สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
User avatar
i-salmon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 287
Joined: Tue Aug 07, 2012 10:54 am

สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by i-salmon » Sat Nov 26, 2016 6:31 pm

สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4 (Nov2016)

Day1 มี 3 หัวข้อ ได้แก่
1) Creative marketing คุณรวิศ หาญอุตสาหะ เป็นเรื่องราวความเป็นมาของบริษัทศรีจันทร์ และการพลิกฟื้นธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ
2) หุ้นร้อยเด้ง คุณวีระพงษ์ ธัม เป็นการนำหนังสือต่างประเทศเรื่อง 100 Baggers มาเล่าให้ฟังถึงการหาหุ้น 100 เด้ง, Case study บวกกับเสริมประสบการณ์ให้เราฟังกันด้วย
3) Investment analytics for VI คุณสมเกียรติ ไกรเกรียงศรี เป็นการนำเทคโนโลยีในยุค Big data มาช่วยในการวิเคราะห์หุ้น ซึ่งทำให้เห็นว่ามันช่วยให้ชีวิตเราสะดวก ง่าย ขึ้นจริงๆ

ขอขอบคุณ พี่หมอนุ่น ที่ตั้งใจจัดสัมมนาความรู้ในเชิงวิชาการ และให้เราได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อการกุศลให้โรงพยาบาล ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ
และขอบคุณวิทยากร, ทีม staff ช่วยงานทุกท่าน รวมถึงทีมงานพี่เวบด้วยครับ
ผมนั่งจดๆแว่บๆไปข้างนอกบ้าง ไม่เป๊ะนะครับ เผื่อถ้าฟังอะไรเข้าใจผิดพลาด จดขาดไปอย่างไรขออภัยไว้ด้วยนะครับ

Creative marketing คุณรวิศ หาญอุตสาหะ
• ประวัติเรียนจบปริญญาตรีวิศวะจากจุฬาฯ แล้วย้ายสายไปการเงิน ทำงานที่สุดท้าย Citibank เป็น trader ด้าน derivatives เป็นงานที่ชอบ
• จุดเปลี่ยนคือพ่อให้ไปหาคุณปู่ที่บริษัทศรีจันทร์ ซึ่งยังเป็นบริษัทที่เก่าแก่และขนาดเล็ก มีคนราว 30 คน พบว่าถ้าไม่ทำอะไร บริษัทคงปิด
จึงอยากไปช่วยพัฒนาและลาออกกลับไปทำที่ศรีจันทร์ ตอนปี 2008
• ตอนนั้นผลิตภัณฑ์มีตัวเดียวคือ ผงหอมศรีจันทร์ ซึ่ง Package ดูโบราณ ใน 2-3 ปีแรกเปลี่ยน Packaging มา 12 ครั้ง แต่ไม่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น
และต่อมาก็พยายาม ออกสินค้าตัวใหม่ ผงหอมศรีจันทร์ ทานาคา ที่ใช้เทคโนโลยีผลิตอย่างดี พบว่า ลูกค้านึกว่าตำหลังโรงงาน
• สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ ถ้าปรับปรุงแล้วลูกค้าไม่รับรู้ ไม่พึงพอใจ ก็สูญเสียเปล่า อย่าทำเลย
• บทเรียนอีกอย่าง ช่วงที่วางขายหลายที่ อยากทำโฆษณา เคเบิ้ลทีวี อยากประหยัดเงินและคิดว่าเราทำได้จึงเป็นผู้กำกับเอง ผลออกมายี่ปั๊วซาปั๊วโทรมาด่า
ว่าดูไม่รู้เรื่อง ภายใน 3 วันต้องถอดโฆษณาออก ก็ต้องไปจ้างเอเจนซี่ทำเหมือนเดิม
• Learning คือ 1. คุณไม่ได้เก่งทุกเรื่อง 2. ทุกอาชีพมีเหตุผล มีความสามารถบางอย่าง
• สิ่งที่พบคือ การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยไม่ Work ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยความที่อ่านหนังสือเยอะ ก็มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ
Leading change (Professor Kotter) พูดถึงว่า มนุษย์ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ถ้าจะให้อยู่คงทนต้องมี Framework ซึ่งมี 8 Step ซึ่งได้นำมาประยุกต์ใช้
ยกตัวอย่าง เช่น
• Step 1 ต้องสร้างความรู้สึกเร่งด่วน พอมี “ความเร่งด่วน” ก็ต้องช่วยกันหาทางออก ซึ่งศรีจันทร์อยู่ในสถานการณ์ที่ทุกคนตระหนักอยู่แล้ว
o มีตัวอย่าง สินค้ายี่ห้อ ROM ของประเทศโรมาเนียเป็น ช็อคโกแลตแท่งยี่ห้อเก่าแก่ Package ลายธงชาติ ปัญหาคือวัยรุ่นไม่ชอบสินค้าที่ผลิตในประเทศตัวเอง
ทางแก้คือทำ Packaging ลายธงชาติอเมริกาแทน
• Step 2 Create the guiding coalition : ต้องแชร์ วัตถุประสงค์ไปให้ถึงคนล่างสุด จากประสบการณ์เป็นสิ่งที่บริษัทฝรั่งทำได้ดี
บริษัทไทยพวกผู้บริหารก็ทำกันไป ลูกน้องก็ไม่ได้รับรู้อะไร จึงพยายามเอาแนวของฝรั่งมาใช้ คือ one on one meeting เป็นเทคนิคที่ Share Objective องค์กรได้สำเร็จ
เพราะเราไม่มีเวลาพูดกับทุกคนได้ แต่เราสามารถพูดกับคนที่ต้องมารายงานเราโดยตรงได้ (เต็มที่ก็ไม่ควรเกิน 7 คน) ซึ่งจะคุยกันเขาทุกสัปดาห์
และถ่ายทอดความคิดของเราให้กับเขา ขณะเดียวกันก็มีคนที่เราคุยด้วยโดยตรงก็จะมีลูกน้องที่ต้องไปคุยต่อแบบ one on one เหมือนกัน
o “ต้องเชื่อใจทีมงาน “ สิ่งที่ไม่ชอบอย่างหนึ่งเกี่ยวกับนายในการทำงาน คือชอบล้วงลูก ปัญหาคือ ทีมงานจะไม่กล้าตัดสินใจอะไรเลย
o Put the right man to the right job
• Step 3 Develop our change vision – A vision inspires people to take action
• วิสัยทัศน์ไม่ใช่สิ่งที่แปะข้างฝา มันสำคัญเพราะสร้างแรงบันดาลใจให้คน คนเราไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อหาเงิน ยกตัวอย่าง ชื่อเต็มของบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ
เมื่อก่อนรับสมัครงานใน Job DB ไม่มีใครสมัครเข้ามาเลย หลังจากที่ทำ Page เขียนหนังสือ มีน้องๆที่เก่งที่จบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ “ความฝันของที่นี่
ตรงกับความฝันของเขา เขามาทำงานแล้วสนุก เติมเต็มกับสิ่งที่เขาเป็น”
• วิสัยทัศน์ ศรีจันทร์ คือ ทำแบรนด์ไทยให้คนไทยภูมิใจ
• ตัวอย่าง ในยุคหนึ่งบริษัทที่มีวิสัยทัศน์แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งคือ Apple สมัย สตีฟ จ๊อบ
• วิธีง่ายๆ ที่จะบอกว่าวิสัยทัศน์บริษัทแข็งแรงไหม ให้ลองนึกว่าถ้าไม่มีบริษัทนี้อยู่ จะมีคนคิดถึงบริษัทนี้ไหม? เช่นถ้า บริษัท Google หายไป จะเกิดอะไรขึ้น?
• Step 4 Communicate vision to Buy-in – ผู้นำ ต้องเป็นคนขาย ทำอย่างที่พูดให้ได้
• ปัญหาศรีจันทร์
o 1) แบรนด์ไม่ชัดเจน 2) สินค้า สารพัดวิธีใช้ => ลูกค้างง => ไม่อยากใช้
o Bias ต้องระวังของที่เราทำเอง จะดูดีสำหรับเราเสมอ ต้องเชคกับลูกค้าเสมอ
o พอมีปัญหาที่ว่าก็ไม่รู้จะ สื่อสารลูกค้าอย่างไร
• ทางออก คือความชัดเจน => สิ่งที่ต้องมีคือ “Brand’s single mind” มี research เวลาที่ออกจากบ้านจะมี Brand กว่า 1000 อย่าง
ซึ่งมีแค่ 20 แบรนด์ที่เราจะพิจารณาว่าจะซื้อไหม ซึ่งจะมีมี “Brand’s single mind” เสมอ เราจึงต้องเปลี่ยนวิธีเล่าแบรนด์ใหม่ เปรียบเทียบเหมือนศณีจันทร์
เป็นกระต๊อบชานเมือง จะเปลี่ยนมาเป็น คอนโดแถวชิดลมได้อย่างไร
• ถ้าไม่ได้อัจฉริยะแบบ สตีฟ จ๊อบ ต้องไปหาลูกค้า ใช้เวลาทำ Market research อยู่ 8 เดือน
• Market research ผู้บริหารต้องลงตลาดเอง ไม่ใช่แค่อ่านกระดาษ คนเรามักไม่ตอบตรงกับสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นลักษณะปกติของมนุษย์
สิ่งที่เราไปหาคือ mindset, behavior, พูดถึงเกี่ยวกับแบรนด์
• ตัวอย่าง Dove ทำ Global research ถามว่าคนเราสวยไหม? มีคนตอบว่าสวยแค่ 4% ยิ่งในไทยมีแค่ 1% ถ้าทุกคนรู้สึกว่าตัวเองสวย เครื่องสำอางค์จะขายไม่ได้
• สิ่งที่น่าสนใจทำไม ความมั่นใจผู้หญิงไทยจึงต่ำ ? 1) ทีมงานไปคุยกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “พ่อแม่กลัวลูกสาวโตขึ้นจะRadเลยไม่ชม”
แต่ถ้าพ่อแม่ตะวันตกเขาสอนว่าเราต้องภูมิใจในสรีระตัวเอง 2) คนไทยมี “Stereo type(ภาพเหมารวม)” ของความสวย = ผอม และขาว
แต่ถ้าถามคนต่างประเทศคำตอบจะหลากหลายมาก
• มี Campaign marketing => Real beauty ที่ ประสบความสำเร็จทั่วโลก มาแป้กที่ไทย เราไม่ต้องการ เราต้องการ ผอมๆ ขาวๆ
• ทุกธุรกิจต้องมี “วิจัยพฤติกรรม” เสมอ เป็นการทำให้สถานที่จริง ไม่ใช่ถาม เช่น ให้ลบหน้า แต่งหน้าให้ดูเลย
ต้องเอามาคิดในการออกสินค้าให้ตอบโจทย์ อย่างการออกแบบขนาดสินค้าให้เหมาะกับการใช้
• “พฤติกรรมตัวลูกค้า” – ยุคนี้ต้องพูดถึงผลกระทบ Social Media การถ่ายรูปสมัยนี้การถ่ายรูปเกิดขึ้นได้เสมอและลง Social Media ได้อย่างรวดเร็ว
ประเด็นคือ รูปที่ Post ลง Social media คือรูปที่เจ้าของโพสต์หน้าตาดี คนอื่นในรูปหน้าแย่ช่างมัน หรืออย่าง “วัฒนธรรมการอวด”
ยุคนี้เป็นยุคที่ตั๋ว Business class เต็มเร็วมากกว่า Economy มีความเชื่อว่าเพราะคนอยากโพสต์รูปว่านั่ง business class
หรืออย่างร้านอาหารที่หากทำให้คนถ่ายภาพอาหารไปโพสต์ได้สวยก็จะช่วยทำให้ขายดี
• พฤติกรรมคนยุคนี้ชอบลองของใหม่ Brand royalty ต่ำลงกว่าคนยุคก่อน ทำให้คนที่ทำแบรนด์เดิมอยู่แล้วไม่สามารถหยุดได้ แบรนด์ใหม่ก็มีโอกาสเกิดตลอด
และมีความใจร้อนอยากเห็นผลเร็ว เช่น ทาครีม 3 วันอยากให้หน้าขาวเลย ทำให้พวก ครีมซอมบี้ขาวคูณสิบ หรือยาลดความอ้วน ขายดีมาก ทั้งที่ใส่สารที่ผิดกฏหมาย
• Internet เป็นของที่ control ไม่ได้ แต่ influence ได้นิดหน่อย พบว่าทำของให้ดีที่สุดแล้วจุดประกายขึ้นมา ถ้าของดีจริงแล้วคนจะบอกต่อเอง
• คนทุกวันนี้ฉลาดขึ้น ความโปร่งใสสำคัญ คนเราพลาดนิดเดียว ถูกขุดถูกแฉยาว สิ่งที่ค้นพบเรื่อง Crisis management ถ้าเจอดราม่าออนไลน์
หากไม่เกี่ยวกับกฏหมายอาญา ให้ขอโทษไว้ก่อน ให้ขอโทษอย่างเป็นทางการ คนที่โวยวาย ออกอาการเยอะ ใช้กำลังจะแพ้เสมอ ไม่ว่าคุณจะถูกและผิด
เพราะโลกออนไลน์จากความหมั่นไส้ ความน่าสงสาร ไม่อ่านเนื้อหา ไม่ต้องคิดมากมันจะผ่านไปในเวลาไม่นาน สักพักก็มีเรื่องใหม่
ยกตัวอย่าง เคสกราบรถ น่าสนใจมาก ดูจริงๆแล้วเรื่องไม่มีอะไรเยอะ แต่ดันไปพูดประโยชน์ที่ “Hashtag” ได้ เป็นข้อต้องห้าม
• ร้านค้าดั้งเดิม vs ร้านค้าออนไลน์ – มีคนเชื่อว่าร้านค้าออนไลน์จะทำให้ร้านค้าดั้งเดิมเจ๊ง ซึ่งไม่จริง ถ้าหากปรับตัวได้ก็อยู่รอดได้
ตัวอย่างเช่น ร้านวอเตอร์ สโตน ในอังกฤษ ปรับตัวได้ และกลับมามีกำไรได้ , ร้านขายเครื่องสำอางค์ก็เช่นกัน ลูกค้าเข้าไปต้องการตื่นเต้น
รู้สึกสนุก อยากลอง ซึ่งทำในร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ จึงเห็นว่าร้านค้าจะเป็น Experience store
• Strategic moves ของศรีจันทร์
o เราเปลี่ยน องค์กรจากเดิมไม่มีคอมพิวเตอร์ เริ่มเอาพวก inventory อะไรต่างๆเข้ามาใส่ในระบบด้วยตัวเอง ทำให้ได้รู้ทุกอย่าง
ซึ่งไม่เพียงพอจึง migrate มาใช้ SAP และเพิ่ง implement เสร็จ
o โลกยุคนี้เปลี่ยนไป การ Brief Media ต้องเปลี่ยนไปเป็นแบบ “Attitude”
o Brand idea – Ambition, Culture, Product truth, Insight
o เอาวิธีของ สตีฟ จ๊อบ มาใช้ ไปทำสินค้าให้บางที่สุด แล้วพวกพวก Engineer หาทางทำให้บางเอง จึงไปบอกให้ทีมงาน
ไปทำผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดมา เดี๋ยวทาง Marketing จะหาทางขายเอง
o “ผงหอม ศรีจันทร์ ทรานซลูเซนต์” –ตัวอย่างจุดเด่นการออกแบบสินค้าที่ประสบความสำเร็จของเรา
 ผ้า –ใช้ผ้าจากญี่ปุ่นแบบ Bobby brown โจทย์คือเราไม่ได้ขายแพงเท่ากันจึงต้องหาวิธีลดต้นทุน ซึ่งเราลดได้ถึง 50%
 ฝา – มีวิธีการผลิตที่เป็นสิทธิบัตรคนอื่นทำตามยาก
 กล่อง – ใช้กระดาษจากฟินแลนด์แพงมาก เพราะคนไม่ได้ซื้อของด้วยเหตุผลอย่างเดียว สมมติเดินเข้า B2S เห็นปากกาน้ำเงินเยอะมาก
จะไม่รู้ว่าอยากได้ยี่ห้ออะไร ถ้าไม่ได้เลือกไว้แล้ว ซึ่งถ้าไปลองไปหยิบแล้วตัดสินใจซื้อ เราเชื่อว่าเรามีเหตุผล 100% แต่หนังสือการตลาดบอกว่า
มันมีเหตุผลแค่ 20% จิตใต้สำนึก 80% มาจากประสบการณ์สั่งสม เช่น ชอบญี่ปุ่น , มีสิ่งที่เราชอบ
o AIDMA – Attention, Interest, Demand, Motive, Action คือ Journey ของลูกค้าผ่านสื่อ
ในอดีตเราใช้โฆษณาทีวีเกิดกระบวนการ AIDMA จนลูกค้าซื้อ ปัจจุบันใช้แบบนี้ไม่ได้ ลูกค้าไม่เกิด Motive => มันเกิดบน ออนไลน์ ไปดูรีวิว และไปตัดสินใจซื้อบน ออนไลน์
o ธุรกิจอะไรก็ตามมีรีวิวทุกอย่าง เช่น รีวิวถ่ายไฟฉาย บนพันทิพย์ ทำละเอียดมาก ใช้อุปกรณ์เหมือนตอนทำ Lab ไฟฟ้า เขียนละเอียดมาก
o โจทย์ทำให้ศรีจันทร์เป็น Thai modern brand ณ ปลายปี 2014 ก็รีบมากไปจึงทำสิ่งผิดพลาดขึ้น
o สิ่งสำคัญที่จะสำเร็จมี 2 อย่าง Strategy กับ execution
 ถ้า Strategy ดี แต่ Execution แย่ = เพ้อเจ้อ
 Execution ดี แต่ Strategy ไม่ได้เรื่อง = ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่ไปไหน
o เรา Execution ดี แต่ strategy ยังไม่ดี ตัวอย่าง โฆษณาศรีจันทร์ หญิงไทยสวย หน้าไม่มัน
ปัญหาคือ โฆษณาออกมาดีมาก แต่ลูกค้าไม่ซื้อ เพราะ strategy มันผิด มองไม่ขาด เราค้นพบว่า strategy ที่ดีมักจะ simple
o วิเคราะห์ปัญหา การเล่าเรื่องของเรา ศรีจันทร์ => ขายแป้ง => oil control พบว่าพอพูดศรีจันทร์แล้วคนไม่อยากฟัง
เราจึงเปลี่ยนเป็น ขายแป้ง => oil control+คุณสมบัติ+เปิดใจ => ศรีจันทร์ และมีการเอาไปคุยกับช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ
ตั้งแต่ 7-11 ไปถึง Lotus 99% modern trade จึงทำให้เรามั่นใจในการออกโฆษณาถัดไป
o โจทย์ถัดมา เราต้องการหาคนเล่าเรื่องที่เก่งที่สุด คือ พี่ต่อ ธนนชัย ที่เป็นผู้กำกับเบอร์ 1 ของโลก
ปัญหาคือ ไม่รู้จัก บริษัทเล็ก และต้องการรีบด้วย สิ่งที่ทำคือต้องใช้ความกล้าก็เข้าไปคุยจนพี่ต่อยอมทำด้วย และยังช่วยทำให้จนทุกวันนี้
o ไอเดียโฆษณาที่ทำกับพี่ต่อ คือให้ฝรั่งเป็นเล่าเรื่อง ซึ่งคิดว่าคนดูครึ่งหนึ่งจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ เขาจะจำได้ว่าเป็น แป้ง ยี่ห้อ ศรีจันทร์
และจะสงสัยมากว่ามันเป็นอย่างไร แล้วออกไปซื้อ ซึ่งทำให้ต้องคิดหนักมากว่าจะทำแบบนั้นดีไหม ซึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจเชื่อพี่ต่อ
และเกิดสิ่งที่พูดไว้จริงๆ และคนพูดถึงโฆษณานี้เยอะมาก โดยสิบวันแรกขายถล่มทลายหมด 2 แสนชิ้น นักข่าวโทรหาทุกชั่วโมง
และหลังจากนั้นก็ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า รวมทั้งต่อมาที่ทำศรีจันทร์ฟอร์เมน ก็ขายดีมาก
o Marketing ที่ดีควรเริ่มจาก Product development ว่าเราทำเพราะอะไร ธุรกิจเครื่องสำอางค์ผู้เล่นหลายใหญ่นำตลาด
เขามีงบประมาณ ทรัพยากรมหาศาล ใช้ตำราเล่มเดียวกันเราสู้ไม่ได้
o สิ่งสำคัญคือต้องใช้ตำรารบคนละเล่ม เคยเดินเข้าวัตสัน เจอเครื่องสำอางค์ที่ใช้หน้ากล่องแบรนด์ Paris, New York, Milan
แต่สินค้าพวกนี้ ผลิตที่ China เป็นสิ่งที่แบรนด์ใหญ่ทำแบบนี้คือลดต้นทุน งั้นเราคิดใหม่ถ้าเพิ่มต้นทุน โดยให้มีคุณค่ากับลูกค้ามากขึ้น
ถ้าเราทำกลับกัน ใส่ชื่อ Bangkok หน้ากล่อง แต่ไปทำสินค้าที่ เมืองที่ทำสินค้าดี่ที่สุดในฝั่งตะวันออก คือ Japan ใช้เวลาวิจัยทำสอบอยู่เป็นปี
จนได้ Serie ใหม่ของศรีจันทร์, เปลี่ยนโลโก้ และออก Luminescence serie เป็นสินค้าที่ R&D และผลิตที่ญี่ปุ่นทั้งหมด แต่เหมาะกับคนไทยที่สุด
ซึ่งเชื่อว่าจะได้ผลเหมือนโฆษณาชุดก่อนที่ประสบความสำเร็จ
o ทุกวันนี้เราไปได้ไกลมากกว่าอดีตเยอะ มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ และสร้างความภาคภูมิใจกับแบรนด์นี้
o ใช้เงินน้อยๆ ทำ campaign ให้สำเร็จ ให้สนุกได้ไหม? ตอบ ได้ สำคัญที่โจทย์ อย่างหนังสือ “อย่าปล่อยให้ใครฆ่า วาฬของคุณ
” Target group คือ startup เจ้าของกิจการ คนทำงานอยากเปลี่ยนงาน มีเรื่องที่ได้เคยไปนั่งคุยกับน้อง startup แล้วเหลือบไปเห็นคนกวาดถนน
จึงถามชวนคิดว่า คนกวาดถนนมีความฝันหรือเปล่า? จึงมีทำคลิปให้คนเหล่านี้มารีวิวหนังสือ เป็นตัวอย่างที่ใช้เงินไม่เยอะ และมีความลึกซึ้งไปอีกขั้น
o Q&A
 มีขายที่ตลาดต่างประเทศ 6 ประเทศ ยากกว่าที่คิด อาจะเพราะตำแหน่งทางการตลาดเราอาจจะไม่ได้เหมาะกับเขา
 หนังสือแนะนำ The mckinsey edge, The future,…
 ความภูมิใจในแบรนด์ไทยจะดูได้จาก ข้อมูลออนไลน์ได้,เสียงจากลูกค้า ภาพความภาคภูมิใจที่ว่า
ยกตัวอย่างเหมือนกระเป๋า Boyy แบรนด์ไทยที่ลูกค้าระดับบนนิยมถือเปรียบกับ Hermes ได้
 ลูกค้าปัจจุบันเป็นคนเมืองมีไลฟ์สไตล์ royalty ไม่สูง ภาพในอนาคตเป็นแบรนด์เครื่องสำอางค์ขึ้นห้างที่จะมีอะไรออกมา surprise ลูกค้าอยู่ตลอด
 คิดว่าเรายังไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก สำคัญคือเราทำผิดมาเยอะ และเรียนรู้จากความผิดพลาดตลอดเวลา เป็นบันไดที่ทำให้เราก้าวต่อไป
ถ้าเราอยากได้อะไรจากการทำผิด มากกว่าการเสียใจ เราต้องยอมรับความผิดนั้น ถ้าเราผลักให้คนอื่น โทษเศรษฐกิจ โทษลูกน้อง โทษคนอื่น เราจะไม่เรียนรู้จากมัน
เมื่อเราทำผิดบ่อยๆ และเรียนรู้จากมันเราจะเริ่มทำถูก และเมื่อเราทำถูกสิ่งที่ได้กลับมาจะมากกว่าสิ่งที่เราทำผิดเป็นหลายสิบเท่าตัว นึกถึงคำว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ
 มีเคสแป้ง อังกฤษ ตรางู เคยเปลี่ยนจากกระป๋องสังกะสี เป็นพลาสติก เกือบเจ๊ง ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นแบบเดิม เพราะคนรู้สึกว่ากระป๋องสังกะสีมันเย็นกว่า
หรือ สบู่นกแก้ว เปลี่ยนแบรนด์เป็น Parrot ก็เหมือนกัน เพราะลูกค้าเป็นคนต่างจังหวัดเยอะ

