Seminar Knowledge เรียนรู้การลงทุนผ่านการสัมมนา

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1786
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: Seminar Knowledge เรียนรู้การลงทุนผ่านการสัมมนา

Posts by amornkowa » Fri Feb 07, 2020 8:20 pm

Company Visit Dohome 5 กพ 2563 เวลา 13.30
คุณ สลิลทิพ เรืองสุทธิภาพ กรรมการบริหารมาให้ข้อมูล พร้อมทีมงาน
คุณ ชยานนท์ หอพัตราภรณ์ รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบัญชีและการเงิน
คุณ มยุรีย์ สีทา ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลกิจการและเลขานุการบริษัท

ผมมาถึงก่อนเวลาประชุม แต่ที่จอดรถมีน้อยมาก ถ้าใครมาcvคราวหน้า
สามารถไปจอดรถที่มหิดลที่อยู่ถัดไปได้ครับ


คุณสลิลทิพมาอัปเดทข้อมูลให้กับทางสมาชิกฟัง

สาขาที่เปิดใหม่
ปัจจุบัน มี 10 ที่ ปีนี้เปิดใหม่ 3 สาขา และ ปีหน้าอีก 3 สาขา
ปีนี้ Dohome Size L มีเปิดที่ จังหวัด สุรินทร์ ช่วง มิย 20
สาขามาบตาพุต จังหวัดระยอง เราเปิด สค 2020
และสาขาพิษณุโลก
ส่วนปีหน้า จะมีเปิดที่ บ่อวิน และ เทพารักษ์

Update สาขาที่พึ่งเปิดในเดือนพฤศจิกายน 2019คือ สาขาเพชรเกษม size L
พื้นที่ลดลงเหลือจาก 20,000 ลงมาเหลือ 13,000- 15,000 ตรม
ส่วนคลังสินค้าก็ลดลงไปครึ่งนึงด้วย
ราคาในการขายก็เหมือน Size Lทุกอย่าง สาเหตุที่ลดdownsizingลงมาได้สวนนึง
เพราะเรามีDC , ต้นทุนของWarehouse พื้นที่ลดเหลือครึ่งนึง
สาขาเพชรเกษม มีการติดตั้งแอร์ด้วย และ designให้เหมาะกับEnduser
3-4ปีที่ผ่านมา เราเห็นTrend end-user ในสาขาสูงขึ้นเรื่อยๆ
SG&A ไม่ได้สูงขึ้น จากการใช้ระบบแอร์ เมื่อเราdownsizing จำนวนพนักงานก็ใช้น้อยลง
และ ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมัน ค่าดูแล และ ค่าสึกหรอ ก็ลดลง offsetกับค่าแอร์แล้วค่าใช้จ่ายไม่เพิ่มขึ้น
จำนวนพนักงาน ในสาขาเก่า ใช้ 280 คน แต่สาขานี้ใช้จริงแค่ 170 คน ทุกอย่างon target ทั้งหมด
ยอดขายในเดือน พ.ย.-ธ.ค. เฉลี่ยต่อวัน เท่ากับ 1.2 ลบ
GP 18-20% , EBITDA เริ่มเป็นบวกแล้ว
Breakeven Point ของสาขานี้ เท่ากับ 1.7-1.8 ล้านบาท
ตัวเลขค่อนข้าง ok
สาขาติดSolar roof top ในช่วงQ3 20 และค่าใช้จ่ายลดไปโดยเฉลี่ย 30%
เรามีมุมแม่และเด็ก มีcoffee shop ให้ลูกค้า
Compareกับสาขาเก่า size L ยอดขายสูงกว่าสาขาเก่า
ค่อนข้างมั่นใจว่า การที่เราทำDownsizingไม่มีผลกระทบ Bottomแล้วน่าจะดีขึ้น
Break even point ปีนึงประมาณ 620 ลบเท่านั้น
อันนี้เป็นหลักการที่ใช้ในการเปิดสาขาใหม่ๆต่อไป Break even point อยู่ในมุมที่เราพอใจ
เรามั่นใจในการเปิดสาขาใหม่ ถึงแม้อยู่ในช่วง ศก up and down

สาขา size S, Shelf สูง 21 M , 3,000 พาเลต ทำให้พื้นที่คลังสินค้าลดได้ครึ่งนึง

สาขาในอนาคต ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง
สาขาสุรินทร์ เปิดในเดือน มิย 2020 เราใช้เงินจาก IPO มาทำซื้อที่ดิน 280ลบ
ทำเลตรงนี้ค่อนข้างดี อยู่ห่างจาก BigC , Macro ไม่มาก
ทำเลของเขา ติดถนนสองด้าน ห่างไปอีก 600เมตร คือ ไทวัสดุ
ทำเล ป้าย เป็นจุดที่ชัดเจนมาก
ประชากร ที่จังหวัดสุรินทร์ มากกว่า 1 ล้านคน
ด่านช่องจอม อำเภอ กาบเชิงเป็นจุดที่ส่งออกไปทางกัมพูชาค่อนข้างมาก ทำให้
growthในการส่งออกเติบโต ประมาณ75%
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นTop ten กับกลุ่มที่ค้าขายเยอะ
การที่ด่านช่องจอม มีมูลค่าการส่งออกมาก
เรามีfree trade area zones ห่างไป30กม
ซึ่งภาษีขาเข้าจากกัมพูขาจะwaive เป็น 0%
ทำให้ construction material มาที่ตรงนี้เยอะ
ทำเลของเราที่สุรินทร์ไปอำเภอใหญ่ๆที่วัด
สุรินทร์ ป่าสัก และ ศีขรภูมิ ประชากรเยอะและหนาแน่น

