ซอยลาดพร้าว 101 จังหวัดกรุงเทพมหานคร 1 แห่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการแฟคตอรี่แลนด์วังน้อย 1 แห่ง อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค 4 แห่ง และตั้งอยู่ในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 1 แห่งโดยแต่ละโรงงานใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐานรับรองเกี่ยวกับสุขลักษณะและข้อกำหนดการผลิต (Good Manufacturing Practice Practice : GMP) มาตรฐานรับรองวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (Hazard Analysis & Critical Control Points : HACCP) มาตรฐาน British Retail Consortium (BRC) มาตรฐาน Food Safety System Certification (FSSC) 22000 มาตรฐานผลิตภัณฑ์ HALAL และ มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทและบริษัทย่อยได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ
บริษัทมีบริษัทย่อยรวม 7 บริษัท ประกอบด้วยบริษัทย่อยในประเทศไทย 3 บริษัท เวียดนาม 1 บริษัท อินโดนีเซีย 2 บริษัท และจีน 1 บริษัท บริษัทและบริษัทย่อยยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศรัสเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ลาว มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทย่อยยังได้ลงทุนในธุรกิจโรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ (1) โรงแรมโนโวเทล ชุมพร บีช รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ โดยลงทุนผ่านบริษัท ไทย เฟลเวอร์ แอนด์ แฟรกแร๊นซ์ จำกัด (TFF) และ (2) โรงแรม ไอบิส สไตล์ เชียงใหม่ โดยลงทุนผ่านบริษัท พรีเมี่ยมฟู้ดส์ จำกัด (PFC) โรงแรมทั้งสองแห่งตามที่กล่าว บริหารงานโดยกลุ่มแอคคอร์ (ACCOR) ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยมีสภาพคล่องคงเหลือและเห็นโอกาสในการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม
ผลการดำเนินงานของบริษัท ณ วันที่ 31 ธ.ค.2561 มีสินทรัพย์รวม 3,447.65 ล้าบาท หนี้สินรวม 1,355.90 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,091.76 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายและให้บริการ 2,632.52 ล้าบาท ต้นุทนจากการขายและให้บริการ 1,627.68 ล้านบาท ต้นทุนจากการประกอบกิจการโรงแรม 116.49 ล้านบาท กำไรสุทธิ 321.11 ล้านบาท
ในปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ วัตถุแต่งกลิ่นรสและสีผสมอาหาร ,กลุ่มแป้งและซอส ,กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง,ผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง,กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย
มีมูลค่าเท่ากับ 2,526.41 ล้านบาท 2,807.86 ล้านบาท และ 2,632.52 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีรายได้สูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นรสและสีผสมอาหาร อันดับที่สอง ได้แก่ กลุ่มแป้งและซอส อันดับที่สาม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย
ทั้งนี้ ในปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 366.80 ล้านบาท 402.61 ล้านบาท และ 321.11 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมเท่ากับร้อยละ 13.89 ร้อยละ 13.79 และร้อยละ 11.68 ตามลำดับ ซึ่งการลดลงของอัตรากำไรสุทธิในปี 2561 เป็นผลจากการลดลงของรายได้จากการขายและให้บริการ และการเพิ่มขึ้นของรายการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร แม้ว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น
โครงการในอนาคตของบริษัทและบริษัทย่อยมีโครงการในอนาคต เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าของบริษัท โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. สร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายวัตถุแต่งกลิ่นและรส เกล็ดขนมปัง และแป้งประกอบอาหารในต่างประเทศ โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานประมาณ 500 - 750 ล้านบาท และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565, 2. ปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม บริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณในการปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติมประมาณ 150 - 200 ล้านบาท และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564
ณ วันที่ 9 เม.ย.2562 บริษัทฯมีทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 2,000 ล้านหุ้น และมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว 1,480 ล้านบาท คิดเป็น 1,480 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท หลังเสนอขายหุ้นในครั้งนี้จะมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วเป็น 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 2,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ณ วันที่ 29 เม.ย.2562 คือ นางเพ็ชรา รัตนภูมิภิญโญ ถือหุ้น 578,531,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 39.09 หลังเสนอขาย IPO แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือร้อยละ 28.93, นายสมชาย รัตนภูมิภิญโญ ถือหุ้น 578,531,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 39.09 หลังเสนอขาย IPO แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือร้อยละ 28.93 , พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ ถือหุ้น 160,159,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 10.82 หลังเสนอขาย IPO แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือร้อยละ 8.01, พญ.สนาธร รัตนภูมิภิญโญ ถือหุ้น 160,159,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 10.82 หลังเสนอขาย IPO แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือร้อยละ 8.01
บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในแต่ละปี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิที่เหลือหลังจากหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด โดยพิจารณาจากงบการเงินเฉพาะของบริษัท

--อินโฟเควสท์ โดย พรเพ็ญ ดวงเฉลิมวงศ์/วิลาวัลย์ โทร.02-2535000 อีเมล์: wilawan@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Tue Aug 13, 2019 5:20 pm

ผสมสีปรุงกลิ่นให้ RBF หอมฟุ้งทั่วโลก


พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ ทายาทรุ่นที่ 2 กำลังผสมสีปรุงกลิ่นให้ อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย หรือ RBF หอมฟุ้งกระจายไปทั่วโลก ขึ้นเป็นผู่้นำนวัตกรรมด้านกลิ่น รสชาติ รูปลักษณ์ และเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก

หมอผิวหนัง พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูล เจ้าของ บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย หรือ RBF ให้เวลากับ Forbes Thailand เข้าพูดคุย คุณหมอนักผู้บริหารวัย 37 ดูอ่อนเยาว์ อารมณ์ดีและพูดคุยอย่างสนุก

เธอเข้ามาช่วยงานใน RBF ทั้งๆ ที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะเข้ามาสู่เส้นทางอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากบิดา ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ เลี้ยงลูกอย่างอิสระ ไม่ได้วางตัวไว้จะให้ช่วยงานที่บ้าน เธอบอกว่า ใจจริงเธอ “อิน” กับอาชีพแพทย์ด้านผิวหนังมากกว่า

อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย ก่อตั้งโดย ดร.สมชาย เมื่อ 30 ปีที่แล้ว บัณฑิตสาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการฝึกงานที่ประเทศอังกฤษ บวกกับความหลงรักในเทคโนโลยีทางเคมี จึงได้เริ่มทำธุรกิจวัตถุแต่งกลิ่นรสกับหุ้นส่วนชาวอังกฤษรายหนึ่ง วันหนึ่งได้มองเห็นโอกาสการเติบโต จึงตัดสินใจสร้างโรงงานขึ้นในปี 2528

กว่า 3 ทศวรรษ บริษัทเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายมากมายก็ตามที โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ปัจจุบันดร.สมชาย อายุ 67 ปี สุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนก่อน และกำลังส่งไม้ต่อให้ พ.ต.พญ.จัณจิดา โดยเขาทำหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ให้ลูกสาวก่อนที่จะปล่อยให้เข้าดูแลอย่างเต็มตัวในอนาคต

11
2B108380-4459-4825-A7A5-1947B0B58591.jpeg
2B108380-4459-4825-A7A5-1947B0B58591.jpeg (84.36 KiB) Viewed 1607 times
พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ ทายาทรุ่นที่ 2 และกรรมการ บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย

ปัจจุบัน RBF เป็นบริษัทอาหารแบบครบวงจร มีสินค้า 6 กลุ่มภายใต้การดำเนินงานคือ 1. กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร 2. กลุ่มแป้งและซอส 3. กลุ่มผลิตอบแห้ง 4. กลุ่มผลิตภัณฑ์แช่แข็ง 5. กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และ 6. กลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย (เทรดดิ้ง) ปัจจุบัน กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหารยังเป็นธุรกิจหลักและสร้างชื่อให้กับบริษัท

“ผู้เล่นในตลาดมีไม่มาก ทั้งในยุคก่อนหน้าและยุคนี้ เพราะต้องใช้เทคโนโลยีสูง ไม่ใช่ทุกบริษัทผลิตได้ บริษัทไทยที่ผลิตได้ ที่มี flavor list เป็นของตนเอง น่าจะมี Thai flavor ที่เป็นบริษัทในเครือแค่เจ้าเดียว ที่สามารถคิดกลิ่นขึ้นมาเอง กลิ่นเพื่อผสมอาหารให้น่าทานขึ้น” พ.ต.พญ.จัณจิดากล่าว

11
C8FC0341-7543-404A-AEC4-AF79F03A4BF2.jpeg
C8FC0341-7543-404A-AEC4-AF79F03A4BF2.jpeg (47.78 KiB) Viewed 1607 times
พ.ต.พญ.จัณจิดาเข้ามาช่วยงานที่อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย เมื่อราว 6 ปีที่แล้ว เธอบอกว่า บิดาของเธอได้วางรากฐาน RBF ไว้อย่างแข็งแกร่ง และในฐานะเป็นคนรุ่นที่ 2 ภารกิจที่สำคัญคือการ “ต่อยอด” ให้บริษัทเติบโต

เพื่อเตรียมความพร้อมนั้น เธอยอมลงทุนเรียนปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ที่จุฬาฯ เพิ่มอีก 1 ใบ และขณะนี้กำลังเรียนเพิ่มอีก 1 ใบที่ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยศิลปากร

ทั้งนี้ RBF ดำเนินธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรวมไปด้วย บริการลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือแบบ B2B รับผลิตสินค้าภายใต้ OEM ให้กับแบรนด์ต่างๆ รวมทั้งผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ตัวเองอาทิ อังเคิลบาร์นส์ เบสท์ โอเดร์ แองเจโร และเฮโย เพื่อจำหน่ายในตลาดค้าปลีก ปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานผลิตรวม 7 แห่งในประเทศไทย คือ กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา และเชียงใหม่

