ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
User avatar
Dr. Manhattan
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1102
Joined: Sun Feb 14, 2010 12:20 pm

ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by Dr. Manhattan » Tue Jun 27, 2017 4:14 am

ปี 2030 พลังงาน ขนส่ง จะพลิกโฉมครั้งใหญ่
ปี 2025 รถใหม่ทุกคันเป็นยานยนต์ไฟฟ้า
ปี 2020 รถไร้คนขับ ลดการเสียชีวิตเป็นศูนย์
ปี 2017 ตลาดโลก 80% ค่าไฟโซลาร์ถูกที่สุด
รัฐบาลที่ฝืนกระแส จะทำให้ประชาชนจนลง

.
โทนี เซบา กำลังออกมาแสดงให้เห็นถึงเรื่องเหลือเชื่อที่จะเป็นจริงในอนาคตแสนใกล้
.
เซบา เป็นอาจารย์ทางด้าน ผู้ประกอบการ การพลิกโฉม และพลังงานสะอาดที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ “Clean Disruption of Energy and Transportation” มีข้อมูลและการศึกษาจาก ซิลีคอนวาเลย์ที่บอกว่า น้ำมัน นิวเคลียร์ ก๊าซธรรมชาติ การไฟฟ้า และรถยนต์แบบเก่า จะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยภายในปี 2030
.
โทนี่ เซบา ให้คำจำกัดความของ disruption ว่าเป็นการมาบรรจบกันของเทคโนโลยีซึ่งทำให้เกิดความเป็นไปได้สำหรับผู้ประกอบการและบริษัทต่างๆเพื่อใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และบริการ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การเกิดขึ้นของตลาดใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ที่ทำให้อุตสาหกรรมเดิมแบบเก่าอ่อนแอลงหรือถูกทำลายไป
.
Disruption เป็นคำที่พวกเราเคยได้ยินหรือจะได้รับรู้อีกมากในอนาคตอันใกล้ ยังไม่มีบัญญัติภาษาไทยที่ชัดเจนว่าอะไร แต่มีคำภาษาไทยที่พอจะทำให้เข้าใจได้ว่า หยุดชะงัก พลิกผัน พลิกโฉม เปลี่ยนโลก ทำลาย
.
ในวันนี้ขอเลือกแปลคำว่า Disruption เป็นภาษาไทยว่า พลิกโฉม ไว้ก่อน ในอนาคตหากทางราชบัณฑิตสถานไทยเปลี่ยนเป็นคำไหน ค่อยเปลี่ยนให้ถูกต้องตรงกันอีกที
.
ผมได้ติดตามงานของ โทนี่ เซบา มาหลายปี ได้ข้อมูลใหม่ๆมากมายเกี่ยวกับการพลิกโฉมในอุตสาหกรรมต่างๆที่เกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เขาถูกเชิญไปบรรยายในงานสำคัญต่างๆทั่วโลก และได้ฉายภาพของอนาคตที่น่าประหลาดใจหลายเรื่องให้คนทั่วโลกฟัง เคยเป็นแขกรับเชิญของ ปตท ให้มาบรรยายในประเทศไทยด้วย ใครสนใจงานของเขาติดตามอ่านได้จากหนังสือ หรือยูทูปก็ได้
.
สำหรับเนื้อหาที่นำเสนอทั้งหมดในคราวนี้ เรียบเรียงมาจากการบรรยายของ โทนี เซบา ในงาน Pacific Council and the Korea Foundation ที่ SeoulLA Forum เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2017 ในย่านใจกลางเมืองลอสแอนเจลีส สหรัฐอเมริกา เป็นข้อมูลที่อัพเดทที่สุดจาก Toni Seba
.
โทนี่ เซบา บอกว่า อุตสาหกรรมหลักอย่างพลังงานและการขนส่ง กำลังอยู่ในเส้นทางที่จะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงภายในปี 2030
.
“ถ้าคุณมองไปที่อุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น การดูแลสุขภาพ การก่อสร้าง พลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรมทั้งหมดนี้จะถูกพลิกโฉมทำลายไปในช่วง 10-15 ปีจากนี้”
.
“มันใช้เวลาเพียง 13 ปี จากปี 1900 – 1913 ที่เมืองนิวยอร์คเปลี่ยนวิธีการเดินทางของผู้คนจากที่เคยใช้ม้าเป็นพาหนะหลักมาใช้รถยนต์ ถ้ามีใครในปี 1900 บอกว่า การเดินทางด้วยม้าจะหมดยุคล้าสมัยไป ผู้คนในวันนั้นต้องบอกว่า บ้า แน่ๆ แต่เมื่อการพลิกโฉมเกิดขึ้น มันเร็ว เร็วมากจริงๆ”
.