สาขามาบตาพุต จังหวัดระยอง Motorway มีสาขาเราด้วย เราจะเปิดเดือน พค

เราเปิด สค 2020 และ Motorway จะเปิดในเดือน กค 2020
การเข้าถึงสาขา ก็ไปมาก็สะดวกมากขึ้น
ระยองมีรายได้ต่อหัวสูงสุดในไทย ทำให้กำลังซื้อค่อนข้างดี ส่งผลต่อยอดขายของสาขา

บางละมุง หรือ แหลมฉบัง ตรงข้ามกับแหลมฉบังเฟสที่3
รถไฟรางคู่ , High speed ก็ผ่าน คู่แข่งก็ไม่มี
สาขาใกล้สุดคือ ไทวัสดุ ห่างเรา 20 กม ก็เป็นข้อดีของเราที่ไม่มีคู่แข่ง

อำเภอ บ่อวิน อยู่ในชลบุรี เปรียบเทียบกับที่อุตสาหกรรมอมตะนคร
Size อุตสาหกรรมค่อนข้างขยาย ทำเลของเรา ขับรถเข้ามา
ขวามือเป็น Eastern seaboard , ส่วนซ้ายมือ จะเป็นอมตะนคร
เป็นprime area ของ retail มีLotus และ Makro
Dohome กับ BigC มีจด
เส้น331 มีนิคมอุตสาหกรรมค่อนข้างเยอะ ขับไปจะเป็นภาคอีสาน หรือ อีกด้านก็เป็นแหลมฉบัง
เส้น 331 ตรงข้ามบ่อวินก็มีการขยายเส้นทางจาก 6เลน เป็น 12เลน มีทางยกระดับ และ รถไฟความเร็วสูง
Mega Home อยู่คนละเส้นทางกับเรา
ส่วนทางEastern seaboard มาที่Dohome สะดวกกว่า
และ อมตะนคร มีคุ๋แข่งมาเปิดในปีที่แล้ว
ส่วนในเขต EEC ที่เราไป เช่น มาบตาพุต บ่อวิน เราไปตั้งสาขาที่นั่น
เราซื้อที่ดินปีกว่าๆ อยู่ในงบ Q2-Q3 แล้ว เยื้องใกล้BigC ถือเป็น prime area

Update สาขาเก่า
สาขาพระราม2 ติดเรื่องทำถนน ขยายจาก 4 เลน เป็น 8 เลน ถนนยังไม่เสร็จทำมาสองปีแล้ว
ยอดขาย ประมาณ 1,100 ลบ แต่พบว่ายอดขายไม่ตก
คาดว่าเมื่อถนนทำเสร็จ น่าจะทำให้ยอดขายดีขึ้น

สาขาบางบัวทอง มีperceptionขนาดใหญ่
มีการทำถนนขยายจาก 4 เลน เป็น 8 เลน เสร็จเมื่อ พย 2019
Trafficเพิ่มขึ้น 10% และ ยอดขายเพิ่ม 10% กว่า
คิดว่ายอดขายน่าจะดีขึ้น เพราะจังหวัดนนทบุรี กำลังเติบโต

สาขาเชียงใหม่ ขยายเลน4ไป8 เลน และเสร็จเมื่อ ตค 2019
ยอดขายโตขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวก

สาขาเก่าบางที่ที่เราเปิดแล้ว ก่อนที่มีDC มีหั่นพื้นที่ขาย ไปให้ร้านทอง ร้านกาแฟ ร้านนวด ร้านขายเสื้อผ้า
ร้านทอง ขายดีมาก เพราะผู้รับเหมาก่อสร้าง เมื่อได้เงินมา ก็ไปซื้อทองเก็บ

6สาขาที่เปิดใหม่
ดังนั้นเทรนปีนี้ ยอดขายจะเพิ่มขึ้น สำหรับสาขาที่ถนนสร้างเสร็จ
มีการหั่นพื้นที่ 6 สาขา 12,000 ตรม กั้นพื้นที่ปล่อยเช่า แยกจากคลังสินค้าของเรา
เป็นการเพิ่มรายได้อื่นของDohome

Dohome Togo มี 5 สาขา
แมคโคร จรัลสนิทวงค์ 200-300 ตรม
แมคโคร สาทร 300กว่า ตรม
บิ๊กซี บางพลี ประมาณ 600 ตรม
Pantip งามวงค์วาน 700 ตรม
โลตัส บางนา 700- 800 ตรม
พื้นที่ใหญ่ขึ้น ปรับสินค้าเป็น Householdมากขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น
เรามี Breakeven point ต่อวัน เท่ากับ 25,000-35,000 บาท
ยอดขายต่อวันค่อนข้างต่ำ กดยอดก่อสร้างให้ต่ำด้วย
ปัจจุบันได้ใช้งบการลงทุน 3,800 บาทต่อตรม เท่านั้นเอง
GP 35-38% และ House Brand สัก 30-40กว่า%

ที่จะเปิดเพิ่มใน Q หน้า ก็มี
สาขาไทยรุ่งทิพย์ พื้นที่ 1,000 ตรม
เขาก่อสร้างให้ ค่าเช่า 200 บาทต่อตรม งบลงทุนต่ำกว่า 3,000ต่อตรม