11
FFF2A498-855D-455D-BD74-2C4F38E3E064.jpeg
FFF2A498-855D-455D-BD74-2C4F38E3E064.jpeg (49.68 KiB) Viewed 1607 times
ผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นและรสของ RBF รวมไปด้วยกลิ่นผลไม้ กลิ่นเนื้อสัตว์ กลิ่นผักและสมุนไพร กลิ่นขนมหวาน และอื่นๆ ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ยังมีวัตถุแต่งกลิ่นสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์น้ำหอม เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู ฯลฯ

“พูดว่าเราเป็นผู้นำน่าจะได้ เครื่องดื่มชูกำลัง บริษัทอาหาร เครื่องดื่ม ต้องมีวัตถุดิบอย่างใดอย่างหนึ่งที่ใช้ในการผลิตจากบริษัทของพวกเรา เรามีหลาย account มาก เราจะเป็น supply list ให้กับบริษัทอาหารใหญ่ๆทุกวันนี้”

พ.ต.พญ.จัณจิดาบอกว่า อนาคตบริษัทจะให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเองเพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทจะต้องช่วยหาโซลูชั่นด้านนวัตกรรมต่างๆ ให้และพร้อมที่จะช่วยจัดการด้านซัพพลายเชน หากไม่มีศักยภาพมากพอ กล่าวคือ บริษัทจะพยายามหาทางทำอย่างไรให้สินค้าผลิตได้ง่ายขึ้น สามารถเก็บได้นานขึ้น หรือทำอย่างไรให้อายุสินค้านานขึ้น 2-3 ปีโดยไม่มีกลิ่นหืนและคุณภาพข้างในยังดีอยู่

บุกเพื่อนบ้าน

อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย เริ่มส่งออกสินค้าไปตั้งแต่ยุคแรกหลังบริษัทเปิด แต่มาบุกเบิกอย่างจริงจังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจาก รัฐบาลส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น “ฮับ” ผู้ส่งออกอาหารหลักของโลก ไม่ใช่แค่การส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการลงทุนในประเทศนั้นๆ โดยตรง โดยเฉพาะการตั้งโรงงานผลิต

ประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ RBF ให้ความสนใจ เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ ค่าแรงถูกและประชากรที่มีกำลังซื้อมาก โดยบริษัทเข้าไปตั้งสำนักงานขายเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว พร้อมกับจ้างคนท้องถิ่นเข้าทำงาน เพื่อศึกษาตลาดอย่างจริงจัง

จนวันหนึ่งได้ข้อมูลที่แน่ชัดและมั่นใจกับตลาดนี้ บริษัทจึงตัดสินใจตั้งโรงงานในประเทศทั้งสอง ใช้เงินทุนแห่งละขั้นต้นราว 100 ล้านบาท เพื่อเป็นที่ผลิตแป้งทอดกรอบและเกล็ดขนมปังให้กับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยโรงงานทั้งสองจะเริ่มการผลิตอย่างเป็นทางการในปีนี้

11
C7E6BD1B-8F8F-495E-A03E-43B581F78A8A.jpeg
C7E6BD1B-8F8F-495E-A03E-43B581F78A8A.jpeg (143.61 KiB) Viewed 1607 times
ประเทศฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาส เนื่องจากประเทศเป็นหมู่เกาะ จำเป็นต้องใช้เรือส่งสินค้าระหว่างเกาะ ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ดังนั้น การซื้อสินค้าจากไทยบางอย่างจะมีราคาถูกว่า และนี่คือโอกาสของ RBF

ปัจจุบันพ.ต.พญ.จัณจิดากำลังขอขึ้นทะเบียนสินค้าของ RBF ภายใต้แบรนด์ของตนเองเพื่อส่งไปจำหน่ายในดินแดนตากาล็อก นอกเหนือจากจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกล็ดขนมปังให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอสเข้าไปในร้านอาหารเชนต่างๆ ในปัจจุบัน


นอกจากนี้ ยังกำลังรุกเข้าตลาดจีน โดยได้มีการตั้งสำนักงานขายที่เมือง Guangzhou ปัจจุบันได้รับใบอนุญาตการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจากรัฐบาลจีนเป็นที่เรียบร้อย และได้เริ่มส่งออกข้าวเหนียวมะม่วงยี่ห้อ “อร่อยมาก” ซึ่งเป็นแบรนด์ของบริษัทไปจำหน่ายแล้ว อนาคตอันใกล้จะมีอาหารแช่แข็งอื่นๆ ส่งไปขาย รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร เนื่องจาก Guangzhou เป็นที่ตั้งขอโรงงานผลิตขนมและลูกอมอยู่เป็นจำนวนมาก


เป้าหมายในระยะยาวของเธอคือ เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้นพ.ต.พญ.จัณจิดาบอกว่า ต้องทำให้บริษัทแข็งแกร่งและมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน และหนึ่งในนั้นก็คือการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หวังยกระดับบริษัทและสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร คาดว่าหุ้นไอพีโอของบริษัทจะเข้าเสนอขายครั้งแรกภายในปีนี้

เมื่อทุกอย่างพร้อม เป้าหมายต่อไปอีก 5 ปีคือขยับตัวเองเป็นบริษัทระดับโลก และหนึ่งในวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นก็เป็นไปได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนหรือซื้อกิจการ โดยเฉพาะการขยายตลาดไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ปัจจุบัน บริษัทได้ส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ และอังกฤษ มีทั้งกลุ่มอาหารแช่แข็งและอบแห้ง ส่วนใหญ่เป็นแบบรับจ้างผลิต

ขณะนี้รายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 15% ของรายได้รวมในปี 2560 บริษัทมีรายได้ทั้งหมด 2.8 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 400 ล้านบาท อนาคตคาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 20-30% เนื่องจากมีรายได้จากโรงงานผลิตที่ประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียเข้ามาและขยายสินค้าไปสู่ตลาดใหม่ๆ

“มาถึงวันนี้ก็รักเลย เป็นงานที่ create ปล่อยให้เราคิดโน่นทำนี่ คิดออกอาหารใหม่ๆ ออกรสชาติใหม่ๆ ตลอดเวลา สนุกไปอีกแบบ ต่างจากอาชีพหมอ create อะไรมากไม่ได้เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตคน” พ.ต.พญ.จัณจิดากล่าวทิ้งท้าย


https://forbesthailand.com/people/thriv ... ้-rbf.html


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 698
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: RBF

Posts by mezzo » Fri Sep 13, 2019 8:02 pm

ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง “RBF” เตรียมขาย IPO จำนวน 520 ล้านหุ้น ลุยโรดโชว์พบกองทุน นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งไฟลิ่ง บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF ในวันที่ 12 กันยายน 2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเดินหน้านำเสนอข้อมูลให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน ทั้งในและประต่างประเทศ และพบนักลงทุนรายย่อยอีกจำนวน 15 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)และ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปรแมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ หรือ ไฟลิ่ง เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป(ไอพีโอ)ของ RBF ในวันที่ 12 กันยายน 2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และจากนี้ไปทางบริษัทเตรียมเดินหน้านำเสนอข้อมูล(โรดโชว์)ให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปภายในประเทศอีกจำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต นครปฐม ราชบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก นครสวรรค์ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สงขลา และกรุงเทพมหานคร

"ธุรกิจของRBF มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมมากกว่า 80% ของรายได้รวม ดังนั้นการเดินทางไปโรดโชว์ให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน รวมถึงนักลงทุนรายย่อยทั้งในและต่างประเทศ ก็เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าใจธุรกิจของบริษัทมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่าจะได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทุกกลุ่มอย่างแน่นอน"นายสมภพ กล่าว

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 2,000 ล้านบาท (มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาท) แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,000 ล้านหุ้น ซึ่งชำระทุนจดทะเบียนแล้ว 1,480 ล้านหุ้น และอีกจำนวน 520 ล้านหุ้น จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) คิดเป็นสัดส่วน 26% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด ทั้งนี้ RBF เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ RBF ในครั้งนี้

ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร(Food Ingreadients) ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก รวมถึงผลิตตามคำสั่งซื้อ (Made to order) นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ "อังเคิลบาร์นส์" "เบสท์ โอเดอร์" "ก๊อปจัง" "Haeyo" "Angelo" และ "Aroi Mak Mak"

ทั้งนี้ บริษัทแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย ปัจจุบันบริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์ไปขายทั่วโลก อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์ ประเทศแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรต คูเวต อินเดีย ปากีสถาน รวมไปถึงออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย อังกฤษ เยอรมันและสหรัฐอเมริกา

"บริษัทเป็นบริษัทของคนไทย 100% แ ละดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 33 ปี บริษัทมีจุดแข็งในเรื่องทีมวิจัยและพัฒนา(R&D)ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านอาหาร รวมถึงการสังเคราะห์วัสดุแต่งกลิ่นและรสชาติ จนสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ มีความแตกต่างและหลากหลายในแบบเฉพาะตามความต้องการของลูกค้า ดังนั้น จึงทำให้บริษัทมีลูกค้าอยู่ทั่วทุกมุมโลก" ดร.สมชาย กล่าว


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Fri Sep 13, 2019 8:06 pm

ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง “RBF” เตรียมขาย IPO จำนวน 520 ล้านหุ้น ลุยโรดโชว์พบกองทุน นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 13 กันยายน 2562 17:23:10 น.