หุ้นร้อยเด้ง (100 Baggers) คุณวีระพงษ์ ธัม
• จากประสบการณ์หุ้นร้อยเด้งในตลาดไทยไม่ค่อยมี จะเห็นบ่อยก็สิบเด้ง แต่หุ้นร้อยเดี้ยงน่าจะมีเยอะกว่า
• ถ้าเราจะขึ้นภูเขาเอเวอร์เรสต์ไม่ใช่ขึ้นทีเดียว แต่ต้องใช้เวลา ฝึกร่างกาย ถ้าหุ้นนั้นผลตอบแทน 14% ใช้เวลา 35 ปี
ถ้าผลตอบแทนสูงกว่านั้นก็จะใช้เวลาลดลง หุ้นบางตัวร้อยเด้งที่อเมริกาใช้เวลาสิบปี
• Series of short-term decision is worsen than on long term decision – การทำแบบนั้นเราอาจจะทำได้ไม่นาน หรือมีความผิดพลาดตลอดทาง
• ประวัติศาสตร์หุ้นไทย สมัยปี 1995 จะเห็นว่าหุ้นขนาดใหญ่ หลายๆ sector ปัจจุบันในสมัยนั้น ขนาดแค่ราวพันล้านบาท
แต่ปัจจุบันขึ้นมาเป็นระดับหมื่น,แสนล้านบาทได้ (แม้จะมีการเพิ่มทุนบ้าง) รวมถึงจะเห็นว่าหลายๆกลุ่มเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมามาก เช่น กลุ่ม commerce
• มีเคสหุ้นอเมริกา คล้าย SCC ชื่อ เทเลดราย เป็นชื่อที่ Conglomerate ฮิต PE 50 เท่า ก็โตขึ้นมามาก
• กฏข้อการลงทุนข้อแรกที่ต้องมีคือ อย่าขายหุ้นเพราะมันขึ้นหรือลง ขายต่อเมื่อสิ่งที่คิดไว้ทีแรกผิด
• ตัวอย่างบัฟเฟตต์ที่ซื้อหุ้น Disney ปี 1966 ขาย 0.3 เหรียญ และขายออกไปสมัยปี 1967 ได้กำไร 50% จากการถือใน 1 ปี
ซึ่งทุกวันนี้ Disney ราคา 98 เหรียญ
• ความท้าทายทุกวันนี้การแข่งขันสูง Asset life สั้นลง อาจจะไม่สามารถซื้อแล้วถือตลอดได้ หรือบางทีอานจจะต้องมีวิกฤติเศรษฐกิจ
อย่าง Great depression Warner Bros. ราคาลงจาก 64.5 ปี 1929 เหลือ 0.5 ปี 1932 เป็นต้น
• เบน เกรแฮม ตอนอายุ 36 ปี ซึ่งเป็นเศรษฐีที่มีความั่นใจสูง ได้ใช้ leverage ปี 1930 ซื้อหุ้นตอนที่ตลาดลงมา 30-40%
คิดว่า market crash ผ่านไปแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่จบ และยังใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว ปีนั้นเขาทำผมตอบแทน -50% เทียบกับ DJIA -29% แย่ที่สุด
น่าจะเป็นจุดกำเนิดของหนังสือ Security analysis และ The intelligence investor
• บัฟเฟตต์ ก็จะลงทุนในอเมริกา, อุตสาหกรรมที่ 5 forceแข็งแรง, การเงินแข็งแรง
• Do not fight against wisdom of crowd
• หุ้นร้อยเด้ง ต้องมี Twin engine EPS ต้องโต และ PE โต ซึ่ง PE จะโต eps ต้องโตดี และซื้อหุ้นที่ถูกลืมในตลาดก่อน perform
ราคาหุ้นสูง PE สูง ไม่ใช่เหตุผลขายหุ้น (แต่เป็นประโยคที่ทำได้ยาก บางทีหุ้นก็ลงกลับมาได้)
• ลักษณะหุ้นแบบนี้ คือ
o Micro cap ขนาดเล็กๆ น่าสนใจ เช่น SBUX 1971 เปิดร้านแห่งแรก ซีแอทเติล ทุกวนนี้ขยายจนมีขนาด 768 พันล้านเหรียญ
หรือ Apple ปี 1976จาก 10,000 USD ปัจจุบันขนาด 768 MB USD
o Martelli’s 10 Baggers ในหุ้น สองหมื่นกว่าตัว 18% เป็นหุ้นมากกว่าสิบเด้ง และใน 3,800 ตัวจะมี market cap น้อยกว่า 300 ล้านเหรียญ
มันไม่มีสูตรสำเร็จที่จะหาหุ้นสิบเด้งได้ในแต่ละช่วงเวลา เปลี่ยนตามยุคสมัย
o SQGLP = Small, Quality in business and management, Growth, Longevity of Q & G, Price แต่หลายๆครั้งแล้ว
แค่ management อย่างเดียวก็พอ พี่หลินให้ความเห็นเพิ่มว่า อุตสาหกรรมต้องเอื้อด้วย อย่างสมัยหุ้นทีวีเติบโตเมื่อก่อน ก็ขึ้นกันมากเป็นกลุ่ม
o Growth stock with Reasonable price - หุ้นถูกอย่างเดียวระยะสั้นอาจต่างไม่มาก แต่เมื่อผ่านไปหลายปี ผลตอบแทนจะมาจากกำไรที่โตของบริษัท
ยกเว้นถ้าจะซื้อหุ้นแบบถูกมาก ขึ้นมาขายแล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อย
o Earning ไม่สำคัญเท่า Cash flow ดู Eps บอกอะไรน้อย เช่น มันไม่ได้บอก capex หุ้นหลายๆตัวที่ capex มากกว่า depreciation
ก็จะทำให้เงินสดออกไป (cash drain) , ไม่รวม working cap , การปันผลก็มีต้นทุน ถ้ากิจการไม่ปันผลออกมาจะเป็นหุ้นเด้งได้เร็วกว่า
o พวกหุ้นร้อยเด้งที่ขึ้นมาเร็วๆ ที่รู้จัก เช่น Time warner บางทีมี M&A อุตสาหกรรมโตมหาศาลด้วย หรืออย่างเดลล์ ก็จะจากขนาดเล็ก และกิน market share ตลาด PC มาก
o หุ้นพวกนี้ส่วนมากจะมียุคทอง ที่มันจะขึ้นได้เร็ว หลายๆตัวถ้าพ้นยุคทองไว้ก็อาจจะลงกลับไปอีก ความยากมันคือไม่รู้จะจบที่ไหน
o ตัวอย่าง หุ้น Gillette ใช้เวลา 32 ปี เป็นหุ้น 100 เด้ง มี market share 70% ปัญหาคือไม่มี twin engines effect PE 20 เท่า ถือไปเหลือ PE 10 เท่า
เพราะว่า ROA,ROIC ลดลง เพราะการแข่งขัน สมัยก่อนเป็นผู้นำใบมีดโกน ต่อมาก็มีคู่แข่งเยอะ และถูกกว่า จึงต้องใส่เงิน R&D เพิ่ม
จากปี 1962 มาก็ไม่ค่อยไปไหน จนถึงจุดหนึ่งถ้าเราเข้าซื้อไว้ จนปัจจุบันก็จะขึ้นมาเป็นหุ้น 10 เด้งได้ ขึ้นมาเป็น PE 28 เท่า
o ตัวอย่าง Pepsi ใช้เวลา 18 ปี เป็นหุ้น 100 เด้ง ปี 1962-1980 เป็นช่วงตลาดปกติ strategy ง่าย โตดีในอเมริกา
ก็หาตลาดต่างประเทศก็น่าจะชอบเหมือนกัน ยอดขายจาก 192 เป็น 64,000 ล้านเหรียญ (ไม่รวม YUM) จุดเด่นเขามี GPM สูงตลาด (57%) ตอนนี้ก็เป็นหุ้นมากกว่า พันเด้งไปแล้ว
o การจะรักษา GPM ให้สูงได้ ต้องมี Economic Moats (avoiding mean reversion)
 Strong brand that is value to customers – แบรนด์ต้องมีคุณค่า ยอมจ่ายแพงขึ้น
 High switching cost
 Favorable network effect
 Cheaper/faster/bigger/easier
 การที่บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันจะทำให้รู้สึกว่ามีคุณภาพสูง ควรจะแพง ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือหุ้น
o Potential entrants
 ความดึงดูดของอุตสาหรรม
 กำแพงเข้า / ออก
o Bargaining power – แข่งขันเยอะ, ไม่มีความต่าง, ต้นทุนการเปลี่ยน, การขยาย backward/forward
o Barriers to Exit - Investment in specialist equipment, Specialized skilled, high fix cost, contract/Penalty
o Barrier to Exit น่าสนใจ ถ้าเข้าง่ายๆ ออกยากๆ จะเกิดการแข่งขันสูง เช่น สายการบิน พวก ROIC ต่ำๆ สายการบินพอเข้ามา
ออกไม่ได้ มีเครื่องบินแล้ว ในทางกลับกัน เข้ายากๆ ออกง่ายๆ ดี เช่น โรงพยาบาล ไม่ค่อยเจ้าเพิ่ม แต่ขายทิ้งออกง่าย แต่โรงแรม ออกยาก เพราะไม่มีคนอยากซื้อ
o อีกตัวอย่าง Barrier to Exit ที่ใกล้ตัวคือ เป็นพนักงานบริษัท อยู่นานๆแล้วจะออกยาก เพราะชำนาญตรงนั้น และจะทำอย่างอื่นยาก
• EA(Electronics Art ไม่ใช่หุ้น EA ในไทยนะ) เป็นหุ้น 100 เด้งใน 14 ปี อุตสาหกรรมเกม เจ้าของออมาจาก apple ผลตอบแทนแต่ละปี
มี Profit margin ผันผวน เพราะอุตสาหกรรม มันเป็นอย่างนั้น
EA เขาพยายามทำ Differentiation ซื้อ license ให้ตัวนักกีฬาเหมือนจริง และพยยามหาเกมที่เขาเป็น Winner game ไม่ใช่มาแล้วไป
ทุกวันนี้อุตสาหกรรมเกม ก็ยังไม่นิ่ง มีในมือถือบ้างอะไรบ้าง
• Industry stability เป็น matrix ของ core asset และ core activities อย่างกลุ่มที่ activity เปลี่ยน แต่ asset ไม่เปลี่ยน เป็น Creative change เช่น ทำหนัง
ก็ต้องทำใหม่มาขายตลอดเวลา ต้องคิดใหม่มาตลอด
• ตลาด Semiconductor – มีหุ้นร้อยเด้งหลายตัว ความยากคือ บริษัทที่เป็น Top ten ในแต่ละยุคตั้งแต่ 1955 – 2007
มีการเปลี่ยนไปเรื่อย แทบไม่มีใครอยู่ยั่งยืนคงกระพัน เป็น Radical change แบบหนึ่ง
• ค้าปลีกไทย – ผู้เล่นรายใหม่ไม่มี ผู้เล่นรายเก่าไม่ Exit เป็น Progressive change ค่อนข้างนิ่งแล้ว
ถ้าเทียบกับ อินโดนีเซีย Alframart มี Profit margin 1% , Lawson 2%, 7-11 ยังติดลบ เป็นภาพคนละแบบกันไทย ต้องดูให้รู้ว่า Industry นั้นอยู่ในช่วงไหน
• Sharing Economy – ในยุคแรกคือร้านเช่าหนัง ซึ่งโตจนอิ่มตัวไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็น intermediate change ที่ความสัมพันธ์กับลูกค้าเปลี่ยนไปแล้ว
หันไปเช่า(ดู)ผ่าน netflix แทน หรือจะเป็นรถเช่า, ที่พัก หรือ crowdfunding ต่างๆ
• ผู้บริหาร – ระหว่างที่เป็น เจ้าของบริษัท กับ มือปืนรับจ้าง อะไรดีกว่ากัน? ถ้าความเก่งเท่ากัน เจ้าของบริษัท ซึ่งมีเงินตัวเองอยู่ด้วยจะดีกว่า
เพราะมือปืนรับจ้างจะมองว่า ผลดำเนินงานในไตรมาสที่ออกมาต้องดี ปีหน้าว่ากันทีหลัง หรือต้องหาสิ่งเสนอที่ดูตื่นเต้น (Flashy)
แต่จริงๆแล้วถ้าเราต้องการดีระยะยาวจะมองอีกแบบ หาโอกาสหา M&A ที่ดี , มองว่าเสี่ยงใน wealth ที่ตัวเองมีเงินร่วม , มุ่งการเติบโตระยะยาว
อย่างเช่น แจ๊ค เวลท์ เป็นผู้บริหารที่บริหารจาก GE 1 เหรียญ เป็น 48 เหรียญ ซึ่งถือเป็นตำนานที่ได้รับการยอมรับ มีการ focus
ในธุรกิจที่มี roic สูง จากเครื่องใช้ไฟฟ้า กลายเป็นเป็น finance อะไรต่างๆ
• CEO ที่เก่งที่สุด ? ที่จริงมีอีกหลายคนที่เก่งกว่านั้น Henry Singleton (Tetdyne) 180 เด้ง, Tom Murphy (Capital cities) 204เด้ง
ทำจากบริษัทเล็กๆจนไปซื้อบริษัทใหญ่กว่าได้, John Malone(TCI) 900 เด้ง ทำบรอดแบนด์และขยายไปธุรกิจต่างๆ , บัฟเฟตต์(BRK) xxx เด้ง
• CEO ที่ดี – การจัดสรรทุนเป็นสิ่งสำคัญ ต้องดูว่าสิ่งที่ทำให้ value หรือเปล่า
• Best capital allocators
o ลงทุนใน operation ปัจจุบันที่ทำอยู่
o ซื้อกิจการอื่น
o จ่ายปันผล
o จ่ายหนี้
o ซื้อหุ้นคืน
o นั่งทับเงินสด
• การทำเงินจากตลาดหุ้นให้ได้ - มองเห็นให้ไกล, กล้าซื้อ, อดทนถือ
• อดทนถือก็เป็นสิ่งที่ยาก เช่น อย่างหุ้น Monster Beverage ที่ผลตอบแทนมีขึ้นลงในแต่ละเดือนได้ถึง 50% ได้
เราจะสามารถถือมันจนขึ้นไปเป็น 100 เด้งได้ไหม? (ไม่รู้จะมีคนทนถือได้ถึง 100 เด้งไหม)
• บางทีหุ้นร้อยเด้งก็ไม่ต้องอยู่ในตลาดหุ้น อาจเป็นคู่ชีวิต เป็นครอบครัว ที่เราจะถือยาวและไม่ได้ปล่อยไปก่อน
• Q&A การขายหุ้นที่บอกว่ามองว่าอยู่ที่เกมที่เราเล่น ถ้าเราไปล่าช้าง ก็ต้องมองหาช้าง ไม่ใช่มองอะไรเล็กๆน้อยๆ
มันต้องเป็น superstock ตอนที่ยังมี room โตต่อได้อีกมหาศาล