สาขา ตลาดไทสมบูรณ์ อยู่ที่รังสิตคลองสาม เป็นห้องแถวสี่ห้องติดกัน
ขนาดพื้นที่500ตารางเมตร ถือเป็นทำเลดีมาก คนเข้ามาเยอะ ร้านที่ติดกับเราคือ 7-11 ,ตลาดสด
ประชากรค่อนข้างหนาแน่น
ตลาด Number 1 ใกล้ มหาลัยราม2 เจ้าของตลาดลงทุนให้
การตัดสินใจการลงทุนก็จะง่าย

สาขาที่เปิดแล้ว
Lotus Korat
Pantip งามวงค์วาน
BigC บางพลี
ไม่ว่าจะเป็น BigC ,Lotus
Traffic ดีสุด คือที่พันธ์ทิพย์ รองลงมาคือ แมคโคร BigC Lotus จะพอๆกัน

Q4
GP ดีขึ้นเยอะกว่าQ3 นิดนึง สัดส่วน House Brand ยิ่งดีใหญ่
DC เริ่มเป็นบวกใน พย 2019 แล้ว หลังจากติดลบก่อนหน้านี้

ยอดขายเหล็กเยอะ แต่กำไรดูลดลง แต่ Bottom line ดีขึ้น

ที่ดิน บางละมุง และ บ่อวิน เปลี่ยนจากซื้อที่ดิน เป็นการเช่า
สุรินทร์ และ มาดตราพุต กำลังก่อสร้าง ค่าก่อสร้างสามารถกู้ได้ 90%, Fix อัตราดอกเบี้ย 7ปี
Pattern เพชรเกษม
GP 18-20% product mix
GP ค่อนข้างดีมากในช่วง 2-3 ปีแรก
แต่ค่าเสื่อมจะเริ่มมากขึ้นใน ปีที่4-5

Q/A
Q สาขาที่ลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ค่าเสื่อมมองยังไง?
A หลักๆก็ตามมาตราฐานการบัญชี คืออย่างเช่นอาคารก็ตัดค่าเสื่อมประมาณ 30 ปี แต่บางอย่างเช่น
shelf ก็ตัด 10ปี แต่ถ้าดูเป็นตัวเงิน สาขาที่ลงทุน 300 ล้าน ค่าเสื่อมจะราวๆ 1ล้าน/เดือน

Q ราคาเหล็กที่ลดลงมาราวๆ 7% กระทบเราประมาณไหน
A พยายาม Maintain ไม่ให้ราคาลงมากๆ และเราขายเหล็กให้กับลูกค้ารายย่อยมากกว่าที่จะขายเข้าโครงการ ซึ่งข้อดีคือกลุ่มนี้ราคาเหล็กที่ลดลงจะไม่ค่อยกังวลมาก เพราะยอดซื้อต่อบิล เฉลี่ยประมาณ 1x,xxx บาทต่อบิล และเราก็มีพยุงราคาเหล็กให้พอได้ ส่วนลูกค้าที่ซื้อ lot ใหญ่ๆก็พอมี ซึ่งถ้ากดราคาเหล็กเรามากๆ เราก็ไม่เอา ตั้งใจให้ GPM เหล็กประมาณ 10%
Q การขายที่สาขาที่เป็นแนวชายแดน ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปกระทบเราไหม?
A ไม่ เพราะเราขายของเป็นเงิน ไทยบาท แล้วถ้าว่ากันจริงๆก็ ทางประเทศเพื่อนบ้านจะให้ Value สินค้าที่มีภาษาไทยมากกว่า เพราะเขาเชื่อในคุณภาพสินค้าไทยมากกว่า

Q ระยะเวลาในการ SET UP DOHOME TO GO
A ประมาณ 30 วัน

Q ปีนี้เราเน้นอะไรเป็นพิเศษ
A ปีนี้จะเน้นสินค้าพวก Softline มากกว่าเดิม ซึ่งset team รอไว้แล้วก็เหนื่อยมากขึ้น เพราะเดิมเราเด่นทาง Hardline ถ้าเราพัฒนาพวก soft ได้ เราจะมีสินค้าที่ครบวงจรมากขึ้น

Q สินค้าที่เป็น House brand เรามี hedge ไว้บ้างไหม?
A จริงๆก็มีทำไว้ แต่ที่ผ่านมาค่าเงินแข็งมาตลอดทางทำให้ขาดทุนตรงนี้แต่ไม่เยอะ

Q ช่วงนี้การส่งของที่มาจากจีนชะงักจากหวัดโคโรน่า กระทบเราไหม
A จริงๆไม่กระทบเพราะเรา stock ไว้เยอะตั้งแต่หลังตรุษจีน เพราะเขาจะหยุดยาว ซึ่งของมาอยู่เราแล้ว และเกิดปัญหาพอดีเราเลยมีของอยู่แล้ว และ supplier ที่เราสั่งมีจากอู่ฮั่นแค่ 1-2 แหล่ง นอกนั้นกระจายทั่วเมืองจีน

Q ตามต่อจากเมื่อกี๊แล้วช่วงนี้มีกระทบ traffic เราไหม
A ไม่นะ เคยไปดูมา 100คน ใส่หน้ากากมาแค่ 1-2 คนก็ งงๆ อยู่เหมือนกันว่า เขามั่นใจว่าเราปลอดภัย หรือยังไงกันแน่