กรุงเทพฯ--13 ก.ย.--เดอะเวย์ คอมมิวนิเคชั่น
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งไฟลิ่ง บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF ในวันที่ 12 กันยายน 2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเดินหน้านำเสนอข้อมูลให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน ทั้งในและประต่างประเทศ และพบนักลงทุนรายย่อยอีกจำนวน 15 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)และ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปรแมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ หรือ ไฟลิ่ง เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป(ไอพีโอ)ของ RBF ในวันที่ 12 กันยายน 2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



และจากนี้ไปทางบริษัทเตรียมเดินหน้านำเสนอข้อมูล(โรดโชว์)ให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปภายในประเทศอีกจำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต นครปฐม ราชบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก นครสวรรค์ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สงขลา และกรุงเทพมหานคร

"ธุรกิจของRBF มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมมากกว่า 80% ของรายได้รวม ดังนั้นการเดินทางไปโรดโชว์ให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน รวมถึงนักลงทุนรายย่อยทั้งในและต่างประเทศ ก็เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าใจธุรกิจของบริษัทมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่าจะได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทุกกลุ่มอย่างแน่นอน"นายสมภพ กล่าว

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 2,000 ล้านบาท (มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาท) แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,000 ล้านหุ้น ซึ่งชำระทุนจดทะเบียนแล้ว 1,480 ล้านหุ้น และอีกจำนวน 520 ล้านหุ้น จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) คิดเป็นสัดส่วน 26% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด ทั้งนี้ RBF เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ RBF ในครั้งนี้



ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร(Food Ingreadients) ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก รวมถึงผลิตตามคำสั่งซื้อ (Made to order) นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ "อังเคิลบาร์นส์" "เบสท์ โอเดอร์" "ก๊อปจัง" "Haeyo" "Angelo" และ "Aroi Mak Mak"

ทั้งนี้ บริษัทแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย ปัจจุบันบริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์ไปขายทั่วโลก อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์ ประเทศแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรต คูเวต อินเดีย ปากีสถาน รวมไปถึงออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย อังกฤษ เยอรมันและสหรัฐอเมริกา

"บริษัทเป็นบริษัทของคนไทย 100% แ ละดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 33 ปี บริษัทมีจุดแข็งในเรื่องทีมวิจัยและพัฒนา(R&D)ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านอาหาร รวมถึงการสังเคราะห์วัสดุแต่งกลิ่นและรสชาติ จนสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ มีความแตกต่างและหลากหลายในแบบเฉพาะตามความต้องการของลูกค้า ดังนั้น จึงทำให้บริษัทมีลูกค้าอยู่ทั่วทุกมุมโลก" ดร.สมชาย กล่าว


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 698
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: RBF

Posts by mezzo » Tue Sep 17, 2019 9:45 pm

สรุป IPO RBF จาก asiaplus ครับ
http://research.asiaplus.co.th/asps/web ... 620916.pdf
Attachments
11
8B96454D-7459-48DB-BDA6-EF8648FE21F5.jpeg
8B96454D-7459-48DB-BDA6-EF8648FE21F5.jpeg (357.49 KiB) Viewed 1248 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Wed Sep 18, 2019 7:02 pm

“RBF” พื้นฐานแกร่ง นักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมาย 4-4.60 บาท

ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- พุธที่ 18 กันยายน 2562 16:40:40 น.

ดูรูปทั้งหมด
กรุงเทพฯ--18 ก.ย.--เดอะเวย์ คอมมิวนิเคชั่น
นักวิเคราะห์ชั้นนำประเมินราคาเป้าหมายหุ้น "บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน)" (RBF) โดยแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น 2 แห่ง ได้แก่

บล.ฟินันเซีย ไซรัสให้ราคาสูงสุดที่ 4.60 บาท และบล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมาย 4.03-4.52 บาท ซึ่งคาดว่ากำไรสุทธิปี 2563 แตะ 432 ล้านบาท เติบโต 24% จากการรับรู้รายได้จากโรงงานใหม่ต่างประเทศ สำหรับราคาเสนอขายหุ้น IPO ต้องรอสำรวจความต้องการซื้อ (Book Buiding) จากนักลงทุนสถาบันก่อน



นักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ได้มีการวิเคราะห์หุ้น บริษัท บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF ซึ่งบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingreadients) ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก รวมถึงผลิตตามคำสั่งซื้อ (Made to order) นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ "อังเคิลบาร์นส์" "เบสท์ โอเดอร์" "ก๊อปจัง" "Haeyo" "Angelo" และ "Aroi Mak Mak"

ทั้งนี้ บริษัทแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย

โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 4.60 บาท ระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเกล็ดขนมปังในประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2563 และนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งจากการขายหุ้น IPO ไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตที่ประเทศอินโดนีเซียแห่งที่ 2 ในปี 2565 เพื่อรองรับการเติบโตของรายได้ส่งออกคาดกำไรสุทธิเติบโต 7.6% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน หากไม่รวมค่าใช้จ่าย 0ne time คาดมีกำไรปกติเติบโต 13.3% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนและเมื่อรับรู้รายได้จากโรงงานใหม่ต่างประเทศ คาดว่ากำไรสุทธิปี 2563 จะเติบโต 24% หรืออยู่ที่ 432 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน



บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ระบุว่า RBF จะมีกำไรปกติใน 3 ข้างหน้า (2561-2563) เติบโตเฉลี่ย 15%จาก 324 ล้านบาท เป็น 488 ล้านบาท ตามลำดับ และคาดว่ายอดขายเพิ่ม 9% ต่อปีจากการเพิ่มการผลิต รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 38% ในปี 2561 เป็น 39% ในปี 2564 และ RBF จะมีรายได้จากต่างประเทศราว 15% ของรายได้ธุรกิจผลิตและผลิตจำหน่ายส่วนประกอบอาหารในปี 2563 ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าราว 37% ของต้นทุนวัตถุดิบรวมทำให้ RBF มีฐานะเป็นผู้นำเข้าสุทธิราว8% ดังนั้นเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทจะเป็นแนวโน้มเชิงบวกต่อประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานปี 2563 ราว 1.3% ให้ราคาเป้าหมาย 4.52 บาท

ขณะที่บริษัท โกลเบล็ก จำกัด ให้ราคาเหมาะสมที่ 4.44 บาท ทั้งนี้ประเมินว่ากำไรปี 2562 และ2563 อยู่ประมาณ 352.5 ล้านบาท และ 396.2 ล้านบาทเติบโต 9% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยปี 2562 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2,783 ล้านบาท เติบโต 6% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากการขยายตลาดในต่างประเทศ ทั้งนี้ ก็เป็นตามแผนงานของบริษัทที่ได้ไปตั้งโรงงานในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย และในปี 2563 จะช่วยหนุนให้รายได้จากทั้งสองประเทศเติบโตสูง

ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจาก 37.8% เป็น 37.9% เนื่องจากธุรกิจโรงแรมจะถึงจุดคุ้มทุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและค่าเสื่อมราคาที่ลดลง รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตและรุกตลาดผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้



บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด (มหาชน) ให้ราคาพื้นฐานที่ 4.36 บาท ประมาณกำไรสุทธิปี 2562 และปี 2563 อยู่ที่ 376 ล้านบาท และ 436 ล้านบาท เติบโต 16.1% ตามลำดับ ขณะที่บริษัท หลักทรัพย์อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรสุทธิปี 62 เติบโต 7% ตามการพื้นตัวของอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ โดยผลประกอบการรครึ่งปีหลังของปี 2562 จะเติบโตใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ขณะที่ปี 2563 – 2564 จะเติบโตเร่งตัวเป็น 24%และ 15% ตามลำดับ

นอกจากนี้ บริษัท หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมายที่ 4.30 บาท บริษัท หลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด(มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท

บริษัท หลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4 บาท


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Thu Sep 19, 2019 10:42 am

RBFมั่นใจพื้นฐานแกร่งโบรกชูราคาสูงสุด4.60บ.
Source - ทันหุ้น (Th)

Thursday, September 19, 2019 09:21


ทันหุ้น - นักวิเคราะห์ชั้นนำประเมินราคาเป้าหมายหุ้น RBF ชูราคาสูงสุดที่ 4.60 บาท คาดกำไรสุทธิปี 2563 แตะ 432 ล้านบาท เติบโต 24% จากการรับรู้รายได้จากโรงงานใหม่ต่างประเทศ สำหรับราคาเสนอขายหุ้น IPO ต้องรอสำรวจความต้องการซื้อ (Book Buiding) จากนักลงทุนสถาบันก่อน
นักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ได้มีการวิเคราะห์หุ้น บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF ซึ่งบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingreadients) ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก รวมถึงผลิตตามคำสั่งซื้อ (Made to Order) นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ "อังเคิลบาร์นส์" "เบสท์ โอเดอร์" "ก๊อปจัง" "Haeyo" "Angelo" และ "Aroi Mak Mak"
โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 4.60 บาท ระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเกล็ดขนมปังในประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2563 และนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งจากการขายหุ้น IPO ไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตที่ประเทศอินโดนีเซียแห่งที่ 2 ในปี 2565 เพื่อรองรับการเติบโตของรายได้ส่งออกคาดกำไรสุทธิเติบโต 7.6% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน หากไม่รวมค่าใช้จ่าย One Time คาดมีกำไรปกติเติบโต 13.3% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนและเมื่อรับรู้รายได้จากโรงงานใหม่ต่างประเทศ คาดว่ากำไรสุทธิปี 2563 จะเติบโต 24% หรืออยู่ที่ 432 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน
ผลงานเติบโตต่อเนื่อง
บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ระบุว่า RBF จะมีกำไรปกติใน 3 ข้างหน้า (2561-2563) เติบโตเฉลี่ย 15% จาก 324 ล้านบาท เป็น 488 ล้านบาท ตามลำดับ และคาดว่ายอดขายเพิ่ม 9% ต่อปีจากการเพิ่มการผลิต รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 38% ในปี 2561 เป็น 39% ในปี 2564 และ RBF จะมีรายได้จากต่างประเทศราว 15% ของรายได้ธุรกิจผลิตและผลิตจำหน่ายส่วนประกอบอาหารในปี 2563 ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าราว 37% ของต้นทุนวัตถุดิบรวมทำให้ RBF มีฐานะเป็นผู้นำเข้าสุทธิราว 8% ดังนั้นเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาท จะเป็นแนวโน้มเชิงบวกต่อประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานปี 2563 ราว 1.3% ให้ราคาเป้าหมาย 4.52 บาท
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ให้ราคาเหมาะสมที่ 4.44 บาท ทั้งนี้ประเมินว่ากำไรปี 2562 และ 2563 อยู่ประมาณ 352.5 ล้านบาท และ 396.2 ล้านบาทเติบโต 9% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ โดยปี 2562 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2,783 ล้านบาท เติบโต 6% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากการขยายตลาดในต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เป็นตามแผนงานของบริษัทที่ได้ไปตั้งโรงงานในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย และในปี 2563 จะช่วยหนุนให้รายได้จากทั้ง 2 ประเทศเติบโตสูง
ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจาก 37.8% เป็น 37.9% เนื่องจากธุรกิจโรงแรมจะถึงจุดคุ้มทุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและค่าเสื่อมราคาที่ลดลง รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตและรุกตลาดผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้
มั่นใจพื้นฐานแกร่ง
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ให้ราคาพื้นฐานที่ 4.36 บาท ประมาณกำไรสุทธิปี 2562 และปี 2563 อยู่ที่ 376 ล้านบาท และ 436 ล้านบาท เติบโต 16.1% ตามลำดับ ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรสุทธิปี 2562 เติบโต 7% ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ โดยผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2562 จะเติบโตใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ขณะที่ปี 2563-2564 จะเติบโตเร่งตัวเป็น 24% และ 15% ตามลำดับ
นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมายที่ 4.30 บาท บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเป้าหมาย 4 บาท--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์ทันหุ้น