โทนี่ เซบา ได้ชี้ให้เห็นถึง 4 เทคโนโลยี ที่จะเป็นตัวเร่งในการพลิกโฉมของอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่ง คือ การจัดเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติไร้คนขับ และพลังงานโซลาร์
.
“อุปกรณ์จัดเก็บพลังงานมีต้นทุนต่ำลงอย่างรวดเร็ว คาดว่าภายในปี 2020 โดยเฉลี่ยแล้ว บ้านของคนอเมริกันจะสามารถมีอุปกรณ์จัดเก็บพลังงานไว้ใช้ในบ้านสำหรับ 24 ชั่วโมงต่อวันในราคาเพียง 1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 35 บาท”
.
ยานยนต์ไฟฟ้าจะพลิกโฉมทำลายอุตสาหกรรมหลายอย่างในหลายๆทาง ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถแปลงพลังงาน 90-95%ในแบตเตอรี่ให้เป็นพลังงานที่เอามาใช้งานใหม่ได้ ในขณะที่พลังงานจากก๊าซในรถยนต์สามารถแปลงกลับมาเป็นพลังงานในแบตเตอรี่ได้เพียง 17-20%
.
สำหรับการขับเคลื่อนของรถ พลังงานไฟฟ้ามีราคาถูกกว่าดีเซลหรือก๊าซ ถ้าเทียบกันแบบไมล์ต่อไมล์ ชาร์จไฟสำหรับยานยนต์มีต้นทุนค่าไฟที่ต่ำกว่า 10 เท่า
.
รถยนต์ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม ต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบทำให้รถขับเคลื่อนได้มากกว่า 2,000 ชิ้นส่วน ในขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้ามีประมาณ 20 ชิ้นส่วนเท่านั้น นั่นหมายความว่ายานยนต์ไฟฟ้าเกือบจะไม่ต้องดูแลรักษาอะไรเลย
.
“ภายในปี 2020 รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกล 200 ไมล์ หรือประมาณ 320 กิโลเมตร จะมีประสิทธิภาพในระดับเดียวกับรถพอร์เช่ แต่มีราคาเพียง $30,000 หรือประมาณ 1.05 ล้านบาท ราคานี้เป็นราคาของรถใหม่ขนาดกลางในปัจจุบัน"
.
"ภายในปี 2025 รถใหม่ที่ผลิตออกมาทั้งหมดจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า"
.
"ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยจ่ายไฟให้กับบ้านหนึ่งหลังได้นาน 2 วัน เห็นได้ว่ามันจะเข้ามาพลิกโฉมได้หลายทางหลายอย่าง”
.
ถ้ารถทุกคันในเกาหลีเป็นยานยนต์ไฟฟ้า มันสามารถเก็บพลังงานได้มากถึง 75% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันของเกาหลีใต้ทั้งประเทศ
.
รถขับเคลื่อนเอง หรือรถไร้คนขับ เป็นอีกธุรกิจที่มีการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เซบาชี้ให้เห็นว่าในวันนี้มีรถแท็กซี่วิ่งอยู่บนถนนในสิงคโปร์แล้ว
.
ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทสตาร์ทอัพ แต่มีบริษัทใหญ่ระดับหลายพันล้านดอลลาร์มากถึง 33 แห่ง กำลังทำงานในเทคโนโลยีรถไร้คนขับ เซบาเรียกรถขับเคลื่อนอัตโนมัติเหล่านี้ว่า “คอมพิวเตอร์ที่มีล้อ” นั่นเป็นเหตุผลที่บอกให้รู้ว่าทำไมบริษัทเทคโนโลยีใหญ่อย่าง Apple, Google, Uber, Tesla, และอื่นๆ ถึงสนใจที่จะร่วมพัฒนารถไร้คนขับ มันเป็นการนำเทคโนโลยีเรียนรู้แนวลึกเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เป็นการพัฒนาสำหรับอนาคตที่ต่อเนื่อง
.
Deep Learning Technology หรือเทคโนโลยีการเรียนรู้แนวลึกมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ถ้ารถเทสล่าคันหนึ่งในกรุงโซลได้เรียนรู้ที่จะหลีกหนีสิ่งกีดขวางในเหตุการณ์หนึ่ง มันจะทำการอัพโหลดข้อมูลส่งต่อให้รถเทสล่าทุกคันในโลกได้เรียนรู้วิธีการที่จะขับรถหลีกหนีสิ่งกีดขวางแบบนั้นด้วย
.
ภายในระยะเวลาเพียงสองสามปีจากนี้ หรือปี 2020 อัตราการพัฒนาของรถไร้คนขับจะเร่งไปถึงจุดที่มีคนบางคนบอกว่า การเสียชีวิตเป็นศูนย์ ทุกวันนี้ในแต่ละปีมีมนุษย์ถูกฆ่าจากรถยนต์มากถึง 1.3 ล้านคน พวกเราไม่ใช้ผู้ขับขี่ที่ดี
.
เซบา ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการพลิกโฉมของอุตสาหกรรมการขนส่งในช่วงทศวรรษหน้าว่า...