Q SSSG ปีที่แล้วพอบอกได้ไหม
A บอกเป็นเทียบ 9 เดือนแทนละกัน คือ ยังเป็นลบอยู่ แต่ลบน้อยลง

Q การบริหารพื้นที่ของสาขาที่บอกจะมีปล่อยเช่าคิดค่าเช่ายังไง
A ค่าเช่าเฉลี่ย 300-600 บาท/sqm แล้วแต่ขนาดกับทำเล

Q มีแผนในการเปิด DC แห่งที่ 2 ไหม
A ตอนนี้ยังไม่มีเลย ถ้าจะเกี่ยวกับ DC คือ เราจะเก็บค่าบริหารจัดการ DC ในการที่ sup มาส่งของที่ DC

Q: สอบถามเรื่องการบริหารเงินทุนหมุนเวียน เราเพิ่มทุนมา และนำไปขยายสาขา
จะต้องหาเงินทุนเพิ่มอีกหรือไม่สำหรับสาขาใหม่ที่จะเกิดขึ้น
A: สาขาที่เปิดใหม่ในปีนี้ 3สาขา และ ปีหน้าอีก 3 สาขา D/E น่าจะไม่เกิน 2 เท่า
และมีการคุยกับธนาคาร หลังปรับใช้ IFRS16มีการปรับสัดส่วนให้เพิ่มขึ้น


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1786
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: Seminar Knowledge เรียนรู้การลงทุนผ่านการสัมมนา

Posts by amornkowa » Mon Feb 10, 2020 9:34 am

ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาของกลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคิน-ภัทร
ได้พุดในงานสัมมนางานนึง เกี่ยวกับHealthy Aging ทำอย่างไรให้ย้อนวัยกลับมาได้

ต้นปีที่แล้ว อาจารย์ได้มีข้อแนะนำว่าทำอย่างไร ให้สูงวัยอย่างสมดุล ทั้งหมด4ข้อ

1.ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 ชั่วโม
2.นอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง และ หลับลึก 2 ชั่วโมง
3.หลัง6โมงเย็นไม่ให้ทานอาหาร และ ปล่อยให้ท้องว่าง
4.ดื่มไวน์ได้ 1-2 แก้วเท่านั้น โดยเฉพาะไวน์แดง เพราะการวิจัย ไวน์แดงช่วยให้อายุยืน

ซึ่งหลายคนก็ไม่สามารถทำได้ บางคนทำได้เฉพาะข้อสี่อย่างเดียว
มีการเก็บข้อมูลของคนที่สหรัฐในช่วงปี 2001-2005 เรื่องการดูแลสุขภาพ

โดยมี ข้อแนะนำ 5ข้อ โดยมีข้อเพิ่ม คือ รอบเอวต้องน้อยกว่าหรือเท่าครึ่งนึงของความสูง

ส่วนใหญ่ คนสหรัฐจะไม่ผ่านในข้อนี้

อาจารย์ไม่ได้คุยเรื่องเศรษฐกิจ การเงินในคราวนี้ แต่จะมาคุยเรื่อง แก่ตัวอย่างมีคุณภาพ
คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ที่ทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองแก่มากขึ้น
วิทยาศาสตร์ไปเร็วมาก มีการทดลองฟื้นฟูต่อมไทมัส (Thymus Gland)
ซึ่งมีหน้าที่หลักในการทำให้เม็ดเลือดขาว (T-cell) เติบโตอย่างสมบูรณ์และผลิต
โฮโมนไทโนซินเพื่อกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิด T-cell เช่นกัน

ตัว Thymus Gland ช่วยต่อสู้ภัยต่างๆ รวมถึง โคโลน่าไวรัส แต่ปัญหาของT-cell ก็คือ
Thymus Gland จะโตเต็มที่ตอนสิบกว่าขวบ หลังจากอายุครบ 60 ปี จะแปลงเป็นก้อนไขมันแทน
ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

Dr.Gregory Fahy ที่ทำวิจัยเพื่อฟื้นฟูต่อมไทมัส เลยนำผู้สูงอายุ 51-63ปีมาทำการฟื้นฟู
Thymus Gland ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นcamp ที่ทำการฝึกทหารไปสู้กับไวรัสต่างๆ
และเสื่อมหายไปตอนอายุ 50กว่าจนถึง 60 ปี
โดยการฉีดยาเข้าไป ทั้งหมด3อย่าง ให้กับอาสาสมัครทั้ง9คนประกอบไปด้วย Human Growth Hormone
โฮโมนกระตุ้นทั้งเพศชายและหญิง อีกตัวคือยาแก้เบาหวาน
ปรากฏว่าได้ผล คนทั้ง 9 คน นั้น ได้ผลจริงๆ ต่อมไทมัสกลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง
และวัดเซลล์แก่ตัวเท่าไหร่ หลังกินยาไปหนึ่งปี ปรากฏว่าอายุเซลล์(Biological age) ย้อนหลังไป 2.5 ปี
และมีการวัดผลหลังจากนั้นอีก 1 ปี เซลล์อายุก็ยังเท่าเดิม ถือเป็นกำไรชีวิต
แสดงว่าการ reverse aging ทำได้แล้ว แต่นี่ยังอยู่กระบวนการทดลอง
แต่ไม่แน่ว่าอีกสักสิบปี ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ตอนนั้นคนคงอายุยืนขึ้น