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 698
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: RBF

Posts by mezzo » Thu Sep 19, 2019 11:52 am

RBF จะมีการนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน
วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562
เวลา 10.30-12.30
สถานที่ : ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แหล่งข้อมูล ข่าวหุ้น
Attachments
11
158F5ABB-C702-455D-82E4-D5D68DE4502E.jpeg
158F5ABB-C702-455D-82E4-D5D68DE4502E.jpeg (100.53 KiB) Viewed 1139 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Fri Sep 20, 2019 11:56 pm

RBF เดินสายโรดโชว์ก่อนเคาะราคา IPO หลัง Book Building นักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมาย 4.00-4.60 บาท
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (Th)

Thursday, September 19, 2019 17:31

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.ย. 62)--บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเดินสายนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนทั้งในและประต่างประเทศ ซึ่งจะมีการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 520 ล้านหุ้น ภายหลังการสำรวจความต้องการซื้อ (Book Building) จากนักลงทุนสถาบัน ขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ออกบทวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมาย 4.00-4.60 บาท

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปรแมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ RBF เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้านำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปภายในประเทศอีกจำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต นครปฐม ราชบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก นครสวรรค์ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สงขลา และกรุงเทพมหานคร

"ธุรกิจของ RBF มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากในอนาคต เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมมากกว่า 80% ของรายได้รวม ดังนั้นการเดินทางไปโรดโชว์ให้กับกองทุน นักลงทุนสถาบัน รวมถึงนักลงทุนรายย่อยทั้งในและต่างประเทศ ก็เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าใจธุรกิจของบริษัทมากยิ่งขึ้น"นายสมภพ กล่าว

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APM เปิดเผยว่า RBF มีทุนจดทะเบียนจำนวน 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาท/หุ้น ซึ่งมีการชำระทุนจดทะเบียนแล้ว 1,480 ล้านหุ้น และอีกจำนวน 520 ล้านหุ้นจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) คิดเป็นสัดส่วน 26% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด

ทั้งนี้ RBF เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และมี บล.กสิกรไทย และ บล.ฟินันเซีย ไซรัส )เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ RBF ในครั้งนี้

ด้านนายสมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RBF เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร(Food Ingreadients) ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก รวมถึงผลิตตามคำสั่งซื้อ (Made to order) นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ "อังเคิลบาร์นส์" "เบสท์ โอเดอร์" "ก๊อปจัง" "Haeyo" "Angelo" และ "Aroi Mak Mak"

บริษัทแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์ไปขายทั่วโลก อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ประเทศแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรต คูเวต อินเดีย ปากีสถาน รวมไปถึงออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย อังกฤษ เยอรมันและสหรัฐอเมริกา

"บริษัทเป็นบริษัทของคนไทย 100% และดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 33 ปี บริษัทมีจุดแข็งในเรื่องทีมวิจัยและพัฒนา(R&D)ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านอาหาร รวมถึงการสังเคราะห์วัสดุแต่งกลิ่นและรสชาติ จนสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ มีความแตกต่างและหลากหลายในแบบเฉพาะตามความต้องการของลูกค้า ดังนั้น จึงทำให้บริษัทมีลูกค้าอยู่ทั่วทุกมุมโลก" นายสมชาย กล่าว

ขณะที่นักวิเคราะห์ ประเมินราคาเป้าหมายหุ้น RBF โดยแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น 2 แห่ง ได้แก่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ราคาสูงสุดที่ 4.60 บาท และบล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมาย 4.03-4.52 บาท ภายใต้คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 63 จะเติบโต 24% ไปที่ 432 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้จากโรงงานใหม่ต่างประเทศ

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเกล็ดขนมปังในประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/63 และนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งจากการขายหุ้น IPO ไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตที่ประเทศอินโดนีเซียแห่งที่ 2 ในปี 65 เพื่อรองรับการเติบโตของรายได้ส่งออกคาดกำไรสุทธิเติบโต 7.6% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน หากไม่รวมค่าใช้จ่าย 0ne time คาดมีกำไรปกติเติบโต 13.3% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนและเมื่อรับรู้รายได้จากโรงงานใหม่ต่างประเทศ คาดว่ากำไรสุทธิปี 63 จะเติบโต 24% หรืออยู่ที่ 432 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

ขณะที่บล.เคที ซีมิโก้ ระบุว่า RBF จะมีกำไรปกติใน 3 ข้างหน้า (61-63) เติบโตเฉลี่ย 15%จาก 324 ล้านบาท เป็น
488 ล้านบาท ตามลำดับ และคาดว่ายอดขายเพิ่มขึ้นปีละ 9% จากการเพิ่มการผลิต รวมถึงจากประสิทธิภาพการบริหารจัดการคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 38% ในปี 61 เป็น 39% ในปี 64

RBF จะมีรายได้จากต่างประเทศราว 15% ของรายได้ธุรกิจผลิตและผลิตจำหน่ายส่วนประกอบอาหารในปี 63 ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าอยู่ที่ราว 37% ของต้นทุนวัตถุดิบรวม ทำให้ RBF มีฐานะเป็นผู้นำเข้าสุทธิราว 8% ดังนั้น เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทจะเป็นแนวโน้มเชิงบวกต่อประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานปี 63 ราว 1.3%

ขณะที่ บล.โกลเบล็ก ประเมินว่ากำไรปี 62 และ 63 อยู่ประมาณ 352.5 ล้านบาท และ 396.2 ล้านบาท เติบโต 9%
เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ตามลำดับ โดยปี 62 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2,783 ล้านบาท เติบโต 6% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตลาดในต่างประเทศ เป็นตามแผนงานของบริษัทที่ได้ไปตั้งโรงงานในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย และในปี 63 จะช่วยหนุนให้รายได้จากทั้งสองประเทศเติบโตสูง

อัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจาก 37.8% เป็น 37.9% เนื่องจากธุรกิจโรงแรมจะถึงจุดคุ้มทุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและค่าเสื่อมราคาที่ลดลง รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตและรุกตลาดผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
โบรกเกอร์ ราคาเป้าหมาย
บล.ฟินันเซีย ไซรัส (แกนนำการจัดจำหน่าย) 4.60
บล.กสิกรไทย (แกนนำการจัดจำหน่าย) 4.03-4.52
บล.เคที ซิมิโก้ 4.52
บล.โกลเบล็ก 4.44
บล.ทรีนีตี้ 4.36
บล.เอเชีย พลัส 4.30
บล.ไอร่า 4.20
บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) 4.10
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) 4.10
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) 4.10
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย 4.10
บล.โนมูระ พัฒนสิน 4.00
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์/วิลาวัลย์ โทร.02-2535000 อีเมล์: wilawan@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Wed Oct 09, 2019 3:23 pm

Corporate รูป รส กลิ่น สัมผัส ดันรายได้ทะลุสองพันล้าน: R&B Food Supply Plc.
Business Today



พ.ต.พญ. จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการบริษัท ทายาทรุ่นที่ 2 R&B Food Supply Plc.
สิ่งที่บริษัทนี้คิดค้นได้ ถูกใส่ไว้ในอาหาร ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้ ของใช้ในบ้าน เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และกระทั่งถุงยางอนามัย

คุณแทบจะไม่รู้จักบริษัทนี้เลย แต่บริษัทนี้รู้จักคุณดีที่สุด เขารู้ว่า ลิ้นของคุณชอบรสชาติอะไร จมูกของคุณหลงใหลกลิ่นไหน สายตาของคุณเห็นสีอะไรแล้ว…อยากจะหยิบโทรศัพท์มาเซลฟี่ด้วยมากที่สุด (Printed Version: 30 กันยายน-6 ตุลาคม 2562, P. 3, Exclusive Interview)

“ลิ้นของคนเรารับรสได้ ห้ารส เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ขม ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์และแตกต่างกัน” พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ กรรมการบริษัท บริษัท R&B Food Supply Plc. เล่าให้ Business Today ฟังใน Exclusive Interview