.
“อนาคตของการขนส่งจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า รถไร้คนขับ และแชร์ริ่งหรือระบบแบ่งปัน ที่จอดรถใกล้จะเป็นสิ่งล้าสมัย นี่จะเป็นการพลิกโฉมครั้งมโหฬาร มันจะมีช่วงเวลาที่ค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆในช่วงหลังปี 2020 และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030”
.
ทางด้านพลังงาน โทนี่ เซบา กล่าวว่า โซลาร์เป็นอีกเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม
.
“พลังงานแบบดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ฯลฯ มีต้นทุนสูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่โซลาร์มีต้นทุนลดต่ำลงต่อเนื่อง"
.
"ภายในสิ้นปี 2017 ตลาดโลกประมาณ 80% โซลาร์จะมีราคาลดลงไปถึงจุด ‘grid parity’ นั่นหมายความว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโซลาร์ของที่อยู่อาศัยหรือธุรกิจที่มาจากหลังคาโซลาร์ และไม่มีการจุนเจือช่วยเหลือ จะมีต้นทุนในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่าค่าไฟฟ้าที่จ่ายมาจากโรงไฟฟ้า"
.
"ต้นทุนของเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มราคาต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถคาดการณ์อนาคตได้ มันจะทำให้ทุกๆคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวทางด้านเศรษฐกิจที่จะทำการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาเพื่อใช้เป็นพลังงานไฟฟ้า”
.
เขากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆที่เป็นกุญแจสำคัญที่ต้องจับตามองในปี 2017 ทั้งนี้รวมถึง เซนเซอร์ และ IoT, AI หรือปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องจักร, หุ่นยนต์, เครื่องพิมพ์สามมิติ และอื่นๆอีกหลายอย่าง
.
“เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังจะเข้ามาพลิกโฉมและลบล้างระบบสาธารณูปโภคด้านพลังงานและการขนส่งที่เป็นอยู่ในวันนี้ นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงาน แต่เป็นการพลิกโฉมที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี และเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาล”
.
เขาชี้ให้เห็นว่า เกาหลีใต้มีจุดยืนที่เป็นเอกลักษณ์ที่จะได้ประโยชน์จากการพลิกโฉมครั้งนี้ในหลายปีข้างหน้านี้
.
“เกาหลีใต้มีเทคโนโลยีที่เป็นกุญแจสำคัญหลายอย่าง และมีบริษัทหลายแห่งที่สามารถเป็นผู้พลิกโฉมได้ รถยนต์ไฟฟ้า GM Bolt ถูกออกแบบโดยเกาหลีใต้ มันใช้แบตเตอรี่และอีเล็กโทรนิกส์ของ LG มันเป็นรถเกาหลี บริษัทโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นของเกาหลี เกาหลีมีทักษะ เทคโนโลยี และระบบสาธารณูปโภคที่จะเป็นผู้สร้างความมั่งคั่งในการพลิกโฉมครั้งนี้ได้”
.
ทางด้านรัฐบาลของหลายประเทศ ก็สามารถช่วยในการเร่งให้เกิดการพลิกโฉมในประเทศของตัวเองได้ มันสามารถช่วยสร้างความมั่งคั่งเป็นเงินหลักล้านล้านดอลลาร์ หรือไม่ก็อาจจะมีรัฐบาลของบางประเทศที่คอยขัดขวางให้เกิดความล่าช้า แต่ไม่มีทางที่รัฐบาลไหนจะหยุดยั้งการพลิกโฉมทุกอย่างได้ทั้งหมด
.
“รัฐบาลของประเทศที่ผลักดันสวนทางกับการพลิกโฉมครั้งนี้ จะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทำให้พลเมืองจนลง และพวกเขากำลังหาข้อแก้ตัวสารพัดอย่าง ที่สร้างความกลัว ความไม่แน่ใจ และความสับสน ให้กับประชาชน แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นทางเลือกของแต่ละรัฐบาล สามารถช่วยในการนำหรือช่วยในการตามก็ได้” Tony Seba