Investment analytic for VI คุณสมเกียรติ ไกรเกรียงศรี
• Analytics คือ การค้นพบและการแปล สื่อสารไป เป็น Pattern ข้อมูลที่มีความหมาย
• Visual analytics มีตัวอย่าง chart ต่างๆ ที่ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม
• ทำไมต้องเป็น Visual ? เพราะสมองมนุษย์มีข้อจำกัด
• Visual analytics สำหรับ การลงทุนหุ้น ส่วนใหญ่ใช้ใน technical analysis แต่ก็มีสำหรับ fundamental analysis เช่นกัน
• ชั้นตอนการเลือกลงทุนหุ้น : กำหนดเกณฑ์ลงทุน => เข้าหาข้อมูลและสารสนเทศ => วิเคราะห์รายละเอียดแต่ละบริษัท
=>ออกแบบ Portfolio => ลงมือหรือเปลี่ยนแปลง
• ปัญหาของการหาที่ละบริษัทคือยุ่งยากใช้เวลา เช่น ถ้าต้องการ หาบริษัท ROIC, GPM สูงที่สุด 3 บริษัท
• คำถามคือ ข้อมูลที่มีเพียงพอทำนายอนาคตไหม? เบนจามิน เกรแฮม บอกว่า แนวโน้มในอดีตเป็นข้อเท็จจริง แต่ แนวโน้มในอนาคตเป็นแค่สมมติฐาน
• แล้วทำไมต้องหาข้อมูลในอดีต? วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า ในโลกธุรกิจ การมองกระจกหลัง ย่อมมองชัดเจนกว่ากระจกหน้าเสมอ
มีข้อสังเกตว่า อ.วอร์เรน จะต้องมีหลักฐานพิสูจน์พอสมควรถึงตัดสินใจ
• Case study Top down selection – เลือกอุตสาหกรรม => ดู Ratio ต่างๆและเปรียบเทียบ
o ตัวอย่าง เลือกกลุ่ม ธุรกิจ health care จะสามารถนำข้อมูลมาแสดงในมุมต่างๆให้เห็นได้ว่าตัวไหนมีจุดเด่นตรงไหน เช่น ROIC vs ROE
, Revenue growth vs Profit growth, Sales growth จะช่วยให้เรา screen สิ่งที่น่าสนใจและสามารถเข้าไปช่วยเจาะดูรายละเอียดได้ง่าย
• Case study Magic formula – Joel Greenblatt เอา Profitability, Earning yield, มาจัดลำดับ Rank highest earning เลือก 20-30 ตัว
แล้วซื้อถือไป 1 ปีแล้วขายซื้อใหม่ จะเห็น
o จะเห็นว่า visual analytics ช่วยให้ให้เราเห็นตัวเลข กราฟเส้น กราฟแท่ง เปรียบเทียบรายละเอียดจากข้อมูลทั้งรายหุ้นหรือตลาดได้สะดวก รวดเร็ว
ข้อมูลชุดนี้ของปี 2015 แสดงให้เห็นว่าสูตรนี้ชนะตลาดได้
• Case Net-Net stock – เอาหุ้นที่ถูกกว่า 2/3 ของ Market cap เทียบกับ Current asset – Total liabilities)
o ช่วยแสดงให้ว่าไม่มี ถ้าลดเหลือ 80% ของสูตรนี้มี 1 ตัว
• Case study turn around – จุดสำคัญคือดูหนี้ โปรแกรมจะช่วยวิเคราะห์แนวโน้มให้เห็นเทียบกับสินทรัพย์ ส่วนทุน ในปีที่ผ่านๆมาได้
รวมถึง แนวโน้ม GPM NPM ที่จะช่วยให้เห็นจุด turn around
• สามารถใช้ analytics ช่วยวิเคราะห์และเปรียบเทียบ model ในการลงทุนให้เราได้
• สรุปสุดท้ายก็ยังต้องใช้ทั้ง Quantitative และ Qualitative ด้วย สำคัญทั้งคู่
• Q&A ข้อมูลขายบุคคลธรรมดา 8 พันบาทต่อปี ถ้ามีบัตรนักศึกษาเหลือปีละ 4 พันบาทต่อปี
ส่วนตัวมองว่าข้อมูลย้อนไกลเกินไปไม่มีประโยชน์4-5 ปีก็พอ ยกเว้นมาทำ research
• โปรแกรมใช้ทำ analytics มีหลากหลาย และมีฟรี ด้วย อย่างที่ใช้งานเสียเงินแพงก็มีเป็นหลายหมื่นก็มี ที่ใช้อยู่คือ Tableau
• ถ้าสนใจใช้งาน 1. ซื้อข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ 2.หา Tool มาใช้งาน

Go against and stay alive.

TSRnDEng
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1912
Joined: Tue Jul 02, 2013 9:19 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by TSRnDEng » Sat Nov 26, 2016 7:24 pm

ขอบคุณมากครับ

เรียนรู้ และ เรียนรู้

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by amornkowa » Sat Nov 26, 2016 8:15 pm

ขอบคุณครับ


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1260
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by mezzo » Sat Nov 26, 2016 8:59 pm

ขอบคุณมากเลยครับ


batteryman
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 184
Joined: Thu Nov 22, 2012 4:51 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by batteryman » Sat Nov 26, 2016 9:14 pm

ขอบคุณครับ


titans
Verified User
Posts: 6
Joined: Mon Jun 30, 2014 12:36 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by titans » Sat Nov 26, 2016 9:48 pm

ขอบคุณมากครับ


bas_no10
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 42
Joined: Wed Jun 08, 2005 5:20 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by bas_no10 » Sat Nov 26, 2016 9:51 pm

ขอบคุณมากครับ


noooon010
Verified User
Posts: 2712
Joined: Sat Jun 09, 2007 5:08 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by noooon010 » Sat Nov 26, 2016 10:02 pm

ขอบคุณน้องบิ้กมากๆนะครับ ละเอียดมากๆครับ
ขอบคุณพี่เว็บ และทีมของพี่เว็บมากๆนะครับ ช่วยดูแลตรงจุดลงทะเบียนดีมากๆเลยครับ

เดี๋ยวอาทิตย์หน้า ถ้าผมว่างพอ ผมจะขออนุญาตมาเขียนสรุปตามสไตล์ผมบ้างนะคร้าบ

...กลับถึงบ้าน ลูกสาวคิดถึงมาก ...ผมก็คิดถึงเช่นกันครับ

บุญรักษาครับทุกๆท่าน

อย่าลืมให้เวลากับครอบครัว และสังคมรอบๆข้างของคุณนะครับ

มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม


นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ

aradin
Verified User
Posts: 160
Joined: Wed Jun 03, 2009 11:43 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by aradin » Sat Nov 26, 2016 10:05 pm

ขอบคุณครับ บันทึกได้ละเอียดมาก อ่านเพลิน ได้กระตุกความคิดดีมากเลยครับ


aob_kab
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17
Joined: Tue Dec 28, 2010 4:05 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by aob_kab » Sat Nov 26, 2016 10:37 pm

ขอบคุณมากครับ


User avatar
kongkiti
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 5830
Joined: Wed Apr 16, 2008 12:55 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by kongkiti » Sun Nov 27, 2016 8:30 am

เนื้อหาแน่นมาก ขอ bookmark ไว้เลย
ขอบคุณวิทยากร และพี่บิ๊ก คร้าบ :D

“Its like a finger pointing away to the moon. Don't concentrate on the finger
or you will miss all that heavenly glory.”- Bruce Lee

FAQs เกี่ยวกับแนวทางลงทุนแบบ VI
Blog ใหม่ >> https://www.blockdit.com/articles/5d733 ... 270d7b530

User avatar
1154
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 895
Joined: Mon Jun 18, 2007 9:47 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by 1154 » Sun Nov 27, 2016 9:13 am

ขอบคุณทุกท่านที่ทำให้เกิดงานนี้มากๆครับ


User avatar
i-salmon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 287
Joined: Tue Aug 07, 2012 10:54 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by i-salmon » Sun Nov 27, 2016 5:11 pm

วันนี้มาไม่ทันช่วยพี่มนตรี จดก็ไม่ได้ครบตลอดครับ ><
ขอแชร์ในส่วนที่ผมจดได้เรียบร้อยก่อนละกันครับ หวังว่าคงเป็นประโยชน์
มีใครแชร์เพิ่มเติมไว้จะขออ่านด้วยคน แฮ่ ^^
วันนี้ก็ได้สาระความรู้ ได้ข้อคิด เชื่อมโยงความคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้อีกเยอะเลย
ขอขอบคุณวิทยากร ผู้ร่วมจัดทุกท่าน อีกครั้งครับ

Investment FAQ พี่คเชนทร์ … เป็นการรวบรวมคำถามที่มักมีคนถามเข้ามา
โดยจะตอบและถามให้คิดตามด้วย เพราะอยากให้เข้าใจความสำคัญการรู้จักถาม
พี่คเชนทร์เล่าฟังรายการวิทยุ อ.สมภพ เล่าถึง คุณมาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ในการสอนลูกสาว
ว่ามีความตั้งใจเรื่องเดียวเลย ที่ต้องสอนให้มีให้ได้ คือ “อยากรู้อยากเห็น”
เป็นคุณสมบัตินำไปสู่การตั้งความถาม ถามจากผู้รู้ ถ้าไม่มีผู้รู้ตอบให้เรา เราก็ต้องหาคำตอบเอง
องค์ความรู้ ต่างๆ ที่เราได้เพิ่มหลายอย่างมาจากการตั้งคำถาม

คำถามที่ 1 หุ้นไทยยังน่าลงทุนไหม?
คำตอบ สมัยก่อนหุ้น PE ต่ำ 10 เยอะมาก จึงเป็นเหมือน Rule of Thumb หุ้นถูกต้อง PE ต่ำ 10
แต่ยุคนี้หาได้น้อยมาก หุ้นธุรกิจดี แข็งแกร่ง PE 20-25 บางตัวไปถึง PE 50, 70 ก็มี
แพง ดี แย่ เป็นความเห็น ความรู้สึก เราต้องใช้ ปัจจัย คุณภาพ และปริมาณ
ตัวอย่าง ถ้าเราเปิดร้านขายของ แล้วถามว่าสินค้าขายดีไหม?
เราอยากได้คำตอบว่า ขายดีเรื่อยๆ กับ ขายได้ 1 หมื่นบาท จากปกติ 6 พันบาทต่อวัน
อยากได้คำตอบแบบไหน?