ผลิตภัณฑ์ของที่นี่ทำให้สินค้าในโลกนี้มีความหลากหลาย RBF เป็นผู้ออกแบบรสชาติ กลิ่น สี เนื้อสัมผัส รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่เป็นบริษัทของคนไทย สิ่งที่คิดค้นถูกใส่ไว้ในอาหาร ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้ เครื่องสำอาง ครีมทาหน้า ลิปสติก ของใช้ในบ้าน เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และกระทั่งถุงยางอนามัย

ใครก็ตามที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เอาเข้าปากได้ ใช้ทา หรือใช้กับร่างกายจะวิ่งมาปรึกษาที่นี่ เพราะรสชาติ สี กลิ่น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะตัดสินยอดขาย และที่นี่มี “ห้องสมุดกลิ่น และรสชาติ” ที่มีให้เลือกมากมายมหาศาล

ดร. สมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) จบวิทยาศาสตร์ด้านเคมีจากจุฬา และได้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศ จึงเก็บประสบการณ์มาเปิดธุรกิจรับออกแบบและผลิตกลิ่น รสชาติ สี ให้แบรนด์ต่างๆ ในประเทศไทย การขยายธุรกิจของ R&B ก้าวกระโดดมากเมื่อคว้าดีลลูกค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังรายใหญ่ได้ และเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ว่า ในอดีต เมื่อใดที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติทางการค้า บริษัทแห่งนี้จะคว้าโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดนก (2534) และวิกฤติการเงิน “ต้มยำกุ้ง” (2540) สถานการณ์น่าเป็นห่วงกลับเปิดทางเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ให้บริษัทเติบโตยิ่งขึ้น

“ช่วงไข้หวัดนก ไก่สด ส่งขายไปยุโรป ถูกระงับหมด แช่แข็งไป เชื้อก็ยังไม่ตาย เขากำหนดมาให้เป็นไก่ปรุงสุก ปรุงพร้อมรับประทาน เช่น นึ่ง ทอด อบ เพราะบริษัทมีความรู้เรื่องกลิ่นและรสชาติ โดยเฉพาะ texture ของอาหาร เลยเข้ามามีบทบาทช่วยอุตสาหกกรรมไก่แช่แข็ง ทำให้มี value added ในสมัยนั้น เช่น สหฟาร์ม ซีพี เบทราโก แหลมทอง ก็ใช้วัตถุดิบของเรา แทนที่จะส่งไก่ได้ตัวละหนึ่งเหรียญ กลายเป็นว่า ได้สองถึงสามเหรียญขึ้นไป”

ต่อมา RBF ต้องการเติบโตโดยมีวัตถุดิบของตัวเอง จึงไปซื้อโรงงานที่เชียงใหม่ บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น ต้นทุน ก็ถูกลง โรงงานแห่งนี้ ก็ใส่เทคโนโลยีลงไป ทำให้เครื่องเทศทนความร้อนได้สูง กลิ่นก็ยังคงอยู่ กลายเป็นจุดแข็งของบริษัท

ตอนนี้มี preservatives (วัตถุกันเสีย) แบบออแกนิคแล้ว แตกต่างจากสารกันบูดแบบเดิมๆ ที่คนกลัวกัน



จุดแข็งอีกอย่างก็คือ

เมื่อแบรนด์ต่างๆ เมื่อใช้กลิ่น สี รสชาติที่ออกแบบจากที่นี่แล้ว จะต้องคิดหนัก หากต้องการไปใช้บริการบริษัทอื่น เพราะอาจจะกระทบยอดขาย ถ้าหากลิ่น หรือรสชาติเพี้ยนไป ทำให RBF สามารถรักษาฐานลูกค้าได้ยาวนาน

พญ.จัณจิดา บุตรสาวของดร. สมชาย เล่าว่า นวัตกรรมด้านอาหารเปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน และ R&B ต้องจับเทรนด์ให้ทัน

“ผู้บริโภคในห้าปี สิบปีข้างหน้าจะรู้เยอะ ศึกษามากขึ้น ฉลาดมากขึ้น จะใส่ใจคุณค่าทางอาหารและองค์ประกอบ คอยอ่านหลังซองว่ามีอะไรใส่ลงไปบ้าง ลักษณะการใช้ชีวิตก็จะต่างไป

ช่วงสองสามปีนี้ เห็นได้ชัดว่า อาหาร นอกจากอร่อยแล้ว หน้าตาต้องสวยด้วย สีสันจัดจ้านเพื่อจะขึ้นกล้อง หรือแม้ลักษณะการดำรงชีวิต ประชากรสูงอายุมากขึ้น ลักษณะครอบครัวก็เล็กลง อาจไม่มีลูก การทำกับข้าวก็ไม่ทำปริมาณเยอะๆ”

คนอยากหุ่นดีเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นและจะยังคงอยู่ต่อไป แล้วงานวิจัยของที่นี่จะช่วยผู้บริโภคกลุ่มนี้อะไรได้บ้าง?

“ลูกค้าก็พยายามลด ไขมัน อยากกินคีโต โปรตีนสูง เราก็มีตอบโจทย์ว่า ทำผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้อาหารมีหน้าตา มีเทกเจอร์เหมือนของทอด แต่จริงๆ แล้วใช้อบ หรือหารสชาติใหม่ๆ มากลบรสเฝื่อนของไก่ปั่น หรือโปรตีนต่างๆ ทำให้ สายกล้าม กินได้ง่ายขึ้น และกินได้เยอะขึ้น”

ขณะเดียวกันก็ต้องคอยให้ความรู้เติมให้แบรนด์ด้วยว่ามีนวัตกรรมใหม่ๆ อะไรบ้าง

“ลูกค้าบางรายถนัดทำด้วยวิธีดั้งเดิมมานาน ทำให้ผลิตภัณฑ์มีอายุวางบนชั้นวาง (shelf life) สั้นมาก ด้วยความมั่นใจในวิธีทางธรรมชาติ และอยากจะเป็นออแกนิคร้อยเปอร์เซ็นต์ ลูกค้าไม่รู้ว่า ตอนนี้มี preservatives (วัตถุกันเสีย) แบบออแกนิคแล้ว แตกต่างจากสารกันบูดแบบเดิมๆ ที่คนกลัวกัน แต่เป็นสารสกัดจากธรรมชิต เช่น ผลไม้ เอามาใส่แล้วโปรดักซ์จะอยู่ได้นานขึ้น จากเดิม อยู่ได้อาทิตย์เดียว กลายเป็นอยู่ได้สองสามเดือน พอมี shelf life นานขึ้น ของก็ถูกส่งกระจายออกไปได้ใกลขึ้น”

สิ่งสำคัญที่ RBF พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งก็คือ Supply Chain Management (การบริหารจัดการในระบบการผลิตทั้งหมด)

“ทำยังไงให้มีประสิทธิภาพสูง และตันทุนต่ำที่สุด ผลิตภัณฑ์มี Shelf life ยาวที่สุด เก็บสต็อคได้นาน เก็บง่าย ต้องมีเทคโนโลยี ไอที R&D (การวิจัยและพัฒนา) อาหาร จัดเก็บ และขนส่ง Supply Chain ของเราต้องปรับตัวเรื่อยๆ เมื่อเทคโนดีขึ้น เราก็ยิ่งบริหาร Supply Chain ได้เก่งขึ้น” เธอกล่าว

ปัจจุบัน RBF จ้างชาวต่างชาติมาร่วมทีมวิจัย และในบางกรณี ด้วยการแข่งขันสูง ก็ต้องซื้อตัวมา ทีมวิจัยที่คอยคิดค้นสูตร “ลับ” ต่างๆ ของบริษัทมีกว่า 60 ชีวิต และแต่ละคนก็ค่าตัวสูงทั้งสิ้น

“ตอนรับสมัคร ก่อนเทสต์ ดูที่ทัศนคติว่า อยู่ด้วยกันได้ ความรู้พื้นฐานดี คือ รู้เรื่อง Food Science มีทดสอบประสาทสัมผัสบ้าง ทดสอบการรับรู้ต่างๆ ผู้สร้างสรรค์กลิ่นใหม่ๆ ต้องเอาสารเคมีผสมกัน ค่อนข้างเทรนยาก จากบรรดาสารเคมีในห้องแล็บกว่าสองพันตัว เขาต้องจำให้ได้ทั้งหมดว่า กลิ่นยังไง แล้วต้องเอาสองพันกว่าตัวมาผสมกัน กว่าคนหนี่งจะเก่ง ใช้ได้จริงๆ ก็ปีที่ห้าขึ้นไป”

https://businesstoday.co/interview/08/1 ... oodsupply/


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Fri Oct 11, 2019 2:48 pm

*RBF เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.30 บาท เปิดจองซื้อ 16-18 ต.ค.
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (Th)

Friday, October 11, 2019 14:31


สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ต.ค. 62)--บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 520 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 3.30 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 16-18 ต.ค.นี้ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส และ บล.กสิกรไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์ โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Fri Oct 11, 2019 3:26 pm

`อาร์ แอนด์ บี ฟู้ดฯ(RBF)`เคาะราคาไอพีโอ 3.30 บ./หุ้น จอง 16-18 ต.ค.62



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 ต.ค. 62 14:46 น.
  "อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF)"เคาะราคาขายหุ้นไอพีโอ 52 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 3.30 บาท เปิดจอง 16-18 ต.ค.นี้

  บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยในแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (“IPO”) เพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 52 ล้านหุ้น คิดเป็น 26% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยกำหนดราคาเสนอขายหุ้นที่ 3.30 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายที่ 1,716 ล้านบาท กำหนดการจองซื้อหุ้น วันที่ 16-18 ต.ค.นี้ โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

  ราคาเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทในครั้งนี้ที่ราคา 3.30 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) เท่ากับ 22 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 299.49 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับ 2,000 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เท่ากับ 0.15 บาท