ดร ศุภวุฒิมีคำแนะนำอันทรงคุณค่า ลองฟังดูครับ

1.อย่าแก่
2.อย่าอ้วน

1.อย่าแก่ : อันนี้ไม่ได้แกล้งเขียน เพราะ ดร.เดวิด ซินแคลร์ (David Sinclair) ศาสตราจารย์ที่ Harvard Medical School มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพิ่งเขียนหนังสือซึ่งนำมาจำหน่ายเมื่อเดือนกันยายนผ่านมา เชื่อว่า “Lifespan : Why we age – and Why we don’t have to” หากไม่คุ้นกับชื่อของ ดร.ซินแคลร์
ผมขอให้นึกถึงข่าวใหญ่เมื่อ 15 ปีก่อนที่มีการประโคมข่าวว่า กินไวน์แดงแล้วจะอายุยืน ดร.ซินแคลร์ คือ นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่า สาร resveratrol ที่อยู่ในเปลือกขององุ่นแดงนั้น หากนำไปให้หนูทดลองกินแล้ว จะเพิ่มจำนวนของ sirtuins หรือยีนส์ที่ควบคุมความแก่ของเซลล์ ทำให้หนูแข็งแรงไม่แก่และอายุยืน (แต่ปริมาณของ resveratrol ที่หนูกินนั้น เทียบเท่ากับการดื่มไวน์แดงประมาณ 400-500 แก้วต่อวัน จึงไม่น่าจะเป็นสูตรสำเร็จสำหรับการทำให้อายุยืน)
ในหนังสือเล่มนี้ ดร.ซินแคลร์กล่าวที่หน้า 89 ว่า
“After 25 years of research on aging and having read thousands of scientific papers, if there is one piece of advice I can offer, one surefire way to stay healthy longer, one thing you can do to maximize your lifespan right now, it”s this : eat less”
หนังสือเล่มนี้มีความยาวกว่า 300 หน้า และบางส่วนมีความสลับซับซ้อนทางวิชาการอย่างมาก ผมเองก็ยังอ่านไม่จบ และบางส่วนก็ยังอ่านไม่เข้าใจ

แต่ข้อสรุปเบื้องต้น คือ
1.ดร.ซินแคลร์ยืนยันความเชื่อ ซึ่งพิสูจน์ได้จากงานวิจัยมากมายว่า Aging is a disease หรือความแก่ก็เป็นโรคชนิดหนึ่งที่สามารถหาหนทางรักษาได้ และกำลังมีการทำการวิจัย และมีบริษัทใหม่ตั้งขึ้นมามากมายเพื่อรักษาโรคแก่

2.ได้มีการกล่าวถึง แนวทางหลาย ๆ แนวทางที่เรียกว่า pathway to aging กล่าวคือ เมื่อรู้ว่าเซลล์มนุษย์แก่ตัวอย่างไรแล้ว จะมีวิธีการที่จะเข้าไปแทรกแซงเพื่อควบคุมความแก่ได้ เช่นเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า เมื่อจำกัดการบริโภคแคโลรี (caloric restriction) อายุจะยืนมากขึ้น และสุขภาพจะดีขึ้น ตัวอย่าง เช่น หากลดการบริโภคแคโลรีลงประมาณ 25% ต่อวัน ก็จะทำให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนขึ้นอีก 25% เป็นต้น

แต่เป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ เพราะการที่รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจอย่างมาก ทั้งนี้ ได้มีการให้รางวัลโนเบลในปี 2016 กับ ดร.โยชิโนริ โอซูมิ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบกระบวนการ และยีนส์ที่ควบคุมการกลืนกินตัวเองของเซลล์ (autophagy) เมื่อต้องอดอาหาร ซึ่งการกลืนกินตัวเองของเซลล์นั้นก็คือ การยกเครื่องและซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและไม่แก่ตัว

3.ปัจจุบันได้มีการค้นพบสารเคมีที่ทำให้หนูสุขภาพแข็งแรง และอายุยืนได้บ่อยครั้งจนไม่เป็นข่าวอีกแล้ว และงานวิจัยที่ทำต่อเนื่องจาก resveratrol ก็พบว่า สารที่ช่วยการทำงานของเซลล์ที่สำคัญมาก คือ NAD+ และยังมีแนวทางสู่การทำให้เซลล์แข็งแรง หนุ่มแน่นอีกหลายแนวทาง ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสุขภาพของร่างกายตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถทำการรักษาโรคได้แบบตัดไฟแต่ต้นลม จนทำให้ ดร.ซินแคลร์ประเมินว่า ในอนาคตมนุษย์จะมีอายุเฉลี่ยอย่างต่ำ 113 ปี
แต่ที่สำคัญ คือ ข้อสรุปว่า “if even a few of the therapies and treatments that are most promising come to fruition, it is not an unreasonable expectation for anyone who is alive and healthy today to reach 100 in good health active an engaged at levels we”d expect of healthy 50-year-olds today”
แปลสรุป คือ แนวทางการรักษาและบำบัดปัจจุบันที่กำลังอยู่ในกระบวนการวิจัยและทดลองอยู่ในขณะนี้นั้น หากเพียงส่วนหนึ่งประสบความสำเร็จตามคาดก็จะทำให้คนที่ปัจจุบันสุขภาพดี จะสามารถสุขภาพดีและแข็งแรงไปจนอายุ 100 ปี และในวันนั้นก็จะยังมีสุขภาพดีและแข็งแรงเสมือนกับคนอายุ 50 ปีในวันนี้
ข้อสรุปของผม คือ จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง เพื่อรอให้คำทำนายของ ดร.ซินแคลร์เป็นความจริง (และหากไม่เป็นความจริงแล้วการมีชีวิตต่อไปก่อนก็คงจะไม่เสียหายอะไร)