จากข้อมูลย้อนหลังจากปี 95 ถึงปี 15 ทุก 5 ปี มาดู
ได้แก่ SET PE, SET Earning yield, ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของรัฐบาล
จะได้ => Earning yield gap ถ้าสูงคือหุ้นมีแนวโน้มถูก
จากปี 2000 11.6% เหลือปี 15 ที่ 1.9%
ขณะเดียวกันผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีก็ต่ำมาก PE ตลาดหุ้นสูงขึ้นค่อนข้างมากจึง
แต่ยังเห็น Earning yield gap เป็นบวกอยู่
สิ่งที่เราจะเจอก็อาจไม่เห็นหุ้นขึ้นแรงๆ เพราะใกล้เคียง 0
ถ้า earning yield gap ติดลบ การซื้อพันธบัตรอาจจะคุ้มกว่า ภาพที่น่าจะเจอคือตลาด side way
โครงสร้างธุรกิจหรือกฏหมายประเทศไทยยังแข่งขันน้อยน้อย
กฏหมายป้องกันผูกขาย ผังเมืองไม่เมแข็ง นำไปสู่ winner takes all
มีอยู่ในหลายอุตสาหกรรม => Oligopoly ทำให้ ROE สูง
ตัวอย่าง ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์การค้า Hypermarket รพ. ปูนซีเมนต์
ทำไมถึง ROE สูง เพราะว่า ROE = Net profit / Equity = (Net profit/Sales) x(Sale/Equity)
= Net profit margin x Sale/Equity แปลว่า ความสามารถในการขายเทียบกับ Asset สูง
ROE ของ sector ดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิน 15% เช่น Cpall 37.4%, Makro 40.2 %
ไม่มีคู่แข่งใน sector หรือธุรกิจสื่อสารก็แข่งขันน้อยราย Advanc 80.6% ,
หรือกลุ่มอื่นๆ เช่น AOT 16.8%, SCC 22.5%
เปรียบเทียบกับภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ROE รพ. หรือ ค้าปลีก ที่ไทยก็สูงกว่าที่ต่างประเทศ

ทำไม GDP จีนโตสูงกว่าไทย แต่ทำไมหุ้นจีนถึงไม่ได้ผลตอบแทนดีเมื่อเทียบกับไทย?
คำตอบคือ ความเป็นเจ้าของกิจการคนจีนมีสูง จึงมีการแข่งขันสูง ผลตอบแทนของทุนจึงต่ำ
สำนวนไทย “สิบพ่อค้าไม่เท่ากับหนึ่งพญาเลี้ยง” ชี้ให้เห็นว่าค่านิยมคนไทยชอบการอุปถัมภ์
ทำงานบริษัทใหญ่มั่นคง

ยังมีกลุ่มที่ได้เปรียบการแข่งขัน? Ans. เราไม่ได้ซื้อตลาด อย่างประเทศ สเปน, ญี่ปุ่น
ที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่หุ้นบางตัว อย่าง Zara, Uniqlo ได้ผลตอบแทนมหาศาล
ถ้ามองว่าเมืองไทย วันนี้ทำอะไรได้ดีกว่าชาวบ้านบ้าง?
1.การท่องเที่ยว – กรุงเทพ มีต่างชาติมาเยี่ยม อันดับต้นๆ 2-4 ซึ่งดีกว่า โรม หรือปารีส
หรือเมืองรองๆ เช่น ภูเก็ต พัทยา อันดับ 17-18
รายได้จากการท่องเที่ยวปี 2015 2.23 ล้านบาท GDP 2015 13.5 ล้านล้าน
รายได้จากการท่องเที่ยว16.5 % ของ GDP
Medical tourism เป็นอาณิสงค์ การจัดลำดับของต่างประเทศก็จะเห็นประเทศไทยติดอันดับ 1
Future trend มองว่า นักศึกษาจีนจะเข้ามาเรียนในไทย มากขึ้น เพราะ นศ.จีนมีที่สอบเข้า
มหาวิทยาลัยไม่ติด 5 ล้านคน มีบางส่วนไปเรียนที่ อังกฤษ, อเมริกา
แต่ถ้าฐานะที่จ่ายไม่ถึงก็จะเข้ามาเรียนในเมืองไทย
เมืองไทย จะเป็น อังกฤษแห่งเอเชียวันออกเฉียงใต้ หรือ มณฑลเสมือนของจีน
ต้องเป็นผู้นำในธุรกิจบริการ จะผลิตสินค้าบริการแข่งกับประเทศที่ต้นทุนถูกกว่าคงยาก
อีกอย่างเราก็เป็นประเทศที่ใกล้จีนเขาสามารถมาเที่ยวเราได้ง่าย ปีหนึ่งมาเที่ยวเป็น 10 ล้านคน
สรุปคือ โอกาสในหุ้นรายตัวยังมีอยู่มาก มีหุ้นที่ขึ้นเกิน 2 -3 เท่ามีหลายตัว ต้องเลือกให้ถูกตัว

คำถามที่ 2 เราควรสนใจดัชนี หรือ timing ตลาดไหม?
คำตอบ ขอถามกลับว่า…
1.ความแม่นยำในการทำนายตลาดถูกของเรากี่ % ? คนที่แม่นสุดอาจจะ 60% โอกาสผิดก็อาจจะเกือบครึ่งเลย
2. ถ้าตลาดลงแน่ จะขายหมดพอร์ตไหม? แล้วถ้าคิดผิดทำอย่างไร?
3. ถ้าขายบางส่วน จะขายตัวไหน? ส่วนใหญ่จะเลือกขายตัวเขียว เก็บตัวแดง
จากสถิติมักพบว่าหุ้นเขียวเป็นตัวที่เราคิดถูก แต่สีแดงเป็นหุ้นที่คิดผิด เข้าข่ายเก็บดอกไม้ รดน้ำวัชพืช
4. เมื่อตลาดกลับตัว แล้วหุ้นขึ้นกลับมาแพงกว่าราคาที่ขายไป? ส่วนใหญ่จะทำใจซื้อไม่ได้ เพราะมันแพง
ถ้าตอบ 4 คำถามนี้ได้ และทำตามได้ ก็น่าจะ timing ได้
แต่ถ้าไม่กล้า เราจะเสียหุ้น super stock ในการ panic และเก็บหุ้นไม่ดีไว้ในพอร์ต
ในอดีตมีเหตุการณ์ให้ Panic ตลอด การเมือง โรคระบาด มีเหตุให้กลัวตลอดเวลา
หุ้นที่ Strong หลายตัว ทำ All time high หลังตลาด Panic
เช่น Beauty, BCH, TKN, CBG, MALEE
ปีที่หุ้นลงแบบ Subprime มีอยู่เพียง 3 ปี ในรอบ 20 ปี ซึ่งหุ้นลงมากกว่า 40% (ปี 40,43,51) ใน
กรณีนั้นคงยากที่จะได้ผลตอบแทนดี แม้จะเลือกหุ้นดีอย่างไร
แต่นั่นก็จะทำให้ Market timing ได้เปรียบคือ 3 ปี จาก 20 ปี คิดเป็น 15%

คำถามที่ 3 ไหนบอกหุ้น PE ต่ำดี ทำไมหุ้น PE สูงขึ้นเอาๆ ?
ตอบ จอห์น เนฟ กล่าวว่า “ซื้อหุ้น pe ต่ำ ต้องแยกให้ออกระหว่างหุ้นที่ไม่มีอนาคต กับหุ้นมีอนาคตแต่ถูกมองข้าม”
หุ้นส่วนใหญ่ของหุ้น PE ต่ำเป็นแบบแรก แต่ถ้าเราเจอหุ้น มีอนาคตแต่ถูกมองข้าม เจ๋งเลย แต่ต้องมีศิลปะ
ทุกวันนี้มีแต่หุ้น PE สูง สิ่งที่ต้องดูคือ คุณภาพของกำไร
1. ความสม่ำเสมอของรายได้ บางธุรกิจมักเป็นฐานของปีหน้าได้ มี recurring revenue แต่บางธุรกิจต้องเริ่มต้นใหม่ทุกปี
เช่น อสังหาฯ ลูกค้าที่ซื้อบ้านปีนี้ โอกาสน้อยมากที่จะซื้อบ้านซ้ำในปีหน้า หรือธุรกิจที่ประมูลงานปีต่อปี หรือ backlog 2-3 ปี
2. ความสม่ำเสมอของ Net profit margin ต้องมี 5 force แข็งแรง อำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง สามารถปรับราคาได้
3. Cash flow ธุรกิจที่ขายเงินสด มีคุณภาพดีกว่าขายเป็นลูกหนี้ การค้า
เพราะมีความเสี่ยงจะเก็บไม่ได้ และเราไม่ได้เงินสด ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงในการเติบโต
4. ต้องลงทุนมากไหมเพื่อให้ได้กำไรเพิ่ม 1 บาท บางธุรกิจลงทุกนิดเดียว สร้างยอดขายหรือกำลังผลิตได้มาก
เช่น Cpall 1 สาขา ลงทุนไม่กี่ล้าน หรือให้แฟรนไชส์ลงทุนแทน หรือ โรงกลั่นจะเพิ่มโรงใหม่ลงทุนหลายหมื่นล้านบาทจึงสร้างได้

เปรียบเทียบหุ้น PS กับ BDMS 3 ปีที่เฉลี่ย กำไรใกล้เคียงกันมาก และเติบโตสูงด้วย
แต่พบว่า PS PE 8 กับ BDMS PE 37
ปีนี้ PS ราคาลง ทั้งที่ PE 8 ควรจะเสี่ยงน้อยกว่า PE 37 เพราะ กำไรลดลง 13% เป็นสิ่งสะท้อนว่าลูกค้าปีที่แล้วไม่ได้เป็นลูกค้าของปีนี้
ธุรกิจใหม่ของพฤกษา จะปลุกปั้นโรงพยาบาลย่านสะพานควาย
Key success คือต้องมีทีมแพทย์ ทีมบริหารที่เพียงพอ
คำถามที่น่าสนใจคือ 10 ปีที่ผ่านมา มีโรงพยาลที่เปิดใหม่ โดยมี ทีมใหม่, ทีมแพทย์ใหม่ๆ หรือไม่?
คำตอบคือแทบไม่เห็น สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจนี้มี Barrier to Entry สูงพอสมควร ต้องทนขาดทุน 3-5 ปี
ผลของบริษัทที่คุณภาพกำไรดี มี dividend payout ratio สูง ทำกำไรเป็นเงินสด และใช้ capex ต่ำ เติบโตโดยไม่ต้องเพิ่มทุน
เมื่อ dividend payout สูง Equity ต่ำ เพราะไม่เพิ่มขึ้น ROE ก็สูงตาม
ROE ยิ่งสูง ยิ่งดี มีปัจจัยทางธุรกิจสนับสนุนหลายอย่าง ซึ่งไปสะท้อนที่ ROE ทั้งหมด

ปัจจัยที่ทำให้ PE สูง หรือต่ำ ได้แก่
การเติบโต,ความเสี่ยงทางการเงิน, DE, ความสม่ำเสมอของรายได้, ธรรมาภิบาล

ไม่ได้บอกว่าหุ้น PE สูงต้องดี ใครก็อยากได้หุ้น PE ต่ำ ที่คุณภาพดี
สมัยนี้ VI เยอะกว่าสมัยก่อนมาก 15 ปีก่อน หุ้น PE 6-8 เท่ามีเยอะ
เหมือนทะเลสาบที่ปลาเยอะ แต่คนตกปลาน้อย ทุกวันนี้ทุกตารางนิ้วมีคนตกปลา
ยิ่ง PE สูง ก็ยิ่งต้องระวัง สะท้อนความคาดหวังที่สูงมาก
เราเลือกที่จะจัดการความเสี่ยงของเราได้ ต้องมีความรู้ให้มากพอในการลงทุน

คำถามที่ 4 การลงทุนให้สำเร็จ ต้องใช้เวลาเยอะไหม?
คำตอบ เวลาไม่ได้แปลผันตรงเสมอไป และเราสามารถใช้เวลาในชีวิตศึกษาหุ้นได้
สังเกตตลอดเวลา , หาข้อมูล shopping, ท่องเที่ยว
ตั้งคำถามว่า ใน 7-11 มีสินค้าที่เป็น หุ้น บลจ. กี่ตัว? คำตอบ 28 ตัว (จากการสังเกต 15นาที)
เช่น CPALL, OISHI, CPF หรืออย่าง JCT(ลูกอมฮัดสัน)
มีคำถามให้กลับไปคิดต่อว่าใน Central หรือ the mall มีหุ้นกี่ตัว?
ในชีวิตเราจะสามารถเห็นสินค้าบลจ.ได้ไม่ต่ำกว่า 40 บริษัท
ลองสำรวจกิจการที่เราสนใจ อยู่ใกล้ตัวเราและใช้เวลาไม่เยอะ
นอกจากนี้ Idle time เราบริหารอย่างไร? ใครทำได้ดีกว่าจะชนะ
รถแข่งที่แข่งขันตลอด 24 ชม. คันที่ชนะไม่ใช่คันที่เครื่องแรงสุด
แต่เป็นคันที่ใช้เวลาอยู่ใน Pitch หรือ service น้อยที่สุด
แต่ละวันมี idle time มากมาย เราเลือกจะทำอะไร?

สิ่งสำคัญคือ ความสม่ำเสมอ ความมีวินัย
ตัวอย่าง Long march คือการเดินทัพของ เหมา เจ๋อ ตุง
ต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพราะเจียงไคเช็ค แข็งแกร่งกว่า ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา
ต้องหนีไปทางเหนือของจีน เป็น 10,000 km ใช้เวลา 365 วัน เดินวันละเกือบ 30 Km
มีคนเหลือรอดไม่ถึงครึ่ง แต่สุดท้ายใช้วิธีป่าล้อมเมืองกลับมาโค่น เจียงไคเช็คได้สำเร็จ
การจะทำอะไรสม่ำเสมอได้ ต้องมี Passion มีวินัย
อีกตัวอย่าง นักสำรวจกลุ่ม 1 ตั้งใจเดินทุกวัน 20 km
กับกลุ่ม 2 ตั้งใจเดินวันที่อากาศดีๆเยอะ อากาศแย่ๆเดินน้อยหน่อย ผลออกมากลุ่มแรกไปถึงก่อน
อากาศแย่ๆ นั่นคือ อุปสรรค ความเบื่อ ความขี้เกียจ สิ่งเหล่านั้นมาหยุดยั้งเราหรือเปล่า?