Watchmen

syj
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4226
Joined: Sat Feb 07, 2009 12:27 am

Re: ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by syj » Tue Jun 27, 2017 11:02 am

อ้างอิง ต้นฉบับภาษาอังกฤษครับ

https://www.pacificcouncil.org/newsroom ... upted-2030

** เยอรมันประกาศนานแล้วว่า ปี 2030 รถที่วิ่งในเยอรมันเป็น EV ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าช่วงหลังๆ รถยนต์จาก
เยอรมันเริ่มเป็นระบบ Plug-In Hybrid มากขึ้น สามารถเสียบชาร์ตและวิ่งได้โดยใช้ EV อย่างเดียว แต่
ความเร็วและระยะทางจะยังจำกัด ประเทศอื่นๆ ใน EU คงตามเยอรมันมาติดๆ

** "By 2020, an EV with a 200-mile range and the performance of a Porsche is going to cost $30,000, which is less than the median cost for a new car," said Seba. "By 2025, all new vehicles will be electric. The technology also already exists where EVs can power a house for two days, so they’re disruptive in more ways than one."

อันนี้ไม่ต้องถึง 2020 ครับ Tesla Model 3 ที่มียอดจองถล่มทลายใน USA จะออกมาวิ่งใน ปลายปีนี้แล้วครับ (ถ้าเป็นไปตามกำหนด)
ราคา $35,000 (แต่จะมี Insentive ให้) วิ่งได้ 215 ไมล์ (หรือประมาณ 340 ก.ม.) ต่อการชาร์ต มีระบบ Autopilot มาให้ด้วย
0-60 MPH ต่ำกว่า 6 วินาที ซึ่งอาจจะไม่ถึงระดับซูปเปอร์คาร์ที่ต่ำกว่า 5 วิ แต่ก็เร็วและแรงมากๆ แล้วครับ (ระดับเดียวกับ BMW
Series 3 330i ที่ทาง Tesla ที่เป็นเป้าหมายทางการตลาดที่จะเจาะ เพราะเป็น Premium Executive Compact Sedan
เจ้าตลาดที่ USA มาช้านาน)

** เพิ่มเติม ** นับจาก Smart Phone (ของจริงที่เวิร์ค ไม่นับก่อนหน้าที่ไม่เวิร์ค) คือ iPhone รุ่นแรกประกาศตัวในต้นปี 2007
จนถึงปีนี้ 2017 เพียงแค่ 10 ปี โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแค่ไหน นึกกันแทบไม่ออกเลยนะครับ ปัจจุบัน Smart Phone
ที่มี CPU ที่แรงมากๆ ระดับคำนวณการส่งขีปนาวุธข้ามทวีปได้ในราคา 5-6,000 บาท (ไม่ต้องนับที่ยิ่งแพงกว่านี้) สิบปีมานี้
เอาแค่ บริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่โดนผลกระทบ ทั้งได้รับผลดีและได้รับผลเสีย มีมากมายหลายบริษัทฯ แล้ว
ในอีก 10 ปีต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น ??? **

** ย้อนกลับไปถึงคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ENIAC ที่สร้างขึ้นในราวๆ ปีค.ศ.1943 ปัจจุบันผ่านไปไม่ถึง 80 ปี
คอมพิวเตอร์ก้าวไกลไปขนาดไหน ทำให้มนุษย์สามารถทำอะไรๆ ที่ไม่สามารถทำได้ในอดีตตั้งมากมาย จนกระทั่ง
เร็วๆ นี้ AI/ML อย่าง AlphaGo สามารถเอาชนะมนุษย์ที่เก่งที่สุดในเกมส์ Go ได้แบบสบายๆ ซึ่ง Go เป็นเกมส์กระดาน
ที่มีความซับซ้อนที่สุดของมนุษยชาติแล้ว ไม่สามารถใช้ Algorithm อื่นๆ เพื่อมาเล่นแข่งกับมนุษย์ที่เก่งๆ ได้ (ซึ่ง
Algorithm ที่เก่งๆ ของ IBM Deep Blue เอาชนะแชมป์หมากรุกสากลเมื่อค.ศ.1997 หรือยี่สิบปีก่อน ก็ไม่สามารถพัฒนา
มาใช้กับ Go ได้) แปลว่า สมองสังเคราะห์ หรือปัญญาประดิษฐ์ ได้ก้าวสู่ความเหนือกว่ามันสมองของมนุษย์ไปแล้ว
แล้วปี ค.ศ. 2043 ครบ 100 ปีของคอมพิวเตอร์ จะเป็นอย่างไร??? **