2.อย่าอ้วน : เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ความอ้วนไม่ดีสำหรับร่างกาย แต่ของกินมีอยู่ทั่วไป มองไปที่ไหน เวลาใด ก็มีของกินมากมาย และผู้ขายทุกคนก็จะบอกว่า สินค้าของตัวเอง “ดีต่อสุขภาพ” แล้วเราก็อยากจะเชื่อ (เพราะอยากจะกิน) แต่ความจริง คือ องค์การอนามัยโลกประกาศกว่า 20 ปีที่แล้ว (1997) ว่า “โรคอ้วนเป็นโรคระบาดระดับโลก” แต่จำนวนคนที่น้ำหนักเกินก็ยังเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปัจจุบันคนกว่า 1/3 บนโลกนี้น้ำหนักเกิน (overweight) และอีก 650 ล้านคน เป็นโรคอ้วน (obesity)
เพื่อเตือนใจเราทุกคน

ผมขออ้างสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institute of Health) ที่สรุปว่า ปัญหาสุขภาพที่เชื่อมโยงกับน้ำหนักตัวเกิน (overweight) และโรคอ้วน (obesity) รวมถึง
-โรคเบาหวาน
-ความดันโลหิตสูง
-โรคหัวใจและจังหวะ
-มะเร็งบางชนิด
-หยุดหายใจขณะหลับ
-โรคข้อเข่าเสื่อม
-โรคไขมันพอกตับ
-โรคไต
-โรคปัญหาการตั้งครรภ์

ผมได้เคยเขียนถึงผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อกรกฎาคม 2018 ที่เก็บข้อมูลการดำเนินชีวิตของบุคลากรด้านสาธารณสุขของสหรัฐ (ส่วนใหญ่คือหมอและพยาบาล) กว่า 1 แสนคน เป็นเวลากว่า 20 ปี และพบกฎ 5 ข้อ ที่ทำให้อายุยืนขึ้นไปอีก 12-14 ปี ซึ่งไม่ใช่กฎที่มีความสลับซับซ้อนแต่อย่างใด ที่สำคัญในความเห็นของผม คือ จะต้องไม่สูบบุหรี่ กินน้อย ให้รอบเอวไม่เกิน 0.5 ของส่วนสูง (0.4 สำหรับผู้หญิง) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับให้เพียงพอทุกคืน (7-8 ชั่วโมง)
แต่ข้อมูลที่น่าสนใจที่กล่าวถึงในบทวิจัยดังกล่าว คือ การมีไลฟ์สไตล์ที่ดีตามกฎ 5 ข้อนั้น ปรากฏว่าคนอเมริกันทำกันเกือบจะไม่ได้ กล่าวคือจากการสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันที่มีไลฟ์สไตล์ที่ดี (ทำตามกฎ 5 ข้อ) ลดลงใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จาก 15% ในช่วงสำรวจปี 1988-1992 เหลือเพียง 8% ในปี 2000-2006 “เพราะการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน” แปลว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ 92% มีพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับสุขภาพ เพราะการกินอาหารมากเกินจนทำให้น้ำหนักเกิน หรืออ้วนนั่นเอง

สุดท้าย ขอขอบคุณ ดร ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่มาให้ความรู้เรื่องสุขภาพนะครับ
Cr: บทความ ที่ดร ศุภวุฒิ เขียนลงในกรุงเทพธุรกิจ นำมาประกอบในบทความนี้บางส่วน เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1786
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: Seminar Knowledge เรียนรู้การลงทุนผ่านการสัมมนา

Posts by amornkowa » Fri Feb 28, 2020 9:39 am

ดร นิเวศน์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ รู้ไว้ เข้าใจเงินกับ น้องบิว Chittima Tawaret

อาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า นาทีนี้มีหุ้นปลอดภัยน่าลงทุน เลือกซื้อได้หลายตัว
แตอย่าคาดหวังผลตอบแทนสูงมากนะ
แต่ก็ยังมีหุ้นจำนวนมากที่ยังแพงอยู่ ต้อง selective buy
ดังนั้น ยังสรุปไมได้ว่าลงทุนช่วงนี้แล้วได้ผลตอบแทนดี
โดยยังมีหุ้นบางตัวที่ยังแพงอยู่ และตลาดหุ้นก็ไม่อยู่ในโซนที่ถูก
โอกาสที่ดัชนีลงต่อ ก็ยังมีอยู่. ตอนนี้ลงมา10กว่า%แล้ว
(ถ้าลงมาอีกเหมือนเมื่อวาน ก็ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตแล้ว)

อาจารย์บอกว่าต้องเผื่อไว้บ้าง เพราะถ้ามีการกระจายของผู้ติดเชื้อกว้างขวางขึ้น
ความเสี่ยงก็ค่อนข้างสูง. ดังนั้นหุ้นที่ลงทุนต้องเป็นหุ้นที่defensiveพอสมควร