คำถามที่ 5 พอร์ตยังเล็ก ควรซื้อหุ้น Blue chip ไหม?
คำตอบ ตัวอย่าง คุณเอ ศุภชัย กับ อั้ม พัชราภา
งานของคุณเอ คือ หาเพชรในตม มาปั้น
และประสบความสำเร็จก็ ได้ส่วนแบ่งค่าตัว ค่าแสดง ซึ่งดาราที่อยู่ใต้คุณเอ เช่น ณเดชน์, มาริโอ้
ถ้าเราเป็น VI ก็อยากทำแบบคุณเอ ได้

ตัวอย่าง เคยไปดู ปลาคาร์ฟ ตันโจ ตัวโต ราคา 3-5 หมื่นบาท สวยมาก จุดเด่น ตัวขาว หัวแดง
เกิดคำถามว่า ถ้าจะซื้อปลาราคานี้ ทำไมเราไม่ซื้อ ตัวเล็กๆ 3-4 พันบาท แล้วก็เลี้ยงให้โต
จึงซื้อมาเลี้ยง จนมันโต ปรากฏว่า มันไม่มีจุดแดงแค่หัว แต่มันมีจุดแดงเล็กๆเต็มตัวเลย
ภรรยาจึงเอากลับไปถามฟาร์มปลา ว่าทำไมโตมาแล้วไม่เหมือนในรูป(ตัวขาว หัวแดง)
คำตอบเขาคือ ถ้าอยากได้ในรูปก็ให้ซื้อตอนโตแล้ว จะได้มั่นใจว่ามันจะเป็นแบบนี้แน่ๆ
ถ้าซื้อตอนเด็ก มันก็มีความเสี่ยงที่จะโตมาไม่เป็นแบบนี้ หรือตายไปก่อน
มันตอบโจทย์ว่า ทำไมเราไม่ซื้อปลาตอนตัวยังเล็ก ราคา 3-4 พันบาทแทน

อีกตัวอย่าง Drogba นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ตอนอายุ 23 ปี
เขาเคยเป็นอดีตนักเตะฝึกหัดของ Man UTD ที่ไม่ได้ลงเลย Juventus มาซื้อไป 1 ล้านปอนด์
จนผ่านไป 3 ปี มีแววรุ่ง Man UTD ซื้อกลับจาก Juventus 89 ล้านปอนด์
เรื่องนี้สอนว่า หุ้นเล็ก เหมือนวัยเด็กยังไงก็มีโอกาสสูงขึ้นได้มากกว่าวัยรุ่นหรือผุ้ใหญ่
ซื้อหุ้นเล็ก อาจมีพลาดบ้าง แต่ถ้าถูก 2 จาก 3 ก็เพียงพอให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ

ข้อคิดจิตวิทยาลงทุน
Man UTD ไม่ได้ยึดว่าเคยขายไปถูก แล้วซื้อกลับมาแพงเพราะมองว่าใช้ก็ยังคุ้ม
หรืออย่าง CP ขาย Makro ไปราคาต่ำ แล้วซื้อกลับที่ 188,xxx ล้านบาท
(ทั้ง 2 เคสเป็นการทำถูกต้องตามหลักจิตวิทยาลงทุน
ส่วนคุ้มหรือไม่คุ้ม เป็นอีกเรื่องไม่เกี่ยวกัน)

คำถามที่ 6 อะไรคือตัวบอกว่าเราไม่มั่นใจเกินไป(Over-Confident)?
คำตอบ ถ้ามีคนมาถามแล้วเราเข้าใจมันดี สามารถอธิบายเหตุผลได้ เข้าใจความเสี่ยง
สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างคือ Over-Concerned ไม่มั่นใจในหุ้นที่เลือกมา
ทางแก้คือ ศึกษาข้อมูลให้มากพอ มั่นใจ
มองว่า Confident คือกระจกหน้า คนเราสนใจผลตอบแทน
กระจกหลังคือ อดีตหรือความเสี่ยง ต้องมองกระจกหลังด้วย
คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าเราขับรถมองกระจกหลังมากกว่ากระจกหน้า เราจะไปถึงที่หมายหรือไม่?
มีตัวอย่าง รุ่นน้องคนหนึ่งที่มาปรึกษาว่า หุ้นดีมาก ทำใจซื้อ BH ไม่ลง มีแห่งเดียว
เทียบกับ BGH มีหลายแห่ง ถ้าไฟไหม้ BH ทุกอย่างจบ
ก็ได้ตอบไปว่าไม่ได้ถือตัวเดียวในพอร์ต ถ้าเสียหายก็ 10-20% พอร์ต
สุดท้ายการลงทุน BH ครั้งนั้นก็ได้ผลตอบแทนดี
หุ้นทุกตัวมีปัจจัยเสี่ยง หรือมีเหตุทำให้มันแย่ได้หมด แต่มันจะโอกาสเกิดแค่ไหน
ข้อดีของรุ่นน้องคนนี้ก็จะเป็นคนที่มอง risk management ได้ดี

ทำอย่างนี้มีโอกาสชนะแน่
1) รู้ข้อมูลหุ้นที่ลงทุนมากกว่านักวิเคราะห์หรือผู้จัดการลงทุน (ผู้จัดการ Focus หุ้น 40 ตัว แต่เรา Focus 10-14 ตัว)
2) หาหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ แต่สุดท้ายนักวิเคราะห์ให้ความสนใจ
3) นักวิเคราะห์หุ้นบางคนวิเคราะห์ แต่ไม่เคยเดินไปสำรวจของจริง หรือไปใช้ผลิตภัณฑ์
จุดเด่นนักลงทุนมี Passion สูง อยากเปลี่ยนหลัก อยากมีอิสรภาพ

เพิ่มพอร์ตถึงเป้าหมาย มีความสุขใช่ไหม?
วันก่อนอ่าน fb ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่นับถือ โพสต์ว่า
“เงินไม่ใช่ความสุข แต่คนโพสต์แบบนี้ได้ต้องมีเงินก่อนนะจ๊ะ”
ที่พูดก็เป็นจริง มนุษย์มีฮอร์โมนสร้างความสุข 3-4 ตัว
ฮอร์โมนจะหลั่งเมื่อเราสร้างความสำเร็จได้
แต่ฮอร์โมนนี้จะหลั่งน้อยลง เมื่อเราได้รับความสำเร็จเดิมๆ
เช่น การได้กินหูฉลาม หรือมิชลินสตาร์ ครั้งแรกเราจะมีความสุขมาก
เป็นความสำเร็จ แต่พอเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะลดลงจนเป็น 0
มนุษย์จึงต้องหา ความสำเร็จใหม่ หรือใหญ่ขึ้น เพื่อรักษาความสุขต่อไป
ถ้าเป้าหมายลงทุนคือ พอร์ต 100 ล้าน ไปถึงแล้วและยังลงทุนต่อไป
ถ้า 10 ปีผ่านไป พอร์ตเขาไม่ขาดทุน แต่ยังมี 100 ล้านอยู่เหมือนเดิม
เขาจะมีความสุขไหม? สุดท้ายก็ยังไม่เคยเห็นใครบอกว่าได้ 100 ล้านแล้วหยุด
ก็ยังอยากให้เพิ่มขึ้นทุกปีต่อไป
เศรษฐีระดับหมื่นล้าน แสนล้านทำไมยังทำงานหนัก ยังขยายกิจการอยู่เรื่อง
เพราะเขาต้องการให้ฮอร์โมนตรงนี้หลั่งเรื่อยๆ คือ ความสำเร็จ

แล้วเมื่อไรจะมีความสุข หรือจะพอ ?
ฮอร์โมนความสุขไม่ได้มีตัวเดียว เราเลือกให้ตัวอื่นหลั่งได้ โดยไม่ต้องเป็นเรื่องความสำเร็จ
1. ความสัมพันธ์ที่ดี กับ ครอบครัว กับคนรัก กับเพื่อน ฮอร์โมนที่เกิดจากความรักก็จะหลั่งออกมา
2. ช่วยเหลือคนอื่น ทำให้คนอื่นมีความสุข ก็ทำให้ฮอร์โมนหลั่งได้เหมือนกัน
3. ความสุขสงบในจิตใจ ก็ทำให้ฮอร์โมนสร้างความสุขสร้างได้เหมือนกัน
4. อื่นๆ เช่นการเล่นกีฬา
สุดท้ายตอนมีเงิน 10 ล้าน กับมีเงิน 100ล้านอาจจะมีความสุขเท่าเดิมก็ได้

Q&A
• ถามความเห็นเกี่ยวกับ ROE,PBV ของ Cpall ? Ans. ROE สูงไม่ได้ดีเสมอไป ต้องดูเป็นแนวโน้มด้วย สูตรระหว่าง PBV PE ROE มีความสัมพันธ์กัน
Cpall ROE สูงมานานแล้ว ถ้าซื้อราคานี้คือซื้ออดีต ปัจจุบัน และหวังว่าอนาคตจะขึ้นไปอีก
• จากกลุ่ม thaivi สิ้นปี 55 รุ่นแรก ถึงวันนี้มีประสบการณ์แชร์อย่างไร? Ans. สมัยนั้นคนเลือกหุ้นบอกว่าแพง
ไม่เคยมีสมัยที่คนบอกว่าตลาดถูกมาก หุ้นน่าซื้อ มีแต่ความรู้สึกว่าหุ้นแพง รู้สึกเกือบๆหมดหวัง
แต่ช่วงที่ผ่านมาเห็นหุ้นขึ้น 50-100% เป็นสิบยี่สิบตัว เราต้องอยู่ด้วยความหวัง อย่าเชื่อว่าหุ้นแพงทุกตัว (ไม่นับหุ้นปั่น)
แค่เลือกให้ถูก 1-2 ตัวก็ทำให้ผลตอบแทนดีได้
• เลือกอย่างไร ระหว่าง หุ้นโตเร็ว 5 force ไม่แข็งแรง vs หุ้นแข็งแกร่งแต่โตไม่เร็ว?
Ans. มีเซียนหุ้นคนหนึ่งบอกว่า หุ้นดีต้องมีตำหนินิดหน่อย ต้องซื้อด้วยความไม่สบายใจบางอย่าง
หุ้นหลายตัวที่ Upside เยอะๆ มันจะมี เอ๊ะ หรือจะไหวหรอ ต่างจาก superstock สรุปชอบหุ้นโตเร็ว ระยะยาวราคาหุ้นแปรผันกับกำไร
• ถ้ามีเงินสด ถือรอ หรือถือหุ้นปันผลดีๆ จะดีไหม? Ans. หุ้นปันผลดีๆ ต้องระวัง ว่าจะได้หุ้นแบบ AS ไหม?
หรือหุ้นปันผลทุกไตรมาส อาจได้แบบ IT, SE-ED
อย่าดูแค่ปันผล อยากให้ดูธุรกิจเป็นหลัก ราคาในอนาคต สัมพันธ์กับ Earning growth
การปันผลสูงสะท้อน cash flow ที่ดี อย่าเอาหุ้นปันผลดี แต่กำไรลงทุกปี
มีคนบอกหุ้นปันผลทุกไตรมาสมักมีอาถรรพ์ เพราะมัก payout 100% แสดงว่าไม่ได้มี investment ที่มีนัยสำคัญ
เพื่อปกป้องการแข่งขัน หรือสร้างการเติบโตระยะยาว แสดงว่ากำไรไม่ถูก reinvest
• หุ้นที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง ไม่มีบทวิเคราะห์ มี Case study ที่เราทำในอดีตไหม? หรือความผิดพลาดตรงไหน?
Ans. หุ้น รพ. บางตัวไม่มีบทวิเคราะห์ ผบห.ไม่อยากเปิดตัว แต่ธุรกิจเราสามารถหาข้อมูลเองได้
ก็ลงทุนไปช่วง 1-2 ปี โดยไม่มีบทวิเคราะห์หรือกองทุนไปลง
กำไรปีนี้โต 80% yoy ข้อดีคือถ้าเราทำการบ้านหนักก็ได้เปรียบ ไม่มีบทวิเคราะห์ช่วยคนอื่น
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ขอแค่ผู้บริหารอย่าโกง อย่าไซฟ่อน
• ถามมุมมอง PEG ในการเลือกหุ้น ? Ans. ยิ่งต่ำยิ่งดี ปัญหาคือ ตลาดยังไม่แพง บอก PEG ไม่เกิน 1
ทุกวันนี้ หุ้นแข็งแกร่ง หุ้นดีๆ มี PEG ต่ำ 1 หรือไม่? (ต้องใช้ Growth เฉลี่ย 3 ปีข้างหน้า ไม่ใช่เอาที่กระโดดปีเดียว)
ต้องรู้จัก relax อย่าง PEG 1.5 หรือ 2 ถ้าอนาคตจะโตดีจริง ก็อาจจะกัดฟันซื้อได้ แต่ถ้า PEG 4 อาจจะสูงเกินไป

ปิดท้ายเวลาคนไทยแยกจากกันจะชอบพูดว่า โชคดีนะ แต่คนญี่ปุ่นจะพูดว่า จงพยายาม
พี่คเชนทร์ขอเอามารวมกัน ก่อนจากขอบอกทุกคนว่า "โชคดี และ จงพยายาม"

Go against and stay alive.

pipolulu
Verified User
Posts: 39
Joined: Wed Mar 19, 2008 8:18 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by pipolulu » Sun Nov 27, 2016 6:14 pm

ขอบคุณครับ


User avatar
i-salmon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 287
Joined: Tue Aug 07, 2012 10:54 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by i-salmon » Sun Nov 27, 2016 9:02 pm

แว้ก พิมพ์ผิด

วันนี้มาไม่ทัน**ช่วงพี่มนตรี
จดก็ไม่ได้ครบตลอดครับ (ขาดต้นกับท้าย)
ไว้มาอัพเดตหัวข้อทุนนิยมไทยครับ

Go against and stay alive.