// Stay Hungry, Stay Foolish.
// Stay Calm, Stay Invest.
// Price is what you pay, Value is what you get.

dsdumrong
Verified User
Posts: 530
Joined: Tue Jul 13, 2010 11:32 am

Re: ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by dsdumrong » Tue Jun 27, 2017 12:18 pm

อ่านแล้วครับ


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3321
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by nut776 » Tue Jun 27, 2017 4:55 pm

syj wrote: ** เพิ่มเติม ** นับจาก Smart Phone (ของจริงที่เวิร์ค ไม่นับก่อนหน้าที่ไม่เวิร์ค) คือ iPhone รุ่นแรกประกาศตัวในต้นปี 2007
จนถึงปีนี้ 2017 เพียงแค่ 10 ปี โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแค่ไหน นึกกันแทบไม่ออกเลยนะครับ ปัจจุบัน Smart Phone
ที่มี CPU ที่แรงมากๆ ระดับคำนวณการส่งขีปนาวุธข้ามทวีปได้ในราคา 5-6,000 บาท (ไม่ต้องนับที่ยิ่งแพงกว่านี้) สิบปีมานี้
เอาแค่ บริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่โดนผลกระทบ ทั้งได้รับผลดีและได้รับผลเสีย มีมากมายหลายบริษัทฯ แล้ว
ในอีก 10 ปีต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น ??? **

** ย้อนกลับไปถึงคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ENIAC ที่สร้างขึ้นในราวๆ ปีค.ศ.1943 ปัจจุบันผ่านไปไม่ถึง 80 ปี
คอมพิวเตอร์ก้าวไกลไปขนาดไหน ทำให้มนุษย์สามารถทำอะไรๆ ที่ไม่สามารถทำได้ในอดีตตั้งมากมาย จนกระทั่ง
เร็วๆ นี้ AI/ML อย่าง AlphaGo สามารถเอาชนะมนุษย์ที่เก่งที่สุดในเกมส์ Go ได้แบบสบายๆ ซึ่ง Go เป็นเกมส์กระดาน
ที่มีความซับซ้อนที่สุดของมนุษยชาติแล้ว ไม่สามารถใช้ Algorithm อื่นๆ เพื่อมาเล่นแข่งกับมนุษย์ที่เก่งๆ ได้ (ซึ่ง
Algorithm ที่เก่งๆ ของ IBM Deep Blue เอาชนะแชมป์หมากรุกสากลเมื่อค.ศ.1997 หรือยี่สิบปีก่อน ก็ไม่สามารถพัฒนา
มาใช้กับ Go ได้) แปลว่า สมองสังเคราะห์ หรือปัญญาประดิษฐ์ ได้ก้าวสู่ความเหนือกว่ามันสมองของมนุษย์ไปแล้ว
แล้วปี ค.ศ. 2043 ครบ 100 ปีของคอมพิวเตอร์ จะเป็นอย่างไร??? **

รอดูการผ่าน คอขวด semiconductor ก่อนละกัน

ถ้าข้ามมา quantum ไม่ได้ ผมว่าเด๋วกะตัน
เหมือน super computer ต้นแบบ ครั้งแรก เท่าบ้า่น
แต่เก่งไม่เท่า มือถือสมัยนี้
นั่นเพราะ โลกของ semiconductor มันพลิก
ความรู้ด้าน material พัฒนาถึงขีดสุด
แต่ปัจจุบัน จะเห็นว่า ไม่ต่ำไปกว่า หลัก นาโนแล้ว
เห็น คาที่ 5-9 นาโน มาหลายปีแล้ว

show me money.

User avatar
Dr. Manhattan
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1102
Joined: Sun Feb 14, 2010 12:20 pm

Re: ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by Dr. Manhattan » Sun Jul 02, 2017 9:31 pm


Watchmen

sgholding
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 145
Joined: Tue May 10, 2011 1:58 pm

Re: ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by sgholding » Fri Jul 07, 2017 7:03 pm

ฝรั่งเศสประกาศจะห้ามจำหน่ายรถยนต์ใช้น้ำมันภายในปี 2040
โดย MGR Online
7 กรกฎาคม 2560 18:42 น.