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Fri Oct 11, 2019 8:18 pm

RBF เคาะราคา 3.30 บาท เทรด 24 ต.ค.นี้

11/10/2019RBF - เคาะ 3.30 บาท
HoonSmart.com>> หุ้น RBF เคาะราคา 3.30 บาท ขาย 520 ล้านหุ้น หลังเดินสายโรดโชว์นักลงทุนสถาบัน กองทุนทั้งใน-ต่างประเทศ พร้อมเปิดจอง 16-18 ต.ค เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 24 ต.ค.นี้ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

APM ที่ปรึกษาการเงิน ชูจุดแข็งทีมวิจัยและพัฒนา เชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติอาหารครบวงจร มากกว่าผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม และคู่แข่งที่เป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมด

วันนี้ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซับพลาย เซ็นสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส และบล.กสิกรไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไปครั้งแรก ( IPO ) จำนวน 520 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายหุ้นละ 3.30 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท (พาร์ ) เสนอขายระหว่างวันที่ 16-18 ต.ค.และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 24 ต.ค.นี้ ใช้ชื่อย่อ ” RBF ” โดยอยู่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ ราคาเสนอขาย 3.30 บาท มาจากการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน ( (Book Building ) ความต้องการซื้อ 12.4 เท่าของหุ้นที่จัดสรรสถาบัน โดยราคาขายมีพี/อี 22 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิในรอบ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ( 1 ก.ค.61- 30 มิ.ย.62 )




นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ของ RBF กล่าวว่า RBF ได้นำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) กองทุนและสถาบันในประเทศ 22 กองทุน ต่างประเทศ สิงคโปร์และญี่ปุ่นจำนวน 6 กองทุน รวมทั้งโรดโชว์ในประเทศ 15 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีความเข้าใจและรู้จักธุรกิจของบริษัทมากยิ่งขึ้น

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APM กล่าวว่า RBF มีจุดแข็งทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านอาหาร การวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติอาหาร มีความหลากหลายและครบวงจร มากกว่าผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม และคู่แข่งที่เป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมด

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ RBF แบ่งเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย

ผลการดำเนินงานปี 61 มีรายได้รวม 2,738.25 ล้านบาท กำไรสุทธิ 321.11 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกปี 62 มีรายได้รวม 1,412.82 ล้านบาท กำไรสุทธิ 147.23 ล้านบาท




นายสมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RBF กล่าวว่า บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุน ไปก่อสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายเกล็ดขนมปังและแป้งประกอบอาหาร ณ เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย ประมาณ 200 – 250 ล้านบาท แล้วเสร็จมีรายได้เข้ามาภายในปี 2565

นอกจากนี้ นำไปปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม ทั้งเครื่องจักรผลิตเกล็ดขนมปัง เครื่องจักรผลิตแป้งทอดกรอบ เครื่องจักรในการผลิตวัตถุแต่งกลิ่นรสแบบอัตโนมัติ มูลค่าประมาณ 130 ล้านบาท ลงทุนเปิดบริษัทตัวแทนและห้องทดลองในต่างประเทศ มูลค่า 25 ล้านบาท ที่เหลือชำระคืนเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

นายสมชาย กล่าวอีกว่า บริษัท ฯ ไปเปิดตลาดที่ประเทศอินโดนีเซียแล้ว โดยเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตในอนาคต จึงลงทุนก่อสร้างโรงงานในเมืองสุราบายา เชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมาก สามารถแข่งขันกับคู่แข่งท้องถิ่นได้มากขึ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Mon Oct 14, 2019 8:15 pm

RBF เคาะราคา 3.30 บาท เทรด 24 ต.ค.นี้ ชูจุดแข็งวิจัยกลิ่น-รสครบวงจร

14/10/2019Exclusive News, RBF
HoonSmart.com>> หุ้น RBF เคาะราคา 3.30 บาท ขาย 520 ล้านหุ้น เปิดจอง 16-18 ต.ค เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 24 ต.ค.นี้ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม APM ที่ปรึกษาการเงิน ชูจุดแข็งทีมวิจัยและพัฒนา เชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติอาหารครบวงจร ด้าน ACE เตรียมเคาะราคาพ.ย.นี้ ระดมทุนขยายกำลังผลิตไฟฟ้า เป้า 1,000 เมกะวัตต์



บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซับพลาย (RBF) เซ็นสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส และบล.กสิกรไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 520 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายหุ้นละ 3.30 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท (พาร์ ) เสนอขายระหว่างวันที่ 16-18 ต.ค.และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 24 ต.ค.นี้ ใช้ชื่อย่อ ” RBF ” โดยอยู่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ ราคาเสนอขาย 3.30 บาท มาจากการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน ( (Book Building ) ความต้องการซื้อ 12.4 เท่าของหุ้นที่จัดสรรสถาบัน โดยราคาขายมีพี/อี 22 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิในรอบ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ( 1 ก.ค.61- 30 มิ.ย.62 )

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ของ RBF กล่าวว่า RBF ได้นำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) กองทุนและสถาบันในประเทศ 22 กองทุน ต่างประเทศ สิงคโปร์และญี่ปุ่นจำนวน 6 กองทุน รวมทั้งโรดโชว์ในประเทศ 15 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีความเข้าใจและรู้จักธุรกิจของบริษัทมากยิ่งขึ้น

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APM กล่าวว่า RBF มีจุดแข็งทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านอาหาร การวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติอาหาร มีความหลากหลายและครบวงจร มากกว่าผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม และคู่แข่งที่เป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมด

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ RBF แบ่งเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย

ผลการดำเนินงานปี 61 มีรายได้รวม 2,738.25 ล้านบาท กำไรสุทธิ 321.11 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกปี 62 มีรายได้รวม 1,412.82 ล้านบาท กำไรสุทธิ 147.23 ล้านบาท

ด้านนายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE) กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,818 ล้านหุ้น หรือ 16.56 % ของหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ คาดสรุปราคา IPO ได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ และเตรียมเข้าตลาดภายในสิ้นปีนี้แน่นอน ในระหว่างนี้อยู่ในระหว่างเดินสายพบนักลงทุน และนักวิเคราะห์ในประเทศไปหลายบริษัทแล้ว

บริษัทฯ มีสัญญาสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อีกกว่า 200 เมกะวัตต์ ภายในระยะเวลา 1-3 ปี ข้างหน้านี้ จึงระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งรวมกว่า 1,000 เมกกะวัตต์ ภายในปี 2567


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 698
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: RBF

Posts by mezzo » Mon Oct 14, 2019 9:27 pm

เครดิต : Mao-Investor
Attachments
11
930D8F04-D754-411E-B5D4-87878112313F.jpeg
930D8F04-D754-411E-B5D4-87878112313F.jpeg (255.99 KiB) Viewed 325 times
11
AE67418B-1707-4F2D-B582-9C3326A0E165.jpeg
AE67418B-1707-4F2D-B582-9C3326A0E165.jpeg (222.58 KiB) Viewed 325 times
11
ACD69638-4DBB-406E-A106-98370046D661.jpeg
ACD69638-4DBB-406E-A106-98370046D661.jpeg (279.18 KiB) Viewed 325 times
11
059C38F1-30C4-4966-899A-484C03E8C565.jpeg
059C38F1-30C4-4966-899A-484C03E8C565.jpeg (282.76 KiB) Viewed 325 times
11
2D8409B9-8C37-4AF9-A783-ACEA50A7E641.jpeg
2D8409B9-8C37-4AF9-A783-ACEA50A7E641.jpeg (226.53 KiB) Viewed 325 times


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 698
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: RBF

Posts by mezzo » Mon Oct 14, 2019 9:28 pm

เครดิต : Mao-Investor ต่อ
Attachments
11
75923533-9D4B-4965-BA5D-6F73DC061385.jpeg
75923533-9D4B-4965-BA5D-6F73DC061385.jpeg (179.69 KiB) Viewed 324 times
11
1A5CEBEC-7F54-4A44-908D-81B95822223B.jpeg
1A5CEBEC-7F54-4A44-908D-81B95822223B.jpeg (263.48 KiB) Viewed 324 times
11
BAF44EA4-0AD6-438F-A11B-2DAC5DE6966C.jpeg
BAF44EA4-0AD6-438F-A11B-2DAC5DE6966C.jpeg (234.1 KiB) Viewed 324 times
11
500279B3-A636-4BDE-A053-B53EF925E3F0.jpeg
500279B3-A636-4BDE-A053-B53EF925E3F0.jpeg (154.28 KiB) Viewed 324 times
11
B1CC929D-CE63-4C83-A126-684822E23045.jpeg
B1CC929D-CE63-4C83-A126-684822E23045.jpeg (173.78 KiB) Viewed 324 times
11
2927EB0B-8A24-40E0-9C9F-18493E22FA04.jpeg
2927EB0B-8A24-40E0-9C9F-18493E22FA04.jpeg (217.13 KiB) Viewed 324 times
11
5A23EFD9-21B3-4C28-ADC6-5F143C73E8B9.jpeg
5A23EFD9-21B3-4C28-ADC6-5F143C73E8B9.jpeg (258.71 KiB) Viewed 324 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Wed Oct 16, 2019 7:32 am

“RBF”เคาะราคาขาย IPOอยู่ที่ 3.30 บาท เปิดจองซื้อ 16-18 ต.ค.