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by amornkowa » Sun Nov 27, 2016 11:33 pm

ผมขอมาเสริมน้องบิ๊กในหัวข้อของคุณมนตรี

Industry of the future

วันนี้ได้นำเรื่องใกล้ตัวมากมาพูด เพียงใช้เครื่องมือเครื่องไม้สมัยใหม่ คนไอทีจะรู้เรื่องนี้ดี
ผมเป็นคนรุ่นเก่า ถ้าเป็น machine learning ต้องเป็นคุณเบน
คนอยู่ในวงการจะไม่ค่อยเห็น คนนอกวงการจะมองเห็นอีกมุมนึง บางคนไม่เก่งเรื่องไอที แต่นึกและนำไปต่อยอดได้
บางเรื่องไม่ต้องอยู่ในวงการ แต่ก็เข้าใจได้ จะหยิบมา 5-6 เรื่อง
ที่สำคัญ รู้แล้วไปทำอะไรต่อ ตอนนี้ยังไม่เห็นในบ้านเรา แทบจะไม่เห็นเลยในบ้านเรา
เช่น หน้าแล้ง ห้ามปลูกผัก ข้าว แต่ไปปลูกผักบุ้งอินเดีย พอมีฝน ก็ปลูกข้าวไม่ได้เพราะน้ำท่วม
ที่usa ชาวนารวยมาก ตลกมาก ของไทย ชาวนาจนกันทั้งนั้น กลายเป็นปลูกข้าวให้คนอื่นรวย
เคยถามชาวนา ทำไปทำไม น้ำทำไมไม่เก็บในบ่อ ชาวนาตอบว่า เก็บไม่ได้ แห้งหมด
ค่าจ้างเก็บเกี่ยว 350 บาทต่อวัน กลับตรงเวลา ส่วนรถTractor บางพื้นที่เข้าไม่ได้
บางพื้นที่ ทำนาได้ครั้งเดียว
ทำไมอิสราเอล ปลูกผัก ผลไม้ ได้ แต่บ้านเราเจริญ อุดมสมบูรณ์ แต่ผลผลิตไม่สูง
ใครทำได้ มีโอกาสทางธุรกิจมหาศาล
ไม่แคล้วเป็นกลุ่มซีพี บ้านเราเป็นกลุ่มทุนใหญ่ที่มีโอกาสทำ ต้องให้พี่เตาพูดในช่วงต่อมา
ว่าทำไมบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้

คุณมนตรี ถามคนในห้องสัมมนา มีใคร รู้จักInternet of Thing ไหม
เรื่อง Sharing Economy

ที่บ้านผม ไม่นับชั้นล่าง ชั้นบน มีห้อง 3 ห้อง ห้องใหญ่สุดเก็บเสื้อผ้า ทำระเบียงห้อง ติดแอร์นอน
เวลามีแขกมา ก็ให้ไปนอนห้องลูก ห้องนอนไปเก็บของแทน มูลค่าการเก็บ เป็น junk up
- เด็กusa คิดได้ เลยมาแชร์ห้องพักกัน เลยเกิดธุรกิจ Airbnb ขึ้นมา
- รถยนต์คันละล้าน ขับไปทำงาน จอดไว้ที่สำนักงาน
ปกติจอดทิ้งที่สำนักงาน ใช้รถเต็มที่ 4 ชม รวมรถติด รถคันละล้าน utilize แค่ 25% ทำลายมูลค่ามากสุด
Uberมาคิดเพื่อแชร์ ต่อไปไม่ต้องมีรถทุกคน ใช้ Uber คุ้มกว่า ไม่ต้องซ่อมดูแล
- อยากมีรูไว้ใส่ น๊อต ติดชั้นวาง ทำไมต้องมีสว่านเจาะรู แล้วเมื่อไหร่จะใช้ ทำให้Homeproขายดี
เพราะ ถ้าจะติดรูปจ้าง จ่ายค่าแรง 1000 บาท ผู้เข้าสัมมนาเสริมว่า ตอนนี้ อีเกีย คิดรูละ 50 บาท
พี่เบนชอบซื้อเครื่องมือมาเยอะแยะ ลูกชายคนเล็กก็มาช่วยใช้เครื่องมือ

สังคมจะเป็นแบบแบ่งปันในอนาคต
เราไม่จำเป็นต้องมีสินค้าครบทุกอย่าง รถยนต์ไม่ต้องมีเยอะ

คำถาม
1.บริษัทผลิตรถยนต์ต้อง downsize ลงหรือไม่
2.บริษัทอสังหา ต่อไปคนจะซื้อเก็งกำไรหรือเปล่า

Time sharing เริ่มเข้ามา
เด็กบางมด ก็จะเริ่มให้บริการแต่มีเงื่อนไข ต้องคืนที่เดิม ไม่น่าจะwork ควรให้ไปจอดตามจุดที่กำหนด
เรื่องการกู้ยืม ดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อวัน เจ้าหนี้นอกระบบกล้าให้กู้กับคนไม่รู้จัก
ผลตอบแทน มากกว่า 365% เพราะเป็นการทบต้นดอกเบี้ย
เจ้าหนี้ต้องเอาแบบนั้นเพราะโอกาสถูกเบี้ยวมหาศาล ปล่อยไป สิบคน ตามทวง 5-6 คนตามทวงต้องเลี้ยงคนมาตามหนี้
รัฐบาลไม่อยากให้มี ควรต้องเก็บข้อมูลผู้กู้ ถ้าเรารู้ว่าเขาไม่เบี้ยว ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บสูงมาก แสดงว่า Trust มีมูลค่ามาก
ต้องทำอย่างไรให้ระบบมี trust มากขึ้น ตอนนี้มี Fintech ทำapplication P to P lending
ตัวอย่าง หุ้นLending club ราคาขึ้นไป 40$ แล้วราคาตกลงเพราะไม่น่าเชื่อถือเจ้าของ
สมัยปี 2008 ข้อมูลเรื่องพวกนี้มีน้อย หนังเรื่อง bigshot คนรู้เรื่องวิกฤตมีน้อยมาก ทำให้ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเกิด
แต่ตอนนี้ อยู่ในเครือข่าย internet ,Data คือ ข้อมูลดิบ มันเยอะแยะมหาศาล ตอนนี้เชื่อมต่อบ้าง
เข้าไปอยู่ตามบริษัทมากมาย ทิ้งไปซะ 90%
อาชีพในอนาคต คือ Data analytic
ข้อมูลมีมูลค่ามหาศาล เมือ่ก่อน อยู่ในยุคที่ 3 Information แต่นึกไม่ออก
พอวัยใกล้ 50 เริ่มเข้าใจว่าDATA มันมีค่ามหาศาล

ถามว่า มีใครทำธุรกิจกับ Facebook
น้องหญิงบอกว่า มีจ่ายค่าโฆษณาผ่านทาง Facebook รายเดือน 2หมื่นกว่าบาท
คุณมนตรี บอกว่า Shutter stock สามารถโหลดภาพให้ฟรี
ถ้าจ่ายรายเดือน Facebook ให้ข้อมูลมาเยอะมาก มันกรองข้อมูลมาจากทั่วโลก
ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราอาจไม่เต็มใจให้ก็ได้ ข้อมูลที่search ในgoogle แต่ไปโชว์ใน FB ได้
เพื่อนรุ่นน้องค่าตัวแพงที่ทำงานcreative ต่างตกงาน เพราะ รูปสวยๆขายเพียง 1$
ทำไมต้องจ้าง creative ทำโฆษณา ไปฉายใน ทีวี แต่ตอนนี้ Google , Facebook
สามารถเสนอกลุ่มเป้าหมายให้ได้
เราสามารถลงทุนต่างประเทศได้แล้ว
มีหลายบริษัทที่เป็นบริษัท inter ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ
แต่คนลงทุนไม่เยอะ เพราะมันแปลกใหม่ ถ้าอยากรู้จริง
เคยคิดซื้อ Facebook ไหม เพราะ มันใกล้ตัวมาก

Sharingความรู้ ถ้าเราทำเป็นฐานความรู้ ให้ทุกคนเข้ามาดู
ตัวอย่าง เช่น ต่อไปประเทศฟินแลนด์ ยกเลิกการเรียน เพราะ มีข้อมูลให้ศึกษาเพียงพอ
ตอนนี้มี web ให้นักเขียนลงไปให้คนอ่าน ถ้าน่าสนใจ จะมีสำนักพิมพ์มาซื้อไปพิมพ์ต่อ
ตอนนี้มีให้เช่าเลนส์ของกล้องถ่ายรูป แต่ยังไม่รู้รับส่งกันอย่างไร ตัวเองไม่อยากซื้อเลนส์ให้ภรรยาว่า
ตอนนี้sharing ให้พี่วัตเอาโดรนมาให้เล่นอยู่
แกซื้อมาใช้แค่ครึ่งปี ถ้าแชร์กันได้น่าจะคุ้มค่า ต่อไป ของเราจะเป็นของพวกเรา
เรามาดูว่ามันมีโอกาสทางธุรกิจไหม เราสามารถให้ทุนแก่เด็กstartupทำ เหมือนที่คุณกระทิงทำ
Startupน่ามอง เด็กพวกนี้ฉลาด คิดแต่เรื่องเปลี่ยนโลก ไม่คิดในทางcommercial หรือการค้า
แต่เราคิดว่ามันสร้างมูลค่า ก็เข้าไปร่วม สามารถหาได้จากตลาดทั่วโลก

Internet of Things

Internet + Things มีรหัส 01010 เต็มไปหมด ในห้องเต็มไปด้วยคลื่นสมองไฟฟ้า แต่รบกวนด้วย
รหัส 01010 รวมเรียกว่า Cyber space
ส่วน Physical space แยกจากกัน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
Sensor ราคาถูกลงมาก จากการใช้ในมือถือ iphone , Android phone มากๆซึ่งใช้ sensor
สามารถเอา sensor ไปแปะไว้ที่ physical thing เช่น นาฬิกา หลอดไฟ ผ้าอ้อมเด็ก
เดี๋ยวนี้มี sensor screenไว้ที่ตัว sensorจะส่งข้อมูลไปหาหมอ สามารถดูจากคอมพิวเตอร์และสั่งยาได้เลย
เรียกว่า Cyber physical system
คือการเอา 2 อย่าง IOT กับ cyber space มาบวกกัน
เมื่อก่อนต่างคนต่างต่อ ตอนนี้มือถือคุยกับ ทีวี ตู้เย็น แอร์ เราหนีเมียเที่ยว ก็ยังรู้เลย
ปัญหาตามมาคือเรื่องความเป็นส่วนตัว ผู้หญิงกลัวคนอื่นรู้วันเกิดกับรอบเอว แต่เราก็ให้เขาไปหมด
Data คือ ข้อมูลดิบ ต้องมี Cloud, Big data 90% ทิ้ง แต่ที่เหลือ มีคนเอามาใช้เช่น Facebook, Google
หรือ Google Map หรือ เรียก Taxi ผ่าน mobile หรือ จ่ายเงินผ่าน mobile banking
ใช้ Rabbit ทำให้เขารู้ว่าเราอยากได้อะไร Rabbit line play น่ากลัวมาก ต่อไปจะไปเกี่ยวการเติมน้ำมัน หรือการซื้อของ
หยิบเสื้อผ้าใส่ถุงเดินกลับเลย ระบบหักจากบัญชีเรียบร้อย มันรู้เลยว่าเราแต่งตัวแบบไหน
มันจะโฆษณาให้เห็นว่าสินค้าอะไรที่น่าสนใจ พ่อบ้านต้องกักตัวภรรยาไว้ ไม่งั้นเงินไหลออกแน่

คุณทราย บอกว่า shopping onlineได้ ซึ่ง Alibaba จะเก็บข้อมูลในการซื้อ และ วิเคราะห์ให้
Mass customize ผลิตเยอะแต่แตกต่าง เช่น 3D Printing
อยากให้คนในห้อง participate เพราะฝรั่งชอบแบบนี้
3D printer พิมพ์โมเดลออกมาได้เลย ผลิตรถทั้งคันโดยใช้ 3D printer ต้นทุนต่ำมาก
ต่อไปจะมีรถยนต์น้อยลง เพราะใช้ resource น้อยสุด
หนังสือ ชื่อ Resource revolution ที่คุณสาลินีแปลออกมาน่าสนใจ
จริงๆมีองค์ความรู้พวกนี้เยอะ ต่อไปมีอะไรแปลกๆใหม่มากขึ้น
Smart home , smart city จะมีเยอะแยะ ระบบไฟ แอร์ จะถูกเชื่อมต่อกัน
ข้อมูลเรื่องพลังงาน smart power grid โรงไฟฟ้าหนึ่งโรงผลิตไฟ 1ล้าน MW
ช่วง demand peak อาจใช้ไฟฟ้า 2ล้านMWได้ ดังนั้นต้องสร้างเผื่อเป็น 2 ล้าน MW
ต้องสร้างให้ใหญ่ ทำให้ต้องมีต้นทุนมหาศาล แต่มันจำเป็น
เลยมี ไอเดีย smart grid ต่อไปเรามีหลายแหล่งพลังงาน เช่น solar , wind , etc
เป็น Trend ใหญ่ สำหรับ Solar มันพัฒนามาหลายสิบปี ทำอย่างไรก็ได้เอาไฟจากหลายแหล่ง
เก็บไว้ที่นึง ช่วงที่run of peak ปกติ heating cycle ควร run 80-90%
เครื่องยนต์เบนซิน ทิ้งไป 90% นี่คือเหตุผล ICE เลยจะถูกทิ้งอยู่
Run ต่ำๆไม่มีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรเอาไฟฟ้าช่วงไม่ใช้ มาใช้ช่วงที่ peak ลด CO2
ช่วงนี้มีการพัฒนา Battery เพื่อเก็บไฟฟ้า ต่อไปจะเห็นรถเทลเลอร์มาเก็บไฟฟ้า
ส่วนที่ใช้ไฟฟ้าpeak เพื่อเสริม บริษัทไฟฟ้าไม่น่าสนใจ รวมถึงรถยนต์
Tesla ผลิตรถยนต์ เพราะต้องการผลิต Battery เพื่อเก็บไฟ
ตอนนี้แข่งกันระหว่างจีนกับUsa
จีน NEED เพราะเผา ถ่านหิน และ ฟอสซิล จนมีมลภาวะเป็นพิษ
บริษัท BYD เริ่มจาก battery เพื่อใช้ในหลายอุตสาหกรรม
แต่ไม่ใช่หุ้นแบต 3K , ยัวซาร์
ช่วงนึง ธุรกิจbatteryที่พูด ทำให้หุ้น 3K ขึ้น จริงๆไม่ใช่
ต่อไปเชื่อว่าแบตน่าจะถูกลง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ
Electric & Autonomous Car
โดรน มี Sonar ติดเต็มไปหมด สามารถหลบกิ่งไม้ หรือ สิ่งกีดขวางได้
ต่อไปรถจะมีระบบนี้สามารถหลบหลีกได้ และ จะไม่มีคนขับ
ระบบพวกนี้จะใส่ในระบบรถยนต์ ยานยนต์ สร้างภาพ 3 มิติ
ตอนนี้ยังมีข่าวรถไม่มีคนขับ ชนบ้างเพราะ data น้อยไป ต่อไปฉลาดมากขึ้น และ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
ตอนนี้พาลูกไปหัดขับรถ ไม่งั้นไปเล่นเกมส์
ชีวิตเราจะเปลี่ยน มีมือถือสามารถกดเรียกรถมารับ และ ลงจากรถเมื่อถึงที่หมาย คนอื่นก็ใช้ต่อ
บริษัท Toyota , Honda ลงทุนเครื่องสันดาปภายในไปเยอะยังไม่อยากให้ไป EV
ต่อไป ชิ้นส่วนรถยนต์หายไปเยอะ บ้านเราผลิตชิ้นส่วน 2nd tier
ส่วน 1st ประกอบModule ไม่จ้างคนไทยทำแถวRojana
ไม่ใช่เราไม่เก่ง ต่อไปจะไม่เหลืออะไร เขาพยายามชะลอ แต่ท้ายสุดต้องเปลี่ยน
คนที่มี skill เก่าไม่ยอมปรับตัว คนไทยรับวัฒนธรรมรามเกียรติ พระรามหล่อ เก่ง ถูกรังแก วันๆไม่ทำอะไร
หล่อ เก่ง แต่โง่ ปรับตัวยาก แต่ถึงเวลาก็ปรับได้ แต่อาจพังซะก่อน
ทศกัณฐ์ ขายขนมครก ก็ไม่ได้ ถือว่าลบหลู่ เมืองไทยประหลาดดี
เป็นวัฒนธรรมติดตัว แทรกอยู่ในสมองเรา ฟังข่าวมาจะอยู่ในแกนสมอง เป็นสมองตะกวด เอาตัวรอด หนี สู้
อีกสมอง เป็นความรักชอบ โกรธ เป็นสมองสุนัข
อีกส่วนเป็นสมองส่วนหน้า เวลาคิด ให้ข้างหน้ากล่อมเกลาก่อนซื้อหุ้น คิดก่อนซื้อ
Data management Platform
เอาข้อมูลไปจัดสินค้า โฆษณา ค้าขาย เลือกสื่อเพื่อทำโฆษณา
หรือ ช่องทาง internet , Facebook ยิงเข้าหาเราเลย
เขารู้ข้อมูลเราหมด หน้าตา อายุ สามารถเสนอสินค้าให้เราทุกที่ มี email ส่งให้เรา
นอนดู Youtube ก็เสนอสินค้าให้เรา ตอนดู หนังมันส์อยู่
บ้านเรามีสื่อถ้าใช้ เช่น Rabbit line play เป็น ของ BTS ลองไปศึกษาดู
ค่าธรรมเนียม ไม่เยอะ แต่ข้อมูลน่าสนใจ
Omnichannel
รวมหลายช่องทางเข้าด้วยกัน
Blockchain
ความเชื่อถือมีคุณค่ามหาศาล การทำธุรกรรมทางการเงิน ต้องมี ธนาคารอยู่เบื้องหลัง จึงtrust
ทำให้ธนาคารได้รายได้ตรงนี้มหาศาล
Bit coin สร้าง Trust ขึ้นมาเอง เมื่อก่อนมีสมุดบัญชี ธนาคารเก็บข้อมูลนี้ไว้ที่เดียว
เวลาHack ไม่ยาก Blockchain กระจายข้อมูลออก ใหญ่ และ ยาว
เวลาแก้ ต้องใช้กำลังมหาศาล เรียกว่า God Protocol คนคิด ใช้ชื่อ ซาโตชิ อากาโกโต้
Bit coin ใช้เทคโนโลยีนี้ ต่อไปโอนเงิน รับเงิน ไม่ต้องผ่านธนาคารแล้ว ไม่ต้อง Trust กันอีก
เวลาทำเรื่องเช่น โอนถ่ายทรัพย์สิน ข้อมูลเก็บตรงนี้ตลอดไป ต่อไป หน่วยงานรัฐ เช่น กรมที่ดิน ไม่จำเป็นต้องมี
ไปลองดู มีผลกระทบในอนาคตมาก ธนาคารกลัว Blockchain มาก ยิ่ง Network ใหญ่ ความเชื่อถือยิ่งเยอะ
Google อยากทำ Google plus
Line อยากทำ Chat community
Chat board พึงระวังว่าไม่ใช่คุยกับมนุษย์ มันฝึกตอบโต้ ด้วยคำถามที่ใช้บ่อย
มันมาพร้อมกับ network ที่ใหญ่
Network economy เป็นคำที่สำคัญ เป็น Competitive advantage ที่สำคัญ
แทน Economy of scales
Network ที่ใหญ่ สามารถต่อยอดไปได้อีกเยอะ ต้องศึกษาดูว่ามันใช่ไหม