ฝรั่งเศสประกาศจะห้ามจำหน่ายรถยนต์ใช้น้ำมันภายในปี 2040

เอเจนซีส์ - รัฐบาลของประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ประกาศว่า ฝรั่งเศสจะเลิกขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลภายในปี 2040 อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะทำให้บรรลุผลได้ตามเป้าของข้อตกลงปารีสเรื่องลดโลกร้อน

นิโคลาส ฮูลอต รัฐมนตรีนิเวศวิทยาคนใหม่ของฝรั่งเศส กล่าวว่า "เรากำลังประกาศถึงการสิ้นสุดการจำหน่ายรถยนต์เบนซินและดีเซลภายในปี 2040 ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการปฏิวัติอย่างแท้จริง"

เขาบอกว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับค่ายรถ แต่อุตสาหกรรมของฝรั่งเศสนั้นมีเครื่องไม้เครื่องมือที่เพียบพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง ค่ายรถของฝรั่งเศสมีไอเดียในลิ้นชักมากพอที่จะทำตามสัญญาในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับสาธารณสุขด้วย

รัฐมนตรีผู้เคยเป็นนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมรายนี้ ที่เป็นหนึ่งในบรรดานักการเมืองหน้าใหม่ที่มาครงมอบตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล ได้ระบุว่า การตัดสินใจนี้ เคยเป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายสาธารณสุข ทั้งยังเป็นหนึ่งในหนทางที่จะจัดการกับมลพิษทางอากาศ

ปาสคาล แคนฟิน หัวหน้าองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกของฝรั่งเศส และเป็นอดีตนักการเมืองพรรคกรีนที่ทำงานในช่วงรัฐบาลของฟรังซัวร์ ออลลองด์ บอกว่า นโยบายใหม่นี้มีขึ้นเพื่อรับมือโลกร้อนให้มากกว่ารัฐบาลชุดก่อน ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้นำในการลงมือทำเพื่อลดโลกร้อน

ศาสตราจารย์ เดวิด ไบลีย์ ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรถยนต์จากมหาวิทยาลัยแอสตัน ระบุว่า ช่วงเวลาที่กำหนดไว้นี้ถือว่าเพียงพอสำหรับการจัดการอย่างจริงจังในระยะยาว หากออกเป็นกฏหมายมันจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ ไปสู่ผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางขนส่งโดยตรง ทั้งยังอาจเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ทั้งนี้ นอร์เวย์ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลก ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้มีการจำหน่ายได้เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและแบบไฮบริดปลั๊กอินภายในปี 2025


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17983
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by miracle » Sun Jul 09, 2017 7:40 pm

ปัญหาอันหนึ่ง ของการพัฒนาอวกาศคือ ด้านแบตเตอรี่
มีทั้งเรื่องกำลังไฟ , ความจุ ของ แบตเตอรี่ และน้ำหนัก
หาก บนพื้นโลกไม่พัฒนาแบตเตอรี่ให้ก้าวหน้า มันก็ทำให้แบตเตอรี่ในด้านอวกาศไม่พัฒนาไปด้วย
:)

:)

Noinar
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 121
Joined: Sat Dec 04, 2010 10:48 am

Re: ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะอ่านบทความนี้ครับ

Posts by Noinar » Fri Jul 14, 2017 8:59 am

miracle wrote:ปัญหาอันหนึ่ง ของการพัฒนาอวกาศคือ ด้านแบตเตอรี่
มีทั้งเรื่องกำลังไฟ , ความจุ ของ แบตเตอรี่ และน้ำหนัก
หาก บนพื้นโลกไม่พัฒนาแบตเตอรี่ให้ก้าวหน้า มันก็ทำให้แบตเตอรี่ในด้านอวกาศไม่พัฒนาไปด้วย
:)
ผมมองว่า...ปัจจุบัน มีการพัฒนา..โดยสามารถเพิ่มปริมาณเเผง Solar โดยการใช้ Origami
บางที่การพัฒนาBattery สำหรับ อวกาศ อาจจะมีความจำเป็นน้อยลงนะครับ

Origami in Space: BYU-designed solar arrays inspired by origami
LESSON CREATED BY SAM ROSENKRANTZ USING
VIDEO FROM Brigham Young University YOUTUBE CHANNEL

https://ed.ted.com/on/dLxLEBxP
Attachments
3323.jpg
3323.jpg (90.81 KiB) Viewed 4091 times

" Risk comes from not knowing what you’re doing " Warrent Buffett

Post Reply