15 October 2019

“อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย” RBF แต่งตั้ง “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” และ ”บล.กสิกรไทย” เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นไอพีโอ จำนวน 520 ล้านหุ้น โดยมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 11 แห่ง ราคาเสนอขายอยู่ที่ 3.30 บาท ลุยนำเงินระดมทุนไปก่อสร้างโรงงานในต่างประเทศ ปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม รวมถึงลงทุนเปิดบริษัทตัวแทนและห้องทดลองในต่างประเทศ ส่งซิกเตรียมจองซื้อ 16-18 ต.ค. 62 เข้าเทรด SET ในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2562



บมจ. อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)จำนวน 520,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 3.30 บาท โดยจะเปิดเสนอขายในวันที่ 16-18 ต.ค.62 ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย คือ บล. ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)และบล. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 11 แห่ง

ทั้งนี้ การกำหนดราคาที่เสนอขายหุ้นละ 3.30 บาท มาจากการทำสำรวจความต้องการซื้อหุ้น (Book Building) ของนักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศ โดยมีช่วงราคาเสนอขายที่ 3.00 – 3.30 บาทต่อหุ้น ปรากฏว่านักลงทุนสถาบันได้แสดงความต้องการซื้อหุ้นที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 3.30 บาท อย่างล้นหลาม โดยมีความต้องการซื้อหุ้นรวมคิดเป็น 12.4 เท่าของจำนวนหุ้นที่จะจัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบัน

บริษัทได้กำหนดราคาหุ้นที่จะเสนอขายให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในราคาหุ้นละ 3.30 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) เท่ากับ 22 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากกำไรสุทธิในรอบ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.61 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.62 ซึ่งเท่ากับ 299 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (Fully Diluted) ซึ่งเท่ากับ 2,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.15 บาทต่อหุ้น

สำหรับอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิดังกล่าวคำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยที่ยังมิได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ราคาเสนอขายในครั้งนี้ พิจารณาจากแผนธุรกิจของบริษัท และการนำเงินระดมทุนที่ได้จากประชาชนเป็นครั้งแรกไปใช้ในการขยายธุรกิจ

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ของ RBF เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา RBF ได้ทำการเดินสายเพื่อนำเสนอข้อมูล(โรดโชว์)ให้กับกองทุนและนักลงทุนสถาบันในประเทศจำนวน 22 กองทุนและต่างประเทศได้แก่ สิงคโปร์และญี่ปุ่นจำนวน 6 กองทุน

นอกจากนี้ บริษัทยังโรดโชว์แก่นักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปในประเทศจำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต นครปฐม ราชบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก นครสวรรค์ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สงขลา และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้นักลงทุนรายย่อย สถาบันและคู่ค้ามีความเข้าใจและรู้จักธุรกิจของบริษัทมากยิ่งขึ้น

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ APM เปิดเผยว่า RBF มีจุดแข็งเรื่องการมีทีมวิจัยและพัฒนา(R&D)ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านอาหาร การวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติอาหารโดยเฉพาะ รวมไปถึงมีความหลากหลายและครบวงจรมากกว่าผู้ผลิตรายอื่นๆในอุตสาหกรรม เพราะคู่แข่งของ RBF เป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมด

ทั้งนี้ บริษัทแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 61 บริษัทมีรายได้รวม 2,738.25 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 321.11 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 62 บริษัทมีรายได้รวม 1,412.82 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 147.23 ล้านบาท

ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF เปิดเผยว่า บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปก่อสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายเกล็ดขนมปังและแป้งประกอบอาหาร ณ เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย โดยคาดว่าจะใช้เงินในการซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานประมาณ 200 – 250 ล้านบาท และจะแล้วเสร็จมีรายได้เข้ามาภายในปี 2565

นอกจากนี้ บริษัทจะนำไปปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม ทั้งเครื่องจักรในการผลิตเกล็ดขนมปัง เครื่องจักรในการผลิตแป้งทอดกรอบ เครื่องจักรในการผลิตวัตถุแต่งกลิ่นรสแบบอัตโนมัติ มูลค่าประมาณ 130 ล้านบาท ลงทุนเปิดบริษัทตัวแทนและห้องทดลองในต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นชำระคืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

“บริษัทได้ไปเปิดตลาดที่ประเทศอินโดนีเซียมาได้ระยะหนึ่งแล้วและเล็งเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างมากในอนาคตจึงตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโรงงานในเมืองสุราบายา ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะทำให้ลดต้นทุนทางด้านวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมาก และปัจจัยนี้จะทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งท้องถิ่นได้มากขึ้น” นายสมชาย กล่าว


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 31738
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: RBF

Posts by pakapong_u » Fri Oct 18, 2019 10:18 am

ทายาทรุ่นสอง RBF พกดีกรีหมอทหารก้าวสู่เส้นทางนักบริหาร"นวัตกรรม"อาหารระดับโลกน้องใหม่ตลาด SET

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562 07:58:25 น.
เปิดโลกนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ของอุตสาหกรรมอาหารของผู้ประกอบการสัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลระดับโลก ภายใต้อาณาจักรของ บมจ.อาร์แอนด์บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) เบื้องหลังของความอร่อยของหลายแบรนด์อาหารชั้นนำของไทย และอีกหลายแบรนด์ในต่างประเทศ



RBF เป็นเบอร์หนึ่งผู้ผลิตและจำหน่ายส่วนประกอบอาหาร (Food Ingredients) ในประเทศไทย ทั้งการปรุงแต่งรส กลิ่น สี ทั้งในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น วัตถุแต่งกลิ่น (Flavor) สีผสมอาหาร แป้งและซอส ผลิตภัณฑ์อบแห้ง ผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์พลาสติก ตลอดจนธุรกิจเทรดดิ้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ สารกันบูด สารกันรา กรดมะนาว นมผง และปลอกไส้กรอก เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วนรายได้กว่า 96.76% ของรายได้รวม

พ.ต.พญ.จัณจิดา รัตนภูมิภิญโญ หรือ หมอจั่น กรรมการบริษัท และทายาทรุ่นที่ 2 ของ RBF ดีกรีหมอทหารเกียรตินิยมอันดับ 1 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวุฒิบัตร สาขาวิชาตจวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เข้ามาสานต่อและช่วยเหลืองานบริหารจาก นายสมชาย รัตนภูมิภิญโญ ผู้ก่อตั้ง RBF ประสบการณ์ยาวนานกว่า 33 ปี และในวันนี้ "หมอจั่น" ถือเป็นหนึ่งกำลังสำคัญที่จะนำพา RBF เข้าเป็นบริษัทมหาชนในเร็วๆนี้

RBF เป็นน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 520 ล้านหุ้น กำหนดราคาเสนอขายหุ้นละ 3.30 บาท เปิดจองซื้อในช่วงวันที่ 16-18 ต.ค.62 คาดว่าจะสามารถเข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรกในวันที่ 24 ต.ค.62 เพื่อจุดมุ่งหมายการก้าวเป็นผู้เล่นระดับโลกผ่านการขยายกิจการในต่างประเทศเพิ่มมูลค่าสินค้าตอบโจทย์ลูกค้าทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ระดับโลก

*IPO หุ้นละ 3.30 บาท หนึ่งทางเลือกผู้ลงทุนระยะยาว
พ.ต.พญ.จัณจิดา เปิดเผยกับ "อินโฟเควสท์"ว่า การกำหนดราคา IPO หุ้นละ 3.30 บาท มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหุ้น (Book Building) ของนักลงทุนสถาบัน โดยมีช่วงราคาเสนอขายที่หุ้นละ 3.00–3.30 บาทปรากฏว่านักลงทุนสถาบันได้แสดงความต้องการซื้อหุ้นที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 3.30 บาทเป็นจำนวนมาก โดยมีความต้องการซื้อหุ้นสูงถึง 12.4 เท่าของจำนวนหุ้นที่จะจัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบัน โดยอ้างอิงตามอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) เท่ากับ 22 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิย้อนหลัง 4 ไตรมาสล่าสุด มีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท

ผลตอบรับจากการเดินทางไปให้ข้อมูลแก่นักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปภายในประเทศ 15 จังหวัด สถาบันทั้งในและต่างประเทศ ค่อนข้างได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะธุรกิจ RBF แทบไม่มีคู่เทียบ และอยู่ใน Blue Ocean ลักษณะของธุรกิจของ RBF เป็นอาหาร แต่ไม่ได้อยู่ในประเภท Fashion Food ทำให้รายได้และการเติบโตค่อนข้างคงที่ คิดว่าเหมาะกับนักลงทุนสาย VI ซึ่งถ้านักลงทุนอยากได้หุ้นที่มีความ Stable ไว้ในพอร์ตหุ้น RBF นับเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี



"หุ้น RBF มีปันผลให้กับนักลงทุนอย่างน้อย 40% ของกำไรแต่ละปี เรามีความมั่นใจกับสิ่งที่ดำเนินการอยู่ การลงทุนของบริษัทมีทั้งในและต่างประเทศ มีการศึกษามาอย่างดีในทุกโปรเจ็คต์ ระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงเป็นสำคัญ เงินของนักลงทุนเราให้ความสำคัญจะไม่นำมาเสี่ยงง่ายๆ" พ.ต.พญ.จัณจิดา กล่าว

*เข้าตลาดหุ้นเสริมแกร่งเวทีแข่งขันระดับโลก
พ.ต.พญ.จัณจิดา ระบุว่า ปัจจุบันหนี้สินต่อทุนของ RBF ไม่ได้สูง เป็นสิ่งสะท้อนว่าการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ใช่ความต้องการเงินทุนเป็นหลัก แต่จุดประสงค์ คือ ต้องการเสริมภาพลักษณ์ให้กับบริษัทในสายตาของคนทั่วโลก ตอกย้ำว่า RBF ไม่ได้เป็น Family Business อีกต่อไป มีธรรมภิบาลที่ดี เพื่อดึงดูดพันธมิตรและผู้ร่วมงานที่เป็นมืออาชีพทั้งไทยและต่างชาติให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทที่มีมาตรฐาน

"ในสเต็ปต่อไปคือเราต้องการไปแข่งขันในเวทีโลก การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯช่วยทำให้เหมือนกับว่าบริษัทติดยศ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมภิบาลที่ดี ช่วยให้คู่ค้าของ RBF เกิดความสบายใจอยากเข้ามาร่วมงานกับเรา ทำให้มีโอกาสได้รับโปรเจ็คต์ใหญ่ได้ง่ายขึ้น"พ.ต.พญ.จัณจิดา กล่าว

เงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้บริษัทจะได้รับเงินจำนวน 1,716 ล้านบาท จะนำไปใช้ลงทุนก่อสร้างโรงงานในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นโรงงานผลิตและจำหน่ายเกล็ดขนมปังและแป้งประกอบอาหาร ล่าสุดสร้างเสร็จแล้ว เตรียมเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/63 พร้อมปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต อีกส่วนหนึ่งจะใช้เปิดศูนย์วิจัยฯและพัฒนาแห่งใหม่และตั้งตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ในสิงคโปร์ เพื่อใช้เป็น Hub ขยายฐานลูกค้ากลุ่มธุรกิจ Flavor ในเอเชียที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโซนล่างเอเชีย อาทิ เวียดนาม ,มาเลเซีย ,อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น



*จุดแข็งสำคัญจากการเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าอุปโภครอบตัวคน
พ.ต.พญ.จัณจิดา กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของ RBF คือคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนไทยเคยได้บริโภคผลิตภัณฑ์ของ RBF โดยไม่รู้ตัว เพราะยกตัวอย่างถ้าเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อจะพบว่าสินค้าอาหารเกือบทุกตัวจะมีส่วนผสมที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ RBF โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นส่วนเสริมของอาหารทั้งด้านรูป รส และกลิ่น

รวมทั้งผลิตภัณฑฺ์ที่ช่วยทำให้ผลผลิตอาหารก้าวขึ้นสู่ระดับภาคอุตสาหกรรมและส่งออกไปต่างประเทศ เพราะถ้าไม่มีส่วนผสมพิเศษของ RBF เข้าไปช่วยเรื่องความคงตัวของอาหาร และสร้างคาแรคเตอร์เป็นที่จดจำของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารนั้นจะเป็นเพียงแค่อาหารในครัวเรือนเท่านั้น

"เราเป็นเบื้องหลังอุตสาหกรรมอาหาร โปรดักส์ของ RBF มากกว่า 80% ขายให้กับผู้ประกอบกิจการอาหารรายใหญ่ ผู้บริโภคคือผู้ที่ซื้ออาหารจากห้างร้านทั่วประเทศ ซึ่งคนไทยแทบทุกคนเคยได้สัมผัสกับโปรดักส์ของเราโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งในมุมของเราเองก็มีความภูมิใจเพราะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้รสชาติอาหารอร่อย

แต่เราไม่สามารถไปประกาศตัวได้ว่าโปรดักส์ของเราเข้าไปเป็นส่วนผสมสำคัญของแบรนด์นั้นแบรนด์นี้ เพราะถือเป็นความลับทางธุรกิจ...หน้าที่ของเราคือทำอย่างไรให้ลูกค้าที่ใช้โปรดักส์ของ RBF มีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาดีที่สุด ประหยัดที่สุด และที่สำคัญคือต้องบริหาร Supply Chain ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและต้องง่ายที่สุดด้วย"



*ลุยพัฒนา"นวัตกรรม"อาหารตามเทรนด์ผู้บริโภค โอกาสเติบโตในไทยและต่างประเทศ
พ.ต.พญ.จัณจิดา กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดในประเทศไทย แม้ว่า RBF จะมีผลิตภัณฑ์เข้าถึงเกือบทุกโรงงานอาหารอยู่แล้ว แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงแนวโน้มแทรนด์รักสุขภาพจะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีราคาแพงขึ้น หรือแนวโน้มความต้องการบริโภคอาหารจำนวนมากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารก็จะเติบโต ยอดขายผลิตภัณฑ์ของ RBF ก็จะเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน

บริษัทได้มุ่งเน้นเรื่องงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับเทรนด์ใหม่ของการบริโภค เช่น ปีที่ผ่านมาภาษีน้ำตาลบังคับใช้ บริษัทก็สามารถขายสินค้าที่ชดเชยน้ำตาลให้กับผู้ประกอบการหลายราย หรือแม้แต่เทรนด์อาหารคลีน บริษัทก็สามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้เพิ่มเติม เป็นสิ่งสะท้อนว่าไม่ว่าเทรนด์การบริโภคจะเปลี่ยนไปอย่างไร บริษัทก็ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมได้เช่นกัน

ส่วนธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทมีตัวแทนขายในประเทศนั้นๆ ที่มีความเข้าใจถึงพฤติกรรมการบริโภคอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักที่ช่วยเสริมงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างหลากหลาย ช่วยผลักดันยอดขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป

ปัจจุบัน ลูกค้าส่วนใหญ่ของ RBF กว่า 85% คือลูกค้าในประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าต่างประเทศหลากหลายภูมิภาค ทั้งยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง จีน และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด โดยบริษัทมีออร์เดอร์จากต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ล่าสุดบริษัทมี 7 โรงงานในประเทศไทย และกำลังเตรียมความพร้อมเดินเครื่องผลิตโรงงานเกล็ดขนมปังในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย
"การแข่งขันในตลาดยอมรับว่าเทรนด์อาหารมาเร็วและไปเร็วมากดังนั้นทีมวิจัยฯและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญอย่างมาก ถือเป็นจุดแข็งของ RBF และที่สำคัญคือต้องบริหารซัพพลายเชนให้แข็งแกร่ง"พ.ต.พญ.จัณจิดา กล่าว

บริษัทยังมีแนวทางขยายผลิตภัณฑ์กลุ่ม Flavor เข้าไปในสินค้าอุปโภค เช่น น้ำหอม ,ครีมบำรุง,สบู่,แชมพู แม้ว่าเดิมบริษัทจะขายสินค้าประเภทดังกล่าวอยู่แล้ว แต่เป็นลักษณะของเทรดดิ้งซึ่งมีมาร์จิ้นไม่มาก แต่หลังจากนี้มีแผนเข้ามาเป็นผู้ผลิตเอง จะทำให้บริษัทได้รับมาร์จิ้นเพิ่มขึ้นทันที และอีกส่วนหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับบริษัทก็คือสามารถปรับแก้สูตรสินค้าอุปโภคได้รวดเร็วตามความต้องการของลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นโรงงานเครื่องสำอางที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน และมีความต้องการกลิ่นหอม (Fragance) เป็นส่วนประกอบเป็นตลาดที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง

"แม้ว่ารายได้โดยปกติบริษัทเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี แต่ในปี 63 เชื่อว่าภายหลังจากการตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วผลประกอบการมีโอกาสเติบโตเป็น 2 หลัก จากการรับรู้รายได้ของโครงการใหม่ทั้งโรงงานในเวียดนามและอินโดนีเซีย ส่วนการตั้งฐานห้องวิจัยในสิงคโปร์ ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าในเอเชียได้มากขึ้น"

*RBF ธุรกิจที่มีศักยภาพทำกำไรสูง
พ.ต.พญ.จัณจิดา กล่าวว่า บริษัทมีมาร์จิ้นสูง เพราะผลิตภัณฑ์มีคู่แข่งน้อยราย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ Flavor ผู้ผลิตในระดับเดียวกันที่เป็นสัญชาติไทยในประเทศไทยมีเพียง RBF เพียงรายเดียวเท่านั้น ขณะที่แต่ละสูตรเป็นความลับ ดังนั้น หน้าที่ของ RBF ส่วนหนึ่งคือต้องรักษาความลับให้กับลูกค้า เมื่อขายผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาร่วมกับลกค้าแล้ว ก็จะไม่นำไปขายให้กับผู้ประกอบการายอื่น เป็นสาเหตุทำให้บริษัทมีมาร์จิ้นสูง

RBF มีอีกจุดแข็งที่สำคัญ คือ การวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์ตั้งอยู่ในโรงงานที่กรุงเทพฯ โดยมีนักวิจัย 60 คน โดยมีกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงแต่งรสชาติ (Flavorist) ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย โดยศูนย์แห่งนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ ทางด้านผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มของ RBF



และที่สำคัญคือต้นทุนส่วนผสมที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ได้ผันผวนตามปัจจัยแวดล้อมเหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ทำให้ RBF เป็นหนึ่งบริษัทที่มีศักยภาพทำกำไรสูงอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน สะท้อนจากอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 40% และมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 12-14% ทรงตัวตลอดหลายปีที่ผ่านมา

อนึ่ง ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 61 บริษัทมีรายได้รวม 2,738.25 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 321.11 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 62 บริษัทมีรายได้รวม 1,412.82 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 147.23 ล้านบาท

พ.ต.พญ.จัณจิดา กล่าวต่อว่า แนวทางเติบโตของ RBF ช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะมุ่งขยายตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ในรูปแบบ Organic เมื่อลูกค้าเติบโตบริษัทก็จะเติบโตในทิศทางเดียวกัน และยังเติบโตไปตามเทรนด์ใหม่ ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อนำเสนอต่อลูกค้า เช่น กลุ่มอาหาร Non Fried ที่กำลังเกิดเทรนด์ตอบโจทย์อาหาร Delivery ต้องการผลิตภัณฑ์ช่วยให้อาหารคงความกรอบนานขึ้น เป็นต้น

ส่วนในต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจแป้งและซอสเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงต้องมุ่งบริหารซัพพลายเชนให้แข็งแกร่ง เช่น ส่งสินค้ารวดเร็ว ,ราคาต้องดี เป็นต้น ส่วนด้านตัวแทนขาย ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานท้องถิ่น ทำความเข้าใจผู้บริโภคในประเทศนั้นๆให้มากขึ้น

phpBB [video]


--อินโฟเควสท์ โดย ชัยรัตน์ พุ่มมาลา/วิลาวัลย์ โทร.02-2535000 อีเมล์: wilawan@infoquest.co.th-


Post Reply