Augment Reality
AR ต่อไปใช้เยอะ
Virtual Reality หมอฝึกการผ่าตัดผ่านระบบนี้
Agricultural Technology
เปลี่ยนชีวิต เกษตรกรรม ไปมาก ถ้าเราใช้เทคโนโลยีมาช่วย น่าจะทำ เป็น เกษตรกรรม 4.0
เอาโตรน บินไป ถ่าย จะรู้หมดว่าดินเป็นอย่างไร สามรถวางแผนจะทำอะไรได้
ทุกวันนี้ปลูกแต่ข้าว ไม่รู้จะปลูกอะไร
อยากฝากเอาไว้ถ้าใครจะทำ

สุดท้ายขอขอบคุณ คุณมนตรี และ ทีมงานทุกท่านครับ


User avatar
นายมานะ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1084
Joined: Wed Mar 06, 2013 5:02 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by นายมานะ » Mon Nov 28, 2016 1:08 am

ขอกราบอาจารย์เมพปลา เห็นอาจารย์มา ผมนี่เกือบจะกลับบ้านไปรออ่านที่บ้านละ อิอิ

ยิ่งกว่า VR ก็เลคเชอร์เมพปลาและพี่อมรนี่แหละ ^^


User avatar
นายมานะ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1084
Joined: Wed Mar 06, 2013 5:02 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by นายมานะ » Mon Nov 28, 2016 1:16 am

ขอขอบคุณพี่หมอนุ่น พี่เบน พี่ทราย พี่ทิพย์ พี่ณัฐ และพี่ๆ ทีมงานเบื้องหลังทุกๆ ท่านด้วยที่ทำให้เกิดสัมมนาดีๆ แบบนี้ครับ อยากเป็นกำลังใจให้พี่ๆ ทีมงานจัดงานดีๆ อย่างนี้ต่อไปครับ ขอบคุณทุกๆ ท่านอีกครั้งครับ :mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:


User avatar
newbie_12
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2898
Joined: Wed Jun 27, 2007 3:19 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by newbie_12 » Mon Nov 28, 2016 8:32 am

อีกตัวอย่าง Drogba นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ตอนอายุ 23 ปี
เขาเคยเป็นอดีตนักเตะฝึกหัดของ Man UTD ที่ไม่ได้ลงเลย Juventus มาซื้อไป 1 ล้านปอนด์
จนผ่านไป 3 ปี มีแววรุ่ง Man UTD ซื้อกลับจาก Juventus 89 ล้านปอนด์
เรื่องนี้สอนว่า หุ้นเล็ก เหมือนวัยเด็กยังไงก็มีโอกาสสูงขึ้นได้มากกว่าวัยรุ่นหรือผุ้ใหญ่
ซื้อหุ้นเล็ก อาจมีพลาดบ้าง แต่ถ้าถูก 2 จาก 3 ก็เพียงพอให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ
จริงๆคือ Paul Pogba ครับ

ส่วน Drogba เคยเป็นนักเตะเชลซี

.
.
อดีตอันรุ่งโรจน์ ไม่ได้การันตีอนาคตจะรุ่งเรือง

----------------------------

Bauer
Verified User
Posts: 69
Joined: Tue May 07, 2013 10:37 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by Bauer » Mon Nov 28, 2016 1:00 pm

อันนี้ตอบถูก จริงหรือไไม่รู้แน่
Paulปอกบ้า ซื้อกลับมาแพงเกืนไปถ้าเทียบกับค่าตัว ดูให้ดีราคาแพงที่สุดในโลก แต่เล่นให้แมนยู ไม่รู้สึกโดดเด่นอะไรเลย ไม่คุ้มสุดๆ

Cpallขาย makro ไปตอนไหนหว่า


Bauer
Verified User
Posts: 69
Joined: Tue May 07, 2013 10:37 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2

Posts by Bauer » Mon Nov 28, 2016 2:01 pm

อันนี้ตอบถูก จริงหรือไไม่รู้แน่
Paulปอกบ้า ซื้อกลับมาแพงเกืนไปถ้าเทียบกับค่าตัว ดูให้ดีราคาแพงที่สุดในโลก แต่เล่นให้แมนยู ไม่รู้สึกโดดเด่นอะไรเลย ไม่คุ้มสุดๆ

Cpallขาย makro ไปตอนไหนหว่า


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by amornkowa » Mon Nov 28, 2016 9:16 pm

สัมมนา VI Knowing charity4 27 Nov 16
ทุนนิยมไทย โดย พี่เตา บรรยง พงษ์พานิช

หลัก กาลามสูตรสมัย เป็นเรื่อง 10 อย่าง
พี่เตาแนะว่า อย่าพึ่งเชื่อ นึกตรึกตรองก่อนจะเชื่อ
ทุกเรื่องต้องใช้เหตุ ตรึกตรอง ก่อน พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าไม่ปฎิบัติ ก็ไม่ควรเชื่อ

ทำไมตลาดทุนเป็นหัวใจหลัก

วิชาเศรษฐศาสตร์101 สอนว่าทำอย่างไรจึงจัดสรรทรัพยากรที่จำกัดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การแบ่งสรรกันอย่างเป็นธรรม แต่มันขัดกันเองในตัวทฤษฏี โลกก็เรียนรู้เรื่องนี้มาตลอด 200 ปี
โลกมีอายุ 4,000 ล้านปี แต่วิชานี้แค่ 200 ปี เป็นแค่ขบวนการ
พี่เตาพูดถึงวิวัฒนาการในแต่ละยุค เริ่มจาก

1.อาจารย์ Smith เป็นผู้สังเกตจากธรรมชาติ และ คิดเรื่องเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาได้
หลังปฏิวัตอุตสาหกรรม มนุษย์ย่อมตัดสินใจตามเหตุผล ถ้ากลไกเป็นธรรม
รัฐไม่ต้องยุ่ง มันจะเป็นไปอย่างที่ควรเป็น

2. David คิดเรื่องภาษี เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ส่วนกลาง ใครถนัดอะไรทำอย่างนั้นและมาแลกเปลี่ยนกัน

3. Marxist คิดทฤษฏีอย่าง Smith แต่ปล่อยให้กลไกตลาดทำไป คนใช้แรงงานจะเสียเปรียบ
ทุนไม่ควรจะมีอยู่ในโลกนี้ จนไม่มีใครใช้

4. จนกระทั่ง เลนิน เอาไปใช้ในรัสเซีย

5. จนเกิด วิกฤตเศรษฐกิจ Keynesian บอกว่ารัฐต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อสร้างดุลยภาพใหม่
สร้าง Aggregate demand แต่ไม่ได้บอกว่าแทรกแซงแค่ไหน ( บรรยากาศตอนนี้เหมือนย้อนไปเรียน MBA เลย)
แต่การจำนำข้าว ไม่เรียกว่าแบบเคนส์ แต่เป็นสังคมนิยมแล้ว แต่ถ้าเป็น QE อย่างนั้นนับเป็น เคนส์ได้

6. หลังสงครามโลก จีนนำไปใช้โดยเหมา มีอุดมการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่เน้นความเป็นธรรม
สังคมนิยม ทุนนิยม อันไหนดีกว่า ผมตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นทุนนิยมที่ดี
เหมา รัสเซีย และ อีก35 ประเทศ เกิดสงครามเย็น วอร์ซอเทค เป็นสังคมนิยม
ทำไมจึงเลิก ไว้มาเล่ากันตอนหลัง

40 ปีผ่านไป ประเทศทุนนิยม ผลผลิตโดยรวมเฉลี่ย มันมากกว่าระบบสังคมนิยม มากกว่า 4 เท่า
ในเยอรมันตะวันออก ปี 1989 ผลผลิตของเยอรมันตะวันตกมากกว่า 3.5 เท่า ของเยอรมันตะวันออก
เกาหลีเหนือ GDP ห่างกับเกาหลีใต้
รายได้ 1000 $: 28000 $
คิวบา ชักเริ่มเปลี่ยนแปลง คนไม่นิยมสูบซิการ์
ตอนที่เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมา และ เหมาเสียชีวิต ปี1976 ปราบ Gang of 4
เติ้งเสี่ยวผิง เดินทางออกนอกประเทศ ไปไทยเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว อยู่เมืองไทย 5 วัน
ออกจากเมืองไทย ไปมาเลย์ 1 วัน อยู่กับ ลีกวนยู 3 วันที่สิงคโปร์
เติ้งรับนโยบายแบบจัดการแบบสิงคโปร์มา อันนี้ทางลีกวนยูกล่าวอ้างไว้
เติ้งเลิกสนับสนุนคอมมิวนิสต์นอกประเทศรวมไทยด้วย
ทำให้คอมมิวนิสต์ในไทยล่มสลายไป
จีน เริ่มเศรษฐกิจใหม่ ในปี1979 เปลี่ยนทุกอย่าง GDP ตอนนั้น 187 $ต่อคนต่อปี
ส่วนไทย 580 $ ต่อคนต่อปี 4 ปีที่แล้ว เริ่มแซงเรา
จูหรงจี บอกว่า เราอดทนกันหน่อยสำหรับ GDP ที่โตแค่ 6.5% ส่วนไทย สบายใจได้ 3%
เราบอกว่าอีก 20 ปี เราจะเป็นประเทศพัฒนา ส่วนมาเลย์ อีก 2 ปี ก็เป็นแล้ว

โลกหันมาใช้ระบบทุนนิยม อดีตนายกคนนึง เคยบอกว่า จะชอบหรือไม่ชอบ โลกจะเหลือระบบเดียวคือ ระบบทุนนิยม
Globalization ก็มา ความร่วมระหว่างประเทศก็มา เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในช่วงปี 1985-2005
จนเกิดวิกฤตมาเรื่อยๆ ใน 10 ปีหลัง

ทำไม ทรัมป์มา ทุนนิยมไม่ประสบความสำเร็จในการกระจาย แต่ประสบความสำเร็จในด้านผลผลิต
โลกมีคน 1,800 ล้านคน เมื่อ200ปีก่อน เทียบกับสมัยพุทธกาล 500 ล้านคน
แต่ ตอนนี้ มีประชากร 7,000 ล้านคน
แต่ผลผลิตเพิ่มอีก 240 เท่า ทุกคนดีขึ้นหมด คนที่จนที่สุดก็ดีกว่าคนจนสมัยก่อน
เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ถ้าป่วยเป็นไส้ติ่งก็ตายแล้ว สมัยนี้การแพทย์เจริญรักษาหาย
แต่คนต้องการดีขึ้น แต่จะเทียบกับคนข้างๆกัน

คำถามต่อ ทำไมทุนนิยมถึงชนะ
ระบบทุนนิยม Market economy ประสิทธิภาพมาจากากรแข่งขันเท่านั้น ยอมให้คนมีสิทธิในทรัพย์สินทุกอย่าง
ถ้าทำก็เป็นของคุณ เก็บไว้ได้ เงินเป็นcreation ที่ยิ่งใหญ่

หน้าที่ของเงิน
1. วัดมูลค่า
2. สื่อกลาง
3. แลกเปลี่ยนมูลค่า
เก็บไว้ใช้ยามทำงานไม่ไหว หรือ ไม่อยากทำ เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเงิน
เงินมีอายุ 2,000 ปี ไม่รู้เกิดที่ไหน มีหลักฐานที่เมโสโปรเตรเมีย ต่อมาที่จีนก็มีหลักฐานด้วย
ตัวอย่างเปรียบเทียบ
สิงโต ล่าสัตว์ได้ 4 ตัว แต่เก็บอาหารไม่ได้ ดังนั้น สิงโตพอแก่ตัวก็อดตาย
แต่คนมีเงินสามารถนำเงินเก็บมาใช้ตอนแก่ได้ ทำให้เงินเปลี่ยนโลก

ทุนนิยม จะควบคุมไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ สร้างการแข่งขัน
ส่วน marxist ไม่ยอมให้ใครครอบครอง ส่วนกลางเป็นคนบอกเองว่าใครควรได้อะไร เท่าเทียมกัน
แต่จริงๆไม่ใช่ ไม่รู้จะขยันทำงานไปทำไม มันไม่work

ตอนนี้กำลังเข้าสู่ new chapter มันเป็นกระบวนการต้องเรียนรู้ว่าจะเข้าสู่จุดสมดุล
ผมมาเล่าปัจจัยให้ฟัง มันมีแต่ความผันผวน สับสน ควบคุมไม่ได้ แต่เราต้องอยู่ต่อไปให้ได้
ผมตอบไม่ได้ predictไม่ได้ โลกเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ในทุนนิยมมี Range
ทุนนิยมในเมืองไทย ใครบอกเป็นคำหยาบ แต่จริงๆ ทุนนิยมมี range มีการสร้างกลไกการแข่งขัน
มีโอกาสห่างกันไม่มาก มีสาธารณูปโภค การศึกษาไม่ห่างกันมาก ที่สำคัญคือการเข้าถึงทุนได้เท่าเทียมกัน
มีกฎระเบียบ มีความโลภได้ แต่ต้องแข่งอย่างเป็นธรรม เป็น เศรษฐกิจแบบเปิด
ประเทศที่ถึงยังไม่มี แต่ ยุโรป ใกล้เคียง GDP ประมาณ 60,000 $ ต่อคนต่อปี
ทุนนิยมระบบพรรคพวก จะมีการสร้างพรรคพวก
กำไรส่วนเกินก็ไปแบ่งปันกัน ทำความเสียหาย ทำให้ความสามารถการแข่งขันของประเทศลดลง
เราขยายเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
เรื่องเกี่ยวกับชาตินิยม
ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ธุรกิจใหญ่ ต้องเป็นของคนไทย เราภูมิใจมากแต่จะมีกี่ครอบครัวจะทำได้
เรื่องธนาคารต้องเป็นของคนไทย
แต่ในนิวซีแลนด์ ไม่มีคนในประเทศเป็นเจ้าของธนาคาร แต่ NIM แค่ 1.5%
ใครจ่าย ความรักชาติ คนจ่ายคือ ผู้กู้จ่าย
คนลงทุนต้องดู nontraceable เช่น ธนาคาร สื่อสาร ถ้ารักชาติ ก็ต้องรับไป
ส่วนTraceable คือ ธุรกิจที่ต้องนำเข้า ส่งออก
หลายอุตสาหกรรม ควรมี แต่ต้นทุนทางการเงินสำคัญที่สุด
Capital cost คุณสูงกว่าที่อื่น เราก็อยู่ไม่ได้
ถ้าเราเข้าใจ ก็เป็นคนละเรื่อง ถ้าไม่เปิดเสรี ก็หาประโยชน์ต่อไป
พัฒนาตามระบบพรรคพวกนิยมต่อไป บริษัทวิ่งเต้นเก่ง นักการเมืองใหญ่ก็เข้าไปซื้อ