หุ้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ต้องdiscountมากกว่านี้อีก
แต่หุ้นที่ไม่ถูกกระทบทางตรง. ก็พอลงทุนได้
ต้องดูว่าไวรัสอยู่อีกนานไหม กระทบต่อเศรษฐกิจเยอะไหม
ตอนนี้กลุ่มท่องเที่ยว การบิน ราคายังไม่น่าสนใจ

ตลาดหุ้นตอนนี้ยังไม่เรียกว่าวิกฤต แต่ก็มีโอกาสถึง
เผลอๆถ้ามีcorrection หนักๆอีกสัก10% ก็ถือว่าวิกฤต (ตลาดหุ้นลงเกิน20%ถือเป็นภาวะวิกฤติ
แต่ถ้าปรับตัวน้อยกว่าทเรียกว่าปรับฐาน)
ลงทุนตอนนี้ต้องเผื่อด้วย เราต้องหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้
ไปลงทุนหุ้นdefensive และมีปันผล. บริษัทมีอนาคต
และไม่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 และถือหุ้นข้ามปีไป ก็มีโอกาสฟื้น
เราหวังแค่เป็นเจ้าของธุรกิจที่ให้ปันผล5% ก็พอใจแล้ว

ตอนวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์ มั่นใจ100%ว่าตลาดต้องกลับมา
เพราะเป็นเรื่องของสหรัฐ กระทบเราไม่มาก
แต่ตอนนี้ไม่รู้จบเมื่อไหร่ อาจระบาดเกินปี ถือเป็นปัญหาใหญ่
บ้านเรา ศก ชะลอมาหลายปี บริษัทจดทะเบียนไม่มีgrowth
ไม่เหมือนสมัยต้มยำกุ้ง ที่มีบริษัทส่งออกมาช่วย
คงต้องติดตามดูต่อไป

ขอบคุณ ดร นิเวศน์ สำหรับความคิดเห็นกับตลาดช่วงนี้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1786
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: Seminar Knowledge เรียนรู้การลงทุนผ่านการสัมมนา

Posts by amornkowa » Sat May 30, 2020 10:00 pm

MoneyTalk Special หุ้นไทย จะรุ่งหรือร่วง 21พค 2020 กับ ดร ก้องเกียรติ โอภาสวงการ
ผู้ดำเนินรายการ ดร ไพบูลย์ และ ดร นิเวศน์

ดร นิเวศน์ สอบถาม ว่าวิกฤตCovid-19 เทียบกับ วิกฤตที่ผ่านมา เป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า วิกฤตคราวนี้หนักกว่า ครั้งก่อนๆมาก เช่น
ตอนต้มยำกุ้ง โรงแรมยังมีรายได้ดี เพราะรับรายได้เป็นเงิน$ซึ่งตอนนั้น 50กว่าบาทต่อ$
แต่ตอนนี้ รร ขาดรายได้ เพราะนักท่องเที่ยวหายไปหมด
ไทย ศก โตช้า ปีที่แล้วก็เติบโตแค่ 2%กว่า ก่อนหน้าก็ 4%
ไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่เหมือนกับ US ที่มีกลุ่มเทคโนโลยีใหม่
ไทย ไม่มี บริษัทที่ขนาดรายได้ขนาด Unicorn ( 1,000 ล้าน US )
ดัชนีNasdaq(หุ้นIT) เพิ่มขึ้น 7% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกยังติดลบอยู่รวมทั้งไทยด้วย

ดร ก้องเกียรติ แนะนำว่าตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 0.5%ของโลก และ เติบโตต่ำ
อัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัว ไม่มีธุรกิจไอทีที่ทำให้เติบโตต่อ ถ้าเราไปลงในหุ้นไอที
โดยให้แบ่งเงินส่วนนึงลงทุนในบริษัทไอทีในต่างประเทศ
ลงทุนทางตรง หรือ ลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ได้ การกระจายมากน้อยขึ้นกับแต่ละคน
การลงทุนตรง จะต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรือ ค่าเงิน
แต่ถ้าลงผ่านกองทุนรวม เขาจะดูแลเรื่องค่าเงินให้
คนไทยต้องกระจายความเสี่ยง ธุรกิจไทยก็ลงในต่างประเทศเยอะ
บางบริษัทเป็นอันดับหนึ่งของโลก
การลงทุนส่วนบุคคล ก็มีลงในต่างประเทศ แต่ยังไม่ใช่ก้อนใหญ่
ฐานลูกค้าของบริษัทมีความสนใจ ลงมา10ปีแล้ว
การติดตามข่าวสารตอนนี้ง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ

ส่วนตลาดหุ้นไทยหลังCovid-19 มองเห็นภาพอย่างไร
ดร ก้องเกียรติตอบว่า ที่ตอนนี้อยู่ที่ 1,3xx จุด ความท้าทายรอบต่อไป
อยู่ที่งบไตรมาสสอง ซึ่งไม่น่าจะดี แย่กว่าไตรมาสหนึ่ง
หลังจากนั้น สถาบันไทย ก็ยังประคองตัว และลงทุนในหุ้นไทย ซื้อและขาย
หุ้นขนาดใหญ่ที่ผลประกอบการดี ยังไปได้ ก็ยังพอพยุงกันอยู่ ส่วนหุ้นที่ผลประกอบการไม่ดี ก็ไม่มีคนลงทุน
ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น พลังงาน สื่อสาร ตอนนี้เริ่มตีบตันแล้ว
ธุรกิจก็มีระยะวงจรสั้นลงเยอะ ยกตัวอย่าง ธุรกิจเสริมสวย ความงาม ที่มีLife Cycleสั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ดี
พอขาลง ทุกคนก็เลยหนีหมดเลย
เชื่อว่า ตลาดหุ้นปีนี้คงประคองตัวผ่านไปได้ สิ่งที่กระตุ้นได้มีสองอย่างคือ
1.ธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ชาวไร่ ชาวนา ได้อย่างไร
2.ขึ้นกับรัฐบาล นอกจากการอัดฉีด ซึ่งใช้หมดไม่นาน เช่น โครงการต่างๆที่ค้างคา
และมีโครงการอนุมัติไปเยอะ แต่อยากให้เพิ่มสาธาณูโภคมากขึ้น

ณ วันนี้ ยังไว้ใจ ศก ไม่ได้ ยังตามบริษัทยาอยู่ว่า จะได้อนุมัติวัคซีนเมื่อไหร่
ศก โลก ถ้าไม่ดี ไทยก็ไปยาก เพราะรายได้ส่วนใหญ่จากท่องเที่ยว รพ หรือ รถยนต์
ส่วน อุตสาหกรรม มือถือ อิเลคทรอนิคส์ ที่ย้ายฐานจากจีน ไทยก็ไม่ได้ประโยชน์สักเท่าไหร่
เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายไปอินเดีย และ เวียดนาม
ดังนั้น ดร เป็นห่วงเรื่อง Soft skill มากกว่า
Us ยังมีโรคระบาดอยู่เยอะ คนก็ไม่มาเที่ยวไทย

ดร ไพบูลย์ ถามว่า เรายังต้องระมัดระวังมาก แต่เปรียบเทียบกับ ต้มยำกุ้ง
ลงจาก 1700 มาถึง 200 จะลงมา400-500 จุดไหม

ดร ก้องเกียรติ บอกว่า ธุรกิจในตลาดหุ้นตอนนี้ต่างกับตอนต้มยำกุ้งเยอะ
ธุรกิจยังใช้ได้ และ กระจายไปเยอะ แต่ดัชนียังไม่พ้นจุดสูงสุด เหมือนกับญี่ปุ่น
เราไม่แย่เท่าญี่ปุ่น แต่ขนาดน้องๆ ซึ่งไม่ค่อยดี

ดร ไพบูลย์ถามต่อว่า กลุ่มที่โดนกระทบ ต้องระมัดระวัง และ กลุ่มไหนที่ดี
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า กลุ่มที่จับจ่ายใช้สอย เช่น ค้าปลีก ยังไปได้ ต้องดูเป็นรายตัว
ธุรกิจธนาคารไม่ค่อยดี แต่ธุรกิจเก็บหนี้ ยังดีในขาลง
ธุรกิจ โรงแรม อาจยังน่าสนใจ หลังลงสุดๆ ถ้า รร ไหน ไม่มีท่าทีล้ม แข็งแรงมาก
มีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ช่วยเหลือ อาจรอดได้
บริษัทน้ำมันที่ราคาหุ้นตกลงมาเยอะๆ ก็น่าสนใจ
เมืองนอก โบอิ้งก็น่าสนใจ รวมถึง บริษัทเดินเรือที่ตกหนัก ก็น่าสนใจ
ซึ่งในเมืองไทยไม่เห็นในลักษณะนี้

ตอนต้มยำกุ้ง บริษัทอสังหา ถูกมาก แต่ตอนนี้ หุ้นรอบนี้ตกหนัก แต่เด้งเร็วมาก ไม่ถูกเหมือนตอนต้มยำกุ้ง

ดร นิเวศน์ ถามว่า ธนาคารของไทยราคาตกมาเยอะ เมืองนอกเป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า ธนาคาร เช่น Citi, JP Morgan ก็ตกเยอะ แต่ถ้าเทียบกับวิกฤตคราวก่อน ยังไม่เยอะ แค่ 30-40%
ไม่ต่างจากไทย แต่ ดร ก้องเกียรติ ขายออกไปแล้ว
สถาบัน ต่างประเทศ เช่น ซาอุ ก็เริ่มซื้อ โบอิ้ง Citi หรือ เรือสำราญ เข้าPort
เวลาหุ้นขึ้นเป็น V shape แต่กำไรของบริษัท จะฟื้นช้าๆ เป็นรูป U shape

ดร นิเวศน์ สอบถามว่า การท่องเที่ยว ที่มีหนี้เยอะ เช่น โรงแรม จะเป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า ส่วนใหญ่ ก็มีการแก้ไขคือ
1. ถ้าได้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ ก็ไม่กระทบ
2.ขายกิจการบางประเภท เพื่อลดหนี้
3 ถ้าโอกาสเปิด ก็ออกหุ้นกู้
4.การเพิ่มทุน
ถ้าทำทุกอย่างแล้ว ไม่พอ ก็ต้องยอม หรือ ขายกิจการให้คนที่มีเงิน
บริษัทอสังหา บางบริษัท ขายทรัพย์สินบางอย่างทิ้ง บางบริษัทขายช้า ก็ขายราคาถูก ก็ต้องยอม

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร ก้องเกียรติ ดร ไพบูลย์ และ ดร นิเวศน์ มากๆครับ


Post Reply