4 ทางเลือกสำหรับประเทศไทย ดูจากสไลด์
ชาวเวเนซุเอร่า ยึดบริษัทน้ำมันมา ก็เป็นสังคมนิยม พอ 20 ปี เวเนซุเอร่า เมื่อ 20 ปี ผลิต 11ล้านบาร์เรล
ตอนนี้ เหลือ 2 ล้านบาร์เรล แต่มีปริมาณน้ำมันสำรอง 350 ปี แต่อาจขายไม่ได้ในอนาคตเพราะไม่มีใครใช้น้ำมันแล้ว
ทฤษฎีสวนกระแส พูดไว้ว่า ไม่มีทางที่น้ำมันหมด ก่อนเลิกใช้
ดังนั้นควร พัฒนาระบบใหม่ที่เหมาะสมกับคนไทย แต่ก็ไม่มีหรอก
เนวิน จากประเทศพม่า ยึดอำนาจพม่า เปลี่ยนระบบเป็น Road to Burmese สังคมนิยมแบบพม่า ยึดแบบรัสเซ๊ยเลย
ไม่ให้ฝรั่งเข้าประเทศ ปี 1960 GDP 180$ ต่อคนต่อปี ไทยมีแค่ 101 $ ต่อคนต่อปี
พอเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ 40 ปีผ่านไป เศรษฐกิจถอยหลังไปเยอะ พอเปิดประเทศมา 10 ปี GDP 1100$เอง
Globalization เป็นการแชร์ทุกอย่าง ใช้ ทรัพยากร ของคน 7,000 ล้านคนมาแชร์

ทุนนิยม กับ พุทธศาสนา ดูเหมือนไปกันคนทาง เรามักเห็นการย้อนแย้ง
ทำมาหากิน และ ศาสนา เป็นคนละเรื่อง หากินก่อน เหลือก็ค่อยบริจาค
ถ้าเรามีความรู้สึกย้อนแย้ง สร้าง Right purpose ไม่ได้ จะสร้าง ฉันทะบริสุทธิ์ไม่ได้
ทุนนิยม บอกว่า อยากค่อยทำ แก้ปัญหาเรื่องsupply
ส่วนทางพุทธ บอกว่า แก้ปัญหาเรื่อง demand
น่าจะเอามาผสมผสานกันน่าจะดี มีทั้ง Demand & Supply
ปกติสร้างเท่าไหร่ความอยากก็จะวิ่งหนี แต่ศาสนาสอนให้เราพอใจในสิ่งที่มีอยู่
Passion เป็นเรื่องสำคัญมาก

ผม underwriteหุ้นเข้าตลาด ระดมให้ธุรกิจไทย 500,000 ล้านบาท
ถ้าเราจัดทุนให้อยู่ถูกที่ ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง
ส่วนM&A มีมูลค่า 800,000 ล้านบาท
ผมว่าเป็นการสร้างฉันทะ มีความเพียร องค์กรที่มีหลักแกนได้

ทุนมีความสำคัญ แต่โลกมีโลกาภิวัตน์ หมายถึง

1. นัยยะแรก ไม่มีขอบเขต โลกเชื่อมโยงกัน
ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่
ตลาดทุนเป็นหัวใจของการจัดสรรทรัพยากรที่ดี
ตลาดทุนที่ดีหมายถึงจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพและมีอัตถประโยชน์สูงสุด
แต่เศรษฐศาสตร์ ต้องมีความเป็นธรรมด้วย อย่าสับสนกัน
คุณเล่นหุ้น คุณก็มีหน้าที่ มีส่วนรวบรวมทรัพยากรด้วย จากแหล่งที่ถูกต้อง
วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดจากได้เงินกู้ระยะสั้น จากต่างประเทศ แต่มาลงทุนระยะยาว เช่น การสร้าง Real estate ,โรงพยาบาล ถือเป็นการจัดสรรให้คนที่ไม่มีศากยภาพที่แท้จริง

2 ต้นทุนการเงินต้องแข่งขันกันได้
ต้นทุนทางการเงิน คือ Required rate of return investor and cost of debt
อันแรก ต้องมีความเสี่ยงพอเพียงมาก Bid of ask spread มันควรมีแค่ 1 สตางค์
ทำไห้Product hedging สูงเกินไป และ gap ห่างเกินไป
Capital gain tax ไม่เก็บเพราะ
เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะเสียtax จากปันผล และ corporate tax
เรามีอนุสัญญาภาษีซ้อน เยอะ จะทำให้เงินทุนไหลออกด้วย คนไปลงทุนจากต่างประเทศ
มาลงทุนไทยแทน เหลือแต่คนรายย่อยเองที่ลงทุนในไทย

3 จัดสรรได้ดี เอาไปให้คนที่ศักยภาพการแข่งขัน นั่นคือตลาดที่ดี

4 ติดตาม ว่าเอาเงินไปแล้ว ใช้อย่างมีกระบวนการ มี Corporate Governent
ไม่กิน โกง เป็นกลไกที่กว้างกว่า CG

5 มี Reallocate อย่างมีประสิทธิภาพ มีนัยยะ ต้องมีสภาพคล่องเวลาซื้อและขายด้วย
ไม่เหมือนที่อินโด ขายหมื่นล้านตลาดตกหนัก
กลไกที่ยังไม่ปรับปรุง เช่น ธนาคารจะยึดกิจการ เช่น Sub micron คุณชาญ ใช้เวลา12ปีกว่าจะยึดโรงงานซึ่งไม่ทันสมัย
แล้ว ต่อไปก็ไม่ให้กู้ พวก Hitech

โครงสร้างตลาดหุ้น
ปกติมักจะไปดูรายการซื้อขายสุทธิเท่านั้น
เราบอกฝรั่งขาย เพราะดู Net sell 3000 ล้านบาท แต่ไม่ดูยอด buy 20,000 ล้านบาท
ประเทศไทยเป็นตลาดเดียวในโลก มีนักลงทุนไทยลงทุนเกิน 50% ไต้หวันตอนนี้น้อยกว่า 50% แล้ว
จริงๆแล้วตลาดหุ้นที่อื่นพัฒนาไปแล้ว แต่เรายังพัฒนาอยู่ แมงเม่าตายหมด
Market cap ส่วน 6.33 ล้านล้าน เป็น Free float ถือเป็น 44%
แต่ 55% เป็น สถาบันต่างประเทศ เป็นกองทุนใหญ่ไม่เยอะ แต่ละกองทุน ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญ

ตัวอย่างเช่น บลจ อเบอร์ดีนเก่งมาก ทยอยขายพลังงาน ก่อนหุ้นพลังงานตกจากราคาน้ำมัน
เดี๋ยวนี้ สถาบันไทยถือมากกว่าบุคคล ตัวอย่างเช่น AIA ถือ 1แสนล้าน ที่เหลือ 20% ล้านล้านบาทถือโดยบุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดา แบ่งเป็น 2 พวก

1. Inactive ปีนึงซื้อขายไม่เกิน 2 รอบ เปรียบเทียบกับสถาบันไม่ถึง 1 รอบ

2. Active ซื้อขายเกิน 2รอบ ไม่น่าจะเป็น วีไอ

ผมเคยลงทุนปี 2520 สมัยราชาเงินทุน และเลิก ผมซื้อหุ้น 7 หุ้น และ ตอนนี้เหลือแค่ 1 หุ้น ถือ ไม่ต่ำกว่า 5 ปี
4 หุ้นซื้อก่อนเข้าตลาด
นักลงทุนสถาบัน ไทย เทศ 90% อยู่ในหุ้น 70 หุ้นเองเท่านั้น ไปดูจากภัทรที่ทำ research

ที่มาว่าสถาบันในและต่างประเทศไม่สนใจหุ้นเล็ก

หุ้นเล็ก ถ้าขนาดไม่ได้ ก็ไม่สนใจลงทุนแล้ว
ต้นทุนการทำ research ใน quality ที่เขาต้องการ 3 ล้านบาท ดังนั้น ขนาดของmarket cap ของหุ้นแต่ละตัวมีผล
หุ้นเล็ก เลยไม่มีสถาบันซื้อเท่าไหร่ ไม่คุ้มค่าคอม
หุ้นใหญ่ นักลงทุนสถาบัน แต่ไม่ลงทุนในหุ้นเล็ก
กองทุน ก็ถือหุ้นใหญ่ อาจมืถือหุ้นเล็กบ้าง ต้องระวัง
ยุค 1950-2000 เป็นยุคที่โลกเติบโตดีสุด โต 10 เท่า เฉลี่ย 4.7 % ต่อปี มาจาก เทคโนโลยี ,
Disruptive ทำให้productivity เพิ่มขึ้น
แต่ช่วงหลังโตแค่ 1 %
1961 ไทยมี per capita น้อยสุด 101 $ เอง ต่อมาปี 2012 มี GDP 5474 $ ต่อคนต่อปี
เราโตเฉลี่ย 8% ดีสุดประเทศนึงในช่วง 50 ปี ยกเว้นสิงคโปร์ ประชากรลด
อดีตเราไม่เลว แต่ ช่วงนี้เราไม่ดีมาก ถ้าไม่มีจำนำข้าว จะโตแค่ปีละ 1 % กว่าๆเอง ไม่ควรหวังระยะสั้น
ไทยโชคดีในช่วงแรกของการพัฒนา ช่วง 2500-2516 เผด็จการเต็มรูปแบบ คำขวัญ น้ำไหล ไฟไม่ดับ
ความโชคดีค่อยๆหายไป เอารัฐนำ ไปขยายรัฐวิสาหกิจแทน
Bottom line productivity growth ไม่ดี ถึงแม้ GDP ดีกว่า เวียดนาม
จริงๆชาวนากว่าครึ่ง ควรเลิกปลูกข้าว

ขอบคุณพี่เตาที่มาให้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และ วิวัฒนาการของทุนนิยม มากๆครับ
น้องบิ๊กมีอะไรเพิ่มเติมเสริมได้นะครับ


User avatar
i-salmon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 287
Joined: Tue Aug 07, 2012 10:54 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by i-salmon » Mon Nov 28, 2016 9:27 pm

ขอบคุณครับพี่อมร ^^
ช่วงนี้งานเข้าจนดึกอีกแล้ว
ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม ไว้จะเสริมนะครับ

Go against and stay alive.

User avatar
i-salmon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 287
Joined: Tue Aug 07, 2012 10:54 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by i-salmon » Mon Nov 28, 2016 9:29 pm

newbie_12 wrote:
อีกตัวอย่าง Drogba นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ตอนอายุ 23 ปี
เขาเคยเป็นอดีตนักเตะฝึกหัดของ Man UTD ที่ไม่ได้ลงเลย Juventus มาซื้อไป 1 ล้านปอนด์
จนผ่านไป 3 ปี มีแววรุ่ง Man UTD ซื้อกลับจาก Juventus 89 ล้านปอนด์
เรื่องนี้สอนว่า หุ้นเล็ก เหมือนวัยเด็กยังไงก็มีโอกาสสูงขึ้นได้มากกว่าวัยรุ่นหรือผุ้ใหญ่
ซื้อหุ้นเล็ก อาจมีพลาดบ้าง แต่ถ้าถูก 2 จาก 3 ก็เพียงพอให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ
จริงๆคือ Paul Pogba ครับ

ส่วน Drogba เคยเป็นนักเตะเชลซี


5555 ขอบคุณครับ พี่ newbie_12

Go against and stay alive.

kraikria
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1158
Joined: Mon Feb 14, 2005 9:50 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by kraikria » Mon Nov 28, 2016 10:34 pm

ยังกับถ่าย Video เก็บเอาไว้เลย ขอบคุณมากๆที่แบ่งปันครับ _/\_

ไม่ควรลงทุนอะไร ถ้าไม่รู้สึกสบายใจในสิ่งนั้น

chamnan028
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 366
Joined: Thu Jul 15, 2010 8:47 am

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by chamnan028 » Tue Nov 29, 2016 6:58 pm

ขอบคุณ คุณ i-salmon มากๆ ครับ

ผมเองก็ได้ไปฟังสัมนานี้ เหมือนกัน

Investment FAQ พี่คเชนทร์ นี่สุดยอดมาก
เป็นการสอนที่ประทับใจผมมาก ๆ ไม่รู้จะพูดยังงัย ...
เป็นการเปิดมุมมองของตัวผมเองมาก ให้ออกจากกรอบความคิดเดิมๆ
ควรค่าแก่การอ่านมาก ๆๆๆ ครับ...


noooon010
Verified User
Posts: 2712
Joined: Sat Jun 09, 2007 5:08 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by noooon010 » Wed Nov 30, 2016 7:44 am

ขอบคุณน้องบิ้กมากๆนะครับ
เดี๋ยวช่วงที่พี่มนพูด ผมจะมาเขียนให้อีกทีนะครับ
ผมเองหลังกลับมาจากงานก็มาทำหน้าที่พ่อบ้านเหมือนเดิม ความสุขจากรอยยิ้มเสียงหัวเราะของลูกสาวทำให้มีกำลังใจขึ้นมากๆหลังจากอดหลับอดนอน ปนเครียด กลัวงานจะออกมาไม่ดีครับ
.....ผมคิดว่าทีมงานทุกท่านเป็นแบบนี้นะครับ คือทุ่มสุดตัว
ดังนั้นถ้าท่านใดได้ไปงานสัมนา VI Know How Charity ครั้งที่ 4 มา จะขออนุญาตรบกวนเวลาเรียนเชิญท่านตอบแบบสอบถามนิดนึงนะครับ เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงงาน และเพื่อเป็นกำลังใจแด่คนทำงานครับ

(ถ้าท่านไม่ได้ฟัง session ใดสามารถกดปุ่มskip ได้เลยนะครับ)
(เดี๋ยวผมจะโพสต์ลิงค์แบบสอบถามท้ายข้อความนี้นะครับ ขอบคุณครับ)

**แอบมาแซวน้องบิ้กว่ามาสายอ่า ....แบบนี้อาจเจอพี่มนดุได้นะคร้าบ ^_^(จริงๆท่านเป็นห่วงนะ ไม่งั้นท่านไม่มาดุให้เสียอารมณ์ท่านครับ)

อย่าลืมให้เวลากับครอบครัว และสังคมรอบๆข้างของคุณนะครับ

มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม


นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ

noooon010
Verified User
Posts: 2712
Joined: Sat Jun 09, 2007 5:08 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by noooon010 » Wed Nov 30, 2016 7:53 am

Link สำหรับตอบแบบสอบถาม online ของงาน VI Know How Charity ครั้งที่ 4 (26-27พย.59) ครับ
https://goo.gl/forms/6HBaccwjvFj00fEA2

ปล.ผู้เข้าร่วมสัมนาท่านใดตอบแบบสอบถาม ขอให้มีความสุข และสนุกกับการลงทุนทุกๆท่านนะครับ :D

บุญรักษาครับ

ปล.2 เนื่องจากผมเองสามารถมาเขียนสรุปได้เฉพาะเวลาที่ว่างจากการตรวจคนไข้ ผมเลยสรุปลงในอัลบั้มบันทึกสัมนาในเฟสบุ้คของผมนะครับ(set privacy ของอัลบั้มเป็น Public ครับ)

https://m.facebook.com/noon.su.3/albums ... 655571681/

ขอบคุณทุกๆท่านมากๆอีกครั้งครับ

อย่าลืมให้เวลากับครอบครัว และสังคมรอบๆข้างของคุณนะครับ

มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม


นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ

User avatar
ไพลิน
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 911
Joined: Mon Oct 08, 2012 5:16 pm

Re: สรุปสัมมนา VI Knowhow charity#4(Nov2016)

Posts by ไพลิน » Sun Dec 04, 2016 12:43 pm

ขอบพระคุณพี่ๆทุกท่านมากครับที่แชร์อะไรดีๆให้อ่าน

Happiness is here and now

Post Reply